บทที่ 1 โครงสร้างโลก
(Earth’s structure)
โลกเป็นดาวเคราะห์หิน (terrestrial planet) กาเนิด
โดยการพอกพูนมวลจากการปะทะและหลอมรวมกันของวัตถุ
ที่เหลือจากการก่อตัวของดวงซึ่งในช่วงต้นโลกมีอุณหภูมิสูง
ทาให้สสารต่าง ๆ หลอมเข้าด้วยกัน ต่อมาอุณหภูมิค่อย ๆ
ลดลง สสารมีการแยกจากกันตามความหนาแน่น โดยที่ส่วน
นอกสุดของโลกมีอุณหภูมิลดลงและแข็งตัวเร็วกว่าส่วนอื่น
กระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทาให้โลกเกิดการแบ่งชั้น
ช่วงต้นของการกาเนิดโลกที่เกิดจากการ
ปะทะและหลอมรวมกันของวัตถุที่
เหลืออยู่จากการก่อตัวของดวงอาทิตย์
ช่วงุณหภูมิเริ่มลดต่าลงทาให้ผิวนอกแข็งตัว
โลกเกิดการแบ่งชั้น
ข้อมูลในการศึกษาและการแบ่งชั้นโครงสร้างโลก
เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) พบว่าความหนาแน่นเฉลี่ยของโลกมีค่าเป็น 2 เท่าของความ
หนาแน่นของหินบนผิวโลก จึงสันนิษฐานว่า โลกไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด และส่วนที่อยู่ ลึกลงไป
ภายในโลกน่าจะมีความหนาแน่นมากกว่าหินบนผิวโลก
ต่อมามีการสารวจหินบนเปลือกโลกและศึกษาหินที่เกิดจาก
การระเบิดของภูเขาไฟ พบว่าสมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบทาง
เคมีของหินบนเปลือกโลกคล้ายกับหินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ
แต่เมื่อเทียบกับหินแปลกปลอม (xenolith) ที่ถูกพาขึ้นมาพร้อมลาวา
พบว่ามีสมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างออกไป
นอกจากนี้จากการเจาะสารวจทาให้ทราบว่าโลกมีอุณหภูมิและความ
ดันเพิ่มขึ้นตามระดับความลึกและจากการระเบิดของภูเขาไฟทาให้
ทราบว่าภายใต้ผิวโลกลงไปบางส่วนมีหินหลอมเหลว หินแปลกปลอม (xenolith)
จากการศึกษาข้างต้นยังไม่ทาให้ทราบถึงข้อมูลของโครงสร้างโลกในโลกระดับลึกได้ จึงมีการใช้ความรู้จาก
ทฤษฎีกาเนิดระบบสุริยะ และสมบัติของคลื่นไหวสะเทือน (seismic waves) มาช่วยศึกษา
จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและความ
หนาแน่นของอุกกาบาตเหล็ก (iron meteorites)
พบว่ามีองค์ประกอบหลักทางเคมีเป็นเหล็กและ
นิกเกิล และเมื่อเปรียบเทียบกับของโลกก็พบว่ามี
ความหนาแน่นใกล้เคียงกัน จึงนามาสู่ข้อสรุปว่า
ภายในโลกมีองค์ประกอบทางเคมีเป็น เหล็ก และ
นิกเกิล
อุกกาบาต campo del cielo
การใช้สมบัติของคลื่นไหวสะเทือนในการศึกษาสมบัติเชิงกลของโครงสร้างโลก
นักวิทยาศาสตร์ได้นาสมบัติของคลื่น ไหวสะเทือนมาศึกษาสมบัติเชิงกลของโครงสร้างโลก คลื่นไหว
สะเทือนเป็นคลื่นกลที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือที่มนุษย์สร้างขึ้นคลื่นไหวสะเทือน
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คลื่นในตัวกลาง (body wave) และคลื่นพื้นผิว (surface waves) ใน
การศึกษาโครงสร้างโลกใช้สมบัติของคลื่นในตัวกลางเป็ นหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็ น คลื่นปฐมภูมิ
(primary wave, P-wave) และ คลื่นทุติยภูมิ (secondary wave, S-wave)
1 คลื่นปฐมภูมิ (P wave)
เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง
โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัด
ขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไปผ่านตัวกลางที่เป็น
ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
2 คลื่นทุติยภูมิ (S wave)
เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง
โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่น
ผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะ
ตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น
คลื่นในตัวกลาง แบ่งออกเป็น คลื่นปฐมภูมิ (primary wave, P-wave) และ คลื่นทุติยภูมิ (secondary wave, S-wave)
1 คลื่นปฐมภูมิ (P wave)
เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง
โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัด
ขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไปผ่านตัวกลางที่เป็น
ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
2 คลื่นทุติยภูมิ (S wave)
เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง
โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่น
ผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะ
ตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น
หากภายในโลกเป็ นเนื้อเดียวกันโดย
ตลอดคลื่นไหวสะเทือนที่เคลื่อนที่ผ่านภายใน
โลกจะมีความเร็วคงที่และเดินทางเป็นเส้นตรง
แต่ถ้าวัสดุภายในโลกมีความหนาแน่นและความ
ดันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับความลึก คลื่นไหว
สะเทือนจะเคลื่อนผ่าน ภายในโลกด้วยความเร็ว
ที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของความหนาแน่น
และความดัน และเส้นทาง การเคลื่อนที่ของ
คลื่นจะไม่เป็ นเส้นตรง แต่จากการศึกษาการ
เคลื่อนที่ของ คลื่นไหวสะเทือนผ่านภายในโลก
พบว่า มีลักษณะดังรูป ทาให้สันนิษฐานว่า
ภายในโลกอาจแบ่งเป็ นชั้น ๆ ตามสถานะและ
ความหนาแน่นที่แตกต่างกัน
การแบ่งชั้นโครงสร้างโลกตามองค์ประกอบทางเคมี
ในขณะที่เกิดการแบ่งชั้นของโลก ธาตุเหล่านี้เกิดเป็นสารประกอบแล้วแยกตัวกันอยู่เป็นชั้น ๆ ตามความหนาแน่นที่
แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์จึงแบ่งโครงสร้างโลกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ เปลือกโลก (crust) เนื้อโลก (mantle) และแก่น
โลก (core) ตามองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน
เปลือกโลก (crust)
เป็นชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มโลก มีความหนาระหว่าง 5-70 กิโลเมตร เปลือกโลกประกอบด้วยเปลือกโลกทวีป (Continental
crust) และเปลือกโลกมหาสมุทร (Oceanic crust)
เปลือกโลกทวีปมีทั้งที่เป็นพื้นทวีปและไหล่ทวีป (Continental
shelf) ประกอบด้วยหินแกรนิตเป็ นส่วนใหญ่ โดยมีองค์ประกอบ
หลักเป็นสารประกอบของซิลิกอนและอะลูมิเนียม
เปลือกโลกมหาสมุทร เป็นส่วนที่รองรับทะเลหรือมหาสมุทร
ส่วนใหญ่ประกอบด้วย หินบะซอลต์ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น
สารประกอบของซิลิกอนและแมกนีเซียม เปลือกโลกทวีปมี
ความหนาแน่นน้อยกว่าเปลือกโลกมหาสมุทร แต่เปลือกโลกทวีปมี
ความหนามากกว่าเปลือกโลกมหาสมุทร
เปลือกโลกทวีปมีทั้งที่เป็นพื้นทวีปและไหล่ทวีป
(Continental shelf) ประกอบด้วยหินแกรนิตเป็น
ส่ วนใหญ่ โดยมีองค์ ประกอบหลักเป็ น
สารประกอบของซิลิกอนและอะลูมิเนียม
เปลือกโลกมหาสมุทร เป็ นส่วนที่รองรับทะเลหรือมหาสมุทร
ส่วนใหญ่ประกอบด้วย หินบะซอลต์ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น
สารประกอบของซิลิกอนและแมกนีเซียม เปลือกโลกทวีปมี
ความหนาแน่นน้อยกว่าเปลือกโลกมหาสมุทร แต่เปลือกโลกทวีป
มีความหนามากกว่าเปลือกโลกมหาสมุทร
เปลือกโลก (crust)
เนื้อโลก (mantle)
เป็ นชั้นที่อยู่ถัดจากเปลือกโลก มีขอบเขตตั้งแต่ใต้เปลือกโลกจนถึงที่ระดับ ความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร
นักวิทยาศาสตร์ศึกษาหินแข็งใต้เปลือกโลก (หินแปลกปลอม) ที่ขึ้นมาบนผิวโลกพร้อมกับลาวาพบว่ามีองค์ประกอบหลัก
เป็ นซิลิกอน แมกนีเซียม และเหล็กเป็ นส่วนใหญ่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่าเนื้อโลกมีองค์ประกอบหลักเป็ น
สารประกอบ ของซิลิกอน แมกนีเซียมและเหล็ก
แก่นโลก (core)
เป็นโครงสร้างโลกชั้นในสุดอยู่ที่ระดับความลึกตั้งแต่ 2,900 กิโลเมตรจาก ผิวโลก จนถึงใจกลางโลก ประกอบด้วยธาตุเหล็ก
เป็นส่วนใหญ่ และธาตุอื่น ๆ ได้แก่ นิกเกิล ออกซิเจน ซิลิกอน และซัลเฟอร์
การแบ่งชั้นโครงสร้างโลกตามสมบัติเชิงกล
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาคลื่นไหวสะเทือนที่เคลื่อนที่จาก
ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว และพบว่าบางบริเวณสามารถ
ตรวจวัดได้ทั้งคลื่นปฐมภูมิและทุติยภูมิ บางบริเวณไม่
สามารถตรวจวัดคลื่นปฐมภูมิได้ บางบริเวณไม่สามารถ
ตรวจวัดคลื่นทุติยภูมิได้ และบางบริเวณ ไม่สามารถ
ตรวจวัดได้ทั้งคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ เรียกบริเวณ
เหล่านี้ว่า เขตอับคลื่น (shadow Zone) ซึ่งเป็นผลมาจากการ
สะท้อนและ/หรือหักเหของคลื่น จากการตรวจพบเขตอับ
คลื่นทาให้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าภายในโลกไม่ได้ เป็นเนื้อ
เดียวกัน นอกจากนี้การเคลื่อนที่ของคลื่นไหวสะเทือนมีการ
เปลี่ยนแปลง ความเร็วที่ระดับลึกต่าง ๆ นักวิทยาศาสตร์จึง
นาข้อมูลทั้งหมดข้างต้นมาใช้ในการแบ่งชั้นโครงสร้างโลก
ความเร็วของคลื่นไหวสะเทือน (km/s)
ความลึ
ก
(km)
เมื่อคลื่นไหวสะเทือนเคลื่อนที่ผ่านโครงสร้างภายในโลก
คลื่นไหวสะเทือนมีการเปลี่ยนแปลง ความเร็วอย่าง
ฉับพลันที่ระดับความลึกต่าง ๆ รวมทั้งการไม่ปรากฏ
คลื่นทุติยภูมิในบางช่วงของระดับความลึก แสดงว่า
ภายใน โลกไม่ได้เป็ นเนื้อเดียวกัน แต่แบ่งได้เป็ นหลาย
ชั้นตามสมบัติเชิงกลที่แตกต่างกันของ แต่ละชั้น
ในปี พ.ศ2452 Andrija Mohorovicic นักวิทยาศาสตร์
ชาวโครเอเชีย ได้ศึกษา ข้อมูลการเคลื่อนที่ของคลื่นไหว
สะเทือนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว พบว่า ความเร็วของคลื่น
เมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางตางชนิดกัน มีการหักเห
สะท้อนและเคลื่อนที่ผ่านด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน
ต่อมาจึงสรุปได้ว่า โครงสร้างภายในโลกมีการแบ่งชั้น
จากการศึกษาความเร็วของคลื่นไหวสะเทือนที่เปลี่ยนไปในแต่ละ
ระดับความลึก ทาให้สรุปว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในโลกไม่ได้
เป็นเนื้อเดียวกัน และได้แบ่งโครงสร้างโลกออกเป็น 5 ชั้น คือ
1. ธรณีภาค (Lithosphere)
2. ฐานธรณีภาค (asthenosphere)
3. มัชฌิมภาค (mesosphere)
4. แก่นโลกชั้นนอก (outer core)
5. แก่นโลกชั้นใน (inner core)
การแบ่งชั้นโครงสร้างโลกตามสมบัติเชิงกล
ธรณีภาค (Lithosphere)
ฐานธรณีภาค
(asthenosphere) มัชฌิมภาค
แก่นโลกชั้นนอก
แก่นโลกชั้นใน
การแบ่งชั้นโครงสร้างโลกตามสมบัติเชิงกลที่ได้จากการศึกษาการเคลื่อนที่ของ
เคลื่อนไหวสะเทือนผ่านชั้นต่าง ๆ ของโครงสร้างตามระดับความลึก
ธรณีภาค (lithosphere)
มหาสมุทร
ฐานธรณีภาค (asthenosphere)
มัชฌิมภาค (mesosphere)
แก่นโลกชั้นนอก (outer core)
แก่นโลกชั้นใน (inner core)
การแบ่งชั้นโครงสร้างโลก
ตามสมบัติเชิงกล
ธรณีภาค (lithosphere)
มหาสมุทร
ธรณีภาค เป็ นชั้นภายนอกสุดของโลก ประกอบด้วย
เปลือกโลกและเนื้อโลกตอนบนสุด (uppermost mantle)
มีสถานะเป็ นของแข็งที่มีสภาพแข็งเกร็ง (rigidity) มี
ความหนาแน่นเฉลี่ย 2.9 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จึง
ทาให้คลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิเคลื่อนที่ผ่านด้วย
ความเร็วที่ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มหาสมุทร
ฐานธรณีภาค เป็นชั้นที่อยู่ถัดลงมาจากธรณีภาคโดยเป็น
ส่วนของเนื้อโลกตอนบน (upper mantle) มีสถานะเป็น
ของแข็งที่มีสภาพพลาสติก (plasticity) มีความหนาแน่น
เฉลี่ย 3.3 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
ฐานธรณีภาค (asthenosphere)
ฐานธรณีภาค (asthenosphere) พบลักษณะการเคลื่อนที่ของคลื่นไหวสะเทือนที่มีการเปลี่ยนแปลง
ความเร็วไม่สม่าเสมออยู่ 2 เขต
1) เขตความเร็วต่า (low velocity zone) เป็นเขตที่คลื่นปฐมภูมิ
และทุติยภูมิมีความเร็วลดลง เป็ นบริเวณที่มีความดันสูงไม่
พอที่จะทาให้แร่คงสภาพเป็นของแข็ง จึงทาให้สสารบางส่วน
ในเขตนี้หลอมตัวได้ และเป็นแหล่งกาเนิดของแมกมา
2) เขตเปลี่ยนแปลง (transition Zone) เป็นเขตที่คลื่นไหว
สะเทือนมีความเร็วเพิ่มขึ้นใน อัตราที่ไม่สม่าเสมอ เนื่องจาก
บริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแร่
ความเร็ว (km/s)
ความลึก (km)
มหาสมุทร
มัชฌิมภาค เป็นชั้นที่อยู่ไต้ฐานธรณีภาค เป็นส่วนของเนื้อ
โลกตอนล่าง (lower mantle) มีความหนาแน่นเฉลี่ย 5.0
กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มีสถานะเป็ นของแข็ง เป็ น
บริเวณที่คลื่นไหวสะเทือนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น
อย่างสม่าเสมอ
มัชฌิมภาค (mesosphere)
มหาสมุทร
แก่นโลกชั้นนอก เป็นชั้นที่อยู่ใต้มัชฌิมภาค ประกอบด้วยสาร
ที่มีสถานะเป็นของเหลว มีความ หนาแน่นเฉลี่ย 11 กรัมต่อ
ลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเขตที่คลื่นปฐมภูมิมีความเร็วลดลง
อย่างฉับพลัน จากนั้นความเร็วจึงเพิ่มขึ้น ในขณะที่คลื่นทุติย
ภูมิไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านชั้นดังกล่าวได้
แก่นโลกชั้นนอก (outer core)
มหาสมุทร
แก่นโลกชั้นใน อยู่ใจกลางโลก มีสถานะเป็ นของแข็ง
มีความหนาแน่นเฉลี่ย 13 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
มีเพียงคลื่นปฐมภูมิจากศูนย์เกิดแผ่นดินไหวเท่านั้นที่
เดินทางมาถึงได้ แต่ในทางทฤษฎีเชื่อว่าเมื่อคลื่นปฐมภูมิ
เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างแก่นโลกชั้นนอกและแก่นโลก
ชั้นใน สามารถทาให้เกิดคลื่นทุติยภูมิขึ้นใหม่ได้ ในชั้นนี้
คลื่นทั้งสองเคลื่อนที่ด้วยความเร็วค่อนข้างคงที่
แก่นโลกชั้นใน (inner core)
บทที่ 1 โครงสร้างโลก
(Earth’s structure)

โลก ดาราศาสตร์ อวกาศ ม.4 เล่ม 1_บทที่ 1 โครงสร้างโลก