คํานํา
“ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร” (รหัส 1500117) เปนวิชาการศึกษาทั่วไปที่นักศึกษาชั้นปที่ 1 จะ
ตองลงทะเบียนเรียน เพื่อใหเกิดความรูเกี่ยวกับภาษาไทย และเกิดทักษะการใชภาษาไดอยางมีประ
สิทธิภาพ ทางคณาจารยหลักสูตรภาษาไทยทุมเทแรงกาย แรงใจในการคนควา เพื่อประมวลความรู จน
สามารถจัดพิมพตําราเปนครั้งที่ 8 ซึ่งไดปรับปรุงจากครั้งที่ 7 โดยแบงเนื้อหาออกเปน 5 บท ไดแก
ศาสตรและศิลปะของการฟง ศาสตรและศิลปะของการพูด ศาสตรและศิลปะของการอาน ศาสตรและ
ศิลปะของการเขียน และศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ ทั้งนี้จะสังเกตไดวา
มีคําวา “ศิลปะ” บูรณาการเพิ่มเติมจากเดิมในแตละบท กลาวคือ จะใชภาษาไทยใหประสบความสําเร็จ
ในการสื่อสารได คงมิใชตระหนักเฉพาะตัวความรูทางภาษาเทานั้น แตผูใชควรทําความเขาใจเกี่ยวกับ
องคประกอบของการสื่อสาร อาทิ บุคคลที่เกี่ยวของในการสื่อสาร วัตถุประสงคของการนําเสนอสาร
ความเหมาะสมของสื่อในการติดตอสื่อสาร และสารที่ผันแปรตามปจจัยขางตน ศิลปะในการใชภาษาไทย
จึงแตกตางตามธรรมชาติของแตละบท นับวาเปนความทาทายประการหนึ่ง ที่ผูเรียนจะทําความเขาใจ
และสามารถนําไปใชไดในชีวิตจริง
คณาจารยผูเรียบเรียงตําราหวังเปนอยางยิ่งวา นักศึกษาจะไดรับประโยชนสูงสุดจากการศึกษา
ตํารานี้ ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่เปนแหลงคนควาขอมูลได
อยางกวางขวาง ลุมลึก ศูนยหนังสือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่อนุเคราะหการออกแบบปก
และจัดพิมพจนสําเร็จ และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่สนับสนุนโครงการผลิตตํารา
เพื่อความกาวหนาทางวิชาการ และเปนฐานความรูตอไป
เบญจมาศ (ขําสกุล) ดํารงศีล
บรรณาธิการ
พฤษภาคม 2554
สารบัญ
หนา
คํานํา 1
สารบัญ 3
บทที่ 1 ศาสตรและศิลปะของการฟง 1
ความหมายของการฟง 1
กระบวนการฟง 1
ความสําคัญของการฟง 4
จุดมุงหมายของการฟง 5
ประโยชนของการฟง 6
ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ 9
วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด 10
มารยาทในการฟง 12
วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง 13
การพิจารณาความสามารถในการฟง 14
เอกสารอางอิง 16
บทที่ 2 ศาสตรและศิลปะของการพูด 17
ความหมายของการพูด 17
ความสําคัญของการพูด 18
การสํารวจความพรอมในการพูด 19
คุณสมบัติของผูพูด 20
องคประกอบของการพูด 21
การฝกทักษะในการพูด 22
เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด 26
จุดประสงคของการพูด 31
ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ 32
ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ 41
ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ 55
เอกสารอางอิง 72
4
หนา
บทที่ 3 ศาสตรและศิลปะของการอาน 75
ความหมายของการอาน 75
ความสําคัญของการอาน 76
องคประกอบการอาน 77
การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ 77
พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน 79
จุดมุงหมายในการอาน 80
กลวิธีในการอาน 80
การอานสารประเภทตางๆ 88
เอกสารอางอิง 103
บทที่ 4 ศาสตรและศิลปะของการเขียน 105
ความหมายของการเขียน 105
ความสําคัญของการเขียน 106
องคประกอบของการเขียน 106
จุดมุงหมายของการเขียน 107
รูปแบบในการเขียน 109
หลักเบื้องตนในการเขียน 110
เอกสารอางอิง 152
บทที่ 5 ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ 153
ความหมายของรายงานวิชาการ 153
ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ 154
องคประกอบของรายงานวิชาการ 155
กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ 160
การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา 172
การพิมพรายงานวิชาการ 185
การเขียนบรรณานุกรม 185
ความหมายของโครงการ 193
ความสําคัญของโครงการ 193
5
หนา
องคประกอบของโครงการ 194
หลักเบื้องตนในการเขียนโครงการ 194
ตัวอยางโครงการ 202
เอกสารอางอิง 206
บรรณานุกรม 208
บทที่ 1
ศาสตรและศิลปะของการฟง
การฟงเปนทักษะที่สําคัญมากในการติดตอสื่อสาร และการใชชีวิตประจําวัน เนื่องจาก
การฟงเปนการรับสาร จากผูสงสาร ดังนั้นหากผูรับสารไมสามารถรับสารได ก็จะทําใหการสื่อสาร
ไมประสบผลสําเร็จ จึงจะเห็นไดวาทักษะการฟง เปนทักษะแรกเริ่มในการฝกการใชภาษาของมนุษย
และเปนทักษะที่จะนําไปสูทักษะการอาน การเขียนและการพูด ตอไป
ความหมายของการฟง
การฟงเปนทักษะที่มีความสําคัญมากในชีวิตประจําวัน ในการรับทราบความรู ความคิดเหตุ
การณจากเรื่องราวตางๆ มีผูใหความหมายของการฟงไวดังนี้
กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542: 20) กลาววา การฟง หมายถึง การแปลสัญลักษณของเสียง
ที่ไดยินออกมาเปนความหมาย อันประกอบดวย การติดตามเรื่องราวของสิ่งที่ไดยินจนสามารถเกิด
ความเขาใจสิ่งนั้น
ศศิธร ธัญลักษณนานันท และคณะ (2542 : 10) กลาววา การฟงหมายถึง การที่มนุษยรับรู
เรื่องราวตางๆ จากแหลงของเสียง ซึ่งอาจจะหมายถึงฟงจากผูพูดโดยรง หรือฟงผูพูดผานอุปกรณที่ชวย
บันทึกเสียงแบบตางๆ โดยแหลงของเสียงเหลานั้น จะสงเสียงผานประสาทสัมผัสทางหูเขามาแลวผูฟง
เกิดการรับรูความหมายของเสียงที่ไดยินนั้น
บุษบา พิทักษ (2543: 10) กลาววา การฟง หมายถึง การไดยินเรื่องราวตางๆ สามารถรูเรื่อง
ราว เขาใจและจับใจความสําคัญเรื่องที่ฟงนั้นได
สรุปไดวา การฟง หมายถึง การรับรูคลื่นเสียง และแปลเสียงที่ไดยินออกมาเปนความหมาย
โดยผูฟงตองใชสมาธิหรือความตั้งใจอยางจริงจัง จนเกิดความเขาใจในสิ่งที่ไดยิน และความหมายนั้นๆ
กระบวนการฟง
ธรรมชาติการฟงของมนุษยแตกตางกันไป เนื่องจากการฟงมีกระบวนการที่เปนขั้นตอน
และตอเนื่อง ดังนี้
1. การไดยิน เปนกระบวนการขั้นตนของการฟง เปนการรับรูอยางหนึ่งของรางกายโดยใชกล
ไกทางกายภาพ รับคลื่นเสียงแลวสงไปยังสมอง สมองจะรับรูวาสิ่งที่ไดยินนั้นคืออะไร การไดยินเปนกล
ไกอัตโนมัติไมตองแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
2
2. การฟง เมื่อเสียงผานเขามาถึงหูชั้นกลาง ก็จะเกิดการรับฟง ความสนใจของผูฟง
ก็จะติดตามมาดวยทันที
3. การทําความเขาใจ เมื่อผูฟงรับฟงแลวรับรูจากเสียงก็จะสงคลื่นเสียงผานตอไปยัง
ประสาทรับเสียงที่อยูในหูชั้นใน ก็จะแปลงเปนกระแสเสียงสงผานประสาทหูไปยังสมอง เพื่อความรูสึก
ใหเขาใจและบันทึกความจําไวจากเสียงที่ผานเขามา
4. การคิด เมื่อเสียงผานการรับรู และสงกระแสเสียงมายังประสาทหูไปยังสมอง
เพื่อความเขาใจ ผูฟงจะแปลความหมายไดจากประสบการณของผูฟงเอง ซึ่งจะตองใชความคิด
ประกอบ
5. การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อสมองแปลความหมายของเรื่องที่ฟงแลว
ก็จะเลือกจําและนําไปใชใหเกิดประโยชน ดังแผนผังกระบวนการฟงตอไปนี้
ตัวอยาง
กระบวนการฟง
เรื่อง พิษทางใจ
วินทร เลียววาริณ
ในนวนิยายเรื่องหนึ่งของหลวงวิจิตรวาทการ ตัวละครคนหนึ่งเผลอไปจูบสาวลึกลับคนหนึ่ง
แลวหมดสติไป ปรากฏวาผูหญิงคนนั้นเปน “สาวพิษ” นั่นคือทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอเต็มไปดวยพิษนานา
ชนิด ไอพิษที่ระเหยออกมาจากรางทําใหตัวละครคนนั้นหมดสติไป
สาเหตุที่เปนเชนนั้นเพราะบิดาของสตรีนางนั้นทดลองปอนยาพิษใหเธอตั้งแตเล็ก สะสมทีละ
ละนิดจนในที่สุดแมแตงูที่กัดเธอยังตองตาย
เรื่องตัวละครที่มีพิษในรางปรากฏในนวนิยายมากมาย โดยเฉพาะในนิยายจีนกําลังภายใน
แทบทุกเรื่องมักมีตัวละคร (สวนใหญจะราย) ที่เชี่ยวชาญในการใชพิษ หลายเรื่องพระเอกถูกคนราย
ลอบวางยาพิษ หรือถูกสัตวพิษพันธุประหลาดๆกัด ขณะที่อาการรอแรปางตายกลางปา ก็มักมี
ชายชราโผล (จากไหนไมรู)มาชวยทันการ โดยการถายพิษรายอีกชนิดหนึ่งใสรางพระเอก ดวยหลัก
“พิษขมพิษ” พิษรายทั้งสองอยางจะทําปฏิกิริยาตานกัน ผลก็คือพระเอกมีกําลังภายในเพิ่มพูน
ไดยิน รับรู เขาใจ พิจารณา นําไปใช
3
หลายเทาตัว แมลงพิษ งูพิษทั้งหลายไมกลาแหยมใกล นับวาเปนคนโชคดีจริงๆ การใชพิษขมพิษจะ
เปนจริงหรือไม ยังไมมีใครตอบได และไมใชสิ่งสําคัญอะไร แตหลักการของพิษขมพิษทําใหเราเห็นวา
ของไมดีบางอยางก็ใชประโยชนไดหากรูจักควบคุมมัน ยกตัวอยาง เชน บุหรี่และเหลา
สมัยผมเปนเด็ก เมื่อเกิดอาการคันตามผิวหนัง ก็จะจุดบุหรี่ ใชไอรอนจากปลายบุหรี่ลน
เมื่อเกิดอาการเคล็ดช้ํา ก็ใชเหลา (ผสมยาดอง) ทา ก็หายเปนปกติดี
อยางไรก็ตาม การใชพิษขมพิษมิสูการไมกอพิษตั้งแตแรก ในทางกายภาพ การหลีกเลี่ยง
อนุมูลอิสระ สารพิษในอากาศและอาหาร ชวยเลี่ยงการเกิดโรคราย เชน มะเร็ง
ในทางจิตใจ การเลี่ยงพิษไมงายเชนนั้น
โลกเราเต็มไปดวยพิษทางใจนานาชนิด ตั้งแตพิษจากการพนัน พิษจากการเสพติดเงินตรา
พิษจากการเสพติดอํานาจ พิษจากการวิตก ฯลฯ พิษเหลานี้สะสมนานๆเขา ไมแตสรางความเดือด
รอนกับตัวเอง แตลามถึงครอบครัวดวย
พิษพนันทําใหหลายคนลมละลายมาแลว รายกาจยิ่งกวาไฟไหมบานสิบหน พิษจากการเสพ
ติดเงินตราทําใหคนไมนอยยอมทําทุกอยางเพื่อมัน พิษจากอํานาจนอกจากทําใหเสพติดอํานาจ
เสียคน ยังทําใหประเทศชาติเสียหาย
วิตกจริตก็เปนยาพิษทางใจอยางหนึ่งที่กําจัดทิ้งยากเย็นและแสนเข็ญ ที่แปลกก็คือ ใครๆก็รู
วาเปนสิ่งที่ไมดี แตก็สามารถหาเรื่องมาวิตกอยูไดเสมอๆ
การวิตกวันละนอยก็เชนเสพยาพิษทีละนิด ในเวลาหนึ่งชวงชีวิต เราเสียเวลาไปกับการวิตก
วันละนิดรวมเปนจํานวนมาก
ภิกขุสันติเทวะ ในศตวรรษที่ 8 กลาววา “ถาหากเจาสามารถแกปญหาของเจาได ไยตอง
กังวล? และถาเจาแกมันไมได จะมีประโยชนอันใดที่จะกังวลเลา?”
ไมใชเรื่องยากที่จะวิเคราะหอาการของตัวเองและชี้จุดออนทางใจของตนเอง ขอแตกตางคือ
คนโงรูแลวก็ปลอยทิ้งไว คนฉลาดรูแลวก็แกไขมันเสีย แนนอน พิษทางใจเปนสิ่งที่แกยากจริงๆ
แตถาไมเริ่มแก ก็ไมมีวันแกได และยากขึ้นไปทุกวัน มันทําได แมวาบางครั้งคุณตองการ
ความชวยเหลือและกําลังใจจากเพื่อน
ปราชญขงจื๊อกลาววา “มีเพียงคนฉลาดที่สุดกับคนโงที่สุดที่ไมยอมเปลี่ยนแปลงจึงมีคนกลาว
วา “มันไมใชวา คนบางคนมีกําลังใจและบางคนไมมีแตมันคือคนบางคนพรอม ที่จะเปลี่ยน และ
บางคนไม” ความแตกตางคือรูแลวไมเปลี่ยน กับรูแลวเปลี่ยน
จากเรื่อง “พิษทางใจ” จะเห็นไดวา สอดคลองกับกระบวนการฟงเปนดังนี้
4
การไดยิน ผูฟงไดยินเสียงที่ผูอาน อานเนื้อหาของเรื่องพิษทางใจ และรับรูวาเปน
เสียงอะไร
การฟง ผูฟงเริ่มสนใจในเนื้อหาของเรื่อง มีการรับรูเรื่องราวบางสวน
การทําความเขาใจ ผูฟงพยายามทําความเขาใจเรื่องดังกลาว ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องนี้เปนเรื่องที่มี
ความความหมายโดยนัย ดังนั้นจึงตองเกิดกระบวนการตอมา
การคิด ผูฟงตองใชประสบการณตางๆ เพื่อคิดพิจารณาเนื้อหาของเรื่องที่ผูอาน
ตองการนําเสนอ สามารถบอกถึงคุณคา และประโยชนที่ไดรับจากเรื่องได
การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อผูฟงสามารถคิดประโยชนของเรื่องที่ฟงไดแลวจะตองรูจัก
นําประโยชนจากเรื่องไปใชได
ความสําคัญของการฟง
ในการติดตอสื่อสารนั้น ทุกคนจําเปนตองใชทักษะการฟง ในการติดตอสื่อสารซึ่งกันและกัน
ซึ่งนับวามีความสําคัญมากในการดําเนินชีวิต ตั้งแตอดีตเมื่อครั้งยังไมมีการพิมพหนังสือ การฟงเปนจุด
เริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา ดังจะเห็นความสําคัญของการฟงปรากฏเปนองคเบื้องตน แหงหัวใจนัก
ปราชญ ไดแก สุ จิ ปุ ลิ คนที่เปนปราชญได ตองไดฟงมาก เรียกวา “พหูสูต” ซึ่งมาจากศัพทบาลี
2 คํา คือ พหุ แปลวา มาก สุต แปลวา ฟง แปลตามรูปศัพทวา ผูฟงมาก ผูที่ฟงมากจะเปนผูรอบรู
เฉลียวฉลาด มีความคิดอันกวางไกล แตกฉานในศิลปะวิทยาการตางๆ การประกอบอาชีพหรือกิจกรรม
ตางๆที่ทําอยูในชีวิตประจําวันก็จะพลอยไดรับความสําเร็จไปดวย (พรสวรรค อัมรานันท 2542: 76)
Rankin (1982: 528 อางถึงใน จิตยา สุวภาพ, 2541: 2) ไดสํารวจการสื่อสาร
ในชีวิตประจําวันจากบุคคลหลายอาชีพพบวา ทักษะการรับสารที่สําคัญในการสื่อสารในชีวิตประจําวัน
เรียงจากมากไปหานอย ไดดังนี้
ทักษะการฟง รอยละ 45
ทักษะการพูด รอยละ 30
ทักษะการอาน รอยละ 16
ทักษะการเขียน รอยละ 9
จะเห็นไดวา ในชีวิตประจําวัน มนุษยใชทักษะการฟงมากที่สุด ในบรรดาทักษะการสื่อสาร
ทั้ง 4 ทักษะ ดังนั้นการฟงจึงเปนทักษะที่มีบทบาทและความสําคัญตอการดําเนินชีวิตเปนอยางมาก
พรสวรรค อัมรานันท (2542: 77-78) ไดนําเสนอเกี่ยวกับความสําคัญของการฟงในดานตางๆ
ดังนี้
5
1. ดานกระบวนการเรียนรู มนุษยสามารถเรียนรูสิ่งตางๆดวยการฟงไดตลอดชีวิต นับตั้งแต
การฟงเสียงพอแม คนในครอบครัว แลวเลียนเสียงพูด จดจํานําไปใชสื่อสาร
2. ดานการคิดและการพูด การฟงทําใหผูฟงมีความรูกวางขวาง เกิดสติปญญาจากการรวบ
รวมขอมูลและขอคิดตางๆ เมื่อนําไปเชื่อมโยงสัมพันธกับสิ่งที่ฟงมา ทําใหเกิดการจดจํานําไปสู
การคิดในระดับที่สูงขึ้น และเพื่อเปนความรูในดานการพูดตอผูอื่นอีกดวย
3. ดานความรูการฟงขาวสาร ชวยใหไดรับความรูเพิ่มเติม เปนคนทันสมัย มีความรูรอบตัว
โดยบุคคลที่ฟงมาก ยอมไดรับความรูมากกวาผูอื่น
4. ดานความบันเทิง การฟง ชวยสรางความบันเทิงไดเปนอยางดี โดยเฉพาะการฟงเพลง
ซึ่งเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่งที่ไดรับความนิยมจากผูฟง การฟงเพลงกอใหเกิดความสุข
ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง
ทําใหเกิดความจํา การรับรูและการเรียนรูไดดีขึ้น
5. ดานการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล ในการสนทนา ผูฟงที่ดียอมไดรับความนิยมชม
ชอบจากคูสนทนา และถือไดวาเปนผูมีมารยาทในการเขาสังคม
จากความสําคัญดังกลาว จะเห็นไดวาการฟงมีความสําคัญตอการสื่อสารเปนอยางยิ่ง
หากผูฟงมีทักษะในการฟงที่ดีแลว ยอมสงผลใหการติดตอสื่อสาร หรือการรับรูขอมูลตางๆ
มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเทานั้น
จุดมุงหมายของการฟง
จุดมุงหมายของการฟง แบงไดเปน 5 ประการ ดังนี้
1. การฟงเพื่อจับใจความสําคัญ เปนการฟงเพื่อจับประเด็นสาระสําคัญของสารที่ไดยินวา
มีอะไรบาง การฟงประเภทนี้ตองใชความตั้งใจและสมาธิ คิดพิจารณาเรื่องที่ไดฟงตลอดระยะเวลา
การฟง
2. การฟงเพื่อหาเหตุผลมาโตแยง หรือคลอยตาม เปนการฟงสาร และสามารถอธิบายขอ
ดี ขอเสีย ประโยชนหรือผลลัพธจากเรื่องที่ฟงได ทั้งในดานบวกและดานลบ นอกจากนี้ยังสามารถแนะ
นําขอควรปฏิบัติใหกับผูอื่นไดเปนอยางดี
3. การฟงเพื่อความเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการและความคิดสรางสรรค เปนการฟงเพื่อ
ชวยผอนคลายความตึงเครียด พัฒนาจินตนาการ ความคิดสรางสรรค
4.การฟงเพื่อใหเกิดความรอบรู การฟงเพื่อใหเกิดความรูและความรอบรู เปนสิ่งจําเปน
สําหรับนักเรียนอยางยิ่ง เชน การฟงคําบรรยายในชั้นเรียน การฟงขาว การฟงเรื่องเลา เปนตน โดยผูฟง
ตองรูจักจับใจความสําคัญของสารใหได และควรประเมินคุณคาของสิ่งที่ไดฟงวามีคุณคาเพียงใด
6
5. การฟงเพื่อวิเคราะหและประเมินคา เปนการฟงที่ตองใชความพยายามตั้งใจฟงและวิเคราะห
ประเมินสารที่ไดรับฟงและใชความระมัดระวัง และตรวจสอบสารที่ไดฟงแตละประโยคและแนวคิด
ประโยชนของการฟง
1. การฟงทําใหไดรับความรู ความคิด ทัศนคติ การฟงทําใหไดรับรูเรื่องราวที่แปลกใหม
ของบุคคลที่สนทนา รวมไปถึงเรื่องตางๆที่ไดฟงจากสื่อ เพื่อนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน และเพื่อ
ประกอบอาชีพตางๆ เชน การฟงขาวพยากรณอากาศ เพื่อจะไดทราบถึงสภาพอากาศ และไดปฏิบัติ
ตนไดถูกตอง
2. การฟงชวยใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล องคประกอบที่สําคัญของการพูด ไดแก ผูสงสาร
ตัวสาร สื่อ และผูรับสาร ซึ่งผูรับสารในที่นี้ก็คือ ผูฟง จึงจะเห็นไดวาการฟง จะชวยทําใหการสื่อสาร
สัมฤทธิ์ผล และเกิดการตอบสนองไดอยางถูกตอง
3. การฟงทําใหไดรับความเพลิดเพลิน การฟงชวยทําใหผอนคลายจากเรื่องตางๆได
โดยการฟงที่นิยมฟงเพื่อความเพลิดเพลินคือการฟงเพลง การฟงเพลงเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่ง
ที่ไดรับความนิยมจากผูฟง ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนปกติ ผูปวย และคนพิการ
เพราะการฟงเพลงกอใหเกิดความสุข ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ
ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง ทําใหเกิดความจํา การรับรู และการเรียนรูไดดีขึ้น
ดังที่ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30)
4. การฟงชวยเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น การฟงเรื่องราวตางๆ
ที่หลากหลาย ยอมทําใหผูฟงมีทัศนคติตอเรื่องตางๆที่กวางขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การรับฟง
ความคิดเห็นของผูอื่น ก็เปนการฝกยอมรับฟงความคิดเห็นที่แตกตาง ยอมรับความเปนจริงตางๆ
ที่เกิดขึ้น โดยการฟงบางประเภทนั้น จะชวยทําใหจิตใจของผูฟงมีความสงบ และสามารถยอมรับ
ความเปนจริงตางๆได เปนการยกระดับจิตใจใหสูงขึ้นเชน การฟงธรรมมะ การฟงบรรยาย การฟง
ปาฐกถา เปนตน
5. การฟงทําใหเกิดปฏิภาณไหวพริบ การฟงมาก และฟงดวยความตั้งใจ รูจักสังเกตและ
วิเคราะห จะทําใหสามารถอานความรูสึกนึกคิด และรูเทาทันในการกระทําของผูอื่นได อีกทั้งยังชวยให
การดําเนินชีวิตเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจไมผิดพลาด เพราะการฟงมาก ทําใหมีความฉลาดรอบรู
7
ตัวอยาง
การฟงธรรมมะ
เรื่อง ความสุขที่ถูกมองขาม
โดย พระไพศาล วิสาโล
คุณเปนคนหนึ่งหรือไมที่เชื่อวา ยิ่งมีเงินทองมากเทาไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเทานั้น ความเชื่อ
ดังกลาวดูเผิน ๆ ก็นาจะถูกตองโดยไมตองเสียเวลาพิสูจน แตถาเปนเชนนั้นจริง ประเทศไทยนาจะ
มีคนปวยดวยโรคจิตนอยลง มิใชเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายไดของคนไทยสูงขึ้นทุกป ในทํานองเดียวกัน
ผูจัดการก็นาจะมีความสุขมากกวาพนักงานระดับลางๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกวา แตความจริงก็
ไมเปนเชนนั้นเสมอไป
ไมนานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยไดใหสัมภาษณหนังสือพิมพวา เขารูสึกเบื่อหนายกับ
ชีวิต เขาพูดถึงตัวเองวา "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดคาทางธุรกิจ" ลึกลงไปกวานั้นเขายังรูสึกวาตัวเองไม
มีความหมาย เขาเคยพูดวา "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เปนแค....มหาเศรษฐีหมื่นลานคนหนึ่ง"
เมื่อเงินหมื่นลานไมทําใหมีความสุข เขาจึงอยูเฉยไมได ในที่สุดวิ่งเตนจนไดเปนรัฐมนตรี ขณะที่
เศรษฐีหมื่นลานคนอื่น ๆ ยังคงมุงหนาหาเงินตอไป ดวยความหวังวาถาเปนเศรษฐีแสนลานจะมี
ความสุขมากกวานี้ คําถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?
คําถามขางตนคงมีประโยชนไมมากนักสําหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไมมีวาสนาแมแตจะเปน
เศรษฐีรอยลานดวยซ้ํา แตอยางนอยก็คงตอบคําถามที่อยูในใจของคนจํานวนไมนอยไดบางวา
ทําไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส จึงไมหยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล
ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไมหมด
แตถาเราอยากจะคนพบคําตอบใหมากกวานี้ ก็นาจะยอนถามตัวเองดวยวา ทําไมถึงไมหยุด
ซื้อแผนซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับหมื่นแผน ทําไมถึงไมหยุดซื้อเสื้อผาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวเกือบ
พันตัว ทําไมถึงไมหยุดซื้อรองเทาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับรอยคู แผนซีดีที่มีอยูมากมายนั้น
บางคนฟงทั้งชาติก็ยังไมหมด ในทํานองเดียวกัน เสื้อผา หรือรองเทา ที่มีอยูมากมายนั้น บางคนก็
เอามาใสไมครบทุกตัวหรือทุกคูดวยซ้ํา มีหลายตัวหลายคูที่ซื้อมาโดยไมไดใชเลย แตทําไมเราถึงยัง
อยากจะไดอีกไมหยุดหยอน
ใชหรือไมวา สิ่งที่เรามีอยูแลวในมือนั้นไมทําใหเรามีความสุขไดมากกวาสิ่งที่ไดมาใหมมี
เสื้อผาอยูแลวนับรอยก็ไมทําใหจิตใจเบงบานไดเทากับเสื้อ ๑ ตัวที่ไดมาใหม มีซีดีอยูแลวนับพัน
ก็ไมทําใหรูสึกตื่นเตนไดเทากับซีดี ๑ แผนที่ไดมาใหม ในทํานองเดียวกันมีเงินนับรอยลานใน
8
ธนาคารก็ไมทําใหรูสึกปลาบ ปลื้มใจเทากับเมื่อไดมาใหมอีก ๑ ลาน
พูดอีกอยางก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได มากกวาความสุขจากการ มี มีเทาไรก็ยัง
อยากจะไดมาใหม เพราะเรามักคิดวาของใหมจะใหความสุขแกเราไดมากกวาสิ่งที่มีอยูเดิม
บอยครั้งของที่ไดมาใหมนั้นก็เหมือนกับของเดิมไมผิดเพี้ยน แตเพียงเพราะวามันเปนของใหม
ก็ทําใหเราดีใจแลวที่ไดมา จะวาไปนี่อาจเปนสัญชาตญาณที่มีอยูกับสัตวหลายชนิดไมเฉพาะแต
เทานั้น ถาโยนนองไกใหหมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แตถาโยนนองไกชิ้นใหมไปให มันจะรีบคาย
ของเกาและคาบชิ้นใหมแทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเทากัน ไมวาหมาตัวไหนก็ตามของเกาที่มี
อยูในปากไมนาสนใจเทากับของใหมที่ไดมา
ถาหากวาของใหมใหความสุขไดมากกวาของเกาจริง ๆ เรื่องก็นาจะจบลงดวยดี แตปญหา
ก็คือของใหมนั้นไมนานก็กลายเปนของเกา และความสุขที่ไดมานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือ
กลับมารูสึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงตองไลลาหาของใหมมาอีก เพื่อหวังจะใหมีความสุข
มากกวาเดิม แตแลวก็วกกลับมาสูจุดเดิม เปนเชนนี้ไมรูจบ นาคิดวาชีวิตเชนนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?
เพราะไลลาแตละครั้งก็ตองเหนื่อย ไหนจะตองขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะตองแขงกับ
ผูอื่นเพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการ ครั้นไดมาแลวก็ตองรักษาเอาไวใหได ไมใหใครมาแยงไป แถมยัง
ตองเปลืองสมองหาเรื่องใชมันเพื่อใหรูสึกคุมคา ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งตองเสียเวลาในการเลือกวาจะใช
อันไหนกอน ทํานองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ตองยุงยากกับการตัดสินใจวาจะไปเที่ยว
ลอนดอน นิวยอรค เวกัส โตเกียว มาเกา หรือซิดนียดี
ถาเราเพียงแตรูจักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มี สิ่งที่มีอยูแลว ชีวิตจะยุงยากนอยลงและโปรงเบา
มากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไมใชเรื่องยาก แตที่เปนปญหาก็เพราะเราชอบมอง
ออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหมมาเทียบกับของที่เรามีอยู หาไมก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับ
คนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม ก็อยากมีบาง คงไมมีอะไรที่จะทําใหเราทุกขไดบอยครั้งเทากับ
การชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเปนหนทางลัดไปสูความทุกขที่ใคร ๆ
ก็นิยมใชกัน นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทําใหเราไมเคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แมจะมี
หนาตาดีก็ยังรูสึกวาตัวเองไมสวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอรในหนัง
โฆษณา
การมองแบบนี้ทําให "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไมมีความสุขกับสิ่งที่มีอยูแลว
ยังเปนทุกขเพราะไมไดสิ่งที่อยาก พูดอีกอยางคือไมมีความสุขกับปจจุบัน แถมยังเปนทุกขเพราะ
อนาคตที่พึงปรารถนายังมาไมถึง ไมมีอะไรที่เปนอุทธาหรณสอนใจไดดีเทากับนิทานอีสปเรื่องหมา
คาบเนื้อ คงจําไดวา มีหมาตัวหนึ่งไดเนื้อชิ้นใหญมา ขณะที่กําลังเดินขามสะพาน มันมองลงมาที่
ลําธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กําลังคาบเนื้อชิ้นใหญ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญกวาชิ้น
9
ที่มันกําลังคาบเสียอีก ดวยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่
เห็นในน้ํา ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ํา ชิ้นเนื้อในน้ําก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยูและเนื้อที่เห็น
ในน้ําบอเกิดแหงความสุขมีอยูกับเราทุกคนในขณะนี้อยูแลว เพียงแตเรามองขามไปหรือไมรูจักใช
เทานั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยูและเปนอยู
ไมวา มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพยสิน รวมทั้งจิตใจของเรา ลวนสามารถบันดาลความสุข
ใหแกเราไดทั้งนั้น ขอเพียงแตเรารูจักชื่นชม รูจักมอง และจัดการอยางถูกตองเทานั้น
แทนที่จะแสวงหาแตความสุขจากการได ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจาก
สิ่งที่มีขั้นตอไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให กลาวคือยิ่งใหความสุข ก็ยิ่งไดรับความสุข
สุขเพราะเห็นน้ําตาของผูอื่นเปลี่ยนเปนรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ไดทําความดีและทําให
ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไมยากที่เราจะคนพบความสุขจากการ ไมมี นั่นคือสุขจาก
การปลอยวาง ไมยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แมไมมีหรือสูญเสียไป ก็ยังเปนสุขอยูได เกิดมา
ทั้งที่นาจะมีโอกาสไดสัมผัสกับความสุขจากการ ให และ การ ไมมี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและ
ยั่งยืนอยางแทจริง
ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ
1. ฟงทั้งที เตรียมตัวใหพรอม การเตรียมตัวใหพรอมที่จะฟงนี้ รวมไปถึงทั้งทางกายและสติ
ปญญา การฟงที่มีประสิทธิภาพ ผูฟงตองมีจุดมุงหมายในการฟง และศึกษาหาความรูเบื้องตนในเรื่อง
ที่จะฟง เมื่อฟงจะไดสามารถเขาใจเรื่องไดงายและรวดเร็วขึ้น
2. เปดใจยอมรับฟงทุกเรื่อง การเปดใจรับฟงในทุกๆเรื่อง ยอมสงผลดีตอการฟง เพราะจะ
ทําใหผูฟงไดรับฟงสารอยางชัดเจน และปฏิบัติไดดังจุดมุงหมายของสารนั้น ทั้งนี้การเปดใจใหกวางรับ
ฟง อาจไมประสบผลสําเร็จ เนื่องจากบางครั้งผูฟงมีทัศนคติที่ไมดีตอตัวผูพูด หรือมีอคติตอผูพูด
3. ฟงใหตอเนื่องตั้งแตตนจนจบ การฟงสารใดๆก็ตาม ผูฟงควรฟงตั้งแตแรกเริ่ม จนจบ
เรื่องใหครบ เพื่อจะไดทราบเจตนาที่แทจริงของสารนั้น บางครั้งผูฟงอาศัยการฟงเปนบางขอความ
หรือ บางตอน แลวนําไปปะติดปะตอ ทําใหเกิดความหมายใหม หรืออาจจะแปลเจตนาของผูพูดผิด
ซึ่งสงผลตอการสงสารตอไปผิดๆ อีกทั้งผูฟงบางคนชอบคิดแทนผูพูด จึงทําใหการแปลความหมาย
และแปลเจตนาผิดแปลกไป
4. ฟงใหครบอยางตั้งใจและอดทน การฟงสารใหไดความครบถวน ผูฟงจะตองมี
ความตั้งใจ และอดทนเปนอยางยิ่ง เพราะหากผูฟงไมมีความตั้งใจแลว สารที่ไดรับ ยอมไมครบถวน
และอาจแปลความหมายผิดไปได
10
5. พยายามคนหาสาระจากการฟง การฟงสารทุกประเภทยอมมีสาระและมีประโยชน
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับผูฟงวาจะสามารถคนหาสาระและประโยชนจากเรื่องดังกลาวไดหรือไม การคนหาสาระ
จากการฟงนั้น ผูฟงอาจนําขอดีและขอเสียจากเรื่องที่ไดฟง มาเปนแนวคิดหรือเปนตัวอยางในการ
ดําเนินชีวิตตอไปได
6. จับใจความสําคัญจากเรื่องใหครบ การฟงเรื่องราวตางๆ ผูฟงตองจับใจความสําคัญ
ของเรื่องใหได เนื่องจากใจความสําคัญเปนสิ่งที่ผูพูดตองการสงมายังผูฟง เมื่อผูฟงจับใจความสําคัญ
ของเรื่องไดแลว ก็จะทําใหการฟงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7. จดบันทึก สรุปไวทบทวน การฟงนั้น ตามปกติผูฟงสวนใหญมักจะฟงแลว ไมจดบันทึก
ไวเพราะคิดวาจําได แตหากเวลาผานไปเนิ่นนาน อาจทําใหเรื่องที่ไดรับฟงมานั้น ลืมเลือนหรือจําได
ไมครบถวน ดังนั้นการจดบันทึก สรุปเรื่องราวที่ไดฟง ยอมเปนสิ่งที่ดี เนื่องจากเมื่อลืมเรื่องนั้น
ก็สามารถนําบันทึกมาอานทบทวนได
วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด
ในปจจุบัน คนสวนมากนิยมใชการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด แตทั้งนี้ทั้งนั้นการฟงเพลงเพื่อ
ผอนคลายความเครียดสามารถเลือกใชวิธีการตางๆไดหลากหลาย แตบางวิธีก็อาจกอใหเกิดอันตราย
ตอสุขภาพไดเชนกัน วิธีการตางๆในการฟงเพลงมี ดังนี้ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน
พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30)
วิธีที่ 1 การฟงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน เปนวิธีหาความสุขจากเสียงเพลงที่มีผูนิยม
มากที่สุด เพราะเปนวิธีฟงเพลงที่ประหยัด มีรายการเพลงตลอดทั้งวัน ผูฟงจะไดทั้งสาระ ความรู
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
วิธีที่ 2 การฟงเพลงจากเครื่องเลนเทปเพลง แผนเสียง ผูที่นิยมฟงเพลง จากเครื่องเลน
เทป เครื่องเลนแผนเสียง หาซื้อเทปเพลง แผนเสียงมาฟงเอง ชอบหรืออยากฟงตอนไหนก็หยิบขึ้นมา
เปดฟงได
วิธีที่ 3 การฟงเพลงจากเครื่องพกพา ผูที่นิยมฟงเพลงจากเครื่องพกพา เชน ไอพอด เอ็มพี3
หรือจากโทรศัพท จะไดรับฟงเพลงตางๆตามความตองการ แตถาฟงนานไปจะทําใหเมื่อยลา ประสาท
หูเสื่อมเร็ว ไมควรฟงขณะอยูในภาวะที่ตองใชความระมัดระวังตัวเปนพิเศษ เชน ขณะเดินอยูบนทอง
ถนน ขณะใชเครื่องจักรกล ขณะขับรถ เพราะอาจทําใหเกิดอันตรายได
วิธีที่ 4 การฟงเพลงที่รานขายซีดี ผูฟงจะมีโอกาสฟงเสียงเพลงไพเราะที่ผูซื้อตั้งใจมาซื้อ
และไดรับประสบการณ ความรูใหมๆจากผูขาย แตผูฟงจะไดรับฟงเพลงตางๆไมจบสักเพลง ทําให
อารมณไมตอเนื่อง
11
วิธีที่ 5 การชมการแสดงดนตรีจากสถานที่จริง เปนวิธีหนึ่งที่ควรสนับสนุนใหหาโอกาสไป
ฟง เพราะจะไดรับประโยชนมากกวาการชม หรือฟงจากวิทยุ ทีวี มีสถานที่ตางๆ ที่จัดแสดงดนตรีใหชม
ทั้งที่ตองเสียเงินและที่ใหชมฟรี ผูฟงจะไดยินความไพเราะงดงาม ไดเห็นความตระการตา
เห็นความสามารถของนักดนตรี นักรอง เปนการสรางเสริมประสบการณชีวิตที่ดี ชวยสนับสนุน
ใหเยาวชนมีความสนใจดนตรี ซึ่งจะชวยพัฒนาดานอารมณ ภาษา สังคมและวัฒนธรรม เปนตน
วิธีที่ 6 การฟงเพลงในรถยนต คนสวนใหญชอบฟงเพลงในรถยนต เพราะเปนชวงเวลา
ที่วางสําหรับผูโดยสาร และเปนชวงที่ตองใชความระมัดระวังของผูขับรถยนต หากรถติดมากหรือขณะ
ที่ตองใชระยะเวลาในการเดินทางนานๆ ก็อาจจะเกิดความเครียด การฟงเพลงในรถยนต ซึ่งมี
พื้นที่จํากัดทําใหการฟงเพลงไดชัดเจน มีความไพเราะ ชวยคลายเครียดไดเปนอยางดี
วิธีที่ 7 การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร จะชวยให
เกิดสุนทรียในการรับประทานอาหารยิ่งขึ้น มีผลชวยใหระบบยอยอาหารทํางานไดดี รานอาหาร
จึงมักจะมีดนตรีใหลูกคาไดฟงขณะรับประทานอาหาร เพื่อใหเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน
สรางบรรยากาศความเปนมิตร เพลงที่ใชฟงควรเปนเพลงจังหวะชาๆ หรือปานกลาง เปนเพลงที่ฟง
สบายๆ ไมตองใชความคิดมาก มีอารมณออนหวาน นุมนวล
วิธีที่ 8 การฟงเพลงขณะทํางาน บางทานชอบฟงเพลงขณะทํางาน เพราะชวยทําให
บรรยากาศที่ทํางานดูสดชื่นแจมใสขึ้น ไมเงียบเหงา ควรเลือกประเภทของเพลงใหเหมาะสมกับงาน
ที่ทํา เชน หากทํางานที่ตองใชแรงงาน ควรฟงเพลงที่มีจังหวะราเริง เบิกบาน จะชวยใหทํางาน
อยางสนุกสนานเพลิดเพลิน หากเปนงานที่ตองใชความคิด ควรเปดเพลงที่มีจังหวะชาๆ หรือปานกลาง
จะชวยใหมีสมาธิในการทํางานมากขึ้น เปนตน การเปดเพลงขณะทํางานควรใชเสียงที่พอเหมาะ
หรือเปดเบาๆ ไมควรเปดเสียงดังจนทําใหเกิดการรบกวนหรือกอใหเกิดความเดือดรอนแกผูอื่น
วิธีที่ 9 การฟงเพลงขณะอาบน้ํา ขณะอาบน้ําก็ฟงเพลงไปดวย ทําใหเกิดความเบิกบานใจ รู
สึกสบายตัว มีอารมณดี สดชื่น กระปรี้กระเปรายิ่งขึ้น การฟงเพลงตองระมัดระวังอยางยิ่งเกี่ยวกับสาย
ไฟของเครื่องเสียง อาจจะถูกน้ําทําใหเกิดไฟฟาลัดวงจร เปนอันตรายได
วิธีที่ 10 การฟงเพลงขณะพักผอน เวลาพักผอนเปนชวงเวลาแหงความสุข เชน ยามวาง
ขณะเดินเลน นั่งเลน และโดยเฉพาะการฟงเพลงกอนนอน เปนตน ควรจัดเตรียมเครื่องเสียง หรือวิทยุ
ไวใหสะดวกตอการฟง
วิธีที่ 11 การฟงเพลงขณะออกกําลังกาย การออกกําลังกายที่ดี ควรเริ่มตนดวยการสราง
ความอบอุนรางกายกอน โดยออกกําลังกายเบาๆ โดยใชเพลงจังหวะปานกลาง แลวจึงเปลี่ยนเปน
จังหวะเร็วมากขึ้น และกลับมาเปนจังหวะปานกลางเมื่อออกกําลังเสร็จแลว การฟงเพลงจะชวยให
อารมณสดชื่น แจมใส เพลิดเพลิน ขณะออกกําลังกาย
12
วิธีที่ 12 การฟงเพลงเมื่อเกิดความเจ็บปวย การฟงเพลงจะชวยบรรเทาความเจ็บปวยได
มีงานวิจัยมากมายทั้งในประเทศและตางประเทศ ที่พบวา ดนตรีมีผลชวยลดความเครียด ความวิตก
กังวล ขณะเจ็บปวยชวยทําใหจิตใจสบาย พักผอน รับประทานอาหารไดมากขึ้น มีกําลังใจ มีแรงเคลื่อน
ไหวไดมากขึ้น มีผลชวยใหการรักษาไดผลดียิ่งขึ้น แมแตผูปวยที่ตองอยูในโรงพยาบาลนานๆ ก็
มีความตองการฟงเพลง เพราะเพลงชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน ลืมความเจ็บปวย
คลายความเครียด ความเบื่อหนายได
ประเภทของเพลงที่ฟง ควรเปนเพลงที่มีความสรางสรรค กอใหเกิดความสุข ความหวัง หลีก
เลี่ยงเพลงทํานองเศรา มีเนื้อหาคํารองที่สรางอารมณทุกข เศราหมอง และควรหลีกเลี่ยงเพลงจังหวะ
เร็วๆ มีเสียงดังอึกทึก ในผูปวยที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ผูปวยที่มีการเกร็งกระตุกของ
กลามเนื้อ
มารยาทในการฟง
มารยาทในการฟง เปนคุณลักษณะสําคัญที่ควรปลูกฝงในคนทุกเพศ ทุกวัย และควรแสดง
พฤติกรรมนี้ใหเหมาะกับบุคคล เวลา และสถานที่ ทั้งนี้ผูฟงที่ดี ควรปฏิบัติตนใหมีมารยาทในการฟง ดัง
ตอไปนี้
1. ฟงอยางตั้งใจ ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางมีสมาธิ เพื่อใหไดรับความตางๆอยางครบถวน
2. ปรบมือใหดวยความชื่นชม ในกรณีที่ผูฟงชอบในคําพูดหรือถูกใจคํากลาวใดของผูพูด
ควรปรบมือแสดงความชื่นชม แตไมควรสงเสียงผิวปาก หรือ สงเสียงอื่นๆ เพราะจะเปนการไมมี
มารยาท
3. ไมทานขนมขณะฟง การฟงในสถานที่ใดๆก็ตาม ผูฟงควรตั้งใจฟง ไมควรทานขนม หรือ
อาหารตางๆ ในขณะที่ฟง
4. ไมสงเสียงดัง หรือพูดแขง ขณะที่ฟง ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางเงียบๆ ไมสงเสียงดัง และไม
ควรพูดคุยกับเพื่อนในขณะที่ฟง
5. แสดงความเคารพกอนออกจากหอง ขณะที่ฟง หากผูฟงตองการลุกออกจากหอง ควรทํา
ความเคารพผูพูดกอนออกจากหอง
6. ไมจองจะจับผิด ผูฟงบางคนชอบจับผิดผูพูด และมีอคติ จึงทําใหการฟงไมประสบผล
สําเร็จ
7. แสดงความคิดเห็นไดหลังฟงจบ ถาผูฟงมีคําถามหรือตองการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
เรื่องที่ไดฟง ควรรอใหผูพูด พูดจบกอน
13
วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง
การฟงเปนจุดเริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา และชวยพัฒนาทักษะดานอื่นๆ ใหดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึง
ควรฝกทักษะการฟงใหมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชนในสื่อสาร วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถ
ในการฟง (กองเทพ เคลือบพณิชกุล 2542:34 และ จุไรรัตน ลักษณะศิริ 2543:81) มีดังนี้
1. ฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวการทําความเขาใจเรื่องจากสารที่ผูพูดสงมา
เปนสิ่งสําคัญ และเปนทักษะที่ตองฝกฝน โดยผูฟงตองฝกสมาธิ เนื่องจากสมาธิจะชวยใหการทํางาน
ของสมองไดคิดและจดจําบันทึกเรื่องราวที่ไดฟง การมีสมาธิจะชวยใหใจจดจอเรื่องที่ฟง การฟงจึงจะ
ดําเนินไปอยางตอเนื่อง
การฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวตางๆนั้น ผูฟงอาจตั้งคําถามกับตนเอง หลังจากที่ไดฟง
เรื่องดังกลาวไปแลว เชน ขอความที่ไดฟงเปนขอความในทํานองใด หมายความวาอยางไร
เสนอความคิดใดแกผูฟง มีเหตุการณใดเกิดขึ้นบาง ผลเปนอยางไร เปนตน
2. ฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่อง การฟงเรื่องตางๆนั้น สิ่งที่ไดรับฟงมาทั้งหมด
อาจไมใชประเด็นสําคัญที่ผูพูดตองการนําเสนอ ดังนั้นการฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญ
จึงมีความสําคัญตอการฟง ใจความสําคัญของขอความ มาจากความหมายหลักของแตละประโยค
มาประกอบกันเขาเปนความหมายรวม การที่จะจับใจความสําคัญของเรื่องที่ฟงไดทั้งหมด จะตองรวบ
รวมความหมายของแตละประโยคในเรื่องมาประกอบกัน จากนั้นสวนใดหรือขอความใดที่ไมเกี่ยวของ
ไมจําเปน ใหตัดออก การจับใจความสําคัญนี้ ผูฟงควรสรุปใจความสําคัญ เปนภาษาเขียน หรือ คําพูด
ของตนเอง
3. ฝกวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด การพูดทุกครั้ง ผูพูดยอมมีจุดมุงหมาย
หรือเจตนาจะใหบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ บางครั้งเรื่องที่ไดฟงนั้นอาจเปนเจตนาโดยตรงของผูพูด
แตในบางครั้งก็เปนเจตนาโดยออม ดังนั้นผูฟงจึงตองวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดนั้นวา
ผูพูดคิดหรือมีความรูสึกอยางไรตอเรื่องที่พูด และตองการบอกอะไรแกผูฟง การวิเคราะหจุดมุงหมาย
หรือเจตนาของผูพูด อาจสังเกตไดจากอากัปกิริยา ทาทาง น้ําเสียง รวมไปถึงบริบทโดยรอบ
ของขอความนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งอาจเปนการลําบาก หากผูฟง ฟงจากสื่อวิทยุ ซึ่งไมเห็นลักษณะทาทาง
ของผูพูด ดังนั้นการวิเคราะหบริบทของขอความและนัยของคํา จึงเปนสิ่งสําคัญ
4. ฝกวินิจสาร การวินิจสาร คือการตีความหมายของสารที่ผูพูดสงมา เพื่อจะแยกวา สารใด
เปนขอเท็จจริง สารใดเปนขอคิดเห็น หรือสารใดเปนขอเสนอแนะ การวินิจสารจะสอดคลองกับ
การวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด เนื่องจากวา วินิจ หมายถึง พินิจ คือการพิจารณาสาร
สารที่ผูพูดเสนอแนะหรือกลาวออกมานั้น อาจมีความหมายโดยนัย ผูฟงตองมีการตีความ โดยอาศัย
องคประกอบในการตีความชวยในการวินิจสาร
14
5. ฝกประเมินคาของสาร การประเมินคา เปนทักษะที่คอนขางสูง เนื่องจากผูฟงที่จะ
สามารถประเมินคาของสารไดดี ตองเปนผูที่ฟงมาก อานมาก และมีความรูมาก โดยการประเมินคา
ของสารจะทําใหผูฟงไดทราบถึงคุณคาของสารที่ไดฟง ซึ่งควรประเมินวา มีคุณคามากนอยเพียงใด
มีจุดดีจุดเดนอยางไร มีขอบกพรองมากนอยเพียงใด สิ่งที่กลาวถึงนั้นกอใหเกิดผลดี ผลเสียอยางไร
แกใคร หรือมีคุณคาในดานใด
การพิจารณาความสามารถในการฟง
การพิจารณาความสามารถในการฟง จะเปนประโยชนตอการพัฒนาการฟง ซึ่งตองพิจารณา
จากลักษณะตางๆ (สมบัติ จําปาเงิน 2540 : 11) ดังนี้
ความสามารถในการฟง ประเด็นในการพิจารณา
1.ความรู ความจําและความเขาใจ - ผูฟงสามารถตอบคําถามจากเรื่องได
- ผูฟงสามารถเลาเรื่องที่ฟงได
- ผูฟงสามารถทําตามคําสั่งไดพอสมควร
2.การวิเคราะห -ผูฟงสามารถแยกแยะองคประกอบของเรื่องที่ฟงได
วาสวนใดคือ นําเรื่อง เรื่อง และสรุปเรื่อง
-ผูฟงสามารถแยกไดวา อะไรเปนเหตุ เปนผล ในกรณีที่
เรื่องเปนเหตุเปนผล
3.การจับใจความสําคัญ - ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนใจความสําคัญ
สวนใดเปนพลความ
-ผูฟงสามารถจดบันทึกเรื่องราวโดยยอได
4.การตีความ -ผูฟงสามารถบอกความหมายที่แทจริงของความที่ฟงได
-ผูฟงสามารถบอกจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดได
-ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนขอเท็จจริง และขอ
คิดเห็น
5.การประเมินคา -ผูฟงสามารถบอกประโยชนจากเรื่องที่ฟงได
-ผูฟงสามารถบอกความนาเชื่อถือของเรื่องได
-ผูฟงสามารถบอกวิธีการพูดจากเรื่องที่ฟงได
15
การที่ผูฟงสามารถพิจารณาความสามารถในการฟงในดานตางๆ ได และรูวาตนเอง
มีความสามารถในการฟงระดับใด ยอมทําใหผูฟงสามารถที่จะพัฒนาทักษะการฟงของตนใหดีขึ้น เพื่อ
ใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ ความสามารถในการฟงดานตางๆ นั้น ยอมตองไดรับการฝกฝนอยาง
สม่ําเสมอเพื่อนําไปสูการฟงขั้นสูง คือ การฟงเพื่อการประเมินคาได
16
เอกสารอางอิง
กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542. การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.
จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2540. ภาษากับการสื่อสาร(ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
ศิลปากร.
จิตตยา สุวภาพ. 2541. ผลการสอนกลวิธีดานความรู ความคิดที่มีตอความสามารถใน
การฟงเพื่อความเขาใจภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ใน
โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาเอกชน กรุงเทพฯ. วิทยา
นิพนธปริญญามหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
บุษบา พิทักษ. 2543. การสอนทักษะการฟงเพื่อความเขาใจในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1
โดยใชแบบฝกเสริมทักษะการฟง. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
การสอนภาษาไทย. เชียงใหม : มหาวิทยาลัยเชียงใหม.
พีระชัย ลี้สมบูรณผล. 2550. การฟงเพลงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎภูมิภาคตะวันตก.
วิจัย. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร:มหาวิทยาลัยราชภัฎหมูบานจอมบึง.
พรสวรรค อัมรานันท. 2542. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม:ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร
มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สมบัติ จําปาเงิน.2540. ประธีปไทยชุดภาษาและวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ:โอเอส พริ้นติ้งเฮาส.
ศศิธร ธัญลักษณานันท. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: เธิรดเวฟ
เอ็ดดูเคชั่น.
---------------------------------------------
บทที่ 2
ศาสตรและศิลปะของการพูด
การพูดเปนการสื่อสารที่มีความสําคัญและเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันอยางยิ่งอีกทั้งเปน
เสมือนบันไดขั้นแรกของการสมาคม และยังเปนสะพานเชื่อมโยงไปสูความสําเร็จในชีวิตดวย การพูด
ดีและการพูดเปน ยอมเปนคุณสมบัติเดนที่จะสรางศรัทธาความเลื่อมใสใหเกิดขึ้น ไมวาจะเปนการสื่อ
สารภายในครอบครัว การติดตอทางสังคม การปรึกษาหารือกันในที่ทํางาน หรือแมกระทั่งพูดเพื่อ
อํานวยประโยชนใหแกตนเองและสวนรวม ซึ่งไมเพียงแตเปนการพูดทักทายถามเรื่องชีวิตความเปนอยู
เทานั้น หากยังเปนเรื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเลา การอธิบาย การใหเหตุผล ตลอดจน
การพูดเพื่อแสดงไมตรีจิต ดังนั้น การรูจักศาสตรและศิลปะการพูดยอมมีผลตอความสําเร็จในงาน
อาชีพตาง ๆ เชน พอคา นักธุรกิจ นักการเมือง นักปกครอง นักการศาสนา ครู อาจารย ฯลฯ
ศาสตรและศิลปะการพูดหมายถึงระบบระเบียบความรูและความสามารถหรือความเชี่ยวชาญ
ที่จะสงสารหรือถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูรับสาร ใหรับรู ตอบ
สนองตามจุดมุงหมายโดยการใชถอยคําภาษารวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสมตามระเบียบ กฎ
เกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน ดังนั้นเนื้อหาในบทนี้ จะกลาวถึงศาสตรและศิลปะการ
พูด ในหัวขอ ความหมายและความสําคัญ องคประกอบ การฝกทักษะ เทคนิค 14 ประการ จุด
ประสงค ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ ตัวอยางการพูดประเภทตาง ๆ ตัวอยาง
รูปแบบการพูดประเภทตาง ๆ และศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ
ความหมายของการพูด
ไดมีผูรู ใหความหมายของคําวา “การพูด” ไวดังนี้
สวนิต ยมาภัย และถิรนันท อนวัชศิริวงศ (2530: 1) ไดใหความหมายของการพูด คือการใช
ถอยคํา น้ําเสียง รวมทั้งกิริยาอาการอยางมีประสิทธิภาพและถูกตองตามจรรยามารยาทและประเพณี
นิยมของสังคม เพื่อถายทอดความคิด ความรูสึก และความตองการที่มีคุณประโยชนใหผูฟงรับรูและ
เกิดการตอบสนอง สัมฤทธิผลตามจุดมุงหมายของผูพูด
ทองขาว พวงรอดพันธุ (2537: 25) ไดใหความหมายของการพูด ดังนี้
1. กระบวนการสื่อสารความคิด จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุมหนึ่ง โดยมี
ภาษา น้ําเสียง และอากัปกิริยาเปนสื่อ
2. การแสดงออกถึงอารมณและความรูสึก โดยใชภาษาและเสียงสื่อความหมาย
18
3. เปนสัญลักษณแหงความเขาใจระหวางมนุษยกับมนุษย
สรุปไดวา การพูดหมายถึงกระบวนการสื่อสารระหวางผูพูดกับผูฟงใหเกิดความเขาใจ
ตรงกัน ซึ่งจะตองคํานึงถึง บุคคล กลุมสังคม โอกาส เวลา สถานที่ ทัศนคติ ตลอดจนอารมณความรู
สึกรวม โดยที่ผูพูดสามารถถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูฟงใหรับรู
ตอบสนองตามจุดมุงหมาย โดยการใชถอยคํา ภาษา รวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสม ตาม
ระเบียบ กฎเกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน
ความสําคัญของการพูด
เปนที่ทราบกันดีวาการพูดมีความสําคัญในการสื่อสาร อีกทั้งเปนเครื่องมือที่สําคัญยิ่งของ
มนุษยในการสรางความเขาใจอันดีตอกัน ความสําคัญของการพูดนั้นมีผูรูไดอธิบายไวดังนี้
วสันต บัณฑะวงศ (2521: 2) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูด โดยสรุปวา การพูดที่ดีนั้น
สามารถนําเขาสูตําแหนงฐานะการงานหรือบรรลุผลสําเร็จตาง ๆ ไดมากตอมาก และการที่จะพูดใหผู
ฟงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคําพูดของเราไดนั้น ก็ตองอาศัยศิลปะและหลักวิชาที่จะตองหมั่นฝกฝน
ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน (2532: 3-5) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูดไวดังนี้
1. การพูดทําใหเกิดความเขาใจไดงาย เมื่อเราไดยินการพูด ดวยน้ําเสียง และเห็น
กิริยา ทาทาง ตลอดจนสีหนาของผูพูดประกอบ เราก็จะเขาใจในเรื่องราวที่พูดไดงาย
2. การพูดเปนเครื่องมือของสมาคม ซึ่งทําใหเกิดความสําเร็จในชีวิต วาจาเปน
เครื่องแสดงออกถึงความฉลาดและอุปนิสัยใจคอของผูพูด ตลอดจนถึงความมีไมตรีตอกัน
3. การพูดกอใหเกิดความสําเร็จในดานศาสนา การคา และการเมือง
3.1 ดานศาสนา การพูดโนมนาวชักจูงใหคนอื่นเกิดความสํานึกที่ดี และใหเกิด
ความเชื่อถือตาม จึงมีผลเหนือกวาการชักจูงดวยวิธีอื่น ๆ ดวยเหตุนี้ จึงมีการอบรมใหพระ นักบวช
และผูนําเผยแพรศาสนา ใหรูจักโนมนาวจิตใจใหคนอยูศีลธรรม และประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี
3.2 ดานการคา เปนความจริงที่วาการคาคือการพูด พอคาแมคาจะขายของได
ก็ดวยการพูดชักจูงใจคนซื้อ ในสังคมปจจุบันนี้การพูดโฆษณามีอิทธิพลในการคา เปนอยางมาก
3.3 ดานการเมือง การพูดชี้แจงใหประชาชนเขาใจในนโยบายและหลักการ
จึงจําเปนอยางยิ่ง ประเทศตาง ๆ จะอยูกันไดอยางสันติ ก็เนื่องจากการเจรจาทําความเขาใจกัน
สําหรับปญหาการเมืองที่ลึกซึ้งยุงยากสลับซับซอนที่จะเปนชนวนไปสูสงครามนั้น ก็เนื่องมาจาก
การพูด เชน การพูดโจมตีฝายตรงขาม ตลอดจนการรณรงคหาเสียงของพรรคการเมืองก็อาศัย
การพูดทั้งสิ้น
19
สรุปไดวา ความสําคัญของการพูด ก็คือเพื่อใหเกิดการสื่อสาร บรรลุเปาหมายในชีวิตประจําวัน
และการงานอาชีพ อีกทั้งยังเปนเครื่องมือสําหรับสรางความสัมพันธ อันดีในองคกร สมาคม และสา
ธารณชนได
การสํารวจความพรอมในการพูด
การสํารวจความพรอม ในการพูดทุกครั้งเปนสิ่งสําคัญยิ่ง เพราะจะทําใหเห็นขอบกพรอง
บางประการ เมื่อไดรับการแกไขปรับปรุงจะสงผลใหมีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น การสํารวจ
ความพรอมในการพูดแตละครั้ง มีดังนี้
ความพรอม สํารวจ
บุคลิกภาพ
• เสื้อผา ทรงผม เครื่องแตงกาย
• อารมณ น้ําเสียง ภาษาทาทาง
ความมั่นใจ
• ความกระตือรือรน ความเชื่อมั่น
• บทขึ้นตน เนื้อเรื่อง บทสรุป
เนื้อหา
• เกร็ดประกอบเรื่อง เรื่องขําขัน
• แงคิด มุมมอง
รางเนื้อหา
• ความเขาใจเนื้อหา
• โนตยอ
• นึกทบทวน
สื่อ
• ไมโครโฟน (ทดสอบดวยเสียง )ไมเคาะ
• แผนใส, Power Point แถบบันทึกเสียง
• ภาพนิ่ง ชิ้นงาน
• ชวงเวลาการใชสื่อ
20
คุณสมบัติของผูพูด
ผูพูดที่ตองการประสบความสําเร็จ ควรจะมีคุณสมบัติ ดังตอไปนี้
1. ศึกษาความรูอยูเสมอ ซึ่งไดจากการฟง การอาน รวมถึง การสนทนา การสังเกต
จดจํา และรูจักสรางสรรคนํามาเสริมใหเกิดประโยชน และเพิ่มคุณคาใหแกตัวเองมากขึ้น
2. มีบุคลิกภาพในการพูดที่ดี และเหมาะสม โดยคํานึงถึงบุคลิกภาพทางกาย
เชน การแตงกาย กิริยา ทาทางอารมณ เชน การแสดงออก ในการพูด บุคลิกภาพทางสังคม เชน
มารยาท ทัศนคติ และบุคลิกภาพทางสติปญญา เชน ความสํานึกในคุณธรรม และจริยธรรม
3. มีศิลปะการแสดงดี ใชทาทางประกอบการพูด สีหนา ลีลาเหมาะสม
สรางความสนใจ เกิดความประทับใจ สรางความเขาใจ ดวยตัวอยางการพูด การเปรียบเทียบใหเห็น
อยางชัดเจน ตลอดจนสรางความเชื่อถือ โดยมีเหตุผลประกอบ มีแหลงขอมูลและหลักฐานอางอิง
4. มีศิลปะการพูดที่พรั่งพรู คือพูดไดอยางคลองแคลว ตอเนื่องฟงแลวรื่นหู
ไมพูดตะกุกตะกัก อึกอัก เออ อา นาเบื่อ นารําคาญ ลักษณะครุนคิด เวนจังหวะการพูด ไม
สม่ําเสมอ
5. ยอมรับฟงคําวิจารณ ผูพูดควรมีกัลยาณมิตร คอยชวยชี้แนะ และนอมรับ
คําชี้แนะนั้น ๆ นํามาปรับปรุงแกไข และพัฒนาใหดีขึ้น
6. มีเอกลักษณเฉพาะตนเอง ผูพูดพึงสังเกตขอดีและขอควรแกไขสวนตัว
แลวพัฒนาปรับเปลี่ยน ใหเกิดเปนความภูมิใจในตนเอง ไมลอกเลียนแบบใคร ถานํางานของผูอื่นมา
ใชในการพูดตองใหเกียรติ และมีมารยาท โดยเอยนามผูนั้นใหปรากฏ
7. เปนผูฟงที่ดี เพราะการฟงทําใหไดความรูเพิ่มขึ้น และเปนการสรางไมตรีจิต
ใหเกิดขึ้นดวย
ภาพการฝกบุคลิกภาพในการนําเสนองานทางวิชาการ และการรายงาน
ของนักศึกษาชาวไทยและนักศึกษาชาวจีน ชั้นปที่ 4 ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย
ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 18 กันยายน 2549, และ 6 กันยายน 2550)
21
องคประกอบของการพูด
การพูดเชิงสถานการณ เปนการสื่อสารประเภทหนึ่ง มีองคประกอบดังนี้
ผูสงสาร สาร สื่อ สาร ผูรับสาร ผล
ผูพูด
บุคลิกภาพ
วิเคราะห
จุดประสงค
โอกาส
ผูฟง
สถานที่
กาลเทศะ
เตรียมบทพูด
เตรียมสื่อ
เตรียมตอบ
คําถาม
เตรียม แกปญหา
เนื้อหาเรื่องราว
บทขึ้นตน
บทกวี
คําคม
ขาว
คําถาม
ฯลฯ
เนื้อเรื่อง
ทฤษฏี
ตัวอยาง
สถิติ
เรื่องราว
ฯลฯ
บทสรุป
คําถาม
ทิ้งใหคิด
คําคม
บทกวี
ฯลฯ
คําพูด
กิริยาอาการ
สื่ออิเล็ก
ทรอนิกส ชิ้น
งาน แผนภูมิ
แผนผัง
ตาราง
ภาพนิ่ง
ฯลฯ
เนื้อหาเรื่อง
ราว
เนื้อความ
ที่ผูสงสาร
สงผานสื่อ
ผูฟง
เพศ
วัย
การศึกษา
ฐานะทาง
สังคม
ฐานะทาง
เศรษฐกิจ
จุดประสงค
ฯลฯ
เกิด
การ
เปลี่ยน
แปลง
ตามจุด
ประสงค
จากตารางจะเห็นวา หนาที่หลักของการพูดคือผูพูดในฐานะผูสงสารจะตองเตรียม
พรอม ไดแก การเตรียมบุคลิกภาพ การวิเคราะหจุดประสงค โอกาส ผูฟง สถานที่ กาลเทศะ การ
เตรียมบทพูด การเตรียมคําถาม และการแกไขปญหาเฉพาะหนา ฯลฯ สิ่งเหลานี้ตองใหสัมพันธกับ
เวลาในการพูดดวย
22
การฝกทักษะในการพูด
การพูดของบุคคลนอกจากการแสดงภาษาแลว ยังมีกิริยาอาการตาง ๆ เปนการแสดงอุปนิสัยใจ
คอสวนตัว ดังคํากลาวที่วา “สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล” ดังนั้นจะเห็นไดวา ปจจุบันมีโรงเรียน
สมาคม สถาบันสอนการฝกทักษะการพูด สําหรับการปรากฏตัวอยางที่ชุมชน เพื่อความเหมาะสมและ
ยังชวยกระตุนความสนใจของผูฟง ในการสื่อความหมายควบคูไปกับการพูดดวย ดังนั้น ผูพูดจึงตองให
ความสําคัญในการฝกทักษะทั้งดานอวัจนภาษา คือกิริยาทาทางและวัจนภาษา คือภาษาถอยคํา ดังนี้
23
ทักษะการพูด ความหมาย
1. กิริยา ทาทาง
การนั่งพูด
การยืนพูด
การใชแขนและมือ
การตั้งมือ
1.1 การนั่ง ยืน เดิน การวางทา ทรงตัว ใหดูสงางาม และองอาจ
ศีรษะตองตรง วางสีหนาใหเปนปกติ ไมตื่นเตน ลุกลี้ลุกลน
นั่งพูด ควรใหลําตัวตรง อยานั่งเอนหลังพิงพนัก มือทั้งสอง ประสาน
กันอยูดานหนาอยางสุภาพ
ยืนพูด ควรยืนในทาทางที่สบาย สงาผาเผย หามยืนพักขา
สุภาพบุรุษ ยืนขาหางกันเล็กนอย สวนสุภาพสตรี ควรยืนเทาชิด มือ
ประสานไว ขางหนา
การเดิน เพื่อออกไปพูดและหลังจากพูดจบ ควรฝกใหเปนธรรมชาติ
ใหสงางาม เพราะเปนการสรางความตรึงตา ตรึงใจใหแกผูฟงได
1.2 การใชศีรษะ แขน มือและนิ้ว ผูพูดควรใชใหถูกตองกับจังหวะ
และความเหมาะสมกับการพูด
ศีรษะ ในขณะที่พูด ควรมีการโคงศีรษะหันไปหาผูฟง สั่นศีรษะ
เพื่อตองการแสดงการปฏิเสธ หรือผงกศีรษะ เพื่อแสดงการยอมรับ
หรือเห็นดวย
แขน ควรปลอยแขนลงขางตัวตามสบายใหเปนธรรมชาติ หรือใช
แขนกับมือใหสัมพันธกันจากการเดิน ยืน และนั่ง
มือ ผายมือ เมื่อเชื้อเชิญบอกทิศทาง ตั้งมือ ใชเมื่อพูดถึงขนาดรูปราง
เชน “ใบเทาฝามือ” คว่ํามือ ใชเมื่อพูดถึงลักษณะความสูง เชน “สูงถึง
สะเอว” สั่นมือ ใชเมื่อพูดถึงการหาม หรือการปฏิเสธ เชน “ไมใช ”
นิ้ว ควรชูนิ้วมือขึ้นในการนับ หรืออาจจะใชนิ้วชี้อีกขางหนึ่ง ชี้นับที่มือ
อีกขางหนึ่ง หามชี้นิ้วไปทางผูฟง หรือชี้เฉพาะตัวหรือชี้กราดเปนอันขาด
ทักษะการพูด ความหมาย
การนับนิ้ว
1.3 การแสดงสีหนาและสายตา
สีหนา เปนการแสดงความรูสึกของผูพูด สื่อใหผูฟงคลอยตาม
เชน การพูดเรื่องมงคลก็ตองพูดดวยใบหนายิ้มแยม ราเริง
ถาพูดถึงเรื่องเศราโศก ก็ควรมีสีหนาที่เศราสลด
สายตา ขณะพูดควรตองประสานสายตา หรือมองหนาผูฟง พยายาม
สบสายตาผูฟงเปนระยะ และตองกวาดสายตามองผูฟงใหทั่วถึง
อยางเปนธรรมชาติ
1.4 การใชเสียงและน้ําเสียง เสียงและน้ําเสียงของแตละบุคคลยอม
แตกตางกัน การรับรูถึงขอบกพรองในเสียง และน้ําเสียงของตนเองแลว
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ฝกและบังคับเสียงใหเปนไปที่ตามตองการจะ
ทําใหผูพูดประสบความสําเร็จในการพูดเชิงสถานการณไดเปนอยางดี
เสียงพูดดังฟงชัด ใชเสียงพอเหมาะใหทุกคนฟงไดยินอยางทั่วถึง
และใหสม่ําเสมอ ตลอดเวลา
เสียงพูดชัดเจนถูกตอง เชน คําควบกล้ํา คําที่มี ร ล ตลอดจนถูกตอง
24
ทักษะการพูด ความหมาย
2. ถอยคํา ภาษาพูด
และสํานวนโวหาร
นอกจากนี้ควรจะตองปรับปรุงลีลาและจังหวะการพูดใหชวนฟง
เหมาะกับเพศ เนื่องดวย เพศชายกับเพศหญิงจะมีลักษณะ
ที่แตกตางกันตามธรรมชาติ
เหมาะกับตําแหนงหนาที่การงาน โดยคํานึงถึงลีลา จังหวะให
หนักแนน ทุม นุมนวล เปนตน
2.1 พูดดีตองรูจักการใชถอยคําภาษาพูดและสํานวนโวหาร
ใหเขาใจไดงาย ใชคํางาย ๆ โดยพิจารณาจากกลุมผูฟง
ใหถูกตองตามหลักภาษา พจนานุกรม รวมถึงการใชสรรพนาม
ลักษณนาม บุพบท สันธาน คํายอ อักษรยอใหถูกตอง
ใหตรงความหมาย โดยพิจารณาจากความหมายโดยตรง
และความหมายโดยนัย
ใหกะทัดรัด โดยใชถอยคําสั้น ๆ ไมฟุมเฟอย ซ้ําซาก
ใหกระชับรัดกุม ไมควรใชคํากํากวม หรือคลุมเครือ
ใหหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทยปนภาษาตางประเทศ ยกเวน
คําที่ใชกันจนเปนยอมรับโดยทั่วไป และคําภาษาตางประเทศ
คํานั้นไมมีการบัญญัติศัพทภาษาไทยขึ้นมาใช
ใชใหถูกตองเหมาะสมตามระดับของบุคคล เชน การใชคํา
ราชาศัพท คําสุภาพ ฯลฯ
ใชใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะและโอกาสซึ่งควรจะ
พิจารณาจากสถานการณในการพูดแตละครั้ง
เลือกใชใหเหมาะสม สละสลวย ไพเราะ ทําใหขยาย ความได
แจมแจงยิ่งขึ้น ไดสาระยิ่งขึ้น
2.2 พูดดีตองมีทุน ซึ่ง”ทุน”ในที่นี้หมายถึงความรูในเรื่อง
ที่จะพูดโดยไดมาจากสิ่งตอไปนี้
ทุนจากหนังสือตํารา ซึ่งเปนทุนที่มีน้ําหนัก และความนาเชื่อถือ
ไดเปนอยางดี
ทุนจากสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือพิมพ แผนปลิว แผนพับ
จุลสาร วารสาร ฯลฯ
25
ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 เอกภาษาไทย วิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 5 สิงหาคม 2553)
ทักษะการพูด ความหมาย
ทุนจากการสนทนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ทุนจากชีวิตจริง การประมวลความรู ความจํา ประสบ
การณจากชีวิตของตนเอง และผูที่เกี่ยวของหรือผูที่มีชื่อเสียง
2.3 พูดดีควรมีทักษะในการฟง การอาน และการเขียน
โดยพิจารณาสะสมสิ่งที่ไดรับจากการฟง การอาน แลวบันทึก
เก็บไว เพื่อใชประโยชนในการพูด
26
เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด
การเตรียมการพูดเชิงสถานการณ เปนเรื่องสําคัญมาก เนื่องดวย การพูดเปนจุดสุดยอดของ
มนุษยสัมพันธ คือการอยูรวมกันเพื่อความสงบสุข บางครั้งอาจเกิดความยุงเหยิง ขัดแยงหรืออาจถึง
แกหายนะ ก็อยูที่พฤติกรรมการพูดของบุคคลในสังคม ดังนั้น การเตรียมการพูดลวงหนามาอยางดี
และฝกฝนทักษะการพูดตามที่เตรียมไวยอมทําใหการพูดครั้งนั้น ๆ สัมฤทธิผล ในที่นี้จะเสนอเทคนิค
การเตรียมการพูดเชิงสถานการณ 14 ประการ คือ
ภาพนักศึกษากําลังเตรียมขอมูล เตรียมบุคลิกภาพในการพูด และฝกการพูด
ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 4 กันยายน 2550)
เทคนิค ความหมาย
1. ผูพูด เปนผูที่มีความรู มีศรัทธา มีความเชื่อในเรื่องที่พูดมากที่สุดซึ่งจะ
สรางพลังในการถายทอดใหผูฟงยอมรับไดงาย
เปนผูที่สามารถถายทอดความรู ความคิด ใหตรึงใจผูฟงได
เปนผูที่ผูฟงยอมรับ ซึ่งจะสามารถจูงใจผูฟงไดดี
เปนผูที่มีทาทีอบอุน เปนมิตร สรางความประทับใจแกผูฟงไดงาย
เปนผูใสใจผูฟง
เปนผูไมหยิ่งยะโส ทะนงตน หรือถอมตนมากเกินไป
2. การเตรียมการพูด เตรียมตัวดี มีชัยไปกวาครึ่ง
ตระหนักถึงวัตถุประสงค
วิเคราะหผูฟง
เตรียมขอมูลใหครอบคลุมทั้งโดยสังเขปและรายละเอียด
27
เทคนิค ความหมาย
3. การฝกซอม “อยาใหวันแสดงจริง เปนวันซอมใหญ
จงทําใหวันซอมใหญ เหมือนวันแสดงจริง”
ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในความพรอม
สามารถแกไขสถานการณได เมื่อพบปญหา
4. สถานที่ สรางความคุนเคยทําใหเกิดความรูสึกผอนคลาย
ควรไปถึงกอนเวลา 15-30 นาที เพื่อใหเกิดความคุนเคย
ควรพิจารณาบรรยากาศรอบขางเพื่อแสดงการพูด การสรางลีลา
และการยกตัวอยางที่เหมาะสม
5. โสตทัศนูปกรณ
กระดานดํา
Power point
โปสเตอร
ภาพนิ่ง
วีดิทัศน
เครื่องฉายสไลด
“Pack you own parachute”
“ถาจะโดดรมตองเตรียมรมดวยตนเอง” โดยตรวจสอบใหอยูใน
สภาพที่ใชไดอยางคลองแคลวทันทวงที
เลือกใชใหเหมาะสมเพื่อเสริมการพูดใหนาสนใจยิ่งขึ้น
ไมใชอุปกรณเสริมมากหรือซับซอนจนเกินไป
พึงตระหนักวา การพูดเปนหลัก อุปกรณเปนเพียงสวนเสริม
ใหเหมาะสม และดึงดูดความสนใจเทานั้น
6. เวลา รักษาเวลาใหเหมาะสม
จัด และลําดับความสําคัญของเรื่องใหเหมาะสมกับเวลา
ไมควรใชเวลาเกินกําหนด หรือนานเกินไปจะทํา
ใหผูฟงอึดอัด ไมเกิดประโยชน
7. ผูฟง วัย ความแตกตางกันของวัย ทําใหความสนใจความเขาใจและ
ประสบการณแตกตางกัน
วัยเด็ก สนใจสิ่งรอบตัว มีความสนุกสนาน
วัยรุน สนใจสิ่งทายทายและแปลกใหม
วัยทํางาน สนใจความมั่นคงในชีวิต
วัยสูงอายุ สนใจเรื่องในอดีตและศาสนา
เพศ ความแตกตางทางเพศ ทําใหความสนใจแตกตางกัน
เพศชาย สนใจการเมือง กีฬา เครื่องยนตกลไก ฯลฯ
เพศหญิง สนใจความงาม สุขภาพ อาหาร การบานการเรือน
ฯลฯ
28
เทคนิค ความหมาย
ระดับการศึกษา และประสบการณ
ตองเตรียมเนื้อหา ภาษาที่เขาใจงาย สําหรับผูที่มีการศึกษา
นอย
ตองเตรียมเนื้อหาที่มีหลักฐาน มีเหตุผล มีบทวิเคราะห
สําหรับผูที่มีการศึกษา
เชื้อชาติ และศาสนา
ตองรูขอมูลจํานวนผูฟง สวนมาก สวนนอยของเชื้อชาติ และ
ศาสนาของกลุมคน ในสถานการณการพูดครั้งนั้น
8. การเลือกเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค
กําลังเปนที่สนใจของผูฟง
เหมาะสมกับระดับความรู ประสบการณของผูฟง
ผูพูดมีความรูดี มีความถนัด หรือมีประสบการณ
9.ขอบเขตของเรื่องและ
การรวบรวมเนื้อหา
คํานึงถึงพื้นความรูของผูฟง
ใหพอเหมาะกับเวลาที่กําหนด
ใหเหมาะสมกับโอกาสในการพูดในสถานการณตางๆ
คนควา จัดหมวดหมูของเนื้อหา
เรียงลําดับความสําคัญของเนื้อหา
บันทึกเรื่องราว สถิติ แหลงที่มา ไวเปนหลักฐาน
ภาพการพูดรายงานทางวิชาการของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550)
29
เทคนิค ความหมาย
10. การวางโครงเรื่อง วางหลักเกณฑสําคัญ 3 ตอน คือคํานํา เนื้อเรื่อง สรุปจบ
10.1 คํานํา หรือการเริ่มเรื่อง มี 2 สวน คือ
การทักทายหรือการปฏิสันถาร ตองสรรหาการทักทายที่
ใหความหมายเหมาะสมกับคุณสมบัติผูฟงสวนใหญใน
ขณะนั้น โดยคํานึงถึงคําทักทายที่เปนพิธีการและไมเปน
พิธีการ
การนําเขาสูเรื่อง ควรใชคําพูดที่นาสนใจ จับใจ ตรึงใจผู
ฟง โดยการขึ้นตนดังตอไปนี้
ใชคําถามที่เราใจ
ใชขอความที่นาฉงน หรือประหลาด มหัศจรรย
ใชขอความที่เราใจดวยการยกสุภาษิต คําพังเพย
คําคม บทกวี หรือวาทะของผูมีชื่อเสียง
ใชขอความที่ทําใหสนุกสนาน สรางอารมณขัน
ใชตัวอยางหรือนิทาน อาจเปนเรื่องจริงหรือเรื่องเลา
ใชการกลาวถึงความสําคัญ ประโยชน ของเรื่อง
10.2 เนื้อเรื่อง โดยคํานึงถึง พูดเรื่องอะไร พูดกับใคร เหตุเกิด
ที่ไหน เมื่อเวลาใด เหตุใดจึงเปนเชนนั้น และผลจะเปนอยางไร
10.3 สรุปจบ เปนการสรางความประทับใจใหกับผูฟง ควร
ประมวลความคิดที่เปนสาระสําคัญและใหเกิดพลังใหผูฟงตรึงใจ ซึ่ง
สามารถสรุปไดหลายวิธี เชน
การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม
ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ
การใหขอคิด การทิ้งทายเปนคําถามใหผูฟงไปคิดตอ
การเปดเผยตอนสําคัญ
การสรรเสริญ สดุดี ชื่นชม ยกยอง
การชักชวน หรือเรียกรอง
การใชคําคม สํานวน คําพังเพย สุภาษิต
การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม
ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ
30
เทคนิค ความหมาย
11. คําถาม เตรียมตัวตอบคําถาม โดยศึกษาขอมูลใหชัดเจน
ฟงคําถามใหเขาใจ เพื่อการตอบที่ตรงประเด็น
ตระหนักถึงขอมูล ขอคิดและความรูสึก เพื่อทําความเขาใจ
ในคําถาม
ใหความสนใจ และยอมรับเรื่องมุมมองที่แตกตางกัน
12. ไมโครโฟน
และบนเวที
ควรอยูหางจากปากพอสมควร ประมาณ 3 นิ้ว
ปรับระดับใหตรงกับปาก อยากมตัวลงหรือเชิดหนาขึ้น
เพื่อใหตรงกับไมโครโฟน
อยากําไมโครโฟน อยากําขาตั้งไมโครโฟน
ปรากฏตัวบนเวทีอยางสงาผาเผย
สังเกตปฏิกิริยาผูฟง แลวปรับเปลี่ยนการพูดใหเหมาะสม
เพื่อสรางบรรยากาศและรักษาความสนใจของผูฟง
13. ใจ และความตั้งใจ จงมีความตั้งใจอยางมุงมั่นในการพูดสิ่งที่เปนประโยชน
จงใหความสําคัญและความสนใจแกผูฟงอยางทั่วถึง
ใชความมั่นคงทางอารมณนําทาง ทําใหมีสติควบคุมคําพูด
มีความจริงใจในการพูดและการตอบคําถาม
จงเขาใจวา ความประหมาเปนเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในการพูดตอที่
สาธารณะ วิธีเอาชนะความประหมาคือการเตรียมพรอม
จงมุงความสนใจไปถึงจุดสําคัญของงานเพื่อใหเกิดความสําเร็จ
มีทัศนคติทางบวก เชื่อมั่น และศรัทธาในความสามารถของตน
จงคิดวา ปญหาที่เกิดขึ้นคือบทเรียน
31
เทคนิค ความหมาย
14. การสรางกําลังใจ พักผอนใหเพียงพอ
ไปถึงสถานที่กอนเวลา 15 – 30 นาที
สํารวจบรรยากาศบริเวณงานเพื่อใหรูสึกคุนเคย
ขจัดความประหมาดวยการหายใจลึก ๆ
สบตาผูฟงอยางเปนมิตร สังเกตจากความสนใจในการฟง
เตรียมคําทักทายใหประทับใจ
เตรียมคําขึ้นตนใหเราใจ ชวนติดตาม
มีความปรารถนาดีที่ตองการแบงปนขอมูล ขอคิดแกผู
ฟง
ไมหวังผลเลิศ แตทําใหดีที่สุด เต็มความสามารถใน
ขณะนั้น
จุดประสงคของการพูด
กระบวนการหรือทวงทาการพูดตามเหตุการณที่เปนไป เปนอยู สามารถรวมลักษณะและ
โอกาสที่จะนําไปใชได 5 ประการ คือ
1. การพูดเพื่อเสนอขอมูล เปนการพูดที่ตองการใหผูฟงรับรูขอมูลเกี่ยวกับงาน
การพูดเชิงวิชาการ หรือกิจกรรมตาง ๆ เชน การอธิบาย การบรรยาย การรายงาน การแนะนําตัวการพูด
ในฐานะโฆษก พิธีกร ฯลฯ
2. การพูดเพื่อสรางสรรค เปนการพูดเพื่อใหขอคิด สิ่งที่ดีงามแกผูฟง หรือชี้ใหเห็น
แนวทางของการแกไข ปรับปรุง พัฒนา สรรคสรางใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งทางรูปธรรมและ
นามธรรมเชน การกลาวสุนทรพจน (การปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว
ตอนรับ การกลาวคําอําลา การกลาวขอบคุณและการกลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ นอกจากนี้ยังมี
การอภิปราย การโตวาที การเสวนา ประชาพิจารณ ฯลฯ
3. การพูดเพื่อไมตรีจิต เปนการพูดเพื่อแสดงมารยาทที่ดีและใหเกียรติแกผูฟง
แสดงถึงความปรารถนาดี การมีสัมพันธภาพอันดีตอกัน เชน การทักทาย การสนทนา การกลาวแนะ
นํา การกลาวแสดงความยินดี การกลาวแสดงความเสียใจ ฯลฯ
4. การพูดเพื่อสาระบันเทิง เปนการพูดเพื่อสรางบรรยากาศใหผูฟงไดรับทั้งความรู
ความรื่นรมย ความสุข เชนการพูดทอลคโชว การยอวาที การแซววาที การเลียน(ลอเลียน)วาที
เฮฮาวาที ลีลาวาที ฯลฯ
32
5. การพูดเพื่อกิจธุระ เปนการพูดเพื่อใหกิจกรรมที่ตองการบรรลุตามวัตถุประสงค
เชน การสัมภาษณ การประชุม การประชุมกลุม การขอความรวมมือ การขอความชวยเหลือ
การขอคําแนะนํา การขอรอง การหามปราม ฯลฯ
ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ
การพูดมีหลายประเภท ซึ่งผูพูดควรจะตระหนักตามจุดประสงคในการพูดแตละครั้ง เพื่อให
เหมาะสมกับเหตุการณที่เปนไปในชีวิตประจําวัน และในสังคมที่เปนอยู ซึ่งในที่นี้จะกลาวถึงประเภท
ของการพูดตามจุดประสงค โดยสรุปไดดังนี้
ภาพการฝกบุคลิกภาพการพูด ในการรายงานหนาชั้นเรียน
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550)
1. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อเสนอขอมูล
ประเภทการพูด ความหมาย
การอธิบาย เปนการใหคําจํากัดความ ขยายความคิดรวบยอดเพื่อสื่อความหมายให
ชัดเจนขึ้น เปนการบอกความเปนมา บอกลักษณะ บอกความสัมพันธ
ของสิ่งนั้น ๆ
การบรรยาย เปนการถายทอดเนื้อหาสาระดวยการชี้แจงเลาเรื่องรวมถึงการยกตัวอยาง
ประกอบ โดยใชทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา เพื่อใหผูฟงเกิดความรู
ความเขาใจ ทัศนคติ ขอคิด ทฤษฏี และเกิดการเรียนรู ตามวัตถุประสงค
33
ประเภทการพูด ความหมาย
การรายงาน เปนการชี้แจงใหเกิดความเขาใจ หรือใหรับรูขอมูลที่ตรงกัน
ในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แบงเปน 2 ลักษณะ
1. การรายงานในงานวิชาการ
1.1 การแถลงขอเท็จจริง เชน รายงานการปฏิบัติงาน
การดําเนินงานของโครงการตาง ๆ ฯลฯ
1.2 การสรุปผลงาน เชน รายงานผลการศึกษาคนควา
ผลการทดลอง การปฏิบัติงาน รายงานการประชุม
การสัมมนา ฯลฯ
1.3 การวิจารณแสดงขอคิดเห็น คือการติชมอยางมีขอ
สนับสนุน เชน การวิจารณหนังสือ รายการวิทยุ โทรทัศน ฯลฯ
2. การรายงานในงานพิธี เชน
การสัมมนา
การประชุม
พิธีเปดงาน ตาง ๆ
และพิธีปดงาน ฯลฯ
การแนะนําตัว เปนการใหขอมูลของตนเองแกผูฟง ซึ่งจะตองคํานึงถึงเวลา โอกาส
และสถานที่ที่เหมาะสม มี 4 กรณีดวยกันคือ
1. กรณีที่ยังไมเคยรูจักกันมากอน
2. กรณีเปนผูแทนสถาบันหรือองคกร
3. กรณีเขาปฏิบัติงานใหม
4. กรณีรายงานตัวตอผูบังคับบัญชาเมื่อมาตรวจงาน
ประเภทการพูด ความหมาย
34
โฆษก พิธีกร เปนการแจงขอมูลหรือกิจกรรมตาง ๆ ใหผูเกี่ยวของไดรับรูรวมกัน
เปนการสรางบรรยากาศของงานใหดําเนินไปอยางราบรื่น
มีชีวิตชีวา
เปนการควบคุมรายการใหดําเนินไปตามกําหนดการ
เปนการประสานขั้นตอนและกําหนดการของงานใหบรรลุ
ตามวัตถุประสงค
เปนการแสดงปฏิภาณไหวพริบสําหรับการแกปญหาเฉพาะหนา
2. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสรางสรรค
ประเภทการพูด ความหมาย
การกลาวสุนทรพจน
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น,11
เมษายน 2550)
การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผูฟง เปนการพูดทางการ
ตองใชภาษามาตรฐาน ถูกตองดวยเนื้อหาสาระที่นาสนใจ ชวนให
ติดตาม ชัดเจนกะทัดรัด ประกอบกับน้ําเสียง ที่นาฟงและจังหวะ
ทวงทํานอง การพูดที่มีลีลาสุภาพ
ไมใชการเสนอรายงานทางวิชาการ
ไมใชการบรรยายและสาธิต
ไมตองอาศัยสื่อโสตทัศนูปกรณใด ๆ มาชวยใหเกิด
ความชัดเจน
ไมใชการแสดงชั้นเชิงการพูดที่ใชกิริยาทาทางใหเกิด
ความสนุกสนานตื่นเตน เราใจ
สุนทรพจนมี 2 แบบ
แบบธรรมดา เปนการกลาวในโอกาสตาง ๆ เชน การ
ปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว
ตอนรับ การกลาวอําลา การกลาวขอบคุณ และการกลาวอวยพร
ในโอกาสตาง ๆ ฯลฯ
แบบพิเศษ เปนการกลาวเฉพาะในโอกาสสําคัญ ๆ ที่มาความ
สัมพันธกับมหาชน เพื่อใหเกิดสํานึกเพิ่มคุณธรรม
หรือเพื่อคลี่คลายสถานการณที่เลวรายใหดีขึ้น
ประเภทการพูด ความหมาย
35
การอภิปราย เปนการพูดแสดงขอมูลหรือขอคิดเห็นในหัวขอปญหากับขอยุติ
หรือแนวทางการแกปญหาที่มีความหลากหลาย เพื่อหาขอ
สรุปหรือใหทางเลือกแกผูฟง
มีชวง Forum Period เปดโอกาสใหมีการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็น และตอบคําถาม
มีผูพูดตั้งแต 2 คนขึ้นไปโดยมีผูดําเนินการอภิปรายเปน
ผูดําเนินรายการ
การโตวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย มีโอกาสโตแยงกันตาม
หลักการ โดยมีญัตติเปนกรอบของความความคิดในการหา
เหตุผล มาสนับสนุนหรือหักลาง
เปนวิธีการโตแยงที่มีหลักการและมีขั้นตอนในการดําเนินการ
เปนการใชวาทศิลปและไหวพริบ ปฏิภาณในการหักลาง เหตุ
ผลของฝายตรงขามใหเหนือกวา
เปนการนําเสนอเหตุผล ขอเท็จจริงวาความรู ความคิดของ
ฝายตนเปนความจริงและถูกตองมากกวา
ตัวอยางญัตติโตวาที เชน
“มีแมบานโงแตรวยดีกวาฉลาดแตจน”
“โงแตขยันดีกวาฉลาดแตขี้เกียจ”
“เขียนดีกวาพูด ฯลฯ
“เปนดาราดีกวาเปนขาราชการ”
การเสวนา
เปนการจัดเตรียมประเด็นและศึกษามุมมองเพื่อนําเสนอเปน
ทางเลือกใหแกผูฟง
เปนกิจกรรมการพูดเปนที่นิยมในสังคม เพราะไมเครงเครียด
และผูเขารวมกิจกรรมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน
เปนการระดมความคิดเพื่อแกปญหาหรือจัดทํากิจกรรม
มีผูดําเนินการเสวนา บางครั้งผูฟงอาจแยกจากผูพูดหรือผูพูด
ทุกคนคือผูรวมเสวนา
36
3. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อไมตรีจิต
ประเภทการพูด ความหมาย
การทักทาย เปนการพูดสั้น ๆ ใชเมื่อแรกพบ ควรกลาวดวยถอยคําเปนกันเอง
ผูไมคุนเคย เพื่อลดความประหมา ความเกอเขิน ความกังวลใจ
ผูคุนเคย เพื่อแสดงถึงความสนใจ ความหวงใย ความปรารถนาดี
เสริมมิตรภาพใหดียิ่งขึ้น
ควรเริ่มทักทายดวย สวัสดีครับ / คะ ผูอาวุโสนอยกวา ควรยิ้ม
และยกมือไหวกอน แลวจึงกลาวคําวา “สวัสดี”
จากนั้นใชคํากลาวใหเหมาะสมแกสถานการณ กอนที่จะเริ่ม
การสนทนาหรือกอนการพูดทั่ว ๆ ไป
การสนทนา
ที่มา : (นฤมล หริจันทนะวงศ,
2546, หนา 25)
เปนการพูดเพื่อสราง และเพิ่มพูนสัมพันธภาพ มี 2 ประเภท
1. ไมเปนทางการ เปนการพูดคุยเรื่องทั่วไป เพื่อสราง
ความสนิทสนมคุนเคย สื่อความในใจ สรางมนุษยสัมพันธ
2. เปนทางการ เปนการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความรู
ความคิดเห็น เพื่อประโยชนในการทํากิจกรรมรวมกัน
ไมผูกขาดการพูดเพียงคนเดียว
ตั้งใจฟงดวยความสนใจ
เรื่องที่สนทนาเหมาะสมกับกาลเทศะ
ไมพูดเรื่องที่ทําใหคูสนทนา เสียหนาหรืออับอาย
ไมกาวลวงเรื่องสวนตัว ในกรณีที่ไมสนิทสนาม
ไมควรพูดเสียงดัง ในที่สาธารณะ เชน บนรถโดยสาร
ปายรถเมล ในลิฟท ฯลฯ
ประเภทการพูด ความหมาย
ประชาพิจารณ เปนแนวทางที่ใชในการระดมสมองและหาทางออกใน
การแกปญหาความขัดแยง
จุดมุงหมายของประชาพิจารณ คือ เรียกรองใหมีการพิจารณา
ใหมอยางเปนธรรมและโปรงใส
คณะกรรมการการประชาพิจารณตองเปนที่ยอมรับของทุกฝาย
37
ประเภทการพูด ความหมาย
การกลาวแนะนํา เพื่อใหผูฟงไดรูจักวาผูพูดเปนใคร มีความรูความสามารถอยางไร
มาจากที่ใด และจะมาพูดเรื่องอะไร
เพื่อใหเกียรติและตอนรับผูพูดและเปนมารยาททางสังคม
เพื่อสรางบรรยากาศความเปนกันเองระหวางผูพูดกับผูฟง
การกลาวแสดงความยินดี เพื่อใหเกียรติและชื่นชมยินดีในความสําเร็จเชน การไดรับรางวัล
ตาง ๆ รับตําแหนงใหม เปดกิจการใหม
ใชคําพูดที่จริงใจ ยกยองในความสามารถหรือคุณงามความดี
อวยพรหรือมอบของที่ระลึก
การกลาวแสดงความเสีย
ใจ
เปนการแสดงความรูสึกผูกพัน เห็นใจ ในเรื่องความสูญเสียหรือ
การประสบเหตุเภทภัยตาง ๆ
ควรพูดสั้น ๆ ใหไดใจความ ใชทาทางและน้ําเสียงแสดง
ความเสียใจอยางจริงใจ
ยื่นขอเสนอที่จะชวยเหลือ
ภาพคณบดีคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร (ผูชวยศาสตราจารยเฉิดฉิน สุกปลั่ง)
กลาวแสดงความยินดีแกนักศึกษาในโอกาสที่สําเร็จการศึกษา
ที่มา (ญานิศา โชติชื่น,24 กุมภาพันธ 2549)
38
4. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสาระบันเทิง
ประเภทการพูด ความหมาย
ทอลคโชว เปนศิลปะการแสดง การพูดที่ครบถวนดวยเนื้อหา สาระ วิธีการ
นําเสนอทั้งอธิบาย บรรยาย สาธิต ฯลฯ ตลอดจนการสราง
บรรยากาศที่สนุกสนานรื่นรมย ผสมผสาน ถายทอดใหเกิด
ความรู ความเขาใจ ความคิดเห็นที่คลอยตาม หรือขัดแยง อีกทั้ง
ตองสรางลีลา สีหนาทวงทา ประกอบการพูดใหสมจริง ใหผูฟง
คลอยตาม
เปนการพูดที่แสดงถึงการเตรียมตัวมาอยางดี
เปนการแสดงไหวพริบ ปฏิภาณไดอยางดี
เปนการแสดงความเชื่อมั่นในตนเอง กลาตัดสินใจ แกปญหา
เฉพาะหนาไดดี
เปนการควบคุมอารมณ และความตื่นเตนไดทุกสถานการณ
เปนการเรียนรูมารยาทไทยและสากลไดเปนอยางดี
ยอวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย คือฝายเยิน กับ ฝายยอ
มีโอกาสโตแยงกัน ดวยหลักการวา ฝายหนึ่ง ฝายใด จะตองหา
เหตุผล ประชดประชัน เสียดสีให “สะใจ” ผูฟงไดเหนือกวาฝาย
ตรงขาม โดยมีญัตติเปนกรอบของความคิด
ดัดแปลงมาจากการโตวาที แตมีความตางกันที่การโตวาทีจะมี
จุดสนใจอยูที่การโตตอบ หักลาง สามารถใชคารมคมคาย
ประกอบเหตุผลโตตอบกันไดอยางเชือดเฉือน หรือหักลางดวย
ปฏิภาณไหวพริบที่ฉับไว แตถาเปนยอวาทีจะตองเพิ่มการเสียดสี
ประชดประชันใหยอไดอยางเหนือชั้น
ตองมีศิลปะในการเสียดสี ประชดประชัน และการหักมุมพูด
ในสิ่งที่ไมดีใหดีเลิศใหได
ญัตติที่ใชยอวาทีจะเปนญัตติ ที่ไมสามารถแสดงความคิดเห็น
อยางตรงไปตรงมาไดจึงเปนลักษณะเชิงประชดประชัด เชน
กรุงเทพฯ เปนเมืองสวรรค
เมืองไทยใกลเปนมหาอํานาจ
ผูใชกฎหมายไทยทําไดสวยสะใจมวลชน ฯลฯ
39
รูปแบบ ความหมาย
แซววาที เปนศิลปะการพูดที่ไมตองแบงฝายก็ได โดยใชผูพูด 3-5 คน โดยมีผู
ดําเนินรายการ 1 คน มีผูรวมแซว 4 คน
เปนการพูดเยาแหย หยอกลอ เหตุการณที่ทันสมัยใหม ๆ สุด ๆ
ในสถานการณนั้น ๆ อาจจะเปนเรื่องดีก็ได เรื่องไมดีก็ได แตจะตอง
สรางบรรยากาศใหมีอารมณขัน การมองโลกในแงดี และอาศัยลีลา
จังหวะการพูดใหนาสนใจ มีการหยอกเยา พูดเลนระหวางผูแซวดวย
กัน
สรางความสนใจจากเรื่องราวที่ทันสมัย ทันเหตุการณ
ใชจุดเดนของขาวเหตุการณบานเมือง บุคคล และเรื่องที่ทุกคนรับรู
ประยุกตเรื่องราวทุกเรื่องที่พูดใหผูฟงเขาใจไดอยางสนุก
ญัตติที่ใชแซววาที จะใชคํางาย ๆ ใหสะดุดใจผูฟง เชน
รักแบบไทย ๆ สุขใจไปทุกอยาง
คนไทยน้ําใจนักกีฬา ฯลฯ
ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ใครวาแย
เลียน (ลอเลียน) วาที ใชศิลปะการพูดลอเลียน เหตุการณ สถานที่ บุคคล ที่กําลังเปน
ที่สนใจและเปนที่รูจักในขณะนั้น
ใชการอุปมาอุปมัย พลิกปมดอยใหเปนปมเดนในทางที่ดี
ใชหลักตามบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา
อยูหัว ดังวา (ถาวร โชติชื่น ,2541 หนา 94)
“ถึงลอก็ลอเพียง กลเยี่ยงมิตรสหาย
บมีจะมุงราย บมิมุงประจานใคร
ใครออกจะพลาดทา ก็จะลอจะเลียนให
ใครดีวิเศษไซร ก็จะชมประสมดี
ชมเราก็ขอบคุณ ผิวฉุนก็ SORRY
แม MAD มิคืนดี ก็จะเชิญ ณ คลองสาน”
เฮฮาวาที
ลีลาวาที
ใชปฏิภาณไหวพริบ สรางสถานการณการพูดใหสนุกไดทุกเรื่อง
ใชลีลาการพูดอยางคลองแคลว และตองนาสนใจ
ใหผูฟงมีสวนรวม
ใชเหตุการณที่เกิดขึ้นขณะนั้นมาพูด
40
รูปแบบ ความหมาย
สามารถใชไดทุกสถานการณการพูด
ใชศิลปะในการเลนคํา ใชคําคลองจอง ใหชวนติดตาม
5. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อกิจธุระ
ประเภทการพูด ความหมาย
การสัมภาษณ เปนการสื่อสาร ระหวางบุคคล 2 ฝายโดยฝายหนึ่งเปนฝาย
หาขอมูลอีกฝายหนึ่งเปนผูใหขอมูล ดวยวิธีการสนทนาที่เปน
แบบแผน มีการเตรียมการลวงหนา
ผูสัมภาษณตองเตรียมคําถาม เตรียมสถานที่ ฯลฯ
ผูใหสัมภาษณ ตองเตรียมพรอมทั้งเนื้อหา ขอมูล บุคลิกภาพ
การพูด การฟง มารยาทตาง ๆ
การประชุม เปนการพูดที่มีแบบแผนเฉพาะ ควรตองเตรียมเนื้อหา ความรู
การแสดงความคิดเห็น
เพื่อใหความรูเฉพาะเรื่อง
มีการลงมติในวาระการประชุมทุกวาระ
ชวยแกไขสถานการณบางอยางไดเหมาะสมตามเวลาและ
โอกาส
เพื่อแจงขาวสารใหทราบโดยทั่วกัน เชน การแถลงนโยบาย
การประชุมกลุม เปนวิธีสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแกปญหาใด
ปญหาหนึ่ง หรือเพื่อหาขอสรุปในการปฏิบัติงาน
ผูมีความรู มีความสนใจ และผูเกี่ยวของเปนผูเขารวมกิจ
กรรม
เพื่อหาขอยุติ ขอวินิจฉัย
หาแนวทางแกปญหาเฉพาะเรื่อง
การขอความรวมมือ
การขอความชวยเหลือ
การขอคําแนะนํา
การขอรอง
ใชคําสุภาพ นุมนวล ใหเกียรติ
ดูกาลเทศะ ใหเหมาะสม
ใหความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา
บอกเหตุผลและความจําเปน
41
ประเภทการพูด ความหมาย
การหามปราม
การใหคําแนะนํา
“ถาจะพูดบอกใหเขาเลิก จงบอกโทษ แตถาจะใหเขาทํา ในสิ่งที่ดี
จงบอกประโยชน”
ใชคําพูดและทาทีที่แสดงความเปนกลาง ไมกระทบกระเทือน
ความรูสึกฝายหนึ่งฝายใด
อาจเสนอทางเลือกหรือทางออกที่ทําใหคูกรณีปรับความเขาใจกัน
พิจารณากาลเทศะที่เหมาะสม
ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ
ตัวอยางการพูดที่จะเสนอในที่นี้ แบงตามวัตถุประสงคไดดังนี้
1. ตัวอยางการพูดเพื่อเสนอขอมูล
ประเภทการพูด ตัวอยาง
การอธิบาย สุนทรพจน คือ การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผู
ฟง ไดแก การพูดที่เปนทางการ เชน การปาฐกถา กลาวปราศรัย
ใหโอวาท กลาวนํา หรือกลาวชี้แจงแกที่ประชุมสัมมนาในวาระตาง ๆ
รวมทั้ง การพูดในพิธีการ เชน กลาวรายงาน เปดงาน ปดงาน
กลาวตอนรับ กลาวอําลา กลาวขอบคุณ กลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ
ตลอดจน การกลาวไวอาลัยและสดุดี เปนตน การกลาวสุนทรพจน
ตองใชภาษามาตรฐาน หรือภาษาราชการเปนหลัก อาจจะมีภาษาถิ่น
หรือภาษาเฉพาะอาชีพ มาปะปนไดบาง ในกรณีใชอธิบาย หรือยกตัว
อยาง เทาที่จําเปนเทานั้น คําคะนอง คําผวน หรือคําหยาบไมควรจะมี
เลย
(ญานิศา โชติชื่น, 2549, หนา 54)
42
ประเภท ตัวอยาง
การบรรยายสรุป เรียน ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน
ดิฉัน (ชื่อผูบรรยายสรุป) ในนามของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนดุสิต มีความยินดีเปนอยางยิ่งที่ทานทั้งหลายไดกรุณาใหเกียรติ
เยี่ยมชมและศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในวันนี้
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตขอตอนรับทุกทานดวยความยินดี
และกอนที่จะนําทานไปเยี่ยมชมหนวยงานตาง ๆ ขออนุญาตสรุปภารกิจ
หลักของมหาวิทยาลัยฯ โดยสังเขป ดังนี้. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
เปนสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มี
หนาที่จัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อตอบสนอง
ตอการพัฒนาสังคม และประเทศชาติในทุก ๆ ดาน ซึ่งที่ผานมา
มหาวิทยาลัย ไดดําเนินการ ในดานตาง ๆ โดยสรุปดังนี้
1. ...............................
2. ................................
3. ...............................
ปจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีนักศึกษาทั้งสิ้น...............
.คน เปดการสอนทั้งหมด...........หลักสูตร มีคณาจารยและบุคลากร
รวม..... คนคะ
นอกจากขอมูลทั้งหมดที่กลาวมาแลว ทานจะไดรับทราบขอมูล
เพิ่มเติมจากหนวยงาน ที่ทานจะไปเยี่ยมชม ในเวลาตอจากนี้ไปนะคะ
ในชวงนี้มีทานใดจะสอบถามขอมูล หรือมีขอสงสัยใดๆเชิญได
นะคะ
ทายที่สุดนี้ ขอขอบคุณทานคณาจารยจาก.....................อีกครั้ง
นะคะ ที่ใหเกียรติมาศึกษาดูงาน และเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยของเรา
ดิฉันหวังวาทานคงจะไดรับประโยชน จากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ไมมากก็
นอยนะคะ และตอไปนี้ขอเชิญทุกทานไปเยี่ยมชมไดตามหนวยงาน ที่
มหาวิทยาลัยไดจัดไวให ขอขอบคุณ และสวัสดีคะ
43
ประเภท รูปแบบ
การรายงานในงานพิธี ทานวิทยากร ทานคณบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน
ดิฉันในนามประธานหลักสูตรภาษาไทยขอขอบพระคุณทาน
คณบดีเปนอยางสูง ที่กรุณาใหเกียรติเปนประธานการเปดโครงการ
เสวนาและปุจฉา-วิสัชนา “ทํางานดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว
(ได)” ในวันนี้
ดวยนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทย ชั้นปที่ 4รวมทั้งสิ้น 61 คน ซึ่ง
เปนนักศึกษาไทยจํานวน 47 คน นักศึกษาจีน จากกวางตุงจํานวน 18
คน และนักศึกษารัสเซียจํานวน 6 คน ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย โดย
มีอาจารยผูสอนคือ ผูชวยศาสตราจารยญานิศา โชติชื่น ไดเล็งเห็นความ
สําคัญของการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะตองควบคูไปกับการมีศิลปะ
ในการพูด จึงไดจัดโครงการเสวนา และปุจฉา–วิสัชนา ในหัวขอ “ทํางาน
ดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคดังนี้
1. เพื่อใหนักศึกษาไดฝกทํางานเปนหมู คณะ ฝกการเปนผูนํา
และผูตามอยางมีประสิทธิภาพ
2. เพื่อใหนักศึกษาไดรับความรู และประสบการณตรงจาก
วิทยากรและผูเชี่ยวชาญเฉพาะดาน
3. เพื่อสามารถนําศิลปะในการพูดมาประยุกตใชกับการดํารง
ชีวิตในยุคปจจุบัน และการงานใหมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
อนึ่งโครงการนี้ไดรับการสนับสนุนเงินงบประมาณจาก
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และไดรับความอนุเคราะหจากทาน
วิทยากร 3 ทาน คือ อาจารยถาวร โชติชื่น อาจารยประภัทร ศรลัมภ
และอาจารย อรอุมา เกษตรพืชผล
สวนดานสถานที่ไดรับความอนุเคราะหจากสํานักวิทยบริการและ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทําใหโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงคและเปา
หมาย ในนามของประธานหลักสูตรภาษาไทย ขอขอบพระคุณทุกทานไว
ณ โอกาสนี้
บัดนี้ไดเวลาอันสมควรแลว ใครขอเรียนเชิญทานประธานในพิธี
กลาวเปดโครงการเสวนา และปุจฉา-วิสัชนา ในหัวขอเรื่อง “ ทํางานดี มี
วาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได) ” ขอกราบเรียนเชิญคะ
2. ตัวอยางการพูดเพื่อสรางสรรค
44
ประเภท ตัวอยาง
การกลาวสุนทรพจน
โดย มารติน ลูเธอร คิง
(สุนทรพจนที่เปลี่ยน
โลก)
“นี่เปนความหวังของเรา นี่เปนความเชื่อมั่นศรัทธาที่ทําใหผมกลับมา
ที่ตอนใตของประเทศนี้ โดยความเชื่อวา เราจะขับเคลื่อนภูเขาแหงความ
สิ้นหวังออกไปได โดยความเชื่อวา เราจะสามารถเปลี่ยนเสียงแตกแยก
ของชนชาติ ไปสูเสียงแหงความสมัครสมานอันเสนาะเพราะพริ้ง โดย
ความเชื่อวาเราจะสามารถทํางานรวมกัน อธิษฐานรวมกัน ตอสูรวมกัน
เขาคุกดวยกัน ยืนขึ้นเรียกรองเสรีภาพรวมกัน และมั่นใจวาวันหนึ่งเราจะ
เปนไท (นรินทร องคอินทร, 2549,หนา 68)”( อางอิง )
การโตวาที
ญัตติ “แตงงานมันกวา
เปนโสด”
ญัตติ “โสดดีกวาคู”
ฝายเสนอ : อยูคนเดียว เปลี่ยวกาย อยูสบายแตไมสนุก อยูสองครองสุข
ทั้งสนุกทั้งสบาย
ฝายคาน : อยูเปนโสดดีกวา เพราะมีลูกนะกวนตัว มีผัวกวนใจ จะอยู
เปนสาวใหหนาขาวนวลใย ถึงจะแกขึ้นคานก็ไมหนักกบาลหัว
ใคร
---------------------------
ฝายเสนอ : คําวา โสด นี้นะครับ ประกอบดวย สระโอ ส.เสือ และ ด. เด็ก
สระโอ นี้คือ ไชโย ครับ
ไชโย ใหกับ ส. เสือ ซึ่งหมายถึง เสรีภาพ
ในการอยูอยาง ด. เด็ก คือ เดี่ยว
ฝายคาน : จริง ๆ แลว ใหความหมายผิดนะครับ คําวาโสด ถาแยกออก
มาตามสระพยัญชนะแลว แยกไดอยางนี้
สระโอ หมายถึง โง
ส. เสือ หมายถึง เซอ
และ ด. เด็ก หมายถึง ดักดาน
ดังนั้น โสดจึงไมดีเลย เพราะมาจากการรวมตัวของสิ่งที่ไมดี
ทั้งหลาย
(ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 71)
3. ตัวอยางการพูดเชิงสถานการณเพื่อไมตรีจิต
45
ประเภท ตัวอยาง
การทักทาย
สวัสดีคะ : มีอะไรใหชวยไหมคะ
สวัสดีครับ : จะมาพบใครครับ นัดไวหรือเปลาครับ เดี๋ยวจะไปดูใหนะ
ครับ
สวัสดีคะ : ไดขาววาไปเที่ยวทะเลมา สนุกไหมคะ มีอะไรใหชวยไหม
คะ
สวัสดีครับ : ไมไดพบกันตั้งนาน สบายดีนะครับ
การแสดงความยินดี
สวัสดีคะคุณวันเพ็ญ ยินดีดวยนะคะ ที่นองวิว สอบเขาคณะแพทย
ศาสตร จุฬาฯ ได เปนคุณหมอคนที่สี่ของบานแลวสิคะ พวกเราภูมิใจ ใน
ครอบครัวของคุณวันเพ็ญมากคะ
น้ําหวาน ดีใจดวยนะจะ เพิ่งทราบวาไดรับรางวัลนักจัดดอกไมม
ประดิษฐ และไดรับเลือกไปแขงขันที่ญี่ปุน ขอใหไดรับรางวัลชนะเลิศมา
ฝากพี่และทุกๆ คนดวยนะจะ
สวัสดีครับ คุณใบเตย เห็นขาวการเปดสาขารานตัดผมจาก
หนังสือพิมพ วาเปนสาขาที่สี่ไปเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เตรียมขยายเปดสาขาที่หา
ใชไหมครับ ขอแสดงความยินดีลวงหนาเลยนะครับ
ภาพการฝกพูดในโอกาสตางๆโดยจําลองจากสถานการณจริง
ของนักศึกษาที่เรียนวิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 17 สิงหาคม 2549)
46
4. ตัวอยางการพูดเพื่อสาระบันเทิง
ประเภท ตัวอยาง
ทอลคโชว
“ทองเที่ยวทั่วไทย
ไมไปไมรู”
“ทานผูมีเกียรติที่เคารพครับ เมืองไทยเรามีที่เที่ยวมากมายใหเลือก
ไดตามความตองการตามวัตถุประสงค แลวแตจะเปนแบบไหน ที่ใด
อยากไดอยางไร ผมจะชี้แจงใหฟงนะครับ
ถาจะเที่ยวไปหาญาติผูใหญ เราตองไปเที่ยวที่พัทลุง ที่นั่นมีเขาชื่อ
เขาปู เขายา ไปแลวก็เลยไปสมุย สุราษฎรธานี เพราะที่นั่นมีหินตา
หินยาย
แตถาทานเปนโสดอยากหาคูใหไปที่สระบุรี เพราะจะมีน้ําตกเจ็ด
สาวนอย
มีตั้งเจ็ดสาว นาจะหาไดสักคน แตถายังไมได ขอใหขึ้นเหนือไปที่
เชียงรายจะมีโอกาสมากขึ้น ครับ เพราะเชียงรายมีผานางคอย เมื่อนาง
คอย แลว ก็นาจะประสบความสําเร็จได แตตองรีบไปหนอยนะครับ
อยาชา เพราะไมไกลจากผานางคอย มีภูเขาชื่อ นางนอน ถาชานางนอน
ไปแลวทานก็จะหมดโอกาส
ที่สําคัญสําหรับคนโสด โดยเฉพาะในขณะที่กําลังหมายปองใครอยู
หามไปจังหวัดเลยเด็ดขาด เพราะที่เลยมีอุทยานแหงชาตินาแหว
สวนคนที่มีภรรยาแลวอยาลืมไปแวะพังงา เพราะพังงามีอาว
แมยาย และหากจะไปฮันนีมูนก็ใหไปกาญจนบุรี เพราะที่นั่นมีถ้ํา
ดาวดึงส เทากับขึ้นสวรรคชั้นดาวดึงสเลยเชียว
แตที่ตองระวังสําหรับคูสามีภรรยา ถือวาตองหาม ไมใหไปอยาง
เด็ดขาด ถาอยากมีลูกไวสืบสกุล ก็คือจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะมีน้ําตก
ชื่อหมันแดง”
(ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 136)
47
ประเภท ตัวอยาง
ยอวาที
ญัตติ
“กรุงเทพฯ
เปนเมือง สวรรค”
โดยใชคําเปรียบเทียบ
“เราเขากรุงเทพฯ มาทางนครปฐม เราจะรูเลยวาดินแดนแหงนี้ คือ
สวรรค เราจะเจอสะพานอรุณอัมรินทร ฟงชื่อก็รูวาสวรรคแนนอน แลว
เราก็จะผานแมน้ําสีดําสนิทเหมือนแมน้ําที่พระอิศวรทรงดื่มจนคอแหง(ฮา)
แลวเราจะผานทุงพระเมรุ มาเลี้ยวที่สะพานผานฟา แนนอนละครับ มา
สวรรคก็ตองเจอฟา วิ่งรถมาเรื่อย เราก็จะเจอทาวยมราชซึ่งมาธุระที่
ราชเทวี ซึ่งที่นั่นจะเจอความภักดี ของเหลาอัปสรเลยไปราชประสงค
ถึงดุสิตธานี สวรรคขั้นที่ 4 (ฮา) เลี้ยวเขาไปอีกนิดจะเจอนางอัปสรเลน
ระบํารําฟอนโดยไมใสเสื้อผา เราเรียกวา พัฒนพงษ(ฮา) ตอจากนั้นเราก็
ออกมาอโศก เจอดินแดนแหงสระอโนดาต แตบังเอิญกรุงเทพฯที่ดิน
ราคาแพง เราก็ทําเปนสระเล็ก ๆ ตอจากนั้นก็เหลือแคเปนอางเล็ก ๆ (ฮา)
เราเรียกดินแดนสวยงามของเมืองสวรรคกรุงเทพฯสวนนี้วา เพชรบุรีตัด
ใหม(ฮา) ถาเที่ยวกรุงเทพฯ มาจนเหนื่อยก็ตรงดิ่งเขาไปเลยครับ
เราจะเจอวิมานฉิมพลี (ฮา)............
(ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 55–56)
แซววาที
ญัตติ
“คนไทยน้ําใจนักกีฬา”
“ถาเราจะดูวา คนไทยน้ําใจนักกีฬาเปนอยางไร เราตองดูที่
ปรัชญาากีฬา จีนมีปรัชญากีฬาวา มิตรภาพเปนเอก แพ-ชนะเปน
รอง ของไทยเราเหนือชั้นกวามาก ปรัชญากีฬาของไทยคือ แพชนะไม
สําคัญ มิตรภาพก็งั้น ๆ (ฮา) เราแขงกีฬาเพื่อทัศนาจร (ฮา) โดย
เฉพาะผูติดตามนักกีฬา (ฮา) เพื่อทัศนาจรและชอปปง (ฮา) เราไมไดหวัง
แพ หวังชนะอยูแลว นี่เห็นไดชัด ๆ วาน้ําใจนักกีฬาจริง ๆ”
(ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 83–84)
48
ประเภท ตัวอยาง
แซววาที
ญัตติ
“รักแบบไทย ๆ สุขใจ
ไปทุกอยาง”
“รักแบบไทย ๆ นี้มีหลายแบบครับ เชนรักกันในหมูเครือญาติ
เราเริ่มตนจาก พอ รักของพอเปนความรักอยางหวงใย ประนี ประนอม
คอยเอาใจใส พอมักจะบอกวา “กลับบานเถอะลูก” (ฮา) จากพอก็มาถึง
แม รักของแม เปนรักในความประหยัด ใหเก็บหอมรอมริบไวใชประโยชน
เปนรักของแม แมชมอย (ฮา) .. นอกจากนี้ยังมีรักระหวางเพศ ก็มีหลาย
แบบที่เปนรักแบบไทย ๆ ทําใหสุขใจไปทุกอยาง เชน แบบรักธรรมชาติ
จะเห็นไดแถวสวนลุมตามสุมทุมพุมไม (ฮา) อีกแบบเปนรักที่ลึกซึ้งมากอยู
บริเวณหอสมุดแหงชาติ (ฮา) พวกนี้เปนรักอิงประวัติศาสตร (ฮา)”
(ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 86)
เลียน(ลอเลียน)วาที
“การอภิปรายไมไววาง
ใจรัฐบาล”
จากรายการ สภาโจก
“ทานประธานที่เคารพ ผม, ถาวร โชติชื่นรองนายรัฐมนโทครับ
ผมขอชี้แจง เรื่องที่ฝายแคนหาวา รัฐบวมกอสรางสนามบินหนองงูเหาลา
ชาทานประธานครับ เรื่องสนามบินนี่ ถานับตั้งแตเราคิดกันวาจะสรางที่
หนองงูเหา มาจนถึงขณะนี้ ประมาณ 50 ป ครับ ทานประธาน
การสรางสนามบินในเวลาประมาณ 50 ปนี่ นาจะนานใชไหมครับ
ทานพนม ประธานบริหารพรรคฝายแคนครับ ทานพนมปลูกบานราคา
ประมาณ 1 ลานบาทในเวลาเทาไหรครับ
ประมาณ 1 ปใชไหมครับ
สรางบาน 1 ลานบาท ใชเวลา 1 ป
แลวถาสนามบินเปนหมื่นลาน ตองใชเวลากี่ป
50 ปนี่ถือวาเร็วมากแลวนะครับ
(ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 134)
49
ประเภท ตัวอยาง
เลียน(ลอเลียน)วาที
ญัตติ
“ประชาธิปไตย
แบบไทยๆใครวาแย”
“พูดถึงประชาธิปไตย ก็ตองมีการเลือกตั้ง ส.ส. คําวา ส.ส. บางคนอาจ
จะคิดวา ทําไม ส.ส. จึงมีแตความวุนวาย แยงตําแหนงในรัฐบาล
จนทะเลาะเบาะแวงกัน แมจะอยูพรรคเดียวกัน บางครั้งในการประชุม
สภาผูแทนราษฎรเกิดการโตเถียงโกลาหลวุนวาย หรือโดดรมจนประชุมไม
ไดก็เคยมี ความรูสึกเชนนี้เปนเพราะไมเขาใจความหมายที่แทจริงของคํา
วา ส.ส. จริง ๆ แลว ส.ส. ยอมาจาก สวนสัตว เขาถึงสรางสภาไวใกล ๆ
เขาดิน ในสวนสัตวตองมี เสือ สิงห กระทิง แรด ลวนแลวแตพวกเขี้ยว
ลากดินทั้งนั้น ความวุนวายที่มีบางก็เปนธรรมดา บางทียังมีเพิ่มเขาไป
อีกประเภท เชนมีปลาไหล ลูกปลาไหล อินทรี...”
(ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 38)
เฮฮาวาที
ลีลาวาที
“วันนี้พิธีกรเชิญผมขึ้นมารองเพลง ตอหนาทานผูมีเกียรติ ผมขอ
เรียนใหทราบวา เรื่องการรองเพลงนี้ผมไมเคย....ไมเคยปฏิเสธครับ
(ฮา)........(การเปดฉากเรียกเสียงฮาเปนกําลังใจ กอนรองเพลง)
“สวัสดีครับ ผมชาวอีสานโดยกําเนิด หรือที่ทุกทานรูจักในนาม
สระบุรีเลี้ยวขวา (ฮา).....ชาวอีสานคือผมคนนี้... กินอาหารไดทุกอยาง
สัตวเลื้อยคลานกินไดทุกชนิดยกเวน รถไฟ (ฮา) สัตวน้ําก็กินไดทุกชนิด
ยกเวนเรือดําน้ํา (ฮา) สัตวปกกินไดทุกอยาง ยกเวนเครื่องบิน
(ฮา)...........
“แปลกไหมครับทานผูฟง เวลาผมไปที่ไหนผูคนมักจะหันมามอง
หนาผมเปนจุดเดียวกันหมด มองแลวก็ขยี้ตา แลวมอง ซ้ําแลว ซ้ําอีก
พรอมกับพึมพําวา อีดี้อามินลี้ภัยมาถึงเมืองไทยเชียวหรือนี่ (ฮา).......
“คนไทย มีลักษณะที่แตกตางไปจากคนชาติอื่น ๆ ซึ่งสามารถสรุป
เปนลักษณะเฉพาะของคนไทยได 4 ประการ คือ รักเสรี ขี้เบื่อ ไมเชื่อ
กติกา รักหนาพวกพอง”
(ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา34)
50
ประเภท ตัวอยาง
เฮฮาวาที
ลีลาวาที
“คนที่จะประสบความสําเร็จในชีวิต จะตองเปนคนที่ไมมีคุณสมบัติ
ตอไปนี้ คือ โงงั่ง งวงเหงา เงื่องหงอย งุนงาน โงนเงน เงื่องา งุมงาม
ซึ่งมีความหมายดังนี้
โงงั่งหมายถึง ขาดความฉลาด เฉลียว
งวงเหงา หมายถึง เอาแตนอน เกียจคราน
เงื่องหงอย หมายถึง เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือรน
งุนงาน หมายถึง เปนคนเจาอารมณ โมโห หงุดหงิดเปนประจํา
โงนเงน หมายถึง โลเล ไมแนนอน
เงื้องา หมายถึง ชักชา จะทําอะไร ก็ไมทันคนอื่น
(ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 34)
5. ตัวอยางการพูดเพื่อกิจธุระ
ประเภท ตัวอยาง
การขอความรวมมือ สวนดุสิตเคยเปนสถานที่ประทับของพระราชวงศมากอน พวกเราที่อยู
ที่นี่ที่สวนดุสิตก็มาอยูดวยวาสนาบารมี ดังนั้นจึงขอความรวมมือใหพวก
เราใหเกียรติแกสถานที่แหงนี้ ดวยการแตงกายใหเรียบรอย ดวยความ
ภาคภูมิใจในสถาบัน
การขอความชวยเหลือ อาจารยครับ ชวยกรุณาเซ็นหนังสือรับรองใหผมดวยนะครับ
อาจารยขา หนูจะขออนุญาตมาสอบซอม อาจารยจะสะดวกใหหนูไป
พบ ไดวันไหนคะ
การขอคําแนะนํา ขอโทษนะคะ ถาหนูจะมาขอคําแนะนําเรื่องการกลาวสุนทรพจน
อาจารยสะดวกไหมคะ
จะขอรบกวนชวยอธิบายเสนทางไปหอสมุดแหงชาติดวยนะคะ
การขอรอง คุณจารุวรรณ ชวยตรวจทานงานชิ้นนี้อีกครั้งนะ ไมมีใครละเอียด
เทาคุณอีกแลว
ไดขาววาคุณเซียงมีฝมือจัดดอกไม อยากจะขอใหชวยหนอยนะคะ
ดิฉันนี่แยจริง ๆ ไมมีฝมือทางนี้เลย ขอบคุณมากนะคะ
51
ประเภทการพูด ตัวอยาง
การหามปราม กรุณาแตงกายใหเรียบรอย กอนเขาหองสอบ
กรุณาสูบบุหรี่ในหองที่จัดให
การใหคําแนะนํา ใคร ๆ ก็เคยพลาดมากอน ไมเปนไร คราวหนาลองวิธีนี้ดูดีกวา
เคยอานจากสารคดีในเรื่องนี้ ผูรูแนะนําวา .............
ถาเรื่องนี้เกิดขึ้นกับผม ผมจะ............
เปนความเห็นสวนตัวของผมเทานั้นเองนะครับวา...................
ตัวอยางรูปแบบการพูดประเภทตางๆ
รูปแบบการพูดในที่นี้ จะเสนอตามรูปแบบโครงสรางของการพูด ดังนี้
1. รูปแบบโครงสรางการวางระเบียบในการพูด
ระเบียบวิธีขั้น
ตอน
รูปแบบ ตัวอยาง
คําปฏิสันถาร/
คําทักทาย
พิธีการ เรียกเฉพาะตําแหนง
กราบเรียน........
เรียน.................
ไมเปนพิธีการ
อาจเติมคําพูดแสดงความรูสึก
เชน ที่เคารพ ที่รัก
สวัสดี..........................
ทานอธิการบดี ทานคณบดี
และทานคณาจารยทุกทาน
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
เรียนทานผูมีเกียรติทุกทาน
ทานผูมีเกียรติที่เคารพทุกทาน
นักศึกษาที่รักทุกคน
สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพ
สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย
52
ระเบียบวิธีขั้น
ตอน
รูปแบบ ตัวอยาง
คํานํา/
คําขึ้นตน/
การนําเขาสูเรื่อง
พาดหัวขาว
กลาวคําถาม
ใชภาษาใหนาสนใจ
ทําใหเกิดความสงสัย
ใชบทกวี คํากลอน คําพังเพย
สรางความเปนกันเอง
และยกยองผูฟง
“สิบลานบาท” สําหรับนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน”
“ทานเชื่อหรือไมวา ความรักคือยาอายุวัฒนะ”
“ทานผูมีเกียรติคะ คุณธรรมคือธรรมที่ใหคุณ
ธรรมจะใหคุณได คือคุณตองทํา”
“ผมไมเคยคิดวา สิ่งที่ผมรักที่สุด จะทําใหผมเสีย
ใจที่สุดในชีวิต”
“อยากลัวศัตรูที่ทําราย แตจงกลัวเพื่อนที่ยกยอ”
“ดีใจและเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดมาพูดคุยกับ
ทานทั้งหลายเหมือนผมไดกลับมาสูบรรยากาศ
ของที่อบอุนอีกครั้งครับ”
เนื้อเรื่อง พูดตามลําดับเหตุการณ
เนนจุดมุงหมายของเรื่อง
ไมออกนอกประเด็น
สรางบรรยากาศ
ใชอุปมาอุปไมย
ยกตัวอยาง เหตุผล แสดงความเปนเหตุ
เปนผล ใชสถิติ
มีศิลปะการใชภาษา
(เลือกใชใหเหมาะสมกับสถานการณ)
การสรุปจบ สรุปความ
ฝากขอคิด
ขอรองใหกระทํา
อางบทกวี คําคม สุภาษิต
คําพังเพย
“การพูดแตละครั้งตองใชหลัก 3 ประกาคือ
ตนตื่นเตน กลางกลมกลืน จบจับใจ”
“ถึงเวลาแลวหรือยังที่พวกเราทุกคนจะรวมกัน
แสดงความรักตอพระองคดวยการปฏิบัติตน
เปนคนดีของสังคม เหมือนดั่งที่พระองคทรง
ใหความรักแกพวกเราคนไทยเสมอมา”
“จึงควรที่เราชาวไทยทุกคน จะเดินตาม
รอยพระยุคลบาท เพื่อสิ่งแวดลอมที่ดี
ทุกชีวีมีสุข ดวยมือของเรา ทุกคู และทุกคน”
“มีลาภ มียศ สุข ทุกขปรากฏ สรรเสริญ นินทา
เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เปนกฎธรรมดา อยามัว
โศกา นึกวาชางมัน”
53
2. รูปแบบโครงสรางคํากลาวรายงาน และคํากลาวเปดงาน
รูปแบบโครงสราง
ประเภท
คํานํา เนื้อเรื่อง สรุปจบ
คํากลาวรายงาน กลาวคําปฏิสันถาร
หรือคําทักทาย
ขอบคุณประธาน
ที่ใหเกียรติ
ชื่องาน
จุดประสงค
กิจกรรม
ผูเกี่ยวของ
ขอบคุณผูใหการ
สนับสนุน
บัดนี้ถึงเวลาอันสมควร
แลว ขอเรียนเชิญทาน
ประธานในพิธีกลาว
เปดโครงการ....
คํากลาวเปดงาน กลาวคําปฏิสันถาร
หรือคําทักทาย
ยินดีที่ไดรับเกียรติ
ชื่นชม
แสดงความยินดีตอ
บุคคลที่จัดงาน
แสดงความยินดีตอ
ผูมารวมงาน
ขออวยพรใหงานครั้งนี้
บรรลุวัตถุประสงค
ทุกประการ
บัดนี้ไดเวลาอันเปน
มหามงคลจึงขอเปด
งานโครงการ......ณ บัด
นี้
ภาพรองอธิการบดีฝายวิชาการ (รองศาสตราจารย ดร.ณัฏฐารมณ จุฑาภัทร)
เปนประธานกลาวเปดงานโดยมีนักศึกษากลาวรายงาน
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 21 สิงหาคม 2549)
54
3. รูปแบบโครงสรางการกลาวแนะนําองกปาฐก หรือวิทยากร และการกลาวขอบคุณ
วิทยากร
ประเภท รูปแบบการพูด
การกลาวแนะนํา
องกปาฐก หรือวิทยากร
ทักทายประธานในที่ประชุม (กราบเรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย
และสวัสดีนักศึกษาที่รักทุกคน)
ชื่อองคกร (หลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต)
รูสึกเปนเกียรติอยางยิ่งที่จะแนะนําใหทานไดรูจักวิทยากรผูทรงคุณวุฒิ
ซึ่งจะบรรยายเรื่อง...................................................................................
ปจจุบันทานทํางานอยูที่.................................................................
ในตําแหนง...................................................................................
ทานเปนผูเชี่ยวชาญในดาน.............................................................
ทานสําเร็จการศึกษาระดับ.............................จาก...........................
และมีความสนใจในเรื่อง..............................................เปนพิเศษ
ทานผูฟงจะรูจักผลงานของทานในดาน.......................................
ซึ่งเปนที่รูจักของคนทั่วไป
สําหรับเรื่องที่ทานจะพูดในวันนี้ เปนเรื่องที่ทานมีประสบการณและมี
ความเชี่ยวชาญเปนพิเศษ จึงเชื่อไดวาพวกเราจะไดรับความรูจากการ
บรรยายของทานเปนอยางมาก
ขอเชิญ (ยศ / ตําแหนง / ชื่อ วิทยากร) ครับ/คะ
การกลาวขอบคุณ
วิทยากร
ทานวิทยากร (ที่เคารพ) กระผม (ดิฉัน) ในนามของ ............................
รูสึกเปนเกียรติ และขอบคุณเปนอยางสูง ที่ทานกรุณาสละเวลามาเปนวิทยากร
บรรยายเรื่อง .......................... ทําใหพวกเราไดทราบถึง.............................
(สรุปเนื้อหาสาระสั้นๆ)............................................พวกเราจะนําความรู
ที่ไดรับครั้งนี้ไปใชใหเกิดประโยชน...............................ตออาชีพ หนาที่
การงาน ครอบครัว และชุมชน
ในโอกาสนี้ กระผม (ดิฉัน) ขอขอบคุณทานเปนอยางสูงอีกครั้งครับ/
คะ..........................................................................(เชิญชวนผูฟงปรบ
มือ).
55
ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ
กระบวนการในการพูดตามเหตุการณที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันและสังคม ตั้งแตการสื่อสาร
ระดับบุคคลไปจนกระทั่งถึงการสื่อสารระดับมวลชนมีผลตอพัฒนาการ และผลสัมฤทธิ์ตอความสุข
ความพอใจในหนาที่การงานของบุคคลเปนอยางยิ่ง นอกจากจะมีความสําคัญตอตนเอง ตอผูเกี่ยวของ
ตอการประกอบอาชีพ และตอสังคมแลว บางครั้งยังมีความสําคัญยิ่ง ตอประเทศชาติ ในการบริหาร
ประกาศ เชน ลักษณะของการพูดแถลงนโยบายของรัฐบาลการอภิปรายในรัฐสภา หรือคําพูดให
สัมภาษณในแตละครั้งของผูนํา ดวยเหตุนี้ ในปจจุบันจึงมีโรงเรียนและสถาบันสอนการพูด เพื่อเสริม
การงานอาชีพของบุคคลใหประสบความสําเร็จยิ่งขึ้น ในที่นี้จึงขอเสนอศิลปะการพูดใหประสบความ
สําเร็จ 6 ประการ คือ
1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด
2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง
3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล
4. ศิลปะการมีหลักการพูดที่ดี
5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง และ
6. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง
1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด
การพูดที่มีการวางระเบียบขั้นตอนไวอยางดี ยอมทําใหผูพูดมีความมั่นใจที่จะพูดได
ตามลําดับที่ตองการ ไมสับสนวกวนในการพูด สวนผูฟงก็จะเขาใจไดงาย
การวางระเบียบ ขั้นตอน หรือการวางโครงสรางของการพูด โดยทั่วไปมี 3 สวน
ดวยกัน คือ การกลาวนํา เนื้อเรื่อง และสรุปจบ
แตในที่นี้จะใหความสําคัญกับการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย
จึงไดวางระเบียบในการพูดเปน 4 สวน ตามลําดับ ดังนี้
1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย
1.2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท
1.3 เนื้อเรื่อง
1.4 สรุปจบ
ผูพูดที่แตงกายไมเรียบรอย ติดกระดุมเสื้อไมตรงตําแหนง ทําใหเสียบุคลิกภาพ
56
ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 242)
57
1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทายผูฟง
กอนที่ผูพูดจะกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท ผูพูดจะตองกลาวคํา
ปฏิสันถาร หรือคําทักทายผูฟงกอนทุกครั้ง ผูพูดควรจะตองทราบวา ในงานขณะนั้นบุคคลใดที่ควรจะ
ทักทายเปนคนแรก และลําดับตอ ๆ มา พัชร บัวเพียร (2536: 19–30) ไดแบงคําทักทายผูฟงเปน 2 ชนิด
คือ คําทักทายเปนพิธีการ และคําทักทายที่ไมเปนทางการ
1.1.1 คําทักทายที่เปนพิธีการ เชน งานพิธี หรืองานที่เปนทางการจะตัดคํา
ที่แสดงความรูสึกทั้งหมด เชน “ที่เคารพ” “ที่นับถือ” “ที่รัก” ฯลฯ ออกไป จะนิยมเรียกเฉพาะตําแหนง
เชน
“ทานอธิการบดี ทานคณบดี และทานคณาจารยทุกทาน”
“ทานประธาน และทานผูมีเกียรติทุกทาน”
อนึ่ง อาจจะใช คําทักทาย “ กราบเรียน ” หรือ “เรียน” นําหนาตําแหนงหรือชื่อ
ดวยก็ได ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ พุทธศักราช 2526 “กราบเรียน”
จะใชเฉพาะกับ 7 ตําแหนงไดแก ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู
แทนราษฏร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา และรัฐบุรุษ ตอมาเพิ่มอีก 7 ตําแหนง ไดแก
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการเลือกตั้ง ประธานกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประธาน
กรรมการตรวจเงินแผนดิน และผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา
นอกจากตําแหนงดังกลาวแลว ควรใชคําวา “เรียน” สําหรับการทักทายแตละ
ครั้ง ควรทักทายไมเกิน 3 ตําแหนง และจะกลาวถึงลําดับอาวุโสในตําแหนงหนาที่การงานจากสูง ไปหา
ต่ําเสมอ เชน
“กราบเรียนฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียนทานอธิการบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน”
จะเห็นวาจําเปนตองมีทั้ง “กราบเรียน” และ “เรียน” ดวย เนื่องจากกราบเรียนมีที่ใช
เฉพาะดังไดกลาวมาแลว แตก็อาจมีบางคนใช “กราบเรียน” คําเดียวกับคนทุกตําแหนง ในงานนั้น
ซึ่งถือวาใชคําไมเหมาะสมกับบุคคลที่ตางระดับกัน (มัลลิกา คณานุรักษ, 2545, หนา 31)
58
1.1.2 คําทักทายที่ไมเปนพิธีการ เชน การประชุมภายใน การอภิปรายปราศรัย
ฯลฯ มักจะเติมคําที่แสดงความรูสึกเขาไป ในตอนทายของตําแหนงที่เรียกดวย เชน
“นักศึกษาที่รักทุกคน”
“ทานสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน”
“สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน”
“สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย
หรือ
กราบเรียน + ตําแหนง ที่รัก
เรียน + ตําแหนง + ชื่อ + ที่เคารพ
+ ชื่อ
ถามีพระภิกษุอยูในสถานที่นั้นดวย ใหกลาวคําทักทายกับพระภิกษุ ตามฐานะศักดิ์ โดยใชคําวา
“นมัสการ” แทน “สวัสดี” เชน
“นมัสการพระคุณเจา”
“นมัสการพระคุณเจาที่เคารพ”
ผูพูดที่ไมเหน็บชายเสื้อใสในกางเกง ผูพูดที่ชอบลวงกระเปาเสื้อ (หรือกระเปากางเกง)
ใหเรียบรอย ทําใหเสียบุคลิกภาพ ขณะพูด ทําใหเสียบุคลิกภาพ
ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 229, 240)
59
มัลลิกา คณานุรักษ (2545: 52-53) ไดอธิบายถึงคํากลาวทักทายแบบกึ่งพิธีการและไม
เปนพิธีการไวดังนี้
การกลาวทักทายไมจําเปนตองมีคําวา “เรียน” หรือ “สวัสดี” เวนแตมี บุคคล
ที่จําเปนตองกลาวคําทักทายวา “กราบเรียน” อยูดวย (ดังไดกลาวมาแลวขางตน)
กลาวทักทายแบบธรรมเนียมสากล ใชวา “ทานสุภาพสตรี และทานสุภาพ
บุรุษ” (Lady and Gentleman)
กลาวทักทายแบบธรรมเนียมไทย จะทักทายดวยตําแหนง หนาที่การงานจาก
สูงไปหาต่ํา และจบลงดวย “และทานผูมีเกียรติทุกทาน” ซึ่งถือไดวาทักทายครบหมดทุกคน
เพราะใชคําวา “ทุกทานแลว”
ไมควรใชทั้ง “เรียน” และ “สวัสดี” พรอมกันในการกลาวทักทายแตละครั้ง
(เพราะไมไดมีการแบงชั้นของบุคคล เหมือน “กราบเรียน” กับ “เรียน”) เชน
“เรียนทานอธิการบดี สวัสดีทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน”
ควรใช“เรียน” หรือ “สวัสดี”เพียงคําใด คําหนึ่งก็พอ เชน
“เรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” หรือ
“สวัสดีทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน”
อนึ่งมีขอสังเกต “คําทักทาย คือคําวา สวัสดี” ในธรรมเนียมไทยปจจุบันสวนใหญจะใชในงาน
ที่ไมเปนพิธีการ ซึ่งมัลลิกา คณานุรักษ (2545: 52) กลาววา “สวัสดี” เปนคําทักทายที่ในปจจุบันมักจะ
ใชในงานที่ไมเปนพิธีการ มักจะเปนการทักทายของโฆษกและพิธีกรที่เปนนักจัดรายการทางวิทยุและ
โทรทัศน หรือมักใชทักทายกับคนกลุมใหญ ๆ ที่ไมรูวาใครเปนใคร และมักจะใชทักทายขณะที่บุคคล
ในสังคมพบกันในชีวิตประจําวันอยางไมเปนพิธีการ
1.2 การกลาวนํา คํานํา หรือคําขึ้นตน
มีคํากลาววา “การขึ้นตนที่ดีเทากับสําเร็จไปแลวกวาครึ่ง” ในการพูดก็เหมือนกัน
ถาเปดฉากการขึ้นตนอยางนาสนใจ จะทําใหผูฟงเกิดความสนใจที่จะฟงตอไป การขึ้นตนที่ดี ตองรวบรัด
เราความสนใจ และตรงประเด็นกับเรื่องที่จะพูดสําหรับการสรางความสนใจ ดวยการขึ้นตนการพูดนั้น
สามารถทําไดหลายวิธี คือ
60
ขึ้นตนแบบพาดหัวขาว เพื่อใหตื่นเตน นาสนใจ นาติดตาม
ขึ้นตนโดยใชคําถาม เพื่อใหฉงน สนใจและติดตาม
ขึ้นตนโดยทําใหเกิดความสงสัย ใหนาติดตาม
ขึ้นตนดวยการใชบทกวี คํากลอน คําพังเพย ตาง ๆ
ขึ้นตนดวยการทําใหผูฟงสนุกสนาน เปนการเปดหัวใจผูฟงใหนาสนใจที่จับ ตัว
อยาง การขึ้นตนใหนาสนใจโดยใชคําถาม : เรื่องการใชเวลาวางใหเปนประโยชน
“ทานเคยคิดบางมั้ยคะวา ในขณะที่เราอยูเฉย ๆ โดยไมทําอะไรเลยนั้น
เรากําลังสูญเสียอะไรไป ไมนาจะมีการสูญเสียใชมั้ยคะ เพราะเราไมไดทําอะไรเลย
เราสูญเสียคะ เสียในสิ่งที่เรานํากลับมาคืนไมได สิ่งนั้นคือ... เวลาไงละคะ”
1.3 เนื้อเรื่อง
สวนนี้จะเปนสวนสําคัญหรือสาระของการพูด จึงใชเวลามากในสวนของ
เนื้อเรื่องนี้ มีหลักในการพูด คือ
1.3.1 มีการเรียงลําดับตามขั้นตอน จากงายไปหายาก จากสิ่งที่เกิดกอน ไปสู
สิ่งที่เกิดทีหลัง หรือควรพูดจากสิ่งที่เกิดทีหลังกอน แตตองไมใหเรื่องวกวน ผูฟงจะไดติดตามดวย
ความสนใจ
1.3.2 มีตัวอยางประกอบ เพื่อทําใหเห็นจริงอยางชัดเจน ตัวอยางที่ดีควรเปน
เรื่องใกลตัวผูฟง หรือเห็นไดชัดในชีวิตประจําวัน
1.3.3 เราความสนใจโดยตลอด เพราะสวนเนื้อเรื่องใชเวลามากอาจจะทําให
เกิดความเบื่อหนายได จึงตองมีการเราความสนใจจากผูฟงดวยลีลา ทาทาง น้ําเสียง ในการพูด
1.4. สรุปจบ หรือ การลงทาย
การสรุปเปนสวนสุดทายในการพูด ผูพูดที่ดีจะสามารถสรางความประทับใจได
ในการสรุปจบ การพูดทุกครั้งจึงตองใหความสนใจ เตรียมการสรุปจบใหดี มิฉะนั้นจะกลายเปน
การพูดที่ไมสมบูรณ อาจจะจบไมลง วกวนไปมา หาที่จบไมได หรือจบอยางหวน ๆ จบดวยถอยคํา
ภาษาในลักษณะ ขอไปที ไมมีคุณคา และไมสรางความประทับใจเลย
การสรุปจบที่ดี ควรจะมีความกะทัดรัด สัมพันธกับเรื่องที่พูด มีความหมาย
ที่ชัดเจน และใหความประทับใจแกผูฟง วิธีการสรุปจบมีหลายวิธี เชน
61
1.4.1 จบโดยการสรุปความ จับใจความของเรื่องที่พูดมาทั้งหมดมาเนนอีกครั้ง
หนึ่ง เพื่อใหผูฟงเขาใจ และจดจําไดงาย
1.4.2 จบโดยการขอรองใหกระทํา เพื่อชักจูงใหโนมนาวใจผูฟง วิธีจบแบบนี้จะ
ไดผลเมื่อผูพูดสามารถอธิบายจนผูฟงเห็นจริงเห็นจัง แลวเกิดความรูสึกคลอยตาม
1.4.3 จบโดยการฝากขอคิด เนนการใชขอคิดสั้น ๆ ที่สอดคลองกับเรื่อง ที่พูด
หรือฝากประเด็นอันเปนแงคิดจากเรื่องที่พูดไวกับผูฟง
1.4.4 จบดวยคํากลอน บทกวี คําคม โดยเลือกบทกลอน คําคมที่มีความ
สัมพันธสอดคลองกับเรื่องที่พูด มาสรุปจบ เพื่อใหผูฟงประทับใจ
ตัวอยาง สรุปจบโดยการสรุปความ
“ การวางระเบียบการพูดมี 4 สวน คือ สวนแรกการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการ
กลาวคําทักทาย สวนที่ 2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท สวนที่ 3 เนื้อเรื่อง และสวน
ที่ 4 คือสรุปจบ คําปฏิสันถารหรือคําทักทายตองใหถูกตอง การขึ้นตนตองรวบรัด เราอารมณ และ
ตรงประเด็น แลวดําเนินเรื่องอยางถูกตองตามลําดับ มีตัวอยางประกอบชัดเจน และเราใจโดยตลอด
เมื่อถึงตอนจบก็จบอยางกระชับไดใจความ ตรงตามเนื้อเรื่อง เพียงเทานี้ก็เปนระเบียบการพูด ที่พูด
แลวผูฟงประทับใจ ”
ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 วิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล.
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 20 กรกฎาคม 2553)
62
2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง
การสรางความเปนมิตร ความรูสึกชื่นชม พึงพอใจใหแกผูฟงไดนั้นเปนการเพิ่มโอกาสของ
ความสําเร็จในการพูด ผูพูดจึงตองรูหลักในการสรางความพอใจใหผูฟง ดังนี้
2.1 หลักการใหความสําคัญ
โดยทั่วไป คนเรามักมีความตองการเปนคนสําคัญ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การไดรับ
ความสําคัญจากคนที่มีฐานะสูงกวา ไมวาจะเปนในดานตําแหนง หนาที่ การศึกษา ฯลฯ เชนผูใต
บังคับบัญชา ตองการไดรับความสําคัญจากผูบังคับบัญชา ลูกคาตองการไดรับความสําคัญจากเจา
ของกิจการ เปนตน
ตัวอยาง
คุณจารุวรรณครับ ขอเชิญที่หองหนอยนะครับ ผมมีเรื่องสําคัญจะขอความรวมมือ และหารือ
เปนพิเศษ คือผมมีความจําเปนที่จะตองสรุปผลการดําเนินงานโครงการฯ ถึงทานอธิการบดี พวกเรา
คงทราบวาทานพิถีพิถันมาก ในเรื่องความถูกตองของเนื้อหา ความสะอาดเรียบรอย ความสวยงาม
รวมถึงการจัดลําดับภาพประกอบใหเหมาะสม ผมเห็นวาคุณ จารุวรรณมีฝมือ จะชวยผมไดอยางดีที
เดียว ชวยกรุณาหนอยนะครับ ผมจะสงทาน วันพรุงนี้ 10.00 นาฬิกา
2.2 หลักการใหเกียรติ
การใหเกียรติ หมายถึงการยกยอง ชื่นชม ชมเชย ซึ่งอาจเปนไดทั้งตอหนาและ
ลับหลังยิ่งเปนการยกยองตอที่สาธารณชนดวยแลว ยิ่งสรางความพึงพอใจใหเปนอยางมาก
การใชถอยคําภาษา การตอนรับ รวมทั้งการจัดสถานที่ และการกระทําตอที่ประชุม
ลวนเปนโอกาสที่จะแสดงการใหเกียรติตอบุคคลได
ตัวอยาง
การพบกันในปนี้ของพวกเรา มีความพิเศษ ยิ่งกวาหลายปที่ผานมา เนื่องจากเพื่อน
รวมรุนของเราหลาย ๆ คนประสบความสําเร็จในการงาน อาชีพ หลายคนมีหลายบาน หลายคนมี
หลายกิจการ แตความปลื้มของพวกเรากับความสําเร็จของเพื่อน ที่ไดเปนถึงรัฐมนตรี ทําใหพวกเรา
เตรียมงานตอนรับกันถึง 3 วัน 3 คืน จึงขอเชิญ รัฐมนตรีวาการ... (ชื่อ สกุล) กรุณาใหเกียรติ บนเวที
ดวยนะครับ ขอเรียนเชิญครับ
63
2.3 หลักการใหในสิ่งพิเศษที่เขาอยากได
การใหในขอนี้ หมายถึง สิ่งที่ให เปนของที่มีคุณคาทางจิตใจเปนอยางมากตอผู
ไดรับ เชน บางคนมีความภูมิใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ บางคนตองการไดรับการยกยองกลาว
ขานถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ หรือมีความสามารถเปนพิเศษที่อยากใหคนอื่นรู แตคนทั่วไปไมรู
เรื่องดังกลาวที่อยากใหรู
ตัวอยาง
“ คุณจิตรา วิทยากรของเราในวันนี้ ทุกทานคงรูจักกันดีในฐานะผูหญิงเกง
ที่บริหารธุรกิจหมื่นลาน สรางงานใหคนไทยไดเปนหมื่น ๆ คน แตคงมีไมกี่คนที่รูวา คุณจิตราเปนแมดี
เดนแหงชาติในป 2553 บุตร และธิดาทั้ง 4 คนของทาน ..........................................”
(ความภูมิใจเปนพิเศษของคุณจิตราอยูที่ความสําเร็จของลูก และการไดรับเลือกเปน
แมดีเดน ในวันแมแหงชาติ สวนการกลาวถึงความสําเร็จในหนาที่การงาน เปนเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งไดรับ
การแนะนํามาแลวทุกครั้ง การแนะนําเรื่องที่พิเศษนี้จึงเปนสิ่งที่ตองการ และ ทําใหผูไดรับการแนะนํา
มีความพึงพอใจเปนอยางมาก)
2.4 หลักการใหเกิดความรูสึกรวม
การรูสึกรวมของผูฟงเปนความสําเร็จของการพูดในสถานการณนั้น ๆ ไดเปน
อยางดี สิ่งสําคัญคือการใชสรรพนามในการพูด ซึ่งมีแนวการใชดังนี้
2.4.1 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่เปนแบบพิธีการ ทั้งผูชาย และผูหญิงใช
คําวา “ขาพเจา”
2.4.2 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่ไมเปนพิธีการ สําหรับผูชายใชคําวา “ผม”
หรือ “กระผม” สําหรับผูหญิงใชคําวา “ดิฉัน”
2.4.3 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูฟง ควรเปนคําที่ยกยองและใหเกียรติผูฟง เชน
ทาน คุณ เพื่อน พี่นอง เรา พวกเรา ฯลฯ
ผูพูดที่มีบุคลิกภาพไมเปนมิตรกับผูฟง
ไมยิ้มแยมแจมใส และวางทาเปนผูรู
ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 227.)
64
3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล
การใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผลนั้น ผูพูดควรจะสํานึกในความรับผิดชอบตนเองที่วา
“จงพูดแตดี อยาดีแตพูด”
อนึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือการพูดเปนหลักสําคัญยิ่ง เริ่มตั้งแตการพูดคือการเทศนาของ
พระพุทธเจา ที่ทําใหเกิดมีพระพุทธศาสนาขึ้นมา ถาพระพุทธเจาไมตรัสพระวาจาใดเลย ยอมไมมี
พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลก เชนเดียวกับศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดก็เกิดจากการพูดทั้งสิ้น ไมวาจะเปน
พระวาจาของพระผูเปนเจา พระบุตร หรือของพระศาสดา และการขยายวงกวางในการพูดของเหลา
สาวกทั้งหลาย
กระบวนการพูดตามเหตุการณที่เปนอยูและเปนไปทางในทางพระพุทธศาสนา ที่จะกลาวถึง
ในที่นี้ คือ ศีล สังคหวัตถุ มงคลสูตร มัชฌิมาปฏิปทา กุศลกรรมบถ และสัปปุริสธรรม ซึ่งพอสรุป
ไดดังนี้
3.1 พูดตามหลักศีล ศีล 5 คือขอประพฤติปฏิบัติสําหรับพื้นฐานของความเปนมนุษย
เพื่อควบคุมกายและวาจาใหตั้งอยูในความดีงาม ศีลขอที่ 4 ในศีล 5 คือ “มุสาวาทา เวรมณี”
เวนจากการพูดเท็จ คือละเวนจากการพูดไมดีทั้งหลาย ซึ่งถือวาเปนสิ่งที่ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตว
โลกชนิดอื่น คือการหามพูดเท็จ สอเสียด โกหก หลอกลวง ต่ําทราม เพอเจอ ปด หรือยุแหย
3.2 พูดตามหลักสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจผูกไมตรี
ดานมนุษยสัมพันธใหเกิดเสนหมหานิยม ชนะใจคน ครองใจคนใหเกิดสามัคคีธรรมและ มีความสุข
หนึ่งในสังคหวัตถุ 4 เปนเรื่องเกี่ยวกับการพูดคือ “ปยะวาจา” คือ การพูดนุมนวล ออนหวานไพเราะนาฟง
นานิยม พูดแตสิ่งดี ๆ ใหกันและกัน
3.3 พูดตามหลักมงคลสูตร มงคลสูตรคือธรรมอันนํามาซึ่งความสุขความเจริญ เรียกวา
อุดมมงคลอยางสูงสุดมี 38 ประการ 1 ในมงคลสูตร 38 เปนเรื่องเกี่ยวกับการกลาวถอยคําอันเปน
สุภาษิต รูจักใชวาจาใหเปนผลดี ใหคําพูดที่ดี มีประโยชนตอกัน
3.4 พูดตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรค 8 คือ ทางสายกลาง
ที่เปนแนวปฏิบัติสําหรับสรางคนทุกระดับใหเปนอริยบุคคล อุดมดวยศีล สมาธิและปญญาเหมาะแก
ทุกเพศ วัย วรรณะ โดยไมจํากัดเวลา 1 ในอริยมรรค 8 เปนเรื่องเกี่ยวกับสัมมาวาจา คือ รูจักเจรจาชอบ
พูดจริง ออนหวาน ประสานไมตรี เหมาะแกการ และสถานที่
3.5 พูดตามหลักกุศลกรรมบถ กุศลกรรมบถ 10 คือธรรมที่เปนชองทางแหงความ
ประพฤติดีของมนุษยที่สมบูรณอันเปนทางบุญที่ทุกคนควรดําเนินตาม หมวดวจีกรรม 4 ที่เรียกวา
การกระทําโดยวาจาในกุศลกรรมบถ 10 ที่ควรนํามาใชในการพูดทุกครั้งก็คือ เวนจากการพูดเท็จ
โกหก หลอกลวง เวนจากการพูดสอเสียด ยุแย เวนจากการพูดคําหยาบ แดกดัน และเวนจากการพูด
เพอเจอ เหลวไหล ไรสาระ
65
3.6 พูดตามหลักสัปปุริสธรรม สัปปุริสธรรม คือธรรมที่ทําใหเปนสัตบุรุษ คือ คนดี คนมี
ศีลธรรม มี 7 ประการ ไดแก
3.6.1. ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา) คือ รูวาเหตุที่ทําใหการพูดไดผลดี
มีอะไรบาง เชน ตองรูจักผูฟง กอนการพูดเปนตน และรูวาเหตุที่จะทําใหการพูดลมเหลวมีอะไรบาง
เชน ขาดการเตรียมตัวที่เพียงพอ เปนตน
3.6.2. ความเปนผูรูจักผล (อัตถัญุตา) คือ รูวาผลของการพูดที่ดีเปนอยาง
ไร เชน ผูพูดไดรับความนิยมชมชอบจากผูฟง ผูฟงไดรับประโยชน และชวยใหเกิดความเขาใจที่ดีตอกัน
เปนตน
3.6.3. ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา) คือรูฐานะและบทบาทของตน
ในการพูดแตละครั้ง ผูพูดมีบทบาท และฐานะเปนอยางไร เชน อาจารย นักเรียน ผูบังคับบัญชา ผูใต
บังคับบัญชา เพื่อน เปนตน
3.6.4. ความเปนผูรูประมาณ (มัตตัญุตา) คือรูวากําลังความสามารถของ
ตนเองมีเพียงใด การพูดในเรื่องที่ตนเองไมมีความรู หรือพูดหลายรอบมากเกินไปจนกระทั่งเกินกําลัง
อาจทําใหเกิดผลเสียตอสุขภาพได แสดงวาขาดหลักธรรมในขอ ความเปนผูรูประมาณ
3.6.5. ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา) คือรูวาเวลาใดที่ควรพูด เวลาใด
ไมควรพูดไมพูดมากเกินไป หรือพูดนอยเกินไป ตัวอยาง เชน ผูพูดไดรับมอบหมายใหพูด 2 ชั่วโมง
ตั้งแต 10.00–12.00 น. และเตรียมเนื้อหามาตามเวลาที่กําหนดแลว แตเนื่องจากรายการกอนหนานั้น
เกินเวลาจึงไดพูดเมื่อ 10.45 น. ซึ่งถาหากจะพูดตามที่กําหนดไว 2 ชั่วโมง ก็ตองพูดจนถึง 12.45 น.
เนื่องจากผูพูด มีความเปนผูรูจักกาล ก็จะตองพยายามรวบรัดใหจบไดภายใน 12.00 น. หรือสอบถาม
ความตองการของผูฟงแลวปฏิบัติตาม
3.6.6. ความเปนผูรูจักประชุมชน (ปริสัญุตา) คือ เปนผูรูจักที่ประชุมและมี
มารยาทดีเหมาะสม สําหรับการพูดที่เปนทางการ ก็ตองใชรูปแบบ ภาษาที่เปนทางการ ตั้งแตเริ่มตน
ทักทายที่ประชุม จนกระทั่งสรุปจบการพูด นอกจากนี้ การพูดกับพระภิกษุ หรือ การพูดที่ตองใชคํา
ราชาศัพทก็ตองเลือกใชถอยคํา ภาษา รวมทั้งกิริยาอาการที่เหมาะสม
3.6.7. ความเปนผูรูจักบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา) คือใหรูจักสังเกตผูฟงวามี
ความชอบ ความสนใจอยางใด รวมทั้ง กิริยาอาการของผูฟง เชน กําลังตั้งใจฟง เบื่อหนาย งวงเหงา
หาวนอน หรือ มีสิ่งอื่นที่ดึงความสนใจของผูฟงไปจากผูพูด เมื่อสังเกตแลว ผูพูดก็สามารถปรับเปลี่ยน
การพูดใหเหมาะสมได
66
จะเห็นไดวาคําสอนของพระพุทธศาสนาเนนการประพฤติ ปฏิบัติทางวจีกรรม คือ
การประพฤติดีทางวาจาใหสัมพันธควบคูไปดวยกันกับการประพฤติดีทางกาย คือกายกรรม และ
มโนกรรม คือการประพฤติดีทางใจ ฉะนั้นความเปนมนุษยที่สมบูรณจึงประกอบดวย “จิตผองใส ราง
กายดี และวจีงาม”
4. ศิลปะการใชหลักการพูดที่ดี
การพูดดียอมสรางความเขาใจใหประโยชนแกผูฟง และยอมสรางศรัทธา เสนหความประทับใจ
ตลอดจนความนิยมแกผูพูด สําหรับหลักการพูดที่ดีนั้น ควรจะตองคํานึงถึงเนื้อหาความถูกตองที่เปน
จริงที่เปนประโยชนตอผูฟง มีความเหมาะสมแกกาลเทศะ ดังพระพุทธดํารัส ที่วา
“วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคไมตรัส
วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส
วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคเลือกกาลที่จะตรัส
วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส
วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส
วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองค เลือกกาลที่จะตรัส”
ซึ่งอธิบาย และนํามาใชในการพูดเชิงสถานการณไดดังนี้
วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด
วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด
วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด
วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด
วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด
วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด
ดังนั้นหลักการพูดที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้
4.1. มีถอยคําดี คือ ใชถอยคําและออกเสียงไดถูกตอง ชัดเจน สุภาพ ไพเราะ มีหาง
เสียง และใชไดถูกตองกับระดับของภาษา
4.2. เปนความจริง คือ ตองพิจารณาไตรตรองวาเนื้อหาถูกตองเปนจริง และ มีประโยชน
ตอผูฟง ควรคํานึงถึงผูฟงเปนสําคัญ ใหผูฟงพอใจ เมื่อพูดแลวจะไดเกิดสัมพันธภาพ สรางไมตรีตอกัน
ในสังคม แมวาบางครั้งสิ่งที่พูดเปนความจริงแตไมมีประโยชน ทําใหผูฟงเสียหาย ผูฟงไมพอใจก็ไม
ควรพูด
4.3. มีความเหมาะสม คือ เหมาะสมกับกาลเทศะ เชน ตองรูวาเวลานั้นควรพูดหรือไม
พูดอยางไร และสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร เชน
67
4.3.1 เหมาะสมกับกาลคือ คํานึงถึงเวลาใดควรพูดเรื่องอะไร หรือไม
4.3.2 เหมาะสมกับเทศะคือ คํานึงถึงสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร
4.3.3 เหมาะสมกับบุคคลคือ คํานึงถึง เพศ วัย อาชีพ สถานะของผูฟง
4.4. มีความมุงหมาย คือควรรูวา พูดทําไม เพื่ออะไร ผูฟงจะไดประโยชนอะไรผูฟงสนใจ
หรือไม
4.5. มีศิลปะ คือ การแสดงสีหนา สายตากิริยา ทาทาง น้ําเสียงจังหวะการพูดใชจิต
วิทยาในการพูดทําใหผูฟงพอใจ โดยใชคําพูด สุจริต ไมพูดเท็จ ไมพูดคําหยาบ ไมพูดเพอเจอ และ
ไมพูดสอเสียด ประชดประชัน
5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง
การศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสําเร็จ ถือเปนกลวิธีทางลัดที่มีสวนสราง
ความสําเร็จในการพูดได นักพูดที่ประสบความสําเร็จและมีชื่อเสียงในที่นี้ขอเสนอ 3 ทาน คือ
เดล คารเนกี้ (Dale Carnagie) หลวงวิจิตรวาทการ และ รอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ซึ่งแตละทาน
มีเคล็ดลับในการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้
5.1. เดล คารเนกี้ เปนชาวอเมริกันที่ประสบความสําเร็จในชีวิต เพราะการฝกพูด
ดวยตนเองมีชื่อเสียงดวยการสอนวิชาการพูดในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะ โดยการฝกปฏิบัติและเขียน
หนังสือเกี่ยวกับการพูด ซึ่งใชเปนตําราอยางเปนทางการของสถาบันการพูดหลายแหงในอเมริกา
เดล คารเนกี้ ยืนยันวามนุษยทุกคนที่ปฏิบัติตามขอแนะนําในหนังสือเลมดังกลาว สามารถจะเปน
นักพูดผูเชี่ยวชาญไดโดยไมจําเปนตองมีพรสวรรคในการพูดแตประการใด เพียงแตตองมีหลักสําคัญ
คือ “ตองมีความเชื่อมั่นเรื่องการพูดในตนเอง มีความเห็นอันรอนระอุอยูภายในตน และตองไดฝกหัด
พูดมาพอสมควร” หนังสือการพูดในที่ชุมชน ชื่อ “เดล คารเนกี้ ศิลปะการพูดที่มีประสิทธิภาพ กลาวถึง
หลักการพูดเพื่อบรรลุผลแหงการเปนนักพูดที่ดีอยางรวดเร็ว 4 ประการคือ
5.1.1 ใหเรียนรูจากประสบการณของผูอื่น
5.1.2 ใหตั้งจุดมุงหมายไวตรงหนา
5.1.3 ใหกําหนดจิตใหมั่นคงไวที่ความสําเร็จ
5.1.4 ใหฝกพูดในทุกโอกาส
5.2. หลวงวิจิตรวาทการ เปนนักพูดที่มีชื่อเสียงของไทยกอนการเปลี่ยนแปลงการปก
ครอง ไดกลาวถึงสมบัติของนักพูดที่สามารถนําไปเปนหลักปฏิบัติ สรุปไดดังนี้
5.2.1. ควรทําตัวของเราใหรูเหตุการณทันสมัยอยูเสมอ
5.2.2. ควรพยายามทองจําสุภาษิต หรือคําพังเพยไวใหมาก ๆ ผูที่จําสุภาษิต
ไดมายอมจะมีคําพูดสละสลวยดี
68
5.2.3. พยายามอานหนังสือใหหลากหลาย ใหจําถอยคําที่คมคายใหได
หรือใหบันทึกเก็บไว
5.2.4. ใหใชสมาธิ คือ ความคิดแนวแนที่อยูในถอยคําที่พูดและใหเรารูสึก
เปนนายตัวเองอยูเสมอ ซึ่งจะสามารถทําอะไรไดทุกอยางจะทําใหคนยิ้ม หรือหัวเราะ หรือปรบมือ
เมื่อไรก็ได
5.3. รอยเอก ดร. จิตรจํานง สุภาพ ผูบรรยายวิชาการพูดแบบการทูต เจาของทฤษฎี
การพูดระบบทรีซาวนด หรือสามสบาย คือ ฟงสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ ซึ่งมีรูปแบบโครง
สรางดังตอไปนี้
ภาพนักศึกษาเอกภาษาไทยรวมกันจัดงานประกวดสุนทรพจนอุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ
ณ อาคาร ดร.ศิโรจน ผลพันธิน ศูนยพัฒนาทุนมนุษย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 22 สิงหาคม 2552)
69
ที่มา (จิตรจํานงค สุภาพ, 2529, หนา 29)
โครงสรางทฤษฏี 3 สบาย
(The theory of three pleasant speech)
ฟงสบายหู
วจีสุจริต
ถอยคําภาษา
เสียง
จังหวะการพูด
ดูสบายตา
บุคลิกภาพ
ศิลปะการแสดงการพูด
ความสําเร็จของการพูดเบื้องตน
พาสบายใจ
การเลือกเรื่อง
การเตรียมการพูด
การจัดระเบียบความคิด
การสรางโครงเรื่อง
70
จากรูปแบบโครงสรางของทฤษฎี 3 สบายขางตน รอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ไดสรุปสูตรสําเร็จ
ในการพูดไวเปนบันได 13 ขั้นสูการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้
เตรียมใหพรอม
ซักซอมใหดี
ทาทีสงา
หนาตาใหสุขุม
ทักที่ประชุมไมวกวน
เริ่มตนใหโนมนาว
เรื่องราวใหกระซับ
ตาจับที่ผูฟง
เสียงดังแตพอดี
อยาใหมีเออ-อา
ดูเวลาใหพอครบ
สรุปจบใหจับใจ
ยิ้มแยมแจมใสตลอดการพูด
จะเห็นไดวาการศึกษาเคล็ดลับสูความสําเร็จในการพูดของนักพูดที่มีชื่อเสียง จะเปนแนวทางการ
ปฏิบัติการพูดของผูสนใจไดเปนอยางดี และผูที่ปรารถนาที่จะเปนนักพูด ที่ประสบความสําเร็จจะตอง
ลงมือปฏิบัติทันที เริ่มตนทันที ฝกพูดในทุกโอกาส และพรอมที่จะเผชิญกับอุปสรรคตาง ๆ มุงสูการเปน
ยอดนักพูดที่ดี และมีชื่อเสียงในอนาคต
2. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง
การพูดทุกครั้ง ควรไดรับการประเมินจากตนเอง (ผูพูด) และผูฟง (ถาเปนไปได) ผูพูดที่
ประเมินผลการพูดของตนเองอยางสม่ําเสมอ จะมีการพัฒนาการพูดในทางที่ดี มีความกาวหนา และ
ประสบผลสําเร็จ ดังตัวอยางแบบประเมินดังนี้
71
แบบประเมินผลการพูดดวยตนเอง
เรื่องที่นําเสนอ............................วันที่.................. /....................../.....................
น้ําเสียง ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
ความดังเหมาะสม
จังหวะการพูด
ลีลาเสียงสูง – เสียงต่ํา
เสียงเหมาะสมกับเรื่อง
ผูฟงประทับใจ
สายตา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
มองผูฟงอยางทั่วถึง
ควบคุมผูฟงได
ตรึงผูฟงใหติดตามเรื่อง
สายตาใหความจริงใจ
สีหนาแววตาเหมาะสมกับเรื่อง
ภาษา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
ภาษาแสดงจุดประสงค
ภาษาแสดงความเชื่อของผูพูด
ภาษาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง
ภาษาเหมาะสมกับผูฟง
ภาษาถูกตองชัดเจน
ภาษาเหมาะสมแกกาลเทศะ
ขึ้นตนเรื่อง ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
นาสนใจ
นาประทับใจ
มีความกลมกลืนกับเนื้อหา
72
เนื้อเรื่อง ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
ประเด็นชัดเจน
วิธีการนาสนใจ
วิธีการนาประทับใจ
วิธีการหลากหลาย
เนื้อหา
ถูกตอง
มีหลักฐาน
เนื้อหาสอดคลองกับวัตถุ
ประสงค
สรุปจบ ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต
ประทับใจ
นาสนใจ
คมคาย
ประสบความสําเร็จ
การเดินขึ้นสูเวที
ทานั่งขณะพูด
ทายืนขณะพูด
ใชมือประกอบการพูด
ทาทางประกอบการพูด
ควบคุมสีหนา
ทาทาง
ควบคุมอารมณ
จากที่กลาวมาทั้งหมด จะเห็นวาศาสตรและศิลปะของการพูดมีคุณประโยชนที่สามารถนํา
ไปใชในชีวิตจริง ทั้งความรูเกี่ยวกับการพูดในหลากหลายประเภท และรูปแบบ การเตรียมพรอม และ
การฝกฝนใหเกิดความชํานาญ เพื่อใหการพูดครั้งนั้นๆ ประสบผลสําเร็จ เปนความภาคภูมิใจของผู
พูด และเปนความประทับใจของผูฟงตลอดกาล
73
เอกสารอางอิง
กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542. การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น.
กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.
กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา:
นิรุตติ์การพิมพ.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ :
อออออ สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:
ออออออ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9.
ออออออ กรุงเทพฯ: อาษา.
จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ.
ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
ออออออ รามคําแหง.
__________. 2532. การพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชวนพิมพ.
ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือมหาวิทยาลัย
ออออออ ราชภัฏสวนดุสิต.
__________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ
ออออออ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19.
ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
ออออออ เอ็กซเปอรเน็ท.
ถาวร โชติชื่น. 2548. ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น
อออออ จํากัด.
__________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ.
ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ออ
ออออ บุคแบงก.
__________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก.
74
ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. (2533). การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน.
ทองขาว พวงรอดพันธุ. (2537). วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3.
กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา.
นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ:
สนุกอานจํากัด.
นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech,
ออออออ Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ
Vvvvvvv สติวดิโอ จํากัด.
พรหมวชิรญาณ, พระ. 2549. พุทธศาสนพิธี. กรุงเทพฯ: วัดยานนาวา.
พัชร บัวเพียร. 2536. วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส.
อออออ พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส.
__________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส.
มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
อออออ โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ:
ออออออ คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.
สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ.
สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ
ออออออ พิบูลสงคราม.
สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร.
สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ.
พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด.
สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ:
อออออ บริษัทเยลโลการพิมพ.
เฮลเลอร, โรเบิรต. 2546. สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary.
โดยนฤมล หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
75
เว็บไซต
การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w...
การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division.
การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549
ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ
08.html/
ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com.
ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm.
สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน
[ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula-
alemni.com
หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html(15/8/25550)
---------------------------------------------
บทที่ 3
ศาสตรและศิลปะของการอาน
ในการดําเนินชีวิตของมนุษยสิ่งสําคัญประการหนึ่งคือ มนุษยตองเรียนรูสิ่งตางๆ รอบตนเอง
เพื่อนํามาประยุกตใชในการดําเนินชีวิต เพื่อการปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมไดอยางรูเทาทัน ตามความ
เปลี่ยนแปลง ตามธรรมชาติ ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความกาวหนาทางเทคโนโลยี ความรู
ขาวสารขอมูลตางๆ จึงถูกบันทึกเปนลายลักษณอักษร เพื่อใหสะดวกตอการสืบคนขอมูลตอไปการอาน
จึงเปนทักษะสําคัญประการหนึ่งที่ใชเปนเครื่องมือในการสื่อสาร เรียนรู แสวงหาคําตอบ ทําใหสามารถ
ติดตามความเปลี่ยนแปลงสังคมโลกไดดวยตนเองตามความตองการ ตามความสนใจ และตามอาชีพ
ไดในเวลาที่เหมาะสม
ความหมายของการอาน
หนังสือ คือ เปนคลังแหงความรูที่ยิ่งใหญ คํากลาวนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะการอานจะชวย
ตอบคําถามในเรื่องที่อยากรูทุกเรื่อง การอานจึงเปนพฤติกรรมสําคัญตอชีวิตของทุกคนที่ควรกระทํา
เปนกิจวัตร เพื่อการพัฒนาและเสริมสรางความรูใหแกตนเองตลอดเวลา คนที่ปฏิเสธการอานหนังสือ
คือ คนที่ไมพัฒนาตนเอง แตคนที่อานหนังสือเปนประจํา คือ คนที่พรอมเสมอสําหรับ การพัฒนาตนเอง
การอานจึงจําเปนสิ่งสําคัญในการพัฒนาตนเองของทุกคน ดังคํากลาวของดอโรธี ดี บิลลิงตัน
(อางถึงในวิทยากร เชียงกูล: 53) โดยนําเสนอแนวคิดกระตุนใหผูอานเห็นความสําคัญของการอานกับ
การเรียนรู
สิ่งที่เรารูวันนี้ จะลาสมัยในวันพรุงนี้
ถาเราหยุดการเรียนรู เราจะหยุดอยูกับที่
ดอโรธี ดี บิลลิงตัน
พัฒจิรา จันทรดํา (2547: 11) ใหความหมายของการอานโดยสรุปวา การอาน หมายถึง การใช
สายตาสังเกตตัวหนังสือ ออกเสียงตรงกับคําที่อาน รูจักสวนประกอบของคํา สามารถแปลความหมาย
คําได และนําขอคิดจากการอานไปใชประโยชนได
76
สุพรรณี วราทร (2545: 3-4) กลาวถึง ความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานคือพฤติ
กรรมที่เกี่ยวของกับการรับรูสัญลักษณตามตัวอักษร ซึ่งเปนตัวกระตุนใหผูอานระลึกถึงความหมายจาก
ประสบการณที่สะสมไว และยังเกี่ยวของกับการสรางความหมายใหม โดยการประสานสิ่งที่อานกับ
ความคิดตางๆ ที่ผูอานมีอยู มีการนําเอาความรู ประสบการณที่มีอยูเดิมมาชวยทําความเขาใจ ตีความ
ประเมินคาสารที่อาน การอานไมใชความสามารถตามธรรมชาติ แตเกิดจากการฝกฝน ผูที่ไดรับ
การฝกฝนมาก จะมีความสามารถในการอานสูง การใชกลวิธีในการอานเหมาะสมกับสารที่อานและ
ความมุงหมายในการอาน เรียกวา “อานเปน” ซึ่งจะชวยใหประโยชนจากการอานเต็มที่ เทากับเปน
การอานอยางมีประสิทธิภาพ
ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 2) ใหความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานเปน
การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด แลวจึงนําความคิดนั้นไปใชประโยชน และหัวใจ
ของการอานอยูที่การเขาใจความหมายของคํา
ดังนั้นการอานจึงหมายถึง การทําความเขาใจถอยคํา สํานวนในงานเขียนตามที่ผูเขียนตองการ
จะสื่อสาร ซึ่งผูอานจะไดรับทั้งความรู ความคิด ประสบการณที่ผูเขียนที่ถายทอดไวเปนตัวอักษร และ
สิ่งสําคัญที่ผูอานจะตองทําความเขาใจ คือ ความหมายของคําโดยตรง ความหมายของคําตามนัย จุด
มุงหมายในการอาน เจตนาและแนวคิดของผูเขียน อีกทั้งผูอานจะตองนําประโยชนที่ไดจากการอานไป
ใชพัฒนาตนเองในดานตาง ๆ
ความสําคัญของการอาน
การอานมีความสําคัญเปนทักษะที่ควรปลูกฝงใหแกเด็กและทุกคน ใหสามารถใชการอาน
เพื่อพัฒนาตนเอง แสวงหาขอมูลไดดวยตนเอง ชวยพัฒนาความรู ความสามารถ ความคิดสรางสรรค
สงเสริมจินตนาการ ชวยสงเสริมทักษะในการพูดการเขียนใหดีขึ้น ทําใหเปนคนที่รอบรู มีขอมูลที่ทันสมัย
ตลอดเวลา และเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนอยางยิ่ง เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาจะตองผานกระบวนการ
เรียนรูเรื่องราวตาง ๆ หนังสือจะเปนครูที่ชวยใหทุกคนเรียนรูสิ่งตาง ๆ ที่เปนประโยชน ทั้งในดานการ
ดําเนินชีวิตประจําวัน ดานการศึกษา ดานการอาชีพ ดานประสบการณ มีแนวความคิดในสิ่งถูกตอง
เหมาะสมตามวิถีชีวิตของคนในสังคม สังคมแหง การอานจึงเปนสังคมแหงการเรียนรูตลอดชีวิต
77
องคประกอบการอาน
สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน (2539: 12) กลาวถึง กระบวนการอานโดยสรุปไววา
การอานเปนกระบวนการตอเนื่องดุจลูกโซมีองคประกอบ 5 สวน คือผูอาน เปนผูแสดงพฤติกรรม
ในการอานเปนสิ่งสําคัญเริ่มตนในการอาน
หนังสือหรือตัวอักษร เปนสื่อกลางใหเขาใจความรู ความคิดที่ปรากฏในงานเขียนนั้น ถาผูอาน
อานไมออก ก็จะไมเขาใจสิ่งที่อาน
1. การเขาใจความหมาย ถาผูอานสามารถอานออก แตถาไมเขาใจความหมาย ก็ยอมเกิด
ปญหาแตถาผูอานมีความเขาใจความหมาย การจึงจะดําเนินตอไป
2. การเลือกความหมาย คําบางคําในภาษาไทยมีหลายความหมาย หรือเมื่อนําคํามาอยูใน
ประโยค อาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลง หรือมีนัยของคําแอบแฝงอยู ผูอานตองสามารถเลือกความ
หมายที่เหมาะสมกับขอความได
3. การนําไปใช เปนขั้นตอนสุดทายที่ผูอานจะนําเอาความรูที่ไดรับจากการอานนําไปใช
ประโยชนในการดําเนินชีวิตตามความเหมาะสมตอไป ดังแผนภาพกระบวนการอานตอไปนี้
ผูอาน ตัวอักษร เขาใจความหมาย เลือกความหมายที่ถูกตอง การนําไปใช
การอานอยางมีประสิทธิภาพ หมายถึง การอานที่ผูอานสามารถเขาใจสาระสําคัญ เขาใจจุด
ประสงคของผูเขียน และมีอัตราความเร็วในการอาน โดยการใชเวลานอยที่สุดในการอานแตละครั้ง
การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ
ในการพัฒนาตนเองเพื่อเปนผูมีประสิทธิภาพในการอานจะประกอบไปดวย 3 สิ่งสําคัญ ไดแก
การเปนผูอานที่ดี การมีความพรอมในการอาน และการมีทักษะมีการอาน
1. การเปนผูอานที่ดี หมายถึง เปนผูมีพฤติกรรมการอานที่ดีในดานรางกาย การใชสายตา
และการมีอุปนิสัยการอานที่ดี
1.1 ลักษณะการอานที่ถูกตอง ตองนั่งตัวตรง สิ่งที่อานอยูหางจากสายตาประมาณ
30 เซนติเมตร ไมอานออกเสียงหรือขยับปาก ไมเอานิ้วชี้ตามขอความในแตละบรรทัด เมื่ออานไดประมาณ
40 ถึง 60 นาที ควรพักสายตาประมาณ 10 นาที และการใชสายตาในการอาน ที่ถูกตองคือ ตองใช
การกวาดสายตาไปตามขอความที่อาน
78
1.2 นิสัยการอานที่ดี ผูอานควรฝกตนเองใหเปนผูมีความกระตือรือรน มีความตองการ
ที่จะอาน สามารถอานหนังสือไดทุกประเภท มีวิจารณญาณในการเลือกสรรสิ่งพิมพที่จะอาน นอกจากนี้
ผูที่มีนิสัยในการอานที่ดีควรเปนผูที่อานหนังสืออยางสม่ําเสมอ อานทุกวันอยางนอยวันละ 15 นาที
2. การมีความพรอมในการอาน ผูอานที่เปนผูใหญจะมีความตื่นตัวตอขอเท็จจริงและความ
คิดใหมๆ มีความอยากรูในเรื่องตางๆ จึงตองการอานสิ่งที่ไมรู และขยายความสิ่งที่รูใหลึกซึ้งมากขึ้น
ความพรอมในการอานพิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ประการ
2.1 ความคิดเชิงวิพากษ (Critical Thinking) ผูอานที่มีความพรอมจะสามารถประมวลขอ
เท็จจริงที่อานพบเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีความรูอยูเดิม หรือวิเคราะห ประเมิน สังเคราะหความรูใหมได
2.2 การรับรู (Preception) ผูอานสามารถทําความเขาใจสารที่อานไดถูกตองโดยใชความรู
และประสบการณเดิม ทําใหเกิดความเขาใจสิ่งที่อานได สามารถใชจินตนาการคนหาสิ่งที่ผูเขียนเสนอ
ในงานเขียนได สามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่คลอยตามหรือขัดแยงได
2.3 การรูจักตนเอง (Self insight) หมายถึง ผูอานเกิดการยอมรับสภาพตนเองตามจริง
ในเรื่องการอาน เชน การอานชา อคติตอสารที่อาน แตพรอมที่จะแกไขตนเอง
2.4 การมีเปาหมายความสนใจ (Focus of Interest) ผูอานที่มีความพรอมในการอาน
ตองมีเปาหมายในการอานในแตละครั้งของตน เชน จะตองอานหนังสือเลมนี้ใหจบภายใน 3 วัน
การมีเปาหมายจะทําใหผูอานเกิดความตั้งใยที่ทําใหสําเร็จ
3. การมีทักษะมีการอาน หมายถึง การที่ผูอานมีความชํานาญในการอานเปนพิเศษ ทักษะพื้น
ฐานการอานที่สําคัญไดแก การอานเร็ว การอานเขาใจและการอานใหจํา
3.1 การอานเร็ว หมายถึง การอานที่ผูอานใชเวลานอยแตสามารถเขาใจและรับรูสารที่อานได
อัตราความเร็วในการอานปกติ คือ อานนาทีละ 200 คํา ดังนั้นถาผูอานสามารถอานไดมากกวา 200 คํา
จึงหมายความวาเปนผูอานเร็ว
3.2 การอานเขาใจ ผูอานตองมีความตั้งใจมีสมาธิที่จะอาน มีความเขาใจคําศัพท สํานวนภาษา
และถามีประสบการณในสิ่งที่อานจะชวยทําใหเขาใจสิ่งที่อานไดเร็วขึ้น
3.3 การอานใหจํา ในการอานสารที่เปนความรูเชิงวิชาการ ผูอานตองจัดลําดับเรื่องที่อาน
สรางหลักในการจํา โดยอาจจัดทําเปนแผนภูมิความคิดของตนเอง
สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน ( 2548: 15-16) กลาวถึง พื้นฐานของการอานดี
ไววา ตองมีความรูเชิงภาษา ทั้งในดานสํานวนภาษาทั่วๆ ไป และคําเฉพาะเรื่อง นอกจากนี้ยังควรมี
ความรูในดานตางๆ ดังนี้
79
1. รูจักสวนตางๆของหนังสือวาสวนไหนมีความสําคัญอยางไร
2. รูจักวิธีอานหนังสืออยางถูกตอง รูวาหนังสือประเภทใด ควรอานอยางไร มีกลวิธี
อยางไรจึงจะไดความรูโดยเร็วและประหยัด
3. รูจักเลือกหนังสืออาน รูวาหนังสือใดดี ไมดี ควรอาน ไมควรอาน หนังสือใดอานแลว
คุมกับเวลาที่เสียไปหรือไม
4. รูจักแหลงของหนังสือ ควรรูวาหนังสือประเภทใดอยูที่ไหน ถาจะใหดียิ่งขึ้น ควรรูวา
ความรูที่เราตองการนั้นควรคนหาไดจากหนังสือเรื่องอะไร และหนังสือนั้นมีอยูที่ใด
พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน
จากกระบวนการอานขางตน ผูที่มีพฤติกรรมในการอานแลวเกิดผลดีตอตนเองขึ้นอยูกับพฤติ
กรรมพื้นฐาน 3 ประการ คือ
1. การแปลความ คือ การทําความเขาใจความหมายของคําอยางถูกตอง โดยที่ผูอานตอง
มีความเขาใจในบริบทของภาษา ซึ่งหมายถึงขอความที่แวดลอมอยูในประโยค ทั้งนี้เนื่องจากคําใน
ภาษาไทยบางคํามีความหมายมากกวาหนึ่งความหมาย การที่จะเลือกความหมายของคําใหถูกตอง
ตามที่ผูเขียนตองการนั้น ผูอานจะตองพิจารณาจากเนื้อความ ในประโยคทั้งหมด หรือประโยคที่แวดลอม
จากนั้นจึงจะสามารถเลือกความหมายของคําไดอยางถูกตอง
2. การตีความ คือ การเขาใจความหมายคําอยางลึกซึ้ง ตามเนื้อความในประโยค เวลาอาน
หนังสืออาจจะพบสํานวนโวหาร สุภาษิต คําพังเพยตาง ๆ ทั้งสํานวนในอดีต และสํานวน ในปจจุบัน
ผูอานจะตองเขาใจความหมายของสํานวนดังกลาว เขาใจจุดมุงหมายของผูเขียน มองเห็นทัศนะของผู
เขียน เขาใจสภาพสังคมในชวงเวลาที่เปนเหตุการณในหนังสือ สิ่งเหลานี้จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ
เรื่องราวที่อานดีขึ้น
3. การขยายความ คือ การนําความรู ความคิด ความเขาใจที่ไดจากการอานไปคิดตอเนื่อง
มีการเชื่อมโยงกับประสบการณเดิม อธิบายเพิ่มเติมใหเกิดความรูยิ่งขึ้น การขยายความโดยการคิด
ในมุมมองทัศนะใหมๆ เพิ่มเติมออกไป จะชวยทําใหผูอานฝกการเปนผูคิดอยูเสมอ และจดจํานําสิ่งที่
อานไปใชประโยชนตอไปได สมบัติ จําปาเงินและสําเนียง มณีกาญจน (2548: 15) ไดสรุปพฤติ
กรรมการอานพื้นฐาน 3 ประการดังกลาว นั่นคือ การอานใหรูจริง (ถูกตอง) การอานใหรูกวาง (ลึกซึ้ง)
การอานใหรูจนนําไปใชได (ตามประสงค)
80
จุดมุงหมายในการอาน
ในการอานผูอานจะมีจุดมุงหมายในการอานแตกตางกันไป ตามความตองการเฉพาะบุคคล
ซึ่งมีผลตอการเลือกสิ่งพิมพที่จะอาน เหตุผลในการอานของแตละบุคคลก็จะตอบสนองความตองการ
เฉพาะบุคคลดวยเชนกัน จุดมุงหมายในการอานแบงเปนประเภทตางๆ ดังนี้
1. อานเพื่อศึกษาหาความรู เปนการอานที่ผูอานตองการที่จะเสริมสรางความรูในเรื่องที่
ตนเองสนใจหรือตองการความรูอยางลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อประโยชนทางการศึกษาหรือการพัฒนา
ตนเองทางดานอาชีพ
2. อานเพื่อรับรูขาวสาร เปนการอานที่ผูอานตองการรับรูเหตุการณที่เกิดขึ้นในโลกและสังคม
ทําใหเปนคนทันสมัยทันตอเหตุการณ รอบรูเรื่องราวตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของตนและสังคมโลก ดัง
นั้นผูอานจะตองอานใหเปนประจําทุกวัน เชน การอานหนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ
3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ผูอานตองการความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ในการอาน เชน การอานนวนิยาย เรื่องสั้น การตูน นิตยสาร ฯลฯ ตามรสนิยมของผูอาน การอาน
ตามจุดมุงหมายนี้จึงเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนมาก และจะชวยเสริมสรางนิสัยรักการอานได
4. อานเพื่อผอนคลาย การอานเพื่อผอนคลายเปนการอานที่จะชวยใหผูอานเกิดความรูสึก
ที่ดีขึ้นในบางครั้งการดําเนินชีวิตของคนเราอาจพบปญหา อุปสรรค ทําใหเราทอถอย ขาดกําลังใจ
จนบางครั้งอาจจะตัดสินใจในทางที่ไมถูกตอง การอานหนังสือที่มีขอคิดที่ดี จะชวยเสริมสรางกําลังใจ
ทําใหผูอานมีจิตใจดีขึ้น เกิดกําลังใจ มีสติในการแกปญหา
5. อานเพื่อความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ผูอานตองการหาคําตอบในสิ่งที่อยากรู เชน
เมื่อตองการเสริมสรางบุคลิกภาพของตนเอง จะตองอานหนังสือเกี่ยวกับมารยาทในสังคมหรือเมื่อ
ตองการเดินทางไปทองเที่ยวในสถานที่ตางๆ ก็เลือกที่จะอานสารคดีการทองเที่ยว เพื่อเตรียมตัวให
พรอม ในการเดินทาง ในการอานผูอานจึงควรตั้งจุดประสงคแตละครั้งวา ตองการอะไร เพื่อที่จะได
เลือกหนังสือไดตรงตามความตองการ
กลวิธีในการอาน
การที่จะอานเรื่องราวตางๆ ใหเกิดความเขาใจถองแท จําเปนที่จะตองมีวิธีการอานที่เหมาะสม
ที่จะชวยใหผูอานไดรับประโยชนสูงสุดจากการอาน กระบวนการอาน ไดแก การอานจับใจความสําคัญ
ซึ่งเปนพื้นฐานของการอาน การอานตีความซึ่งเกี่ยวกับการทําความเขาใจสารหรือเจตนาของผูเขียน
การอานสรุปความซึ่งจะเปนประโยชนแกผูอานในการอานสารที่มีขนาดยาว และตองการสรุปสาระสําคัญ
81
อยางสั้นที่สุด กระบวนการอานจึงเปนเหมือนหนทางที่จะชวยใหผูอานประสบความสําเร็จในการอานได
อยางรวดเร็ว ถาผูอานฝกฝนจนเกิดทักษะเชี่ยวชาญ ก็จะชวยใหเปน ผูมีประสิทธิภาพในการอาน
ดังที่พันธุทิพา หลาบเลิศบุญ (2535: 46) กลาวถึงหลักในการอานหนังสือเปนไวโดยสรุปวา ผูที่อาน
หนังสือเปน เมื่อไดอานเรื่องราวตาง ๆ ตองอานไดอยางรวดเร็ว เขาใจเรื่องราวตาง ๆ อยางถูกตอง
จับใจความได เขาใจอารมณ จุดประสงค ทัศนคติของผูเขียน สามารถแสดงความคิดเห็นตอสิ่งที่อาน
ในประเด็นที่นาสนใจได และไดอรรถรสจากการอาน กลวิธีการอาน มีดังนี้
1. การอานจับใจความสําคัญ เปนการอานระดับตน เปนพื้นฐานที่สําคัญยิ่งของการอาน
หนังสือทุกประเภท เพราะไมวาเราจะอานหนังสือหรือสิ่งพิมพประเภทใด เราก็จําเปนที่จะตองใช
การอานจับใจความเพื่อหาสาระสําคัญของสิ่งที่อานเสมอ ในแตละงานเขียนจะมีขอความหลายยอหนา
ในแตละยอหนาก็จะมีใจความสําคัญปรากฏอยู อาจจะเปนประโยคที่อยูตนขอความหรือเปนประโยค
อยูกลางขอความ หรือเปนประโยคอยูทายขอความ หรือเปนการอานจับใจความที่ผูอานใชการอานสรุป
จากเนื้อความทั้งหมด แลวเขียนเปนขอความที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดดวยตัวผูอานเองโดยปกติแตละ
ยอหนาจะประกอบดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและรายละเอียด
1.1 ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ
จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42) กลาวถึง ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ
ไวโดยสรุปวา การอานจับใจความสําคัญ หมายถึง การจับประเด็นหลักหรือสาระสําคัญของเรื่องที่อาน
ใหไดวา ผูเขียนตองการสงสารหรือใหขอคิดเห็นอะไรเปนสําคัญ นอกจากนี้การอานจับใจความสําคัญ
เปนการอานเบื้องตนที่ผูอานจะตองอานแบบคราวๆ เพื่อใหไดขอมูลและขอคิดเห็นของผูเขียนเปนการ
อานเพื่อหาขอมูลรายละเอียดตางๆ และทําความเขาใจเรื่องราวใหถูกตองกอนจะแสดงความคิดเห็น
วิพากษวิจารณตอไป
1.2 ลักษณะของใจความสําคัญ มีดังนี้
1.2.1 เปนขอความที่ทําหนาที่ครอบคลุมเนื้อหา หรือยอหนานั้นๆ ขอความสวนที่เหลือ
คือ รายละเอียดหรือสวนขยาย
1.2.2 ในแตละยอหนา มักจะมีใจความสําคัญเพียงประเด็นเดียว
1.2.3 ใจความสําคัญอาจเปนประโยคความเดียว หรือเปนเพียงใจความแฝง ผูอาน
ตองสรุปเปนสาระสําคัญออกมาเอง
1.3 พฤติกรรมของผูมีทักษะอานจับใจความสําคัญ หากเราจะพิจารณาวา ผูอานมีทักษะ
ในการอานจับใจความสําคัญอยางไร จะสามารถสังเกตไดจากพฤติกรรมตาง ๆ ดังนี้
1.3.1 สามารถบอกชื่อหนังสือหรือชื่องานเขียน ชื่อผูแตง ไดอยางถูกตอง
1.3.2 สามารถบอกลําดับเหตุการณไดอยางถูกตอง
82
1.3.3 สามารถบอกรายละเอียดสําคัญ ๆ ได
1.3.4 สามารถแยกแยะขอเท็จจริงและความคิดเห็นในยอหนาได
1.3.5 สามารถยกตัวอยางจากเรื่องที่อานได
1.3.6 สามารถบอกใจความสําคัญ และสวนขยายได
1.3.7 สามารถสรุปสาระสําคัญจากสิ่งที่อานได
1.4 ปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญ สิ่งสําคัญที่จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ
เนื้อหาไดอยางรวดเร็วคือ ประสบการณของผูอานในดานตางๆ ซึ่ง จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42 - 43)
ไดเสนอแนวคิดปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญโดยสรุปวา
1.4.1 ประสบการณดานการอาน ถาผูอานมีประสบการณในการอานมาก ชอบที่จะ
ใชเวลาวางในการอานหนังสือ จะมีอัตราความเร็วในการอานสูง ซึ่งหมายถึงการใชเวลาในการอานนอย
แตสามารถอานไดจํานวนหลายหนา ประสบการณดานการอานนี้จะ ชวยทําใหมีทักษะในการอาน
1.4.2 ประสบการณเกี่ยวกับขอมูล และเรื่องราวที่อาน ถาผูอานมีความรูเกี่ยวกับเรื่อง
ราวที่อานหรือมีประสบการณโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่อานจะชวยทําใหผูอานเขาใจเรื่องราวที่อานไดดี
และชวยในการจับใจความ ไดรวดเร็ว
1.4.3 ประสบการณดานภาษาและการใชภาษา ผูอานที่มีความรูเกี่ยวกับความหมาย
ของคําทั้งโดยตรงและโดยนัยสํานวนตาง ๆ คําสแลง คําสัญลักษณ จะชวยใหจับใจความไดดี แตถา
ไมรูความหมายของคํา สํานวน จะทําใหอานชา ตีความไมตรงประเด็น จับใจความไมครบถวน
1.4.4 ประสบการณดานความคิด ถาผูอานเปนผูที่ชอบคิดหาเหตุผล ตั้งคําถามใน
การอานอยูเสมอ ๆ จะทําใหเปนผูมีความคิดกวางไกลและลึกซึ้ง จะชวยทําใหเขาใจเรื่องที่อานไดรวดเร็ว
สามารถเขาใจเรื่องราวที่ซับซอนไดอยางงาย
1.5 วิธีการอานจับใจความสําคัญ การอานจับใจความสําคัญ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1.5.1 ผูอานตองอานขอความในยอหนาในแตละยอหนา เพื่อใหทราบวาเปนเรื่องราว
เกี่ยวกับอะไร และอาจจะพิจารณาจากชื่อเรื่องที่มักจะแสดงแนวคิดสําคัญของเรื่องประกอบดวย
การอานจับใจความทั้งหมดหรือทั้งเรื่องจึงเปนการอานที่ผูอานจะมองเห็นหรือเขาใจเรื่องราวทั้งหมด
1.5.2 ผูอานจะอานเรื่องทีละยอหนาเพื่อจับใจความสําคัญแตละยอหนาซึ่งจะประกอบ
ดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและสวนขยายหรือรายละเอียด
83
ใจความสําคัญ หรือ Main ideas หมายถึง เนื้อความหรือขอความ
ที่ครอบคลุมเนื้อหายอหนานั้นๆ
รายละเอียด หรือสวนขยาย หรือพลความ หรือ Details เปนการขยาย
ใจความสําคัญ อาจจะเปนการยกตัวอยาง ตัวเลข สถิติ เหตุผล การใหรายละเอียด
การเปรียบเทียบ ฯลฯ ที่จะชวยทําให ผูอานเขาใจใจความสําคัญไดดีขึ้น
ตัวอยางที่ 1
นพ.การุณ เมฆานนทชัย และนพ.สิทธิพร อรพิน สองแพทยศัลยกรรมออรโธปดิกส
แหงโรงพยาบาลบํารุงราษฎรประสบความสําเร็จจากการผาตัดเพิ่มความสูงใหแก นายวูอัน
กวน ถือไดวาเปนการผาตัดเพิ่มความสูงครั้งแรกของเอเชีย
การผาตัดใหกับนายวูอัน กวน ชายวัย 38 ป เชื้อชาติเวียดนาม-ฝรั่งเศส แพทยไทย
ใชเทคโนโลยีที่เรียกวา “FitboneSurgery” ซึ่งเปนเทคโนโลยีที่ถูกคนพบโดย นพ.อาร
บอมการท แพทยผูเชี่ยวชาญดานออรโธปดิกส Ludwing Maximilians University Hospital
เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมันนี วิธีนี้ทําไดทั้งกระดูกชวงบนเหนือเขาและกระดูกหนาแขงโดย
ตัดกระดูกใหขาดจากกัน แลวสอดแทงโลหะพิเศษเขาไปในโพรงกระดูก แลวเชื่อมโลหะที่สอด
เขาไปกับอุปกรณรับคลื่นแมเหล็กไฟฟาทิ่อุปกรณรับคลื่นใตผิวหนังเพื่อใหเฟองในแทงโลหะ
ยืดออกไดวันละ1 มิลลิเมตร หรือเดือนละ 3 เซนติเมตร และสามารถยืดไดมากที่สุด 6 เซนติ-
เมตรเมื่อไดความสูงอยางที่ตองการแลวผูปวยจะตองพักฟน ไมต่ํากวา 3 เดือน แลวจึงผาตัด
อีกขางได สรุปวากวาจะสูงได 6 เซนติเมตร จะตองใชเวลาถึง 10 เดือนคุมหรือไมคุมลองคิดดู
ที่มา (Young Traveller, 2544: 18)
ความคิดสําคัญของยอหนา คือ นายแพทยไทยประสบความสําเร็จการผาตัดเพิ่มความ
สูงที่เรียกวา “Fitbone Surgery”
84
ตัวอยางที่ 2
ผลกลวยเมื่อยังดิบอยูเปลือกจะมีสีเขียว พอสุกเปลือกจะเปลี่ยนเปน
เหลืองสวยเนื้อนิ่มละมุน หอมหวาน อุดมไปดวยคุณคาทางโภชนาการตํารายา
บางขนานยังใชกลวยเปนยารักษาอาการไมสบายบางชนิด เชน กลวยดิบกินแก
ทองเสียไดชะงัด แตนาแปลกที่เรากลับกินกลวยสุกเปนยาระบายแกทองผูกได
นับวา กลวยมีคุณประโยชนมากมายจริงๆ ด
ที่มา (เมตไตรย ศรีทอง, 2546: 55)
ความคิดสําคัญของยอหนา คือ กลวยมีคุณประโยชนมาก
ตัวอยางที่ 3
“เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุย ในชวงเดือน 3
ของจีน โดยกําหนดจากปหนึ่งแบงเวลาเปน 24 ชวง เดือนหนึ่งมี 2 ชวง การไหว
เช็งเมง ถือเอาของเดือน 3 เปนชวงเวลาของการไหว ธรรมเนียมนี้มีผูรูเลาวา
ไดสืบทอดตอกันมาประมาณ 3,800 ปแลว โดยคนจีนในไทยนิยมไหว ในวันที่
5 เมษายน ซึ่งตกอยูในชวงเดือน 3 ของจีน
ที่มา จิตรา กอนันทเกียรติ (2539: 55)
ใจความสําคัญของยอหนา คือ “เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุยรายละเอียด
หรือสวนขยาย มี 3 สวน ไดแก
1. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีน
2. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีนในประเทศไทย
3. ความเกาแกของพิธีเช็งเมง
85
ตัวอยางที่ 4
พัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค ( A Creative Reading Skill)
หมายถึงการฝกใหรูจักคิด แสดงความคิดเห็น แสดงความรูสึก นึกคิดตอเรื่องที่อานหนังสือ
ประกอบทุกๆ วิชาควรสงเสริมและใหโอกาสเด็กไดแสดงความคิดเห็น ความรูสึกตอเรื่อง
ที่อานมากกวาการมุงหมายทบทวนขอมูลตาง ๆ ที่จําไดหรือเขาใจ ตัวอยางคือ
1. ใหนักเรียนอานหนังสือ บทความ แลวแสดงความคิดเห็นและแสดง
ความรูสึกตอสิ่งที่อาน
2. ใหนักเรียนอานแบบผาน ๆ (Scan) จากหนังสือหรือบทความแลวหัด
แสดงความรูสึกนึกคิดของตนในขณะนั้น
3. ใหลําดับรายการที่เปนความรู ขอมูลบางรายการที่คิด และรูสึกจากเรื่อง
ซึ่งอาจรวมถึงการคาดคะเนเรื่องราวก็เปนไปได
4. เลือกเหตุการณที่นาสนใจจากหนังสือพิมพแลวใหนักเรียนแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับเหตุการณไดหลายๆ คําถาม แลวพยายามหาคําตอบดวยการคนควาหาขอมูล
ตอไปเกี่ยวกับเหตุการณ
ที่มา (อารี พันธมณี, 2545: 157)
ใจความสําคัญของยอหนา คือ การพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค (A Creative
Reading Skill) หมายถึง การฝกใหผูอานรูจักคิดแสดงความคิดเห็นตอเรื่องที่อาน รายละเอียดหรือ
สวนขยาย คือ วิธีการสงเสริมใหเด็กมีการพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค
2. การอานสรุปความ การอานสรุปความเปนกระบวนการตอจากการอานจับใจความสําคัญ
ในบางครั้ง สารที่อานมีรายละเอียดจํานวนมาก ผูอานจะใชการอานที่ประมวลเนื้อหาสาระทั้งหมดแลว
สรุปสาระสําคัญอยางสั้นที่สุด ผูอานจะตองตั้งคําถามกับตนเองในประเด็นตางๆ ดังนี้
ใคร (Who) ทําอะไร (What) ที่ไหน (Where)
เมื่อไหร (When) ทําไม (Why) อยางไร (How)
86
การอานสรุปความเปนสิ่งจําเปนในการอาน เพราะถาเปนขอความขนาดยาวจะตองมีการสรุป
เพื่อใหไดสาระสําคัญของสิ่งที่อาน หรือการสรุปแนวคิดสําคัญของงานเขียนนั้น ๆ ถาอานแลวสรุปไมได
นั่นหมายถึงความลมเหลวในการอาน
3. การอานตีความ สํานวนภาษาที่ปรากฏในงานเขียน การตั้งชื่อเรื่อง อาจจะใชคําที่มีความ
หมายตรงหรือการใชคําที่มีความหมายลึกซึ้ง จําเปนตองใชการอานตีความ ซึ่งหมายถึง การอธิบายความ
หมายที่ซอนเรน และขยายความไดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยผูอานจะสามารถอธิบายสิ่งที่อานไดอยางดี โดย
ใชประสบการณของผูอานมาทําความเขาใจ
3.1 หลักในการอานตีความ มีขั้นตอน ดังนี้
3.1.1 อานเรื่องที่จะตีความใหละเอียด และสรุปเรื่องตามความเขาใจของผูอาน
3.1.2 ตีความคําสัญลักษณที่ปรากฏในงานเขียน
3.1.3 ทําความเขาใจถอยคํา โดยใชความเขาใจในบริบท (Context ) เพื่อหาความ
หมายของคํา
3.1.4 ในการตีความมีทั้งการตีความในเนื้อหา และการตีความในน้ําเสียง ผูอาน
ตองใชความคิดพิจารณาใหเขาใจ
ตัวอยางที่ 5
เปนอาจารยวันเดียว เทากับเปนอาจารยชั่วชีวิต
(สํานวนจีน)
ตีความเนื้อหา การเปนครูหรือเปนอาจารยใหแกลูกศิษยแมเพียงวันเดียว เปนบุญคุณ
ที่ยิ่งใหญ ตองทดแทนบุญคุณตราบชั่วชีวิต
ตีความน้ําเสียง ยกยองครู หรืออาจารยดวยความสํานึกในบุญคุณ
87
ตัวอยางที่ 6
มิตรภาพเริ่มตนดวยรอยยิ้ม แตร่ําลาดวยหยาดน้ําตา
Relationship always starts with smiles but leaves only tears
when become declined
ที่มา (พรชัย แสนยะมูล, 2545: 11)
ตีความเนื้อหา มิตรภาพใหทั้งความสุขและความเศรา
ตีความน้ําเสียง ผูเขียนมีความเขาใจธรรมชาติของการเริ่มตนจะเปนความสุข
และจบลงดวยความเศรา
4. การอานขยายความ คือ การอธิบายเพิ่มเติมใหละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลังจากการตีความ
โดยใชประสบการณเดิมของตนเอง การขยายความเปนการฝกการหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนหรือ
คัดคาน หรือมีการยกตัวอยางอางอิงเปรียบเทียบทําใหเรื่องราวที่อานมีมุมมองหลากหลาย
ตัวอยางที่ 7
คลื่นลมทําใหทะเลสวย อุปสรรคทําใหชีวิตงาม
บุคคลจึงไมควรยอมแพ เมื่อพบอุปสรรค
ที่มา สุขพัฒน ทองเพ็ง (2543: 42)
ขอความนี้ใหขอคิดวา อุปสรรคที่เขามาในชีวิตคือสิ่งที่จะชวยทําใหเราเขมแข็งเพราะอุปสรรค
จะเปนประสบการณที่จะตองเรียนรู ฝาฟน เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคใหได
การขยายความ ในชีวิตของทุกคนตองพบกับอุปสรรค การมองอุปสรรคใหเห็นเปนสิ่งที่มี
ประโยชนที่จะทําใหเขาเหลานั้นเกิดการเรียนรู ตอสู หาหนทางที่จะเอาชนะอุปสรรค ไมยอมแพอะไร
งาย ๆ และเมื่อเขาผานพนอุปสรรค จะทําใหเขาเปนคนที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมยอทอตอปญหาตาง ๆ
และจะดําเนินชีวิตไดอยางรอบคอบ
88
ตัวอยางที่ 8
การตูนผูใหญมากับทุงหมาเมิน “ปญหาภาคใต”
ที่มา (ไทยรัฐ, 2547: 5)
การวิเคราะหงานเขียน
รูปแบบ การตูน
เนื้อหา เปนปญหาสถานการณรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนในภาคใต
ศิลปะการใชภาษา ใชคําวา “ขึ้นนก” กับ คําวา “พับนก” สื่อใหเห็นความคิด
คนสองกลุม
การอานสารประเภทตางๆ
ความรูและขอมูลที่มีการบันทึกเปนลายลักษณอักษร โดยอาจบันทึกลงในสิ่งพิมพ หรือบันทึก
ลงในสื่อที่ทันสมัยในเว็บไซดผานอินเทอรเน็ต ลวนเปนขอมูลที่มีรูปแบบและเนื้อหาแตกตางกัน จําเปน
ตองใชวิธีการอานที่แตกตางกัน ดังนี้
1. การอานเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการเปนเอกสารที่มีลักษณะเฉพาะ ลลิตา
กิตติประสาร (2542: 439) ไดใหความหมายของคําวางานวิชาการโดยสรุปวา งานวิชาการ หมายถึง
งานเขียนเพื่ออธิบายเรื่องที่ไดศึกษาคนควา หรือแสดงความคิดเห็น โดยมีทฤษฎีหรือหลักการสนับสนุน
มีแหลงขอมูล แหลงอางอิง และวิธีการคนควาที่เปนระบบ ภาษาที่ใชในการเขียนเปนภาษาแบบแผน
การอานเอกสารตําราทางวิชาการ เปนสิ่งที่นักศึกษาจะตองกระทําเปนกิจวัตร
89
ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา (2529: 335) กลาวถึง การอานเอกสารทางวิชาการวา
เปนการอานสิ่งที่เปนความรูตางๆ และเปนการอานเพื่อการศึกษาคนควา มีความหมายโดยสรุปวาเปน
การอานหนังสือ หรือวัสดุการอานอื่น ๆ เพื่อใหเกิดความรู ความคิด นําไปใชประโยชนในดานการศึกษา
ตลอดจนพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพ และชวยใหติดตามวิทยาการที่ทันสมัยไดตลอดเวลา
1.1 ประเภทเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการแบงเปนประเภทไดดังนี้
1.1.1 ตํารา หมายถึง หนังสือวิชาการที่เขียนขึ้นอยางเปนระบบตาม หลักสูตรวิชาใด
วิชาหนึ่งใชในการเรียนการสอน โดยมุงใหความรูแกผูอาน ดังนั้นจึงเปนหนังสือที่ใหความรูทางวิชาการ
ในศาสตรตาง ๆ แกผูอาน สมัยโบราณมีตําราที่ใหความรูในดานตาง ๆ เฉพาะดาน เชน ตําราแพทย
แผนโบราณ ตําราหลักภาษาไทย ตําราพืชสมุนไพร ตํารากายวิภาคศาสตร อาจกลาวไดวา ศาสตร
ทุกแขนงไดรับการบันทึกไวเปนตําราอยางครบถวน เพื่อสนองความตองการในการเรียนรูทั้งในระบบ
นอกระบบและตามอัธยาศัย
1.1.2 หนังสืออางอิง เปนหนังสือที่รวบรวมความรูหรือขอเท็จจริง โดยมีลักษณะมุงให
ความรู ซึ่งจะเปนขอมูลในดานตาง ๆ สงเสริมการคนควาเพิ่มเติมของผูเรียน เชน พจนานุกรมสารานุกรม
หนังสือรายป หนังสืออางอิงเกี่ยวกับภูมิศาสตร สิ่งพิมพรัฐบาล อักขรานุกรมชีวประวัติ เปนตน
1.1.3 บทความทางวิชาการ คือ งานเขียนที่ใหความรูทางวิชาการ ซึ่งมักจะอยูในวาร
สารหรือนิตยสาร โดยใชการเขียนเปนระบบหลักเกณฑ เปนการเสนอขอมูลละเอียดลึกซึ้งในเรื่องใด
เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะมีการแสดงหลักฐานอางอิงขอมูลมาประกอบ เพื่อความนาเชื่อถือ อาจจะเปนผลมา
จากการคนควาวิเคราะหหรือวิจัยก็ได บทความแตละเรื่องจะเหมาะกับบุคคลแตละกลุมแตละวัย
(บุญยงค เกศเทศ อางใน ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และ นภาลัย สุวรรณธาดา,2547: 407) นอกจากนี้ผู
เขียนอาจสอดแทรกขอคิดเห็นหรือขอเสนอแนะเพิ่มเติมดวย
1.1.4 รายงานวิชาการ เปนผลของการศึกษาคนควาเฉพาะเรื่อง ในเชิงวิชาการจาก
เอกสารหรือแหลงขอมูลตางๆ ทําใหผูอานไดรับความรูกวางขวางยิ่งขึ้น
1.1.5 งานวิจัย คือ รายงานการศึกษาคนควาที่มีการรวบรวมขอมูลโดยการหาคําตอบ
จากสิ่งที่สงสัย มีการรวบรวมขอมูลจากการศึกษาคนควาเอกสาร ใชการสัมภาษณ การทดลอง การเก็บ
ขอมูลภาคสนาม แลวนําขอมูลมาวิเคราะหอยางเปนระบบ นําเสนอขอมูลอยางเปนขั้นตอน
1.2 แนวทางการอานเอกสารทางวิชาการ การอานเอกสารทางวิชาการเปนการแสวงหา
ความรูและประสบการณ ที่ผูอานจะไดรับจากตํารา บทความ สิ่งพิมพตาง ๆ และนําขอมูลไปใชในการ
อางอิงตาง ๆ จะตองมีการพิจารณาขอมูล ในขั้นตนควรปฏิบัติดังนี้
90
1.2.1 เริ่มจากการเลือกหนังสือ จะพิจารณาจากชื่อผูแตงเปนผูมีประสบการณ
เพียงพอกับการเขียนหนังสือเลมนี้หรือไม สํานักพิมพเปนที่นาเชื่อถือหรือไม ปที่พิมพบอกถึง ความทันสมัย
ของหนังสือ นั่นยอมมีผลตอความทันสมัยของเนื้อหาภายในเลม ชื่อเรื่องและสารบัญมีเนื้อหาตรงตาม
ความตองการหรือไม นอกจากนี้ยังอาจดูที่บรรณานุกรม เพื่อดูวา ขอมูลมีการคนความาจากที่ใดบาง
ที่สําคัญผูอานควรอานในสวนคํานํากอนที่จะอานรายละเอียดของเนื้อหา เพราะจะทําใหผูอานไดทราบ
เนื้อหาโดยสังเขป
- พิจารณารายละเอียดของหนังสือ ในเรื่องนี้สุพรรณี วราทร (2545: 81 – 85)
กลาวถึงทักษะในการอานหนังสือทางวิชาการโดยสรุปไววา ตํารา เอกสาร หนังสือวิชาการสวนใหญใช
ในการศึกษาคนควา เพื่อใหไดขอเท็จจริงไดความรู ความคิด ผูอานจะตองอานเพื่อใหไดความคิดหลัก
และรายละเอียด การอานเอกสารทางวิชาการทุกชนิดตองมีจุดมุงหมายที่แนนอนตองทําสิ่งใดบางใน
ขณะอาน เชน ตองการทบทวนตองการการทองจํา ดังนั้นสิ่งที่ควรกระทํามีดังนี้
สํารวจหนังสือ เพื่อทําความรูจักหนังสือกอนจะลงมืออาน โดยพิจารณา
จากสวน ตางๆ ของหนังสือ เพื่อใหรูขอบเขตของหนังสือ การจัดลําดับของเนื้อหา แนวความคิด
และสาระสําคัญของเรื่อง ขอมูลเหลานี้จะเปนพื้นฐานใหแกผูอาน
ผูแตง ผูแตงที่นาเชื่อถือ คือ ผูที่มีความรู มีความเชี่ยวชาญ
หรือ มีประสบการณในการเขียนเรื่องนั้นเปนอยางดี สิ่งที่แสดงความนาเชื่อถือคือ คุณวุฒิ ตําแหนง
หนาที่ และผลงานที่เผยแพรเปนงานเขียนตางๆ
การอางอิงและบรรณานุกรม หนังสือทางวิชาการที่ดีตองมีการอางอิงราย
ชื่อหนังสือ ที่นํามาคนควา โดยอาจเขียนเปนบรรณานุกรมทายเลม
สํานักพิมพ ในการจัดพิมพหนังสือทางวิชาการสํานักพิมพแตละแหงจะมี
ชื่อเสียงและมีประสบการณในการจัดพิมพหนังสือแตกตางกัน เชน ราชบัณฑิตยสถานจะพิมพหนังสือ
อางอิงหลายเลม และเปนมาตรฐานในการนําไปใชตอไป
การตั้งคําถาม การอานหนังสือวิชาการ ควรตั้งคําถามเกี่ยวกับประเด็นที่
ตองการรู กอนเริ่มการอาน เพื่อจะไดตั้งใจอานใหไดคําตอบตามที่ตองการ
การอานเนื้อเรื่อง ซึ่งเปนสวนสําคัญที่สุด หนังสือวิชาการจะแยกเรื่องเปน
บท ๆ เนื้อหาแตละบทจะมีความสัมพันธกัน เมื่อลงมืออานผูอานจะตองมีสมาธิ และมีวิจารณญาณ
เพื่อรับรู ทําความเขาใจ พิจารณาความถูกตอง และความทันสมัยของขอมูล และในขณะที่อานหนังสือ
อาจทําเครื่องหมายกํากับ ใชปากกาสีเนนขอความประเด็นสําคัญ ๆ เพื่อกลับมาทบทวนไดในครั้งตอไป
91
1.3 การบันทึกความจํา เนื่องจากสารที่อานใหความรู และมีประโยชนตอผูอานสวนที่เปน
ตําราตองใชการจําใหมาก ถนอมวงศ ล้ํายอดมรรคผล (2544: 33 - 39) ไดเสนอวิธีชวยใหมีความจําไดดี
และมีรายละเอียดดังนี้
1. ทําเครื่องหมาย ในการอานเมื่อพบขอความที่มีความสําคัญ มีคําสําคัญ หรือมีคํา
กุญแจ ซึ่งหมายถึงคําที่มีความสําคัญกลาวซ้ํา ๆ ในยอหนานั้นหลาย ๆ ครั้ง เชน คําจํากัดความเชื่อ
บุคคล
2. การทําบันทึกสรุปแนวคิดหลัก เมื่ออานแลวเกิดความเขาใจ ควรทําบันทึก เพื่อสรุป
สาระสําคัญของแตละยอหนาหรือแตละบทรวมถึงความคิดเห็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวของหากเปนสูตรทาง
คณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตร การทําบันทึกไวจะชวยในการจดจําไดดีมาก
3. การสรางแผนภูมิ เปนวิธีการบันทึกแบบสรุปที่สั้นที่สุด แตครอบคลุมเนื้อหาได
มากที่สุด ซึ่งจะชวยฝกการคิดใหเปนระบบ และทําใหผูอานมองเห็นความสัมพันธของเรื่องทั้งหมด
โดยประเด็นยอยจะตองสัมพันธกับประเด็นหลักโดยตรง โดยอาจทําเปนแผนภูมิเพื่อความเขาใจ
1.4 การจดบันทึกขอมูล การจดบันทึกการอานเปนสิ่งที่มีประโยชนอยางยิ่งเพราะจะชวย
ในการจดจําใชประโยชนในการเก็บขอมูลเพื่อคนควาตอไป กระดาษที่ใชในการบันทึกควรเปนบัตรสีขาว
ขนาด 3x5 นิ้ว หรือ 6x8 นิ้ว ในการจดบันทึกควรเขียนชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ ชื่อของสํานักพิมพ ปที่พิมพ
หนาของหนังสือที่อางอิงขอมูล วิธีการจดบันทึกมี 3 แบบ ดังนี้
1.4.1 บันทึกแบบคัดลอก คือ การคัดลอกขอความจากสวนใดสวนหนึ่งของหนังสือ
โดยจะตองคัดลอกทุกตัวอักษร และใสเครื่องหมายอัญประกาศที่ขอความ ขอความที่คัดลอกจึงมักจะ
เปนขอความที่สําคัญ เปนการใหนิยามของคํา คําจํากัดความ สูตรทางคณิตศาสตร บทประพันธ ดัง
นั้นสิ่งที่ผูคัดลอกควรระวังคือ จะตองคัดลอกใหครบทุกตัวอักษร
1.4.2 บันทึกแบบยอ คือ การจดบันทึกขอมูลโดยสรุป บันทึกเฉพาะในสวนที่เปน
สาระสําคัญ ผูบันทึกจึงตองมีทักษะในการอานแลวสรุปขอมูลได
1.4.3 บันทึกแบบวิจารณ คือ การบันทึกความคิดเห็นของตนที่มีตอขอเขียนโดยใน
ตอนตนจะเปนการบันทึกแบบคัดลอก หรือการบันทึกยอ ตอจากนั้นจึงบันทึกความคิดเห็นของตนลงไป
การบันทึกความคิดเห็นหรือการวิจารณจะมีประโยชนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง เมื่อเคยอานเรื่องใด
เรื่องหนึ่งเปนเวลานาน ๆ อาจจะลืมความคิดเห็นของตนที่มีตอเรื่องนั้น ๆ การทําบันทึกแบบวิจารณจะ
ชวยเตือนความจําไดเปนอยางดี นอกจากนี้การบันทึกสิ่งที่อานที่เปนรูปภาพ หรือที่เปนขอมูลที่มี
ขนาดใหญ อาจจะใชการถายสําเนา หรือการสแกนภาพดวยเครื่องสแกน แลวจัดเก็บขอมูลใน ซีดีรอม
(CD-ROM)
92
โปรดพิจารณาการจดบันทึกขอมูล ดังตัวอยางตอไปนี้
ตัวอยางที่ 8
จากตัวอยาง เปนบทความกึ่งวิชาการที่ใหขอมูลทางวิทยาศาสตรในเรื่องใบไมสีทอง ผู
อานสามารถนํามาจดบันทึกเปนบันทึกแบบคัดลอก บันทึกแบบยอ และบันทึกแบบวิจารณไดดังตัว
อยางตอไปนี้
ที่มา (กินรี, 2549: 46 )
93
ตัวอยาง บันทึกแบบคัดลอก
ตัวอยาง บันทึกแบบยอ และบันทึกแบบวิจารณ
บันทึก
แบบยอ
บันทึก
แบบวิจารณ
ใบไมสีทอง .กินรี. กันยายน 2549, หนา 46.
ใบไมสีทองเปนพืชในตระกูล Fabales วงศ Leguminosae
สกุล Bauhinia ชื่อทางวิทยาศาสตรคือ Bauhinia aureifolia
K.Larsen S.S. Larsen ชาวบานทองถิ่นรูจักกันดีใน ชื่อ “ยานดาโอะ”
เปนไมเนื้อเถาเนื้อแข็งขนาดใหญ ใบเดี่ยว สวนปลายใบหยักเวาเปน
แฉกลึก 2 แฉก โคนใบเวาหยักเปนรูปหัวใจ ลักษณะคลายกับใบ
กาหลงหรือชงคา แตขนาดใหญกวา ไมงามชนิดนี้เปน ของดีประจํา
จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากพบไดแคในปาบนเทือกเขาบูโด วนอุทยาน
น้ําตกบาโจ อําเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แหงเดียวเทานั้น...
ใบไมสีทอง กินรี. กันยายน 2549, หนา 46.
คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทองคือ ใบสามารถเปลี่ยนไดถึง
3 สี ตอนแรกใบจะเปนสีนาค คือ มีสีชมพูเรื่อยๆ อีก 2 สัปดาห
จะเปลี่ยน เปนสีน้ําตาล และเขมขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นอีก 3 เดือน ใบไม
จะกลายเปนสีทอง และอีก 6-7 เดือนจะกลายเปนสีน้ําเงิน ใบที่สมบูรณ
จะมีขนาด 10 x 18 เซนติเมตร ขนาดใหญสุดประมาณ 25 เซนติเมตร
คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทอง คลายกับใบเมเปลในประเทศ
แถบยุโรป ที่เปลี่ยนสีเมื่อเวลาผานไป
94
2. การอานหนังสือพิมพ หนังสือพิมพ (Newspaper) เปนสิ่งพิมพประเภทหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ
หรือ 2 หนายก ไมเย็บสันกลาง มีเนื้อหาสําคัญคือ การนําเสนอขาว หรือเหตุการณสําคัญ นอกจากนั้น
ยังมีบทความแสดงความคิดเห็นที่เขียนอยูในรูปของคอลัมน ที่มุงแสดงความ คิดเห็นตอเหตุการณที่
กําลังอยูในความสนใจของประชาชน นอกจากนี้อาจใชคําวา “วรรณกรรมรีบเรง” หรือ “วรรณกรรมรายวัน”
เพราะการจัดทําหนังสือพิมพเพื่อนําเสนอขาวสารตองแขงกับเวลา โดยนําเสนอการวันตอวัน ซึ่งเรียกวา
“หนังสือพิมพรายวัน” นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพที่มุงเสนอขาวเฉพาะในแตละดาน เชน หนังสือพิมพ
ทางธุรกิจที่มุงเสนอขาวสาร บทความทางธุรกิจ หนังสือพิมพดาราที่มุงเสนอขาวเกี่ยวกับนักแสดงหรือ
ดารา หนังสือพิมพกีฬาที่มุงเสนอขาวกีฬา บทความกีฬา หนังสือพิมพเปนสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงตอ
สังคม สามารถที่จะโนมนาวใจผูอาน เกิดกระแสวิพากษวิจารณในเรื่องที่หนังสือพิมพนําเสนอ
2.1 เนื้อหาของหนังสือพิมพ ในหนังสือพิมพจะแบงเนื้อหาออกเปน 2 สวน คือ เนื้อหาของ
ขาวและเนื้อหาสวนแสดงความคิดเห็นโดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1.1 เนื้อหาประเภทขาว หัวใจของหนังสือพิมพ หรือเนื้อหาที่สําคัญที่สุดในหนังสือพิมพ
คือ ขาว ในการเสนอขาวจะอยูในหนาที่หนึ่ง ซึ่งในหนังสือพิมพแตละฉบับจะเสนอขาวที่แตกตางกัน
หรือใกลเคียงกันบางฉบับอาจจะนําเสนอ โดยเนนขาวชาวบานบางฉบับการเสนอขาวโดยเนนขาวการ
เมือง สวนขาวตางประเทศอาจจะอยูในหนาที่สอง นอกจากนี้ยังมีการจัดหนาเฉพาะสําหรับขาวสังคม
ขาวกีฬา ขาวเศรษฐกิจ และขาวบันเทิง
2.1.2 เนื้อหาประเภทคอลัมนแสดงความคิดเห็น นอกจากเนื้อหาในสวนที่เปนขาว
ในหนังสือพิมพยังมีสวนที่เปนการแสดงความคิดเห็นจากคอลัมนิสต หรือผูเขียนบทความที่ประจําอยู
ในคอลัมน สวนแสดงความคิดเห็นจึงแบงเปน 2 สวนคือ
- บทบรรณาธิการ เปนบทความที่บรรณาธิการเปนผูเขียนแสดงความคิดเห็น
หรือมอบหมายใหบุคคลในกองบรรณาธิการทําหนาที่เขียน โดยเลือกเหตุการณที่อยูในความสนใจของ
คนในสังคม นํามาวิพากษ วิจารณ แสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล บทบรรณาธิการจึงเปนสวน
ที่แสดงใหเห็นถึงแนวคิดและทิศทางของหนังสือพิมพที่มีตอเรื่องนั้น ๆ ลักษณะของการใชภาษาในบท
บรรณาธิการจะเปนภาษาราชการ คนทั่วไปจึงไมนิยมอาน บทบรรณาธิการจะเขียนในคอลัมนที่จะมี
ชื่อหนังสือพิมพ คําขวัญ อยูบนหัวคอลัมน สวนนํา
- บทความในคอลัมน (Column) เปนบทความที่ผูเขียนเขียนประจําในคอลัมน
เพื่อแสดงความคิดเห็นในเหตุการณที่เปนขาวอยูในหนังสือพิมพ รวมถึงการวิเคราะหขาวตาง ๆ การรับฟง
เรื่องราวรองทุกขของประชาชน ในบางครั้ง จะใชนามแฝงแทนชื่อจริง
95
2.1.3 เนื้อหาประเภทเกร็ดความรูและบริการ ในหนังสือพิมพจะมีเนื้อหาที่ให ความรู
ตาง ๆ แกผูอาน หนังสือพิมพ บางฉบับจะมีคอลัมนประจําที่ใหความรูแกผูอาน หรือมีหนาของหนังสือ
พิมพที่ใหความรูและบริการแกประชาชน โดยเฉพาะเกร็ดความรูที่หนังสือพิมพมักจะเสนอตอผูอาน ได
แก สุขภาพอนามัย วิทยาศาสตร ประวัติศาสตร อาหารการครัว การตอบปญหาชีวิต นอกจากนี้ใน
ฉบับเสาร – อาทิตย จะมีหนาพิเศษของเด็ก ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรูตาง ๆ เชน แนะนําหนังสือ
นาอาน การวาดภาพ การแขงขันตอบปญหา เปนตน
2.1.4 เนื้อหาประเภทบันเทิง เนื้อหาประเภทบันเทิงในหนังสือพิมพเปนสวนที่ผูอาน
บางคนใหความสนใจ เปนพิเศษ เชน ผูอานที่ชอบวงการบันเทิง จะสนใจอานขาวสังคมของดารา
เรื่องยอของภาพยนตร บทความวิจารณหนังสือ ขาวซุบซิบสังคมดารา ฯลฯ
2.1.5 เนื้อหาประเภทดึงดูดความสนใจและเบ็ดเตล็ด ในการอานหนังสือพิมพผูอาน
บางสวนสนใจที่จะอานบทละครที่กําลังฉายทางโทรทัศน คอลัมนตอบปญหาทางเพศ คอลัมนพยากรณ
โชคชะตาชีวิต เนื้อหาในสวนนี้เปนความสนใจเฉพาะตัวของผูอาน
2.2 การอานขาวในหนังสือพิมพ
2.2.1 เริ่มจากการอานพาดหัวขาว เพื่อใหรูวา ขาวที่จะอานตอไปเปนขาวใหญที่มี
ความสําคัญหรือไม และเปนเหตุการณเกี่ยวกับเรื่องใด
2.2.2 อานวรรคนํา ในสวนวรรคนําจะมีขอมูลสรุปสาระสําคัญไดวา ใครทําอะไรที่ไหน
เมื่อไหร อยางไร ทําไม จากนั้นจึงอานเนื้อขาว
2.2.3 ในขณะที่อานตองใหความสนใจในการอานอยางตั้งใจ เพื่อจดจําประเด็นสําคัญ
ของขาวสามารถนํามาแสดงความคิดเห็นไดตอไป
2.2.4 ควรอานหนังสือพิมพเปนประจํา และอานมากกวา 1 ฉบับ เพราะในการนําเสนอ
ขาวของหนังสือพิมพแตละฉบับอาจจะมีมุมมองแตกตางกัน ไมควรรีบสรุปหรือคลอยตามในทันที
ควรใชความคิดพิจารณาวิเคราะหใหถูกตองกอน
2.3 แนวทางการอานบทความและคอลัมนในหนังสือพิมพ เนื้อหาในหนังสือพิมพมีหลายสวน
นอกจากสวนที่เปนขาวแลว ยังมีบทความและคอลัมนประจําในหนังสือพิมพ ซึ่งจะเปนสวนที่ผูเขียนบท
ความนําเสนอความคิดเห็นผานขอเขียนบทความเปนคอลัมนประจําในหนาหนังสือพิมพ ผูเขียนอาจใช
นามแฝงหรือนามปากกา ในสวนที่เปนบทความสําคัญที่เขียนโดยกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ ซึ่ง
จะเรียกวา “บทนํา” หรือ “บทบรรณาธิการ” (Editorial) จะเปนบทความที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องใด
เรื่องหนึ่งอยางชัดเจน แสดงแนวคิดหรือโยบายของหนังสือพิมพตอเรื่องนั้นๆ โดยที่กองบรรณาธิการจะ
นําเอาประเด็นสําคัญในสถานการณบานเมืองขณะนั้นนํามาเขียนแสดงความคิดเห็น สวนบทความ
96
โดยนักเขียนทั่วไปจะปรากฏอยูในคอลัมนประจํา (Column) โดยจะเรียกวาผูเขียน “คอลัมนนิสต”
(Columnist)
การอานบทความในหนังสือพิมพ ผูอานที่ติดตามอานขาวเปนประจํา หรือให ความสนใจ
ในสถานการณบานเมืองจะเกิดความเขาใจไดงาย เพราะเรื่องที่นํามาเขียนมักจะเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ
ขาวที่เกิดขึ้นเปนสวนใหญ อยางไรก็ดีการแสดงความคิดเห็นของผูเขียนบทความ อาจจะไมใชสิ่งที่
เหมาะสมหรือถูกตองทั้งหมด ผูอานจะตองมีวิจารณญาณใครครวญหาเหตุผลไตรตรองจึงคอยตัดสิน
ใจ
3. การอานสารคดี ในปจจุบันงานเขียนสารคดีเปนงานเขียนที่มีผูอานใหความสนใจเปน
จํานวนมากเพราะเปนการอานที่ใหทั้งสาระความรู และความเพลิดเพลิน ทําใหตลาดหนังสือประเภท
สารคดีไดรับความนิยมจากผูอานเปนจํานวนมาก ความนาสนใจของงานสารคดี คือ การนําเสนอขอ
เท็จจริงของงานเขียน ผานลีลาการเขียนที่สนุกสนาน ชวนใหอาน และเปนประสบการณที่มีคุณคาตอ
ผูอานอยางยิ่ง
กัลยา ยวนมาลัย (2539: 51) ใหความหมายของคําวาสารคดี (Non – Fiction) ไววา “สารคดี”
หมายถึง หนังสือที่ผูเขียนมีจุดมุงหมายในการใหความรู สารประโยชนโดยสอดแทรกสวนที่เปน
ความบันเทิงไปดวย เพื่อไมใหหนังสือมีเนื้อหาหนักเกินไป ผูเขียนมีอิสระในการแสดงออก ดังนั้นสารคดี
จึงมีลักษณะที่คอนขางแตกตางกันในดานของรายละเอียด
สารคดีจึงเปนงานเขียนที่มีพื้นฐานแหงความจริง นําเสนอเหตุการณขอมูลที่เปนจริง ผูอานจะ
ไดรับความรู ขอเท็จจริง จนเกิดความเขาใจ ทําใหรูเรื่องราวนั้นๆ ไดดียิ่งขึ้นผูเขียนงานสารคดีจะใช
ศิลปะในการเขียนใหมีอรรถรส อานแลวสนุก ทําใหเรื่องราวนาสนใจและนาติดตาม หากพิจารณา
ความหมายของคําวา “สารคดี” ในภาษาอังกฤษจะมี 2 คํา คือ Non – Fiction ซึ่งหมายถึง งานเขียน
สารคดีขนาดยาว มีการจัดทําเปนรูปเลม เชน พ็อกเก็ตบุคสารคดีทองเที่ยวประเทศตาง ๆ ซึ่งมีรูปแบบ
วิธีเขียนแตกตางกัน โดยอาจจะเขียนเปนบันทึกการเดินทาง เขียนเปนบทความ เขียนเปนจดหมาย
หรือโปสการดเลาเรื่อง นอกจากนี้ยังมีสารคดีที่เปนเรื่องเลาในอดีต ที่เขียนจากบันทึกความทรงจําของ
คนที่มีชีวิตอยูในชวงเวลาขณะนั้นหรือเปนการบอกเลาสิ่งที่เกิดขึ้น ในอดีตแลวนํามาเรียบเรียงใหม
อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงสารคดีชีวประวัติ สารคดีอัตชีวประวัติ ผูอานสามารถเลือกอานไดตามความสนใจ
ในความหมายที่สองในภาษาอังกฤษจะใชคําวา Feature หมายถึง งานเขียนสารคดีที่เขียนอยูใน
หนังสือพิมพ นิตยสาร ถาเปนบทความที่นําเสนอในหนังสือพิมพ หรือนิตยสารจะใชคําวา
Feature Article
97
3.1 ประเภทสารคดี งานเขียนสารคดีแบงเปนประเภท 11 ประเภท ดังนี้
3.1.1 สารคดีชีวประวัติ งานเขียนบันทึกประวัติและพฤติกรรมของบุคคลสําคัญจะสะทอน
แนวคิดตลอดจนเหตุการณประวัติศาสตรที่นาสนใจและชวนติดตาม อาจเขียนเฉพาะดานดีหรือขอบก
พรองของเจาของประวัติ แตสวนมากมักเขียนในหลาย ๆ ดาน แตจะเนนใหเห็นคุณธรรมความดีของ
เจาของประวัติเปนหลัก
3.1.2 สารคดีเชิงวิทยาศาสตร งานเขียนเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร มีการใชศัพททาง
วิชาการ มีการวิเคราะห วิจัย มีขอมูลสถิติ เชิงอรรถ บรรณานุกรม แตจะเขียนใหอานงายตามกลุม
ผูอาน เชน สารคดีเกี่ยวกับสัตวใตทะเลสําหรับเด็กก็จะมีขอมูลเกี่ยวสัตวใตทะเล ใหความรูแกผูอาน
แตจะอานงายกวาหนังสือวิชาการ หรือตําราเรียนตาง ๆ
3.1.3 สารคดีเบื้องหลังขาว งานเขียนที่มีการหยิบยกเรื่องที่สําคัญที่เปนขาวในหนา
หนังสือพิมพนํามาวิเคราะหอยางละเอียดหาเหตุผลมาอธิบายใหเหตุการณกระจาง โดยมาก จะเปน
เรื่องราวสําคัญที่อยูชวงเวลาขณะนั้นและนําเสนอขอเท็จจริงใหม ๆ
3.1.4 สารคดีทองเที่ยว งานเขียนบันทึกเรื่องราวเหตุการณการเดินทาง ที่ไดมาจาก
ประสบการณในการเดินทางทองเที่ยวของผูเขียน โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหผูอานรูจักสถานที่นั้น ในดาน
ตาง ๆ เขาใจความเปนอยูของผูคน สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ประวัติศาสตร โบราณคดี
โดยมีศิลปะการใชภาษาที่เปนเขียนใหนาอาน ทําใหผูอานเกิดความเพลิดเพลิน สิ่งที่จําเปนสําหรับ
งานเขียนประเภทนี้คือ ภาพประกอบ ซึ่งชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งยังเปนการเชิญ
ชวนใหไปเที่ยวยังสถานที่ที่มีการเขียนถึง และยังชวยตอบสนองความตองการของคนบางกลุมที่ไมมี
โอกาสเดินทางไปในสถานที่แหงนั้น ในปจจุบันวิธีการเขียนสารคดีมีหลายแบบ เชน บันทึกเปนเรื่องราว
การเดินทาง เขียนเปนโปสการดบอกเลาเรื่องราว หรืออาจใชวิธีเขียนแบบผูกเปนเรื่องราว มีตัวละคร
ดําเนินเรื่อง มีรูปเลมสวยงาม
3.1.5 สารคดีจดหมายเหตุ งานเขียนที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันที่อาจ
เกี่ยวของกับหนวยงานนั้น ๆ เพื่อเก็บไวเปนหลักฐาน มักเปนเรื่องราชการจะบันทึกระหวางปฏิบัติงาน
สําคัญที่เกี่ยวของกับคนหมูมาก เพื่อเปนหลักฐานประกอบเรื่องราวตาง ๆ
3.1.6 สารคดีอนุทิน งานเขียนบันทึกเกี่ยวกับผูเขียนหรือเหตุการณที่เกิดขึ้น ในครอบครัว
สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนขอเท็จจริงในวงการธุรกิจ การคา วัฒนธรรม
3.1.7 บทความ แบงเปนประเภทตาง ๆ ดังนี้
- บทความบรรยาย เขียนเพื่อใหความรูในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางพื้นๆ เนนให
ทราบถึงประสบการณตาง ๆ ที่แปลกใหม
98
- บทความเชิงวิชาการ มุงใหความรู ประโยชนโดยตรง เปนงานเขียนแบบมี
แบบแผน ใชถอยคําประณีต ถูกตองตามขอเท็จจริง และมีหลักฐานอางอิง
- บทความแสดงความคิดเห็น มุงแสดงความคิดเห็นอาจสนับสนุนหรือคัด
คาน แสดงทัศนะสวนตัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใชภาษาใหเขาใจ
- บทความวิเคราะห เนนการวิเคราะห อาจมีการแยกแยะแจกแจงเรื่องใด
เรื่องหนึ่งอยางคอนขางละเอียดชัดเจน
- บทความเชิงวิจารณ มีวิธีการแตกตางตามลักษณะของสิ่งที่วิจารณ อาศัย
พื้นฐานจากขอเท็จจริงหรือกฎเกณฑบางประการโดยมีเหตุผลมาสนับสนุน
- บทความรายงาน การนําเอารายงานมานําเสนอเปนบทความ เชน การนํา
รายงานการวิจัยมาเสนอเปนบทความลงในวารสารทางวิชาการตางๆ
- บทความสัมภาษณ เขียนบันทึกถอยคําสัมภาษณ โดยเรียงใหม จัดลําดับ
ตามความสําคัญ แยกแยะประเด็นขอเท็จจริง และขอคิดเห็น
- บทความอธิบาย ชี้แจงขอมูลอยางละเอียดชัดเจน มีตัวอยางหรือภาพประกอบ
ที่เดนชัด
- บทความประเภทตํารา มุงใหสาระขอมูลที่เปนขอเท็จจริงสามารถพิสูจนได
- ความเรียงปกิณกะคดี มุงใหความรู ความคิดแกผูอาน โดยแทรก
ความเพลิดเพลิน มุงใหผูอานสนใจขอเขียนเปนสําคัญ มักนิยมใชความขัดแยงกับความเชื่อถือ
ของคนทั่วไปมานําเรื่อง บางครั้งอาจเขียนในลักษณะลอเลียน ชวนขัน เสียดสี หรือถากถาง อาจเรียก
ไดวา “สารคดีบันเทิงคดี”
- สารคดีรายงานพิเศษ หรือที่เรียกวา “สกูป” เปนสารคดีขนาดยาวอาศัย
การหาขอมูลเปนระบบ โดยผูเขียนสารคดีตองไปสืบคนขอมูลดวยวิธีการตาง ๆ ดวยตนเอง และนํา
เรื่องราวนั้นมาเรียบเรียงใหนาอาน และมักจะเปนขอมูลที่ที่คนในสังคมใหความสนใจ การอานสารคดี
รายงานพิเศษจึงชวยทําใหผูอานมีความรูในเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น
- สารคดีบทวิจารณ เชน สารคดีบทวิจารณหนังสือ บทวิจารณตัวละคร
บทวิจารณภาพยนตร บทวิจารณวรรณคดี ฯลฯ โดยกอนเขียนตองคํานึงถึงขอมูลและความรูใน
เรื่องที่จะเขียนวิจารณ โดยชี้ใหเห็นทั้งจุดเดนและจุดดอย มุงเนนความคิดอันแหลมคม ที่ผูเขียนสอด
แทรกและความสมเหตุสมผลที่ยกมาสนับสนุนแนวความคิดของตน
- งานเขียนแนะนําหนังสือ แตกตางจากสารคดีบทวิจารณ ตรงที่งานเขียน
ชนิดนี้มักเปนการนําเสนอเฉพาะในสวนดีของหนังสือมาเขียน พรอมทั้งเสนอเรื่องยอ ตัวอยาง รูปแบบ
และราคา
99
3.2 จุดมุงหมายในการอานสารคดี เนื่องจากสารคดีเปนขอเขียนเพื่อใหผูอานไดรับประโยชน
คือ ความรู ความคิด ดังนั้นจุดมุงหมายในการอานสารคดีจึงอยูที่การรับสารประโยชน อันไดแก ความรู
และความคิด ฉัตรา บุนนาค สุวรรณี อุดมผล และวรรณี พุทธเจริญทอง (อางใน กัลยา ยวนมาลัย
2539: 52-54) ไดแยกจุดมุงหมายของการอานสารคดีไวโดยสรุป ดังนี้
3.2.1 อานเพื่อเก็บใจความสําคัญ
วิธีเก็บใจความสําคัญหรือยอความจากสารคดี ผูอานมีแนวทางปฏิบัติไดโดย
การตัดสวนตาง ๆ ที่ไมสําคัญในเนื้อเรื่องออก ไดแก
- ตัวอยางประกอบ
- สวนขยาย ไดแก รายละเอียด คําอธิบายเรื่อง และการเปรียบเทียบตางๆ
- โวหารตาง ๆ สํานวนที่หรูหรา และคําศัพท
- ตัวเลข สถิติตาง ๆ (ยกเวนในกรณีที่ตองการผลทางตัวเลข)
- ยอหนาพิเศษบางยอหนา เชน ยอหนาคํานํา ยอหนาเชื่อมความยอหนา
สงทาย
- คําถาม หรือคําพูด ของผูเขียนที่เปนสวนประกอบ
4. การอานบันเทิงคดี การอานหนังสือหรืองานเขียนที่ใหความสุข ความสนุก แกผูอานเปน
สําคัญซึ่งเปนจุดประสงคหนึ่งในการอาน ผูอานบางคนก็มีความตองการจะอานงานเขียนเหลานั้นซึ่ง
เรียกวา “บันเทิงคดี” การอานงานเขียนบันเทิงคดีจะทําใหผูอานพึงพอใจ และเปนจุดเริ่มตน ที่จะชวย
สรางนิสัยรักการอานใหเกิดแกเด็กและเยาวชน เพราะการอานหนังสือที่สนุกผูอานก็จะไดรับความสุข
จากอรรถรสในการอานตามไปดวย ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร (2540: 108) ใหความ
หมายของคําวา บันเทิงคดีไววา บันเทิงคดี (Fiction) คือ เรื่องสมมติที่คิดแตงขึ้นโดยผูแตงมุงใหความ
บันเทิงแกผูอานเปนหลัก และอาจแทรกขอคิด สารประโยชน ใหแกผูอาน เปนสิ่งรองลงมา บันเทิงคดี
เดิมเรียกวาเรื่องอานเลน และมักสะทอนภาพของยุคสมัยและสังคม ตามความคิดเห็นของผูเขียนไว
ดวย
4.1 ลักษณะของบันเทิงคดี เปลื้อง ณ นคร (อางใน สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน
2534: 65) กลาวโดยสรุปถึงลักษณะของบันเทิงคดีไววา
1. ใหความสนุกสนานเพลิดเพลิน
2. มีคติเตือนใจโดยจะตั้งใจหรือไมตั้งใจ
3. ใหความคิดริเริ่มสรางสรรค
4. สงเสริมคุณคาทางศีลธรรมจรรยา
5. มีศิลปะการใชถอยคํา สํานวน โวหาร
100
จากลักษณะของบันเทิงคดีขางตนจึงสรุปไดวา บันเทิงคดีคือหนังสือ หรืองานเขียนที่มีจุดมุง
หมายใหผูอานไดรับความสนุกสนาน เปนงานเขียนที่เขียนจากจินตนาการของผูแตง ซึ่งไมใชเรื่องจริง
นอกจากความสนุกที่ผูอานจะไดรับแลว บันเทิงคดียังแทรกแนวคิดที่เปนประโยชนตอผูอานอีกดวย
หนังสือที่เปนบันเทิงคดีไดแก นวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทละคร ทางโทรทัศน รวมถึงรอย
กรองที่ผูกเปนเรื่องในสมัยกอนก็จัดอยูในประเภทบันเทิงคดี เชน พระอภัยมณี สังขทอง เปนตน
4.2 ประเภทของบันเทิงคดี การแบงประเภทบันเทิงคดีสามารถแบงเปนประเภทตางๆ ได
หลายประเภท ไดแก เรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน นิยาย บทละครทางโทรทัศน รวมถึงบทรอยกรอง
ที่เขียนเปนบันเทิงคดี แบงเปนประเภทตางๆ 2 ประเภท ดังนี้
4.2.1 เรื่องสั้น (Shot Story) เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมที่คนนิยมอานกันโดยทั่วไป
ขนาดของเรื่องไมยาว ใชเวลาอานไมนาน อาจจะพิมพเปนแบบพ็อกเก็ตบุค สามารถพกพาไปในที่ตาง ๆ
ไดอยางสะดวกสบาย งานเขียนเรื่องสั้นจะชวยสะทอนความคิด การดําเนินชีวิตของคนในแตละยุคแตละ
สมัย ลักษณะที่สําคัญของเรื่องสั้นคือ เปนเรื่องที่มีขนาดสั้น มีจํานวนคําประมาณ 1,000 - 10,000 คํา
หรือประมาณ 5 – 8 หนากระดาษ A4 เรื่องสั้นบางเรื่องมีขนาดสั้น ประมาณ 1 หนากระดาษ A4
เรียกวา “เรื่องสั้น ขนาดสั้น” นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นขนาดยาว นําเสนอเปนตอนๆ อาจมีถึง 4 ตอนจบ
หรือมากกวานั้น
4.2.2 นวนิยาย (Novel) นวนิยาย คือ เรื่องแตงรอยแกวที่ประกอบดวยจินตนาการ
อันกวางไกล มีจุดมุงหมาย ใหความบันเทิงเปนสําคัญ และใหผูอานไดเขาใจชีวิตอยางกวางขวางขึ้น
ในการแตงนวนิยายผูแตงจะใชความสามารถแตงใหนวนิยายที่มีลักษณะสมจริงหรือเหมือนจริงมากที่สุด
และถึงที่สุดคือ เปนเรื่องที่มีเคามูลจริง เกิดขึ้นกับชีวิตของบุคคลจริง ๆ มาแลว โดยที่นักประพันธไดใช
คุณสมบัติของศิลปนนําเอาบางแงมุมของชีวิตเหลานั้น บวกเขากับกลวิธีแตงและลีลาในการประพันธ
จนสามารถทําใหผูอานสนุกเพลิดเพลินตามไปไดอยางสอดคลองเหมาะสม
4.3 แนวทางการอานเรื่องสั้นและนวนิยาย เรื่องสั้นเปนบันเทิงคดีที่คนทั่วไปนิยมอาน
ในยามวาง เนื่องจากไมเสียเวลาในการอานมาก เพราะรูปเลมมีขนาดบาง จํานวนหนานอย และเปน
การใชเวลาวางใหเปนประโยชน นอกจากนี้ เรื่องสั้นก็มีคุณคาอันเปนประโยชนแกผูอาน นอกจากจะ
ไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลินแลว ยังจะไดรับขอคิดที่มีประโยชนในการดําเนินชีวิตไดเพราะนักเขียน
แตละคนมักจะสอดแทรกประสบการณของตนไวในงานเขียนของตนเอง เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมประเภท
รอยแกว ที่อาศัยศิลปะและกลวิธีในการเขียน และเนื้อหาของเรื่องนั้นสะทอนจากชีวิตของคนในสังคม
และในการอานงานเขียนทั้งสองประเภทจึงมีแนวทางในการอานดังนี้
4.3.1 พิจารณาในงานเขียน โดยพิจารณาจากสิ่งตางๆ ดังตอไปนี้
101
4.3.2 เนื้อเรื่อง โครงเรื่อง แกนของเรื่องหรือแนวคิดของเรื่อง เมื่อผูอานไดอานเรื่องสั้น
หรือนวนิยายจบลง ควรจะสามารถเลาเรื่องยอได เรื่องนี้ มีกลวิธีในการดําเนินเรื่องอยางไร ผูเขียนตองการ
จะนําเสนอแนวคิดในเรื่องใด
4.3.3 วิเคราะหตัวละครมีลักษณะนิสัยอยางไร ตัวเอกคือใคร ตัวรองคือใครพฤติกรรม
ของตัวละครเปนอยางไร การกระทําของตัวละคร มีความสมจริงหรือไม และมีเหตุผลอยางไรที่ทําให
ตัวละครตัดสินใจแบบนั้น
4.3.4 ฉากและบรรยากาศมีความสมจริงหรือไม การบรรยายฉากเปนสิ่งสําคัญที่จะ
ชวยโนมนาวผูอานใหคลอยตาม และทําใหเกิดจินตนาการตามที่ผูเขียนตองการ
4.3.5 บทสนทนา ในการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายตองมีความสัมพันธเหมาะสมกับ
เพศ วัย อาชีพ สถานภาพของตัวละคร บทสนทนาที่ดีจะตองทําใหผูอานเขาใจบุคลิกลักษณะ และ
ความคิดของตัวละคร
4.3.6 ทัศนะของผูแตง ผูอานจะรับทราบทัศนะแนวคิดตางๆ ที่เปนปรัชญาของผูแตง
จากคําพูดของตัวละคร ขอคิดตาง ๆ จะทําใหผูอานนําไปพัฒนาตนเองในโอกาสตอไป
4.3.7 พิจารณาถึงประโยชนที่ผูอานจะไดรับจากการอาน เมื่ออานงานเขียนเรื่องสั้น
หรือนวนิยายจบลง ผูอานจะไดความรู แนวคิด หรือไดรับความบันเทิงอยางไร และแมวานวนิยายจะไม
ใชเรื่องจริง แตก็เขียนขึ้นจากความจริงในบางสวน ผูอานจะไดรับแงคิด มุมมองใหม ๆ ตลอดจนประสบ
การณจากงานเขียนเปนสิ่งที่จะเปนประโยชนและเปนประสบการณ แกผูอานตอไป
การอานเปนเครื่องมือสําคัญในการแสวงหาความรู ใหขอคิด ประสบการณ ทําใหมีทักษะใน
การพูด การเขียนดียิ่งขึ้น ในการพัฒนาเยาวชนตองปลูกฝงใหคนในชาติมีอุปนิสัยที่รักการอาน มีทักษะ
ในการอานที่ถูกตอง เรียนรูแนวทางในการอานใหประสบความสําเร็จ ซึ่งจะนําไปสูการพัฒนาศักยภาพ
ของผูอานในดานตางๆ ที่จะเปนประโยชนตอผูอานเอง และเปนประโยชนในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น
ในหนึ่งวันหากใครไดอานหนังสือ หรือไดอานสิ่งตางๆ แลว ยอมทําใหกระบวนการคิดพัฒนาไปไดรวด
เร็ว การอานจึงเปรียบเหมือนการสะสมความรูในธนาคารสมอง หากแตยิ่งใชยิ่งงอกเงย ซึ่งตรงกันขาม
กับ การฝากเงินไวในธนาคาร ยิ่งใชก็ยิ่งหมด เมื่อเปนเชนนี้เหตุใดเราไมอานสะสมความรูไว ในขณะนี้
เราอาจยังไมใช แตวันใดวันหนึ่ง จะสามารถหยิบ จับ เลือกใชไดอยางอัตโนมัติ ยิ่งอานมาก ยิ่งทําใหตน
เองมองเห็นสิ่งตางๆ แบบเชื่อมโยง หรือแบบบูรณาการ
การอานจึงไมใชเรื่องของการอานเฉพาะตําราเรียนอีกตอไป หากแตในโลกปจจุบัน ยิ่งอานมาก
ยิ่งไดเปรียบ หากไดอานชีวประวัติของผูที่ประสบความสําเร็จ จะพบวา บุคคลเหลานี้ไดแรงบันดาลใจ
102
มาจากการอาน เมื่อพวกเขาเปนที่รูจักของสาธารณชนแลว ก็ยังคงมีนิสัยรักการอานไมเปลี่ยนแปลง แต
เปนการอานเพื่อนํามาใชในการทํางาน หรือกลยุทธที่จะทําใหเกิดการสรางสิ่งใหมๆ หรือพัฒนาตนเอง
เพิ่มขึ้น อาจกลาวไดวา แตละวัยจะมีความสนใจเรื่องที่อานแตกตางกัน แตคงไมสําคัญเทากับการได
อานอยูเปนนิจ
เอกสารอางอิง
103
กัลยา ยวนมาลัย. 2539. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.
จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด
พับลิชชิ่ง .
เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน.
ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ :
ประกายพรึก.
ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม.
ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.
ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา.ใน
เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2.
นนทบุรี : ชวนพิมพ.
ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
ภาษาไทย 1. หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย.
ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.
นนทบุรี: ประชาชน.
นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่.
เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง.
นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย.
เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง.
พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ.
ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตสนามจันทร.
ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน
ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ :
ไทยวัฒนาพานิช.
104
ศิริพร ลิมตระการ. 2534. ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
การอานภาษาไทย. หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 .
กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ.
สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
โอเดียนสโตร.
สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท.
สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
---------------------------------------------
บทที่ 4
ศาสตรและศิลปะของการเขียน
การเขียนเปนการสื่อสารที่ถายทอดเพื่อแสดงออกซึ่งความรู อารมณ ความรูสึกนึกคิดของมนุษย
โดยผานสื่อสัญลักษณคือตัวอักษร และเครื่องหมายตาง ๆ เปนสื่อแทนเสียงพูดที่มีความคงทนและ
เปนหลักฐานอยูไดนานกวาการแสดงออกดวยการพูด ดังนั้น การเขียนจึงเปนทักษะการใชภาษาที่เปน
เรื่องราว เพื่อใหผูอานเขาใจตรงตามความมุงหมายของผูเขียน การเขียนจะประสบผลสําเร็จหรือไมก็
ขึ้นอยูกับผูเขียนวามีทักษะในการใชภาษาในการถายทอดไดดีเพียงใด
การสื่อสารดวยการเขียนจึงมีความสําคัญที่ผูเขียนจะสามารถถายทอดเรื่องราวเพื่อสื่อสารไป
ยังผูอานใหเกิดการรับรู เขาใจไดตรงตามวัตถุประสงคของผูเขียน
ความหมายของการเขียน
จารึก สงวนพงษ (2542: 5) ใหความหมายของการเขียนไววา “การเขียน” หมายถึง
การถายทอดความรูสึก ความคิด ความรู ประสบการณ จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษรไปสูผู
อาน
ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์ (2549: 149) กลาววา การเขียน คือ กระบวนการสื่อสารความคิด
ความรู ประสบการณ ความรูสึกและจินตนาการ โดยเรียบเรียงออกมาเปนถอยคํา การเขียนเปนเครื่อง
มือสื่อสารที่สําคัญ สามารถกลั่นกรองไดถูกตองสมบูรณไดมากกวาทักษะการใชภาษาอยางอื่น เพราะ
สามารถไตรตรองกอนลงมือเขียนได และหลังจากเขียนแลวยังสามารถแกไขได
สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (อางถึงใน จิตตนิภา ศรีไสย.2549: 146) กลาววา
การเขียน คือ การเรียบเรียงความรู ความคิด และประสบการณตาง ๆ ตลอดจนความรูสึกนึกคิด และ
จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษร ขอเขียนตาง ๆ จะมีเอกภาพมีความเปนตัวของตัวเองในดาน
ความคิด และการใชภาษามาเรียบเรียงออกมาเปนภาษาเขียนและสามารถใชภาษาไดอยางถูกตอง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546:203) ไดใหความหมายของคําวาเขียน
ไววา “ขีดใหเปนตัวหนังสือหรือเลข ขีดใหเปนเสนหรือรูปวาดตาง ๆ วาดแตงหนังสือ”
จากความหมายดังกลาว อาจสรุปไดวา การเขียน หมายถึง กระบวนการสื่อสารที่เปนการนํา
ความรู ความคิด ความรูสึก ประสบการณ จินตนาการ ถายทอดออกมาเปนลายลักษณอักษรจากผู
เขียนไปสูผูอาน
106
ความสําคัญของการเขียน
การเขียนมีความสําคัญตอมนุษยชาติ เปนวิธีการสื่อสารวิธีหนึ่งที่มีลักษณะแตกตางไปจาก
การสื่อสารดวยการพูด เพราะการเขียนเปนการสื่อสารที่เปนลายลักษณอักษร การสื่อแนวคิดหรือขอ
มูลทั้งหมดของผูเขียน ตองถายทอดออกมาโดยผานสัญลักษณ คืออักษรโดยไมมีสถานการณ เชน
การใชทาทางประกอบหรือไมมี การใชน้ําเสียงชวยในการสื่อสารดวย การเขียนจึงมีความสําคัญอยาง
ยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองมีความรูความเขาใจ เพื่อชวยใหการสื่อสารดวยการเขียนประสบความสําเร็จตาม
ความมุงหมาย ซึ่งสมพิศ คูศรีพิทักษ (2538:195) อวยพร พานิช (2534:29) และ สนิท ตั้งทวี
(2529:118) ไดกลาวถึงความสําคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสารสรุปไดดังนี้
1. การเขียนเปนสิ่งจําเปนสําหรับมนุษยทุกชาติ เนื่องจากการเขียนชวยใหการสื่อความหมาย
ไวชัดเจนขึ้น มีหลักฐานที่มั่นคง อางอิงได และตรวจสอบได
2. การเขียนเปนวิธีการสื่อสารที่ชวยใหมนุษยสามารถเก็บรักษาและถายทอดขาวสารตาง ๆ
ไปยังผูอื่นได โดยมิตองทําการติดตอสื่อสารดวยตนเองโดยตรง ชวยใหมนุษยบันทึกประวัติศาสตร
ศิลปะ ตลอดจนความรูทางวิชาการของตนเอง เพื่อใหบุคคลในยุคเดียวกัน และยุคอื่น ๆ ทราบ
3. การเขียนไมวาจะเปนรูป รอย สัญลักษณ ภาพแสดงความคิด ภาพแสดงความหมาย
หรือตัวหนังสือ ลวนเปนมรดกตกทอดทั้งสิ้น ซึ่งเปนการแสดงใหเห็นเอกลักษณของชาติ และมี
ความเปนอธิปไตยในชาติ ถือเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ
4. การเขียนเปนกุญแจของอนาคตของมนุษย เนื่องจากสิ่งที่ถูกบันทึกในอดีตและปจจุบัน
จะเปนพื้นฐานสําหรับการสรางสิ่งใหม ๆ ตอไป
5. การเขียนชวยผอนคลายความตึงเครียด สรางความบันเทิง ชวยสะทอนความคิด ทัศนคติ
และตัวอยางทางสังคม
6. การเขียนมีความสําคัญตอบุคคลทุกอาชีพ ไดแก นักเขียน นักการเมือง นักธุรกิจ และขา
ราชการ ตางก็มีความจําเปนที่ตองใหการเขียน หรือภาษาเขียน เพื่อดําเนินภารกิจดวยกันทั้งสิ้น
เมื่อการเขียนมีความสําคัญดังกลาวมาแลว เราจึงมีความจําเปนที่จะตองมีความรู
ความเขาใจเกี่ยวกับการเขียน ซึ่งเปนวิธีการสื่อสารประเภทหนึ่ง เพื่อใหเปนไปตามวัตถุประสงค
องคประกอบของการเขียน
ในการสรางงานเขียน ผูเขียนจะตองมีความเขาใจถึงองคประกอบของการเขียนจารึก สงวนพงษ
(2539: 9) ไดกลาวถึงองคประกอบของการเขียนเพื่อการสื่อสารไว 5 ประการ คือ
107
1. ผูเขียน (ผูสงสาร) หมายถึง ผูสงสารดวยการเขียนไปยังผูอาน (ผูรับสาร) โดยผานสื่อ
ตางๆ
2. สาร คือเนื้อหาสาระที่มีความหมายและเปนลายลักษณอักษร สารจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ
ผูเขียนเปนผูคิดขึ้นมาและตองการจะสงหรือถายทอดความคิดนั้นไปยังผูอาน (ผูรับสาร) ความสําคัญ
ของสารที่ถูกสงมาก็คือ การทําใหผูอาน (ผูรับสาร) เกิดปฏิกิริยาตอบสนองตามที่ผูเขียน (ผูสงสาร)
ตองกร
3. ชองทาง หรือ สื่อ หมายถึง ตัวกลาง หรือเครื่องมือที่จะนํา (สาร) จากผูเขียนไปยังผูอาน
ไดแก โทรเลข โทรสาร หนังสือพิมพ นิตยสาร และวารสาร เปนตน
4. ผูอาน (ผูรับสาร) หมายถึง ผูรับ ถอยคํา ขอความ หรือเรื่องราวตาง ๆ ที่สงมาจากผู
เขียน เพื่อตีความสารนั้น ๆ
5. ผลตอบสนอง หมายถึง ปฏิกิริยาตอบสนองของผูอาน (ผูรับสาร) เมื่อไดอานสารแลว
อาจจะเขาใจหรือไมเขาใจสารที่ผูเขียนเสนอมาก็ได หรืออาจมีอากัปกิริยาตาง ๆ เชน ชอบใจ สนุกสนาน
เบื่อหนาย เปนตน
จุดมุงหมายของการเขียน
การเขียนเปนสิ่งที่ผูเขียนตองการสื่อไปยังผูอาน ซึ่งจะตองมีจุดมุงหมายที่แนชัดวาตองการ
จะสื่ออะไร เพราะจะทําใหการเขียนนั้นอยูในกรอบแนวทางที่จะเขียนไดตรงประเด็น จุดมุงหมายของ
การเขียนอาจจําแนกได ดังนี้
1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรู ประสบการณ เปนการเขียน
เพื่อเลาเหตุการณหรือเรื่องราวตาง ๆ ที่ผูเขียนประสบพบเห็นมาใหผูอานทราบ การเขียนเพื่อเลาเรื่อง
สวนใหญจะใชการเขียนเลาเรื่องการทองเที่ยว เลาประวัติของสถานที่ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติ
ผูเขียน
สาร ชองทาง / สื่อ
ผลตอบสนอง
ผูอาน
108
การเขียนขาว และการเขียนสารคดีตาง ๆ ซึ่งผูเขียนจะเขียนโดยลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้นใหขอมูล
ที่ถูกตองตามความเปนจริง
2. การเขียนเพื่ออธิบาย เปนการเขียนเพื่อบอกวิธีทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อชี้แจงไขความตอบ
ปญหาความรู เชน การเขียนอธิบายขั้นตอนการทําอาหาร การทําสวนครัว การเขียนบทความวิชาการ
ตาง ๆ วิธีประดิษฐสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใชตาง ๆ การอธิบายขอธรรม และการอธิบายคําศัพท เปนตน
ผูเขียนจะตองลําดับขั้นตอน วิธีทําหรือคําอธิบายอยางดี ภาษาที่ใชจะตองเขาใจงาย มีความถูกตองชัด
เจน อาจอธิบายเปนขอ ๆ หรือแบงเปนยอหนายอย ๆ เพื่องายตอความเขาใจ และผูอานสามารถจด
จํางาย
3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เปนการเขียนที่ผูเขียนจะแสดงความคิดของตนไปสู
ผูอาน อาจเปนการแสดงความคิดเห็นอยางเดียว หรือเสนอแนะขอแนะนําตาง ๆ ขอคิด ขอเตือนใจ
หรือบทปลุกใจ เชน การเขียนบทความลงในหนังสือพิมพรายวันดานการเมือง เศรษฐกิจ การครองชีวิต
การเขียนบทวิจารณ การแนะนําหนังสือ เปนตน ผูเขียนตองใหขอคิดเห็นตามแนวคิดของตน และตองให
ขอเท็จจริงสมบูรณ โดยใหเหตุผลประกอบอยางชัดเจน
4. การเขียนเพื่อโนมนาวชักจูงใจ เปนการเขียนเพื่อชักจูงใจใหผูอานสนใจ ปลุกใจ
ปลอบประโลมหรือชักชวนใหทําหรือไมทําสิ่งใด ๆ เชน การเขียนบทความปลุกใจใหรักชาติ แนะแนว
การแกปญหาชีวิต การเขียนโฆษณา การเขียนคําขวัญ ทั้งนี้วิธีการเขียน ผูเขียนควรใชคํา หรือขอความ
ที่เขาใจงาย อาจเลนถอยคําสํานวนใชคําหรือขอความ เพื่อใหผูอานสนใจจํางาย
5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรูสึกนึกคิดจินตนาการ
ของผูเขียน ใหผูอานเห็นภาพตามผูเขียน ใหผูอานเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ
เชน การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร เปนตน การเขียนลักษณะนี้ผูเขียนจะตองรูจักเลือกสรรถอย
คํามาใช ภาษาจะตองประณีต งดงาม ใชคําที่มีความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง เพื่อกระทบใจผู
อานใหรูสึกคลอยตาม
การเขียนที่ดีนอกจากผูเขียนจะตองคํานึงถึงจุดมุงหมายของการเขียนแลว จะตองพิจารณา
อีกวา ผูอานหรือผูรับสารงานเขียนนั้นเปนใคร ทั้งนี้เพื่อผูเขียนจะไดเลือกสรรถอยคํา ภาษาสํานวน
ตลอดจนการนําเสนอขอมูลใหเหมาะสมกับเพศวัย ระดับความรู ประสบการณ และความสนใจของ
ผูอาน
109
รูปแบบในการเขียน
คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มปป.) ไดกลาวถึงรูปแบบในการเขียนอาจแบง
เปนประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภท คือ
1. รูปแบบรอยแกว เชน เรียงความ บทความ บันทึก จดหมาย รายงาน เปนตน การเขียน
ในรูปแบบรอยแกวนี้ ผูเขียนจะไมถูกจํากัดดวยลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ แตในการนําถอยคํา
มาเรียบเรียงใหเปนประโยคหรือเปนขอความนั้น จะอยูในแบบ (FORM) ที่กําหนดหรือตามความนิยม
2. รูปแบบรอยกรอง เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน เปนตน การเขียนในรูปแบบรอยกรองนี้
นอกจากผูเขียนจะตองมีศิลปะในการใชถอยคําแลว ยังตองนําคําเหลานั้นมาเรียบเรียงใหถูกตองตาม
กฎเกณฑของฉันทลักษณแตละชนิดอีกดวย
นอกจากนี้การแบงประเภทของงานเขียน อาจแบงแตกตางไปจากที่กลาวมาได เชน
1. การเขียนที่เปนแบบแผน ไดแก การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ การเขียนรายงาน
ทางวิชาการ การทําบันทึกทางวิชาการ การทํารายงานการประชุม การเขียนจดหมาย การยอความ
การถอดคําประพันธ
2. การเขียนที่ไมเปนแบบแผน ไดแก การทําบันทึกสวนตัว การจดคําบรรยาย การตอบขอ
สอบ การแนะนําหนังสือ การวิจารณวรรณกรรม การเขียนเรื่องสั้น การเขียนบทละครพูด
การเขียนเรื่องสําหรับเด็ก การเขียนสารคดี การเขียนโฆษณา
หรืออาจแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภท ตามองคประกอบของเนื้อหาเปนสําคัญได
อีกแบบหนึ่ง ดังนี้
1. ตําราวิชาการและบทความทางวิชาการ
2. สารคดี สาระบันเทิง
3. บันเทิงคดี
110
การแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภทนี้ ดูองคประกอบของเนื้อหาเปนหลัก ดังนี้
ประเภทงานเขียน องคประกอบสําคัญ
1. ตํารา บทความทางวิชาการ 1. ความรู (fact, knowledge)
2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion)
2. สารคดี สารบันเทิง 1. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion)
2. ความรู (fact, knowledge)
3. จินตนาการ (imagination)
3. บันเทิงคดี นวนิยาย เรื่องสั้น ฯลฯ 1. จินตนาการ (imagination)
2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion)
บางครั้งอาจแบงงานเขียนตามจุดมุงหมายก็ได ซึ่งสุดแตใครจะใชเกณฑใดในการแบง
หลักเบื้องตนในการเขียน
การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู ความคิด และความรักในงานเขียน ซึ่งไมใชเรื่องงายที่
ใคร ๆ จะทําได แนวการเขียนไมมีหลักตามตัวเหมือนสูตรคณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตรแตก็เปนศาสตร
(Science) แขนงหนึ่ง เพราะแนวทางในการเขียนสามารถกําหนดและระบุหลักเกณฑหรือองคประกอบ
ใหยึดถือปฏิบัติไดอยางชัดเจนที่ตองอาศัยหลักการเขียนทั่วไป เปนพื้นฐาน ของการเขียน ในการเขียน
ตาง ๆ การเขียนจึงเปนทั้งศาสตรและศิลป เพราะผูเขียนตองมีความรูเกี่ยวกับการใชคํา ความหมาย
ของคํา รูจักการผูกประโยค รูจักสํานวนโวหารและวิธีการเขียนยอหนาเปนอยางดี ตลอดจนสามารถ
เลือกสรรมาใชไดอยางเหมาะสม ใหการสื่อสารมีความชัดเจน นาสนใจ ผูเขียนจึงตองมีความรูดังตอไป
นี้
1. การเลือกสรรคํามาใช หมายถึง การเลือกถอยคําที่จะนํามาใชในงานเขียนใหถูกตองชัด
เจน ไมมีความกํากวม หรือมีความหมายหลายอยาง หลีกเลี่ยงการใชศัพทยาก คําไมสุภาพ คําสแลง
ภาษาถิ่น ภาษาตางประเทศ (ในกรณีที่มีศัพทบัญญัติภาษาไทยแลว) ฯ นอกจากนี้ยังตองใชถอยคําที่
ถูกตองตามระเบียบนิยมดวย เชน ใชคําที่เปนภาษาเขียน คําสุภาพ คําที่ถูกตองตามหลักภาษา
ตรงตามความหมาย เหมาะสมกับระดับของภาษา ระดับบุคคล และใชคําที่ชัดเจน เปนตน
1.1 การใชคําใหตรงกับความหมาย เชน
จําเลยยังยอมที่จะ (ชดใช, ทดแทน, ชดเชย) คาเสียหายแกโจทกในกรณีอุบัติเหตุ
ครั้งนี้
111
เขาเปนคนดีที่รูจัก (ชดใช, ทดแทน, ชดเชย) บุญคุณของบุพการี
“ชดใช” แปลวา ใหทดแทนสิ่งที่ใชหรือเสียไป
“ทดแทน” แปลวา ตอบแทน
“ชดเชย” แปลวา เพิ่มเติมหรือใชแทนที่เสียไป คําที่อยูในวงเล็บตองเลือกใชใหตรง
กับความหมาย
1.2 ใชคําที่เปนภาษาเขียน เชน
เขาชอบขับรถซิ่ง จนเกิดอุบัติเหตุบอยครั้ง (เร็ว)
วันหยุดสุดสัปดาห เขาจะไมไปไหน เพราะชอบนอนอุตุ (นอนมาก)
คําที่ขีดเสนใตในขอความขางตนเปนภาษาพูด ตองแกไปใหเปนภาษาเขียนแทน
1.3 ใชคําสุภาพ คือ ไมใชคําหยาม คําสแลง หรือภาษาถิ่น เพราะจะเขาใจเฉพาะกลุม
เทานั้น เชน
รัฐบาลคณะนี้ประกาศตนวาเปนรัฐบาลที่มีความโปรงใส (เปดเผย)
คุณแมของเธอไมใหเดินทางไปรวมกิจกรรมกับพวกเราชิมิ (ใชไหม)
เธอจะไปแลหนังเรื่องนี้กับฉันไหม? (ชมภาพยนตร)
1.4 ใชคําที่เปนคําไทย ผูเขียนไมควรใชคําภาษาตางประเทศในงานเขียน (กรณีที่มีศัพท
บัญญัติภาษาไทยใช) ยกเวนวาคํานั้นไมมีคําภาษาไทยใชหรือคํานั้นใชทับศัพทจนเปนที่ยอมรับแลว เชน
สํานักงานของเขาติดตั้งแอรทุกหอง เพื่อความสุขสบายของพนักงาน (เครื่องปรับ
อากาศ)
บนถนนวิภาวดี-รังสิต มักมีกลุมวัยรุนขับรถมอเตอรไซคมาก (รถจักรยานยนต)
1.5 ใชคําใหถูกตองตามหลักภาษา อาทิ การใชคําบุพบท คําสันธาน คําลักษณนาม
การใชคําราชาศัพท เปนตน เชน
คณบดีถวายภัตตาอาหารแกพระภิกษุสงฆ (แด)
รองอธิการบดีฝายวิเทศสัมพันธมอบของที่ระลึกแดนักศึกษาชาวจีน (แก)
เจาอาวาสวัดนี้ กําลังปวยอยู จึงนอนในตอนบาย (อาพาธ, จําวัด)
1.6 ใชคําใหชัดเจน ไมกํากวม ความไมชัดเจนอาจเกิดจากการใชคํานอยไป หรือใชคํายอ
การตัดคําในประโยค เชน
เรียนวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร อาจารยใหทํากิจกรรมโครงการจิตอาสาที่ ต.จ.ว.
หรือ ก.ท.ม. ก็ได ส.บ.ม.ย.ห. (ตางจังหวัด, กรุงเทพมหานคร, สบายมากอยาหวง)
112
1.7 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับบุคคล ผูเขียนจะตองคํานึงถึงฐานะของสังคมของผูที่
กลาวถึงดวย ทั้งตําแหนงหนาที่ อายุ เพศ และจะเขียนถึงในโอกาสใด เชน
ผมขอขอบใจอาจารยมากที่กรุณาใหความอนุเคราะหในครั้งนี้ (ขอบคุณ)
1.8 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับของภาษา ผูเขียนจะตองใชระดับภาษาใหเหมาะสมกับ
งานเขียน ไดแก การใชภาษาปาก ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาแบบแผน เชน
อาทิตยหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่แปดริ้ว (ภาษาปาก)
สัปดาหหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่ฉะเชิงเทรา
(ภาษากึ่งแบบแผน)
ในสัปดาหตอไปคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
(ภาษาแบบแผน)
1.9 การใชสะกดการันตใหถูกตองตามรูปคํา มิฉะนั้นอาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลงไป
หรืออาจจะไมเขาใจความหมายก็ได เชน
กาน – ตัดเพื่อใหแตกใหม
การ – กิจ, งาน, หนาที่
กาล – เวลา, คราว, ครั้ง
กาฬ – คํา
การณ – เหตุ, เคา, มูล
กานต – เปนที่รัก
กันดาร – ลําบาก, อัตคัด
กันดาล – กลาง
กานท – บทกลอน
กาญจน – ทอง
เกษียน – ขอความที่เขียนแทรก แผลงมาจากเขียน
เกษียร – น้ํานม เชน เกษียรสมุทร – ทะเลน้ํานม
โจทย – คําถาม เชน โจทยเลข
โจทก – ผูฟอง เชน เขาเปนโจทกไมใชจําเลย
โจษ – กลาว, แพรไป เชน โจษจัน เปนตน
113
2. การผูกประโยค ประโยค คือ กลุมคําที่นํามาเรียงใหไดใจความสมบูรณ สามารถถาย
ทอดความรูสึกความคิดของผูเขียนได การผูกประโยคหมายถึง การนําคําตาง ๆ มาเรียงตอกันเขาให
ไดความหมายชัดเจน ประโยคที่สื่อความไดชัดเจนมีหลักเกณฑดังนี้
2.1 การเขียนประโยคใหถูกตองตามหลักภาษาไทย ซึ่งจะตองเรียงลําดับคําในประโยค
ใหถูกตอง ทั้งนี้แบงไดอยางกวาง ๆ 2 ประเภท คือ
2.1.1 ประโยคความเดียว คือประโยคที่แสดงขอความที่มีสวนประกอบคือหนวย
ประธานและหนวยกริยา ถาในหนวยกริยาเปนกริยาที่ตองมีกรรมก็ตองมีกรรมอยูทายประโยค เชน
- นกบิน
- ฉันสวมรองเทา
2.1.2 ประโยคซับซอน คือ ประโยคที่แสดงขอความมากกวาหนึ่งขอความในประโยค
อาจประกอบดวยประโยคความเดียวหลายประโยคมารวมกัน โดยมีคําเชื่อมใหประโยคเหลานั้นตอเนื่องกัน
เชน
- วีรภัทร และณัฐยาไปเที่ยวภูเก็ตดวยกัน
- รัฐบาลคณะนี้ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนขาราชการ เพราะปจจุบันคา
ครองชีพสูงขึ้น
2.2 การเขียนประโยคใหไดใจความชัดเจน ผูเขียนตองใชคําใหถูกตอง ครบความ ไมควร
ตัดคําหรือใชคําที่ผูอานไมทราบความหมาย การเขียนประโยคใหชัดเจน สามารถทําไดโดยการเขียนคํา
ขยายเพิ่มในประโยค เชน
- เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สิ้น
สมปฤดีทันที
(ควรแกเปน) - เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สลบ
ทันที
- เขาไมไปโรงเรียนเพราะตาเจ็บ ตาเจ็บ อาจหมายถึง
(1) พอของแมไมสบาย (2) นัยนตาของเขาอักเสบ
ดังนั้นควรใชคําเฉพาะลงไปอีก เชน ในความหมายที่ 1 ควรแกเปน
- เขาไมไปโรงเรียนเพราะคุณตาของเขาปวย
ในความหมายที่ 2 ควรแกเปน
- เขาไมไปโรงเรียนเพราะนัยนตาของเขาอักเสบ
114
2.3 การเขียนเรียงบทสําคัญของประโยคใหถูกตอง ประธาน กริยา และกรรมตามลําดับ
ถาประโยคที่มีคําขยาย คําขยายมักจะอยูหลังคําที่ถูกขยาย หากเรียงประโยคไมถูกตอง ความหมาย
อาจเปลี่ยนไป และประโยคอาจไมสละสลวย เชน
- เขายังไมเชื่องบประมาณวามีไมเพียงพอ
(ควรแกเปน) - เขายังไมเชื่อวางบประมาณมีไมเพียงพอ หรือ
- เขายังไมเชื่อวามีงบประมาณไมเพียงพอ
- นักเรียนตองสวมรองเทาหุมสนหนัง
(ควรแกเปน) - นักเรียนตองสวมรองเทาหนังหุมสน
- จําเลยถูกตัดสินจากผูพิพากษาจําคุก 8 ปที่ศาลอาญา
(ควรแกเปน) - ที่ศาลอาญา ผูพิพากษาตัดสินจําคุกจําเลย 8 ป
2.4 การเขียนประโยคใหกะทัดรัด ผูเขียนตองใชคํานอยแตกินความมาก ไมขยายความ
โดยไมจําเปนหรือใชคําฟุมเฟอย และรูจักการนําสํานวนพังเพย สุภาษิตมาใช เชน
- พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปนหัวใจของพระพุทธศาสนา
(ควรใช พระรัตนตรัย แทนคําวา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ )
- ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู และเฝา
คอยหวงใยอยูหาง ๆ แมจะไมมีหวังก็ตาม
(ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู เหมือนมดแดง
แฝงพวงมะมวงงอม)
2.5 การเขียนประโยคใหเปนรูปประโยคภาษาไทย เพราะปจจุบันมีการใชสํานวนตาง
ประเทศ (เขียนโครงสรางเหมือนประโยคภาษาอังกฤษ) ตัวอยางประโยค เชน
- นักศึกษาภายใตการนําของนายกสโมสรนักศึกษาเดินทางไปพัฒนา
ชนบททุกป
(ควรแกเปน) - นายกสโมสรนักศึกษานํานักศึกษาเดินทางไปพัฒนาชนบททุกป
- มันเปนหนาที่ของนักเรียนที่จะศึกษาหาความรู
(ควรแกเปน) - นักเรียนมีหนาที่ศึกษาหาความรู
- ระหวางรอคอยการติดของกระดูก แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ
(ควรแกเปน) - ระหวางรอใหกระดูกติดกัน แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ
- งานนี้จะสําเร็จหรือไมขึ้นอยูกับพวกเราทุกคน
(ควรแกเปน) - งานนี้จะสําเร็จหรือไมก็แลวแตพวกเราทุกคน
- บี้ เดอะสตาร มาในเพลง จังหวะหัวใจ
(ควรแกเปน) - บี้ เดอะสตาร จะรองเพลง จังหวะหัวใจ
115
2.6 เขียนประโยคใหมีเอกภาพและสัมพันธภาพ ผูเขียนตองเขียนประโยคใหมีใจความ
เปนไปในทางเดียวกัน และมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ถาประโยคมีใจความไมสัมพันธกันก็ควรแยก
ออกเปนคนละขอความ เชน
- พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษา และพวกเขาชอบอานหนังสือ
(ควรแกเปน) - พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษาและขยันเรียน
- ถาบอกฉันวาตองการพบ ฉันจะออกนอกบาน
(ควรแกเปน) - ถาตองการพบฉันจะไปพบทันที
2.7 เขียนประโยคเวนวรรคใหถูกตอง การเขียนประโยคแตละประโยค เมื่อจบความจะตอง
เวนวรรค หรือถาประโยคที่มีขอความยาวๆ ก็ควรเวนวรรค ถาไมเวนวรรคผูอานก็จะตองแบงขอความเอง
ซึ่งอาจจะทําใหความหมายผิดไปจากที่ผูเขียนตองการก็ได เชน
- ยานี้ดี กินแลวแข็ง แรงไมมี โรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน
(ควรแกเปน) - ยานี้ดี กินแลวแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน
- พอคาขายไกตายในฟารม
(ควรแกเปน) - พอคาขายไก ตายในฟารม
- พอคาขายไกตาย ในฟารม
3. การเขียนยอหนา (อนุเฉท) โปรแกรมวิชาภาษาไทย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต(2542 :75-78)
ไดกลาวถึง การเขียนยอหนาหรืออนุเฉท คือ ความเรียงสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งรวมประโยคหลาย ๆ ประโยค
ที่มีขอความมุงสูจุดเดียว หรือยอหนาคือ ขอความตอนหนึ่ง ๆ ที่เปนสวนประกอบของเรื่องใหญใน
ความเรียงเรื่องนั้น ๆ การแบงยอหนา เปนการจัดลําดับเรื่องราว หรือความคิดของความเรียงนั้น ๆ
ใหมีเนื้อความตอเนื่องกันทั้งเรื่อง การแบงยอหนา นอกจากจะชวยใหผูอานจับความคิดไดงายแลว
ยังทําใหเกิดความสวยงาม และทําใหผูอานมีเวลาพักผอนสายตาและสมองเมื่ออานจบแตละตอน
3.1 ลักษณะยอหนาที่ดี ยอหนาที่ดีจะมีองคประกอบสําคัญ 3 ประการ ไดแก
3.1.1 มีเอกภาพ คือ มีขอความเปนเรื่องเดียว กลาวถึงความสําคัญแตเพียงเรื่องเดียว
อาจจะมีขอความขยายหรือแสดงตัวอยางประกอบก็ได แตตองไมวกวนนอกเรื่อง วิธีพิจารณาวายอ
หนานั้นมีเอกภาพ ก็คือ เราสามารถจะยอขอความทั้งหมดใหเหลือประโยคเดียวได
3.1.2 มีสัมพันธภาพ คือ ประโยคแตละประโยคมีความเกี่ยวเนื่องกันในยอหนานั้น
เพื่อใหผูอานจับความคิดไดทันที ไมสับสน การใชคําสันธานเชื่อมประโยคควรใชใหถูกตองการอางอิง
หรือยกตัวอยางตองวางใหถูกที่และตองแนใจวาตัวอยางนั้นจะขยายขอความใหชัดเจนขึ้น
116
3.1.3 มีสารัตถภาพ คือ มีการเนนสาระสําคัญ หมายถึงการเนนจุดมุงหมายสําคัญ
ของยอหนาใหเดนชัดวาเราพูดถึงอะไร ประโยคสําคัญเรียกวา ประโยคใจความ ประโยคกุญแจ หรือ
ประโยคหลัก ผูเขียนสวนมากมักจะวางประโยคใจความไวขางตน เพื่อใหเห็นเดนชัด แลวจึงจะเขียน
ขยายเรื่องนั้น แตบางทีเอาไวกลางและทายยอหนา เพื่อกระชับความ หรือบางทีเอาไวขางตน และ
ขางทาย เพื่อเนนความใหมีน้ําหนักมากขึ้น
3.2 สวนประกอบของยอหนาในแตละยอหนาจะมีสวนประกอบที่สําคัญ 2 สวน คือ
สวนที่เปนใจความสําคัญและสวนขยาย
3.2.1 สวนใจความสําคัญ หมายถึง ประเด็นสําคัญที่ตองการจะกลาวถึงในยอหนาแต
ละยอหนา ประเด็นสําคัญนี้บางครั้งก็มิไดเขียนออกมาเปนประโยค แตเมื่ออานแลวจะจับประเด็นได
แตบางครั้งก็เขียนเปนประโยคชัดเจนในยอหนา เรียกวา ประโยคใจความสําคัญ
ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตนยอหนา
“ชาวอินเดียนิยมเรื่องรามายณะ มากมายเพียงไรนั้นจะเห็นไดจากแปล รามายณะออก
เปนภาษาถิ่นตาง ๆ ในอินเดียแทบทุกภาษา ฉบับที่แปลแพรหลายคือฉบับภาษาอินเดียของตุลลีทาส
นอกจากนี้ยังมีฉบับภาษาอื่น ๆ อีก เชน รามายณะภาษากัศมีรีของแควนกัศมีรี และรามายณะฉบับ
ภาคใตเปนภาษาทมิฬ และอื่น ๆ เปนตน”
(ความสัมพันธระหวางรามายณะของวาลมีกิและรามเกียรติ์ พระราชนิพนธในรัชกาลที่ 1
(สมพร สิงโต, 2520: บทคัดยอ อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 46)
ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตอนทายยอหนา
ยังมีนักเรียนธรรมของเราเปนอันมาก ซึ่งยังไมเขาใจความมุงหมายของคําวา “ทาน” ดีพอทํา
ใหเขาใจไขวเขวไปวา ทาน กับ บุญ นั้นเปนคนละอยาง ความเขาใจอันนี้ทําใหเราพูดติดปากกันไปวา
“ทําบุญแลวใหทาน” ดูประหนึ่งวาทําบุญกับใหทานไมไดเปนคําคูกัน หรือเปนคําแยกตางกัน บุญหรือ
ทานจึงเปนอันเดียวกัน คือ ทานเปนวิธีทําบุญอยางหนึ่งนั้นเอง”
117
ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญทั้งตอนตนและตอนทาย
คนไทยนั้นถือวาบานเปนสิ่งสําคัญตอชีวิตตั้งแตเกิดไปจนตาย เพราะคนไทยโบราณนั้น
ใชบานเปนที่เกิด การคลอดลูกจะกระทํากันที่บานโดยมีหมอพื้นบานที่เรียกวา หมอตําแย เปนผูทําคลอด
มิไดใชโรงพยาบาลหรือสถานผดุงครรภอยางในปจจุบันนี้ และที่สุดของชีวิตเมื่อมีการตายเกิดขึ้น คนไทยก็
จะเก็บศพของผูตายที่เปนสมาชิกของบานไวในบานกอนที่จะทําพิธีเผา เพื่อทําบุญสวด และเปน
การใกลชิดกับผูตายเปนครั้งสุดทาย ดังนั้น บานจึงเปนสถานที่ที่คนไทยใชชีวิตอยูเกือบตลอดเวลา
ตั้งแตเกิดจนตาย
(“บานไทย” ในศิลปะชาวบาน ของ วิบูลย ลี้สุวรรณ)
ตัวอยางประโยคใจความสําคัญอยูในตําแหนงกลางยอหนา ประโยคขยายความอยูตอนตนและตอน
ทายของยอหนา ยอหนาชนิดนี้มีไมมากนัก แตอาจทําไดเพื่อใหเกิดความแปลกและนาสนใจ
“อันความรัก ความชัง ความโกรธ ความกลัว ความขบขัน เหลานี้เปนสามัญลักษณะของ
ปุถุชนทั่วไป ใครหัวเราะไมเปน ยิ้มไมเปนก็ออกจะพิกลอยู คนสละความรักความชังไดก็มีแตพระอรหันต
อารมณความรูสึกดังนี้เปนธรรมชาติของมนุษย กวีและนักประพันธยอมจะแตงเรื่องใหเยาอารมณ
ความรูสึกเหลานี้ และถาเขาแตงดีก็จะปลุกอารมณของผูอานผูฟงใหเกิดขึ้น ทานคงจะเคยเห็นคน
อานเรื่องโศกจับใจจนน้ําตาไหลเพราะสงสารตัวนางเอกพระเอก อานเรื่องขบขันหัวเราะจนทองคัด
ทองแข็งทั้ง ๆ ที่รูวามันเปนเรื่องอานเลน และคนอานก็ไมไดมีสวนไดสวนเสียอะไรกับตัวพระตัวนาง
ก็พลอยโศกเศราตามไปดวยได อยางไรก็ดี ความเศราของอารมณอันเกิดจากความยั่วเยาของศิลปะ
วรรณคดีตลอดจนนาฏยะตาง ๆ นั้น เปนความสุขชนิดหนึ่ง มิฉะนั้นทํานองโศกนาฏกรรมคงจะไมมีใคร
ดูเลย”
(ภาษาและวรรณคดี นายตํารา ณ เมืองใต อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 47)
3.2.2 สวนขยาย หมายถึง ประโยคหรือขอความที่อธิบายใหรายละเอียดหรือยกตัวอยาง
เพื่อใหผูอานเขาใจประเด็นสําคัญในยอหนานั้นเพิ่มมากขึ้น วิธีเขียนสวนขยายทําไดหลายวิธีดังนี้
- วิธีอธิบายหรือใหคําจํากัดความ ดังตัวอยาง
ขนบประเพณี คือ ประเพณีที่วางระเบียบแบบแผนไวโดยตรงหรือโดยปริยาย โดยตรงคือ
วางเปนระเบียบพิธีการไวแจงชัด โดยปริยาย คือ รูกันเองและไมไดวางเปนระเบียบแบบแผนไววา ควรจะ
ประพฤติและปฏิบัติกันอยางไร ขนบแปลวา ระเบียบแบบแผน เชน ขนบราชการ คือ ระเบียบแบบแผน
ของราชการ ขนบประเพณีบางทีก็เรียกวาระเบียบประเพณี ซึ่งเปนคําเกิดใหมเมื่อลืมคําแปลของคําวา
ขนบเสียแลว
(การศึกษาเรื่องเพณี ของ เสฐียรโกเศศ)
118
- วิธีใหรายละเอียด ดังตัวอยาง
มะลิเปนไมที่มิใชของพื้นเมืองของไทย เขาใจกันวาจะมาจากประเทศจีนตอนใตหรือจาก
ประเทศอินเดีย ในเมืองไทยเรามีอยูหลายชนิด เชน มะลิลา มะลิซอน มะลิวัลย มะลิถอด ลักษณะ
ของดอกไมเหมือนกัน อยางมะลิซอนก็มีกลีบซอนกันหนาเหมือนอยางดอกดาวเรือง สวนมะลิถอดก็มี
ลักษณะเหมือนเอาดอกมะลิลา ซึ่งมีกลีบชั้นเดียววางซอนกันขึ้นไป และจะถอดออกมาไดเปนดอก ๆ
จึงเรียกวา มะลิถอด
(พฤกษนิยาย ของ ส.พลายนอย)
- วิธียกตัวอยาง ดังตัวอยาง
สัญลักษณในวรรณคดี มีความหมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะเปนรูปธรรมที่เปนเครื่องแทน
นามธรรม เชน ดอกไมใชแทนหญิงงาม น้ําคางมักแทนความบริสุทธิ์ พระเพลิงใชแทนความรอนแรง
หรืออาจใชตัวละครในเรื่องนิยาย หรือบทละครเปนตัวแทน นามธรรม เชน ทศกัณฐเปนตัวแทนความ
เลวรายของผูมีอํานาจที่ไมมีธรรมะ สีดาเปนตัวแทนหญิงที่ชื่อตรงตอสามี
(วิเคราะหรสวรรณคดีไทย ของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ)
- วิธีเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันหรือตางกัน ดังตัวอยาง
ธรรมดาผูมีปญญาอันพิสดาร แมจะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผูมีปญญานอยหาหยั่งรูตลอดไม
อุปมาเหมือนพระยาครุฑแมจะไปทิศใดก็ยอมบินโดยอากาศอันสูงสุดเมฆ มิไดบินตําตอยเหมือนสกุณ
ชาติ ซึ่งมีกําลังอันนอย อันผูมีสติปญญานอยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกําลังนอย มิอาจบินสูงเสมอ
พระยาครุฑได
(สามกก ของ : เจาพระยาพระคลังหน)
- วิธีแสดงเหตุผล ดังตัวอยาง
ทําไมชาวไทยจึงนิยมเรื่องราวของรามายณะมากจนถึงกับเอามาสรางสรรคขึ้นเปนวรรณคดี
ประจําชาติ เรื่องนี้เห็นจะตอบไดวา ความเปนไปของเรื่องรามายณะเปนเรื่องเกี่ยวกับนักรบ เกี่ยวกับ
สงคราม เทิดทูนสัจจธรรม ซึ่งตรงกับอุปนิสัยใจคอของชาวไทย ผูเปนนักรบนิยมความกลาหาญ
นิยมการประกอบวีรกรรมและรักษาสัตย จะเปนดวยเหตุนี้เอง ชาวไทยจึงรับเอาเรื่องราวรามายณะ
มาเปนวรรณกรรมเอกประจําชาติ ผูใดไมรูเรื่องรามเกียรติ์ เทากับไมรูจักประวัติศาสตรวัฒนธรรม
ของชาติตนเองเปนการขาดความรูทางวิชาวรรณคดีอยางมาก
(พระราชนิพนธรามเกียรติ์ของราชกาลที่ 2 ของฉันทวิชย กระแสสินธุ)
3.2.3 หลักการขึ้นยอหนาใหม การสรางยอหนาของงานเขียนโดยไมรูหลักแบบเรื่อย ๆ
พอเห็นวามีขนาดยาวพอสมควรก็ยอหนาเสียทีหนึ่ง บางทีประมาณเอาวาทุกยอหนาควรมีความยาว
เทาๆ กัน เปนใชไดแสดงใหเห็นวาผูเขียนยังไมเขาใจวิธีการขึ้นยอหนาใหม หลักการขึ้นยอหนาใหมดัง
นี้
119
- เมื่อตองการจะกลาวถึงสาระสําคัญอื่นตอไป ในขอความหนึ่งยอหนาจะมี
ความสําคัญเพียงประการเดียว เมื่อกลาวถึงขอความในยอหนาแรกจบแลว จะกลาวถึงขอความสําคัญ
อื่นก็ขึ้นยอหนาใหม ดังตัวอยาง
โรคไตเรื้อรัง หมายถึงโรคที่เกิดอยูเปนเวลานานหลายเดือนหรือหลายป โรคไตสวนใหญจัดเปน
โรคเรื้อรัง จึงตองการการรักษาติดตอเปนระยะยาว
โรคไตวาย หมายถึงการที่โรคไตชนิดหนึ่งมีการสูญเสียหนาที่ของไตไปมากพอสมควร
- เมื่อตองการเนนความตรงขามกับความในยอหนาแรก
ประโยชนการเชียรกีฬา นอกจากจะชวยใหกําลังใจแกนักกีฬาของฝายที่เชียรและเปนการขมขวัญคู
ตอสูไดเปนอยางดีแลว การเชียรเปนการชวยเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนาน ครึกครื้นใหแกผูชม การ
แขงขันนั้น ๆ ดวย ยิ่งกวานั้นการเชียรยังใหผลพลอยไดในเรื่องความพรอมเพรียงเปนระเบียบและ
ความรักใครสามัคคีกลมเกลียมกันในระหวางหมูคณะอีกดวย
แตก็มีเหมือนกันที่การเชียรเปนสาเหตุใหเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ทั้งนี้อาจเปนเพราะเชียร
เกินเลยไปถึงเรื่องสวนตัว หรือการเชียรแบบเยาะเยยหยามหยัน แตถาเชียรแบบสุภาพอยูในระเบียบ
วินัยดวยความมีใจเปนนักกีฬาแลว จะมีเรื่องกระทบกระทั่งเกิดขึ้นไดยากมาก
- เมื่อตองการสรุปความคิดของยอหนาแรก
สําหรับภรรยาไมวาจะมีความเกงกาจ หรือมีความสามารถเพียงใด แตสภาพความเปนผูหญิง
และเปนแมบาน ยอมทําใหมีความสามารถจํากัด ยังมีอีกหลายอยางซึ่งภรรยาตองพึ่งสามี เชน
การตัดสินใจ การใหกําลังใจ เรื่องของสังคมนอกบาน เรื่องทางเพศ ปญหาบางอยางภรรยาตัดสินใจ
ไมไดก็ตองอาศัยสามีชวยตัดสินใจ เรื่องบางอยางก็จําเปนตองตัดสินใจรวมกัน เปนตน
เพราะฉะนั้นสามีที่ดีควรตองทํางานใหเปนที่พึ่งพาทั้งกําลังใจและกําลังความคิดของภรรยา
- เมื่อตองการแยกใหเห็นบทสนทนา
ดึกแลวเมื่อยอดนทีกลับมารับหยดนทีกลับบานที่หองแถว เด็ก ๆ ทั้งสามยังไมมีใครงวงเพราะ
ความเปนหวงคุณยาย
“คุณยายเปนยังไงมั่งพี่ยอด”
“คุณยายอยูไหนคะพี่ยอด”
“คุณยายเจ็บมากรึเปลาคะ”
ประโยคสุดทายเปนคําถามจากเด็กหญิงชลัยทิพยที่สมัครเขามาเปนหลานอีกคนหนึ่ง
ยอดนทีมีสีหนาสลดแตก็พยายามยิ้มแยมโดยบอกวา
“คุณยายเหนื่อยมากเทานั้นเอง คืนนี้ตองนอนโรงพยาบาล กําลังใหน้ําเกลืออยูครับ”
(อรุณรุง, 2549: 104-105)
120
4. การใชสํานวน คําพังเพย สุภาษิต
4.1 ความหมายของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต
4.1.1 สํานวน หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก มีความหมาย
ไมตรงตัว เชน กระตายตื่นตูม กิ้งกาไดทอง ไกแกแมปลาชอน ขิงก็ราขาก็แรง ขมิ้นกับปูน ขี่ชาง
จับตั๊กแตน ขวางงูไมพนคอ งมเข็มในมหาสมุทร ชิงสุกกอนหาม เปนตน
4.1.2 คําพังเพย หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก อาจมีลักษณะ
ประชดประชันและจะแฝงขอคิด ขอเตือนใจไวดวย เชน ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง รักดีหามจั่ว
รักชั่วหามเสา คบเด็กสรางบาน คบหัวลานสรางเมือง เดินตามหลังผูใหญหมาไมกัด ซื้อวัวหนานา
ซื้อผาหนาหนาว น้ํามาปลากินมด น้ําลดมดกินปลา น้ํารอนปลาเปน น้ําเย็นปลาตาย เปนตน
4.1.3 สุภาษิต หมายถึงถอยคําสั้นๆ กะทัดรัด กินความมาก มีลักษณะเปนคําสอน
โดยตรง เปนความจริงพิสูจนได เชน ความกตัญูกตเวทีเปนเครื่องหมายของคนดี ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข
ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว ความพยายามอยูที่ไหนความสําเร็จอยูที่นั่น อยาใฝสูงใหเกินศักดิ์ ชาๆ ไดพรา
สองเลมงาม เขาเมืองตาหลิ่วตองหลิ่วตาตาม ไฟในอยานําออก ไฟนอกอยานําเขาไมออนดัดงายไม
แกดัดยาก ปลูกไมตรีอยารูราง สรางกุศลอยารูโรย เมื่อนอยใหเรียนวิชา ใหหาสินเมื่อใหญ เปนตน
การเขียนที่ดีควรนําเอาสํานวน คําพังเพย และสุภาษิต มาใชสอดแทรกในขอเขียน ตามความ
เหมาะสม เพื่อใหผูอานเขาใจความหมายไดชัดเจนยิ่งขึ้น
4.2 ความสําคัญของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต
4.2.1 เปนเครื่องมือในการฝกอบรม สวนใหญเปนคติสอนใจมุงอบรมใหเปนคนดี
4.2.2 เปนเครื่องมือสื่อภาพสังคม เราสามารถศึกษาสภาพของสังคมไดจาก ภาษิต
สํานวน เชน “หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต” “ขาวยากหมากแพง” เปนตน
4.2.3 เปนเครื่องมือสื่อภาษา ใชถายทอดความหมายอันลึกซึ้งสูผูรับสารโดยใชขอ
ความสั้นๆ กะทัดรัดแตไดความหมายครบถวน เปนเครื่องผอนความรุนแรงของถวยคํา เชน จะวา
ใครอาจพูดไดวา “ไกแก แมปลาชอน” “กิ้งกาไดทอง” เปนตน
4.3 การใชสํานวน คําพังเพย สุภาษิตในการสื่อสาร
การตีความสํานวน คําพังเพย สุภาษิต ผูตีความตองเขาใจที่มาหรือความหมาย
แทจริงของสํานวน คําพังเพย และสุภาษิตที่จะนําไปใชไดถูกตองและมีวิธีการใชดังนี้
4.3.1 ใชยอขอความยาวๆ เชน จะอธิบายเรื่องความประหยัดวาการแตงงานจัดพิธี
ใหญโตเปนการสิ้นเปลืองโดยใชเหตุ แขกที่มาในงานก็เสียเงินเสียเวลาไดประโยชนนอยก็พูดวา
“ตําน้ําพริกละลายแมน้ํา” กินความไดหลายประโยค
121
4.3.2 ใชขยายหรือเนนความเขาใจ เชน “แดงเปนผูโชคดีที่สุดในรอบป เพราะได
แตงงานกับผูหญิงสวย และรวยมีเงินหลายรอยลานใชจนตายก็ไมหมดเหมือนหนูตกถังขาวสาร”
4.3.3 ใชแทนถอยคําที่ไมตองการกลาวตรงๆ เพราะถากลาวตรงๆ จะเปนคําไม
สุภาพ เชน จะกลาวถึงผูชายแกที่มาชอบเด็กๆ ก็วา “เฒาหัวงู” หรือ “โคแกกินหญาออน” เปนตน
4.3.4 ใชเพิ่มความสละสลวยของถอยคํา เชน “กวาดเทาไรก็ไมหมด ถาไมงดทิ้งขยะ”
ดีกวาจะพูดวา “โปรดงดทิ้งขยะ กวาดไมไหว”
แมการใชภาษิต และสํานวนจะมีประโยชนดังกลาวขางตน แตผูใชตองคํานึงถึงวาเมื่อ
ไรควรใช อยางใชพร่ําเพรื่อจะนารําคาญ เชน “คุณกับผมเปรียบเหมือนดอกฟากับหมาวัด ผมไมได
คาบชอนเงินชอนทองมาจากทองพอทองแม จึงตองอดเปรี้ยวไวกินหวาน ชาๆ ไดพราเลมงาม” ผูอานก็
เกิดความรําคาญแทนความซาบซึ้ง
5. การใชโวหารในการเขียน
โวหารหรือสํานวนในการเขียน คือ ทวงทํานองในการเขียนหรือลีลาของการใชภาษาอยางมี
ชั้นเชิง และมีศิลปะ เพื่อใหผูอานเขาใจเรื่อง และเกิดความรูสึกตรงตามวัตถุประสงคในการเขียน ผู
เขียนจะเลือกใชสํานวนโวหารแบบใดเขียนก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูวิธีการนําเสนอ และจุดประสงคในการเขียน
ในงานเขียนชิ้นหนึ่งจะใชโวหารกี่ประเภทก็ไดแลวแตความเหมาะสม ซึ่งผูเขียนจะเปนผูตัดสินใจวาจะ
ใชโวหารอะไรบาง โวหารโดยทั่วไปแบงเปน 5 โวหารดังนี้
5.1 บรรยายโวหาร ไดแก การเลาเรื่อง หรือเหตุการณซึ่งเกิดขึ้นกับตนเองใหผูอานเกิดความ
ประทับใจในเหตุการณ ราวกับไดเห็นหรือไดพบดวยตนเอง ในการเขียนบรรยายตอใชถอยคํางาย ๆ
เหมาะสมกับเรื่อง กับกาลเวลา เชน การเลานิทาน นิยาย นวนิยาย ชีวประวัติ บุคคลสําคัญ ประวัติ
สถานที่ ตํานานตางๆ รายงานหรือจดหมายเหตุ ตัวอยางเชน
ขาจําไดวาตัวขาเองเมื่อเล็กๆ ก็เปนตัวอยางพยานความขอนี้อยู ในเวลานั้นอายุขาราวๆ
สิบเอ็ดป อยูกับทานเจาอธิการจั่นที่วัดปากกลวย มีอุบาสิกาเจียม คนหนึ่งแกเห็นขาเขาก็ใหคิด
เอ็นดู อยากจะชวยเกื้อหนุนบวชเรียน วันหนึ่งอุบาสิกาเจียมออกจากการฟงเทศน เห็นขาเลนอยู
กลางลานวัด ก็เรียกเขาไปใกล แลวถามขาวาอยากจะขึ้นสวรรคหรือไม ฝายเด็กๆ ที่เลนอยูดวยกัน
เมื่อไดยินดังนั้นก็พากันมารุมฟง อุบาสิกาเจียมอธิบายวา ถาขาอยากขึ้นสวรรคจะจัดการบวชให
แลวรับเปนโยมอุปฐากตอไป
(จดหมายจางวางหร่ํา ของ น.ม.ส.)
122
5.2 พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใชในการบรรยายเรื่องราวโดยละเอียดและประณีต
โดยแทรกอารมณความรูสึกของผูเขียนลงไปดวย เพื่อใหผูอานเกิดอารมณคลอยตามและรูสึกซาบซึ้ง
เกิดมโนภาพหรือจินตนาการ มักใชพรรณนาสภาพของสถานที่ตางๆ หรือสิ่งที่เปนนามธรรม เชน
ความกลาหาญ ความดี ความงาม หรือพรรณนาความรูสึก เชน ความสุข ความรัก ความเศรา
ความริษยา เปนตน ซึ่งจะตองใชถอยคําที่สามารถโนมนาวอารมณ หรือความรูสึกของผูอานใหคลอย
ตามผูเขียน บางทีขาดลักษณะสมจริงไปบาง ตัวอยาง เชน
ฉันจึงตั้งคําถามกับตัวเองวาแลวสีเขียวนั้นจะเปนสีในหองใดหองหนึ่งในบานหนังสือในหัวใจ
ของฉันบางไหม ฉันเฝาครุนคิดกับคําถามของตัวเองอยูนาน จนในที่สุดไดคําตอบมาวา หองสีเขียว
นั้นมีอยู และเปนหองที่ใหความหมายของสีเขียวไดอยางสมบูรณ เหมือนวันที่ฉันเดินจากบานผาน
ทุงหญาคาดอกขาวไสว เขาไปในความรมครึ้มของปายาง ที่นั่นมีสีเขียวไสวของใบยางซับซอนจน
แนนฟา มีไมเล็กแยงกันแซมแทรกอยูในระหวางรองยางจนปารกเรื้อไปดวยสีเขียว และในความเขียว
สุดเขียวนั้นเอง ฉันไดพบกับลูกมะหวดสีแดงลูกเล็กๆ ลูกน้ําขาวสีชมพูอมมวงสดใส ดอกมะสาน
เหลืองใหญอยูบนกิ่งสูง พวงจิกขาวนวลระยายาว แสดสดของเห็ดนกแกวใตซากใบสีน้ําตาล หรือ
แมกระทั่งลายพรอยของบุก และกระแทงอันทรงเสนห
(บานหนังสือในหัวใจ : ชมัยภร แสงกระจาง, 2533: 61)
5.3 เทศนาโวหาร หมายถึง การกลาวชี้แจง สั่งสอน หรือชักจูงใหผูอื่นคลอยตามให
เชื่อถือหรือใหปฏิบัติตาม ตองประกอบดวยขอความที่มีเหตุผล มีหลักฐานอางอิง อยางเห็นจริงเห็นจัง
เรื่องที่ใชเขียนทํานองเทศนาสวนใหญ เปนเรื่องที่ชี้แนะใหเห็นคุณและโทษของสิ่งตางๆ ตัวอยาง เชน
เธอรับรองแลวนะวาฉันเดี๋ยวนี้เปนคนจน เราพูดกันไดเต็มปากละ แลวชวยจําไปบอกคนที่
เขาคิดอยางเธอดวยวา ไอความจนนี้มันมีสองชนิด จนอยางสิ้นคิดกับจนอยางผูดี ชนิดที่จนอยาง
สิ้นคิดนะ จนทั้งเงินทั้งความคิด คือ จนแลวไมคิดที่จะตอสูความจนในทางที่ถูกที่ควร มัวแตคอย
อิจฉาคนอื่น แลวก็ตีโพยตีพายวาตัวจน จนอยางผูดีนะจนแตเงิน เรื่องความคิดไมจนเปนอันขาด
ถึงยังไงก็ไมงอมืองอตีนใหเหยียบหัวแลวก็ไมเที่ยวงอนงอขอพึ่งอะไรของใครดวย
(ผูดี : ดอกไมสด อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 50)
123
5.4 สาธกโวหาร สาธก แปลวาผูทําใหสําเร็จ สาธกโวหารคือ การยกตัวอยางเพื่อ
ทําใหเปนที่เขาใจเชื่อถือได ขอความที่ยกมักเปนประวัติศาสตร ขาวเหตุการณที่เกิดขึ้น หรือนิทาน
ชาดก เปนตน ตัวอยาง เชน
... ผูใดไมงงงวยในเหตุการณ แมเกิดขึ้นในปจจุบันทันดวน ผูนั้นลุลวงเหตุติดขัดได เสมือน
ภริยาแหงคนเลี้ยงโคกับชายชู 2 คน กะระฎะกะ ถามวา “เรื่องเปนอยางไร” ทะมะนะกะจึงเลาคดี :
ในเมืองทวาราวดีมีหญิงภริยาชายเลี้ยงโคผูหนึ่งใจโลเลไมซื่อตรง ประพฤติทุจริตกับ
ทัณฑนายกแหงนิคมนั้น และบุตรของเขา คราวหนึ่งภริยาคนเลี้ยงโคกําลังนั่งรื่นรมยอยูกับบุตร
ทัณฑนายก ตัวนายทัณฑนายกก็มาหาดวย นางเห็นนายทัณฑนายกมา เมื่อซอนบุตรของเขาไวฉาง
ขาวแลว ก็ออกมาตอนรับภิรมยกับนายทัณฑนายกฉันเดียวกับบุตรของเขา ระหวางนั้นคนเลี้ยงโคผู
ภัสดากลับมาจากทุงนา พอนางเห็นสามีก็บอก “ทัณฑนายก! ทานจงฉวยไม ทําทีเปนโกรธรีบออกไป
เสียเดี๋ยวนี้” เมื่อทัณฑนายกทําตามนั้นแลว คนเลี้ยงโคก็มาถึงที่นั่น ถามภริยาวา “ที่ทัณฑนายกเขามา
นี้ดวยธุระอะไร” ภริยาตอบ “ก็ไมทราบ” โกรธลูกชายดวยเรื่องอะไรมานะแหละ ลูกชายกลัว หนีมา
ขออาศัยอยูที่นี่ ฉันชวยซอนไวในฉาง...”
(หิโตปเทศ ของ เสถียรโกเศศ และนาคประทีป)
5.5 อุปมาโวหาร อุปมา แปลวาขอเปรียบเทียบใชคูกับ อุปไมย ซึ่งแปลวา ขอความที่
ตองมีขอเปรียบเทียบ โดยอุปไมยจะมากอนอุปมา อุปมาโวหารจึงเปนโวหารเปรียบเทียบเพื่อประกอบ
ความใหชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยกตัวอยางสิ่งที่คลายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อใหเกิดความชัดเจนดาน
ความหมาย ภาพ และอารมณความรูสึกมากยิ่งขึ้น ตัวอยาง เชน
พระพุทธเจาเปรียบคนนําทางซึ่งชูประทีปขึ้นสองใหเราไดแลเห็นหนทางไดถนัด ประทีปนี้คือ
พระธรรม ผูใดที่ใฝใจฟงธรรม เมื่อเวลาเทศนก็ดีหรือเวลาอานหนังสือก็ดี ไดชื่อวาเปนคนรูฉลาดรูจัก
เดินเขาหาดวงไฟ เมื่ออาศัยแสงสวางและเห็นทางเดินไดแจมแจง ไมตองเดินสะดุดหรือตกหลุม
ตกหลม อาจเดินไปสูสถานแหงความสุขไดโดยสะดวก สวนผูที่เกียจครานไมฝกใฝในธรรมวินัยนั้น
ก็ไมผิดอะไรกับผูโงเขลาที่ไมรูเดินเขาหาดวงไฟ ถาแมวาตนเดินสะดุดหรือตกหลุมตกหลมลงไป จะซัด
ผูอื่นไมไดเพราะตัวของตัวเองมีหนาที่ที่จะกระตือรือรนตรงกับภาษิตบทหนึ่งวา ตนนั่นแหละเปนที่พึ่ง
แหงตน คือ ตนของตนไมขวนขวายกระทําตัวใหดีแลว ถึงแมวาจะมีผูมีอํานาจสูงใหญยกยองสัก
เพียงใดก็จะดีไปไมไดตลอด ผูที่นั่งที่อยูเฉย ๆ คอยรอแสงไฟใหมาเองไมเดินเขาไปหาดวงไฟ เพื่อให
ไดแสงสวาง ดังนี้นับวาเปนความผิดของตนเองทีเดียว จะโทษใครไมได
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ เทศนาเสือปา อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 51)
124
6. การเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุป สําเนียง ฟากระจาง (2553: 125-129) งานเขียน
ทุกชนิดจะนาสนใจ ชวนติดตามใหอานตั้งแตตนจนจบ สิ่งสําคัญและจําเปนอยางยิ่งคือการเขียนคํานํา
เนื้อเรื่อง และสรุป ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ในการที่จะสรางงานเขียนใหมีความ
สมบูรณ และงายตอความเขาใจของผูอาน ดังนี้
6.1 คํานํา คือ สวนแรกของงานเขียนที่นําผูอานไปสูเนื้อหาตอไป คํานําที่ดีจะเราความสนใจ
ของผูอานใหเกิดความอยากอานเรื่องนั้น ๆ ตั้งแตตนจบจนจึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองใช
ศิลปะในการเขียนของตนนําผูอานใหบรรลุตามวัตถุประสงคที่ผูเขียนตองการ การเขียนคํานํามีหลายแนว
แลวแตผูเขียนจะเลือกใชแนวใดที่เหมาะสมกับงานเขียนของตน แนวการเขียนคํานําอาจทําได ดังนี้
6.1.1 นําดวยการอธิบายชื่อเรื่อง หรือใหคําจํากัดความของเรื่อง
6.1.2 นําดวยการกลาวถึงจุดประสงคของเรื่องที่จะเขียน
6.1.3 นําดวยการเนนความสําคัญของเรื่องที่จะเขียน
6.1.4 นําดวยการตั้งเปนคําถาม หรือปญหาที่ชวนใหขบคิด
6.1.5 นําดวยการยกคําพังเพย สุภาษิต คําคม หรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ
ซึ่งสัมพันธกับเนื้อเรื่อง
6.1.6 นําดวยการยกตัวอยางเหตุการณ หรือเรื่องราวที่มีแงมุมเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน
6.1.7 นําดวยการเลาเรื่องสนุก ตื่นเตน หรือแปลกใหม
6.1.8 นําดวยการใหคําจํากัดความ
6.1.9 นําดวยขอมูลสถิติขอเท็จจริง
6.1.10 นําดวยการกลาวถึงบุคคลที่ตองการเขียนถึง
ฯลฯ
ตัวอยาง การนําดวยคําพังเพย สุภาษิต คําคมหรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ เชน
ขอฝนใฝในฝนอันเหลือเชื่อ ขอสูศึกทุกเมื่อไมหวั่นไหว
ขอทนทุกขรุกโรมโหมกายใจ ขอฝาฟนผองภัยดวยใจทะนง
จะแนวแนแกไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเปนผุยผง
จะยอมตายหมายใหเกียรติดํารง จะปดทองหลังองคพระปฏิมา
ไมยอทอคอยสรางสิ่งที่ควร ไมเรรวนพะวาพะวังคิดกังขา
ไมเคืองแคนนอยใจในโชคชะตา ไมเสียดายชีวาถาสิ้นไป...
125
เพลงพระราชนิพนธ “ความฝนอันสูงสุด” นี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในรัชกาลปจจุบันได
พระราชทานใหแก ทหาร ตํารวจ อาสาสมัคร และเจาหนาที่ทุกฝาย ที่ทํางานอยางเหน็ดเหนื่อย
เพื่อความอยูรอดของชาติ เพื่อใหยึดถือเปนแนวปฏิบัติ หรืออุดมคติในการทํางานเพื่อชาติ ซึ่งอุดมคตินี้
มุงเนนหนักในดานการปองกันและรักษาใหชาติอยูรอดตลอดไป และมุงใหเปนอุดมคติของผูที่ปฏิบัติ
หนาที่ในการปองกันอธิปไตยของชาติ หากอุดมคตินี้ครอบคลุมไปทุกดานและมุงใหเปนแนวทางปฏิบัติ
ของคนทั้งชาติ เราก็อาจจะเรียกใหมไดวา “อุดมการแหงชาติ”
(ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ: 94)
6.2 เนื้อเรื่อง คือ สวนที่ยาวที่สุดของงานเขียน เนื้อเรื่องจะเปนสวนที่ผูเขียนรวมความคิด
และขอมูลจากการคนความานําเสนออยางเปนระบบขั้นตอน ในการเขียนเนื้อเรื่องนั้น ผูเขียนตอง
ดําเนินตามโครงเรื่องที่ไดวางไว เนื้อเรื่องควรแบงออกเปนยอหนา เพื่อใหประเด็นความคิดชัดเจน
ยอหนาในการเขียนเนื้อเรื่องจะมีมากนอยเพียงใดก็ได ขึ้นอยูกับการจําแนกประเด็นสําคัญที่กําหนดไว
ในโครงเรื่องแตละยอหนาจะตองมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันเปนอยางดี ทั้งนี้ผูเขียนจะตองมีการวาง
แผนการเขียนใหชัดเจน รัดกุม และรูวาจะใชความคิดประกอบถอยคําสํานวน ขยายโครงเรื่อง แตละ
ยอหนาใหนาสนใจดวยกลวิธีการเขียนรูปแบบใด ทั้งนี้ในการนําเสนอเรื่อง ผูเขียนสามารถสรางกลวิธี
ใหมๆ ไดตลอดเวลา แตจะตองคํานึงถึงความเปนเอกภาพ ความมี สารัตถภาพ และสัมพันธภาพของ
เนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดเปนสําคัญ จากนั้นก็เขียนขอมูลทั้งหมด ดวยสํานวนการเขียนและโวหาร
ตางๆ ที่สอดคลองกับจุดประสงคในการเขียน แบงไดหลายประเภท เชน เรียงความ บทความ เปนตน
6.3 การสรุป เปนสวนสุดทายของงานเขียน ที่ผูเขียนจะตองใชความประณีตคอนขางมาก
เพราะการสรุปจะเปนการบอกใหผูอานทราบวาขอมูลที่นําเสนอมาแตตน ไดจบลงโดยสมบูรณแลว
การเขียนสรุปจึงมีความสําคัญไมนอยไปกวาองคประกอบอื่นๆ แมวาผูเขียนจะเขียนคํานํา และเนื้อเรื่องดี
เพียงใดก็ตาม หากจบเรื่องโดยขาดการสรุป หรือสรุปไดไมดี งานเขียนนั้นๆ ก็จะดอยคุณคา ไปใน
ความรูสึกของผูอาน เปนเหตุใหความประทับใจของผูอานที่ควรจะมีตอเรื่องนั้นๆ จบลงไปดวยอยาง
นาเสียดาย ผูเขียนจึงควรสรุปเรื่องที่เขียนใหงานเขียนนั้นๆ มีคุณคาซึ่งการเขียนสรุปมีวิธีการเขียนได
หลายแนว เชนเดียวกับการเขียนคํานํา อยูที่ผูเขียนจะตองรูจักเลือกวาเนื้อเรื่องแบบใดจะเหมาะสม
กลมกลืนกับวิธีสรุปแบบใด แนวการเขียนสรุปมีหลายแนวที่ไดรับความนิยมมีดังนี้
6.3.1 สรุปโดยแสดงความคิดเห็นของผูเขียน
6.3.2 สรุปดวยการย้ําแนวคิดสําคัญของเรื่อง
6.3.3 สรุปดวยการชักชวนใหปฏิบัติตาม
6.3.4 สรุปดวยการใหผูอานเกิดอารมณคลอยตาม
6.3.5 สรุปดวยการกลาวถึงขอดี ขอบกพรอง หรือเสนอแนะใหเห็นประโยชน
126
6.3.6 สรุปดวยคําคม สุภาษิต และบทรอยกรอง
6.3.7 สรุปดวยการฝากขอคิดและความประทับใจใหแกผูอาน
6.3.8 สรุปดวยการใหกําลังใจแกผูอาน
6.3.9 สรุปดวยการกลาวถึงสาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ
ฯลฯ
การสรุปดวยการกลาวถึง สาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ ตัวอยาง
...วิกฤตการณน้ํามันที่เกิดขึ้นใน “ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” นี้ เปนเพราะมนุษยนําเอา
น้ํามันไปเปนเครื่องมือตอรองทางการเมือง จึงทําใหน้ํามันถีบราคาสูงขึ้น กอใหเกิดวิกฤต
การณในดานเศรษฐกิจ และสังคมตามมา วิกฤตการณตางๆ เหลานี้จะแกไขไดก็ตองแกไขที่
ตนตอคือ วิกฤตการณน้ํามันซึ่งสาเหตุมาจากการเมือง หากประเทศตางๆ ในโลกสามารถตก
ลงกันไดในทางการเมือง ปญหาเรื่องวิกฤตการณน้ํามันก็คงจะหดหายหรือผอนคลายลงไป
ในทางดียิ่งขึ้นวิกฤตการณตางๆนี้ก็คงจะหมดสิ้นไปดวย ซึ่งทั้งหมดนี้เปนความหวังที่ชาวโลก
“ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” กําลังใฝฝนหาอยูทุกวัน…
(ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ.: 100 )
การสรุปมีหลายวิธีดังกลาว ผูเขียนควรเลือกใหเหมาะสมกับลักษณะงานเขียนการสรุป
ที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะทําใหงานเขียนไมนาสนใจ คือ
1. การสรุปดวยการยอเรื่องทั้งหมด แตถาเปนวิชาการที่ยาวมากอาจใชวิธีนี้ได
2. การใชวิธีการเดียวกับการขึ้นคํานํา เชน ขึ้นตนดวยบทรอยกรอง และลงทายดวย
บทรอยกรอง เพราะทําใหเกิดความรูสึกซ้ําซากจําเจ ไมนาสนใจ
3. การแทรกความคิดประเด็นใหม และรายละเอียดเพิ่มเติมในบทสรุปอันจะทําใหเรื่อง
ขาดเอกภาพ
4. การสรุปดวยขอความที่ยาวเกินไป เพราะทําใหงานเขียนขาดสารัตถภาพและ ไมชวน
อาน
การสรุปที่ดี คือ การสรุปดวยขอความที่กระชับ คมคายจนผูอานประทับใจ ติดใจและ
นําประเด็นที่เสนอมาไตรตรองตอไป แมวาจะอานเรื่องจบไปแลวก็ตาม
127
การเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุป เปนสวนที่มีความสําคัญมากเทาเทียมกันที่จะทําให
งานเขียนมีความสมบูรณ ซึ่งจะขาดสวนใดสวนหนึ่งไมได การเขียนเปนศิลปะเฉพาะตัวของผูเขียน
แตละคน ที่จะมีวิธีการนําเสนออยางไร ใหผูอานสนใจและบรรลุตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว กลวิธีแนว
ทางที่นําเสนอมาเปนเพียงทางเลือกที่ผูเขียนอาจเลือกนํามาใชในงานเขียนโดยมิไดเปนกฎเกณฑตาย
ตัว วาจะใชวิธีอื่นไมได
7. การเขียนเรื่องตางๆ
ในการเขียนเปนเรื่อง ไมวาจะรูปแบบใดก็ตาม จําเปนตองอาศัยคํา ประโยค สํานวน
โวหาร และยอหนา เปนสวนประกอบ ซึ่งตองเลือกใชใหถูกตอง ชัดเจน และเหมาะสม จึงจะชวนอาน
และประทับใจ สวนรูปแบบในการเขียนอาจเขียนไดหลายอยาง เชน เรียงความ บทความ สารคดี
บทวิเคราะหวิจารณ เปนตน ในที่นี้จะขอนําเสนอการเขียนเรียงความและบทความเปนแนวทางดังนี้
7.1 การเขียนเรียงความ คือ การเขียนรอยแกวที่มีหัวขอเรื่องหรือแนวคิดกําหนดไวบาง
ครั้งก็ยืดหยุนโดยใหผูแตงตั้งชื่อเรื่องเองดวย ตามปกติเรียงความโดยทั่วไปจะมีโครงเรื่อง 3 สวน คือ
คํานําหรือบทนํา เนื้อเรื่องหรือตัวเรื่อง และสรุปหรือบทสงทาย การเขียนเรียงความมีวิธีที่ควรปฏิบัติ
ตามลําดับดังนี้
7.1.1 รางโครงเรื่อง ไดแก คํานํา หรือบทนํา เนื้อเรื่อง และการสรุป โดยใชแนว
คิดเปนแกนในการดําเนินเรื่อง
7.1.2 เขียนยอหนาตามโครงเรื่อง โดยแตละยอหนาตองมีประโยคใจความสําคัญ
หรือมีความคิดหลักอยูดวย
7.1.3 ขยายรายละเอียดแตละยอหนาดวยวิธีตางๆ อยางมีเหตุผล แสดงขอเท็จจริง
และขอคิดเห็น แทรกความเปรียบเทียบตามลักษณะโวหารของความเรียงเรื่องนั้น
7.1.4 หาตัวอยางประกอบเหตุผล ขอเท็จจริง ความคิดเห็น โดยเลือกสรร
อยางเหมาะสมและกระชับความ
7.1.5 สรุปเรื่องใหกระชับ ฝากขอคิดเพื่อใหผูอานประทับใจ
7.1.6 อานทบทวนและแกไข ตัดคําที่ฟุมเฟอย และประโยคพลความทิ้ง
128
ตัวอยาง การเขียนเรียงความ
วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้
สําเนียง ฟากระจาง
“คนทุกคนมีหนาที่ตองทํา แมเปนเด็กก็มีหนาที่อยางเด็ก คือ ศึกษาเลาเรียน หมาย
ความวา จะตองเรียนรูวิชาฝกหัดทําการงานตางๆ ใหเปนอบรมขัดเกลาความประพฤติและ
ความคิด จิตใจ ใหประณีต ใหสุจริตแจมใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักไดเติบโตขึ้น
เปนคนที่มีความรู ความสามารถ และมีประโยชนตอชาติบานเมือง...”
พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระราชทานแกเยาวชนของชาติ เมื่อวันที่
5 ธันวาคม ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งความในพระบรมราโชวาทนี้ แสดงใหเห็นถึงความ
สําคัญในบทบาทหนาที่ของบุคคลโดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งจะตองเปนกําลังสําคัญของชาติใน
อนาคต เด็กไทยในวันนี้จะตองเปนผูมีความรับผิดชอบในหนาที่ของตน นั่นคือ การศึกษาเลาเรียน
และตองถึงพรอมดวยคุณธรรมอันเปนสิ่งที่สําคัญยิ่งของบุคคล ที่จะชวยสรางสรรคความเจริญรุงเรือง
ใหกับประเทศชาติสืบไปในวันหนา
ประเทศไทย ไดมีการจัดงานฉลองวันเด็กแหงชาติ ตามคําเชิญชวนขององคการสหพันธเพื่อส
วัสดิภาพเด็กระหวางประเทศแหงสหประชาชาติ ตั้งแตปพุทธศักราช 2498 เปนตนมา โดยมีจุดมุง
หมายเพื่อเปนการเผยแพรปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิเด็กและเยาวชน มุงสงเสริมใหประชาชนเห็น
ความสําคัญ และความตองการของเด็ก รูจักวิธีเลี้ยงดูเด็กใหมีสุขภาพดี ทั้งทางรางกายและจิตใจ
ใหรูสํานึกถึงความรับผิดชอบตอสวัสดิภาพ อันเปนการปลูกฝงใหเด็กรูจักการมีสวนรวมใน
สังคม และมีความรับผิดชอบตอประเทศชาติ
วันที่ 10 มกราคม 2547 นี้ เปนวันเด็กแหงชาติ เปนวันสําคัญยิ่งวันหนึ่งของเยาวชน ซึ่งเปน
ทรัพยากรบุคคลที่สําคัญ และเปนพลังสําคัญในการพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญกาวหนาและมั่นคง
เด็กในวันนี้จึงควรเตรียมตัวที่จะเปนกําลังสําคัญดวยการหมั่นศึกษาหาความรู ใชเวลาวางใหเกิด
ประโยชน ประพฤติปฏิบัติตนอยูในระเบียบวินัย ขยันขันแข็ง ตั้งใจทํางานดวยความรับผิดชอบ ยึดมั่น
ในความซื่อสัตยสุจริต มีแตความเมตตากรุณา ชวยเหลือเอื้อเฟอผูอื่น เสียสละและบําเพ็ญประโยชน
เพื่อสวนรวม ตลอดจนรูจักอนุรักษทรัพยากร สาธารณสมบัติสวนรวมของชาติ โดยประพฤติปฏิบัติตน
ตามขอความขางตนแลว จะไดชื่อวาเปนเด็กดี ชาติบานเมืองก็จะเจริญ มีความผาสุกรมเย็นตลอดไป
ดังไดกลาวแลววา เด็กและเยาวชนเปนทรัพยากรมนุษยที่สําคัญกวาทรัพยากรใดๆในโลก ควร
อยางยิ่งที่ทุกฝายตองรวมมือรวมใจกัน ใหความสําคัญกับเด็ก ใหเด็กไดตระหนักถึงบทบาทหนาที่ดัง
บทเพลง เด็กเอย เด็กดี ที่วา
129
“เด็กเอยเด็กดี ตองมีหนาที่สิบอยางดวยกัน (ซ้ํา)
หนึ่ง นับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น
สาม เชื่อพอแมครูอาจารย สี่ วาจานั้นตองสุภาพออนหวาน
หา ยึดมั่นกตัญู หก เปนผูรูรักการงาน
เจ็ด ตองศึกษาใหเชี่ยวชาญ ตองมานะบากบั่น ไมเกียจไมคราน
แปด รูจักออมประหยัด เกา ตองซื่อสัตยตลอดกาล
น้ําใจนักกีฬากลาหาญ ใหเหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา
สิบ ทําตนใหเปนประโยชน รูบาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติตองรักษา
เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเปนเด็กที่พาชาติไทยเจริญ...”
ดวยในป 2546 ที่ผานมา เปนปแหงการสงเสริมการอานและ
การเรียนรู จึงควรที่เด็กไทยทุกคนจะใหความสําคัญกับการอาน โดย
เฉพาะภาษาไทย อันเปนเอกลักษณประจําชาติ ที่จะตองรวมกัน
อนุรักษ และใชใหถูกตอง ซึ่งถือเปนบทบาทหนาที่หรือภารกิจอีกขอ
หนึ่งที่เยาวชนของชาติ ตองถือปฏิบัติโดยสงเสริม อนุรักษ และสืบทอด
ศิลปวัฒนธรรมทางภาษาไทยของเรา ใหดํารงอยู เปนเอกลักษณของ
ชาติสืบไป ดังพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช ที่พระราชทานไวมีความตอนหนึ่งวา
“ภาษาไทย เปนเครื่องมืออยางหนึ่งของชาติ เปนทางสําหรับแสดงความคิดเห็นอยาง
หนึ่ง เปนสิ่งที่สวยงามอยางหนึ่ง เชนในทางวรรณคดี เปนตน...เรามีโชคดี ที่มีภาษาของตน
เองแตโบราณกาล จึงสมควรอยางยิ่งที่จะรักษาไว...”
เยาวชนไทยทุกคน จึงควรสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทาน โดยตั้งใจปฏิบัติหนา
ที่ตามพระบรมราโชวาท รวมกันสรางความเพียรดวยการเพิ่มพูนขุมทรัพยทางปญญา ควบคูไปกับ
คุณธรรม ใหมีพลังที่จะปกปอง พัฒนาชาติบานเมือง และเชิดชูคุณคาของภาษาไทยของเรา ซึ่งเปน
มรดกวัฒนธรรมอันล้ําคายิ่ง ใหสมกับเปนเยาวชนคนดี ที่มีความกตัญู รับผิดชอบตอชาติ
ตอแผนดิน เด็กไทยในวันนี้ ก็จะพบแตสิ่งดีๆในชีวิต ดังคําขวัญวันเด็ก ประจําป พุทธศักราช 2547 ที่
วา “รักชาติ รักพอแม รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแนนอน”
(สําเนียง ฟากระจาง, 2547: 2)
130
7.2 การเขียนบทความ (Article) เปนความเรียงชนิดหนึ่ง มีโครงเรื่อง คือ คํานํา เนื้อเรื่องและ
สรุป บทความเขียนขึ้นเพื่อใหสาระขอเท็จจริง ความรู หรือเปนงานเขียนที่เสนอความคิดเห็น ขอเสนอแนะ
ที่นาสนใจเปนประโยชนเกี่ยวกับเรื่อง หรือเหตุการณตางๆ บทความอาจเขียนในแงเชิงวิจารณ อธิบาย
ใหความรู แนะนํา สั่งสอน หรือชวนขัน ฯลฯ
บทความโดยทั่วไปมีลักษณะเฉพาะ คือ เนื้อหาจะประกอบดวยขอมูล ขอเท็จจริงและขอ
คิดเห็น ขอเสนอแนะของผูเขียน อานแลวไดแนวคิดเพิ่มเติมไมใชเรื่องไรสาระ ตองเปนเรื่องหรือ
เหตุการณที่สําคัญ กําลังเปนที่สนใจอยูในขณะนั้น และวิธีเขียนตองชวนคิด ชวนติดตามโดยตลอด
ภาษาที่ใชในบทความ ตองเปนภาษากึ่งแบบแผน และแบบแผน เนื้อหาของบทความตอง
นําไปอางอิงทางวิชาการได ใหความคิดและความเขาใจเรื่องตางๆ อันจะเปนประโยชนในการแกปญหา
เพิ่มพูนสติปญญาแกผูอานอันเปนปจจัยในการพัฒนาคน ทั้งทางดานสติปญญา และความสามารถ
เพื่อประโยชนของสังคมและประเทศชาติ เรื่องที่จะนํามาเขียนบทความ ควรเปนเรื่องที่เปนประโยชน
ตอสวนรวม เชน เรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม การเมืองการปกครอง การบริหาร สุข
ภาพ สิ่งแวดลอม วัฒนธรรม
การเขียนบทความในแงใดก็ตาม มีวิธีปฏิบัติดังตอไปนี้
1. เขียนใหนาอานและเกิดความประทับใจ
2. เขียนแบบวิเคราะหเรื่อง วิเคราะหผูอานโดยมีการเรียงลําดับตามโครงเรื่อง
อยางถูกตอง คือ คํานํา เนื้อเรื่อง สรุป
3. เขียนแจมแจงและใหผูอานคลอยตาม
4. เขียนอางอิงอยางมีหลักฐานนาเชื่อถือ
5. เลือกเขียนเรื่องที่กําลังเปนที่นิยม
6. เขียนใหมีสาระและชวนอานอยางเพลิดเพลิน
7. แทรกความคิดเห็นหรือขอคิดในทางสรางสรรคและไมขัดตอวัฒนธรรมอัน
ดีงาม
8. เขียนอยางมีเหตุผล เสนอแนะในสิ่งควรทําได
9. ตั้งชื่อเรื่องไดอยางเหมาะสมใหดูนาอาน เนื้อเรื่องมีเอกภาพ สัมพันธภาพ
และสารัตถภาพ ตลอดจนสรุปเรื่องฝากขอคิดเพื่อใหผูอานคลอยตาม และประทับใจ
131
ตัวอยาง การเขียนบทความ
ตามรอย...คําสอนของพอ
เรื่อง : สําเนียง ฟากระจาง คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จเถลิงถวัลยราชยสมบัติครบ 60 ป ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 นับเปน
มหามงคลสมัยที่จะไดรับการจารึกไว เพราะไมเคยปรากฏในประวัติศาสตร ของชาติไทยและของโลก ประชาชนชาวไทยที่อยูทั่วประเทศ
และทั่วทุกมุมโลกตางปลื้มปติในวาระ มิ่งมงคลครั้งนี้ จึงพรอมใจกันถวายพระพรแดพระบาท
สมเด็จพระเจาอยูหัวฯ เพื่อแสดงถึงความกตัญูกตเวทิตาคุณ แสดงความจงรักภักดี แดพระองคผู
ทรงคุณอันประเสริฐสุด พระผูทรงสรางสรรคความเจริญผาสุกรมเย็นแกบานเมืองนานัปการอยาง
อเนกอนันต
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปน “ยิ่งกวาพระมหากษัตริย” ทรงเปน
ศูนยรวมใจของไทยทั้งชาติ ทรงเปนพอหลวงของแผนดิน ทรงเปนนักการศึกษา ทรงเปนนักพัฒนา ทรงพระปรีชาญาณในศาสตรสาขาตางๆ
มากมาย ทรงเปนภูมิพลังแหงแผนดินไทยโดยแท พระองคทรงเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติเปนที่ประจักษแกพสกนิกรไทย เบื้อง
พระยุคลบาทจากพระราชกรณียกิจ และคําสอนจากกระแสพระราชดํารัสที่พระราชทานแกปวงชนชาวไทย เนื่องในวโรกาสตางๆเปนเรื่องที่
อํานวยประโยชนในการดําเนินชีวิตเปนอยางยิ่ง ความจงรักภักดีที่ราษฎรมีตอพระองคอยางมากมาย ก็เพราะพระองคทรงมีความรักความหวง
ใยในราษฎรของพระองคดังความจากพระราชนิพนธบันทึกประจําวัน “เมื่อขาพเจาจากสยามมาสูสวิตเซอรแลนด”มีความตอนหนึ่งวา
“ถึงวัดเบญจมบพิตรรถแลนเร็วไดบาง ตามทางที่ผานมาไดยินเสียงใครคนหนึ่งรองขึ้นมาดังๆ วา อยาละทิ้งประชาชน อยากจะ
รองลงไปบอกวา ถาประชาชนไมทิ้งขาพเจาแลว ขาพเจาจะละทิ้งอยางไรได แตรถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแลว ” จนเวลา
ลวงเลยไปประมาณ 3 ป เศษ คือ ในวันศุกรที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระองคไดพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก
132
ประชาชนชาวไทย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ไววา“เราจะครองแผนดินโดย
ธรรม เพื่อประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” จากวันนั้นจนถึงวันนี้เปนเวลา 60 ปแลว พระองคทรงปกครองแผนดินโดยธรรม เพื่อ
ประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม ตามแนวทางพระปฐมบรมราชโองการเสมอมา เพื่อความผาสุกของมวลชน
พระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทุกเบื้องพระยุคลบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจา
อยูหัวฯ ทรงสรางความผาสุกรมเย็นแกผองพสกนิกรไทยทุกหมูเหลาทั่วทั้งประเทศอยางตอเนื่อง
ตลอดมาโดยยึดหลักทศพิธราชธรรมตามพระปฐมบรมราชโองการ แสดงใหเห็นถึงพระสัจบารมี ที่ทรง
พระราชทานไวทุกประการ ทศพิธราชธรรม 10 คือ ธรรมหลักสําหรับพระราชาในการใชพระราช
อํานาจ และการบําเพ็ญประโยชนตออาณาประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏ 10 ประการ
ดังนี้
(1) ทาน ใหทานหรือการให
(2) ศีล การรักษาศีล ความประพฤติเรียบรอยดีงาม หรือการตั้งพระทัยมั่น และทรงประพฤติพระราชจริยวัตร พระวรกาย
พระราชดํารัส พระราชหฤทัยใหปราศจากโทษ
(3) ปริจาคะ การสละประโยชนสวนตน หรือการบริจาคอันไดแก การที่ทรงสละสิ่งไมเปนประโยชนหรือมีประโยชนนอย
เพื่อสิ่งที่ดีกวา
(4) อาชชวะ การซื่อตรงตอตนเองและผูอื่น ความซื่อตรง
(5) มัททวะมีความสุภาพออนโยน มีสัมมาคารวะ เปนผูมีอัธยาศัยออนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร
(6) ตปะ ความพากเพียร ไมเกียจคราน
(7) อักโกธะ การระงับความโกรธ ความไมโกรธ หรือการไมแสดงความโกรธใหปรากฏ
(8) อวิหิงสา การไมเบียดเบียน ทรงมีพระราชอัธยาศัยกอปรดวยพระมหากรุณา
(9) ขันติ ความอดทน คือ การที่ทรงมีพระราชจริยวัตรอันอดทนตอสิ่งทั้งปวง
(10) อวิโรธนะ การยึดมั่นในความยุติธรรม แนวแนในความถูกตอง คือ การที่ทรงตั้งอยูใน
ขัตติยราชประเพณี ไมทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยวัตร นิติศาสตร ราชศาสตร
133
ในประเทศไทยไมมีพื้นที่ใด ที่พระองคเสด็จไปไมถึงทรงหาแนวทางในการแกปญหาชาติบานเมืองทุกคราวเมื่อประสบภาวะวิกฤต
โครงการกวา 3,000 โครงการ ที่สรางชาติไทยใหเขมแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเปนอยูที่ดี ก็ดวยพระปรีชาสามารถ พระอัจฉ
ริยภาพ และพระบารมีของพระองคกระแสพระราชดํารัสของพระองคที่พระราชทานแกพสกนิกรไทย เนื่องในวโรกาสตางโดยเฉพาะในวัน
เฉลิมพระชนมพรรษา ทุกถอยคําพระราชดํารัสบงบอกถึงความหมายโดยนัย ในการตักเตือน ชี้แนะ หรือแนวทางการแกไขหาทางออก
ของวิกฤตการณในชวงเวลานั้นๆ เสมอมา ขออัญเชิญพระราชดํารัสบางตอนดังนี้ พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2514
“...ในการประกอบการงานดานตางๆ อยูทุกวันนี้มีเหตุการณหลายอยางที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ
กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความมั่นคงของชีวิต และการงานของคนไทยโดยสวนรวมมาก จําเปนตองปดเปาแกไขให
ผานพนไปโดยเร็ว ขาพเจาจึงใครขอใหทุกฝายเรงรัดปฏิบัติสรรพกิจการงานโดยขะมักเขมน และสอดคลองเกื้อกูลกัน ขอให
รักษาความดี ความสามัคคี และความสุจริตใหมั่นคง เพื่อประโยชนสุข ของชาติไทย ซึ่งเปนเปาหมายอันสูงสุด...”
จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือเหตุการณตางๆ ที่กําลังเกิดขึ้นในบานเมือง สงผลกระทบตอระบบ
ความมั่นคงในการดํารงชีวิต ความเปนอยู ทุกฝายตองชวยกัน โดยการปฏิบัติหนาที่ของตนใหดี และตองรักษาความดี มีความ
สามัคคี และมีความสุจริต
การทําหนาที่ของตนใหดีถูกตองสมบูรณ ไมใชทําเพื่อประโยชนสวนตนหรือตางคนตางทําแตตองทําไปพรอมๆ กัน โดยมี
จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ สวนการรักษาความดีนั้นเปนหนาที่ของคนดีทุกคน คนดี คือ คนที่มี
คุณธรรม 4 ประการ ไดแก การรักษาความสัจ การขมใจตนเอง ความอดทน และความเสียสละ เมื่อทุกคนมีความสุจริตในหนาที่ของคนดี
ก็จะเกิดความสามัคคีในหมูคณะตามมา ปญหาตางๆก็จะหมดไป พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523
“...ปจจุบันนี้ วิกฤติการณตางๆเกิดขึ้นในโลกไมขาดระยะ และนับวันดูจะยิ่งหนักหนาเขา ทําใหเราตองถูกกระทบ
กระเทือนจนนาวิตกหวงใยในความมั่นคงและปลอดภัยของบานเมืองอยางมาก ขอนี้นาที่จะทําความเห็นใหกระจางวา เมื่อ
สถานการณใดจะเกิดขึ้น เราก็จะตองเผชิญสถานการณนั้นดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลาหาญ...”
จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือ โลกกําลังประสบภาวะวิกฤตทุกดาน อันจะสงผลกระทบตอความมั่น
คงและปลอดภัยของบานเมือง ทรงชี้ใหเห็นถึงแนวทางในการเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตดังกลาวดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลา
หาญ
สติ หมายถึง ความรูสึก ความรูสึกผิดชอบ ความระลึกได และความมีสติในกระแสพระราชดํารัสนี้ ทรงใหทุกคนมีสติปญญา
คือ ปญญารอบคอบ และมีสติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกได และความรูตัว มีความรูสึกตัวดวยความรอบคอบและดํารงตนในความไม
ประมาท การทําการใดๆ ตองมีสติ ความยั้งคิด และวิจารณญาณ อันถี่ถวนรอบคอบ เปนเครื่องควบคุมกํากับใหดําเนินงานไปได
โดยถูกตองเที่ยงธรรมตามทิศทาง นอกจากนี้ทรงใหตระหนักเรื่องความสามัคคีดัง พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523วา
“...ความสามัคคีนี้เปนคุณธรรมสําคัญประการหนึ่งซึ่งหมูชนผูอยูรวมกันจําเปนตองมี ตองถนอมรักษา และตองนํามา
ใชอยูสม่ําเสมอ เนื่องดวยสรรพกิจการงานที่เปนสวนรวมทุกดาน ทุกระดับ ตองอาศัยบุคคลหลายฝายรวมกันคิด รวมกันทํา
ถาแตละฝายเขามารวมงานกันดวยความตั้งใจดี ดวยความรูความสามารถ ดวยความฉลาดมีเหตุผล และดวยความคิด ที่
สรางสรรค งานก็จะสําเร็จผลสมบูรณงดงามตามประสงคทุกอยาง...”
134
จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ การอยูรวมกันของกลุมชนหมูมาก จําเปนตองใชความสามัคคีที่เปน
คุณธรรมสําคัญประการหนึ่ง เปนตัวตั้ง งานทุกอยางจึงจะประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค
สามัคคี หมายถึง ความพรอมเพรียงกัน ความปรองดองกัน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯทรงฝากเรื่องความสามัคคีแกปวง
ชนชาวไทยทุกหมูเหลา ใหมีความรวมมือรวมใจกันดวยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจตอกัน ไมแกงแยงชิงดี อิจฉาริษยากัน ในการที่จะทํา
การงานเพื่อประโยชนแหงสวนรวม พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2532
“...ระยะหลังนี้สถานการณหลายดาน ไมวาทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เปลี่ยนแปลงแปรผันอยางรวดเร็วและ
ซับซอน อาจเปนเหตุใหบางคนบางฝายเกิดความสับสนในความคิด และความไมเขาใจกันในการปฏิบัติงานซึ่งเปนขอที่นา
วิตก ขาพเจาเห็นวาทุกฝายสามารถจะสามารถคลี่คลายปญหานี้ไดไมยากนัก ถาเราหวนคิดพิจารณาเรื่องตางๆที่เปนมา
แลวในอดีตโดยละเอียด ใหเห็นวาแตละเรื่องแตละเหตุการณเกิดขึ้นจากขอมูลเหตุอันใด และมีผลเกี่ยวเนื่องสืบตอมาอยาง
ไรก็จะชวยใหทราบชัดไดถึงสถานการณในปจจุบัน ตลอดจนแนวโนมที่จะเปนไปในอนาคต และความรูความเขาใจอันชัด
เจนนี้ยอมทําใหแตละคนเล็งเห็นหนาที่ที่แท กับทั้งแนวทางปฏิบัติที่ถูกตองในการจรรโลงอิสรภาพ ความเจริญมั่นคง และ
ความดีงามทั้งปวงในแผนดิน ทานทั้งหลายจึงควรระลึกอยูเสมอๆ วาการใชสติปญญาพิจารณาเหตุการณใหกวางไกลโดย
รอบคอบ และรอบดาน เปนสิ่งสําคัญและจําเปนอยางที่สุด...”
จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ ความเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วทั้งในดานเศรษฐกิจ การเมือง และ
สังคม กอใหเกิดความสับสนในความคิด พระองคทรงใหตระหนักถึงความสําคัญของการใชสติปญญา การคิด ใหรูจักใชความคิด
พิจารณาเรื่องตางๆ ดวยปญญาอยางมีวิจารณญาณที่จะชวยคลี่คลายปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้น อันจะอํานวยประโยชนตอชาติบานเมืองสืบ
ไป
ปญญา เปนตัวนําทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อยางไร แคไหน ก็อยูที่วา มีปญญาชี้นําหรือบอก
ทางใหเทาใด ปญญาเปนตัวปลดปลอยจิตใจ ใหทางออกแกจิตใจ เชน เมื่อประสบปญหาใดก็ตาม หากเกิดสติปญญารูวาจะทํา
อยางไร จิตใจก็โลง เปนอิสระได ทั้งนี้ การพัฒนามีหลายระดับ เชน ปญญาชวยใหดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ ประสบความ
สําเร็จ ปญญาชวยใหดําเนินเขาสูวิถีชีวิตที่ถูกตองดีงาม ปญญาชวยใหบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงาม
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงมีพระราชดํารัสแกปวงชนชาวไทย ใหรูจักทําสิ่งที่มีเหตุผล ไมทําตามใจตนเองในเรื่อง
ตางๆ ลดความถือดีแลวรวมมือกันปฏิบัติหนาที่ดวยความปรองดองกันดังความในพระราชดํารัสวา
“...ปจจุบันนี้ รูสึกวาบานเมืองมีปญหา และความขัดของเกิดขึ้นไมสรางซาเกือบทุกวงการ เปนเครื่องบงบอกชัดเจนวา
ถึงเวลาแลว ที่ทุกคนทุกฝายจะตองลดความถือดี และการทําตามใจตัวเอง แลวหันมาหาเหตุผลความถูกตองและความรับผิด
ชอบตอสวนรวมกันอยางจริงจัง เพื่อกําจัดอคติและสรางเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน จักไดสามารถรวมกันเรงรัด
ปฏิบัติสรรพกิจการงานใหประสานสอดคลอง และปรองดองเกื้อกูลกัน ใหสัมฤทธิ์ประโยชนสูงสุดในการธํารงรักษาอิสรภาพ
อธิปไตย และความเปนไทย ใหยืนยงมั่นคงอยูตลอดไป...”
จากกระแสพระราชดํารัสบางตอนในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ที่ทรง
พระราชทานแกพสกนิกรไทยเนื่องในวโรกาสวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ดัง
อัญเชิญมาขางตน เปรียบ เสมือนแสงนําทางแหงชีวิต ใหกาวไปสูหนทางสวางไสว พน
135
จากความมืดมน และสูเปาหมายปลายทางคือ ความอยูอยางรมเย็นเปนสุข เราคนไทยทุกคนควรประพฤติปฏิบัติตามแนวทางพระราชดํารัส
ของพระองค เพื่อใหบังเกิดผลดีทั้งแกตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติสืบไป
ภาพพระพักตรที่เปยมไปดวยพระเมตตา ทรงโบกพระหัตถแกประชาชนของพระองค ยามเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร
พระที่นั่งอนันตสมาคม เปนภาพประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากที่ใครจะลืมเลือน บรรยากาศ ณ วันนั้น ไดประกาศใหโลกไดรับรูถึง
ประเทศไทย ที่ไมเพียงแตเปนประเทศเล็กๆ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศเทานั้น
หากแตยังประกาศพลังแหงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีตอพระมหากษัตริยของพวกเขา เมืองไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริยที่ทรงเปน
มหาบุรุษ และเปนภูมิพลังแหงแผนดิน พระราชดํารัสที่พระราชทานในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ตราตรึงอยูในสํานึกของพสกนิกรทั้งมวล
ความวา
“ขาพเจามีความยินดีเปนอยางยิ่ง ที่ไดมาอยูในทามกลางมหาสมาคม พรอมพรั่งดวยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ
ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคําอวยพรและการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ ที่ทุกคนตั้งใจจัดใหขาพเจาเปนพิเศษ ทั้ง
รัฐบาลไดจัดงานครั้งนี้ไดเรียบรอยและงดงาม น้ําใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่รวมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่
พรอมเพรียงกันมาในวันนี้ นาปลาบปลื้มใจมาก เพราะแตละคนไดแสดงออกและตั้งใจมาดวยความหวังดีจากใจจริง จึงขอ
ขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปยมไปดวยความปรารถนาดีและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝาย ทําใหขาพเจา
เห็นแลวมีกําลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเปนที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทําใหคนไทยเราสามารถรวมมือรวม
ใจกันรักษาและพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรืองสืบตอกันไปไดตลอดรอดฝง
ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทํา ดวยความเมตตา มุงดี มุงเจริญตอกัน
ประการที่สอง คือ การที่แตละคนตางชวยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชนกัน ใหงานที่ทําสําเร็จ
ผล ทั้งแกตน แกผูอื่น และประเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยูในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเทา
เทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือ การที่ตางคนตางพยายามทํา นําความคิด ความเห็นของตนใหถูกตอง เที่ยงตรง และมั่นคงอยูใน
เหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพรอมมูลในกาย ในใจของ
คนไทย ก็มั่นใจไดวา ประเทศชาติไทยจะดํารงมั่นคงอยูตลอดไปได
จึงขอใหทานทั้งหลายในมหาสมาคมแหงนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมูเหลา ไดรักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไวให
เหนียวแนน และถายทอดความคิดจิตใจนี้กันตอไปอยาไดขาดสาย เพื่อใหประเทศชาติของเราดํารงยืนยงอยูดวยความรม
เย็นเปนสุข ทั้งในปจจุบันและใน ภายหนา
ขออํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุมครองรักษาประเทศชาติไทย ใหปลอดพนจาก
อันตรายทุกสิ่ง และอํานวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ใหเกิดแกประชาชนชาวไทยทั่วกัน”
136
มวลพสกนิกรไทยตางพนมมือนอมรับใสเกลาใสกระหมอมทุกถอยคํา ทุกประโยค ในกระแสพระราชดํารัส คําสอนของพอ ที่
ทรงมุงหวังใหลูกทุกคน คิดดี ทําดี มีคุณธรรม ชวยกันค้ําจุนประเทศชาติสืบไป...ยากที่ใครจะกลั้นน้ําตาแหงความปลื้มปติ
137
ธงชาติไทย และธงสัญลักษณที่อยูในมือของทุกคน ณ บริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมไปจนทองถนนราชดําเนินกลาง
กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 โบกพลิ้วเปนคลื่นแหงความจงรักภักดี หมื่นลานดวงใจผูกรอยดวยกันเปนหนึ่งเดียว
วา “เคารพ เทิดทูน และรักพระองคทานเหลือเกิน” 1
7.3 การเขียนโนมนาวใจ การเขียนโนมนาวใจ หรือการเขียนชักชวน เปนการเขียนที่ผูเขียนตองการใหผูอานทํา
กิจกรรมใหสําเร็จตามที่ผูเขียนตองการความตองการนั้นอาจจะใหกระทําเลือกกระทํา หรือกระทําสิ่งนั้นตอไป ซึ่งจะมีผลประโยชนตอตน
เองหรือสวนรวม เชน การเขียนคําโฆษณา การเขียนคําขวัญ เปนตน
7.3.1 หลักการเขียนโนมนาวใจ ในการเขียนโนมนาวใจนั้น ผูเขียนจะตองรูหลักในการเขียน ซึ่งมีดังนี้
- หลักจิตวิทยา
การเขียนโนมนาวใจ จะตองใชหลักจิตวิทยาที่วา มนุษย กระทําเพื่อตอบสนองความตองการของตัวเอง ดังนั้นผูเขียน
จะโนมนาวใจผูอาน กระทําโดยชี้ใหเห็นวา ถาผูอานทําตามผูเขียนแลว ผูอานยอมไดรับผลตอบสนองความตองการทางดานรางกาย จิต
ใจ หรือสังคม อยางใดอยางหนึ่ง หรือมากกวานั้น ความตองการของมนุษยจึงเปนสิ่งกระตุนใหมนุษยทําสิ่งตางๆ ตามความตองการของ
ผูเขียน
ความตองการของมนุษยซึ่งนํามาใชในการเขียนโนมนาวใจ ตามทฤษฎีของมาสโลว มี 5 ระดับ คือ
1. ความตองการพื้นฐานทางรางกาย ไดแก ปจจัย 4
2. ความปลอดภัย เมื่อมนุษยมีปจจัย 4 แลว มนุษยยังตองการความปลอดภัย มั่นคง จากรายไดในการ
ทํางาน เพื่อการดํารงชีวิต
3. ความเปนเจาของ มนุษยตองการเพื่อน ญาติมิตร และมีครอบครัว เพื่อมีสวนรวมเปนเจาของ
และเพื่อสรางฐานะ สรางครอบครัว สืบทอดวงศตระกูล
4. ความยอมรับในสังคม มนุษยตองการใหคนยอมรับ และนับหนาถือตาในวงสังคม
5. ความสําเร็จของตนเอง มนุษยตองการจะทํากิจกรรมตางๆ ใหสําเร็จไปดวยดี
นอกจากการเขียนโนมนาวใจ จะยึดหลักความตองการของมนุษยดังกลาวขางตนแลว การเขียนโนมนาวใจ ยังเกี่ยวโยงกับ
ลักษณะกลุมผูอานอีกดวย ถากลุมผูอานมีความสัมพันธตอกัน และมีเปาหมายของกลุมแนนอน ผูอานแตละคนจะตกอยูในอิทธิพลของ
กลุม กลุมเปนผูกําหนดพฤติกรรมของสมาชิกใหเปนแบบแผนเดียวกัน ดังนั้นการเขียนโนมนาวใจเปนกลุมเชนนี้ การกระทํากิจกรรมใดๆ
ก็ตาม ผูเขียนจะตองใชหลัก “พวกมากลากไป” โดยเราอารมณคนสวนใหญใหเลื่อมใส เชื่อมั่นในคําพูด และผลักดันใหกลุมกระทําตามที่
คนสวนใหญตองการ
- กลวิธีการเขียน โดยทั่วไปแลว การเขียนโนมนาวใจมีอยู 2 วิธี คือ
1
สํ า เ นี ย ง ฟา ก ร ะ จ า ง ต า ม ร อ ย คํ า ส อ น ข อ ง พอ. “ ... ” ว า ร ส า ร
ส ว น ดุ สิ ต ฉ บั บ ที่ ป ที่ ห น า. 1 0 3 : 8 – 12 : 3 ก ร ก ฎ า ค ม -
กั น ย า ย น 2549.
138
1. โนมนาวใจอยางตรงไปตรงมา ซึ่งผูอานรูวากําลังถูกโนมนาวใจ
2. โนมนาวใจทางออมที่ผูอานไมรูตัว
วิธีการทั้ง 2 วิธีดังกลาว จะมีวิธีการเขียนอยู 3 ระดับ คือ
1. การใหขาวสาร การเสนอขาวสารขอมูลของผูเขียน มีจุดมุงหมายที่ตองการใหผูอานเขาใจ เกิดความ
เลื่อมใสศรัทธา มีความไววางใจ และประทับใจเรื่องที่อาน สิ่งเหลานี้จะเปนการนําไปสูการตัดสินใจวา ควรเชื่อถือเรื่องที่อานหรือไม การ
ใหขาวสารในการเขียนโนมนาวใจ ไดแก การยกตัวอยาง หรือ การเลาเรื่องเปนอุทาหรณ การอางสถิติ การยกคําขวัญ คําพังเพย
สุภาษิต ประกอบ ซึ่งการไดขาวสารประเภทนี้ ทําใหผูอานเกิดจินตนาการไดชัดเจน
2. การทําใหเชื่อ มีจุดมุงหมายตองการใหผูอานเชื่อเรื่องที่อาน โดยผูเขียนจะใชเหตุผล หรืออาง
หลักฐานตางๆ เพื่อสนับสนุนความคิดของผูเขียนใหมีน้ําหนักและนาเชื่อถือ
3. การโนมนาวใหกระทํามีจุดมุงหมายตองการใหผูอานกระทําตามขอเขียนนั้น
7.3.2 ประเภทของการเขียนโนมนาวใจ
จุดประสงคสําคัญของการเขียนโนมนาวใจ คือ เขียนใหผูอานกระทําตามคําชักจูงของ ผูเขียน จึงแบง
ประเภทของการเขียนโนมนาวใจได 3 ประเภท คือ
- การเขียนโนมนาวใหกระทํา
การเขียนใหผูอานกระทํากิจกรรมใดๆตามความตองการ ผูเขียนจะตองชี้ใหผูอานเห็นวาเรื่องนั้นๆ
เปนประโยชนตอตนเองหรือสวนรวม
- การเขียนโนมนาวใหเลิกกระทํา
การเขียนใหเลิกกระทําจะเกิดขึ้น เมื่อตองการใหผูอานเลิกกระทํากิจกรรมนั้น เวลาเขียนจะตองชี้ให
เห็นวา การกระทํานั้นเกิดผลเสียตอตนเองและสวนรวม
- การเขียนโนมนาวใหกระทําตอไป
การเขียนประเภทนี้ มีลักษณะเปนงานเขียนที่ตองการใหผูอานกระทํากิจกรรมตอไป เพราะเปน
กิจกรรมที่ดีมีประโยชน ทั้งตอตนเองและสวนรวม ผูกระทําไมควรเลิกกระทํา แตควรกระทําตอไป
ตัวอยาง รูปแบบของการเขียนโนมนาวใจ
สําเนียง ฟากระจาง (2553 :189 - 196) การเขียนโฆษณา เปนการเขียนที่มีจุดมุงหมายใหผูอานยอมรับ จนเกิด
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ คานิยม และ พฤติกรรม เปนไปตามจุดมุงหมายของผูเขียน การเขียนโฆษณามีดังนี้
(1) การเขียนโฆษณาสินคา เปนการเขียนเพื่อมุงที่จะขายสินคา โฆษณา
หรือขายบริการ ซึ่งในการเขียนประเภทนี้ผูเขียนจะตองมีความรูหลายๆ ดาน เชน มีศิลปะในการใชถอยคํา มีความรูเกี่ยวกับความ
ตองการของตลาด รูจักสินคาที่จะโฆษณาเปนอยางดี รูจักวิธีที่จะสรางความสนใจและเราความรูสึกอยากรูใหเกิดขึ้น ดังนั้นผูเขียน
139
โฆษณาสินคา จึงควรรูหลักเบื้องตน ของการขาย ซึ่ง ฉัตรา บุญนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง (2522 :192-195)
ไดสรุปหลักเบื้องตนของการขายไวดังนี้
1) Attentionทําใหสะดุดใจ คือ ทําใหผูซื้อที่เราเสนอขายนั้น มาเอาใจใสสินคาของเรา
2) Interest ทําใหเกิดความสนใจ
3) Desire ทําใหเกิดความปรารถนาที่จะซื้อสินคาที่เราเสนอขาย
4) Actionทําใหเกิดการปฏิบัติ คือ ทําใหผูซื้อตัดสินใจซื้อสินคาของเรา
การโฆษณา มีสิ่งหนึ่งซึ่งควรจะตองใหเกิดแกผูที่เราเสนอขาย คือ ทําใหเขาจําสินคาของเราได แมจะยังไมเกิดความตองการ
ซื้อ เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะตองซื้อ จะไดมุงตรงมาซื้อสินคาของเราในทันที ดังนั้น ในการโฆษณา มีขั้นตอน และเปาหมาย ดังนี้ คือ
1) Theme หมายถึง แนวคิดที่ตองการใหประชาชนจดจํา ผูจะโฆษณา ควรจะรูจุดเดนของสินคาแตละประเภท และ
นําเอาจุดนั้นมาผูกเปนวลี หรือประโยค ที่จะใหจดจํางาย เชน น้ํามัน Essoตองการเนนวาใหพลัง ผูเขียนโฆษณา อาจจะเนนวาใหพลังสูง
หรืออาจจะใชวิธีเปรียบเทียบใหเห็นชัดเจนวา จับเสือใสถังพลังสูง คนก็จะจดจําน้ํามัน ในแงนี้ ในลักษณะที่น้ํามันShell มีแนวคิด
ตองการใหคนจดจําเกี่ยวกับความตองการในการขับขี่จึงใชขอความโฆษณาวาไปซุปเปอรสวยดวยซุปเปอรเชลล
2) Copy Point หมายถึง จุดแสดงสรรพคุณผูโฆษณาอยางดีวา มีจุดเดนที่ใดบาง ขอสําคัญคือ ผูโฆษณาจะตอง
เลือกเฉพาะจุดที่เดนจริงๆ
แนวทางที่นํามาใชในการเขียนรางโฆษณา คือ
ตอนที่ 1 เปนการพาดหัวและขยายพาดหัว
ตอนที่ 2 เปนจุดเดนๆแตกตางจากผูอื่น พรอมทั้งขอพิสูจนขออางที่แตกตางจากผูอื่น
ตอนที่ 3 เปนขอความลงทาย
ตอนที่ 1 การพาดหัวและขยายพาดหัว
การพาดหัวมีความสําคัญมาก เพราะเปนจุดที่ทําใหผูซื้อสะดุดใจ และหันมาสนใจสวนขอความที่นํามาขยายการพาดหัวนั้น เปน
สิ่งที่ทําใหเขาใจขอความที่พาดหัวดียิ่งขึ้น
การพาดหัวอาจทําไดหลายแบบ ดังนี้
1. การพาดหัวแบบขาว (News) คือเขียนเปนทํานองบอกกลาว หรือรายงานเกี่ยวกับสินคา หรือบริการที่
แปลกใหม หรือมีขาวดีเกี่ยวกับสินคานั้นๆ
ตัวอยาง
พาดหัว เนชั่น มาดใหม
ขยายพาดหัว มากสาระ สบายตา
140
สบายสมอง
2. การพาดหัวแบบคําแนะนําและสัญญา (Advice and promise) คือ เขียนเปนทํานองแนะนํา
สัญญา เปนการแนะแนวทางใหผูซื้อไดรับประโยชนอยางเต็มที่ อาจจะมีการเขียนในทํานองทาใหพิสูจนวาดีจริงหรือไมหรืออาจจะมีการ
รับประกันในระยะเวลาที่กําหนดได
ตัวอยาง
พาดหัว หมดกังวลเมื่อใช ดี.ดี.ที.ตราหัวไก
ขยายพาดหัว มีประสิทธิภาพในการกําจัดยุง แมลง
ตางๆ
สัญญาพาดหัว ไดผลแนนอน
3. การพาดหัวแบบกอใหเกิดความอยากรูอยากเห็น
(Curiosity) คือ เขียนเปนทํานองรายงานเกี่ยวกับสินคา แตใชสํานวนแปลกๆ เพื่อใหผูอานตื่นตาตื่นใจ หรือประทับใจ มักทํากัน 2
แบบ คือ
● แบบละคร (Dramatic Story headline) เปนการใชสํานวนโวหารที่โลดโผน อาจจะมี
การใชภาพพจนประกอบได
ตัวอยาง
พาดหัว ใครๆ ก็ทําเคกได
ขยายพาดหัว แตจะเรียนการทําเคกให ถูกหลัก ตองรูจักเลือก แปง ไขมัน น้ําตาล ผงฟูเพื่อที่จะทํา เคก ขนม และอาหารฝรั่ง
ไดหลายๆ ชนิด
● แบบทําใหฉงน (Provocative surprising headline)เปนการโฆษณาใหเกิดความฉงน ตื่นเตน เราใจ
4. การพาดหัวแบบเลือกกลุม (Selective)คือ เอยถึงกลุมที่คิดวาจะใชสินคาที่โฆษณานี้
ตัวอยาง
พาดหัว บรรลุเปาหมายหรือไม คุณเปนคนตัดสิน
ขยายพาดหัว จอบใหม กําลังรอการ พิสูจนจากคุณ
ตัวอยาง
พาดหัว วงแขนจา..เตาลากอน
ขยายพาดหัว โรลออนระงับกลิ่นกาย Alum Rock
141
5. การพาดหัวแบบคําสั่ง (Command) คือเขียนคลายคําสั่งใหซื้อ หรือทดลองใช แตควรเปนคําสั่งแบบที่ไมได
บังคับวาจะตองทํา
ตัวอยาง พาดหัว ดื่มแมโขง....จรรโลงจิต หรือ Drink Coca Cola / ดื่มเปบซี่...ดีที่สุด ฯ
6. การพาดหัวแบบอธิบาย (Picture Coption)คือ เขียนอธิบายภาพ ถาไมมีภาพประกอบอาจจะไมรูเรื่อง
ตัวอยาง พาดหัวเพื่อความสาว ความสวย แหงเรือนผม
ตอนที่ 2 การอธิบายประโยชน
ขอความในตอนนี้ จะชวยใหผูอานเกิดความเขาใจเกี่ยวกับสินคา และเกิดความตองการสินคานั้นๆ ในการอธิบายนี้ อาจจะ
กลาวถึงประวัติเรื่องราวตางๆ เกี่ยวกับสินคา เชน ผลิตมานาน ผลิตโดย ผูชํานาญ มีกรรมวิธีผลิตที่ดีอยางไร ฯลฯ อาจจะกลาวถึง
ประโยชน รายละเอียดเกี่ยวกับสินคา คุณภาพที่ดีกวา ราคาที่ถูกกวา หรือจุดเดนที่เปนขอไดเปรียบสินคาประเภทเดียวกันกับยี่หออื่น นอก
จากนั้น อาจจะกลาวอางถึงหลักฐานตางๆ ที่สนับสนุนวาสินคานั้นๆ ดี เชน ความเห็นของผูเชี่ยวชาญ จดหมายชมเชยจากผูใช ความเห็น
ของบุคคลที่มีชื่อเสียง สถิติการขาย ฯลฯ สวนสถานที่ ที่สามารถซื้อไดนั้น บางครั้งก็จะบอกไวในสวนนี้ บางครั้งก็จะบอกในตอนทายของ
โฆษณา
ตอนที่ 3 คําลงทาย
เปนขอความที่ตองการโฆษณาใหประทับใจจดจําเกิดความตองการ หรือเรงใหลงมือปฏิบัติการ
สรุปขอควรจําในการเขียนโฆษณา
1. เนื้อหา ควรใหขอมูลใหครบถวน อธิบายอยางถูกตองตามขอเท็จจริง รูจักหยิบยกประโยชน ขอเดน ขอไดเปรียบของสินคา
มากลาวอยางเหมาะสม และแสดงความจริงใจตอผูอาน
การพาดหัวในการโฆษณา เปนสิ่งสําคัญเชนเดียวกับการเขียน
คํานําของเรียงความ หรือบทความ เพราะถาเราสามารถทําใหผูอานสะดุดใจ หรือสนใจไดแลว
ก็จะเปนแรงจูงใจใหอยากติดตามอานตอไป
142
2. สํานวนภาษา ควรเขียนอยางกะทัดรัด ชัดเจน แจมแจง ใชภาษางายแตสละสลวย อาจจะมีคําซ้ําคํา ย้ําคํา เลน
สํานวน เลนสัมผัส เปรียบเทียบบางก็ได ทั้งนี้ควรคํานึงถึงวา สามารถทําใหผูอานเขาใจไดตรงตามจุดประสงคที่ตองการดวย
(2) การเขียนโฆษณาหาเสียง เปนการเขียนโฆษณาหาเสียงของผูรับสมัครเลือกตั้งในตําแหนงตางๆ
เชน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เปนการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดศรัทธาและเลือกตนในที่สุด
(3) การเขียนโฆษณาชักชวน เปนการเขียนโนมนาวใจใหผูอานเปลี่ยนความคิด เจตคติ คานิยม แลวหัน
มาสนใจและยอมรับความคิดเห็นของผูเขียน และปฏิบัติตามความประสงคของผูเขียน
การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ มีขั้นตอนคือ ควรบอกใหทราบวาชักชวนใหทําอะไร อธิบายใหผูอานเขาใจวาสิ่งที่ชักชวนคืออะไร
หรือเปนอยางไร และชี้ใหเห็นวา ถาทําตามที่ชักชวนแลวจะกอใหเกิดผลดีแกตนเองและสวนรวมอยางไร และอาจจะชี้ใหเห็นผลเสียที่จะ
เกิดขึ้นถาไมทําตามที่ชักชวน พรอมกันนี้ผูเขียนจะตองใหรายละเอียดตางๆ ใหมากพอที่ผูอานจะตัดสินใจวาควรทําตามหรือไม (ฉั
ตรา บุนนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง, 2522 : 191)
การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ อาจจะเขียนเปนขอความยาวๆ หรือคําขวัญสั้นๆ อานแลวจําไดทันที เพราะการชักชวนในบางครั้ง
มิไดมีเจตนาใหปฏิบัติตามในทันที หากแตตองการใหติดตาติดใจและอาจปฏิบัติตามในภายหลัง
7.4 การเขียนความเรียงอยางสรางสรรค การพัฒนาทักษะในการเขียนอีกลักษณะหนึ่งที่ตางไป
จากการเขียนเชิงวิชาการ คือ การเขียนอยางสรางสรรค ซึ่งเปนการแสดงออกดวยวิธีการใชภาษาที่
สละสลวย มีความไพเราะ ขัดเกลาไดอยางเหมาะสม เปนการพัฒนาจากพื้นประสบการณที่มีอยูแลว
ใหกาวหนาขึ้น ดวยการใชกลวิธีการถายทอดดวยทวงทํานองที่นาสนใจ การเขียนแสดงแนวคิดอันเปน
ประโยชนทําใหผูอานเกิดความจรรโลงใจ ในที่นี้ขอเสนอแนวปฏิบัติในการเขียน ความเรียงอยางสราง
สรรค ดังนี้
7.4.1 พากเพียรเขียนฝก ดังไดกลาวแลววา การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู
ความคิด และความรักในงานเขียนเปนปจจัยพื้นฐานสําคัญ การเขียนที่ดีผูเขียนจะตองรูจักลําดับ
ความคิดของตนใหผูอื่นรูเรื่อง และเขาใจสิ่งที่ตนคิดโดยใชภาษาถายทอดไดอยางสละสลวย ถูกตอง
ตามหลักภาษาและระเบียบแบบแผน ซึ่งผูเขียนควรคํานึงถึงหลักในการเขียนความเรียง ดังนี้
- วางจุดมุงหมายใหชัดเจน วาจะนําเสนอสารเรื่องอะไร แลวประมวลความคิด
ใหสอดคลองสัมพันธกับจุดมุงหมายนั้น
- มีเอกภาพสัมพันธ หมายถึง เรื่องที่เขียนนั้นมีประเด็นสําคัญหรือประเด็น
หลักเพียงประเด็นเดียว แตอาจแตกประเด็นยอยได ทั้งนี้ตองมีความสอดคลองสัมพันธกันในแตละ
ยอหนา แตละสวนโดยเนนความคิดสําคัญใหเห็นเดนชัด คือ มีสารัตถภาพที่ชัดเจน
- สัดสวนของเรื่องเหมาะสม เรื่องที่เขียนควรพอดีไมสั้นหรือยาวเกินไปควร
ใหรายละเอียดในสวนที่ควรเนน ตัดพลความที่ไมสําคัญ เพราะความเรียงที่ดีควรกระชับ กะทัดรัด
ปดเรื่องใหผูอานรูสึกประทับใจ
143
7.4.2 บันทึกสรุปความ การบันทึกสรุปความเปนการบันทึกยอจากเรื่องที่ไดสังเคราะห
มาแลว ใหไดใจความชัดเจนสมบูรณ และนาสนใจ โดยผูเขียนเปนผูบันทึก ดังตัวอยาง
ตัวเรื่องมัคคุเทศกนอย
“คุณครับ ใหผมเปนคนพาเที่ยวเอาไหมครับ” เด็กชายอายุประมาณ 12 เอยถามคณะของเรา
ในทันทีที่เราจอดรถที่หนาโบสถพระมงคลบพิตรแหงจังหวัดอยุธยาในเชาวันอาทิตยนั้น
ขอความที่บันทึกไว
อยุธยา - หนาโบสถพระมงคลบพิตร - วันอาทิตยที่ 15 ส.ค. 2516 - ไปกับคณะทองเที่ยว
กลุมเล็ก 7 - 8 คน
เด็กชายอายุประมาณ 12 ป อาสาเปนมัคคุเทศกนําเที่ยว การพูดจาดูคลองดี - เสนอนํา
เที่ยว 7 แหง คือ พระนอนกลางแจง กรุสมบัติ ภูเขาทอง วัดตูม พะเนียดคลองชาง แหงที่ 7 โรงพัก
ที่เขาเก็บสมบัติเกาใหมจากกรุไวใหคนชม
ดูทาทางเด็กจะยากจน นุงกางเกงดําเกาๆ เสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน แตทาทาง
ฉลาด มีวิธีพูดที่แสดงความมั่นใจ ชวนใหนึกเอ็นดู พวกเราตกลงใหเด็กคนนั้นนําเที่ยว เราเลยตั้งให
เด็กคนนั้นเปน “มัคคุเทศกนอย”
เราใหรางวัลเด็กไปโดยรวมจากทุกคนได 80 บาท ก็ไมเลวสําหรับมัคคุเทศกนอยที่พาเรา
เที่ยวเกือบทั้งวัน
เด็กคนนั้นดูชางภาคภูมิใจที่ไดทําหนาที่อวดสมบัติและสถานที่สําคัญของเมืองที่แกอยู
ตัวแทนของเยาวชนที่ดีในปจจุบัน หารายไดอยางสุจริต ชอบใจคําพูดตรงที่จะจากากัน
เมื่อเราแนะนําใหความรูเพื่อยึดอาชีพมัคคุเทศก แกกลับตอบวาไมเอา เพราะกลัวจะไมมีคนไวใจ
ที่ทําเชนนี้ไดเพราะแกเปนเด็ก - นาคิด!
“มัคคุเทศกนอย”
144
ทุกคนในคณะทองเที่ยวกําลังเบิ่งมองดูโบสถใหมอยางแปลกใจ ตางก็หันมาดูเด็กนอย
อยางประหลาดใจ
“ผมพาเที่ยวได 7 แหงครับ จากนี่ไปดูพระนอนกลางแจงองคใหญ แลวไปวัดที่เขาขุด
สมบัติไปดูสมบัติเกาและสมบัติใหมที่โรงพัก ไปภูเขาทอง วัดตูม แลวก็พระเนียดคลองชาง
เอาไหมครับ? คาปวยการแลวแตจะให”
เราตางมองตากันดวยความรูสึกตาง ๆ กัน บางคนก็ขบขัน บางคนก็สมเพช บางคนก็นึกนาเอ็นดู
พอหนูผูนุงกางเกงดําเกา ๆ สีเกือบจะกลายเปนสีเทา สวมเสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน ทาทางฉลาด
และทุกคําพูดเต็มไปดวยความมั่นใจ
อันที่จริงในวันนั้นเมื่อออกจากกรุงเทพฯ เราเพียงแตตกลงกันวาจะไปชมสมบัติโบราณซึ่งขุดได
ในคราวหลังใหเปนขวัญตาสักหนอย เพราะเขาลือกันทั่วกรุงวาสมบัติคราวหลังนี้มากมายและสวยงาม
กวาที่ขุดไดคราวกอนเปนหลายเทา แตครั้นมาถึงอยุธยาเขาจริงก็เกิดมีผูออกความเห็นวา อยาเพิ่งตรง
ไปดูสมบัติเลย ไปชมเมืองกันกอนดีกวา ผูที่ไปในวันนั้นที่จริงก็เคยไปเที่ยวอยุธยากันหลายครั้งแตมิใช
ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นอยุธยาในวันนั้นจึงแปลกตาไปหมด เพราะอยุธยาเมืองที่เราภาคภูมิในความเกาแก
ของโบราณสถาน เมืองที่เราเคยไปเพื่อระลึกถึงความหลังเมื่อครั้งรุงเรืองโดยสรางมโนภาพจากสิ่งปรัก
หักพังเหลานั้น ในบัดนี้มีแตความใหม
“ฉันอยากจะรูวามีอะไรใหมตาอีกบาง” คนหนึ่งเอยขึ้น
“ฉันอยากดูที่ที่เด็กเอยชื่อมานั่น” อีกคนหนึ่งเอยขึ้น
“ฉันอยากไปวัดตูม เขาลือกันวาน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์”
เปนอันสรุปวา ถึงแมเราจะเคยมาเที่ยวอยุธยากันมากอนก็ตาม แตก็ยังไมเคยมีใครในคณะ
ของเราเคยไปเที่ยวชมสถานที่ตาง ๆ ครบตามที่เด็กนอยเสนอรายชื่อมา ดังนั้นเราจึงตกลงกันวา นอก
จากการมาดูสมบัติเห็นจะตองชมอยุธยาเมืองใหมใหทั่วอีกดวย แตละคนไมรูจักถนนหนทางดี พอหนู
นอยจึงเกิดเปนคนสําคัญขึ้นมาทันที หลังจากที่ไดขึ้นมานั่งบนรถกับเราเรียบรอยแลวก็เริ่มหนาที่
มัคคุเทศกทันที
เราตองยอมรับวา เราไมเคยเห็นพระนอนองคใหญกลางแจงองคนั้นมากอน หรือไมเราอาจจะ
จําไมไดเพราะพระนอนองคนั้นเพิ่งไดรับการบูรณะใหมเอี่ยม เราไมเคยไปดูพะเนียดคลองชางมากอน
และที่คณะของเราพอใจมากก็คือวัดตูมและน้ํามนตจากเกศพระ ซึ่งควรจะนับเปนสิ่งมหัศจรรยของโลก
ไดอีกครั้งหนึ่ง ถามีการพิสูจนกันวาน้ํามนตนั้นเกิดจากเกศพระพุทธรูปไมมีที่สิ้นสุด
จุดหมายปลายทางของเราก็คือที่สถานีตํารวจ อันเปนที่เก็บสมบัติและเก็บตัวนักโทษผูลักขุด
สมบัติซึ่งอยูในที่ใกล ๆ นั่นเอง สมบัติมีมากมายตั้งแตของใหญ เชน พระขรรคอันงดงาม สิงโต จน
กระทั่งรองเทาทองคูกระจอยรอย ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเก็บไวที่ชั้นบน
145
พอหนูมัคคุเทศกนอยยิ้มอยางพอใจเมื่อเราเปดกระเปาหยิบธนบัตรจํานวนหนึ่งสงให เมื่อการนํา
เที่ยวสิ้นสุดลงแลว
“หนูเคยนําใครมาเที่ยวบางหรือปาว” คนหนึ่งในพวกเราถามขึ้น
“เคยหลายรายแลวครับ”
“เรียนหนังสือหรือเปลา”
“เรียนครับ อยูชั้น ป.4 แลวครับ”
“รายไดงามดึรึที่พาคนมาเที่ยวนะ”
“ก็พอไดบางครับทีละ 10 บาท 20 บาท บางคนก็ใหมากกวานั้นแลวแตครับ ผมยังราย
ไดอื่นๆอีกครับ ผมรับจางเก็บลูกเทนนิสไดเดือนละ 50 บาทครับ”
“เราตองหาเงินเอาครับ ไมงั้นก็ไมมีเงินใช ตั้งแตขุดสมบัติกันนี่ครับ แลวก็ตั้งแตเมื่อ
เปลี่ยนเปนใหมขึ้น ชาวกรุงเทพฯ มากันแยะ ผมพลอยมีรายไดกับเขาดวย”
สําหรับเด็กนอยการที่เมืองจะเปลี่ยนโฉมหนาไป และการที่ขุดสมบัติโบราณ อาจจะไมมีความ
หมายเปนสวนตัวอยางใดสําหรับเขาที่จะใหภาคภูมิใจหรือเกิดเสียดายบรรยากาศเกาๆ เพราะวาเขา
อาจจะยังเปนเด็กเกินไปที่จะใชความคิด แตเขามีความภาคภูมิใจที่ไดอวดทุกสิ่งอันมีอยูในเมืองซึ่งเขา
อยูแกคนซึ่งยังไมเคยพบเห็นสถานที่เหลานั้น และสิ่งสุดทายที่เขาพอใจมากก็คือเงินรางวัล ซึ่งไดอยาง
สุจริตแลกกับความรูเรื่องที่ตั้งของโบราณสถานเหลานั้น
แตสําหรับพวกเรา ตางมีความชื่นชมเด็กนอยคนนี้เสียยิ่งกวาความชื่นชมยินดีที่ไดเห็นสมบัติ
อันล้ําคาเหลานั้น เพราะวาเด็กนอยคนนี้คือตัวแทนที่ดีของเยาวชนในปจจุบัน เขาจะเดือดรอนเรื่อง
คาเลาเรียนและคาครองชีพหรือเปลา ขาพเจาไมทราบ แตวิธีการที่เขาพยายามหาเงินโดยสุจริตโดยใช
เวลาความรูเล็กนอยนําคนเที่ยวชมเมืองของเขาได เพื่อการเพิ่มพูนรายได นับเปนวิธีการฉลาดและ
เปนไปอยางรอบคอบ เพราะวาเมื่อพวกเราคนหนึ่งแนะนําวาพอหนูควรจะไดพยายามศึกษาตํานาน
สถานที่ตาง ๆ เหลานั้นใหมีพื้นความรูตามสมควรก็จะดีขึ้นมาก เพื่อจะไดเลาประวัติตาง ๆ ประกอบ
ไปดวย เมื่อโตขึ้นจะไดทํามาหากินโดยเปนคนนําเที่ยวอาชีพ เขากลับตอบวา
“ผมเห็นจะไมเอาละครับ อาชีพอยางนี้มีหวังอดตายแน ที่ผมทําไดเวลานี้เพราะวาผม
ยังเด็ก ใครๆ ก็ไวใจผมไปดวย ถาผมโตเปนผูใหญ คุณคิดวาจะไวใจใหผมนั่งรถไปดวยครับ”
(ศุทธินี “มัคคุเทศกนอย” สุดที่รัก อางถึงใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนา 327 - 329)
ขอสังเกต
1) ผูเขียนเปดเรื่องดวยคําพูดของเด็กชายคนหนึ่งที่อาสานําคณะทองเที่ยวไปชมโบราณสถาน
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2) ตอจากนั้นก็ดําเนินเรื่องโดยเลารายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณะ การแตงกายและทาทาง
ของเด็ก สถานที่ตาง ๆ ที่เด็กพาไปชม ความรูสึกพอใจและนิยมชมชื่นในตัวเด็กปรากฏชัดอยูในเรื่อง
146
3) ตอนปดเรื่อง มีคําพูดของเด็กคนนั้น ที่ทิ้งทายไวใหคิดวา เหตุใดเด็กจึงไมเลือกอาชีพ
มัคคุเทศก ตามที่คณะทองเที่ยวเสนอแนะ
7.5 การแตงคําประพันธรอยกรอง ผูที่รักในการเขียนนอกจากความเรียงรอยแกวที่พากเพียร
ฝกฝนจนเกิดทักษะแลว ผูเขียนที่สนใจประเภทบทกวีนิพนธหรือรอยกรอง สามารถพัฒนาไดตาม
ความสนใจเปนการพัฒนาทักษะการเขียนอีกระดับที่แตกตางจากรอยแกว บทรอยกรองของไทยเปน
มรดกวัฒนธรรมทางภาษาที่สืบทอดมาแตบรรพบุรุษ คนไทยมีนิสัยเจาบทเจากลอนจึงคิดบทรอยกรอง
มีหลายรูปแบบ เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน ราย ซึ่งเปนกวีนิพนธแบบฉบับ ปจจุบันมีการสรางสรรค
บทกวีนิพนธสมัยใหม โดยไมยึดรูปแบบฉันทลักษณเดิม ในที่นี้จะไมกลาวลงในรายละเอียดแตจะให
แนวทางเพื่อผูสนใจไดไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉันทลักษณของคําประพันธแตละชนิดตอไป ทั้งนี้
การเขียนคําประพันธรอยกรอง ผูเขียนจะตองหมั่นฝกฝน ตองฝกอาน ฝกคิด และฝกแตงบอย ๆ จึงจะ
เกิดทักษะ สามารถสรางสรรคผลงานไดดังกาพยที่เสนอไว ดังนี้
และเพื่อเปนการสรางแรงจูงใจในการเขียนบทรอยกรองใหเกิดแกผูสนใจ มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราช (2550 : 330 - 335) ไดเสนอแนวปฏิบัติสรุปไดดังนี้
1. สนใจวรรณศิลป
วรรณศิลปมีความหมายเชนเดียวกับศิลปะการประพันธ ภาษาที่เขาลักษณะเปนวรรณศิลป
นั้นมีที่สังเกตดังนี้
1) เปนภาษาที่มีเสียงสัมผัสไพเราะ มีจังหวะดี ฟงแลวชวนใหเพลิดเพลินเจริญใจ
ประหนึ่งไดฟงเสียงดนตรี
2) เปนภาษาที่เราอารมณทําใหเกิดความรูสึกสะเทือนใจหรือความประณีตแลวแตกรณี
เรียงรอยถอยพจน กาพยกานทกําหนด สรางสรรคถอยคํา
ฝกอานตํารา ภาษาคาล้ํา เปนกฎบทจํา รอยกรองของไทย
เชลงลักษณอักษร พากยพจนสุนทร กวีวรรณหวานไหว
ฝกคิดวิทยา จินตนากาวไกล เพลิดเพลินเจริญใจ สื่อพจนรจนา
ความฝนบรรเจิด ความรูกอเกิด วรรณศิลปอักษรา
ฝกแตงกลอนกานท สืบสานวิชา จนชั่วกัลปา ภาษาบทกวี
(สําเนียง ฟากระจาง)
147
3) เปนภาษาที่ใหความคิดนึกอันมีคุณคาในทางประเทืองปญญา ทําใหเกิดความคิด
ที่ดีงามหรือความสํานึกในบางสิ่งบางอยาง เปนการยกระดับจิตใจเราใหสูงขึ้น อาจเรียกวาทําใหเกิด
ความจรรโลงใจก็ได
4) เปนภาษาที่ชวนใหเกิดจินตนาการ นึกเห็นภาพหรือนึกไดยินเสียงขึ้นมาตามที่ผูแตง
แนะนําไวในถอยคําที่เลือกสรรมาใช
ในที่นี้จะยกตัวอยางภาษาที่เขาลักษณะวรรณศิลปมาใหพิจารณาพอเปนแนวทางตอไปนี้
1.1 สัมผัสไพเราะ
กลอนแปด
... แมพี่อยูหางไกลใจใกลชิด ไมตรีจิตหมไออุนละมุนฝน
หลับเถิดหนอชอผกาวิลาวัลย จะเคียงขวัญมิแคลวดวงแกวตา
ขับสรอยเสียงเรียงสงบรรจงวาด พิณระนาดกลอมบรรเลงเพลงภาษา
รอยดาวเดือนเปนเพื่อนใจสงใหมา แมพี่อยูใตดาราอันโศกตรม
ขอแตนองหลับตานิทราเถิด รวมทางฝนอันบรรเจิดใชขื่นขม
นิราศรางหนาวเหน็บเจ็บอารมณ อยาระทมทุกขใจในราตรี
เก็บดาวเดือนเปนเพื่อนใจในคืนค่ํา บรรเลงคําพร่ําหวงนางจากกวางสี
กลอมนองใหสุขนิรันดรหลับฝนดี ทุกราตรีจักกลอมเจาใตเงาจันทร
(สําเนียง ฟากระจาง : นิราศกวางสี)
1.2 เหมาะเราอารมณ
กลอนแปด
…ตองนิราศจากลาตามหนาที่ เพียงหนึ่งปไหสะอื้นใจขื่นขม
ในยามยากเข็ญขุกทุกขระทม ก็มีความรื่นรมยสมฤดี
ไดเรียนรูอยูตางชาติศาสนา สอนภาษาของไทยในกวางสี
แตวานวันเพิ่มสัมพันธไมตรี จึ่งเปนเรื่องความยินดีที่ไดมา
ไดรูเชนเห็นใจเมื่อไกลจาก จึงพร่ําฝากดาวเดือนเกลื่อนเวหา
ใหใจคงคํามั่นในวันลา คําสัญญาเคยใหไวไมลืมกัน
กอนขมใจใหหลับกับความเงียบ จักหาใดมาเปรียบเทียบใจฉัน
ประกายดาวที่พราวฟาโบกลากัน ขอคํามั่นที่นองใหไมโบกลา
148
(สําเนียง ฟากระจาง : นิราศกวางสี)
1.3 คําคมควรคิด
โคลงสี่สุภาพ
สิ่งใดในโลกลวน อนิจจัง
คงแตบาปบุญยัง เที่ยงแท
คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแนน อยูนา
ตามแตบาปบุญแล กอเกื้อรักษา
(ลิลิตพระลอ)
กาพยยานี 11
ใจคน
สิ่งใดในโลกนี้ ปญญามีอาจลองเรียน
สิ่งหนึ่งเหลือพากเพียร รูแจมไดคือใจคน
น้ําลึกยังหยั่งถึง ใจลึกซึ้งสุดหยั่งยล
ลองหยั่งชั่งใจตน ใหรูกอนสอนใครใคร
(ฐ. นาครทรรพ ศึกษาภาษิต)
1.4 ลิขิตจินตนาการ
กาพยยานี 11
กาพยเหชมขบวนเรือ
พระเสด็จโดยแดนสินธุ วารินรื่นชื่นฉ่ําใส
เสียงกาพยซาบซึ้งใจ ไพเราะศัพทขับขานถวาย
สรรเสริญเยินยอยศ ปรากฏกองกองเกียรติขจาย
พระพุทธรูปรุงเรืองฉาย บรมกษัตริยรัตนโกสินทร
ขบวนเรือเหลือหลากหลาย พลพายกรายพายผกผิน
เหหอมกลอมแผนดิน ยินเกริกฟาจาเกียรติกรุง
(ภิญโญ ศรีจําลอง กาพยเหเรือฉลองกรุงรัตนโกสินทร 200 ป)
2. เสริมจินตนาการ
การแตงคําประพันธรองกรอง ผูเขียนจะตองใชจินตนาการในการสรางสรรคภาพใน
จินตนาการถายทอดมายังผูอานใหไดรับอรรถรสตามที่ผูเขียนวาดไว ทั้งนี้นอกจากผูเขียนจะตองสราง
149
จินตนาการแลว ยังตองวางโครงเรื่องหรือแนวคิดที่จะเขียน เพื่อกําหนดแนวทางแลวเลือกสรรถอยคํา
ที่ไพเราะสวยงาม ดังแผนภูมิสรุปดังนี้
เพื่อใหนักศึกษา ผูสนใจที่มีความตั้งใจมุงมั่นที่จะสรางผลงานการเขียนคําประพันธ
รอยกรอง ไดเกิดกําลังใจ แรงจูงใจในการเขียน จึงขอสรุปเปนกาพยยานี 11 ดังนี้
กาพยกลอนอักษรไทย เกียรติเกริกไกรเพชรภาษา
สืบสานบุราณมา สรอยอักษราภาษาไทย
เรียงรอยถอยน้ําพจน วาดจารจดบทหวานไหว
กวีมิแลงแหลงไทย ประกาศไกลเกียรติไพบูลย
(สําเนียง ฟากระจาง)
จินตนาการผูกสารตองจิต
แนวคิดโครงเรื่องสรางสรรค
แตงภาพพจนถอยรอยประพันธ
ครบครันการแตงรอยกรอง
150
ขอแนะนําในการพัฒนาทักษะการเขียน
สําเนียง ฟากระจาง (2553 : 129 - 131) ไดใหขอเสนอแนะในการพัฒนาทักษะการเขียน
เพื่อใหการสื่อสารบังเกิดผลดี โดยมีขอแนะนําสรุปไดดังนี้
1. ผูเขียนจะตองศึกษาประเภทของงานเขียน ซึ่งมีหลายประเภท แบงตามลักษณะของ
การเขียน จะมี 2 ประเภท คือ งานเขียนรอยแกว และงานเขียนรอยกรอง หากแบงตามลักษณะเนื้อหา
ก็จะแบงเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ งานเขียนแนวสารคดี และงานเขียนแนวบันเทิงคดี
2. ผูเขียนจะตองเปนผูมีความรูเกี่ยวกับการใชภาษาเพื่อการสื่อสารไดแก การเขียน
สะกดคําใหถูกตองตามหลักพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ศึกษาประเภทของคําที่
นํามาใชในงานเขียน เพราะคําบางคําเปนคําที่มีความหมายโดยตรงตามคําศัพทแตบางคําก็มีความ
หมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ดังนั้นผูเขียนจะตองใชคําที่ถูกตองเหมาะสม
3. ผูเขียนควรศึกษาเรื่องการเรียบเรียงประโยค ตามโครงสรางหลักภาษาไทย
4. ผูเขียนควรศึกษาการใชสํานวนภาษา ใหเหมาะสมตามลักษณะของการนําไปใช
เชน สํานวนภาษาที่ใชในการประพันธทั้งรอยแกวรอยกรอง หรือ สํานวนภาษาสื่อมวลชนทั้งที่เปน
แบบแผนและไมเปนแบบแผน
5. ผูเขียนควรศึกษาการใชโวหารประเภทตางๆ เพื่อเลือกใชในงานเขียนนั้นๆ ได
อยางเหมาะสม
6. ผูเขียนควรตองกําหนดวัตถุประสงคในการเขียนใหชัดเจนวามีวัตถุประสงคอะไรที่จะ
สื่อไปยังผูอาน
7. ผูเขียนตองพิจารณากลุมผูอาน โดยวิเคราะหอายุ เพศ สถานภาพ อาชีพ ฐานะ
การศึกษา ของผูอาน เพราปจจัยเหลานี้มีผลตอการเลือกเรื่องที่จะเขียน และการใชภาษา เนื่องจาก
ผูอานตางวัย ตางเพศ ตางอาชีพ ตางฐานะ ตางการศึกษาจะมีความสนใจในเรื่องตางๆ ไมเหมือนกัน
8. ผูเขียนควรเลือกเรื่องที่จะเขียนอยางเหมาะสม คือ เรื่องที่เขียนตองไมมีขอบเขตที่
กวางหรือแคบเกินไป ตองเปนเรื่องที่เปนที่สนใจของผูอาน ทันตอยุคสมัยและเหตุการณ ตลอดจน
ควรนําเสนอเรื่องที่แปลกใหมที่ยังไมมีผูเขียนมากนัก
9. ผูเขียนควรเลือกรูปแบบงานเขียนใหเหมาะสมกับเนื้อหา กลุมผูอาน และสื่อ นอก
จากนี้ควรใชโอกาสในการเขียนพิจารณาประกอบดวยเพื่อผูเขียนจะไดเลือกใชรูปแบบการเขียนได
เหมาะสม หรือถาตองการสรางสรรค ผูเขียนอาจจะเลือกรูปแบบที่ฉีกแนวไปจากผูอื่น
151
เอกสารอางอิง
คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.). GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย.
(ม.ป.ท.)
จารึก สงวนพงษ. 2534. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี
วิทยาลงกรณ.
. 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ.
จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปการใชภาษาไทยในชีวิต
ประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก.
ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง.
ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.)
ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา
ธิราช.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส
พับลิเคชั่น.
สนิท ตั้งทวี. 2529. การใชภาษาเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.
สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม
เลเซอรพริ้นต.
. (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม
152
ครูภาษาไทย. (14) : 2.
. (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต.
. 2552. นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา)
อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร.
อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน
เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
---------------------------------------------
บทที่ 5
ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ
การเขียนรายงานและโครงการมีวัตถุประสงคในการสื่อสารแตกตางกัน การเขียนรายงาน วิชา
การเปนการนําเสนอสิ่งที่ไดคนความา สวนการเขียนโครงการเปนการเขียนแผนการทํางานเพื่อแกไข
ปญหา หรือเสริมสรางศักยภาพขององคกร ดังนั้นผูใดมีความสามารถในการเขียนทั้งสองแบบไดเปน
อยางดี ถือวาเปนผูที่มีทั้งความรู และมีความคิดสรางสรรค ซึ่งเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ในยุคปจจุบัน
เนื้อหาในบทนี้มุงเนนความรูทั่วไปเกี่ยวกับการทํารายงานโครงการที่ปรากฏในองคประกอบตางๆ ของบท
และ วิธีคิด วิถีคน ตลอดจนทักษะการใชภาษาไทยในการนําเสนอ สิ่งเหลานี้ลวนเปนเรื่องของศิลปะใน
การทํางาน และไดหลอมรวมเปนเนื้อเดียวกันแลวในแตละองคประกอบ
ความหมายของรายงานวิชาการ
รายงานวิชาการ คือผลลัพธอันเปนรูปธรรมหรือตัวเลมรายงานที่ไดมาจากกระบวนการศึกษา
คนควา การประมวลความคิด และการนําเสนอขอมูลอยางเปนระบบโดยผานทางลายลักษณอักษร
ยึดหลักตามมาตรฐานการทํารายงานทางวิชาการ ทั้งในดานเนื้อหาสาระ การใชภาษา รูปแบบการนําเสนอ
และการอางอิง
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาตางๆไดใหความหมายเกี่ยวกับรายงานวิชาการไวดังตอไปนี้
มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร, ภาควิชาบรรณารักษศาสตร (2548:
130) ไดใหคํานิยามเกี่ยวกับรายงานไววา “เปนผลการศึกษาคนควาแลวนํามาเรียบเรียงอยางมีระบบ
ตามกฎเกณฑและเปนสวนหนึ่งในการประเมินผลการศึกษา รายงานมีหลายรูปแบบ เชน รายงานผล
การทดลอง การสํารวจภาคสนาม หรือวิธีการอื่นๆ อาจทําเปนรายกลุมหรือรายบุคคล”
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางใน พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2) ไดกลาวถึงรายงาน
วิชาการ โดยเปรียบเทียบกับการเขียนภาคนิพนธ ดังตอไปนี้ “รายงานวิชาการ(report) หมายถึง รายงาน
การคนควาซึ่งเปนสวนหนึ่งของการคนควาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อประกอบการเรียนการสอน
รายวิชาใดวิชาหนึ่ง (ในรายวิชาหนึ่งอาจมีรายงานวิชาการไดหลายเรื่อง) สําหรับนิสิตปริญญาบัณฑิต
ผลการศึกษาวิจัยมักจะปรากฏในรูปแบบรายงานวิชาการ สวนภาคนิพนธ (term paper) เปนงานที่ได
รับมอบหมายซึ่งเปนสวนสําคัญของการเรียนในรายวิชา มีลักษณะเชนเดียวกับรายงานวิชาการ เพียง
แตเรื่องที่ศึกษาคนควาวิจัยมักมีขอบเขตกวางขวางและลึกซึ้ง อาจตองใชเวลาตลอดภาคการศึกษานั้น
จากความหมายขางตน ดังนั้นการเขียนรายงานทางวิชาการจึงเปรียบไดกับบททดสอบยอยๆ
ของผูทํารายงานวา มีทักษะในการนําเสนอสิ่งที่ตนเองไดศึกษาคนความาไดมากนอยเพียงใด มีเทคนิค
154
ในการคัดสรรขอมูลหรือไม เครงครัดในแบบแผน หรือปลอยปละละเลย อาจกลาวไดวา การทํารายงาน
เพียงหนึ่งเลมสามารถบอกตัวตนของผูทํารายงานไดเปนอยางดีทีเดียว
ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ
“การทํารายงานหนึ่งเรื่องไดความรูจากการทํารายงานมากกวาหนึ่งเรื่อง” ความรูหลักที่ไดจาก
การทํารายงานคือ องคความรูที่สอดคลองกับสาขาวิชา เชน ความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาคนควา ความรู
ในการรอยเรียงเนื้อหา ความรูในการอางอิงเนื้อหา ฯลฯ สวนความรูอีกดานคือ ประสบการณที่เกาะเกี่ยว
ระหวางการทํางาน หรือ “วิธีและวิถีสูความสําเร็จ” กลาวคือ การทํางานทางวิชาการจะสําเร็จไดตอง
อาศัยทั้งความหลักแหลมทางสติปญญา และความฉลาดทางอารมณ วุฒิภาวะ ความเพียร ความคิด
สรางสรรค คุณธรรม และจริยธรรมรวมไวดวยกัน ดังที่วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 140-141)
กลาวถึงความสําคัญของรายงานวิชาการไว 5 ประการสรุปไดดังนี้ คือ
1. รายงานวิชาการเปนบททดสอบความคิดรวบยอด
2. รายงานวิชาการแสดงความสามารถในดานการประมวลองคความรู
3. รายงานวิชาการเปนแบบฝกหัดที่มีคุณคาในแงฝกการคิดการวางแผน การสืบคนเรียนรู
4. รายงานวิชาการเปนหลักฐานเชิงประจักษ
5. การเขียนรายงานวิชาการแสดงถึงการเรียนรูในรูปแบบการศึกษาคนควาดวยตนเอง
ซึ่งทําใหคนพบวิธีการเรียนใหมๆ
จากความสําคัญของการทํารายงานวิชาการขางตน จึงกลาวไดวา การทํารายงานเชิงวิชาการ
เปนบทพิสูจนความสามารถของผูเรียน ที่จะบูรณาการความรูดานตางๆ มานําเสนอใหเปนรูปธรรม
โดยผานกระบวนการคิดในเชิงวิเคราะห สังเคราะห การจัดระบบงาน การบริหารเวลา การบริหารขอมูล
และการบริหารคน (หรือสมาชิกในกลุม ในกรณีที่ทํารายงานกลุม) เปนการฝกการทํางานเปนทีมไดเปน
อยางดียิ่ง และหากเราสามารถเริ่มตนการจัดระบบความคิดโดยผานกระบวนการทํารายงานวิชาการแลว
ตอไปเราจะทําสิ่งที่ยากกวาไดเปนลําดับ หากเราเริ่มที่จะเคารพกติกา หรือขอกําหนดตางๆ ในการทํา
รายงานแลว ตอไปเราจะไมอึดอัดกับระบบ และเราจะสนุกกับการคนควา นอกจากนี้ รายงานวิชาการ
ยังเปนกระจกสะทอนจุดออนของผูทํารายงานไดเปนอยางดี เพียงแตไมเพิกเฉยกับสิ่งที่ไมรูขวนขวาย
อุดรอยรั่วนั้นดวยความทุมเท เราจะคนพบวา ไมมีอะไรไดมายาก หากเราตั้งใจ
องคประกอบของรายงานวิชาการ
155
รายงานวิชาการประกอบดวย 3 สวนหลักๆ ไดแก สวนกอนเนื้อหา สวนเนื้อหา และสวนหลัง
เนื้อหา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ
1. สวนกอนเนื้อหา ไดแก ปกนอก ใบรองปก ปกใน คํานํา สารบัญ (สารบัญเนื้อหา สารบัญภาพ
สารบัญตาราง) ดังนี้
1.1 ปกนอก คือปกที่ใชหอหุมเนื้อหารายงาน เปนกระดาษที่มีความหนามากกวากระดาษ
ที่พิมพเนื้อหารายงาน และบอกใหทราบรายละเอียดโดยภาพรวมของรายงานในเบื้องตน ซึ่งมีขอสังเกต
วา ปกรายงานวิชาการในระดับอุดมศึกษาไมควรเลือกสีสันฉูดฉาด ปกควรเปนสีสุภาพ และไมมีลวดลาย
การตูน เพื่อใหสอดคลองกับการนําเสนองานทางวิชาการ เนื้อหาที่ปรากฏบนปกโดยลําดับ ดังนี้
1.1.1 ชื่อรายงาน
1.1.2 ชื่อผูทํารายงาน (คํานําหนา ชื่อ ชื่อสกุล รหัสประจําตัวผูเขียน (ถามี) กรณีทํา
รายงานเปนกลุม ใหเรียงชื่อตามลําดับตัวอักษร ในกรณีไมมีรหัสประจําตัว หากมีรหัสประจําตัว ใหเรียง
ลําดับชื่อ ตามลําดับหมายเลขรหัส โดยเรียงจากนอยไปหามาก
1.1.3 ชื่อวิชา
1.1.4 ชื่อหนวยงาน หรือสถาบันการศึกษา
1.1.5 ภาคการศึกษา
1.1.6 ปการศึกษา
1.2 ใบรองปก คือ แผนกระดาษเปลาที่อยูถัดจากปกใน
1.3 ปกใน คือ กระดาษที่มีเนื้อหาสาระเชนเดียวกันกับปกนอกทุกประการ แตกตางกันเพียง
ปกในใชกระดาษชนิดเดียวกันกับกระดาษพิมพเนื้อหารายงาน
1.4 คํานํา คือ เนื้อหาที่ผูเขียนรายงานบอกวัตถุประสงคของการจัดทํารายงาน สาระสําคัญ
ของรายงาน และคําขอบคุณผูชวยเหลือในการทํารายงาน สวนดานลางของคํานําจะมีชื่อ หรือคณะผู
ทํารายงาน พรอมระบุวัน เดือน ป ที่ทํารายงาน
1.5 สารบัญ คือ สวนที่ระบุหัวขอที่ปรากฏในเนื้อหารายงาน พรอมเลขหนาของหัวขอนั้นๆ
หรือเรียกวา สารบัญเนื้อหา นอกจากนี้ รายงานบางเลมอาจประกอบดวย ภาพ ตาราง สารบัญจึงแยก
ออกมาเปนสารบัญภาพ โดยลําดับภาพแรก จนครบภาพสุดทาย พรอมระบุเลขหนาของแตละภาพ
ตอไปนี้เปนตัวอยางแตละองคประกอบของรายงานในสวนกอนเนื้อหา ซึ่งเรียงตามลําดับ ได
แก
ตัวอยางปกนอก
156
4 นิ้ว
ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุง
ของพุมพวง ดวงจันทร
(อักษรคอเดียตัวหนา 20 พอยท)
6 นิ้ว รักดี มีสุข
รหัสนักศึกษา 52126853432
(อักษรคอเดียตัวหนา 18 พอยท)
9 นิ้ว
รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร รหัสวิชา 1500117
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2554
(อักษรคอเดียพิมพหนา 18 พอยท)
ตัวอยางคํานํา
157
ตัวอยางสารบัญเนื้อหา
2 นิ้ว
คํานํา
เพลงลูกทุงไทยเปนบทเพลงที่ใชภาษาเรียบงาย แตสื่อสารเนื้อหาไดอยางลุมลึก กินใจ
และยังมีบทบาทในการบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตคนไทย ทั้งดานความรัก ประเพณี คานิยม
ความเชื่อ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการประกอบอาชีพ ดังบทเพลงลูกทุงของพุมพวง
ดวงจันทรที่ไดสะทอนสิ่งดังกลาว กอปรกับน้ําเสียงอันมีเสนห และจังหวะดนตรีที่เขาถึงอารมณผู
ฟง จึงทําใหราชินีลูกทุงผูนี้ไดรับความนิยมอยางตอเนื่องจวบจนปจจุบัน
การจัดทํารายงานเรื่อง “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร”
ประกอบดวย ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร และภาพสะทอน
สังคมไทยที่ปรากฏในบทเพลง รวมถึงขอเสนอแนะตางๆเกี่ยวกับเพลงลูกทุงไทย
ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตลอดจนบรรณารักษ
ที่ไดใหคําแนะนําในการสืบคนฐานขอมูลตางๆ ขอขอบคุณคณาจารยผูสอนที่ใหคําปรึกษา
และชี้แนะแนวทางในการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล ตลอดจนปรับปรุงเนื้อหารายงานจนเสร็จ
สมบูรณ
รักดี มีสุข
มกราคม 2554
158
ตัวอยางสารบัญภาพ
1.5 นิ้ว
1.5 นิ้ว สารบัญ (อักษรคอเดียตัวหนา 20 พอยท)
หนา
1 นิ้ว
คํานํา
สารบัญ
สารบัญภาพ (ถามี)
สารบัญตาราง (ถามี)
บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง 1
1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง 1
1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง 6
1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง 9
1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน 14
บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร 15
2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง 15
2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง 21
2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร 24
2.2.2 ผลงานเพลง 27
2.2.3 รางวัลที่ไดรับ 30
บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม 35
3.1 การดํารงชีวิต 35
3.1.1 การประกอบอาชีพ 40
3.1.2 อาหาร 44
3.1.2 ความรัก 52
3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม 55
3.2.1 ประเพณีทองถิ่น 63
3.2.2 ความเชื่อ 72
3.2.3 คานิยม 86
บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ 102
1 นิ้ว
159
สารบัญภาพ
ภาพที่ หนา
1 พุมพวง ดวงจันทร 17
2 การแสดงคอนเสิรต 28
3 การรับรางวัลนักรองลูกทุงหญิงยอดนิยม 32
ตัวอยางสารบัญตาราง
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา
1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต 54
2 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนประเพณี ความเชื่อ คานิยม 91
2. สวนเนื้อหา เปนสวนที่ผูทํารายงานนําเสนอผลการคนควาขอมูล ซึ่งจะรอยเรียงขอมูล
ตามสารบัญ ตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทาย ดังนั้นในสวนนี้จะประกอบดวยเนื้อหาในรูปแบบตาง ไดแก
2.1 เนื้อความ คือ การนําเสนอเนื้อหารายงานผานทางลายลักษณอักษร ในสวนนี้
อาจมีทั้งขอเท็จจริง ทรรศนะจากผูรู ขอความที่ผานกระบวนการวิเคราะหของผูทํารายงาน เปนตน
2.2 ตาราง คือ การนําเสนอขอมูลในรูปแบบตัวเลขประกอบเนื้อหา และเปนการประมวลผลที่
ไดจากการศึกษาอยางเปนระบบ ดานบนของตารางจะระบุลําดับตาราง (การจัดลําดับตารางใหนับตา
รางที่ 1 ตอไปจนจบ) และชื่อของตาราง
2.3 ภาพประกอบ คือ สวนที่ผูทํารายงานตองการใหผูอานไดเขาใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ไดแก
ภาพ แผนภูมิ แผนผัง ภาพที่ใชประกอบควรมีความสอดคลองกับเนื้อหา ภาพที่ดีตองชัดเจน ไมวาภาพ
นั้นจะเปนภาพถาย ภาพวาด หากภาพที่นํามาไมไดเปนภาพตนฉบับ ควรอางอิงที่มาไวใตภาพ
2.4 การอางอิงขอมูล ในสวนนี้จะจํากัดเฉพาะการอางอิงขอมูลในสวนเนื้อหา เชน การสรุป
ความคิดของผูอื่น การคัดลอกขอความตางๆ การนําสถิติมาอางอิง ฯลฯ ซึ่งแบงไดเปน 2 รูปแบบ (ผู
เขียนรายงานตองเลือกระบบใดระบบหนึ่งเทานั้น จะกลาวโดยละเอียดในเรื่องการอางอิงอีกครั้ง) คือ
160
2.4.1 การมาแทรกขอมูลในเนื้อหา หรือเรียกวา “การอางอิงระบบนาม-ป”
2.4.2 การอางอิงแยกออกจากเนื้อหาโดยวางไวทายหนากระดาษ หรือเรียกวา
“การเขียนเชิงอรรถ”
ตอไปนี้เปนตัวอยางสวนเนื้อหาพอสังเขป เกี่ยวกับการนําเสนอขอมูลในรูปแบบตาราง
ตารางที่ 1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต
การดํารงชีวิต จํานวนเพลง รอยละ
1. การประกอบอาชีพ 45 37.50
2. อาหารไทย 30 25.00
3. ความรัก 45 37.50
รวม 120 100.00
3. สวนหลังเนื้อหา ไดแก บรรณานุกรม ภาคผนวก (ถามี) ใบรองปกหลังซึ่งเปนกระดาษ
เปลาชนิดออน และปกหลัง
กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ
กอนที่จะลงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการทํารายงานวิชาการ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผูทํารายงานไมควรละเลย
คือ เรื่องของการวางแผนงาน รายงานจะเสร็จทันหรือไมทันตามเวลาที่อาจารยประจําวิชากําหนด ทั้ง
หมดนี้ขึ้นอยูกับการวางแผน ขอดีของการวางแผนคือ จะชวยใหมองเห็นภาพกระบวนการทํางานตั้งแต
ตนจนจบ สามารถติดตามงานได รูวาขั้นตอนใดมีปญหา และจะแกปญหาอยางไรสุดทาย คือ งานได
คุณภาพเพราะไมตองเรงรีบเมื่อเวลาใกลกําหนดสง อีกทั้งยังมีเวลาเหลือเฟอ ใหตรวจทานแกไข ดังที่
พูลสุข เอกไทยเจริญ (2551: 12) ไดเสนอการวางแผนการทํางาน โดยกําหนดไวตั้งแต แผนงาน 1
เดือนแลวเสร็จ แผนงาน 2 เดือนแลวเสร็จ และแผนงาน 3 เดือน แลวเสร็จ แตในตําราเลมนี้ขอนําเสนอ
ตารางบางสวนของพูลสุข เอกไทยเจริญ ไดแก การทํางาน 2 เดือนแลวเสร็จ เพื่อเปนแนวทาง และปรับ
ใชตามความเหมาะสม
161
ลําดับที่ ขั้นตอนของงาน ชวงเวลาที่ทํางาน หมายเหตุ
1 เลือกเรื่อง กําหนดขอบเขต และตั้งชื่อเรื่อง สัปดาหที่ 1 สงครั้งที่ 1 8 ส.ค.
2 รวบรวมแหลงสารสนเทศ
3 วางโครงเรื่อง
สัปดาหที่ 2 สงครั้งที่ 2 22 ส.ค.
4 อานและบันทึกขอมูล แกไข
และปรับโครงเรื่อง
สัปดาหที่ 3-6 สงครั้งที่ 3 29 ส.ค.
5 เรียบเรียง เขียนรายงานฉบับราง
6 เขียนบรรณานุกรม
สัปดาหที่ 7 สงครั้งที่ 4 12 ก.ย.
7 แกไขตนฉบับ และจัดพิมพ
8 ตรวจแกตนฉบับพิมพ แลวพิมพ
สวนประกอบอื่นๆ และเขาเลม
9 สงรายงานฉบับสมบูรณ
สัปดาหที่ 8 สงครั้งที่ 5 26 ก.ย.
ดังนั้น หากมีการวางแผนงานอยางเปนระบบแลว การบรรลุเปาหมายยอมอยูไมไกล อยางไร
ก็ตาม ในตําราเลมนี้ขอนําเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการจัดทําตั้งแตตนจนจบ อันประกอบดวย
8 ขั้นตอน ไดแก
1. การกําหนดเรื่อง มี 2 ลักษณะ คือ มีทั้งแบบหัวขอรายงานที่ถูกกําหนดมาใหคนควาและ
แบบหัวขอรายงาน ที่ผูทํารายงานเปนผูกําหนดเอง แตไมวาจะเปนรูปแบบใด สิ่งที่ควรคํานึงในการ
กําหนดเรื่อง มีดังนี้
1.1 มีความนาสนใจ คําวานาสนใจหมายถึง ประเด็นหัวขอเรื่องชวนใหขบคิดติดตาม
กระตุน ใหเกิดการคนควาเพื่อใหไดคําตอบ
1.2 เกิดประโยชนตอสวนรวม
1.3 มีขอบเขตของเนื้อหาความเหมาะสมกับระยะเวลาที่กําหนดเสร็จ
1.4 มีขอมูลเพียงพอในการคนควา
1.5 เปนเรื่องที่ผูทํารายงานมีความสนใจ
นอกจากนี้ การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. (2550: 165-166) ไดกลาวถึง
การกําหนดชื่อเรื่อง และขอบเขตของการกําหนดเรื่องไว 6 ประการ ดังนี้
162
1. จํากัดโดยแขนงวิชา คือ ทําขอบเขตของเรื่องใหแคบเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของแขนงวิชา
นั้นๆ เชน “การพัฒนาทองถิ่นในประเทศไทย” เปลี่ยนเปน “การพัฒนาดานการทองเที่ยวในประเทศ
ไทย”
2. จํากัดโดยบุคคล คือ ทําขอบเขตโดยยึดบุคคลเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของ
สตรีและเด็ก”
3. จํากัดโดยสถานที่ คือ ทําขอบเขตโดยยึดสถานที่เปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของนัก
การเมืองในสภาผูแทนราษฎร”
4. จํากัดโดยภูมิศาสตร คือ อาศัยสภาพทางภูมิศาสตรเปนเครื่องกําหนดขอบเขต
เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานคร”
5. จํากัดโดยเวลา คือ อาศัยระยะเวลาเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุต
สาหกรรมในกรุงเทพมหานคร ระหวาง พ.ศ.2540 - 2541”
6. จํากัดขอบเขตโดยใชคําวา “บางประการ” และ “แนวโนม” เชน “ขอคิดเห็นบางประการ
เกี่ยวกับสภาพการทํางานของสตรีและเด็ก ในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานครระหวาง
พ.ศ. 2540 - 2541”
จึงกลาวไดวา หัวขอเรื่องจะดีและมีคุณภาพไดตองผานกระบวนการกลั่นกรองขางตน ในที่นี้
ขอยกตัวอยาง การกําหนดเรื่องรายงานของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ในปการศึกษา 2553
ซึ่งคณะกรรมการการจัดการเรียนการสอนไดรวมกันวางกรอบหรือกําหนดประเด็นในการคนควา ไดแก
“บทเพลงจรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ” ขึ้น เนื่องจากในชวงที่ประเทศไทยอยูในภาวะของความขัดแยง
ไดมีบทเพลงมากมายที่ประพันธขึ้นเพื่อใหกําลังใจคนในชาติ ซึ่งบทเพลงลักษณะนี้มีมาแตโบราณ
เพียงแตเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้น ประเด็นดังกลาวจึงมีขอมูลมาก เพียงพอที่จะสืบคน และได
กลายเปนกรอบใหนักศึกษาไดทํารายงาน ซึ่งประมวลลักษณะเรื่องรายงานของนักศึกษาไดเปน 3 กลุม
หลักๆ คือ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่ใหคุณคาทางใจ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลง
ดํารงชาติไทย กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่สะทอนวัฒนธรรมไทย หรือบางกลุมไดบูรณาการ
ทั้งสามมิติเพื่อการวิเคราะหเนื้อหาของเพลงในรายงานเลมเดียวกัน ตอไปนี้เปนตัวอยางพอสังเขป
เกี่ยวกับชื่อรายงานของนักศึกษา
- “การสรางกําลังใจในบทเพลงเพื่อชีวิต ของ “พงษเทพ กระโดนชํานาญ” (สอดคลอง
กับบุคคล และสอดคลองกับการศึกษาเฉพาะเพลงที่มีเนื้อหาจรรโลง)
- “มโนทัศนในเพลงกลอมเด็กภาคใต: จังหวัดนครศรีธรรมราช” (สอดคลองกับลักษณะ
ทางภูมิศาสตร โดยศึกษาเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชและสอดคลองกับกรอบคือการสะทอนวัฒน
ธรรมทางภาคใต)
163
- “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของ “พุมพวง ดวงจันทร” (สอดคลองกับบุคคล
และสอดคลองกับกรอบ คือ การสะทอนภาพชีวิตในสังคมไทย)
- “ความรักชาติในบทเพลงของแอ็ด คาราบาว” (สอดคลองกับบุคคล และสอดคลองกับ
กรอบ คือ การสะทอนความคิดของความรักชาติ เพื่อดํารงไวซึ่งความเปนไทย)
- “สุนทราภรกับวัฒนธรรมไทย” (สอดคลองกับเอกลักษณของบุคคล หรือคณะ
และสอดคลองกับกรอบคือ การสะทอนวัฒนธรรมของไทย)
- “วิถีไทยในเพลงลูกทุงยุคปจจุบัน” (สอดคลองกับเรื่องของเวลา และสะทอนกับกรอบ
คือ การบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตผูคนในยุคปจจุบัน ซึ่ง มีทั้ง วัฒนธรรม สังคม ประเพณี และฯลฯ)
2. การทําแผนที่ความคิดเพื่อวางโครงเรื่อง การกําหนดชื่อเรื่องเปรียบเสมือนเปาหมายที่
ผูทํารายงานไดกําหนดไวและตองไปใหถึง แตการบรรลุเปาหมายที่สมบูรณจะตองอาศัยกระบวนการ
ทํางานที่เปนระบบ หนึ่งในนั้นคือ การทําแผนที่ความคิดเพื่อเปนแนวทางในการวางโครงเรื่อง แตมีขอ
สังเกตบางประการ คือ หากไมทําแผนที่ความคิดแตจะขามขั้นตอนไปสืบคนขอมูลแลวจึงวางโครงเรื่องราย
งานภายหลังไดหรือไม ขอตอบวา สามารถทําไดเชนกัน เนื่องจากวิธีหลังนี้มีขอดี คือ จะชวยใหผูทําราย
งานไดทราบวาปริมาณขอมูลมีเพียงพอหรือไม หรือหัวขอใดควรศึกษา หัวขอใดนาสนใจหรือไมจําเปน
ตองนําเสนอในรายงาน แตเหตุที่นําเสนอเรื่องการทําแผนที่ความคิดกอน เพื่อตองการใหฝกวิเคราะห
ขั้นพื้นฐาน และตองการเนนใหเห็นวา ความสําเร็จของงานไมจําเปนตองมีรูปแบบตายตัวเสมอไป
อยางไรก็ตาม บางครั้งในลักษณะการทํางานกลุมหากมีการพูดคุยรวมระดมสมองกอนดวยการทําแผน
ที่ความคิด ถือวามีความเหมาะสม
การทําแผนที่ความคิดมีลําดับขั้นตอนดังนี้
2.1 การหาคําสําคัญจากชื่อเรื่องรายงาน เพราะคําสําคัญ หรือคํากุญแจจะทําใหผูทําราย
งานมองเห็นภาพโครงรางรายงานทั้งเลม และเปนตัวกําหนดมิใหการวางโครงเรื่องไรทิศทางเนื้อหามี
ความสอดคลอง และครอบคลุมหัวขอเรื่องไดพอเหมาะพอดี ไมมากเกินไป และไมนอยเกินไป ดังนี้
ชื่อรายงาน “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร”
คํากุญแจ “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร”
2.2 การระดมความคิดเพื่อแตกประเด็นจากคํากุญแจ
คํากุญแจ สะทอนสังคม บทเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร”
164
หัวขอยอย - ชีวิต - ความหมาย - ประวัติ
- การทํามาหากิน - ความสําคัญ - ผลงาน
- ความรัก - ประเภท - เพลงที่ไดรับความนิยม
- การงาน - ความเปนมา - การเขาสูวงการ
- การบวช - การเปลี่ยนแปลง - พรสวรรค
- ความนิยม - เอกลักษณของเพลงลูกทุง - ชีวิตครอบครัว
-ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว - ทํานอง - รางวัลที่ไดรับ
- ความฝน - การเลนดนตรี - ความจําดี
- อาหารการกิน - หางเครื่อง - ไมไดเรียนหนังสือ
- ไสยศาสตรฯลฯ - วงดนตรี ฯลฯ
- การเมือง ฯลฯ
- เศรษฐกิจ
- ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว
- บุญ บาป
ฯลฯ
2.3 การจัดกลุมขอมูล ในขั้นตอนนี้จะนําสิ่งที่รวมระดมสมองมาพิจารณาเพื่อจัดระบบขอมูล
ดวยการแบงออกเปนบทๆ ซึ่งบางหัวขออาจแยกไดชัดเจนบางหัวขออาจรวมไวดวยกันไดในบทเดียวกัน
ยกตัวอยางเชน การทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว และเรื่องบุญ บาป ควรจะรวมเปนหัวขอเดียวกัน นอกจากนี้
ยังมีเรื่องไสยศาสตร เรื่องความฝน ฯลฯ ที่กลาวมาทั้งหมดสามารถจัดไดในกลุม “ความเชื่อ” ไดแก
ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางไสยศาสตร และความเชื่อเรื่องความฝน ซึ่งในกลุมนี้อาจเปนหัว
ขอยอยของหัวขอใหญคือ ประเพณี คานิยม และความเชื่อ เปนตน และเมื่อนึกถึงคํากุญแจ หมวดนี้จะ
เปนหัวขอยอยของเรื่องภาพสะทอนสังคม เปนตน
2.4 การตรวจสอบขอมูลโดยนําหลักเกณฑตอไปนี้ไปประยุกตใช คือ ขอมูลครอบคลุม
ชื่อเรื่องหรือไม ขอมูลแตละบทมีความสมดุลของเนื้อหาหรือไม ระดับความลุมลึกของเนื้อหาหรือ
วิวัฒนาการของความรูที่ปรากฏตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทายมีเพิ่มขึ้นหรือไม และขอมูลมีความเหมาะสม
กับระยะเวลาที่กําหนดหรือไม เชน เมื่อทราบลักษณะทั่วไปของเพลงลูกทุงแลว ขอมูลจะมีลักษณะเฉพาะ
เจาะลึกลงไปอีก คือตองทราบตัวตนของพุมพวง ดวงจันทร ตอมาก็ควรใหความสําคัญไปที่ผลงานเพลง
จากนั้นวิเคราะหแตละเพลงในแงมุมของการสื่อสารสะทอนสังคมไทย เปนตน
165
ตัวอยางการวางโครงเรื่อง
บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง คํากุญแจจากชื่อเรื่อง
1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง
1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง บทเพลงลูกทุง
1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง
1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน
บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร
2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง
2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร
2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร
2.2.2 ผลงานเพลง
2.2.3 รางวัลที่ไดรับ
บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม
3.1 การดํารงชีวิต
3.1.1 การประกอบอาชีพ
3.1.2 การศึกษา
3.1.2 ความรัก สะทอนสังคม
3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม
3.2.1 ประเพณีทองถิ่น
3.2.2 ความเชื่อ
3.2.3 คานิยม
บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ
3. การคนควาจากแหลงขอมูล การทําแผนที่ความคิดเปนเพียงการวางโครงเรื่องขั้นตนเทานั้น
หากจะทําใหโครงเรื่องสมบูรณยิ่งขึ้น ควรหาขอมูลประกอบการพิจารณาจากการคนควา ในขั้นตอนนี้
จะเปนตัวชี้วัดไดวา โครงเรื่องที่รวมกันระดมสมอง มีจุดออน จุดแข็งอยางไร ควรเพิ่มเติมเนื้อหา
สวนใดบาง หรือสวนใดควรทําใหกระชับยิ่งขึ้น สวนใดที่ยังไมมีผูกลาวถึง และควรนําเสนอ ในรายงาน
166
เพื่อทําใหรายงานมีเนื้อหาที่ทันสมัย หรือหากพบขอมูลนอยมากก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องรายงาน ตอ
ไปนี้เปนหลักการพิจารณาคนควาจากแหลงขอมูลเพื่อประกอบการทํารายงาน คือ
3.1 แหลงขอมูล
3.1.1 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ ตํารา เอกสารประกอบการสอน จด
หมาย บันทึก จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ
3.1.2 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อออนไลน หรือขอมูลที่ไดจากเว็บไซตตางๆ
3.1.3 ขอมูลที่ไดจากภาคสนามเชน การไปสํารวจ สังเกต ขอมูลจากสื่อบุคคล เชน
การสัมภาษณ
3.2 การพิจารณาคัดเลือกขอมูล
3.2.1 ขอมูลนั้นตรงประเด็นกับหัวขอรายงาน สอดคลองกับโครงรางรายงาน หรือเปน
เนื้อหาที่ยังขาดในโครงราง แตสามารถทําใหโครงรางรายงานสมบูรณยิ่งขึ้น
3.2.2 ขอมูลที่นํามาอางอิงควรมีความทันสมัย บางขอมูลถาใชขอมูลเกาอาจทําให
เกิดการบิดเบือนได เชน สถิติตางๆ การคนพบใหมๆ การเปลี่ยนแปลงตางๆ แตไมไดหมายความขอมูล
เกาจะใชไมได ขอมูลเกาที่ใชไดเสมอ เชน ทฤษฎีที่ใชอางอิงหากยังไมมีการคนพบทฤษฎีใหมมาทดแทน
หรืออางทั้งทฤษฎีเกา และทฤษฎีใหมเพื่อแสดงวิวัฒนาการทางความคิด การเปรียบเทียบขอมูล
ในเรื่องความแตกตางจากยุคอดีตกับยุคปจจุบัน
4. การอานขอมูล รายงานหนึ่งเลมอาจใชหนังสือ หรือเอกสารสิ่งพิมพอื่นๆ เปนจํานวนไมนอย
ดังนั้น การบริหารเวลาจึงเปนเรื่องสําคัญ การอานเพื่อดึงขอมูลที่ตรงประเด็นใหไดมากที่สุดในระยะเวลา
อันจํากัด จึงเปนศิลปะประการหนึ่งที่ควรเรียนรู ดังนี้
4.1 การอานแบบสํารวจเนื้อหาทั้งเลม โดยเฉพาะการสํารวจ 3 สวนของหนังสือ ไดแก
4.1.1 การอานสารบัญ เพราะสารบัญเปนสวนที่ชวยคัดขอมูลในเบื้องตน สวนใดเกี่ยว
ของกับหัวขอมากนอยเพียงใด
4.1.2 การอานบรรณานุกรม สวนนี้คือขุมทรัพยของขอมูลในเชิงลึก หนังสือทุกเลม
ลวนมาจากการเรียบเรียงจากหลายแหลงขอมูล หากเราไดเขาถึงขอมูลเหลานั้น จะทําใหรายงานได
กลาวอางอิงโดยตรงจากเนื้อหาที่สืบคน โดยไมตองอางเปนเอกสารชั้นรอง (ดูรายละเอียดเรื่องการอางอิง
ในตอนทาย) เพราะการอางอิงเอกสารชั้นรองมากเกินไป จะทําใหงานทางวิชาการลดความนาเชื่อถือ
และยังสะทอนความไมพยายามของผูทํารายงานอยางยิ่ง
4.1.3 ดรรชนี เปรียบเสมือนเข็มทิศคอยนําทาง เปนแหลงรวมคําสําคัญที่เรียงตามตัว
อักษรตั้งแต ก-ฮ ในสวนนี้ จะชวยใหเขาใจคําศัพทในแงมุมตางๆ ซึ่งจะเปนประโยชนอยางยิ่งตอ
การทํารายงาน
167
5. การบันทึกขอมูลลงบัตรบันทึก เปนขอมูลที่ผูทํารายงานพิจารณาแลววาตรงประเด็น
สอดคลอง และชวยเสริมใหรายงานมีคุณคา ขอมูลที่ไดอาจมาจากเอกสาร หนังสือ การสัมภาษณ ฯลฯ
การทําใหขอมูลเปนระบบ ผูทํารายงานควรจัดเก็บขอมูลดวยบัตรบันทึกขอมูลที่มีขนาด 4x6 นิ้ว ซึ่งมี
รายละเอียดดังนี้
5.1 ประเภทของบัตรบันทึก สามารถจําแนกบัตรบันทึกไดเปน 3 ประเภท ไดแก
5.1.1 บัตรบันทึกแบบสรุปความ (summary note) คือ บัตรบันทึกที่มีการสรุปเนื้อหาสาระ
สําคัญจากเรื่องที่อานโดยใชสํานวนภาษาของตนเอง
5.1.2 บัตรบันทึกแบบคัดลอก (quotation note) คือ บัตรบันทึกที่มีการคัดลอกเนื้อ
หาที่ตองการ โดยไมมีการดัดแปลงแตอยางใด เชน คําพูดของบุคคลสําคัญ วาทะ โอวาท หรือเปนขอ
มูลในเชิงสถิติ มาตราทางกฎหมาย ขอมูลประเภทนี้จะทําใหรายงานมีความนาเชื่อถือยิ่งขึ้น
5.1.3 บัตรบันทึกแบบถอดความ (paraphrase note) คือ บัตรถายทอดขอความจากรูป
แบบหนึ่งไปสูอีกรูปแบบหนึ่งแตยังคงความหมายเดิม เชน ขอความที่เปนรูปแบบรอยกรอง จะถอดออก
มาเปนรูปแบบรอยแกว หรือขอความที่มาจากภาษาตางประเทศ จะแปลเปนอีกภาษาหนึ่ง เชน ภาษา
ไทย เปนตน
5.2 โครงสรางของบัตรบันทึก แบงออกเปน 3 สวน คือ
5.2.1 หัวเรื่อง คือ คํา วลี ที่ใชอางอิง
5.2.2 แหลงขอมูล รูปแบบของการระบุแหลงที่มาจะเปลี่ยนไปตามแหลงขอมูล เชน
หากไดฟงมาแลวนํามาบันทึก จะระบุชื่อผูพูด เรื่องที่ฟง วันเดือนปที่ฟง แตถาอานมา จะมีลักษณะ
คลายกันกับการเขียนบรรณานุกรม เพียงแตมีเลขหนาเพิ่มเขามา ดังนี้ ระบุชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ
สํานักพิมพ ปที่พิมพ ระบุหนาที่นําขอมูลมาบันทึก (สวนจะนําบัตรบันทึกไปใชในการเรียบเรียงอยางไร
นั้น สามารถดูไดที่การเขียนอัญประภาษ หรืออัญพจน)
5.2.3 เนื้อหาที่ไดบันทึก เปนขอความที่ไดสรุปมา คัดลอกมา หรือถอดความมา (ดังที่ได
กลาวไวแลวในประเภทของบัตรบันทึกขอมูล)
ตอไปนี้เปนตัวอยางบัตรบันทึกแบบตางๆ
บัตรบันทึกแบบสรุปความ
168
องคประกอบของบทโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง
ขนิษฐา ปาลโมกข. การเขียนบทโฆษณา Creative Copy Writing, กรุงเทพฯ: ศูนยหนังสือ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2551: 261-262.
การเขียนบทโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียงตองเขียนใหผูฟงสามารถจินตนาการ และเกิด
ความคิดได ซึ่งมี 2 องคประกอบคือ องคประกอบสวนขอความ หรือคําพูด และองคประกอบไม
เปนขอความ เชนพวกเสียงประกอบตางๆ ที่กอใหเกิดจินตนาการตาม นอกจากนี้การเขียนบท
โฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงมี 3 โครงสรางดวยกัน คือ สวนนํา คือสวนแรกที่ผูฟงจะไดยิน
อาจเปนคําพูด เสียงตางๆ สวนที่สอง คือบทโฆษณา เปนเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ และ
สวนที่สาม คือเสียงประกอบตาง ที่สรางความตื่นเตน สนใจ เราใจ
บัตรบันทึกแบบคัดลอกขอความ
ขนมปาทองโก
อนุมานราชธน, พระยา. เบ็ดเตล็ดความรูทั่วไปและตํานานศุลกากร, กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพ
ราว, 2536 : 121.
…เคยเห็นจีนชาวกวางตุงเอาขนมอยางนี้ใสกระดง พรอมกับขนมอีกหยางหนึ่งทําดวยแปงนึ่งสี
ขาวๆ เนื้อฝุๆ เหมือนขนมถวยฟู ทูนหัวเที่ยวเรขาย รองวา “ปาถองโก เหยาไกว” ปาถองโก แปล
วา ขนมกอนน้ําตาลขาว ถาเปนสําเนียงแตจิ๋วก็เปน แปะทึงกอ สวนเหยาจกไกว แปลวา ขนม
ทอดน้ํามัน ชาวจีนแตจิ๋วเรียกวา อิ้วจากวย คือ ขนมที่เราเรียกวา ปาถองโก คิดวาเราเรียกสับชื่อ
กันเพราะดวยสําคัญผิด…
บัตรบันทึกแบบถอดความ
169
สิ่งควรกระทําในแตละชวงวัย
กระทรวงศึกษาธิการ. โคลงโลกนิติ, กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว, 2542 : 138.
๏ เมื่อนอยเรียนเรงรู วิชา
ครั้นใหญหาสินมา สูเหยา
เมื่อกลางแกศรัทธา ทําแต บุญนา
ครั้นแกแรงวอกเวา หอนไดเปนการ
วัยเยาวควรเรงหาวิชาความรูใสตน เมื่อเติบใหญจึงหาทรัพยสินมาเลี้ยงครอบครัว
พอยางวัยกลางคนควรสรางแตบุญกุศล ครั้นสูวัยชราแลว จะทําการสิ่งใดยอมไมเปนผล
6. การเรียบเรียงขอมูล รายงานหนึ่งฉบับอาจประกอบดวยบัตรบันทึกจํานวนมาก ยกตัวอยาง
เชน หัวขอยอยเพียงหนึ่งหัวขออาจมาจากหลายบัตรบันทึก โดยนําบัตรบันทึกทั้งหมดมาจัดกลุม
ตามหัวขอโครงเรื่อง และลําดับกอนหลังใหสัมพันธกัน เมื่อไดภาพรวมเนื้อหารายงานทั้งเลมแลว ผู
ทํารายงานควรพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ
6.1 การอานเพื่อเรียบเรียงขอมูล
6.1.1 อานภาพรวมเพื่อวิเคราะหขอมูล คือ การอานบัตรบันทึกทั้งหมดที่ไดจัดลําดับ
ตามหัวขอโครงเรื่องโดยอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละบท เพื่อใหมองเห็นภาพรวมของ
เนื้อหาบทนั้นๆ จากนั้นอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละหัวขอในบทนั้นๆ วิเคราะหขอมูล
เพื่อคัดกรองสาร ซึ่งประกอบดวย ขอเท็จจริง ขอคิดเห็น ทัศนคติ และอารมณ เปนตน
6.1.2 อานเพื่อสังเคราะหขอมูล เปนการสังเคราะหขอมูลจากการวิเคราะห ในขางตน
ขั้นตอนนี้ควรมีขอคิด ขอเสนอแนะ มุมมองของของผูทํารายงานสอดแทรกลงไปดวย เพราะรายงานที่ดี
นั้นไมใชการนําบัตรบันทึกมาเรียงตอกัน แลวอางอิงเทานั้น
6.2 การเขียนนําเสนอเนื้อหา เมื่อผานกระบวนการสังเคราะหขอมูลแลว ในขั้นตอนนี้จะ
ตองใชทั้งศาสตร และศิลปะในการเรียบเรียงเนื้อหา ศาสตร หมายถึง รูอะไรมา เขาใจหลักเกณฑการ
เขียนหรือไม จะอางอิงอยางไร (จะกลาวในหัวขอตอไป) ศิลปะคือ จะคัดเลือก และตัดตอขอมูลอยางไร
ดังนั้นการเขียนรายงานจึงไมใชการคัดลอกขอมูลจากแหลงคนควาแลวมาเรียงตอกันจนจบทั้งเลมดัง
ที่ไดกลาวมาแลว หากแตเปนการประมวลความคิดมานําเสนอ และนําเสนอความคิดใหมลงไป ทั้งนี้การ
รูจักใชยอหนา และการอางอิงอัญประภาษถือวาเปนสวนสําคัญ ยอหนาจะทําผูอานจับประเด็น
สําคัญได และยังทําใหอานงาย สวนอัญประภาษจะทําใหเนื้อหามีน้ําหนัก นาเชื่อถือ ซึ่งมี
รายละเอียดดังนี้
170
6.2.1 การใชยอหนาในการนําเสนอความคิด หนึ่งยอหนาคือ การนําเสนอหนึ่งความ
คิดหลัก (ประโยคใจความสําคัญ) สวนใหญแลวจะปรากฏในตอนตนของยอหนา แลวจึงตามดวย
ประโยคขยาย เชน “มะมวงมีหลายพันธุ” นี่คือความคิดหลัก “ไดแก เขียวเสวย แรด ทองดํา น้ําดอกไม”
นี่คือ ประโยคขยายแบบยกตัวอยาง หากเปนยอหนาเชื่อมระหวางยอหนา อาจไมมีความคิดหลักแตเปน
ความคิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ในแตละหัวขอรายงานอาจมียอหนาเดียว หรือหลายยอหนา แตละยอหนา
ควรเกาะเกี่ยวหรือมีสัมพันธภาพ และควรใชภาษาไดถูกตองตามหลักวิชาการซึ่งเปนสิ่งที่ตองใสใจเชน
กัน (โปรดอานศาสตรและศิลปะของการเขียนอีกครั้ง) ดังนั้นแมวามีขอมูลดีเพียงใด หากไรศิลปะแลว ราย
งานเลมนั้นก็จะลดนอยดอยคาลงทันที
ตัวอยาง การเขียนยอหนา ที่จะอธิบาย “พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค” พร
สวรรคนี้ ไดแก 1. มีความจําเปนเลิศ 2. มีแกวเสียงดี และ 3. มีความสามารถในการถายทอดอารมณ
เพลง
6.2.2 การเขียนอัญประภาษ (อัญพจน) คือการคัดลอกคําพูด หรือขอความที่เขียนไว
จากตนฉบับ เนื่องจากความของตนฉบับเขียนไวอยางดีแลว หากนํามาสรุปคงไมดีเทาของเดิมสวนเหตุผล
ที่มีการใชอัญประภาษณนั้นมีหลายประการ คือ อัญประภาษาทําใหงานวิชาการ มีความนาเชื่อถือ
เพราะเปนขอมูลที่มาจากผูเชี่ยวชาญ ผูมีองคความรูในศาสตรนั้นๆ นอกจากนี้ อัญประภาษยังใช
เพื่อสนับสนุนความคิดของผูศึกษาคนควาใหมีน้ําหนัก และนาเชื่อถือ ประการตอมา คือ ผูศึกษาคน
ควาไดรับความรูในแงมุมที่หลากหลายที่สอดคลองกับความคิดตนเอง หรืออาจขัดแยงกับความคิดของ
ผูศึกษาคนควา ซึ่งสามารถเปนไดเชนกัน หลักเกณฑในการเขียนอัญประภาษมีดังนี้คือ
- การเขียนอัญประภาษ ตองคัดลอกเหมือนตนฉบับ หามดัดแปลง แกไข แม
วาจะสะกดผิด หรือการใชภาษาตางยุคสมัย
พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค เธออานหนังสือไมออก เขียนหนังสือไม
ได แตเธอมีความจําเปนเลิศ เธอสามารถจําเนื้อเพลงไดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพลงที่รอง
นับพันลวนมาจากความจําทั้งสิ้น นอกจากนี้เธอเปนยังเปนนักรอง ที่มีแกวเสียงใสและกังวาน เปน
เสียงที่มีเอกลักษณสรางความประทับใจทุกครั้งที่ไดฟง พรสวรรคของนักรองผูนี้ยังมีอีกประการ
คือ ผูคนที่ไดฟงเพลงตางมีความเห็นวา พุมพวง รองเพลงไดเขาถึงอารมณของเพลง เพราะ
สามารถถายทอดเนื้อหา และความรูสึกไดเปนอยางดี ทําใหบทเพลงของพุมพวง ดวงจันทรยังได
รับความนิยมตราบถึงปจจุบัน
171
- กอนเขียนอัญประภาษ ควรเขียนนํามากอนวาเจาของความคิดคือใคร
- หากอัญประภาษเปนเปนรอยแกว แตยาวไมเกิน 3 บรรทัด ใหใสตอจากขอ
ความที่เกริ่นนําวาใครเปนเจาของความคิดได โดยขอความอยูในอัญประกาศคู (“………..“)
- หากอัญประภาษเปนรอยแกว ยาวเกิน 3 บรรทัด เมื่อกลาวนําวาใครเปน
เจาของขอความที่คัดลอกมาแลว ใหนําอัญประภาษไปวางในตําแหนงยอหนาใหม และใหชวงของ
การเวนยอหนาเวนรนเขามามากกวาการเวนยอหนาปกติ (ระยะหางการเวนยอหนา ทั้งดานซาย
และดานขวาของกระดาษควรมีระยะหางเทากัน) โดยไมตองใสในเครื่องหมายอัญประกาศคู
- หากขอความยาวเกินไป และตองการขอความที่จําเปนเทานั้น ใหตัดขอความ
ที่ไมตองการออก โดยการใชจุดไขปลา 3 จุดแทนขอความนั้น (…)
- หากอัญประภาษเปนบทรอยกรอง มีความยาวไมเกิน 2 บรรทัด ไมตองขึ้น
ยอหนาใหม แตถายาวเกิน 2 บรรทัด ใหขึ้นยอหนาใหมเชนเดียวกับรอยแกว แตไมตองใชเครื่องหมาย
อัญประกาศ
- กรณีที่ไมไดคัดลอกขอความโดยตรง หากแตเปนเพียงการสรุปความคิด
การถอดความ ถือวาเปนอัญประภาษรอง ดังนั้นเมื่อนํามาแทรกในเนื้อหา ไมตองใชอัญประกาศกํากับ
- การเขียนอางอิงอัญประภาษมี 2 แบบ ไดแก การอางอิงแบบเขียนแทรกปน
กับเนื้อหา หรือเรียกวา “ระบบนามป” และการอางอิงทายหนากระดาษ หรือการอางอิงแบบแยกเนื้อหา
หรือเรียกวา “การเขียนเชิงอรรถ” แตสวนใหญแลวจะนิยมการเขียนแบบระบบนาม-ป เนื่องจาก
มีความสะดวก และกะทัดรัดซึ่งจะอางผูแตงไวกอนขอความที่คัดลอก หรืออางผูแตงไวตอจากขอความ
ที่คัดลอกในตอนทายก็ได แตมีขอแมวา ตองเลือกอยางใดอยางหนึ่งเพื่อใหเปนระบบเดียว
กัน (ดูเรื่องการอางอิงแทรกเนื้อหาในตอนทาย) ตอไปนี้เปนตัวอยางการเขียนอัญประภาษที่มีความ
ยาว ไมเกิน 3 บรรทัด และเนื้อหาที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด ตามลําดับ
การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวไมเกิน 3 บรรทัด
172
ความคิดสรางสรรคเปนสิ่งที่ทําใหเกิดนวัตกรรมบนโลกใบนี้ แตทวาการทําใหคนๆ หนึ่ง มีความคิด
สรางสรรคไดนั้นยากกวาการสรางนวัตกรรม ดังที่วินทร เลียววาริณ (2550: 204) ไดกลาวถึงของ
การคิดสรางสรรคไวดังนี้ “ถาคุณไมสามารถที่จะคิดนอกกรอบได คุณไมมีทางที่จะกาวโดดเดนออกมา
เพราะคุณจะไดแคตามรอยเดิมไป ทุกอยางจะตองเปนสี่เหลี่ยมเสมอไป ไมไดแปลวาสี่เหลี่ยมไมดี
แตคุณก็จะไมมันที่จะคิดรูปทรงอื่น…”
การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด
การใชภาษาควรคํานึงถึงวัตถุประสงคของการสื่อสารดวย หากผูเขียน
ตระหนักถึงความสําคัญของขอนี้ ยอมทําใหการสื่อสารบรรลุผล ดังที่วิภา กงกะนันทน
(2532: 4)ไดกลาวถึงลักษณะพิเศษของภาษาวรรณคดีไวดังนี้
โดยทั่วไปภาษาที่เรียกกันวา “ภาษาวรรณคดี” นั้น ตางจาก
ภาษาในชีวิตประจําวันตรงที่วา ภาษาวรรณคดีนั้นเปนภาษาที่
กระทบและฝงใจ ทําใหผูอานหรือผูฟงเกิดความสะเทือนอารมณ
และเปนภาษาที่ผูประพันธไดจงใจคัดเลือกเปนพิเศษ โดยมีวัตถุ
ประสงคสําคัญเพื่อใหผูอานหรือผูฟงเกิดความเปลี่ยนแปลงภาย
ในจิตใจ…
การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา
การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหามี 2 ประเภท ไดแก 1. การเขียนแบบแทรกในเนื้อหา และ
2. การเขียนแบบแยกออกจากเนื้อหา
1. การอางอิงแบบแทรกในเนื้อหารายงาน (ระบบนามป) เปนการเขียนอางอิงปนกับเนื้อหา
ไมไดแยกสวนกัน และเปนที่นิยม เนื่องจากรูปแบบการอางอิงที่ไมไมซับซอน ยุงยากมีโครงสรางอางอิง
ดังนี้
1.1 รูปแบบการลงรายการการอางอิงระบบนามป คือ
173
จากโครงสรางระบบนามปขางตน ถือวาเปนลักษณะพื้นฐานทั่วไป แตในความเปนจริงแลวยัง
มีรายเอียดปลีกยอยอีกหลายประการที่ควรแกการรู ดังที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ภาควิชาคณะ
อักษรศาสตร, บรรณารักษศาสตร (2551: 134) ไดใหขอสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการอางอิงระบบนาม-ป
สรุปไดดังนี้
1. การไมระบุเลขหนาจะปรากฏในกรณีผูทํารายงานอางงานผูอื่นโดยการสรุปเนื้อหา
หรือแนวคิดทั้งเลมของงาน เชน (ศักดิ์ศรี แยมนัดดา 2550)
2. การระบุชื่อผูแตง ปที่พิมพ และ/หรือ เลขหนาไวในวงเล็บ ใชในกรณีที่ผูทํารายงานสรุปเนื้อ
หา และความคิดจากผลงานของผูแตงคนนั้น แลวนํามาเรียงเปนภาษาของตนในรายงาน เชน (ธวัช
ชัย อดิเทพสถิต 2545: 19)
3. ผูทํารายงานอางชื่อผูแตง แลวใสปพิมพ และ/หรือเลขหนาไวในวงเล็บ กรณีนี้ผูทํารายงาน
ตองการอางชื่อบุคคล (ผูแตง) มากกวาผลงาน หรือตองการอางขอความทั้งประโยคหรือสวนหนึ่ง
ในประโยคใสไวในรายงาน เชน
จากการรายงานผลการศึกษาของสุภาภรณ พลนิกร (2540: 82-85) เกี่ยวกับ…พบวา…
จากการศึกษาโดยอลิสา วิทวัสกุล (2549) พบวา…
1.2 หลักเกณฑการเขียน
ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง
1. ผูแตง
ชาวไทย
- ชื่อ และชื่อสกุล - สมยศ แสงสุวรรณ
2. ผูแตง
ชาวตางประเทศ ใหตัดชื่อ
ออก คงไวแตนามสกุล
- นามสกุล - John Smith เขียนเปน
Smith
3. ผูแตงชาวไทยที่เปน
ผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ
- ชื่อ และชื่อสกุล, บรรณาธิการ. - พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ.
4. ผูแตงชาวตางประเทศ
ที่เปนผูรวบรวม หรือ
บรรณาธิการ
- ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor. - Smith, J, editor
ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง
ชื่อผูแตง (ปที่พิมพ: เลขหนาของขอมูล)
174
5. ตัดคํานําหนาชื่อ
(คํานําหนาชื่อปกติ เชน
นาย นางสาว นาง ตําแหนง
ยศ เชน ศาสตราจารย ดร.
คําบอกอาชีพ เชน เภสัชกร
หญิง นายแพทย อาจารย)
- ชื่อ และชื่อสกุล. - นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน
พรชัย แสนยะมูล.
- ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน
อุดม วโรฒศิกขดิตถ.
- นายแพทยประเวศ วะสี เขียนเปน ประเวศ วะสี.
6. คงไวซึ่งราชทินนาม
บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์
ตําแหนงทางศาสนา
ไมตองสลับตําแหนง
- ชื่อราชทินนาม ชื่อ, บรรดาศักดิ์.
- ชื่อ ชื่อสกุล หรือพระนาม,
ฐานันดร.
- ชื่อ ชื่อสกุล, ยศ
- พระยาอนุมานราชธน
- คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย
- ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
- สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
7. คงไวซึ่งนามแฝง - นามแฝง - ส. พรายนอย
- เสถียรโกเศศ
8. จํานวนผูแตง หากมีไม
เกิน 3 คนใหใส “และ” หนา
คนสุดทาย หากมีมากกวา 3
คน ใหใสชื่อผูแตงคนแรก
แลวตามดวย และ “คนอื่นๆ”
หรือ “และคณะ”
- ชื่อผูแตง และ ชื่อผูแตง
- ชื่อผูแตง ชื่อผูแตง และ ชื่อผู
แตง
- ชื่อผูแตง และคนอื่นๆ
- เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน
- เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทร จึง
ประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด
- ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ
9. ผูแตงที่เปนสถาบัน ใหใช
ชื่อสถาบัน โดยเขียนอางอิง
ระดับสูงกอนตามลําดับ
- ชื่อมหาวิทยาลัย
-ชื่อมหาวิทยาลัย, คณะ, สาขา
- กรม
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, คณะ
มนุษยศาสตร, หลักสูตรภาษาไทย
- กรมศิลปากร
10. เอกสารที่อางอิงใน
เอกสารอื่น ระบุผูแตงทั้งสอง
รายการ
- ชื่อผูแตง (ปพ.ศ.: หนา อางถึง
ใน ชื่อผูแตง, ปพ.ศ.: หนา)
- จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางถึงใน
พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2)
11. เอกสารพิเศษหรือสื่อ
อื่นๆ ใหระบุลักษณะไวในวง
เล็บ
- ชื่อสกุล (สัมภาษณ)
- ชื่อสกุล (บทวิทยุออกอากาศ
ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัย
ราชภัฏสวนดุสิต)
- ปรมา ลาภา (สัมภาษณ)
- สิทธิ พรหมดี (บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต)
ตัวอยาง
ผูแตงคนเดียว
175
ศิริพร จิรวัฒนกุล (2552: 31-32) ไดสรุปแนวปฏิบัติดานจริยธรรมการวิจัยเชิงคุณภาพเพิ่มเติม
จากจริยธรรมทั่วไปของการวิจัยในมนุษย แบงออกเปน 3 ประการ คือ การขอความยินยอม
การปองกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นไดกับผูใหขอมูล และการใหสิ่งตอบแทน
ผูแตงมีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ ตําแหนงทางศาสนา
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโต) (2538: 305) กลาวถึงเรื่องสมถะและการปฏิบัติไวดังนี้
สมถะ แปลงาย ๆ วาความสงบ แตที่ใชทั่วไปหมายถึงวิธีทําใหใจสงบ ขยายความวา
ขอปฏิบัติตางๆ ในการฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ จนตั้งมั่นเปนสมาธิ ถึงขั้นไดฌานระดับตางๆ
จุดมุงของสมถะคือสมาธิ ซึ่งหมายเอาสมาธิขั้นสูงที่ทําใหเกิดฌาน หลักการสมถะคือ กําหนดใจไว
กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เรียกวาอารมณ) ใหแนวแนจนจิตนอมดิ่งอยูในสิ่งนั้นสิ่งเดียว (เรียกกันวา จิตมี
อารมณเปนหนึ่ง หรือจิตมีอารมณอันเดียว) ความแนวแนหรือตั้งมั่นของจิตนี้เรียกวาสมาธิ เมื่อสมาธิ
แนบสนิทเต็มที่แลว ก็จะเกิดภาวะจิตที่เรียกวาฌาณ
ผูแตง 2 คน
การแพทยแผนไทย ยังขาดมาตรฐานในเรื่องคุณภาพจึงทําใหไดรับความเชื่อถือลดลง ดังที่
เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน (2539: 1) ใหความเห็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการแพทยแผนไทย
ที่ออกนอกลูนอกทางไปจากเดิม คือ “รูปธรรมที่เห็นไดอยางชัดเจนก็คือ การถายทอดความรูที่ขาด
มาตรฐาน การถายทอดความรูอยางผิดๆ มีการใชสมุนไพรโดยขาดขอมูลยืนยัน จากแหลงขอมูลที่
เชื่อถือไดจนเกิดอันตราย…อวดอางสรรพคุณเกินความเปนจริง…”
ผูแตง 3 คน
176
เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทร จึงประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด (2550: 146)
ใหความหมายของคําวาหัตถกรรม ไวดังนี้
หัตถกรรม” หมายถึงสิ่งที่ผลิตหรือทําดวยมือ (คําวา “หัตถะ” มาจากภาษาสันสกฤต หรือ
ภาษาอินเดียวา “HASTA (ฮํสตา) แปลวานิ่งมือสําหรับจับ หรือหยิบหรือทํากิจกรรมอื่นๆ ชาวอินเดีย
จึงนําคํานี้มาเรียกชางวา “หัตถี” เพราะถือวาชางมีงวงและปลายงวงเปรียบเสมือนนิ้วมือที่หยิบของได)
ผูแตงมากกวา 3 คน
จากสภาพปญหาของลุมน้ําปากพนัง ทั้งน้ํามีสภาพเค็ม ดินและน้ําเปรี้ยวจึงทําใหราษฎร
ประสบปญหาในการประกอบอาชีพ ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ (2542: 61) ไดกลาวถึงที่มาของโครง
การลุมน้ําปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดําริดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานพระราชวโรกาสเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536
ใหคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุมน้ําปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดําริเขาเฝาฯ
ณ พระตําหนักทักษิณราชนิเวศน จังหวัดนราธิวาส ในการนี้ไดพระราชทานพระราชดําริวา ควรเรง
ดําเนินการกอสรางประตูระบายน้ําปากพนังใหเสร็จโดยเร็ว เพราะงานนี้ จะเปนจุดเริ่มตนและเปนจุด
หลักสําคัญในการแกไขปญหา เกี่ยวกับเรื่องนี้
ผูแตงที่เปนสถาบัน
กรมศิลปากร (2541: 373) กลาวถึง ความรูสึก กับการแสดงทารํา ดังนี้ “”วิษาทะ” คือ ความเศราโศก
เสียใจนั้นสําหรับคนชั้นสูง และชั้นกลาง ผูแสดงละครพึงแสดงดวยทาทาง คือ อุบายอยางหลัก
แหลม สําหรับคนชั้นต่ํา พึงแสดงดวยทาทาง นอนหลับ ถอนใจใหญและนั่งซึมเหมือนคนเขาฌาน”
อางอิงเอกสารอื่นที่ผูอื่นอางไว
177
ดลชัย บุญยะรัตเวช (2544: 95 อางถึงใน ขนิษฐา ปาลโมกข, 2551: 22) “โฆษณาที่ไดผล และใช
ตนทุนต่ําในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะลาตินอเมริกาก็คือ การใหคนมาสรางมุขตลกหนากลองและ
มีผลิตภัณฑเขามาเกี่ยวของดวย”
อางอิงเอกสารพิเศษ และอางอิงลักษณะอื่น ใหใสลักษณะของขอมูลในวงเล็บ
2. การเขียนเชิงอรรถอางอิง เปนการเขียนอางอิงที่แยกออกจากเนื้อหา โดยระบุที่มาของ
ขอมูลไวทายหนากระดาษ ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้
2.1 ประเภทของการเขียนเชิงอรรถอางอิง
2.1.1 เชิงอรรถอางอิง (Citation Footnote) คือ การบอกแหลงที่มาของขอมูลที่นํามา
ไวในเนื้อหารายงาน ดังตัวอยางจากบทความของเนื้อออน ขรัวทองเขียว (2553: 100)
ทองอยู มีดี, (สัมภาษณ) กลาวถึงการสรางชุมชนเขมแข็งดังนี้
การทําชุมชนใหเขมแข็งตองเริ่มจากคนในชุมชนเอง ไมใชจากหนวยงานภาครัฐ ถายืนบนขา
ตนเองไมได พึ่งตนเองไมได ยังอาศัยอวัยวะของคนอื่นจึงจะหายใจได อยางนี้ คงยากที่จะสําเร็จ
เพราะเมื่อคนอื่นปวย รัฐออนแอแลวเราจะอยูไดอยางไร เราคนในชุมชนตองดูแลตนเอง สรางวัคซีน
กันเองกอน แถมยังชวยคนอื่นไดดวย
สายฤดี รื่นชัยกุล(บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) กลาววา …สิ่ง
ที่ทําใหเด็กๆ รักการอาน คงตองเริ่มกันที่บาน บานจัดสภาพแวดลอมอยางไร ถาคนในบานชอบดู
โทรทัศน แตไมมีบรรยากาศการอานหนังสือ เด็กจะไมมีสิ่งกระตุนใหอานเลย นอกจากนี้ชุมชนเอง
ชุมชนจะบริหารจัดการอยางไร ใหเปนชุมชนรักการอาน…
การสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอนายกรัฐมนตรีในชวงดํารงตําแหนง
(คนรักประชาธิปไตย, 2554: ออนไลน) พบวา ประชาชนใหคะแนนเรื่องความซื่อสัตยเปนอันดับหนึ่ง
ตามดวยการมีความมุงมั่นในการแกปญหาของประเทศ….
178
2.1.2 เชิงอรรถเสริมความ (Content Footnote) คือ การอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติม
อาจเปนความรูเสริม ศัพทตางๆ เพื่อใหผูอานไดมีความเขาใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากนําสิ่งที่อธิบาย
แทรกในเนื้อหา จะทําใหเนื้อความสะดุด ดังนั้นจึงตองนําคําอธิบายใสไวในสวนทายเพิ่มเติม เชน
การอธิบายคําศัพท ที่มาของคํา และความตางๆ เปนตน ตัวอยางเชน
2.1.3 เชิงอรรถโยง (Cross-reference Footnote) คือ การใหผูอานไปดูรายละเอียด
เรื่องเดียวกันที่ไดกลาวมาแลวในหนาอื่น
นาสังเกตวาชื่อของฤษีที่ปรากฏเปนแบบ ในแตละทาจะพบวาผูแตงนําชื่อเหลานั้นมาจาก
วรรณกรรมสําคัญหลายเรื่อง เชน
พระฤษีที่ชื่อสังปติเหงะจากโคลงภาพในทาแกเอวขดขัดขา เปนพระฤษีในเรื่องอิเหนา
ผูเปนที่เคารพของชาวเมืองดาหาไดรดน้ําอวยพระใหบุษบาและอิเหนาอยูคูกัน
พระฤษีนารท ในทาแกเสียดอก เปนพระฤษีในเรื่องรามเกียรติ์ ผูบอกทางไปเมืองลงกา
แกหนุมานแตเมื่อหนุมานคิดลองดีพระฤษีจึงไดใหบทเรียนแกหนุมาน โดยเสกไมเทาเปนปลิงเกาะ
ที่คางหนุมาน
พระฤษีวาสุเทพ ในทาแกกรอนเปนพระฤษีในตํานานจามเทวีวงศซึ่งอาศัยอยูบนดอย
จุลบรรพต ไดสรางเมืองหริปุญชัยและสงทูตไปขอนางจามเทวีแหงเมืองลวปุระขึ้นมาครองเมือง7
_______________
7
นิยะดา เหลาสุนทร, ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน, (กรุงเทพฯ: อัมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง,
2544), หนา 723 – 788.
ปญหาการออกเสียงภาษาไทย แกไดดวยวิธีการทางสัทศาสตร 14
เพราะการที่เราไดเรียนรู
อวัยวะในการออกเสียงจะทําใหผูพูดเขาใจยิ่งขึ้น วา จะวางอวัยวะในตําแหนงใดเสียงจึงจะชัด
_______________
14
สัทศาสตร เปนแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร วาดวยการศึกษาเรื่องเสียงพูด ตั้งแตกระบวนการ
ผลิตลม อวัยวะที่ใชในการออกเสียง และคลื่นเสียง
179
2.2 รูปแบบการลงรายการ
2.2.1 รูปแบบและหลักเกณฑลงรายการการอางอิงแบบแยกเนื้อหา ดังนี้คือ
โดยมีรายละเอียดการอางอิง คือ
- การเขียนเชิงอรรถแบบแยกเนื้อหา จะอยูดานลางทายกระดาษ และใหเสน
ขีดคั่นจากซายมือยาวประมาณ 1.5 นิ้ว
- ระยะหางระหวางเนื้อหากับเสนแบงควรหางประมาณ 3 บรรทัด
- การขึ้นเลขเชิงอรรถ ควรอยูหนาอักษรตัวแรกของเชิงอรรถ โดยใหยกหมาย
เลขลอยขึ้นหนึ่งระดับ ขนาดหมายเลขตองเล็กกวาตัวอักษรของเชิงอรรถ
- การลําดับเลข มีหลายแบบดวยกัน รายงานแตละฉบับควรเลือกแบบใด
แบบหนึ่ง คือ ขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นหนาใหม หรือขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นบทใหม หรือขึ้นเลข
1 และเรียงลําดับเลขตอไปจนจบเลมรายงาน
- การเขียนเชิงอรรถจะตองยอหนาโดยเคาะ 8 ตัวอักษร
- หากเชิงอรรถไมสามารถจบไดในบรรทัดเดียว เมื่อขึ้นบรรทัดใหมไมตองเคาะ
เพื่อยอหนา แตใหชิดดานซายหนากระดาษ
- หากเปนเชิงอรรถประเภทเสริมความ อาจมีเนื้อหาที่ไมสามารถจบไดใน
หนาเดียว ใหขึ้นหนาใหมได หากเชิงอรรถหนาใหมไมจบหนา หามเขียนเนื้อหาตอ แตตองนําเนื้อหาไป
เขียนในหนาถัดไป เพื่อปองกันความสับสน
ชื่อ/ชื่อสกุล,//ชื่อเรื่อง,ครั้งที่พิมพ (ถามี)(สถานที่พิมพ:/สํานักพิมพ,/ปที่พิมพ),หนา
สัทศาสตร เปนเรื่องของเสียงพูดลวนๆ ซึ่งศึกษาทั้งแหลงกําเนิดลมที่ชวยในการเปลงเสียง
อวัยวะที่เกี่ยวของกับการออกเสียง ตลอดจนคลื่นเสียง 2
_______________
2
ดูที่บทที่ 3 หนา 24
180
ตัวอยางการเขียนเชิงอรรถอางอิงหนังสือ และแหลงอื่นๆ ที่มีการลงรายการคลายหนังสือ
(หมายเลขเชิงอรรถเปนการสมมุติขึ้น)
ผูแตงคนเดียว
___________________
1
ศิริพร จิรวัฒนกุล, การวิจัยเชิงคุณภาพดานวิทยาศาสตรสุขภาพ, (กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน,
2552), หนา 31-32
หนังสือแปล ระบุชื่อเจาของตนฉบับ ชื่อเรื่อง แลวจึงใชชื่อผูแปล
หนังสือที่ไมปรากฏผูแตง ใหลงรายการหนังสือแทน
เอกสารที่ปรากฏในเอกสารอื่น
__________________
2
วอเนอร, เพนน, 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย, แปลโดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย
ตันวรรณรักษ (กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,2518), หนา 22
___________________
4
คูมือนักศึกษารหัส 49 (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2549), หนา 64.
___________________
10
พรไพร พรไพรกุล, วาดฝนในคํา (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2544), หนา 33 อางถึงใน เบญจมาศ
ขําสกุล, คิดอยางภาษาไทย (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2548), หนา 64.
181
วารสาร
บทความในหนังสือ
บทความในวารสาร
บทความในหนังสือพิมพ
ชื่อ/ชื่อสกุล,//“ชื่อบทความ,” /ชื่อวารสาร/ตัวเลขปที่หรือเลมที่,ฉบับที่/(เดือน/ปพิมพ/),หนา
___________________
2
เบญจมาศ ขําสกุล และวรเวชช ออนนอม, “ตลาด-แรง-งาน ใครงอใคร,” วารสารสวนดุสิต
1 (มกราคม-เมษายน2547),หนา 4-8.
ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อหนังสือ,//ชื่อบรรณาธิการ,บรรณาธิการ (ถามี) (สถานที่พิมพ:/
สํานักพิมพ/ปพิมพ),หนา.
___________________
7
นพพร ประชากุล, “ศิลปะกับวาทกรรม,” ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวยสังคม
ศาสตร, (กรุงเทพฯ: อาน 2552), หนา 511-52.
ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ชื่อหนังสือพิมพ(วัน/เดือน/ปพิมพ),หนา.
182
บทความในสารานุกรม
วิทยานิพนธ
___________________
10
เขื่อนขันธ, “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง,” ไทยรัฐ(5 สิงหาคม
2546), หนา 5.
ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/(ระดับปริญญา/ชื่อสาขา หรือภาควิชา/คณะ/มหาวิทยาลัย,ปการศึกษา),//
หนา (ถามี).
___________________
3
สายรุง จรัสดํารงนิตย, “ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยกระจายเสียง: การวิเคราะหตามแนว
ภาษาศาสตรเชิงสังคม,” ( วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและภาษาศาสตรอา
เซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2534), หนา 127.
ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อสารนุกรม//ปที่หรือเลมที่/(ปพิมพ), หนา.
___________________
อาลัย จันทรพาณิชย. “ลํากลอน : เพลง”, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน 11,
(2542), หนา 3938-3941.
183
เอกสารไมตีพิมพเผยแพร และเอกสารอื่นๆ ใหวงเล็บในตอนทายวา (เอกสารไมตีพิมพ
เผยแพร)
- การสัมภาษณ
การสัมภาษณ
สื่ออิเล็กทรอนิกส
การสืบคนเครือขายออนไลน
___________________
7
ธวัช ปุณโณธก, “ปญหาการศึกษาวิจัยวรรณกรรมทองถิ่น,” เอกสารประกอบคําบรรยายเรื่อง
การศึกษาวิจัยจารึกวรรณกรรมโบราณและภาษาถิ่น เสนอที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
6 พฤษภาคม 2554. (เอกสารไมตีพิมพเผยแพร)
___________________
11
สัมภาษณ ศิโรจน ผลพันธิน, อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 23 พฤษภาคม 2554.
สัมภาษณ//ชื่อผูใหสัมภาษณ,//ตําแหนง(ถามี),//วัน เดือน ป ที่ทําการสัมภาษณ.
ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/ชื่อแหลงขอมูล. (วันที่คนขอมูล).
184
การอางอิงเอกสารซ้ําโดยไมมีเอกสารอื่นคั่น ใหใชคําวา เรื่องเดียวกัน พรอมระบุเลขหนา
การอางอิงเอกสารซ้ําโดยมีเอกสารอื่นคั่น ใหลงรายการโดยตัดสวนที่เปนสถานที่พิมพ
สํานักพิมพ ปพิมพออก
การพิมพรายงานวิชาการ
1. การตั้งคาหนากระดาษ การเวนระยะจากริมกระดาษดานบน 2 นิ้ว จากระยะริมขอบซาย
1.5 นิ้ว สวนริมกระดาษดานลาง และจากริมกระดาษดานขวาเวนระยะเทากัน คือ 1 นิ้ว
___________________
11
นายอ่ํา บุญไทย, กฤดาการบนที่ราบสูง, พิมพตามฉบับพิมพครั้งแรก พ.ศ. 2476,
(กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนพลับลิชชิ่ง,2543), หนา 84-90
12
เรื่องเดียวกัน, หนา 85.
___________________
11
นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, (กรุงเทพฯ: นกนางแอน,2549), หนา 98
12
เบญจมาพร สุขสันติ, พินิจจิต, (กรุงเทพฯ: เพลินธรรม, 2542), หนา 22
13
นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, หนา 111.
12
สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ, “รวมกันหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ
เนื่องในวันอนุรักษมรดกไทย,” [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.culture.go.th/
Knowledge/idea.html. (วันที่คนขอมูล : 30 มีนาคม 2554).
185
2. การใชตัวอักษร และการจัดพิมพ ตัวอักษรควรเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใหเหมือนกัน
ทั้งเลม สําหรับรายงานในวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารฉบับนี้ ขอกําหนดใหใช อักษรคอเดีย (cordia)
โดยมีขนาดดังนี้ ชื่อบทแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 22 พอยท ลักษณะพิมพหนาหัวขอใหญ
ของแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 20 พอยท ลักษณะพิมพหนา และพิมพชิดซายหนากระดาษ
ไมตองใสหมายเลขกํากับ สวนหัวขอยอยของหัวขอใหญใชตัวอักษรชนิดเดียวกัน แตขนาด 18 พอยท
ตัวพิมพหนา หากมีหัวขอยอยใหใชหมายเลขกํากับได ขนาดอักษรขนาด 16 พอยท
การเขียนบรรณานุกรม
บรรณานุกรมเปนการเขียนอางอิงไวทายเลมของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. หลักเกณฑ และรูปแบบการลงรายการบรรณานุกรม
1.1 การลงรายการผูแตง
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
1. ผูแตงชาวไทย
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล
- อุดม วโรฒมศิกขดิตถ
2. ผูแตงชาวตางประเทศ
รูปแบบ -ชื่อสกุล, ชื่อตน(หรือใชอักษรยอของชื่อตน)
- ชื่อสกุล, อักษรยอของชื่อตน และชื่อกลาง
- John Smith เขียนเปน
Smith, Jhon. หรือ Smith, J
- Edward P.Robinson เขียนเปน Robinson,
E. R.
3. ผูแตงชาวไทยที่เปนผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, บรรณาธิการ
- พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ
4. ผูแตงชาวตางประเทศที่รวบรวม หรือบรรณาธิการ
รูปแบบ ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor.
- Smith, J, editor
5. ผูแตงที่มีคํานําหนาชื่อปกติ ตําแหนงทางวิชาการคํา
บอกอาชีพ (นาย นางสาว นาง ตําแหนง เชน
ศาสตราจารย ดร. คําบอกอาชีพ)
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล
- นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน
พรชัย แสนยะมูล.
- ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน
อุดม วโรฒศิกขดิตถ.
-นายแพทยประเวศ วะสี เปนประเวศ วะสี.
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
6. ผูแตงที่มีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ และฐานันดรศักดิ์
และยศทางราชการ
- พระยาอนุมานราชธน เขียนเปน
อนุมานราชธน, พระยา.
186
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, ราชทินนาม (บรรดาศักดิ์ และ
ฐานันดรศักดิ์ และยศทางราชการ)
- ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเปน
คึกฤทธิ์ ปราโมช , ม.ร.ว.
7. ผูแตงที่ใชนามแฝง
รูปแบบ นามแฝง
- ทมยันตี
- นิดา
8. ผูแตงที่เปนกลุมบุคคล หรือนิติบุคคล
(กระทรวง ชื่อสถาบัน หนวยงานหลัก หนวยงานยอย)
รูปแบบ - กลุมบุคคล (สถาบัน)
- หนวยงานหลัก, หนวยงานยอย
- กระทรวงศึกษาธิการ.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต,
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร.
9. ผูแตง 2 คน
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล และ ชื่อ ชื่อสกุล
- เบญจมาศ ขําสกุล และ ศุภศิริ
บุญประเวศ.
10. ผูแตง3 คน
รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, ชื่อ ชื่อสกุล, และ ชื่อ ชื่อสกุล
- ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ,
สําเนียง ฟากระจาง เขียนเปน
- ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ, และ
สําเนียง ฟากระจาง.
11. ผูแตงเกิน 3 คน (แตไมเกิน 6 คน)
รูปแบบ - ชื่อ ชื่อสกุลของผูแตงคนแรก, และคนอื่นๆ
หรือและคณะ
พรชัย แสนยะมูล, สุพักตร วรานนท, ดวงใจ
เอี่ยมสะอาด, ดลฤดี นาคแจม.
เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล, และคนอื่นๆ.
12. ไมปรากฏชื่อผูแตง
รูปแบบ ชื่อหนังสือ
ชื่อหนังสือใชแทนตําแหนงชื่อผูแตง
- งามในงาน
1.2 การลงรายการชื่อเรื่อง
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
187
1. ชื่อเรื่องที่มีภาษาอังกฤษกํากับ
รูปแบบ ชื่อเรื่องภาษาไทย
- การปฏิบัติการวิชาชีพครู 3 (Pracicum 3)
เขียนเปน การปฏิบัติการวิชาชีพครู.
2. ชื่อเรื่องที่มีรายละเอียดอื่นๆแทรก
(ครั้งที่พิมพ จํานวนเลม เลมที่)
รูปแบบ ชื่อเรื่อง (รายละเอียดเพิ่มเติม).
- ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (พิมพครั้งที่ 3)
- กินอยางไทย (2 เลม)
- การเขียนบท (พิมพครั้งที่ 3 แกไขเพิ่มเติม)
3. ชื่อเรื่องที่เปนวัสดุอื่นๆที่ไมใชหนังสือ
( แผนพับ แผนปลิว จุลสาร วีดิทัศน ภาพนิ่ง)
รูปแบบ ชื่อเรื่อง [ประเภทวัสดุ]
- บทเพลง จรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ
[แผนพับ]
- พัฒนาการของเด็กปฐมวัย [วีดิทัศน]
1.3 การลงรายการปที่พิมพ
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
1. ปที่พิมพ
รูปแบบ (ปที่พิมพ)
- 2554 เขียนเปน (2554)
2. ปที่พิมพในสิ่งพิมพตอเนื่อง
รูปแบบ - (ปที่พิมพ, เดือน, วันที่) หรือ
- (ปที่พิมพ, เดือน)
- (2553, มีนาคม, 3) หรือ
- (2553, มีนาคม)
3. ไมปรากฏปที่พิมพ
รูปแบบ - [ม.ป.ป.] (ไมปรากฏปที่พิมพ)
- n.d. [no date]
- พรชัย แสนยะมูล. [ม.ป.ป.]
- Smith, J. [no date]
1.4 การลงรายการครั้งที่พิมพ
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
1. ไมระบุครั้งที่พิมพครั้งแรก แตจะระบุครั้งที่พิมพ
ตอๆไป
รูปแบบ - (ครั้งที่พิมพ)
- (พิมพครั้งที่ 2)
1.5 การลงรายการผูจัดพิมพ สํานักพิมพ
รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
188
1. ตัดคําวาสํานักพิมพ โรงพิมพ หางหุนสวน
บริษัท จํากัดออกคงไวเฉพาะชื่อ
รูปแบบ ชื่อสํานักพิมพ
- บริษัทนานมีบุค เขียนเปน นานมีบุค
- สํานักพิมพบรรณกิจ เขียนเปน บรรณกิจ
2. ใหคงคําวา “สํานักพิมพ หรือ โรงพิมพ กรณีที่
เปนมหาวิทยาลัยจัดพิมพ
รูปแบบ สํานักพิมพ (โรงพิมพ) ชื่อมหาวิทยาลัย
- สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
- สํานักพิมพมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
3. ไมปรากฏชื่อสํานักพิมพ โรงพิมพ ผูจัดพิมพ ให
ใชคําวา ม.ป.ท. [ไมปรากฏสํานักพิมพ] ภาษา
อังกฤษใช [n.p.]
รูปแบบ [ม.ป.ท.]
- กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.]
2. การลงรายการบรรณานุกรม
2.1 รูปแบบการลงรายการหนังสือ
ตัวอยาง
หนังสือทั่วไป
สายทิพย นุกูลกิจ. (2534). วรรณกรรมไทยปจจุบัน. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: อาร.เอส.พริ้นติ้ง.
หนังสือที่ผูแตงมีฐานันดรศักดิ์
ชื่อ/ชื่อสกุล.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ.
189
สิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระนางเจา. (2515). ความทรงจําในการเสด็จตางประเทศ
ทางราชการ. กรุงเทพฯ: พระจันทร.
หนังสือที่ผูแตงเปนหนวยงานราชการ
การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. (2535). เจาพระชันษายืนในพระราชวงศจักรี. กรุงเทพฯ :
อมรินทรพริ้นติ้ง กรุฟ.
หนังสือที่ไมปรากฏชื่อผูแตง
หนังสือสวดมนตฉบับประจําบาน. [ม.ป.ป.]. กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง.
หนังสือที่ไมปรากฏปที่พิมพ
ธรรมเกียรติ กันอริ. [ม.ป.ป.]. พระนครควรชม. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: พิราบ.
หนังสือสารานุกรม
สุทธิวงศ พงษไพบูลย. (บก.). (2529). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต พ.ศ.2529 เลม 1-10.
สงขลา: สาบันทักษิณคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา.
2.2 รูปแบบการลงรายการหนังสือแปล
ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่องภาษาไทย.//แปลโดย/ชื่อผูแปล.//ครั้งที่พิมพ.//สถานที่พิมพ:/
สํานักพิมพ.
ตัวอยาง
วอเนอร, เพนน. (2547). 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย. โดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย
ตันวรรณรักษ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
190
2.3 รูปแบบการลงรายการหนังสือรวบรวมเรื่องตางๆภายในเลมเดียวกัน หรือหลายๆบทความ
ในเลมเดียวกัน และมีการอางอิงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ,//ใน//ชื่อหนังสือ.//ชื่อบรรณาธิการหรือผูรวบรวม (ถามี).//
หนาที่พิมพบทความ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ.
ตัวอยาง
นพพร ประชากุล. (2552). ศิลปะกับวาทกรรม, ใน ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวย
สังคมศาสตร. เนาวนิจ สิริผาติวิรัตน (บรรณาธิการ). 511-52. กรุงเทพฯ: อาน.
2.4 บทความ หรือเรื่องจากหนังสือสารานุกรม
ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//”ชื่อบทความ”,//ใน//ชื่อสารานุกรม, เลมที่/,หนา.//ชื่อบรรณาธิการหรือผู
รวบรวม (ถามี).//ครั้งที่พิมพ.เมืองที่พิมพ: สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ.
อาลัย จันทรพาณิชย. (2542). “ลํากลอน : เพลง”, ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน,
เลมที่11, หนา3938-3941. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย.
2.5 บทความ หรือคอลัมนจากนิตยสาร และวารสาร
191
ชื่อ/ชื่อสกุลผูเขียนบทความ.//(ป,/วัน/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อวารสาร.//ปที่(ฉบับที่)/:/
หนาที่อาง.
กุลทรัพย รุงฤดี. (2531, 16 สิงหาคม). “คือโคมทิพยเทพเจาประทานชน”. ใน สกุลไทย.
34 (1765) : 5-7.
เบญจมาศ ขําสกุล และวรเวชช ออนนอม. (2547, มกราคม-เมษายน). “ตลาด-แรง-งาน ใครงอ
ใคร” ใน วารสารสวนดุสิต. 1(2) : 4-8.
2.6 หนังสือพิมพ
ชื่อผูเขียน.//(ป,/วันที่/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อหนังสือพิมพ.//หนาที่พิมพบทความ.
หนาที่อาง.
เขื่อนขันธ. (2546, 5 สิงหาคม). “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง”.
ไทยรัฐ. หนา 5.
2.7 วิทยานิพนธ
ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ระดับวิทยานิพนธ./ชื่อสาขา./คณะ/ชื่อมหาวิทยาลัย.
สายรุง จรัสดํารงนิตย. (2534). ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยุกระจายเสียง: การวิเคราะหตาม
แนวภาษาศาสตรเชิงสังคม. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและ
ภาษาศาสตรอาเซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
2.8 สัมภาษณ
192
ชื่อ/ชื่อสกุล,//ผูใหสัมภาษณ,//ชื่อ/ชื่อสกุล//เปนผูสัมภาษณ,//สถานที่// เมื่อ/วันที่/เดือน/ป.
สามารถ เพียรธรรม, ผูใหสัมภาษณ, ดวงดาว จรัสแจม ผูสัมภาษณ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554.
2.9 โสตทัศนวัสดุ (วีดิทัศน ภาพยนตร ภาพเลื่อน ภาพนิ่ง แผนภาพ)
ชื่อผูจัดทํา.//(ปที่ผลิต)//ชื่อเรื่อง.//[ประเภทของวัสดุ].//สถานที่ผลิต/:/ผูผลิต.
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (2544). ตามหาของจิ๋ว. [วีดิทัศน]. กรุงเทพฯ : ฝายผลิตสื่อและ
มัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
2.10 ออนไลน
ชื่อผูแตง.//(ป, วัน, เดือน).//ชื่อเรื่อง.//[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/Available1/:/แหลงสารนิเทศ./(วัน
ที่ขอมูล/Access date : วันเดือนป).
อิสริยะ ไพรีพายฤทธิ์. (2553). บทบาทของ Social Network ในอินเทอรเน็ตยุค 2.0. [ออนไลน].
เขาถึงไดจาก http://www.isriya.com /files/ socialnetwork.pdf.
(วันที่คนขอมูล : 6 กันยายน 2553).
ความหมายของโครงการ
193
การเขียนโครงการเปนการดําเนินกิจกรรมที่ไดจัดทําขึ้น เพื่อใหสอดคลองตามนโยบายที่วางไว
ขององคกรอาจเปนการจัดกิจกรรมเพื่อแกไขปญหา เพื่อเพิ่มผลผลิตรายได เพื่อพัฒนาบุคลากรหรือแม
แตโครงการเกี่ยวกับจิตอาสา หรือการบริการชุมชน นักวิชาการไดใหความหมายของโครงการ ไววา
วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 209) กลาววา “โครงการเปนแผนการปฏิบัติ
งานที่สัมพันธกันระหวางแนวคิด จุดประสงค กิจกรรม งบประมาณ ชวงเวลา การประเมินผล ฯลฯ"
เยาวดี รางชัยกุล วิบูลยศรี (2544: 80) ไดใหความหมายของคําวา “โครงการ” คือ “งานที่เกิด
ขึ้นตามสถานการณในสังคม มิไดเกิดเปนประจํา โดยมีวัตถุประสงค ระยะเวลา งบประมาณเปนตัว
กําหนดกิจกรรม เมื่อเสร็จตามกําหนด ถือวาเสร็จสิ้นโครงการ”
มยุรี อนุมานราชธน (2546: 6) ไดกลาววา “โครงการ เปนกลุมกิจกรรม ที่มีความสัมพันธกัน
อยางเปนระบบ เพื่อใหเกิดการใชทรัพยากรไดอยางคุมคา และบรรลุวัตถุประสงคที่ตั้งไว คือ ผลประโยชน
ตอบแทนในอนาคต และกิจกรรมตองมีจุดเริ่มตน และจุดสิ้นสุด”
จากความหมายโครงการขางตน จึงสรุปไดวา การทําโครงการ คือ การทํากิจกรรมที่มีเปาหมายชัด
เจนวา จะทําเพื่ออะไร มีการคิดในเชิงบริหารกิจกรรมเพื่อใหสอดคลองกับวัตถุประสงคเวลา ที่กําหนด งบ
ประมาณที่ไดรับ หากไมมีการวางแผนลวงหนาแลว โครงการยอมประสบความสําเร็จไดยาก
ความสําคัญของโครงการ
การทําโครงการมีความสําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดํารินับสามพันกวาโครงการ ลวนแลวแตมาจากปญหาของราษฎรทั้งสิ้น นอกจากนี้ หนวยงาน
สวนภาครัฐยังไดดําเนินโครงการในลักษณะเดียวกัน เชน โครงการเรียนฟรีสิบหาป โครงการนมโรงเรียน
โครงการถนนสีขาว โครงการหนาบานนามอง และฯลฯ สวนในระดับอุดมศึกษา ภายในรั้วมหาวิทยาลัย
การดําเนินโครงการเนนการพัฒนาหลายดาน เชน โครงการเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา โครงการพัฒ
นาศักยภาพทางวิชาการ โครงการดานศิลปวัฒนธรรม โครงการดานบริการชุมชน หรือแมแตกลุมนัก
ศึกษาที่เปนนักกิจกรรม บุคคลเหลานี้ไดขับเคลื่อนพลังความคิดสรางสรรคผานโครงการมากมาย เชน
โครงการบัณฑิตอาสา โครงการพี่อานนองฟง โครงการคายวรรณกรรม ฯลฯ ซึ่งประจักษแลววา หากนัก
ศึกษาคนใดเขียนโครงการเปน และมีสวนรวมในกิจกรรมตางๆ ของโครงการ บุคคลเหลานั้นจะหางาน
ทําไดไมยาก และไดงานทําเร็วกวาคนที่เขียนโครงการไมเปน ความสําคัญ ของการดําเนินโครงการ มีดังนี้
1. ทําใหบุคลากรมีความใสใจตอนโยบายองคกร
2. บุคลากรสามารถนํานโยบายมาพัฒนางานอยางเปนระบบ
194
3. บุคลากรฝกคิดเชื่อมโยงอยางองครวม
4. บุคลากรสามารถคิดสรางสรรคผานกิจกรรม
5. บุคลากรสามารถทํางานรวมกับผูอื่นได
6. บุคลากรมีวิสัยทัศน คาดการณลวงหนาเพื่อใชทรัพยากรอยางคุมคา
7. บุคลากรไดรับการฝกทักษะในการเขียนเพื่อนําเสนอแผนงาน
องคประกอบของโครงการ
โครงการประกอบดวย 12 องคประกอบ (ยืดหยุนตามรูปแบบของหนวยงาน) ไดแก
1. ชื่อโครงการ
2. หนวยงานผูรับผิดชอบโครงการ
3. หลักการและเหตุผล
4. วัตถุประสงค
5. เปาหมาย
6. กลุมเปาหมาย
7. วิธีดําเนินการ
8. แผนปฏิบัติงาน
9. ระยะเวลาในการดําเนินโครงการ
10. สถานที่ดําเนินการ
11. งบประมาณและทรัพยากรที่ตองใช
12. การติดตามและประเมินผลโครงการ โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้
หลักเบื้องตนในการเขียนโครงการ
1. ชื่อโครงการ หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการตั้งชื่อโครงการ คือ ชื่อควรมีเนื้อความที่กระชับ
ความหมายชัดเจน มีการใชภาษาไดอยางเหมาะสม เขาใจงายโดยไมตองอาศัยการตีความแตในปจจุบัน
บางโครงการมีการตั้งชื่อในลักษณะการเปรียบเปรย เปรียบเทียบ หรือใชภาษาใหนาสนใจทั้งนี้ขึ้นอยู
195
กับกลุมเปาหมาย หรือหนวยงานที่ทําโครงการ อยางไรก็ตาม จากกรอบขางตนทําใหเกิดการตั้งชื่อ
หลากหลาย ดังนี้
1.1 ชื่อโครงการที่สะทอนกิจกรรม วัตถุประสงค และเปาหมาย อาทิ โครงการฝกอบรม…/
โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ…/ โครงการสงเสริม…แกปญหา…/ โครงการพัฒนา…/ โครงการ
อนุรักษ… / โครงการปรับปรุง…/ โครงการสัมมนา…/ โครงการวิจัย…/ โครงการจัดทํา…/ โครงการลด
(ละ เลิก งด) …และ ฯลฯ เปนตน ยกตัวอยางเชน
- “โครงการอานสรางชาติ
- “โครงการอาน เขียน เรียน คิด”
- “โครงการปลูกตนไมรอบบานพอ”
- “โครงการพัฒนาลุมน้ําปากพนัง”
- “โครงการงดมันเพื่อสุขภาพ”
- “โครงการอนุรักษพันธุขาวพื้นเมือง”
- “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ
ต อ บั ณ ฑิ ต ห ลั ก สู ต ร ภ า ษ า ไ ท ย ”
ฯลฯ
1.2 การตั้งชื่อโครงการที่มีการระบุกลุมเปาหมาย ยกตัวอยางเชน
- “โครงการเยาวชนรักษน้ํา
- “โครงการฝกอบรมการออกเสียงภาษาไทยแกเยาวชนไทยในตางแดน”
- “โครงการปนน้ําใจใหชาวใต”
- “โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน”
- “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ
ตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย”
1.3 การตั้งชื่อโครงการใหสอดคลองกับนโยบายหนวยงาน หรือองคกรที่อนุมัติทุนในการ
ทําโครงการ เชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายในเรื่องการใหบริการชุมชน จึงเกิดโครงการ
ตอไปนี้ เชน
- โครงการเรียนรูรวมกันสรางสรรคชุมชน
- โครงการเสียงสองแสง (โครงการนี้จัดทําหนังสือเสียงใหคนตาบอด)
196
- โครงการหองสมุดชุมชน
1.4 การใชศิลปะทางภาษาในการตั้งชื่อ เพราะจะทําใหชื่อโครงการมีความโดดเดน จํางาย
และสรางสรรค เชน
- “โครงการตนกลาอาชีพ”
- “โครงการรอยแปดวิธีทําดีไมตองมีใครเห็น”
- “โครงการอุนใจ วัยเรียน”
1.5 การใชคําเปรียบเทียบ หรือขอความกระชับ เชน
- “โครงการฝนหลวง”
- “โครงการแกมลิง”
- “โครงการแกลงดิน”
- “โครงการปารักษน้ํา”
2. หนวยงานที่รับผิดชอบโครงการ หนวยงานที่เปนตนสังกัดของผูจัดทําโครงการ เชน
โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน หนวยงานที่รับผิดชอบ คือ หลักสูตรภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
3. หลักการและเหตุผล หลักการและเหตุผลเปนสวนที่บอกเลาเรื่องราวที่มาของโครงการ
กลาวคือ เกิดปญหาอะไรขึ้น จึงทําใหเกิดโครงการนี้ (ทําไมตองทําโครงการ) หากไมทําแลวจะเกิดอะไรขึ้น
มีผลกระทบอะไรบาง (โครงการมีความสําคัญอยางไรในการแกไขปญหา) อาจมีการอางอิงขอมูล สถิติ
หรือนโยบายตางๆ มาประกอบ โครงสรางของการเขียนหลักการและเหตุผล มีทั้งรูปแบบมียอหนา
และรูปแบบไมมียอหนา ซึ่งจะใชแบบใดก็ได ทั้งนี้ทั้งสองแบบจะมีโครงสรางเดียวกัน คือ การเกริ่นนํา
ดวยความเปนมาของการจัดโครงการ พรอมชี้ใหเห็นวา โครงการเปนสวนสําคัญที่จะลด บรรเทา
หรือสรางสิ่งดีๆ ได ตอมาจึงกลาววา จากปญหาดังกลาว จึงเปนที่มาของโครงการนี้ ทั้งนี้เพื่อทําใหดีขึ้น
ดังนั้น การเขียนหลักการและเหตุผลจึงเปรียบเสมือนปราการดานแรกที่หนวยงานจะอนุมัติใหดําเนิน
โครงการ
ตัวอยาง “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต
หลักสูตรภาษาไทย”
ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยสําคัญในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การผลิตบัณฑิต
ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง (เกริ่นนํา ปญหาการวางงาน) ซึ่งการ
197
บรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัยความรวมมือจากหลายฝาย อาทิ ฝายสถาบันการศึกษา
ฝายผูประกอบการ และตัวบัณฑิตที่จะตองปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน (ความสําคัญในการแกปญหา)
หลักสูตรภาษาไทย จึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวมจึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง
“สํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย”
เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ
และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน (ประโยชนที่จะไดรับจากการทําโครงการ ตลอดจนผู
มีสวนได สวนเสียหากไมดําเนินโครงการ)
4. วัตถุประสงค การเขียนวัตถุประสงคเปนการระบุสิ่งที่ตองการปฏิบัติในโครงการ ที่สําคัญ
คือ การเขียนวัตถุประสงคตองสัมพันธกับหลักการและเหตุผล รวมถึงเมื่ออานวัตถุประสงคแลวสามารถ
ทํานายไดวาจะไดรับผลอะไร หรือนําไปสูการเขียนผลที่คาดวาจะไดรับ วัตถุประสงคที่ดี ควรมีความชัดเจน
สามารถปฏิบัติไดจริง สามารถวัด และประเมินผลได การทําโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค
มากกวา 1 ขอได แตทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงคไวมาก ๆ อาจจะทําใหผูปฏิบัติมองไมชัดเจน ดังที่
เกรซ, ดัฟฟ แมรี่ (2551: 39) ไดกลาวถึงขอควรคํานึงในการกําหนดวัตถุประสงคของโครงการคือ คําวา
“SMART” ไดแก
1. เฉพาะเจาะจง (Specific)
2. สามารถวัดผลได (Measurable)
3. ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ (Action - oriented)
4. สอดคลองกับความเปนจริง (Realistic)
5. มีกําหนดเวลา (Time-Limited)
ตอไปนี้เปนตัวอยางที่นําหลัก SMART ไปพิจารณาประกอบการเขียนวัตถุประสงค
อีก 3 เดือนขางหนา ทางหลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายจะ
จัดทําหลักสูตรใหม เพื่อใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ดังนั้นโครงการพัฒนา
หลักสูตร จึงตองมีการกําหนดวัตถุประสงคใหสอดคลองกับหลัก SMART ดังนี้
1. เพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ) ของบัณฑิตหลัก
สูตรภาษาไทยรหัส 49 อยางนอย 30 คน (สามารถวัดผลได) ที่จบการศึกษาในป พ.ศ. 2553
2. เพื่อสํารวจความพึงพอใจของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
(ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ)
198
3. นําเสนอ (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ) ในระหวางการประชุมสัมมนา
ในการวิพากษหลักสูตรภาษาไทยประจําเดือนมิถุนายน (มีกําหนดเวลา) เกี่ยวกับคุณลักษณะของบัณฑิต
(เฉพาะเจาะจง) ภาษาไทยที่สงผลใหผูประกอบการรับเขาทํางาน ภายในระยะเวลา 1 ป เพื่อนําผล
การสํารวจมาสรางคุณลักษณะของบัณฑิตใหเปนที่ตองการของตลาดแรงงาน (สอดคลองกับ
ความเปนจริง) จากวัตถุประสงคขอ 1-3 จะเปนวัตถุประสงคหลัก ที่จะสงผลใหเกิดผลทางออมที่ได
จากการทําโครงการในครั้งนี้ และทําใหเกิดวัตถุประสงคตอมา ในขอ 4-5 คือ
4. เพื่อสรางฐานขอมูลของบัณฑิตและเปนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย
5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลอง
กับความตองการของตลาดแรงงาน
5. กลุมเปาหมาย กลุมผูไดรับผลประโยชนจากการดําเนินโครงการ หรือกลุมที่ตองการพัฒนา
กลุมที่ตองการเสริมศักยภาพ ฯลฯ ดังนั้นจากโครงการ “ภาวะการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึง
พอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” กลุมเปาหมาย คือ
1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน
2. คณาจารยจํานวน 15 คน
6. เปาหมาย เปาหมายคือการระบุความสําเร็จของงาน ซึ่งการเขียนตองสอดคลองกับวัตถุ
ประสงคของโครงการ เพื่อระบุผลลัพธของงานทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ และตองสําเร็จ เสร็จ
สิ้นภายในระยะเวลาที่กําหนด
เปาหมายเชิงปริมาณ
1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ
ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน
2. คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน
3. ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจ
ของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม
เปาหมายเชิงคุณภาพ
ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร
ภาษาไทย ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ
ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน
199
7. วิธีดําเนินการ วิธีการดําเนินการ คือการลําดับการทํางานตั้งแตเริ่มโครงการจนสิ้นสุด
โครงการ ซึ่งประกอบดวย
7.1 การวางแผนงาน
7.1.1 การกําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายของโครงการ รวมกันระดมสมองเพื่อ
ตอบคําถามตอไปนี้ ปญหาคืออะไร ทําไมตองทํา ทําแลวไดอะไร หากไมทําจะไดไหม ใครจะไดรับ
ประโยชน และใครจะเสียประโยชน และวัตถุประสงคในการทําโครงการนี้คืออะไร
7.1.2 การกําหนดกิจกรรม เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงค และเปาหมายจะมีกิจกรรม
อะไรบาง ชวยกันระดมสมองในกลุม แลวตอบคําถามตอไปนี้ กิจกรรมมีอะไรบาง งานที่ตองเตรียม
ในแตละกิจกรรมมีอะไรบาง กิจกรรมเหลานั้นสามารถทําไดหรือไม กิจกรรมเหลานั้นเหมาะสมกับ
ระยะเวลาหรือไม แตละกิจกรรมตองใชทรัพยากรอะไรบางที่จําเปน หากกิจกรรมดังกลาวไมสามารถ
ทําได ยังมีกิจกรรมอื่นรองรับหรือไม
7.2 การเตรียมงาน
7.2.1 การสรางกลุมคนทํางาน
7.2.2 การพิจารณาแผนงาน และสรางตารางงาน
7.2.3 กําหนดคนใหเหมาะกับงาน
7.2.4 กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจนตามความเหมาะสมของแตละงาน
7.3 การดําเนินงาน
7.3.1 ดําเนินการตามกระบวนการที่กําหนด
7.3.2 ประชุมกลุมเพื่อรายงานความคืบหนา
7.3.3 รวมรับฟงปญหา ประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อรวมกันแกปญหา
7.3.4 สรุปผลการทํางาน
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ผูจัดทําโครงการสมารถกําหนดตารางเวลาการทํางาน ดังนี้
1. ประชุมคณาจารยเพื่อจัดทําโครงการ
2. ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ
3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยวของ
4. สงแบบสอบถามเพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา และความพึงพอใจ
5. รวบรวมขอมูล และวิเคราะหผล
6. นําผลการวิจัยมาจัดพิมพรูปเลม
200
7. จัดการสัมมนาเพื่อสรุปผลงานวิจัย
8. สรุปและประเมินผลโครงการ
8. แผนปฏิบัติงาน การกําหนดชวงเวลาเริ่มตน และแลวเสร็จของการทํางานตั้งแตตนจนจบ
ทั้งนี้จะชวยใหทราบความกาวหนาของโครงการเปนระยะๆ อีกทั้งยังทําใหผูอนุมัติเงินโครง
การมีความมั่นใจวา โครงการสําเร็จแนนอน ดังตอไปนี้
มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
1.ประชุมคณาจารย
เพื่อจัดทําโครงการ
2.ขออนุมัติโครงการ
และโครงการอนุมัติ
3. สํารวจเอกสารที่
เกี่ยวของเพื่อจัดทํา
แบบสอบถาม
4.สงแบบสอบถาม
เพื่อสํารวจภาวะ
การมีงานทํา และ
สํารวจความ พึงพอ
ใจ
5.รวบรวมขอมูล
และวิเคราะหผล
6.นําผลการวิจัยมา
จัดพิมพรูปเลม
7.เตรียมการจัด
สัมมนาเพื่อสรุปผล
งานวิจัย
8.จัดสัมมนาเพื่อ
สรุปผลงานวิจัย
9.สรุปและประเมิน
ผลโครงการ
9. ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ
เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
201
10. งบประมาณ เปนคาใชจายทั้งหมดในการดําเนินโครงการ ซึ่งควรจําแนกรายการคาใชจายได
อยางชัดเจน โดยทั่วไปการแบงหมวดเงิน มีดังนี้คือ แจกแจงเปนหมวดยอยๆ เชน หมวดคาวัสดุ หมวด
คาใชสอย หมวดคาตอบแทน หมวดคาครุภัณฑ ซึ่งการแจกแจงงบประมาณจะมีประโยชนในการ
ตรวจสอบความเปนไปไดและตรวจสอบความเหมาะสมในสถานการณตางๆ นอกจากนั้นควรระบุแหลง
ที่มาของงบประมาณดวยวาเปนงบประมาณแผนดิน งบชวยเหลือจากประเทศตางประเทศ เงินกู หรือ
งบบริจาค เปนตน
ยกตัวอยางเชน
ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน
1. คาใชสอย
- คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท
- คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท
2. คาตอบแทน
- คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท
3. คาวัสดุ 2,300 บาท
- เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท
- คาถายเอกสาร 750 บาท
หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ
11. เจาของโครงการหรือผูรับผิดชอบโครงการ เปนการระบุเพื่อใหทราบวาหนวยงานใด
เปนเจาของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการยอย ๆ บางโครงการระบุเปนชื่อบุคคลผูรับผิดชอบเปน
รายโครงการได
ยกตัวอยางเชน
หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
12. ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ คือ การระบุผูไดรับประโยชน
ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ผลประโยชนอาจไดรับทั้งทางตรง หรือทางออม
202
1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษา
ไทย
3. หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร
ภาษาไทย
4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน
ตัวอยางโครงการ
หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
โครงการสํารวจ “ภาวะการมีงานทําของบัณฑิต
และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย”
หลักการและเหตุผล
ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยหลักในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิต การผลิตบัณฑิต
ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง ซึ่งการบรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัย
ความรวมมือจากหลายฝาย อาทิ ฝายสถาบันการศึกษา ฝายผูประกอบการและตัวบัณฑิตที่จะตอง
ปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน หลักสูตรภาษาไทยจึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวม
จึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง “ภาวการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต
หลักสูตรภาษาไทย” เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตร
ภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน
วัตถุประสงค
1. เพื่อศึกษาสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49 จํานวน 30 คน
2. เพื่อสํารวจความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49
จํานวน 10 คน
3. เพื่อนําเสนอผลในการสัมมนาเกี่ยวกับคุณลักษณะบัณฑิตที่เปนที่ตองการของตลาดแรง
งาน
4. เพื่อเปนสรางฐานขอมูลของบัณฑิต และแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย
5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับ
ความตองการของตลาดแรงงาน
203
เปาหมาย
1. เปาหมายเชิงปริมาณ
- นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ
ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน
- คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน
- ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผู
ประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม
2. เปาหมายเชิงคุณภาพ
ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร
ภาษาไทยใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ
ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน
กลุมเปาหมาย
นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน
คณาจารยจํานวน 15 คน
204
วิธีการดําเนินงาน
มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
1.ประชุมคณาจารยเพื่อ
จัดทําโครงการ
2.ขออนุมัติโครงการ
และโครงการอนุมัติ
3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยว
ของเพื่อจัดทําแบบสอบ
ถาม
4.สงแบบสอบถามเพื่อ
สํารวจภาวการณการมี
งานทํา และสํารวจ
ความพึงพอใจ
5.รวบรวมขอมูล และ
วิเคราะหผล
6.นําผลการวิจัยมาจัด
พิมพรูปเลม
7.เตรียมการจัดสัมมนา
เพื่อสรุปผลงานวิจัย
8.จัดสัมมนาเพื่อสรุปผล
งานวิจัย
9.สรุปและประเมินผล
โครงการ
ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ
เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
งบประมาณ
ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน
1. คาใชสอย
- คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท
- คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท
2. คาตอบแทน
- คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท
205
3. คาวัสดุ 2,300 บาท
- เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท
- คาถายเอกสาร 750 บาท
หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ
ผลที่คาดวาจะไดรับ
1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย
3. หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร
ภาษาไทย
4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน
206
เอกสารอางอิง
กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551. ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว.
การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.
พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ :
เอ็กซเปอรเน็ท.
คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2.
ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา
คนควา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยหอการคา.
จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ส.ส.ท.
จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 6. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ :
ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด
บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.
ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ.
กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ.
พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ.
พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
ภาควิชากบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. พิมพครั้งที่ 10.
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม.
วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ
ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. พิมพครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : บรรณกิจ
วิภา กงกะนันท. 2532. วรรณคดีศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
207
สีดา สอนศรี. 2540. กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
---------------------------------------------
บรรณานุกรม
กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542. การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551. ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว.
การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.
พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น.
กัลยา ยวนมาลัย. 2539. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.
กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.
กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา: นิรุตติ์การพิมพ.
เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ :
เอ็กซเปอรเน็ท.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ :
สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.). GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย.
(ม.ป.ท.)
คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2
ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ :
สํานักพิมพดอกหญา.
คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา
คนควา. (พิมพครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
คณาจารยโปรแกรมวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
2542. กรุงเทพ : พัฒนาศึกษา
คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9.
กรุงเทพฯ: อาษา.
210
จารึก สงวนพงษ. 2534. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี
วิทยาลงกรณ.
. 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ.
จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด
พับลิชชิ่ง .
จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ.
จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ ส.ส.ท.
จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. (พิมพครั้งที่ 6). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน.
ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ :
ประกายพรึก.
ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย
รามคําแหง.
ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปะการใชภาษาไทยใน
ชีวิตประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก.
ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง.
ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.)
ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม.
ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนดุสิต.
__________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ :
ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด
ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19.
ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
เอ็กซเปอรเน็ท.
211
ถาวร โชติชื่น. 2548. ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น
จํากัด.
__________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ.
ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: บุคแบงก.
__________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก.
ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2533. การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน.
ทองขาว พวงรอดพันธุ. 2537. วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3.
กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา.
ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ.
ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย.
ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา.
ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2.
นนทบุรี : ชวนพิมพ.
ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ในเอกสารการสอนชุดวิชา
ภาษาไทย 1 หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย.
ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.
นนทบุรี: ประชาชน.
นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ:
สนุกอานจํากัด.
นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่.
นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech,
Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ
สติวดิโอ จํากัด.
บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.
เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง.
นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย.
ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ.
กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ.
เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง.
212
พัชร บัวเพียร. 2536. วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส.
พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส.
__________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส.
พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ.
พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. (พิมพครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ.
พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
ภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. (พิมพครั้งที่ 10).
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต.
ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตสนามจันทร.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. (พิมพครั้งที่ 7) นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราช.
มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม.
มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส
พับลิเคชั่น.
ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน
ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ:
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.
วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ
ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. (พิมพครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ : บรรณกิจ
แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ :
ไทยวัฒนาพานิช.
213
ศิริพร ลิมตระการ. 2534. ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา
การอานภาษาไทย หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ.
สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 .
กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ.
สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ
พิบูลสงคราม.
สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
โอเดียนสโตร.
สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร.
สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ
พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด.
สีดา สอนศรี. 2540. กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท.
สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม
เลเซอรพริ้นต.
. (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม
ครูภาษาไทย. (14) : 2.
. (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต
. (2552). นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา)
สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ:
บริษัทเยลโลการพิมพ.
อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร.
อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน
เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
เฮลเลอร, โรเบิรต. (2546). สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary. โดยนฤมล
หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
214
เว็บไซต
การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w...
การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division.
การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549
ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ
08.html/
ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com.
ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก
http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm.
สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน
[ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula-
alemni.com
หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html
(15/8/25550)
---------------------------------------------

ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต

  • 5.
    คํานํา “ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร” (รหัส 1500117)เปนวิชาการศึกษาทั่วไปที่นักศึกษาชั้นปที่ 1 จะ ตองลงทะเบียนเรียน เพื่อใหเกิดความรูเกี่ยวกับภาษาไทย และเกิดทักษะการใชภาษาไดอยางมีประ สิทธิภาพ ทางคณาจารยหลักสูตรภาษาไทยทุมเทแรงกาย แรงใจในการคนควา เพื่อประมวลความรู จน สามารถจัดพิมพตําราเปนครั้งที่ 8 ซึ่งไดปรับปรุงจากครั้งที่ 7 โดยแบงเนื้อหาออกเปน 5 บท ไดแก ศาสตรและศิลปะของการฟง ศาสตรและศิลปะของการพูด ศาสตรและศิลปะของการอาน ศาสตรและ ศิลปะของการเขียน และศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ ทั้งนี้จะสังเกตไดวา มีคําวา “ศิลปะ” บูรณาการเพิ่มเติมจากเดิมในแตละบท กลาวคือ จะใชภาษาไทยใหประสบความสําเร็จ ในการสื่อสารได คงมิใชตระหนักเฉพาะตัวความรูทางภาษาเทานั้น แตผูใชควรทําความเขาใจเกี่ยวกับ องคประกอบของการสื่อสาร อาทิ บุคคลที่เกี่ยวของในการสื่อสาร วัตถุประสงคของการนําเสนอสาร ความเหมาะสมของสื่อในการติดตอสื่อสาร และสารที่ผันแปรตามปจจัยขางตน ศิลปะในการใชภาษาไทย จึงแตกตางตามธรรมชาติของแตละบท นับวาเปนความทาทายประการหนึ่ง ที่ผูเรียนจะทําความเขาใจ และสามารถนําไปใชไดในชีวิตจริง คณาจารยผูเรียบเรียงตําราหวังเปนอยางยิ่งวา นักศึกษาจะไดรับประโยชนสูงสุดจากการศึกษา ตํารานี้ ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่เปนแหลงคนควาขอมูลได อยางกวางขวาง ลุมลึก ศูนยหนังสือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่อนุเคราะหการออกแบบปก และจัดพิมพจนสําเร็จ และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่สนับสนุนโครงการผลิตตํารา เพื่อความกาวหนาทางวิชาการ และเปนฐานความรูตอไป เบญจมาศ (ขําสกุล) ดํารงศีล บรรณาธิการ พฤษภาคม 2554
  • 6.
    สารบัญ หนา คํานํา 1 สารบัญ 3 บทที่1 ศาสตรและศิลปะของการฟง 1 ความหมายของการฟง 1 กระบวนการฟง 1 ความสําคัญของการฟง 4 จุดมุงหมายของการฟง 5 ประโยชนของการฟง 6 ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ 9 วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด 10 มารยาทในการฟง 12 วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง 13 การพิจารณาความสามารถในการฟง 14 เอกสารอางอิง 16 บทที่ 2 ศาสตรและศิลปะของการพูด 17 ความหมายของการพูด 17 ความสําคัญของการพูด 18 การสํารวจความพรอมในการพูด 19 คุณสมบัติของผูพูด 20 องคประกอบของการพูด 21 การฝกทักษะในการพูด 22 เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด 26 จุดประสงคของการพูด 31 ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ 32 ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ 41 ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ 55 เอกสารอางอิง 72
  • 7.
    4 หนา บทที่ 3 ศาสตรและศิลปะของการอาน75 ความหมายของการอาน 75 ความสําคัญของการอาน 76 องคประกอบการอาน 77 การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ 77 พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน 79 จุดมุงหมายในการอาน 80 กลวิธีในการอาน 80 การอานสารประเภทตางๆ 88 เอกสารอางอิง 103 บทที่ 4 ศาสตรและศิลปะของการเขียน 105 ความหมายของการเขียน 105 ความสําคัญของการเขียน 106 องคประกอบของการเขียน 106 จุดมุงหมายของการเขียน 107 รูปแบบในการเขียน 109 หลักเบื้องตนในการเขียน 110 เอกสารอางอิง 152 บทที่ 5 ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ 153 ความหมายของรายงานวิชาการ 153 ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ 154 องคประกอบของรายงานวิชาการ 155 กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ 160 การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา 172 การพิมพรายงานวิชาการ 185 การเขียนบรรณานุกรม 185 ความหมายของโครงการ 193 ความสําคัญของโครงการ 193
  • 8.
  • 9.
    บทที่ 1 ศาสตรและศิลปะของการฟง การฟงเปนทักษะที่สําคัญมากในการติดตอสื่อสาร และการใชชีวิตประจําวันเนื่องจาก การฟงเปนการรับสาร จากผูสงสาร ดังนั้นหากผูรับสารไมสามารถรับสารได ก็จะทําใหการสื่อสาร ไมประสบผลสําเร็จ จึงจะเห็นไดวาทักษะการฟง เปนทักษะแรกเริ่มในการฝกการใชภาษาของมนุษย และเปนทักษะที่จะนําไปสูทักษะการอาน การเขียนและการพูด ตอไป ความหมายของการฟง การฟงเปนทักษะที่มีความสําคัญมากในชีวิตประจําวัน ในการรับทราบความรู ความคิดเหตุ การณจากเรื่องราวตางๆ มีผูใหความหมายของการฟงไวดังนี้ กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542: 20) กลาววา การฟง หมายถึง การแปลสัญลักษณของเสียง ที่ไดยินออกมาเปนความหมาย อันประกอบดวย การติดตามเรื่องราวของสิ่งที่ไดยินจนสามารถเกิด ความเขาใจสิ่งนั้น ศศิธร ธัญลักษณนานันท และคณะ (2542 : 10) กลาววา การฟงหมายถึง การที่มนุษยรับรู เรื่องราวตางๆ จากแหลงของเสียง ซึ่งอาจจะหมายถึงฟงจากผูพูดโดยรง หรือฟงผูพูดผานอุปกรณที่ชวย บันทึกเสียงแบบตางๆ โดยแหลงของเสียงเหลานั้น จะสงเสียงผานประสาทสัมผัสทางหูเขามาแลวผูฟง เกิดการรับรูความหมายของเสียงที่ไดยินนั้น บุษบา พิทักษ (2543: 10) กลาววา การฟง หมายถึง การไดยินเรื่องราวตางๆ สามารถรูเรื่อง ราว เขาใจและจับใจความสําคัญเรื่องที่ฟงนั้นได สรุปไดวา การฟง หมายถึง การรับรูคลื่นเสียง และแปลเสียงที่ไดยินออกมาเปนความหมาย โดยผูฟงตองใชสมาธิหรือความตั้งใจอยางจริงจัง จนเกิดความเขาใจในสิ่งที่ไดยิน และความหมายนั้นๆ กระบวนการฟง ธรรมชาติการฟงของมนุษยแตกตางกันไป เนื่องจากการฟงมีกระบวนการที่เปนขั้นตอน และตอเนื่อง ดังนี้ 1. การไดยิน เปนกระบวนการขั้นตนของการฟง เปนการรับรูอยางหนึ่งของรางกายโดยใชกล ไกทางกายภาพ รับคลื่นเสียงแลวสงไปยังสมอง สมองจะรับรูวาสิ่งที่ไดยินนั้นคืออะไร การไดยินเปนกล ไกอัตโนมัติไมตองแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
  • 10.
    2 2. การฟง เมื่อเสียงผานเขามาถึงหูชั้นกลางก็จะเกิดการรับฟง ความสนใจของผูฟง ก็จะติดตามมาดวยทันที 3. การทําความเขาใจ เมื่อผูฟงรับฟงแลวรับรูจากเสียงก็จะสงคลื่นเสียงผานตอไปยัง ประสาทรับเสียงที่อยูในหูชั้นใน ก็จะแปลงเปนกระแสเสียงสงผานประสาทหูไปยังสมอง เพื่อความรูสึก ใหเขาใจและบันทึกความจําไวจากเสียงที่ผานเขามา 4. การคิด เมื่อเสียงผานการรับรู และสงกระแสเสียงมายังประสาทหูไปยังสมอง เพื่อความเขาใจ ผูฟงจะแปลความหมายไดจากประสบการณของผูฟงเอง ซึ่งจะตองใชความคิด ประกอบ 5. การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อสมองแปลความหมายของเรื่องที่ฟงแลว ก็จะเลือกจําและนําไปใชใหเกิดประโยชน ดังแผนผังกระบวนการฟงตอไปนี้ ตัวอยาง กระบวนการฟง เรื่อง พิษทางใจ วินทร เลียววาริณ ในนวนิยายเรื่องหนึ่งของหลวงวิจิตรวาทการ ตัวละครคนหนึ่งเผลอไปจูบสาวลึกลับคนหนึ่ง แลวหมดสติไป ปรากฏวาผูหญิงคนนั้นเปน “สาวพิษ” นั่นคือทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอเต็มไปดวยพิษนานา ชนิด ไอพิษที่ระเหยออกมาจากรางทําใหตัวละครคนนั้นหมดสติไป สาเหตุที่เปนเชนนั้นเพราะบิดาของสตรีนางนั้นทดลองปอนยาพิษใหเธอตั้งแตเล็ก สะสมทีละ ละนิดจนในที่สุดแมแตงูที่กัดเธอยังตองตาย เรื่องตัวละครที่มีพิษในรางปรากฏในนวนิยายมากมาย โดยเฉพาะในนิยายจีนกําลังภายใน แทบทุกเรื่องมักมีตัวละคร (สวนใหญจะราย) ที่เชี่ยวชาญในการใชพิษ หลายเรื่องพระเอกถูกคนราย ลอบวางยาพิษ หรือถูกสัตวพิษพันธุประหลาดๆกัด ขณะที่อาการรอแรปางตายกลางปา ก็มักมี ชายชราโผล (จากไหนไมรู)มาชวยทันการ โดยการถายพิษรายอีกชนิดหนึ่งใสรางพระเอก ดวยหลัก “พิษขมพิษ” พิษรายทั้งสองอยางจะทําปฏิกิริยาตานกัน ผลก็คือพระเอกมีกําลังภายในเพิ่มพูน ไดยิน รับรู เขาใจ พิจารณา นําไปใช
  • 11.
    3 หลายเทาตัว แมลงพิษ งูพิษทั้งหลายไมกลาแหยมใกลนับวาเปนคนโชคดีจริงๆ การใชพิษขมพิษจะ เปนจริงหรือไม ยังไมมีใครตอบได และไมใชสิ่งสําคัญอะไร แตหลักการของพิษขมพิษทําใหเราเห็นวา ของไมดีบางอยางก็ใชประโยชนไดหากรูจักควบคุมมัน ยกตัวอยาง เชน บุหรี่และเหลา สมัยผมเปนเด็ก เมื่อเกิดอาการคันตามผิวหนัง ก็จะจุดบุหรี่ ใชไอรอนจากปลายบุหรี่ลน เมื่อเกิดอาการเคล็ดช้ํา ก็ใชเหลา (ผสมยาดอง) ทา ก็หายเปนปกติดี อยางไรก็ตาม การใชพิษขมพิษมิสูการไมกอพิษตั้งแตแรก ในทางกายภาพ การหลีกเลี่ยง อนุมูลอิสระ สารพิษในอากาศและอาหาร ชวยเลี่ยงการเกิดโรคราย เชน มะเร็ง ในทางจิตใจ การเลี่ยงพิษไมงายเชนนั้น โลกเราเต็มไปดวยพิษทางใจนานาชนิด ตั้งแตพิษจากการพนัน พิษจากการเสพติดเงินตรา พิษจากการเสพติดอํานาจ พิษจากการวิตก ฯลฯ พิษเหลานี้สะสมนานๆเขา ไมแตสรางความเดือด รอนกับตัวเอง แตลามถึงครอบครัวดวย พิษพนันทําใหหลายคนลมละลายมาแลว รายกาจยิ่งกวาไฟไหมบานสิบหน พิษจากการเสพ ติดเงินตราทําใหคนไมนอยยอมทําทุกอยางเพื่อมัน พิษจากอํานาจนอกจากทําใหเสพติดอํานาจ เสียคน ยังทําใหประเทศชาติเสียหาย วิตกจริตก็เปนยาพิษทางใจอยางหนึ่งที่กําจัดทิ้งยากเย็นและแสนเข็ญ ที่แปลกก็คือ ใครๆก็รู วาเปนสิ่งที่ไมดี แตก็สามารถหาเรื่องมาวิตกอยูไดเสมอๆ การวิตกวันละนอยก็เชนเสพยาพิษทีละนิด ในเวลาหนึ่งชวงชีวิต เราเสียเวลาไปกับการวิตก วันละนิดรวมเปนจํานวนมาก ภิกขุสันติเทวะ ในศตวรรษที่ 8 กลาววา “ถาหากเจาสามารถแกปญหาของเจาได ไยตอง กังวล? และถาเจาแกมันไมได จะมีประโยชนอันใดที่จะกังวลเลา?” ไมใชเรื่องยากที่จะวิเคราะหอาการของตัวเองและชี้จุดออนทางใจของตนเอง ขอแตกตางคือ คนโงรูแลวก็ปลอยทิ้งไว คนฉลาดรูแลวก็แกไขมันเสีย แนนอน พิษทางใจเปนสิ่งที่แกยากจริงๆ แตถาไมเริ่มแก ก็ไมมีวันแกได และยากขึ้นไปทุกวัน มันทําได แมวาบางครั้งคุณตองการ ความชวยเหลือและกําลังใจจากเพื่อน ปราชญขงจื๊อกลาววา “มีเพียงคนฉลาดที่สุดกับคนโงที่สุดที่ไมยอมเปลี่ยนแปลงจึงมีคนกลาว วา “มันไมใชวา คนบางคนมีกําลังใจและบางคนไมมีแตมันคือคนบางคนพรอม ที่จะเปลี่ยน และ บางคนไม” ความแตกตางคือรูแลวไมเปลี่ยน กับรูแลวเปลี่ยน จากเรื่อง “พิษทางใจ” จะเห็นไดวา สอดคลองกับกระบวนการฟงเปนดังนี้
  • 12.
    4 การไดยิน ผูฟงไดยินเสียงที่ผูอาน อานเนื้อหาของเรื่องพิษทางใจและรับรูวาเปน เสียงอะไร การฟง ผูฟงเริ่มสนใจในเนื้อหาของเรื่อง มีการรับรูเรื่องราวบางสวน การทําความเขาใจ ผูฟงพยายามทําความเขาใจเรื่องดังกลาว ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องนี้เปนเรื่องที่มี ความความหมายโดยนัย ดังนั้นจึงตองเกิดกระบวนการตอมา การคิด ผูฟงตองใชประสบการณตางๆ เพื่อคิดพิจารณาเนื้อหาของเรื่องที่ผูอาน ตองการนําเสนอ สามารถบอกถึงคุณคา และประโยชนที่ไดรับจากเรื่องได การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อผูฟงสามารถคิดประโยชนของเรื่องที่ฟงไดแลวจะตองรูจัก นําประโยชนจากเรื่องไปใชได ความสําคัญของการฟง ในการติดตอสื่อสารนั้น ทุกคนจําเปนตองใชทักษะการฟง ในการติดตอสื่อสารซึ่งกันและกัน ซึ่งนับวามีความสําคัญมากในการดําเนินชีวิต ตั้งแตอดีตเมื่อครั้งยังไมมีการพิมพหนังสือ การฟงเปนจุด เริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา ดังจะเห็นความสําคัญของการฟงปรากฏเปนองคเบื้องตน แหงหัวใจนัก ปราชญ ไดแก สุ จิ ปุ ลิ คนที่เปนปราชญได ตองไดฟงมาก เรียกวา “พหูสูต” ซึ่งมาจากศัพทบาลี 2 คํา คือ พหุ แปลวา มาก สุต แปลวา ฟง แปลตามรูปศัพทวา ผูฟงมาก ผูที่ฟงมากจะเปนผูรอบรู เฉลียวฉลาด มีความคิดอันกวางไกล แตกฉานในศิลปะวิทยาการตางๆ การประกอบอาชีพหรือกิจกรรม ตางๆที่ทําอยูในชีวิตประจําวันก็จะพลอยไดรับความสําเร็จไปดวย (พรสวรรค อัมรานันท 2542: 76) Rankin (1982: 528 อางถึงใน จิตยา สุวภาพ, 2541: 2) ไดสํารวจการสื่อสาร ในชีวิตประจําวันจากบุคคลหลายอาชีพพบวา ทักษะการรับสารที่สําคัญในการสื่อสารในชีวิตประจําวัน เรียงจากมากไปหานอย ไดดังนี้ ทักษะการฟง รอยละ 45 ทักษะการพูด รอยละ 30 ทักษะการอาน รอยละ 16 ทักษะการเขียน รอยละ 9 จะเห็นไดวา ในชีวิตประจําวัน มนุษยใชทักษะการฟงมากที่สุด ในบรรดาทักษะการสื่อสาร ทั้ง 4 ทักษะ ดังนั้นการฟงจึงเปนทักษะที่มีบทบาทและความสําคัญตอการดําเนินชีวิตเปนอยางมาก พรสวรรค อัมรานันท (2542: 77-78) ไดนําเสนอเกี่ยวกับความสําคัญของการฟงในดานตางๆ ดังนี้
  • 13.
    5 1. ดานกระบวนการเรียนรู มนุษยสามารถเรียนรูสิ่งตางๆดวยการฟงไดตลอดชีวิตนับตั้งแต การฟงเสียงพอแม คนในครอบครัว แลวเลียนเสียงพูด จดจํานําไปใชสื่อสาร 2. ดานการคิดและการพูด การฟงทําใหผูฟงมีความรูกวางขวาง เกิดสติปญญาจากการรวบ รวมขอมูลและขอคิดตางๆ เมื่อนําไปเชื่อมโยงสัมพันธกับสิ่งที่ฟงมา ทําใหเกิดการจดจํานําไปสู การคิดในระดับที่สูงขึ้น และเพื่อเปนความรูในดานการพูดตอผูอื่นอีกดวย 3. ดานความรูการฟงขาวสาร ชวยใหไดรับความรูเพิ่มเติม เปนคนทันสมัย มีความรูรอบตัว โดยบุคคลที่ฟงมาก ยอมไดรับความรูมากกวาผูอื่น 4. ดานความบันเทิง การฟง ชวยสรางความบันเทิงไดเปนอยางดี โดยเฉพาะการฟงเพลง ซึ่งเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่งที่ไดรับความนิยมจากผูฟง การฟงเพลงกอใหเกิดความสุข ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง ทําใหเกิดความจํา การรับรูและการเรียนรูไดดีขึ้น 5. ดานการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล ในการสนทนา ผูฟงที่ดียอมไดรับความนิยมชม ชอบจากคูสนทนา และถือไดวาเปนผูมีมารยาทในการเขาสังคม จากความสําคัญดังกลาว จะเห็นไดวาการฟงมีความสําคัญตอการสื่อสารเปนอยางยิ่ง หากผูฟงมีทักษะในการฟงที่ดีแลว ยอมสงผลใหการติดตอสื่อสาร หรือการรับรูขอมูลตางๆ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเทานั้น จุดมุงหมายของการฟง จุดมุงหมายของการฟง แบงไดเปน 5 ประการ ดังนี้ 1. การฟงเพื่อจับใจความสําคัญ เปนการฟงเพื่อจับประเด็นสาระสําคัญของสารที่ไดยินวา มีอะไรบาง การฟงประเภทนี้ตองใชความตั้งใจและสมาธิ คิดพิจารณาเรื่องที่ไดฟงตลอดระยะเวลา การฟง 2. การฟงเพื่อหาเหตุผลมาโตแยง หรือคลอยตาม เปนการฟงสาร และสามารถอธิบายขอ ดี ขอเสีย ประโยชนหรือผลลัพธจากเรื่องที่ฟงได ทั้งในดานบวกและดานลบ นอกจากนี้ยังสามารถแนะ นําขอควรปฏิบัติใหกับผูอื่นไดเปนอยางดี 3. การฟงเพื่อความเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการและความคิดสรางสรรค เปนการฟงเพื่อ ชวยผอนคลายความตึงเครียด พัฒนาจินตนาการ ความคิดสรางสรรค 4.การฟงเพื่อใหเกิดความรอบรู การฟงเพื่อใหเกิดความรูและความรอบรู เปนสิ่งจําเปน สําหรับนักเรียนอยางยิ่ง เชน การฟงคําบรรยายในชั้นเรียน การฟงขาว การฟงเรื่องเลา เปนตน โดยผูฟง ตองรูจักจับใจความสําคัญของสารใหได และควรประเมินคุณคาของสิ่งที่ไดฟงวามีคุณคาเพียงใด
  • 14.
    6 5. การฟงเพื่อวิเคราะหและประเมินคา เปนการฟงที่ตองใชความพยายามตั้งใจฟงและวิเคราะห ประเมินสารที่ไดรับฟงและใชความระมัดระวังและตรวจสอบสารที่ไดฟงแตละประโยคและแนวคิด ประโยชนของการฟง 1. การฟงทําใหไดรับความรู ความคิด ทัศนคติ การฟงทําใหไดรับรูเรื่องราวที่แปลกใหม ของบุคคลที่สนทนา รวมไปถึงเรื่องตางๆที่ไดฟงจากสื่อ เพื่อนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน และเพื่อ ประกอบอาชีพตางๆ เชน การฟงขาวพยากรณอากาศ เพื่อจะไดทราบถึงสภาพอากาศ และไดปฏิบัติ ตนไดถูกตอง 2. การฟงชวยใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล องคประกอบที่สําคัญของการพูด ไดแก ผูสงสาร ตัวสาร สื่อ และผูรับสาร ซึ่งผูรับสารในที่นี้ก็คือ ผูฟง จึงจะเห็นไดวาการฟง จะชวยทําใหการสื่อสาร สัมฤทธิ์ผล และเกิดการตอบสนองไดอยางถูกตอง 3. การฟงทําใหไดรับความเพลิดเพลิน การฟงชวยทําใหผอนคลายจากเรื่องตางๆได โดยการฟงที่นิยมฟงเพื่อความเพลิดเพลินคือการฟงเพลง การฟงเพลงเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่ง ที่ไดรับความนิยมจากผูฟง ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนปกติ ผูปวย และคนพิการ เพราะการฟงเพลงกอใหเกิดความสุข ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง ทําใหเกิดความจํา การรับรู และการเรียนรูไดดีขึ้น ดังที่ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30) 4. การฟงชวยเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น การฟงเรื่องราวตางๆ ที่หลากหลาย ยอมทําใหผูฟงมีทัศนคติตอเรื่องตางๆที่กวางขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การรับฟง ความคิดเห็นของผูอื่น ก็เปนการฝกยอมรับฟงความคิดเห็นที่แตกตาง ยอมรับความเปนจริงตางๆ ที่เกิดขึ้น โดยการฟงบางประเภทนั้น จะชวยทําใหจิตใจของผูฟงมีความสงบ และสามารถยอมรับ ความเปนจริงตางๆได เปนการยกระดับจิตใจใหสูงขึ้นเชน การฟงธรรมมะ การฟงบรรยาย การฟง ปาฐกถา เปนตน 5. การฟงทําใหเกิดปฏิภาณไหวพริบ การฟงมาก และฟงดวยความตั้งใจ รูจักสังเกตและ วิเคราะห จะทําใหสามารถอานความรูสึกนึกคิด และรูเทาทันในการกระทําของผูอื่นได อีกทั้งยังชวยให การดําเนินชีวิตเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจไมผิดพลาด เพราะการฟงมาก ทําใหมีความฉลาดรอบรู
  • 15.
    7 ตัวอยาง การฟงธรรมมะ เรื่อง ความสุขที่ถูกมองขาม โดย พระไพศาลวิสาโล คุณเปนคนหนึ่งหรือไมที่เชื่อวา ยิ่งมีเงินทองมากเทาไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเทานั้น ความเชื่อ ดังกลาวดูเผิน ๆ ก็นาจะถูกตองโดยไมตองเสียเวลาพิสูจน แตถาเปนเชนนั้นจริง ประเทศไทยนาจะ มีคนปวยดวยโรคจิตนอยลง มิใชเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายไดของคนไทยสูงขึ้นทุกป ในทํานองเดียวกัน ผูจัดการก็นาจะมีความสุขมากกวาพนักงานระดับลางๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกวา แตความจริงก็ ไมเปนเชนนั้นเสมอไป ไมนานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยไดใหสัมภาษณหนังสือพิมพวา เขารูสึกเบื่อหนายกับ ชีวิต เขาพูดถึงตัวเองวา "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดคาทางธุรกิจ" ลึกลงไปกวานั้นเขายังรูสึกวาตัวเองไม มีความหมาย เขาเคยพูดวา "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เปนแค....มหาเศรษฐีหมื่นลานคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นลานไมทําใหมีความสุข เขาจึงอยูเฉยไมได ในที่สุดวิ่งเตนจนไดเปนรัฐมนตรี ขณะที่ เศรษฐีหมื่นลานคนอื่น ๆ ยังคงมุงหนาหาเงินตอไป ดวยความหวังวาถาเปนเศรษฐีแสนลานจะมี ความสุขมากกวานี้ คําถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ? คําถามขางตนคงมีประโยชนไมมากนักสําหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไมมีวาสนาแมแตจะเปน เศรษฐีรอยลานดวยซ้ํา แตอยางนอยก็คงตอบคําถามที่อยูในใจของคนจํานวนไมนอยไดบางวา ทําไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส จึงไมหยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไมหมด แตถาเราอยากจะคนพบคําตอบใหมากกวานี้ ก็นาจะยอนถามตัวเองดวยวา ทําไมถึงไมหยุด ซื้อแผนซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับหมื่นแผน ทําไมถึงไมหยุดซื้อเสื้อผาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวเกือบ พันตัว ทําไมถึงไมหยุดซื้อรองเทาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับรอยคู แผนซีดีที่มีอยูมากมายนั้น บางคนฟงทั้งชาติก็ยังไมหมด ในทํานองเดียวกัน เสื้อผา หรือรองเทา ที่มีอยูมากมายนั้น บางคนก็ เอามาใสไมครบทุกตัวหรือทุกคูดวยซ้ํา มีหลายตัวหลายคูที่ซื้อมาโดยไมไดใชเลย แตทําไมเราถึงยัง อยากจะไดอีกไมหยุดหยอน ใชหรือไมวา สิ่งที่เรามีอยูแลวในมือนั้นไมทําใหเรามีความสุขไดมากกวาสิ่งที่ไดมาใหมมี เสื้อผาอยูแลวนับรอยก็ไมทําใหจิตใจเบงบานไดเทากับเสื้อ ๑ ตัวที่ไดมาใหม มีซีดีอยูแลวนับพัน ก็ไมทําใหรูสึกตื่นเตนไดเทากับซีดี ๑ แผนที่ไดมาใหม ในทํานองเดียวกันมีเงินนับรอยลานใน
  • 16.
    8 ธนาคารก็ไมทําใหรูสึกปลาบ ปลื้มใจเทากับเมื่อไดมาใหมอีก ๑ลาน พูดอีกอยางก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได มากกวาความสุขจากการ มี มีเทาไรก็ยัง อยากจะไดมาใหม เพราะเรามักคิดวาของใหมจะใหความสุขแกเราไดมากกวาสิ่งที่มีอยูเดิม บอยครั้งของที่ไดมาใหมนั้นก็เหมือนกับของเดิมไมผิดเพี้ยน แตเพียงเพราะวามันเปนของใหม ก็ทําใหเราดีใจแลวที่ไดมา จะวาไปนี่อาจเปนสัญชาตญาณที่มีอยูกับสัตวหลายชนิดไมเฉพาะแต เทานั้น ถาโยนนองไกใหหมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แตถาโยนนองไกชิ้นใหมไปให มันจะรีบคาย ของเกาและคาบชิ้นใหมแทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเทากัน ไมวาหมาตัวไหนก็ตามของเกาที่มี อยูในปากไมนาสนใจเทากับของใหมที่ไดมา ถาหากวาของใหมใหความสุขไดมากกวาของเกาจริง ๆ เรื่องก็นาจะจบลงดวยดี แตปญหา ก็คือของใหมนั้นไมนานก็กลายเปนของเกา และความสุขที่ไดมานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือ กลับมารูสึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงตองไลลาหาของใหมมาอีก เพื่อหวังจะใหมีความสุข มากกวาเดิม แตแลวก็วกกลับมาสูจุดเดิม เปนเชนนี้ไมรูจบ นาคิดวาชีวิตเชนนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? เพราะไลลาแตละครั้งก็ตองเหนื่อย ไหนจะตองขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะตองแขงกับ ผูอื่นเพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการ ครั้นไดมาแลวก็ตองรักษาเอาไวใหได ไมใหใครมาแยงไป แถมยัง ตองเปลืองสมองหาเรื่องใชมันเพื่อใหรูสึกคุมคา ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งตองเสียเวลาในการเลือกวาจะใช อันไหนกอน ทํานองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ตองยุงยากกับการตัดสินใจวาจะไปเที่ยว ลอนดอน นิวยอรค เวกัส โตเกียว มาเกา หรือซิดนียดี ถาเราเพียงแตรูจักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มี สิ่งที่มีอยูแลว ชีวิตจะยุงยากนอยลงและโปรงเบา มากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไมใชเรื่องยาก แตที่เปนปญหาก็เพราะเราชอบมอง ออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหมมาเทียบกับของที่เรามีอยู หาไมก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับ คนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม ก็อยากมีบาง คงไมมีอะไรที่จะทําใหเราทุกขไดบอยครั้งเทากับ การชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเปนหนทางลัดไปสูความทุกขที่ใคร ๆ ก็นิยมใชกัน นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทําใหเราไมเคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แมจะมี หนาตาดีก็ยังรูสึกวาตัวเองไมสวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอรในหนัง โฆษณา การมองแบบนี้ทําให "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไมมีความสุขกับสิ่งที่มีอยูแลว ยังเปนทุกขเพราะไมไดสิ่งที่อยาก พูดอีกอยางคือไมมีความสุขกับปจจุบัน แถมยังเปนทุกขเพราะ อนาคตที่พึงปรารถนายังมาไมถึง ไมมีอะไรที่เปนอุทธาหรณสอนใจไดดีเทากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจําไดวา มีหมาตัวหนึ่งไดเนื้อชิ้นใหญมา ขณะที่กําลังเดินขามสะพาน มันมองลงมาที่ ลําธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กําลังคาบเนื้อชิ้นใหญ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญกวาชิ้น
  • 17.
    9 ที่มันกําลังคาบเสียอีก ดวยความโลภ (และหลง)มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่ เห็นในน้ํา ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ํา ชิ้นเนื้อในน้ําก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยูและเนื้อที่เห็น ในน้ําบอเกิดแหงความสุขมีอยูกับเราทุกคนในขณะนี้อยูแลว เพียงแตเรามองขามไปหรือไมรูจักใช เทานั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยูและเปนอยู ไมวา มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพยสิน รวมทั้งจิตใจของเรา ลวนสามารถบันดาลความสุข ใหแกเราไดทั้งนั้น ขอเพียงแตเรารูจักชื่นชม รูจักมอง และจัดการอยางถูกตองเทานั้น แทนที่จะแสวงหาแตความสุขจากการได ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจาก สิ่งที่มีขั้นตอไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให กลาวคือยิ่งใหความสุข ก็ยิ่งไดรับความสุข สุขเพราะเห็นน้ําตาของผูอื่นเปลี่ยนเปนรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ไดทําความดีและทําให ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไมยากที่เราจะคนพบความสุขจากการ ไมมี นั่นคือสุขจาก การปลอยวาง ไมยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แมไมมีหรือสูญเสียไป ก็ยังเปนสุขอยูได เกิดมา ทั้งที่นาจะมีโอกาสไดสัมผัสกับความสุขจากการ ให และ การ ไมมี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและ ยั่งยืนอยางแทจริง ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ 1. ฟงทั้งที เตรียมตัวใหพรอม การเตรียมตัวใหพรอมที่จะฟงนี้ รวมไปถึงทั้งทางกายและสติ ปญญา การฟงที่มีประสิทธิภาพ ผูฟงตองมีจุดมุงหมายในการฟง และศึกษาหาความรูเบื้องตนในเรื่อง ที่จะฟง เมื่อฟงจะไดสามารถเขาใจเรื่องไดงายและรวดเร็วขึ้น 2. เปดใจยอมรับฟงทุกเรื่อง การเปดใจรับฟงในทุกๆเรื่อง ยอมสงผลดีตอการฟง เพราะจะ ทําใหผูฟงไดรับฟงสารอยางชัดเจน และปฏิบัติไดดังจุดมุงหมายของสารนั้น ทั้งนี้การเปดใจใหกวางรับ ฟง อาจไมประสบผลสําเร็จ เนื่องจากบางครั้งผูฟงมีทัศนคติที่ไมดีตอตัวผูพูด หรือมีอคติตอผูพูด 3. ฟงใหตอเนื่องตั้งแตตนจนจบ การฟงสารใดๆก็ตาม ผูฟงควรฟงตั้งแตแรกเริ่ม จนจบ เรื่องใหครบ เพื่อจะไดทราบเจตนาที่แทจริงของสารนั้น บางครั้งผูฟงอาศัยการฟงเปนบางขอความ หรือ บางตอน แลวนําไปปะติดปะตอ ทําใหเกิดความหมายใหม หรืออาจจะแปลเจตนาของผูพูดผิด ซึ่งสงผลตอการสงสารตอไปผิดๆ อีกทั้งผูฟงบางคนชอบคิดแทนผูพูด จึงทําใหการแปลความหมาย และแปลเจตนาผิดแปลกไป 4. ฟงใหครบอยางตั้งใจและอดทน การฟงสารใหไดความครบถวน ผูฟงจะตองมี ความตั้งใจ และอดทนเปนอยางยิ่ง เพราะหากผูฟงไมมีความตั้งใจแลว สารที่ไดรับ ยอมไมครบถวน และอาจแปลความหมายผิดไปได
  • 18.
    10 5. พยายามคนหาสาระจากการฟง การฟงสารทุกประเภทยอมมีสาระและมีประโยชน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับผูฟงวาจะสามารถคนหาสาระและประโยชนจากเรื่องดังกลาวไดหรือไมการคนหาสาระ จากการฟงนั้น ผูฟงอาจนําขอดีและขอเสียจากเรื่องที่ไดฟง มาเปนแนวคิดหรือเปนตัวอยางในการ ดําเนินชีวิตตอไปได 6. จับใจความสําคัญจากเรื่องใหครบ การฟงเรื่องราวตางๆ ผูฟงตองจับใจความสําคัญ ของเรื่องใหได เนื่องจากใจความสําคัญเปนสิ่งที่ผูพูดตองการสงมายังผูฟง เมื่อผูฟงจับใจความสําคัญ ของเรื่องไดแลว ก็จะทําใหการฟงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7. จดบันทึก สรุปไวทบทวน การฟงนั้น ตามปกติผูฟงสวนใหญมักจะฟงแลว ไมจดบันทึก ไวเพราะคิดวาจําได แตหากเวลาผานไปเนิ่นนาน อาจทําใหเรื่องที่ไดรับฟงมานั้น ลืมเลือนหรือจําได ไมครบถวน ดังนั้นการจดบันทึก สรุปเรื่องราวที่ไดฟง ยอมเปนสิ่งที่ดี เนื่องจากเมื่อลืมเรื่องนั้น ก็สามารถนําบันทึกมาอานทบทวนได วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด ในปจจุบัน คนสวนมากนิยมใชการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด แตทั้งนี้ทั้งนั้นการฟงเพลงเพื่อ ผอนคลายความเครียดสามารถเลือกใชวิธีการตางๆไดหลากหลาย แตบางวิธีก็อาจกอใหเกิดอันตราย ตอสุขภาพไดเชนกัน วิธีการตางๆในการฟงเพลงมี ดังนี้ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30) วิธีที่ 1 การฟงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน เปนวิธีหาความสุขจากเสียงเพลงที่มีผูนิยม มากที่สุด เพราะเปนวิธีฟงเพลงที่ประหยัด มีรายการเพลงตลอดทั้งวัน ผูฟงจะไดทั้งสาระ ความรู ความสนุกสนานเพลิดเพลิน วิธีที่ 2 การฟงเพลงจากเครื่องเลนเทปเพลง แผนเสียง ผูที่นิยมฟงเพลง จากเครื่องเลน เทป เครื่องเลนแผนเสียง หาซื้อเทปเพลง แผนเสียงมาฟงเอง ชอบหรืออยากฟงตอนไหนก็หยิบขึ้นมา เปดฟงได วิธีที่ 3 การฟงเพลงจากเครื่องพกพา ผูที่นิยมฟงเพลงจากเครื่องพกพา เชน ไอพอด เอ็มพี3 หรือจากโทรศัพท จะไดรับฟงเพลงตางๆตามความตองการ แตถาฟงนานไปจะทําใหเมื่อยลา ประสาท หูเสื่อมเร็ว ไมควรฟงขณะอยูในภาวะที่ตองใชความระมัดระวังตัวเปนพิเศษ เชน ขณะเดินอยูบนทอง ถนน ขณะใชเครื่องจักรกล ขณะขับรถ เพราะอาจทําใหเกิดอันตรายได วิธีที่ 4 การฟงเพลงที่รานขายซีดี ผูฟงจะมีโอกาสฟงเสียงเพลงไพเราะที่ผูซื้อตั้งใจมาซื้อ และไดรับประสบการณ ความรูใหมๆจากผูขาย แตผูฟงจะไดรับฟงเพลงตางๆไมจบสักเพลง ทําให อารมณไมตอเนื่อง
  • 19.
    11 วิธีที่ 5 การชมการแสดงดนตรีจากสถานที่จริงเปนวิธีหนึ่งที่ควรสนับสนุนใหหาโอกาสไป ฟง เพราะจะไดรับประโยชนมากกวาการชม หรือฟงจากวิทยุ ทีวี มีสถานที่ตางๆ ที่จัดแสดงดนตรีใหชม ทั้งที่ตองเสียเงินและที่ใหชมฟรี ผูฟงจะไดยินความไพเราะงดงาม ไดเห็นความตระการตา เห็นความสามารถของนักดนตรี นักรอง เปนการสรางเสริมประสบการณชีวิตที่ดี ชวยสนับสนุน ใหเยาวชนมีความสนใจดนตรี ซึ่งจะชวยพัฒนาดานอารมณ ภาษา สังคมและวัฒนธรรม เปนตน วิธีที่ 6 การฟงเพลงในรถยนต คนสวนใหญชอบฟงเพลงในรถยนต เพราะเปนชวงเวลา ที่วางสําหรับผูโดยสาร และเปนชวงที่ตองใชความระมัดระวังของผูขับรถยนต หากรถติดมากหรือขณะ ที่ตองใชระยะเวลาในการเดินทางนานๆ ก็อาจจะเกิดความเครียด การฟงเพลงในรถยนต ซึ่งมี พื้นที่จํากัดทําใหการฟงเพลงไดชัดเจน มีความไพเราะ ชวยคลายเครียดไดเปนอยางดี วิธีที่ 7 การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร จะชวยให เกิดสุนทรียในการรับประทานอาหารยิ่งขึ้น มีผลชวยใหระบบยอยอาหารทํางานไดดี รานอาหาร จึงมักจะมีดนตรีใหลูกคาไดฟงขณะรับประทานอาหาร เพื่อใหเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน สรางบรรยากาศความเปนมิตร เพลงที่ใชฟงควรเปนเพลงจังหวะชาๆ หรือปานกลาง เปนเพลงที่ฟง สบายๆ ไมตองใชความคิดมาก มีอารมณออนหวาน นุมนวล วิธีที่ 8 การฟงเพลงขณะทํางาน บางทานชอบฟงเพลงขณะทํางาน เพราะชวยทําให บรรยากาศที่ทํางานดูสดชื่นแจมใสขึ้น ไมเงียบเหงา ควรเลือกประเภทของเพลงใหเหมาะสมกับงาน ที่ทํา เชน หากทํางานที่ตองใชแรงงาน ควรฟงเพลงที่มีจังหวะราเริง เบิกบาน จะชวยใหทํางาน อยางสนุกสนานเพลิดเพลิน หากเปนงานที่ตองใชความคิด ควรเปดเพลงที่มีจังหวะชาๆ หรือปานกลาง จะชวยใหมีสมาธิในการทํางานมากขึ้น เปนตน การเปดเพลงขณะทํางานควรใชเสียงที่พอเหมาะ หรือเปดเบาๆ ไมควรเปดเสียงดังจนทําใหเกิดการรบกวนหรือกอใหเกิดความเดือดรอนแกผูอื่น วิธีที่ 9 การฟงเพลงขณะอาบน้ํา ขณะอาบน้ําก็ฟงเพลงไปดวย ทําใหเกิดความเบิกบานใจ รู สึกสบายตัว มีอารมณดี สดชื่น กระปรี้กระเปรายิ่งขึ้น การฟงเพลงตองระมัดระวังอยางยิ่งเกี่ยวกับสาย ไฟของเครื่องเสียง อาจจะถูกน้ําทําใหเกิดไฟฟาลัดวงจร เปนอันตรายได วิธีที่ 10 การฟงเพลงขณะพักผอน เวลาพักผอนเปนชวงเวลาแหงความสุข เชน ยามวาง ขณะเดินเลน นั่งเลน และโดยเฉพาะการฟงเพลงกอนนอน เปนตน ควรจัดเตรียมเครื่องเสียง หรือวิทยุ ไวใหสะดวกตอการฟง วิธีที่ 11 การฟงเพลงขณะออกกําลังกาย การออกกําลังกายที่ดี ควรเริ่มตนดวยการสราง ความอบอุนรางกายกอน โดยออกกําลังกายเบาๆ โดยใชเพลงจังหวะปานกลาง แลวจึงเปลี่ยนเปน จังหวะเร็วมากขึ้น และกลับมาเปนจังหวะปานกลางเมื่อออกกําลังเสร็จแลว การฟงเพลงจะชวยให อารมณสดชื่น แจมใส เพลิดเพลิน ขณะออกกําลังกาย
  • 20.
    12 วิธีที่ 12 การฟงเพลงเมื่อเกิดความเจ็บปวยการฟงเพลงจะชวยบรรเทาความเจ็บปวยได มีงานวิจัยมากมายทั้งในประเทศและตางประเทศ ที่พบวา ดนตรีมีผลชวยลดความเครียด ความวิตก กังวล ขณะเจ็บปวยชวยทําใหจิตใจสบาย พักผอน รับประทานอาหารไดมากขึ้น มีกําลังใจ มีแรงเคลื่อน ไหวไดมากขึ้น มีผลชวยใหการรักษาไดผลดียิ่งขึ้น แมแตผูปวยที่ตองอยูในโรงพยาบาลนานๆ ก็ มีความตองการฟงเพลง เพราะเพลงชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน ลืมความเจ็บปวย คลายความเครียด ความเบื่อหนายได ประเภทของเพลงที่ฟง ควรเปนเพลงที่มีความสรางสรรค กอใหเกิดความสุข ความหวัง หลีก เลี่ยงเพลงทํานองเศรา มีเนื้อหาคํารองที่สรางอารมณทุกข เศราหมอง และควรหลีกเลี่ยงเพลงจังหวะ เร็วๆ มีเสียงดังอึกทึก ในผูปวยที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ผูปวยที่มีการเกร็งกระตุกของ กลามเนื้อ มารยาทในการฟง มารยาทในการฟง เปนคุณลักษณะสําคัญที่ควรปลูกฝงในคนทุกเพศ ทุกวัย และควรแสดง พฤติกรรมนี้ใหเหมาะกับบุคคล เวลา และสถานที่ ทั้งนี้ผูฟงที่ดี ควรปฏิบัติตนใหมีมารยาทในการฟง ดัง ตอไปนี้ 1. ฟงอยางตั้งใจ ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางมีสมาธิ เพื่อใหไดรับความตางๆอยางครบถวน 2. ปรบมือใหดวยความชื่นชม ในกรณีที่ผูฟงชอบในคําพูดหรือถูกใจคํากลาวใดของผูพูด ควรปรบมือแสดงความชื่นชม แตไมควรสงเสียงผิวปาก หรือ สงเสียงอื่นๆ เพราะจะเปนการไมมี มารยาท 3. ไมทานขนมขณะฟง การฟงในสถานที่ใดๆก็ตาม ผูฟงควรตั้งใจฟง ไมควรทานขนม หรือ อาหารตางๆ ในขณะที่ฟง 4. ไมสงเสียงดัง หรือพูดแขง ขณะที่ฟง ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางเงียบๆ ไมสงเสียงดัง และไม ควรพูดคุยกับเพื่อนในขณะที่ฟง 5. แสดงความเคารพกอนออกจากหอง ขณะที่ฟง หากผูฟงตองการลุกออกจากหอง ควรทํา ความเคารพผูพูดกอนออกจากหอง 6. ไมจองจะจับผิด ผูฟงบางคนชอบจับผิดผูพูด และมีอคติ จึงทําใหการฟงไมประสบผล สําเร็จ 7. แสดงความคิดเห็นไดหลังฟงจบ ถาผูฟงมีคําถามหรือตองการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่ไดฟง ควรรอใหผูพูด พูดจบกอน
  • 21.
    13 วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง การฟงเปนจุดเริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา และชวยพัฒนาทักษะดานอื่นๆ ใหดียิ่งขึ้นดังนั้นจึง ควรฝกทักษะการฟงใหมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชนในสื่อสาร วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถ ในการฟง (กองเทพ เคลือบพณิชกุล 2542:34 และ จุไรรัตน ลักษณะศิริ 2543:81) มีดังนี้ 1. ฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวการทําความเขาใจเรื่องจากสารที่ผูพูดสงมา เปนสิ่งสําคัญ และเปนทักษะที่ตองฝกฝน โดยผูฟงตองฝกสมาธิ เนื่องจากสมาธิจะชวยใหการทํางาน ของสมองไดคิดและจดจําบันทึกเรื่องราวที่ไดฟง การมีสมาธิจะชวยใหใจจดจอเรื่องที่ฟง การฟงจึงจะ ดําเนินไปอยางตอเนื่อง การฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวตางๆนั้น ผูฟงอาจตั้งคําถามกับตนเอง หลังจากที่ไดฟง เรื่องดังกลาวไปแลว เชน ขอความที่ไดฟงเปนขอความในทํานองใด หมายความวาอยางไร เสนอความคิดใดแกผูฟง มีเหตุการณใดเกิดขึ้นบาง ผลเปนอยางไร เปนตน 2. ฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่อง การฟงเรื่องตางๆนั้น สิ่งที่ไดรับฟงมาทั้งหมด อาจไมใชประเด็นสําคัญที่ผูพูดตองการนําเสนอ ดังนั้นการฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญ จึงมีความสําคัญตอการฟง ใจความสําคัญของขอความ มาจากความหมายหลักของแตละประโยค มาประกอบกันเขาเปนความหมายรวม การที่จะจับใจความสําคัญของเรื่องที่ฟงไดทั้งหมด จะตองรวบ รวมความหมายของแตละประโยคในเรื่องมาประกอบกัน จากนั้นสวนใดหรือขอความใดที่ไมเกี่ยวของ ไมจําเปน ใหตัดออก การจับใจความสําคัญนี้ ผูฟงควรสรุปใจความสําคัญ เปนภาษาเขียน หรือ คําพูด ของตนเอง 3. ฝกวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด การพูดทุกครั้ง ผูพูดยอมมีจุดมุงหมาย หรือเจตนาจะใหบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ บางครั้งเรื่องที่ไดฟงนั้นอาจเปนเจตนาโดยตรงของผูพูด แตในบางครั้งก็เปนเจตนาโดยออม ดังนั้นผูฟงจึงตองวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดนั้นวา ผูพูดคิดหรือมีความรูสึกอยางไรตอเรื่องที่พูด และตองการบอกอะไรแกผูฟง การวิเคราะหจุดมุงหมาย หรือเจตนาของผูพูด อาจสังเกตไดจากอากัปกิริยา ทาทาง น้ําเสียง รวมไปถึงบริบทโดยรอบ ของขอความนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งอาจเปนการลําบาก หากผูฟง ฟงจากสื่อวิทยุ ซึ่งไมเห็นลักษณะทาทาง ของผูพูด ดังนั้นการวิเคราะหบริบทของขอความและนัยของคํา จึงเปนสิ่งสําคัญ 4. ฝกวินิจสาร การวินิจสาร คือการตีความหมายของสารที่ผูพูดสงมา เพื่อจะแยกวา สารใด เปนขอเท็จจริง สารใดเปนขอคิดเห็น หรือสารใดเปนขอเสนอแนะ การวินิจสารจะสอดคลองกับ การวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด เนื่องจากวา วินิจ หมายถึง พินิจ คือการพิจารณาสาร สารที่ผูพูดเสนอแนะหรือกลาวออกมานั้น อาจมีความหมายโดยนัย ผูฟงตองมีการตีความ โดยอาศัย องคประกอบในการตีความชวยในการวินิจสาร
  • 22.
    14 5. ฝกประเมินคาของสาร การประเมินคาเปนทักษะที่คอนขางสูง เนื่องจากผูฟงที่จะ สามารถประเมินคาของสารไดดี ตองเปนผูที่ฟงมาก อานมาก และมีความรูมาก โดยการประเมินคา ของสารจะทําใหผูฟงไดทราบถึงคุณคาของสารที่ไดฟง ซึ่งควรประเมินวา มีคุณคามากนอยเพียงใด มีจุดดีจุดเดนอยางไร มีขอบกพรองมากนอยเพียงใด สิ่งที่กลาวถึงนั้นกอใหเกิดผลดี ผลเสียอยางไร แกใคร หรือมีคุณคาในดานใด การพิจารณาความสามารถในการฟง การพิจารณาความสามารถในการฟง จะเปนประโยชนตอการพัฒนาการฟง ซึ่งตองพิจารณา จากลักษณะตางๆ (สมบัติ จําปาเงิน 2540 : 11) ดังนี้ ความสามารถในการฟง ประเด็นในการพิจารณา 1.ความรู ความจําและความเขาใจ - ผูฟงสามารถตอบคําถามจากเรื่องได - ผูฟงสามารถเลาเรื่องที่ฟงได - ผูฟงสามารถทําตามคําสั่งไดพอสมควร 2.การวิเคราะห -ผูฟงสามารถแยกแยะองคประกอบของเรื่องที่ฟงได วาสวนใดคือ นําเรื่อง เรื่อง และสรุปเรื่อง -ผูฟงสามารถแยกไดวา อะไรเปนเหตุ เปนผล ในกรณีที่ เรื่องเปนเหตุเปนผล 3.การจับใจความสําคัญ - ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนใจความสําคัญ สวนใดเปนพลความ -ผูฟงสามารถจดบันทึกเรื่องราวโดยยอได 4.การตีความ -ผูฟงสามารถบอกความหมายที่แทจริงของความที่ฟงได -ผูฟงสามารถบอกจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดได -ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนขอเท็จจริง และขอ คิดเห็น 5.การประเมินคา -ผูฟงสามารถบอกประโยชนจากเรื่องที่ฟงได -ผูฟงสามารถบอกความนาเชื่อถือของเรื่องได -ผูฟงสามารถบอกวิธีการพูดจากเรื่องที่ฟงได
  • 23.
    15 การที่ผูฟงสามารถพิจารณาความสามารถในการฟงในดานตางๆ ได และรูวาตนเอง มีความสามารถในการฟงระดับใดยอมทําใหผูฟงสามารถที่จะพัฒนาทักษะการฟงของตนใหดีขึ้น เพื่อ ใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ ความสามารถในการฟงดานตางๆ นั้น ยอมตองไดรับการฝกฝนอยาง สม่ําเสมอเพื่อนําไปสูการฟงขั้นสูง คือ การฟงเพื่อการประเมินคาได
  • 24.
    16 เอกสารอางอิง กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2540. ภาษากับการสื่อสาร(ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศิลปากร. จิตตยา สุวภาพ. 2541. ผลการสอนกลวิธีดานความรู ความคิดที่มีตอความสามารถใน การฟงเพื่อความเขาใจภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ใน โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาเอกชน กรุงเทพฯ. วิทยา นิพนธปริญญามหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. บุษบา พิทักษ. 2543. การสอนทักษะการฟงเพื่อความเขาใจในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โดยใชแบบฝกเสริมทักษะการฟง. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนภาษาไทย. เชียงใหม : มหาวิทยาลัยเชียงใหม. พีระชัย ลี้สมบูรณผล. 2550. การฟงเพลงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎภูมิภาคตะวันตก. วิจัย. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร:มหาวิทยาลัยราชภัฎหมูบานจอมบึง. พรสวรรค อัมรานันท. 2542. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม:ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมบัติ จําปาเงิน.2540. ประธีปไทยชุดภาษาและวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ:โอเอส พริ้นติ้งเฮาส. ศศิธร ธัญลักษณานันท. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: เธิรดเวฟ เอ็ดดูเคชั่น. ---------------------------------------------
  • 25.
    บทที่ 2 ศาสตรและศิลปะของการพูด การพูดเปนการสื่อสารที่มีความสําคัญและเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันอยางยิ่งอีกทั้งเปน เสมือนบันไดขั้นแรกของการสมาคม และยังเปนสะพานเชื่อมโยงไปสูความสําเร็จในชีวิตดวยการพูด ดีและการพูดเปน ยอมเปนคุณสมบัติเดนที่จะสรางศรัทธาความเลื่อมใสใหเกิดขึ้น ไมวาจะเปนการสื่อ สารภายในครอบครัว การติดตอทางสังคม การปรึกษาหารือกันในที่ทํางาน หรือแมกระทั่งพูดเพื่อ อํานวยประโยชนใหแกตนเองและสวนรวม ซึ่งไมเพียงแตเปนการพูดทักทายถามเรื่องชีวิตความเปนอยู เทานั้น หากยังเปนเรื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเลา การอธิบาย การใหเหตุผล ตลอดจน การพูดเพื่อแสดงไมตรีจิต ดังนั้น การรูจักศาสตรและศิลปะการพูดยอมมีผลตอความสําเร็จในงาน อาชีพตาง ๆ เชน พอคา นักธุรกิจ นักการเมือง นักปกครอง นักการศาสนา ครู อาจารย ฯลฯ ศาสตรและศิลปะการพูดหมายถึงระบบระเบียบความรูและความสามารถหรือความเชี่ยวชาญ ที่จะสงสารหรือถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูรับสาร ใหรับรู ตอบ สนองตามจุดมุงหมายโดยการใชถอยคําภาษารวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสมตามระเบียบ กฎ เกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน ดังนั้นเนื้อหาในบทนี้ จะกลาวถึงศาสตรและศิลปะการ พูด ในหัวขอ ความหมายและความสําคัญ องคประกอบ การฝกทักษะ เทคนิค 14 ประการ จุด ประสงค ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ ตัวอยางการพูดประเภทตาง ๆ ตัวอยาง รูปแบบการพูดประเภทตาง ๆ และศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ ความหมายของการพูด ไดมีผูรู ใหความหมายของคําวา “การพูด” ไวดังนี้ สวนิต ยมาภัย และถิรนันท อนวัชศิริวงศ (2530: 1) ไดใหความหมายของการพูด คือการใช ถอยคํา น้ําเสียง รวมทั้งกิริยาอาการอยางมีประสิทธิภาพและถูกตองตามจรรยามารยาทและประเพณี นิยมของสังคม เพื่อถายทอดความคิด ความรูสึก และความตองการที่มีคุณประโยชนใหผูฟงรับรูและ เกิดการตอบสนอง สัมฤทธิผลตามจุดมุงหมายของผูพูด ทองขาว พวงรอดพันธุ (2537: 25) ไดใหความหมายของการพูด ดังนี้ 1. กระบวนการสื่อสารความคิด จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุมหนึ่ง โดยมี ภาษา น้ําเสียง และอากัปกิริยาเปนสื่อ 2. การแสดงออกถึงอารมณและความรูสึก โดยใชภาษาและเสียงสื่อความหมาย
  • 26.
    18 3. เปนสัญลักษณแหงความเขาใจระหวางมนุษยกับมนุษย สรุปไดวา การพูดหมายถึงกระบวนการสื่อสารระหวางผูพูดกับผูฟงใหเกิดความเขาใจ ตรงกันซึ่งจะตองคํานึงถึง บุคคล กลุมสังคม โอกาส เวลา สถานที่ ทัศนคติ ตลอดจนอารมณความรู สึกรวม โดยที่ผูพูดสามารถถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูฟงใหรับรู ตอบสนองตามจุดมุงหมาย โดยการใชถอยคํา ภาษา รวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสม ตาม ระเบียบ กฎเกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน ความสําคัญของการพูด เปนที่ทราบกันดีวาการพูดมีความสําคัญในการสื่อสาร อีกทั้งเปนเครื่องมือที่สําคัญยิ่งของ มนุษยในการสรางความเขาใจอันดีตอกัน ความสําคัญของการพูดนั้นมีผูรูไดอธิบายไวดังนี้ วสันต บัณฑะวงศ (2521: 2) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูด โดยสรุปวา การพูดที่ดีนั้น สามารถนําเขาสูตําแหนงฐานะการงานหรือบรรลุผลสําเร็จตาง ๆ ไดมากตอมาก และการที่จะพูดใหผู ฟงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคําพูดของเราไดนั้น ก็ตองอาศัยศิลปะและหลักวิชาที่จะตองหมั่นฝกฝน ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน (2532: 3-5) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูดไวดังนี้ 1. การพูดทําใหเกิดความเขาใจไดงาย เมื่อเราไดยินการพูด ดวยน้ําเสียง และเห็น กิริยา ทาทาง ตลอดจนสีหนาของผูพูดประกอบ เราก็จะเขาใจในเรื่องราวที่พูดไดงาย 2. การพูดเปนเครื่องมือของสมาคม ซึ่งทําใหเกิดความสําเร็จในชีวิต วาจาเปน เครื่องแสดงออกถึงความฉลาดและอุปนิสัยใจคอของผูพูด ตลอดจนถึงความมีไมตรีตอกัน 3. การพูดกอใหเกิดความสําเร็จในดานศาสนา การคา และการเมือง 3.1 ดานศาสนา การพูดโนมนาวชักจูงใหคนอื่นเกิดความสํานึกที่ดี และใหเกิด ความเชื่อถือตาม จึงมีผลเหนือกวาการชักจูงดวยวิธีอื่น ๆ ดวยเหตุนี้ จึงมีการอบรมใหพระ นักบวช และผูนําเผยแพรศาสนา ใหรูจักโนมนาวจิตใจใหคนอยูศีลธรรม และประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี 3.2 ดานการคา เปนความจริงที่วาการคาคือการพูด พอคาแมคาจะขายของได ก็ดวยการพูดชักจูงใจคนซื้อ ในสังคมปจจุบันนี้การพูดโฆษณามีอิทธิพลในการคา เปนอยางมาก 3.3 ดานการเมือง การพูดชี้แจงใหประชาชนเขาใจในนโยบายและหลักการ จึงจําเปนอยางยิ่ง ประเทศตาง ๆ จะอยูกันไดอยางสันติ ก็เนื่องจากการเจรจาทําความเขาใจกัน สําหรับปญหาการเมืองที่ลึกซึ้งยุงยากสลับซับซอนที่จะเปนชนวนไปสูสงครามนั้น ก็เนื่องมาจาก การพูด เชน การพูดโจมตีฝายตรงขาม ตลอดจนการรณรงคหาเสียงของพรรคการเมืองก็อาศัย การพูดทั้งสิ้น
  • 27.
    19 สรุปไดวา ความสําคัญของการพูด ก็คือเพื่อใหเกิดการสื่อสารบรรลุเปาหมายในชีวิตประจําวัน และการงานอาชีพ อีกทั้งยังเปนเครื่องมือสําหรับสรางความสัมพันธ อันดีในองคกร สมาคม และสา ธารณชนได การสํารวจความพรอมในการพูด การสํารวจความพรอม ในการพูดทุกครั้งเปนสิ่งสําคัญยิ่ง เพราะจะทําใหเห็นขอบกพรอง บางประการ เมื่อไดรับการแกไขปรับปรุงจะสงผลใหมีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น การสํารวจ ความพรอมในการพูดแตละครั้ง มีดังนี้ ความพรอม สํารวจ บุคลิกภาพ • เสื้อผา ทรงผม เครื่องแตงกาย • อารมณ น้ําเสียง ภาษาทาทาง ความมั่นใจ • ความกระตือรือรน ความเชื่อมั่น • บทขึ้นตน เนื้อเรื่อง บทสรุป เนื้อหา • เกร็ดประกอบเรื่อง เรื่องขําขัน • แงคิด มุมมอง รางเนื้อหา • ความเขาใจเนื้อหา • โนตยอ • นึกทบทวน สื่อ • ไมโครโฟน (ทดสอบดวยเสียง )ไมเคาะ • แผนใส, Power Point แถบบันทึกเสียง • ภาพนิ่ง ชิ้นงาน • ชวงเวลาการใชสื่อ
  • 28.
    20 คุณสมบัติของผูพูด ผูพูดที่ตองการประสบความสําเร็จ ควรจะมีคุณสมบัติ ดังตอไปนี้ 1.ศึกษาความรูอยูเสมอ ซึ่งไดจากการฟง การอาน รวมถึง การสนทนา การสังเกต จดจํา และรูจักสรางสรรคนํามาเสริมใหเกิดประโยชน และเพิ่มคุณคาใหแกตัวเองมากขึ้น 2. มีบุคลิกภาพในการพูดที่ดี และเหมาะสม โดยคํานึงถึงบุคลิกภาพทางกาย เชน การแตงกาย กิริยา ทาทางอารมณ เชน การแสดงออก ในการพูด บุคลิกภาพทางสังคม เชน มารยาท ทัศนคติ และบุคลิกภาพทางสติปญญา เชน ความสํานึกในคุณธรรม และจริยธรรม 3. มีศิลปะการแสดงดี ใชทาทางประกอบการพูด สีหนา ลีลาเหมาะสม สรางความสนใจ เกิดความประทับใจ สรางความเขาใจ ดวยตัวอยางการพูด การเปรียบเทียบใหเห็น อยางชัดเจน ตลอดจนสรางความเชื่อถือ โดยมีเหตุผลประกอบ มีแหลงขอมูลและหลักฐานอางอิง 4. มีศิลปะการพูดที่พรั่งพรู คือพูดไดอยางคลองแคลว ตอเนื่องฟงแลวรื่นหู ไมพูดตะกุกตะกัก อึกอัก เออ อา นาเบื่อ นารําคาญ ลักษณะครุนคิด เวนจังหวะการพูด ไม สม่ําเสมอ 5. ยอมรับฟงคําวิจารณ ผูพูดควรมีกัลยาณมิตร คอยชวยชี้แนะ และนอมรับ คําชี้แนะนั้น ๆ นํามาปรับปรุงแกไข และพัฒนาใหดีขึ้น 6. มีเอกลักษณเฉพาะตนเอง ผูพูดพึงสังเกตขอดีและขอควรแกไขสวนตัว แลวพัฒนาปรับเปลี่ยน ใหเกิดเปนความภูมิใจในตนเอง ไมลอกเลียนแบบใคร ถานํางานของผูอื่นมา ใชในการพูดตองใหเกียรติ และมีมารยาท โดยเอยนามผูนั้นใหปรากฏ 7. เปนผูฟงที่ดี เพราะการฟงทําใหไดความรูเพิ่มขึ้น และเปนการสรางไมตรีจิต ใหเกิดขึ้นดวย ภาพการฝกบุคลิกภาพในการนําเสนองานทางวิชาการ และการรายงาน ของนักศึกษาชาวไทยและนักศึกษาชาวจีน ชั้นปที่ 4 ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 18 กันยายน 2549, และ 6 กันยายน 2550)
  • 29.
    21 องคประกอบของการพูด การพูดเชิงสถานการณ เปนการสื่อสารประเภทหนึ่ง มีองคประกอบดังนี้ ผูสงสารสาร สื่อ สาร ผูรับสาร ผล ผูพูด บุคลิกภาพ วิเคราะห จุดประสงค โอกาส ผูฟง สถานที่ กาลเทศะ เตรียมบทพูด เตรียมสื่อ เตรียมตอบ คําถาม เตรียม แกปญหา เนื้อหาเรื่องราว บทขึ้นตน บทกวี คําคม ขาว คําถาม ฯลฯ เนื้อเรื่อง ทฤษฏี ตัวอยาง สถิติ เรื่องราว ฯลฯ บทสรุป คําถาม ทิ้งใหคิด คําคม บทกวี ฯลฯ คําพูด กิริยาอาการ สื่ออิเล็ก ทรอนิกส ชิ้น งาน แผนภูมิ แผนผัง ตาราง ภาพนิ่ง ฯลฯ เนื้อหาเรื่อง ราว เนื้อความ ที่ผูสงสาร สงผานสื่อ ผูฟง เพศ วัย การศึกษา ฐานะทาง สังคม ฐานะทาง เศรษฐกิจ จุดประสงค ฯลฯ เกิด การ เปลี่ยน แปลง ตามจุด ประสงค จากตารางจะเห็นวา หนาที่หลักของการพูดคือผูพูดในฐานะผูสงสารจะตองเตรียม พรอม ไดแก การเตรียมบุคลิกภาพ การวิเคราะหจุดประสงค โอกาส ผูฟง สถานที่ กาลเทศะ การ เตรียมบทพูด การเตรียมคําถาม และการแกไขปญหาเฉพาะหนา ฯลฯ สิ่งเหลานี้ตองใหสัมพันธกับ เวลาในการพูดดวย
  • 30.
    22 การฝกทักษะในการพูด การพูดของบุคคลนอกจากการแสดงภาษาแลว ยังมีกิริยาอาการตาง ๆเปนการแสดงอุปนิสัยใจ คอสวนตัว ดังคํากลาวที่วา “สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล” ดังนั้นจะเห็นไดวา ปจจุบันมีโรงเรียน สมาคม สถาบันสอนการฝกทักษะการพูด สําหรับการปรากฏตัวอยางที่ชุมชน เพื่อความเหมาะสมและ ยังชวยกระตุนความสนใจของผูฟง ในการสื่อความหมายควบคูไปกับการพูดดวย ดังนั้น ผูพูดจึงตองให ความสําคัญในการฝกทักษะทั้งดานอวัจนภาษา คือกิริยาทาทางและวัจนภาษา คือภาษาถอยคํา ดังนี้
  • 31.
    23 ทักษะการพูด ความหมาย 1. กิริยาทาทาง การนั่งพูด การยืนพูด การใชแขนและมือ การตั้งมือ 1.1 การนั่ง ยืน เดิน การวางทา ทรงตัว ใหดูสงางาม และองอาจ ศีรษะตองตรง วางสีหนาใหเปนปกติ ไมตื่นเตน ลุกลี้ลุกลน นั่งพูด ควรใหลําตัวตรง อยานั่งเอนหลังพิงพนัก มือทั้งสอง ประสาน กันอยูดานหนาอยางสุภาพ ยืนพูด ควรยืนในทาทางที่สบาย สงาผาเผย หามยืนพักขา สุภาพบุรุษ ยืนขาหางกันเล็กนอย สวนสุภาพสตรี ควรยืนเทาชิด มือ ประสานไว ขางหนา การเดิน เพื่อออกไปพูดและหลังจากพูดจบ ควรฝกใหเปนธรรมชาติ ใหสงางาม เพราะเปนการสรางความตรึงตา ตรึงใจใหแกผูฟงได 1.2 การใชศีรษะ แขน มือและนิ้ว ผูพูดควรใชใหถูกตองกับจังหวะ และความเหมาะสมกับการพูด ศีรษะ ในขณะที่พูด ควรมีการโคงศีรษะหันไปหาผูฟง สั่นศีรษะ เพื่อตองการแสดงการปฏิเสธ หรือผงกศีรษะ เพื่อแสดงการยอมรับ หรือเห็นดวย แขน ควรปลอยแขนลงขางตัวตามสบายใหเปนธรรมชาติ หรือใช แขนกับมือใหสัมพันธกันจากการเดิน ยืน และนั่ง มือ ผายมือ เมื่อเชื้อเชิญบอกทิศทาง ตั้งมือ ใชเมื่อพูดถึงขนาดรูปราง เชน “ใบเทาฝามือ” คว่ํามือ ใชเมื่อพูดถึงลักษณะความสูง เชน “สูงถึง สะเอว” สั่นมือ ใชเมื่อพูดถึงการหาม หรือการปฏิเสธ เชน “ไมใช ” นิ้ว ควรชูนิ้วมือขึ้นในการนับ หรืออาจจะใชนิ้วชี้อีกขางหนึ่ง ชี้นับที่มือ อีกขางหนึ่ง หามชี้นิ้วไปทางผูฟง หรือชี้เฉพาะตัวหรือชี้กราดเปนอันขาด ทักษะการพูด ความหมาย การนับนิ้ว 1.3 การแสดงสีหนาและสายตา สีหนา เปนการแสดงความรูสึกของผูพูด สื่อใหผูฟงคลอยตาม เชน การพูดเรื่องมงคลก็ตองพูดดวยใบหนายิ้มแยม ราเริง ถาพูดถึงเรื่องเศราโศก ก็ควรมีสีหนาที่เศราสลด สายตา ขณะพูดควรตองประสานสายตา หรือมองหนาผูฟง พยายาม สบสายตาผูฟงเปนระยะ และตองกวาดสายตามองผูฟงใหทั่วถึง อยางเปนธรรมชาติ 1.4 การใชเสียงและน้ําเสียง เสียงและน้ําเสียงของแตละบุคคลยอม แตกตางกัน การรับรูถึงขอบกพรองในเสียง และน้ําเสียงของตนเองแลว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ฝกและบังคับเสียงใหเปนไปที่ตามตองการจะ ทําใหผูพูดประสบความสําเร็จในการพูดเชิงสถานการณไดเปนอยางดี เสียงพูดดังฟงชัด ใชเสียงพอเหมาะใหทุกคนฟงไดยินอยางทั่วถึง และใหสม่ําเสมอ ตลอดเวลา เสียงพูดชัดเจนถูกตอง เชน คําควบกล้ํา คําที่มี ร ล ตลอดจนถูกตอง
  • 32.
    24 ทักษะการพูด ความหมาย 2. ถอยคําภาษาพูด และสํานวนโวหาร นอกจากนี้ควรจะตองปรับปรุงลีลาและจังหวะการพูดใหชวนฟง เหมาะกับเพศ เนื่องดวย เพศชายกับเพศหญิงจะมีลักษณะ ที่แตกตางกันตามธรรมชาติ เหมาะกับตําแหนงหนาที่การงาน โดยคํานึงถึงลีลา จังหวะให หนักแนน ทุม นุมนวล เปนตน 2.1 พูดดีตองรูจักการใชถอยคําภาษาพูดและสํานวนโวหาร ใหเขาใจไดงาย ใชคํางาย ๆ โดยพิจารณาจากกลุมผูฟง ใหถูกตองตามหลักภาษา พจนานุกรม รวมถึงการใชสรรพนาม ลักษณนาม บุพบท สันธาน คํายอ อักษรยอใหถูกตอง ใหตรงความหมาย โดยพิจารณาจากความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัย ใหกะทัดรัด โดยใชถอยคําสั้น ๆ ไมฟุมเฟอย ซ้ําซาก ใหกระชับรัดกุม ไมควรใชคํากํากวม หรือคลุมเครือ ใหหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทยปนภาษาตางประเทศ ยกเวน คําที่ใชกันจนเปนยอมรับโดยทั่วไป และคําภาษาตางประเทศ คํานั้นไมมีการบัญญัติศัพทภาษาไทยขึ้นมาใช ใชใหถูกตองเหมาะสมตามระดับของบุคคล เชน การใชคํา ราชาศัพท คําสุภาพ ฯลฯ ใชใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะและโอกาสซึ่งควรจะ พิจารณาจากสถานการณในการพูดแตละครั้ง เลือกใชใหเหมาะสม สละสลวย ไพเราะ ทําใหขยาย ความได แจมแจงยิ่งขึ้น ไดสาระยิ่งขึ้น 2.2 พูดดีตองมีทุน ซึ่ง”ทุน”ในที่นี้หมายถึงความรูในเรื่อง ที่จะพูดโดยไดมาจากสิ่งตอไปนี้ ทุนจากหนังสือตํารา ซึ่งเปนทุนที่มีน้ําหนัก และความนาเชื่อถือ ไดเปนอยางดี ทุนจากสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือพิมพ แผนปลิว แผนพับ จุลสาร วารสาร ฯลฯ
  • 33.
    25 ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 เอกภาษาไทยวิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 5 สิงหาคม 2553) ทักษะการพูด ความหมาย ทุนจากการสนทนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทุนจากชีวิตจริง การประมวลความรู ความจํา ประสบ การณจากชีวิตของตนเอง และผูที่เกี่ยวของหรือผูที่มีชื่อเสียง 2.3 พูดดีควรมีทักษะในการฟง การอาน และการเขียน โดยพิจารณาสะสมสิ่งที่ไดรับจากการฟง การอาน แลวบันทึก เก็บไว เพื่อใชประโยชนในการพูด
  • 34.
    26 เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด การเตรียมการพูดเชิงสถานการณเปนเรื่องสําคัญมาก เนื่องดวย การพูดเปนจุดสุดยอดของ มนุษยสัมพันธ คือการอยูรวมกันเพื่อความสงบสุข บางครั้งอาจเกิดความยุงเหยิง ขัดแยงหรืออาจถึง แกหายนะ ก็อยูที่พฤติกรรมการพูดของบุคคลในสังคม ดังนั้น การเตรียมการพูดลวงหนามาอยางดี และฝกฝนทักษะการพูดตามที่เตรียมไวยอมทําใหการพูดครั้งนั้น ๆ สัมฤทธิผล ในที่นี้จะเสนอเทคนิค การเตรียมการพูดเชิงสถานการณ 14 ประการ คือ ภาพนักศึกษากําลังเตรียมขอมูล เตรียมบุคลิกภาพในการพูด และฝกการพูด ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 4 กันยายน 2550) เทคนิค ความหมาย 1. ผูพูด เปนผูที่มีความรู มีศรัทธา มีความเชื่อในเรื่องที่พูดมากที่สุดซึ่งจะ สรางพลังในการถายทอดใหผูฟงยอมรับไดงาย เปนผูที่สามารถถายทอดความรู ความคิด ใหตรึงใจผูฟงได เปนผูที่ผูฟงยอมรับ ซึ่งจะสามารถจูงใจผูฟงไดดี เปนผูที่มีทาทีอบอุน เปนมิตร สรางความประทับใจแกผูฟงไดงาย เปนผูใสใจผูฟง เปนผูไมหยิ่งยะโส ทะนงตน หรือถอมตนมากเกินไป 2. การเตรียมการพูด เตรียมตัวดี มีชัยไปกวาครึ่ง ตระหนักถึงวัตถุประสงค วิเคราะหผูฟง เตรียมขอมูลใหครอบคลุมทั้งโดยสังเขปและรายละเอียด
  • 35.
    27 เทคนิค ความหมาย 3. การฝกซอม“อยาใหวันแสดงจริง เปนวันซอมใหญ จงทําใหวันซอมใหญ เหมือนวันแสดงจริง” ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในความพรอม สามารถแกไขสถานการณได เมื่อพบปญหา 4. สถานที่ สรางความคุนเคยทําใหเกิดความรูสึกผอนคลาย ควรไปถึงกอนเวลา 15-30 นาที เพื่อใหเกิดความคุนเคย ควรพิจารณาบรรยากาศรอบขางเพื่อแสดงการพูด การสรางลีลา และการยกตัวอยางที่เหมาะสม 5. โสตทัศนูปกรณ กระดานดํา Power point โปสเตอร ภาพนิ่ง วีดิทัศน เครื่องฉายสไลด “Pack you own parachute” “ถาจะโดดรมตองเตรียมรมดวยตนเอง” โดยตรวจสอบใหอยูใน สภาพที่ใชไดอยางคลองแคลวทันทวงที เลือกใชใหเหมาะสมเพื่อเสริมการพูดใหนาสนใจยิ่งขึ้น ไมใชอุปกรณเสริมมากหรือซับซอนจนเกินไป พึงตระหนักวา การพูดเปนหลัก อุปกรณเปนเพียงสวนเสริม ใหเหมาะสม และดึงดูดความสนใจเทานั้น 6. เวลา รักษาเวลาใหเหมาะสม จัด และลําดับความสําคัญของเรื่องใหเหมาะสมกับเวลา ไมควรใชเวลาเกินกําหนด หรือนานเกินไปจะทํา ใหผูฟงอึดอัด ไมเกิดประโยชน 7. ผูฟง วัย ความแตกตางกันของวัย ทําใหความสนใจความเขาใจและ ประสบการณแตกตางกัน วัยเด็ก สนใจสิ่งรอบตัว มีความสนุกสนาน วัยรุน สนใจสิ่งทายทายและแปลกใหม วัยทํางาน สนใจความมั่นคงในชีวิต วัยสูงอายุ สนใจเรื่องในอดีตและศาสนา เพศ ความแตกตางทางเพศ ทําใหความสนใจแตกตางกัน เพศชาย สนใจการเมือง กีฬา เครื่องยนตกลไก ฯลฯ เพศหญิง สนใจความงาม สุขภาพ อาหาร การบานการเรือน ฯลฯ
  • 36.
    28 เทคนิค ความหมาย ระดับการศึกษา และประสบการณ ตองเตรียมเนื้อหาภาษาที่เขาใจงาย สําหรับผูที่มีการศึกษา นอย ตองเตรียมเนื้อหาที่มีหลักฐาน มีเหตุผล มีบทวิเคราะห สําหรับผูที่มีการศึกษา เชื้อชาติ และศาสนา ตองรูขอมูลจํานวนผูฟง สวนมาก สวนนอยของเชื้อชาติ และ ศาสนาของกลุมคน ในสถานการณการพูดครั้งนั้น 8. การเลือกเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค กําลังเปนที่สนใจของผูฟง เหมาะสมกับระดับความรู ประสบการณของผูฟง ผูพูดมีความรูดี มีความถนัด หรือมีประสบการณ 9.ขอบเขตของเรื่องและ การรวบรวมเนื้อหา คํานึงถึงพื้นความรูของผูฟง ใหพอเหมาะกับเวลาที่กําหนด ใหเหมาะสมกับโอกาสในการพูดในสถานการณตางๆ คนควา จัดหมวดหมูของเนื้อหา เรียงลําดับความสําคัญของเนื้อหา บันทึกเรื่องราว สถิติ แหลงที่มา ไวเปนหลักฐาน ภาพการพูดรายงานทางวิชาการของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550)
  • 37.
    29 เทคนิค ความหมาย 10. การวางโครงเรื่องวางหลักเกณฑสําคัญ 3 ตอน คือคํานํา เนื้อเรื่อง สรุปจบ 10.1 คํานํา หรือการเริ่มเรื่อง มี 2 สวน คือ การทักทายหรือการปฏิสันถาร ตองสรรหาการทักทายที่ ใหความหมายเหมาะสมกับคุณสมบัติผูฟงสวนใหญใน ขณะนั้น โดยคํานึงถึงคําทักทายที่เปนพิธีการและไมเปน พิธีการ การนําเขาสูเรื่อง ควรใชคําพูดที่นาสนใจ จับใจ ตรึงใจผู ฟง โดยการขึ้นตนดังตอไปนี้ ใชคําถามที่เราใจ ใชขอความที่นาฉงน หรือประหลาด มหัศจรรย ใชขอความที่เราใจดวยการยกสุภาษิต คําพังเพย คําคม บทกวี หรือวาทะของผูมีชื่อเสียง ใชขอความที่ทําใหสนุกสนาน สรางอารมณขัน ใชตัวอยางหรือนิทาน อาจเปนเรื่องจริงหรือเรื่องเลา ใชการกลาวถึงความสําคัญ ประโยชน ของเรื่อง 10.2 เนื้อเรื่อง โดยคํานึงถึง พูดเรื่องอะไร พูดกับใคร เหตุเกิด ที่ไหน เมื่อเวลาใด เหตุใดจึงเปนเชนนั้น และผลจะเปนอยางไร 10.3 สรุปจบ เปนการสรางความประทับใจใหกับผูฟง ควร ประมวลความคิดที่เปนสาระสําคัญและใหเกิดพลังใหผูฟงตรึงใจ ซึ่ง สามารถสรุปไดหลายวิธี เชน การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ การใหขอคิด การทิ้งทายเปนคําถามใหผูฟงไปคิดตอ การเปดเผยตอนสําคัญ การสรรเสริญ สดุดี ชื่นชม ยกยอง การชักชวน หรือเรียกรอง การใชคําคม สํานวน คําพังเพย สุภาษิต การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ
  • 38.
    30 เทคนิค ความหมาย 11. คําถามเตรียมตัวตอบคําถาม โดยศึกษาขอมูลใหชัดเจน ฟงคําถามใหเขาใจ เพื่อการตอบที่ตรงประเด็น ตระหนักถึงขอมูล ขอคิดและความรูสึก เพื่อทําความเขาใจ ในคําถาม ใหความสนใจ และยอมรับเรื่องมุมมองที่แตกตางกัน 12. ไมโครโฟน และบนเวที ควรอยูหางจากปากพอสมควร ประมาณ 3 นิ้ว ปรับระดับใหตรงกับปาก อยากมตัวลงหรือเชิดหนาขึ้น เพื่อใหตรงกับไมโครโฟน อยากําไมโครโฟน อยากําขาตั้งไมโครโฟน ปรากฏตัวบนเวทีอยางสงาผาเผย สังเกตปฏิกิริยาผูฟง แลวปรับเปลี่ยนการพูดใหเหมาะสม เพื่อสรางบรรยากาศและรักษาความสนใจของผูฟง 13. ใจ และความตั้งใจ จงมีความตั้งใจอยางมุงมั่นในการพูดสิ่งที่เปนประโยชน จงใหความสําคัญและความสนใจแกผูฟงอยางทั่วถึง ใชความมั่นคงทางอารมณนําทาง ทําใหมีสติควบคุมคําพูด มีความจริงใจในการพูดและการตอบคําถาม จงเขาใจวา ความประหมาเปนเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในการพูดตอที่ สาธารณะ วิธีเอาชนะความประหมาคือการเตรียมพรอม จงมุงความสนใจไปถึงจุดสําคัญของงานเพื่อใหเกิดความสําเร็จ มีทัศนคติทางบวก เชื่อมั่น และศรัทธาในความสามารถของตน จงคิดวา ปญหาที่เกิดขึ้นคือบทเรียน
  • 39.
    31 เทคนิค ความหมาย 14. การสรางกําลังใจพักผอนใหเพียงพอ ไปถึงสถานที่กอนเวลา 15 – 30 นาที สํารวจบรรยากาศบริเวณงานเพื่อใหรูสึกคุนเคย ขจัดความประหมาดวยการหายใจลึก ๆ สบตาผูฟงอยางเปนมิตร สังเกตจากความสนใจในการฟง เตรียมคําทักทายใหประทับใจ เตรียมคําขึ้นตนใหเราใจ ชวนติดตาม มีความปรารถนาดีที่ตองการแบงปนขอมูล ขอคิดแกผู ฟง ไมหวังผลเลิศ แตทําใหดีที่สุด เต็มความสามารถใน ขณะนั้น จุดประสงคของการพูด กระบวนการหรือทวงทาการพูดตามเหตุการณที่เปนไป เปนอยู สามารถรวมลักษณะและ โอกาสที่จะนําไปใชได 5 ประการ คือ 1. การพูดเพื่อเสนอขอมูล เปนการพูดที่ตองการใหผูฟงรับรูขอมูลเกี่ยวกับงาน การพูดเชิงวิชาการ หรือกิจกรรมตาง ๆ เชน การอธิบาย การบรรยาย การรายงาน การแนะนําตัวการพูด ในฐานะโฆษก พิธีกร ฯลฯ 2. การพูดเพื่อสรางสรรค เปนการพูดเพื่อใหขอคิด สิ่งที่ดีงามแกผูฟง หรือชี้ใหเห็น แนวทางของการแกไข ปรับปรุง พัฒนา สรรคสรางใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งทางรูปธรรมและ นามธรรมเชน การกลาวสุนทรพจน (การปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว ตอนรับ การกลาวคําอําลา การกลาวขอบคุณและการกลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ นอกจากนี้ยังมี การอภิปราย การโตวาที การเสวนา ประชาพิจารณ ฯลฯ 3. การพูดเพื่อไมตรีจิต เปนการพูดเพื่อแสดงมารยาทที่ดีและใหเกียรติแกผูฟง แสดงถึงความปรารถนาดี การมีสัมพันธภาพอันดีตอกัน เชน การทักทาย การสนทนา การกลาวแนะ นํา การกลาวแสดงความยินดี การกลาวแสดงความเสียใจ ฯลฯ 4. การพูดเพื่อสาระบันเทิง เปนการพูดเพื่อสรางบรรยากาศใหผูฟงไดรับทั้งความรู ความรื่นรมย ความสุข เชนการพูดทอลคโชว การยอวาที การแซววาที การเลียน(ลอเลียน)วาที เฮฮาวาที ลีลาวาที ฯลฯ
  • 40.
    32 5. การพูดเพื่อกิจธุระ เปนการพูดเพื่อใหกิจกรรมที่ตองการบรรลุตามวัตถุประสงค เชนการสัมภาษณ การประชุม การประชุมกลุม การขอความรวมมือ การขอความชวยเหลือ การขอคําแนะนํา การขอรอง การหามปราม ฯลฯ ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ การพูดมีหลายประเภท ซึ่งผูพูดควรจะตระหนักตามจุดประสงคในการพูดแตละครั้ง เพื่อให เหมาะสมกับเหตุการณที่เปนไปในชีวิตประจําวัน และในสังคมที่เปนอยู ซึ่งในที่นี้จะกลาวถึงประเภท ของการพูดตามจุดประสงค โดยสรุปไดดังนี้ ภาพการฝกบุคลิกภาพการพูด ในการรายงานหนาชั้นเรียน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550) 1. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อเสนอขอมูล ประเภทการพูด ความหมาย การอธิบาย เปนการใหคําจํากัดความ ขยายความคิดรวบยอดเพื่อสื่อความหมายให ชัดเจนขึ้น เปนการบอกความเปนมา บอกลักษณะ บอกความสัมพันธ ของสิ่งนั้น ๆ การบรรยาย เปนการถายทอดเนื้อหาสาระดวยการชี้แจงเลาเรื่องรวมถึงการยกตัวอยาง ประกอบ โดยใชทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา เพื่อใหผูฟงเกิดความรู ความเขาใจ ทัศนคติ ขอคิด ทฤษฏี และเกิดการเรียนรู ตามวัตถุประสงค
  • 41.
    33 ประเภทการพูด ความหมาย การรายงาน เปนการชี้แจงใหเกิดความเขาใจหรือใหรับรูขอมูลที่ตรงกัน ในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แบงเปน 2 ลักษณะ 1. การรายงานในงานวิชาการ 1.1 การแถลงขอเท็จจริง เชน รายงานการปฏิบัติงาน การดําเนินงานของโครงการตาง ๆ ฯลฯ 1.2 การสรุปผลงาน เชน รายงานผลการศึกษาคนควา ผลการทดลอง การปฏิบัติงาน รายงานการประชุม การสัมมนา ฯลฯ 1.3 การวิจารณแสดงขอคิดเห็น คือการติชมอยางมีขอ สนับสนุน เชน การวิจารณหนังสือ รายการวิทยุ โทรทัศน ฯลฯ 2. การรายงานในงานพิธี เชน การสัมมนา การประชุม พิธีเปดงาน ตาง ๆ และพิธีปดงาน ฯลฯ การแนะนําตัว เปนการใหขอมูลของตนเองแกผูฟง ซึ่งจะตองคํานึงถึงเวลา โอกาส และสถานที่ที่เหมาะสม มี 4 กรณีดวยกันคือ 1. กรณีที่ยังไมเคยรูจักกันมากอน 2. กรณีเปนผูแทนสถาบันหรือองคกร 3. กรณีเขาปฏิบัติงานใหม 4. กรณีรายงานตัวตอผูบังคับบัญชาเมื่อมาตรวจงาน ประเภทการพูด ความหมาย
  • 42.
    34 โฆษก พิธีกร เปนการแจงขอมูลหรือกิจกรรมตางๆ ใหผูเกี่ยวของไดรับรูรวมกัน เปนการสรางบรรยากาศของงานใหดําเนินไปอยางราบรื่น มีชีวิตชีวา เปนการควบคุมรายการใหดําเนินไปตามกําหนดการ เปนการประสานขั้นตอนและกําหนดการของงานใหบรรลุ ตามวัตถุประสงค เปนการแสดงปฏิภาณไหวพริบสําหรับการแกปญหาเฉพาะหนา 2. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสรางสรรค ประเภทการพูด ความหมาย การกลาวสุนทรพจน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น,11 เมษายน 2550) การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผูฟง เปนการพูดทางการ ตองใชภาษามาตรฐาน ถูกตองดวยเนื้อหาสาระที่นาสนใจ ชวนให ติดตาม ชัดเจนกะทัดรัด ประกอบกับน้ําเสียง ที่นาฟงและจังหวะ ทวงทํานอง การพูดที่มีลีลาสุภาพ ไมใชการเสนอรายงานทางวิชาการ ไมใชการบรรยายและสาธิต ไมตองอาศัยสื่อโสตทัศนูปกรณใด ๆ มาชวยใหเกิด ความชัดเจน ไมใชการแสดงชั้นเชิงการพูดที่ใชกิริยาทาทางใหเกิด ความสนุกสนานตื่นเตน เราใจ สุนทรพจนมี 2 แบบ แบบธรรมดา เปนการกลาวในโอกาสตาง ๆ เชน การ ปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว ตอนรับ การกลาวอําลา การกลาวขอบคุณ และการกลาวอวยพร ในโอกาสตาง ๆ ฯลฯ แบบพิเศษ เปนการกลาวเฉพาะในโอกาสสําคัญ ๆ ที่มาความ สัมพันธกับมหาชน เพื่อใหเกิดสํานึกเพิ่มคุณธรรม หรือเพื่อคลี่คลายสถานการณที่เลวรายใหดีขึ้น ประเภทการพูด ความหมาย
  • 43.
    35 การอภิปราย เปนการพูดแสดงขอมูลหรือขอคิดเห็นในหัวขอปญหากับขอยุติ หรือแนวทางการแกปญหาที่มีความหลากหลาย เพื่อหาขอ สรุปหรือใหทางเลือกแกผูฟง มีชวงForum Period เปดโอกาสใหมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และตอบคําถาม มีผูพูดตั้งแต 2 คนขึ้นไปโดยมีผูดําเนินการอภิปรายเปน ผูดําเนินรายการ การโตวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย มีโอกาสโตแยงกันตาม หลักการ โดยมีญัตติเปนกรอบของความความคิดในการหา เหตุผล มาสนับสนุนหรือหักลาง เปนวิธีการโตแยงที่มีหลักการและมีขั้นตอนในการดําเนินการ เปนการใชวาทศิลปและไหวพริบ ปฏิภาณในการหักลาง เหตุ ผลของฝายตรงขามใหเหนือกวา เปนการนําเสนอเหตุผล ขอเท็จจริงวาความรู ความคิดของ ฝายตนเปนความจริงและถูกตองมากกวา ตัวอยางญัตติโตวาที เชน “มีแมบานโงแตรวยดีกวาฉลาดแตจน” “โงแตขยันดีกวาฉลาดแตขี้เกียจ” “เขียนดีกวาพูด ฯลฯ “เปนดาราดีกวาเปนขาราชการ” การเสวนา เปนการจัดเตรียมประเด็นและศึกษามุมมองเพื่อนําเสนอเปน ทางเลือกใหแกผูฟง เปนกิจกรรมการพูดเปนที่นิยมในสังคม เพราะไมเครงเครียด และผูเขารวมกิจกรรมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน เปนการระดมความคิดเพื่อแกปญหาหรือจัดทํากิจกรรม มีผูดําเนินการเสวนา บางครั้งผูฟงอาจแยกจากผูพูดหรือผูพูด ทุกคนคือผูรวมเสวนา
  • 44.
    36 3. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อไมตรีจิต ประเภทการพูด ความหมาย การทักทายเปนการพูดสั้น ๆ ใชเมื่อแรกพบ ควรกลาวดวยถอยคําเปนกันเอง ผูไมคุนเคย เพื่อลดความประหมา ความเกอเขิน ความกังวลใจ ผูคุนเคย เพื่อแสดงถึงความสนใจ ความหวงใย ความปรารถนาดี เสริมมิตรภาพใหดียิ่งขึ้น ควรเริ่มทักทายดวย สวัสดีครับ / คะ ผูอาวุโสนอยกวา ควรยิ้ม และยกมือไหวกอน แลวจึงกลาวคําวา “สวัสดี” จากนั้นใชคํากลาวใหเหมาะสมแกสถานการณ กอนที่จะเริ่ม การสนทนาหรือกอนการพูดทั่ว ๆ ไป การสนทนา ที่มา : (นฤมล หริจันทนะวงศ, 2546, หนา 25) เปนการพูดเพื่อสราง และเพิ่มพูนสัมพันธภาพ มี 2 ประเภท 1. ไมเปนทางการ เปนการพูดคุยเรื่องทั่วไป เพื่อสราง ความสนิทสนมคุนเคย สื่อความในใจ สรางมนุษยสัมพันธ 2. เปนทางการ เปนการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความรู ความคิดเห็น เพื่อประโยชนในการทํากิจกรรมรวมกัน ไมผูกขาดการพูดเพียงคนเดียว ตั้งใจฟงดวยความสนใจ เรื่องที่สนทนาเหมาะสมกับกาลเทศะ ไมพูดเรื่องที่ทําใหคูสนทนา เสียหนาหรืออับอาย ไมกาวลวงเรื่องสวนตัว ในกรณีที่ไมสนิทสนาม ไมควรพูดเสียงดัง ในที่สาธารณะ เชน บนรถโดยสาร ปายรถเมล ในลิฟท ฯลฯ ประเภทการพูด ความหมาย ประชาพิจารณ เปนแนวทางที่ใชในการระดมสมองและหาทางออกใน การแกปญหาความขัดแยง จุดมุงหมายของประชาพิจารณ คือ เรียกรองใหมีการพิจารณา ใหมอยางเปนธรรมและโปรงใส คณะกรรมการการประชาพิจารณตองเปนที่ยอมรับของทุกฝาย
  • 45.
    37 ประเภทการพูด ความหมาย การกลาวแนะนํา เพื่อใหผูฟงไดรูจักวาผูพูดเปนใครมีความรูความสามารถอยางไร มาจากที่ใด และจะมาพูดเรื่องอะไร เพื่อใหเกียรติและตอนรับผูพูดและเปนมารยาททางสังคม เพื่อสรางบรรยากาศความเปนกันเองระหวางผูพูดกับผูฟง การกลาวแสดงความยินดี เพื่อใหเกียรติและชื่นชมยินดีในความสําเร็จเชน การไดรับรางวัล ตาง ๆ รับตําแหนงใหม เปดกิจการใหม ใชคําพูดที่จริงใจ ยกยองในความสามารถหรือคุณงามความดี อวยพรหรือมอบของที่ระลึก การกลาวแสดงความเสีย ใจ เปนการแสดงความรูสึกผูกพัน เห็นใจ ในเรื่องความสูญเสียหรือ การประสบเหตุเภทภัยตาง ๆ ควรพูดสั้น ๆ ใหไดใจความ ใชทาทางและน้ําเสียงแสดง ความเสียใจอยางจริงใจ ยื่นขอเสนอที่จะชวยเหลือ ภาพคณบดีคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร (ผูชวยศาสตราจารยเฉิดฉิน สุกปลั่ง) กลาวแสดงความยินดีแกนักศึกษาในโอกาสที่สําเร็จการศึกษา ที่มา (ญานิศา โชติชื่น,24 กุมภาพันธ 2549)
  • 46.
    38 4. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสาระบันเทิง ประเภทการพูด ความหมาย ทอลคโชวเปนศิลปะการแสดง การพูดที่ครบถวนดวยเนื้อหา สาระ วิธีการ นําเสนอทั้งอธิบาย บรรยาย สาธิต ฯลฯ ตลอดจนการสราง บรรยากาศที่สนุกสนานรื่นรมย ผสมผสาน ถายทอดใหเกิด ความรู ความเขาใจ ความคิดเห็นที่คลอยตาม หรือขัดแยง อีกทั้ง ตองสรางลีลา สีหนาทวงทา ประกอบการพูดใหสมจริง ใหผูฟง คลอยตาม เปนการพูดที่แสดงถึงการเตรียมตัวมาอยางดี เปนการแสดงไหวพริบ ปฏิภาณไดอยางดี เปนการแสดงความเชื่อมั่นในตนเอง กลาตัดสินใจ แกปญหา เฉพาะหนาไดดี เปนการควบคุมอารมณ และความตื่นเตนไดทุกสถานการณ เปนการเรียนรูมารยาทไทยและสากลไดเปนอยางดี ยอวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย คือฝายเยิน กับ ฝายยอ มีโอกาสโตแยงกัน ดวยหลักการวา ฝายหนึ่ง ฝายใด จะตองหา เหตุผล ประชดประชัน เสียดสีให “สะใจ” ผูฟงไดเหนือกวาฝาย ตรงขาม โดยมีญัตติเปนกรอบของความคิด ดัดแปลงมาจากการโตวาที แตมีความตางกันที่การโตวาทีจะมี จุดสนใจอยูที่การโตตอบ หักลาง สามารถใชคารมคมคาย ประกอบเหตุผลโตตอบกันไดอยางเชือดเฉือน หรือหักลางดวย ปฏิภาณไหวพริบที่ฉับไว แตถาเปนยอวาทีจะตองเพิ่มการเสียดสี ประชดประชันใหยอไดอยางเหนือชั้น ตองมีศิลปะในการเสียดสี ประชดประชัน และการหักมุมพูด ในสิ่งที่ไมดีใหดีเลิศใหได ญัตติที่ใชยอวาทีจะเปนญัตติ ที่ไมสามารถแสดงความคิดเห็น อยางตรงไปตรงมาไดจึงเปนลักษณะเชิงประชดประชัด เชน กรุงเทพฯ เปนเมืองสวรรค เมืองไทยใกลเปนมหาอํานาจ ผูใชกฎหมายไทยทําไดสวยสะใจมวลชน ฯลฯ
  • 47.
    39 รูปแบบ ความหมาย แซววาที เปนศิลปะการพูดที่ไมตองแบงฝายก็ไดโดยใชผูพูด 3-5 คน โดยมีผู ดําเนินรายการ 1 คน มีผูรวมแซว 4 คน เปนการพูดเยาแหย หยอกลอ เหตุการณที่ทันสมัยใหม ๆ สุด ๆ ในสถานการณนั้น ๆ อาจจะเปนเรื่องดีก็ได เรื่องไมดีก็ได แตจะตอง สรางบรรยากาศใหมีอารมณขัน การมองโลกในแงดี และอาศัยลีลา จังหวะการพูดใหนาสนใจ มีการหยอกเยา พูดเลนระหวางผูแซวดวย กัน สรางความสนใจจากเรื่องราวที่ทันสมัย ทันเหตุการณ ใชจุดเดนของขาวเหตุการณบานเมือง บุคคล และเรื่องที่ทุกคนรับรู ประยุกตเรื่องราวทุกเรื่องที่พูดใหผูฟงเขาใจไดอยางสนุก ญัตติที่ใชแซววาที จะใชคํางาย ๆ ใหสะดุดใจผูฟง เชน รักแบบไทย ๆ สุขใจไปทุกอยาง คนไทยน้ําใจนักกีฬา ฯลฯ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ใครวาแย เลียน (ลอเลียน) วาที ใชศิลปะการพูดลอเลียน เหตุการณ สถานที่ บุคคล ที่กําลังเปน ที่สนใจและเปนที่รูจักในขณะนั้น ใชการอุปมาอุปมัย พลิกปมดอยใหเปนปมเดนในทางที่ดี ใชหลักตามบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว ดังวา (ถาวร โชติชื่น ,2541 หนา 94) “ถึงลอก็ลอเพียง กลเยี่ยงมิตรสหาย บมีจะมุงราย บมิมุงประจานใคร ใครออกจะพลาดทา ก็จะลอจะเลียนให ใครดีวิเศษไซร ก็จะชมประสมดี ชมเราก็ขอบคุณ ผิวฉุนก็ SORRY แม MAD มิคืนดี ก็จะเชิญ ณ คลองสาน” เฮฮาวาที ลีลาวาที ใชปฏิภาณไหวพริบ สรางสถานการณการพูดใหสนุกไดทุกเรื่อง ใชลีลาการพูดอยางคลองแคลว และตองนาสนใจ ใหผูฟงมีสวนรวม ใชเหตุการณที่เกิดขึ้นขณะนั้นมาพูด
  • 48.
    40 รูปแบบ ความหมาย สามารถใชไดทุกสถานการณการพูด ใชศิลปะในการเลนคํา ใชคําคลองจองใหชวนติดตาม 5. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อกิจธุระ ประเภทการพูด ความหมาย การสัมภาษณ เปนการสื่อสาร ระหวางบุคคล 2 ฝายโดยฝายหนึ่งเปนฝาย หาขอมูลอีกฝายหนึ่งเปนผูใหขอมูล ดวยวิธีการสนทนาที่เปน แบบแผน มีการเตรียมการลวงหนา ผูสัมภาษณตองเตรียมคําถาม เตรียมสถานที่ ฯลฯ ผูใหสัมภาษณ ตองเตรียมพรอมทั้งเนื้อหา ขอมูล บุคลิกภาพ การพูด การฟง มารยาทตาง ๆ การประชุม เปนการพูดที่มีแบบแผนเฉพาะ ควรตองเตรียมเนื้อหา ความรู การแสดงความคิดเห็น เพื่อใหความรูเฉพาะเรื่อง มีการลงมติในวาระการประชุมทุกวาระ ชวยแกไขสถานการณบางอยางไดเหมาะสมตามเวลาและ โอกาส เพื่อแจงขาวสารใหทราบโดยทั่วกัน เชน การแถลงนโยบาย การประชุมกลุม เปนวิธีสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแกปญหาใด ปญหาหนึ่ง หรือเพื่อหาขอสรุปในการปฏิบัติงาน ผูมีความรู มีความสนใจ และผูเกี่ยวของเปนผูเขารวมกิจ กรรม เพื่อหาขอยุติ ขอวินิจฉัย หาแนวทางแกปญหาเฉพาะเรื่อง การขอความรวมมือ การขอความชวยเหลือ การขอคําแนะนํา การขอรอง ใชคําสุภาพ นุมนวล ใหเกียรติ ดูกาลเทศะ ใหเหมาะสม ใหความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา บอกเหตุผลและความจําเปน
  • 49.
    41 ประเภทการพูด ความหมาย การหามปราม การใหคําแนะนํา “ถาจะพูดบอกใหเขาเลิก จงบอกโทษแตถาจะใหเขาทํา ในสิ่งที่ดี จงบอกประโยชน” ใชคําพูดและทาทีที่แสดงความเปนกลาง ไมกระทบกระเทือน ความรูสึกฝายหนึ่งฝายใด อาจเสนอทางเลือกหรือทางออกที่ทําใหคูกรณีปรับความเขาใจกัน พิจารณากาลเทศะที่เหมาะสม ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ ตัวอยางการพูดที่จะเสนอในที่นี้ แบงตามวัตถุประสงคไดดังนี้ 1. ตัวอยางการพูดเพื่อเสนอขอมูล ประเภทการพูด ตัวอยาง การอธิบาย สุนทรพจน คือ การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผู ฟง ไดแก การพูดที่เปนทางการ เชน การปาฐกถา กลาวปราศรัย ใหโอวาท กลาวนํา หรือกลาวชี้แจงแกที่ประชุมสัมมนาในวาระตาง ๆ รวมทั้ง การพูดในพิธีการ เชน กลาวรายงาน เปดงาน ปดงาน กลาวตอนรับ กลาวอําลา กลาวขอบคุณ กลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ ตลอดจน การกลาวไวอาลัยและสดุดี เปนตน การกลาวสุนทรพจน ตองใชภาษามาตรฐาน หรือภาษาราชการเปนหลัก อาจจะมีภาษาถิ่น หรือภาษาเฉพาะอาชีพ มาปะปนไดบาง ในกรณีใชอธิบาย หรือยกตัว อยาง เทาที่จําเปนเทานั้น คําคะนอง คําผวน หรือคําหยาบไมควรจะมี เลย (ญานิศา โชติชื่น, 2549, หนา 54)
  • 50.
    42 ประเภท ตัวอยาง การบรรยายสรุป เรียนทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน ดิฉัน (ชื่อผูบรรยายสรุป) ในนามของมหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต มีความยินดีเปนอยางยิ่งที่ทานทั้งหลายไดกรุณาใหเกียรติ เยี่ยมชมและศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในวันนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตขอตอนรับทุกทานดวยความยินดี และกอนที่จะนําทานไปเยี่ยมชมหนวยงานตาง ๆ ขออนุญาตสรุปภารกิจ หลักของมหาวิทยาลัยฯ โดยสังเขป ดังนี้. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปนสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มี หนาที่จัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อตอบสนอง ตอการพัฒนาสังคม และประเทศชาติในทุก ๆ ดาน ซึ่งที่ผานมา มหาวิทยาลัย ไดดําเนินการ ในดานตาง ๆ โดยสรุปดังนี้ 1. ............................... 2. ................................ 3. ............................... ปจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีนักศึกษาทั้งสิ้น............... .คน เปดการสอนทั้งหมด...........หลักสูตร มีคณาจารยและบุคลากร รวม..... คนคะ นอกจากขอมูลทั้งหมดที่กลาวมาแลว ทานจะไดรับทราบขอมูล เพิ่มเติมจากหนวยงาน ที่ทานจะไปเยี่ยมชม ในเวลาตอจากนี้ไปนะคะ ในชวงนี้มีทานใดจะสอบถามขอมูล หรือมีขอสงสัยใดๆเชิญได นะคะ ทายที่สุดนี้ ขอขอบคุณทานคณาจารยจาก.....................อีกครั้ง นะคะ ที่ใหเกียรติมาศึกษาดูงาน และเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยของเรา ดิฉันหวังวาทานคงจะไดรับประโยชน จากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ไมมากก็ นอยนะคะ และตอไปนี้ขอเชิญทุกทานไปเยี่ยมชมไดตามหนวยงาน ที่ มหาวิทยาลัยไดจัดไวให ขอขอบคุณ และสวัสดีคะ
  • 51.
    43 ประเภท รูปแบบ การรายงานในงานพิธี ทานวิทยากรทานคณบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน ดิฉันในนามประธานหลักสูตรภาษาไทยขอขอบพระคุณทาน คณบดีเปนอยางสูง ที่กรุณาใหเกียรติเปนประธานการเปดโครงการ เสวนาและปุจฉา-วิสัชนา “ทํางานดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได)” ในวันนี้ ดวยนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทย ชั้นปที่ 4รวมทั้งสิ้น 61 คน ซึ่ง เปนนักศึกษาไทยจํานวน 47 คน นักศึกษาจีน จากกวางตุงจํานวน 18 คน และนักศึกษารัสเซียจํานวน 6 คน ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย โดย มีอาจารยผูสอนคือ ผูชวยศาสตราจารยญานิศา โชติชื่น ไดเล็งเห็นความ สําคัญของการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะตองควบคูไปกับการมีศิลปะ ในการพูด จึงไดจัดโครงการเสวนา และปุจฉา–วิสัชนา ในหัวขอ “ทํางาน ดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคดังนี้ 1. เพื่อใหนักศึกษาไดฝกทํางานเปนหมู คณะ ฝกการเปนผูนํา และผูตามอยางมีประสิทธิภาพ 2. เพื่อใหนักศึกษาไดรับความรู และประสบการณตรงจาก วิทยากรและผูเชี่ยวชาญเฉพาะดาน 3. เพื่อสามารถนําศิลปะในการพูดมาประยุกตใชกับการดํารง ชีวิตในยุคปจจุบัน และการงานใหมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น อนึ่งโครงการนี้ไดรับการสนับสนุนเงินงบประมาณจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และไดรับความอนุเคราะหจากทาน วิทยากร 3 ทาน คือ อาจารยถาวร โชติชื่น อาจารยประภัทร ศรลัมภ และอาจารย อรอุมา เกษตรพืชผล สวนดานสถานที่ไดรับความอนุเคราะหจากสํานักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทําใหโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงคและเปา หมาย ในนามของประธานหลักสูตรภาษาไทย ขอขอบพระคุณทุกทานไว ณ โอกาสนี้ บัดนี้ไดเวลาอันสมควรแลว ใครขอเรียนเชิญทานประธานในพิธี กลาวเปดโครงการเสวนา และปุจฉา-วิสัชนา ในหัวขอเรื่อง “ ทํางานดี มี วาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได) ” ขอกราบเรียนเชิญคะ 2. ตัวอยางการพูดเพื่อสรางสรรค
  • 52.
    44 ประเภท ตัวอยาง การกลาวสุนทรพจน โดย มารตินลูเธอร คิง (สุนทรพจนที่เปลี่ยน โลก) “นี่เปนความหวังของเรา นี่เปนความเชื่อมั่นศรัทธาที่ทําใหผมกลับมา ที่ตอนใตของประเทศนี้ โดยความเชื่อวา เราจะขับเคลื่อนภูเขาแหงความ สิ้นหวังออกไปได โดยความเชื่อวา เราจะสามารถเปลี่ยนเสียงแตกแยก ของชนชาติ ไปสูเสียงแหงความสมัครสมานอันเสนาะเพราะพริ้ง โดย ความเชื่อวาเราจะสามารถทํางานรวมกัน อธิษฐานรวมกัน ตอสูรวมกัน เขาคุกดวยกัน ยืนขึ้นเรียกรองเสรีภาพรวมกัน และมั่นใจวาวันหนึ่งเราจะ เปนไท (นรินทร องคอินทร, 2549,หนา 68)”( อางอิง ) การโตวาที ญัตติ “แตงงานมันกวา เปนโสด” ญัตติ “โสดดีกวาคู” ฝายเสนอ : อยูคนเดียว เปลี่ยวกาย อยูสบายแตไมสนุก อยูสองครองสุข ทั้งสนุกทั้งสบาย ฝายคาน : อยูเปนโสดดีกวา เพราะมีลูกนะกวนตัว มีผัวกวนใจ จะอยู เปนสาวใหหนาขาวนวลใย ถึงจะแกขึ้นคานก็ไมหนักกบาลหัว ใคร --------------------------- ฝายเสนอ : คําวา โสด นี้นะครับ ประกอบดวย สระโอ ส.เสือ และ ด. เด็ก สระโอ นี้คือ ไชโย ครับ ไชโย ใหกับ ส. เสือ ซึ่งหมายถึง เสรีภาพ ในการอยูอยาง ด. เด็ก คือ เดี่ยว ฝายคาน : จริง ๆ แลว ใหความหมายผิดนะครับ คําวาโสด ถาแยกออก มาตามสระพยัญชนะแลว แยกไดอยางนี้ สระโอ หมายถึง โง ส. เสือ หมายถึง เซอ และ ด. เด็ก หมายถึง ดักดาน ดังนั้น โสดจึงไมดีเลย เพราะมาจากการรวมตัวของสิ่งที่ไมดี ทั้งหลาย (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 71) 3. ตัวอยางการพูดเชิงสถานการณเพื่อไมตรีจิต
  • 53.
    45 ประเภท ตัวอยาง การทักทาย สวัสดีคะ :มีอะไรใหชวยไหมคะ สวัสดีครับ : จะมาพบใครครับ นัดไวหรือเปลาครับ เดี๋ยวจะไปดูใหนะ ครับ สวัสดีคะ : ไดขาววาไปเที่ยวทะเลมา สนุกไหมคะ มีอะไรใหชวยไหม คะ สวัสดีครับ : ไมไดพบกันตั้งนาน สบายดีนะครับ การแสดงความยินดี สวัสดีคะคุณวันเพ็ญ ยินดีดวยนะคะ ที่นองวิว สอบเขาคณะแพทย ศาสตร จุฬาฯ ได เปนคุณหมอคนที่สี่ของบานแลวสิคะ พวกเราภูมิใจ ใน ครอบครัวของคุณวันเพ็ญมากคะ น้ําหวาน ดีใจดวยนะจะ เพิ่งทราบวาไดรับรางวัลนักจัดดอกไมม ประดิษฐ และไดรับเลือกไปแขงขันที่ญี่ปุน ขอใหไดรับรางวัลชนะเลิศมา ฝากพี่และทุกๆ คนดวยนะจะ สวัสดีครับ คุณใบเตย เห็นขาวการเปดสาขารานตัดผมจาก หนังสือพิมพ วาเปนสาขาที่สี่ไปเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เตรียมขยายเปดสาขาที่หา ใชไหมครับ ขอแสดงความยินดีลวงหนาเลยนะครับ ภาพการฝกพูดในโอกาสตางๆโดยจําลองจากสถานการณจริง ของนักศึกษาที่เรียนวิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 17 สิงหาคม 2549)
  • 54.
    46 4. ตัวอยางการพูดเพื่อสาระบันเทิง ประเภท ตัวอยาง ทอลคโชว “ทองเที่ยวทั่วไทย ไมไปไมรู” “ทานผูมีเกียรติที่เคารพครับเมืองไทยเรามีที่เที่ยวมากมายใหเลือก ไดตามความตองการตามวัตถุประสงค แลวแตจะเปนแบบไหน ที่ใด อยากไดอยางไร ผมจะชี้แจงใหฟงนะครับ ถาจะเที่ยวไปหาญาติผูใหญ เราตองไปเที่ยวที่พัทลุง ที่นั่นมีเขาชื่อ เขาปู เขายา ไปแลวก็เลยไปสมุย สุราษฎรธานี เพราะที่นั่นมีหินตา หินยาย แตถาทานเปนโสดอยากหาคูใหไปที่สระบุรี เพราะจะมีน้ําตกเจ็ด สาวนอย มีตั้งเจ็ดสาว นาจะหาไดสักคน แตถายังไมได ขอใหขึ้นเหนือไปที่ เชียงรายจะมีโอกาสมากขึ้น ครับ เพราะเชียงรายมีผานางคอย เมื่อนาง คอย แลว ก็นาจะประสบความสําเร็จได แตตองรีบไปหนอยนะครับ อยาชา เพราะไมไกลจากผานางคอย มีภูเขาชื่อ นางนอน ถาชานางนอน ไปแลวทานก็จะหมดโอกาส ที่สําคัญสําหรับคนโสด โดยเฉพาะในขณะที่กําลังหมายปองใครอยู หามไปจังหวัดเลยเด็ดขาด เพราะที่เลยมีอุทยานแหงชาตินาแหว สวนคนที่มีภรรยาแลวอยาลืมไปแวะพังงา เพราะพังงามีอาว แมยาย และหากจะไปฮันนีมูนก็ใหไปกาญจนบุรี เพราะที่นั่นมีถ้ํา ดาวดึงส เทากับขึ้นสวรรคชั้นดาวดึงสเลยเชียว แตที่ตองระวังสําหรับคูสามีภรรยา ถือวาตองหาม ไมใหไปอยาง เด็ดขาด ถาอยากมีลูกไวสืบสกุล ก็คือจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะมีน้ําตก ชื่อหมันแดง” (ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 136)
  • 55.
    47 ประเภท ตัวอยาง ยอวาที ญัตติ “กรุงเทพฯ เปนเมือง สวรรค” โดยใชคําเปรียบเทียบ “เราเขากรุงเทพฯมาทางนครปฐม เราจะรูเลยวาดินแดนแหงนี้ คือ สวรรค เราจะเจอสะพานอรุณอัมรินทร ฟงชื่อก็รูวาสวรรคแนนอน แลว เราก็จะผานแมน้ําสีดําสนิทเหมือนแมน้ําที่พระอิศวรทรงดื่มจนคอแหง(ฮา) แลวเราจะผานทุงพระเมรุ มาเลี้ยวที่สะพานผานฟา แนนอนละครับ มา สวรรคก็ตองเจอฟา วิ่งรถมาเรื่อย เราก็จะเจอทาวยมราชซึ่งมาธุระที่ ราชเทวี ซึ่งที่นั่นจะเจอความภักดี ของเหลาอัปสรเลยไปราชประสงค ถึงดุสิตธานี สวรรคขั้นที่ 4 (ฮา) เลี้ยวเขาไปอีกนิดจะเจอนางอัปสรเลน ระบํารําฟอนโดยไมใสเสื้อผา เราเรียกวา พัฒนพงษ(ฮา) ตอจากนั้นเราก็ ออกมาอโศก เจอดินแดนแหงสระอโนดาต แตบังเอิญกรุงเทพฯที่ดิน ราคาแพง เราก็ทําเปนสระเล็ก ๆ ตอจากนั้นก็เหลือแคเปนอางเล็ก ๆ (ฮา) เราเรียกดินแดนสวยงามของเมืองสวรรคกรุงเทพฯสวนนี้วา เพชรบุรีตัด ใหม(ฮา) ถาเที่ยวกรุงเทพฯ มาจนเหนื่อยก็ตรงดิ่งเขาไปเลยครับ เราจะเจอวิมานฉิมพลี (ฮา)............ (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 55–56) แซววาที ญัตติ “คนไทยน้ําใจนักกีฬา” “ถาเราจะดูวา คนไทยน้ําใจนักกีฬาเปนอยางไร เราตองดูที่ ปรัชญาากีฬา จีนมีปรัชญากีฬาวา มิตรภาพเปนเอก แพ-ชนะเปน รอง ของไทยเราเหนือชั้นกวามาก ปรัชญากีฬาของไทยคือ แพชนะไม สําคัญ มิตรภาพก็งั้น ๆ (ฮา) เราแขงกีฬาเพื่อทัศนาจร (ฮา) โดย เฉพาะผูติดตามนักกีฬา (ฮา) เพื่อทัศนาจรและชอปปง (ฮา) เราไมไดหวัง แพ หวังชนะอยูแลว นี่เห็นไดชัด ๆ วาน้ําใจนักกีฬาจริง ๆ” (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 83–84)
  • 56.
    48 ประเภท ตัวอยาง แซววาที ญัตติ “รักแบบไทย ๆสุขใจ ไปทุกอยาง” “รักแบบไทย ๆ นี้มีหลายแบบครับ เชนรักกันในหมูเครือญาติ เราเริ่มตนจาก พอ รักของพอเปนความรักอยางหวงใย ประนี ประนอม คอยเอาใจใส พอมักจะบอกวา “กลับบานเถอะลูก” (ฮา) จากพอก็มาถึง แม รักของแม เปนรักในความประหยัด ใหเก็บหอมรอมริบไวใชประโยชน เปนรักของแม แมชมอย (ฮา) .. นอกจากนี้ยังมีรักระหวางเพศ ก็มีหลาย แบบที่เปนรักแบบไทย ๆ ทําใหสุขใจไปทุกอยาง เชน แบบรักธรรมชาติ จะเห็นไดแถวสวนลุมตามสุมทุมพุมไม (ฮา) อีกแบบเปนรักที่ลึกซึ้งมากอยู บริเวณหอสมุดแหงชาติ (ฮา) พวกนี้เปนรักอิงประวัติศาสตร (ฮา)” (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 86) เลียน(ลอเลียน)วาที “การอภิปรายไมไววาง ใจรัฐบาล” จากรายการ สภาโจก “ทานประธานที่เคารพ ผม, ถาวร โชติชื่นรองนายรัฐมนโทครับ ผมขอชี้แจง เรื่องที่ฝายแคนหาวา รัฐบวมกอสรางสนามบินหนองงูเหาลา ชาทานประธานครับ เรื่องสนามบินนี่ ถานับตั้งแตเราคิดกันวาจะสรางที่ หนองงูเหา มาจนถึงขณะนี้ ประมาณ 50 ป ครับ ทานประธาน การสรางสนามบินในเวลาประมาณ 50 ปนี่ นาจะนานใชไหมครับ ทานพนม ประธานบริหารพรรคฝายแคนครับ ทานพนมปลูกบานราคา ประมาณ 1 ลานบาทในเวลาเทาไหรครับ ประมาณ 1 ปใชไหมครับ สรางบาน 1 ลานบาท ใชเวลา 1 ป แลวถาสนามบินเปนหมื่นลาน ตองใชเวลากี่ป 50 ปนี่ถือวาเร็วมากแลวนะครับ (ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 134)
  • 57.
    49 ประเภท ตัวอยาง เลียน(ลอเลียน)วาที ญัตติ “ประชาธิปไตย แบบไทยๆใครวาแย” “พูดถึงประชาธิปไตย ก็ตองมีการเลือกตั้งส.ส. คําวา ส.ส. บางคนอาจ จะคิดวา ทําไม ส.ส. จึงมีแตความวุนวาย แยงตําแหนงในรัฐบาล จนทะเลาะเบาะแวงกัน แมจะอยูพรรคเดียวกัน บางครั้งในการประชุม สภาผูแทนราษฎรเกิดการโตเถียงโกลาหลวุนวาย หรือโดดรมจนประชุมไม ไดก็เคยมี ความรูสึกเชนนี้เปนเพราะไมเขาใจความหมายที่แทจริงของคํา วา ส.ส. จริง ๆ แลว ส.ส. ยอมาจาก สวนสัตว เขาถึงสรางสภาไวใกล ๆ เขาดิน ในสวนสัตวตองมี เสือ สิงห กระทิง แรด ลวนแลวแตพวกเขี้ยว ลากดินทั้งนั้น ความวุนวายที่มีบางก็เปนธรรมดา บางทียังมีเพิ่มเขาไป อีกประเภท เชนมีปลาไหล ลูกปลาไหล อินทรี...” (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 38) เฮฮาวาที ลีลาวาที “วันนี้พิธีกรเชิญผมขึ้นมารองเพลง ตอหนาทานผูมีเกียรติ ผมขอ เรียนใหทราบวา เรื่องการรองเพลงนี้ผมไมเคย....ไมเคยปฏิเสธครับ (ฮา)........(การเปดฉากเรียกเสียงฮาเปนกําลังใจ กอนรองเพลง) “สวัสดีครับ ผมชาวอีสานโดยกําเนิด หรือที่ทุกทานรูจักในนาม สระบุรีเลี้ยวขวา (ฮา).....ชาวอีสานคือผมคนนี้... กินอาหารไดทุกอยาง สัตวเลื้อยคลานกินไดทุกชนิดยกเวน รถไฟ (ฮา) สัตวน้ําก็กินไดทุกชนิด ยกเวนเรือดําน้ํา (ฮา) สัตวปกกินไดทุกอยาง ยกเวนเครื่องบิน (ฮา)........... “แปลกไหมครับทานผูฟง เวลาผมไปที่ไหนผูคนมักจะหันมามอง หนาผมเปนจุดเดียวกันหมด มองแลวก็ขยี้ตา แลวมอง ซ้ําแลว ซ้ําอีก พรอมกับพึมพําวา อีดี้อามินลี้ภัยมาถึงเมืองไทยเชียวหรือนี่ (ฮา)....... “คนไทย มีลักษณะที่แตกตางไปจากคนชาติอื่น ๆ ซึ่งสามารถสรุป เปนลักษณะเฉพาะของคนไทยได 4 ประการ คือ รักเสรี ขี้เบื่อ ไมเชื่อ กติกา รักหนาพวกพอง” (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา34)
  • 58.
    50 ประเภท ตัวอยาง เฮฮาวาที ลีลาวาที “คนที่จะประสบความสําเร็จในชีวิต จะตองเปนคนที่ไมมีคุณสมบัติ ตอไปนี้คือ โงงั่ง งวงเหงา เงื่องหงอย งุนงาน โงนเงน เงื่องา งุมงาม ซึ่งมีความหมายดังนี้ โงงั่งหมายถึง ขาดความฉลาด เฉลียว งวงเหงา หมายถึง เอาแตนอน เกียจคราน เงื่องหงอย หมายถึง เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือรน งุนงาน หมายถึง เปนคนเจาอารมณ โมโห หงุดหงิดเปนประจํา โงนเงน หมายถึง โลเล ไมแนนอน เงื้องา หมายถึง ชักชา จะทําอะไร ก็ไมทันคนอื่น (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 34) 5. ตัวอยางการพูดเพื่อกิจธุระ ประเภท ตัวอยาง การขอความรวมมือ สวนดุสิตเคยเปนสถานที่ประทับของพระราชวงศมากอน พวกเราที่อยู ที่นี่ที่สวนดุสิตก็มาอยูดวยวาสนาบารมี ดังนั้นจึงขอความรวมมือใหพวก เราใหเกียรติแกสถานที่แหงนี้ ดวยการแตงกายใหเรียบรอย ดวยความ ภาคภูมิใจในสถาบัน การขอความชวยเหลือ อาจารยครับ ชวยกรุณาเซ็นหนังสือรับรองใหผมดวยนะครับ อาจารยขา หนูจะขออนุญาตมาสอบซอม อาจารยจะสะดวกใหหนูไป พบ ไดวันไหนคะ การขอคําแนะนํา ขอโทษนะคะ ถาหนูจะมาขอคําแนะนําเรื่องการกลาวสุนทรพจน อาจารยสะดวกไหมคะ จะขอรบกวนชวยอธิบายเสนทางไปหอสมุดแหงชาติดวยนะคะ การขอรอง คุณจารุวรรณ ชวยตรวจทานงานชิ้นนี้อีกครั้งนะ ไมมีใครละเอียด เทาคุณอีกแลว ไดขาววาคุณเซียงมีฝมือจัดดอกไม อยากจะขอใหชวยหนอยนะคะ ดิฉันนี่แยจริง ๆ ไมมีฝมือทางนี้เลย ขอบคุณมากนะคะ
  • 59.
    51 ประเภทการพูด ตัวอยาง การหามปราม กรุณาแตงกายใหเรียบรอยกอนเขาหองสอบ กรุณาสูบบุหรี่ในหองที่จัดให การใหคําแนะนํา ใคร ๆ ก็เคยพลาดมากอน ไมเปนไร คราวหนาลองวิธีนี้ดูดีกวา เคยอานจากสารคดีในเรื่องนี้ ผูรูแนะนําวา ............. ถาเรื่องนี้เกิดขึ้นกับผม ผมจะ............ เปนความเห็นสวนตัวของผมเทานั้นเองนะครับวา................... ตัวอยางรูปแบบการพูดประเภทตางๆ รูปแบบการพูดในที่นี้ จะเสนอตามรูปแบบโครงสรางของการพูด ดังนี้ 1. รูปแบบโครงสรางการวางระเบียบในการพูด ระเบียบวิธีขั้น ตอน รูปแบบ ตัวอยาง คําปฏิสันถาร/ คําทักทาย พิธีการ เรียกเฉพาะตําแหนง กราบเรียน........ เรียน................. ไมเปนพิธีการ อาจเติมคําพูดแสดงความรูสึก เชน ที่เคารพ ที่รัก สวัสดี.......................... ทานอธิการบดี ทานคณบดี และทานคณาจารยทุกทาน กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียนทานผูมีเกียรติทุกทาน ทานผูมีเกียรติที่เคารพทุกทาน นักศึกษาที่รักทุกคน สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพ สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย
  • 60.
    52 ระเบียบวิธีขั้น ตอน รูปแบบ ตัวอยาง คํานํา/ คําขึ้นตน/ การนําเขาสูเรื่อง พาดหัวขาว กลาวคําถาม ใชภาษาใหนาสนใจ ทําใหเกิดความสงสัย ใชบทกวี คํากลอนคําพังเพย สรางความเปนกันเอง และยกยองผูฟง “สิบลานบาท” สําหรับนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน” “ทานเชื่อหรือไมวา ความรักคือยาอายุวัฒนะ” “ทานผูมีเกียรติคะ คุณธรรมคือธรรมที่ใหคุณ ธรรมจะใหคุณได คือคุณตองทํา” “ผมไมเคยคิดวา สิ่งที่ผมรักที่สุด จะทําใหผมเสีย ใจที่สุดในชีวิต” “อยากลัวศัตรูที่ทําราย แตจงกลัวเพื่อนที่ยกยอ” “ดีใจและเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดมาพูดคุยกับ ทานทั้งหลายเหมือนผมไดกลับมาสูบรรยากาศ ของที่อบอุนอีกครั้งครับ” เนื้อเรื่อง พูดตามลําดับเหตุการณ เนนจุดมุงหมายของเรื่อง ไมออกนอกประเด็น สรางบรรยากาศ ใชอุปมาอุปไมย ยกตัวอยาง เหตุผล แสดงความเปนเหตุ เปนผล ใชสถิติ มีศิลปะการใชภาษา (เลือกใชใหเหมาะสมกับสถานการณ) การสรุปจบ สรุปความ ฝากขอคิด ขอรองใหกระทํา อางบทกวี คําคม สุภาษิต คําพังเพย “การพูดแตละครั้งตองใชหลัก 3 ประกาคือ ตนตื่นเตน กลางกลมกลืน จบจับใจ” “ถึงเวลาแลวหรือยังที่พวกเราทุกคนจะรวมกัน แสดงความรักตอพระองคดวยการปฏิบัติตน เปนคนดีของสังคม เหมือนดั่งที่พระองคทรง ใหความรักแกพวกเราคนไทยเสมอมา” “จึงควรที่เราชาวไทยทุกคน จะเดินตาม รอยพระยุคลบาท เพื่อสิ่งแวดลอมที่ดี ทุกชีวีมีสุข ดวยมือของเรา ทุกคู และทุกคน” “มีลาภ มียศ สุข ทุกขปรากฏ สรรเสริญ นินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เปนกฎธรรมดา อยามัว โศกา นึกวาชางมัน”
  • 61.
    53 2. รูปแบบโครงสรางคํากลาวรายงาน และคํากลาวเปดงาน รูปแบบโครงสราง ประเภท คํานําเนื้อเรื่อง สรุปจบ คํากลาวรายงาน กลาวคําปฏิสันถาร หรือคําทักทาย ขอบคุณประธาน ที่ใหเกียรติ ชื่องาน จุดประสงค กิจกรรม ผูเกี่ยวของ ขอบคุณผูใหการ สนับสนุน บัดนี้ถึงเวลาอันสมควร แลว ขอเรียนเชิญทาน ประธานในพิธีกลาว เปดโครงการ.... คํากลาวเปดงาน กลาวคําปฏิสันถาร หรือคําทักทาย ยินดีที่ไดรับเกียรติ ชื่นชม แสดงความยินดีตอ บุคคลที่จัดงาน แสดงความยินดีตอ ผูมารวมงาน ขออวยพรใหงานครั้งนี้ บรรลุวัตถุประสงค ทุกประการ บัดนี้ไดเวลาอันเปน มหามงคลจึงขอเปด งานโครงการ......ณ บัด นี้ ภาพรองอธิการบดีฝายวิชาการ (รองศาสตราจารย ดร.ณัฏฐารมณ จุฑาภัทร) เปนประธานกลาวเปดงานโดยมีนักศึกษากลาวรายงาน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 21 สิงหาคม 2549)
  • 62.
    54 3. รูปแบบโครงสรางการกลาวแนะนําองกปาฐก หรือวิทยากรและการกลาวขอบคุณ วิทยากร ประเภท รูปแบบการพูด การกลาวแนะนํา องกปาฐก หรือวิทยากร ทักทายประธานในที่ประชุม (กราบเรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย และสวัสดีนักศึกษาที่รักทุกคน) ชื่อองคกร (หลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) รูสึกเปนเกียรติอยางยิ่งที่จะแนะนําใหทานไดรูจักวิทยากรผูทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะบรรยายเรื่อง................................................................................... ปจจุบันทานทํางานอยูที่................................................................. ในตําแหนง................................................................................... ทานเปนผูเชี่ยวชาญในดาน............................................................. ทานสําเร็จการศึกษาระดับ.............................จาก........................... และมีความสนใจในเรื่อง..............................................เปนพิเศษ ทานผูฟงจะรูจักผลงานของทานในดาน....................................... ซึ่งเปนที่รูจักของคนทั่วไป สําหรับเรื่องที่ทานจะพูดในวันนี้ เปนเรื่องที่ทานมีประสบการณและมี ความเชี่ยวชาญเปนพิเศษ จึงเชื่อไดวาพวกเราจะไดรับความรูจากการ บรรยายของทานเปนอยางมาก ขอเชิญ (ยศ / ตําแหนง / ชื่อ วิทยากร) ครับ/คะ การกลาวขอบคุณ วิทยากร ทานวิทยากร (ที่เคารพ) กระผม (ดิฉัน) ในนามของ ............................ รูสึกเปนเกียรติ และขอบคุณเปนอยางสูง ที่ทานกรุณาสละเวลามาเปนวิทยากร บรรยายเรื่อง .......................... ทําใหพวกเราไดทราบถึง............................. (สรุปเนื้อหาสาระสั้นๆ)............................................พวกเราจะนําความรู ที่ไดรับครั้งนี้ไปใชใหเกิดประโยชน...............................ตออาชีพ หนาที่ การงาน ครอบครัว และชุมชน ในโอกาสนี้ กระผม (ดิฉัน) ขอขอบคุณทานเปนอยางสูงอีกครั้งครับ/ คะ..........................................................................(เชิญชวนผูฟงปรบ มือ).
  • 63.
    55 ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ กระบวนการในการพูดตามเหตุการณที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันและสังคม ตั้งแตการสื่อสาร ระดับบุคคลไปจนกระทั่งถึงการสื่อสารระดับมวลชนมีผลตอพัฒนาการ และผลสัมฤทธิ์ตอความสุข ความพอใจในหนาที่การงานของบุคคลเปนอยางยิ่งนอกจากจะมีความสําคัญตอตนเอง ตอผูเกี่ยวของ ตอการประกอบอาชีพ และตอสังคมแลว บางครั้งยังมีความสําคัญยิ่ง ตอประเทศชาติ ในการบริหาร ประกาศ เชน ลักษณะของการพูดแถลงนโยบายของรัฐบาลการอภิปรายในรัฐสภา หรือคําพูดให สัมภาษณในแตละครั้งของผูนํา ดวยเหตุนี้ ในปจจุบันจึงมีโรงเรียนและสถาบันสอนการพูด เพื่อเสริม การงานอาชีพของบุคคลใหประสบความสําเร็จยิ่งขึ้น ในที่นี้จึงขอเสนอศิลปะการพูดใหประสบความ สําเร็จ 6 ประการ คือ 1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด 2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง 3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล 4. ศิลปะการมีหลักการพูดที่ดี 5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง และ 6. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง 1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด การพูดที่มีการวางระเบียบขั้นตอนไวอยางดี ยอมทําใหผูพูดมีความมั่นใจที่จะพูดได ตามลําดับที่ตองการ ไมสับสนวกวนในการพูด สวนผูฟงก็จะเขาใจไดงาย การวางระเบียบ ขั้นตอน หรือการวางโครงสรางของการพูด โดยทั่วไปมี 3 สวน ดวยกัน คือ การกลาวนํา เนื้อเรื่อง และสรุปจบ แตในที่นี้จะใหความสําคัญกับการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย จึงไดวางระเบียบในการพูดเปน 4 สวน ตามลําดับ ดังนี้ 1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย 1.2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท 1.3 เนื้อเรื่อง 1.4 สรุปจบ ผูพูดที่แตงกายไมเรียบรอย ติดกระดุมเสื้อไมตรงตําแหนง ทําใหเสียบุคลิกภาพ
  • 64.
    56 ที่มา : (ฐนสจันทรวงศสุวรรณะ, 2547, หนา 242)
  • 65.
    57 1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทายผูฟง กอนที่ผูพูดจะกลาวนําคํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท ผูพูดจะตองกลาวคํา ปฏิสันถาร หรือคําทักทายผูฟงกอนทุกครั้ง ผูพูดควรจะตองทราบวา ในงานขณะนั้นบุคคลใดที่ควรจะ ทักทายเปนคนแรก และลําดับตอ ๆ มา พัชร บัวเพียร (2536: 19–30) ไดแบงคําทักทายผูฟงเปน 2 ชนิด คือ คําทักทายเปนพิธีการ และคําทักทายที่ไมเปนทางการ 1.1.1 คําทักทายที่เปนพิธีการ เชน งานพิธี หรืองานที่เปนทางการจะตัดคํา ที่แสดงความรูสึกทั้งหมด เชน “ที่เคารพ” “ที่นับถือ” “ที่รัก” ฯลฯ ออกไป จะนิยมเรียกเฉพาะตําแหนง เชน “ทานอธิการบดี ทานคณบดี และทานคณาจารยทุกทาน” “ทานประธาน และทานผูมีเกียรติทุกทาน” อนึ่ง อาจจะใช คําทักทาย “ กราบเรียน ” หรือ “เรียน” นําหนาตําแหนงหรือชื่อ ดวยก็ได ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ พุทธศักราช 2526 “กราบเรียน” จะใชเฉพาะกับ 7 ตําแหนงไดแก ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู แทนราษฏร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา และรัฐบุรุษ ตอมาเพิ่มอีก 7 ตําแหนง ไดแก ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการเลือกตั้ง ประธานกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประธาน กรรมการตรวจเงินแผนดิน และผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา นอกจากตําแหนงดังกลาวแลว ควรใชคําวา “เรียน” สําหรับการทักทายแตละ ครั้ง ควรทักทายไมเกิน 3 ตําแหนง และจะกลาวถึงลําดับอาวุโสในตําแหนงหนาที่การงานจากสูง ไปหา ต่ําเสมอ เชน “กราบเรียนฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียนทานอธิการบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน” จะเห็นวาจําเปนตองมีทั้ง “กราบเรียน” และ “เรียน” ดวย เนื่องจากกราบเรียนมีที่ใช เฉพาะดังไดกลาวมาแลว แตก็อาจมีบางคนใช “กราบเรียน” คําเดียวกับคนทุกตําแหนง ในงานนั้น ซึ่งถือวาใชคําไมเหมาะสมกับบุคคลที่ตางระดับกัน (มัลลิกา คณานุรักษ, 2545, หนา 31)
  • 66.
    58 1.1.2 คําทักทายที่ไมเปนพิธีการ เชนการประชุมภายใน การอภิปรายปราศรัย ฯลฯ มักจะเติมคําที่แสดงความรูสึกเขาไป ในตอนทายของตําแหนงที่เรียกดวย เชน “นักศึกษาที่รักทุกคน” “ทานสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน” “สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน” “สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย หรือ กราบเรียน + ตําแหนง ที่รัก เรียน + ตําแหนง + ชื่อ + ที่เคารพ + ชื่อ ถามีพระภิกษุอยูในสถานที่นั้นดวย ใหกลาวคําทักทายกับพระภิกษุ ตามฐานะศักดิ์ โดยใชคําวา “นมัสการ” แทน “สวัสดี” เชน “นมัสการพระคุณเจา” “นมัสการพระคุณเจาที่เคารพ” ผูพูดที่ไมเหน็บชายเสื้อใสในกางเกง ผูพูดที่ชอบลวงกระเปาเสื้อ (หรือกระเปากางเกง) ใหเรียบรอย ทําใหเสียบุคลิกภาพ ขณะพูด ทําใหเสียบุคลิกภาพ ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 229, 240)
  • 67.
    59 มัลลิกา คณานุรักษ (2545:52-53) ไดอธิบายถึงคํากลาวทักทายแบบกึ่งพิธีการและไม เปนพิธีการไวดังนี้ การกลาวทักทายไมจําเปนตองมีคําวา “เรียน” หรือ “สวัสดี” เวนแตมี บุคคล ที่จําเปนตองกลาวคําทักทายวา “กราบเรียน” อยูดวย (ดังไดกลาวมาแลวขางตน) กลาวทักทายแบบธรรมเนียมสากล ใชวา “ทานสุภาพสตรี และทานสุภาพ บุรุษ” (Lady and Gentleman) กลาวทักทายแบบธรรมเนียมไทย จะทักทายดวยตําแหนง หนาที่การงานจาก สูงไปหาต่ํา และจบลงดวย “และทานผูมีเกียรติทุกทาน” ซึ่งถือไดวาทักทายครบหมดทุกคน เพราะใชคําวา “ทุกทานแลว” ไมควรใชทั้ง “เรียน” และ “สวัสดี” พรอมกันในการกลาวทักทายแตละครั้ง (เพราะไมไดมีการแบงชั้นของบุคคล เหมือน “กราบเรียน” กับ “เรียน”) เชน “เรียนทานอธิการบดี สวัสดีทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” ควรใช“เรียน” หรือ “สวัสดี”เพียงคําใด คําหนึ่งก็พอ เชน “เรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” หรือ “สวัสดีทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” อนึ่งมีขอสังเกต “คําทักทาย คือคําวา สวัสดี” ในธรรมเนียมไทยปจจุบันสวนใหญจะใชในงาน ที่ไมเปนพิธีการ ซึ่งมัลลิกา คณานุรักษ (2545: 52) กลาววา “สวัสดี” เปนคําทักทายที่ในปจจุบันมักจะ ใชในงานที่ไมเปนพิธีการ มักจะเปนการทักทายของโฆษกและพิธีกรที่เปนนักจัดรายการทางวิทยุและ โทรทัศน หรือมักใชทักทายกับคนกลุมใหญ ๆ ที่ไมรูวาใครเปนใคร และมักจะใชทักทายขณะที่บุคคล ในสังคมพบกันในชีวิตประจําวันอยางไมเปนพิธีการ 1.2 การกลาวนํา คํานํา หรือคําขึ้นตน มีคํากลาววา “การขึ้นตนที่ดีเทากับสําเร็จไปแลวกวาครึ่ง” ในการพูดก็เหมือนกัน ถาเปดฉากการขึ้นตนอยางนาสนใจ จะทําใหผูฟงเกิดความสนใจที่จะฟงตอไป การขึ้นตนที่ดี ตองรวบรัด เราความสนใจ และตรงประเด็นกับเรื่องที่จะพูดสําหรับการสรางความสนใจ ดวยการขึ้นตนการพูดนั้น สามารถทําไดหลายวิธี คือ
  • 68.
    60 ขึ้นตนแบบพาดหัวขาว เพื่อใหตื่นเตน นาสนใจนาติดตาม ขึ้นตนโดยใชคําถาม เพื่อใหฉงน สนใจและติดตาม ขึ้นตนโดยทําใหเกิดความสงสัย ใหนาติดตาม ขึ้นตนดวยการใชบทกวี คํากลอน คําพังเพย ตาง ๆ ขึ้นตนดวยการทําใหผูฟงสนุกสนาน เปนการเปดหัวใจผูฟงใหนาสนใจที่จับ ตัว อยาง การขึ้นตนใหนาสนใจโดยใชคําถาม : เรื่องการใชเวลาวางใหเปนประโยชน “ทานเคยคิดบางมั้ยคะวา ในขณะที่เราอยูเฉย ๆ โดยไมทําอะไรเลยนั้น เรากําลังสูญเสียอะไรไป ไมนาจะมีการสูญเสียใชมั้ยคะ เพราะเราไมไดทําอะไรเลย เราสูญเสียคะ เสียในสิ่งที่เรานํากลับมาคืนไมได สิ่งนั้นคือ... เวลาไงละคะ” 1.3 เนื้อเรื่อง สวนนี้จะเปนสวนสําคัญหรือสาระของการพูด จึงใชเวลามากในสวนของ เนื้อเรื่องนี้ มีหลักในการพูด คือ 1.3.1 มีการเรียงลําดับตามขั้นตอน จากงายไปหายาก จากสิ่งที่เกิดกอน ไปสู สิ่งที่เกิดทีหลัง หรือควรพูดจากสิ่งที่เกิดทีหลังกอน แตตองไมใหเรื่องวกวน ผูฟงจะไดติดตามดวย ความสนใจ 1.3.2 มีตัวอยางประกอบ เพื่อทําใหเห็นจริงอยางชัดเจน ตัวอยางที่ดีควรเปน เรื่องใกลตัวผูฟง หรือเห็นไดชัดในชีวิตประจําวัน 1.3.3 เราความสนใจโดยตลอด เพราะสวนเนื้อเรื่องใชเวลามากอาจจะทําให เกิดความเบื่อหนายได จึงตองมีการเราความสนใจจากผูฟงดวยลีลา ทาทาง น้ําเสียง ในการพูด 1.4. สรุปจบ หรือ การลงทาย การสรุปเปนสวนสุดทายในการพูด ผูพูดที่ดีจะสามารถสรางความประทับใจได ในการสรุปจบ การพูดทุกครั้งจึงตองใหความสนใจ เตรียมการสรุปจบใหดี มิฉะนั้นจะกลายเปน การพูดที่ไมสมบูรณ อาจจะจบไมลง วกวนไปมา หาที่จบไมได หรือจบอยางหวน ๆ จบดวยถอยคํา ภาษาในลักษณะ ขอไปที ไมมีคุณคา และไมสรางความประทับใจเลย การสรุปจบที่ดี ควรจะมีความกะทัดรัด สัมพันธกับเรื่องที่พูด มีความหมาย ที่ชัดเจน และใหความประทับใจแกผูฟง วิธีการสรุปจบมีหลายวิธี เชน
  • 69.
    61 1.4.1 จบโดยการสรุปความ จับใจความของเรื่องที่พูดมาทั้งหมดมาเนนอีกครั้ง หนึ่งเพื่อใหผูฟงเขาใจ และจดจําไดงาย 1.4.2 จบโดยการขอรองใหกระทํา เพื่อชักจูงใหโนมนาวใจผูฟง วิธีจบแบบนี้จะ ไดผลเมื่อผูพูดสามารถอธิบายจนผูฟงเห็นจริงเห็นจัง แลวเกิดความรูสึกคลอยตาม 1.4.3 จบโดยการฝากขอคิด เนนการใชขอคิดสั้น ๆ ที่สอดคลองกับเรื่อง ที่พูด หรือฝากประเด็นอันเปนแงคิดจากเรื่องที่พูดไวกับผูฟง 1.4.4 จบดวยคํากลอน บทกวี คําคม โดยเลือกบทกลอน คําคมที่มีความ สัมพันธสอดคลองกับเรื่องที่พูด มาสรุปจบ เพื่อใหผูฟงประทับใจ ตัวอยาง สรุปจบโดยการสรุปความ “ การวางระเบียบการพูดมี 4 สวน คือ สวนแรกการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการ กลาวคําทักทาย สวนที่ 2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท สวนที่ 3 เนื้อเรื่อง และสวน ที่ 4 คือสรุปจบ คําปฏิสันถารหรือคําทักทายตองใหถูกตอง การขึ้นตนตองรวบรัด เราอารมณ และ ตรงประเด็น แลวดําเนินเรื่องอยางถูกตองตามลําดับ มีตัวอยางประกอบชัดเจน และเราใจโดยตลอด เมื่อถึงตอนจบก็จบอยางกระชับไดใจความ ตรงตามเนื้อเรื่อง เพียงเทานี้ก็เปนระเบียบการพูด ที่พูด แลวผูฟงประทับใจ ” ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 วิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล. ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 20 กรกฎาคม 2553)
  • 70.
    62 2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง การสรางความเปนมิตร ความรูสึกชื่นชมพึงพอใจใหแกผูฟงไดนั้นเปนการเพิ่มโอกาสของ ความสําเร็จในการพูด ผูพูดจึงตองรูหลักในการสรางความพอใจใหผูฟง ดังนี้ 2.1 หลักการใหความสําคัญ โดยทั่วไป คนเรามักมีความตองการเปนคนสําคัญ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การไดรับ ความสําคัญจากคนที่มีฐานะสูงกวา ไมวาจะเปนในดานตําแหนง หนาที่ การศึกษา ฯลฯ เชนผูใต บังคับบัญชา ตองการไดรับความสําคัญจากผูบังคับบัญชา ลูกคาตองการไดรับความสําคัญจากเจา ของกิจการ เปนตน ตัวอยาง คุณจารุวรรณครับ ขอเชิญที่หองหนอยนะครับ ผมมีเรื่องสําคัญจะขอความรวมมือ และหารือ เปนพิเศษ คือผมมีความจําเปนที่จะตองสรุปผลการดําเนินงานโครงการฯ ถึงทานอธิการบดี พวกเรา คงทราบวาทานพิถีพิถันมาก ในเรื่องความถูกตองของเนื้อหา ความสะอาดเรียบรอย ความสวยงาม รวมถึงการจัดลําดับภาพประกอบใหเหมาะสม ผมเห็นวาคุณ จารุวรรณมีฝมือ จะชวยผมไดอยางดีที เดียว ชวยกรุณาหนอยนะครับ ผมจะสงทาน วันพรุงนี้ 10.00 นาฬิกา 2.2 หลักการใหเกียรติ การใหเกียรติ หมายถึงการยกยอง ชื่นชม ชมเชย ซึ่งอาจเปนไดทั้งตอหนาและ ลับหลังยิ่งเปนการยกยองตอที่สาธารณชนดวยแลว ยิ่งสรางความพึงพอใจใหเปนอยางมาก การใชถอยคําภาษา การตอนรับ รวมทั้งการจัดสถานที่ และการกระทําตอที่ประชุม ลวนเปนโอกาสที่จะแสดงการใหเกียรติตอบุคคลได ตัวอยาง การพบกันในปนี้ของพวกเรา มีความพิเศษ ยิ่งกวาหลายปที่ผานมา เนื่องจากเพื่อน รวมรุนของเราหลาย ๆ คนประสบความสําเร็จในการงาน อาชีพ หลายคนมีหลายบาน หลายคนมี หลายกิจการ แตความปลื้มของพวกเรากับความสําเร็จของเพื่อน ที่ไดเปนถึงรัฐมนตรี ทําใหพวกเรา เตรียมงานตอนรับกันถึง 3 วัน 3 คืน จึงขอเชิญ รัฐมนตรีวาการ... (ชื่อ สกุล) กรุณาใหเกียรติ บนเวที ดวยนะครับ ขอเรียนเชิญครับ
  • 71.
    63 2.3 หลักการใหในสิ่งพิเศษที่เขาอยากได การใหในขอนี้ หมายถึงสิ่งที่ให เปนของที่มีคุณคาทางจิตใจเปนอยางมากตอผู ไดรับ เชน บางคนมีความภูมิใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ บางคนตองการไดรับการยกยองกลาว ขานถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ หรือมีความสามารถเปนพิเศษที่อยากใหคนอื่นรู แตคนทั่วไปไมรู เรื่องดังกลาวที่อยากใหรู ตัวอยาง “ คุณจิตรา วิทยากรของเราในวันนี้ ทุกทานคงรูจักกันดีในฐานะผูหญิงเกง ที่บริหารธุรกิจหมื่นลาน สรางงานใหคนไทยไดเปนหมื่น ๆ คน แตคงมีไมกี่คนที่รูวา คุณจิตราเปนแมดี เดนแหงชาติในป 2553 บุตร และธิดาทั้ง 4 คนของทาน ..........................................” (ความภูมิใจเปนพิเศษของคุณจิตราอยูที่ความสําเร็จของลูก และการไดรับเลือกเปน แมดีเดน ในวันแมแหงชาติ สวนการกลาวถึงความสําเร็จในหนาที่การงาน เปนเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งไดรับ การแนะนํามาแลวทุกครั้ง การแนะนําเรื่องที่พิเศษนี้จึงเปนสิ่งที่ตองการ และ ทําใหผูไดรับการแนะนํา มีความพึงพอใจเปนอยางมาก) 2.4 หลักการใหเกิดความรูสึกรวม การรูสึกรวมของผูฟงเปนความสําเร็จของการพูดในสถานการณนั้น ๆ ไดเปน อยางดี สิ่งสําคัญคือการใชสรรพนามในการพูด ซึ่งมีแนวการใชดังนี้ 2.4.1 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่เปนแบบพิธีการ ทั้งผูชาย และผูหญิงใช คําวา “ขาพเจา” 2.4.2 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่ไมเปนพิธีการ สําหรับผูชายใชคําวา “ผม” หรือ “กระผม” สําหรับผูหญิงใชคําวา “ดิฉัน” 2.4.3 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูฟง ควรเปนคําที่ยกยองและใหเกียรติผูฟง เชน ทาน คุณ เพื่อน พี่นอง เรา พวกเรา ฯลฯ ผูพูดที่มีบุคลิกภาพไมเปนมิตรกับผูฟง ไมยิ้มแยมแจมใส และวางทาเปนผูรู ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 227.)
  • 72.
    64 3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล การใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผลนั้น ผูพูดควรจะสํานึกในความรับผิดชอบตนเองที่วา “จงพูดแตดีอยาดีแตพูด” อนึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือการพูดเปนหลักสําคัญยิ่ง เริ่มตั้งแตการพูดคือการเทศนาของ พระพุทธเจา ที่ทําใหเกิดมีพระพุทธศาสนาขึ้นมา ถาพระพุทธเจาไมตรัสพระวาจาใดเลย ยอมไมมี พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลก เชนเดียวกับศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดก็เกิดจากการพูดทั้งสิ้น ไมวาจะเปน พระวาจาของพระผูเปนเจา พระบุตร หรือของพระศาสดา และการขยายวงกวางในการพูดของเหลา สาวกทั้งหลาย กระบวนการพูดตามเหตุการณที่เปนอยูและเปนไปทางในทางพระพุทธศาสนา ที่จะกลาวถึง ในที่นี้ คือ ศีล สังคหวัตถุ มงคลสูตร มัชฌิมาปฏิปทา กุศลกรรมบถ และสัปปุริสธรรม ซึ่งพอสรุป ไดดังนี้ 3.1 พูดตามหลักศีล ศีล 5 คือขอประพฤติปฏิบัติสําหรับพื้นฐานของความเปนมนุษย เพื่อควบคุมกายและวาจาใหตั้งอยูในความดีงาม ศีลขอที่ 4 ในศีล 5 คือ “มุสาวาทา เวรมณี” เวนจากการพูดเท็จ คือละเวนจากการพูดไมดีทั้งหลาย ซึ่งถือวาเปนสิ่งที่ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตว โลกชนิดอื่น คือการหามพูดเท็จ สอเสียด โกหก หลอกลวง ต่ําทราม เพอเจอ ปด หรือยุแหย 3.2 พูดตามหลักสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจผูกไมตรี ดานมนุษยสัมพันธใหเกิดเสนหมหานิยม ชนะใจคน ครองใจคนใหเกิดสามัคคีธรรมและ มีความสุข หนึ่งในสังคหวัตถุ 4 เปนเรื่องเกี่ยวกับการพูดคือ “ปยะวาจา” คือ การพูดนุมนวล ออนหวานไพเราะนาฟง นานิยม พูดแตสิ่งดี ๆ ใหกันและกัน 3.3 พูดตามหลักมงคลสูตร มงคลสูตรคือธรรมอันนํามาซึ่งความสุขความเจริญ เรียกวา อุดมมงคลอยางสูงสุดมี 38 ประการ 1 ในมงคลสูตร 38 เปนเรื่องเกี่ยวกับการกลาวถอยคําอันเปน สุภาษิต รูจักใชวาจาใหเปนผลดี ใหคําพูดที่ดี มีประโยชนตอกัน 3.4 พูดตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรค 8 คือ ทางสายกลาง ที่เปนแนวปฏิบัติสําหรับสรางคนทุกระดับใหเปนอริยบุคคล อุดมดวยศีล สมาธิและปญญาเหมาะแก ทุกเพศ วัย วรรณะ โดยไมจํากัดเวลา 1 ในอริยมรรค 8 เปนเรื่องเกี่ยวกับสัมมาวาจา คือ รูจักเจรจาชอบ พูดจริง ออนหวาน ประสานไมตรี เหมาะแกการ และสถานที่ 3.5 พูดตามหลักกุศลกรรมบถ กุศลกรรมบถ 10 คือธรรมที่เปนชองทางแหงความ ประพฤติดีของมนุษยที่สมบูรณอันเปนทางบุญที่ทุกคนควรดําเนินตาม หมวดวจีกรรม 4 ที่เรียกวา การกระทําโดยวาจาในกุศลกรรมบถ 10 ที่ควรนํามาใชในการพูดทุกครั้งก็คือ เวนจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง เวนจากการพูดสอเสียด ยุแย เวนจากการพูดคําหยาบ แดกดัน และเวนจากการพูด เพอเจอ เหลวไหล ไรสาระ
  • 73.
    65 3.6 พูดตามหลักสัปปุริสธรรม สัปปุริสธรรมคือธรรมที่ทําใหเปนสัตบุรุษ คือ คนดี คนมี ศีลธรรม มี 7 ประการ ไดแก 3.6.1. ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา) คือ รูวาเหตุที่ทําใหการพูดไดผลดี มีอะไรบาง เชน ตองรูจักผูฟง กอนการพูดเปนตน และรูวาเหตุที่จะทําใหการพูดลมเหลวมีอะไรบาง เชน ขาดการเตรียมตัวที่เพียงพอ เปนตน 3.6.2. ความเปนผูรูจักผล (อัตถัญุตา) คือ รูวาผลของการพูดที่ดีเปนอยาง ไร เชน ผูพูดไดรับความนิยมชมชอบจากผูฟง ผูฟงไดรับประโยชน และชวยใหเกิดความเขาใจที่ดีตอกัน เปนตน 3.6.3. ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา) คือรูฐานะและบทบาทของตน ในการพูดแตละครั้ง ผูพูดมีบทบาท และฐานะเปนอยางไร เชน อาจารย นักเรียน ผูบังคับบัญชา ผูใต บังคับบัญชา เพื่อน เปนตน 3.6.4. ความเปนผูรูประมาณ (มัตตัญุตา) คือรูวากําลังความสามารถของ ตนเองมีเพียงใด การพูดในเรื่องที่ตนเองไมมีความรู หรือพูดหลายรอบมากเกินไปจนกระทั่งเกินกําลัง อาจทําใหเกิดผลเสียตอสุขภาพได แสดงวาขาดหลักธรรมในขอ ความเปนผูรูประมาณ 3.6.5. ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา) คือรูวาเวลาใดที่ควรพูด เวลาใด ไมควรพูดไมพูดมากเกินไป หรือพูดนอยเกินไป ตัวอยาง เชน ผูพูดไดรับมอบหมายใหพูด 2 ชั่วโมง ตั้งแต 10.00–12.00 น. และเตรียมเนื้อหามาตามเวลาที่กําหนดแลว แตเนื่องจากรายการกอนหนานั้น เกินเวลาจึงไดพูดเมื่อ 10.45 น. ซึ่งถาหากจะพูดตามที่กําหนดไว 2 ชั่วโมง ก็ตองพูดจนถึง 12.45 น. เนื่องจากผูพูด มีความเปนผูรูจักกาล ก็จะตองพยายามรวบรัดใหจบไดภายใน 12.00 น. หรือสอบถาม ความตองการของผูฟงแลวปฏิบัติตาม 3.6.6. ความเปนผูรูจักประชุมชน (ปริสัญุตา) คือ เปนผูรูจักที่ประชุมและมี มารยาทดีเหมาะสม สําหรับการพูดที่เปนทางการ ก็ตองใชรูปแบบ ภาษาที่เปนทางการ ตั้งแตเริ่มตน ทักทายที่ประชุม จนกระทั่งสรุปจบการพูด นอกจากนี้ การพูดกับพระภิกษุ หรือ การพูดที่ตองใชคํา ราชาศัพทก็ตองเลือกใชถอยคํา ภาษา รวมทั้งกิริยาอาการที่เหมาะสม 3.6.7. ความเปนผูรูจักบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา) คือใหรูจักสังเกตผูฟงวามี ความชอบ ความสนใจอยางใด รวมทั้ง กิริยาอาการของผูฟง เชน กําลังตั้งใจฟง เบื่อหนาย งวงเหงา หาวนอน หรือ มีสิ่งอื่นที่ดึงความสนใจของผูฟงไปจากผูพูด เมื่อสังเกตแลว ผูพูดก็สามารถปรับเปลี่ยน การพูดใหเหมาะสมได
  • 74.
    66 จะเห็นไดวาคําสอนของพระพุทธศาสนาเนนการประพฤติ ปฏิบัติทางวจีกรรม คือ การประพฤติดีทางวาจาใหสัมพันธควบคูไปดวยกันกับการประพฤติดีทางกายคือกายกรรม และ มโนกรรม คือการประพฤติดีทางใจ ฉะนั้นความเปนมนุษยที่สมบูรณจึงประกอบดวย “จิตผองใส ราง กายดี และวจีงาม” 4. ศิลปะการใชหลักการพูดที่ดี การพูดดียอมสรางความเขาใจใหประโยชนแกผูฟง และยอมสรางศรัทธา เสนหความประทับใจ ตลอดจนความนิยมแกผูพูด สําหรับหลักการพูดที่ดีนั้น ควรจะตองคํานึงถึงเนื้อหาความถูกตองที่เปน จริงที่เปนประโยชนตอผูฟง มีความเหมาะสมแกกาลเทศะ ดังพระพุทธดํารัส ที่วา “วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคไมตรัส วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคเลือกกาลที่จะตรัส วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองค เลือกกาลที่จะตรัส” ซึ่งอธิบาย และนํามาใชในการพูดเชิงสถานการณไดดังนี้ วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด ดังนั้นหลักการพูดที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 4.1. มีถอยคําดี คือ ใชถอยคําและออกเสียงไดถูกตอง ชัดเจน สุภาพ ไพเราะ มีหาง เสียง และใชไดถูกตองกับระดับของภาษา 4.2. เปนความจริง คือ ตองพิจารณาไตรตรองวาเนื้อหาถูกตองเปนจริง และ มีประโยชน ตอผูฟง ควรคํานึงถึงผูฟงเปนสําคัญ ใหผูฟงพอใจ เมื่อพูดแลวจะไดเกิดสัมพันธภาพ สรางไมตรีตอกัน ในสังคม แมวาบางครั้งสิ่งที่พูดเปนความจริงแตไมมีประโยชน ทําใหผูฟงเสียหาย ผูฟงไมพอใจก็ไม ควรพูด 4.3. มีความเหมาะสม คือ เหมาะสมกับกาลเทศะ เชน ตองรูวาเวลานั้นควรพูดหรือไม พูดอยางไร และสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร เชน
  • 75.
    67 4.3.1 เหมาะสมกับกาลคือ คํานึงถึงเวลาใดควรพูดเรื่องอะไรหรือไม 4.3.2 เหมาะสมกับเทศะคือ คํานึงถึงสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร 4.3.3 เหมาะสมกับบุคคลคือ คํานึงถึง เพศ วัย อาชีพ สถานะของผูฟง 4.4. มีความมุงหมาย คือควรรูวา พูดทําไม เพื่ออะไร ผูฟงจะไดประโยชนอะไรผูฟงสนใจ หรือไม 4.5. มีศิลปะ คือ การแสดงสีหนา สายตากิริยา ทาทาง น้ําเสียงจังหวะการพูดใชจิต วิทยาในการพูดทําใหผูฟงพอใจ โดยใชคําพูด สุจริต ไมพูดเท็จ ไมพูดคําหยาบ ไมพูดเพอเจอ และ ไมพูดสอเสียด ประชดประชัน 5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง การศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสําเร็จ ถือเปนกลวิธีทางลัดที่มีสวนสราง ความสําเร็จในการพูดได นักพูดที่ประสบความสําเร็จและมีชื่อเสียงในที่นี้ขอเสนอ 3 ทาน คือ เดล คารเนกี้ (Dale Carnagie) หลวงวิจิตรวาทการ และ รอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ซึ่งแตละทาน มีเคล็ดลับในการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้ 5.1. เดล คารเนกี้ เปนชาวอเมริกันที่ประสบความสําเร็จในชีวิต เพราะการฝกพูด ดวยตนเองมีชื่อเสียงดวยการสอนวิชาการพูดในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะ โดยการฝกปฏิบัติและเขียน หนังสือเกี่ยวกับการพูด ซึ่งใชเปนตําราอยางเปนทางการของสถาบันการพูดหลายแหงในอเมริกา เดล คารเนกี้ ยืนยันวามนุษยทุกคนที่ปฏิบัติตามขอแนะนําในหนังสือเลมดังกลาว สามารถจะเปน นักพูดผูเชี่ยวชาญไดโดยไมจําเปนตองมีพรสวรรคในการพูดแตประการใด เพียงแตตองมีหลักสําคัญ คือ “ตองมีความเชื่อมั่นเรื่องการพูดในตนเอง มีความเห็นอันรอนระอุอยูภายในตน และตองไดฝกหัด พูดมาพอสมควร” หนังสือการพูดในที่ชุมชน ชื่อ “เดล คารเนกี้ ศิลปะการพูดที่มีประสิทธิภาพ กลาวถึง หลักการพูดเพื่อบรรลุผลแหงการเปนนักพูดที่ดีอยางรวดเร็ว 4 ประการคือ 5.1.1 ใหเรียนรูจากประสบการณของผูอื่น 5.1.2 ใหตั้งจุดมุงหมายไวตรงหนา 5.1.3 ใหกําหนดจิตใหมั่นคงไวที่ความสําเร็จ 5.1.4 ใหฝกพูดในทุกโอกาส 5.2. หลวงวิจิตรวาทการ เปนนักพูดที่มีชื่อเสียงของไทยกอนการเปลี่ยนแปลงการปก ครอง ไดกลาวถึงสมบัติของนักพูดที่สามารถนําไปเปนหลักปฏิบัติ สรุปไดดังนี้ 5.2.1. ควรทําตัวของเราใหรูเหตุการณทันสมัยอยูเสมอ 5.2.2. ควรพยายามทองจําสุภาษิต หรือคําพังเพยไวใหมาก ๆ ผูที่จําสุภาษิต ไดมายอมจะมีคําพูดสละสลวยดี
  • 76.
    68 5.2.3. พยายามอานหนังสือใหหลากหลาย ใหจําถอยคําที่คมคายใหได หรือใหบันทึกเก็บไว 5.2.4.ใหใชสมาธิ คือ ความคิดแนวแนที่อยูในถอยคําที่พูดและใหเรารูสึก เปนนายตัวเองอยูเสมอ ซึ่งจะสามารถทําอะไรไดทุกอยางจะทําใหคนยิ้ม หรือหัวเราะ หรือปรบมือ เมื่อไรก็ได 5.3. รอยเอก ดร. จิตรจํานง สุภาพ ผูบรรยายวิชาการพูดแบบการทูต เจาของทฤษฎี การพูดระบบทรีซาวนด หรือสามสบาย คือ ฟงสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ ซึ่งมีรูปแบบโครง สรางดังตอไปนี้ ภาพนักศึกษาเอกภาษาไทยรวมกันจัดงานประกวดสุนทรพจนอุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ ณ อาคาร ดร.ศิโรจน ผลพันธิน ศูนยพัฒนาทุนมนุษย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 22 สิงหาคม 2552)
  • 77.
    69 ที่มา (จิตรจํานงค สุภาพ,2529, หนา 29) โครงสรางทฤษฏี 3 สบาย (The theory of three pleasant speech) ฟงสบายหู วจีสุจริต ถอยคําภาษา เสียง จังหวะการพูด ดูสบายตา บุคลิกภาพ ศิลปะการแสดงการพูด ความสําเร็จของการพูดเบื้องตน พาสบายใจ การเลือกเรื่อง การเตรียมการพูด การจัดระเบียบความคิด การสรางโครงเรื่อง
  • 78.
    70 จากรูปแบบโครงสรางของทฤษฎี 3 สบายขางตนรอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ไดสรุปสูตรสําเร็จ ในการพูดไวเปนบันได 13 ขั้นสูการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้ เตรียมใหพรอม ซักซอมใหดี ทาทีสงา หนาตาใหสุขุม ทักที่ประชุมไมวกวน เริ่มตนใหโนมนาว เรื่องราวใหกระซับ ตาจับที่ผูฟง เสียงดังแตพอดี อยาใหมีเออ-อา ดูเวลาใหพอครบ สรุปจบใหจับใจ ยิ้มแยมแจมใสตลอดการพูด จะเห็นไดวาการศึกษาเคล็ดลับสูความสําเร็จในการพูดของนักพูดที่มีชื่อเสียง จะเปนแนวทางการ ปฏิบัติการพูดของผูสนใจไดเปนอยางดี และผูที่ปรารถนาที่จะเปนนักพูด ที่ประสบความสําเร็จจะตอง ลงมือปฏิบัติทันที เริ่มตนทันที ฝกพูดในทุกโอกาส และพรอมที่จะเผชิญกับอุปสรรคตาง ๆ มุงสูการเปน ยอดนักพูดที่ดี และมีชื่อเสียงในอนาคต 2. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง การพูดทุกครั้ง ควรไดรับการประเมินจากตนเอง (ผูพูด) และผูฟง (ถาเปนไปได) ผูพูดที่ ประเมินผลการพูดของตนเองอยางสม่ําเสมอ จะมีการพัฒนาการพูดในทางที่ดี มีความกาวหนา และ ประสบผลสําเร็จ ดังตัวอยางแบบประเมินดังนี้
  • 79.
    71 แบบประเมินผลการพูดดวยตนเอง เรื่องที่นําเสนอ............................วันที่.................. /....................../..................... น้ําเสียง ดีพอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ความดังเหมาะสม จังหวะการพูด ลีลาเสียงสูง – เสียงต่ํา เสียงเหมาะสมกับเรื่อง ผูฟงประทับใจ สายตา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต มองผูฟงอยางทั่วถึง ควบคุมผูฟงได ตรึงผูฟงใหติดตามเรื่อง สายตาใหความจริงใจ สีหนาแววตาเหมาะสมกับเรื่อง ภาษา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ภาษาแสดงจุดประสงค ภาษาแสดงความเชื่อของผูพูด ภาษาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ภาษาเหมาะสมกับผูฟง ภาษาถูกตองชัดเจน ภาษาเหมาะสมแกกาลเทศะ ขึ้นตนเรื่อง ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต นาสนใจ นาประทับใจ มีความกลมกลืนกับเนื้อหา
  • 80.
    72 เนื้อเรื่อง ดี พอใชปรับปรุง ขอสังเกต ประเด็นชัดเจน วิธีการนาสนใจ วิธีการนาประทับใจ วิธีการหลากหลาย เนื้อหา ถูกตอง มีหลักฐาน เนื้อหาสอดคลองกับวัตถุ ประสงค สรุปจบ ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ประทับใจ นาสนใจ คมคาย ประสบความสําเร็จ การเดินขึ้นสูเวที ทานั่งขณะพูด ทายืนขณะพูด ใชมือประกอบการพูด ทาทางประกอบการพูด ควบคุมสีหนา ทาทาง ควบคุมอารมณ จากที่กลาวมาทั้งหมด จะเห็นวาศาสตรและศิลปะของการพูดมีคุณประโยชนที่สามารถนํา ไปใชในชีวิตจริง ทั้งความรูเกี่ยวกับการพูดในหลากหลายประเภท และรูปแบบ การเตรียมพรอม และ การฝกฝนใหเกิดความชํานาญ เพื่อใหการพูดครั้งนั้นๆ ประสบผลสําเร็จ เปนความภาคภูมิใจของผู พูด และเปนความประทับใจของผูฟงตลอดกาล
  • 81.
    73 เอกสารอางอิง กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น. กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา: นิรุตติ์การพิมพ. คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : อออออ สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ออออออ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9. ออออออ กรุงเทพฯ: อาษา. จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ. ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ออออออ รามคําแหง. __________. 2532. การพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชวนพิมพ. ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือมหาวิทยาลัย ออออออ ราชภัฏสวนดุสิต. __________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ ออออออ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19. ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ออออออ เอ็กซเปอรเน็ท. ถาวร โชติชื่น. 2548. ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น อออออ จํากัด. __________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ. ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ออ ออออ บุคแบงก. __________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก.
  • 82.
    74 ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. (2533).การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน. ทองขาว พวงรอดพันธุ. (2537). วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา. นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ: สนุกอานจํากัด. นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech, ออออออ Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ Vvvvvvv สติวดิโอ จํากัด. พรหมวชิรญาณ, พระ. 2549. พุทธศาสนพิธี. กรุงเทพฯ: วัดยานนาวา. พัชร บัวเพียร. 2536. วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส. อออออ พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส. __________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส. มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อออออ โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: ออออออ คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ. สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ ออออออ พิบูลสงคราม. สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร. สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ. พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด. สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: อออออ บริษัทเยลโลการพิมพ. เฮลเลอร, โรเบิรต. 2546. สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary. โดยนฤมล หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
  • 83.
    75 เว็บไซต การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549.เขาถึงไดจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w... การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division. การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549 ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ 08.html/ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com. ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm. สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน [ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula- alemni.com หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html(15/8/25550) ---------------------------------------------
  • 84.
    บทที่ 3 ศาสตรและศิลปะของการอาน ในการดําเนินชีวิตของมนุษยสิ่งสําคัญประการหนึ่งคือ มนุษยตองเรียนรูสิ่งตางๆรอบตนเอง เพื่อนํามาประยุกตใชในการดําเนินชีวิต เพื่อการปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมไดอยางรูเทาทัน ตามความ เปลี่ยนแปลง ตามธรรมชาติ ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความกาวหนาทางเทคโนโลยี ความรู ขาวสารขอมูลตางๆ จึงถูกบันทึกเปนลายลักษณอักษร เพื่อใหสะดวกตอการสืบคนขอมูลตอไปการอาน จึงเปนทักษะสําคัญประการหนึ่งที่ใชเปนเครื่องมือในการสื่อสาร เรียนรู แสวงหาคําตอบ ทําใหสามารถ ติดตามความเปลี่ยนแปลงสังคมโลกไดดวยตนเองตามความตองการ ตามความสนใจ และตามอาชีพ ไดในเวลาที่เหมาะสม ความหมายของการอาน หนังสือ คือ เปนคลังแหงความรูที่ยิ่งใหญ คํากลาวนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะการอานจะชวย ตอบคําถามในเรื่องที่อยากรูทุกเรื่อง การอานจึงเปนพฤติกรรมสําคัญตอชีวิตของทุกคนที่ควรกระทํา เปนกิจวัตร เพื่อการพัฒนาและเสริมสรางความรูใหแกตนเองตลอดเวลา คนที่ปฏิเสธการอานหนังสือ คือ คนที่ไมพัฒนาตนเอง แตคนที่อานหนังสือเปนประจํา คือ คนที่พรอมเสมอสําหรับ การพัฒนาตนเอง การอานจึงจําเปนสิ่งสําคัญในการพัฒนาตนเองของทุกคน ดังคํากลาวของดอโรธี ดี บิลลิงตัน (อางถึงในวิทยากร เชียงกูล: 53) โดยนําเสนอแนวคิดกระตุนใหผูอานเห็นความสําคัญของการอานกับ การเรียนรู สิ่งที่เรารูวันนี้ จะลาสมัยในวันพรุงนี้ ถาเราหยุดการเรียนรู เราจะหยุดอยูกับที่ ดอโรธี ดี บิลลิงตัน พัฒจิรา จันทรดํา (2547: 11) ใหความหมายของการอานโดยสรุปวา การอาน หมายถึง การใช สายตาสังเกตตัวหนังสือ ออกเสียงตรงกับคําที่อาน รูจักสวนประกอบของคํา สามารถแปลความหมาย คําได และนําขอคิดจากการอานไปใชประโยชนได
  • 85.
    76 สุพรรณี วราทร (2545:3-4) กลาวถึง ความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานคือพฤติ กรรมที่เกี่ยวของกับการรับรูสัญลักษณตามตัวอักษร ซึ่งเปนตัวกระตุนใหผูอานระลึกถึงความหมายจาก ประสบการณที่สะสมไว และยังเกี่ยวของกับการสรางความหมายใหม โดยการประสานสิ่งที่อานกับ ความคิดตางๆ ที่ผูอานมีอยู มีการนําเอาความรู ประสบการณที่มีอยูเดิมมาชวยทําความเขาใจ ตีความ ประเมินคาสารที่อาน การอานไมใชความสามารถตามธรรมชาติ แตเกิดจากการฝกฝน ผูที่ไดรับ การฝกฝนมาก จะมีความสามารถในการอานสูง การใชกลวิธีในการอานเหมาะสมกับสารที่อานและ ความมุงหมายในการอาน เรียกวา “อานเปน” ซึ่งจะชวยใหประโยชนจากการอานเต็มที่ เทากับเปน การอานอยางมีประสิทธิภาพ ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 2) ใหความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานเปน การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด แลวจึงนําความคิดนั้นไปใชประโยชน และหัวใจ ของการอานอยูที่การเขาใจความหมายของคํา ดังนั้นการอานจึงหมายถึง การทําความเขาใจถอยคํา สํานวนในงานเขียนตามที่ผูเขียนตองการ จะสื่อสาร ซึ่งผูอานจะไดรับทั้งความรู ความคิด ประสบการณที่ผูเขียนที่ถายทอดไวเปนตัวอักษร และ สิ่งสําคัญที่ผูอานจะตองทําความเขาใจ คือ ความหมายของคําโดยตรง ความหมายของคําตามนัย จุด มุงหมายในการอาน เจตนาและแนวคิดของผูเขียน อีกทั้งผูอานจะตองนําประโยชนที่ไดจากการอานไป ใชพัฒนาตนเองในดานตาง ๆ ความสําคัญของการอาน การอานมีความสําคัญเปนทักษะที่ควรปลูกฝงใหแกเด็กและทุกคน ใหสามารถใชการอาน เพื่อพัฒนาตนเอง แสวงหาขอมูลไดดวยตนเอง ชวยพัฒนาความรู ความสามารถ ความคิดสรางสรรค สงเสริมจินตนาการ ชวยสงเสริมทักษะในการพูดการเขียนใหดีขึ้น ทําใหเปนคนที่รอบรู มีขอมูลที่ทันสมัย ตลอดเวลา และเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนอยางยิ่ง เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาจะตองผานกระบวนการ เรียนรูเรื่องราวตาง ๆ หนังสือจะเปนครูที่ชวยใหทุกคนเรียนรูสิ่งตาง ๆ ที่เปนประโยชน ทั้งในดานการ ดําเนินชีวิตประจําวัน ดานการศึกษา ดานการอาชีพ ดานประสบการณ มีแนวความคิดในสิ่งถูกตอง เหมาะสมตามวิถีชีวิตของคนในสังคม สังคมแหง การอานจึงเปนสังคมแหงการเรียนรูตลอดชีวิต
  • 86.
    77 องคประกอบการอาน สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียงมณีกาญจน (2539: 12) กลาวถึง กระบวนการอานโดยสรุปไววา การอานเปนกระบวนการตอเนื่องดุจลูกโซมีองคประกอบ 5 สวน คือผูอาน เปนผูแสดงพฤติกรรม ในการอานเปนสิ่งสําคัญเริ่มตนในการอาน หนังสือหรือตัวอักษร เปนสื่อกลางใหเขาใจความรู ความคิดที่ปรากฏในงานเขียนนั้น ถาผูอาน อานไมออก ก็จะไมเขาใจสิ่งที่อาน 1. การเขาใจความหมาย ถาผูอานสามารถอานออก แตถาไมเขาใจความหมาย ก็ยอมเกิด ปญหาแตถาผูอานมีความเขาใจความหมาย การจึงจะดําเนินตอไป 2. การเลือกความหมาย คําบางคําในภาษาไทยมีหลายความหมาย หรือเมื่อนําคํามาอยูใน ประโยค อาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลง หรือมีนัยของคําแอบแฝงอยู ผูอานตองสามารถเลือกความ หมายที่เหมาะสมกับขอความได 3. การนําไปใช เปนขั้นตอนสุดทายที่ผูอานจะนําเอาความรูที่ไดรับจากการอานนําไปใช ประโยชนในการดําเนินชีวิตตามความเหมาะสมตอไป ดังแผนภาพกระบวนการอานตอไปนี้ ผูอาน ตัวอักษร เขาใจความหมาย เลือกความหมายที่ถูกตอง การนําไปใช การอานอยางมีประสิทธิภาพ หมายถึง การอานที่ผูอานสามารถเขาใจสาระสําคัญ เขาใจจุด ประสงคของผูเขียน และมีอัตราความเร็วในการอาน โดยการใชเวลานอยที่สุดในการอานแตละครั้ง การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาตนเองเพื่อเปนผูมีประสิทธิภาพในการอานจะประกอบไปดวย 3 สิ่งสําคัญ ไดแก การเปนผูอานที่ดี การมีความพรอมในการอาน และการมีทักษะมีการอาน 1. การเปนผูอานที่ดี หมายถึง เปนผูมีพฤติกรรมการอานที่ดีในดานรางกาย การใชสายตา และการมีอุปนิสัยการอานที่ดี 1.1 ลักษณะการอานที่ถูกตอง ตองนั่งตัวตรง สิ่งที่อานอยูหางจากสายตาประมาณ 30 เซนติเมตร ไมอานออกเสียงหรือขยับปาก ไมเอานิ้วชี้ตามขอความในแตละบรรทัด เมื่ออานไดประมาณ 40 ถึง 60 นาที ควรพักสายตาประมาณ 10 นาที และการใชสายตาในการอาน ที่ถูกตองคือ ตองใช การกวาดสายตาไปตามขอความที่อาน
  • 87.
    78 1.2 นิสัยการอานที่ดี ผูอานควรฝกตนเองใหเปนผูมีความกระตือรือรนมีความตองการ ที่จะอาน สามารถอานหนังสือไดทุกประเภท มีวิจารณญาณในการเลือกสรรสิ่งพิมพที่จะอาน นอกจากนี้ ผูที่มีนิสัยในการอานที่ดีควรเปนผูที่อานหนังสืออยางสม่ําเสมอ อานทุกวันอยางนอยวันละ 15 นาที 2. การมีความพรอมในการอาน ผูอานที่เปนผูใหญจะมีความตื่นตัวตอขอเท็จจริงและความ คิดใหมๆ มีความอยากรูในเรื่องตางๆ จึงตองการอานสิ่งที่ไมรู และขยายความสิ่งที่รูใหลึกซึ้งมากขึ้น ความพรอมในการอานพิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ประการ 2.1 ความคิดเชิงวิพากษ (Critical Thinking) ผูอานที่มีความพรอมจะสามารถประมวลขอ เท็จจริงที่อานพบเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีความรูอยูเดิม หรือวิเคราะห ประเมิน สังเคราะหความรูใหมได 2.2 การรับรู (Preception) ผูอานสามารถทําความเขาใจสารที่อานไดถูกตองโดยใชความรู และประสบการณเดิม ทําใหเกิดความเขาใจสิ่งที่อานได สามารถใชจินตนาการคนหาสิ่งที่ผูเขียนเสนอ ในงานเขียนได สามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่คลอยตามหรือขัดแยงได 2.3 การรูจักตนเอง (Self insight) หมายถึง ผูอานเกิดการยอมรับสภาพตนเองตามจริง ในเรื่องการอาน เชน การอานชา อคติตอสารที่อาน แตพรอมที่จะแกไขตนเอง 2.4 การมีเปาหมายความสนใจ (Focus of Interest) ผูอานที่มีความพรอมในการอาน ตองมีเปาหมายในการอานในแตละครั้งของตน เชน จะตองอานหนังสือเลมนี้ใหจบภายใน 3 วัน การมีเปาหมายจะทําใหผูอานเกิดความตั้งใยที่ทําใหสําเร็จ 3. การมีทักษะมีการอาน หมายถึง การที่ผูอานมีความชํานาญในการอานเปนพิเศษ ทักษะพื้น ฐานการอานที่สําคัญไดแก การอานเร็ว การอานเขาใจและการอานใหจํา 3.1 การอานเร็ว หมายถึง การอานที่ผูอานใชเวลานอยแตสามารถเขาใจและรับรูสารที่อานได อัตราความเร็วในการอานปกติ คือ อานนาทีละ 200 คํา ดังนั้นถาผูอานสามารถอานไดมากกวา 200 คํา จึงหมายความวาเปนผูอานเร็ว 3.2 การอานเขาใจ ผูอานตองมีความตั้งใจมีสมาธิที่จะอาน มีความเขาใจคําศัพท สํานวนภาษา และถามีประสบการณในสิ่งที่อานจะชวยทําใหเขาใจสิ่งที่อานไดเร็วขึ้น 3.3 การอานใหจํา ในการอานสารที่เปนความรูเชิงวิชาการ ผูอานตองจัดลําดับเรื่องที่อาน สรางหลักในการจํา โดยอาจจัดทําเปนแผนภูมิความคิดของตนเอง สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน ( 2548: 15-16) กลาวถึง พื้นฐานของการอานดี ไววา ตองมีความรูเชิงภาษา ทั้งในดานสํานวนภาษาทั่วๆ ไป และคําเฉพาะเรื่อง นอกจากนี้ยังควรมี ความรูในดานตางๆ ดังนี้
  • 88.
    79 1. รูจักสวนตางๆของหนังสือวาสวนไหนมีความสําคัญอยางไร 2. รูจักวิธีอานหนังสืออยางถูกตองรูวาหนังสือประเภทใด ควรอานอยางไร มีกลวิธี อยางไรจึงจะไดความรูโดยเร็วและประหยัด 3. รูจักเลือกหนังสืออาน รูวาหนังสือใดดี ไมดี ควรอาน ไมควรอาน หนังสือใดอานแลว คุมกับเวลาที่เสียไปหรือไม 4. รูจักแหลงของหนังสือ ควรรูวาหนังสือประเภทใดอยูที่ไหน ถาจะใหดียิ่งขึ้น ควรรูวา ความรูที่เราตองการนั้นควรคนหาไดจากหนังสือเรื่องอะไร และหนังสือนั้นมีอยูที่ใด พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน จากกระบวนการอานขางตน ผูที่มีพฤติกรรมในการอานแลวเกิดผลดีตอตนเองขึ้นอยูกับพฤติ กรรมพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1. การแปลความ คือ การทําความเขาใจความหมายของคําอยางถูกตอง โดยที่ผูอานตอง มีความเขาใจในบริบทของภาษา ซึ่งหมายถึงขอความที่แวดลอมอยูในประโยค ทั้งนี้เนื่องจากคําใน ภาษาไทยบางคํามีความหมายมากกวาหนึ่งความหมาย การที่จะเลือกความหมายของคําใหถูกตอง ตามที่ผูเขียนตองการนั้น ผูอานจะตองพิจารณาจากเนื้อความ ในประโยคทั้งหมด หรือประโยคที่แวดลอม จากนั้นจึงจะสามารถเลือกความหมายของคําไดอยางถูกตอง 2. การตีความ คือ การเขาใจความหมายคําอยางลึกซึ้ง ตามเนื้อความในประโยค เวลาอาน หนังสืออาจจะพบสํานวนโวหาร สุภาษิต คําพังเพยตาง ๆ ทั้งสํานวนในอดีต และสํานวน ในปจจุบัน ผูอานจะตองเขาใจความหมายของสํานวนดังกลาว เขาใจจุดมุงหมายของผูเขียน มองเห็นทัศนะของผู เขียน เขาใจสภาพสังคมในชวงเวลาที่เปนเหตุการณในหนังสือ สิ่งเหลานี้จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ เรื่องราวที่อานดีขึ้น 3. การขยายความ คือ การนําความรู ความคิด ความเขาใจที่ไดจากการอานไปคิดตอเนื่อง มีการเชื่อมโยงกับประสบการณเดิม อธิบายเพิ่มเติมใหเกิดความรูยิ่งขึ้น การขยายความโดยการคิด ในมุมมองทัศนะใหมๆ เพิ่มเติมออกไป จะชวยทําใหผูอานฝกการเปนผูคิดอยูเสมอ และจดจํานําสิ่งที่ อานไปใชประโยชนตอไปได สมบัติ จําปาเงินและสําเนียง มณีกาญจน (2548: 15) ไดสรุปพฤติ กรรมการอานพื้นฐาน 3 ประการดังกลาว นั่นคือ การอานใหรูจริง (ถูกตอง) การอานใหรูกวาง (ลึกซึ้ง) การอานใหรูจนนําไปใชได (ตามประสงค)
  • 89.
    80 จุดมุงหมายในการอาน ในการอานผูอานจะมีจุดมุงหมายในการอานแตกตางกันไป ตามความตองการเฉพาะบุคคล ซึ่งมีผลตอการเลือกสิ่งพิมพที่จะอาน เหตุผลในการอานของแตละบุคคลก็จะตอบสนองความตองการ เฉพาะบุคคลดวยเชนกันจุดมุงหมายในการอานแบงเปนประเภทตางๆ ดังนี้ 1. อานเพื่อศึกษาหาความรู เปนการอานที่ผูอานตองการที่จะเสริมสรางความรูในเรื่องที่ ตนเองสนใจหรือตองการความรูอยางลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อประโยชนทางการศึกษาหรือการพัฒนา ตนเองทางดานอาชีพ 2. อานเพื่อรับรูขาวสาร เปนการอานที่ผูอานตองการรับรูเหตุการณที่เกิดขึ้นในโลกและสังคม ทําใหเปนคนทันสมัยทันตอเหตุการณ รอบรูเรื่องราวตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของตนและสังคมโลก ดัง นั้นผูอานจะตองอานใหเปนประจําทุกวัน เชน การอานหนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ 3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ผูอานตองการความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในการอาน เชน การอานนวนิยาย เรื่องสั้น การตูน นิตยสาร ฯลฯ ตามรสนิยมของผูอาน การอาน ตามจุดมุงหมายนี้จึงเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนมาก และจะชวยเสริมสรางนิสัยรักการอานได 4. อานเพื่อผอนคลาย การอานเพื่อผอนคลายเปนการอานที่จะชวยใหผูอานเกิดความรูสึก ที่ดีขึ้นในบางครั้งการดําเนินชีวิตของคนเราอาจพบปญหา อุปสรรค ทําใหเราทอถอย ขาดกําลังใจ จนบางครั้งอาจจะตัดสินใจในทางที่ไมถูกตอง การอานหนังสือที่มีขอคิดที่ดี จะชวยเสริมสรางกําลังใจ ทําใหผูอานมีจิตใจดีขึ้น เกิดกําลังใจ มีสติในการแกปญหา 5. อานเพื่อความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ผูอานตองการหาคําตอบในสิ่งที่อยากรู เชน เมื่อตองการเสริมสรางบุคลิกภาพของตนเอง จะตองอานหนังสือเกี่ยวกับมารยาทในสังคมหรือเมื่อ ตองการเดินทางไปทองเที่ยวในสถานที่ตางๆ ก็เลือกที่จะอานสารคดีการทองเที่ยว เพื่อเตรียมตัวให พรอม ในการเดินทาง ในการอานผูอานจึงควรตั้งจุดประสงคแตละครั้งวา ตองการอะไร เพื่อที่จะได เลือกหนังสือไดตรงตามความตองการ กลวิธีในการอาน การที่จะอานเรื่องราวตางๆ ใหเกิดความเขาใจถองแท จําเปนที่จะตองมีวิธีการอานที่เหมาะสม ที่จะชวยใหผูอานไดรับประโยชนสูงสุดจากการอาน กระบวนการอาน ไดแก การอานจับใจความสําคัญ ซึ่งเปนพื้นฐานของการอาน การอานตีความซึ่งเกี่ยวกับการทําความเขาใจสารหรือเจตนาของผูเขียน การอานสรุปความซึ่งจะเปนประโยชนแกผูอานในการอานสารที่มีขนาดยาว และตองการสรุปสาระสําคัญ
  • 90.
    81 อยางสั้นที่สุด กระบวนการอานจึงเปนเหมือนหนทางที่จะชวยใหผูอานประสบความสําเร็จในการอานได อยางรวดเร็ว ถาผูอานฝกฝนจนเกิดทักษะเชี่ยวชาญก็จะชวยใหเปน ผูมีประสิทธิภาพในการอาน ดังที่พันธุทิพา หลาบเลิศบุญ (2535: 46) กลาวถึงหลักในการอานหนังสือเปนไวโดยสรุปวา ผูที่อาน หนังสือเปน เมื่อไดอานเรื่องราวตาง ๆ ตองอานไดอยางรวดเร็ว เขาใจเรื่องราวตาง ๆ อยางถูกตอง จับใจความได เขาใจอารมณ จุดประสงค ทัศนคติของผูเขียน สามารถแสดงความคิดเห็นตอสิ่งที่อาน ในประเด็นที่นาสนใจได และไดอรรถรสจากการอาน กลวิธีการอาน มีดังนี้ 1. การอานจับใจความสําคัญ เปนการอานระดับตน เปนพื้นฐานที่สําคัญยิ่งของการอาน หนังสือทุกประเภท เพราะไมวาเราจะอานหนังสือหรือสิ่งพิมพประเภทใด เราก็จําเปนที่จะตองใช การอานจับใจความเพื่อหาสาระสําคัญของสิ่งที่อานเสมอ ในแตละงานเขียนจะมีขอความหลายยอหนา ในแตละยอหนาก็จะมีใจความสําคัญปรากฏอยู อาจจะเปนประโยคที่อยูตนขอความหรือเปนประโยค อยูกลางขอความ หรือเปนประโยคอยูทายขอความ หรือเปนการอานจับใจความที่ผูอานใชการอานสรุป จากเนื้อความทั้งหมด แลวเขียนเปนขอความที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดดวยตัวผูอานเองโดยปกติแตละ ยอหนาจะประกอบดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและรายละเอียด 1.1 ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42) กลาวถึง ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ ไวโดยสรุปวา การอานจับใจความสําคัญ หมายถึง การจับประเด็นหลักหรือสาระสําคัญของเรื่องที่อาน ใหไดวา ผูเขียนตองการสงสารหรือใหขอคิดเห็นอะไรเปนสําคัญ นอกจากนี้การอานจับใจความสําคัญ เปนการอานเบื้องตนที่ผูอานจะตองอานแบบคราวๆ เพื่อใหไดขอมูลและขอคิดเห็นของผูเขียนเปนการ อานเพื่อหาขอมูลรายละเอียดตางๆ และทําความเขาใจเรื่องราวใหถูกตองกอนจะแสดงความคิดเห็น วิพากษวิจารณตอไป 1.2 ลักษณะของใจความสําคัญ มีดังนี้ 1.2.1 เปนขอความที่ทําหนาที่ครอบคลุมเนื้อหา หรือยอหนานั้นๆ ขอความสวนที่เหลือ คือ รายละเอียดหรือสวนขยาย 1.2.2 ในแตละยอหนา มักจะมีใจความสําคัญเพียงประเด็นเดียว 1.2.3 ใจความสําคัญอาจเปนประโยคความเดียว หรือเปนเพียงใจความแฝง ผูอาน ตองสรุปเปนสาระสําคัญออกมาเอง 1.3 พฤติกรรมของผูมีทักษะอานจับใจความสําคัญ หากเราจะพิจารณาวา ผูอานมีทักษะ ในการอานจับใจความสําคัญอยางไร จะสามารถสังเกตไดจากพฤติกรรมตาง ๆ ดังนี้ 1.3.1 สามารถบอกชื่อหนังสือหรือชื่องานเขียน ชื่อผูแตง ไดอยางถูกตอง 1.3.2 สามารถบอกลําดับเหตุการณไดอยางถูกตอง
  • 91.
    82 1.3.3 สามารถบอกรายละเอียดสําคัญ ๆได 1.3.4 สามารถแยกแยะขอเท็จจริงและความคิดเห็นในยอหนาได 1.3.5 สามารถยกตัวอยางจากเรื่องที่อานได 1.3.6 สามารถบอกใจความสําคัญ และสวนขยายได 1.3.7 สามารถสรุปสาระสําคัญจากสิ่งที่อานได 1.4 ปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญ สิ่งสําคัญที่จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ เนื้อหาไดอยางรวดเร็วคือ ประสบการณของผูอานในดานตางๆ ซึ่ง จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42 - 43) ไดเสนอแนวคิดปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญโดยสรุปวา 1.4.1 ประสบการณดานการอาน ถาผูอานมีประสบการณในการอานมาก ชอบที่จะ ใชเวลาวางในการอานหนังสือ จะมีอัตราความเร็วในการอานสูง ซึ่งหมายถึงการใชเวลาในการอานนอย แตสามารถอานไดจํานวนหลายหนา ประสบการณดานการอานนี้จะ ชวยทําใหมีทักษะในการอาน 1.4.2 ประสบการณเกี่ยวกับขอมูล และเรื่องราวที่อาน ถาผูอานมีความรูเกี่ยวกับเรื่อง ราวที่อานหรือมีประสบการณโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่อานจะชวยทําใหผูอานเขาใจเรื่องราวที่อานไดดี และชวยในการจับใจความ ไดรวดเร็ว 1.4.3 ประสบการณดานภาษาและการใชภาษา ผูอานที่มีความรูเกี่ยวกับความหมาย ของคําทั้งโดยตรงและโดยนัยสํานวนตาง ๆ คําสแลง คําสัญลักษณ จะชวยใหจับใจความไดดี แตถา ไมรูความหมายของคํา สํานวน จะทําใหอานชา ตีความไมตรงประเด็น จับใจความไมครบถวน 1.4.4 ประสบการณดานความคิด ถาผูอานเปนผูที่ชอบคิดหาเหตุผล ตั้งคําถามใน การอานอยูเสมอ ๆ จะทําใหเปนผูมีความคิดกวางไกลและลึกซึ้ง จะชวยทําใหเขาใจเรื่องที่อานไดรวดเร็ว สามารถเขาใจเรื่องราวที่ซับซอนไดอยางงาย 1.5 วิธีการอานจับใจความสําคัญ การอานจับใจความสําคัญ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้ 1.5.1 ผูอานตองอานขอความในยอหนาในแตละยอหนา เพื่อใหทราบวาเปนเรื่องราว เกี่ยวกับอะไร และอาจจะพิจารณาจากชื่อเรื่องที่มักจะแสดงแนวคิดสําคัญของเรื่องประกอบดวย การอานจับใจความทั้งหมดหรือทั้งเรื่องจึงเปนการอานที่ผูอานจะมองเห็นหรือเขาใจเรื่องราวทั้งหมด 1.5.2 ผูอานจะอานเรื่องทีละยอหนาเพื่อจับใจความสําคัญแตละยอหนาซึ่งจะประกอบ ดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและสวนขยายหรือรายละเอียด
  • 92.
    83 ใจความสําคัญ หรือ Mainideas หมายถึง เนื้อความหรือขอความ ที่ครอบคลุมเนื้อหายอหนานั้นๆ รายละเอียด หรือสวนขยาย หรือพลความ หรือ Details เปนการขยาย ใจความสําคัญ อาจจะเปนการยกตัวอยาง ตัวเลข สถิติ เหตุผล การใหรายละเอียด การเปรียบเทียบ ฯลฯ ที่จะชวยทําให ผูอานเขาใจใจความสําคัญไดดีขึ้น ตัวอยางที่ 1 นพ.การุณ เมฆานนทชัย และนพ.สิทธิพร อรพิน สองแพทยศัลยกรรมออรโธปดิกส แหงโรงพยาบาลบํารุงราษฎรประสบความสําเร็จจากการผาตัดเพิ่มความสูงใหแก นายวูอัน กวน ถือไดวาเปนการผาตัดเพิ่มความสูงครั้งแรกของเอเชีย การผาตัดใหกับนายวูอัน กวน ชายวัย 38 ป เชื้อชาติเวียดนาม-ฝรั่งเศส แพทยไทย ใชเทคโนโลยีที่เรียกวา “FitboneSurgery” ซึ่งเปนเทคโนโลยีที่ถูกคนพบโดย นพ.อาร บอมการท แพทยผูเชี่ยวชาญดานออรโธปดิกส Ludwing Maximilians University Hospital เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมันนี วิธีนี้ทําไดทั้งกระดูกชวงบนเหนือเขาและกระดูกหนาแขงโดย ตัดกระดูกใหขาดจากกัน แลวสอดแทงโลหะพิเศษเขาไปในโพรงกระดูก แลวเชื่อมโลหะที่สอด เขาไปกับอุปกรณรับคลื่นแมเหล็กไฟฟาทิ่อุปกรณรับคลื่นใตผิวหนังเพื่อใหเฟองในแทงโลหะ ยืดออกไดวันละ1 มิลลิเมตร หรือเดือนละ 3 เซนติเมตร และสามารถยืดไดมากที่สุด 6 เซนติ- เมตรเมื่อไดความสูงอยางที่ตองการแลวผูปวยจะตองพักฟน ไมต่ํากวา 3 เดือน แลวจึงผาตัด อีกขางได สรุปวากวาจะสูงได 6 เซนติเมตร จะตองใชเวลาถึง 10 เดือนคุมหรือไมคุมลองคิดดู ที่มา (Young Traveller, 2544: 18) ความคิดสําคัญของยอหนา คือ นายแพทยไทยประสบความสําเร็จการผาตัดเพิ่มความ สูงที่เรียกวา “Fitbone Surgery”
  • 93.
    84 ตัวอยางที่ 2 ผลกลวยเมื่อยังดิบอยูเปลือกจะมีสีเขียว พอสุกเปลือกจะเปลี่ยนเปน เหลืองสวยเนื้อนิ่มละมุนหอมหวาน อุดมไปดวยคุณคาทางโภชนาการตํารายา บางขนานยังใชกลวยเปนยารักษาอาการไมสบายบางชนิด เชน กลวยดิบกินแก ทองเสียไดชะงัด แตนาแปลกที่เรากลับกินกลวยสุกเปนยาระบายแกทองผูกได นับวา กลวยมีคุณประโยชนมากมายจริงๆ ด ที่มา (เมตไตรย ศรีทอง, 2546: 55) ความคิดสําคัญของยอหนา คือ กลวยมีคุณประโยชนมาก ตัวอยางที่ 3 “เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุย ในชวงเดือน 3 ของจีน โดยกําหนดจากปหนึ่งแบงเวลาเปน 24 ชวง เดือนหนึ่งมี 2 ชวง การไหว เช็งเมง ถือเอาของเดือน 3 เปนชวงเวลาของการไหว ธรรมเนียมนี้มีผูรูเลาวา ไดสืบทอดตอกันมาประมาณ 3,800 ปแลว โดยคนจีนในไทยนิยมไหว ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งตกอยูในชวงเดือน 3 ของจีน ที่มา จิตรา กอนันทเกียรติ (2539: 55) ใจความสําคัญของยอหนา คือ “เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุยรายละเอียด หรือสวนขยาย มี 3 สวน ไดแก 1. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีน 2. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีนในประเทศไทย 3. ความเกาแกของพิธีเช็งเมง
  • 94.
    85 ตัวอยางที่ 4 พัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค (A Creative Reading Skill) หมายถึงการฝกใหรูจักคิด แสดงความคิดเห็น แสดงความรูสึก นึกคิดตอเรื่องที่อานหนังสือ ประกอบทุกๆ วิชาควรสงเสริมและใหโอกาสเด็กไดแสดงความคิดเห็น ความรูสึกตอเรื่อง ที่อานมากกวาการมุงหมายทบทวนขอมูลตาง ๆ ที่จําไดหรือเขาใจ ตัวอยางคือ 1. ใหนักเรียนอานหนังสือ บทความ แลวแสดงความคิดเห็นและแสดง ความรูสึกตอสิ่งที่อาน 2. ใหนักเรียนอานแบบผาน ๆ (Scan) จากหนังสือหรือบทความแลวหัด แสดงความรูสึกนึกคิดของตนในขณะนั้น 3. ใหลําดับรายการที่เปนความรู ขอมูลบางรายการที่คิด และรูสึกจากเรื่อง ซึ่งอาจรวมถึงการคาดคะเนเรื่องราวก็เปนไปได 4. เลือกเหตุการณที่นาสนใจจากหนังสือพิมพแลวใหนักเรียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเหตุการณไดหลายๆ คําถาม แลวพยายามหาคําตอบดวยการคนควาหาขอมูล ตอไปเกี่ยวกับเหตุการณ ที่มา (อารี พันธมณี, 2545: 157) ใจความสําคัญของยอหนา คือ การพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค (A Creative Reading Skill) หมายถึง การฝกใหผูอานรูจักคิดแสดงความคิดเห็นตอเรื่องที่อาน รายละเอียดหรือ สวนขยาย คือ วิธีการสงเสริมใหเด็กมีการพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค 2. การอานสรุปความ การอานสรุปความเปนกระบวนการตอจากการอานจับใจความสําคัญ ในบางครั้ง สารที่อานมีรายละเอียดจํานวนมาก ผูอานจะใชการอานที่ประมวลเนื้อหาสาระทั้งหมดแลว สรุปสาระสําคัญอยางสั้นที่สุด ผูอานจะตองตั้งคําถามกับตนเองในประเด็นตางๆ ดังนี้ ใคร (Who) ทําอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไหร (When) ทําไม (Why) อยางไร (How)
  • 95.
    86 การอานสรุปความเปนสิ่งจําเปนในการอาน เพราะถาเปนขอความขนาดยาวจะตองมีการสรุป เพื่อใหไดสาระสําคัญของสิ่งที่อาน หรือการสรุปแนวคิดสําคัญของงานเขียนนั้นๆ ถาอานแลวสรุปไมได นั่นหมายถึงความลมเหลวในการอาน 3. การอานตีความ สํานวนภาษาที่ปรากฏในงานเขียน การตั้งชื่อเรื่อง อาจจะใชคําที่มีความ หมายตรงหรือการใชคําที่มีความหมายลึกซึ้ง จําเปนตองใชการอานตีความ ซึ่งหมายถึง การอธิบายความ หมายที่ซอนเรน และขยายความไดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยผูอานจะสามารถอธิบายสิ่งที่อานไดอยางดี โดย ใชประสบการณของผูอานมาทําความเขาใจ 3.1 หลักในการอานตีความ มีขั้นตอน ดังนี้ 3.1.1 อานเรื่องที่จะตีความใหละเอียด และสรุปเรื่องตามความเขาใจของผูอาน 3.1.2 ตีความคําสัญลักษณที่ปรากฏในงานเขียน 3.1.3 ทําความเขาใจถอยคํา โดยใชความเขาใจในบริบท (Context ) เพื่อหาความ หมายของคํา 3.1.4 ในการตีความมีทั้งการตีความในเนื้อหา และการตีความในน้ําเสียง ผูอาน ตองใชความคิดพิจารณาใหเขาใจ ตัวอยางที่ 5 เปนอาจารยวันเดียว เทากับเปนอาจารยชั่วชีวิต (สํานวนจีน) ตีความเนื้อหา การเปนครูหรือเปนอาจารยใหแกลูกศิษยแมเพียงวันเดียว เปนบุญคุณ ที่ยิ่งใหญ ตองทดแทนบุญคุณตราบชั่วชีวิต ตีความน้ําเสียง ยกยองครู หรืออาจารยดวยความสํานึกในบุญคุณ
  • 96.
    87 ตัวอยางที่ 6 มิตรภาพเริ่มตนดวยรอยยิ้ม แตร่ําลาดวยหยาดน้ําตา Relationshipalways starts with smiles but leaves only tears when become declined ที่มา (พรชัย แสนยะมูล, 2545: 11) ตีความเนื้อหา มิตรภาพใหทั้งความสุขและความเศรา ตีความน้ําเสียง ผูเขียนมีความเขาใจธรรมชาติของการเริ่มตนจะเปนความสุข และจบลงดวยความเศรา 4. การอานขยายความ คือ การอธิบายเพิ่มเติมใหละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลังจากการตีความ โดยใชประสบการณเดิมของตนเอง การขยายความเปนการฝกการหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนหรือ คัดคาน หรือมีการยกตัวอยางอางอิงเปรียบเทียบทําใหเรื่องราวที่อานมีมุมมองหลากหลาย ตัวอยางที่ 7 คลื่นลมทําใหทะเลสวย อุปสรรคทําใหชีวิตงาม บุคคลจึงไมควรยอมแพ เมื่อพบอุปสรรค ที่มา สุขพัฒน ทองเพ็ง (2543: 42) ขอความนี้ใหขอคิดวา อุปสรรคที่เขามาในชีวิตคือสิ่งที่จะชวยทําใหเราเขมแข็งเพราะอุปสรรค จะเปนประสบการณที่จะตองเรียนรู ฝาฟน เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคใหได การขยายความ ในชีวิตของทุกคนตองพบกับอุปสรรค การมองอุปสรรคใหเห็นเปนสิ่งที่มี ประโยชนที่จะทําใหเขาเหลานั้นเกิดการเรียนรู ตอสู หาหนทางที่จะเอาชนะอุปสรรค ไมยอมแพอะไร งาย ๆ และเมื่อเขาผานพนอุปสรรค จะทําใหเขาเปนคนที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมยอทอตอปญหาตาง ๆ และจะดําเนินชีวิตไดอยางรอบคอบ
  • 97.
    88 ตัวอยางที่ 8 การตูนผูใหญมากับทุงหมาเมิน “ปญหาภาคใต” ที่มา(ไทยรัฐ, 2547: 5) การวิเคราะหงานเขียน รูปแบบ การตูน เนื้อหา เปนปญหาสถานการณรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนในภาคใต ศิลปะการใชภาษา ใชคําวา “ขึ้นนก” กับ คําวา “พับนก” สื่อใหเห็นความคิด คนสองกลุม การอานสารประเภทตางๆ ความรูและขอมูลที่มีการบันทึกเปนลายลักษณอักษร โดยอาจบันทึกลงในสิ่งพิมพ หรือบันทึก ลงในสื่อที่ทันสมัยในเว็บไซดผานอินเทอรเน็ต ลวนเปนขอมูลที่มีรูปแบบและเนื้อหาแตกตางกัน จําเปน ตองใชวิธีการอานที่แตกตางกัน ดังนี้ 1. การอานเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการเปนเอกสารที่มีลักษณะเฉพาะ ลลิตา กิตติประสาร (2542: 439) ไดใหความหมายของคําวางานวิชาการโดยสรุปวา งานวิชาการ หมายถึง งานเขียนเพื่ออธิบายเรื่องที่ไดศึกษาคนควา หรือแสดงความคิดเห็น โดยมีทฤษฎีหรือหลักการสนับสนุน มีแหลงขอมูล แหลงอางอิง และวิธีการคนควาที่เปนระบบ ภาษาที่ใชในการเขียนเปนภาษาแบบแผน การอานเอกสารตําราทางวิชาการ เปนสิ่งที่นักศึกษาจะตองกระทําเปนกิจวัตร
  • 98.
    89 ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัยสุวรรณธาดา (2529: 335) กลาวถึง การอานเอกสารทางวิชาการวา เปนการอานสิ่งที่เปนความรูตางๆ และเปนการอานเพื่อการศึกษาคนควา มีความหมายโดยสรุปวาเปน การอานหนังสือ หรือวัสดุการอานอื่น ๆ เพื่อใหเกิดความรู ความคิด นําไปใชประโยชนในดานการศึกษา ตลอดจนพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพ และชวยใหติดตามวิทยาการที่ทันสมัยไดตลอดเวลา 1.1 ประเภทเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการแบงเปนประเภทไดดังนี้ 1.1.1 ตํารา หมายถึง หนังสือวิชาการที่เขียนขึ้นอยางเปนระบบตาม หลักสูตรวิชาใด วิชาหนึ่งใชในการเรียนการสอน โดยมุงใหความรูแกผูอาน ดังนั้นจึงเปนหนังสือที่ใหความรูทางวิชาการ ในศาสตรตาง ๆ แกผูอาน สมัยโบราณมีตําราที่ใหความรูในดานตาง ๆ เฉพาะดาน เชน ตําราแพทย แผนโบราณ ตําราหลักภาษาไทย ตําราพืชสมุนไพร ตํารากายวิภาคศาสตร อาจกลาวไดวา ศาสตร ทุกแขนงไดรับการบันทึกไวเปนตําราอยางครบถวน เพื่อสนองความตองการในการเรียนรูทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย 1.1.2 หนังสืออางอิง เปนหนังสือที่รวบรวมความรูหรือขอเท็จจริง โดยมีลักษณะมุงให ความรู ซึ่งจะเปนขอมูลในดานตาง ๆ สงเสริมการคนควาเพิ่มเติมของผูเรียน เชน พจนานุกรมสารานุกรม หนังสือรายป หนังสืออางอิงเกี่ยวกับภูมิศาสตร สิ่งพิมพรัฐบาล อักขรานุกรมชีวประวัติ เปนตน 1.1.3 บทความทางวิชาการ คือ งานเขียนที่ใหความรูทางวิชาการ ซึ่งมักจะอยูในวาร สารหรือนิตยสาร โดยใชการเขียนเปนระบบหลักเกณฑ เปนการเสนอขอมูลละเอียดลึกซึ้งในเรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะมีการแสดงหลักฐานอางอิงขอมูลมาประกอบ เพื่อความนาเชื่อถือ อาจจะเปนผลมา จากการคนควาวิเคราะหหรือวิจัยก็ได บทความแตละเรื่องจะเหมาะกับบุคคลแตละกลุมแตละวัย (บุญยงค เกศเทศ อางใน ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และ นภาลัย สุวรรณธาดา,2547: 407) นอกจากนี้ผู เขียนอาจสอดแทรกขอคิดเห็นหรือขอเสนอแนะเพิ่มเติมดวย 1.1.4 รายงานวิชาการ เปนผลของการศึกษาคนควาเฉพาะเรื่อง ในเชิงวิชาการจาก เอกสารหรือแหลงขอมูลตางๆ ทําใหผูอานไดรับความรูกวางขวางยิ่งขึ้น 1.1.5 งานวิจัย คือ รายงานการศึกษาคนควาที่มีการรวบรวมขอมูลโดยการหาคําตอบ จากสิ่งที่สงสัย มีการรวบรวมขอมูลจากการศึกษาคนควาเอกสาร ใชการสัมภาษณ การทดลอง การเก็บ ขอมูลภาคสนาม แลวนําขอมูลมาวิเคราะหอยางเปนระบบ นําเสนอขอมูลอยางเปนขั้นตอน 1.2 แนวทางการอานเอกสารทางวิชาการ การอานเอกสารทางวิชาการเปนการแสวงหา ความรูและประสบการณ ที่ผูอานจะไดรับจากตํารา บทความ สิ่งพิมพตาง ๆ และนําขอมูลไปใชในการ อางอิงตาง ๆ จะตองมีการพิจารณาขอมูล ในขั้นตนควรปฏิบัติดังนี้
  • 99.
    90 1.2.1 เริ่มจากการเลือกหนังสือ จะพิจารณาจากชื่อผูแตงเปนผูมีประสบการณ เพียงพอกับการเขียนหนังสือเลมนี้หรือไมสํานักพิมพเปนที่นาเชื่อถือหรือไม ปที่พิมพบอกถึง ความทันสมัย ของหนังสือ นั่นยอมมีผลตอความทันสมัยของเนื้อหาภายในเลม ชื่อเรื่องและสารบัญมีเนื้อหาตรงตาม ความตองการหรือไม นอกจากนี้ยังอาจดูที่บรรณานุกรม เพื่อดูวา ขอมูลมีการคนความาจากที่ใดบาง ที่สําคัญผูอานควรอานในสวนคํานํากอนที่จะอานรายละเอียดของเนื้อหา เพราะจะทําใหผูอานไดทราบ เนื้อหาโดยสังเขป - พิจารณารายละเอียดของหนังสือ ในเรื่องนี้สุพรรณี วราทร (2545: 81 – 85) กลาวถึงทักษะในการอานหนังสือทางวิชาการโดยสรุปไววา ตํารา เอกสาร หนังสือวิชาการสวนใหญใช ในการศึกษาคนควา เพื่อใหไดขอเท็จจริงไดความรู ความคิด ผูอานจะตองอานเพื่อใหไดความคิดหลัก และรายละเอียด การอานเอกสารทางวิชาการทุกชนิดตองมีจุดมุงหมายที่แนนอนตองทําสิ่งใดบางใน ขณะอาน เชน ตองการทบทวนตองการการทองจํา ดังนั้นสิ่งที่ควรกระทํามีดังนี้ สํารวจหนังสือ เพื่อทําความรูจักหนังสือกอนจะลงมืออาน โดยพิจารณา จากสวน ตางๆ ของหนังสือ เพื่อใหรูขอบเขตของหนังสือ การจัดลําดับของเนื้อหา แนวความคิด และสาระสําคัญของเรื่อง ขอมูลเหลานี้จะเปนพื้นฐานใหแกผูอาน ผูแตง ผูแตงที่นาเชื่อถือ คือ ผูที่มีความรู มีความเชี่ยวชาญ หรือ มีประสบการณในการเขียนเรื่องนั้นเปนอยางดี สิ่งที่แสดงความนาเชื่อถือคือ คุณวุฒิ ตําแหนง หนาที่ และผลงานที่เผยแพรเปนงานเขียนตางๆ การอางอิงและบรรณานุกรม หนังสือทางวิชาการที่ดีตองมีการอางอิงราย ชื่อหนังสือ ที่นํามาคนควา โดยอาจเขียนเปนบรรณานุกรมทายเลม สํานักพิมพ ในการจัดพิมพหนังสือทางวิชาการสํานักพิมพแตละแหงจะมี ชื่อเสียงและมีประสบการณในการจัดพิมพหนังสือแตกตางกัน เชน ราชบัณฑิตยสถานจะพิมพหนังสือ อางอิงหลายเลม และเปนมาตรฐานในการนําไปใชตอไป การตั้งคําถาม การอานหนังสือวิชาการ ควรตั้งคําถามเกี่ยวกับประเด็นที่ ตองการรู กอนเริ่มการอาน เพื่อจะไดตั้งใจอานใหไดคําตอบตามที่ตองการ การอานเนื้อเรื่อง ซึ่งเปนสวนสําคัญที่สุด หนังสือวิชาการจะแยกเรื่องเปน บท ๆ เนื้อหาแตละบทจะมีความสัมพันธกัน เมื่อลงมืออานผูอานจะตองมีสมาธิ และมีวิจารณญาณ เพื่อรับรู ทําความเขาใจ พิจารณาความถูกตอง และความทันสมัยของขอมูล และในขณะที่อานหนังสือ อาจทําเครื่องหมายกํากับ ใชปากกาสีเนนขอความประเด็นสําคัญ ๆ เพื่อกลับมาทบทวนไดในครั้งตอไป
  • 100.
    91 1.3 การบันทึกความจํา เนื่องจากสารที่อานใหความรูและมีประโยชนตอผูอานสวนที่เปน ตําราตองใชการจําใหมาก ถนอมวงศ ล้ํายอดมรรคผล (2544: 33 - 39) ไดเสนอวิธีชวยใหมีความจําไดดี และมีรายละเอียดดังนี้ 1. ทําเครื่องหมาย ในการอานเมื่อพบขอความที่มีความสําคัญ มีคําสําคัญ หรือมีคํา กุญแจ ซึ่งหมายถึงคําที่มีความสําคัญกลาวซ้ํา ๆ ในยอหนานั้นหลาย ๆ ครั้ง เชน คําจํากัดความเชื่อ บุคคล 2. การทําบันทึกสรุปแนวคิดหลัก เมื่ออานแลวเกิดความเขาใจ ควรทําบันทึก เพื่อสรุป สาระสําคัญของแตละยอหนาหรือแตละบทรวมถึงความคิดเห็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวของหากเปนสูตรทาง คณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตร การทําบันทึกไวจะชวยในการจดจําไดดีมาก 3. การสรางแผนภูมิ เปนวิธีการบันทึกแบบสรุปที่สั้นที่สุด แตครอบคลุมเนื้อหาได มากที่สุด ซึ่งจะชวยฝกการคิดใหเปนระบบ และทําใหผูอานมองเห็นความสัมพันธของเรื่องทั้งหมด โดยประเด็นยอยจะตองสัมพันธกับประเด็นหลักโดยตรง โดยอาจทําเปนแผนภูมิเพื่อความเขาใจ 1.4 การจดบันทึกขอมูล การจดบันทึกการอานเปนสิ่งที่มีประโยชนอยางยิ่งเพราะจะชวย ในการจดจําใชประโยชนในการเก็บขอมูลเพื่อคนควาตอไป กระดาษที่ใชในการบันทึกควรเปนบัตรสีขาว ขนาด 3x5 นิ้ว หรือ 6x8 นิ้ว ในการจดบันทึกควรเขียนชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ ชื่อของสํานักพิมพ ปที่พิมพ หนาของหนังสือที่อางอิงขอมูล วิธีการจดบันทึกมี 3 แบบ ดังนี้ 1.4.1 บันทึกแบบคัดลอก คือ การคัดลอกขอความจากสวนใดสวนหนึ่งของหนังสือ โดยจะตองคัดลอกทุกตัวอักษร และใสเครื่องหมายอัญประกาศที่ขอความ ขอความที่คัดลอกจึงมักจะ เปนขอความที่สําคัญ เปนการใหนิยามของคํา คําจํากัดความ สูตรทางคณิตศาสตร บทประพันธ ดัง นั้นสิ่งที่ผูคัดลอกควรระวังคือ จะตองคัดลอกใหครบทุกตัวอักษร 1.4.2 บันทึกแบบยอ คือ การจดบันทึกขอมูลโดยสรุป บันทึกเฉพาะในสวนที่เปน สาระสําคัญ ผูบันทึกจึงตองมีทักษะในการอานแลวสรุปขอมูลได 1.4.3 บันทึกแบบวิจารณ คือ การบันทึกความคิดเห็นของตนที่มีตอขอเขียนโดยใน ตอนตนจะเปนการบันทึกแบบคัดลอก หรือการบันทึกยอ ตอจากนั้นจึงบันทึกความคิดเห็นของตนลงไป การบันทึกความคิดเห็นหรือการวิจารณจะมีประโยชนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง เมื่อเคยอานเรื่องใด เรื่องหนึ่งเปนเวลานาน ๆ อาจจะลืมความคิดเห็นของตนที่มีตอเรื่องนั้น ๆ การทําบันทึกแบบวิจารณจะ ชวยเตือนความจําไดเปนอยางดี นอกจากนี้การบันทึกสิ่งที่อานที่เปนรูปภาพ หรือที่เปนขอมูลที่มี ขนาดใหญ อาจจะใชการถายสําเนา หรือการสแกนภาพดวยเครื่องสแกน แลวจัดเก็บขอมูลใน ซีดีรอม (CD-ROM)
  • 101.
    92 โปรดพิจารณาการจดบันทึกขอมูล ดังตัวอยางตอไปนี้ ตัวอยางที่ 8 จากตัวอยางเปนบทความกึ่งวิชาการที่ใหขอมูลทางวิทยาศาสตรในเรื่องใบไมสีทอง ผู อานสามารถนํามาจดบันทึกเปนบันทึกแบบคัดลอก บันทึกแบบยอ และบันทึกแบบวิจารณไดดังตัว อยางตอไปนี้ ที่มา (กินรี, 2549: 46 )
  • 102.
    93 ตัวอยาง บันทึกแบบคัดลอก ตัวอยาง บันทึกแบบยอและบันทึกแบบวิจารณ บันทึก แบบยอ บันทึก แบบวิจารณ ใบไมสีทอง .กินรี. กันยายน 2549, หนา 46. ใบไมสีทองเปนพืชในตระกูล Fabales วงศ Leguminosae สกุล Bauhinia ชื่อทางวิทยาศาสตรคือ Bauhinia aureifolia K.Larsen S.S. Larsen ชาวบานทองถิ่นรูจักกันดีใน ชื่อ “ยานดาโอะ” เปนไมเนื้อเถาเนื้อแข็งขนาดใหญ ใบเดี่ยว สวนปลายใบหยักเวาเปน แฉกลึก 2 แฉก โคนใบเวาหยักเปนรูปหัวใจ ลักษณะคลายกับใบ กาหลงหรือชงคา แตขนาดใหญกวา ไมงามชนิดนี้เปน ของดีประจํา จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากพบไดแคในปาบนเทือกเขาบูโด วนอุทยาน น้ําตกบาโจ อําเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แหงเดียวเทานั้น... ใบไมสีทอง กินรี. กันยายน 2549, หนา 46. คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทองคือ ใบสามารถเปลี่ยนไดถึง 3 สี ตอนแรกใบจะเปนสีนาค คือ มีสีชมพูเรื่อยๆ อีก 2 สัปดาห จะเปลี่ยน เปนสีน้ําตาล และเขมขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นอีก 3 เดือน ใบไม จะกลายเปนสีทอง และอีก 6-7 เดือนจะกลายเปนสีน้ําเงิน ใบที่สมบูรณ จะมีขนาด 10 x 18 เซนติเมตร ขนาดใหญสุดประมาณ 25 เซนติเมตร คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทอง คลายกับใบเมเปลในประเทศ แถบยุโรป ที่เปลี่ยนสีเมื่อเวลาผานไป
  • 103.
    94 2. การอานหนังสือพิมพ หนังสือพิมพ(Newspaper) เปนสิ่งพิมพประเภทหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ หรือ 2 หนายก ไมเย็บสันกลาง มีเนื้อหาสําคัญคือ การนําเสนอขาว หรือเหตุการณสําคัญ นอกจากนั้น ยังมีบทความแสดงความคิดเห็นที่เขียนอยูในรูปของคอลัมน ที่มุงแสดงความ คิดเห็นตอเหตุการณที่ กําลังอยูในความสนใจของประชาชน นอกจากนี้อาจใชคําวา “วรรณกรรมรีบเรง” หรือ “วรรณกรรมรายวัน” เพราะการจัดทําหนังสือพิมพเพื่อนําเสนอขาวสารตองแขงกับเวลา โดยนําเสนอการวันตอวัน ซึ่งเรียกวา “หนังสือพิมพรายวัน” นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพที่มุงเสนอขาวเฉพาะในแตละดาน เชน หนังสือพิมพ ทางธุรกิจที่มุงเสนอขาวสาร บทความทางธุรกิจ หนังสือพิมพดาราที่มุงเสนอขาวเกี่ยวกับนักแสดงหรือ ดารา หนังสือพิมพกีฬาที่มุงเสนอขาวกีฬา บทความกีฬา หนังสือพิมพเปนสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงตอ สังคม สามารถที่จะโนมนาวใจผูอาน เกิดกระแสวิพากษวิจารณในเรื่องที่หนังสือพิมพนําเสนอ 2.1 เนื้อหาของหนังสือพิมพ ในหนังสือพิมพจะแบงเนื้อหาออกเปน 2 สวน คือ เนื้อหาของ ขาวและเนื้อหาสวนแสดงความคิดเห็นโดยมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1.1 เนื้อหาประเภทขาว หัวใจของหนังสือพิมพ หรือเนื้อหาที่สําคัญที่สุดในหนังสือพิมพ คือ ขาว ในการเสนอขาวจะอยูในหนาที่หนึ่ง ซึ่งในหนังสือพิมพแตละฉบับจะเสนอขาวที่แตกตางกัน หรือใกลเคียงกันบางฉบับอาจจะนําเสนอ โดยเนนขาวชาวบานบางฉบับการเสนอขาวโดยเนนขาวการ เมือง สวนขาวตางประเทศอาจจะอยูในหนาที่สอง นอกจากนี้ยังมีการจัดหนาเฉพาะสําหรับขาวสังคม ขาวกีฬา ขาวเศรษฐกิจ และขาวบันเทิง 2.1.2 เนื้อหาประเภทคอลัมนแสดงความคิดเห็น นอกจากเนื้อหาในสวนที่เปนขาว ในหนังสือพิมพยังมีสวนที่เปนการแสดงความคิดเห็นจากคอลัมนิสต หรือผูเขียนบทความที่ประจําอยู ในคอลัมน สวนแสดงความคิดเห็นจึงแบงเปน 2 สวนคือ - บทบรรณาธิการ เปนบทความที่บรรณาธิการเปนผูเขียนแสดงความคิดเห็น หรือมอบหมายใหบุคคลในกองบรรณาธิการทําหนาที่เขียน โดยเลือกเหตุการณที่อยูในความสนใจของ คนในสังคม นํามาวิพากษ วิจารณ แสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล บทบรรณาธิการจึงเปนสวน ที่แสดงใหเห็นถึงแนวคิดและทิศทางของหนังสือพิมพที่มีตอเรื่องนั้น ๆ ลักษณะของการใชภาษาในบท บรรณาธิการจะเปนภาษาราชการ คนทั่วไปจึงไมนิยมอาน บทบรรณาธิการจะเขียนในคอลัมนที่จะมี ชื่อหนังสือพิมพ คําขวัญ อยูบนหัวคอลัมน สวนนํา - บทความในคอลัมน (Column) เปนบทความที่ผูเขียนเขียนประจําในคอลัมน เพื่อแสดงความคิดเห็นในเหตุการณที่เปนขาวอยูในหนังสือพิมพ รวมถึงการวิเคราะหขาวตาง ๆ การรับฟง เรื่องราวรองทุกขของประชาชน ในบางครั้ง จะใชนามแฝงแทนชื่อจริง
  • 104.
    95 2.1.3 เนื้อหาประเภทเกร็ดความรูและบริการ ในหนังสือพิมพจะมีเนื้อหาที่ใหความรู ตาง ๆ แกผูอาน หนังสือพิมพ บางฉบับจะมีคอลัมนประจําที่ใหความรูแกผูอาน หรือมีหนาของหนังสือ พิมพที่ใหความรูและบริการแกประชาชน โดยเฉพาะเกร็ดความรูที่หนังสือพิมพมักจะเสนอตอผูอาน ได แก สุขภาพอนามัย วิทยาศาสตร ประวัติศาสตร อาหารการครัว การตอบปญหาชีวิต นอกจากนี้ใน ฉบับเสาร – อาทิตย จะมีหนาพิเศษของเด็ก ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรูตาง ๆ เชน แนะนําหนังสือ นาอาน การวาดภาพ การแขงขันตอบปญหา เปนตน 2.1.4 เนื้อหาประเภทบันเทิง เนื้อหาประเภทบันเทิงในหนังสือพิมพเปนสวนที่ผูอาน บางคนใหความสนใจ เปนพิเศษ เชน ผูอานที่ชอบวงการบันเทิง จะสนใจอานขาวสังคมของดารา เรื่องยอของภาพยนตร บทความวิจารณหนังสือ ขาวซุบซิบสังคมดารา ฯลฯ 2.1.5 เนื้อหาประเภทดึงดูดความสนใจและเบ็ดเตล็ด ในการอานหนังสือพิมพผูอาน บางสวนสนใจที่จะอานบทละครที่กําลังฉายทางโทรทัศน คอลัมนตอบปญหาทางเพศ คอลัมนพยากรณ โชคชะตาชีวิต เนื้อหาในสวนนี้เปนความสนใจเฉพาะตัวของผูอาน 2.2 การอานขาวในหนังสือพิมพ 2.2.1 เริ่มจากการอานพาดหัวขาว เพื่อใหรูวา ขาวที่จะอานตอไปเปนขาวใหญที่มี ความสําคัญหรือไม และเปนเหตุการณเกี่ยวกับเรื่องใด 2.2.2 อานวรรคนํา ในสวนวรรคนําจะมีขอมูลสรุปสาระสําคัญไดวา ใครทําอะไรที่ไหน เมื่อไหร อยางไร ทําไม จากนั้นจึงอานเนื้อขาว 2.2.3 ในขณะที่อานตองใหความสนใจในการอานอยางตั้งใจ เพื่อจดจําประเด็นสําคัญ ของขาวสามารถนํามาแสดงความคิดเห็นไดตอไป 2.2.4 ควรอานหนังสือพิมพเปนประจํา และอานมากกวา 1 ฉบับ เพราะในการนําเสนอ ขาวของหนังสือพิมพแตละฉบับอาจจะมีมุมมองแตกตางกัน ไมควรรีบสรุปหรือคลอยตามในทันที ควรใชความคิดพิจารณาวิเคราะหใหถูกตองกอน 2.3 แนวทางการอานบทความและคอลัมนในหนังสือพิมพ เนื้อหาในหนังสือพิมพมีหลายสวน นอกจากสวนที่เปนขาวแลว ยังมีบทความและคอลัมนประจําในหนังสือพิมพ ซึ่งจะเปนสวนที่ผูเขียนบท ความนําเสนอความคิดเห็นผานขอเขียนบทความเปนคอลัมนประจําในหนาหนังสือพิมพ ผูเขียนอาจใช นามแฝงหรือนามปากกา ในสวนที่เปนบทความสําคัญที่เขียนโดยกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ ซึ่ง จะเรียกวา “บทนํา” หรือ “บทบรรณาธิการ” (Editorial) จะเปนบทความที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องใด เรื่องหนึ่งอยางชัดเจน แสดงแนวคิดหรือโยบายของหนังสือพิมพตอเรื่องนั้นๆ โดยที่กองบรรณาธิการจะ นําเอาประเด็นสําคัญในสถานการณบานเมืองขณะนั้นนํามาเขียนแสดงความคิดเห็น สวนบทความ
  • 105.
    96 โดยนักเขียนทั่วไปจะปรากฏอยูในคอลัมนประจํา (Column) โดยจะเรียกวาผูเขียน“คอลัมนนิสต” (Columnist) การอานบทความในหนังสือพิมพ ผูอานที่ติดตามอานขาวเปนประจํา หรือให ความสนใจ ในสถานการณบานเมืองจะเกิดความเขาใจไดงาย เพราะเรื่องที่นํามาเขียนมักจะเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ ขาวที่เกิดขึ้นเปนสวนใหญ อยางไรก็ดีการแสดงความคิดเห็นของผูเขียนบทความ อาจจะไมใชสิ่งที่ เหมาะสมหรือถูกตองทั้งหมด ผูอานจะตองมีวิจารณญาณใครครวญหาเหตุผลไตรตรองจึงคอยตัดสิน ใจ 3. การอานสารคดี ในปจจุบันงานเขียนสารคดีเปนงานเขียนที่มีผูอานใหความสนใจเปน จํานวนมากเพราะเปนการอานที่ใหทั้งสาระความรู และความเพลิดเพลิน ทําใหตลาดหนังสือประเภท สารคดีไดรับความนิยมจากผูอานเปนจํานวนมาก ความนาสนใจของงานสารคดี คือ การนําเสนอขอ เท็จจริงของงานเขียน ผานลีลาการเขียนที่สนุกสนาน ชวนใหอาน และเปนประสบการณที่มีคุณคาตอ ผูอานอยางยิ่ง กัลยา ยวนมาลัย (2539: 51) ใหความหมายของคําวาสารคดี (Non – Fiction) ไววา “สารคดี” หมายถึง หนังสือที่ผูเขียนมีจุดมุงหมายในการใหความรู สารประโยชนโดยสอดแทรกสวนที่เปน ความบันเทิงไปดวย เพื่อไมใหหนังสือมีเนื้อหาหนักเกินไป ผูเขียนมีอิสระในการแสดงออก ดังนั้นสารคดี จึงมีลักษณะที่คอนขางแตกตางกันในดานของรายละเอียด สารคดีจึงเปนงานเขียนที่มีพื้นฐานแหงความจริง นําเสนอเหตุการณขอมูลที่เปนจริง ผูอานจะ ไดรับความรู ขอเท็จจริง จนเกิดความเขาใจ ทําใหรูเรื่องราวนั้นๆ ไดดียิ่งขึ้นผูเขียนงานสารคดีจะใช ศิลปะในการเขียนใหมีอรรถรส อานแลวสนุก ทําใหเรื่องราวนาสนใจและนาติดตาม หากพิจารณา ความหมายของคําวา “สารคดี” ในภาษาอังกฤษจะมี 2 คํา คือ Non – Fiction ซึ่งหมายถึง งานเขียน สารคดีขนาดยาว มีการจัดทําเปนรูปเลม เชน พ็อกเก็ตบุคสารคดีทองเที่ยวประเทศตาง ๆ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีเขียนแตกตางกัน โดยอาจจะเขียนเปนบันทึกการเดินทาง เขียนเปนบทความ เขียนเปนจดหมาย หรือโปสการดเลาเรื่อง นอกจากนี้ยังมีสารคดีที่เปนเรื่องเลาในอดีต ที่เขียนจากบันทึกความทรงจําของ คนที่มีชีวิตอยูในชวงเวลาขณะนั้นหรือเปนการบอกเลาสิ่งที่เกิดขึ้น ในอดีตแลวนํามาเรียบเรียงใหม อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงสารคดีชีวประวัติ สารคดีอัตชีวประวัติ ผูอานสามารถเลือกอานไดตามความสนใจ ในความหมายที่สองในภาษาอังกฤษจะใชคําวา Feature หมายถึง งานเขียนสารคดีที่เขียนอยูใน หนังสือพิมพ นิตยสาร ถาเปนบทความที่นําเสนอในหนังสือพิมพ หรือนิตยสารจะใชคําวา Feature Article
  • 106.
    97 3.1 ประเภทสารคดี งานเขียนสารคดีแบงเปนประเภท11 ประเภท ดังนี้ 3.1.1 สารคดีชีวประวัติ งานเขียนบันทึกประวัติและพฤติกรรมของบุคคลสําคัญจะสะทอน แนวคิดตลอดจนเหตุการณประวัติศาสตรที่นาสนใจและชวนติดตาม อาจเขียนเฉพาะดานดีหรือขอบก พรองของเจาของประวัติ แตสวนมากมักเขียนในหลาย ๆ ดาน แตจะเนนใหเห็นคุณธรรมความดีของ เจาของประวัติเปนหลัก 3.1.2 สารคดีเชิงวิทยาศาสตร งานเขียนเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร มีการใชศัพททาง วิชาการ มีการวิเคราะห วิจัย มีขอมูลสถิติ เชิงอรรถ บรรณานุกรม แตจะเขียนใหอานงายตามกลุม ผูอาน เชน สารคดีเกี่ยวกับสัตวใตทะเลสําหรับเด็กก็จะมีขอมูลเกี่ยวสัตวใตทะเล ใหความรูแกผูอาน แตจะอานงายกวาหนังสือวิชาการ หรือตําราเรียนตาง ๆ 3.1.3 สารคดีเบื้องหลังขาว งานเขียนที่มีการหยิบยกเรื่องที่สําคัญที่เปนขาวในหนา หนังสือพิมพนํามาวิเคราะหอยางละเอียดหาเหตุผลมาอธิบายใหเหตุการณกระจาง โดยมาก จะเปน เรื่องราวสําคัญที่อยูชวงเวลาขณะนั้นและนําเสนอขอเท็จจริงใหม ๆ 3.1.4 สารคดีทองเที่ยว งานเขียนบันทึกเรื่องราวเหตุการณการเดินทาง ที่ไดมาจาก ประสบการณในการเดินทางทองเที่ยวของผูเขียน โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหผูอานรูจักสถานที่นั้น ในดาน ตาง ๆ เขาใจความเปนอยูของผูคน สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ประวัติศาสตร โบราณคดี โดยมีศิลปะการใชภาษาที่เปนเขียนใหนาอาน ทําใหผูอานเกิดความเพลิดเพลิน สิ่งที่จําเปนสําหรับ งานเขียนประเภทนี้คือ ภาพประกอบ ซึ่งชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งยังเปนการเชิญ ชวนใหไปเที่ยวยังสถานที่ที่มีการเขียนถึง และยังชวยตอบสนองความตองการของคนบางกลุมที่ไมมี โอกาสเดินทางไปในสถานที่แหงนั้น ในปจจุบันวิธีการเขียนสารคดีมีหลายแบบ เชน บันทึกเปนเรื่องราว การเดินทาง เขียนเปนโปสการดบอกเลาเรื่องราว หรืออาจใชวิธีเขียนแบบผูกเปนเรื่องราว มีตัวละคร ดําเนินเรื่อง มีรูปเลมสวยงาม 3.1.5 สารคดีจดหมายเหตุ งานเขียนที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันที่อาจ เกี่ยวของกับหนวยงานนั้น ๆ เพื่อเก็บไวเปนหลักฐาน มักเปนเรื่องราชการจะบันทึกระหวางปฏิบัติงาน สําคัญที่เกี่ยวของกับคนหมูมาก เพื่อเปนหลักฐานประกอบเรื่องราวตาง ๆ 3.1.6 สารคดีอนุทิน งานเขียนบันทึกเกี่ยวกับผูเขียนหรือเหตุการณที่เกิดขึ้น ในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนขอเท็จจริงในวงการธุรกิจ การคา วัฒนธรรม 3.1.7 บทความ แบงเปนประเภทตาง ๆ ดังนี้ - บทความบรรยาย เขียนเพื่อใหความรูในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางพื้นๆ เนนให ทราบถึงประสบการณตาง ๆ ที่แปลกใหม
  • 107.
    98 - บทความเชิงวิชาการ มุงใหความรูประโยชนโดยตรง เปนงานเขียนแบบมี แบบแผน ใชถอยคําประณีต ถูกตองตามขอเท็จจริง และมีหลักฐานอางอิง - บทความแสดงความคิดเห็น มุงแสดงความคิดเห็นอาจสนับสนุนหรือคัด คาน แสดงทัศนะสวนตัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใชภาษาใหเขาใจ - บทความวิเคราะห เนนการวิเคราะห อาจมีการแยกแยะแจกแจงเรื่องใด เรื่องหนึ่งอยางคอนขางละเอียดชัดเจน - บทความเชิงวิจารณ มีวิธีการแตกตางตามลักษณะของสิ่งที่วิจารณ อาศัย พื้นฐานจากขอเท็จจริงหรือกฎเกณฑบางประการโดยมีเหตุผลมาสนับสนุน - บทความรายงาน การนําเอารายงานมานําเสนอเปนบทความ เชน การนํา รายงานการวิจัยมาเสนอเปนบทความลงในวารสารทางวิชาการตางๆ - บทความสัมภาษณ เขียนบันทึกถอยคําสัมภาษณ โดยเรียงใหม จัดลําดับ ตามความสําคัญ แยกแยะประเด็นขอเท็จจริง และขอคิดเห็น - บทความอธิบาย ชี้แจงขอมูลอยางละเอียดชัดเจน มีตัวอยางหรือภาพประกอบ ที่เดนชัด - บทความประเภทตํารา มุงใหสาระขอมูลที่เปนขอเท็จจริงสามารถพิสูจนได - ความเรียงปกิณกะคดี มุงใหความรู ความคิดแกผูอาน โดยแทรก ความเพลิดเพลิน มุงใหผูอานสนใจขอเขียนเปนสําคัญ มักนิยมใชความขัดแยงกับความเชื่อถือ ของคนทั่วไปมานําเรื่อง บางครั้งอาจเขียนในลักษณะลอเลียน ชวนขัน เสียดสี หรือถากถาง อาจเรียก ไดวา “สารคดีบันเทิงคดี” - สารคดีรายงานพิเศษ หรือที่เรียกวา “สกูป” เปนสารคดีขนาดยาวอาศัย การหาขอมูลเปนระบบ โดยผูเขียนสารคดีตองไปสืบคนขอมูลดวยวิธีการตาง ๆ ดวยตนเอง และนํา เรื่องราวนั้นมาเรียบเรียงใหนาอาน และมักจะเปนขอมูลที่ที่คนในสังคมใหความสนใจ การอานสารคดี รายงานพิเศษจึงชวยทําใหผูอานมีความรูในเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น - สารคดีบทวิจารณ เชน สารคดีบทวิจารณหนังสือ บทวิจารณตัวละคร บทวิจารณภาพยนตร บทวิจารณวรรณคดี ฯลฯ โดยกอนเขียนตองคํานึงถึงขอมูลและความรูใน เรื่องที่จะเขียนวิจารณ โดยชี้ใหเห็นทั้งจุดเดนและจุดดอย มุงเนนความคิดอันแหลมคม ที่ผูเขียนสอด แทรกและความสมเหตุสมผลที่ยกมาสนับสนุนแนวความคิดของตน - งานเขียนแนะนําหนังสือ แตกตางจากสารคดีบทวิจารณ ตรงที่งานเขียน ชนิดนี้มักเปนการนําเสนอเฉพาะในสวนดีของหนังสือมาเขียน พรอมทั้งเสนอเรื่องยอ ตัวอยาง รูปแบบ และราคา
  • 108.
    99 3.2 จุดมุงหมายในการอานสารคดี เนื่องจากสารคดีเปนขอเขียนเพื่อใหผูอานไดรับประโยชน คือความรู ความคิด ดังนั้นจุดมุงหมายในการอานสารคดีจึงอยูที่การรับสารประโยชน อันไดแก ความรู และความคิด ฉัตรา บุนนาค สุวรรณี อุดมผล และวรรณี พุทธเจริญทอง (อางใน กัลยา ยวนมาลัย 2539: 52-54) ไดแยกจุดมุงหมายของการอานสารคดีไวโดยสรุป ดังนี้ 3.2.1 อานเพื่อเก็บใจความสําคัญ วิธีเก็บใจความสําคัญหรือยอความจากสารคดี ผูอานมีแนวทางปฏิบัติไดโดย การตัดสวนตาง ๆ ที่ไมสําคัญในเนื้อเรื่องออก ไดแก - ตัวอยางประกอบ - สวนขยาย ไดแก รายละเอียด คําอธิบายเรื่อง และการเปรียบเทียบตางๆ - โวหารตาง ๆ สํานวนที่หรูหรา และคําศัพท - ตัวเลข สถิติตาง ๆ (ยกเวนในกรณีที่ตองการผลทางตัวเลข) - ยอหนาพิเศษบางยอหนา เชน ยอหนาคํานํา ยอหนาเชื่อมความยอหนา สงทาย - คําถาม หรือคําพูด ของผูเขียนที่เปนสวนประกอบ 4. การอานบันเทิงคดี การอานหนังสือหรืองานเขียนที่ใหความสุข ความสนุก แกผูอานเปน สําคัญซึ่งเปนจุดประสงคหนึ่งในการอาน ผูอานบางคนก็มีความตองการจะอานงานเขียนเหลานั้นซึ่ง เรียกวา “บันเทิงคดี” การอานงานเขียนบันเทิงคดีจะทําใหผูอานพึงพอใจ และเปนจุดเริ่มตน ที่จะชวย สรางนิสัยรักการอานใหเกิดแกเด็กและเยาวชน เพราะการอานหนังสือที่สนุกผูอานก็จะไดรับความสุข จากอรรถรสในการอานตามไปดวย ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร (2540: 108) ใหความ หมายของคําวา บันเทิงคดีไววา บันเทิงคดี (Fiction) คือ เรื่องสมมติที่คิดแตงขึ้นโดยผูแตงมุงใหความ บันเทิงแกผูอานเปนหลัก และอาจแทรกขอคิด สารประโยชน ใหแกผูอาน เปนสิ่งรองลงมา บันเทิงคดี เดิมเรียกวาเรื่องอานเลน และมักสะทอนภาพของยุคสมัยและสังคม ตามความคิดเห็นของผูเขียนไว ดวย 4.1 ลักษณะของบันเทิงคดี เปลื้อง ณ นคร (อางใน สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน 2534: 65) กลาวโดยสรุปถึงลักษณะของบันเทิงคดีไววา 1. ใหความสนุกสนานเพลิดเพลิน 2. มีคติเตือนใจโดยจะตั้งใจหรือไมตั้งใจ 3. ใหความคิดริเริ่มสรางสรรค 4. สงเสริมคุณคาทางศีลธรรมจรรยา 5. มีศิลปะการใชถอยคํา สํานวน โวหาร
  • 109.
    100 จากลักษณะของบันเทิงคดีขางตนจึงสรุปไดวา บันเทิงคดีคือหนังสือ หรืองานเขียนที่มีจุดมุง หมายใหผูอานไดรับความสนุกสนานเปนงานเขียนที่เขียนจากจินตนาการของผูแตง ซึ่งไมใชเรื่องจริง นอกจากความสนุกที่ผูอานจะไดรับแลว บันเทิงคดียังแทรกแนวคิดที่เปนประโยชนตอผูอานอีกดวย หนังสือที่เปนบันเทิงคดีไดแก นวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทละคร ทางโทรทัศน รวมถึงรอย กรองที่ผูกเปนเรื่องในสมัยกอนก็จัดอยูในประเภทบันเทิงคดี เชน พระอภัยมณี สังขทอง เปนตน 4.2 ประเภทของบันเทิงคดี การแบงประเภทบันเทิงคดีสามารถแบงเปนประเภทตางๆ ได หลายประเภท ไดแก เรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน นิยาย บทละครทางโทรทัศน รวมถึงบทรอยกรอง ที่เขียนเปนบันเทิงคดี แบงเปนประเภทตางๆ 2 ประเภท ดังนี้ 4.2.1 เรื่องสั้น (Shot Story) เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมที่คนนิยมอานกันโดยทั่วไป ขนาดของเรื่องไมยาว ใชเวลาอานไมนาน อาจจะพิมพเปนแบบพ็อกเก็ตบุค สามารถพกพาไปในที่ตาง ๆ ไดอยางสะดวกสบาย งานเขียนเรื่องสั้นจะชวยสะทอนความคิด การดําเนินชีวิตของคนในแตละยุคแตละ สมัย ลักษณะที่สําคัญของเรื่องสั้นคือ เปนเรื่องที่มีขนาดสั้น มีจํานวนคําประมาณ 1,000 - 10,000 คํา หรือประมาณ 5 – 8 หนากระดาษ A4 เรื่องสั้นบางเรื่องมีขนาดสั้น ประมาณ 1 หนากระดาษ A4 เรียกวา “เรื่องสั้น ขนาดสั้น” นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นขนาดยาว นําเสนอเปนตอนๆ อาจมีถึง 4 ตอนจบ หรือมากกวานั้น 4.2.2 นวนิยาย (Novel) นวนิยาย คือ เรื่องแตงรอยแกวที่ประกอบดวยจินตนาการ อันกวางไกล มีจุดมุงหมาย ใหความบันเทิงเปนสําคัญ และใหผูอานไดเขาใจชีวิตอยางกวางขวางขึ้น ในการแตงนวนิยายผูแตงจะใชความสามารถแตงใหนวนิยายที่มีลักษณะสมจริงหรือเหมือนจริงมากที่สุด และถึงที่สุดคือ เปนเรื่องที่มีเคามูลจริง เกิดขึ้นกับชีวิตของบุคคลจริง ๆ มาแลว โดยที่นักประพันธไดใช คุณสมบัติของศิลปนนําเอาบางแงมุมของชีวิตเหลานั้น บวกเขากับกลวิธีแตงและลีลาในการประพันธ จนสามารถทําใหผูอานสนุกเพลิดเพลินตามไปไดอยางสอดคลองเหมาะสม 4.3 แนวทางการอานเรื่องสั้นและนวนิยาย เรื่องสั้นเปนบันเทิงคดีที่คนทั่วไปนิยมอาน ในยามวาง เนื่องจากไมเสียเวลาในการอานมาก เพราะรูปเลมมีขนาดบาง จํานวนหนานอย และเปน การใชเวลาวางใหเปนประโยชน นอกจากนี้ เรื่องสั้นก็มีคุณคาอันเปนประโยชนแกผูอาน นอกจากจะ ไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลินแลว ยังจะไดรับขอคิดที่มีประโยชนในการดําเนินชีวิตไดเพราะนักเขียน แตละคนมักจะสอดแทรกประสบการณของตนไวในงานเขียนของตนเอง เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมประเภท รอยแกว ที่อาศัยศิลปะและกลวิธีในการเขียน และเนื้อหาของเรื่องนั้นสะทอนจากชีวิตของคนในสังคม และในการอานงานเขียนทั้งสองประเภทจึงมีแนวทางในการอานดังนี้ 4.3.1 พิจารณาในงานเขียน โดยพิจารณาจากสิ่งตางๆ ดังตอไปนี้
  • 110.
    101 4.3.2 เนื้อเรื่อง โครงเรื่องแกนของเรื่องหรือแนวคิดของเรื่อง เมื่อผูอานไดอานเรื่องสั้น หรือนวนิยายจบลง ควรจะสามารถเลาเรื่องยอได เรื่องนี้ มีกลวิธีในการดําเนินเรื่องอยางไร ผูเขียนตองการ จะนําเสนอแนวคิดในเรื่องใด 4.3.3 วิเคราะหตัวละครมีลักษณะนิสัยอยางไร ตัวเอกคือใคร ตัวรองคือใครพฤติกรรม ของตัวละครเปนอยางไร การกระทําของตัวละคร มีความสมจริงหรือไม และมีเหตุผลอยางไรที่ทําให ตัวละครตัดสินใจแบบนั้น 4.3.4 ฉากและบรรยากาศมีความสมจริงหรือไม การบรรยายฉากเปนสิ่งสําคัญที่จะ ชวยโนมนาวผูอานใหคลอยตาม และทําใหเกิดจินตนาการตามที่ผูเขียนตองการ 4.3.5 บทสนทนา ในการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายตองมีความสัมพันธเหมาะสมกับ เพศ วัย อาชีพ สถานภาพของตัวละคร บทสนทนาที่ดีจะตองทําใหผูอานเขาใจบุคลิกลักษณะ และ ความคิดของตัวละคร 4.3.6 ทัศนะของผูแตง ผูอานจะรับทราบทัศนะแนวคิดตางๆ ที่เปนปรัชญาของผูแตง จากคําพูดของตัวละคร ขอคิดตาง ๆ จะทําใหผูอานนําไปพัฒนาตนเองในโอกาสตอไป 4.3.7 พิจารณาถึงประโยชนที่ผูอานจะไดรับจากการอาน เมื่ออานงานเขียนเรื่องสั้น หรือนวนิยายจบลง ผูอานจะไดความรู แนวคิด หรือไดรับความบันเทิงอยางไร และแมวานวนิยายจะไม ใชเรื่องจริง แตก็เขียนขึ้นจากความจริงในบางสวน ผูอานจะไดรับแงคิด มุมมองใหม ๆ ตลอดจนประสบ การณจากงานเขียนเปนสิ่งที่จะเปนประโยชนและเปนประสบการณ แกผูอานตอไป การอานเปนเครื่องมือสําคัญในการแสวงหาความรู ใหขอคิด ประสบการณ ทําใหมีทักษะใน การพูด การเขียนดียิ่งขึ้น ในการพัฒนาเยาวชนตองปลูกฝงใหคนในชาติมีอุปนิสัยที่รักการอาน มีทักษะ ในการอานที่ถูกตอง เรียนรูแนวทางในการอานใหประสบความสําเร็จ ซึ่งจะนําไปสูการพัฒนาศักยภาพ ของผูอานในดานตางๆ ที่จะเปนประโยชนตอผูอานเอง และเปนประโยชนในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น ในหนึ่งวันหากใครไดอานหนังสือ หรือไดอานสิ่งตางๆ แลว ยอมทําใหกระบวนการคิดพัฒนาไปไดรวด เร็ว การอานจึงเปรียบเหมือนการสะสมความรูในธนาคารสมอง หากแตยิ่งใชยิ่งงอกเงย ซึ่งตรงกันขาม กับ การฝากเงินไวในธนาคาร ยิ่งใชก็ยิ่งหมด เมื่อเปนเชนนี้เหตุใดเราไมอานสะสมความรูไว ในขณะนี้ เราอาจยังไมใช แตวันใดวันหนึ่ง จะสามารถหยิบ จับ เลือกใชไดอยางอัตโนมัติ ยิ่งอานมาก ยิ่งทําใหตน เองมองเห็นสิ่งตางๆ แบบเชื่อมโยง หรือแบบบูรณาการ การอานจึงไมใชเรื่องของการอานเฉพาะตําราเรียนอีกตอไป หากแตในโลกปจจุบัน ยิ่งอานมาก ยิ่งไดเปรียบ หากไดอานชีวประวัติของผูที่ประสบความสําเร็จ จะพบวา บุคคลเหลานี้ไดแรงบันดาลใจ
  • 111.
    102 มาจากการอาน เมื่อพวกเขาเปนที่รูจักของสาธารณชนแลว ก็ยังคงมีนิสัยรักการอานไมเปลี่ยนแปลงแต เปนการอานเพื่อนํามาใชในการทํางาน หรือกลยุทธที่จะทําใหเกิดการสรางสิ่งใหมๆ หรือพัฒนาตนเอง เพิ่มขึ้น อาจกลาวไดวา แตละวัยจะมีความสนใจเรื่องที่อานแตกตางกัน แตคงไมสําคัญเทากับการได อานอยูเปนนิจ เอกสารอางอิง
  • 112.
    103 กัลยา ยวนมาลัย. 2539.การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด พับลิชชิ่ง . เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน. ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม. ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย. ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา.ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี : ชวนพิมพ. ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย 1. หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย. ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: ประชาชน. นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่. เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง. นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย. เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง. พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ. ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร. ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
  • 113.
    104 ศิริพร ลิมตระการ. 2534.ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอานภาษาไทย. หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 . กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ. สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท. สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ---------------------------------------------
  • 114.
    บทที่ 4 ศาสตรและศิลปะของการเขียน การเขียนเปนการสื่อสารที่ถายทอดเพื่อแสดงออกซึ่งความรู อารมณความรูสึกนึกคิดของมนุษย โดยผานสื่อสัญลักษณคือตัวอักษร และเครื่องหมายตาง ๆ เปนสื่อแทนเสียงพูดที่มีความคงทนและ เปนหลักฐานอยูไดนานกวาการแสดงออกดวยการพูด ดังนั้น การเขียนจึงเปนทักษะการใชภาษาที่เปน เรื่องราว เพื่อใหผูอานเขาใจตรงตามความมุงหมายของผูเขียน การเขียนจะประสบผลสําเร็จหรือไมก็ ขึ้นอยูกับผูเขียนวามีทักษะในการใชภาษาในการถายทอดไดดีเพียงใด การสื่อสารดวยการเขียนจึงมีความสําคัญที่ผูเขียนจะสามารถถายทอดเรื่องราวเพื่อสื่อสารไป ยังผูอานใหเกิดการรับรู เขาใจไดตรงตามวัตถุประสงคของผูเขียน ความหมายของการเขียน จารึก สงวนพงษ (2542: 5) ใหความหมายของการเขียนไววา “การเขียน” หมายถึง การถายทอดความรูสึก ความคิด ความรู ประสบการณ จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษรไปสูผู อาน ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์ (2549: 149) กลาววา การเขียน คือ กระบวนการสื่อสารความคิด ความรู ประสบการณ ความรูสึกและจินตนาการ โดยเรียบเรียงออกมาเปนถอยคํา การเขียนเปนเครื่อง มือสื่อสารที่สําคัญ สามารถกลั่นกรองไดถูกตองสมบูรณไดมากกวาทักษะการใชภาษาอยางอื่น เพราะ สามารถไตรตรองกอนลงมือเขียนได และหลังจากเขียนแลวยังสามารถแกไขได สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (อางถึงใน จิตตนิภา ศรีไสย.2549: 146) กลาววา การเขียน คือ การเรียบเรียงความรู ความคิด และประสบการณตาง ๆ ตลอดจนความรูสึกนึกคิด และ จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษร ขอเขียนตาง ๆ จะมีเอกภาพมีความเปนตัวของตัวเองในดาน ความคิด และการใชภาษามาเรียบเรียงออกมาเปนภาษาเขียนและสามารถใชภาษาไดอยางถูกตอง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546:203) ไดใหความหมายของคําวาเขียน ไววา “ขีดใหเปนตัวหนังสือหรือเลข ขีดใหเปนเสนหรือรูปวาดตาง ๆ วาดแตงหนังสือ” จากความหมายดังกลาว อาจสรุปไดวา การเขียน หมายถึง กระบวนการสื่อสารที่เปนการนํา ความรู ความคิด ความรูสึก ประสบการณ จินตนาการ ถายทอดออกมาเปนลายลักษณอักษรจากผู เขียนไปสูผูอาน
  • 115.
    106 ความสําคัญของการเขียน การเขียนมีความสําคัญตอมนุษยชาติ เปนวิธีการสื่อสารวิธีหนึ่งที่มีลักษณะแตกตางไปจาก การสื่อสารดวยการพูด เพราะการเขียนเปนการสื่อสารที่เปนลายลักษณอักษรการสื่อแนวคิดหรือขอ มูลทั้งหมดของผูเขียน ตองถายทอดออกมาโดยผานสัญลักษณ คืออักษรโดยไมมีสถานการณ เชน การใชทาทางประกอบหรือไมมี การใชน้ําเสียงชวยในการสื่อสารดวย การเขียนจึงมีความสําคัญอยาง ยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองมีความรูความเขาใจ เพื่อชวยใหการสื่อสารดวยการเขียนประสบความสําเร็จตาม ความมุงหมาย ซึ่งสมพิศ คูศรีพิทักษ (2538:195) อวยพร พานิช (2534:29) และ สนิท ตั้งทวี (2529:118) ไดกลาวถึงความสําคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสารสรุปไดดังนี้ 1. การเขียนเปนสิ่งจําเปนสําหรับมนุษยทุกชาติ เนื่องจากการเขียนชวยใหการสื่อความหมาย ไวชัดเจนขึ้น มีหลักฐานที่มั่นคง อางอิงได และตรวจสอบได 2. การเขียนเปนวิธีการสื่อสารที่ชวยใหมนุษยสามารถเก็บรักษาและถายทอดขาวสารตาง ๆ ไปยังผูอื่นได โดยมิตองทําการติดตอสื่อสารดวยตนเองโดยตรง ชวยใหมนุษยบันทึกประวัติศาสตร ศิลปะ ตลอดจนความรูทางวิชาการของตนเอง เพื่อใหบุคคลในยุคเดียวกัน และยุคอื่น ๆ ทราบ 3. การเขียนไมวาจะเปนรูป รอย สัญลักษณ ภาพแสดงความคิด ภาพแสดงความหมาย หรือตัวหนังสือ ลวนเปนมรดกตกทอดทั้งสิ้น ซึ่งเปนการแสดงใหเห็นเอกลักษณของชาติ และมี ความเปนอธิปไตยในชาติ ถือเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ 4. การเขียนเปนกุญแจของอนาคตของมนุษย เนื่องจากสิ่งที่ถูกบันทึกในอดีตและปจจุบัน จะเปนพื้นฐานสําหรับการสรางสิ่งใหม ๆ ตอไป 5. การเขียนชวยผอนคลายความตึงเครียด สรางความบันเทิง ชวยสะทอนความคิด ทัศนคติ และตัวอยางทางสังคม 6. การเขียนมีความสําคัญตอบุคคลทุกอาชีพ ไดแก นักเขียน นักการเมือง นักธุรกิจ และขา ราชการ ตางก็มีความจําเปนที่ตองใหการเขียน หรือภาษาเขียน เพื่อดําเนินภารกิจดวยกันทั้งสิ้น เมื่อการเขียนมีความสําคัญดังกลาวมาแลว เราจึงมีความจําเปนที่จะตองมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับการเขียน ซึ่งเปนวิธีการสื่อสารประเภทหนึ่ง เพื่อใหเปนไปตามวัตถุประสงค องคประกอบของการเขียน ในการสรางงานเขียน ผูเขียนจะตองมีความเขาใจถึงองคประกอบของการเขียนจารึก สงวนพงษ (2539: 9) ไดกลาวถึงองคประกอบของการเขียนเพื่อการสื่อสารไว 5 ประการ คือ
  • 116.
    107 1. ผูเขียน (ผูสงสาร)หมายถึง ผูสงสารดวยการเขียนไปยังผูอาน (ผูรับสาร) โดยผานสื่อ ตางๆ 2. สาร คือเนื้อหาสาระที่มีความหมายและเปนลายลักษณอักษร สารจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ ผูเขียนเปนผูคิดขึ้นมาและตองการจะสงหรือถายทอดความคิดนั้นไปยังผูอาน (ผูรับสาร) ความสําคัญ ของสารที่ถูกสงมาก็คือ การทําใหผูอาน (ผูรับสาร) เกิดปฏิกิริยาตอบสนองตามที่ผูเขียน (ผูสงสาร) ตองกร 3. ชองทาง หรือ สื่อ หมายถึง ตัวกลาง หรือเครื่องมือที่จะนํา (สาร) จากผูเขียนไปยังผูอาน ไดแก โทรเลข โทรสาร หนังสือพิมพ นิตยสาร และวารสาร เปนตน 4. ผูอาน (ผูรับสาร) หมายถึง ผูรับ ถอยคํา ขอความ หรือเรื่องราวตาง ๆ ที่สงมาจากผู เขียน เพื่อตีความสารนั้น ๆ 5. ผลตอบสนอง หมายถึง ปฏิกิริยาตอบสนองของผูอาน (ผูรับสาร) เมื่อไดอานสารแลว อาจจะเขาใจหรือไมเขาใจสารที่ผูเขียนเสนอมาก็ได หรืออาจมีอากัปกิริยาตาง ๆ เชน ชอบใจ สนุกสนาน เบื่อหนาย เปนตน จุดมุงหมายของการเขียน การเขียนเปนสิ่งที่ผูเขียนตองการสื่อไปยังผูอาน ซึ่งจะตองมีจุดมุงหมายที่แนชัดวาตองการ จะสื่ออะไร เพราะจะทําใหการเขียนนั้นอยูในกรอบแนวทางที่จะเขียนไดตรงประเด็น จุดมุงหมายของ การเขียนอาจจําแนกได ดังนี้ 1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรู ประสบการณ เปนการเขียน เพื่อเลาเหตุการณหรือเรื่องราวตาง ๆ ที่ผูเขียนประสบพบเห็นมาใหผูอานทราบ การเขียนเพื่อเลาเรื่อง สวนใหญจะใชการเขียนเลาเรื่องการทองเที่ยว เลาประวัติของสถานที่ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติ ผูเขียน สาร ชองทาง / สื่อ ผลตอบสนอง ผูอาน
  • 117.
    108 การเขียนขาว และการเขียนสารคดีตาง ๆซึ่งผูเขียนจะเขียนโดยลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้นใหขอมูล ที่ถูกตองตามความเปนจริง 2. การเขียนเพื่ออธิบาย เปนการเขียนเพื่อบอกวิธีทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อชี้แจงไขความตอบ ปญหาความรู เชน การเขียนอธิบายขั้นตอนการทําอาหาร การทําสวนครัว การเขียนบทความวิชาการ ตาง ๆ วิธีประดิษฐสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใชตาง ๆ การอธิบายขอธรรม และการอธิบายคําศัพท เปนตน ผูเขียนจะตองลําดับขั้นตอน วิธีทําหรือคําอธิบายอยางดี ภาษาที่ใชจะตองเขาใจงาย มีความถูกตองชัด เจน อาจอธิบายเปนขอ ๆ หรือแบงเปนยอหนายอย ๆ เพื่องายตอความเขาใจ และผูอานสามารถจด จํางาย 3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เปนการเขียนที่ผูเขียนจะแสดงความคิดของตนไปสู ผูอาน อาจเปนการแสดงความคิดเห็นอยางเดียว หรือเสนอแนะขอแนะนําตาง ๆ ขอคิด ขอเตือนใจ หรือบทปลุกใจ เชน การเขียนบทความลงในหนังสือพิมพรายวันดานการเมือง เศรษฐกิจ การครองชีวิต การเขียนบทวิจารณ การแนะนําหนังสือ เปนตน ผูเขียนตองใหขอคิดเห็นตามแนวคิดของตน และตองให ขอเท็จจริงสมบูรณ โดยใหเหตุผลประกอบอยางชัดเจน 4. การเขียนเพื่อโนมนาวชักจูงใจ เปนการเขียนเพื่อชักจูงใจใหผูอานสนใจ ปลุกใจ ปลอบประโลมหรือชักชวนใหทําหรือไมทําสิ่งใด ๆ เชน การเขียนบทความปลุกใจใหรักชาติ แนะแนว การแกปญหาชีวิต การเขียนโฆษณา การเขียนคําขวัญ ทั้งนี้วิธีการเขียน ผูเขียนควรใชคํา หรือขอความ ที่เขาใจงาย อาจเลนถอยคําสํานวนใชคําหรือขอความ เพื่อใหผูอานสนใจจํางาย 5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรูสึกนึกคิดจินตนาการ ของผูเขียน ใหผูอานเห็นภาพตามผูเขียน ใหผูอานเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ เชน การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร เปนตน การเขียนลักษณะนี้ผูเขียนจะตองรูจักเลือกสรรถอย คํามาใช ภาษาจะตองประณีต งดงาม ใชคําที่มีความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง เพื่อกระทบใจผู อานใหรูสึกคลอยตาม การเขียนที่ดีนอกจากผูเขียนจะตองคํานึงถึงจุดมุงหมายของการเขียนแลว จะตองพิจารณา อีกวา ผูอานหรือผูรับสารงานเขียนนั้นเปนใคร ทั้งนี้เพื่อผูเขียนจะไดเลือกสรรถอยคํา ภาษาสํานวน ตลอดจนการนําเสนอขอมูลใหเหมาะสมกับเพศวัย ระดับความรู ประสบการณ และความสนใจของ ผูอาน
  • 118.
    109 รูปแบบในการเขียน คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มปป.)ไดกลาวถึงรูปแบบในการเขียนอาจแบง เปนประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภท คือ 1. รูปแบบรอยแกว เชน เรียงความ บทความ บันทึก จดหมาย รายงาน เปนตน การเขียน ในรูปแบบรอยแกวนี้ ผูเขียนจะไมถูกจํากัดดวยลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ แตในการนําถอยคํา มาเรียบเรียงใหเปนประโยคหรือเปนขอความนั้น จะอยูในแบบ (FORM) ที่กําหนดหรือตามความนิยม 2. รูปแบบรอยกรอง เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน เปนตน การเขียนในรูปแบบรอยกรองนี้ นอกจากผูเขียนจะตองมีศิลปะในการใชถอยคําแลว ยังตองนําคําเหลานั้นมาเรียบเรียงใหถูกตองตาม กฎเกณฑของฉันทลักษณแตละชนิดอีกดวย นอกจากนี้การแบงประเภทของงานเขียน อาจแบงแตกตางไปจากที่กลาวมาได เชน 1. การเขียนที่เปนแบบแผน ไดแก การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ การเขียนรายงาน ทางวิชาการ การทําบันทึกทางวิชาการ การทํารายงานการประชุม การเขียนจดหมาย การยอความ การถอดคําประพันธ 2. การเขียนที่ไมเปนแบบแผน ไดแก การทําบันทึกสวนตัว การจดคําบรรยาย การตอบขอ สอบ การแนะนําหนังสือ การวิจารณวรรณกรรม การเขียนเรื่องสั้น การเขียนบทละครพูด การเขียนเรื่องสําหรับเด็ก การเขียนสารคดี การเขียนโฆษณา หรืออาจแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภท ตามองคประกอบของเนื้อหาเปนสําคัญได อีกแบบหนึ่ง ดังนี้ 1. ตําราวิชาการและบทความทางวิชาการ 2. สารคดี สาระบันเทิง 3. บันเทิงคดี
  • 119.
    110 การแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภทนี้ดูองคประกอบของเนื้อหาเปนหลัก ดังนี้ ประเภทงานเขียน องคประกอบสําคัญ 1. ตํารา บทความทางวิชาการ 1. ความรู (fact, knowledge) 2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) 2. สารคดี สารบันเทิง 1. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) 2. ความรู (fact, knowledge) 3. จินตนาการ (imagination) 3. บันเทิงคดี นวนิยาย เรื่องสั้น ฯลฯ 1. จินตนาการ (imagination) 2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) บางครั้งอาจแบงงานเขียนตามจุดมุงหมายก็ได ซึ่งสุดแตใครจะใชเกณฑใดในการแบง หลักเบื้องตนในการเขียน การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู ความคิด และความรักในงานเขียน ซึ่งไมใชเรื่องงายที่ ใคร ๆ จะทําได แนวการเขียนไมมีหลักตามตัวเหมือนสูตรคณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตรแตก็เปนศาสตร (Science) แขนงหนึ่ง เพราะแนวทางในการเขียนสามารถกําหนดและระบุหลักเกณฑหรือองคประกอบ ใหยึดถือปฏิบัติไดอยางชัดเจนที่ตองอาศัยหลักการเขียนทั่วไป เปนพื้นฐาน ของการเขียน ในการเขียน ตาง ๆ การเขียนจึงเปนทั้งศาสตรและศิลป เพราะผูเขียนตองมีความรูเกี่ยวกับการใชคํา ความหมาย ของคํา รูจักการผูกประโยค รูจักสํานวนโวหารและวิธีการเขียนยอหนาเปนอยางดี ตลอดจนสามารถ เลือกสรรมาใชไดอยางเหมาะสม ใหการสื่อสารมีความชัดเจน นาสนใจ ผูเขียนจึงตองมีความรูดังตอไป นี้ 1. การเลือกสรรคํามาใช หมายถึง การเลือกถอยคําที่จะนํามาใชในงานเขียนใหถูกตองชัด เจน ไมมีความกํากวม หรือมีความหมายหลายอยาง หลีกเลี่ยงการใชศัพทยาก คําไมสุภาพ คําสแลง ภาษาถิ่น ภาษาตางประเทศ (ในกรณีที่มีศัพทบัญญัติภาษาไทยแลว) ฯ นอกจากนี้ยังตองใชถอยคําที่ ถูกตองตามระเบียบนิยมดวย เชน ใชคําที่เปนภาษาเขียน คําสุภาพ คําที่ถูกตองตามหลักภาษา ตรงตามความหมาย เหมาะสมกับระดับของภาษา ระดับบุคคล และใชคําที่ชัดเจน เปนตน 1.1 การใชคําใหตรงกับความหมาย เชน จําเลยยังยอมที่จะ (ชดใช, ทดแทน, ชดเชย) คาเสียหายแกโจทกในกรณีอุบัติเหตุ ครั้งนี้
  • 120.
    111 เขาเปนคนดีที่รูจัก (ชดใช, ทดแทน,ชดเชย) บุญคุณของบุพการี “ชดใช” แปลวา ใหทดแทนสิ่งที่ใชหรือเสียไป “ทดแทน” แปลวา ตอบแทน “ชดเชย” แปลวา เพิ่มเติมหรือใชแทนที่เสียไป คําที่อยูในวงเล็บตองเลือกใชใหตรง กับความหมาย 1.2 ใชคําที่เปนภาษาเขียน เชน เขาชอบขับรถซิ่ง จนเกิดอุบัติเหตุบอยครั้ง (เร็ว) วันหยุดสุดสัปดาห เขาจะไมไปไหน เพราะชอบนอนอุตุ (นอนมาก) คําที่ขีดเสนใตในขอความขางตนเปนภาษาพูด ตองแกไปใหเปนภาษาเขียนแทน 1.3 ใชคําสุภาพ คือ ไมใชคําหยาม คําสแลง หรือภาษาถิ่น เพราะจะเขาใจเฉพาะกลุม เทานั้น เชน รัฐบาลคณะนี้ประกาศตนวาเปนรัฐบาลที่มีความโปรงใส (เปดเผย) คุณแมของเธอไมใหเดินทางไปรวมกิจกรรมกับพวกเราชิมิ (ใชไหม) เธอจะไปแลหนังเรื่องนี้กับฉันไหม? (ชมภาพยนตร) 1.4 ใชคําที่เปนคําไทย ผูเขียนไมควรใชคําภาษาตางประเทศในงานเขียน (กรณีที่มีศัพท บัญญัติภาษาไทยใช) ยกเวนวาคํานั้นไมมีคําภาษาไทยใชหรือคํานั้นใชทับศัพทจนเปนที่ยอมรับแลว เชน สํานักงานของเขาติดตั้งแอรทุกหอง เพื่อความสุขสบายของพนักงาน (เครื่องปรับ อากาศ) บนถนนวิภาวดี-รังสิต มักมีกลุมวัยรุนขับรถมอเตอรไซคมาก (รถจักรยานยนต) 1.5 ใชคําใหถูกตองตามหลักภาษา อาทิ การใชคําบุพบท คําสันธาน คําลักษณนาม การใชคําราชาศัพท เปนตน เชน คณบดีถวายภัตตาอาหารแกพระภิกษุสงฆ (แด) รองอธิการบดีฝายวิเทศสัมพันธมอบของที่ระลึกแดนักศึกษาชาวจีน (แก) เจาอาวาสวัดนี้ กําลังปวยอยู จึงนอนในตอนบาย (อาพาธ, จําวัด) 1.6 ใชคําใหชัดเจน ไมกํากวม ความไมชัดเจนอาจเกิดจากการใชคํานอยไป หรือใชคํายอ การตัดคําในประโยค เชน เรียนวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร อาจารยใหทํากิจกรรมโครงการจิตอาสาที่ ต.จ.ว. หรือ ก.ท.ม. ก็ได ส.บ.ม.ย.ห. (ตางจังหวัด, กรุงเทพมหานคร, สบายมากอยาหวง)
  • 121.
    112 1.7 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับบุคคล ผูเขียนจะตองคํานึงถึงฐานะของสังคมของผูที่ กลาวถึงดวยทั้งตําแหนงหนาที่ อายุ เพศ และจะเขียนถึงในโอกาสใด เชน ผมขอขอบใจอาจารยมากที่กรุณาใหความอนุเคราะหในครั้งนี้ (ขอบคุณ) 1.8 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับของภาษา ผูเขียนจะตองใชระดับภาษาใหเหมาะสมกับ งานเขียน ไดแก การใชภาษาปาก ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาแบบแผน เชน อาทิตยหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่แปดริ้ว (ภาษาปาก) สัปดาหหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่ฉะเชิงเทรา (ภาษากึ่งแบบแผน) ในสัปดาหตอไปคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา (ภาษาแบบแผน) 1.9 การใชสะกดการันตใหถูกตองตามรูปคํา มิฉะนั้นอาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจจะไมเขาใจความหมายก็ได เชน กาน – ตัดเพื่อใหแตกใหม การ – กิจ, งาน, หนาที่ กาล – เวลา, คราว, ครั้ง กาฬ – คํา การณ – เหตุ, เคา, มูล กานต – เปนที่รัก กันดาร – ลําบาก, อัตคัด กันดาล – กลาง กานท – บทกลอน กาญจน – ทอง เกษียน – ขอความที่เขียนแทรก แผลงมาจากเขียน เกษียร – น้ํานม เชน เกษียรสมุทร – ทะเลน้ํานม โจทย – คําถาม เชน โจทยเลข โจทก – ผูฟอง เชน เขาเปนโจทกไมใชจําเลย โจษ – กลาว, แพรไป เชน โจษจัน เปนตน
  • 122.
    113 2. การผูกประโยค ประโยคคือ กลุมคําที่นํามาเรียงใหไดใจความสมบูรณ สามารถถาย ทอดความรูสึกความคิดของผูเขียนได การผูกประโยคหมายถึง การนําคําตาง ๆ มาเรียงตอกันเขาให ไดความหมายชัดเจน ประโยคที่สื่อความไดชัดเจนมีหลักเกณฑดังนี้ 2.1 การเขียนประโยคใหถูกตองตามหลักภาษาไทย ซึ่งจะตองเรียงลําดับคําในประโยค ใหถูกตอง ทั้งนี้แบงไดอยางกวาง ๆ 2 ประเภท คือ 2.1.1 ประโยคความเดียว คือประโยคที่แสดงขอความที่มีสวนประกอบคือหนวย ประธานและหนวยกริยา ถาในหนวยกริยาเปนกริยาที่ตองมีกรรมก็ตองมีกรรมอยูทายประโยค เชน - นกบิน - ฉันสวมรองเทา 2.1.2 ประโยคซับซอน คือ ประโยคที่แสดงขอความมากกวาหนึ่งขอความในประโยค อาจประกอบดวยประโยคความเดียวหลายประโยคมารวมกัน โดยมีคําเชื่อมใหประโยคเหลานั้นตอเนื่องกัน เชน - วีรภัทร และณัฐยาไปเที่ยวภูเก็ตดวยกัน - รัฐบาลคณะนี้ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนขาราชการ เพราะปจจุบันคา ครองชีพสูงขึ้น 2.2 การเขียนประโยคใหไดใจความชัดเจน ผูเขียนตองใชคําใหถูกตอง ครบความ ไมควร ตัดคําหรือใชคําที่ผูอานไมทราบความหมาย การเขียนประโยคใหชัดเจน สามารถทําไดโดยการเขียนคํา ขยายเพิ่มในประโยค เชน - เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สิ้น สมปฤดีทันที (ควรแกเปน) - เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สลบ ทันที - เขาไมไปโรงเรียนเพราะตาเจ็บ ตาเจ็บ อาจหมายถึง (1) พอของแมไมสบาย (2) นัยนตาของเขาอักเสบ ดังนั้นควรใชคําเฉพาะลงไปอีก เชน ในความหมายที่ 1 ควรแกเปน - เขาไมไปโรงเรียนเพราะคุณตาของเขาปวย ในความหมายที่ 2 ควรแกเปน - เขาไมไปโรงเรียนเพราะนัยนตาของเขาอักเสบ
  • 123.
    114 2.3 การเขียนเรียงบทสําคัญของประโยคใหถูกตอง ประธานกริยา และกรรมตามลําดับ ถาประโยคที่มีคําขยาย คําขยายมักจะอยูหลังคําที่ถูกขยาย หากเรียงประโยคไมถูกตอง ความหมาย อาจเปลี่ยนไป และประโยคอาจไมสละสลวย เชน - เขายังไมเชื่องบประมาณวามีไมเพียงพอ (ควรแกเปน) - เขายังไมเชื่อวางบประมาณมีไมเพียงพอ หรือ - เขายังไมเชื่อวามีงบประมาณไมเพียงพอ - นักเรียนตองสวมรองเทาหุมสนหนัง (ควรแกเปน) - นักเรียนตองสวมรองเทาหนังหุมสน - จําเลยถูกตัดสินจากผูพิพากษาจําคุก 8 ปที่ศาลอาญา (ควรแกเปน) - ที่ศาลอาญา ผูพิพากษาตัดสินจําคุกจําเลย 8 ป 2.4 การเขียนประโยคใหกะทัดรัด ผูเขียนตองใชคํานอยแตกินความมาก ไมขยายความ โดยไมจําเปนหรือใชคําฟุมเฟอย และรูจักการนําสํานวนพังเพย สุภาษิตมาใช เชน - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปนหัวใจของพระพุทธศาสนา (ควรใช พระรัตนตรัย แทนคําวา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ) - ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู และเฝา คอยหวงใยอยูหาง ๆ แมจะไมมีหวังก็ตาม (ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู เหมือนมดแดง แฝงพวงมะมวงงอม) 2.5 การเขียนประโยคใหเปนรูปประโยคภาษาไทย เพราะปจจุบันมีการใชสํานวนตาง ประเทศ (เขียนโครงสรางเหมือนประโยคภาษาอังกฤษ) ตัวอยางประโยค เชน - นักศึกษาภายใตการนําของนายกสโมสรนักศึกษาเดินทางไปพัฒนา ชนบททุกป (ควรแกเปน) - นายกสโมสรนักศึกษานํานักศึกษาเดินทางไปพัฒนาชนบททุกป - มันเปนหนาที่ของนักเรียนที่จะศึกษาหาความรู (ควรแกเปน) - นักเรียนมีหนาที่ศึกษาหาความรู - ระหวางรอคอยการติดของกระดูก แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ (ควรแกเปน) - ระหวางรอใหกระดูกติดกัน แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ - งานนี้จะสําเร็จหรือไมขึ้นอยูกับพวกเราทุกคน (ควรแกเปน) - งานนี้จะสําเร็จหรือไมก็แลวแตพวกเราทุกคน - บี้ เดอะสตาร มาในเพลง จังหวะหัวใจ (ควรแกเปน) - บี้ เดอะสตาร จะรองเพลง จังหวะหัวใจ
  • 124.
    115 2.6 เขียนประโยคใหมีเอกภาพและสัมพันธภาพ ผูเขียนตองเขียนประโยคใหมีใจความ เปนไปในทางเดียวกันและมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ถาประโยคมีใจความไมสัมพันธกันก็ควรแยก ออกเปนคนละขอความ เชน - พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษา และพวกเขาชอบอานหนังสือ (ควรแกเปน) - พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษาและขยันเรียน - ถาบอกฉันวาตองการพบ ฉันจะออกนอกบาน (ควรแกเปน) - ถาตองการพบฉันจะไปพบทันที 2.7 เขียนประโยคเวนวรรคใหถูกตอง การเขียนประโยคแตละประโยค เมื่อจบความจะตอง เวนวรรค หรือถาประโยคที่มีขอความยาวๆ ก็ควรเวนวรรค ถาไมเวนวรรคผูอานก็จะตองแบงขอความเอง ซึ่งอาจจะทําใหความหมายผิดไปจากที่ผูเขียนตองการก็ได เชน - ยานี้ดี กินแลวแข็ง แรงไมมี โรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน (ควรแกเปน) - ยานี้ดี กินแลวแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน - พอคาขายไกตายในฟารม (ควรแกเปน) - พอคาขายไก ตายในฟารม - พอคาขายไกตาย ในฟารม 3. การเขียนยอหนา (อนุเฉท) โปรแกรมวิชาภาษาไทย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต(2542 :75-78) ไดกลาวถึง การเขียนยอหนาหรืออนุเฉท คือ ความเรียงสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งรวมประโยคหลาย ๆ ประโยค ที่มีขอความมุงสูจุดเดียว หรือยอหนาคือ ขอความตอนหนึ่ง ๆ ที่เปนสวนประกอบของเรื่องใหญใน ความเรียงเรื่องนั้น ๆ การแบงยอหนา เปนการจัดลําดับเรื่องราว หรือความคิดของความเรียงนั้น ๆ ใหมีเนื้อความตอเนื่องกันทั้งเรื่อง การแบงยอหนา นอกจากจะชวยใหผูอานจับความคิดไดงายแลว ยังทําใหเกิดความสวยงาม และทําใหผูอานมีเวลาพักผอนสายตาและสมองเมื่ออานจบแตละตอน 3.1 ลักษณะยอหนาที่ดี ยอหนาที่ดีจะมีองคประกอบสําคัญ 3 ประการ ไดแก 3.1.1 มีเอกภาพ คือ มีขอความเปนเรื่องเดียว กลาวถึงความสําคัญแตเพียงเรื่องเดียว อาจจะมีขอความขยายหรือแสดงตัวอยางประกอบก็ได แตตองไมวกวนนอกเรื่อง วิธีพิจารณาวายอ หนานั้นมีเอกภาพ ก็คือ เราสามารถจะยอขอความทั้งหมดใหเหลือประโยคเดียวได 3.1.2 มีสัมพันธภาพ คือ ประโยคแตละประโยคมีความเกี่ยวเนื่องกันในยอหนานั้น เพื่อใหผูอานจับความคิดไดทันที ไมสับสน การใชคําสันธานเชื่อมประโยคควรใชใหถูกตองการอางอิง หรือยกตัวอยางตองวางใหถูกที่และตองแนใจวาตัวอยางนั้นจะขยายขอความใหชัดเจนขึ้น
  • 125.
    116 3.1.3 มีสารัตถภาพ คือมีการเนนสาระสําคัญ หมายถึงการเนนจุดมุงหมายสําคัญ ของยอหนาใหเดนชัดวาเราพูดถึงอะไร ประโยคสําคัญเรียกวา ประโยคใจความ ประโยคกุญแจ หรือ ประโยคหลัก ผูเขียนสวนมากมักจะวางประโยคใจความไวขางตน เพื่อใหเห็นเดนชัด แลวจึงจะเขียน ขยายเรื่องนั้น แตบางทีเอาไวกลางและทายยอหนา เพื่อกระชับความ หรือบางทีเอาไวขางตน และ ขางทาย เพื่อเนนความใหมีน้ําหนักมากขึ้น 3.2 สวนประกอบของยอหนาในแตละยอหนาจะมีสวนประกอบที่สําคัญ 2 สวน คือ สวนที่เปนใจความสําคัญและสวนขยาย 3.2.1 สวนใจความสําคัญ หมายถึง ประเด็นสําคัญที่ตองการจะกลาวถึงในยอหนาแต ละยอหนา ประเด็นสําคัญนี้บางครั้งก็มิไดเขียนออกมาเปนประโยค แตเมื่ออานแลวจะจับประเด็นได แตบางครั้งก็เขียนเปนประโยคชัดเจนในยอหนา เรียกวา ประโยคใจความสําคัญ ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตนยอหนา “ชาวอินเดียนิยมเรื่องรามายณะ มากมายเพียงไรนั้นจะเห็นไดจากแปล รามายณะออก เปนภาษาถิ่นตาง ๆ ในอินเดียแทบทุกภาษา ฉบับที่แปลแพรหลายคือฉบับภาษาอินเดียของตุลลีทาส นอกจากนี้ยังมีฉบับภาษาอื่น ๆ อีก เชน รามายณะภาษากัศมีรีของแควนกัศมีรี และรามายณะฉบับ ภาคใตเปนภาษาทมิฬ และอื่น ๆ เปนตน” (ความสัมพันธระหวางรามายณะของวาลมีกิและรามเกียรติ์ พระราชนิพนธในรัชกาลที่ 1 (สมพร สิงโต, 2520: บทคัดยอ อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 46) ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตอนทายยอหนา ยังมีนักเรียนธรรมของเราเปนอันมาก ซึ่งยังไมเขาใจความมุงหมายของคําวา “ทาน” ดีพอทํา ใหเขาใจไขวเขวไปวา ทาน กับ บุญ นั้นเปนคนละอยาง ความเขาใจอันนี้ทําใหเราพูดติดปากกันไปวา “ทําบุญแลวใหทาน” ดูประหนึ่งวาทําบุญกับใหทานไมไดเปนคําคูกัน หรือเปนคําแยกตางกัน บุญหรือ ทานจึงเปนอันเดียวกัน คือ ทานเปนวิธีทําบุญอยางหนึ่งนั้นเอง”
  • 126.
    117 ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญทั้งตอนตนและตอนทาย คนไทยนั้นถือวาบานเปนสิ่งสําคัญตอชีวิตตั้งแตเกิดไปจนตาย เพราะคนไทยโบราณนั้น ใชบานเปนที่เกิด การคลอดลูกจะกระทํากันที่บานโดยมีหมอพื้นบานที่เรียกวาหมอตําแย เปนผูทําคลอด มิไดใชโรงพยาบาลหรือสถานผดุงครรภอยางในปจจุบันนี้ และที่สุดของชีวิตเมื่อมีการตายเกิดขึ้น คนไทยก็ จะเก็บศพของผูตายที่เปนสมาชิกของบานไวในบานกอนที่จะทําพิธีเผา เพื่อทําบุญสวด และเปน การใกลชิดกับผูตายเปนครั้งสุดทาย ดังนั้น บานจึงเปนสถานที่ที่คนไทยใชชีวิตอยูเกือบตลอดเวลา ตั้งแตเกิดจนตาย (“บานไทย” ในศิลปะชาวบาน ของ วิบูลย ลี้สุวรรณ) ตัวอยางประโยคใจความสําคัญอยูในตําแหนงกลางยอหนา ประโยคขยายความอยูตอนตนและตอน ทายของยอหนา ยอหนาชนิดนี้มีไมมากนัก แตอาจทําไดเพื่อใหเกิดความแปลกและนาสนใจ “อันความรัก ความชัง ความโกรธ ความกลัว ความขบขัน เหลานี้เปนสามัญลักษณะของ ปุถุชนทั่วไป ใครหัวเราะไมเปน ยิ้มไมเปนก็ออกจะพิกลอยู คนสละความรักความชังไดก็มีแตพระอรหันต อารมณความรูสึกดังนี้เปนธรรมชาติของมนุษย กวีและนักประพันธยอมจะแตงเรื่องใหเยาอารมณ ความรูสึกเหลานี้ และถาเขาแตงดีก็จะปลุกอารมณของผูอานผูฟงใหเกิดขึ้น ทานคงจะเคยเห็นคน อานเรื่องโศกจับใจจนน้ําตาไหลเพราะสงสารตัวนางเอกพระเอก อานเรื่องขบขันหัวเราะจนทองคัด ทองแข็งทั้ง ๆ ที่รูวามันเปนเรื่องอานเลน และคนอานก็ไมไดมีสวนไดสวนเสียอะไรกับตัวพระตัวนาง ก็พลอยโศกเศราตามไปดวยได อยางไรก็ดี ความเศราของอารมณอันเกิดจากความยั่วเยาของศิลปะ วรรณคดีตลอดจนนาฏยะตาง ๆ นั้น เปนความสุขชนิดหนึ่ง มิฉะนั้นทํานองโศกนาฏกรรมคงจะไมมีใคร ดูเลย” (ภาษาและวรรณคดี นายตํารา ณ เมืองใต อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 47) 3.2.2 สวนขยาย หมายถึง ประโยคหรือขอความที่อธิบายใหรายละเอียดหรือยกตัวอยาง เพื่อใหผูอานเขาใจประเด็นสําคัญในยอหนานั้นเพิ่มมากขึ้น วิธีเขียนสวนขยายทําไดหลายวิธีดังนี้ - วิธีอธิบายหรือใหคําจํากัดความ ดังตัวอยาง ขนบประเพณี คือ ประเพณีที่วางระเบียบแบบแผนไวโดยตรงหรือโดยปริยาย โดยตรงคือ วางเปนระเบียบพิธีการไวแจงชัด โดยปริยาย คือ รูกันเองและไมไดวางเปนระเบียบแบบแผนไววา ควรจะ ประพฤติและปฏิบัติกันอยางไร ขนบแปลวา ระเบียบแบบแผน เชน ขนบราชการ คือ ระเบียบแบบแผน ของราชการ ขนบประเพณีบางทีก็เรียกวาระเบียบประเพณี ซึ่งเปนคําเกิดใหมเมื่อลืมคําแปลของคําวา ขนบเสียแลว (การศึกษาเรื่องเพณี ของ เสฐียรโกเศศ)
  • 127.
    118 - วิธีใหรายละเอียด ดังตัวอยาง มะลิเปนไมที่มิใชของพื้นเมืองของไทยเขาใจกันวาจะมาจากประเทศจีนตอนใตหรือจาก ประเทศอินเดีย ในเมืองไทยเรามีอยูหลายชนิด เชน มะลิลา มะลิซอน มะลิวัลย มะลิถอด ลักษณะ ของดอกไมเหมือนกัน อยางมะลิซอนก็มีกลีบซอนกันหนาเหมือนอยางดอกดาวเรือง สวนมะลิถอดก็มี ลักษณะเหมือนเอาดอกมะลิลา ซึ่งมีกลีบชั้นเดียววางซอนกันขึ้นไป และจะถอดออกมาไดเปนดอก ๆ จึงเรียกวา มะลิถอด (พฤกษนิยาย ของ ส.พลายนอย) - วิธียกตัวอยาง ดังตัวอยาง สัญลักษณในวรรณคดี มีความหมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะเปนรูปธรรมที่เปนเครื่องแทน นามธรรม เชน ดอกไมใชแทนหญิงงาม น้ําคางมักแทนความบริสุทธิ์ พระเพลิงใชแทนความรอนแรง หรืออาจใชตัวละครในเรื่องนิยาย หรือบทละครเปนตัวแทน นามธรรม เชน ทศกัณฐเปนตัวแทนความ เลวรายของผูมีอํานาจที่ไมมีธรรมะ สีดาเปนตัวแทนหญิงที่ชื่อตรงตอสามี (วิเคราะหรสวรรณคดีไทย ของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ) - วิธีเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันหรือตางกัน ดังตัวอยาง ธรรมดาผูมีปญญาอันพิสดาร แมจะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผูมีปญญานอยหาหยั่งรูตลอดไม อุปมาเหมือนพระยาครุฑแมจะไปทิศใดก็ยอมบินโดยอากาศอันสูงสุดเมฆ มิไดบินตําตอยเหมือนสกุณ ชาติ ซึ่งมีกําลังอันนอย อันผูมีสติปญญานอยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกําลังนอย มิอาจบินสูงเสมอ พระยาครุฑได (สามกก ของ : เจาพระยาพระคลังหน) - วิธีแสดงเหตุผล ดังตัวอยาง ทําไมชาวไทยจึงนิยมเรื่องราวของรามายณะมากจนถึงกับเอามาสรางสรรคขึ้นเปนวรรณคดี ประจําชาติ เรื่องนี้เห็นจะตอบไดวา ความเปนไปของเรื่องรามายณะเปนเรื่องเกี่ยวกับนักรบ เกี่ยวกับ สงคราม เทิดทูนสัจจธรรม ซึ่งตรงกับอุปนิสัยใจคอของชาวไทย ผูเปนนักรบนิยมความกลาหาญ นิยมการประกอบวีรกรรมและรักษาสัตย จะเปนดวยเหตุนี้เอง ชาวไทยจึงรับเอาเรื่องราวรามายณะ มาเปนวรรณกรรมเอกประจําชาติ ผูใดไมรูเรื่องรามเกียรติ์ เทากับไมรูจักประวัติศาสตรวัฒนธรรม ของชาติตนเองเปนการขาดความรูทางวิชาวรรณคดีอยางมาก (พระราชนิพนธรามเกียรติ์ของราชกาลที่ 2 ของฉันทวิชย กระแสสินธุ) 3.2.3 หลักการขึ้นยอหนาใหม การสรางยอหนาของงานเขียนโดยไมรูหลักแบบเรื่อย ๆ พอเห็นวามีขนาดยาวพอสมควรก็ยอหนาเสียทีหนึ่ง บางทีประมาณเอาวาทุกยอหนาควรมีความยาว เทาๆ กัน เปนใชไดแสดงใหเห็นวาผูเขียนยังไมเขาใจวิธีการขึ้นยอหนาใหม หลักการขึ้นยอหนาใหมดัง นี้
  • 128.
    119 - เมื่อตองการจะกลาวถึงสาระสําคัญอื่นตอไป ในขอความหนึ่งยอหนาจะมี ความสําคัญเพียงประการเดียวเมื่อกลาวถึงขอความในยอหนาแรกจบแลว จะกลาวถึงขอความสําคัญ อื่นก็ขึ้นยอหนาใหม ดังตัวอยาง โรคไตเรื้อรัง หมายถึงโรคที่เกิดอยูเปนเวลานานหลายเดือนหรือหลายป โรคไตสวนใหญจัดเปน โรคเรื้อรัง จึงตองการการรักษาติดตอเปนระยะยาว โรคไตวาย หมายถึงการที่โรคไตชนิดหนึ่งมีการสูญเสียหนาที่ของไตไปมากพอสมควร - เมื่อตองการเนนความตรงขามกับความในยอหนาแรก ประโยชนการเชียรกีฬา นอกจากจะชวยใหกําลังใจแกนักกีฬาของฝายที่เชียรและเปนการขมขวัญคู ตอสูไดเปนอยางดีแลว การเชียรเปนการชวยเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนาน ครึกครื้นใหแกผูชม การ แขงขันนั้น ๆ ดวย ยิ่งกวานั้นการเชียรยังใหผลพลอยไดในเรื่องความพรอมเพรียงเปนระเบียบและ ความรักใครสามัคคีกลมเกลียมกันในระหวางหมูคณะอีกดวย แตก็มีเหมือนกันที่การเชียรเปนสาเหตุใหเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ทั้งนี้อาจเปนเพราะเชียร เกินเลยไปถึงเรื่องสวนตัว หรือการเชียรแบบเยาะเยยหยามหยัน แตถาเชียรแบบสุภาพอยูในระเบียบ วินัยดวยความมีใจเปนนักกีฬาแลว จะมีเรื่องกระทบกระทั่งเกิดขึ้นไดยากมาก - เมื่อตองการสรุปความคิดของยอหนาแรก สําหรับภรรยาไมวาจะมีความเกงกาจ หรือมีความสามารถเพียงใด แตสภาพความเปนผูหญิง และเปนแมบาน ยอมทําใหมีความสามารถจํากัด ยังมีอีกหลายอยางซึ่งภรรยาตองพึ่งสามี เชน การตัดสินใจ การใหกําลังใจ เรื่องของสังคมนอกบาน เรื่องทางเพศ ปญหาบางอยางภรรยาตัดสินใจ ไมไดก็ตองอาศัยสามีชวยตัดสินใจ เรื่องบางอยางก็จําเปนตองตัดสินใจรวมกัน เปนตน เพราะฉะนั้นสามีที่ดีควรตองทํางานใหเปนที่พึ่งพาทั้งกําลังใจและกําลังความคิดของภรรยา - เมื่อตองการแยกใหเห็นบทสนทนา ดึกแลวเมื่อยอดนทีกลับมารับหยดนทีกลับบานที่หองแถว เด็ก ๆ ทั้งสามยังไมมีใครงวงเพราะ ความเปนหวงคุณยาย “คุณยายเปนยังไงมั่งพี่ยอด” “คุณยายอยูไหนคะพี่ยอด” “คุณยายเจ็บมากรึเปลาคะ” ประโยคสุดทายเปนคําถามจากเด็กหญิงชลัยทิพยที่สมัครเขามาเปนหลานอีกคนหนึ่ง ยอดนทีมีสีหนาสลดแตก็พยายามยิ้มแยมโดยบอกวา “คุณยายเหนื่อยมากเทานั้นเอง คืนนี้ตองนอนโรงพยาบาล กําลังใหน้ําเกลืออยูครับ” (อรุณรุง, 2549: 104-105)
  • 129.
    120 4. การใชสํานวน คําพังเพยสุภาษิต 4.1 ความหมายของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต 4.1.1 สํานวน หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก มีความหมาย ไมตรงตัว เชน กระตายตื่นตูม กิ้งกาไดทอง ไกแกแมปลาชอน ขิงก็ราขาก็แรง ขมิ้นกับปูน ขี่ชาง จับตั๊กแตน ขวางงูไมพนคอ งมเข็มในมหาสมุทร ชิงสุกกอนหาม เปนตน 4.1.2 คําพังเพย หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก อาจมีลักษณะ ประชดประชันและจะแฝงขอคิด ขอเตือนใจไวดวย เชน ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา คบเด็กสรางบาน คบหัวลานสรางเมือง เดินตามหลังผูใหญหมาไมกัด ซื้อวัวหนานา ซื้อผาหนาหนาว น้ํามาปลากินมด น้ําลดมดกินปลา น้ํารอนปลาเปน น้ําเย็นปลาตาย เปนตน 4.1.3 สุภาษิต หมายถึงถอยคําสั้นๆ กะทัดรัด กินความมาก มีลักษณะเปนคําสอน โดยตรง เปนความจริงพิสูจนได เชน ความกตัญูกตเวทีเปนเครื่องหมายของคนดี ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว ความพยายามอยูที่ไหนความสําเร็จอยูที่นั่น อยาใฝสูงใหเกินศักดิ์ ชาๆ ไดพรา สองเลมงาม เขาเมืองตาหลิ่วตองหลิ่วตาตาม ไฟในอยานําออก ไฟนอกอยานําเขาไมออนดัดงายไม แกดัดยาก ปลูกไมตรีอยารูราง สรางกุศลอยารูโรย เมื่อนอยใหเรียนวิชา ใหหาสินเมื่อใหญ เปนตน การเขียนที่ดีควรนําเอาสํานวน คําพังเพย และสุภาษิต มาใชสอดแทรกในขอเขียน ตามความ เหมาะสม เพื่อใหผูอานเขาใจความหมายไดชัดเจนยิ่งขึ้น 4.2 ความสําคัญของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต 4.2.1 เปนเครื่องมือในการฝกอบรม สวนใหญเปนคติสอนใจมุงอบรมใหเปนคนดี 4.2.2 เปนเครื่องมือสื่อภาพสังคม เราสามารถศึกษาสภาพของสังคมไดจาก ภาษิต สํานวน เชน “หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต” “ขาวยากหมากแพง” เปนตน 4.2.3 เปนเครื่องมือสื่อภาษา ใชถายทอดความหมายอันลึกซึ้งสูผูรับสารโดยใชขอ ความสั้นๆ กะทัดรัดแตไดความหมายครบถวน เปนเครื่องผอนความรุนแรงของถวยคํา เชน จะวา ใครอาจพูดไดวา “ไกแก แมปลาชอน” “กิ้งกาไดทอง” เปนตน 4.3 การใชสํานวน คําพังเพย สุภาษิตในการสื่อสาร การตีความสํานวน คําพังเพย สุภาษิต ผูตีความตองเขาใจที่มาหรือความหมาย แทจริงของสํานวน คําพังเพย และสุภาษิตที่จะนําไปใชไดถูกตองและมีวิธีการใชดังนี้ 4.3.1 ใชยอขอความยาวๆ เชน จะอธิบายเรื่องความประหยัดวาการแตงงานจัดพิธี ใหญโตเปนการสิ้นเปลืองโดยใชเหตุ แขกที่มาในงานก็เสียเงินเสียเวลาไดประโยชนนอยก็พูดวา “ตําน้ําพริกละลายแมน้ํา” กินความไดหลายประโยค
  • 130.
    121 4.3.2 ใชขยายหรือเนนความเขาใจ เชน“แดงเปนผูโชคดีที่สุดในรอบป เพราะได แตงงานกับผูหญิงสวย และรวยมีเงินหลายรอยลานใชจนตายก็ไมหมดเหมือนหนูตกถังขาวสาร” 4.3.3 ใชแทนถอยคําที่ไมตองการกลาวตรงๆ เพราะถากลาวตรงๆ จะเปนคําไม สุภาพ เชน จะกลาวถึงผูชายแกที่มาชอบเด็กๆ ก็วา “เฒาหัวงู” หรือ “โคแกกินหญาออน” เปนตน 4.3.4 ใชเพิ่มความสละสลวยของถอยคํา เชน “กวาดเทาไรก็ไมหมด ถาไมงดทิ้งขยะ” ดีกวาจะพูดวา “โปรดงดทิ้งขยะ กวาดไมไหว” แมการใชภาษิต และสํานวนจะมีประโยชนดังกลาวขางตน แตผูใชตองคํานึงถึงวาเมื่อ ไรควรใช อยางใชพร่ําเพรื่อจะนารําคาญ เชน “คุณกับผมเปรียบเหมือนดอกฟากับหมาวัด ผมไมได คาบชอนเงินชอนทองมาจากทองพอทองแม จึงตองอดเปรี้ยวไวกินหวาน ชาๆ ไดพราเลมงาม” ผูอานก็ เกิดความรําคาญแทนความซาบซึ้ง 5. การใชโวหารในการเขียน โวหารหรือสํานวนในการเขียน คือ ทวงทํานองในการเขียนหรือลีลาของการใชภาษาอยางมี ชั้นเชิง และมีศิลปะ เพื่อใหผูอานเขาใจเรื่อง และเกิดความรูสึกตรงตามวัตถุประสงคในการเขียน ผู เขียนจะเลือกใชสํานวนโวหารแบบใดเขียนก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูวิธีการนําเสนอ และจุดประสงคในการเขียน ในงานเขียนชิ้นหนึ่งจะใชโวหารกี่ประเภทก็ไดแลวแตความเหมาะสม ซึ่งผูเขียนจะเปนผูตัดสินใจวาจะ ใชโวหารอะไรบาง โวหารโดยทั่วไปแบงเปน 5 โวหารดังนี้ 5.1 บรรยายโวหาร ไดแก การเลาเรื่อง หรือเหตุการณซึ่งเกิดขึ้นกับตนเองใหผูอานเกิดความ ประทับใจในเหตุการณ ราวกับไดเห็นหรือไดพบดวยตนเอง ในการเขียนบรรยายตอใชถอยคํางาย ๆ เหมาะสมกับเรื่อง กับกาลเวลา เชน การเลานิทาน นิยาย นวนิยาย ชีวประวัติ บุคคลสําคัญ ประวัติ สถานที่ ตํานานตางๆ รายงานหรือจดหมายเหตุ ตัวอยางเชน ขาจําไดวาตัวขาเองเมื่อเล็กๆ ก็เปนตัวอยางพยานความขอนี้อยู ในเวลานั้นอายุขาราวๆ สิบเอ็ดป อยูกับทานเจาอธิการจั่นที่วัดปากกลวย มีอุบาสิกาเจียม คนหนึ่งแกเห็นขาเขาก็ใหคิด เอ็นดู อยากจะชวยเกื้อหนุนบวชเรียน วันหนึ่งอุบาสิกาเจียมออกจากการฟงเทศน เห็นขาเลนอยู กลางลานวัด ก็เรียกเขาไปใกล แลวถามขาวาอยากจะขึ้นสวรรคหรือไม ฝายเด็กๆ ที่เลนอยูดวยกัน เมื่อไดยินดังนั้นก็พากันมารุมฟง อุบาสิกาเจียมอธิบายวา ถาขาอยากขึ้นสวรรคจะจัดการบวชให แลวรับเปนโยมอุปฐากตอไป (จดหมายจางวางหร่ํา ของ น.ม.ส.)
  • 131.
    122 5.2 พรรณนาโวหาร คือโวหารที่ใชในการบรรยายเรื่องราวโดยละเอียดและประณีต โดยแทรกอารมณความรูสึกของผูเขียนลงไปดวย เพื่อใหผูอานเกิดอารมณคลอยตามและรูสึกซาบซึ้ง เกิดมโนภาพหรือจินตนาการ มักใชพรรณนาสภาพของสถานที่ตางๆ หรือสิ่งที่เปนนามธรรม เชน ความกลาหาญ ความดี ความงาม หรือพรรณนาความรูสึก เชน ความสุข ความรัก ความเศรา ความริษยา เปนตน ซึ่งจะตองใชถอยคําที่สามารถโนมนาวอารมณ หรือความรูสึกของผูอานใหคลอย ตามผูเขียน บางทีขาดลักษณะสมจริงไปบาง ตัวอยาง เชน ฉันจึงตั้งคําถามกับตัวเองวาแลวสีเขียวนั้นจะเปนสีในหองใดหองหนึ่งในบานหนังสือในหัวใจ ของฉันบางไหม ฉันเฝาครุนคิดกับคําถามของตัวเองอยูนาน จนในที่สุดไดคําตอบมาวา หองสีเขียว นั้นมีอยู และเปนหองที่ใหความหมายของสีเขียวไดอยางสมบูรณ เหมือนวันที่ฉันเดินจากบานผาน ทุงหญาคาดอกขาวไสว เขาไปในความรมครึ้มของปายาง ที่นั่นมีสีเขียวไสวของใบยางซับซอนจน แนนฟา มีไมเล็กแยงกันแซมแทรกอยูในระหวางรองยางจนปารกเรื้อไปดวยสีเขียว และในความเขียว สุดเขียวนั้นเอง ฉันไดพบกับลูกมะหวดสีแดงลูกเล็กๆ ลูกน้ําขาวสีชมพูอมมวงสดใส ดอกมะสาน เหลืองใหญอยูบนกิ่งสูง พวงจิกขาวนวลระยายาว แสดสดของเห็ดนกแกวใตซากใบสีน้ําตาล หรือ แมกระทั่งลายพรอยของบุก และกระแทงอันทรงเสนห (บานหนังสือในหัวใจ : ชมัยภร แสงกระจาง, 2533: 61) 5.3 เทศนาโวหาร หมายถึง การกลาวชี้แจง สั่งสอน หรือชักจูงใหผูอื่นคลอยตามให เชื่อถือหรือใหปฏิบัติตาม ตองประกอบดวยขอความที่มีเหตุผล มีหลักฐานอางอิง อยางเห็นจริงเห็นจัง เรื่องที่ใชเขียนทํานองเทศนาสวนใหญ เปนเรื่องที่ชี้แนะใหเห็นคุณและโทษของสิ่งตางๆ ตัวอยาง เชน เธอรับรองแลวนะวาฉันเดี๋ยวนี้เปนคนจน เราพูดกันไดเต็มปากละ แลวชวยจําไปบอกคนที่ เขาคิดอยางเธอดวยวา ไอความจนนี้มันมีสองชนิด จนอยางสิ้นคิดกับจนอยางผูดี ชนิดที่จนอยาง สิ้นคิดนะ จนทั้งเงินทั้งความคิด คือ จนแลวไมคิดที่จะตอสูความจนในทางที่ถูกที่ควร มัวแตคอย อิจฉาคนอื่น แลวก็ตีโพยตีพายวาตัวจน จนอยางผูดีนะจนแตเงิน เรื่องความคิดไมจนเปนอันขาด ถึงยังไงก็ไมงอมืองอตีนใหเหยียบหัวแลวก็ไมเที่ยวงอนงอขอพึ่งอะไรของใครดวย (ผูดี : ดอกไมสด อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 50)
  • 132.
    123 5.4 สาธกโวหาร สาธกแปลวาผูทําใหสําเร็จ สาธกโวหารคือ การยกตัวอยางเพื่อ ทําใหเปนที่เขาใจเชื่อถือได ขอความที่ยกมักเปนประวัติศาสตร ขาวเหตุการณที่เกิดขึ้น หรือนิทาน ชาดก เปนตน ตัวอยาง เชน ... ผูใดไมงงงวยในเหตุการณ แมเกิดขึ้นในปจจุบันทันดวน ผูนั้นลุลวงเหตุติดขัดได เสมือน ภริยาแหงคนเลี้ยงโคกับชายชู 2 คน กะระฎะกะ ถามวา “เรื่องเปนอยางไร” ทะมะนะกะจึงเลาคดี : ในเมืองทวาราวดีมีหญิงภริยาชายเลี้ยงโคผูหนึ่งใจโลเลไมซื่อตรง ประพฤติทุจริตกับ ทัณฑนายกแหงนิคมนั้น และบุตรของเขา คราวหนึ่งภริยาคนเลี้ยงโคกําลังนั่งรื่นรมยอยูกับบุตร ทัณฑนายก ตัวนายทัณฑนายกก็มาหาดวย นางเห็นนายทัณฑนายกมา เมื่อซอนบุตรของเขาไวฉาง ขาวแลว ก็ออกมาตอนรับภิรมยกับนายทัณฑนายกฉันเดียวกับบุตรของเขา ระหวางนั้นคนเลี้ยงโคผู ภัสดากลับมาจากทุงนา พอนางเห็นสามีก็บอก “ทัณฑนายก! ทานจงฉวยไม ทําทีเปนโกรธรีบออกไป เสียเดี๋ยวนี้” เมื่อทัณฑนายกทําตามนั้นแลว คนเลี้ยงโคก็มาถึงที่นั่น ถามภริยาวา “ที่ทัณฑนายกเขามา นี้ดวยธุระอะไร” ภริยาตอบ “ก็ไมทราบ” โกรธลูกชายดวยเรื่องอะไรมานะแหละ ลูกชายกลัว หนีมา ขออาศัยอยูที่นี่ ฉันชวยซอนไวในฉาง...” (หิโตปเทศ ของ เสถียรโกเศศ และนาคประทีป) 5.5 อุปมาโวหาร อุปมา แปลวาขอเปรียบเทียบใชคูกับ อุปไมย ซึ่งแปลวา ขอความที่ ตองมีขอเปรียบเทียบ โดยอุปไมยจะมากอนอุปมา อุปมาโวหารจึงเปนโวหารเปรียบเทียบเพื่อประกอบ ความใหชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยกตัวอยางสิ่งที่คลายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อใหเกิดความชัดเจนดาน ความหมาย ภาพ และอารมณความรูสึกมากยิ่งขึ้น ตัวอยาง เชน พระพุทธเจาเปรียบคนนําทางซึ่งชูประทีปขึ้นสองใหเราไดแลเห็นหนทางไดถนัด ประทีปนี้คือ พระธรรม ผูใดที่ใฝใจฟงธรรม เมื่อเวลาเทศนก็ดีหรือเวลาอานหนังสือก็ดี ไดชื่อวาเปนคนรูฉลาดรูจัก เดินเขาหาดวงไฟ เมื่ออาศัยแสงสวางและเห็นทางเดินไดแจมแจง ไมตองเดินสะดุดหรือตกหลุม ตกหลม อาจเดินไปสูสถานแหงความสุขไดโดยสะดวก สวนผูที่เกียจครานไมฝกใฝในธรรมวินัยนั้น ก็ไมผิดอะไรกับผูโงเขลาที่ไมรูเดินเขาหาดวงไฟ ถาแมวาตนเดินสะดุดหรือตกหลุมตกหลมลงไป จะซัด ผูอื่นไมไดเพราะตัวของตัวเองมีหนาที่ที่จะกระตือรือรนตรงกับภาษิตบทหนึ่งวา ตนนั่นแหละเปนที่พึ่ง แหงตน คือ ตนของตนไมขวนขวายกระทําตัวใหดีแลว ถึงแมวาจะมีผูมีอํานาจสูงใหญยกยองสัก เพียงใดก็จะดีไปไมไดตลอด ผูที่นั่งที่อยูเฉย ๆ คอยรอแสงไฟใหมาเองไมเดินเขาไปหาดวงไฟ เพื่อให ไดแสงสวาง ดังนี้นับวาเปนความผิดของตนเองทีเดียว จะโทษใครไมได (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ เทศนาเสือปา อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 51)
  • 133.
    124 6. การเขียนคํานํา เนื้อเรื่องและสรุป สําเนียง ฟากระจาง (2553: 125-129) งานเขียน ทุกชนิดจะนาสนใจ ชวนติดตามใหอานตั้งแตตนจนจบ สิ่งสําคัญและจําเปนอยางยิ่งคือการเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุป ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ในการที่จะสรางงานเขียนใหมีความ สมบูรณ และงายตอความเขาใจของผูอาน ดังนี้ 6.1 คํานํา คือ สวนแรกของงานเขียนที่นําผูอานไปสูเนื้อหาตอไป คํานําที่ดีจะเราความสนใจ ของผูอานใหเกิดความอยากอานเรื่องนั้น ๆ ตั้งแตตนจบจนจึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองใช ศิลปะในการเขียนของตนนําผูอานใหบรรลุตามวัตถุประสงคที่ผูเขียนตองการ การเขียนคํานํามีหลายแนว แลวแตผูเขียนจะเลือกใชแนวใดที่เหมาะสมกับงานเขียนของตน แนวการเขียนคํานําอาจทําได ดังนี้ 6.1.1 นําดวยการอธิบายชื่อเรื่อง หรือใหคําจํากัดความของเรื่อง 6.1.2 นําดวยการกลาวถึงจุดประสงคของเรื่องที่จะเขียน 6.1.3 นําดวยการเนนความสําคัญของเรื่องที่จะเขียน 6.1.4 นําดวยการตั้งเปนคําถาม หรือปญหาที่ชวนใหขบคิด 6.1.5 นําดวยการยกคําพังเพย สุภาษิต คําคม หรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ ซึ่งสัมพันธกับเนื้อเรื่อง 6.1.6 นําดวยการยกตัวอยางเหตุการณ หรือเรื่องราวที่มีแงมุมเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน 6.1.7 นําดวยการเลาเรื่องสนุก ตื่นเตน หรือแปลกใหม 6.1.8 นําดวยการใหคําจํากัดความ 6.1.9 นําดวยขอมูลสถิติขอเท็จจริง 6.1.10 นําดวยการกลาวถึงบุคคลที่ตองการเขียนถึง ฯลฯ ตัวอยาง การนําดวยคําพังเพย สุภาษิต คําคมหรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ เชน ขอฝนใฝในฝนอันเหลือเชื่อ ขอสูศึกทุกเมื่อไมหวั่นไหว ขอทนทุกขรุกโรมโหมกายใจ ขอฝาฟนผองภัยดวยใจทะนง จะแนวแนแกไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเปนผุยผง จะยอมตายหมายใหเกียรติดํารง จะปดทองหลังองคพระปฏิมา ไมยอทอคอยสรางสิ่งที่ควร ไมเรรวนพะวาพะวังคิดกังขา ไมเคืองแคนนอยใจในโชคชะตา ไมเสียดายชีวาถาสิ้นไป...
  • 134.
    125 เพลงพระราชนิพนธ “ความฝนอันสูงสุด” นี้พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในรัชกาลปจจุบันได พระราชทานใหแก ทหาร ตํารวจ อาสาสมัคร และเจาหนาที่ทุกฝาย ที่ทํางานอยางเหน็ดเหนื่อย เพื่อความอยูรอดของชาติ เพื่อใหยึดถือเปนแนวปฏิบัติ หรืออุดมคติในการทํางานเพื่อชาติ ซึ่งอุดมคตินี้ มุงเนนหนักในดานการปองกันและรักษาใหชาติอยูรอดตลอดไป และมุงใหเปนอุดมคติของผูที่ปฏิบัติ หนาที่ในการปองกันอธิปไตยของชาติ หากอุดมคตินี้ครอบคลุมไปทุกดานและมุงใหเปนแนวทางปฏิบัติ ของคนทั้งชาติ เราก็อาจจะเรียกใหมไดวา “อุดมการแหงชาติ” (ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ: 94) 6.2 เนื้อเรื่อง คือ สวนที่ยาวที่สุดของงานเขียน เนื้อเรื่องจะเปนสวนที่ผูเขียนรวมความคิด และขอมูลจากการคนความานําเสนออยางเปนระบบขั้นตอน ในการเขียนเนื้อเรื่องนั้น ผูเขียนตอง ดําเนินตามโครงเรื่องที่ไดวางไว เนื้อเรื่องควรแบงออกเปนยอหนา เพื่อใหประเด็นความคิดชัดเจน ยอหนาในการเขียนเนื้อเรื่องจะมีมากนอยเพียงใดก็ได ขึ้นอยูกับการจําแนกประเด็นสําคัญที่กําหนดไว ในโครงเรื่องแตละยอหนาจะตองมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันเปนอยางดี ทั้งนี้ผูเขียนจะตองมีการวาง แผนการเขียนใหชัดเจน รัดกุม และรูวาจะใชความคิดประกอบถอยคําสํานวน ขยายโครงเรื่อง แตละ ยอหนาใหนาสนใจดวยกลวิธีการเขียนรูปแบบใด ทั้งนี้ในการนําเสนอเรื่อง ผูเขียนสามารถสรางกลวิธี ใหมๆ ไดตลอดเวลา แตจะตองคํานึงถึงความเปนเอกภาพ ความมี สารัตถภาพ และสัมพันธภาพของ เนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดเปนสําคัญ จากนั้นก็เขียนขอมูลทั้งหมด ดวยสํานวนการเขียนและโวหาร ตางๆ ที่สอดคลองกับจุดประสงคในการเขียน แบงไดหลายประเภท เชน เรียงความ บทความ เปนตน 6.3 การสรุป เปนสวนสุดทายของงานเขียน ที่ผูเขียนจะตองใชความประณีตคอนขางมาก เพราะการสรุปจะเปนการบอกใหผูอานทราบวาขอมูลที่นําเสนอมาแตตน ไดจบลงโดยสมบูรณแลว การเขียนสรุปจึงมีความสําคัญไมนอยไปกวาองคประกอบอื่นๆ แมวาผูเขียนจะเขียนคํานํา และเนื้อเรื่องดี เพียงใดก็ตาม หากจบเรื่องโดยขาดการสรุป หรือสรุปไดไมดี งานเขียนนั้นๆ ก็จะดอยคุณคา ไปใน ความรูสึกของผูอาน เปนเหตุใหความประทับใจของผูอานที่ควรจะมีตอเรื่องนั้นๆ จบลงไปดวยอยาง นาเสียดาย ผูเขียนจึงควรสรุปเรื่องที่เขียนใหงานเขียนนั้นๆ มีคุณคาซึ่งการเขียนสรุปมีวิธีการเขียนได หลายแนว เชนเดียวกับการเขียนคํานํา อยูที่ผูเขียนจะตองรูจักเลือกวาเนื้อเรื่องแบบใดจะเหมาะสม กลมกลืนกับวิธีสรุปแบบใด แนวการเขียนสรุปมีหลายแนวที่ไดรับความนิยมมีดังนี้ 6.3.1 สรุปโดยแสดงความคิดเห็นของผูเขียน 6.3.2 สรุปดวยการย้ําแนวคิดสําคัญของเรื่อง 6.3.3 สรุปดวยการชักชวนใหปฏิบัติตาม 6.3.4 สรุปดวยการใหผูอานเกิดอารมณคลอยตาม 6.3.5 สรุปดวยการกลาวถึงขอดี ขอบกพรอง หรือเสนอแนะใหเห็นประโยชน
  • 135.
    126 6.3.6 สรุปดวยคําคม สุภาษิตและบทรอยกรอง 6.3.7 สรุปดวยการฝากขอคิดและความประทับใจใหแกผูอาน 6.3.8 สรุปดวยการใหกําลังใจแกผูอาน 6.3.9 สรุปดวยการกลาวถึงสาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ ฯลฯ การสรุปดวยการกลาวถึง สาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ ตัวอยาง ...วิกฤตการณน้ํามันที่เกิดขึ้นใน “ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” นี้ เปนเพราะมนุษยนําเอา น้ํามันไปเปนเครื่องมือตอรองทางการเมือง จึงทําใหน้ํามันถีบราคาสูงขึ้น กอใหเกิดวิกฤต การณในดานเศรษฐกิจ และสังคมตามมา วิกฤตการณตางๆ เหลานี้จะแกไขไดก็ตองแกไขที่ ตนตอคือ วิกฤตการณน้ํามันซึ่งสาเหตุมาจากการเมือง หากประเทศตางๆ ในโลกสามารถตก ลงกันไดในทางการเมือง ปญหาเรื่องวิกฤตการณน้ํามันก็คงจะหดหายหรือผอนคลายลงไป ในทางดียิ่งขึ้นวิกฤตการณตางๆนี้ก็คงจะหมดสิ้นไปดวย ซึ่งทั้งหมดนี้เปนความหวังที่ชาวโลก “ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” กําลังใฝฝนหาอยูทุกวัน… (ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ.: 100 ) การสรุปมีหลายวิธีดังกลาว ผูเขียนควรเลือกใหเหมาะสมกับลักษณะงานเขียนการสรุป ที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะทําใหงานเขียนไมนาสนใจ คือ 1. การสรุปดวยการยอเรื่องทั้งหมด แตถาเปนวิชาการที่ยาวมากอาจใชวิธีนี้ได 2. การใชวิธีการเดียวกับการขึ้นคํานํา เชน ขึ้นตนดวยบทรอยกรอง และลงทายดวย บทรอยกรอง เพราะทําใหเกิดความรูสึกซ้ําซากจําเจ ไมนาสนใจ 3. การแทรกความคิดประเด็นใหม และรายละเอียดเพิ่มเติมในบทสรุปอันจะทําใหเรื่อง ขาดเอกภาพ 4. การสรุปดวยขอความที่ยาวเกินไป เพราะทําใหงานเขียนขาดสารัตถภาพและ ไมชวน อาน การสรุปที่ดี คือ การสรุปดวยขอความที่กระชับ คมคายจนผูอานประทับใจ ติดใจและ นําประเด็นที่เสนอมาไตรตรองตอไป แมวาจะอานเรื่องจบไปแลวก็ตาม
  • 136.
    127 การเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุปเปนสวนที่มีความสําคัญมากเทาเทียมกันที่จะทําให งานเขียนมีความสมบูรณ ซึ่งจะขาดสวนใดสวนหนึ่งไมได การเขียนเปนศิลปะเฉพาะตัวของผูเขียน แตละคน ที่จะมีวิธีการนําเสนออยางไร ใหผูอานสนใจและบรรลุตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว กลวิธีแนว ทางที่นําเสนอมาเปนเพียงทางเลือกที่ผูเขียนอาจเลือกนํามาใชในงานเขียนโดยมิไดเปนกฎเกณฑตาย ตัว วาจะใชวิธีอื่นไมได 7. การเขียนเรื่องตางๆ ในการเขียนเปนเรื่อง ไมวาจะรูปแบบใดก็ตาม จําเปนตองอาศัยคํา ประโยค สํานวน โวหาร และยอหนา เปนสวนประกอบ ซึ่งตองเลือกใชใหถูกตอง ชัดเจน และเหมาะสม จึงจะชวนอาน และประทับใจ สวนรูปแบบในการเขียนอาจเขียนไดหลายอยาง เชน เรียงความ บทความ สารคดี บทวิเคราะหวิจารณ เปนตน ในที่นี้จะขอนําเสนอการเขียนเรียงความและบทความเปนแนวทางดังนี้ 7.1 การเขียนเรียงความ คือ การเขียนรอยแกวที่มีหัวขอเรื่องหรือแนวคิดกําหนดไวบาง ครั้งก็ยืดหยุนโดยใหผูแตงตั้งชื่อเรื่องเองดวย ตามปกติเรียงความโดยทั่วไปจะมีโครงเรื่อง 3 สวน คือ คํานําหรือบทนํา เนื้อเรื่องหรือตัวเรื่อง และสรุปหรือบทสงทาย การเขียนเรียงความมีวิธีที่ควรปฏิบัติ ตามลําดับดังนี้ 7.1.1 รางโครงเรื่อง ไดแก คํานํา หรือบทนํา เนื้อเรื่อง และการสรุป โดยใชแนว คิดเปนแกนในการดําเนินเรื่อง 7.1.2 เขียนยอหนาตามโครงเรื่อง โดยแตละยอหนาตองมีประโยคใจความสําคัญ หรือมีความคิดหลักอยูดวย 7.1.3 ขยายรายละเอียดแตละยอหนาดวยวิธีตางๆ อยางมีเหตุผล แสดงขอเท็จจริง และขอคิดเห็น แทรกความเปรียบเทียบตามลักษณะโวหารของความเรียงเรื่องนั้น 7.1.4 หาตัวอยางประกอบเหตุผล ขอเท็จจริง ความคิดเห็น โดยเลือกสรร อยางเหมาะสมและกระชับความ 7.1.5 สรุปเรื่องใหกระชับ ฝากขอคิดเพื่อใหผูอานประทับใจ 7.1.6 อานทบทวนและแกไข ตัดคําที่ฟุมเฟอย และประโยคพลความทิ้ง
  • 137.
    128 ตัวอยาง การเขียนเรียงความ วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ สําเนียง ฟากระจาง “คนทุกคนมีหนาที่ตองทําแมเปนเด็กก็มีหนาที่อยางเด็ก คือ ศึกษาเลาเรียน หมาย ความวา จะตองเรียนรูวิชาฝกหัดทําการงานตางๆ ใหเปนอบรมขัดเกลาความประพฤติและ ความคิด จิตใจ ใหประณีต ใหสุจริตแจมใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักไดเติบโตขึ้น เปนคนที่มีความรู ความสามารถ และมีประโยชนตอชาติบานเมือง...” พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระราชทานแกเยาวชนของชาติ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งความในพระบรมราโชวาทนี้ แสดงใหเห็นถึงความ สําคัญในบทบาทหนาที่ของบุคคลโดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งจะตองเปนกําลังสําคัญของชาติใน อนาคต เด็กไทยในวันนี้จะตองเปนผูมีความรับผิดชอบในหนาที่ของตน นั่นคือ การศึกษาเลาเรียน และตองถึงพรอมดวยคุณธรรมอันเปนสิ่งที่สําคัญยิ่งของบุคคล ที่จะชวยสรางสรรคความเจริญรุงเรือง ใหกับประเทศชาติสืบไปในวันหนา ประเทศไทย ไดมีการจัดงานฉลองวันเด็กแหงชาติ ตามคําเชิญชวนขององคการสหพันธเพื่อส วัสดิภาพเด็กระหวางประเทศแหงสหประชาชาติ ตั้งแตปพุทธศักราช 2498 เปนตนมา โดยมีจุดมุง หมายเพื่อเปนการเผยแพรปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิเด็กและเยาวชน มุงสงเสริมใหประชาชนเห็น ความสําคัญ และความตองการของเด็ก รูจักวิธีเลี้ยงดูเด็กใหมีสุขภาพดี ทั้งทางรางกายและจิตใจ ใหรูสํานึกถึงความรับผิดชอบตอสวัสดิภาพ อันเปนการปลูกฝงใหเด็กรูจักการมีสวนรวมใน สังคม และมีความรับผิดชอบตอประเทศชาติ วันที่ 10 มกราคม 2547 นี้ เปนวันเด็กแหงชาติ เปนวันสําคัญยิ่งวันหนึ่งของเยาวชน ซึ่งเปน ทรัพยากรบุคคลที่สําคัญ และเปนพลังสําคัญในการพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญกาวหนาและมั่นคง เด็กในวันนี้จึงควรเตรียมตัวที่จะเปนกําลังสําคัญดวยการหมั่นศึกษาหาความรู ใชเวลาวางใหเกิด ประโยชน ประพฤติปฏิบัติตนอยูในระเบียบวินัย ขยันขันแข็ง ตั้งใจทํางานดวยความรับผิดชอบ ยึดมั่น ในความซื่อสัตยสุจริต มีแตความเมตตากรุณา ชวยเหลือเอื้อเฟอผูอื่น เสียสละและบําเพ็ญประโยชน เพื่อสวนรวม ตลอดจนรูจักอนุรักษทรัพยากร สาธารณสมบัติสวนรวมของชาติ โดยประพฤติปฏิบัติตน ตามขอความขางตนแลว จะไดชื่อวาเปนเด็กดี ชาติบานเมืองก็จะเจริญ มีความผาสุกรมเย็นตลอดไป ดังไดกลาวแลววา เด็กและเยาวชนเปนทรัพยากรมนุษยที่สําคัญกวาทรัพยากรใดๆในโลก ควร อยางยิ่งที่ทุกฝายตองรวมมือรวมใจกัน ใหความสําคัญกับเด็ก ใหเด็กไดตระหนักถึงบทบาทหนาที่ดัง บทเพลง เด็กเอย เด็กดี ที่วา
  • 138.
    129 “เด็กเอยเด็กดี ตองมีหนาที่สิบอยางดวยกัน (ซ้ํา) หนึ่งนับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น สาม เชื่อพอแมครูอาจารย สี่ วาจานั้นตองสุภาพออนหวาน หา ยึดมั่นกตัญู หก เปนผูรูรักการงาน เจ็ด ตองศึกษาใหเชี่ยวชาญ ตองมานะบากบั่น ไมเกียจไมคราน แปด รูจักออมประหยัด เกา ตองซื่อสัตยตลอดกาล น้ําใจนักกีฬากลาหาญ ใหเหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา สิบ ทําตนใหเปนประโยชน รูบาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติตองรักษา เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเปนเด็กที่พาชาติไทยเจริญ...” ดวยในป 2546 ที่ผานมา เปนปแหงการสงเสริมการอานและ การเรียนรู จึงควรที่เด็กไทยทุกคนจะใหความสําคัญกับการอาน โดย เฉพาะภาษาไทย อันเปนเอกลักษณประจําชาติ ที่จะตองรวมกัน อนุรักษ และใชใหถูกตอง ซึ่งถือเปนบทบาทหนาที่หรือภารกิจอีกขอ หนึ่งที่เยาวชนของชาติ ตองถือปฏิบัติโดยสงเสริม อนุรักษ และสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมทางภาษาไทยของเรา ใหดํารงอยู เปนเอกลักษณของ ชาติสืบไป ดังพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ที่พระราชทานไวมีความตอนหนึ่งวา “ภาษาไทย เปนเครื่องมืออยางหนึ่งของชาติ เปนทางสําหรับแสดงความคิดเห็นอยาง หนึ่ง เปนสิ่งที่สวยงามอยางหนึ่ง เชนในทางวรรณคดี เปนตน...เรามีโชคดี ที่มีภาษาของตน เองแตโบราณกาล จึงสมควรอยางยิ่งที่จะรักษาไว...” เยาวชนไทยทุกคน จึงควรสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทาน โดยตั้งใจปฏิบัติหนา ที่ตามพระบรมราโชวาท รวมกันสรางความเพียรดวยการเพิ่มพูนขุมทรัพยทางปญญา ควบคูไปกับ คุณธรรม ใหมีพลังที่จะปกปอง พัฒนาชาติบานเมือง และเชิดชูคุณคาของภาษาไทยของเรา ซึ่งเปน มรดกวัฒนธรรมอันล้ําคายิ่ง ใหสมกับเปนเยาวชนคนดี ที่มีความกตัญู รับผิดชอบตอชาติ ตอแผนดิน เด็กไทยในวันนี้ ก็จะพบแตสิ่งดีๆในชีวิต ดังคําขวัญวันเด็ก ประจําป พุทธศักราช 2547 ที่ วา “รักชาติ รักพอแม รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแนนอน” (สําเนียง ฟากระจาง, 2547: 2)
  • 139.
    130 7.2 การเขียนบทความ (Article)เปนความเรียงชนิดหนึ่ง มีโครงเรื่อง คือ คํานํา เนื้อเรื่องและ สรุป บทความเขียนขึ้นเพื่อใหสาระขอเท็จจริง ความรู หรือเปนงานเขียนที่เสนอความคิดเห็น ขอเสนอแนะ ที่นาสนใจเปนประโยชนเกี่ยวกับเรื่อง หรือเหตุการณตางๆ บทความอาจเขียนในแงเชิงวิจารณ อธิบาย ใหความรู แนะนํา สั่งสอน หรือชวนขัน ฯลฯ บทความโดยทั่วไปมีลักษณะเฉพาะ คือ เนื้อหาจะประกอบดวยขอมูล ขอเท็จจริงและขอ คิดเห็น ขอเสนอแนะของผูเขียน อานแลวไดแนวคิดเพิ่มเติมไมใชเรื่องไรสาระ ตองเปนเรื่องหรือ เหตุการณที่สําคัญ กําลังเปนที่สนใจอยูในขณะนั้น และวิธีเขียนตองชวนคิด ชวนติดตามโดยตลอด ภาษาที่ใชในบทความ ตองเปนภาษากึ่งแบบแผน และแบบแผน เนื้อหาของบทความตอง นําไปอางอิงทางวิชาการได ใหความคิดและความเขาใจเรื่องตางๆ อันจะเปนประโยชนในการแกปญหา เพิ่มพูนสติปญญาแกผูอานอันเปนปจจัยในการพัฒนาคน ทั้งทางดานสติปญญา และความสามารถ เพื่อประโยชนของสังคมและประเทศชาติ เรื่องที่จะนํามาเขียนบทความ ควรเปนเรื่องที่เปนประโยชน ตอสวนรวม เชน เรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม การเมืองการปกครอง การบริหาร สุข ภาพ สิ่งแวดลอม วัฒนธรรม การเขียนบทความในแงใดก็ตาม มีวิธีปฏิบัติดังตอไปนี้ 1. เขียนใหนาอานและเกิดความประทับใจ 2. เขียนแบบวิเคราะหเรื่อง วิเคราะหผูอานโดยมีการเรียงลําดับตามโครงเรื่อง อยางถูกตอง คือ คํานํา เนื้อเรื่อง สรุป 3. เขียนแจมแจงและใหผูอานคลอยตาม 4. เขียนอางอิงอยางมีหลักฐานนาเชื่อถือ 5. เลือกเขียนเรื่องที่กําลังเปนที่นิยม 6. เขียนใหมีสาระและชวนอานอยางเพลิดเพลิน 7. แทรกความคิดเห็นหรือขอคิดในทางสรางสรรคและไมขัดตอวัฒนธรรมอัน ดีงาม 8. เขียนอยางมีเหตุผล เสนอแนะในสิ่งควรทําได 9. ตั้งชื่อเรื่องไดอยางเหมาะสมใหดูนาอาน เนื้อเรื่องมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ ตลอดจนสรุปเรื่องฝากขอคิดเพื่อใหผูอานคลอยตาม และประทับใจ
  • 140.
    131 ตัวอยาง การเขียนบทความ ตามรอย...คําสอนของพอ เรื่อง :สําเนียง ฟากระจาง คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จเถลิงถวัลยราชยสมบัติครบ 60 ป ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 นับเปน มหามงคลสมัยที่จะไดรับการจารึกไว เพราะไมเคยปรากฏในประวัติศาสตร ของชาติไทยและของโลก ประชาชนชาวไทยที่อยูทั่วประเทศ และทั่วทุกมุมโลกตางปลื้มปติในวาระ มิ่งมงคลครั้งนี้ จึงพรอมใจกันถวายพระพรแดพระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวฯ เพื่อแสดงถึงความกตัญูกตเวทิตาคุณ แสดงความจงรักภักดี แดพระองคผู ทรงคุณอันประเสริฐสุด พระผูทรงสรางสรรคความเจริญผาสุกรมเย็นแกบานเมืองนานัปการอยาง อเนกอนันต พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปน “ยิ่งกวาพระมหากษัตริย” ทรงเปน ศูนยรวมใจของไทยทั้งชาติ ทรงเปนพอหลวงของแผนดิน ทรงเปนนักการศึกษา ทรงเปนนักพัฒนา ทรงพระปรีชาญาณในศาสตรสาขาตางๆ มากมาย ทรงเปนภูมิพลังแหงแผนดินไทยโดยแท พระองคทรงเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติเปนที่ประจักษแกพสกนิกรไทย เบื้อง พระยุคลบาทจากพระราชกรณียกิจ และคําสอนจากกระแสพระราชดํารัสที่พระราชทานแกปวงชนชาวไทย เนื่องในวโรกาสตางๆเปนเรื่องที่ อํานวยประโยชนในการดําเนินชีวิตเปนอยางยิ่ง ความจงรักภักดีที่ราษฎรมีตอพระองคอยางมากมาย ก็เพราะพระองคทรงมีความรักความหวง ใยในราษฎรของพระองคดังความจากพระราชนิพนธบันทึกประจําวัน “เมื่อขาพเจาจากสยามมาสูสวิตเซอรแลนด”มีความตอนหนึ่งวา “ถึงวัดเบญจมบพิตรรถแลนเร็วไดบาง ตามทางที่ผานมาไดยินเสียงใครคนหนึ่งรองขึ้นมาดังๆ วา อยาละทิ้งประชาชน อยากจะ รองลงไปบอกวา ถาประชาชนไมทิ้งขาพเจาแลว ขาพเจาจะละทิ้งอยางไรได แตรถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแลว ” จนเวลา ลวงเลยไปประมาณ 3 ป เศษ คือ ในวันศุกรที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระองคไดพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก
  • 141.
    132 ประชาชนชาวไทย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณพระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ไววา“เราจะครองแผนดินโดย ธรรม เพื่อประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” จากวันนั้นจนถึงวันนี้เปนเวลา 60 ปแลว พระองคทรงปกครองแผนดินโดยธรรม เพื่อ ประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม ตามแนวทางพระปฐมบรมราชโองการเสมอมา เพื่อความผาสุกของมวลชน พระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทุกเบื้องพระยุคลบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวฯ ทรงสรางความผาสุกรมเย็นแกผองพสกนิกรไทยทุกหมูเหลาทั่วทั้งประเทศอยางตอเนื่อง ตลอดมาโดยยึดหลักทศพิธราชธรรมตามพระปฐมบรมราชโองการ แสดงใหเห็นถึงพระสัจบารมี ที่ทรง พระราชทานไวทุกประการ ทศพิธราชธรรม 10 คือ ธรรมหลักสําหรับพระราชาในการใชพระราช อํานาจ และการบําเพ็ญประโยชนตออาณาประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏ 10 ประการ ดังนี้ (1) ทาน ใหทานหรือการให (2) ศีล การรักษาศีล ความประพฤติเรียบรอยดีงาม หรือการตั้งพระทัยมั่น และทรงประพฤติพระราชจริยวัตร พระวรกาย พระราชดํารัส พระราชหฤทัยใหปราศจากโทษ (3) ปริจาคะ การสละประโยชนสวนตน หรือการบริจาคอันไดแก การที่ทรงสละสิ่งไมเปนประโยชนหรือมีประโยชนนอย เพื่อสิ่งที่ดีกวา (4) อาชชวะ การซื่อตรงตอตนเองและผูอื่น ความซื่อตรง (5) มัททวะมีความสุภาพออนโยน มีสัมมาคารวะ เปนผูมีอัธยาศัยออนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร (6) ตปะ ความพากเพียร ไมเกียจคราน (7) อักโกธะ การระงับความโกรธ ความไมโกรธ หรือการไมแสดงความโกรธใหปรากฏ (8) อวิหิงสา การไมเบียดเบียน ทรงมีพระราชอัธยาศัยกอปรดวยพระมหากรุณา (9) ขันติ ความอดทน คือ การที่ทรงมีพระราชจริยวัตรอันอดทนตอสิ่งทั้งปวง (10) อวิโรธนะ การยึดมั่นในความยุติธรรม แนวแนในความถูกตอง คือ การที่ทรงตั้งอยูใน ขัตติยราชประเพณี ไมทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยวัตร นิติศาสตร ราชศาสตร
  • 142.
    133 ในประเทศไทยไมมีพื้นที่ใด ที่พระองคเสด็จไปไมถึงทรงหาแนวทางในการแกปญหาชาติบานเมืองทุกคราวเมื่อประสบภาวะวิกฤต โครงการกวา 3,000โครงการ ที่สรางชาติไทยใหเขมแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเปนอยูที่ดี ก็ดวยพระปรีชาสามารถ พระอัจฉ ริยภาพ และพระบารมีของพระองคกระแสพระราชดํารัสของพระองคที่พระราชทานแกพสกนิกรไทย เนื่องในวโรกาสตางโดยเฉพาะในวัน เฉลิมพระชนมพรรษา ทุกถอยคําพระราชดํารัสบงบอกถึงความหมายโดยนัย ในการตักเตือน ชี้แนะ หรือแนวทางการแกไขหาทางออก ของวิกฤตการณในชวงเวลานั้นๆ เสมอมา ขออัญเชิญพระราชดํารัสบางตอนดังนี้ พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2514 “...ในการประกอบการงานดานตางๆ อยูทุกวันนี้มีเหตุการณหลายอยางที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความมั่นคงของชีวิต และการงานของคนไทยโดยสวนรวมมาก จําเปนตองปดเปาแกไขให ผานพนไปโดยเร็ว ขาพเจาจึงใครขอใหทุกฝายเรงรัดปฏิบัติสรรพกิจการงานโดยขะมักเขมน และสอดคลองเกื้อกูลกัน ขอให รักษาความดี ความสามัคคี และความสุจริตใหมั่นคง เพื่อประโยชนสุข ของชาติไทย ซึ่งเปนเปาหมายอันสูงสุด...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือเหตุการณตางๆ ที่กําลังเกิดขึ้นในบานเมือง สงผลกระทบตอระบบ ความมั่นคงในการดํารงชีวิต ความเปนอยู ทุกฝายตองชวยกัน โดยการปฏิบัติหนาที่ของตนใหดี และตองรักษาความดี มีความ สามัคคี และมีความสุจริต การทําหนาที่ของตนใหดีถูกตองสมบูรณ ไมใชทําเพื่อประโยชนสวนตนหรือตางคนตางทําแตตองทําไปพรอมๆ กัน โดยมี จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ สวนการรักษาความดีนั้นเปนหนาที่ของคนดีทุกคน คนดี คือ คนที่มี คุณธรรม 4 ประการ ไดแก การรักษาความสัจ การขมใจตนเอง ความอดทน และความเสียสละ เมื่อทุกคนมีความสุจริตในหนาที่ของคนดี ก็จะเกิดความสามัคคีในหมูคณะตามมา ปญหาตางๆก็จะหมดไป พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523 “...ปจจุบันนี้ วิกฤติการณตางๆเกิดขึ้นในโลกไมขาดระยะ และนับวันดูจะยิ่งหนักหนาเขา ทําใหเราตองถูกกระทบ กระเทือนจนนาวิตกหวงใยในความมั่นคงและปลอดภัยของบานเมืองอยางมาก ขอนี้นาที่จะทําความเห็นใหกระจางวา เมื่อ สถานการณใดจะเกิดขึ้น เราก็จะตองเผชิญสถานการณนั้นดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลาหาญ...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือ โลกกําลังประสบภาวะวิกฤตทุกดาน อันจะสงผลกระทบตอความมั่น คงและปลอดภัยของบานเมือง ทรงชี้ใหเห็นถึงแนวทางในการเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตดังกลาวดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลา หาญ สติ หมายถึง ความรูสึก ความรูสึกผิดชอบ ความระลึกได และความมีสติในกระแสพระราชดํารัสนี้ ทรงใหทุกคนมีสติปญญา คือ ปญญารอบคอบ และมีสติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกได และความรูตัว มีความรูสึกตัวดวยความรอบคอบและดํารงตนในความไม ประมาท การทําการใดๆ ตองมีสติ ความยั้งคิด และวิจารณญาณ อันถี่ถวนรอบคอบ เปนเครื่องควบคุมกํากับใหดําเนินงานไปได โดยถูกตองเที่ยงธรรมตามทิศทาง นอกจากนี้ทรงใหตระหนักเรื่องความสามัคคีดัง พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523วา “...ความสามัคคีนี้เปนคุณธรรมสําคัญประการหนึ่งซึ่งหมูชนผูอยูรวมกันจําเปนตองมี ตองถนอมรักษา และตองนํามา ใชอยูสม่ําเสมอ เนื่องดวยสรรพกิจการงานที่เปนสวนรวมทุกดาน ทุกระดับ ตองอาศัยบุคคลหลายฝายรวมกันคิด รวมกันทํา ถาแตละฝายเขามารวมงานกันดวยความตั้งใจดี ดวยความรูความสามารถ ดวยความฉลาดมีเหตุผล และดวยความคิด ที่ สรางสรรค งานก็จะสําเร็จผลสมบูรณงดงามตามประสงคทุกอยาง...”
  • 143.
    134 จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ การอยูรวมกันของกลุมชนหมูมากจําเปนตองใชความสามัคคีที่เปน คุณธรรมสําคัญประการหนึ่ง เปนตัวตั้ง งานทุกอยางจึงจะประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค สามัคคี หมายถึง ความพรอมเพรียงกัน ความปรองดองกัน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯทรงฝากเรื่องความสามัคคีแกปวง ชนชาวไทยทุกหมูเหลา ใหมีความรวมมือรวมใจกันดวยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจตอกัน ไมแกงแยงชิงดี อิจฉาริษยากัน ในการที่จะทํา การงานเพื่อประโยชนแหงสวนรวม พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2532 “...ระยะหลังนี้สถานการณหลายดาน ไมวาทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เปลี่ยนแปลงแปรผันอยางรวดเร็วและ ซับซอน อาจเปนเหตุใหบางคนบางฝายเกิดความสับสนในความคิด และความไมเขาใจกันในการปฏิบัติงานซึ่งเปนขอที่นา วิตก ขาพเจาเห็นวาทุกฝายสามารถจะสามารถคลี่คลายปญหานี้ไดไมยากนัก ถาเราหวนคิดพิจารณาเรื่องตางๆที่เปนมา แลวในอดีตโดยละเอียด ใหเห็นวาแตละเรื่องแตละเหตุการณเกิดขึ้นจากขอมูลเหตุอันใด และมีผลเกี่ยวเนื่องสืบตอมาอยาง ไรก็จะชวยใหทราบชัดไดถึงสถานการณในปจจุบัน ตลอดจนแนวโนมที่จะเปนไปในอนาคต และความรูความเขาใจอันชัด เจนนี้ยอมทําใหแตละคนเล็งเห็นหนาที่ที่แท กับทั้งแนวทางปฏิบัติที่ถูกตองในการจรรโลงอิสรภาพ ความเจริญมั่นคง และ ความดีงามทั้งปวงในแผนดิน ทานทั้งหลายจึงควรระลึกอยูเสมอๆ วาการใชสติปญญาพิจารณาเหตุการณใหกวางไกลโดย รอบคอบ และรอบดาน เปนสิ่งสําคัญและจําเปนอยางที่สุด...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ ความเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วทั้งในดานเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม กอใหเกิดความสับสนในความคิด พระองคทรงใหตระหนักถึงความสําคัญของการใชสติปญญา การคิด ใหรูจักใชความคิด พิจารณาเรื่องตางๆ ดวยปญญาอยางมีวิจารณญาณที่จะชวยคลี่คลายปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้น อันจะอํานวยประโยชนตอชาติบานเมืองสืบ ไป ปญญา เปนตัวนําทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อยางไร แคไหน ก็อยูที่วา มีปญญาชี้นําหรือบอก ทางใหเทาใด ปญญาเปนตัวปลดปลอยจิตใจ ใหทางออกแกจิตใจ เชน เมื่อประสบปญหาใดก็ตาม หากเกิดสติปญญารูวาจะทํา อยางไร จิตใจก็โลง เปนอิสระได ทั้งนี้ การพัฒนามีหลายระดับ เชน ปญญาชวยใหดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ ประสบความ สําเร็จ ปญญาชวยใหดําเนินเขาสูวิถีชีวิตที่ถูกตองดีงาม ปญญาชวยใหบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงาม พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงมีพระราชดํารัสแกปวงชนชาวไทย ใหรูจักทําสิ่งที่มีเหตุผล ไมทําตามใจตนเองในเรื่อง ตางๆ ลดความถือดีแลวรวมมือกันปฏิบัติหนาที่ดวยความปรองดองกันดังความในพระราชดํารัสวา “...ปจจุบันนี้ รูสึกวาบานเมืองมีปญหา และความขัดของเกิดขึ้นไมสรางซาเกือบทุกวงการ เปนเครื่องบงบอกชัดเจนวา ถึงเวลาแลว ที่ทุกคนทุกฝายจะตองลดความถือดี และการทําตามใจตัวเอง แลวหันมาหาเหตุผลความถูกตองและความรับผิด ชอบตอสวนรวมกันอยางจริงจัง เพื่อกําจัดอคติและสรางเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน จักไดสามารถรวมกันเรงรัด ปฏิบัติสรรพกิจการงานใหประสานสอดคลอง และปรองดองเกื้อกูลกัน ใหสัมฤทธิ์ประโยชนสูงสุดในการธํารงรักษาอิสรภาพ อธิปไตย และความเปนไทย ใหยืนยงมั่นคงอยูตลอดไป...” จากกระแสพระราชดํารัสบางตอนในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ที่ทรง พระราชทานแกพสกนิกรไทยเนื่องในวโรกาสวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ดัง อัญเชิญมาขางตน เปรียบ เสมือนแสงนําทางแหงชีวิต ใหกาวไปสูหนทางสวางไสว พน
  • 144.
    135 จากความมืดมน และสูเปาหมายปลายทางคือ ความอยูอยางรมเย็นเปนสุขเราคนไทยทุกคนควรประพฤติปฏิบัติตามแนวทางพระราชดํารัส ของพระองค เพื่อใหบังเกิดผลดีทั้งแกตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติสืบไป ภาพพระพักตรที่เปยมไปดวยพระเมตตา ทรงโบกพระหัตถแกประชาชนของพระองค ยามเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เปนภาพประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากที่ใครจะลืมเลือน บรรยากาศ ณ วันนั้น ไดประกาศใหโลกไดรับรูถึง ประเทศไทย ที่ไมเพียงแตเปนประเทศเล็กๆ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศเทานั้น หากแตยังประกาศพลังแหงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีตอพระมหากษัตริยของพวกเขา เมืองไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริยที่ทรงเปน มหาบุรุษ และเปนภูมิพลังแหงแผนดิน พระราชดํารัสที่พระราชทานในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ตราตรึงอยูในสํานึกของพสกนิกรทั้งมวล ความวา “ขาพเจามีความยินดีเปนอยางยิ่ง ที่ไดมาอยูในทามกลางมหาสมาคม พรอมพรั่งดวยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคําอวยพรและการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ ที่ทุกคนตั้งใจจัดใหขาพเจาเปนพิเศษ ทั้ง รัฐบาลไดจัดงานครั้งนี้ไดเรียบรอยและงดงาม น้ําใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่รวมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่ พรอมเพรียงกันมาในวันนี้ นาปลาบปลื้มใจมาก เพราะแตละคนไดแสดงออกและตั้งใจมาดวยความหวังดีจากใจจริง จึงขอ ขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปยมไปดวยความปรารถนาดีและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝาย ทําใหขาพเจา เห็นแลวมีกําลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเปนที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทําใหคนไทยเราสามารถรวมมือรวม ใจกันรักษาและพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรืองสืบตอกันไปไดตลอดรอดฝง ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทํา ดวยความเมตตา มุงดี มุงเจริญตอกัน ประการที่สอง คือ การที่แตละคนตางชวยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชนกัน ใหงานที่ทําสําเร็จ ผล ทั้งแกตน แกผูอื่น และประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยูในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเทา เทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การที่ตางคนตางพยายามทํา นําความคิด ความเห็นของตนใหถูกตอง เที่ยงตรง และมั่นคงอยูใน เหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพรอมมูลในกาย ในใจของ คนไทย ก็มั่นใจไดวา ประเทศชาติไทยจะดํารงมั่นคงอยูตลอดไปได จึงขอใหทานทั้งหลายในมหาสมาคมแหงนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมูเหลา ไดรักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไวให เหนียวแนน และถายทอดความคิดจิตใจนี้กันตอไปอยาไดขาดสาย เพื่อใหประเทศชาติของเราดํารงยืนยงอยูดวยความรม เย็นเปนสุข ทั้งในปจจุบันและใน ภายหนา ขออํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุมครองรักษาประเทศชาติไทย ใหปลอดพนจาก อันตรายทุกสิ่ง และอํานวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ใหเกิดแกประชาชนชาวไทยทั่วกัน”
  • 145.
    136 มวลพสกนิกรไทยตางพนมมือนอมรับใสเกลาใสกระหมอมทุกถอยคํา ทุกประโยค ในกระแสพระราชดํารัสคําสอนของพอ ที่ ทรงมุงหวังใหลูกทุกคน คิดดี ทําดี มีคุณธรรม ชวยกันค้ําจุนประเทศชาติสืบไป...ยากที่ใครจะกลั้นน้ําตาแหงความปลื้มปติ
  • 146.
    137 ธงชาติไทย และธงสัญลักษณที่อยูในมือของทุกคน ณบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมไปจนทองถนนราชดําเนินกลาง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 โบกพลิ้วเปนคลื่นแหงความจงรักภักดี หมื่นลานดวงใจผูกรอยดวยกันเปนหนึ่งเดียว วา “เคารพ เทิดทูน และรักพระองคทานเหลือเกิน” 1 7.3 การเขียนโนมนาวใจ การเขียนโนมนาวใจ หรือการเขียนชักชวน เปนการเขียนที่ผูเขียนตองการใหผูอานทํา กิจกรรมใหสําเร็จตามที่ผูเขียนตองการความตองการนั้นอาจจะใหกระทําเลือกกระทํา หรือกระทําสิ่งนั้นตอไป ซึ่งจะมีผลประโยชนตอตน เองหรือสวนรวม เชน การเขียนคําโฆษณา การเขียนคําขวัญ เปนตน 7.3.1 หลักการเขียนโนมนาวใจ ในการเขียนโนมนาวใจนั้น ผูเขียนจะตองรูหลักในการเขียน ซึ่งมีดังนี้ - หลักจิตวิทยา การเขียนโนมนาวใจ จะตองใชหลักจิตวิทยาที่วา มนุษย กระทําเพื่อตอบสนองความตองการของตัวเอง ดังนั้นผูเขียน จะโนมนาวใจผูอาน กระทําโดยชี้ใหเห็นวา ถาผูอานทําตามผูเขียนแลว ผูอานยอมไดรับผลตอบสนองความตองการทางดานรางกาย จิต ใจ หรือสังคม อยางใดอยางหนึ่ง หรือมากกวานั้น ความตองการของมนุษยจึงเปนสิ่งกระตุนใหมนุษยทําสิ่งตางๆ ตามความตองการของ ผูเขียน ความตองการของมนุษยซึ่งนํามาใชในการเขียนโนมนาวใจ ตามทฤษฎีของมาสโลว มี 5 ระดับ คือ 1. ความตองการพื้นฐานทางรางกาย ไดแก ปจจัย 4 2. ความปลอดภัย เมื่อมนุษยมีปจจัย 4 แลว มนุษยยังตองการความปลอดภัย มั่นคง จากรายไดในการ ทํางาน เพื่อการดํารงชีวิต 3. ความเปนเจาของ มนุษยตองการเพื่อน ญาติมิตร และมีครอบครัว เพื่อมีสวนรวมเปนเจาของ และเพื่อสรางฐานะ สรางครอบครัว สืบทอดวงศตระกูล 4. ความยอมรับในสังคม มนุษยตองการใหคนยอมรับ และนับหนาถือตาในวงสังคม 5. ความสําเร็จของตนเอง มนุษยตองการจะทํากิจกรรมตางๆ ใหสําเร็จไปดวยดี นอกจากการเขียนโนมนาวใจ จะยึดหลักความตองการของมนุษยดังกลาวขางตนแลว การเขียนโนมนาวใจ ยังเกี่ยวโยงกับ ลักษณะกลุมผูอานอีกดวย ถากลุมผูอานมีความสัมพันธตอกัน และมีเปาหมายของกลุมแนนอน ผูอานแตละคนจะตกอยูในอิทธิพลของ กลุม กลุมเปนผูกําหนดพฤติกรรมของสมาชิกใหเปนแบบแผนเดียวกัน ดังนั้นการเขียนโนมนาวใจเปนกลุมเชนนี้ การกระทํากิจกรรมใดๆ ก็ตาม ผูเขียนจะตองใชหลัก “พวกมากลากไป” โดยเราอารมณคนสวนใหญใหเลื่อมใส เชื่อมั่นในคําพูด และผลักดันใหกลุมกระทําตามที่ คนสวนใหญตองการ - กลวิธีการเขียน โดยทั่วไปแลว การเขียนโนมนาวใจมีอยู 2 วิธี คือ 1 สํ า เ นี ย ง ฟา ก ร ะ จ า ง ต า ม ร อ ย คํ า ส อ น ข อ ง พอ. “ ... ” ว า ร ส า ร ส ว น ดุ สิ ต ฉ บั บ ที่ ป ที่ ห น า. 1 0 3 : 8 – 12 : 3 ก ร ก ฎ า ค ม - กั น ย า ย น 2549.
  • 147.
    138 1. โนมนาวใจอยางตรงไปตรงมา ซึ่งผูอานรูวากําลังถูกโนมนาวใจ 2.โนมนาวใจทางออมที่ผูอานไมรูตัว วิธีการทั้ง 2 วิธีดังกลาว จะมีวิธีการเขียนอยู 3 ระดับ คือ 1. การใหขาวสาร การเสนอขาวสารขอมูลของผูเขียน มีจุดมุงหมายที่ตองการใหผูอานเขาใจ เกิดความ เลื่อมใสศรัทธา มีความไววางใจ และประทับใจเรื่องที่อาน สิ่งเหลานี้จะเปนการนําไปสูการตัดสินใจวา ควรเชื่อถือเรื่องที่อานหรือไม การ ใหขาวสารในการเขียนโนมนาวใจ ไดแก การยกตัวอยาง หรือ การเลาเรื่องเปนอุทาหรณ การอางสถิติ การยกคําขวัญ คําพังเพย สุภาษิต ประกอบ ซึ่งการไดขาวสารประเภทนี้ ทําใหผูอานเกิดจินตนาการไดชัดเจน 2. การทําใหเชื่อ มีจุดมุงหมายตองการใหผูอานเชื่อเรื่องที่อาน โดยผูเขียนจะใชเหตุผล หรืออาง หลักฐานตางๆ เพื่อสนับสนุนความคิดของผูเขียนใหมีน้ําหนักและนาเชื่อถือ 3. การโนมนาวใหกระทํามีจุดมุงหมายตองการใหผูอานกระทําตามขอเขียนนั้น 7.3.2 ประเภทของการเขียนโนมนาวใจ จุดประสงคสําคัญของการเขียนโนมนาวใจ คือ เขียนใหผูอานกระทําตามคําชักจูงของ ผูเขียน จึงแบง ประเภทของการเขียนโนมนาวใจได 3 ประเภท คือ - การเขียนโนมนาวใหกระทํา การเขียนใหผูอานกระทํากิจกรรมใดๆตามความตองการ ผูเขียนจะตองชี้ใหผูอานเห็นวาเรื่องนั้นๆ เปนประโยชนตอตนเองหรือสวนรวม - การเขียนโนมนาวใหเลิกกระทํา การเขียนใหเลิกกระทําจะเกิดขึ้น เมื่อตองการใหผูอานเลิกกระทํากิจกรรมนั้น เวลาเขียนจะตองชี้ให เห็นวา การกระทํานั้นเกิดผลเสียตอตนเองและสวนรวม - การเขียนโนมนาวใหกระทําตอไป การเขียนประเภทนี้ มีลักษณะเปนงานเขียนที่ตองการใหผูอานกระทํากิจกรรมตอไป เพราะเปน กิจกรรมที่ดีมีประโยชน ทั้งตอตนเองและสวนรวม ผูกระทําไมควรเลิกกระทํา แตควรกระทําตอไป ตัวอยาง รูปแบบของการเขียนโนมนาวใจ สําเนียง ฟากระจาง (2553 :189 - 196) การเขียนโฆษณา เปนการเขียนที่มีจุดมุงหมายใหผูอานยอมรับ จนเกิด การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ คานิยม และ พฤติกรรม เปนไปตามจุดมุงหมายของผูเขียน การเขียนโฆษณามีดังนี้ (1) การเขียนโฆษณาสินคา เปนการเขียนเพื่อมุงที่จะขายสินคา โฆษณา หรือขายบริการ ซึ่งในการเขียนประเภทนี้ผูเขียนจะตองมีความรูหลายๆ ดาน เชน มีศิลปะในการใชถอยคํา มีความรูเกี่ยวกับความ ตองการของตลาด รูจักสินคาที่จะโฆษณาเปนอยางดี รูจักวิธีที่จะสรางความสนใจและเราความรูสึกอยากรูใหเกิดขึ้น ดังนั้นผูเขียน
  • 148.
    139 โฆษณาสินคา จึงควรรูหลักเบื้องตน ของการขายซึ่ง ฉัตรา บุญนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง (2522 :192-195) ไดสรุปหลักเบื้องตนของการขายไวดังนี้ 1) Attentionทําใหสะดุดใจ คือ ทําใหผูซื้อที่เราเสนอขายนั้น มาเอาใจใสสินคาของเรา 2) Interest ทําใหเกิดความสนใจ 3) Desire ทําใหเกิดความปรารถนาที่จะซื้อสินคาที่เราเสนอขาย 4) Actionทําใหเกิดการปฏิบัติ คือ ทําใหผูซื้อตัดสินใจซื้อสินคาของเรา การโฆษณา มีสิ่งหนึ่งซึ่งควรจะตองใหเกิดแกผูที่เราเสนอขาย คือ ทําใหเขาจําสินคาของเราได แมจะยังไมเกิดความตองการ ซื้อ เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะตองซื้อ จะไดมุงตรงมาซื้อสินคาของเราในทันที ดังนั้น ในการโฆษณา มีขั้นตอน และเปาหมาย ดังนี้ คือ 1) Theme หมายถึง แนวคิดที่ตองการใหประชาชนจดจํา ผูจะโฆษณา ควรจะรูจุดเดนของสินคาแตละประเภท และ นําเอาจุดนั้นมาผูกเปนวลี หรือประโยค ที่จะใหจดจํางาย เชน น้ํามัน Essoตองการเนนวาใหพลัง ผูเขียนโฆษณา อาจจะเนนวาใหพลังสูง หรืออาจจะใชวิธีเปรียบเทียบใหเห็นชัดเจนวา จับเสือใสถังพลังสูง คนก็จะจดจําน้ํามัน ในแงนี้ ในลักษณะที่น้ํามันShell มีแนวคิด ตองการใหคนจดจําเกี่ยวกับความตองการในการขับขี่จึงใชขอความโฆษณาวาไปซุปเปอรสวยดวยซุปเปอรเชลล 2) Copy Point หมายถึง จุดแสดงสรรพคุณผูโฆษณาอยางดีวา มีจุดเดนที่ใดบาง ขอสําคัญคือ ผูโฆษณาจะตอง เลือกเฉพาะจุดที่เดนจริงๆ แนวทางที่นํามาใชในการเขียนรางโฆษณา คือ ตอนที่ 1 เปนการพาดหัวและขยายพาดหัว ตอนที่ 2 เปนจุดเดนๆแตกตางจากผูอื่น พรอมทั้งขอพิสูจนขออางที่แตกตางจากผูอื่น ตอนที่ 3 เปนขอความลงทาย ตอนที่ 1 การพาดหัวและขยายพาดหัว การพาดหัวมีความสําคัญมาก เพราะเปนจุดที่ทําใหผูซื้อสะดุดใจ และหันมาสนใจสวนขอความที่นํามาขยายการพาดหัวนั้น เปน สิ่งที่ทําใหเขาใจขอความที่พาดหัวดียิ่งขึ้น การพาดหัวอาจทําไดหลายแบบ ดังนี้ 1. การพาดหัวแบบขาว (News) คือเขียนเปนทํานองบอกกลาว หรือรายงานเกี่ยวกับสินคา หรือบริการที่ แปลกใหม หรือมีขาวดีเกี่ยวกับสินคานั้นๆ ตัวอยาง พาดหัว เนชั่น มาดใหม ขยายพาดหัว มากสาระ สบายตา
  • 149.
    140 สบายสมอง 2. การพาดหัวแบบคําแนะนําและสัญญา (Adviceand promise) คือ เขียนเปนทํานองแนะนํา สัญญา เปนการแนะแนวทางใหผูซื้อไดรับประโยชนอยางเต็มที่ อาจจะมีการเขียนในทํานองทาใหพิสูจนวาดีจริงหรือไมหรืออาจจะมีการ รับประกันในระยะเวลาที่กําหนดได ตัวอยาง พาดหัว หมดกังวลเมื่อใช ดี.ดี.ที.ตราหัวไก ขยายพาดหัว มีประสิทธิภาพในการกําจัดยุง แมลง ตางๆ สัญญาพาดหัว ไดผลแนนอน 3. การพาดหัวแบบกอใหเกิดความอยากรูอยากเห็น (Curiosity) คือ เขียนเปนทํานองรายงานเกี่ยวกับสินคา แตใชสํานวนแปลกๆ เพื่อใหผูอานตื่นตาตื่นใจ หรือประทับใจ มักทํากัน 2 แบบ คือ ● แบบละคร (Dramatic Story headline) เปนการใชสํานวนโวหารที่โลดโผน อาจจะมี การใชภาพพจนประกอบได ตัวอยาง พาดหัว ใครๆ ก็ทําเคกได ขยายพาดหัว แตจะเรียนการทําเคกให ถูกหลัก ตองรูจักเลือก แปง ไขมัน น้ําตาล ผงฟูเพื่อที่จะทํา เคก ขนม และอาหารฝรั่ง ไดหลายๆ ชนิด ● แบบทําใหฉงน (Provocative surprising headline)เปนการโฆษณาใหเกิดความฉงน ตื่นเตน เราใจ 4. การพาดหัวแบบเลือกกลุม (Selective)คือ เอยถึงกลุมที่คิดวาจะใชสินคาที่โฆษณานี้ ตัวอยาง พาดหัว บรรลุเปาหมายหรือไม คุณเปนคนตัดสิน ขยายพาดหัว จอบใหม กําลังรอการ พิสูจนจากคุณ ตัวอยาง พาดหัว วงแขนจา..เตาลากอน ขยายพาดหัว โรลออนระงับกลิ่นกาย Alum Rock
  • 150.
    141 5. การพาดหัวแบบคําสั่ง (Command)คือเขียนคลายคําสั่งใหซื้อ หรือทดลองใช แตควรเปนคําสั่งแบบที่ไมได บังคับวาจะตองทํา ตัวอยาง พาดหัว ดื่มแมโขง....จรรโลงจิต หรือ Drink Coca Cola / ดื่มเปบซี่...ดีที่สุด ฯ 6. การพาดหัวแบบอธิบาย (Picture Coption)คือ เขียนอธิบายภาพ ถาไมมีภาพประกอบอาจจะไมรูเรื่อง ตัวอยาง พาดหัวเพื่อความสาว ความสวย แหงเรือนผม ตอนที่ 2 การอธิบายประโยชน ขอความในตอนนี้ จะชวยใหผูอานเกิดความเขาใจเกี่ยวกับสินคา และเกิดความตองการสินคานั้นๆ ในการอธิบายนี้ อาจจะ กลาวถึงประวัติเรื่องราวตางๆ เกี่ยวกับสินคา เชน ผลิตมานาน ผลิตโดย ผูชํานาญ มีกรรมวิธีผลิตที่ดีอยางไร ฯลฯ อาจจะกลาวถึง ประโยชน รายละเอียดเกี่ยวกับสินคา คุณภาพที่ดีกวา ราคาที่ถูกกวา หรือจุดเดนที่เปนขอไดเปรียบสินคาประเภทเดียวกันกับยี่หออื่น นอก จากนั้น อาจจะกลาวอางถึงหลักฐานตางๆ ที่สนับสนุนวาสินคานั้นๆ ดี เชน ความเห็นของผูเชี่ยวชาญ จดหมายชมเชยจากผูใช ความเห็น ของบุคคลที่มีชื่อเสียง สถิติการขาย ฯลฯ สวนสถานที่ ที่สามารถซื้อไดนั้น บางครั้งก็จะบอกไวในสวนนี้ บางครั้งก็จะบอกในตอนทายของ โฆษณา ตอนที่ 3 คําลงทาย เปนขอความที่ตองการโฆษณาใหประทับใจจดจําเกิดความตองการ หรือเรงใหลงมือปฏิบัติการ สรุปขอควรจําในการเขียนโฆษณา 1. เนื้อหา ควรใหขอมูลใหครบถวน อธิบายอยางถูกตองตามขอเท็จจริง รูจักหยิบยกประโยชน ขอเดน ขอไดเปรียบของสินคา มากลาวอยางเหมาะสม และแสดงความจริงใจตอผูอาน การพาดหัวในการโฆษณา เปนสิ่งสําคัญเชนเดียวกับการเขียน คํานําของเรียงความ หรือบทความ เพราะถาเราสามารถทําใหผูอานสะดุดใจ หรือสนใจไดแลว ก็จะเปนแรงจูงใจใหอยากติดตามอานตอไป
  • 151.
    142 2. สํานวนภาษา ควรเขียนอยางกะทัดรัดชัดเจน แจมแจง ใชภาษางายแตสละสลวย อาจจะมีคําซ้ําคํา ย้ําคํา เลน สํานวน เลนสัมผัส เปรียบเทียบบางก็ได ทั้งนี้ควรคํานึงถึงวา สามารถทําใหผูอานเขาใจไดตรงตามจุดประสงคที่ตองการดวย (2) การเขียนโฆษณาหาเสียง เปนการเขียนโฆษณาหาเสียงของผูรับสมัครเลือกตั้งในตําแหนงตางๆ เชน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เปนการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดศรัทธาและเลือกตนในที่สุด (3) การเขียนโฆษณาชักชวน เปนการเขียนโนมนาวใจใหผูอานเปลี่ยนความคิด เจตคติ คานิยม แลวหัน มาสนใจและยอมรับความคิดเห็นของผูเขียน และปฏิบัติตามความประสงคของผูเขียน การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ มีขั้นตอนคือ ควรบอกใหทราบวาชักชวนใหทําอะไร อธิบายใหผูอานเขาใจวาสิ่งที่ชักชวนคืออะไร หรือเปนอยางไร และชี้ใหเห็นวา ถาทําตามที่ชักชวนแลวจะกอใหเกิดผลดีแกตนเองและสวนรวมอยางไร และอาจจะชี้ใหเห็นผลเสียที่จะ เกิดขึ้นถาไมทําตามที่ชักชวน พรอมกันนี้ผูเขียนจะตองใหรายละเอียดตางๆ ใหมากพอที่ผูอานจะตัดสินใจวาควรทําตามหรือไม (ฉั ตรา บุนนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง, 2522 : 191) การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ อาจจะเขียนเปนขอความยาวๆ หรือคําขวัญสั้นๆ อานแลวจําไดทันที เพราะการชักชวนในบางครั้ง มิไดมีเจตนาใหปฏิบัติตามในทันที หากแตตองการใหติดตาติดใจและอาจปฏิบัติตามในภายหลัง 7.4 การเขียนความเรียงอยางสรางสรรค การพัฒนาทักษะในการเขียนอีกลักษณะหนึ่งที่ตางไป จากการเขียนเชิงวิชาการ คือ การเขียนอยางสรางสรรค ซึ่งเปนการแสดงออกดวยวิธีการใชภาษาที่ สละสลวย มีความไพเราะ ขัดเกลาไดอยางเหมาะสม เปนการพัฒนาจากพื้นประสบการณที่มีอยูแลว ใหกาวหนาขึ้น ดวยการใชกลวิธีการถายทอดดวยทวงทํานองที่นาสนใจ การเขียนแสดงแนวคิดอันเปน ประโยชนทําใหผูอานเกิดความจรรโลงใจ ในที่นี้ขอเสนอแนวปฏิบัติในการเขียน ความเรียงอยางสราง สรรค ดังนี้ 7.4.1 พากเพียรเขียนฝก ดังไดกลาวแลววา การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู ความคิด และความรักในงานเขียนเปนปจจัยพื้นฐานสําคัญ การเขียนที่ดีผูเขียนจะตองรูจักลําดับ ความคิดของตนใหผูอื่นรูเรื่อง และเขาใจสิ่งที่ตนคิดโดยใชภาษาถายทอดไดอยางสละสลวย ถูกตอง ตามหลักภาษาและระเบียบแบบแผน ซึ่งผูเขียนควรคํานึงถึงหลักในการเขียนความเรียง ดังนี้ - วางจุดมุงหมายใหชัดเจน วาจะนําเสนอสารเรื่องอะไร แลวประมวลความคิด ใหสอดคลองสัมพันธกับจุดมุงหมายนั้น - มีเอกภาพสัมพันธ หมายถึง เรื่องที่เขียนนั้นมีประเด็นสําคัญหรือประเด็น หลักเพียงประเด็นเดียว แตอาจแตกประเด็นยอยได ทั้งนี้ตองมีความสอดคลองสัมพันธกันในแตละ ยอหนา แตละสวนโดยเนนความคิดสําคัญใหเห็นเดนชัด คือ มีสารัตถภาพที่ชัดเจน - สัดสวนของเรื่องเหมาะสม เรื่องที่เขียนควรพอดีไมสั้นหรือยาวเกินไปควร ใหรายละเอียดในสวนที่ควรเนน ตัดพลความที่ไมสําคัญ เพราะความเรียงที่ดีควรกระชับ กะทัดรัด ปดเรื่องใหผูอานรูสึกประทับใจ
  • 152.
    143 7.4.2 บันทึกสรุปความ การบันทึกสรุปความเปนการบันทึกยอจากเรื่องที่ไดสังเคราะห มาแลวใหไดใจความชัดเจนสมบูรณ และนาสนใจ โดยผูเขียนเปนผูบันทึก ดังตัวอยาง ตัวเรื่องมัคคุเทศกนอย “คุณครับ ใหผมเปนคนพาเที่ยวเอาไหมครับ” เด็กชายอายุประมาณ 12 เอยถามคณะของเรา ในทันทีที่เราจอดรถที่หนาโบสถพระมงคลบพิตรแหงจังหวัดอยุธยาในเชาวันอาทิตยนั้น ขอความที่บันทึกไว อยุธยา - หนาโบสถพระมงคลบพิตร - วันอาทิตยที่ 15 ส.ค. 2516 - ไปกับคณะทองเที่ยว กลุมเล็ก 7 - 8 คน เด็กชายอายุประมาณ 12 ป อาสาเปนมัคคุเทศกนําเที่ยว การพูดจาดูคลองดี - เสนอนํา เที่ยว 7 แหง คือ พระนอนกลางแจง กรุสมบัติ ภูเขาทอง วัดตูม พะเนียดคลองชาง แหงที่ 7 โรงพัก ที่เขาเก็บสมบัติเกาใหมจากกรุไวใหคนชม ดูทาทางเด็กจะยากจน นุงกางเกงดําเกาๆ เสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน แตทาทาง ฉลาด มีวิธีพูดที่แสดงความมั่นใจ ชวนใหนึกเอ็นดู พวกเราตกลงใหเด็กคนนั้นนําเที่ยว เราเลยตั้งให เด็กคนนั้นเปน “มัคคุเทศกนอย” เราใหรางวัลเด็กไปโดยรวมจากทุกคนได 80 บาท ก็ไมเลวสําหรับมัคคุเทศกนอยที่พาเรา เที่ยวเกือบทั้งวัน เด็กคนนั้นดูชางภาคภูมิใจที่ไดทําหนาที่อวดสมบัติและสถานที่สําคัญของเมืองที่แกอยู ตัวแทนของเยาวชนที่ดีในปจจุบัน หารายไดอยางสุจริต ชอบใจคําพูดตรงที่จะจากากัน เมื่อเราแนะนําใหความรูเพื่อยึดอาชีพมัคคุเทศก แกกลับตอบวาไมเอา เพราะกลัวจะไมมีคนไวใจ ที่ทําเชนนี้ไดเพราะแกเปนเด็ก - นาคิด! “มัคคุเทศกนอย”
  • 153.
    144 ทุกคนในคณะทองเที่ยวกําลังเบิ่งมองดูโบสถใหมอยางแปลกใจ ตางก็หันมาดูเด็กนอย อยางประหลาดใจ “ผมพาเที่ยวได 7แหงครับ จากนี่ไปดูพระนอนกลางแจงองคใหญ แลวไปวัดที่เขาขุด สมบัติไปดูสมบัติเกาและสมบัติใหมที่โรงพัก ไปภูเขาทอง วัดตูม แลวก็พระเนียดคลองชาง เอาไหมครับ? คาปวยการแลวแตจะให” เราตางมองตากันดวยความรูสึกตาง ๆ กัน บางคนก็ขบขัน บางคนก็สมเพช บางคนก็นึกนาเอ็นดู พอหนูผูนุงกางเกงดําเกา ๆ สีเกือบจะกลายเปนสีเทา สวมเสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน ทาทางฉลาด และทุกคําพูดเต็มไปดวยความมั่นใจ อันที่จริงในวันนั้นเมื่อออกจากกรุงเทพฯ เราเพียงแตตกลงกันวาจะไปชมสมบัติโบราณซึ่งขุดได ในคราวหลังใหเปนขวัญตาสักหนอย เพราะเขาลือกันทั่วกรุงวาสมบัติคราวหลังนี้มากมายและสวยงาม กวาที่ขุดไดคราวกอนเปนหลายเทา แตครั้นมาถึงอยุธยาเขาจริงก็เกิดมีผูออกความเห็นวา อยาเพิ่งตรง ไปดูสมบัติเลย ไปชมเมืองกันกอนดีกวา ผูที่ไปในวันนั้นที่จริงก็เคยไปเที่ยวอยุธยากันหลายครั้งแตมิใช ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นอยุธยาในวันนั้นจึงแปลกตาไปหมด เพราะอยุธยาเมืองที่เราภาคภูมิในความเกาแก ของโบราณสถาน เมืองที่เราเคยไปเพื่อระลึกถึงความหลังเมื่อครั้งรุงเรืองโดยสรางมโนภาพจากสิ่งปรัก หักพังเหลานั้น ในบัดนี้มีแตความใหม “ฉันอยากจะรูวามีอะไรใหมตาอีกบาง” คนหนึ่งเอยขึ้น “ฉันอยากดูที่ที่เด็กเอยชื่อมานั่น” อีกคนหนึ่งเอยขึ้น “ฉันอยากไปวัดตูม เขาลือกันวาน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์” เปนอันสรุปวา ถึงแมเราจะเคยมาเที่ยวอยุธยากันมากอนก็ตาม แตก็ยังไมเคยมีใครในคณะ ของเราเคยไปเที่ยวชมสถานที่ตาง ๆ ครบตามที่เด็กนอยเสนอรายชื่อมา ดังนั้นเราจึงตกลงกันวา นอก จากการมาดูสมบัติเห็นจะตองชมอยุธยาเมืองใหมใหทั่วอีกดวย แตละคนไมรูจักถนนหนทางดี พอหนู นอยจึงเกิดเปนคนสําคัญขึ้นมาทันที หลังจากที่ไดขึ้นมานั่งบนรถกับเราเรียบรอยแลวก็เริ่มหนาที่ มัคคุเทศกทันที เราตองยอมรับวา เราไมเคยเห็นพระนอนองคใหญกลางแจงองคนั้นมากอน หรือไมเราอาจจะ จําไมไดเพราะพระนอนองคนั้นเพิ่งไดรับการบูรณะใหมเอี่ยม เราไมเคยไปดูพะเนียดคลองชางมากอน และที่คณะของเราพอใจมากก็คือวัดตูมและน้ํามนตจากเกศพระ ซึ่งควรจะนับเปนสิ่งมหัศจรรยของโลก ไดอีกครั้งหนึ่ง ถามีการพิสูจนกันวาน้ํามนตนั้นเกิดจากเกศพระพุทธรูปไมมีที่สิ้นสุด จุดหมายปลายทางของเราก็คือที่สถานีตํารวจ อันเปนที่เก็บสมบัติและเก็บตัวนักโทษผูลักขุด สมบัติซึ่งอยูในที่ใกล ๆ นั่นเอง สมบัติมีมากมายตั้งแตของใหญ เชน พระขรรคอันงดงาม สิงโต จน กระทั่งรองเทาทองคูกระจอยรอย ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเก็บไวที่ชั้นบน
  • 154.
    145 พอหนูมัคคุเทศกนอยยิ้มอยางพอใจเมื่อเราเปดกระเปาหยิบธนบัตรจํานวนหนึ่งสงให เมื่อการนํา เที่ยวสิ้นสุดลงแลว “หนูเคยนําใครมาเที่ยวบางหรือปาว” คนหนึ่งในพวกเราถามขึ้น “เคยหลายรายแลวครับ” “เรียนหนังสือหรือเปลา” “เรียนครับอยูชั้น ป.4 แลวครับ” “รายไดงามดึรึที่พาคนมาเที่ยวนะ” “ก็พอไดบางครับทีละ 10 บาท 20 บาท บางคนก็ใหมากกวานั้นแลวแตครับ ผมยังราย ไดอื่นๆอีกครับ ผมรับจางเก็บลูกเทนนิสไดเดือนละ 50 บาทครับ” “เราตองหาเงินเอาครับ ไมงั้นก็ไมมีเงินใช ตั้งแตขุดสมบัติกันนี่ครับ แลวก็ตั้งแตเมื่อ เปลี่ยนเปนใหมขึ้น ชาวกรุงเทพฯ มากันแยะ ผมพลอยมีรายไดกับเขาดวย” สําหรับเด็กนอยการที่เมืองจะเปลี่ยนโฉมหนาไป และการที่ขุดสมบัติโบราณ อาจจะไมมีความ หมายเปนสวนตัวอยางใดสําหรับเขาที่จะใหภาคภูมิใจหรือเกิดเสียดายบรรยากาศเกาๆ เพราะวาเขา อาจจะยังเปนเด็กเกินไปที่จะใชความคิด แตเขามีความภาคภูมิใจที่ไดอวดทุกสิ่งอันมีอยูในเมืองซึ่งเขา อยูแกคนซึ่งยังไมเคยพบเห็นสถานที่เหลานั้น และสิ่งสุดทายที่เขาพอใจมากก็คือเงินรางวัล ซึ่งไดอยาง สุจริตแลกกับความรูเรื่องที่ตั้งของโบราณสถานเหลานั้น แตสําหรับพวกเรา ตางมีความชื่นชมเด็กนอยคนนี้เสียยิ่งกวาความชื่นชมยินดีที่ไดเห็นสมบัติ อันล้ําคาเหลานั้น เพราะวาเด็กนอยคนนี้คือตัวแทนที่ดีของเยาวชนในปจจุบัน เขาจะเดือดรอนเรื่อง คาเลาเรียนและคาครองชีพหรือเปลา ขาพเจาไมทราบ แตวิธีการที่เขาพยายามหาเงินโดยสุจริตโดยใช เวลาความรูเล็กนอยนําคนเที่ยวชมเมืองของเขาได เพื่อการเพิ่มพูนรายได นับเปนวิธีการฉลาดและ เปนไปอยางรอบคอบ เพราะวาเมื่อพวกเราคนหนึ่งแนะนําวาพอหนูควรจะไดพยายามศึกษาตํานาน สถานที่ตาง ๆ เหลานั้นใหมีพื้นความรูตามสมควรก็จะดีขึ้นมาก เพื่อจะไดเลาประวัติตาง ๆ ประกอบ ไปดวย เมื่อโตขึ้นจะไดทํามาหากินโดยเปนคนนําเที่ยวอาชีพ เขากลับตอบวา “ผมเห็นจะไมเอาละครับ อาชีพอยางนี้มีหวังอดตายแน ที่ผมทําไดเวลานี้เพราะวาผม ยังเด็ก ใครๆ ก็ไวใจผมไปดวย ถาผมโตเปนผูใหญ คุณคิดวาจะไวใจใหผมนั่งรถไปดวยครับ” (ศุทธินี “มัคคุเทศกนอย” สุดที่รัก อางถึงใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนา 327 - 329) ขอสังเกต 1) ผูเขียนเปดเรื่องดวยคําพูดของเด็กชายคนหนึ่งที่อาสานําคณะทองเที่ยวไปชมโบราณสถาน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ตอจากนั้นก็ดําเนินเรื่องโดยเลารายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณะ การแตงกายและทาทาง ของเด็ก สถานที่ตาง ๆ ที่เด็กพาไปชม ความรูสึกพอใจและนิยมชมชื่นในตัวเด็กปรากฏชัดอยูในเรื่อง
  • 155.
    146 3) ตอนปดเรื่อง มีคําพูดของเด็กคนนั้นที่ทิ้งทายไวใหคิดวา เหตุใดเด็กจึงไมเลือกอาชีพ มัคคุเทศก ตามที่คณะทองเที่ยวเสนอแนะ 7.5 การแตงคําประพันธรอยกรอง ผูที่รักในการเขียนนอกจากความเรียงรอยแกวที่พากเพียร ฝกฝนจนเกิดทักษะแลว ผูเขียนที่สนใจประเภทบทกวีนิพนธหรือรอยกรอง สามารถพัฒนาไดตาม ความสนใจเปนการพัฒนาทักษะการเขียนอีกระดับที่แตกตางจากรอยแกว บทรอยกรองของไทยเปน มรดกวัฒนธรรมทางภาษาที่สืบทอดมาแตบรรพบุรุษ คนไทยมีนิสัยเจาบทเจากลอนจึงคิดบทรอยกรอง มีหลายรูปแบบ เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน ราย ซึ่งเปนกวีนิพนธแบบฉบับ ปจจุบันมีการสรางสรรค บทกวีนิพนธสมัยใหม โดยไมยึดรูปแบบฉันทลักษณเดิม ในที่นี้จะไมกลาวลงในรายละเอียดแตจะให แนวทางเพื่อผูสนใจไดไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉันทลักษณของคําประพันธแตละชนิดตอไป ทั้งนี้ การเขียนคําประพันธรอยกรอง ผูเขียนจะตองหมั่นฝกฝน ตองฝกอาน ฝกคิด และฝกแตงบอย ๆ จึงจะ เกิดทักษะ สามารถสรางสรรคผลงานไดดังกาพยที่เสนอไว ดังนี้ และเพื่อเปนการสรางแรงจูงใจในการเขียนบทรอยกรองใหเกิดแกผูสนใจ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช (2550 : 330 - 335) ไดเสนอแนวปฏิบัติสรุปไดดังนี้ 1. สนใจวรรณศิลป วรรณศิลปมีความหมายเชนเดียวกับศิลปะการประพันธ ภาษาที่เขาลักษณะเปนวรรณศิลป นั้นมีที่สังเกตดังนี้ 1) เปนภาษาที่มีเสียงสัมผัสไพเราะ มีจังหวะดี ฟงแลวชวนใหเพลิดเพลินเจริญใจ ประหนึ่งไดฟงเสียงดนตรี 2) เปนภาษาที่เราอารมณทําใหเกิดความรูสึกสะเทือนใจหรือความประณีตแลวแตกรณี เรียงรอยถอยพจน กาพยกานทกําหนด สรางสรรคถอยคํา ฝกอานตํารา ภาษาคาล้ํา เปนกฎบทจํา รอยกรองของไทย เชลงลักษณอักษร พากยพจนสุนทร กวีวรรณหวานไหว ฝกคิดวิทยา จินตนากาวไกล เพลิดเพลินเจริญใจ สื่อพจนรจนา ความฝนบรรเจิด ความรูกอเกิด วรรณศิลปอักษรา ฝกแตงกลอนกานท สืบสานวิชา จนชั่วกัลปา ภาษาบทกวี (สําเนียง ฟากระจาง)
  • 156.
    147 3) เปนภาษาที่ใหความคิดนึกอันมีคุณคาในทางประเทืองปญญา ทําใหเกิดความคิด ที่ดีงามหรือความสํานึกในบางสิ่งบางอยางเปนการยกระดับจิตใจเราใหสูงขึ้น อาจเรียกวาทําใหเกิด ความจรรโลงใจก็ได 4) เปนภาษาที่ชวนใหเกิดจินตนาการ นึกเห็นภาพหรือนึกไดยินเสียงขึ้นมาตามที่ผูแตง แนะนําไวในถอยคําที่เลือกสรรมาใช ในที่นี้จะยกตัวอยางภาษาที่เขาลักษณะวรรณศิลปมาใหพิจารณาพอเปนแนวทางตอไปนี้ 1.1 สัมผัสไพเราะ กลอนแปด ... แมพี่อยูหางไกลใจใกลชิด ไมตรีจิตหมไออุนละมุนฝน หลับเถิดหนอชอผกาวิลาวัลย จะเคียงขวัญมิแคลวดวงแกวตา ขับสรอยเสียงเรียงสงบรรจงวาด พิณระนาดกลอมบรรเลงเพลงภาษา รอยดาวเดือนเปนเพื่อนใจสงใหมา แมพี่อยูใตดาราอันโศกตรม ขอแตนองหลับตานิทราเถิด รวมทางฝนอันบรรเจิดใชขื่นขม นิราศรางหนาวเหน็บเจ็บอารมณ อยาระทมทุกขใจในราตรี เก็บดาวเดือนเปนเพื่อนใจในคืนค่ํา บรรเลงคําพร่ําหวงนางจากกวางสี กลอมนองใหสุขนิรันดรหลับฝนดี ทุกราตรีจักกลอมเจาใตเงาจันทร (สําเนียง ฟากระจาง : นิราศกวางสี) 1.2 เหมาะเราอารมณ กลอนแปด …ตองนิราศจากลาตามหนาที่ เพียงหนึ่งปไหสะอื้นใจขื่นขม ในยามยากเข็ญขุกทุกขระทม ก็มีความรื่นรมยสมฤดี ไดเรียนรูอยูตางชาติศาสนา สอนภาษาของไทยในกวางสี แตวานวันเพิ่มสัมพันธไมตรี จึ่งเปนเรื่องความยินดีที่ไดมา ไดรูเชนเห็นใจเมื่อไกลจาก จึงพร่ําฝากดาวเดือนเกลื่อนเวหา ใหใจคงคํามั่นในวันลา คําสัญญาเคยใหไวไมลืมกัน กอนขมใจใหหลับกับความเงียบ จักหาใดมาเปรียบเทียบใจฉัน ประกายดาวที่พราวฟาโบกลากัน ขอคํามั่นที่นองใหไมโบกลา
  • 157.
    148 (สําเนียง ฟากระจาง :นิราศกวางสี) 1.3 คําคมควรคิด โคลงสี่สุภาพ สิ่งใดในโลกลวน อนิจจัง คงแตบาปบุญยัง เที่ยงแท คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแนน อยูนา ตามแตบาปบุญแล กอเกื้อรักษา (ลิลิตพระลอ) กาพยยานี 11 ใจคน สิ่งใดในโลกนี้ ปญญามีอาจลองเรียน สิ่งหนึ่งเหลือพากเพียร รูแจมไดคือใจคน น้ําลึกยังหยั่งถึง ใจลึกซึ้งสุดหยั่งยล ลองหยั่งชั่งใจตน ใหรูกอนสอนใครใคร (ฐ. นาครทรรพ ศึกษาภาษิต) 1.4 ลิขิตจินตนาการ กาพยยานี 11 กาพยเหชมขบวนเรือ พระเสด็จโดยแดนสินธุ วารินรื่นชื่นฉ่ําใส เสียงกาพยซาบซึ้งใจ ไพเราะศัพทขับขานถวาย สรรเสริญเยินยอยศ ปรากฏกองกองเกียรติขจาย พระพุทธรูปรุงเรืองฉาย บรมกษัตริยรัตนโกสินทร ขบวนเรือเหลือหลากหลาย พลพายกรายพายผกผิน เหหอมกลอมแผนดิน ยินเกริกฟาจาเกียรติกรุง (ภิญโญ ศรีจําลอง กาพยเหเรือฉลองกรุงรัตนโกสินทร 200 ป) 2. เสริมจินตนาการ การแตงคําประพันธรองกรอง ผูเขียนจะตองใชจินตนาการในการสรางสรรคภาพใน จินตนาการถายทอดมายังผูอานใหไดรับอรรถรสตามที่ผูเขียนวาดไว ทั้งนี้นอกจากผูเขียนจะตองสราง
  • 158.
    149 จินตนาการแลว ยังตองวางโครงเรื่องหรือแนวคิดที่จะเขียน เพื่อกําหนดแนวทางแลวเลือกสรรถอยคํา ที่ไพเราะสวยงามดังแผนภูมิสรุปดังนี้ เพื่อใหนักศึกษา ผูสนใจที่มีความตั้งใจมุงมั่นที่จะสรางผลงานการเขียนคําประพันธ รอยกรอง ไดเกิดกําลังใจ แรงจูงใจในการเขียน จึงขอสรุปเปนกาพยยานี 11 ดังนี้ กาพยกลอนอักษรไทย เกียรติเกริกไกรเพชรภาษา สืบสานบุราณมา สรอยอักษราภาษาไทย เรียงรอยถอยน้ําพจน วาดจารจดบทหวานไหว กวีมิแลงแหลงไทย ประกาศไกลเกียรติไพบูลย (สําเนียง ฟากระจาง) จินตนาการผูกสารตองจิต แนวคิดโครงเรื่องสรางสรรค แตงภาพพจนถอยรอยประพันธ ครบครันการแตงรอยกรอง
  • 159.
    150 ขอแนะนําในการพัฒนาทักษะการเขียน สําเนียง ฟากระจาง (2553: 129 - 131) ไดใหขอเสนอแนะในการพัฒนาทักษะการเขียน เพื่อใหการสื่อสารบังเกิดผลดี โดยมีขอแนะนําสรุปไดดังนี้ 1. ผูเขียนจะตองศึกษาประเภทของงานเขียน ซึ่งมีหลายประเภท แบงตามลักษณะของ การเขียน จะมี 2 ประเภท คือ งานเขียนรอยแกว และงานเขียนรอยกรอง หากแบงตามลักษณะเนื้อหา ก็จะแบงเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ งานเขียนแนวสารคดี และงานเขียนแนวบันเทิงคดี 2. ผูเขียนจะตองเปนผูมีความรูเกี่ยวกับการใชภาษาเพื่อการสื่อสารไดแก การเขียน สะกดคําใหถูกตองตามหลักพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ศึกษาประเภทของคําที่ นํามาใชในงานเขียน เพราะคําบางคําเปนคําที่มีความหมายโดยตรงตามคําศัพทแตบางคําก็มีความ หมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ดังนั้นผูเขียนจะตองใชคําที่ถูกตองเหมาะสม 3. ผูเขียนควรศึกษาเรื่องการเรียบเรียงประโยค ตามโครงสรางหลักภาษาไทย 4. ผูเขียนควรศึกษาการใชสํานวนภาษา ใหเหมาะสมตามลักษณะของการนําไปใช เชน สํานวนภาษาที่ใชในการประพันธทั้งรอยแกวรอยกรอง หรือ สํานวนภาษาสื่อมวลชนทั้งที่เปน แบบแผนและไมเปนแบบแผน 5. ผูเขียนควรศึกษาการใชโวหารประเภทตางๆ เพื่อเลือกใชในงานเขียนนั้นๆ ได อยางเหมาะสม 6. ผูเขียนควรตองกําหนดวัตถุประสงคในการเขียนใหชัดเจนวามีวัตถุประสงคอะไรที่จะ สื่อไปยังผูอาน 7. ผูเขียนตองพิจารณากลุมผูอาน โดยวิเคราะหอายุ เพศ สถานภาพ อาชีพ ฐานะ การศึกษา ของผูอาน เพราปจจัยเหลานี้มีผลตอการเลือกเรื่องที่จะเขียน และการใชภาษา เนื่องจาก ผูอานตางวัย ตางเพศ ตางอาชีพ ตางฐานะ ตางการศึกษาจะมีความสนใจในเรื่องตางๆ ไมเหมือนกัน 8. ผูเขียนควรเลือกเรื่องที่จะเขียนอยางเหมาะสม คือ เรื่องที่เขียนตองไมมีขอบเขตที่ กวางหรือแคบเกินไป ตองเปนเรื่องที่เปนที่สนใจของผูอาน ทันตอยุคสมัยและเหตุการณ ตลอดจน ควรนําเสนอเรื่องที่แปลกใหมที่ยังไมมีผูเขียนมากนัก 9. ผูเขียนควรเลือกรูปแบบงานเขียนใหเหมาะสมกับเนื้อหา กลุมผูอาน และสื่อ นอก จากนี้ควรใชโอกาสในการเขียนพิจารณาประกอบดวยเพื่อผูเขียนจะไดเลือกใชรูปแบบการเขียนได เหมาะสม หรือถาตองการสรางสรรค ผูเขียนอาจจะเลือกรูปแบบที่ฉีกแนวไปจากผูอื่น
  • 160.
    151 เอกสารอางอิง คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.).GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย. (ม.ป.ท.) จารึก สงวนพงษ. 2534. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยาลงกรณ. . 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ. จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปการใชภาษาไทยในชีวิต ประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง. ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.) ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา ธิราช. ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส พับลิเคชั่น. สนิท ตั้งทวี. 2529. การใชภาษาเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม เลเซอรพริ้นต. . (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม
  • 161.
    152 ครูภาษาไทย. (14) :2. . (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต. . 2552. นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา) อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร. อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ---------------------------------------------
  • 162.
    บทที่ 5 ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ การเขียนรายงานและโครงการมีวัตถุประสงคในการสื่อสารแตกตางกัน การเขียนรายงานวิชา การเปนการนําเสนอสิ่งที่ไดคนความา สวนการเขียนโครงการเปนการเขียนแผนการทํางานเพื่อแกไข ปญหา หรือเสริมสรางศักยภาพขององคกร ดังนั้นผูใดมีความสามารถในการเขียนทั้งสองแบบไดเปน อยางดี ถือวาเปนผูที่มีทั้งความรู และมีความคิดสรางสรรค ซึ่งเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ในยุคปจจุบัน เนื้อหาในบทนี้มุงเนนความรูทั่วไปเกี่ยวกับการทํารายงานโครงการที่ปรากฏในองคประกอบตางๆ ของบท และ วิธีคิด วิถีคน ตลอดจนทักษะการใชภาษาไทยในการนําเสนอ สิ่งเหลานี้ลวนเปนเรื่องของศิลปะใน การทํางาน และไดหลอมรวมเปนเนื้อเดียวกันแลวในแตละองคประกอบ ความหมายของรายงานวิชาการ รายงานวิชาการ คือผลลัพธอันเปนรูปธรรมหรือตัวเลมรายงานที่ไดมาจากกระบวนการศึกษา คนควา การประมวลความคิด และการนําเสนอขอมูลอยางเปนระบบโดยผานทางลายลักษณอักษร ยึดหลักตามมาตรฐานการทํารายงานทางวิชาการ ทั้งในดานเนื้อหาสาระ การใชภาษา รูปแบบการนําเสนอ และการอางอิง นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาตางๆไดใหความหมายเกี่ยวกับรายงานวิชาการไวดังตอไปนี้ มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร, ภาควิชาบรรณารักษศาสตร (2548: 130) ไดใหคํานิยามเกี่ยวกับรายงานไววา “เปนผลการศึกษาคนควาแลวนํามาเรียบเรียงอยางมีระบบ ตามกฎเกณฑและเปนสวนหนึ่งในการประเมินผลการศึกษา รายงานมีหลายรูปแบบ เชน รายงานผล การทดลอง การสํารวจภาคสนาม หรือวิธีการอื่นๆ อาจทําเปนรายกลุมหรือรายบุคคล” จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางใน พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2) ไดกลาวถึงรายงาน วิชาการ โดยเปรียบเทียบกับการเขียนภาคนิพนธ ดังตอไปนี้ “รายงานวิชาการ(report) หมายถึง รายงาน การคนควาซึ่งเปนสวนหนึ่งของการคนควาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อประกอบการเรียนการสอน รายวิชาใดวิชาหนึ่ง (ในรายวิชาหนึ่งอาจมีรายงานวิชาการไดหลายเรื่อง) สําหรับนิสิตปริญญาบัณฑิต ผลการศึกษาวิจัยมักจะปรากฏในรูปแบบรายงานวิชาการ สวนภาคนิพนธ (term paper) เปนงานที่ได รับมอบหมายซึ่งเปนสวนสําคัญของการเรียนในรายวิชา มีลักษณะเชนเดียวกับรายงานวิชาการ เพียง แตเรื่องที่ศึกษาคนควาวิจัยมักมีขอบเขตกวางขวางและลึกซึ้ง อาจตองใชเวลาตลอดภาคการศึกษานั้น จากความหมายขางตน ดังนั้นการเขียนรายงานทางวิชาการจึงเปรียบไดกับบททดสอบยอยๆ ของผูทํารายงานวา มีทักษะในการนําเสนอสิ่งที่ตนเองไดศึกษาคนความาไดมากนอยเพียงใด มีเทคนิค
  • 163.
    154 ในการคัดสรรขอมูลหรือไม เครงครัดในแบบแผน หรือปลอยปละละเลยอาจกลาวไดวา การทํารายงาน เพียงหนึ่งเลมสามารถบอกตัวตนของผูทํารายงานไดเปนอยางดีทีเดียว ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ “การทํารายงานหนึ่งเรื่องไดความรูจากการทํารายงานมากกวาหนึ่งเรื่อง” ความรูหลักที่ไดจาก การทํารายงานคือ องคความรูที่สอดคลองกับสาขาวิชา เชน ความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาคนควา ความรู ในการรอยเรียงเนื้อหา ความรูในการอางอิงเนื้อหา ฯลฯ สวนความรูอีกดานคือ ประสบการณที่เกาะเกี่ยว ระหวางการทํางาน หรือ “วิธีและวิถีสูความสําเร็จ” กลาวคือ การทํางานทางวิชาการจะสําเร็จไดตอง อาศัยทั้งความหลักแหลมทางสติปญญา และความฉลาดทางอารมณ วุฒิภาวะ ความเพียร ความคิด สรางสรรค คุณธรรม และจริยธรรมรวมไวดวยกัน ดังที่วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 140-141) กลาวถึงความสําคัญของรายงานวิชาการไว 5 ประการสรุปไดดังนี้ คือ 1. รายงานวิชาการเปนบททดสอบความคิดรวบยอด 2. รายงานวิชาการแสดงความสามารถในดานการประมวลองคความรู 3. รายงานวิชาการเปนแบบฝกหัดที่มีคุณคาในแงฝกการคิดการวางแผน การสืบคนเรียนรู 4. รายงานวิชาการเปนหลักฐานเชิงประจักษ 5. การเขียนรายงานวิชาการแสดงถึงการเรียนรูในรูปแบบการศึกษาคนควาดวยตนเอง ซึ่งทําใหคนพบวิธีการเรียนใหมๆ จากความสําคัญของการทํารายงานวิชาการขางตน จึงกลาวไดวา การทํารายงานเชิงวิชาการ เปนบทพิสูจนความสามารถของผูเรียน ที่จะบูรณาการความรูดานตางๆ มานําเสนอใหเปนรูปธรรม โดยผานกระบวนการคิดในเชิงวิเคราะห สังเคราะห การจัดระบบงาน การบริหารเวลา การบริหารขอมูล และการบริหารคน (หรือสมาชิกในกลุม ในกรณีที่ทํารายงานกลุม) เปนการฝกการทํางานเปนทีมไดเปน อยางดียิ่ง และหากเราสามารถเริ่มตนการจัดระบบความคิดโดยผานกระบวนการทํารายงานวิชาการแลว ตอไปเราจะทําสิ่งที่ยากกวาไดเปนลําดับ หากเราเริ่มที่จะเคารพกติกา หรือขอกําหนดตางๆ ในการทํา รายงานแลว ตอไปเราจะไมอึดอัดกับระบบ และเราจะสนุกกับการคนควา นอกจากนี้ รายงานวิชาการ ยังเปนกระจกสะทอนจุดออนของผูทํารายงานไดเปนอยางดี เพียงแตไมเพิกเฉยกับสิ่งที่ไมรูขวนขวาย อุดรอยรั่วนั้นดวยความทุมเท เราจะคนพบวา ไมมีอะไรไดมายาก หากเราตั้งใจ องคประกอบของรายงานวิชาการ
  • 164.
    155 รายงานวิชาการประกอบดวย 3 สวนหลักๆไดแก สวนกอนเนื้อหา สวนเนื้อหา และสวนหลัง เนื้อหา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ 1. สวนกอนเนื้อหา ไดแก ปกนอก ใบรองปก ปกใน คํานํา สารบัญ (สารบัญเนื้อหา สารบัญภาพ สารบัญตาราง) ดังนี้ 1.1 ปกนอก คือปกที่ใชหอหุมเนื้อหารายงาน เปนกระดาษที่มีความหนามากกวากระดาษ ที่พิมพเนื้อหารายงาน และบอกใหทราบรายละเอียดโดยภาพรวมของรายงานในเบื้องตน ซึ่งมีขอสังเกต วา ปกรายงานวิชาการในระดับอุดมศึกษาไมควรเลือกสีสันฉูดฉาด ปกควรเปนสีสุภาพ และไมมีลวดลาย การตูน เพื่อใหสอดคลองกับการนําเสนองานทางวิชาการ เนื้อหาที่ปรากฏบนปกโดยลําดับ ดังนี้ 1.1.1 ชื่อรายงาน 1.1.2 ชื่อผูทํารายงาน (คํานําหนา ชื่อ ชื่อสกุล รหัสประจําตัวผูเขียน (ถามี) กรณีทํา รายงานเปนกลุม ใหเรียงชื่อตามลําดับตัวอักษร ในกรณีไมมีรหัสประจําตัว หากมีรหัสประจําตัว ใหเรียง ลําดับชื่อ ตามลําดับหมายเลขรหัส โดยเรียงจากนอยไปหามาก 1.1.3 ชื่อวิชา 1.1.4 ชื่อหนวยงาน หรือสถาบันการศึกษา 1.1.5 ภาคการศึกษา 1.1.6 ปการศึกษา 1.2 ใบรองปก คือ แผนกระดาษเปลาที่อยูถัดจากปกใน 1.3 ปกใน คือ กระดาษที่มีเนื้อหาสาระเชนเดียวกันกับปกนอกทุกประการ แตกตางกันเพียง ปกในใชกระดาษชนิดเดียวกันกับกระดาษพิมพเนื้อหารายงาน 1.4 คํานํา คือ เนื้อหาที่ผูเขียนรายงานบอกวัตถุประสงคของการจัดทํารายงาน สาระสําคัญ ของรายงาน และคําขอบคุณผูชวยเหลือในการทํารายงาน สวนดานลางของคํานําจะมีชื่อ หรือคณะผู ทํารายงาน พรอมระบุวัน เดือน ป ที่ทํารายงาน 1.5 สารบัญ คือ สวนที่ระบุหัวขอที่ปรากฏในเนื้อหารายงาน พรอมเลขหนาของหัวขอนั้นๆ หรือเรียกวา สารบัญเนื้อหา นอกจากนี้ รายงานบางเลมอาจประกอบดวย ภาพ ตาราง สารบัญจึงแยก ออกมาเปนสารบัญภาพ โดยลําดับภาพแรก จนครบภาพสุดทาย พรอมระบุเลขหนาของแตละภาพ ตอไปนี้เปนตัวอยางแตละองคประกอบของรายงานในสวนกอนเนื้อหา ซึ่งเรียงตามลําดับ ได แก ตัวอยางปกนอก
  • 165.
    156 4 นิ้ว ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุง ของพุมพวง ดวงจันทร (อักษรคอเดียตัวหนา20 พอยท) 6 นิ้ว รักดี มีสุข รหัสนักศึกษา 52126853432 (อักษรคอเดียตัวหนา 18 พอยท) 9 นิ้ว รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร รหัสวิชา 1500117 คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2554 (อักษรคอเดียพิมพหนา 18 พอยท) ตัวอยางคํานํา
  • 166.
    157 ตัวอยางสารบัญเนื้อหา 2 นิ้ว คํานํา เพลงลูกทุงไทยเปนบทเพลงที่ใชภาษาเรียบงาย แตสื่อสารเนื้อหาไดอยางลุมลึกกินใจ และยังมีบทบาทในการบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตคนไทย ทั้งดานความรัก ประเพณี คานิยม ความเชื่อ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการประกอบอาชีพ ดังบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทรที่ไดสะทอนสิ่งดังกลาว กอปรกับน้ําเสียงอันมีเสนห และจังหวะดนตรีที่เขาถึงอารมณผู ฟง จึงทําใหราชินีลูกทุงผูนี้ไดรับความนิยมอยางตอเนื่องจวบจนปจจุบัน การจัดทํารายงานเรื่อง “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” ประกอบดวย ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร และภาพสะทอน สังคมไทยที่ปรากฏในบทเพลง รวมถึงขอเสนอแนะตางๆเกี่ยวกับเพลงลูกทุงไทย ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตลอดจนบรรณารักษ ที่ไดใหคําแนะนําในการสืบคนฐานขอมูลตางๆ ขอขอบคุณคณาจารยผูสอนที่ใหคําปรึกษา และชี้แนะแนวทางในการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล ตลอดจนปรับปรุงเนื้อหารายงานจนเสร็จ สมบูรณ รักดี มีสุข มกราคม 2554
  • 167.
    158 ตัวอยางสารบัญภาพ 1.5 นิ้ว 1.5 นิ้วสารบัญ (อักษรคอเดียตัวหนา 20 พอยท) หนา 1 นิ้ว คํานํา สารบัญ สารบัญภาพ (ถามี) สารบัญตาราง (ถามี) บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง 1 1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง 1 1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง 6 1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง 9 1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน 14 บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร 15 2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง 15 2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง 21 2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร 24 2.2.2 ผลงานเพลง 27 2.2.3 รางวัลที่ไดรับ 30 บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม 35 3.1 การดํารงชีวิต 35 3.1.1 การประกอบอาชีพ 40 3.1.2 อาหาร 44 3.1.2 ความรัก 52 3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม 55 3.2.1 ประเพณีทองถิ่น 63 3.2.2 ความเชื่อ 72 3.2.3 คานิยม 86 บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ 102 1 นิ้ว
  • 168.
    159 สารบัญภาพ ภาพที่ หนา 1 พุมพวงดวงจันทร 17 2 การแสดงคอนเสิรต 28 3 การรับรางวัลนักรองลูกทุงหญิงยอดนิยม 32 ตัวอยางสารบัญตาราง สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต 54 2 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนประเพณี ความเชื่อ คานิยม 91 2. สวนเนื้อหา เปนสวนที่ผูทํารายงานนําเสนอผลการคนควาขอมูล ซึ่งจะรอยเรียงขอมูล ตามสารบัญ ตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทาย ดังนั้นในสวนนี้จะประกอบดวยเนื้อหาในรูปแบบตาง ไดแก 2.1 เนื้อความ คือ การนําเสนอเนื้อหารายงานผานทางลายลักษณอักษร ในสวนนี้ อาจมีทั้งขอเท็จจริง ทรรศนะจากผูรู ขอความที่ผานกระบวนการวิเคราะหของผูทํารายงาน เปนตน 2.2 ตาราง คือ การนําเสนอขอมูลในรูปแบบตัวเลขประกอบเนื้อหา และเปนการประมวลผลที่ ไดจากการศึกษาอยางเปนระบบ ดานบนของตารางจะระบุลําดับตาราง (การจัดลําดับตารางใหนับตา รางที่ 1 ตอไปจนจบ) และชื่อของตาราง 2.3 ภาพประกอบ คือ สวนที่ผูทํารายงานตองการใหผูอานไดเขาใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ไดแก ภาพ แผนภูมิ แผนผัง ภาพที่ใชประกอบควรมีความสอดคลองกับเนื้อหา ภาพที่ดีตองชัดเจน ไมวาภาพ นั้นจะเปนภาพถาย ภาพวาด หากภาพที่นํามาไมไดเปนภาพตนฉบับ ควรอางอิงที่มาไวใตภาพ 2.4 การอางอิงขอมูล ในสวนนี้จะจํากัดเฉพาะการอางอิงขอมูลในสวนเนื้อหา เชน การสรุป ความคิดของผูอื่น การคัดลอกขอความตางๆ การนําสถิติมาอางอิง ฯลฯ ซึ่งแบงไดเปน 2 รูปแบบ (ผู เขียนรายงานตองเลือกระบบใดระบบหนึ่งเทานั้น จะกลาวโดยละเอียดในเรื่องการอางอิงอีกครั้ง) คือ
  • 169.
    160 2.4.1 การมาแทรกขอมูลในเนื้อหา หรือเรียกวา“การอางอิงระบบนาม-ป” 2.4.2 การอางอิงแยกออกจากเนื้อหาโดยวางไวทายหนากระดาษ หรือเรียกวา “การเขียนเชิงอรรถ” ตอไปนี้เปนตัวอยางสวนเนื้อหาพอสังเขป เกี่ยวกับการนําเสนอขอมูลในรูปแบบตาราง ตารางที่ 1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต การดํารงชีวิต จํานวนเพลง รอยละ 1. การประกอบอาชีพ 45 37.50 2. อาหารไทย 30 25.00 3. ความรัก 45 37.50 รวม 120 100.00 3. สวนหลังเนื้อหา ไดแก บรรณานุกรม ภาคผนวก (ถามี) ใบรองปกหลังซึ่งเปนกระดาษ เปลาชนิดออน และปกหลัง กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ กอนที่จะลงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการทํารายงานวิชาการ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผูทํารายงานไมควรละเลย คือ เรื่องของการวางแผนงาน รายงานจะเสร็จทันหรือไมทันตามเวลาที่อาจารยประจําวิชากําหนด ทั้ง หมดนี้ขึ้นอยูกับการวางแผน ขอดีของการวางแผนคือ จะชวยใหมองเห็นภาพกระบวนการทํางานตั้งแต ตนจนจบ สามารถติดตามงานได รูวาขั้นตอนใดมีปญหา และจะแกปญหาอยางไรสุดทาย คือ งานได คุณภาพเพราะไมตองเรงรีบเมื่อเวลาใกลกําหนดสง อีกทั้งยังมีเวลาเหลือเฟอ ใหตรวจทานแกไข ดังที่ พูลสุข เอกไทยเจริญ (2551: 12) ไดเสนอการวางแผนการทํางาน โดยกําหนดไวตั้งแต แผนงาน 1 เดือนแลวเสร็จ แผนงาน 2 เดือนแลวเสร็จ และแผนงาน 3 เดือน แลวเสร็จ แตในตําราเลมนี้ขอนําเสนอ ตารางบางสวนของพูลสุข เอกไทยเจริญ ไดแก การทํางาน 2 เดือนแลวเสร็จ เพื่อเปนแนวทาง และปรับ ใชตามความเหมาะสม
  • 170.
    161 ลําดับที่ ขั้นตอนของงาน ชวงเวลาที่ทํางานหมายเหตุ 1 เลือกเรื่อง กําหนดขอบเขต และตั้งชื่อเรื่อง สัปดาหที่ 1 สงครั้งที่ 1 8 ส.ค. 2 รวบรวมแหลงสารสนเทศ 3 วางโครงเรื่อง สัปดาหที่ 2 สงครั้งที่ 2 22 ส.ค. 4 อานและบันทึกขอมูล แกไข และปรับโครงเรื่อง สัปดาหที่ 3-6 สงครั้งที่ 3 29 ส.ค. 5 เรียบเรียง เขียนรายงานฉบับราง 6 เขียนบรรณานุกรม สัปดาหที่ 7 สงครั้งที่ 4 12 ก.ย. 7 แกไขตนฉบับ และจัดพิมพ 8 ตรวจแกตนฉบับพิมพ แลวพิมพ สวนประกอบอื่นๆ และเขาเลม 9 สงรายงานฉบับสมบูรณ สัปดาหที่ 8 สงครั้งที่ 5 26 ก.ย. ดังนั้น หากมีการวางแผนงานอยางเปนระบบแลว การบรรลุเปาหมายยอมอยูไมไกล อยางไร ก็ตาม ในตําราเลมนี้ขอนําเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการจัดทําตั้งแตตนจนจบ อันประกอบดวย 8 ขั้นตอน ไดแก 1. การกําหนดเรื่อง มี 2 ลักษณะ คือ มีทั้งแบบหัวขอรายงานที่ถูกกําหนดมาใหคนควาและ แบบหัวขอรายงาน ที่ผูทํารายงานเปนผูกําหนดเอง แตไมวาจะเปนรูปแบบใด สิ่งที่ควรคํานึงในการ กําหนดเรื่อง มีดังนี้ 1.1 มีความนาสนใจ คําวานาสนใจหมายถึง ประเด็นหัวขอเรื่องชวนใหขบคิดติดตาม กระตุน ใหเกิดการคนควาเพื่อใหไดคําตอบ 1.2 เกิดประโยชนตอสวนรวม 1.3 มีขอบเขตของเนื้อหาความเหมาะสมกับระยะเวลาที่กําหนดเสร็จ 1.4 มีขอมูลเพียงพอในการคนควา 1.5 เปนเรื่องที่ผูทํารายงานมีความสนใจ นอกจากนี้ การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. (2550: 165-166) ไดกลาวถึง การกําหนดชื่อเรื่อง และขอบเขตของการกําหนดเรื่องไว 6 ประการ ดังนี้
  • 171.
    162 1. จํากัดโดยแขนงวิชา คือทําขอบเขตของเรื่องใหแคบเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของแขนงวิชา นั้นๆ เชน “การพัฒนาทองถิ่นในประเทศไทย” เปลี่ยนเปน “การพัฒนาดานการทองเที่ยวในประเทศ ไทย” 2. จํากัดโดยบุคคล คือ ทําขอบเขตโดยยึดบุคคลเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของ สตรีและเด็ก” 3. จํากัดโดยสถานที่ คือ ทําขอบเขตโดยยึดสถานที่เปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของนัก การเมืองในสภาผูแทนราษฎร” 4. จํากัดโดยภูมิศาสตร คือ อาศัยสภาพทางภูมิศาสตรเปนเครื่องกําหนดขอบเขต เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานคร” 5. จํากัดโดยเวลา คือ อาศัยระยะเวลาเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุต สาหกรรมในกรุงเทพมหานคร ระหวาง พ.ศ.2540 - 2541” 6. จํากัดขอบเขตโดยใชคําวา “บางประการ” และ “แนวโนม” เชน “ขอคิดเห็นบางประการ เกี่ยวกับสภาพการทํางานของสตรีและเด็ก ในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานครระหวาง พ.ศ. 2540 - 2541” จึงกลาวไดวา หัวขอเรื่องจะดีและมีคุณภาพไดตองผานกระบวนการกลั่นกรองขางตน ในที่นี้ ขอยกตัวอยาง การกําหนดเรื่องรายงานของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ในปการศึกษา 2553 ซึ่งคณะกรรมการการจัดการเรียนการสอนไดรวมกันวางกรอบหรือกําหนดประเด็นในการคนควา ไดแก “บทเพลงจรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ” ขึ้น เนื่องจากในชวงที่ประเทศไทยอยูในภาวะของความขัดแยง ไดมีบทเพลงมากมายที่ประพันธขึ้นเพื่อใหกําลังใจคนในชาติ ซึ่งบทเพลงลักษณะนี้มีมาแตโบราณ เพียงแตเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้น ประเด็นดังกลาวจึงมีขอมูลมาก เพียงพอที่จะสืบคน และได กลายเปนกรอบใหนักศึกษาไดทํารายงาน ซึ่งประมวลลักษณะเรื่องรายงานของนักศึกษาไดเปน 3 กลุม หลักๆ คือ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่ใหคุณคาทางใจ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลง ดํารงชาติไทย กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่สะทอนวัฒนธรรมไทย หรือบางกลุมไดบูรณาการ ทั้งสามมิติเพื่อการวิเคราะหเนื้อหาของเพลงในรายงานเลมเดียวกัน ตอไปนี้เปนตัวอยางพอสังเขป เกี่ยวกับชื่อรายงานของนักศึกษา - “การสรางกําลังใจในบทเพลงเพื่อชีวิต ของ “พงษเทพ กระโดนชํานาญ” (สอดคลอง กับบุคคล และสอดคลองกับการศึกษาเฉพาะเพลงที่มีเนื้อหาจรรโลง) - “มโนทัศนในเพลงกลอมเด็กภาคใต: จังหวัดนครศรีธรรมราช” (สอดคลองกับลักษณะ ทางภูมิศาสตร โดยศึกษาเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชและสอดคลองกับกรอบคือการสะทอนวัฒน ธรรมทางภาคใต)
  • 172.
    163 - “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของ “พุมพวงดวงจันทร” (สอดคลองกับบุคคล และสอดคลองกับกรอบ คือ การสะทอนภาพชีวิตในสังคมไทย) - “ความรักชาติในบทเพลงของแอ็ด คาราบาว” (สอดคลองกับบุคคล และสอดคลองกับ กรอบ คือ การสะทอนความคิดของความรักชาติ เพื่อดํารงไวซึ่งความเปนไทย) - “สุนทราภรกับวัฒนธรรมไทย” (สอดคลองกับเอกลักษณของบุคคล หรือคณะ และสอดคลองกับกรอบคือ การสะทอนวัฒนธรรมของไทย) - “วิถีไทยในเพลงลูกทุงยุคปจจุบัน” (สอดคลองกับเรื่องของเวลา และสะทอนกับกรอบ คือ การบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตผูคนในยุคปจจุบัน ซึ่ง มีทั้ง วัฒนธรรม สังคม ประเพณี และฯลฯ) 2. การทําแผนที่ความคิดเพื่อวางโครงเรื่อง การกําหนดชื่อเรื่องเปรียบเสมือนเปาหมายที่ ผูทํารายงานไดกําหนดไวและตองไปใหถึง แตการบรรลุเปาหมายที่สมบูรณจะตองอาศัยกระบวนการ ทํางานที่เปนระบบ หนึ่งในนั้นคือ การทําแผนที่ความคิดเพื่อเปนแนวทางในการวางโครงเรื่อง แตมีขอ สังเกตบางประการ คือ หากไมทําแผนที่ความคิดแตจะขามขั้นตอนไปสืบคนขอมูลแลวจึงวางโครงเรื่องราย งานภายหลังไดหรือไม ขอตอบวา สามารถทําไดเชนกัน เนื่องจากวิธีหลังนี้มีขอดี คือ จะชวยใหผูทําราย งานไดทราบวาปริมาณขอมูลมีเพียงพอหรือไม หรือหัวขอใดควรศึกษา หัวขอใดนาสนใจหรือไมจําเปน ตองนําเสนอในรายงาน แตเหตุที่นําเสนอเรื่องการทําแผนที่ความคิดกอน เพื่อตองการใหฝกวิเคราะห ขั้นพื้นฐาน และตองการเนนใหเห็นวา ความสําเร็จของงานไมจําเปนตองมีรูปแบบตายตัวเสมอไป อยางไรก็ตาม บางครั้งในลักษณะการทํางานกลุมหากมีการพูดคุยรวมระดมสมองกอนดวยการทําแผน ที่ความคิด ถือวามีความเหมาะสม การทําแผนที่ความคิดมีลําดับขั้นตอนดังนี้ 2.1 การหาคําสําคัญจากชื่อเรื่องรายงาน เพราะคําสําคัญ หรือคํากุญแจจะทําใหผูทําราย งานมองเห็นภาพโครงรางรายงานทั้งเลม และเปนตัวกําหนดมิใหการวางโครงเรื่องไรทิศทางเนื้อหามี ความสอดคลอง และครอบคลุมหัวขอเรื่องไดพอเหมาะพอดี ไมมากเกินไป และไมนอยเกินไป ดังนี้ ชื่อรายงาน “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” คํากุญแจ “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” 2.2 การระดมความคิดเพื่อแตกประเด็นจากคํากุญแจ คํากุญแจ สะทอนสังคม บทเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร”
  • 173.
    164 หัวขอยอย - ชีวิต- ความหมาย - ประวัติ - การทํามาหากิน - ความสําคัญ - ผลงาน - ความรัก - ประเภท - เพลงที่ไดรับความนิยม - การงาน - ความเปนมา - การเขาสูวงการ - การบวช - การเปลี่ยนแปลง - พรสวรรค - ความนิยม - เอกลักษณของเพลงลูกทุง - ชีวิตครอบครัว -ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว - ทํานอง - รางวัลที่ไดรับ - ความฝน - การเลนดนตรี - ความจําดี - อาหารการกิน - หางเครื่อง - ไมไดเรียนหนังสือ - ไสยศาสตรฯลฯ - วงดนตรี ฯลฯ - การเมือง ฯลฯ - เศรษฐกิจ - ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว - บุญ บาป ฯลฯ 2.3 การจัดกลุมขอมูล ในขั้นตอนนี้จะนําสิ่งที่รวมระดมสมองมาพิจารณาเพื่อจัดระบบขอมูล ดวยการแบงออกเปนบทๆ ซึ่งบางหัวขออาจแยกไดชัดเจนบางหัวขออาจรวมไวดวยกันไดในบทเดียวกัน ยกตัวอยางเชน การทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว และเรื่องบุญ บาป ควรจะรวมเปนหัวขอเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องไสยศาสตร เรื่องความฝน ฯลฯ ที่กลาวมาทั้งหมดสามารถจัดไดในกลุม “ความเชื่อ” ไดแก ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางไสยศาสตร และความเชื่อเรื่องความฝน ซึ่งในกลุมนี้อาจเปนหัว ขอยอยของหัวขอใหญคือ ประเพณี คานิยม และความเชื่อ เปนตน และเมื่อนึกถึงคํากุญแจ หมวดนี้จะ เปนหัวขอยอยของเรื่องภาพสะทอนสังคม เปนตน 2.4 การตรวจสอบขอมูลโดยนําหลักเกณฑตอไปนี้ไปประยุกตใช คือ ขอมูลครอบคลุม ชื่อเรื่องหรือไม ขอมูลแตละบทมีความสมดุลของเนื้อหาหรือไม ระดับความลุมลึกของเนื้อหาหรือ วิวัฒนาการของความรูที่ปรากฏตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทายมีเพิ่มขึ้นหรือไม และขอมูลมีความเหมาะสม กับระยะเวลาที่กําหนดหรือไม เชน เมื่อทราบลักษณะทั่วไปของเพลงลูกทุงแลว ขอมูลจะมีลักษณะเฉพาะ เจาะลึกลงไปอีก คือตองทราบตัวตนของพุมพวง ดวงจันทร ตอมาก็ควรใหความสําคัญไปที่ผลงานเพลง จากนั้นวิเคราะหแตละเพลงในแงมุมของการสื่อสารสะทอนสังคมไทย เปนตน
  • 174.
    165 ตัวอยางการวางโครงเรื่อง บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุงคํากุญแจจากชื่อเรื่อง 1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง 1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง บทเพลงลูกทุง 1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง 1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร 2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง 2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร 2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร 2.2.2 ผลงานเพลง 2.2.3 รางวัลที่ไดรับ บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม 3.1 การดํารงชีวิต 3.1.1 การประกอบอาชีพ 3.1.2 การศึกษา 3.1.2 ความรัก สะทอนสังคม 3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม 3.2.1 ประเพณีทองถิ่น 3.2.2 ความเชื่อ 3.2.3 คานิยม บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ 3. การคนควาจากแหลงขอมูล การทําแผนที่ความคิดเปนเพียงการวางโครงเรื่องขั้นตนเทานั้น หากจะทําใหโครงเรื่องสมบูรณยิ่งขึ้น ควรหาขอมูลประกอบการพิจารณาจากการคนควา ในขั้นตอนนี้ จะเปนตัวชี้วัดไดวา โครงเรื่องที่รวมกันระดมสมอง มีจุดออน จุดแข็งอยางไร ควรเพิ่มเติมเนื้อหา สวนใดบาง หรือสวนใดควรทําใหกระชับยิ่งขึ้น สวนใดที่ยังไมมีผูกลาวถึง และควรนําเสนอ ในรายงาน
  • 175.
    166 เพื่อทําใหรายงานมีเนื้อหาที่ทันสมัย หรือหากพบขอมูลนอยมากก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องรายงาน ตอ ไปนี้เปนหลักการพิจารณาคนควาจากแหลงขอมูลเพื่อประกอบการทํารายงานคือ 3.1 แหลงขอมูล 3.1.1 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ ตํารา เอกสารประกอบการสอน จด หมาย บันทึก จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ 3.1.2 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อออนไลน หรือขอมูลที่ไดจากเว็บไซตตางๆ 3.1.3 ขอมูลที่ไดจากภาคสนามเชน การไปสํารวจ สังเกต ขอมูลจากสื่อบุคคล เชน การสัมภาษณ 3.2 การพิจารณาคัดเลือกขอมูล 3.2.1 ขอมูลนั้นตรงประเด็นกับหัวขอรายงาน สอดคลองกับโครงรางรายงาน หรือเปน เนื้อหาที่ยังขาดในโครงราง แตสามารถทําใหโครงรางรายงานสมบูรณยิ่งขึ้น 3.2.2 ขอมูลที่นํามาอางอิงควรมีความทันสมัย บางขอมูลถาใชขอมูลเกาอาจทําให เกิดการบิดเบือนได เชน สถิติตางๆ การคนพบใหมๆ การเปลี่ยนแปลงตางๆ แตไมไดหมายความขอมูล เกาจะใชไมได ขอมูลเกาที่ใชไดเสมอ เชน ทฤษฎีที่ใชอางอิงหากยังไมมีการคนพบทฤษฎีใหมมาทดแทน หรืออางทั้งทฤษฎีเกา และทฤษฎีใหมเพื่อแสดงวิวัฒนาการทางความคิด การเปรียบเทียบขอมูล ในเรื่องความแตกตางจากยุคอดีตกับยุคปจจุบัน 4. การอานขอมูล รายงานหนึ่งเลมอาจใชหนังสือ หรือเอกสารสิ่งพิมพอื่นๆ เปนจํานวนไมนอย ดังนั้น การบริหารเวลาจึงเปนเรื่องสําคัญ การอานเพื่อดึงขอมูลที่ตรงประเด็นใหไดมากที่สุดในระยะเวลา อันจํากัด จึงเปนศิลปะประการหนึ่งที่ควรเรียนรู ดังนี้ 4.1 การอานแบบสํารวจเนื้อหาทั้งเลม โดยเฉพาะการสํารวจ 3 สวนของหนังสือ ไดแก 4.1.1 การอานสารบัญ เพราะสารบัญเปนสวนที่ชวยคัดขอมูลในเบื้องตน สวนใดเกี่ยว ของกับหัวขอมากนอยเพียงใด 4.1.2 การอานบรรณานุกรม สวนนี้คือขุมทรัพยของขอมูลในเชิงลึก หนังสือทุกเลม ลวนมาจากการเรียบเรียงจากหลายแหลงขอมูล หากเราไดเขาถึงขอมูลเหลานั้น จะทําใหรายงานได กลาวอางอิงโดยตรงจากเนื้อหาที่สืบคน โดยไมตองอางเปนเอกสารชั้นรอง (ดูรายละเอียดเรื่องการอางอิง ในตอนทาย) เพราะการอางอิงเอกสารชั้นรองมากเกินไป จะทําใหงานทางวิชาการลดความนาเชื่อถือ และยังสะทอนความไมพยายามของผูทํารายงานอยางยิ่ง 4.1.3 ดรรชนี เปรียบเสมือนเข็มทิศคอยนําทาง เปนแหลงรวมคําสําคัญที่เรียงตามตัว อักษรตั้งแต ก-ฮ ในสวนนี้ จะชวยใหเขาใจคําศัพทในแงมุมตางๆ ซึ่งจะเปนประโยชนอยางยิ่งตอ การทํารายงาน
  • 176.
    167 5. การบันทึกขอมูลลงบัตรบันทึก เปนขอมูลที่ผูทํารายงานพิจารณาแลววาตรงประเด็น สอดคลองและชวยเสริมใหรายงานมีคุณคา ขอมูลที่ไดอาจมาจากเอกสาร หนังสือ การสัมภาษณ ฯลฯ การทําใหขอมูลเปนระบบ ผูทํารายงานควรจัดเก็บขอมูลดวยบัตรบันทึกขอมูลที่มีขนาด 4x6 นิ้ว ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 5.1 ประเภทของบัตรบันทึก สามารถจําแนกบัตรบันทึกไดเปน 3 ประเภท ไดแก 5.1.1 บัตรบันทึกแบบสรุปความ (summary note) คือ บัตรบันทึกที่มีการสรุปเนื้อหาสาระ สําคัญจากเรื่องที่อานโดยใชสํานวนภาษาของตนเอง 5.1.2 บัตรบันทึกแบบคัดลอก (quotation note) คือ บัตรบันทึกที่มีการคัดลอกเนื้อ หาที่ตองการ โดยไมมีการดัดแปลงแตอยางใด เชน คําพูดของบุคคลสําคัญ วาทะ โอวาท หรือเปนขอ มูลในเชิงสถิติ มาตราทางกฎหมาย ขอมูลประเภทนี้จะทําใหรายงานมีความนาเชื่อถือยิ่งขึ้น 5.1.3 บัตรบันทึกแบบถอดความ (paraphrase note) คือ บัตรถายทอดขอความจากรูป แบบหนึ่งไปสูอีกรูปแบบหนึ่งแตยังคงความหมายเดิม เชน ขอความที่เปนรูปแบบรอยกรอง จะถอดออก มาเปนรูปแบบรอยแกว หรือขอความที่มาจากภาษาตางประเทศ จะแปลเปนอีกภาษาหนึ่ง เชน ภาษา ไทย เปนตน 5.2 โครงสรางของบัตรบันทึก แบงออกเปน 3 สวน คือ 5.2.1 หัวเรื่อง คือ คํา วลี ที่ใชอางอิง 5.2.2 แหลงขอมูล รูปแบบของการระบุแหลงที่มาจะเปลี่ยนไปตามแหลงขอมูล เชน หากไดฟงมาแลวนํามาบันทึก จะระบุชื่อผูพูด เรื่องที่ฟง วันเดือนปที่ฟง แตถาอานมา จะมีลักษณะ คลายกันกับการเขียนบรรณานุกรม เพียงแตมีเลขหนาเพิ่มเขามา ดังนี้ ระบุชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพ ระบุหนาที่นําขอมูลมาบันทึก (สวนจะนําบัตรบันทึกไปใชในการเรียบเรียงอยางไร นั้น สามารถดูไดที่การเขียนอัญประภาษ หรืออัญพจน) 5.2.3 เนื้อหาที่ไดบันทึก เปนขอความที่ไดสรุปมา คัดลอกมา หรือถอดความมา (ดังที่ได กลาวไวแลวในประเภทของบัตรบันทึกขอมูล) ตอไปนี้เปนตัวอยางบัตรบันทึกแบบตางๆ บัตรบันทึกแบบสรุปความ
  • 177.
    168 องคประกอบของบทโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง ขนิษฐา ปาลโมกข. การเขียนบทโฆษณาCreative Copy Writing, กรุงเทพฯ: ศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2551: 261-262. การเขียนบทโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียงตองเขียนใหผูฟงสามารถจินตนาการ และเกิด ความคิดได ซึ่งมี 2 องคประกอบคือ องคประกอบสวนขอความ หรือคําพูด และองคประกอบไม เปนขอความ เชนพวกเสียงประกอบตางๆ ที่กอใหเกิดจินตนาการตาม นอกจากนี้การเขียนบท โฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงมี 3 โครงสรางดวยกัน คือ สวนนํา คือสวนแรกที่ผูฟงจะไดยิน อาจเปนคําพูด เสียงตางๆ สวนที่สอง คือบทโฆษณา เปนเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ และ สวนที่สาม คือเสียงประกอบตาง ที่สรางความตื่นเตน สนใจ เราใจ บัตรบันทึกแบบคัดลอกขอความ ขนมปาทองโก อนุมานราชธน, พระยา. เบ็ดเตล็ดความรูทั่วไปและตํานานศุลกากร, กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพ ราว, 2536 : 121. …เคยเห็นจีนชาวกวางตุงเอาขนมอยางนี้ใสกระดง พรอมกับขนมอีกหยางหนึ่งทําดวยแปงนึ่งสี ขาวๆ เนื้อฝุๆ เหมือนขนมถวยฟู ทูนหัวเที่ยวเรขาย รองวา “ปาถองโก เหยาไกว” ปาถองโก แปล วา ขนมกอนน้ําตาลขาว ถาเปนสําเนียงแตจิ๋วก็เปน แปะทึงกอ สวนเหยาจกไกว แปลวา ขนม ทอดน้ํามัน ชาวจีนแตจิ๋วเรียกวา อิ้วจากวย คือ ขนมที่เราเรียกวา ปาถองโก คิดวาเราเรียกสับชื่อ กันเพราะดวยสําคัญผิด… บัตรบันทึกแบบถอดความ
  • 178.
    169 สิ่งควรกระทําในแตละชวงวัย กระทรวงศึกษาธิการ. โคลงโลกนิติ, กรุงเทพฯ:คุรุสภาลาดพราว, 2542 : 138. ๏ เมื่อนอยเรียนเรงรู วิชา ครั้นใหญหาสินมา สูเหยา เมื่อกลางแกศรัทธา ทําแต บุญนา ครั้นแกแรงวอกเวา หอนไดเปนการ วัยเยาวควรเรงหาวิชาความรูใสตน เมื่อเติบใหญจึงหาทรัพยสินมาเลี้ยงครอบครัว พอยางวัยกลางคนควรสรางแตบุญกุศล ครั้นสูวัยชราแลว จะทําการสิ่งใดยอมไมเปนผล 6. การเรียบเรียงขอมูล รายงานหนึ่งฉบับอาจประกอบดวยบัตรบันทึกจํานวนมาก ยกตัวอยาง เชน หัวขอยอยเพียงหนึ่งหัวขออาจมาจากหลายบัตรบันทึก โดยนําบัตรบันทึกทั้งหมดมาจัดกลุม ตามหัวขอโครงเรื่อง และลําดับกอนหลังใหสัมพันธกัน เมื่อไดภาพรวมเนื้อหารายงานทั้งเลมแลว ผู ทํารายงานควรพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ 6.1 การอานเพื่อเรียบเรียงขอมูล 6.1.1 อานภาพรวมเพื่อวิเคราะหขอมูล คือ การอานบัตรบันทึกทั้งหมดที่ไดจัดลําดับ ตามหัวขอโครงเรื่องโดยอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละบท เพื่อใหมองเห็นภาพรวมของ เนื้อหาบทนั้นๆ จากนั้นอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละหัวขอในบทนั้นๆ วิเคราะหขอมูล เพื่อคัดกรองสาร ซึ่งประกอบดวย ขอเท็จจริง ขอคิดเห็น ทัศนคติ และอารมณ เปนตน 6.1.2 อานเพื่อสังเคราะหขอมูล เปนการสังเคราะหขอมูลจากการวิเคราะห ในขางตน ขั้นตอนนี้ควรมีขอคิด ขอเสนอแนะ มุมมองของของผูทํารายงานสอดแทรกลงไปดวย เพราะรายงานที่ดี นั้นไมใชการนําบัตรบันทึกมาเรียงตอกัน แลวอางอิงเทานั้น 6.2 การเขียนนําเสนอเนื้อหา เมื่อผานกระบวนการสังเคราะหขอมูลแลว ในขั้นตอนนี้จะ ตองใชทั้งศาสตร และศิลปะในการเรียบเรียงเนื้อหา ศาสตร หมายถึง รูอะไรมา เขาใจหลักเกณฑการ เขียนหรือไม จะอางอิงอยางไร (จะกลาวในหัวขอตอไป) ศิลปะคือ จะคัดเลือก และตัดตอขอมูลอยางไร ดังนั้นการเขียนรายงานจึงไมใชการคัดลอกขอมูลจากแหลงคนควาแลวมาเรียงตอกันจนจบทั้งเลมดัง ที่ไดกลาวมาแลว หากแตเปนการประมวลความคิดมานําเสนอ และนําเสนอความคิดใหมลงไป ทั้งนี้การ รูจักใชยอหนา และการอางอิงอัญประภาษถือวาเปนสวนสําคัญ ยอหนาจะทําผูอานจับประเด็น สําคัญได และยังทําใหอานงาย สวนอัญประภาษจะทําใหเนื้อหามีน้ําหนัก นาเชื่อถือ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้
  • 179.
    170 6.2.1 การใชยอหนาในการนําเสนอความคิด หนึ่งยอหนาคือการนําเสนอหนึ่งความ คิดหลัก (ประโยคใจความสําคัญ) สวนใหญแลวจะปรากฏในตอนตนของยอหนา แลวจึงตามดวย ประโยคขยาย เชน “มะมวงมีหลายพันธุ” นี่คือความคิดหลัก “ไดแก เขียวเสวย แรด ทองดํา น้ําดอกไม” นี่คือ ประโยคขยายแบบยกตัวอยาง หากเปนยอหนาเชื่อมระหวางยอหนา อาจไมมีความคิดหลักแตเปน ความคิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ในแตละหัวขอรายงานอาจมียอหนาเดียว หรือหลายยอหนา แตละยอหนา ควรเกาะเกี่ยวหรือมีสัมพันธภาพ และควรใชภาษาไดถูกตองตามหลักวิชาการซึ่งเปนสิ่งที่ตองใสใจเชน กัน (โปรดอานศาสตรและศิลปะของการเขียนอีกครั้ง) ดังนั้นแมวามีขอมูลดีเพียงใด หากไรศิลปะแลว ราย งานเลมนั้นก็จะลดนอยดอยคาลงทันที ตัวอยาง การเขียนยอหนา ที่จะอธิบาย “พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค” พร สวรรคนี้ ไดแก 1. มีความจําเปนเลิศ 2. มีแกวเสียงดี และ 3. มีความสามารถในการถายทอดอารมณ เพลง 6.2.2 การเขียนอัญประภาษ (อัญพจน) คือการคัดลอกคําพูด หรือขอความที่เขียนไว จากตนฉบับ เนื่องจากความของตนฉบับเขียนไวอยางดีแลว หากนํามาสรุปคงไมดีเทาของเดิมสวนเหตุผล ที่มีการใชอัญประภาษณนั้นมีหลายประการ คือ อัญประภาษาทําใหงานวิชาการ มีความนาเชื่อถือ เพราะเปนขอมูลที่มาจากผูเชี่ยวชาญ ผูมีองคความรูในศาสตรนั้นๆ นอกจากนี้ อัญประภาษยังใช เพื่อสนับสนุนความคิดของผูศึกษาคนควาใหมีน้ําหนัก และนาเชื่อถือ ประการตอมา คือ ผูศึกษาคน ควาไดรับความรูในแงมุมที่หลากหลายที่สอดคลองกับความคิดตนเอง หรืออาจขัดแยงกับความคิดของ ผูศึกษาคนควา ซึ่งสามารถเปนไดเชนกัน หลักเกณฑในการเขียนอัญประภาษมีดังนี้คือ - การเขียนอัญประภาษ ตองคัดลอกเหมือนตนฉบับ หามดัดแปลง แกไข แม วาจะสะกดผิด หรือการใชภาษาตางยุคสมัย พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค เธออานหนังสือไมออก เขียนหนังสือไม ได แตเธอมีความจําเปนเลิศ เธอสามารถจําเนื้อเพลงไดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพลงที่รอง นับพันลวนมาจากความจําทั้งสิ้น นอกจากนี้เธอเปนยังเปนนักรอง ที่มีแกวเสียงใสและกังวาน เปน เสียงที่มีเอกลักษณสรางความประทับใจทุกครั้งที่ไดฟง พรสวรรคของนักรองผูนี้ยังมีอีกประการ คือ ผูคนที่ไดฟงเพลงตางมีความเห็นวา พุมพวง รองเพลงไดเขาถึงอารมณของเพลง เพราะ สามารถถายทอดเนื้อหา และความรูสึกไดเปนอยางดี ทําใหบทเพลงของพุมพวง ดวงจันทรยังได รับความนิยมตราบถึงปจจุบัน
  • 180.
    171 - กอนเขียนอัญประภาษ ควรเขียนนํามากอนวาเจาของความคิดคือใคร -หากอัญประภาษเปนเปนรอยแกว แตยาวไมเกิน 3 บรรทัด ใหใสตอจากขอ ความที่เกริ่นนําวาใครเปนเจาของความคิดได โดยขอความอยูในอัญประกาศคู (“………..“) - หากอัญประภาษเปนรอยแกว ยาวเกิน 3 บรรทัด เมื่อกลาวนําวาใครเปน เจาของขอความที่คัดลอกมาแลว ใหนําอัญประภาษไปวางในตําแหนงยอหนาใหม และใหชวงของ การเวนยอหนาเวนรนเขามามากกวาการเวนยอหนาปกติ (ระยะหางการเวนยอหนา ทั้งดานซาย และดานขวาของกระดาษควรมีระยะหางเทากัน) โดยไมตองใสในเครื่องหมายอัญประกาศคู - หากขอความยาวเกินไป และตองการขอความที่จําเปนเทานั้น ใหตัดขอความ ที่ไมตองการออก โดยการใชจุดไขปลา 3 จุดแทนขอความนั้น (…) - หากอัญประภาษเปนบทรอยกรอง มีความยาวไมเกิน 2 บรรทัด ไมตองขึ้น ยอหนาใหม แตถายาวเกิน 2 บรรทัด ใหขึ้นยอหนาใหมเชนเดียวกับรอยแกว แตไมตองใชเครื่องหมาย อัญประกาศ - กรณีที่ไมไดคัดลอกขอความโดยตรง หากแตเปนเพียงการสรุปความคิด การถอดความ ถือวาเปนอัญประภาษรอง ดังนั้นเมื่อนํามาแทรกในเนื้อหา ไมตองใชอัญประกาศกํากับ - การเขียนอางอิงอัญประภาษมี 2 แบบ ไดแก การอางอิงแบบเขียนแทรกปน กับเนื้อหา หรือเรียกวา “ระบบนามป” และการอางอิงทายหนากระดาษ หรือการอางอิงแบบแยกเนื้อหา หรือเรียกวา “การเขียนเชิงอรรถ” แตสวนใหญแลวจะนิยมการเขียนแบบระบบนาม-ป เนื่องจาก มีความสะดวก และกะทัดรัดซึ่งจะอางผูแตงไวกอนขอความที่คัดลอก หรืออางผูแตงไวตอจากขอความ ที่คัดลอกในตอนทายก็ได แตมีขอแมวา ตองเลือกอยางใดอยางหนึ่งเพื่อใหเปนระบบเดียว กัน (ดูเรื่องการอางอิงแทรกเนื้อหาในตอนทาย) ตอไปนี้เปนตัวอยางการเขียนอัญประภาษที่มีความ ยาว ไมเกิน 3 บรรทัด และเนื้อหาที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด ตามลําดับ การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวไมเกิน 3 บรรทัด
  • 181.
    172 ความคิดสรางสรรคเปนสิ่งที่ทําใหเกิดนวัตกรรมบนโลกใบนี้ แตทวาการทําใหคนๆ หนึ่งมีความคิด สรางสรรคไดนั้นยากกวาการสรางนวัตกรรม ดังที่วินทร เลียววาริณ (2550: 204) ไดกลาวถึงของ การคิดสรางสรรคไวดังนี้ “ถาคุณไมสามารถที่จะคิดนอกกรอบได คุณไมมีทางที่จะกาวโดดเดนออกมา เพราะคุณจะไดแคตามรอยเดิมไป ทุกอยางจะตองเปนสี่เหลี่ยมเสมอไป ไมไดแปลวาสี่เหลี่ยมไมดี แตคุณก็จะไมมันที่จะคิดรูปทรงอื่น…” การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด การใชภาษาควรคํานึงถึงวัตถุประสงคของการสื่อสารดวย หากผูเขียน ตระหนักถึงความสําคัญของขอนี้ ยอมทําใหการสื่อสารบรรลุผล ดังที่วิภา กงกะนันทน (2532: 4)ไดกลาวถึงลักษณะพิเศษของภาษาวรรณคดีไวดังนี้ โดยทั่วไปภาษาที่เรียกกันวา “ภาษาวรรณคดี” นั้น ตางจาก ภาษาในชีวิตประจําวันตรงที่วา ภาษาวรรณคดีนั้นเปนภาษาที่ กระทบและฝงใจ ทําใหผูอานหรือผูฟงเกิดความสะเทือนอารมณ และเปนภาษาที่ผูประพันธไดจงใจคัดเลือกเปนพิเศษ โดยมีวัตถุ ประสงคสําคัญเพื่อใหผูอานหรือผูฟงเกิดความเปลี่ยนแปลงภาย ในจิตใจ… การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหามี 2 ประเภท ไดแก 1. การเขียนแบบแทรกในเนื้อหา และ 2. การเขียนแบบแยกออกจากเนื้อหา 1. การอางอิงแบบแทรกในเนื้อหารายงาน (ระบบนามป) เปนการเขียนอางอิงปนกับเนื้อหา ไมไดแยกสวนกัน และเปนที่นิยม เนื่องจากรูปแบบการอางอิงที่ไมไมซับซอน ยุงยากมีโครงสรางอางอิง ดังนี้ 1.1 รูปแบบการลงรายการการอางอิงระบบนามป คือ
  • 182.
    173 จากโครงสรางระบบนามปขางตน ถือวาเปนลักษณะพื้นฐานทั่วไป แตในความเปนจริงแลวยัง มีรายเอียดปลีกยอยอีกหลายประการที่ควรแกการรูดังที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ภาควิชาคณะ อักษรศาสตร, บรรณารักษศาสตร (2551: 134) ไดใหขอสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการอางอิงระบบนาม-ป สรุปไดดังนี้ 1. การไมระบุเลขหนาจะปรากฏในกรณีผูทํารายงานอางงานผูอื่นโดยการสรุปเนื้อหา หรือแนวคิดทั้งเลมของงาน เชน (ศักดิ์ศรี แยมนัดดา 2550) 2. การระบุชื่อผูแตง ปที่พิมพ และ/หรือ เลขหนาไวในวงเล็บ ใชในกรณีที่ผูทํารายงานสรุปเนื้อ หา และความคิดจากผลงานของผูแตงคนนั้น แลวนํามาเรียงเปนภาษาของตนในรายงาน เชน (ธวัช ชัย อดิเทพสถิต 2545: 19) 3. ผูทํารายงานอางชื่อผูแตง แลวใสปพิมพ และ/หรือเลขหนาไวในวงเล็บ กรณีนี้ผูทํารายงาน ตองการอางชื่อบุคคล (ผูแตง) มากกวาผลงาน หรือตองการอางขอความทั้งประโยคหรือสวนหนึ่ง ในประโยคใสไวในรายงาน เชน จากการรายงานผลการศึกษาของสุภาภรณ พลนิกร (2540: 82-85) เกี่ยวกับ…พบวา… จากการศึกษาโดยอลิสา วิทวัสกุล (2549) พบวา… 1.2 หลักเกณฑการเขียน ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง 1. ผูแตง ชาวไทย - ชื่อ และชื่อสกุล - สมยศ แสงสุวรรณ 2. ผูแตง ชาวตางประเทศ ใหตัดชื่อ ออก คงไวแตนามสกุล - นามสกุล - John Smith เขียนเปน Smith 3. ผูแตงชาวไทยที่เปน ผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ - ชื่อ และชื่อสกุล, บรรณาธิการ. - พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ. 4. ผูแตงชาวตางประเทศ ที่เปนผูรวบรวม หรือ บรรณาธิการ - ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor. - Smith, J, editor ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง ชื่อผูแตง (ปที่พิมพ: เลขหนาของขอมูล)
  • 183.
    174 5. ตัดคํานําหนาชื่อ (คํานําหนาชื่อปกติ เชน นายนางสาว นาง ตําแหนง ยศ เชน ศาสตราจารย ดร. คําบอกอาชีพ เชน เภสัชกร หญิง นายแพทย อาจารย) - ชื่อ และชื่อสกุล. - นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล. - ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน อุดม วโรฒศิกขดิตถ. - นายแพทยประเวศ วะสี เขียนเปน ประเวศ วะสี. 6. คงไวซึ่งราชทินนาม บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ ตําแหนงทางศาสนา ไมตองสลับตําแหนง - ชื่อราชทินนาม ชื่อ, บรรดาศักดิ์. - ชื่อ ชื่อสกุล หรือพระนาม, ฐานันดร. - ชื่อ ชื่อสกุล, ยศ - พระยาอนุมานราชธน - คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช - สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ 7. คงไวซึ่งนามแฝง - นามแฝง - ส. พรายนอย - เสถียรโกเศศ 8. จํานวนผูแตง หากมีไม เกิน 3 คนใหใส “และ” หนา คนสุดทาย หากมีมากกวา 3 คน ใหใสชื่อผูแตงคนแรก แลวตามดวย และ “คนอื่นๆ” หรือ “และคณะ” - ชื่อผูแตง และ ชื่อผูแตง - ชื่อผูแตง ชื่อผูแตง และ ชื่อผู แตง - ชื่อผูแตง และคนอื่นๆ - เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน - เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทร จึง ประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด - ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ 9. ผูแตงที่เปนสถาบัน ใหใช ชื่อสถาบัน โดยเขียนอางอิง ระดับสูงกอนตามลําดับ - ชื่อมหาวิทยาลัย -ชื่อมหาวิทยาลัย, คณะ, สาขา - กรม - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, คณะ มนุษยศาสตร, หลักสูตรภาษาไทย - กรมศิลปากร 10. เอกสารที่อางอิงใน เอกสารอื่น ระบุผูแตงทั้งสอง รายการ - ชื่อผูแตง (ปพ.ศ.: หนา อางถึง ใน ชื่อผูแตง, ปพ.ศ.: หนา) - จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางถึงใน พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2) 11. เอกสารพิเศษหรือสื่อ อื่นๆ ใหระบุลักษณะไวในวง เล็บ - ชื่อสกุล (สัมภาษณ) - ชื่อสกุล (บทวิทยุออกอากาศ ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดุสิต) - ปรมา ลาภา (สัมภาษณ) - สิทธิ พรหมดี (บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) ตัวอยาง ผูแตงคนเดียว
  • 184.
    175 ศิริพร จิรวัฒนกุล (2552:31-32) ไดสรุปแนวปฏิบัติดานจริยธรรมการวิจัยเชิงคุณภาพเพิ่มเติม จากจริยธรรมทั่วไปของการวิจัยในมนุษย แบงออกเปน 3 ประการ คือ การขอความยินยอม การปองกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นไดกับผูใหขอมูล และการใหสิ่งตอบแทน ผูแตงมีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ ตําแหนงทางศาสนา พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโต) (2538: 305) กลาวถึงเรื่องสมถะและการปฏิบัติไวดังนี้ สมถะ แปลงาย ๆ วาความสงบ แตที่ใชทั่วไปหมายถึงวิธีทําใหใจสงบ ขยายความวา ขอปฏิบัติตางๆ ในการฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ จนตั้งมั่นเปนสมาธิ ถึงขั้นไดฌานระดับตางๆ จุดมุงของสมถะคือสมาธิ ซึ่งหมายเอาสมาธิขั้นสูงที่ทําใหเกิดฌาน หลักการสมถะคือ กําหนดใจไว กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เรียกวาอารมณ) ใหแนวแนจนจิตนอมดิ่งอยูในสิ่งนั้นสิ่งเดียว (เรียกกันวา จิตมี อารมณเปนหนึ่ง หรือจิตมีอารมณอันเดียว) ความแนวแนหรือตั้งมั่นของจิตนี้เรียกวาสมาธิ เมื่อสมาธิ แนบสนิทเต็มที่แลว ก็จะเกิดภาวะจิตที่เรียกวาฌาณ ผูแตง 2 คน การแพทยแผนไทย ยังขาดมาตรฐานในเรื่องคุณภาพจึงทําใหไดรับความเชื่อถือลดลง ดังที่ เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน (2539: 1) ใหความเห็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการแพทยแผนไทย ที่ออกนอกลูนอกทางไปจากเดิม คือ “รูปธรรมที่เห็นไดอยางชัดเจนก็คือ การถายทอดความรูที่ขาด มาตรฐาน การถายทอดความรูอยางผิดๆ มีการใชสมุนไพรโดยขาดขอมูลยืนยัน จากแหลงขอมูลที่ เชื่อถือไดจนเกิดอันตราย…อวดอางสรรพคุณเกินความเปนจริง…” ผูแตง 3 คน
  • 185.
    176 เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทรจึงประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด (2550: 146) ใหความหมายของคําวาหัตถกรรม ไวดังนี้ หัตถกรรม” หมายถึงสิ่งที่ผลิตหรือทําดวยมือ (คําวา “หัตถะ” มาจากภาษาสันสกฤต หรือ ภาษาอินเดียวา “HASTA (ฮํสตา) แปลวานิ่งมือสําหรับจับ หรือหยิบหรือทํากิจกรรมอื่นๆ ชาวอินเดีย จึงนําคํานี้มาเรียกชางวา “หัตถี” เพราะถือวาชางมีงวงและปลายงวงเปรียบเสมือนนิ้วมือที่หยิบของได) ผูแตงมากกวา 3 คน จากสภาพปญหาของลุมน้ําปากพนัง ทั้งน้ํามีสภาพเค็ม ดินและน้ําเปรี้ยวจึงทําใหราษฎร ประสบปญหาในการประกอบอาชีพ ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ (2542: 61) ไดกลาวถึงที่มาของโครง การลุมน้ําปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดําริดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานพระราชวโรกาสเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 ใหคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุมน้ําปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดําริเขาเฝาฯ ณ พระตําหนักทักษิณราชนิเวศน จังหวัดนราธิวาส ในการนี้ไดพระราชทานพระราชดําริวา ควรเรง ดําเนินการกอสรางประตูระบายน้ําปากพนังใหเสร็จโดยเร็ว เพราะงานนี้ จะเปนจุดเริ่มตนและเปนจุด หลักสําคัญในการแกไขปญหา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผูแตงที่เปนสถาบัน กรมศิลปากร (2541: 373) กลาวถึง ความรูสึก กับการแสดงทารํา ดังนี้ “”วิษาทะ” คือ ความเศราโศก เสียใจนั้นสําหรับคนชั้นสูง และชั้นกลาง ผูแสดงละครพึงแสดงดวยทาทาง คือ อุบายอยางหลัก แหลม สําหรับคนชั้นต่ํา พึงแสดงดวยทาทาง นอนหลับ ถอนใจใหญและนั่งซึมเหมือนคนเขาฌาน” อางอิงเอกสารอื่นที่ผูอื่นอางไว
  • 186.
    177 ดลชัย บุญยะรัตเวช (2544:95 อางถึงใน ขนิษฐา ปาลโมกข, 2551: 22) “โฆษณาที่ไดผล และใช ตนทุนต่ําในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะลาตินอเมริกาก็คือ การใหคนมาสรางมุขตลกหนากลองและ มีผลิตภัณฑเขามาเกี่ยวของดวย” อางอิงเอกสารพิเศษ และอางอิงลักษณะอื่น ใหใสลักษณะของขอมูลในวงเล็บ 2. การเขียนเชิงอรรถอางอิง เปนการเขียนอางอิงที่แยกออกจากเนื้อหา โดยระบุที่มาของ ขอมูลไวทายหนากระดาษ ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 2.1 ประเภทของการเขียนเชิงอรรถอางอิง 2.1.1 เชิงอรรถอางอิง (Citation Footnote) คือ การบอกแหลงที่มาของขอมูลที่นํามา ไวในเนื้อหารายงาน ดังตัวอยางจากบทความของเนื้อออน ขรัวทองเขียว (2553: 100) ทองอยู มีดี, (สัมภาษณ) กลาวถึงการสรางชุมชนเขมแข็งดังนี้ การทําชุมชนใหเขมแข็งตองเริ่มจากคนในชุมชนเอง ไมใชจากหนวยงานภาครัฐ ถายืนบนขา ตนเองไมได พึ่งตนเองไมได ยังอาศัยอวัยวะของคนอื่นจึงจะหายใจได อยางนี้ คงยากที่จะสําเร็จ เพราะเมื่อคนอื่นปวย รัฐออนแอแลวเราจะอยูไดอยางไร เราคนในชุมชนตองดูแลตนเอง สรางวัคซีน กันเองกอน แถมยังชวยคนอื่นไดดวย สายฤดี รื่นชัยกุล(บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) กลาววา …สิ่ง ที่ทําใหเด็กๆ รักการอาน คงตองเริ่มกันที่บาน บานจัดสภาพแวดลอมอยางไร ถาคนในบานชอบดู โทรทัศน แตไมมีบรรยากาศการอานหนังสือ เด็กจะไมมีสิ่งกระตุนใหอานเลย นอกจากนี้ชุมชนเอง ชุมชนจะบริหารจัดการอยางไร ใหเปนชุมชนรักการอาน… การสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอนายกรัฐมนตรีในชวงดํารงตําแหนง (คนรักประชาธิปไตย, 2554: ออนไลน) พบวา ประชาชนใหคะแนนเรื่องความซื่อสัตยเปนอันดับหนึ่ง ตามดวยการมีความมุงมั่นในการแกปญหาของประเทศ….
  • 187.
    178 2.1.2 เชิงอรรถเสริมความ (ContentFootnote) คือ การอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติม อาจเปนความรูเสริม ศัพทตางๆ เพื่อใหผูอานไดมีความเขาใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากนําสิ่งที่อธิบาย แทรกในเนื้อหา จะทําใหเนื้อความสะดุด ดังนั้นจึงตองนําคําอธิบายใสไวในสวนทายเพิ่มเติม เชน การอธิบายคําศัพท ที่มาของคํา และความตางๆ เปนตน ตัวอยางเชน 2.1.3 เชิงอรรถโยง (Cross-reference Footnote) คือ การใหผูอานไปดูรายละเอียด เรื่องเดียวกันที่ไดกลาวมาแลวในหนาอื่น นาสังเกตวาชื่อของฤษีที่ปรากฏเปนแบบ ในแตละทาจะพบวาผูแตงนําชื่อเหลานั้นมาจาก วรรณกรรมสําคัญหลายเรื่อง เชน พระฤษีที่ชื่อสังปติเหงะจากโคลงภาพในทาแกเอวขดขัดขา เปนพระฤษีในเรื่องอิเหนา ผูเปนที่เคารพของชาวเมืองดาหาไดรดน้ําอวยพระใหบุษบาและอิเหนาอยูคูกัน พระฤษีนารท ในทาแกเสียดอก เปนพระฤษีในเรื่องรามเกียรติ์ ผูบอกทางไปเมืองลงกา แกหนุมานแตเมื่อหนุมานคิดลองดีพระฤษีจึงไดใหบทเรียนแกหนุมาน โดยเสกไมเทาเปนปลิงเกาะ ที่คางหนุมาน พระฤษีวาสุเทพ ในทาแกกรอนเปนพระฤษีในตํานานจามเทวีวงศซึ่งอาศัยอยูบนดอย จุลบรรพต ไดสรางเมืองหริปุญชัยและสงทูตไปขอนางจามเทวีแหงเมืองลวปุระขึ้นมาครองเมือง7 _______________ 7 นิยะดา เหลาสุนทร, ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน, (กรุงเทพฯ: อัมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง, 2544), หนา 723 – 788. ปญหาการออกเสียงภาษาไทย แกไดดวยวิธีการทางสัทศาสตร 14 เพราะการที่เราไดเรียนรู อวัยวะในการออกเสียงจะทําใหผูพูดเขาใจยิ่งขึ้น วา จะวางอวัยวะในตําแหนงใดเสียงจึงจะชัด _______________ 14 สัทศาสตร เปนแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร วาดวยการศึกษาเรื่องเสียงพูด ตั้งแตกระบวนการ ผลิตลม อวัยวะที่ใชในการออกเสียง และคลื่นเสียง
  • 188.
    179 2.2 รูปแบบการลงรายการ 2.2.1 รูปแบบและหลักเกณฑลงรายการการอางอิงแบบแยกเนื้อหาดังนี้คือ โดยมีรายละเอียดการอางอิง คือ - การเขียนเชิงอรรถแบบแยกเนื้อหา จะอยูดานลางทายกระดาษ และใหเสน ขีดคั่นจากซายมือยาวประมาณ 1.5 นิ้ว - ระยะหางระหวางเนื้อหากับเสนแบงควรหางประมาณ 3 บรรทัด - การขึ้นเลขเชิงอรรถ ควรอยูหนาอักษรตัวแรกของเชิงอรรถ โดยใหยกหมาย เลขลอยขึ้นหนึ่งระดับ ขนาดหมายเลขตองเล็กกวาตัวอักษรของเชิงอรรถ - การลําดับเลข มีหลายแบบดวยกัน รายงานแตละฉบับควรเลือกแบบใด แบบหนึ่ง คือ ขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นหนาใหม หรือขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นบทใหม หรือขึ้นเลข 1 และเรียงลําดับเลขตอไปจนจบเลมรายงาน - การเขียนเชิงอรรถจะตองยอหนาโดยเคาะ 8 ตัวอักษร - หากเชิงอรรถไมสามารถจบไดในบรรทัดเดียว เมื่อขึ้นบรรทัดใหมไมตองเคาะ เพื่อยอหนา แตใหชิดดานซายหนากระดาษ - หากเปนเชิงอรรถประเภทเสริมความ อาจมีเนื้อหาที่ไมสามารถจบไดใน หนาเดียว ใหขึ้นหนาใหมได หากเชิงอรรถหนาใหมไมจบหนา หามเขียนเนื้อหาตอ แตตองนําเนื้อหาไป เขียนในหนาถัดไป เพื่อปองกันความสับสน ชื่อ/ชื่อสกุล,//ชื่อเรื่อง,ครั้งที่พิมพ (ถามี)(สถานที่พิมพ:/สํานักพิมพ,/ปที่พิมพ),หนา สัทศาสตร เปนเรื่องของเสียงพูดลวนๆ ซึ่งศึกษาทั้งแหลงกําเนิดลมที่ชวยในการเปลงเสียง อวัยวะที่เกี่ยวของกับการออกเสียง ตลอดจนคลื่นเสียง 2 _______________ 2 ดูที่บทที่ 3 หนา 24
  • 189.
    180 ตัวอยางการเขียนเชิงอรรถอางอิงหนังสือ และแหลงอื่นๆ ที่มีการลงรายการคลายหนังสือ (หมายเลขเชิงอรรถเปนการสมมุติขึ้น) ผูแตงคนเดียว ___________________ 1 ศิริพรจิรวัฒนกุล, การวิจัยเชิงคุณภาพดานวิทยาศาสตรสุขภาพ, (กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน, 2552), หนา 31-32 หนังสือแปล ระบุชื่อเจาของตนฉบับ ชื่อเรื่อง แลวจึงใชชื่อผูแปล หนังสือที่ไมปรากฏผูแตง ใหลงรายการหนังสือแทน เอกสารที่ปรากฏในเอกสารอื่น __________________ 2 วอเนอร, เพนน, 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย, แปลโดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย ตันวรรณรักษ (กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,2518), หนา 22 ___________________ 4 คูมือนักศึกษารหัส 49 (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2549), หนา 64. ___________________ 10 พรไพร พรไพรกุล, วาดฝนในคํา (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2544), หนา 33 อางถึงใน เบญจมาศ ขําสกุล, คิดอยางภาษาไทย (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2548), หนา 64.
  • 190.
    181 วารสาร บทความในหนังสือ บทความในวารสาร บทความในหนังสือพิมพ ชื่อ/ชื่อสกุล,//“ชื่อบทความ,” /ชื่อวารสาร/ตัวเลขปที่หรือเลมที่,ฉบับที่/(เดือน/ปพิมพ/),หนา ___________________ 2 เบญจมาศ ขําสกุลและวรเวชช ออนนอม, “ตลาด-แรง-งาน ใครงอใคร,” วารสารสวนดุสิต 1 (มกราคม-เมษายน2547),หนา 4-8. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อหนังสือ,//ชื่อบรรณาธิการ,บรรณาธิการ (ถามี) (สถานที่พิมพ:/ สํานักพิมพ/ปพิมพ),หนา. ___________________ 7 นพพร ประชากุล, “ศิลปะกับวาทกรรม,” ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวยสังคม ศาสตร, (กรุงเทพฯ: อาน 2552), หนา 511-52. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ชื่อหนังสือพิมพ(วัน/เดือน/ปพิมพ),หนา.
  • 191.
    182 บทความในสารานุกรม วิทยานิพนธ ___________________ 10 เขื่อนขันธ, “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง,”ไทยรัฐ(5 สิงหาคม 2546), หนา 5. ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/(ระดับปริญญา/ชื่อสาขา หรือภาควิชา/คณะ/มหาวิทยาลัย,ปการศึกษา),// หนา (ถามี). ___________________ 3 สายรุง จรัสดํารงนิตย, “ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยกระจายเสียง: การวิเคราะหตามแนว ภาษาศาสตรเชิงสังคม,” ( วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและภาษาศาสตรอา เซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2534), หนา 127. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อสารนุกรม//ปที่หรือเลมที่/(ปพิมพ), หนา. ___________________ อาลัย จันทรพาณิชย. “ลํากลอน : เพลง”, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน 11, (2542), หนา 3938-3941.
  • 192.
    183 เอกสารไมตีพิมพเผยแพร และเอกสารอื่นๆ ใหวงเล็บในตอนทายวา(เอกสารไมตีพิมพ เผยแพร) - การสัมภาษณ การสัมภาษณ สื่ออิเล็กทรอนิกส การสืบคนเครือขายออนไลน ___________________ 7 ธวัช ปุณโณธก, “ปญหาการศึกษาวิจัยวรรณกรรมทองถิ่น,” เอกสารประกอบคําบรรยายเรื่อง การศึกษาวิจัยจารึกวรรณกรรมโบราณและภาษาถิ่น เสนอที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 6 พฤษภาคม 2554. (เอกสารไมตีพิมพเผยแพร) ___________________ 11 สัมภาษณ ศิโรจน ผลพันธิน, อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 23 พฤษภาคม 2554. สัมภาษณ//ชื่อผูใหสัมภาษณ,//ตําแหนง(ถามี),//วัน เดือน ป ที่ทําการสัมภาษณ. ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/ชื่อแหลงขอมูล. (วันที่คนขอมูล).
  • 193.
    184 การอางอิงเอกสารซ้ําโดยไมมีเอกสารอื่นคั่น ใหใชคําวา เรื่องเดียวกันพรอมระบุเลขหนา การอางอิงเอกสารซ้ําโดยมีเอกสารอื่นคั่น ใหลงรายการโดยตัดสวนที่เปนสถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปพิมพออก การพิมพรายงานวิชาการ 1. การตั้งคาหนากระดาษ การเวนระยะจากริมกระดาษดานบน 2 นิ้ว จากระยะริมขอบซาย 1.5 นิ้ว สวนริมกระดาษดานลาง และจากริมกระดาษดานขวาเวนระยะเทากัน คือ 1 นิ้ว ___________________ 11 นายอ่ํา บุญไทย, กฤดาการบนที่ราบสูง, พิมพตามฉบับพิมพครั้งแรก พ.ศ. 2476, (กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนพลับลิชชิ่ง,2543), หนา 84-90 12 เรื่องเดียวกัน, หนา 85. ___________________ 11 นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, (กรุงเทพฯ: นกนางแอน,2549), หนา 98 12 เบญจมาพร สุขสันติ, พินิจจิต, (กรุงเทพฯ: เพลินธรรม, 2542), หนา 22 13 นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, หนา 111. 12 สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ, “รวมกันหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ เนื่องในวันอนุรักษมรดกไทย,” [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.culture.go.th/ Knowledge/idea.html. (วันที่คนขอมูล : 30 มีนาคม 2554).
  • 194.
    185 2. การใชตัวอักษร และการจัดพิมพตัวอักษรควรเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใหเหมือนกัน ทั้งเลม สําหรับรายงานในวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารฉบับนี้ ขอกําหนดใหใช อักษรคอเดีย (cordia) โดยมีขนาดดังนี้ ชื่อบทแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 22 พอยท ลักษณะพิมพหนาหัวขอใหญ ของแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 20 พอยท ลักษณะพิมพหนา และพิมพชิดซายหนากระดาษ ไมตองใสหมายเลขกํากับ สวนหัวขอยอยของหัวขอใหญใชตัวอักษรชนิดเดียวกัน แตขนาด 18 พอยท ตัวพิมพหนา หากมีหัวขอยอยใหใชหมายเลขกํากับได ขนาดอักษรขนาด 16 พอยท การเขียนบรรณานุกรม บรรณานุกรมเปนการเขียนอางอิงไวทายเลมของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักเกณฑ และรูปแบบการลงรายการบรรณานุกรม 1.1 การลงรายการผูแตง รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ผูแตงชาวไทย รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล - อุดม วโรฒมศิกขดิตถ 2. ผูแตงชาวตางประเทศ รูปแบบ -ชื่อสกุล, ชื่อตน(หรือใชอักษรยอของชื่อตน) - ชื่อสกุล, อักษรยอของชื่อตน และชื่อกลาง - John Smith เขียนเปน Smith, Jhon. หรือ Smith, J - Edward P.Robinson เขียนเปน Robinson, E. R. 3. ผูแตงชาวไทยที่เปนผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, บรรณาธิการ - พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ 4. ผูแตงชาวตางประเทศที่รวบรวม หรือบรรณาธิการ รูปแบบ ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor. - Smith, J, editor 5. ผูแตงที่มีคํานําหนาชื่อปกติ ตําแหนงทางวิชาการคํา บอกอาชีพ (นาย นางสาว นาง ตําแหนง เชน ศาสตราจารย ดร. คําบอกอาชีพ) รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล - นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล. - ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน อุดม วโรฒศิกขดิตถ. -นายแพทยประเวศ วะสี เปนประเวศ วะสี. รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 6. ผูแตงที่มีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ และฐานันดรศักดิ์ และยศทางราชการ - พระยาอนุมานราชธน เขียนเปน อนุมานราชธน, พระยา.
  • 195.
    186 รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล,ราชทินนาม (บรรดาศักดิ์ และ ฐานันดรศักดิ์ และยศทางราชการ) - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเปน คึกฤทธิ์ ปราโมช , ม.ร.ว. 7. ผูแตงที่ใชนามแฝง รูปแบบ นามแฝง - ทมยันตี - นิดา 8. ผูแตงที่เปนกลุมบุคคล หรือนิติบุคคล (กระทรวง ชื่อสถาบัน หนวยงานหลัก หนวยงานยอย) รูปแบบ - กลุมบุคคล (สถาบัน) - หนวยงานหลัก, หนวยงานยอย - กระทรวงศึกษาธิการ. - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร. 9. ผูแตง 2 คน รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล และ ชื่อ ชื่อสกุล - เบญจมาศ ขําสกุล และ ศุภศิริ บุญประเวศ. 10. ผูแตง3 คน รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, ชื่อ ชื่อสกุล, และ ชื่อ ชื่อสกุล - ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ, สําเนียง ฟากระจาง เขียนเปน - ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ, และ สําเนียง ฟากระจาง. 11. ผูแตงเกิน 3 คน (แตไมเกิน 6 คน) รูปแบบ - ชื่อ ชื่อสกุลของผูแตงคนแรก, และคนอื่นๆ หรือและคณะ พรชัย แสนยะมูล, สุพักตร วรานนท, ดวงใจ เอี่ยมสะอาด, ดลฤดี นาคแจม. เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล, และคนอื่นๆ. 12. ไมปรากฏชื่อผูแตง รูปแบบ ชื่อหนังสือ ชื่อหนังสือใชแทนตําแหนงชื่อผูแตง - งามในงาน 1.2 การลงรายการชื่อเรื่อง รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
  • 196.
    187 1. ชื่อเรื่องที่มีภาษาอังกฤษกํากับ รูปแบบ ชื่อเรื่องภาษาไทย -การปฏิบัติการวิชาชีพครู 3 (Pracicum 3) เขียนเปน การปฏิบัติการวิชาชีพครู. 2. ชื่อเรื่องที่มีรายละเอียดอื่นๆแทรก (ครั้งที่พิมพ จํานวนเลม เลมที่) รูปแบบ ชื่อเรื่อง (รายละเอียดเพิ่มเติม). - ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (พิมพครั้งที่ 3) - กินอยางไทย (2 เลม) - การเขียนบท (พิมพครั้งที่ 3 แกไขเพิ่มเติม) 3. ชื่อเรื่องที่เปนวัสดุอื่นๆที่ไมใชหนังสือ ( แผนพับ แผนปลิว จุลสาร วีดิทัศน ภาพนิ่ง) รูปแบบ ชื่อเรื่อง [ประเภทวัสดุ] - บทเพลง จรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ [แผนพับ] - พัฒนาการของเด็กปฐมวัย [วีดิทัศน] 1.3 การลงรายการปที่พิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ปที่พิมพ รูปแบบ (ปที่พิมพ) - 2554 เขียนเปน (2554) 2. ปที่พิมพในสิ่งพิมพตอเนื่อง รูปแบบ - (ปที่พิมพ, เดือน, วันที่) หรือ - (ปที่พิมพ, เดือน) - (2553, มีนาคม, 3) หรือ - (2553, มีนาคม) 3. ไมปรากฏปที่พิมพ รูปแบบ - [ม.ป.ป.] (ไมปรากฏปที่พิมพ) - n.d. [no date] - พรชัย แสนยะมูล. [ม.ป.ป.] - Smith, J. [no date] 1.4 การลงรายการครั้งที่พิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ไมระบุครั้งที่พิมพครั้งแรก แตจะระบุครั้งที่พิมพ ตอๆไป รูปแบบ - (ครั้งที่พิมพ) - (พิมพครั้งที่ 2) 1.5 การลงรายการผูจัดพิมพ สํานักพิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
  • 197.
    188 1. ตัดคําวาสํานักพิมพ โรงพิมพหางหุนสวน บริษัท จํากัดออกคงไวเฉพาะชื่อ รูปแบบ ชื่อสํานักพิมพ - บริษัทนานมีบุค เขียนเปน นานมีบุค - สํานักพิมพบรรณกิจ เขียนเปน บรรณกิจ 2. ใหคงคําวา “สํานักพิมพ หรือ โรงพิมพ กรณีที่ เปนมหาวิทยาลัยจัดพิมพ รูปแบบ สํานักพิมพ (โรงพิมพ) ชื่อมหาวิทยาลัย - สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย - สํานักพิมพมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3. ไมปรากฏชื่อสํานักพิมพ โรงพิมพ ผูจัดพิมพ ให ใชคําวา ม.ป.ท. [ไมปรากฏสํานักพิมพ] ภาษา อังกฤษใช [n.p.] รูปแบบ [ม.ป.ท.] - กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.] 2. การลงรายการบรรณานุกรม 2.1 รูปแบบการลงรายการหนังสือ ตัวอยาง หนังสือทั่วไป สายทิพย นุกูลกิจ. (2534). วรรณกรรมไทยปจจุบัน. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: อาร.เอส.พริ้นติ้ง. หนังสือที่ผูแตงมีฐานันดรศักดิ์ ชื่อ/ชื่อสกุล.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ.
  • 198.
    189 สิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระนางเจา. (2515).ความทรงจําในการเสด็จตางประเทศ ทางราชการ. กรุงเทพฯ: พระจันทร. หนังสือที่ผูแตงเปนหนวยงานราชการ การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. (2535). เจาพระชันษายืนในพระราชวงศจักรี. กรุงเทพฯ : อมรินทรพริ้นติ้ง กรุฟ. หนังสือที่ไมปรากฏชื่อผูแตง หนังสือสวดมนตฉบับประจําบาน. [ม.ป.ป.]. กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง. หนังสือที่ไมปรากฏปที่พิมพ ธรรมเกียรติ กันอริ. [ม.ป.ป.]. พระนครควรชม. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: พิราบ. หนังสือสารานุกรม สุทธิวงศ พงษไพบูลย. (บก.). (2529). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต พ.ศ.2529 เลม 1-10. สงขลา: สาบันทักษิณคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา. 2.2 รูปแบบการลงรายการหนังสือแปล ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่องภาษาไทย.//แปลโดย/ชื่อผูแปล.//ครั้งที่พิมพ.//สถานที่พิมพ:/ สํานักพิมพ. ตัวอยาง วอเนอร, เพนน. (2547). 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย. โดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย ตันวรรณรักษ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
  • 199.
    190 2.3 รูปแบบการลงรายการหนังสือรวบรวมเรื่องตางๆภายในเลมเดียวกัน หรือหลายๆบทความ ในเลมเดียวกันและมีการอางอิงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ,//ใน//ชื่อหนังสือ.//ชื่อบรรณาธิการหรือผูรวบรวม (ถามี).// หนาที่พิมพบทความ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ. ตัวอยาง นพพร ประชากุล. (2552). ศิลปะกับวาทกรรม, ใน ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวย สังคมศาสตร. เนาวนิจ สิริผาติวิรัตน (บรรณาธิการ). 511-52. กรุงเทพฯ: อาน. 2.4 บทความ หรือเรื่องจากหนังสือสารานุกรม ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//”ชื่อบทความ”,//ใน//ชื่อสารานุกรม, เลมที่/,หนา.//ชื่อบรรณาธิการหรือผู รวบรวม (ถามี).//ครั้งที่พิมพ.เมืองที่พิมพ: สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ. อาลัย จันทรพาณิชย. (2542). “ลํากลอน : เพลง”, ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน, เลมที่11, หนา3938-3941. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย. 2.5 บทความ หรือคอลัมนจากนิตยสาร และวารสาร
  • 200.
    191 ชื่อ/ชื่อสกุลผูเขียนบทความ.//(ป,/วัน/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อวารสาร.//ปที่(ฉบับที่)/:/ หนาที่อาง. กุลทรัพย รุงฤดี. (2531,16 สิงหาคม). “คือโคมทิพยเทพเจาประทานชน”. ใน สกุลไทย. 34 (1765) : 5-7. เบญจมาศ ขําสกุล และวรเวชช ออนนอม. (2547, มกราคม-เมษายน). “ตลาด-แรง-งาน ใครงอ ใคร” ใน วารสารสวนดุสิต. 1(2) : 4-8. 2.6 หนังสือพิมพ ชื่อผูเขียน.//(ป,/วันที่/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อหนังสือพิมพ.//หนาที่พิมพบทความ. หนาที่อาง. เขื่อนขันธ. (2546, 5 สิงหาคม). “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง”. ไทยรัฐ. หนา 5. 2.7 วิทยานิพนธ ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ระดับวิทยานิพนธ./ชื่อสาขา./คณะ/ชื่อมหาวิทยาลัย. สายรุง จรัสดํารงนิตย. (2534). ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยุกระจายเสียง: การวิเคราะหตาม แนวภาษาศาสตรเชิงสังคม. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและ ภาษาศาสตรอาเซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 2.8 สัมภาษณ
  • 201.
    192 ชื่อ/ชื่อสกุล,//ผูใหสัมภาษณ,//ชื่อ/ชื่อสกุล//เปนผูสัมภาษณ,//สถานที่// เมื่อ/วันที่/เดือน/ป. สามารถ เพียรธรรม,ผูใหสัมภาษณ, ดวงดาว จรัสแจม ผูสัมภาษณ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554. 2.9 โสตทัศนวัสดุ (วีดิทัศน ภาพยนตร ภาพเลื่อน ภาพนิ่ง แผนภาพ) ชื่อผูจัดทํา.//(ปที่ผลิต)//ชื่อเรื่อง.//[ประเภทของวัสดุ].//สถานที่ผลิต/:/ผูผลิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (2544). ตามหาของจิ๋ว. [วีดิทัศน]. กรุงเทพฯ : ฝายผลิตสื่อและ มัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. 2.10 ออนไลน ชื่อผูแตง.//(ป, วัน, เดือน).//ชื่อเรื่อง.//[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/Available1/:/แหลงสารนิเทศ./(วัน ที่ขอมูล/Access date : วันเดือนป). อิสริยะ ไพรีพายฤทธิ์. (2553). บทบาทของ Social Network ในอินเทอรเน็ตยุค 2.0. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.isriya.com /files/ socialnetwork.pdf. (วันที่คนขอมูล : 6 กันยายน 2553). ความหมายของโครงการ
  • 202.
    193 การเขียนโครงการเปนการดําเนินกิจกรรมที่ไดจัดทําขึ้น เพื่อใหสอดคลองตามนโยบายที่วางไว ขององคกรอาจเปนการจัดกิจกรรมเพื่อแกไขปญหา เพื่อเพิ่มผลผลิตรายไดเพื่อพัฒนาบุคลากรหรือแม แตโครงการเกี่ยวกับจิตอาสา หรือการบริการชุมชน นักวิชาการไดใหความหมายของโครงการ ไววา วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 209) กลาววา “โครงการเปนแผนการปฏิบัติ งานที่สัมพันธกันระหวางแนวคิด จุดประสงค กิจกรรม งบประมาณ ชวงเวลา การประเมินผล ฯลฯ" เยาวดี รางชัยกุล วิบูลยศรี (2544: 80) ไดใหความหมายของคําวา “โครงการ” คือ “งานที่เกิด ขึ้นตามสถานการณในสังคม มิไดเกิดเปนประจํา โดยมีวัตถุประสงค ระยะเวลา งบประมาณเปนตัว กําหนดกิจกรรม เมื่อเสร็จตามกําหนด ถือวาเสร็จสิ้นโครงการ” มยุรี อนุมานราชธน (2546: 6) ไดกลาววา “โครงการ เปนกลุมกิจกรรม ที่มีความสัมพันธกัน อยางเปนระบบ เพื่อใหเกิดการใชทรัพยากรไดอยางคุมคา และบรรลุวัตถุประสงคที่ตั้งไว คือ ผลประโยชน ตอบแทนในอนาคต และกิจกรรมตองมีจุดเริ่มตน และจุดสิ้นสุด” จากความหมายโครงการขางตน จึงสรุปไดวา การทําโครงการ คือ การทํากิจกรรมที่มีเปาหมายชัด เจนวา จะทําเพื่ออะไร มีการคิดในเชิงบริหารกิจกรรมเพื่อใหสอดคลองกับวัตถุประสงคเวลา ที่กําหนด งบ ประมาณที่ไดรับ หากไมมีการวางแผนลวงหนาแลว โครงการยอมประสบความสําเร็จไดยาก ความสําคัญของโครงการ การทําโครงการมีความสําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดํารินับสามพันกวาโครงการ ลวนแลวแตมาจากปญหาของราษฎรทั้งสิ้น นอกจากนี้ หนวยงาน สวนภาครัฐยังไดดําเนินโครงการในลักษณะเดียวกัน เชน โครงการเรียนฟรีสิบหาป โครงการนมโรงเรียน โครงการถนนสีขาว โครงการหนาบานนามอง และฯลฯ สวนในระดับอุดมศึกษา ภายในรั้วมหาวิทยาลัย การดําเนินโครงการเนนการพัฒนาหลายดาน เชน โครงการเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา โครงการพัฒ นาศักยภาพทางวิชาการ โครงการดานศิลปวัฒนธรรม โครงการดานบริการชุมชน หรือแมแตกลุมนัก ศึกษาที่เปนนักกิจกรรม บุคคลเหลานี้ไดขับเคลื่อนพลังความคิดสรางสรรคผานโครงการมากมาย เชน โครงการบัณฑิตอาสา โครงการพี่อานนองฟง โครงการคายวรรณกรรม ฯลฯ ซึ่งประจักษแลววา หากนัก ศึกษาคนใดเขียนโครงการเปน และมีสวนรวมในกิจกรรมตางๆ ของโครงการ บุคคลเหลานั้นจะหางาน ทําไดไมยาก และไดงานทําเร็วกวาคนที่เขียนโครงการไมเปน ความสําคัญ ของการดําเนินโครงการ มีดังนี้ 1. ทําใหบุคลากรมีความใสใจตอนโยบายองคกร 2. บุคลากรสามารถนํานโยบายมาพัฒนางานอยางเปนระบบ
  • 203.
    194 3. บุคลากรฝกคิดเชื่อมโยงอยางองครวม 4. บุคลากรสามารถคิดสรางสรรคผานกิจกรรม 5.บุคลากรสามารถทํางานรวมกับผูอื่นได 6. บุคลากรมีวิสัยทัศน คาดการณลวงหนาเพื่อใชทรัพยากรอยางคุมคา 7. บุคลากรไดรับการฝกทักษะในการเขียนเพื่อนําเสนอแผนงาน องคประกอบของโครงการ โครงการประกอบดวย 12 องคประกอบ (ยืดหยุนตามรูปแบบของหนวยงาน) ไดแก 1. ชื่อโครงการ 2. หนวยงานผูรับผิดชอบโครงการ 3. หลักการและเหตุผล 4. วัตถุประสงค 5. เปาหมาย 6. กลุมเปาหมาย 7. วิธีดําเนินการ 8. แผนปฏิบัติงาน 9. ระยะเวลาในการดําเนินโครงการ 10. สถานที่ดําเนินการ 11. งบประมาณและทรัพยากรที่ตองใช 12. การติดตามและประเมินผลโครงการ โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้ หลักเบื้องตนในการเขียนโครงการ 1. ชื่อโครงการ หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการตั้งชื่อโครงการ คือ ชื่อควรมีเนื้อความที่กระชับ ความหมายชัดเจน มีการใชภาษาไดอยางเหมาะสม เขาใจงายโดยไมตองอาศัยการตีความแตในปจจุบัน บางโครงการมีการตั้งชื่อในลักษณะการเปรียบเปรย เปรียบเทียบ หรือใชภาษาใหนาสนใจทั้งนี้ขึ้นอยู
  • 204.
    195 กับกลุมเปาหมาย หรือหนวยงานที่ทําโครงการ อยางไรก็ตามจากกรอบขางตนทําใหเกิดการตั้งชื่อ หลากหลาย ดังนี้ 1.1 ชื่อโครงการที่สะทอนกิจกรรม วัตถุประสงค และเปาหมาย อาทิ โครงการฝกอบรม…/ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ…/ โครงการสงเสริม…แกปญหา…/ โครงการพัฒนา…/ โครงการ อนุรักษ… / โครงการปรับปรุง…/ โครงการสัมมนา…/ โครงการวิจัย…/ โครงการจัดทํา…/ โครงการลด (ละ เลิก งด) …และ ฯลฯ เปนตน ยกตัวอยางเชน - “โครงการอานสรางชาติ - “โครงการอาน เขียน เรียน คิด” - “โครงการปลูกตนไมรอบบานพอ” - “โครงการพัฒนาลุมน้ําปากพนัง” - “โครงการงดมันเพื่อสุขภาพ” - “โครงการอนุรักษพันธุขาวพื้นเมือง” - “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ ต อ บั ณ ฑิ ต ห ลั ก สู ต ร ภ า ษ า ไ ท ย ” ฯลฯ 1.2 การตั้งชื่อโครงการที่มีการระบุกลุมเปาหมาย ยกตัวอยางเชน - “โครงการเยาวชนรักษน้ํา - “โครงการฝกอบรมการออกเสียงภาษาไทยแกเยาวชนไทยในตางแดน” - “โครงการปนน้ําใจใหชาวใต” - “โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน” - “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ ตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” 1.3 การตั้งชื่อโครงการใหสอดคลองกับนโยบายหนวยงาน หรือองคกรที่อนุมัติทุนในการ ทําโครงการ เชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายในเรื่องการใหบริการชุมชน จึงเกิดโครงการ ตอไปนี้ เชน - โครงการเรียนรูรวมกันสรางสรรคชุมชน - โครงการเสียงสองแสง (โครงการนี้จัดทําหนังสือเสียงใหคนตาบอด)
  • 205.
    196 - โครงการหองสมุดชุมชน 1.4 การใชศิลปะทางภาษาในการตั้งชื่อเพราะจะทําใหชื่อโครงการมีความโดดเดน จํางาย และสรางสรรค เชน - “โครงการตนกลาอาชีพ” - “โครงการรอยแปดวิธีทําดีไมตองมีใครเห็น” - “โครงการอุนใจ วัยเรียน” 1.5 การใชคําเปรียบเทียบ หรือขอความกระชับ เชน - “โครงการฝนหลวง” - “โครงการแกมลิง” - “โครงการแกลงดิน” - “โครงการปารักษน้ํา” 2. หนวยงานที่รับผิดชอบโครงการ หนวยงานที่เปนตนสังกัดของผูจัดทําโครงการ เชน โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน หนวยงานที่รับผิดชอบ คือ หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3. หลักการและเหตุผล หลักการและเหตุผลเปนสวนที่บอกเลาเรื่องราวที่มาของโครงการ กลาวคือ เกิดปญหาอะไรขึ้น จึงทําใหเกิดโครงการนี้ (ทําไมตองทําโครงการ) หากไมทําแลวจะเกิดอะไรขึ้น มีผลกระทบอะไรบาง (โครงการมีความสําคัญอยางไรในการแกไขปญหา) อาจมีการอางอิงขอมูล สถิติ หรือนโยบายตางๆ มาประกอบ โครงสรางของการเขียนหลักการและเหตุผล มีทั้งรูปแบบมียอหนา และรูปแบบไมมียอหนา ซึ่งจะใชแบบใดก็ได ทั้งนี้ทั้งสองแบบจะมีโครงสรางเดียวกัน คือ การเกริ่นนํา ดวยความเปนมาของการจัดโครงการ พรอมชี้ใหเห็นวา โครงการเปนสวนสําคัญที่จะลด บรรเทา หรือสรางสิ่งดีๆ ได ตอมาจึงกลาววา จากปญหาดังกลาว จึงเปนที่มาของโครงการนี้ ทั้งนี้เพื่อทําใหดีขึ้น ดังนั้น การเขียนหลักการและเหตุผลจึงเปรียบเสมือนปราการดานแรกที่หนวยงานจะอนุมัติใหดําเนิน โครงการ ตัวอยาง “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต หลักสูตรภาษาไทย” ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยสําคัญในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การผลิตบัณฑิต ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง (เกริ่นนํา ปญหาการวางงาน) ซึ่งการ
  • 206.
    197 บรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัยความรวมมือจากหลายฝาย อาทิฝายสถาบันการศึกษา ฝายผูประกอบการ และตัวบัณฑิตที่จะตองปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน (ความสําคัญในการแกปญหา) หลักสูตรภาษาไทย จึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวมจึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง “สํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน (ประโยชนที่จะไดรับจากการทําโครงการ ตลอดจนผู มีสวนได สวนเสียหากไมดําเนินโครงการ) 4. วัตถุประสงค การเขียนวัตถุประสงคเปนการระบุสิ่งที่ตองการปฏิบัติในโครงการ ที่สําคัญ คือ การเขียนวัตถุประสงคตองสัมพันธกับหลักการและเหตุผล รวมถึงเมื่ออานวัตถุประสงคแลวสามารถ ทํานายไดวาจะไดรับผลอะไร หรือนําไปสูการเขียนผลที่คาดวาจะไดรับ วัตถุประสงคที่ดี ควรมีความชัดเจน สามารถปฏิบัติไดจริง สามารถวัด และประเมินผลได การทําโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค มากกวา 1 ขอได แตทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงคไวมาก ๆ อาจจะทําใหผูปฏิบัติมองไมชัดเจน ดังที่ เกรซ, ดัฟฟ แมรี่ (2551: 39) ไดกลาวถึงขอควรคํานึงในการกําหนดวัตถุประสงคของโครงการคือ คําวา “SMART” ไดแก 1. เฉพาะเจาะจง (Specific) 2. สามารถวัดผลได (Measurable) 3. ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ (Action - oriented) 4. สอดคลองกับความเปนจริง (Realistic) 5. มีกําหนดเวลา (Time-Limited) ตอไปนี้เปนตัวอยางที่นําหลัก SMART ไปพิจารณาประกอบการเขียนวัตถุประสงค อีก 3 เดือนขางหนา ทางหลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายจะ จัดทําหลักสูตรใหม เพื่อใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ดังนั้นโครงการพัฒนา หลักสูตร จึงตองมีการกําหนดวัตถุประสงคใหสอดคลองกับหลัก SMART ดังนี้ 1. เพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ) ของบัณฑิตหลัก สูตรภาษาไทยรหัส 49 อยางนอย 30 คน (สามารถวัดผลได) ที่จบการศึกษาในป พ.ศ. 2553 2. เพื่อสํารวจความพึงพอใจของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ)
  • 207.
    198 3. นําเสนอ (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ)ในระหวางการประชุมสัมมนา ในการวิพากษหลักสูตรภาษาไทยประจําเดือนมิถุนายน (มีกําหนดเวลา) เกี่ยวกับคุณลักษณะของบัณฑิต (เฉพาะเจาะจง) ภาษาไทยที่สงผลใหผูประกอบการรับเขาทํางาน ภายในระยะเวลา 1 ป เพื่อนําผล การสํารวจมาสรางคุณลักษณะของบัณฑิตใหเปนที่ตองการของตลาดแรงงาน (สอดคลองกับ ความเปนจริง) จากวัตถุประสงคขอ 1-3 จะเปนวัตถุประสงคหลัก ที่จะสงผลใหเกิดผลทางออมที่ได จากการทําโครงการในครั้งนี้ และทําใหเกิดวัตถุประสงคตอมา ในขอ 4-5 คือ 4. เพื่อสรางฐานขอมูลของบัณฑิตและเปนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย 5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลอง กับความตองการของตลาดแรงงาน 5. กลุมเปาหมาย กลุมผูไดรับผลประโยชนจากการดําเนินโครงการ หรือกลุมที่ตองการพัฒนา กลุมที่ตองการเสริมศักยภาพ ฯลฯ ดังนั้นจากโครงการ “ภาวะการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึง พอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” กลุมเปาหมาย คือ 1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน 2. คณาจารยจํานวน 15 คน 6. เปาหมาย เปาหมายคือการระบุความสําเร็จของงาน ซึ่งการเขียนตองสอดคลองกับวัตถุ ประสงคของโครงการ เพื่อระบุผลลัพธของงานทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ และตองสําเร็จ เสร็จ สิ้นภายในระยะเวลาที่กําหนด เปาหมายเชิงปริมาณ 1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน 2. คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน 3. ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจ ของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม เปาหมายเชิงคุณภาพ ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน
  • 208.
    199 7. วิธีดําเนินการ วิธีการดําเนินการคือการลําดับการทํางานตั้งแตเริ่มโครงการจนสิ้นสุด โครงการ ซึ่งประกอบดวย 7.1 การวางแผนงาน 7.1.1 การกําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายของโครงการ รวมกันระดมสมองเพื่อ ตอบคําถามตอไปนี้ ปญหาคืออะไร ทําไมตองทํา ทําแลวไดอะไร หากไมทําจะไดไหม ใครจะไดรับ ประโยชน และใครจะเสียประโยชน และวัตถุประสงคในการทําโครงการนี้คืออะไร 7.1.2 การกําหนดกิจกรรม เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงค และเปาหมายจะมีกิจกรรม อะไรบาง ชวยกันระดมสมองในกลุม แลวตอบคําถามตอไปนี้ กิจกรรมมีอะไรบาง งานที่ตองเตรียม ในแตละกิจกรรมมีอะไรบาง กิจกรรมเหลานั้นสามารถทําไดหรือไม กิจกรรมเหลานั้นเหมาะสมกับ ระยะเวลาหรือไม แตละกิจกรรมตองใชทรัพยากรอะไรบางที่จําเปน หากกิจกรรมดังกลาวไมสามารถ ทําได ยังมีกิจกรรมอื่นรองรับหรือไม 7.2 การเตรียมงาน 7.2.1 การสรางกลุมคนทํางาน 7.2.2 การพิจารณาแผนงาน และสรางตารางงาน 7.2.3 กําหนดคนใหเหมาะกับงาน 7.2.4 กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจนตามความเหมาะสมของแตละงาน 7.3 การดําเนินงาน 7.3.1 ดําเนินการตามกระบวนการที่กําหนด 7.3.2 ประชุมกลุมเพื่อรายงานความคืบหนา 7.3.3 รวมรับฟงปญหา ประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อรวมกันแกปญหา 7.3.4 สรุปผลการทํางาน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ผูจัดทําโครงการสมารถกําหนดตารางเวลาการทํางาน ดังนี้ 1. ประชุมคณาจารยเพื่อจัดทําโครงการ 2. ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยวของ 4. สงแบบสอบถามเพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา และความพึงพอใจ 5. รวบรวมขอมูล และวิเคราะหผล 6. นําผลการวิจัยมาจัดพิมพรูปเลม
  • 209.
    200 7. จัดการสัมมนาเพื่อสรุปผลงานวิจัย 8. สรุปและประเมินผลโครงการ 8.แผนปฏิบัติงาน การกําหนดชวงเวลาเริ่มตน และแลวเสร็จของการทํางานตั้งแตตนจนจบ ทั้งนี้จะชวยใหทราบความกาวหนาของโครงการเปนระยะๆ อีกทั้งยังทําใหผูอนุมัติเงินโครง การมีความมั่นใจวา โครงการสําเร็จแนนอน ดังตอไปนี้ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน 1.ประชุมคณาจารย เพื่อจัดทําโครงการ 2.ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่ เกี่ยวของเพื่อจัดทํา แบบสอบถาม 4.สงแบบสอบถาม เพื่อสํารวจภาวะ การมีงานทํา และ สํารวจความ พึงพอ ใจ 5.รวบรวมขอมูล และวิเคราะหผล 6.นําผลการวิจัยมา จัดพิมพรูปเลม 7.เตรียมการจัด สัมมนาเพื่อสรุปผล งานวิจัย 8.จัดสัมมนาเพื่อ สรุปผลงานวิจัย 9.สรุปและประเมิน ผลโครงการ 9. ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
  • 210.
    201 10. งบประมาณ เปนคาใชจายทั้งหมดในการดําเนินโครงการซึ่งควรจําแนกรายการคาใชจายได อยางชัดเจน โดยทั่วไปการแบงหมวดเงิน มีดังนี้คือ แจกแจงเปนหมวดยอยๆ เชน หมวดคาวัสดุ หมวด คาใชสอย หมวดคาตอบแทน หมวดคาครุภัณฑ ซึ่งการแจกแจงงบประมาณจะมีประโยชนในการ ตรวจสอบความเปนไปไดและตรวจสอบความเหมาะสมในสถานการณตางๆ นอกจากนั้นควรระบุแหลง ที่มาของงบประมาณดวยวาเปนงบประมาณแผนดิน งบชวยเหลือจากประเทศตางประเทศ เงินกู หรือ งบบริจาค เปนตน ยกตัวอยางเชน ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน 1. คาใชสอย - คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท - คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท 2. คาตอบแทน - คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท 3. คาวัสดุ 2,300 บาท - เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท - คาถายเอกสาร 750 บาท หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ 11. เจาของโครงการหรือผูรับผิดชอบโครงการ เปนการระบุเพื่อใหทราบวาหนวยงานใด เปนเจาของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการยอย ๆ บางโครงการระบุเปนชื่อบุคคลผูรับผิดชอบเปน รายโครงการได ยกตัวอยางเชน หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 12. ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ คือ การระบุผูไดรับประโยชน ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ผลประโยชนอาจไดรับทั้งทางตรง หรือทางออม
  • 211.
    202 1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษา ไทย 3.หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย 4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน ตัวอยางโครงการ หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร โครงการสํารวจ “ภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” หลักการและเหตุผล ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยหลักในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิต การผลิตบัณฑิต ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง ซึ่งการบรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัย ความรวมมือจากหลายฝาย อาทิ ฝายสถาบันการศึกษา ฝายผูประกอบการและตัวบัณฑิตที่จะตอง ปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน หลักสูตรภาษาไทยจึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวม จึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง “ภาวการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต หลักสูตรภาษาไทย” เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตร ภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49 จํานวน 30 คน 2. เพื่อสํารวจความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49 จํานวน 10 คน 3. เพื่อนําเสนอผลในการสัมมนาเกี่ยวกับคุณลักษณะบัณฑิตที่เปนที่ตองการของตลาดแรง งาน 4. เพื่อเปนสรางฐานขอมูลของบัณฑิต และแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย 5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับ ความตองการของตลาดแรงงาน
  • 212.
    203 เปาหมาย 1. เปาหมายเชิงปริมาณ - นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน - คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน - ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผู ประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม 2. เปาหมายเชิงคุณภาพ ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทยใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน กลุมเปาหมาย นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน คณาจารยจํานวน 15 คน
  • 213.
    204 วิธีการดําเนินงาน มีนาคม เมษายน พฤษภาคมมิถุนายน 1.ประชุมคณาจารยเพื่อ จัดทําโครงการ 2.ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยว ของเพื่อจัดทําแบบสอบ ถาม 4.สงแบบสอบถามเพื่อ สํารวจภาวการณการมี งานทํา และสํารวจ ความพึงพอใจ 5.รวบรวมขอมูล และ วิเคราะหผล 6.นําผลการวิจัยมาจัด พิมพรูปเลม 7.เตรียมการจัดสัมมนา เพื่อสรุปผลงานวิจัย 8.จัดสัมมนาเพื่อสรุปผล งานวิจัย 9.สรุปและประเมินผล โครงการ ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต งบประมาณ ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน 1. คาใชสอย - คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท - คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท 2. คาตอบแทน - คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท
  • 214.
    205 3. คาวัสดุ 2,300บาท - เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท - คาถายเอกสาร 750 บาท หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ ผลที่คาดวาจะไดรับ 1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 3. หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย 4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน
  • 215.
    206 เอกสารอางอิง กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551.ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว. การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม. เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอรเน็ท. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา คนควา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยหอการคา. จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ส.ส.ท. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 6. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ : ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ. พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ. พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ภาควิชากบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. พิมพครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม. วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ วิภา กงกะนันท. 2532. วรรณคดีศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
  • 216.
    207 สีดา สอนศรี. 2540.กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ---------------------------------------------
  • 217.
    บรรณานุกรม กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551. ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว. การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม. กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น. กัลยา ยวนมาลัย. 2539. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา: นิรุตติ์การพิมพ. เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอรเน็ท. คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.). GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย. (ม.ป.ท.) คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2 ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพดอกหญา. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา คนควา. (พิมพครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณาจารยโปรแกรมวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. 2542. กรุงเทพ : พัฒนาศึกษา คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: อาษา.
  • 218.
    210 จารึก สงวนพงษ. 2534.การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยาลงกรณ. . 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ. จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด พับลิชชิ่ง . จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ. จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ ส.ส.ท. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. (พิมพครั้งที่ 6). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน. ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามคําแหง. ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปะการใชภาษาไทยใน ชีวิตประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง. ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.) ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม. ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต. __________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ : ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19. ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอรเน็ท.
  • 219.
    211 ถาวร โชติชื่น. 2548.ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น จํากัด. __________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ. ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: บุคแบงก. __________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก. ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2533. การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน. ทองขาว พวงรอดพันธุ. 2537. วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา. ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ. ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย. ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี : ชวนพิมพ. ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ในเอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย 1 หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: ประชาชน. นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ: สนุกอานจํากัด. นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่. นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech, Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ สติวดิโอ จํากัด. บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง. นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย. ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ. เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง.
  • 220.
    212 พัชร บัวเพียร. 2536.วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส. __________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส. พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ. พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. (พิมพครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ. พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. (พิมพครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. (พิมพครั้งที่ 7) นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม. มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส พับลิเคชั่น. ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : บรรณกิจ แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
  • 221.
    213 ศิริพร ลิมตระการ. 2534.ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอานภาษาไทย หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ. สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 . กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ. สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ พิบูลสงคราม. สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร. สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด. สีดา สอนศรี. 2540. กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท. สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม เลเซอรพริ้นต. . (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม ครูภาษาไทย. (14) : 2. . (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต . (2552). นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา) สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: บริษัทเยลโลการพิมพ. อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร. อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เฮลเลอร, โรเบิรต. (2546). สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary. โดยนฤมล หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
  • 222.
    214 เว็บไซต การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549.เขาถึงไดจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w... การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division. การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549 ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ 08.html/ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com. ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm. สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน [ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula- alemni.com หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html (15/8/25550) ---------------------------------------------