โครงสร้างโลก
• เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์
เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทาให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัว
เป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วน
วัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ากว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็น
ดาวเคราะห์ในที่สุด
โครงสร้างโลก
• โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่าชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก จม
ตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ
พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทาลายให้แตกเป็นประจุส่วนหนึ่งหลุด
หนีออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้า เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง
ไอน้าในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้าฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร
สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นาคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้าง
พลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็น
ก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้ องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทาให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมาก
ขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา
โครงสร้างโลก
• โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 10^24 กิโลกรัม
และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้า 5,520 เท่า) นักธรณีวิทยา
ทาการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ“คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2
ลักษณะ คือ
โครงสร้างโลก
• คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดย
อนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้
สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัด
แรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่น
ปฐมภูมิทาให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน
• คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดย
อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิด
นี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมี
ความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทาให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง
โครงสร้างโลก
• โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
• นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น3 ส่วน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี
• เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอนไดออกไซด์ และอะลูมิเนียม
ออกไซด์
• แมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบ
หลักเป็นซิลิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์
• แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก และนิเกิล
โครงสร้างโลก
• โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ
• นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ
• ลิโทสเฟียร์ คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้
• เปลือกทวีป ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์
เซนติเมตร
• เปลือกสมุทร เป็นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร (มากกว่า
เปลือกทวีป)
• แมนเทิลชั้นบนสุด (เป็นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100
กิโลเมตร
• แอสทีโนสเฟียร์ เป็นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้ลิโทสเฟียร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นวัสดุเนื้ออ่อนอุณหภูมิ
ประมาณ 600 – 1,000 เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพาความร้อน มีความหนาแน่นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร
• เมโซสเฟียร์ เป็นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ
1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร
• แก่นชั้นนอก อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC
เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทาให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก มีความหนาแน่น 10 กรัม/ลูกบาศก์
เซนติเมตร
• แก่นชั้นใน เป็นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ความหนาแน่น 12 กรัมต่อลูกบาศก์
เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตร
โครงสร้างโลก
• สนามแม่เหล็กโลก แก่นโลกมีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก แก่นโลกชั้นใน มีความกดดันสูงจึงมี
สถานะเป็นของแข็ง ส่วน
• แก่นชั้นนอก มีความกดดันน้อยกว่าจึงมีสถานะเป็นของเหลวหนืด แก่นชั้นในมีอุณหภูมิสูงกว่า
แก่นชั้นนอก พลังงานความร้อนจากแก่นชั้นใน จึงถ่ายเทขึ้นสู่แก่นชั้นนอกด้วยการพาความร้อน
เหล็กหลอมละลายเคลื่อนที่หมุนวนอย่างช้าๆ ทาให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้ า และ
เหนี่ยวนาให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก
คาถามท้ายบท
1 โครงสร้างเปลือกโลกแบ่งตามลักษณะมวลสารชั้นใหญ่ๆ3ชั้นคือ
• ก ชั้นเปลือกโลก ใต้โลก แก่นโลก
• ข ชั้นเปลือก เนื้อ ธรณีภาค
• ค.ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก
• ง ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก หินหนืด
2 เปลือกโลกแบ่งออกได้2บริเวณ คือ
ก เปลือกโลกภาคพื้นทวีป เปลือกโลกพื้นน้า
ข เปลือกโลกภาคพื้นดิน เปลือกโลกภาคพื้นน้า
ค เปลือกโลกชั้นนอก เปลือกโลกชั้นใน
ง. เปลือกโลกภาคพื้นทวีป เปลือกโลกใต้มหาสมุทร
3. เปลือกโลกภาคพื้นทวีป ประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง
ก ธาตุซิลิคอน และ ซิลิกา ข ธาตุซิลิคอน และ อลูมิเนียม
ค. ธาตุเหล็ก และ ทองแดง ง. ธาตุซิลิคอน และ แมกนีเซียม
คาถามท้ายบท
4 ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเนื้อโลก รวมกัน เรียกว่าอะไร
ก แมนเทิล ข.ธรณีภาค ค.ธรณีภาคพื้นทวีป ง.ธรณีภาคพื้นเปลือกโลก
5 หินหลอมละลายในชั้นเนื้อโลกเรียกว่าอะไร
ก.ลาวา ข.แมกมา ค.หินหนืด ง.หินใหม่
6 แก่นโลกประกอบด้วยธาตุใดมากที่สุด
ก. ธาตุเหล็ก และ นิกเกิล
ข. ธาตุเหล็ก และ ซิลิคอน
ค. ธาตุซิลิคอน และ แมกนีเซียม
ง .ธาตุซิลิคอน และ อลูมิเนียม
7 สาเหตุสาคัญที่สุดทาให้เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ข้อใด
ก มนุษย์ ข. ธรรมชาติ ค.สัตว์และพืช ง สิ่งแวดล้อม
คาถามท้ายบท
8 นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างภายในพื้นที่โลกโดยวิธีใด
ก สัญญาณภาพผ่านดาวเทียม ข.ซากดึกดาบรรพ์ ค คลื่นความสั่นสะเทือนขณะเกิดแผ่นดินไหว ง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า
9.ชั้นใดของโลกมีอุณภูมิสูงที่สุด
ก แมนเทิล ข แก่นโลก ค เปลือกโลกชั้นบน ง ระหว่างแก่นโลกกับแมนเทิล
10.คาใดกล่าวผิด
ก โลกกาเนิดมาได้4600ปี ข แก่นโลกชั้นนอกเป็นของเหลว ค แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็ง ง ทั้งแก่นโลกชั้นนอกและในเป็นของเหลว
11. นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างภายในพื้นโลกโดยวิธีใด
ก. สัญญาณภาพผ่านดาวเทียม ข. ซากดึกดาบรรพ์ ค. คลื่นความสั่นสะเทือนขณะเกิดแผ่นดินไหว ง.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า
12. ชั้นใดของโลกมีอุณหภูมิสูงที่สุด
ก. แมนเทิล ข.แก่นโลก ค.เปลือกโลกชั้นนอก ง. ระหว่างแก่นโลกกับแมนเทิล
13. หินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขไฟ ลักษณะของผลึกจะเป็นอย่างไร
ก. ผลึกขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อหิน ข. ผลึกขนาดใหญ่อยู่บางบริเวณของหิน ค. ผลึกขนาดเล็กสลับกับผลึกขนาดใหญ่
ง. ไม่มีผลึก
คาถามท้ายบท
14. คลื่นพื้นผิวคือ
ก. คลื่นปฐมภูมิหรือคลื่น P ข. คลื่นทุติภูมิหรือคลื่น S ค. คลื่นแรงเฉือนหรือคลื่น S ง. คลื่น P และ S
15. แผ่นดินไหวขนาด 6 ริคเตอร์ทาให้เกิด
ก. อาคารที่มีการออกแบบและโครงสร้างที่ไม่ดีเสียหาย กาแพงพังล้ม
ข. อาคารสิ่งก่อสร้างโดยมากเสียหาย สะพานพังทลาย
ค. .ทุกสิ่งทุกอย่างเสียหายวัตถุทุกอย่างกระเด็นปลิวว่อนในอากาศ
ง. ต้นไม้โอนเอน เครื่องประดับบ้านเคลื่อนที่ได้ สิ่งก่อสร้างเสียหายเล็กน้อย
16 . อัลเฟรดเวเกเนอร์ เสนอทฤษฎีทวีปเลื่อนหลักฐานข้อใดสนับสนุน
ก. ปร่างของทวีปประกบกันได้พอดี
ข. ความคล้ายคลึงกันของซากดึกดาบรรพ์ที่พบในบราซิลและแอฟริกา
ค. หลักฐานในการเคลื่อนที่ของเกาะบางเกา
ง. ทุกข้อรวมกัน
คาถามท้ายบท
17. กลไกที่ทาให้เกิดกระบวนการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเกิดจาก
ก การหมุนของโลกและแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ชักจูงให้เกิดกระบวนการของทวีปเลื่อน
ข. เพลตธรณีชั้นนอกถูกดึงดูดให้ขยายตัวจากจุดกลาง
ค. การพาความร้อนในแมนเทิล
ง. การแยกของแผ่นทวีป
18. 300 - 200 ล้านปีที่แล้ว ทวีปต่างๆอยู่รวมกันเป็น
ก. ลอราเซีย ข. แพนเจีย ค. กอนด์วานาแลน ง. ทีทีส
19. รอยต่อที่แยกแผ่นโลกออกจากกัน คือ
ก. รอยแตกที่แยกออกจากกัน ข. รอยต่อที่ชนกัน ค. รอยต่อแบบเฉือนกัน ง. ถูกทุกข้อ
20. การวางตัวของชั้นหินโดยเอียงเทเป็นมุมกับแนวระดับของชั้นหินปกติเกิดจาก
ก. การเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้า ข. การเปลี่ยนแปลงกระแสลม ค. การเกิดภูเขาไฟ ง. ทั้งข้อ ก และข้อ ข
โครงสร้างโลก บท1

โครงสร้างโลก บท1

  • 1.
    โครงสร้างโลก • เมื่อประมาณ 4,600ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์ เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทาให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัว เป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วน วัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ากว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็น ดาวเคราะห์ในที่สุด
  • 2.
    โครงสร้างโลก • โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่าชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลาองค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก จม ตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทาลายให้แตกเป็นประจุส่วนหนึ่งหลุด หนีออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้า เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง ไอน้าในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้าฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นาคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้าง พลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็น ก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้ องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทาให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมาก ขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา
  • 3.
    โครงสร้างโลก • โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 10^24 กิโลกรัม และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้า 5,520 เท่า) นักธรณีวิทยา ทาการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ“คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
  • 4.
    โครงสร้างโลก • คลื่นปฐมภูมิ (Pwave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดย อนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้ สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัด แรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่น ปฐมภูมิทาให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน • คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดย อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิด นี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมี ความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทาให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง
  • 5.
    โครงสร้างโลก • โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี • นักธรณีวิทยาแบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น3 ส่วน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี • เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอนไดออกไซด์ และอะลูมิเนียม ออกไซด์ • แมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบ หลักเป็นซิลิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์ • แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก และนิเกิล
  • 6.
    โครงสร้างโลก • โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ • นักธรณีวิทยาแบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ • ลิโทสเฟียร์ คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้ • เปลือกทวีป ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร • เปลือกสมุทร เป็นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร (มากกว่า เปลือกทวีป) • แมนเทิลชั้นบนสุด (เป็นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100 กิโลเมตร • แอสทีโนสเฟียร์ เป็นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้ลิโทสเฟียร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นวัสดุเนื้ออ่อนอุณหภูมิ ประมาณ 600 – 1,000 เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพาความร้อน มีความหนาแน่นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร • เมโซสเฟียร์ เป็นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร • แก่นชั้นนอก อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทาให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก มีความหนาแน่น 10 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร • แก่นชั้นใน เป็นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ความหนาแน่น 12 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตร
  • 7.
    โครงสร้างโลก • สนามแม่เหล็กโลก แก่นโลกมีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กแก่นโลกชั้นใน มีความกดดันสูงจึงมี สถานะเป็นของแข็ง ส่วน • แก่นชั้นนอก มีความกดดันน้อยกว่าจึงมีสถานะเป็นของเหลวหนืด แก่นชั้นในมีอุณหภูมิสูงกว่า แก่นชั้นนอก พลังงานความร้อนจากแก่นชั้นใน จึงถ่ายเทขึ้นสู่แก่นชั้นนอกด้วยการพาความร้อน เหล็กหลอมละลายเคลื่อนที่หมุนวนอย่างช้าๆ ทาให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้ า และ เหนี่ยวนาให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก
  • 8.
    คาถามท้ายบท 1 โครงสร้างเปลือกโลกแบ่งตามลักษณะมวลสารชั้นใหญ่ๆ3ชั้นคือ • กชั้นเปลือกโลก ใต้โลก แก่นโลก • ข ชั้นเปลือก เนื้อ ธรณีภาค • ค.ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก • ง ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก หินหนืด 2 เปลือกโลกแบ่งออกได้2บริเวณ คือ ก เปลือกโลกภาคพื้นทวีป เปลือกโลกพื้นน้า ข เปลือกโลกภาคพื้นดิน เปลือกโลกภาคพื้นน้า ค เปลือกโลกชั้นนอก เปลือกโลกชั้นใน ง. เปลือกโลกภาคพื้นทวีป เปลือกโลกใต้มหาสมุทร 3. เปลือกโลกภาคพื้นทวีป ประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ก ธาตุซิลิคอน และ ซิลิกา ข ธาตุซิลิคอน และ อลูมิเนียม ค. ธาตุเหล็ก และ ทองแดง ง. ธาตุซิลิคอน และ แมกนีเซียม
  • 9.
    คาถามท้ายบท 4 ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเนื้อโลก รวมกันเรียกว่าอะไร ก แมนเทิล ข.ธรณีภาค ค.ธรณีภาคพื้นทวีป ง.ธรณีภาคพื้นเปลือกโลก 5 หินหลอมละลายในชั้นเนื้อโลกเรียกว่าอะไร ก.ลาวา ข.แมกมา ค.หินหนืด ง.หินใหม่ 6 แก่นโลกประกอบด้วยธาตุใดมากที่สุด ก. ธาตุเหล็ก และ นิกเกิล ข. ธาตุเหล็ก และ ซิลิคอน ค. ธาตุซิลิคอน และ แมกนีเซียม ง .ธาตุซิลิคอน และ อลูมิเนียม 7 สาเหตุสาคัญที่สุดทาให้เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ข้อใด ก มนุษย์ ข. ธรรมชาติ ค.สัตว์และพืช ง สิ่งแวดล้อม
  • 10.
    คาถามท้ายบท 8 นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างภายในพื้นที่โลกโดยวิธีใด ก สัญญาณภาพผ่านดาวเทียมข.ซากดึกดาบรรพ์ ค คลื่นความสั่นสะเทือนขณะเกิดแผ่นดินไหว ง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 9.ชั้นใดของโลกมีอุณภูมิสูงที่สุด ก แมนเทิล ข แก่นโลก ค เปลือกโลกชั้นบน ง ระหว่างแก่นโลกกับแมนเทิล 10.คาใดกล่าวผิด ก โลกกาเนิดมาได้4600ปี ข แก่นโลกชั้นนอกเป็นของเหลว ค แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็ง ง ทั้งแก่นโลกชั้นนอกและในเป็นของเหลว 11. นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างภายในพื้นโลกโดยวิธีใด ก. สัญญาณภาพผ่านดาวเทียม ข. ซากดึกดาบรรพ์ ค. คลื่นความสั่นสะเทือนขณะเกิดแผ่นดินไหว ง.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า 12. ชั้นใดของโลกมีอุณหภูมิสูงที่สุด ก. แมนเทิล ข.แก่นโลก ค.เปลือกโลกชั้นนอก ง. ระหว่างแก่นโลกกับแมนเทิล 13. หินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขไฟ ลักษณะของผลึกจะเป็นอย่างไร ก. ผลึกขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อหิน ข. ผลึกขนาดใหญ่อยู่บางบริเวณของหิน ค. ผลึกขนาดเล็กสลับกับผลึกขนาดใหญ่ ง. ไม่มีผลึก
  • 11.
    คาถามท้ายบท 14. คลื่นพื้นผิวคือ ก. คลื่นปฐมภูมิหรือคลื่นP ข. คลื่นทุติภูมิหรือคลื่น S ค. คลื่นแรงเฉือนหรือคลื่น S ง. คลื่น P และ S 15. แผ่นดินไหวขนาด 6 ริคเตอร์ทาให้เกิด ก. อาคารที่มีการออกแบบและโครงสร้างที่ไม่ดีเสียหาย กาแพงพังล้ม ข. อาคารสิ่งก่อสร้างโดยมากเสียหาย สะพานพังทลาย ค. .ทุกสิ่งทุกอย่างเสียหายวัตถุทุกอย่างกระเด็นปลิวว่อนในอากาศ ง. ต้นไม้โอนเอน เครื่องประดับบ้านเคลื่อนที่ได้ สิ่งก่อสร้างเสียหายเล็กน้อย 16 . อัลเฟรดเวเกเนอร์ เสนอทฤษฎีทวีปเลื่อนหลักฐานข้อใดสนับสนุน ก. ปร่างของทวีปประกบกันได้พอดี ข. ความคล้ายคลึงกันของซากดึกดาบรรพ์ที่พบในบราซิลและแอฟริกา ค. หลักฐานในการเคลื่อนที่ของเกาะบางเกา ง. ทุกข้อรวมกัน
  • 12.
    คาถามท้ายบท 17. กลไกที่ทาให้เกิดกระบวนการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเกิดจาก ก การหมุนของโลกและแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ชักจูงให้เกิดกระบวนการของทวีปเลื่อน ข.เพลตธรณีชั้นนอกถูกดึงดูดให้ขยายตัวจากจุดกลาง ค. การพาความร้อนในแมนเทิล ง. การแยกของแผ่นทวีป 18. 300 - 200 ล้านปีที่แล้ว ทวีปต่างๆอยู่รวมกันเป็น ก. ลอราเซีย ข. แพนเจีย ค. กอนด์วานาแลน ง. ทีทีส 19. รอยต่อที่แยกแผ่นโลกออกจากกัน คือ ก. รอยแตกที่แยกออกจากกัน ข. รอยต่อที่ชนกัน ค. รอยต่อแบบเฉือนกัน ง. ถูกทุกข้อ 20. การวางตัวของชั้นหินโดยเอียงเทเป็นมุมกับแนวระดับของชั้นหินปกติเกิดจาก ก. การเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้า ข. การเปลี่ยนแปลงกระแสลม ค. การเกิดภูเขาไฟ ง. ทั้งข้อ ก และข้อ ข