Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
3,540 views
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 12 times
1
/ 222
2
/ 222
Most read
3
/ 222
4
/ 222
Most read
5
/ 222
6
/ 222
7
/ 222
Most read
8
/ 222
9
/ 222
10
/ 222
11
/ 222
12
/ 222
13
/ 222
14
/ 222
15
/ 222
16
/ 222
17
/ 222
18
/ 222
19
/ 222
20
/ 222
21
/ 222
22
/ 222
23
/ 222
24
/ 222
25
/ 222
26
/ 222
27
/ 222
28
/ 222
29
/ 222
30
/ 222
31
/ 222
32
/ 222
33
/ 222
34
/ 222
35
/ 222
36
/ 222
37
/ 222
38
/ 222
39
/ 222
40
/ 222
41
/ 222
42
/ 222
43
/ 222
44
/ 222
45
/ 222
46
/ 222
47
/ 222
48
/ 222
49
/ 222
50
/ 222
51
/ 222
52
/ 222
53
/ 222
54
/ 222
55
/ 222
56
/ 222
57
/ 222
58
/ 222
59
/ 222
60
/ 222
61
/ 222
62
/ 222
63
/ 222
64
/ 222
65
/ 222
66
/ 222
67
/ 222
68
/ 222
69
/ 222
70
/ 222
71
/ 222
72
/ 222
73
/ 222
74
/ 222
75
/ 222
76
/ 222
77
/ 222
78
/ 222
79
/ 222
80
/ 222
81
/ 222
82
/ 222
83
/ 222
84
/ 222
85
/ 222
86
/ 222
87
/ 222
88
/ 222
89
/ 222
90
/ 222
91
/ 222
92
/ 222
93
/ 222
94
/ 222
95
/ 222
96
/ 222
97
/ 222
98
/ 222
99
/ 222
100
/ 222
101
/ 222
102
/ 222
103
/ 222
104
/ 222
105
/ 222
106
/ 222
107
/ 222
108
/ 222
109
/ 222
110
/ 222
111
/ 222
112
/ 222
113
/ 222
114
/ 222
115
/ 222
116
/ 222
117
/ 222
118
/ 222
119
/ 222
120
/ 222
121
/ 222
122
/ 222
123
/ 222
124
/ 222
125
/ 222
126
/ 222
127
/ 222
128
/ 222
129
/ 222
130
/ 222
131
/ 222
132
/ 222
133
/ 222
134
/ 222
135
/ 222
136
/ 222
137
/ 222
138
/ 222
139
/ 222
140
/ 222
141
/ 222
142
/ 222
143
/ 222
144
/ 222
145
/ 222
146
/ 222
147
/ 222
148
/ 222
149
/ 222
150
/ 222
151
/ 222
152
/ 222
153
/ 222
154
/ 222
155
/ 222
156
/ 222
157
/ 222
158
/ 222
159
/ 222
160
/ 222
161
/ 222
162
/ 222
163
/ 222
164
/ 222
165
/ 222
166
/ 222
167
/ 222
168
/ 222
169
/ 222
170
/ 222
171
/ 222
172
/ 222
173
/ 222
174
/ 222
175
/ 222
176
/ 222
177
/ 222
178
/ 222
179
/ 222
180
/ 222
181
/ 222
182
/ 222
183
/ 222
184
/ 222
185
/ 222
186
/ 222
187
/ 222
188
/ 222
189
/ 222
190
/ 222
191
/ 222
192
/ 222
193
/ 222
194
/ 222
195
/ 222
196
/ 222
197
/ 222
198
/ 222
199
/ 222
200
/ 222
201
/ 222
202
/ 222
203
/ 222
204
/ 222
205
/ 222
206
/ 222
207
/ 222
208
/ 222
209
/ 222
210
/ 222
211
/ 222
212
/ 222
213
/ 222
214
/ 222
215
/ 222
216
/ 222
217
/ 222
218
/ 222
219
/ 222
220
/ 222
221
/ 222
222
/ 222
More Related Content
PDF
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
Ordering food (in a restaurant)
by
iamtrainer
PDF
แบบฝึกเขียน Clothes
by
jomthab
PDF
กิตติกรรมประกาศ
by
Pa'rig Prig
PPTX
เทคโนโลยีสมัยใหม่
by
Anakkwee Saeton
PPT
คำสมาส สนธิ
by
Rodchana Pattha
DOCX
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
PDF
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive education)
by
Pete Pitch
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
Ordering food (in a restaurant)
by
iamtrainer
แบบฝึกเขียน Clothes
by
jomthab
กิตติกรรมประกาศ
by
Pa'rig Prig
เทคโนโลยีสมัยใหม่
by
Anakkwee Saeton
คำสมาส สนธิ
by
Rodchana Pattha
โครงการจิตอาสาพัฒนาวัดบ้านเรา
by
Iam Champooh
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive education)
by
Pete Pitch
What's hot
PDF
Present perfect tense
by
พัน พัน
PDF
1 ธรรมชาติและพลังของภาษาไทย(5-34)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
PDF
การแต่งคำประพันธ์
by
kruthai40
PDF
การเทียบสระภาษาไทยอังกฤษ
by
อภิญญา คำเหลือ
PDF
การเขียนสารคดี ขนมจีน
by
Maii's II
DOCX
โครงงานบอร์ดอาหารไทยสี่ภาค
by
Montra Songsee
PDF
หน่วย 1
by
tanongsak thongyod
DOCX
โครงงานไอเอส1
by
Ocean'Funny Haha
PPTX
ประโยคในภาษาไทย
by
Lilrat Witsawachatkun
DOC
แบบประเมินผลชิ้นงาน
by
pacharawalee
PPT
วิถีไทย
by
maerimwittayakom school
PPT
กล้องจุลทรรศน์
by
pongrawee
DOC
ถอดความบทประพันธ์เรื่อง โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
by
supaporn2516mw
PDF
วรรณกรรม
by
kruteerapongbakan
DOC
วรรณคดีและวรรณกรรม ความหมาย
by
chontee55
PDF
อาหาร 4 ภาค
by
studentkc3 TKC
PDF
เสียงในภาษาไทย
by
นางอรสา บุญยาพงษ์
PDF
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต
by
Biobiome
PDF
บทที่ 1 ประเภทของสารสนเทศท้องถิ่น
by
นางสาวอัมพร แสงมณี
PDF
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
by
pavinee2515
Present perfect tense
by
พัน พัน
1 ธรรมชาติและพลังของภาษาไทย(5-34)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
การแต่งคำประพันธ์
by
kruthai40
การเทียบสระภาษาไทยอังกฤษ
by
อภิญญา คำเหลือ
การเขียนสารคดี ขนมจีน
by
Maii's II
โครงงานบอร์ดอาหารไทยสี่ภาค
by
Montra Songsee
หน่วย 1
by
tanongsak thongyod
โครงงานไอเอส1
by
Ocean'Funny Haha
ประโยคในภาษาไทย
by
Lilrat Witsawachatkun
แบบประเมินผลชิ้นงาน
by
pacharawalee
วิถีไทย
by
maerimwittayakom school
กล้องจุลทรรศน์
by
pongrawee
ถอดความบทประพันธ์เรื่อง โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
by
supaporn2516mw
วรรณกรรม
by
kruteerapongbakan
วรรณคดีและวรรณกรรม ความหมาย
by
chontee55
อาหาร 4 ภาค
by
studentkc3 TKC
เสียงในภาษาไทย
by
นางอรสา บุญยาพงษ์
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต
by
Biobiome
บทที่ 1 ประเภทของสารสนเทศท้องถิ่น
by
นางสาวอัมพร แสงมณี
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
by
pavinee2515
Similar to ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต
PDF
5 การฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพ(154-183)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PDF
กิตติกรรมประกาศ
by
maerimwittayakom school
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
PDF
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
PDF
Eฎภาษาไทย ม.ต้น พท21001
by
Thidarat Termphon
PDF
เรียงความ
by
kroonoi06
PDF
test
by
วารุณี หมายสุข
PDF
แบบทดสอบปลายภาค
by
วารุณี หมายสุข
PPT
บทท 3-6 กศบป
by
Namfon Wannapa
PDF
ภาษาไทย ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
แนวทางการใช้หนังสือเรียนหลักสูตร 44 กับแผนการสอนหลักสุตรใหม่ 51 วิชาภาษาไทย ป...
by
กชนุช คำเวียง
DOC
01 หน่วย 1
by
กชนุช คำเวียง
PPSX
Unlicensed-นวัตกรรมช่วยสอน
by
kuneena
PPTX
นวัตกรรมช่วยสอน
by
kuneena
PPTX
นวัฒกรรมช่วยสอน
by
kuneena
PPTX
Tha203 5
by
SasiwimolKongsuwan
PPT
ภาษากับการสื่อสาร 1
by
Yota Bhikkhu
PDF
อาจารย์เด่นชัย
by
Piyarerk Bunkoson
5 การฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพ(154-183)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
กิตติกรรมประกาศ
by
maerimwittayakom school
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
ภาษาไทย ม.ปลาย พท31001
by
Thidarat Termphon
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
Eฎภาษาไทย ม.ต้น พท21001
by
Thidarat Termphon
เรียงความ
by
kroonoi06
test
by
วารุณี หมายสุข
แบบทดสอบปลายภาค
by
วารุณี หมายสุข
บทท 3-6 กศบป
by
Namfon Wannapa
ภาษาไทย ปลาย
by
กลุ่มงาน วิชาการ
แนวทางการใช้หนังสือเรียนหลักสูตร 44 กับแผนการสอนหลักสุตรใหม่ 51 วิชาภาษาไทย ป...
by
กชนุช คำเวียง
01 หน่วย 1
by
กชนุช คำเวียง
Unlicensed-นวัตกรรมช่วยสอน
by
kuneena
นวัตกรรมช่วยสอน
by
kuneena
นวัฒกรรมช่วยสอน
by
kuneena
Tha203 5
by
SasiwimolKongsuwan
ภาษากับการสื่อสาร 1
by
Yota Bhikkhu
อาจารย์เด่นชัย
by
Piyarerk Bunkoson
More from ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ด้านการเงินหรือการคลังของท้องถิ่น (เจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงาน-นักวิชาก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน ก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1)
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 254...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุ 2535...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1) 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้อง...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน ก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเต...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พรบ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ พ.ศ. 2542 แก้ไข ถึง 2549 4...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 แก้ไขถึงฉบับที่ 10 ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้อง...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
PDF
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้อ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ด้านการเงินหรือการคลังของท้องถิ่น (เจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงาน-นักวิชาก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน ก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ตำแหน่งบุคลากร นักทรัพยากรบุคคล
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1)
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 254...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุ 2535...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (1) 2
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้อง...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน ก...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเต...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พรบ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ พ.ศ. 2542 แก้ไข ถึง 2549 4...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 แก้ไขถึงฉบับที่ 10 ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้อง...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้อ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์ แบ่งปันความรู้ส่ความก้าวหน้า
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของม.ราชภัฎสวนดุสิต
5.
คํานํา “ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร” (รหัส 1500117)
เปนวิชาการศึกษาทั่วไปที่นักศึกษาชั้นปที่ 1 จะ ตองลงทะเบียนเรียน เพื่อใหเกิดความรูเกี่ยวกับภาษาไทย และเกิดทักษะการใชภาษาไดอยางมีประ สิทธิภาพ ทางคณาจารยหลักสูตรภาษาไทยทุมเทแรงกาย แรงใจในการคนควา เพื่อประมวลความรู จน สามารถจัดพิมพตําราเปนครั้งที่ 8 ซึ่งไดปรับปรุงจากครั้งที่ 7 โดยแบงเนื้อหาออกเปน 5 บท ไดแก ศาสตรและศิลปะของการฟง ศาสตรและศิลปะของการพูด ศาสตรและศิลปะของการอาน ศาสตรและ ศิลปะของการเขียน และศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ ทั้งนี้จะสังเกตไดวา มีคําวา “ศิลปะ” บูรณาการเพิ่มเติมจากเดิมในแตละบท กลาวคือ จะใชภาษาไทยใหประสบความสําเร็จ ในการสื่อสารได คงมิใชตระหนักเฉพาะตัวความรูทางภาษาเทานั้น แตผูใชควรทําความเขาใจเกี่ยวกับ องคประกอบของการสื่อสาร อาทิ บุคคลที่เกี่ยวของในการสื่อสาร วัตถุประสงคของการนําเสนอสาร ความเหมาะสมของสื่อในการติดตอสื่อสาร และสารที่ผันแปรตามปจจัยขางตน ศิลปะในการใชภาษาไทย จึงแตกตางตามธรรมชาติของแตละบท นับวาเปนความทาทายประการหนึ่ง ที่ผูเรียนจะทําความเขาใจ และสามารถนําไปใชไดในชีวิตจริง คณาจารยผูเรียบเรียงตําราหวังเปนอยางยิ่งวา นักศึกษาจะไดรับประโยชนสูงสุดจากการศึกษา ตํารานี้ ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่เปนแหลงคนควาขอมูลได อยางกวางขวาง ลุมลึก ศูนยหนังสือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่อนุเคราะหการออกแบบปก และจัดพิมพจนสําเร็จ และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่สนับสนุนโครงการผลิตตํารา เพื่อความกาวหนาทางวิชาการ และเปนฐานความรูตอไป เบญจมาศ (ขําสกุล) ดํารงศีล บรรณาธิการ พฤษภาคม 2554
6.
สารบัญ หนา คํานํา 1 สารบัญ 3 บทที่
1 ศาสตรและศิลปะของการฟง 1 ความหมายของการฟง 1 กระบวนการฟง 1 ความสําคัญของการฟง 4 จุดมุงหมายของการฟง 5 ประโยชนของการฟง 6 ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ 9 วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด 10 มารยาทในการฟง 12 วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง 13 การพิจารณาความสามารถในการฟง 14 เอกสารอางอิง 16 บทที่ 2 ศาสตรและศิลปะของการพูด 17 ความหมายของการพูด 17 ความสําคัญของการพูด 18 การสํารวจความพรอมในการพูด 19 คุณสมบัติของผูพูด 20 องคประกอบของการพูด 21 การฝกทักษะในการพูด 22 เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด 26 จุดประสงคของการพูด 31 ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ 32 ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ 41 ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ 55 เอกสารอางอิง 72
7.
4 หนา บทที่ 3 ศาสตรและศิลปะของการอาน
75 ความหมายของการอาน 75 ความสําคัญของการอาน 76 องคประกอบการอาน 77 การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ 77 พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน 79 จุดมุงหมายในการอาน 80 กลวิธีในการอาน 80 การอานสารประเภทตางๆ 88 เอกสารอางอิง 103 บทที่ 4 ศาสตรและศิลปะของการเขียน 105 ความหมายของการเขียน 105 ความสําคัญของการเขียน 106 องคประกอบของการเขียน 106 จุดมุงหมายของการเขียน 107 รูปแบบในการเขียน 109 หลักเบื้องตนในการเขียน 110 เอกสารอางอิง 152 บทที่ 5 ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ 153 ความหมายของรายงานวิชาการ 153 ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ 154 องคประกอบของรายงานวิชาการ 155 กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ 160 การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา 172 การพิมพรายงานวิชาการ 185 การเขียนบรรณานุกรม 185 ความหมายของโครงการ 193 ความสําคัญของโครงการ 193
8.
5 หนา องคประกอบของโครงการ 194 หลักเบื้องตนในการเขียนโครงการ 194 ตัวอยางโครงการ
202 เอกสารอางอิง 206 บรรณานุกรม 208
9.
บทที่ 1 ศาสตรและศิลปะของการฟง การฟงเปนทักษะที่สําคัญมากในการติดตอสื่อสาร และการใชชีวิตประจําวัน
เนื่องจาก การฟงเปนการรับสาร จากผูสงสาร ดังนั้นหากผูรับสารไมสามารถรับสารได ก็จะทําใหการสื่อสาร ไมประสบผลสําเร็จ จึงจะเห็นไดวาทักษะการฟง เปนทักษะแรกเริ่มในการฝกการใชภาษาของมนุษย และเปนทักษะที่จะนําไปสูทักษะการอาน การเขียนและการพูด ตอไป ความหมายของการฟง การฟงเปนทักษะที่มีความสําคัญมากในชีวิตประจําวัน ในการรับทราบความรู ความคิดเหตุ การณจากเรื่องราวตางๆ มีผูใหความหมายของการฟงไวดังนี้ กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542: 20) กลาววา การฟง หมายถึง การแปลสัญลักษณของเสียง ที่ไดยินออกมาเปนความหมาย อันประกอบดวย การติดตามเรื่องราวของสิ่งที่ไดยินจนสามารถเกิด ความเขาใจสิ่งนั้น ศศิธร ธัญลักษณนานันท และคณะ (2542 : 10) กลาววา การฟงหมายถึง การที่มนุษยรับรู เรื่องราวตางๆ จากแหลงของเสียง ซึ่งอาจจะหมายถึงฟงจากผูพูดโดยรง หรือฟงผูพูดผานอุปกรณที่ชวย บันทึกเสียงแบบตางๆ โดยแหลงของเสียงเหลานั้น จะสงเสียงผานประสาทสัมผัสทางหูเขามาแลวผูฟง เกิดการรับรูความหมายของเสียงที่ไดยินนั้น บุษบา พิทักษ (2543: 10) กลาววา การฟง หมายถึง การไดยินเรื่องราวตางๆ สามารถรูเรื่อง ราว เขาใจและจับใจความสําคัญเรื่องที่ฟงนั้นได สรุปไดวา การฟง หมายถึง การรับรูคลื่นเสียง และแปลเสียงที่ไดยินออกมาเปนความหมาย โดยผูฟงตองใชสมาธิหรือความตั้งใจอยางจริงจัง จนเกิดความเขาใจในสิ่งที่ไดยิน และความหมายนั้นๆ กระบวนการฟง ธรรมชาติการฟงของมนุษยแตกตางกันไป เนื่องจากการฟงมีกระบวนการที่เปนขั้นตอน และตอเนื่อง ดังนี้ 1. การไดยิน เปนกระบวนการขั้นตนของการฟง เปนการรับรูอยางหนึ่งของรางกายโดยใชกล ไกทางกายภาพ รับคลื่นเสียงแลวสงไปยังสมอง สมองจะรับรูวาสิ่งที่ไดยินนั้นคืออะไร การไดยินเปนกล ไกอัตโนมัติไมตองแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
10.
2 2. การฟง เมื่อเสียงผานเขามาถึงหูชั้นกลาง
ก็จะเกิดการรับฟง ความสนใจของผูฟง ก็จะติดตามมาดวยทันที 3. การทําความเขาใจ เมื่อผูฟงรับฟงแลวรับรูจากเสียงก็จะสงคลื่นเสียงผานตอไปยัง ประสาทรับเสียงที่อยูในหูชั้นใน ก็จะแปลงเปนกระแสเสียงสงผานประสาทหูไปยังสมอง เพื่อความรูสึก ใหเขาใจและบันทึกความจําไวจากเสียงที่ผานเขามา 4. การคิด เมื่อเสียงผานการรับรู และสงกระแสเสียงมายังประสาทหูไปยังสมอง เพื่อความเขาใจ ผูฟงจะแปลความหมายไดจากประสบการณของผูฟงเอง ซึ่งจะตองใชความคิด ประกอบ 5. การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อสมองแปลความหมายของเรื่องที่ฟงแลว ก็จะเลือกจําและนําไปใชใหเกิดประโยชน ดังแผนผังกระบวนการฟงตอไปนี้ ตัวอยาง กระบวนการฟง เรื่อง พิษทางใจ วินทร เลียววาริณ ในนวนิยายเรื่องหนึ่งของหลวงวิจิตรวาทการ ตัวละครคนหนึ่งเผลอไปจูบสาวลึกลับคนหนึ่ง แลวหมดสติไป ปรากฏวาผูหญิงคนนั้นเปน “สาวพิษ” นั่นคือทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอเต็มไปดวยพิษนานา ชนิด ไอพิษที่ระเหยออกมาจากรางทําใหตัวละครคนนั้นหมดสติไป สาเหตุที่เปนเชนนั้นเพราะบิดาของสตรีนางนั้นทดลองปอนยาพิษใหเธอตั้งแตเล็ก สะสมทีละ ละนิดจนในที่สุดแมแตงูที่กัดเธอยังตองตาย เรื่องตัวละครที่มีพิษในรางปรากฏในนวนิยายมากมาย โดยเฉพาะในนิยายจีนกําลังภายใน แทบทุกเรื่องมักมีตัวละคร (สวนใหญจะราย) ที่เชี่ยวชาญในการใชพิษ หลายเรื่องพระเอกถูกคนราย ลอบวางยาพิษ หรือถูกสัตวพิษพันธุประหลาดๆกัด ขณะที่อาการรอแรปางตายกลางปา ก็มักมี ชายชราโผล (จากไหนไมรู)มาชวยทันการ โดยการถายพิษรายอีกชนิดหนึ่งใสรางพระเอก ดวยหลัก “พิษขมพิษ” พิษรายทั้งสองอยางจะทําปฏิกิริยาตานกัน ผลก็คือพระเอกมีกําลังภายในเพิ่มพูน ไดยิน รับรู เขาใจ พิจารณา นําไปใช
11.
3 หลายเทาตัว แมลงพิษ งูพิษทั้งหลายไมกลาแหยมใกล
นับวาเปนคนโชคดีจริงๆ การใชพิษขมพิษจะ เปนจริงหรือไม ยังไมมีใครตอบได และไมใชสิ่งสําคัญอะไร แตหลักการของพิษขมพิษทําใหเราเห็นวา ของไมดีบางอยางก็ใชประโยชนไดหากรูจักควบคุมมัน ยกตัวอยาง เชน บุหรี่และเหลา สมัยผมเปนเด็ก เมื่อเกิดอาการคันตามผิวหนัง ก็จะจุดบุหรี่ ใชไอรอนจากปลายบุหรี่ลน เมื่อเกิดอาการเคล็ดช้ํา ก็ใชเหลา (ผสมยาดอง) ทา ก็หายเปนปกติดี อยางไรก็ตาม การใชพิษขมพิษมิสูการไมกอพิษตั้งแตแรก ในทางกายภาพ การหลีกเลี่ยง อนุมูลอิสระ สารพิษในอากาศและอาหาร ชวยเลี่ยงการเกิดโรคราย เชน มะเร็ง ในทางจิตใจ การเลี่ยงพิษไมงายเชนนั้น โลกเราเต็มไปดวยพิษทางใจนานาชนิด ตั้งแตพิษจากการพนัน พิษจากการเสพติดเงินตรา พิษจากการเสพติดอํานาจ พิษจากการวิตก ฯลฯ พิษเหลานี้สะสมนานๆเขา ไมแตสรางความเดือด รอนกับตัวเอง แตลามถึงครอบครัวดวย พิษพนันทําใหหลายคนลมละลายมาแลว รายกาจยิ่งกวาไฟไหมบานสิบหน พิษจากการเสพ ติดเงินตราทําใหคนไมนอยยอมทําทุกอยางเพื่อมัน พิษจากอํานาจนอกจากทําใหเสพติดอํานาจ เสียคน ยังทําใหประเทศชาติเสียหาย วิตกจริตก็เปนยาพิษทางใจอยางหนึ่งที่กําจัดทิ้งยากเย็นและแสนเข็ญ ที่แปลกก็คือ ใครๆก็รู วาเปนสิ่งที่ไมดี แตก็สามารถหาเรื่องมาวิตกอยูไดเสมอๆ การวิตกวันละนอยก็เชนเสพยาพิษทีละนิด ในเวลาหนึ่งชวงชีวิต เราเสียเวลาไปกับการวิตก วันละนิดรวมเปนจํานวนมาก ภิกขุสันติเทวะ ในศตวรรษที่ 8 กลาววา “ถาหากเจาสามารถแกปญหาของเจาได ไยตอง กังวล? และถาเจาแกมันไมได จะมีประโยชนอันใดที่จะกังวลเลา?” ไมใชเรื่องยากที่จะวิเคราะหอาการของตัวเองและชี้จุดออนทางใจของตนเอง ขอแตกตางคือ คนโงรูแลวก็ปลอยทิ้งไว คนฉลาดรูแลวก็แกไขมันเสีย แนนอน พิษทางใจเปนสิ่งที่แกยากจริงๆ แตถาไมเริ่มแก ก็ไมมีวันแกได และยากขึ้นไปทุกวัน มันทําได แมวาบางครั้งคุณตองการ ความชวยเหลือและกําลังใจจากเพื่อน ปราชญขงจื๊อกลาววา “มีเพียงคนฉลาดที่สุดกับคนโงที่สุดที่ไมยอมเปลี่ยนแปลงจึงมีคนกลาว วา “มันไมใชวา คนบางคนมีกําลังใจและบางคนไมมีแตมันคือคนบางคนพรอม ที่จะเปลี่ยน และ บางคนไม” ความแตกตางคือรูแลวไมเปลี่ยน กับรูแลวเปลี่ยน จากเรื่อง “พิษทางใจ” จะเห็นไดวา สอดคลองกับกระบวนการฟงเปนดังนี้
12.
4 การไดยิน ผูฟงไดยินเสียงที่ผูอาน อานเนื้อหาของเรื่องพิษทางใจ
และรับรูวาเปน เสียงอะไร การฟง ผูฟงเริ่มสนใจในเนื้อหาของเรื่อง มีการรับรูเรื่องราวบางสวน การทําความเขาใจ ผูฟงพยายามทําความเขาใจเรื่องดังกลาว ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องนี้เปนเรื่องที่มี ความความหมายโดยนัย ดังนั้นจึงตองเกิดกระบวนการตอมา การคิด ผูฟงตองใชประสบการณตางๆ เพื่อคิดพิจารณาเนื้อหาของเรื่องที่ผูอาน ตองการนําเสนอ สามารถบอกถึงคุณคา และประโยชนที่ไดรับจากเรื่องได การนําไปใชใหเกิดประโยชน เมื่อผูฟงสามารถคิดประโยชนของเรื่องที่ฟงไดแลวจะตองรูจัก นําประโยชนจากเรื่องไปใชได ความสําคัญของการฟง ในการติดตอสื่อสารนั้น ทุกคนจําเปนตองใชทักษะการฟง ในการติดตอสื่อสารซึ่งกันและกัน ซึ่งนับวามีความสําคัญมากในการดําเนินชีวิต ตั้งแตอดีตเมื่อครั้งยังไมมีการพิมพหนังสือ การฟงเปนจุด เริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา ดังจะเห็นความสําคัญของการฟงปรากฏเปนองคเบื้องตน แหงหัวใจนัก ปราชญ ไดแก สุ จิ ปุ ลิ คนที่เปนปราชญได ตองไดฟงมาก เรียกวา “พหูสูต” ซึ่งมาจากศัพทบาลี 2 คํา คือ พหุ แปลวา มาก สุต แปลวา ฟง แปลตามรูปศัพทวา ผูฟงมาก ผูที่ฟงมากจะเปนผูรอบรู เฉลียวฉลาด มีความคิดอันกวางไกล แตกฉานในศิลปะวิทยาการตางๆ การประกอบอาชีพหรือกิจกรรม ตางๆที่ทําอยูในชีวิตประจําวันก็จะพลอยไดรับความสําเร็จไปดวย (พรสวรรค อัมรานันท 2542: 76) Rankin (1982: 528 อางถึงใน จิตยา สุวภาพ, 2541: 2) ไดสํารวจการสื่อสาร ในชีวิตประจําวันจากบุคคลหลายอาชีพพบวา ทักษะการรับสารที่สําคัญในการสื่อสารในชีวิตประจําวัน เรียงจากมากไปหานอย ไดดังนี้ ทักษะการฟง รอยละ 45 ทักษะการพูด รอยละ 30 ทักษะการอาน รอยละ 16 ทักษะการเขียน รอยละ 9 จะเห็นไดวา ในชีวิตประจําวัน มนุษยใชทักษะการฟงมากที่สุด ในบรรดาทักษะการสื่อสาร ทั้ง 4 ทักษะ ดังนั้นการฟงจึงเปนทักษะที่มีบทบาทและความสําคัญตอการดําเนินชีวิตเปนอยางมาก พรสวรรค อัมรานันท (2542: 77-78) ไดนําเสนอเกี่ยวกับความสําคัญของการฟงในดานตางๆ ดังนี้
13.
5 1. ดานกระบวนการเรียนรู มนุษยสามารถเรียนรูสิ่งตางๆดวยการฟงไดตลอดชีวิต
นับตั้งแต การฟงเสียงพอแม คนในครอบครัว แลวเลียนเสียงพูด จดจํานําไปใชสื่อสาร 2. ดานการคิดและการพูด การฟงทําใหผูฟงมีความรูกวางขวาง เกิดสติปญญาจากการรวบ รวมขอมูลและขอคิดตางๆ เมื่อนําไปเชื่อมโยงสัมพันธกับสิ่งที่ฟงมา ทําใหเกิดการจดจํานําไปสู การคิดในระดับที่สูงขึ้น และเพื่อเปนความรูในดานการพูดตอผูอื่นอีกดวย 3. ดานความรูการฟงขาวสาร ชวยใหไดรับความรูเพิ่มเติม เปนคนทันสมัย มีความรูรอบตัว โดยบุคคลที่ฟงมาก ยอมไดรับความรูมากกวาผูอื่น 4. ดานความบันเทิง การฟง ชวยสรางความบันเทิงไดเปนอยางดี โดยเฉพาะการฟงเพลง ซึ่งเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่งที่ไดรับความนิยมจากผูฟง การฟงเพลงกอใหเกิดความสุข ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง ทําใหเกิดความจํา การรับรูและการเรียนรูไดดีขึ้น 5. ดานการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล ในการสนทนา ผูฟงที่ดียอมไดรับความนิยมชม ชอบจากคูสนทนา และถือไดวาเปนผูมีมารยาทในการเขาสังคม จากความสําคัญดังกลาว จะเห็นไดวาการฟงมีความสําคัญตอการสื่อสารเปนอยางยิ่ง หากผูฟงมีทักษะในการฟงที่ดีแลว ยอมสงผลใหการติดตอสื่อสาร หรือการรับรูขอมูลตางๆ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเทานั้น จุดมุงหมายของการฟง จุดมุงหมายของการฟง แบงไดเปน 5 ประการ ดังนี้ 1. การฟงเพื่อจับใจความสําคัญ เปนการฟงเพื่อจับประเด็นสาระสําคัญของสารที่ไดยินวา มีอะไรบาง การฟงประเภทนี้ตองใชความตั้งใจและสมาธิ คิดพิจารณาเรื่องที่ไดฟงตลอดระยะเวลา การฟง 2. การฟงเพื่อหาเหตุผลมาโตแยง หรือคลอยตาม เปนการฟงสาร และสามารถอธิบายขอ ดี ขอเสีย ประโยชนหรือผลลัพธจากเรื่องที่ฟงได ทั้งในดานบวกและดานลบ นอกจากนี้ยังสามารถแนะ นําขอควรปฏิบัติใหกับผูอื่นไดเปนอยางดี 3. การฟงเพื่อความเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการและความคิดสรางสรรค เปนการฟงเพื่อ ชวยผอนคลายความตึงเครียด พัฒนาจินตนาการ ความคิดสรางสรรค 4.การฟงเพื่อใหเกิดความรอบรู การฟงเพื่อใหเกิดความรูและความรอบรู เปนสิ่งจําเปน สําหรับนักเรียนอยางยิ่ง เชน การฟงคําบรรยายในชั้นเรียน การฟงขาว การฟงเรื่องเลา เปนตน โดยผูฟง ตองรูจักจับใจความสําคัญของสารใหได และควรประเมินคุณคาของสิ่งที่ไดฟงวามีคุณคาเพียงใด
14.
6 5. การฟงเพื่อวิเคราะหและประเมินคา เปนการฟงที่ตองใชความพยายามตั้งใจฟงและวิเคราะห ประเมินสารที่ไดรับฟงและใชความระมัดระวัง
และตรวจสอบสารที่ไดฟงแตละประโยคและแนวคิด ประโยชนของการฟง 1. การฟงทําใหไดรับความรู ความคิด ทัศนคติ การฟงทําใหไดรับรูเรื่องราวที่แปลกใหม ของบุคคลที่สนทนา รวมไปถึงเรื่องตางๆที่ไดฟงจากสื่อ เพื่อนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน และเพื่อ ประกอบอาชีพตางๆ เชน การฟงขาวพยากรณอากาศ เพื่อจะไดทราบถึงสภาพอากาศ และไดปฏิบัติ ตนไดถูกตอง 2. การฟงชวยใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล องคประกอบที่สําคัญของการพูด ไดแก ผูสงสาร ตัวสาร สื่อ และผูรับสาร ซึ่งผูรับสารในที่นี้ก็คือ ผูฟง จึงจะเห็นไดวาการฟง จะชวยทําใหการสื่อสาร สัมฤทธิ์ผล และเกิดการตอบสนองไดอยางถูกตอง 3. การฟงทําใหไดรับความเพลิดเพลิน การฟงชวยทําใหผอนคลายจากเรื่องตางๆได โดยการฟงที่นิยมฟงเพื่อความเพลิดเพลินคือการฟงเพลง การฟงเพลงเปนกิจกรรมทางดนตรีอยางหนึ่ง ที่ไดรับความนิยมจากผูฟง ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนปกติ ผูปวย และคนพิการ เพราะการฟงเพลงกอใหเกิดความสุข ความเบิกบานใจ ผอนคลายความเครียดทั้งทางกายและจิตใจ ชวยทําใหสุขภาพจิตดี ชวยพัฒนาสมอง ทําใหเกิดความจํา การรับรู และการเรียนรูไดดีขึ้น ดังที่ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30) 4. การฟงชวยเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น การฟงเรื่องราวตางๆ ที่หลากหลาย ยอมทําใหผูฟงมีทัศนคติตอเรื่องตางๆที่กวางขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การรับฟง ความคิดเห็นของผูอื่น ก็เปนการฝกยอมรับฟงความคิดเห็นที่แตกตาง ยอมรับความเปนจริงตางๆ ที่เกิดขึ้น โดยการฟงบางประเภทนั้น จะชวยทําใหจิตใจของผูฟงมีความสงบ และสามารถยอมรับ ความเปนจริงตางๆได เปนการยกระดับจิตใจใหสูงขึ้นเชน การฟงธรรมมะ การฟงบรรยาย การฟง ปาฐกถา เปนตน 5. การฟงทําใหเกิดปฏิภาณไหวพริบ การฟงมาก และฟงดวยความตั้งใจ รูจักสังเกตและ วิเคราะห จะทําใหสามารถอานความรูสึกนึกคิด และรูเทาทันในการกระทําของผูอื่นได อีกทั้งยังชวยให การดําเนินชีวิตเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจไมผิดพลาด เพราะการฟงมาก ทําใหมีความฉลาดรอบรู
15.
7 ตัวอยาง การฟงธรรมมะ เรื่อง ความสุขที่ถูกมองขาม โดย พระไพศาล
วิสาโล คุณเปนคนหนึ่งหรือไมที่เชื่อวา ยิ่งมีเงินทองมากเทาไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเทานั้น ความเชื่อ ดังกลาวดูเผิน ๆ ก็นาจะถูกตองโดยไมตองเสียเวลาพิสูจน แตถาเปนเชนนั้นจริง ประเทศไทยนาจะ มีคนปวยดวยโรคจิตนอยลง มิใชเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายไดของคนไทยสูงขึ้นทุกป ในทํานองเดียวกัน ผูจัดการก็นาจะมีความสุขมากกวาพนักงานระดับลางๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกวา แตความจริงก็ ไมเปนเชนนั้นเสมอไป ไมนานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยไดใหสัมภาษณหนังสือพิมพวา เขารูสึกเบื่อหนายกับ ชีวิต เขาพูดถึงตัวเองวา "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดคาทางธุรกิจ" ลึกลงไปกวานั้นเขายังรูสึกวาตัวเองไม มีความหมาย เขาเคยพูดวา "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เปนแค....มหาเศรษฐีหมื่นลานคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นลานไมทําใหมีความสุข เขาจึงอยูเฉยไมได ในที่สุดวิ่งเตนจนไดเปนรัฐมนตรี ขณะที่ เศรษฐีหมื่นลานคนอื่น ๆ ยังคงมุงหนาหาเงินตอไป ดวยความหวังวาถาเปนเศรษฐีแสนลานจะมี ความสุขมากกวานี้ คําถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ? คําถามขางตนคงมีประโยชนไมมากนักสําหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไมมีวาสนาแมแตจะเปน เศรษฐีรอยลานดวยซ้ํา แตอยางนอยก็คงตอบคําถามที่อยูในใจของคนจํานวนไมนอยไดบางวา ทําไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส จึงไมหยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไมหมด แตถาเราอยากจะคนพบคําตอบใหมากกวานี้ ก็นาจะยอนถามตัวเองดวยวา ทําไมถึงไมหยุด ซื้อแผนซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับหมื่นแผน ทําไมถึงไมหยุดซื้อเสื้อผาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวเกือบ พันตัว ทําไมถึงไมหยุดซื้อรองเทาเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยูแลวนับรอยคู แผนซีดีที่มีอยูมากมายนั้น บางคนฟงทั้งชาติก็ยังไมหมด ในทํานองเดียวกัน เสื้อผา หรือรองเทา ที่มีอยูมากมายนั้น บางคนก็ เอามาใสไมครบทุกตัวหรือทุกคูดวยซ้ํา มีหลายตัวหลายคูที่ซื้อมาโดยไมไดใชเลย แตทําไมเราถึงยัง อยากจะไดอีกไมหยุดหยอน ใชหรือไมวา สิ่งที่เรามีอยูแลวในมือนั้นไมทําใหเรามีความสุขไดมากกวาสิ่งที่ไดมาใหมมี เสื้อผาอยูแลวนับรอยก็ไมทําใหจิตใจเบงบานไดเทากับเสื้อ ๑ ตัวที่ไดมาใหม มีซีดีอยูแลวนับพัน ก็ไมทําใหรูสึกตื่นเตนไดเทากับซีดี ๑ แผนที่ไดมาใหม ในทํานองเดียวกันมีเงินนับรอยลานใน
16.
8 ธนาคารก็ไมทําใหรูสึกปลาบ ปลื้มใจเทากับเมื่อไดมาใหมอีก ๑
ลาน พูดอีกอยางก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได มากกวาความสุขจากการ มี มีเทาไรก็ยัง อยากจะไดมาใหม เพราะเรามักคิดวาของใหมจะใหความสุขแกเราไดมากกวาสิ่งที่มีอยูเดิม บอยครั้งของที่ไดมาใหมนั้นก็เหมือนกับของเดิมไมผิดเพี้ยน แตเพียงเพราะวามันเปนของใหม ก็ทําใหเราดีใจแลวที่ไดมา จะวาไปนี่อาจเปนสัญชาตญาณที่มีอยูกับสัตวหลายชนิดไมเฉพาะแต เทานั้น ถาโยนนองไกใหหมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แตถาโยนนองไกชิ้นใหมไปให มันจะรีบคาย ของเกาและคาบชิ้นใหมแทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเทากัน ไมวาหมาตัวไหนก็ตามของเกาที่มี อยูในปากไมนาสนใจเทากับของใหมที่ไดมา ถาหากวาของใหมใหความสุขไดมากกวาของเกาจริง ๆ เรื่องก็นาจะจบลงดวยดี แตปญหา ก็คือของใหมนั้นไมนานก็กลายเปนของเกา และความสุขที่ไดมานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือ กลับมารูสึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงตองไลลาหาของใหมมาอีก เพื่อหวังจะใหมีความสุข มากกวาเดิม แตแลวก็วกกลับมาสูจุดเดิม เปนเชนนี้ไมรูจบ นาคิดวาชีวิตเชนนี้จะมีความสุขจริงหรือ ? เพราะไลลาแตละครั้งก็ตองเหนื่อย ไหนจะตองขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะตองแขงกับ ผูอื่นเพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการ ครั้นไดมาแลวก็ตองรักษาเอาไวใหได ไมใหใครมาแยงไป แถมยัง ตองเปลืองสมองหาเรื่องใชมันเพื่อใหรูสึกคุมคา ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งตองเสียเวลาในการเลือกวาจะใช อันไหนกอน ทํานองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ตองยุงยากกับการตัดสินใจวาจะไปเที่ยว ลอนดอน นิวยอรค เวกัส โตเกียว มาเกา หรือซิดนียดี ถาเราเพียงแตรูจักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มี สิ่งที่มีอยูแลว ชีวิตจะยุงยากนอยลงและโปรงเบา มากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไมใชเรื่องยาก แตที่เปนปญหาก็เพราะเราชอบมอง ออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหมมาเทียบกับของที่เรามีอยู หาไมก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับ คนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม ก็อยากมีบาง คงไมมีอะไรที่จะทําใหเราทุกขไดบอยครั้งเทากับ การชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเปนหนทางลัดไปสูความทุกขที่ใคร ๆ ก็นิยมใชกัน นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทําใหเราไมเคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แมจะมี หนาตาดีก็ยังรูสึกวาตัวเองไมสวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอรในหนัง โฆษณา การมองแบบนี้ทําให "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไมมีความสุขกับสิ่งที่มีอยูแลว ยังเปนทุกขเพราะไมไดสิ่งที่อยาก พูดอีกอยางคือไมมีความสุขกับปจจุบัน แถมยังเปนทุกขเพราะ อนาคตที่พึงปรารถนายังมาไมถึง ไมมีอะไรที่เปนอุทธาหรณสอนใจไดดีเทากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจําไดวา มีหมาตัวหนึ่งไดเนื้อชิ้นใหญมา ขณะที่กําลังเดินขามสะพาน มันมองลงมาที่ ลําธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กําลังคาบเนื้อชิ้นใหญ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญกวาชิ้น
17.
9 ที่มันกําลังคาบเสียอีก ดวยความโลภ (และหลง)
มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่ เห็นในน้ํา ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ํา ชิ้นเนื้อในน้ําก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยูและเนื้อที่เห็น ในน้ําบอเกิดแหงความสุขมีอยูกับเราทุกคนในขณะนี้อยูแลว เพียงแตเรามองขามไปหรือไมรูจักใช เทานั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยูและเปนอยู ไมวา มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพยสิน รวมทั้งจิตใจของเรา ลวนสามารถบันดาลความสุข ใหแกเราไดทั้งนั้น ขอเพียงแตเรารูจักชื่นชม รูจักมอง และจัดการอยางถูกตองเทานั้น แทนที่จะแสวงหาแตความสุขจากการได ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจาก สิ่งที่มีขั้นตอไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให กลาวคือยิ่งใหความสุข ก็ยิ่งไดรับความสุข สุขเพราะเห็นน้ําตาของผูอื่นเปลี่ยนเปนรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ไดทําความดีและทําให ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไมยากที่เราจะคนพบความสุขจากการ ไมมี นั่นคือสุขจาก การปลอยวาง ไมยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แมไมมีหรือสูญเสียไป ก็ยังเปนสุขอยูได เกิดมา ทั้งที่นาจะมีโอกาสไดสัมผัสกับความสุขจากการ ให และ การ ไมมี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและ ยั่งยืนอยางแทจริง ลักษณะการฟงที่มีประสิทธิภาพ 1. ฟงทั้งที เตรียมตัวใหพรอม การเตรียมตัวใหพรอมที่จะฟงนี้ รวมไปถึงทั้งทางกายและสติ ปญญา การฟงที่มีประสิทธิภาพ ผูฟงตองมีจุดมุงหมายในการฟง และศึกษาหาความรูเบื้องตนในเรื่อง ที่จะฟง เมื่อฟงจะไดสามารถเขาใจเรื่องไดงายและรวดเร็วขึ้น 2. เปดใจยอมรับฟงทุกเรื่อง การเปดใจรับฟงในทุกๆเรื่อง ยอมสงผลดีตอการฟง เพราะจะ ทําใหผูฟงไดรับฟงสารอยางชัดเจน และปฏิบัติไดดังจุดมุงหมายของสารนั้น ทั้งนี้การเปดใจใหกวางรับ ฟง อาจไมประสบผลสําเร็จ เนื่องจากบางครั้งผูฟงมีทัศนคติที่ไมดีตอตัวผูพูด หรือมีอคติตอผูพูด 3. ฟงใหตอเนื่องตั้งแตตนจนจบ การฟงสารใดๆก็ตาม ผูฟงควรฟงตั้งแตแรกเริ่ม จนจบ เรื่องใหครบ เพื่อจะไดทราบเจตนาที่แทจริงของสารนั้น บางครั้งผูฟงอาศัยการฟงเปนบางขอความ หรือ บางตอน แลวนําไปปะติดปะตอ ทําใหเกิดความหมายใหม หรืออาจจะแปลเจตนาของผูพูดผิด ซึ่งสงผลตอการสงสารตอไปผิดๆ อีกทั้งผูฟงบางคนชอบคิดแทนผูพูด จึงทําใหการแปลความหมาย และแปลเจตนาผิดแปลกไป 4. ฟงใหครบอยางตั้งใจและอดทน การฟงสารใหไดความครบถวน ผูฟงจะตองมี ความตั้งใจ และอดทนเปนอยางยิ่ง เพราะหากผูฟงไมมีความตั้งใจแลว สารที่ไดรับ ยอมไมครบถวน และอาจแปลความหมายผิดไปได
18.
10 5. พยายามคนหาสาระจากการฟง การฟงสารทุกประเภทยอมมีสาระและมีประโยชน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับผูฟงวาจะสามารถคนหาสาระและประโยชนจากเรื่องดังกลาวไดหรือไม
การคนหาสาระ จากการฟงนั้น ผูฟงอาจนําขอดีและขอเสียจากเรื่องที่ไดฟง มาเปนแนวคิดหรือเปนตัวอยางในการ ดําเนินชีวิตตอไปได 6. จับใจความสําคัญจากเรื่องใหครบ การฟงเรื่องราวตางๆ ผูฟงตองจับใจความสําคัญ ของเรื่องใหได เนื่องจากใจความสําคัญเปนสิ่งที่ผูพูดตองการสงมายังผูฟง เมื่อผูฟงจับใจความสําคัญ ของเรื่องไดแลว ก็จะทําใหการฟงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7. จดบันทึก สรุปไวทบทวน การฟงนั้น ตามปกติผูฟงสวนใหญมักจะฟงแลว ไมจดบันทึก ไวเพราะคิดวาจําได แตหากเวลาผานไปเนิ่นนาน อาจทําใหเรื่องที่ไดรับฟงมานั้น ลืมเลือนหรือจําได ไมครบถวน ดังนั้นการจดบันทึก สรุปเรื่องราวที่ไดฟง ยอมเปนสิ่งที่ดี เนื่องจากเมื่อลืมเรื่องนั้น ก็สามารถนําบันทึกมาอานทบทวนได วิธีการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด ในปจจุบัน คนสวนมากนิยมใชการฟงเพลงเพื่อคลายเครียด แตทั้งนี้ทั้งนั้นการฟงเพลงเพื่อ ผอนคลายความเครียดสามารถเลือกใชวิธีการตางๆไดหลากหลาย แตบางวิธีก็อาจกอใหเกิดอันตราย ตอสุขภาพไดเชนกัน วิธีการตางๆในการฟงเพลงมี ดังนี้ เสาวนีย สังฆโสภณ (2541 :39 อางถึงใน พีระชัย ลี้สมบูรณผล, 2547:30) วิธีที่ 1 การฟงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน เปนวิธีหาความสุขจากเสียงเพลงที่มีผูนิยม มากที่สุด เพราะเปนวิธีฟงเพลงที่ประหยัด มีรายการเพลงตลอดทั้งวัน ผูฟงจะไดทั้งสาระ ความรู ความสนุกสนานเพลิดเพลิน วิธีที่ 2 การฟงเพลงจากเครื่องเลนเทปเพลง แผนเสียง ผูที่นิยมฟงเพลง จากเครื่องเลน เทป เครื่องเลนแผนเสียง หาซื้อเทปเพลง แผนเสียงมาฟงเอง ชอบหรืออยากฟงตอนไหนก็หยิบขึ้นมา เปดฟงได วิธีที่ 3 การฟงเพลงจากเครื่องพกพา ผูที่นิยมฟงเพลงจากเครื่องพกพา เชน ไอพอด เอ็มพี3 หรือจากโทรศัพท จะไดรับฟงเพลงตางๆตามความตองการ แตถาฟงนานไปจะทําใหเมื่อยลา ประสาท หูเสื่อมเร็ว ไมควรฟงขณะอยูในภาวะที่ตองใชความระมัดระวังตัวเปนพิเศษ เชน ขณะเดินอยูบนทอง ถนน ขณะใชเครื่องจักรกล ขณะขับรถ เพราะอาจทําใหเกิดอันตรายได วิธีที่ 4 การฟงเพลงที่รานขายซีดี ผูฟงจะมีโอกาสฟงเสียงเพลงไพเราะที่ผูซื้อตั้งใจมาซื้อ และไดรับประสบการณ ความรูใหมๆจากผูขาย แตผูฟงจะไดรับฟงเพลงตางๆไมจบสักเพลง ทําให อารมณไมตอเนื่อง
19.
11 วิธีที่ 5 การชมการแสดงดนตรีจากสถานที่จริง
เปนวิธีหนึ่งที่ควรสนับสนุนใหหาโอกาสไป ฟง เพราะจะไดรับประโยชนมากกวาการชม หรือฟงจากวิทยุ ทีวี มีสถานที่ตางๆ ที่จัดแสดงดนตรีใหชม ทั้งที่ตองเสียเงินและที่ใหชมฟรี ผูฟงจะไดยินความไพเราะงดงาม ไดเห็นความตระการตา เห็นความสามารถของนักดนตรี นักรอง เปนการสรางเสริมประสบการณชีวิตที่ดี ชวยสนับสนุน ใหเยาวชนมีความสนใจดนตรี ซึ่งจะชวยพัฒนาดานอารมณ ภาษา สังคมและวัฒนธรรม เปนตน วิธีที่ 6 การฟงเพลงในรถยนต คนสวนใหญชอบฟงเพลงในรถยนต เพราะเปนชวงเวลา ที่วางสําหรับผูโดยสาร และเปนชวงที่ตองใชความระมัดระวังของผูขับรถยนต หากรถติดมากหรือขณะ ที่ตองใชระยะเวลาในการเดินทางนานๆ ก็อาจจะเกิดความเครียด การฟงเพลงในรถยนต ซึ่งมี พื้นที่จํากัดทําใหการฟงเพลงไดชัดเจน มีความไพเราะ ชวยคลายเครียดไดเปนอยางดี วิธีที่ 7 การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร การฟงเพลงขณะรับประทานอาหาร จะชวยให เกิดสุนทรียในการรับประทานอาหารยิ่งขึ้น มีผลชวยใหระบบยอยอาหารทํางานไดดี รานอาหาร จึงมักจะมีดนตรีใหลูกคาไดฟงขณะรับประทานอาหาร เพื่อใหเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน สรางบรรยากาศความเปนมิตร เพลงที่ใชฟงควรเปนเพลงจังหวะชาๆ หรือปานกลาง เปนเพลงที่ฟง สบายๆ ไมตองใชความคิดมาก มีอารมณออนหวาน นุมนวล วิธีที่ 8 การฟงเพลงขณะทํางาน บางทานชอบฟงเพลงขณะทํางาน เพราะชวยทําให บรรยากาศที่ทํางานดูสดชื่นแจมใสขึ้น ไมเงียบเหงา ควรเลือกประเภทของเพลงใหเหมาะสมกับงาน ที่ทํา เชน หากทํางานที่ตองใชแรงงาน ควรฟงเพลงที่มีจังหวะราเริง เบิกบาน จะชวยใหทํางาน อยางสนุกสนานเพลิดเพลิน หากเปนงานที่ตองใชความคิด ควรเปดเพลงที่มีจังหวะชาๆ หรือปานกลาง จะชวยใหมีสมาธิในการทํางานมากขึ้น เปนตน การเปดเพลงขณะทํางานควรใชเสียงที่พอเหมาะ หรือเปดเบาๆ ไมควรเปดเสียงดังจนทําใหเกิดการรบกวนหรือกอใหเกิดความเดือดรอนแกผูอื่น วิธีที่ 9 การฟงเพลงขณะอาบน้ํา ขณะอาบน้ําก็ฟงเพลงไปดวย ทําใหเกิดความเบิกบานใจ รู สึกสบายตัว มีอารมณดี สดชื่น กระปรี้กระเปรายิ่งขึ้น การฟงเพลงตองระมัดระวังอยางยิ่งเกี่ยวกับสาย ไฟของเครื่องเสียง อาจจะถูกน้ําทําใหเกิดไฟฟาลัดวงจร เปนอันตรายได วิธีที่ 10 การฟงเพลงขณะพักผอน เวลาพักผอนเปนชวงเวลาแหงความสุข เชน ยามวาง ขณะเดินเลน นั่งเลน และโดยเฉพาะการฟงเพลงกอนนอน เปนตน ควรจัดเตรียมเครื่องเสียง หรือวิทยุ ไวใหสะดวกตอการฟง วิธีที่ 11 การฟงเพลงขณะออกกําลังกาย การออกกําลังกายที่ดี ควรเริ่มตนดวยการสราง ความอบอุนรางกายกอน โดยออกกําลังกายเบาๆ โดยใชเพลงจังหวะปานกลาง แลวจึงเปลี่ยนเปน จังหวะเร็วมากขึ้น และกลับมาเปนจังหวะปานกลางเมื่อออกกําลังเสร็จแลว การฟงเพลงจะชวยให อารมณสดชื่น แจมใส เพลิดเพลิน ขณะออกกําลังกาย
20.
12 วิธีที่ 12 การฟงเพลงเมื่อเกิดความเจ็บปวย
การฟงเพลงจะชวยบรรเทาความเจ็บปวยได มีงานวิจัยมากมายทั้งในประเทศและตางประเทศ ที่พบวา ดนตรีมีผลชวยลดความเครียด ความวิตก กังวล ขณะเจ็บปวยชวยทําใหจิตใจสบาย พักผอน รับประทานอาหารไดมากขึ้น มีกําลังใจ มีแรงเคลื่อน ไหวไดมากขึ้น มีผลชวยใหการรักษาไดผลดียิ่งขึ้น แมแตผูปวยที่ตองอยูในโรงพยาบาลนานๆ ก็ มีความตองการฟงเพลง เพราะเพลงชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน ลืมความเจ็บปวย คลายความเครียด ความเบื่อหนายได ประเภทของเพลงที่ฟง ควรเปนเพลงที่มีความสรางสรรค กอใหเกิดความสุข ความหวัง หลีก เลี่ยงเพลงทํานองเศรา มีเนื้อหาคํารองที่สรางอารมณทุกข เศราหมอง และควรหลีกเลี่ยงเพลงจังหวะ เร็วๆ มีเสียงดังอึกทึก ในผูปวยที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ผูปวยที่มีการเกร็งกระตุกของ กลามเนื้อ มารยาทในการฟง มารยาทในการฟง เปนคุณลักษณะสําคัญที่ควรปลูกฝงในคนทุกเพศ ทุกวัย และควรแสดง พฤติกรรมนี้ใหเหมาะกับบุคคล เวลา และสถานที่ ทั้งนี้ผูฟงที่ดี ควรปฏิบัติตนใหมีมารยาทในการฟง ดัง ตอไปนี้ 1. ฟงอยางตั้งใจ ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางมีสมาธิ เพื่อใหไดรับความตางๆอยางครบถวน 2. ปรบมือใหดวยความชื่นชม ในกรณีที่ผูฟงชอบในคําพูดหรือถูกใจคํากลาวใดของผูพูด ควรปรบมือแสดงความชื่นชม แตไมควรสงเสียงผิวปาก หรือ สงเสียงอื่นๆ เพราะจะเปนการไมมี มารยาท 3. ไมทานขนมขณะฟง การฟงในสถานที่ใดๆก็ตาม ผูฟงควรตั้งใจฟง ไมควรทานขนม หรือ อาหารตางๆ ในขณะที่ฟง 4. ไมสงเสียงดัง หรือพูดแขง ขณะที่ฟง ผูฟงควรตั้งใจฟงอยางเงียบๆ ไมสงเสียงดัง และไม ควรพูดคุยกับเพื่อนในขณะที่ฟง 5. แสดงความเคารพกอนออกจากหอง ขณะที่ฟง หากผูฟงตองการลุกออกจากหอง ควรทํา ความเคารพผูพูดกอนออกจากหอง 6. ไมจองจะจับผิด ผูฟงบางคนชอบจับผิดผูพูด และมีอคติ จึงทําใหการฟงไมประสบผล สําเร็จ 7. แสดงความคิดเห็นไดหลังฟงจบ ถาผูฟงมีคําถามหรือตองการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่ไดฟง ควรรอใหผูพูด พูดจบกอน
21.
13 วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถในการฟง การฟงเปนจุดเริ่มตนที่จะกอใหเกิดปญญา และชวยพัฒนาทักษะดานอื่นๆ ใหดียิ่งขึ้น
ดังนั้นจึง ควรฝกทักษะการฟงใหมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชนในสื่อสาร วิธีการฝกเพื่อใหเกิดความสามารถ ในการฟง (กองเทพ เคลือบพณิชกุล 2542:34 และ จุไรรัตน ลักษณะศิริ 2543:81) มีดังนี้ 1. ฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวการทําความเขาใจเรื่องจากสารที่ผูพูดสงมา เปนสิ่งสําคัญ และเปนทักษะที่ตองฝกฝน โดยผูฟงตองฝกสมาธิ เนื่องจากสมาธิจะชวยใหการทํางาน ของสมองไดคิดและจดจําบันทึกเรื่องราวที่ไดฟง การมีสมาธิจะชวยใหใจจดจอเรื่องที่ฟง การฟงจึงจะ ดําเนินไปอยางตอเนื่อง การฝกฟงเพื่อรับรูและเขาใจเรื่องราวตางๆนั้น ผูฟงอาจตั้งคําถามกับตนเอง หลังจากที่ไดฟง เรื่องดังกลาวไปแลว เชน ขอความที่ไดฟงเปนขอความในทํานองใด หมายความวาอยางไร เสนอความคิดใดแกผูฟง มีเหตุการณใดเกิดขึ้นบาง ผลเปนอยางไร เปนตน 2. ฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่อง การฟงเรื่องตางๆนั้น สิ่งที่ไดรับฟงมาทั้งหมด อาจไมใชประเด็นสําคัญที่ผูพูดตองการนําเสนอ ดังนั้นการฝกฟงเพื่อจับใจความสําคัญ จึงมีความสําคัญตอการฟง ใจความสําคัญของขอความ มาจากความหมายหลักของแตละประโยค มาประกอบกันเขาเปนความหมายรวม การที่จะจับใจความสําคัญของเรื่องที่ฟงไดทั้งหมด จะตองรวบ รวมความหมายของแตละประโยคในเรื่องมาประกอบกัน จากนั้นสวนใดหรือขอความใดที่ไมเกี่ยวของ ไมจําเปน ใหตัดออก การจับใจความสําคัญนี้ ผูฟงควรสรุปใจความสําคัญ เปนภาษาเขียน หรือ คําพูด ของตนเอง 3. ฝกวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด การพูดทุกครั้ง ผูพูดยอมมีจุดมุงหมาย หรือเจตนาจะใหบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ บางครั้งเรื่องที่ไดฟงนั้นอาจเปนเจตนาโดยตรงของผูพูด แตในบางครั้งก็เปนเจตนาโดยออม ดังนั้นผูฟงจึงตองวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดนั้นวา ผูพูดคิดหรือมีความรูสึกอยางไรตอเรื่องที่พูด และตองการบอกอะไรแกผูฟง การวิเคราะหจุดมุงหมาย หรือเจตนาของผูพูด อาจสังเกตไดจากอากัปกิริยา ทาทาง น้ําเสียง รวมไปถึงบริบทโดยรอบ ของขอความนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งอาจเปนการลําบาก หากผูฟง ฟงจากสื่อวิทยุ ซึ่งไมเห็นลักษณะทาทาง ของผูพูด ดังนั้นการวิเคราะหบริบทของขอความและนัยของคํา จึงเปนสิ่งสําคัญ 4. ฝกวินิจสาร การวินิจสาร คือการตีความหมายของสารที่ผูพูดสงมา เพื่อจะแยกวา สารใด เปนขอเท็จจริง สารใดเปนขอคิดเห็น หรือสารใดเปนขอเสนอแนะ การวินิจสารจะสอดคลองกับ การวิเคราะหจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูด เนื่องจากวา วินิจ หมายถึง พินิจ คือการพิจารณาสาร สารที่ผูพูดเสนอแนะหรือกลาวออกมานั้น อาจมีความหมายโดยนัย ผูฟงตองมีการตีความ โดยอาศัย องคประกอบในการตีความชวยในการวินิจสาร
22.
14 5. ฝกประเมินคาของสาร การประเมินคา
เปนทักษะที่คอนขางสูง เนื่องจากผูฟงที่จะ สามารถประเมินคาของสารไดดี ตองเปนผูที่ฟงมาก อานมาก และมีความรูมาก โดยการประเมินคา ของสารจะทําใหผูฟงไดทราบถึงคุณคาของสารที่ไดฟง ซึ่งควรประเมินวา มีคุณคามากนอยเพียงใด มีจุดดีจุดเดนอยางไร มีขอบกพรองมากนอยเพียงใด สิ่งที่กลาวถึงนั้นกอใหเกิดผลดี ผลเสียอยางไร แกใคร หรือมีคุณคาในดานใด การพิจารณาความสามารถในการฟง การพิจารณาความสามารถในการฟง จะเปนประโยชนตอการพัฒนาการฟง ซึ่งตองพิจารณา จากลักษณะตางๆ (สมบัติ จําปาเงิน 2540 : 11) ดังนี้ ความสามารถในการฟง ประเด็นในการพิจารณา 1.ความรู ความจําและความเขาใจ - ผูฟงสามารถตอบคําถามจากเรื่องได - ผูฟงสามารถเลาเรื่องที่ฟงได - ผูฟงสามารถทําตามคําสั่งไดพอสมควร 2.การวิเคราะห -ผูฟงสามารถแยกแยะองคประกอบของเรื่องที่ฟงได วาสวนใดคือ นําเรื่อง เรื่อง และสรุปเรื่อง -ผูฟงสามารถแยกไดวา อะไรเปนเหตุ เปนผล ในกรณีที่ เรื่องเปนเหตุเปนผล 3.การจับใจความสําคัญ - ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนใจความสําคัญ สวนใดเปนพลความ -ผูฟงสามารถจดบันทึกเรื่องราวโดยยอได 4.การตีความ -ผูฟงสามารถบอกความหมายที่แทจริงของความที่ฟงได -ผูฟงสามารถบอกจุดมุงหมายหรือเจตนาของผูพูดได -ผูฟงสามารถบอกไดวา สวนใดเปนขอเท็จจริง และขอ คิดเห็น 5.การประเมินคา -ผูฟงสามารถบอกประโยชนจากเรื่องที่ฟงได -ผูฟงสามารถบอกความนาเชื่อถือของเรื่องได -ผูฟงสามารถบอกวิธีการพูดจากเรื่องที่ฟงได
23.
15 การที่ผูฟงสามารถพิจารณาความสามารถในการฟงในดานตางๆ ได และรูวาตนเอง มีความสามารถในการฟงระดับใด
ยอมทําใหผูฟงสามารถที่จะพัฒนาทักษะการฟงของตนใหดีขึ้น เพื่อ ใหการสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ทั้งนี้ ความสามารถในการฟงดานตางๆ นั้น ยอมตองไดรับการฝกฝนอยาง สม่ําเสมอเพื่อนําไปสูการฟงขั้นสูง คือ การฟงเพื่อการประเมินคาได
24.
16 เอกสารอางอิง กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.
การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2540. ภาษากับการสื่อสาร(ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศิลปากร. จิตตยา สุวภาพ. 2541. ผลการสอนกลวิธีดานความรู ความคิดที่มีตอความสามารถใน การฟงเพื่อความเขาใจภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ใน โรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาเอกชน กรุงเทพฯ. วิทยา นิพนธปริญญามหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. บุษบา พิทักษ. 2543. การสอนทักษะการฟงเพื่อความเขาใจในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โดยใชแบบฝกเสริมทักษะการฟง. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนภาษาไทย. เชียงใหม : มหาวิทยาลัยเชียงใหม. พีระชัย ลี้สมบูรณผล. 2550. การฟงเพลงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎภูมิภาคตะวันตก. วิจัย. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร:มหาวิทยาลัยราชภัฎหมูบานจอมบึง. พรสวรรค อัมรานันท. 2542. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม:ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมบัติ จําปาเงิน.2540. ประธีปไทยชุดภาษาและวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ:โอเอส พริ้นติ้งเฮาส. ศศิธร ธัญลักษณานันท. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: เธิรดเวฟ เอ็ดดูเคชั่น. ---------------------------------------------
25.
บทที่ 2 ศาสตรและศิลปะของการพูด การพูดเปนการสื่อสารที่มีความสําคัญและเกี่ยวของกับชีวิตประจําวันอยางยิ่งอีกทั้งเปน เสมือนบันไดขั้นแรกของการสมาคม และยังเปนสะพานเชื่อมโยงไปสูความสําเร็จในชีวิตดวย
การพูด ดีและการพูดเปน ยอมเปนคุณสมบัติเดนที่จะสรางศรัทธาความเลื่อมใสใหเกิดขึ้น ไมวาจะเปนการสื่อ สารภายในครอบครัว การติดตอทางสังคม การปรึกษาหารือกันในที่ทํางาน หรือแมกระทั่งพูดเพื่อ อํานวยประโยชนใหแกตนเองและสวนรวม ซึ่งไมเพียงแตเปนการพูดทักทายถามเรื่องชีวิตความเปนอยู เทานั้น หากยังเปนเรื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเลา การอธิบาย การใหเหตุผล ตลอดจน การพูดเพื่อแสดงไมตรีจิต ดังนั้น การรูจักศาสตรและศิลปะการพูดยอมมีผลตอความสําเร็จในงาน อาชีพตาง ๆ เชน พอคา นักธุรกิจ นักการเมือง นักปกครอง นักการศาสนา ครู อาจารย ฯลฯ ศาสตรและศิลปะการพูดหมายถึงระบบระเบียบความรูและความสามารถหรือความเชี่ยวชาญ ที่จะสงสารหรือถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูรับสาร ใหรับรู ตอบ สนองตามจุดมุงหมายโดยการใชถอยคําภาษารวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสมตามระเบียบ กฎ เกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน ดังนั้นเนื้อหาในบทนี้ จะกลาวถึงศาสตรและศิลปะการ พูด ในหัวขอ ความหมายและความสําคัญ องคประกอบ การฝกทักษะ เทคนิค 14 ประการ จุด ประสงค ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ ตัวอยางการพูดประเภทตาง ๆ ตัวอยาง รูปแบบการพูดประเภทตาง ๆ และศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ ความหมายของการพูด ไดมีผูรู ใหความหมายของคําวา “การพูด” ไวดังนี้ สวนิต ยมาภัย และถิรนันท อนวัชศิริวงศ (2530: 1) ไดใหความหมายของการพูด คือการใช ถอยคํา น้ําเสียง รวมทั้งกิริยาอาการอยางมีประสิทธิภาพและถูกตองตามจรรยามารยาทและประเพณี นิยมของสังคม เพื่อถายทอดความคิด ความรูสึก และความตองการที่มีคุณประโยชนใหผูฟงรับรูและ เกิดการตอบสนอง สัมฤทธิผลตามจุดมุงหมายของผูพูด ทองขาว พวงรอดพันธุ (2537: 25) ไดใหความหมายของการพูด ดังนี้ 1. กระบวนการสื่อสารความคิด จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุมหนึ่ง โดยมี ภาษา น้ําเสียง และอากัปกิริยาเปนสื่อ 2. การแสดงออกถึงอารมณและความรูสึก โดยใชภาษาและเสียงสื่อความหมาย
26.
18 3. เปนสัญลักษณแหงความเขาใจระหวางมนุษยกับมนุษย สรุปไดวา การพูดหมายถึงกระบวนการสื่อสารระหวางผูพูดกับผูฟงใหเกิดความเขาใจ ตรงกัน
ซึ่งจะตองคํานึงถึง บุคคล กลุมสังคม โอกาส เวลา สถานที่ ทัศนคติ ตลอดจนอารมณความรู สึกรวม โดยที่ผูพูดสามารถถายทอดความคิด ความรู ความรูสึก เพื่อสื่อความหมาย ถึงผูฟงใหรับรู ตอบสนองตามจุดมุงหมาย โดยการใชถอยคํา ภาษา รวมถึงภาษาทาทางที่ถูกตองเหมาะสม ตาม ระเบียบ กฎเกณฑ และบรรลุวัตถุประสงคที่สําคัญรวมกัน ความสําคัญของการพูด เปนที่ทราบกันดีวาการพูดมีความสําคัญในการสื่อสาร อีกทั้งเปนเครื่องมือที่สําคัญยิ่งของ มนุษยในการสรางความเขาใจอันดีตอกัน ความสําคัญของการพูดนั้นมีผูรูไดอธิบายไวดังนี้ วสันต บัณฑะวงศ (2521: 2) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูด โดยสรุปวา การพูดที่ดีนั้น สามารถนําเขาสูตําแหนงฐานะการงานหรือบรรลุผลสําเร็จตาง ๆ ไดมากตอมาก และการที่จะพูดใหผู ฟงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในคําพูดของเราไดนั้น ก็ตองอาศัยศิลปะและหลักวิชาที่จะตองหมั่นฝกฝน ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน (2532: 3-5) ไดกลาวถึงความสําคัญของการพูดไวดังนี้ 1. การพูดทําใหเกิดความเขาใจไดงาย เมื่อเราไดยินการพูด ดวยน้ําเสียง และเห็น กิริยา ทาทาง ตลอดจนสีหนาของผูพูดประกอบ เราก็จะเขาใจในเรื่องราวที่พูดไดงาย 2. การพูดเปนเครื่องมือของสมาคม ซึ่งทําใหเกิดความสําเร็จในชีวิต วาจาเปน เครื่องแสดงออกถึงความฉลาดและอุปนิสัยใจคอของผูพูด ตลอดจนถึงความมีไมตรีตอกัน 3. การพูดกอใหเกิดความสําเร็จในดานศาสนา การคา และการเมือง 3.1 ดานศาสนา การพูดโนมนาวชักจูงใหคนอื่นเกิดความสํานึกที่ดี และใหเกิด ความเชื่อถือตาม จึงมีผลเหนือกวาการชักจูงดวยวิธีอื่น ๆ ดวยเหตุนี้ จึงมีการอบรมใหพระ นักบวช และผูนําเผยแพรศาสนา ใหรูจักโนมนาวจิตใจใหคนอยูศีลธรรม และประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี 3.2 ดานการคา เปนความจริงที่วาการคาคือการพูด พอคาแมคาจะขายของได ก็ดวยการพูดชักจูงใจคนซื้อ ในสังคมปจจุบันนี้การพูดโฆษณามีอิทธิพลในการคา เปนอยางมาก 3.3 ดานการเมือง การพูดชี้แจงใหประชาชนเขาใจในนโยบายและหลักการ จึงจําเปนอยางยิ่ง ประเทศตาง ๆ จะอยูกันไดอยางสันติ ก็เนื่องจากการเจรจาทําความเขาใจกัน สําหรับปญหาการเมืองที่ลึกซึ้งยุงยากสลับซับซอนที่จะเปนชนวนไปสูสงครามนั้น ก็เนื่องมาจาก การพูด เชน การพูดโจมตีฝายตรงขาม ตลอดจนการรณรงคหาเสียงของพรรคการเมืองก็อาศัย การพูดทั้งสิ้น
27.
19 สรุปไดวา ความสําคัญของการพูด ก็คือเพื่อใหเกิดการสื่อสาร
บรรลุเปาหมายในชีวิตประจําวัน และการงานอาชีพ อีกทั้งยังเปนเครื่องมือสําหรับสรางความสัมพันธ อันดีในองคกร สมาคม และสา ธารณชนได การสํารวจความพรอมในการพูด การสํารวจความพรอม ในการพูดทุกครั้งเปนสิ่งสําคัญยิ่ง เพราะจะทําใหเห็นขอบกพรอง บางประการ เมื่อไดรับการแกไขปรับปรุงจะสงผลใหมีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น การสํารวจ ความพรอมในการพูดแตละครั้ง มีดังนี้ ความพรอม สํารวจ บุคลิกภาพ • เสื้อผา ทรงผม เครื่องแตงกาย • อารมณ น้ําเสียง ภาษาทาทาง ความมั่นใจ • ความกระตือรือรน ความเชื่อมั่น • บทขึ้นตน เนื้อเรื่อง บทสรุป เนื้อหา • เกร็ดประกอบเรื่อง เรื่องขําขัน • แงคิด มุมมอง รางเนื้อหา • ความเขาใจเนื้อหา • โนตยอ • นึกทบทวน สื่อ • ไมโครโฟน (ทดสอบดวยเสียง )ไมเคาะ • แผนใส, Power Point แถบบันทึกเสียง • ภาพนิ่ง ชิ้นงาน • ชวงเวลาการใชสื่อ
28.
20 คุณสมบัติของผูพูด ผูพูดที่ตองการประสบความสําเร็จ ควรจะมีคุณสมบัติ ดังตอไปนี้ 1.
ศึกษาความรูอยูเสมอ ซึ่งไดจากการฟง การอาน รวมถึง การสนทนา การสังเกต จดจํา และรูจักสรางสรรคนํามาเสริมใหเกิดประโยชน และเพิ่มคุณคาใหแกตัวเองมากขึ้น 2. มีบุคลิกภาพในการพูดที่ดี และเหมาะสม โดยคํานึงถึงบุคลิกภาพทางกาย เชน การแตงกาย กิริยา ทาทางอารมณ เชน การแสดงออก ในการพูด บุคลิกภาพทางสังคม เชน มารยาท ทัศนคติ และบุคลิกภาพทางสติปญญา เชน ความสํานึกในคุณธรรม และจริยธรรม 3. มีศิลปะการแสดงดี ใชทาทางประกอบการพูด สีหนา ลีลาเหมาะสม สรางความสนใจ เกิดความประทับใจ สรางความเขาใจ ดวยตัวอยางการพูด การเปรียบเทียบใหเห็น อยางชัดเจน ตลอดจนสรางความเชื่อถือ โดยมีเหตุผลประกอบ มีแหลงขอมูลและหลักฐานอางอิง 4. มีศิลปะการพูดที่พรั่งพรู คือพูดไดอยางคลองแคลว ตอเนื่องฟงแลวรื่นหู ไมพูดตะกุกตะกัก อึกอัก เออ อา นาเบื่อ นารําคาญ ลักษณะครุนคิด เวนจังหวะการพูด ไม สม่ําเสมอ 5. ยอมรับฟงคําวิจารณ ผูพูดควรมีกัลยาณมิตร คอยชวยชี้แนะ และนอมรับ คําชี้แนะนั้น ๆ นํามาปรับปรุงแกไข และพัฒนาใหดีขึ้น 6. มีเอกลักษณเฉพาะตนเอง ผูพูดพึงสังเกตขอดีและขอควรแกไขสวนตัว แลวพัฒนาปรับเปลี่ยน ใหเกิดเปนความภูมิใจในตนเอง ไมลอกเลียนแบบใคร ถานํางานของผูอื่นมา ใชในการพูดตองใหเกียรติ และมีมารยาท โดยเอยนามผูนั้นใหปรากฏ 7. เปนผูฟงที่ดี เพราะการฟงทําใหไดความรูเพิ่มขึ้น และเปนการสรางไมตรีจิต ใหเกิดขึ้นดวย ภาพการฝกบุคลิกภาพในการนําเสนองานทางวิชาการ และการรายงาน ของนักศึกษาชาวไทยและนักศึกษาชาวจีน ชั้นปที่ 4 ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 18 กันยายน 2549, และ 6 กันยายน 2550)
29.
21 องคประกอบของการพูด การพูดเชิงสถานการณ เปนการสื่อสารประเภทหนึ่ง มีองคประกอบดังนี้ ผูสงสาร
สาร สื่อ สาร ผูรับสาร ผล ผูพูด บุคลิกภาพ วิเคราะห จุดประสงค โอกาส ผูฟง สถานที่ กาลเทศะ เตรียมบทพูด เตรียมสื่อ เตรียมตอบ คําถาม เตรียม แกปญหา เนื้อหาเรื่องราว บทขึ้นตน บทกวี คําคม ขาว คําถาม ฯลฯ เนื้อเรื่อง ทฤษฏี ตัวอยาง สถิติ เรื่องราว ฯลฯ บทสรุป คําถาม ทิ้งใหคิด คําคม บทกวี ฯลฯ คําพูด กิริยาอาการ สื่ออิเล็ก ทรอนิกส ชิ้น งาน แผนภูมิ แผนผัง ตาราง ภาพนิ่ง ฯลฯ เนื้อหาเรื่อง ราว เนื้อความ ที่ผูสงสาร สงผานสื่อ ผูฟง เพศ วัย การศึกษา ฐานะทาง สังคม ฐานะทาง เศรษฐกิจ จุดประสงค ฯลฯ เกิด การ เปลี่ยน แปลง ตามจุด ประสงค จากตารางจะเห็นวา หนาที่หลักของการพูดคือผูพูดในฐานะผูสงสารจะตองเตรียม พรอม ไดแก การเตรียมบุคลิกภาพ การวิเคราะหจุดประสงค โอกาส ผูฟง สถานที่ กาลเทศะ การ เตรียมบทพูด การเตรียมคําถาม และการแกไขปญหาเฉพาะหนา ฯลฯ สิ่งเหลานี้ตองใหสัมพันธกับ เวลาในการพูดดวย
30.
22 การฝกทักษะในการพูด การพูดของบุคคลนอกจากการแสดงภาษาแลว ยังมีกิริยาอาการตาง ๆ
เปนการแสดงอุปนิสัยใจ คอสวนตัว ดังคํากลาวที่วา “สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล” ดังนั้นจะเห็นไดวา ปจจุบันมีโรงเรียน สมาคม สถาบันสอนการฝกทักษะการพูด สําหรับการปรากฏตัวอยางที่ชุมชน เพื่อความเหมาะสมและ ยังชวยกระตุนความสนใจของผูฟง ในการสื่อความหมายควบคูไปกับการพูดดวย ดังนั้น ผูพูดจึงตองให ความสําคัญในการฝกทักษะทั้งดานอวัจนภาษา คือกิริยาทาทางและวัจนภาษา คือภาษาถอยคํา ดังนี้
31.
23 ทักษะการพูด ความหมาย 1. กิริยา
ทาทาง การนั่งพูด การยืนพูด การใชแขนและมือ การตั้งมือ 1.1 การนั่ง ยืน เดิน การวางทา ทรงตัว ใหดูสงางาม และองอาจ ศีรษะตองตรง วางสีหนาใหเปนปกติ ไมตื่นเตน ลุกลี้ลุกลน นั่งพูด ควรใหลําตัวตรง อยานั่งเอนหลังพิงพนัก มือทั้งสอง ประสาน กันอยูดานหนาอยางสุภาพ ยืนพูด ควรยืนในทาทางที่สบาย สงาผาเผย หามยืนพักขา สุภาพบุรุษ ยืนขาหางกันเล็กนอย สวนสุภาพสตรี ควรยืนเทาชิด มือ ประสานไว ขางหนา การเดิน เพื่อออกไปพูดและหลังจากพูดจบ ควรฝกใหเปนธรรมชาติ ใหสงางาม เพราะเปนการสรางความตรึงตา ตรึงใจใหแกผูฟงได 1.2 การใชศีรษะ แขน มือและนิ้ว ผูพูดควรใชใหถูกตองกับจังหวะ และความเหมาะสมกับการพูด ศีรษะ ในขณะที่พูด ควรมีการโคงศีรษะหันไปหาผูฟง สั่นศีรษะ เพื่อตองการแสดงการปฏิเสธ หรือผงกศีรษะ เพื่อแสดงการยอมรับ หรือเห็นดวย แขน ควรปลอยแขนลงขางตัวตามสบายใหเปนธรรมชาติ หรือใช แขนกับมือใหสัมพันธกันจากการเดิน ยืน และนั่ง มือ ผายมือ เมื่อเชื้อเชิญบอกทิศทาง ตั้งมือ ใชเมื่อพูดถึงขนาดรูปราง เชน “ใบเทาฝามือ” คว่ํามือ ใชเมื่อพูดถึงลักษณะความสูง เชน “สูงถึง สะเอว” สั่นมือ ใชเมื่อพูดถึงการหาม หรือการปฏิเสธ เชน “ไมใช ” นิ้ว ควรชูนิ้วมือขึ้นในการนับ หรืออาจจะใชนิ้วชี้อีกขางหนึ่ง ชี้นับที่มือ อีกขางหนึ่ง หามชี้นิ้วไปทางผูฟง หรือชี้เฉพาะตัวหรือชี้กราดเปนอันขาด ทักษะการพูด ความหมาย การนับนิ้ว 1.3 การแสดงสีหนาและสายตา สีหนา เปนการแสดงความรูสึกของผูพูด สื่อใหผูฟงคลอยตาม เชน การพูดเรื่องมงคลก็ตองพูดดวยใบหนายิ้มแยม ราเริง ถาพูดถึงเรื่องเศราโศก ก็ควรมีสีหนาที่เศราสลด สายตา ขณะพูดควรตองประสานสายตา หรือมองหนาผูฟง พยายาม สบสายตาผูฟงเปนระยะ และตองกวาดสายตามองผูฟงใหทั่วถึง อยางเปนธรรมชาติ 1.4 การใชเสียงและน้ําเสียง เสียงและน้ําเสียงของแตละบุคคลยอม แตกตางกัน การรับรูถึงขอบกพรองในเสียง และน้ําเสียงของตนเองแลว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ฝกและบังคับเสียงใหเปนไปที่ตามตองการจะ ทําใหผูพูดประสบความสําเร็จในการพูดเชิงสถานการณไดเปนอยางดี เสียงพูดดังฟงชัด ใชเสียงพอเหมาะใหทุกคนฟงไดยินอยางทั่วถึง และใหสม่ําเสมอ ตลอดเวลา เสียงพูดชัดเจนถูกตอง เชน คําควบกล้ํา คําที่มี ร ล ตลอดจนถูกตอง
32.
24 ทักษะการพูด ความหมาย 2. ถอยคํา
ภาษาพูด และสํานวนโวหาร นอกจากนี้ควรจะตองปรับปรุงลีลาและจังหวะการพูดใหชวนฟง เหมาะกับเพศ เนื่องดวย เพศชายกับเพศหญิงจะมีลักษณะ ที่แตกตางกันตามธรรมชาติ เหมาะกับตําแหนงหนาที่การงาน โดยคํานึงถึงลีลา จังหวะให หนักแนน ทุม นุมนวล เปนตน 2.1 พูดดีตองรูจักการใชถอยคําภาษาพูดและสํานวนโวหาร ใหเขาใจไดงาย ใชคํางาย ๆ โดยพิจารณาจากกลุมผูฟง ใหถูกตองตามหลักภาษา พจนานุกรม รวมถึงการใชสรรพนาม ลักษณนาม บุพบท สันธาน คํายอ อักษรยอใหถูกตอง ใหตรงความหมาย โดยพิจารณาจากความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัย ใหกะทัดรัด โดยใชถอยคําสั้น ๆ ไมฟุมเฟอย ซ้ําซาก ใหกระชับรัดกุม ไมควรใชคํากํากวม หรือคลุมเครือ ใหหลีกเลี่ยงการพูดภาษาไทยปนภาษาตางประเทศ ยกเวน คําที่ใชกันจนเปนยอมรับโดยทั่วไป และคําภาษาตางประเทศ คํานั้นไมมีการบัญญัติศัพทภาษาไทยขึ้นมาใช ใชใหถูกตองเหมาะสมตามระดับของบุคคล เชน การใชคํา ราชาศัพท คําสุภาพ ฯลฯ ใชใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะและโอกาสซึ่งควรจะ พิจารณาจากสถานการณในการพูดแตละครั้ง เลือกใชใหเหมาะสม สละสลวย ไพเราะ ทําใหขยาย ความได แจมแจงยิ่งขึ้น ไดสาระยิ่งขึ้น 2.2 พูดดีตองมีทุน ซึ่ง”ทุน”ในที่นี้หมายถึงความรูในเรื่อง ที่จะพูดโดยไดมาจากสิ่งตอไปนี้ ทุนจากหนังสือตํารา ซึ่งเปนทุนที่มีน้ําหนัก และความนาเชื่อถือ ไดเปนอยางดี ทุนจากสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือพิมพ แผนปลิว แผนพับ จุลสาร วารสาร ฯลฯ
33.
25 ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 เอกภาษาไทย
วิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 5 สิงหาคม 2553) ทักษะการพูด ความหมาย ทุนจากการสนทนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทุนจากชีวิตจริง การประมวลความรู ความจํา ประสบ การณจากชีวิตของตนเอง และผูที่เกี่ยวของหรือผูที่มีชื่อเสียง 2.3 พูดดีควรมีทักษะในการฟง การอาน และการเขียน โดยพิจารณาสะสมสิ่งที่ไดรับจากการฟง การอาน แลวบันทึก เก็บไว เพื่อใชประโยชนในการพูด
34.
26 เทคนิค 14 ประการในการเตรียมการพูด การเตรียมการพูดเชิงสถานการณ
เปนเรื่องสําคัญมาก เนื่องดวย การพูดเปนจุดสุดยอดของ มนุษยสัมพันธ คือการอยูรวมกันเพื่อความสงบสุข บางครั้งอาจเกิดความยุงเหยิง ขัดแยงหรืออาจถึง แกหายนะ ก็อยูที่พฤติกรรมการพูดของบุคคลในสังคม ดังนั้น การเตรียมการพูดลวงหนามาอยางดี และฝกฝนทักษะการพูดตามที่เตรียมไวยอมทําใหการพูดครั้งนั้น ๆ สัมฤทธิผล ในที่นี้จะเสนอเทคนิค การเตรียมการพูดเชิงสถานการณ 14 ประการ คือ ภาพนักศึกษากําลังเตรียมขอมูล เตรียมบุคลิกภาพในการพูด และฝกการพูด ที่มา (ญานิศา โชติชื่น, 4 กันยายน 2550) เทคนิค ความหมาย 1. ผูพูด เปนผูที่มีความรู มีศรัทธา มีความเชื่อในเรื่องที่พูดมากที่สุดซึ่งจะ สรางพลังในการถายทอดใหผูฟงยอมรับไดงาย เปนผูที่สามารถถายทอดความรู ความคิด ใหตรึงใจผูฟงได เปนผูที่ผูฟงยอมรับ ซึ่งจะสามารถจูงใจผูฟงไดดี เปนผูที่มีทาทีอบอุน เปนมิตร สรางความประทับใจแกผูฟงไดงาย เปนผูใสใจผูฟง เปนผูไมหยิ่งยะโส ทะนงตน หรือถอมตนมากเกินไป 2. การเตรียมการพูด เตรียมตัวดี มีชัยไปกวาครึ่ง ตระหนักถึงวัตถุประสงค วิเคราะหผูฟง เตรียมขอมูลใหครอบคลุมทั้งโดยสังเขปและรายละเอียด
35.
27 เทคนิค ความหมาย 3. การฝกซอม
“อยาใหวันแสดงจริง เปนวันซอมใหญ จงทําใหวันซอมใหญ เหมือนวันแสดงจริง” ทําใหเกิดความเชื่อมั่นในความพรอม สามารถแกไขสถานการณได เมื่อพบปญหา 4. สถานที่ สรางความคุนเคยทําใหเกิดความรูสึกผอนคลาย ควรไปถึงกอนเวลา 15-30 นาที เพื่อใหเกิดความคุนเคย ควรพิจารณาบรรยากาศรอบขางเพื่อแสดงการพูด การสรางลีลา และการยกตัวอยางที่เหมาะสม 5. โสตทัศนูปกรณ กระดานดํา Power point โปสเตอร ภาพนิ่ง วีดิทัศน เครื่องฉายสไลด “Pack you own parachute” “ถาจะโดดรมตองเตรียมรมดวยตนเอง” โดยตรวจสอบใหอยูใน สภาพที่ใชไดอยางคลองแคลวทันทวงที เลือกใชใหเหมาะสมเพื่อเสริมการพูดใหนาสนใจยิ่งขึ้น ไมใชอุปกรณเสริมมากหรือซับซอนจนเกินไป พึงตระหนักวา การพูดเปนหลัก อุปกรณเปนเพียงสวนเสริม ใหเหมาะสม และดึงดูดความสนใจเทานั้น 6. เวลา รักษาเวลาใหเหมาะสม จัด และลําดับความสําคัญของเรื่องใหเหมาะสมกับเวลา ไมควรใชเวลาเกินกําหนด หรือนานเกินไปจะทํา ใหผูฟงอึดอัด ไมเกิดประโยชน 7. ผูฟง วัย ความแตกตางกันของวัย ทําใหความสนใจความเขาใจและ ประสบการณแตกตางกัน วัยเด็ก สนใจสิ่งรอบตัว มีความสนุกสนาน วัยรุน สนใจสิ่งทายทายและแปลกใหม วัยทํางาน สนใจความมั่นคงในชีวิต วัยสูงอายุ สนใจเรื่องในอดีตและศาสนา เพศ ความแตกตางทางเพศ ทําใหความสนใจแตกตางกัน เพศชาย สนใจการเมือง กีฬา เครื่องยนตกลไก ฯลฯ เพศหญิง สนใจความงาม สุขภาพ อาหาร การบานการเรือน ฯลฯ
36.
28 เทคนิค ความหมาย ระดับการศึกษา และประสบการณ ตองเตรียมเนื้อหา
ภาษาที่เขาใจงาย สําหรับผูที่มีการศึกษา นอย ตองเตรียมเนื้อหาที่มีหลักฐาน มีเหตุผล มีบทวิเคราะห สําหรับผูที่มีการศึกษา เชื้อชาติ และศาสนา ตองรูขอมูลจํานวนผูฟง สวนมาก สวนนอยของเชื้อชาติ และ ศาสนาของกลุมคน ในสถานการณการพูดครั้งนั้น 8. การเลือกเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค กําลังเปนที่สนใจของผูฟง เหมาะสมกับระดับความรู ประสบการณของผูฟง ผูพูดมีความรูดี มีความถนัด หรือมีประสบการณ 9.ขอบเขตของเรื่องและ การรวบรวมเนื้อหา คํานึงถึงพื้นความรูของผูฟง ใหพอเหมาะกับเวลาที่กําหนด ใหเหมาะสมกับโอกาสในการพูดในสถานการณตางๆ คนควา จัดหมวดหมูของเนื้อหา เรียงลําดับความสําคัญของเนื้อหา บันทึกเรื่องราว สถิติ แหลงที่มา ไวเปนหลักฐาน ภาพการพูดรายงานทางวิชาการของนักศึกษาชาวจีนที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550)
37.
29 เทคนิค ความหมาย 10. การวางโครงเรื่อง
วางหลักเกณฑสําคัญ 3 ตอน คือคํานํา เนื้อเรื่อง สรุปจบ 10.1 คํานํา หรือการเริ่มเรื่อง มี 2 สวน คือ การทักทายหรือการปฏิสันถาร ตองสรรหาการทักทายที่ ใหความหมายเหมาะสมกับคุณสมบัติผูฟงสวนใหญใน ขณะนั้น โดยคํานึงถึงคําทักทายที่เปนพิธีการและไมเปน พิธีการ การนําเขาสูเรื่อง ควรใชคําพูดที่นาสนใจ จับใจ ตรึงใจผู ฟง โดยการขึ้นตนดังตอไปนี้ ใชคําถามที่เราใจ ใชขอความที่นาฉงน หรือประหลาด มหัศจรรย ใชขอความที่เราใจดวยการยกสุภาษิต คําพังเพย คําคม บทกวี หรือวาทะของผูมีชื่อเสียง ใชขอความที่ทําใหสนุกสนาน สรางอารมณขัน ใชตัวอยางหรือนิทาน อาจเปนเรื่องจริงหรือเรื่องเลา ใชการกลาวถึงความสําคัญ ประโยชน ของเรื่อง 10.2 เนื้อเรื่อง โดยคํานึงถึง พูดเรื่องอะไร พูดกับใคร เหตุเกิด ที่ไหน เมื่อเวลาใด เหตุใดจึงเปนเชนนั้น และผลจะเปนอยางไร 10.3 สรุปจบ เปนการสรางความประทับใจใหกับผูฟง ควร ประมวลความคิดที่เปนสาระสําคัญและใหเกิดพลังใหผูฟงตรึงใจ ซึ่ง สามารถสรุปไดหลายวิธี เชน การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ การใหขอคิด การทิ้งทายเปนคําถามใหผูฟงไปคิดตอ การเปดเผยตอนสําคัญ การสรรเสริญ สดุดี ชื่นชม ยกยอง การชักชวน หรือเรียกรอง การใชคําคม สํานวน คําพังเพย สุภาษิต การรวบรัดขอความ อาจเปนการยอเรื่องใหครอบคลุม ย้ําจุดสําคัญ หรือทบทวนเรื่องที่พูดสั้น ๆ
38.
30 เทคนิค ความหมาย 11. คําถาม
เตรียมตัวตอบคําถาม โดยศึกษาขอมูลใหชัดเจน ฟงคําถามใหเขาใจ เพื่อการตอบที่ตรงประเด็น ตระหนักถึงขอมูล ขอคิดและความรูสึก เพื่อทําความเขาใจ ในคําถาม ใหความสนใจ และยอมรับเรื่องมุมมองที่แตกตางกัน 12. ไมโครโฟน และบนเวที ควรอยูหางจากปากพอสมควร ประมาณ 3 นิ้ว ปรับระดับใหตรงกับปาก อยากมตัวลงหรือเชิดหนาขึ้น เพื่อใหตรงกับไมโครโฟน อยากําไมโครโฟน อยากําขาตั้งไมโครโฟน ปรากฏตัวบนเวทีอยางสงาผาเผย สังเกตปฏิกิริยาผูฟง แลวปรับเปลี่ยนการพูดใหเหมาะสม เพื่อสรางบรรยากาศและรักษาความสนใจของผูฟง 13. ใจ และความตั้งใจ จงมีความตั้งใจอยางมุงมั่นในการพูดสิ่งที่เปนประโยชน จงใหความสําคัญและความสนใจแกผูฟงอยางทั่วถึง ใชความมั่นคงทางอารมณนําทาง ทําใหมีสติควบคุมคําพูด มีความจริงใจในการพูดและการตอบคําถาม จงเขาใจวา ความประหมาเปนเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในการพูดตอที่ สาธารณะ วิธีเอาชนะความประหมาคือการเตรียมพรอม จงมุงความสนใจไปถึงจุดสําคัญของงานเพื่อใหเกิดความสําเร็จ มีทัศนคติทางบวก เชื่อมั่น และศรัทธาในความสามารถของตน จงคิดวา ปญหาที่เกิดขึ้นคือบทเรียน
39.
31 เทคนิค ความหมาย 14. การสรางกําลังใจ
พักผอนใหเพียงพอ ไปถึงสถานที่กอนเวลา 15 – 30 นาที สํารวจบรรยากาศบริเวณงานเพื่อใหรูสึกคุนเคย ขจัดความประหมาดวยการหายใจลึก ๆ สบตาผูฟงอยางเปนมิตร สังเกตจากความสนใจในการฟง เตรียมคําทักทายใหประทับใจ เตรียมคําขึ้นตนใหเราใจ ชวนติดตาม มีความปรารถนาดีที่ตองการแบงปนขอมูล ขอคิดแกผู ฟง ไมหวังผลเลิศ แตทําใหดีที่สุด เต็มความสามารถใน ขณะนั้น จุดประสงคของการพูด กระบวนการหรือทวงทาการพูดตามเหตุการณที่เปนไป เปนอยู สามารถรวมลักษณะและ โอกาสที่จะนําไปใชได 5 ประการ คือ 1. การพูดเพื่อเสนอขอมูล เปนการพูดที่ตองการใหผูฟงรับรูขอมูลเกี่ยวกับงาน การพูดเชิงวิชาการ หรือกิจกรรมตาง ๆ เชน การอธิบาย การบรรยาย การรายงาน การแนะนําตัวการพูด ในฐานะโฆษก พิธีกร ฯลฯ 2. การพูดเพื่อสรางสรรค เปนการพูดเพื่อใหขอคิด สิ่งที่ดีงามแกผูฟง หรือชี้ใหเห็น แนวทางของการแกไข ปรับปรุง พัฒนา สรรคสรางใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งทางรูปธรรมและ นามธรรมเชน การกลาวสุนทรพจน (การปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว ตอนรับ การกลาวคําอําลา การกลาวขอบคุณและการกลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ นอกจากนี้ยังมี การอภิปราย การโตวาที การเสวนา ประชาพิจารณ ฯลฯ 3. การพูดเพื่อไมตรีจิต เปนการพูดเพื่อแสดงมารยาทที่ดีและใหเกียรติแกผูฟง แสดงถึงความปรารถนาดี การมีสัมพันธภาพอันดีตอกัน เชน การทักทาย การสนทนา การกลาวแนะ นํา การกลาวแสดงความยินดี การกลาวแสดงความเสียใจ ฯลฯ 4. การพูดเพื่อสาระบันเทิง เปนการพูดเพื่อสรางบรรยากาศใหผูฟงไดรับทั้งความรู ความรื่นรมย ความสุข เชนการพูดทอลคโชว การยอวาที การแซววาที การเลียน(ลอเลียน)วาที เฮฮาวาที ลีลาวาที ฯลฯ
40.
32 5. การพูดเพื่อกิจธุระ เปนการพูดเพื่อใหกิจกรรมที่ตองการบรรลุตามวัตถุประสงค เชน
การสัมภาษณ การประชุม การประชุมกลุม การขอความรวมมือ การขอความชวยเหลือ การขอคําแนะนํา การขอรอง การหามปราม ฯลฯ ประเภทและความหมายของการพูดในโอกาสตาง ๆ การพูดมีหลายประเภท ซึ่งผูพูดควรจะตระหนักตามจุดประสงคในการพูดแตละครั้ง เพื่อให เหมาะสมกับเหตุการณที่เปนไปในชีวิตประจําวัน และในสังคมที่เปนอยู ซึ่งในที่นี้จะกลาวถึงประเภท ของการพูดตามจุดประสงค โดยสรุปไดดังนี้ ภาพการฝกบุคลิกภาพการพูด ในการรายงานหนาชั้นเรียน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 26 กรกฎาคม 2550) 1. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อเสนอขอมูล ประเภทการพูด ความหมาย การอธิบาย เปนการใหคําจํากัดความ ขยายความคิดรวบยอดเพื่อสื่อความหมายให ชัดเจนขึ้น เปนการบอกความเปนมา บอกลักษณะ บอกความสัมพันธ ของสิ่งนั้น ๆ การบรรยาย เปนการถายทอดเนื้อหาสาระดวยการชี้แจงเลาเรื่องรวมถึงการยกตัวอยาง ประกอบ โดยใชทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา เพื่อใหผูฟงเกิดความรู ความเขาใจ ทัศนคติ ขอคิด ทฤษฏี และเกิดการเรียนรู ตามวัตถุประสงค
41.
33 ประเภทการพูด ความหมาย การรายงาน เปนการชี้แจงใหเกิดความเขาใจ
หรือใหรับรูขอมูลที่ตรงกัน ในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แบงเปน 2 ลักษณะ 1. การรายงานในงานวิชาการ 1.1 การแถลงขอเท็จจริง เชน รายงานการปฏิบัติงาน การดําเนินงานของโครงการตาง ๆ ฯลฯ 1.2 การสรุปผลงาน เชน รายงานผลการศึกษาคนควา ผลการทดลอง การปฏิบัติงาน รายงานการประชุม การสัมมนา ฯลฯ 1.3 การวิจารณแสดงขอคิดเห็น คือการติชมอยางมีขอ สนับสนุน เชน การวิจารณหนังสือ รายการวิทยุ โทรทัศน ฯลฯ 2. การรายงานในงานพิธี เชน การสัมมนา การประชุม พิธีเปดงาน ตาง ๆ และพิธีปดงาน ฯลฯ การแนะนําตัว เปนการใหขอมูลของตนเองแกผูฟง ซึ่งจะตองคํานึงถึงเวลา โอกาส และสถานที่ที่เหมาะสม มี 4 กรณีดวยกันคือ 1. กรณีที่ยังไมเคยรูจักกันมากอน 2. กรณีเปนผูแทนสถาบันหรือองคกร 3. กรณีเขาปฏิบัติงานใหม 4. กรณีรายงานตัวตอผูบังคับบัญชาเมื่อมาตรวจงาน ประเภทการพูด ความหมาย
42.
34 โฆษก พิธีกร เปนการแจงขอมูลหรือกิจกรรมตาง
ๆ ใหผูเกี่ยวของไดรับรูรวมกัน เปนการสรางบรรยากาศของงานใหดําเนินไปอยางราบรื่น มีชีวิตชีวา เปนการควบคุมรายการใหดําเนินไปตามกําหนดการ เปนการประสานขั้นตอนและกําหนดการของงานใหบรรลุ ตามวัตถุประสงค เปนการแสดงปฏิภาณไหวพริบสําหรับการแกปญหาเฉพาะหนา 2. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสรางสรรค ประเภทการพูด ความหมาย การกลาวสุนทรพจน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น,11 เมษายน 2550) การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผูฟง เปนการพูดทางการ ตองใชภาษามาตรฐาน ถูกตองดวยเนื้อหาสาระที่นาสนใจ ชวนให ติดตาม ชัดเจนกะทัดรัด ประกอบกับน้ําเสียง ที่นาฟงและจังหวะ ทวงทํานอง การพูดที่มีลีลาสุภาพ ไมใชการเสนอรายงานทางวิชาการ ไมใชการบรรยายและสาธิต ไมตองอาศัยสื่อโสตทัศนูปกรณใด ๆ มาชวยใหเกิด ความชัดเจน ไมใชการแสดงชั้นเชิงการพูดที่ใชกิริยาทาทางใหเกิด ความสนุกสนานตื่นเตน เราใจ สุนทรพจนมี 2 แบบ แบบธรรมดา เปนการกลาวในโอกาสตาง ๆ เชน การ ปาฐกถา การปราศรัย การใหโอวาท การกลาวสดุดี การกลาว ตอนรับ การกลาวอําลา การกลาวขอบคุณ และการกลาวอวยพร ในโอกาสตาง ๆ ฯลฯ แบบพิเศษ เปนการกลาวเฉพาะในโอกาสสําคัญ ๆ ที่มาความ สัมพันธกับมหาชน เพื่อใหเกิดสํานึกเพิ่มคุณธรรม หรือเพื่อคลี่คลายสถานการณที่เลวรายใหดีขึ้น ประเภทการพูด ความหมาย
43.
35 การอภิปราย เปนการพูดแสดงขอมูลหรือขอคิดเห็นในหัวขอปญหากับขอยุติ หรือแนวทางการแกปญหาที่มีความหลากหลาย เพื่อหาขอ สรุปหรือใหทางเลือกแกผูฟง มีชวง
Forum Period เปดโอกาสใหมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และตอบคําถาม มีผูพูดตั้งแต 2 คนขึ้นไปโดยมีผูดําเนินการอภิปรายเปน ผูดําเนินรายการ การโตวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย มีโอกาสโตแยงกันตาม หลักการ โดยมีญัตติเปนกรอบของความความคิดในการหา เหตุผล มาสนับสนุนหรือหักลาง เปนวิธีการโตแยงที่มีหลักการและมีขั้นตอนในการดําเนินการ เปนการใชวาทศิลปและไหวพริบ ปฏิภาณในการหักลาง เหตุ ผลของฝายตรงขามใหเหนือกวา เปนการนําเสนอเหตุผล ขอเท็จจริงวาความรู ความคิดของ ฝายตนเปนความจริงและถูกตองมากกวา ตัวอยางญัตติโตวาที เชน “มีแมบานโงแตรวยดีกวาฉลาดแตจน” “โงแตขยันดีกวาฉลาดแตขี้เกียจ” “เขียนดีกวาพูด ฯลฯ “เปนดาราดีกวาเปนขาราชการ” การเสวนา เปนการจัดเตรียมประเด็นและศึกษามุมมองเพื่อนําเสนอเปน ทางเลือกใหแกผูฟง เปนกิจกรรมการพูดเปนที่นิยมในสังคม เพราะไมเครงเครียด และผูเขารวมกิจกรรมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกัน เปนการระดมความคิดเพื่อแกปญหาหรือจัดทํากิจกรรม มีผูดําเนินการเสวนา บางครั้งผูฟงอาจแยกจากผูพูดหรือผูพูด ทุกคนคือผูรวมเสวนา
44.
36 3. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อไมตรีจิต ประเภทการพูด ความหมาย การทักทาย
เปนการพูดสั้น ๆ ใชเมื่อแรกพบ ควรกลาวดวยถอยคําเปนกันเอง ผูไมคุนเคย เพื่อลดความประหมา ความเกอเขิน ความกังวลใจ ผูคุนเคย เพื่อแสดงถึงความสนใจ ความหวงใย ความปรารถนาดี เสริมมิตรภาพใหดียิ่งขึ้น ควรเริ่มทักทายดวย สวัสดีครับ / คะ ผูอาวุโสนอยกวา ควรยิ้ม และยกมือไหวกอน แลวจึงกลาวคําวา “สวัสดี” จากนั้นใชคํากลาวใหเหมาะสมแกสถานการณ กอนที่จะเริ่ม การสนทนาหรือกอนการพูดทั่ว ๆ ไป การสนทนา ที่มา : (นฤมล หริจันทนะวงศ, 2546, หนา 25) เปนการพูดเพื่อสราง และเพิ่มพูนสัมพันธภาพ มี 2 ประเภท 1. ไมเปนทางการ เปนการพูดคุยเรื่องทั่วไป เพื่อสราง ความสนิทสนมคุนเคย สื่อความในใจ สรางมนุษยสัมพันธ 2. เปนทางการ เปนการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความรู ความคิดเห็น เพื่อประโยชนในการทํากิจกรรมรวมกัน ไมผูกขาดการพูดเพียงคนเดียว ตั้งใจฟงดวยความสนใจ เรื่องที่สนทนาเหมาะสมกับกาลเทศะ ไมพูดเรื่องที่ทําใหคูสนทนา เสียหนาหรืออับอาย ไมกาวลวงเรื่องสวนตัว ในกรณีที่ไมสนิทสนาม ไมควรพูดเสียงดัง ในที่สาธารณะ เชน บนรถโดยสาร ปายรถเมล ในลิฟท ฯลฯ ประเภทการพูด ความหมาย ประชาพิจารณ เปนแนวทางที่ใชในการระดมสมองและหาทางออกใน การแกปญหาความขัดแยง จุดมุงหมายของประชาพิจารณ คือ เรียกรองใหมีการพิจารณา ใหมอยางเปนธรรมและโปรงใส คณะกรรมการการประชาพิจารณตองเปนที่ยอมรับของทุกฝาย
45.
37 ประเภทการพูด ความหมาย การกลาวแนะนํา เพื่อใหผูฟงไดรูจักวาผูพูดเปนใคร
มีความรูความสามารถอยางไร มาจากที่ใด และจะมาพูดเรื่องอะไร เพื่อใหเกียรติและตอนรับผูพูดและเปนมารยาททางสังคม เพื่อสรางบรรยากาศความเปนกันเองระหวางผูพูดกับผูฟง การกลาวแสดงความยินดี เพื่อใหเกียรติและชื่นชมยินดีในความสําเร็จเชน การไดรับรางวัล ตาง ๆ รับตําแหนงใหม เปดกิจการใหม ใชคําพูดที่จริงใจ ยกยองในความสามารถหรือคุณงามความดี อวยพรหรือมอบของที่ระลึก การกลาวแสดงความเสีย ใจ เปนการแสดงความรูสึกผูกพัน เห็นใจ ในเรื่องความสูญเสียหรือ การประสบเหตุเภทภัยตาง ๆ ควรพูดสั้น ๆ ใหไดใจความ ใชทาทางและน้ําเสียงแสดง ความเสียใจอยางจริงใจ ยื่นขอเสนอที่จะชวยเหลือ ภาพคณบดีคณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร (ผูชวยศาสตราจารยเฉิดฉิน สุกปลั่ง) กลาวแสดงความยินดีแกนักศึกษาในโอกาสที่สําเร็จการศึกษา ที่มา (ญานิศา โชติชื่น,24 กุมภาพันธ 2549)
46.
38 4. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อสาระบันเทิง ประเภทการพูด ความหมาย ทอลคโชว
เปนศิลปะการแสดง การพูดที่ครบถวนดวยเนื้อหา สาระ วิธีการ นําเสนอทั้งอธิบาย บรรยาย สาธิต ฯลฯ ตลอดจนการสราง บรรยากาศที่สนุกสนานรื่นรมย ผสมผสาน ถายทอดใหเกิด ความรู ความเขาใจ ความคิดเห็นที่คลอยตาม หรือขัดแยง อีกทั้ง ตองสรางลีลา สีหนาทวงทา ประกอบการพูดใหสมจริง ใหผูฟง คลอยตาม เปนการพูดที่แสดงถึงการเตรียมตัวมาอยางดี เปนการแสดงไหวพริบ ปฏิภาณไดอยางดี เปนการแสดงความเชื่อมั่นในตนเอง กลาตัดสินใจ แกปญหา เฉพาะหนาไดดี เปนการควบคุมอารมณ และความตื่นเตนไดทุกสถานการณ เปนการเรียนรูมารยาทไทยและสากลไดเปนอยางดี ยอวาที เปนศิลปะการพูดที่ใหบุคคล 2 ฝาย คือฝายเยิน กับ ฝายยอ มีโอกาสโตแยงกัน ดวยหลักการวา ฝายหนึ่ง ฝายใด จะตองหา เหตุผล ประชดประชัน เสียดสีให “สะใจ” ผูฟงไดเหนือกวาฝาย ตรงขาม โดยมีญัตติเปนกรอบของความคิด ดัดแปลงมาจากการโตวาที แตมีความตางกันที่การโตวาทีจะมี จุดสนใจอยูที่การโตตอบ หักลาง สามารถใชคารมคมคาย ประกอบเหตุผลโตตอบกันไดอยางเชือดเฉือน หรือหักลางดวย ปฏิภาณไหวพริบที่ฉับไว แตถาเปนยอวาทีจะตองเพิ่มการเสียดสี ประชดประชันใหยอไดอยางเหนือชั้น ตองมีศิลปะในการเสียดสี ประชดประชัน และการหักมุมพูด ในสิ่งที่ไมดีใหดีเลิศใหได ญัตติที่ใชยอวาทีจะเปนญัตติ ที่ไมสามารถแสดงความคิดเห็น อยางตรงไปตรงมาไดจึงเปนลักษณะเชิงประชดประชัด เชน กรุงเทพฯ เปนเมืองสวรรค เมืองไทยใกลเปนมหาอํานาจ ผูใชกฎหมายไทยทําไดสวยสะใจมวลชน ฯลฯ
47.
39 รูปแบบ ความหมาย แซววาที เปนศิลปะการพูดที่ไมตองแบงฝายก็ได
โดยใชผูพูด 3-5 คน โดยมีผู ดําเนินรายการ 1 คน มีผูรวมแซว 4 คน เปนการพูดเยาแหย หยอกลอ เหตุการณที่ทันสมัยใหม ๆ สุด ๆ ในสถานการณนั้น ๆ อาจจะเปนเรื่องดีก็ได เรื่องไมดีก็ได แตจะตอง สรางบรรยากาศใหมีอารมณขัน การมองโลกในแงดี และอาศัยลีลา จังหวะการพูดใหนาสนใจ มีการหยอกเยา พูดเลนระหวางผูแซวดวย กัน สรางความสนใจจากเรื่องราวที่ทันสมัย ทันเหตุการณ ใชจุดเดนของขาวเหตุการณบานเมือง บุคคล และเรื่องที่ทุกคนรับรู ประยุกตเรื่องราวทุกเรื่องที่พูดใหผูฟงเขาใจไดอยางสนุก ญัตติที่ใชแซววาที จะใชคํางาย ๆ ใหสะดุดใจผูฟง เชน รักแบบไทย ๆ สุขใจไปทุกอยาง คนไทยน้ําใจนักกีฬา ฯลฯ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ใครวาแย เลียน (ลอเลียน) วาที ใชศิลปะการพูดลอเลียน เหตุการณ สถานที่ บุคคล ที่กําลังเปน ที่สนใจและเปนที่รูจักในขณะนั้น ใชการอุปมาอุปมัย พลิกปมดอยใหเปนปมเดนในทางที่ดี ใชหลักตามบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว ดังวา (ถาวร โชติชื่น ,2541 หนา 94) “ถึงลอก็ลอเพียง กลเยี่ยงมิตรสหาย บมีจะมุงราย บมิมุงประจานใคร ใครออกจะพลาดทา ก็จะลอจะเลียนให ใครดีวิเศษไซร ก็จะชมประสมดี ชมเราก็ขอบคุณ ผิวฉุนก็ SORRY แม MAD มิคืนดี ก็จะเชิญ ณ คลองสาน” เฮฮาวาที ลีลาวาที ใชปฏิภาณไหวพริบ สรางสถานการณการพูดใหสนุกไดทุกเรื่อง ใชลีลาการพูดอยางคลองแคลว และตองนาสนใจ ใหผูฟงมีสวนรวม ใชเหตุการณที่เกิดขึ้นขณะนั้นมาพูด
48.
40 รูปแบบ ความหมาย สามารถใชไดทุกสถานการณการพูด ใชศิลปะในการเลนคํา ใชคําคลองจอง
ใหชวนติดตาม 5. ประเภทและความหมายของการพูดเพื่อกิจธุระ ประเภทการพูด ความหมาย การสัมภาษณ เปนการสื่อสาร ระหวางบุคคล 2 ฝายโดยฝายหนึ่งเปนฝาย หาขอมูลอีกฝายหนึ่งเปนผูใหขอมูล ดวยวิธีการสนทนาที่เปน แบบแผน มีการเตรียมการลวงหนา ผูสัมภาษณตองเตรียมคําถาม เตรียมสถานที่ ฯลฯ ผูใหสัมภาษณ ตองเตรียมพรอมทั้งเนื้อหา ขอมูล บุคลิกภาพ การพูด การฟง มารยาทตาง ๆ การประชุม เปนการพูดที่มีแบบแผนเฉพาะ ควรตองเตรียมเนื้อหา ความรู การแสดงความคิดเห็น เพื่อใหความรูเฉพาะเรื่อง มีการลงมติในวาระการประชุมทุกวาระ ชวยแกไขสถานการณบางอยางไดเหมาะสมตามเวลาและ โอกาส เพื่อแจงขาวสารใหทราบโดยทั่วกัน เชน การแถลงนโยบาย การประชุมกลุม เปนวิธีสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแกปญหาใด ปญหาหนึ่ง หรือเพื่อหาขอสรุปในการปฏิบัติงาน ผูมีความรู มีความสนใจ และผูเกี่ยวของเปนผูเขารวมกิจ กรรม เพื่อหาขอยุติ ขอวินิจฉัย หาแนวทางแกปญหาเฉพาะเรื่อง การขอความรวมมือ การขอความชวยเหลือ การขอคําแนะนํา การขอรอง ใชคําสุภาพ นุมนวล ใหเกียรติ ดูกาลเทศะ ใหเหมาะสม ใหความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา บอกเหตุผลและความจําเปน
49.
41 ประเภทการพูด ความหมาย การหามปราม การใหคําแนะนํา “ถาจะพูดบอกใหเขาเลิก จงบอกโทษ
แตถาจะใหเขาทํา ในสิ่งที่ดี จงบอกประโยชน” ใชคําพูดและทาทีที่แสดงความเปนกลาง ไมกระทบกระเทือน ความรูสึกฝายหนึ่งฝายใด อาจเสนอทางเลือกหรือทางออกที่ทําใหคูกรณีปรับความเขาใจกัน พิจารณากาลเทศะที่เหมาะสม ตัวอยางการพูดประเภทตางๆ ตัวอยางการพูดที่จะเสนอในที่นี้ แบงตามวัตถุประสงคไดดังนี้ 1. ตัวอยางการพูดเพื่อเสนอขอมูล ประเภทการพูด ตัวอยาง การอธิบาย สุนทรพจน คือ การพูดดี มีเนื้อหาสาระที่เปนประโยชนตอผู ฟง ไดแก การพูดที่เปนทางการ เชน การปาฐกถา กลาวปราศรัย ใหโอวาท กลาวนํา หรือกลาวชี้แจงแกที่ประชุมสัมมนาในวาระตาง ๆ รวมทั้ง การพูดในพิธีการ เชน กลาวรายงาน เปดงาน ปดงาน กลาวตอนรับ กลาวอําลา กลาวขอบคุณ กลาวอวยพรในโอกาสตาง ๆ ตลอดจน การกลาวไวอาลัยและสดุดี เปนตน การกลาวสุนทรพจน ตองใชภาษามาตรฐาน หรือภาษาราชการเปนหลัก อาจจะมีภาษาถิ่น หรือภาษาเฉพาะอาชีพ มาปะปนไดบาง ในกรณีใชอธิบาย หรือยกตัว อยาง เทาที่จําเปนเทานั้น คําคะนอง คําผวน หรือคําหยาบไมควรจะมี เลย (ญานิศา โชติชื่น, 2549, หนา 54)
50.
42 ประเภท ตัวอยาง การบรรยายสรุป เรียน
ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน ดิฉัน (ชื่อผูบรรยายสรุป) ในนามของมหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต มีความยินดีเปนอยางยิ่งที่ทานทั้งหลายไดกรุณาใหเกียรติ เยี่ยมชมและศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในวันนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตขอตอนรับทุกทานดวยความยินดี และกอนที่จะนําทานไปเยี่ยมชมหนวยงานตาง ๆ ขออนุญาตสรุปภารกิจ หลักของมหาวิทยาลัยฯ โดยสังเขป ดังนี้. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปนสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มี หนาที่จัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อตอบสนอง ตอการพัฒนาสังคม และประเทศชาติในทุก ๆ ดาน ซึ่งที่ผานมา มหาวิทยาลัย ไดดําเนินการ ในดานตาง ๆ โดยสรุปดังนี้ 1. ............................... 2. ................................ 3. ............................... ปจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีนักศึกษาทั้งสิ้น............... .คน เปดการสอนทั้งหมด...........หลักสูตร มีคณาจารยและบุคลากร รวม..... คนคะ นอกจากขอมูลทั้งหมดที่กลาวมาแลว ทานจะไดรับทราบขอมูล เพิ่มเติมจากหนวยงาน ที่ทานจะไปเยี่ยมชม ในเวลาตอจากนี้ไปนะคะ ในชวงนี้มีทานใดจะสอบถามขอมูล หรือมีขอสงสัยใดๆเชิญได นะคะ ทายที่สุดนี้ ขอขอบคุณทานคณาจารยจาก.....................อีกครั้ง นะคะ ที่ใหเกียรติมาศึกษาดูงาน และเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยของเรา ดิฉันหวังวาทานคงจะไดรับประโยชน จากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ไมมากก็ นอยนะคะ และตอไปนี้ขอเชิญทุกทานไปเยี่ยมชมไดตามหนวยงาน ที่ มหาวิทยาลัยไดจัดไวให ขอขอบคุณ และสวัสดีคะ
51.
43 ประเภท รูปแบบ การรายงานในงานพิธี ทานวิทยากร
ทานคณบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน ดิฉันในนามประธานหลักสูตรภาษาไทยขอขอบพระคุณทาน คณบดีเปนอยางสูง ที่กรุณาใหเกียรติเปนประธานการเปดโครงการ เสวนาและปุจฉา-วิสัชนา “ทํางานดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได)” ในวันนี้ ดวยนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทย ชั้นปที่ 4รวมทั้งสิ้น 61 คน ซึ่ง เปนนักศึกษาไทยจํานวน 47 คน นักศึกษาจีน จากกวางตุงจํานวน 18 คน และนักศึกษารัสเซียจํานวน 6 คน ที่เรียนวิชาสัมมนาภาษาไทย โดย มีอาจารยผูสอนคือ ผูชวยศาสตราจารยญานิศา โชติชื่น ไดเล็งเห็นความ สําคัญของการทํางานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะตองควบคูไปกับการมีศิลปะ ในการพูด จึงไดจัดโครงการเสวนา และปุจฉา–วิสัชนา ในหัวขอ “ทํางาน ดี มีวาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงคดังนี้ 1. เพื่อใหนักศึกษาไดฝกทํางานเปนหมู คณะ ฝกการเปนผูนํา และผูตามอยางมีประสิทธิภาพ 2. เพื่อใหนักศึกษาไดรับความรู และประสบการณตรงจาก วิทยากรและผูเชี่ยวชาญเฉพาะดาน 3. เพื่อสามารถนําศิลปะในการพูดมาประยุกตใชกับการดํารง ชีวิตในยุคปจจุบัน และการงานใหมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น อนึ่งโครงการนี้ไดรับการสนับสนุนเงินงบประมาณจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และไดรับความอนุเคราะหจากทาน วิทยากร 3 ทาน คือ อาจารยถาวร โชติชื่น อาจารยประภัทร ศรลัมภ และอาจารย อรอุมา เกษตรพืชผล สวนดานสถานที่ไดรับความอนุเคราะหจากสํานักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทําใหโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงคและเปา หมาย ในนามของประธานหลักสูตรภาษาไทย ขอขอบพระคุณทุกทานไว ณ โอกาสนี้ บัดนี้ไดเวลาอันสมควรแลว ใครขอเรียนเชิญทานประธานในพิธี กลาวเปดโครงการเสวนา และปุจฉา-วิสัชนา ในหัวขอเรื่อง “ ทํางานดี มี วาทศิลป พลิกดินใหเปนดาว (ได) ” ขอกราบเรียนเชิญคะ 2. ตัวอยางการพูดเพื่อสรางสรรค
52.
44 ประเภท ตัวอยาง การกลาวสุนทรพจน โดย มารติน
ลูเธอร คิง (สุนทรพจนที่เปลี่ยน โลก) “นี่เปนความหวังของเรา นี่เปนความเชื่อมั่นศรัทธาที่ทําใหผมกลับมา ที่ตอนใตของประเทศนี้ โดยความเชื่อวา เราจะขับเคลื่อนภูเขาแหงความ สิ้นหวังออกไปได โดยความเชื่อวา เราจะสามารถเปลี่ยนเสียงแตกแยก ของชนชาติ ไปสูเสียงแหงความสมัครสมานอันเสนาะเพราะพริ้ง โดย ความเชื่อวาเราจะสามารถทํางานรวมกัน อธิษฐานรวมกัน ตอสูรวมกัน เขาคุกดวยกัน ยืนขึ้นเรียกรองเสรีภาพรวมกัน และมั่นใจวาวันหนึ่งเราจะ เปนไท (นรินทร องคอินทร, 2549,หนา 68)”( อางอิง ) การโตวาที ญัตติ “แตงงานมันกวา เปนโสด” ญัตติ “โสดดีกวาคู” ฝายเสนอ : อยูคนเดียว เปลี่ยวกาย อยูสบายแตไมสนุก อยูสองครองสุข ทั้งสนุกทั้งสบาย ฝายคาน : อยูเปนโสดดีกวา เพราะมีลูกนะกวนตัว มีผัวกวนใจ จะอยู เปนสาวใหหนาขาวนวลใย ถึงจะแกขึ้นคานก็ไมหนักกบาลหัว ใคร --------------------------- ฝายเสนอ : คําวา โสด นี้นะครับ ประกอบดวย สระโอ ส.เสือ และ ด. เด็ก สระโอ นี้คือ ไชโย ครับ ไชโย ใหกับ ส. เสือ ซึ่งหมายถึง เสรีภาพ ในการอยูอยาง ด. เด็ก คือ เดี่ยว ฝายคาน : จริง ๆ แลว ใหความหมายผิดนะครับ คําวาโสด ถาแยกออก มาตามสระพยัญชนะแลว แยกไดอยางนี้ สระโอ หมายถึง โง ส. เสือ หมายถึง เซอ และ ด. เด็ก หมายถึง ดักดาน ดังนั้น โสดจึงไมดีเลย เพราะมาจากการรวมตัวของสิ่งที่ไมดี ทั้งหลาย (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 71) 3. ตัวอยางการพูดเชิงสถานการณเพื่อไมตรีจิต
53.
45 ประเภท ตัวอยาง การทักทาย สวัสดีคะ :
มีอะไรใหชวยไหมคะ สวัสดีครับ : จะมาพบใครครับ นัดไวหรือเปลาครับ เดี๋ยวจะไปดูใหนะ ครับ สวัสดีคะ : ไดขาววาไปเที่ยวทะเลมา สนุกไหมคะ มีอะไรใหชวยไหม คะ สวัสดีครับ : ไมไดพบกันตั้งนาน สบายดีนะครับ การแสดงความยินดี สวัสดีคะคุณวันเพ็ญ ยินดีดวยนะคะ ที่นองวิว สอบเขาคณะแพทย ศาสตร จุฬาฯ ได เปนคุณหมอคนที่สี่ของบานแลวสิคะ พวกเราภูมิใจ ใน ครอบครัวของคุณวันเพ็ญมากคะ น้ําหวาน ดีใจดวยนะจะ เพิ่งทราบวาไดรับรางวัลนักจัดดอกไมม ประดิษฐ และไดรับเลือกไปแขงขันที่ญี่ปุน ขอใหไดรับรางวัลชนะเลิศมา ฝากพี่และทุกๆ คนดวยนะจะ สวัสดีครับ คุณใบเตย เห็นขาวการเปดสาขารานตัดผมจาก หนังสือพิมพ วาเปนสาขาที่สี่ไปเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เตรียมขยายเปดสาขาที่หา ใชไหมครับ ขอแสดงความยินดีลวงหนาเลยนะครับ ภาพการฝกพูดในโอกาสตางๆโดยจําลองจากสถานการณจริง ของนักศึกษาที่เรียนวิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 17 สิงหาคม 2549)
54.
46 4. ตัวอยางการพูดเพื่อสาระบันเทิง ประเภท ตัวอยาง ทอลคโชว “ทองเที่ยวทั่วไทย ไมไปไมรู” “ทานผูมีเกียรติที่เคารพครับ
เมืองไทยเรามีที่เที่ยวมากมายใหเลือก ไดตามความตองการตามวัตถุประสงค แลวแตจะเปนแบบไหน ที่ใด อยากไดอยางไร ผมจะชี้แจงใหฟงนะครับ ถาจะเที่ยวไปหาญาติผูใหญ เราตองไปเที่ยวที่พัทลุง ที่นั่นมีเขาชื่อ เขาปู เขายา ไปแลวก็เลยไปสมุย สุราษฎรธานี เพราะที่นั่นมีหินตา หินยาย แตถาทานเปนโสดอยากหาคูใหไปที่สระบุรี เพราะจะมีน้ําตกเจ็ด สาวนอย มีตั้งเจ็ดสาว นาจะหาไดสักคน แตถายังไมได ขอใหขึ้นเหนือไปที่ เชียงรายจะมีโอกาสมากขึ้น ครับ เพราะเชียงรายมีผานางคอย เมื่อนาง คอย แลว ก็นาจะประสบความสําเร็จได แตตองรีบไปหนอยนะครับ อยาชา เพราะไมไกลจากผานางคอย มีภูเขาชื่อ นางนอน ถาชานางนอน ไปแลวทานก็จะหมดโอกาส ที่สําคัญสําหรับคนโสด โดยเฉพาะในขณะที่กําลังหมายปองใครอยู หามไปจังหวัดเลยเด็ดขาด เพราะที่เลยมีอุทยานแหงชาตินาแหว สวนคนที่มีภรรยาแลวอยาลืมไปแวะพังงา เพราะพังงามีอาว แมยาย และหากจะไปฮันนีมูนก็ใหไปกาญจนบุรี เพราะที่นั่นมีถ้ํา ดาวดึงส เทากับขึ้นสวรรคชั้นดาวดึงสเลยเชียว แตที่ตองระวังสําหรับคูสามีภรรยา ถือวาตองหาม ไมใหไปอยาง เด็ดขาด ถาอยากมีลูกไวสืบสกุล ก็คือจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะมีน้ําตก ชื่อหมันแดง” (ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 136)
55.
47 ประเภท ตัวอยาง ยอวาที ญัตติ “กรุงเทพฯ เปนเมือง สวรรค” โดยใชคําเปรียบเทียบ “เราเขากรุงเทพฯ
มาทางนครปฐม เราจะรูเลยวาดินแดนแหงนี้ คือ สวรรค เราจะเจอสะพานอรุณอัมรินทร ฟงชื่อก็รูวาสวรรคแนนอน แลว เราก็จะผานแมน้ําสีดําสนิทเหมือนแมน้ําที่พระอิศวรทรงดื่มจนคอแหง(ฮา) แลวเราจะผานทุงพระเมรุ มาเลี้ยวที่สะพานผานฟา แนนอนละครับ มา สวรรคก็ตองเจอฟา วิ่งรถมาเรื่อย เราก็จะเจอทาวยมราชซึ่งมาธุระที่ ราชเทวี ซึ่งที่นั่นจะเจอความภักดี ของเหลาอัปสรเลยไปราชประสงค ถึงดุสิตธานี สวรรคขั้นที่ 4 (ฮา) เลี้ยวเขาไปอีกนิดจะเจอนางอัปสรเลน ระบํารําฟอนโดยไมใสเสื้อผา เราเรียกวา พัฒนพงษ(ฮา) ตอจากนั้นเราก็ ออกมาอโศก เจอดินแดนแหงสระอโนดาต แตบังเอิญกรุงเทพฯที่ดิน ราคาแพง เราก็ทําเปนสระเล็ก ๆ ตอจากนั้นก็เหลือแคเปนอางเล็ก ๆ (ฮา) เราเรียกดินแดนสวยงามของเมืองสวรรคกรุงเทพฯสวนนี้วา เพชรบุรีตัด ใหม(ฮา) ถาเที่ยวกรุงเทพฯ มาจนเหนื่อยก็ตรงดิ่งเขาไปเลยครับ เราจะเจอวิมานฉิมพลี (ฮา)............ (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 55–56) แซววาที ญัตติ “คนไทยน้ําใจนักกีฬา” “ถาเราจะดูวา คนไทยน้ําใจนักกีฬาเปนอยางไร เราตองดูที่ ปรัชญาากีฬา จีนมีปรัชญากีฬาวา มิตรภาพเปนเอก แพ-ชนะเปน รอง ของไทยเราเหนือชั้นกวามาก ปรัชญากีฬาของไทยคือ แพชนะไม สําคัญ มิตรภาพก็งั้น ๆ (ฮา) เราแขงกีฬาเพื่อทัศนาจร (ฮา) โดย เฉพาะผูติดตามนักกีฬา (ฮา) เพื่อทัศนาจรและชอปปง (ฮา) เราไมไดหวัง แพ หวังชนะอยูแลว นี่เห็นไดชัด ๆ วาน้ําใจนักกีฬาจริง ๆ” (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 83–84)
56.
48 ประเภท ตัวอยาง แซววาที ญัตติ “รักแบบไทย ๆ
สุขใจ ไปทุกอยาง” “รักแบบไทย ๆ นี้มีหลายแบบครับ เชนรักกันในหมูเครือญาติ เราเริ่มตนจาก พอ รักของพอเปนความรักอยางหวงใย ประนี ประนอม คอยเอาใจใส พอมักจะบอกวา “กลับบานเถอะลูก” (ฮา) จากพอก็มาถึง แม รักของแม เปนรักในความประหยัด ใหเก็บหอมรอมริบไวใชประโยชน เปนรักของแม แมชมอย (ฮา) .. นอกจากนี้ยังมีรักระหวางเพศ ก็มีหลาย แบบที่เปนรักแบบไทย ๆ ทําใหสุขใจไปทุกอยาง เชน แบบรักธรรมชาติ จะเห็นไดแถวสวนลุมตามสุมทุมพุมไม (ฮา) อีกแบบเปนรักที่ลึกซึ้งมากอยู บริเวณหอสมุดแหงชาติ (ฮา) พวกนี้เปนรักอิงประวัติศาสตร (ฮา)” (ถาวร โชติชื่น, 2533, หนา 86) เลียน(ลอเลียน)วาที “การอภิปรายไมไววาง ใจรัฐบาล” จากรายการ สภาโจก “ทานประธานที่เคารพ ผม, ถาวร โชติชื่นรองนายรัฐมนโทครับ ผมขอชี้แจง เรื่องที่ฝายแคนหาวา รัฐบวมกอสรางสนามบินหนองงูเหาลา ชาทานประธานครับ เรื่องสนามบินนี่ ถานับตั้งแตเราคิดกันวาจะสรางที่ หนองงูเหา มาจนถึงขณะนี้ ประมาณ 50 ป ครับ ทานประธาน การสรางสนามบินในเวลาประมาณ 50 ปนี่ นาจะนานใชไหมครับ ทานพนม ประธานบริหารพรรคฝายแคนครับ ทานพนมปลูกบานราคา ประมาณ 1 ลานบาทในเวลาเทาไหรครับ ประมาณ 1 ปใชไหมครับ สรางบาน 1 ลานบาท ใชเวลา 1 ป แลวถาสนามบินเปนหมื่นลาน ตองใชเวลากี่ป 50 ปนี่ถือวาเร็วมากแลวนะครับ (ถาวร โชติชื่น, 2548, หนา 134)
57.
49 ประเภท ตัวอยาง เลียน(ลอเลียน)วาที ญัตติ “ประชาธิปไตย แบบไทยๆใครวาแย” “พูดถึงประชาธิปไตย ก็ตองมีการเลือกตั้ง
ส.ส. คําวา ส.ส. บางคนอาจ จะคิดวา ทําไม ส.ส. จึงมีแตความวุนวาย แยงตําแหนงในรัฐบาล จนทะเลาะเบาะแวงกัน แมจะอยูพรรคเดียวกัน บางครั้งในการประชุม สภาผูแทนราษฎรเกิดการโตเถียงโกลาหลวุนวาย หรือโดดรมจนประชุมไม ไดก็เคยมี ความรูสึกเชนนี้เปนเพราะไมเขาใจความหมายที่แทจริงของคํา วา ส.ส. จริง ๆ แลว ส.ส. ยอมาจาก สวนสัตว เขาถึงสรางสภาไวใกล ๆ เขาดิน ในสวนสัตวตองมี เสือ สิงห กระทิง แรด ลวนแลวแตพวกเขี้ยว ลากดินทั้งนั้น ความวุนวายที่มีบางก็เปนธรรมดา บางทียังมีเพิ่มเขาไป อีกประเภท เชนมีปลาไหล ลูกปลาไหล อินทรี...” (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 38) เฮฮาวาที ลีลาวาที “วันนี้พิธีกรเชิญผมขึ้นมารองเพลง ตอหนาทานผูมีเกียรติ ผมขอ เรียนใหทราบวา เรื่องการรองเพลงนี้ผมไมเคย....ไมเคยปฏิเสธครับ (ฮา)........(การเปดฉากเรียกเสียงฮาเปนกําลังใจ กอนรองเพลง) “สวัสดีครับ ผมชาวอีสานโดยกําเนิด หรือที่ทุกทานรูจักในนาม สระบุรีเลี้ยวขวา (ฮา).....ชาวอีสานคือผมคนนี้... กินอาหารไดทุกอยาง สัตวเลื้อยคลานกินไดทุกชนิดยกเวน รถไฟ (ฮา) สัตวน้ําก็กินไดทุกชนิด ยกเวนเรือดําน้ํา (ฮา) สัตวปกกินไดทุกอยาง ยกเวนเครื่องบิน (ฮา)........... “แปลกไหมครับทานผูฟง เวลาผมไปที่ไหนผูคนมักจะหันมามอง หนาผมเปนจุดเดียวกันหมด มองแลวก็ขยี้ตา แลวมอง ซ้ําแลว ซ้ําอีก พรอมกับพึมพําวา อีดี้อามินลี้ภัยมาถึงเมืองไทยเชียวหรือนี่ (ฮา)....... “คนไทย มีลักษณะที่แตกตางไปจากคนชาติอื่น ๆ ซึ่งสามารถสรุป เปนลักษณะเฉพาะของคนไทยได 4 ประการ คือ รักเสรี ขี้เบื่อ ไมเชื่อ กติกา รักหนาพวกพอง” (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา34)
58.
50 ประเภท ตัวอยาง เฮฮาวาที ลีลาวาที “คนที่จะประสบความสําเร็จในชีวิต จะตองเปนคนที่ไมมีคุณสมบัติ ตอไปนี้
คือ โงงั่ง งวงเหงา เงื่องหงอย งุนงาน โงนเงน เงื่องา งุมงาม ซึ่งมีความหมายดังนี้ โงงั่งหมายถึง ขาดความฉลาด เฉลียว งวงเหงา หมายถึง เอาแตนอน เกียจคราน เงื่องหงอย หมายถึง เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือรน งุนงาน หมายถึง เปนคนเจาอารมณ โมโห หงุดหงิดเปนประจํา โงนเงน หมายถึง โลเล ไมแนนอน เงื้องา หมายถึง ชักชา จะทําอะไร ก็ไมทันคนอื่น (ถาวร โชติชื่น, 2541, หนา 34) 5. ตัวอยางการพูดเพื่อกิจธุระ ประเภท ตัวอยาง การขอความรวมมือ สวนดุสิตเคยเปนสถานที่ประทับของพระราชวงศมากอน พวกเราที่อยู ที่นี่ที่สวนดุสิตก็มาอยูดวยวาสนาบารมี ดังนั้นจึงขอความรวมมือใหพวก เราใหเกียรติแกสถานที่แหงนี้ ดวยการแตงกายใหเรียบรอย ดวยความ ภาคภูมิใจในสถาบัน การขอความชวยเหลือ อาจารยครับ ชวยกรุณาเซ็นหนังสือรับรองใหผมดวยนะครับ อาจารยขา หนูจะขออนุญาตมาสอบซอม อาจารยจะสะดวกใหหนูไป พบ ไดวันไหนคะ การขอคําแนะนํา ขอโทษนะคะ ถาหนูจะมาขอคําแนะนําเรื่องการกลาวสุนทรพจน อาจารยสะดวกไหมคะ จะขอรบกวนชวยอธิบายเสนทางไปหอสมุดแหงชาติดวยนะคะ การขอรอง คุณจารุวรรณ ชวยตรวจทานงานชิ้นนี้อีกครั้งนะ ไมมีใครละเอียด เทาคุณอีกแลว ไดขาววาคุณเซียงมีฝมือจัดดอกไม อยากจะขอใหชวยหนอยนะคะ ดิฉันนี่แยจริง ๆ ไมมีฝมือทางนี้เลย ขอบคุณมากนะคะ
59.
51 ประเภทการพูด ตัวอยาง การหามปราม กรุณาแตงกายใหเรียบรอย
กอนเขาหองสอบ กรุณาสูบบุหรี่ในหองที่จัดให การใหคําแนะนํา ใคร ๆ ก็เคยพลาดมากอน ไมเปนไร คราวหนาลองวิธีนี้ดูดีกวา เคยอานจากสารคดีในเรื่องนี้ ผูรูแนะนําวา ............. ถาเรื่องนี้เกิดขึ้นกับผม ผมจะ............ เปนความเห็นสวนตัวของผมเทานั้นเองนะครับวา................... ตัวอยางรูปแบบการพูดประเภทตางๆ รูปแบบการพูดในที่นี้ จะเสนอตามรูปแบบโครงสรางของการพูด ดังนี้ 1. รูปแบบโครงสรางการวางระเบียบในการพูด ระเบียบวิธีขั้น ตอน รูปแบบ ตัวอยาง คําปฏิสันถาร/ คําทักทาย พิธีการ เรียกเฉพาะตําแหนง กราบเรียน........ เรียน................. ไมเปนพิธีการ อาจเติมคําพูดแสดงความรูสึก เชน ที่เคารพ ที่รัก สวัสดี.......................... ทานอธิการบดี ทานคณบดี และทานคณาจารยทุกทาน กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียนทานผูมีเกียรติทุกทาน ทานผูมีเกียรติที่เคารพทุกทาน นักศึกษาที่รักทุกคน สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพ สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย
60.
52 ระเบียบวิธีขั้น ตอน รูปแบบ ตัวอยาง คํานํา/ คําขึ้นตน/ การนําเขาสูเรื่อง พาดหัวขาว กลาวคําถาม ใชภาษาใหนาสนใจ ทําใหเกิดความสงสัย ใชบทกวี คํากลอน
คําพังเพย สรางความเปนกันเอง และยกยองผูฟง “สิบลานบาท” สําหรับนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน” “ทานเชื่อหรือไมวา ความรักคือยาอายุวัฒนะ” “ทานผูมีเกียรติคะ คุณธรรมคือธรรมที่ใหคุณ ธรรมจะใหคุณได คือคุณตองทํา” “ผมไมเคยคิดวา สิ่งที่ผมรักที่สุด จะทําใหผมเสีย ใจที่สุดในชีวิต” “อยากลัวศัตรูที่ทําราย แตจงกลัวเพื่อนที่ยกยอ” “ดีใจและเปนเกียรติอยางยิ่งที่ไดมาพูดคุยกับ ทานทั้งหลายเหมือนผมไดกลับมาสูบรรยากาศ ของที่อบอุนอีกครั้งครับ” เนื้อเรื่อง พูดตามลําดับเหตุการณ เนนจุดมุงหมายของเรื่อง ไมออกนอกประเด็น สรางบรรยากาศ ใชอุปมาอุปไมย ยกตัวอยาง เหตุผล แสดงความเปนเหตุ เปนผล ใชสถิติ มีศิลปะการใชภาษา (เลือกใชใหเหมาะสมกับสถานการณ) การสรุปจบ สรุปความ ฝากขอคิด ขอรองใหกระทํา อางบทกวี คําคม สุภาษิต คําพังเพย “การพูดแตละครั้งตองใชหลัก 3 ประกาคือ ตนตื่นเตน กลางกลมกลืน จบจับใจ” “ถึงเวลาแลวหรือยังที่พวกเราทุกคนจะรวมกัน แสดงความรักตอพระองคดวยการปฏิบัติตน เปนคนดีของสังคม เหมือนดั่งที่พระองคทรง ใหความรักแกพวกเราคนไทยเสมอมา” “จึงควรที่เราชาวไทยทุกคน จะเดินตาม รอยพระยุคลบาท เพื่อสิ่งแวดลอมที่ดี ทุกชีวีมีสุข ดวยมือของเรา ทุกคู และทุกคน” “มีลาภ มียศ สุข ทุกขปรากฏ สรรเสริญ นินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เปนกฎธรรมดา อยามัว โศกา นึกวาชางมัน”
61.
53 2. รูปแบบโครงสรางคํากลาวรายงาน และคํากลาวเปดงาน รูปแบบโครงสราง ประเภท คํานํา
เนื้อเรื่อง สรุปจบ คํากลาวรายงาน กลาวคําปฏิสันถาร หรือคําทักทาย ขอบคุณประธาน ที่ใหเกียรติ ชื่องาน จุดประสงค กิจกรรม ผูเกี่ยวของ ขอบคุณผูใหการ สนับสนุน บัดนี้ถึงเวลาอันสมควร แลว ขอเรียนเชิญทาน ประธานในพิธีกลาว เปดโครงการ.... คํากลาวเปดงาน กลาวคําปฏิสันถาร หรือคําทักทาย ยินดีที่ไดรับเกียรติ ชื่นชม แสดงความยินดีตอ บุคคลที่จัดงาน แสดงความยินดีตอ ผูมารวมงาน ขออวยพรใหงานครั้งนี้ บรรลุวัตถุประสงค ทุกประการ บัดนี้ไดเวลาอันเปน มหามงคลจึงขอเปด งานโครงการ......ณ บัด นี้ ภาพรองอธิการบดีฝายวิชาการ (รองศาสตราจารย ดร.ณัฏฐารมณ จุฑาภัทร) เปนประธานกลาวเปดงานโดยมีนักศึกษากลาวรายงาน ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 21 สิงหาคม 2549)
62.
54 3. รูปแบบโครงสรางการกลาวแนะนําองกปาฐก หรือวิทยากร
และการกลาวขอบคุณ วิทยากร ประเภท รูปแบบการพูด การกลาวแนะนํา องกปาฐก หรือวิทยากร ทักทายประธานในที่ประชุม (กราบเรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย และสวัสดีนักศึกษาที่รักทุกคน) ชื่อองคกร (หลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) รูสึกเปนเกียรติอยางยิ่งที่จะแนะนําใหทานไดรูจักวิทยากรผูทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะบรรยายเรื่อง................................................................................... ปจจุบันทานทํางานอยูที่................................................................. ในตําแหนง................................................................................... ทานเปนผูเชี่ยวชาญในดาน............................................................. ทานสําเร็จการศึกษาระดับ.............................จาก........................... และมีความสนใจในเรื่อง..............................................เปนพิเศษ ทานผูฟงจะรูจักผลงานของทานในดาน....................................... ซึ่งเปนที่รูจักของคนทั่วไป สําหรับเรื่องที่ทานจะพูดในวันนี้ เปนเรื่องที่ทานมีประสบการณและมี ความเชี่ยวชาญเปนพิเศษ จึงเชื่อไดวาพวกเราจะไดรับความรูจากการ บรรยายของทานเปนอยางมาก ขอเชิญ (ยศ / ตําแหนง / ชื่อ วิทยากร) ครับ/คะ การกลาวขอบคุณ วิทยากร ทานวิทยากร (ที่เคารพ) กระผม (ดิฉัน) ในนามของ ............................ รูสึกเปนเกียรติ และขอบคุณเปนอยางสูง ที่ทานกรุณาสละเวลามาเปนวิทยากร บรรยายเรื่อง .......................... ทําใหพวกเราไดทราบถึง............................. (สรุปเนื้อหาสาระสั้นๆ)............................................พวกเราจะนําความรู ที่ไดรับครั้งนี้ไปใชใหเกิดประโยชน...............................ตออาชีพ หนาที่ การงาน ครอบครัว และชุมชน ในโอกาสนี้ กระผม (ดิฉัน) ขอขอบคุณทานเปนอยางสูงอีกครั้งครับ/ คะ..........................................................................(เชิญชวนผูฟงปรบ มือ).
63.
55 ศิลปะการพูดใหประสบความสําเร็จ กระบวนการในการพูดตามเหตุการณที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันและสังคม ตั้งแตการสื่อสาร ระดับบุคคลไปจนกระทั่งถึงการสื่อสารระดับมวลชนมีผลตอพัฒนาการ และผลสัมฤทธิ์ตอความสุข ความพอใจในหนาที่การงานของบุคคลเปนอยางยิ่ง
นอกจากจะมีความสําคัญตอตนเอง ตอผูเกี่ยวของ ตอการประกอบอาชีพ และตอสังคมแลว บางครั้งยังมีความสําคัญยิ่ง ตอประเทศชาติ ในการบริหาร ประกาศ เชน ลักษณะของการพูดแถลงนโยบายของรัฐบาลการอภิปรายในรัฐสภา หรือคําพูดให สัมภาษณในแตละครั้งของผูนํา ดวยเหตุนี้ ในปจจุบันจึงมีโรงเรียนและสถาบันสอนการพูด เพื่อเสริม การงานอาชีพของบุคคลใหประสบความสําเร็จยิ่งขึ้น ในที่นี้จึงขอเสนอศิลปะการพูดใหประสบความ สําเร็จ 6 ประการ คือ 1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด 2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง 3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล 4. ศิลปะการมีหลักการพูดที่ดี 5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง และ 6. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง 1. ศิลปะการวางระเบียบในการพูด การพูดที่มีการวางระเบียบขั้นตอนไวอยางดี ยอมทําใหผูพูดมีความมั่นใจที่จะพูดได ตามลําดับที่ตองการ ไมสับสนวกวนในการพูด สวนผูฟงก็จะเขาใจไดงาย การวางระเบียบ ขั้นตอน หรือการวางโครงสรางของการพูด โดยทั่วไปมี 3 สวน ดวยกัน คือ การกลาวนํา เนื้อเรื่อง และสรุปจบ แตในที่นี้จะใหความสําคัญกับการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย จึงไดวางระเบียบในการพูดเปน 4 สวน ตามลําดับ ดังนี้ 1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทาย 1.2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท 1.3 เนื้อเรื่อง 1.4 สรุปจบ ผูพูดที่แตงกายไมเรียบรอย ติดกระดุมเสื้อไมตรงตําแหนง ทําใหเสียบุคลิกภาพ
64.
56 ที่มา : (ฐนสจันทร
วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 242)
65.
57 1.1 การกลาวคําปฏิสันถาร หรือการกลาวคําทักทายผูฟง กอนที่ผูพูดจะกลาวนํา
คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท ผูพูดจะตองกลาวคํา ปฏิสันถาร หรือคําทักทายผูฟงกอนทุกครั้ง ผูพูดควรจะตองทราบวา ในงานขณะนั้นบุคคลใดที่ควรจะ ทักทายเปนคนแรก และลําดับตอ ๆ มา พัชร บัวเพียร (2536: 19–30) ไดแบงคําทักทายผูฟงเปน 2 ชนิด คือ คําทักทายเปนพิธีการ และคําทักทายที่ไมเปนทางการ 1.1.1 คําทักทายที่เปนพิธีการ เชน งานพิธี หรืองานที่เปนทางการจะตัดคํา ที่แสดงความรูสึกทั้งหมด เชน “ที่เคารพ” “ที่นับถือ” “ที่รัก” ฯลฯ ออกไป จะนิยมเรียกเฉพาะตําแหนง เชน “ทานอธิการบดี ทานคณบดี และทานคณาจารยทุกทาน” “ทานประธาน และทานผูมีเกียรติทุกทาน” อนึ่ง อาจจะใช คําทักทาย “ กราบเรียน ” หรือ “เรียน” นําหนาตําแหนงหรือชื่อ ดวยก็ได ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ พุทธศักราช 2526 “กราบเรียน” จะใชเฉพาะกับ 7 ตําแหนงไดแก ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู แทนราษฏร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา และรัฐบุรุษ ตอมาเพิ่มอีก 7 ตําแหนง ไดแก ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการเลือกตั้ง ประธานกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประธาน กรรมการตรวจเงินแผนดิน และผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา นอกจากตําแหนงดังกลาวแลว ควรใชคําวา “เรียน” สําหรับการทักทายแตละ ครั้ง ควรทักทายไมเกิน 3 ตําแหนง และจะกลาวถึงลําดับอาวุโสในตําแหนงหนาที่การงานจากสูง ไปหา ต่ําเสมอ เชน “กราบเรียนฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียนทานอธิการบดี และทานผูมีเกียรติทุกทาน” จะเห็นวาจําเปนตองมีทั้ง “กราบเรียน” และ “เรียน” ดวย เนื่องจากกราบเรียนมีที่ใช เฉพาะดังไดกลาวมาแลว แตก็อาจมีบางคนใช “กราบเรียน” คําเดียวกับคนทุกตําแหนง ในงานนั้น ซึ่งถือวาใชคําไมเหมาะสมกับบุคคลที่ตางระดับกัน (มัลลิกา คณานุรักษ, 2545, หนา 31)
66.
58 1.1.2 คําทักทายที่ไมเปนพิธีการ เชน
การประชุมภายใน การอภิปรายปราศรัย ฯลฯ มักจะเติมคําที่แสดงความรูสึกเขาไป ในตอนทายของตําแหนงที่เรียกดวย เชน “นักศึกษาที่รักทุกคน” “ทานสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน” “สวัสดีสมาชิกผูทรงเกียรติที่เคารพทุกทาน” “สวัสดีเพื่อนนักศึกษาที่รักทั้งหลาย หรือ กราบเรียน + ตําแหนง ที่รัก เรียน + ตําแหนง + ชื่อ + ที่เคารพ + ชื่อ ถามีพระภิกษุอยูในสถานที่นั้นดวย ใหกลาวคําทักทายกับพระภิกษุ ตามฐานะศักดิ์ โดยใชคําวา “นมัสการ” แทน “สวัสดี” เชน “นมัสการพระคุณเจา” “นมัสการพระคุณเจาที่เคารพ” ผูพูดที่ไมเหน็บชายเสื้อใสในกางเกง ผูพูดที่ชอบลวงกระเปาเสื้อ (หรือกระเปากางเกง) ใหเรียบรอย ทําใหเสียบุคลิกภาพ ขณะพูด ทําใหเสียบุคลิกภาพ ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 229, 240)
67.
59 มัลลิกา คณานุรักษ (2545:
52-53) ไดอธิบายถึงคํากลาวทักทายแบบกึ่งพิธีการและไม เปนพิธีการไวดังนี้ การกลาวทักทายไมจําเปนตองมีคําวา “เรียน” หรือ “สวัสดี” เวนแตมี บุคคล ที่จําเปนตองกลาวคําทักทายวา “กราบเรียน” อยูดวย (ดังไดกลาวมาแลวขางตน) กลาวทักทายแบบธรรมเนียมสากล ใชวา “ทานสุภาพสตรี และทานสุภาพ บุรุษ” (Lady and Gentleman) กลาวทักทายแบบธรรมเนียมไทย จะทักทายดวยตําแหนง หนาที่การงานจาก สูงไปหาต่ํา และจบลงดวย “และทานผูมีเกียรติทุกทาน” ซึ่งถือไดวาทักทายครบหมดทุกคน เพราะใชคําวา “ทุกทานแลว” ไมควรใชทั้ง “เรียน” และ “สวัสดี” พรอมกันในการกลาวทักทายแตละครั้ง (เพราะไมไดมีการแบงชั้นของบุคคล เหมือน “กราบเรียน” กับ “เรียน”) เชน “เรียนทานอธิการบดี สวัสดีทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” ควรใช“เรียน” หรือ “สวัสดี”เพียงคําใด คําหนึ่งก็พอ เชน “เรียนทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” หรือ “สวัสดีทานอธิการบดี ทานคณาจารย และทานผูมีเกียรติทุกทาน” อนึ่งมีขอสังเกต “คําทักทาย คือคําวา สวัสดี” ในธรรมเนียมไทยปจจุบันสวนใหญจะใชในงาน ที่ไมเปนพิธีการ ซึ่งมัลลิกา คณานุรักษ (2545: 52) กลาววา “สวัสดี” เปนคําทักทายที่ในปจจุบันมักจะ ใชในงานที่ไมเปนพิธีการ มักจะเปนการทักทายของโฆษกและพิธีกรที่เปนนักจัดรายการทางวิทยุและ โทรทัศน หรือมักใชทักทายกับคนกลุมใหญ ๆ ที่ไมรูวาใครเปนใคร และมักจะใชทักทายขณะที่บุคคล ในสังคมพบกันในชีวิตประจําวันอยางไมเปนพิธีการ 1.2 การกลาวนํา คํานํา หรือคําขึ้นตน มีคํากลาววา “การขึ้นตนที่ดีเทากับสําเร็จไปแลวกวาครึ่ง” ในการพูดก็เหมือนกัน ถาเปดฉากการขึ้นตนอยางนาสนใจ จะทําใหผูฟงเกิดความสนใจที่จะฟงตอไป การขึ้นตนที่ดี ตองรวบรัด เราความสนใจ และตรงประเด็นกับเรื่องที่จะพูดสําหรับการสรางความสนใจ ดวยการขึ้นตนการพูดนั้น สามารถทําไดหลายวิธี คือ
68.
60 ขึ้นตนแบบพาดหัวขาว เพื่อใหตื่นเตน นาสนใจ
นาติดตาม ขึ้นตนโดยใชคําถาม เพื่อใหฉงน สนใจและติดตาม ขึ้นตนโดยทําใหเกิดความสงสัย ใหนาติดตาม ขึ้นตนดวยการใชบทกวี คํากลอน คําพังเพย ตาง ๆ ขึ้นตนดวยการทําใหผูฟงสนุกสนาน เปนการเปดหัวใจผูฟงใหนาสนใจที่จับ ตัว อยาง การขึ้นตนใหนาสนใจโดยใชคําถาม : เรื่องการใชเวลาวางใหเปนประโยชน “ทานเคยคิดบางมั้ยคะวา ในขณะที่เราอยูเฉย ๆ โดยไมทําอะไรเลยนั้น เรากําลังสูญเสียอะไรไป ไมนาจะมีการสูญเสียใชมั้ยคะ เพราะเราไมไดทําอะไรเลย เราสูญเสียคะ เสียในสิ่งที่เรานํากลับมาคืนไมได สิ่งนั้นคือ... เวลาไงละคะ” 1.3 เนื้อเรื่อง สวนนี้จะเปนสวนสําคัญหรือสาระของการพูด จึงใชเวลามากในสวนของ เนื้อเรื่องนี้ มีหลักในการพูด คือ 1.3.1 มีการเรียงลําดับตามขั้นตอน จากงายไปหายาก จากสิ่งที่เกิดกอน ไปสู สิ่งที่เกิดทีหลัง หรือควรพูดจากสิ่งที่เกิดทีหลังกอน แตตองไมใหเรื่องวกวน ผูฟงจะไดติดตามดวย ความสนใจ 1.3.2 มีตัวอยางประกอบ เพื่อทําใหเห็นจริงอยางชัดเจน ตัวอยางที่ดีควรเปน เรื่องใกลตัวผูฟง หรือเห็นไดชัดในชีวิตประจําวัน 1.3.3 เราความสนใจโดยตลอด เพราะสวนเนื้อเรื่องใชเวลามากอาจจะทําให เกิดความเบื่อหนายได จึงตองมีการเราความสนใจจากผูฟงดวยลีลา ทาทาง น้ําเสียง ในการพูด 1.4. สรุปจบ หรือ การลงทาย การสรุปเปนสวนสุดทายในการพูด ผูพูดที่ดีจะสามารถสรางความประทับใจได ในการสรุปจบ การพูดทุกครั้งจึงตองใหความสนใจ เตรียมการสรุปจบใหดี มิฉะนั้นจะกลายเปน การพูดที่ไมสมบูรณ อาจจะจบไมลง วกวนไปมา หาที่จบไมได หรือจบอยางหวน ๆ จบดวยถอยคํา ภาษาในลักษณะ ขอไปที ไมมีคุณคา และไมสรางความประทับใจเลย การสรุปจบที่ดี ควรจะมีความกะทัดรัด สัมพันธกับเรื่องที่พูด มีความหมาย ที่ชัดเจน และใหความประทับใจแกผูฟง วิธีการสรุปจบมีหลายวิธี เชน
69.
61 1.4.1 จบโดยการสรุปความ จับใจความของเรื่องที่พูดมาทั้งหมดมาเนนอีกครั้ง หนึ่ง
เพื่อใหผูฟงเขาใจ และจดจําไดงาย 1.4.2 จบโดยการขอรองใหกระทํา เพื่อชักจูงใหโนมนาวใจผูฟง วิธีจบแบบนี้จะ ไดผลเมื่อผูพูดสามารถอธิบายจนผูฟงเห็นจริงเห็นจัง แลวเกิดความรูสึกคลอยตาม 1.4.3 จบโดยการฝากขอคิด เนนการใชขอคิดสั้น ๆ ที่สอดคลองกับเรื่อง ที่พูด หรือฝากประเด็นอันเปนแงคิดจากเรื่องที่พูดไวกับผูฟง 1.4.4 จบดวยคํากลอน บทกวี คําคม โดยเลือกบทกลอน คําคมที่มีความ สัมพันธสอดคลองกับเรื่องที่พูด มาสรุปจบ เพื่อใหผูฟงประทับใจ ตัวอยาง สรุปจบโดยการสรุปความ “ การวางระเบียบการพูดมี 4 สวน คือ สวนแรกการกลาวคําปฏิสันถาร หรือการ กลาวคําทักทาย สวนที่ 2 การกลาวนํา คํานํา การขึ้นตน หรืออารัมภบท สวนที่ 3 เนื้อเรื่อง และสวน ที่ 4 คือสรุปจบ คําปฏิสันถารหรือคําทักทายตองใหถูกตอง การขึ้นตนตองรวบรัด เราอารมณ และ ตรงประเด็น แลวดําเนินเรื่องอยางถูกตองตามลําดับ มีตัวอยางประกอบชัดเจน และเราใจโดยตลอด เมื่อถึงตอนจบก็จบอยางกระชับไดใจความ ตรงตามเนื้อเรื่อง เพียงเทานี้ก็เปนระเบียบการพูด ที่พูด แลวผูฟงประทับใจ ” ภาพการนําเสนองานของนักศึกษาชั้นปที่ 3 วิชาการพูด การฟงเพื่อสัมฤทธิผล. ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 20 กรกฎาคม 2553)
70.
62 2. ศิลปะการสรางความพึงพอใจใหแกผูฟง การสรางความเปนมิตร ความรูสึกชื่นชม
พึงพอใจใหแกผูฟงไดนั้นเปนการเพิ่มโอกาสของ ความสําเร็จในการพูด ผูพูดจึงตองรูหลักในการสรางความพอใจใหผูฟง ดังนี้ 2.1 หลักการใหความสําคัญ โดยทั่วไป คนเรามักมีความตองการเปนคนสําคัญ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การไดรับ ความสําคัญจากคนที่มีฐานะสูงกวา ไมวาจะเปนในดานตําแหนง หนาที่ การศึกษา ฯลฯ เชนผูใต บังคับบัญชา ตองการไดรับความสําคัญจากผูบังคับบัญชา ลูกคาตองการไดรับความสําคัญจากเจา ของกิจการ เปนตน ตัวอยาง คุณจารุวรรณครับ ขอเชิญที่หองหนอยนะครับ ผมมีเรื่องสําคัญจะขอความรวมมือ และหารือ เปนพิเศษ คือผมมีความจําเปนที่จะตองสรุปผลการดําเนินงานโครงการฯ ถึงทานอธิการบดี พวกเรา คงทราบวาทานพิถีพิถันมาก ในเรื่องความถูกตองของเนื้อหา ความสะอาดเรียบรอย ความสวยงาม รวมถึงการจัดลําดับภาพประกอบใหเหมาะสม ผมเห็นวาคุณ จารุวรรณมีฝมือ จะชวยผมไดอยางดีที เดียว ชวยกรุณาหนอยนะครับ ผมจะสงทาน วันพรุงนี้ 10.00 นาฬิกา 2.2 หลักการใหเกียรติ การใหเกียรติ หมายถึงการยกยอง ชื่นชม ชมเชย ซึ่งอาจเปนไดทั้งตอหนาและ ลับหลังยิ่งเปนการยกยองตอที่สาธารณชนดวยแลว ยิ่งสรางความพึงพอใจใหเปนอยางมาก การใชถอยคําภาษา การตอนรับ รวมทั้งการจัดสถานที่ และการกระทําตอที่ประชุม ลวนเปนโอกาสที่จะแสดงการใหเกียรติตอบุคคลได ตัวอยาง การพบกันในปนี้ของพวกเรา มีความพิเศษ ยิ่งกวาหลายปที่ผานมา เนื่องจากเพื่อน รวมรุนของเราหลาย ๆ คนประสบความสําเร็จในการงาน อาชีพ หลายคนมีหลายบาน หลายคนมี หลายกิจการ แตความปลื้มของพวกเรากับความสําเร็จของเพื่อน ที่ไดเปนถึงรัฐมนตรี ทําใหพวกเรา เตรียมงานตอนรับกันถึง 3 วัน 3 คืน จึงขอเชิญ รัฐมนตรีวาการ... (ชื่อ สกุล) กรุณาใหเกียรติ บนเวที ดวยนะครับ ขอเรียนเชิญครับ
71.
63 2.3 หลักการใหในสิ่งพิเศษที่เขาอยากได การใหในขอนี้ หมายถึง
สิ่งที่ให เปนของที่มีคุณคาทางจิตใจเปนอยางมากตอผู ไดรับ เชน บางคนมีความภูมิใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ บางคนตองการไดรับการยกยองกลาว ขานถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนพิเศษ หรือมีความสามารถเปนพิเศษที่อยากใหคนอื่นรู แตคนทั่วไปไมรู เรื่องดังกลาวที่อยากใหรู ตัวอยาง “ คุณจิตรา วิทยากรของเราในวันนี้ ทุกทานคงรูจักกันดีในฐานะผูหญิงเกง ที่บริหารธุรกิจหมื่นลาน สรางงานใหคนไทยไดเปนหมื่น ๆ คน แตคงมีไมกี่คนที่รูวา คุณจิตราเปนแมดี เดนแหงชาติในป 2553 บุตร และธิดาทั้ง 4 คนของทาน ..........................................” (ความภูมิใจเปนพิเศษของคุณจิตราอยูที่ความสําเร็จของลูก และการไดรับเลือกเปน แมดีเดน ในวันแมแหงชาติ สวนการกลาวถึงความสําเร็จในหนาที่การงาน เปนเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งไดรับ การแนะนํามาแลวทุกครั้ง การแนะนําเรื่องที่พิเศษนี้จึงเปนสิ่งที่ตองการ และ ทําใหผูไดรับการแนะนํา มีความพึงพอใจเปนอยางมาก) 2.4 หลักการใหเกิดความรูสึกรวม การรูสึกรวมของผูฟงเปนความสําเร็จของการพูดในสถานการณนั้น ๆ ไดเปน อยางดี สิ่งสําคัญคือการใชสรรพนามในการพูด ซึ่งมีแนวการใชดังนี้ 2.4.1 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่เปนแบบพิธีการ ทั้งผูชาย และผูหญิงใช คําวา “ขาพเจา” 2.4.2 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูพูด ที่ไมเปนพิธีการ สําหรับผูชายใชคําวา “ผม” หรือ “กระผม” สําหรับผูหญิงใชคําวา “ดิฉัน” 2.4.3 สรรพนามที่ใชแทนตัวผูฟง ควรเปนคําที่ยกยองและใหเกียรติผูฟง เชน ทาน คุณ เพื่อน พี่นอง เรา พวกเรา ฯลฯ ผูพูดที่มีบุคลิกภาพไมเปนมิตรกับผูฟง ไมยิ้มแยมแจมใส และวางทาเปนผูรู ที่มา : (ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ, 2547, หนา 227.)
72.
64 3. ศิลปะการใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผล การใชธรรมะในการพูดใหสัมฤทธิผลนั้น ผูพูดควรจะสํานึกในความรับผิดชอบตนเองที่วา “จงพูดแตดี
อยาดีแตพูด” อนึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือการพูดเปนหลักสําคัญยิ่ง เริ่มตั้งแตการพูดคือการเทศนาของ พระพุทธเจา ที่ทําใหเกิดมีพระพุทธศาสนาขึ้นมา ถาพระพุทธเจาไมตรัสพระวาจาใดเลย ยอมไมมี พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลก เชนเดียวกับศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดก็เกิดจากการพูดทั้งสิ้น ไมวาจะเปน พระวาจาของพระผูเปนเจา พระบุตร หรือของพระศาสดา และการขยายวงกวางในการพูดของเหลา สาวกทั้งหลาย กระบวนการพูดตามเหตุการณที่เปนอยูและเปนไปทางในทางพระพุทธศาสนา ที่จะกลาวถึง ในที่นี้ คือ ศีล สังคหวัตถุ มงคลสูตร มัชฌิมาปฏิปทา กุศลกรรมบถ และสัปปุริสธรรม ซึ่งพอสรุป ไดดังนี้ 3.1 พูดตามหลักศีล ศีล 5 คือขอประพฤติปฏิบัติสําหรับพื้นฐานของความเปนมนุษย เพื่อควบคุมกายและวาจาใหตั้งอยูในความดีงาม ศีลขอที่ 4 ในศีล 5 คือ “มุสาวาทา เวรมณี” เวนจากการพูดเท็จ คือละเวนจากการพูดไมดีทั้งหลาย ซึ่งถือวาเปนสิ่งที่ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตว โลกชนิดอื่น คือการหามพูดเท็จ สอเสียด โกหก หลอกลวง ต่ําทราม เพอเจอ ปด หรือยุแหย 3.2 พูดตามหลักสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจผูกไมตรี ดานมนุษยสัมพันธใหเกิดเสนหมหานิยม ชนะใจคน ครองใจคนใหเกิดสามัคคีธรรมและ มีความสุข หนึ่งในสังคหวัตถุ 4 เปนเรื่องเกี่ยวกับการพูดคือ “ปยะวาจา” คือ การพูดนุมนวล ออนหวานไพเราะนาฟง นานิยม พูดแตสิ่งดี ๆ ใหกันและกัน 3.3 พูดตามหลักมงคลสูตร มงคลสูตรคือธรรมอันนํามาซึ่งความสุขความเจริญ เรียกวา อุดมมงคลอยางสูงสุดมี 38 ประการ 1 ในมงคลสูตร 38 เปนเรื่องเกี่ยวกับการกลาวถอยคําอันเปน สุภาษิต รูจักใชวาจาใหเปนผลดี ใหคําพูดที่ดี มีประโยชนตอกัน 3.4 พูดตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรค 8 คือ ทางสายกลาง ที่เปนแนวปฏิบัติสําหรับสรางคนทุกระดับใหเปนอริยบุคคล อุดมดวยศีล สมาธิและปญญาเหมาะแก ทุกเพศ วัย วรรณะ โดยไมจํากัดเวลา 1 ในอริยมรรค 8 เปนเรื่องเกี่ยวกับสัมมาวาจา คือ รูจักเจรจาชอบ พูดจริง ออนหวาน ประสานไมตรี เหมาะแกการ และสถานที่ 3.5 พูดตามหลักกุศลกรรมบถ กุศลกรรมบถ 10 คือธรรมที่เปนชองทางแหงความ ประพฤติดีของมนุษยที่สมบูรณอันเปนทางบุญที่ทุกคนควรดําเนินตาม หมวดวจีกรรม 4 ที่เรียกวา การกระทําโดยวาจาในกุศลกรรมบถ 10 ที่ควรนํามาใชในการพูดทุกครั้งก็คือ เวนจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง เวนจากการพูดสอเสียด ยุแย เวนจากการพูดคําหยาบ แดกดัน และเวนจากการพูด เพอเจอ เหลวไหล ไรสาระ
73.
65 3.6 พูดตามหลักสัปปุริสธรรม สัปปุริสธรรม
คือธรรมที่ทําใหเปนสัตบุรุษ คือ คนดี คนมี ศีลธรรม มี 7 ประการ ไดแก 3.6.1. ความเปนผูรูจักเหตุ (ธัมมัญุตา) คือ รูวาเหตุที่ทําใหการพูดไดผลดี มีอะไรบาง เชน ตองรูจักผูฟง กอนการพูดเปนตน และรูวาเหตุที่จะทําใหการพูดลมเหลวมีอะไรบาง เชน ขาดการเตรียมตัวที่เพียงพอ เปนตน 3.6.2. ความเปนผูรูจักผล (อัตถัญุตา) คือ รูวาผลของการพูดที่ดีเปนอยาง ไร เชน ผูพูดไดรับความนิยมชมชอบจากผูฟง ผูฟงไดรับประโยชน และชวยใหเกิดความเขาใจที่ดีตอกัน เปนตน 3.6.3. ความเปนผูรูจักตน (อัตตัญุตา) คือรูฐานะและบทบาทของตน ในการพูดแตละครั้ง ผูพูดมีบทบาท และฐานะเปนอยางไร เชน อาจารย นักเรียน ผูบังคับบัญชา ผูใต บังคับบัญชา เพื่อน เปนตน 3.6.4. ความเปนผูรูประมาณ (มัตตัญุตา) คือรูวากําลังความสามารถของ ตนเองมีเพียงใด การพูดในเรื่องที่ตนเองไมมีความรู หรือพูดหลายรอบมากเกินไปจนกระทั่งเกินกําลัง อาจทําใหเกิดผลเสียตอสุขภาพได แสดงวาขาดหลักธรรมในขอ ความเปนผูรูประมาณ 3.6.5. ความเปนผูรูจักกาล (กาลัญุตา) คือรูวาเวลาใดที่ควรพูด เวลาใด ไมควรพูดไมพูดมากเกินไป หรือพูดนอยเกินไป ตัวอยาง เชน ผูพูดไดรับมอบหมายใหพูด 2 ชั่วโมง ตั้งแต 10.00–12.00 น. และเตรียมเนื้อหามาตามเวลาที่กําหนดแลว แตเนื่องจากรายการกอนหนานั้น เกินเวลาจึงไดพูดเมื่อ 10.45 น. ซึ่งถาหากจะพูดตามที่กําหนดไว 2 ชั่วโมง ก็ตองพูดจนถึง 12.45 น. เนื่องจากผูพูด มีความเปนผูรูจักกาล ก็จะตองพยายามรวบรัดใหจบไดภายใน 12.00 น. หรือสอบถาม ความตองการของผูฟงแลวปฏิบัติตาม 3.6.6. ความเปนผูรูจักประชุมชน (ปริสัญุตา) คือ เปนผูรูจักที่ประชุมและมี มารยาทดีเหมาะสม สําหรับการพูดที่เปนทางการ ก็ตองใชรูปแบบ ภาษาที่เปนทางการ ตั้งแตเริ่มตน ทักทายที่ประชุม จนกระทั่งสรุปจบการพูด นอกจากนี้ การพูดกับพระภิกษุ หรือ การพูดที่ตองใชคํา ราชาศัพทก็ตองเลือกใชถอยคํา ภาษา รวมทั้งกิริยาอาการที่เหมาะสม 3.6.7. ความเปนผูรูจักบุคคล (ปุคคลปโรปรัญุตา) คือใหรูจักสังเกตผูฟงวามี ความชอบ ความสนใจอยางใด รวมทั้ง กิริยาอาการของผูฟง เชน กําลังตั้งใจฟง เบื่อหนาย งวงเหงา หาวนอน หรือ มีสิ่งอื่นที่ดึงความสนใจของผูฟงไปจากผูพูด เมื่อสังเกตแลว ผูพูดก็สามารถปรับเปลี่ยน การพูดใหเหมาะสมได
74.
66 จะเห็นไดวาคําสอนของพระพุทธศาสนาเนนการประพฤติ ปฏิบัติทางวจีกรรม คือ การประพฤติดีทางวาจาใหสัมพันธควบคูไปดวยกันกับการประพฤติดีทางกาย
คือกายกรรม และ มโนกรรม คือการประพฤติดีทางใจ ฉะนั้นความเปนมนุษยที่สมบูรณจึงประกอบดวย “จิตผองใส ราง กายดี และวจีงาม” 4. ศิลปะการใชหลักการพูดที่ดี การพูดดียอมสรางความเขาใจใหประโยชนแกผูฟง และยอมสรางศรัทธา เสนหความประทับใจ ตลอดจนความนิยมแกผูพูด สําหรับหลักการพูดที่ดีนั้น ควรจะตองคํานึงถึงเนื้อหาความถูกตองที่เปน จริงที่เปนประโยชนตอผูฟง มีความเหมาะสมแกกาลเทศะ ดังพระพุทธดํารัส ที่วา “วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคไมตรัส วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง พระพุทธองคเลือกกาลที่จะตรัส วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองคก็ไมตรัส วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง พระพุทธองค เลือกกาลที่จะตรัส” ซึ่งอธิบาย และนํามาใชในการพูดเชิงสถานการณไดดังนี้ วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง เปนประโยชน ไมถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด วาจาใดไมจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง ไมเปนประโยชน ถูกใจผูฟง ไมพูด วาจาใดจริง เปนประโยชน ถูกใจผูฟง ดูกาลเทศะกอนพูด ดังนั้นหลักการพูดที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 4.1. มีถอยคําดี คือ ใชถอยคําและออกเสียงไดถูกตอง ชัดเจน สุภาพ ไพเราะ มีหาง เสียง และใชไดถูกตองกับระดับของภาษา 4.2. เปนความจริง คือ ตองพิจารณาไตรตรองวาเนื้อหาถูกตองเปนจริง และ มีประโยชน ตอผูฟง ควรคํานึงถึงผูฟงเปนสําคัญ ใหผูฟงพอใจ เมื่อพูดแลวจะไดเกิดสัมพันธภาพ สรางไมตรีตอกัน ในสังคม แมวาบางครั้งสิ่งที่พูดเปนความจริงแตไมมีประโยชน ทําใหผูฟงเสียหาย ผูฟงไมพอใจก็ไม ควรพูด 4.3. มีความเหมาะสม คือ เหมาะสมกับกาลเทศะ เชน ตองรูวาเวลานั้นควรพูดหรือไม พูดอยางไร และสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร เชน
75.
67 4.3.1 เหมาะสมกับกาลคือ คํานึงถึงเวลาใดควรพูดเรื่องอะไร
หรือไม 4.3.2 เหมาะสมกับเทศะคือ คํานึงถึงสถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร 4.3.3 เหมาะสมกับบุคคลคือ คํานึงถึง เพศ วัย อาชีพ สถานะของผูฟง 4.4. มีความมุงหมาย คือควรรูวา พูดทําไม เพื่ออะไร ผูฟงจะไดประโยชนอะไรผูฟงสนใจ หรือไม 4.5. มีศิลปะ คือ การแสดงสีหนา สายตากิริยา ทาทาง น้ําเสียงจังหวะการพูดใชจิต วิทยาในการพูดทําใหผูฟงพอใจ โดยใชคําพูด สุจริต ไมพูดเท็จ ไมพูดคําหยาบ ไมพูดเพอเจอ และ ไมพูดสอเสียด ประชดประชัน 5. ศิลปะการศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียง การศึกษาเคล็ดลับนักพูดที่มีชื่อเสียงที่ประสบความสําเร็จ ถือเปนกลวิธีทางลัดที่มีสวนสราง ความสําเร็จในการพูดได นักพูดที่ประสบความสําเร็จและมีชื่อเสียงในที่นี้ขอเสนอ 3 ทาน คือ เดล คารเนกี้ (Dale Carnagie) หลวงวิจิตรวาทการ และ รอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ซึ่งแตละทาน มีเคล็ดลับในการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้ 5.1. เดล คารเนกี้ เปนชาวอเมริกันที่ประสบความสําเร็จในชีวิต เพราะการฝกพูด ดวยตนเองมีชื่อเสียงดวยการสอนวิชาการพูดในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะ โดยการฝกปฏิบัติและเขียน หนังสือเกี่ยวกับการพูด ซึ่งใชเปนตําราอยางเปนทางการของสถาบันการพูดหลายแหงในอเมริกา เดล คารเนกี้ ยืนยันวามนุษยทุกคนที่ปฏิบัติตามขอแนะนําในหนังสือเลมดังกลาว สามารถจะเปน นักพูดผูเชี่ยวชาญไดโดยไมจําเปนตองมีพรสวรรคในการพูดแตประการใด เพียงแตตองมีหลักสําคัญ คือ “ตองมีความเชื่อมั่นเรื่องการพูดในตนเอง มีความเห็นอันรอนระอุอยูภายในตน และตองไดฝกหัด พูดมาพอสมควร” หนังสือการพูดในที่ชุมชน ชื่อ “เดล คารเนกี้ ศิลปะการพูดที่มีประสิทธิภาพ กลาวถึง หลักการพูดเพื่อบรรลุผลแหงการเปนนักพูดที่ดีอยางรวดเร็ว 4 ประการคือ 5.1.1 ใหเรียนรูจากประสบการณของผูอื่น 5.1.2 ใหตั้งจุดมุงหมายไวตรงหนา 5.1.3 ใหกําหนดจิตใหมั่นคงไวที่ความสําเร็จ 5.1.4 ใหฝกพูดในทุกโอกาส 5.2. หลวงวิจิตรวาทการ เปนนักพูดที่มีชื่อเสียงของไทยกอนการเปลี่ยนแปลงการปก ครอง ไดกลาวถึงสมบัติของนักพูดที่สามารถนําไปเปนหลักปฏิบัติ สรุปไดดังนี้ 5.2.1. ควรทําตัวของเราใหรูเหตุการณทันสมัยอยูเสมอ 5.2.2. ควรพยายามทองจําสุภาษิต หรือคําพังเพยไวใหมาก ๆ ผูที่จําสุภาษิต ไดมายอมจะมีคําพูดสละสลวยดี
76.
68 5.2.3. พยายามอานหนังสือใหหลากหลาย ใหจําถอยคําที่คมคายใหได หรือใหบันทึกเก็บไว 5.2.4.
ใหใชสมาธิ คือ ความคิดแนวแนที่อยูในถอยคําที่พูดและใหเรารูสึก เปนนายตัวเองอยูเสมอ ซึ่งจะสามารถทําอะไรไดทุกอยางจะทําใหคนยิ้ม หรือหัวเราะ หรือปรบมือ เมื่อไรก็ได 5.3. รอยเอก ดร. จิตรจํานง สุภาพ ผูบรรยายวิชาการพูดแบบการทูต เจาของทฤษฎี การพูดระบบทรีซาวนด หรือสามสบาย คือ ฟงสบายหู ดูสบายตา พาสบายใจ ซึ่งมีรูปแบบโครง สรางดังตอไปนี้ ภาพนักศึกษาเอกภาษาไทยรวมกันจัดงานประกวดสุนทรพจนอุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ ณ อาคาร ดร.ศิโรจน ผลพันธิน ศูนยพัฒนาทุนมนุษย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่มา : (ญานิศา โชติชื่น, 22 สิงหาคม 2552)
77.
69 ที่มา (จิตรจํานงค สุภาพ,
2529, หนา 29) โครงสรางทฤษฏี 3 สบาย (The theory of three pleasant speech) ฟงสบายหู วจีสุจริต ถอยคําภาษา เสียง จังหวะการพูด ดูสบายตา บุคลิกภาพ ศิลปะการแสดงการพูด ความสําเร็จของการพูดเบื้องตน พาสบายใจ การเลือกเรื่อง การเตรียมการพูด การจัดระเบียบความคิด การสรางโครงเรื่อง
78.
70 จากรูปแบบโครงสรางของทฤษฎี 3 สบายขางตน
รอยเอก ดร.จิตรจํานง สุภาพ ไดสรุปสูตรสําเร็จ ในการพูดไวเปนบันได 13 ขั้นสูการพูดที่ประสบความสําเร็จดังนี้ เตรียมใหพรอม ซักซอมใหดี ทาทีสงา หนาตาใหสุขุม ทักที่ประชุมไมวกวน เริ่มตนใหโนมนาว เรื่องราวใหกระซับ ตาจับที่ผูฟง เสียงดังแตพอดี อยาใหมีเออ-อา ดูเวลาใหพอครบ สรุปจบใหจับใจ ยิ้มแยมแจมใสตลอดการพูด จะเห็นไดวาการศึกษาเคล็ดลับสูความสําเร็จในการพูดของนักพูดที่มีชื่อเสียง จะเปนแนวทางการ ปฏิบัติการพูดของผูสนใจไดเปนอยางดี และผูที่ปรารถนาที่จะเปนนักพูด ที่ประสบความสําเร็จจะตอง ลงมือปฏิบัติทันที เริ่มตนทันที ฝกพูดในทุกโอกาส และพรอมที่จะเผชิญกับอุปสรรคตาง ๆ มุงสูการเปน ยอดนักพูดที่ดี และมีชื่อเสียงในอนาคต 2. ศิลปะการประเมินผลการพูดดวยตนเอง การพูดทุกครั้ง ควรไดรับการประเมินจากตนเอง (ผูพูด) และผูฟง (ถาเปนไปได) ผูพูดที่ ประเมินผลการพูดของตนเองอยางสม่ําเสมอ จะมีการพัฒนาการพูดในทางที่ดี มีความกาวหนา และ ประสบผลสําเร็จ ดังตัวอยางแบบประเมินดังนี้
79.
71 แบบประเมินผลการพูดดวยตนเอง เรื่องที่นําเสนอ............................วันที่.................. /....................../..................... น้ําเสียง ดี
พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ความดังเหมาะสม จังหวะการพูด ลีลาเสียงสูง – เสียงต่ํา เสียงเหมาะสมกับเรื่อง ผูฟงประทับใจ สายตา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต มองผูฟงอยางทั่วถึง ควบคุมผูฟงได ตรึงผูฟงใหติดตามเรื่อง สายตาใหความจริงใจ สีหนาแววตาเหมาะสมกับเรื่อง ภาษา ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ภาษาแสดงจุดประสงค ภาษาแสดงความเชื่อของผูพูด ภาษาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ภาษาเหมาะสมกับผูฟง ภาษาถูกตองชัดเจน ภาษาเหมาะสมแกกาลเทศะ ขึ้นตนเรื่อง ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต นาสนใจ นาประทับใจ มีความกลมกลืนกับเนื้อหา
80.
72 เนื้อเรื่อง ดี พอใช
ปรับปรุง ขอสังเกต ประเด็นชัดเจน วิธีการนาสนใจ วิธีการนาประทับใจ วิธีการหลากหลาย เนื้อหา ถูกตอง มีหลักฐาน เนื้อหาสอดคลองกับวัตถุ ประสงค สรุปจบ ดี พอใช ปรับปรุง ขอสังเกต ประทับใจ นาสนใจ คมคาย ประสบความสําเร็จ การเดินขึ้นสูเวที ทานั่งขณะพูด ทายืนขณะพูด ใชมือประกอบการพูด ทาทางประกอบการพูด ควบคุมสีหนา ทาทาง ควบคุมอารมณ จากที่กลาวมาทั้งหมด จะเห็นวาศาสตรและศิลปะของการพูดมีคุณประโยชนที่สามารถนํา ไปใชในชีวิตจริง ทั้งความรูเกี่ยวกับการพูดในหลากหลายประเภท และรูปแบบ การเตรียมพรอม และ การฝกฝนใหเกิดความชํานาญ เพื่อใหการพูดครั้งนั้นๆ ประสบผลสําเร็จ เปนความภาคภูมิใจของผู พูด และเปนความประทับใจของผูฟงตลอดกาล
81.
73 เอกสารอางอิง กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.
การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น. กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา: นิรุตติ์การพิมพ. คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : อออออ สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ออออออ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9. ออออออ กรุงเทพฯ: อาษา. จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ. ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ออออออ รามคําแหง. __________. 2532. การพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชวนพิมพ. ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือมหาวิทยาลัย ออออออ ราชภัฏสวนดุสิต. __________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ ออออออ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19. ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ออออออ เอ็กซเปอรเน็ท. ถาวร โชติชื่น. 2548. ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น อออออ จํากัด. __________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ. ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ออ ออออ บุคแบงก. __________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก.
82.
74 ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. (2533).
การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน. ทองขาว พวงรอดพันธุ. (2537). วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา. นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ: สนุกอานจํากัด. นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech, ออออออ Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ Vvvvvvv สติวดิโอ จํากัด. พรหมวชิรญาณ, พระ. 2549. พุทธศาสนพิธี. กรุงเทพฯ: วัดยานนาวา. พัชร บัวเพียร. 2536. วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส. อออออ พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส. __________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส. มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อออออ โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: ออออออ คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ. สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ ออออออ พิบูลสงคราม. สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร. สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ. พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด. สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: อออออ บริษัทเยลโลการพิมพ. เฮลเลอร, โรเบิรต. 2546. สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary. โดยนฤมล หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
83.
75 เว็บไซต การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549.
เขาถึงไดจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w... การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division. การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549 ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ 08.html/ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com. ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm. สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน [ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula- alemni.com หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html(15/8/25550) ---------------------------------------------
84.
บทที่ 3 ศาสตรและศิลปะของการอาน ในการดําเนินชีวิตของมนุษยสิ่งสําคัญประการหนึ่งคือ มนุษยตองเรียนรูสิ่งตางๆ
รอบตนเอง เพื่อนํามาประยุกตใชในการดําเนินชีวิต เพื่อการปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมไดอยางรูเทาทัน ตามความ เปลี่ยนแปลง ตามธรรมชาติ ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความกาวหนาทางเทคโนโลยี ความรู ขาวสารขอมูลตางๆ จึงถูกบันทึกเปนลายลักษณอักษร เพื่อใหสะดวกตอการสืบคนขอมูลตอไปการอาน จึงเปนทักษะสําคัญประการหนึ่งที่ใชเปนเครื่องมือในการสื่อสาร เรียนรู แสวงหาคําตอบ ทําใหสามารถ ติดตามความเปลี่ยนแปลงสังคมโลกไดดวยตนเองตามความตองการ ตามความสนใจ และตามอาชีพ ไดในเวลาที่เหมาะสม ความหมายของการอาน หนังสือ คือ เปนคลังแหงความรูที่ยิ่งใหญ คํากลาวนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะการอานจะชวย ตอบคําถามในเรื่องที่อยากรูทุกเรื่อง การอานจึงเปนพฤติกรรมสําคัญตอชีวิตของทุกคนที่ควรกระทํา เปนกิจวัตร เพื่อการพัฒนาและเสริมสรางความรูใหแกตนเองตลอดเวลา คนที่ปฏิเสธการอานหนังสือ คือ คนที่ไมพัฒนาตนเอง แตคนที่อานหนังสือเปนประจํา คือ คนที่พรอมเสมอสําหรับ การพัฒนาตนเอง การอานจึงจําเปนสิ่งสําคัญในการพัฒนาตนเองของทุกคน ดังคํากลาวของดอโรธี ดี บิลลิงตัน (อางถึงในวิทยากร เชียงกูล: 53) โดยนําเสนอแนวคิดกระตุนใหผูอานเห็นความสําคัญของการอานกับ การเรียนรู สิ่งที่เรารูวันนี้ จะลาสมัยในวันพรุงนี้ ถาเราหยุดการเรียนรู เราจะหยุดอยูกับที่ ดอโรธี ดี บิลลิงตัน พัฒจิรา จันทรดํา (2547: 11) ใหความหมายของการอานโดยสรุปวา การอาน หมายถึง การใช สายตาสังเกตตัวหนังสือ ออกเสียงตรงกับคําที่อาน รูจักสวนประกอบของคํา สามารถแปลความหมาย คําได และนําขอคิดจากการอานไปใชประโยชนได
85.
76 สุพรรณี วราทร (2545:
3-4) กลาวถึง ความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานคือพฤติ กรรมที่เกี่ยวของกับการรับรูสัญลักษณตามตัวอักษร ซึ่งเปนตัวกระตุนใหผูอานระลึกถึงความหมายจาก ประสบการณที่สะสมไว และยังเกี่ยวของกับการสรางความหมายใหม โดยการประสานสิ่งที่อานกับ ความคิดตางๆ ที่ผูอานมีอยู มีการนําเอาความรู ประสบการณที่มีอยูเดิมมาชวยทําความเขาใจ ตีความ ประเมินคาสารที่อาน การอานไมใชความสามารถตามธรรมชาติ แตเกิดจากการฝกฝน ผูที่ไดรับ การฝกฝนมาก จะมีความสามารถในการอานสูง การใชกลวิธีในการอานเหมาะสมกับสารที่อานและ ความมุงหมายในการอาน เรียกวา “อานเปน” ซึ่งจะชวยใหประโยชนจากการอานเต็มที่ เทากับเปน การอานอยางมีประสิทธิภาพ ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 2) ใหความหมายของการอานโดยสรุปไววา การอานเปน การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด แลวจึงนําความคิดนั้นไปใชประโยชน และหัวใจ ของการอานอยูที่การเขาใจความหมายของคํา ดังนั้นการอานจึงหมายถึง การทําความเขาใจถอยคํา สํานวนในงานเขียนตามที่ผูเขียนตองการ จะสื่อสาร ซึ่งผูอานจะไดรับทั้งความรู ความคิด ประสบการณที่ผูเขียนที่ถายทอดไวเปนตัวอักษร และ สิ่งสําคัญที่ผูอานจะตองทําความเขาใจ คือ ความหมายของคําโดยตรง ความหมายของคําตามนัย จุด มุงหมายในการอาน เจตนาและแนวคิดของผูเขียน อีกทั้งผูอานจะตองนําประโยชนที่ไดจากการอานไป ใชพัฒนาตนเองในดานตาง ๆ ความสําคัญของการอาน การอานมีความสําคัญเปนทักษะที่ควรปลูกฝงใหแกเด็กและทุกคน ใหสามารถใชการอาน เพื่อพัฒนาตนเอง แสวงหาขอมูลไดดวยตนเอง ชวยพัฒนาความรู ความสามารถ ความคิดสรางสรรค สงเสริมจินตนาการ ชวยสงเสริมทักษะในการพูดการเขียนใหดีขึ้น ทําใหเปนคนที่รอบรู มีขอมูลที่ทันสมัย ตลอดเวลา และเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนอยางยิ่ง เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาจะตองผานกระบวนการ เรียนรูเรื่องราวตาง ๆ หนังสือจะเปนครูที่ชวยใหทุกคนเรียนรูสิ่งตาง ๆ ที่เปนประโยชน ทั้งในดานการ ดําเนินชีวิตประจําวัน ดานการศึกษา ดานการอาชีพ ดานประสบการณ มีแนวความคิดในสิ่งถูกตอง เหมาะสมตามวิถีชีวิตของคนในสังคม สังคมแหง การอานจึงเปนสังคมแหงการเรียนรูตลอดชีวิต
86.
77 องคประกอบการอาน สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง
มณีกาญจน (2539: 12) กลาวถึง กระบวนการอานโดยสรุปไววา การอานเปนกระบวนการตอเนื่องดุจลูกโซมีองคประกอบ 5 สวน คือผูอาน เปนผูแสดงพฤติกรรม ในการอานเปนสิ่งสําคัญเริ่มตนในการอาน หนังสือหรือตัวอักษร เปนสื่อกลางใหเขาใจความรู ความคิดที่ปรากฏในงานเขียนนั้น ถาผูอาน อานไมออก ก็จะไมเขาใจสิ่งที่อาน 1. การเขาใจความหมาย ถาผูอานสามารถอานออก แตถาไมเขาใจความหมาย ก็ยอมเกิด ปญหาแตถาผูอานมีความเขาใจความหมาย การจึงจะดําเนินตอไป 2. การเลือกความหมาย คําบางคําในภาษาไทยมีหลายความหมาย หรือเมื่อนําคํามาอยูใน ประโยค อาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลง หรือมีนัยของคําแอบแฝงอยู ผูอานตองสามารถเลือกความ หมายที่เหมาะสมกับขอความได 3. การนําไปใช เปนขั้นตอนสุดทายที่ผูอานจะนําเอาความรูที่ไดรับจากการอานนําไปใช ประโยชนในการดําเนินชีวิตตามความเหมาะสมตอไป ดังแผนภาพกระบวนการอานตอไปนี้ ผูอาน ตัวอักษร เขาใจความหมาย เลือกความหมายที่ถูกตอง การนําไปใช การอานอยางมีประสิทธิภาพ หมายถึง การอานที่ผูอานสามารถเขาใจสาระสําคัญ เขาใจจุด ประสงคของผูเขียน และมีอัตราความเร็วในการอาน โดยการใชเวลานอยที่สุดในการอานแตละครั้ง การพัฒนาตนเองเปนผูอานอยางมีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาตนเองเพื่อเปนผูมีประสิทธิภาพในการอานจะประกอบไปดวย 3 สิ่งสําคัญ ไดแก การเปนผูอานที่ดี การมีความพรอมในการอาน และการมีทักษะมีการอาน 1. การเปนผูอานที่ดี หมายถึง เปนผูมีพฤติกรรมการอานที่ดีในดานรางกาย การใชสายตา และการมีอุปนิสัยการอานที่ดี 1.1 ลักษณะการอานที่ถูกตอง ตองนั่งตัวตรง สิ่งที่อานอยูหางจากสายตาประมาณ 30 เซนติเมตร ไมอานออกเสียงหรือขยับปาก ไมเอานิ้วชี้ตามขอความในแตละบรรทัด เมื่ออานไดประมาณ 40 ถึง 60 นาที ควรพักสายตาประมาณ 10 นาที และการใชสายตาในการอาน ที่ถูกตองคือ ตองใช การกวาดสายตาไปตามขอความที่อาน
87.
78 1.2 นิสัยการอานที่ดี ผูอานควรฝกตนเองใหเปนผูมีความกระตือรือรน
มีความตองการ ที่จะอาน สามารถอานหนังสือไดทุกประเภท มีวิจารณญาณในการเลือกสรรสิ่งพิมพที่จะอาน นอกจากนี้ ผูที่มีนิสัยในการอานที่ดีควรเปนผูที่อานหนังสืออยางสม่ําเสมอ อานทุกวันอยางนอยวันละ 15 นาที 2. การมีความพรอมในการอาน ผูอานที่เปนผูใหญจะมีความตื่นตัวตอขอเท็จจริงและความ คิดใหมๆ มีความอยากรูในเรื่องตางๆ จึงตองการอานสิ่งที่ไมรู และขยายความสิ่งที่รูใหลึกซึ้งมากขึ้น ความพรอมในการอานพิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ประการ 2.1 ความคิดเชิงวิพากษ (Critical Thinking) ผูอานที่มีความพรอมจะสามารถประมวลขอ เท็จจริงที่อานพบเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีความรูอยูเดิม หรือวิเคราะห ประเมิน สังเคราะหความรูใหมได 2.2 การรับรู (Preception) ผูอานสามารถทําความเขาใจสารที่อานไดถูกตองโดยใชความรู และประสบการณเดิม ทําใหเกิดความเขาใจสิ่งที่อานได สามารถใชจินตนาการคนหาสิ่งที่ผูเขียนเสนอ ในงานเขียนได สามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่คลอยตามหรือขัดแยงได 2.3 การรูจักตนเอง (Self insight) หมายถึง ผูอานเกิดการยอมรับสภาพตนเองตามจริง ในเรื่องการอาน เชน การอานชา อคติตอสารที่อาน แตพรอมที่จะแกไขตนเอง 2.4 การมีเปาหมายความสนใจ (Focus of Interest) ผูอานที่มีความพรอมในการอาน ตองมีเปาหมายในการอานในแตละครั้งของตน เชน จะตองอานหนังสือเลมนี้ใหจบภายใน 3 วัน การมีเปาหมายจะทําใหผูอานเกิดความตั้งใยที่ทําใหสําเร็จ 3. การมีทักษะมีการอาน หมายถึง การที่ผูอานมีความชํานาญในการอานเปนพิเศษ ทักษะพื้น ฐานการอานที่สําคัญไดแก การอานเร็ว การอานเขาใจและการอานใหจํา 3.1 การอานเร็ว หมายถึง การอานที่ผูอานใชเวลานอยแตสามารถเขาใจและรับรูสารที่อานได อัตราความเร็วในการอานปกติ คือ อานนาทีละ 200 คํา ดังนั้นถาผูอานสามารถอานไดมากกวา 200 คํา จึงหมายความวาเปนผูอานเร็ว 3.2 การอานเขาใจ ผูอานตองมีความตั้งใจมีสมาธิที่จะอาน มีความเขาใจคําศัพท สํานวนภาษา และถามีประสบการณในสิ่งที่อานจะชวยทําใหเขาใจสิ่งที่อานไดเร็วขึ้น 3.3 การอานใหจํา ในการอานสารที่เปนความรูเชิงวิชาการ ผูอานตองจัดลําดับเรื่องที่อาน สรางหลักในการจํา โดยอาจจัดทําเปนแผนภูมิความคิดของตนเอง สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน ( 2548: 15-16) กลาวถึง พื้นฐานของการอานดี ไววา ตองมีความรูเชิงภาษา ทั้งในดานสํานวนภาษาทั่วๆ ไป และคําเฉพาะเรื่อง นอกจากนี้ยังควรมี ความรูในดานตางๆ ดังนี้
88.
79 1. รูจักสวนตางๆของหนังสือวาสวนไหนมีความสําคัญอยางไร 2. รูจักวิธีอานหนังสืออยางถูกตอง
รูวาหนังสือประเภทใด ควรอานอยางไร มีกลวิธี อยางไรจึงจะไดความรูโดยเร็วและประหยัด 3. รูจักเลือกหนังสืออาน รูวาหนังสือใดดี ไมดี ควรอาน ไมควรอาน หนังสือใดอานแลว คุมกับเวลาที่เสียไปหรือไม 4. รูจักแหลงของหนังสือ ควรรูวาหนังสือประเภทใดอยูที่ไหน ถาจะใหดียิ่งขึ้น ควรรูวา ความรูที่เราตองการนั้นควรคนหาไดจากหนังสือเรื่องอะไร และหนังสือนั้นมีอยูที่ใด พฤติกรรมพื้นฐานในการอาน จากกระบวนการอานขางตน ผูที่มีพฤติกรรมในการอานแลวเกิดผลดีตอตนเองขึ้นอยูกับพฤติ กรรมพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1. การแปลความ คือ การทําความเขาใจความหมายของคําอยางถูกตอง โดยที่ผูอานตอง มีความเขาใจในบริบทของภาษา ซึ่งหมายถึงขอความที่แวดลอมอยูในประโยค ทั้งนี้เนื่องจากคําใน ภาษาไทยบางคํามีความหมายมากกวาหนึ่งความหมาย การที่จะเลือกความหมายของคําใหถูกตอง ตามที่ผูเขียนตองการนั้น ผูอานจะตองพิจารณาจากเนื้อความ ในประโยคทั้งหมด หรือประโยคที่แวดลอม จากนั้นจึงจะสามารถเลือกความหมายของคําไดอยางถูกตอง 2. การตีความ คือ การเขาใจความหมายคําอยางลึกซึ้ง ตามเนื้อความในประโยค เวลาอาน หนังสืออาจจะพบสํานวนโวหาร สุภาษิต คําพังเพยตาง ๆ ทั้งสํานวนในอดีต และสํานวน ในปจจุบัน ผูอานจะตองเขาใจความหมายของสํานวนดังกลาว เขาใจจุดมุงหมายของผูเขียน มองเห็นทัศนะของผู เขียน เขาใจสภาพสังคมในชวงเวลาที่เปนเหตุการณในหนังสือ สิ่งเหลานี้จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ เรื่องราวที่อานดีขึ้น 3. การขยายความ คือ การนําความรู ความคิด ความเขาใจที่ไดจากการอานไปคิดตอเนื่อง มีการเชื่อมโยงกับประสบการณเดิม อธิบายเพิ่มเติมใหเกิดความรูยิ่งขึ้น การขยายความโดยการคิด ในมุมมองทัศนะใหมๆ เพิ่มเติมออกไป จะชวยทําใหผูอานฝกการเปนผูคิดอยูเสมอ และจดจํานําสิ่งที่ อานไปใชประโยชนตอไปได สมบัติ จําปาเงินและสําเนียง มณีกาญจน (2548: 15) ไดสรุปพฤติ กรรมการอานพื้นฐาน 3 ประการดังกลาว นั่นคือ การอานใหรูจริง (ถูกตอง) การอานใหรูกวาง (ลึกซึ้ง) การอานใหรูจนนําไปใชได (ตามประสงค)
89.
80 จุดมุงหมายในการอาน ในการอานผูอานจะมีจุดมุงหมายในการอานแตกตางกันไป ตามความตองการเฉพาะบุคคล ซึ่งมีผลตอการเลือกสิ่งพิมพที่จะอาน เหตุผลในการอานของแตละบุคคลก็จะตอบสนองความตองการ เฉพาะบุคคลดวยเชนกัน
จุดมุงหมายในการอานแบงเปนประเภทตางๆ ดังนี้ 1. อานเพื่อศึกษาหาความรู เปนการอานที่ผูอานตองการที่จะเสริมสรางความรูในเรื่องที่ ตนเองสนใจหรือตองการความรูอยางลึกซึ้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อประโยชนทางการศึกษาหรือการพัฒนา ตนเองทางดานอาชีพ 2. อานเพื่อรับรูขาวสาร เปนการอานที่ผูอานตองการรับรูเหตุการณที่เกิดขึ้นในโลกและสังคม ทําใหเปนคนทันสมัยทันตอเหตุการณ รอบรูเรื่องราวตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของตนและสังคมโลก ดัง นั้นผูอานจะตองอานใหเปนประจําทุกวัน เชน การอานหนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ 3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ผูอานตองการความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในการอาน เชน การอานนวนิยาย เรื่องสั้น การตูน นิตยสาร ฯลฯ ตามรสนิยมของผูอาน การอาน ตามจุดมุงหมายนี้จึงเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนมาก และจะชวยเสริมสรางนิสัยรักการอานได 4. อานเพื่อผอนคลาย การอานเพื่อผอนคลายเปนการอานที่จะชวยใหผูอานเกิดความรูสึก ที่ดีขึ้นในบางครั้งการดําเนินชีวิตของคนเราอาจพบปญหา อุปสรรค ทําใหเราทอถอย ขาดกําลังใจ จนบางครั้งอาจจะตัดสินใจในทางที่ไมถูกตอง การอานหนังสือที่มีขอคิดที่ดี จะชวยเสริมสรางกําลังใจ ทําใหผูอานมีจิตใจดีขึ้น เกิดกําลังใจ มีสติในการแกปญหา 5. อานเพื่อความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ผูอานตองการหาคําตอบในสิ่งที่อยากรู เชน เมื่อตองการเสริมสรางบุคลิกภาพของตนเอง จะตองอานหนังสือเกี่ยวกับมารยาทในสังคมหรือเมื่อ ตองการเดินทางไปทองเที่ยวในสถานที่ตางๆ ก็เลือกที่จะอานสารคดีการทองเที่ยว เพื่อเตรียมตัวให พรอม ในการเดินทาง ในการอานผูอานจึงควรตั้งจุดประสงคแตละครั้งวา ตองการอะไร เพื่อที่จะได เลือกหนังสือไดตรงตามความตองการ กลวิธีในการอาน การที่จะอานเรื่องราวตางๆ ใหเกิดความเขาใจถองแท จําเปนที่จะตองมีวิธีการอานที่เหมาะสม ที่จะชวยใหผูอานไดรับประโยชนสูงสุดจากการอาน กระบวนการอาน ไดแก การอานจับใจความสําคัญ ซึ่งเปนพื้นฐานของการอาน การอานตีความซึ่งเกี่ยวกับการทําความเขาใจสารหรือเจตนาของผูเขียน การอานสรุปความซึ่งจะเปนประโยชนแกผูอานในการอานสารที่มีขนาดยาว และตองการสรุปสาระสําคัญ
90.
81 อยางสั้นที่สุด กระบวนการอานจึงเปนเหมือนหนทางที่จะชวยใหผูอานประสบความสําเร็จในการอานได อยางรวดเร็ว ถาผูอานฝกฝนจนเกิดทักษะเชี่ยวชาญ
ก็จะชวยใหเปน ผูมีประสิทธิภาพในการอาน ดังที่พันธุทิพา หลาบเลิศบุญ (2535: 46) กลาวถึงหลักในการอานหนังสือเปนไวโดยสรุปวา ผูที่อาน หนังสือเปน เมื่อไดอานเรื่องราวตาง ๆ ตองอานไดอยางรวดเร็ว เขาใจเรื่องราวตาง ๆ อยางถูกตอง จับใจความได เขาใจอารมณ จุดประสงค ทัศนคติของผูเขียน สามารถแสดงความคิดเห็นตอสิ่งที่อาน ในประเด็นที่นาสนใจได และไดอรรถรสจากการอาน กลวิธีการอาน มีดังนี้ 1. การอานจับใจความสําคัญ เปนการอานระดับตน เปนพื้นฐานที่สําคัญยิ่งของการอาน หนังสือทุกประเภท เพราะไมวาเราจะอานหนังสือหรือสิ่งพิมพประเภทใด เราก็จําเปนที่จะตองใช การอานจับใจความเพื่อหาสาระสําคัญของสิ่งที่อานเสมอ ในแตละงานเขียนจะมีขอความหลายยอหนา ในแตละยอหนาก็จะมีใจความสําคัญปรากฏอยู อาจจะเปนประโยคที่อยูตนขอความหรือเปนประโยค อยูกลางขอความ หรือเปนประโยคอยูทายขอความ หรือเปนการอานจับใจความที่ผูอานใชการอานสรุป จากเนื้อความทั้งหมด แลวเขียนเปนขอความที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดดวยตัวผูอานเองโดยปกติแตละ ยอหนาจะประกอบดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและรายละเอียด 1.1 ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42) กลาวถึง ความหมายของการอานจับใจความสําคัญ ไวโดยสรุปวา การอานจับใจความสําคัญ หมายถึง การจับประเด็นหลักหรือสาระสําคัญของเรื่องที่อาน ใหไดวา ผูเขียนตองการสงสารหรือใหขอคิดเห็นอะไรเปนสําคัญ นอกจากนี้การอานจับใจความสําคัญ เปนการอานเบื้องตนที่ผูอานจะตองอานแบบคราวๆ เพื่อใหไดขอมูลและขอคิดเห็นของผูเขียนเปนการ อานเพื่อหาขอมูลรายละเอียดตางๆ และทําความเขาใจเรื่องราวใหถูกตองกอนจะแสดงความคิดเห็น วิพากษวิจารณตอไป 1.2 ลักษณะของใจความสําคัญ มีดังนี้ 1.2.1 เปนขอความที่ทําหนาที่ครอบคลุมเนื้อหา หรือยอหนานั้นๆ ขอความสวนที่เหลือ คือ รายละเอียดหรือสวนขยาย 1.2.2 ในแตละยอหนา มักจะมีใจความสําคัญเพียงประเด็นเดียว 1.2.3 ใจความสําคัญอาจเปนประโยคความเดียว หรือเปนเพียงใจความแฝง ผูอาน ตองสรุปเปนสาระสําคัญออกมาเอง 1.3 พฤติกรรมของผูมีทักษะอานจับใจความสําคัญ หากเราจะพิจารณาวา ผูอานมีทักษะ ในการอานจับใจความสําคัญอยางไร จะสามารถสังเกตไดจากพฤติกรรมตาง ๆ ดังนี้ 1.3.1 สามารถบอกชื่อหนังสือหรือชื่องานเขียน ชื่อผูแตง ไดอยางถูกตอง 1.3.2 สามารถบอกลําดับเหตุการณไดอยางถูกตอง
91.
82 1.3.3 สามารถบอกรายละเอียดสําคัญ ๆ
ได 1.3.4 สามารถแยกแยะขอเท็จจริงและความคิดเห็นในยอหนาได 1.3.5 สามารถยกตัวอยางจากเรื่องที่อานได 1.3.6 สามารถบอกใจความสําคัญ และสวนขยายได 1.3.7 สามารถสรุปสาระสําคัญจากสิ่งที่อานได 1.4 ปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญ สิ่งสําคัญที่จะชวยใหผูอานมีความเขาใจ เนื้อหาไดอยางรวดเร็วคือ ประสบการณของผูอานในดานตางๆ ซึ่ง จุไรรัตน ลักษณะศิริ (2547: 42 - 43) ไดเสนอแนวคิดปจจัยที่มีผลตอการอานจับใจความสําคัญโดยสรุปวา 1.4.1 ประสบการณดานการอาน ถาผูอานมีประสบการณในการอานมาก ชอบที่จะ ใชเวลาวางในการอานหนังสือ จะมีอัตราความเร็วในการอานสูง ซึ่งหมายถึงการใชเวลาในการอานนอย แตสามารถอานไดจํานวนหลายหนา ประสบการณดานการอานนี้จะ ชวยทําใหมีทักษะในการอาน 1.4.2 ประสบการณเกี่ยวกับขอมูล และเรื่องราวที่อาน ถาผูอานมีความรูเกี่ยวกับเรื่อง ราวที่อานหรือมีประสบการณโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่อานจะชวยทําใหผูอานเขาใจเรื่องราวที่อานไดดี และชวยในการจับใจความ ไดรวดเร็ว 1.4.3 ประสบการณดานภาษาและการใชภาษา ผูอานที่มีความรูเกี่ยวกับความหมาย ของคําทั้งโดยตรงและโดยนัยสํานวนตาง ๆ คําสแลง คําสัญลักษณ จะชวยใหจับใจความไดดี แตถา ไมรูความหมายของคํา สํานวน จะทําใหอานชา ตีความไมตรงประเด็น จับใจความไมครบถวน 1.4.4 ประสบการณดานความคิด ถาผูอานเปนผูที่ชอบคิดหาเหตุผล ตั้งคําถามใน การอานอยูเสมอ ๆ จะทําใหเปนผูมีความคิดกวางไกลและลึกซึ้ง จะชวยทําใหเขาใจเรื่องที่อานไดรวดเร็ว สามารถเขาใจเรื่องราวที่ซับซอนไดอยางงาย 1.5 วิธีการอานจับใจความสําคัญ การอานจับใจความสําคัญ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้ 1.5.1 ผูอานตองอานขอความในยอหนาในแตละยอหนา เพื่อใหทราบวาเปนเรื่องราว เกี่ยวกับอะไร และอาจจะพิจารณาจากชื่อเรื่องที่มักจะแสดงแนวคิดสําคัญของเรื่องประกอบดวย การอานจับใจความทั้งหมดหรือทั้งเรื่องจึงเปนการอานที่ผูอานจะมองเห็นหรือเขาใจเรื่องราวทั้งหมด 1.5.2 ผูอานจะอานเรื่องทีละยอหนาเพื่อจับใจความสําคัญแตละยอหนาซึ่งจะประกอบ ดวย 2 สวน คือ ใจความสําคัญและสวนขยายหรือรายละเอียด
92.
83 ใจความสําคัญ หรือ Main
ideas หมายถึง เนื้อความหรือขอความ ที่ครอบคลุมเนื้อหายอหนานั้นๆ รายละเอียด หรือสวนขยาย หรือพลความ หรือ Details เปนการขยาย ใจความสําคัญ อาจจะเปนการยกตัวอยาง ตัวเลข สถิติ เหตุผล การใหรายละเอียด การเปรียบเทียบ ฯลฯ ที่จะชวยทําให ผูอานเขาใจใจความสําคัญไดดีขึ้น ตัวอยางที่ 1 นพ.การุณ เมฆานนทชัย และนพ.สิทธิพร อรพิน สองแพทยศัลยกรรมออรโธปดิกส แหงโรงพยาบาลบํารุงราษฎรประสบความสําเร็จจากการผาตัดเพิ่มความสูงใหแก นายวูอัน กวน ถือไดวาเปนการผาตัดเพิ่มความสูงครั้งแรกของเอเชีย การผาตัดใหกับนายวูอัน กวน ชายวัย 38 ป เชื้อชาติเวียดนาม-ฝรั่งเศส แพทยไทย ใชเทคโนโลยีที่เรียกวา “FitboneSurgery” ซึ่งเปนเทคโนโลยีที่ถูกคนพบโดย นพ.อาร บอมการท แพทยผูเชี่ยวชาญดานออรโธปดิกส Ludwing Maximilians University Hospital เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมันนี วิธีนี้ทําไดทั้งกระดูกชวงบนเหนือเขาและกระดูกหนาแขงโดย ตัดกระดูกใหขาดจากกัน แลวสอดแทงโลหะพิเศษเขาไปในโพรงกระดูก แลวเชื่อมโลหะที่สอด เขาไปกับอุปกรณรับคลื่นแมเหล็กไฟฟาทิ่อุปกรณรับคลื่นใตผิวหนังเพื่อใหเฟองในแทงโลหะ ยืดออกไดวันละ1 มิลลิเมตร หรือเดือนละ 3 เซนติเมตร และสามารถยืดไดมากที่สุด 6 เซนติ- เมตรเมื่อไดความสูงอยางที่ตองการแลวผูปวยจะตองพักฟน ไมต่ํากวา 3 เดือน แลวจึงผาตัด อีกขางได สรุปวากวาจะสูงได 6 เซนติเมตร จะตองใชเวลาถึง 10 เดือนคุมหรือไมคุมลองคิดดู ที่มา (Young Traveller, 2544: 18) ความคิดสําคัญของยอหนา คือ นายแพทยไทยประสบความสําเร็จการผาตัดเพิ่มความ สูงที่เรียกวา “Fitbone Surgery”
93.
84 ตัวอยางที่ 2 ผลกลวยเมื่อยังดิบอยูเปลือกจะมีสีเขียว พอสุกเปลือกจะเปลี่ยนเปน เหลืองสวยเนื้อนิ่มละมุน
หอมหวาน อุดมไปดวยคุณคาทางโภชนาการตํารายา บางขนานยังใชกลวยเปนยารักษาอาการไมสบายบางชนิด เชน กลวยดิบกินแก ทองเสียไดชะงัด แตนาแปลกที่เรากลับกินกลวยสุกเปนยาระบายแกทองผูกได นับวา กลวยมีคุณประโยชนมากมายจริงๆ ด ที่มา (เมตไตรย ศรีทอง, 2546: 55) ความคิดสําคัญของยอหนา คือ กลวยมีคุณประโยชนมาก ตัวอยางที่ 3 “เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุย ในชวงเดือน 3 ของจีน โดยกําหนดจากปหนึ่งแบงเวลาเปน 24 ชวง เดือนหนึ่งมี 2 ชวง การไหว เช็งเมง ถือเอาของเดือน 3 เปนชวงเวลาของการไหว ธรรมเนียมนี้มีผูรูเลาวา ไดสืบทอดตอกันมาประมาณ 3,800 ปแลว โดยคนจีนในไทยนิยมไหว ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งตกอยูในชวงเดือน 3 ของจีน ที่มา จิตรา กอนันทเกียรติ (2539: 55) ใจความสําคัญของยอหนา คือ “เช็งเมง” เปนธรรมเนียมการไหวบรรพบุรุษที่ฮวงซุยรายละเอียด หรือสวนขยาย มี 3 สวน ไดแก 1. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีน 2. ชวงเวลาในการทําพิธีเช็งเมงของคนจีนในประเทศไทย 3. ความเกาแกของพิธีเช็งเมง
94.
85 ตัวอยางที่ 4 พัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค (
A Creative Reading Skill) หมายถึงการฝกใหรูจักคิด แสดงความคิดเห็น แสดงความรูสึก นึกคิดตอเรื่องที่อานหนังสือ ประกอบทุกๆ วิชาควรสงเสริมและใหโอกาสเด็กไดแสดงความคิดเห็น ความรูสึกตอเรื่อง ที่อานมากกวาการมุงหมายทบทวนขอมูลตาง ๆ ที่จําไดหรือเขาใจ ตัวอยางคือ 1. ใหนักเรียนอานหนังสือ บทความ แลวแสดงความคิดเห็นและแสดง ความรูสึกตอสิ่งที่อาน 2. ใหนักเรียนอานแบบผาน ๆ (Scan) จากหนังสือหรือบทความแลวหัด แสดงความรูสึกนึกคิดของตนในขณะนั้น 3. ใหลําดับรายการที่เปนความรู ขอมูลบางรายการที่คิด และรูสึกจากเรื่อง ซึ่งอาจรวมถึงการคาดคะเนเรื่องราวก็เปนไปได 4. เลือกเหตุการณที่นาสนใจจากหนังสือพิมพแลวใหนักเรียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเหตุการณไดหลายๆ คําถาม แลวพยายามหาคําตอบดวยการคนควาหาขอมูล ตอไปเกี่ยวกับเหตุการณ ที่มา (อารี พันธมณี, 2545: 157) ใจความสําคัญของยอหนา คือ การพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค (A Creative Reading Skill) หมายถึง การฝกใหผูอานรูจักคิดแสดงความคิดเห็นตอเรื่องที่อาน รายละเอียดหรือ สวนขยาย คือ วิธีการสงเสริมใหเด็กมีการพัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค 2. การอานสรุปความ การอานสรุปความเปนกระบวนการตอจากการอานจับใจความสําคัญ ในบางครั้ง สารที่อานมีรายละเอียดจํานวนมาก ผูอานจะใชการอานที่ประมวลเนื้อหาสาระทั้งหมดแลว สรุปสาระสําคัญอยางสั้นที่สุด ผูอานจะตองตั้งคําถามกับตนเองในประเด็นตางๆ ดังนี้ ใคร (Who) ทําอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไหร (When) ทําไม (Why) อยางไร (How)
95.
86 การอานสรุปความเปนสิ่งจําเปนในการอาน เพราะถาเปนขอความขนาดยาวจะตองมีการสรุป เพื่อใหไดสาระสําคัญของสิ่งที่อาน หรือการสรุปแนวคิดสําคัญของงานเขียนนั้น
ๆ ถาอานแลวสรุปไมได นั่นหมายถึงความลมเหลวในการอาน 3. การอานตีความ สํานวนภาษาที่ปรากฏในงานเขียน การตั้งชื่อเรื่อง อาจจะใชคําที่มีความ หมายตรงหรือการใชคําที่มีความหมายลึกซึ้ง จําเปนตองใชการอานตีความ ซึ่งหมายถึง การอธิบายความ หมายที่ซอนเรน และขยายความไดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยผูอานจะสามารถอธิบายสิ่งที่อานไดอยางดี โดย ใชประสบการณของผูอานมาทําความเขาใจ 3.1 หลักในการอานตีความ มีขั้นตอน ดังนี้ 3.1.1 อานเรื่องที่จะตีความใหละเอียด และสรุปเรื่องตามความเขาใจของผูอาน 3.1.2 ตีความคําสัญลักษณที่ปรากฏในงานเขียน 3.1.3 ทําความเขาใจถอยคํา โดยใชความเขาใจในบริบท (Context ) เพื่อหาความ หมายของคํา 3.1.4 ในการตีความมีทั้งการตีความในเนื้อหา และการตีความในน้ําเสียง ผูอาน ตองใชความคิดพิจารณาใหเขาใจ ตัวอยางที่ 5 เปนอาจารยวันเดียว เทากับเปนอาจารยชั่วชีวิต (สํานวนจีน) ตีความเนื้อหา การเปนครูหรือเปนอาจารยใหแกลูกศิษยแมเพียงวันเดียว เปนบุญคุณ ที่ยิ่งใหญ ตองทดแทนบุญคุณตราบชั่วชีวิต ตีความน้ําเสียง ยกยองครู หรืออาจารยดวยความสํานึกในบุญคุณ
96.
87 ตัวอยางที่ 6 มิตรภาพเริ่มตนดวยรอยยิ้ม แตร่ําลาดวยหยาดน้ําตา Relationship
always starts with smiles but leaves only tears when become declined ที่มา (พรชัย แสนยะมูล, 2545: 11) ตีความเนื้อหา มิตรภาพใหทั้งความสุขและความเศรา ตีความน้ําเสียง ผูเขียนมีความเขาใจธรรมชาติของการเริ่มตนจะเปนความสุข และจบลงดวยความเศรา 4. การอานขยายความ คือ การอธิบายเพิ่มเติมใหละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลังจากการตีความ โดยใชประสบการณเดิมของตนเอง การขยายความเปนการฝกการหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนหรือ คัดคาน หรือมีการยกตัวอยางอางอิงเปรียบเทียบทําใหเรื่องราวที่อานมีมุมมองหลากหลาย ตัวอยางที่ 7 คลื่นลมทําใหทะเลสวย อุปสรรคทําใหชีวิตงาม บุคคลจึงไมควรยอมแพ เมื่อพบอุปสรรค ที่มา สุขพัฒน ทองเพ็ง (2543: 42) ขอความนี้ใหขอคิดวา อุปสรรคที่เขามาในชีวิตคือสิ่งที่จะชวยทําใหเราเขมแข็งเพราะอุปสรรค จะเปนประสบการณที่จะตองเรียนรู ฝาฟน เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคใหได การขยายความ ในชีวิตของทุกคนตองพบกับอุปสรรค การมองอุปสรรคใหเห็นเปนสิ่งที่มี ประโยชนที่จะทําใหเขาเหลานั้นเกิดการเรียนรู ตอสู หาหนทางที่จะเอาชนะอุปสรรค ไมยอมแพอะไร งาย ๆ และเมื่อเขาผานพนอุปสรรค จะทําใหเขาเปนคนที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมยอทอตอปญหาตาง ๆ และจะดําเนินชีวิตไดอยางรอบคอบ
97.
88 ตัวอยางที่ 8 การตูนผูใหญมากับทุงหมาเมิน “ปญหาภาคใต” ที่มา
(ไทยรัฐ, 2547: 5) การวิเคราะหงานเขียน รูปแบบ การตูน เนื้อหา เปนปญหาสถานการณรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนในภาคใต ศิลปะการใชภาษา ใชคําวา “ขึ้นนก” กับ คําวา “พับนก” สื่อใหเห็นความคิด คนสองกลุม การอานสารประเภทตางๆ ความรูและขอมูลที่มีการบันทึกเปนลายลักษณอักษร โดยอาจบันทึกลงในสิ่งพิมพ หรือบันทึก ลงในสื่อที่ทันสมัยในเว็บไซดผานอินเทอรเน็ต ลวนเปนขอมูลที่มีรูปแบบและเนื้อหาแตกตางกัน จําเปน ตองใชวิธีการอานที่แตกตางกัน ดังนี้ 1. การอานเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการเปนเอกสารที่มีลักษณะเฉพาะ ลลิตา กิตติประสาร (2542: 439) ไดใหความหมายของคําวางานวิชาการโดยสรุปวา งานวิชาการ หมายถึง งานเขียนเพื่ออธิบายเรื่องที่ไดศึกษาคนควา หรือแสดงความคิดเห็น โดยมีทฤษฎีหรือหลักการสนับสนุน มีแหลงขอมูล แหลงอางอิง และวิธีการคนควาที่เปนระบบ ภาษาที่ใชในการเขียนเปนภาษาแบบแผน การอานเอกสารตําราทางวิชาการ เปนสิ่งที่นักศึกษาจะตองกระทําเปนกิจวัตร
98.
89 ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย
สุวรรณธาดา (2529: 335) กลาวถึง การอานเอกสารทางวิชาการวา เปนการอานสิ่งที่เปนความรูตางๆ และเปนการอานเพื่อการศึกษาคนควา มีความหมายโดยสรุปวาเปน การอานหนังสือ หรือวัสดุการอานอื่น ๆ เพื่อใหเกิดความรู ความคิด นําไปใชประโยชนในดานการศึกษา ตลอดจนพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพ และชวยใหติดตามวิทยาการที่ทันสมัยไดตลอดเวลา 1.1 ประเภทเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางวิชาการแบงเปนประเภทไดดังนี้ 1.1.1 ตํารา หมายถึง หนังสือวิชาการที่เขียนขึ้นอยางเปนระบบตาม หลักสูตรวิชาใด วิชาหนึ่งใชในการเรียนการสอน โดยมุงใหความรูแกผูอาน ดังนั้นจึงเปนหนังสือที่ใหความรูทางวิชาการ ในศาสตรตาง ๆ แกผูอาน สมัยโบราณมีตําราที่ใหความรูในดานตาง ๆ เฉพาะดาน เชน ตําราแพทย แผนโบราณ ตําราหลักภาษาไทย ตําราพืชสมุนไพร ตํารากายวิภาคศาสตร อาจกลาวไดวา ศาสตร ทุกแขนงไดรับการบันทึกไวเปนตําราอยางครบถวน เพื่อสนองความตองการในการเรียนรูทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย 1.1.2 หนังสืออางอิง เปนหนังสือที่รวบรวมความรูหรือขอเท็จจริง โดยมีลักษณะมุงให ความรู ซึ่งจะเปนขอมูลในดานตาง ๆ สงเสริมการคนควาเพิ่มเติมของผูเรียน เชน พจนานุกรมสารานุกรม หนังสือรายป หนังสืออางอิงเกี่ยวกับภูมิศาสตร สิ่งพิมพรัฐบาล อักขรานุกรมชีวประวัติ เปนตน 1.1.3 บทความทางวิชาการ คือ งานเขียนที่ใหความรูทางวิชาการ ซึ่งมักจะอยูในวาร สารหรือนิตยสาร โดยใชการเขียนเปนระบบหลักเกณฑ เปนการเสนอขอมูลละเอียดลึกซึ้งในเรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะมีการแสดงหลักฐานอางอิงขอมูลมาประกอบ เพื่อความนาเชื่อถือ อาจจะเปนผลมา จากการคนควาวิเคราะหหรือวิจัยก็ได บทความแตละเรื่องจะเหมาะกับบุคคลแตละกลุมแตละวัย (บุญยงค เกศเทศ อางใน ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และ นภาลัย สุวรรณธาดา,2547: 407) นอกจากนี้ผู เขียนอาจสอดแทรกขอคิดเห็นหรือขอเสนอแนะเพิ่มเติมดวย 1.1.4 รายงานวิชาการ เปนผลของการศึกษาคนควาเฉพาะเรื่อง ในเชิงวิชาการจาก เอกสารหรือแหลงขอมูลตางๆ ทําใหผูอานไดรับความรูกวางขวางยิ่งขึ้น 1.1.5 งานวิจัย คือ รายงานการศึกษาคนควาที่มีการรวบรวมขอมูลโดยการหาคําตอบ จากสิ่งที่สงสัย มีการรวบรวมขอมูลจากการศึกษาคนควาเอกสาร ใชการสัมภาษณ การทดลอง การเก็บ ขอมูลภาคสนาม แลวนําขอมูลมาวิเคราะหอยางเปนระบบ นําเสนอขอมูลอยางเปนขั้นตอน 1.2 แนวทางการอานเอกสารทางวิชาการ การอานเอกสารทางวิชาการเปนการแสวงหา ความรูและประสบการณ ที่ผูอานจะไดรับจากตํารา บทความ สิ่งพิมพตาง ๆ และนําขอมูลไปใชในการ อางอิงตาง ๆ จะตองมีการพิจารณาขอมูล ในขั้นตนควรปฏิบัติดังนี้
99.
90 1.2.1 เริ่มจากการเลือกหนังสือ จะพิจารณาจากชื่อผูแตงเปนผูมีประสบการณ เพียงพอกับการเขียนหนังสือเลมนี้หรือไม
สํานักพิมพเปนที่นาเชื่อถือหรือไม ปที่พิมพบอกถึง ความทันสมัย ของหนังสือ นั่นยอมมีผลตอความทันสมัยของเนื้อหาภายในเลม ชื่อเรื่องและสารบัญมีเนื้อหาตรงตาม ความตองการหรือไม นอกจากนี้ยังอาจดูที่บรรณานุกรม เพื่อดูวา ขอมูลมีการคนความาจากที่ใดบาง ที่สําคัญผูอานควรอานในสวนคํานํากอนที่จะอานรายละเอียดของเนื้อหา เพราะจะทําใหผูอานไดทราบ เนื้อหาโดยสังเขป - พิจารณารายละเอียดของหนังสือ ในเรื่องนี้สุพรรณี วราทร (2545: 81 – 85) กลาวถึงทักษะในการอานหนังสือทางวิชาการโดยสรุปไววา ตํารา เอกสาร หนังสือวิชาการสวนใหญใช ในการศึกษาคนควา เพื่อใหไดขอเท็จจริงไดความรู ความคิด ผูอานจะตองอานเพื่อใหไดความคิดหลัก และรายละเอียด การอานเอกสารทางวิชาการทุกชนิดตองมีจุดมุงหมายที่แนนอนตองทําสิ่งใดบางใน ขณะอาน เชน ตองการทบทวนตองการการทองจํา ดังนั้นสิ่งที่ควรกระทํามีดังนี้ สํารวจหนังสือ เพื่อทําความรูจักหนังสือกอนจะลงมืออาน โดยพิจารณา จากสวน ตางๆ ของหนังสือ เพื่อใหรูขอบเขตของหนังสือ การจัดลําดับของเนื้อหา แนวความคิด และสาระสําคัญของเรื่อง ขอมูลเหลานี้จะเปนพื้นฐานใหแกผูอาน ผูแตง ผูแตงที่นาเชื่อถือ คือ ผูที่มีความรู มีความเชี่ยวชาญ หรือ มีประสบการณในการเขียนเรื่องนั้นเปนอยางดี สิ่งที่แสดงความนาเชื่อถือคือ คุณวุฒิ ตําแหนง หนาที่ และผลงานที่เผยแพรเปนงานเขียนตางๆ การอางอิงและบรรณานุกรม หนังสือทางวิชาการที่ดีตองมีการอางอิงราย ชื่อหนังสือ ที่นํามาคนควา โดยอาจเขียนเปนบรรณานุกรมทายเลม สํานักพิมพ ในการจัดพิมพหนังสือทางวิชาการสํานักพิมพแตละแหงจะมี ชื่อเสียงและมีประสบการณในการจัดพิมพหนังสือแตกตางกัน เชน ราชบัณฑิตยสถานจะพิมพหนังสือ อางอิงหลายเลม และเปนมาตรฐานในการนําไปใชตอไป การตั้งคําถาม การอานหนังสือวิชาการ ควรตั้งคําถามเกี่ยวกับประเด็นที่ ตองการรู กอนเริ่มการอาน เพื่อจะไดตั้งใจอานใหไดคําตอบตามที่ตองการ การอานเนื้อเรื่อง ซึ่งเปนสวนสําคัญที่สุด หนังสือวิชาการจะแยกเรื่องเปน บท ๆ เนื้อหาแตละบทจะมีความสัมพันธกัน เมื่อลงมืออานผูอานจะตองมีสมาธิ และมีวิจารณญาณ เพื่อรับรู ทําความเขาใจ พิจารณาความถูกตอง และความทันสมัยของขอมูล และในขณะที่อานหนังสือ อาจทําเครื่องหมายกํากับ ใชปากกาสีเนนขอความประเด็นสําคัญ ๆ เพื่อกลับมาทบทวนไดในครั้งตอไป
100.
91 1.3 การบันทึกความจํา เนื่องจากสารที่อานใหความรู
และมีประโยชนตอผูอานสวนที่เปน ตําราตองใชการจําใหมาก ถนอมวงศ ล้ํายอดมรรคผล (2544: 33 - 39) ไดเสนอวิธีชวยใหมีความจําไดดี และมีรายละเอียดดังนี้ 1. ทําเครื่องหมาย ในการอานเมื่อพบขอความที่มีความสําคัญ มีคําสําคัญ หรือมีคํา กุญแจ ซึ่งหมายถึงคําที่มีความสําคัญกลาวซ้ํา ๆ ในยอหนานั้นหลาย ๆ ครั้ง เชน คําจํากัดความเชื่อ บุคคล 2. การทําบันทึกสรุปแนวคิดหลัก เมื่ออานแลวเกิดความเขาใจ ควรทําบันทึก เพื่อสรุป สาระสําคัญของแตละยอหนาหรือแตละบทรวมถึงความคิดเห็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวของหากเปนสูตรทาง คณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตร การทําบันทึกไวจะชวยในการจดจําไดดีมาก 3. การสรางแผนภูมิ เปนวิธีการบันทึกแบบสรุปที่สั้นที่สุด แตครอบคลุมเนื้อหาได มากที่สุด ซึ่งจะชวยฝกการคิดใหเปนระบบ และทําใหผูอานมองเห็นความสัมพันธของเรื่องทั้งหมด โดยประเด็นยอยจะตองสัมพันธกับประเด็นหลักโดยตรง โดยอาจทําเปนแผนภูมิเพื่อความเขาใจ 1.4 การจดบันทึกขอมูล การจดบันทึกการอานเปนสิ่งที่มีประโยชนอยางยิ่งเพราะจะชวย ในการจดจําใชประโยชนในการเก็บขอมูลเพื่อคนควาตอไป กระดาษที่ใชในการบันทึกควรเปนบัตรสีขาว ขนาด 3x5 นิ้ว หรือ 6x8 นิ้ว ในการจดบันทึกควรเขียนชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ ชื่อของสํานักพิมพ ปที่พิมพ หนาของหนังสือที่อางอิงขอมูล วิธีการจดบันทึกมี 3 แบบ ดังนี้ 1.4.1 บันทึกแบบคัดลอก คือ การคัดลอกขอความจากสวนใดสวนหนึ่งของหนังสือ โดยจะตองคัดลอกทุกตัวอักษร และใสเครื่องหมายอัญประกาศที่ขอความ ขอความที่คัดลอกจึงมักจะ เปนขอความที่สําคัญ เปนการใหนิยามของคํา คําจํากัดความ สูตรทางคณิตศาสตร บทประพันธ ดัง นั้นสิ่งที่ผูคัดลอกควรระวังคือ จะตองคัดลอกใหครบทุกตัวอักษร 1.4.2 บันทึกแบบยอ คือ การจดบันทึกขอมูลโดยสรุป บันทึกเฉพาะในสวนที่เปน สาระสําคัญ ผูบันทึกจึงตองมีทักษะในการอานแลวสรุปขอมูลได 1.4.3 บันทึกแบบวิจารณ คือ การบันทึกความคิดเห็นของตนที่มีตอขอเขียนโดยใน ตอนตนจะเปนการบันทึกแบบคัดลอก หรือการบันทึกยอ ตอจากนั้นจึงบันทึกความคิดเห็นของตนลงไป การบันทึกความคิดเห็นหรือการวิจารณจะมีประโยชนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง เมื่อเคยอานเรื่องใด เรื่องหนึ่งเปนเวลานาน ๆ อาจจะลืมความคิดเห็นของตนที่มีตอเรื่องนั้น ๆ การทําบันทึกแบบวิจารณจะ ชวยเตือนความจําไดเปนอยางดี นอกจากนี้การบันทึกสิ่งที่อานที่เปนรูปภาพ หรือที่เปนขอมูลที่มี ขนาดใหญ อาจจะใชการถายสําเนา หรือการสแกนภาพดวยเครื่องสแกน แลวจัดเก็บขอมูลใน ซีดีรอม (CD-ROM)
101.
92 โปรดพิจารณาการจดบันทึกขอมูล ดังตัวอยางตอไปนี้ ตัวอยางที่ 8 จากตัวอยาง
เปนบทความกึ่งวิชาการที่ใหขอมูลทางวิทยาศาสตรในเรื่องใบไมสีทอง ผู อานสามารถนํามาจดบันทึกเปนบันทึกแบบคัดลอก บันทึกแบบยอ และบันทึกแบบวิจารณไดดังตัว อยางตอไปนี้ ที่มา (กินรี, 2549: 46 )
102.
93 ตัวอยาง บันทึกแบบคัดลอก ตัวอยาง บันทึกแบบยอ
และบันทึกแบบวิจารณ บันทึก แบบยอ บันทึก แบบวิจารณ ใบไมสีทอง .กินรี. กันยายน 2549, หนา 46. ใบไมสีทองเปนพืชในตระกูล Fabales วงศ Leguminosae สกุล Bauhinia ชื่อทางวิทยาศาสตรคือ Bauhinia aureifolia K.Larsen S.S. Larsen ชาวบานทองถิ่นรูจักกันดีใน ชื่อ “ยานดาโอะ” เปนไมเนื้อเถาเนื้อแข็งขนาดใหญ ใบเดี่ยว สวนปลายใบหยักเวาเปน แฉกลึก 2 แฉก โคนใบเวาหยักเปนรูปหัวใจ ลักษณะคลายกับใบ กาหลงหรือชงคา แตขนาดใหญกวา ไมงามชนิดนี้เปน ของดีประจํา จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากพบไดแคในปาบนเทือกเขาบูโด วนอุทยาน น้ําตกบาโจ อําเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แหงเดียวเทานั้น... ใบไมสีทอง กินรี. กันยายน 2549, หนา 46. คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทองคือ ใบสามารถเปลี่ยนไดถึง 3 สี ตอนแรกใบจะเปนสีนาค คือ มีสีชมพูเรื่อยๆ อีก 2 สัปดาห จะเปลี่ยน เปนสีน้ําตาล และเขมขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นอีก 3 เดือน ใบไม จะกลายเปนสีทอง และอีก 6-7 เดือนจะกลายเปนสีน้ําเงิน ใบที่สมบูรณ จะมีขนาด 10 x 18 เซนติเมตร ขนาดใหญสุดประมาณ 25 เซนติเมตร คุณสมบัติพิเศษของใบไมสีทอง คลายกับใบเมเปลในประเทศ แถบยุโรป ที่เปลี่ยนสีเมื่อเวลาผานไป
103.
94 2. การอานหนังสือพิมพ หนังสือพิมพ
(Newspaper) เปนสิ่งพิมพประเภทหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ หรือ 2 หนายก ไมเย็บสันกลาง มีเนื้อหาสําคัญคือ การนําเสนอขาว หรือเหตุการณสําคัญ นอกจากนั้น ยังมีบทความแสดงความคิดเห็นที่เขียนอยูในรูปของคอลัมน ที่มุงแสดงความ คิดเห็นตอเหตุการณที่ กําลังอยูในความสนใจของประชาชน นอกจากนี้อาจใชคําวา “วรรณกรรมรีบเรง” หรือ “วรรณกรรมรายวัน” เพราะการจัดทําหนังสือพิมพเพื่อนําเสนอขาวสารตองแขงกับเวลา โดยนําเสนอการวันตอวัน ซึ่งเรียกวา “หนังสือพิมพรายวัน” นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพที่มุงเสนอขาวเฉพาะในแตละดาน เชน หนังสือพิมพ ทางธุรกิจที่มุงเสนอขาวสาร บทความทางธุรกิจ หนังสือพิมพดาราที่มุงเสนอขาวเกี่ยวกับนักแสดงหรือ ดารา หนังสือพิมพกีฬาที่มุงเสนอขาวกีฬา บทความกีฬา หนังสือพิมพเปนสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงตอ สังคม สามารถที่จะโนมนาวใจผูอาน เกิดกระแสวิพากษวิจารณในเรื่องที่หนังสือพิมพนําเสนอ 2.1 เนื้อหาของหนังสือพิมพ ในหนังสือพิมพจะแบงเนื้อหาออกเปน 2 สวน คือ เนื้อหาของ ขาวและเนื้อหาสวนแสดงความคิดเห็นโดยมีรายละเอียด ดังนี้ 2.1.1 เนื้อหาประเภทขาว หัวใจของหนังสือพิมพ หรือเนื้อหาที่สําคัญที่สุดในหนังสือพิมพ คือ ขาว ในการเสนอขาวจะอยูในหนาที่หนึ่ง ซึ่งในหนังสือพิมพแตละฉบับจะเสนอขาวที่แตกตางกัน หรือใกลเคียงกันบางฉบับอาจจะนําเสนอ โดยเนนขาวชาวบานบางฉบับการเสนอขาวโดยเนนขาวการ เมือง สวนขาวตางประเทศอาจจะอยูในหนาที่สอง นอกจากนี้ยังมีการจัดหนาเฉพาะสําหรับขาวสังคม ขาวกีฬา ขาวเศรษฐกิจ และขาวบันเทิง 2.1.2 เนื้อหาประเภทคอลัมนแสดงความคิดเห็น นอกจากเนื้อหาในสวนที่เปนขาว ในหนังสือพิมพยังมีสวนที่เปนการแสดงความคิดเห็นจากคอลัมนิสต หรือผูเขียนบทความที่ประจําอยู ในคอลัมน สวนแสดงความคิดเห็นจึงแบงเปน 2 สวนคือ - บทบรรณาธิการ เปนบทความที่บรรณาธิการเปนผูเขียนแสดงความคิดเห็น หรือมอบหมายใหบุคคลในกองบรรณาธิการทําหนาที่เขียน โดยเลือกเหตุการณที่อยูในความสนใจของ คนในสังคม นํามาวิพากษ วิจารณ แสดงความคิดเห็นอยางมีเหตุผล บทบรรณาธิการจึงเปนสวน ที่แสดงใหเห็นถึงแนวคิดและทิศทางของหนังสือพิมพที่มีตอเรื่องนั้น ๆ ลักษณะของการใชภาษาในบท บรรณาธิการจะเปนภาษาราชการ คนทั่วไปจึงไมนิยมอาน บทบรรณาธิการจะเขียนในคอลัมนที่จะมี ชื่อหนังสือพิมพ คําขวัญ อยูบนหัวคอลัมน สวนนํา - บทความในคอลัมน (Column) เปนบทความที่ผูเขียนเขียนประจําในคอลัมน เพื่อแสดงความคิดเห็นในเหตุการณที่เปนขาวอยูในหนังสือพิมพ รวมถึงการวิเคราะหขาวตาง ๆ การรับฟง เรื่องราวรองทุกขของประชาชน ในบางครั้ง จะใชนามแฝงแทนชื่อจริง
104.
95 2.1.3 เนื้อหาประเภทเกร็ดความรูและบริการ ในหนังสือพิมพจะมีเนื้อหาที่ให
ความรู ตาง ๆ แกผูอาน หนังสือพิมพ บางฉบับจะมีคอลัมนประจําที่ใหความรูแกผูอาน หรือมีหนาของหนังสือ พิมพที่ใหความรูและบริการแกประชาชน โดยเฉพาะเกร็ดความรูที่หนังสือพิมพมักจะเสนอตอผูอาน ได แก สุขภาพอนามัย วิทยาศาสตร ประวัติศาสตร อาหารการครัว การตอบปญหาชีวิต นอกจากนี้ใน ฉบับเสาร – อาทิตย จะมีหนาพิเศษของเด็ก ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรูตาง ๆ เชน แนะนําหนังสือ นาอาน การวาดภาพ การแขงขันตอบปญหา เปนตน 2.1.4 เนื้อหาประเภทบันเทิง เนื้อหาประเภทบันเทิงในหนังสือพิมพเปนสวนที่ผูอาน บางคนใหความสนใจ เปนพิเศษ เชน ผูอานที่ชอบวงการบันเทิง จะสนใจอานขาวสังคมของดารา เรื่องยอของภาพยนตร บทความวิจารณหนังสือ ขาวซุบซิบสังคมดารา ฯลฯ 2.1.5 เนื้อหาประเภทดึงดูดความสนใจและเบ็ดเตล็ด ในการอานหนังสือพิมพผูอาน บางสวนสนใจที่จะอานบทละครที่กําลังฉายทางโทรทัศน คอลัมนตอบปญหาทางเพศ คอลัมนพยากรณ โชคชะตาชีวิต เนื้อหาในสวนนี้เปนความสนใจเฉพาะตัวของผูอาน 2.2 การอานขาวในหนังสือพิมพ 2.2.1 เริ่มจากการอานพาดหัวขาว เพื่อใหรูวา ขาวที่จะอานตอไปเปนขาวใหญที่มี ความสําคัญหรือไม และเปนเหตุการณเกี่ยวกับเรื่องใด 2.2.2 อานวรรคนํา ในสวนวรรคนําจะมีขอมูลสรุปสาระสําคัญไดวา ใครทําอะไรที่ไหน เมื่อไหร อยางไร ทําไม จากนั้นจึงอานเนื้อขาว 2.2.3 ในขณะที่อานตองใหความสนใจในการอานอยางตั้งใจ เพื่อจดจําประเด็นสําคัญ ของขาวสามารถนํามาแสดงความคิดเห็นไดตอไป 2.2.4 ควรอานหนังสือพิมพเปนประจํา และอานมากกวา 1 ฉบับ เพราะในการนําเสนอ ขาวของหนังสือพิมพแตละฉบับอาจจะมีมุมมองแตกตางกัน ไมควรรีบสรุปหรือคลอยตามในทันที ควรใชความคิดพิจารณาวิเคราะหใหถูกตองกอน 2.3 แนวทางการอานบทความและคอลัมนในหนังสือพิมพ เนื้อหาในหนังสือพิมพมีหลายสวน นอกจากสวนที่เปนขาวแลว ยังมีบทความและคอลัมนประจําในหนังสือพิมพ ซึ่งจะเปนสวนที่ผูเขียนบท ความนําเสนอความคิดเห็นผานขอเขียนบทความเปนคอลัมนประจําในหนาหนังสือพิมพ ผูเขียนอาจใช นามแฝงหรือนามปากกา ในสวนที่เปนบทความสําคัญที่เขียนโดยกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ ซึ่ง จะเรียกวา “บทนํา” หรือ “บทบรรณาธิการ” (Editorial) จะเปนบทความที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องใด เรื่องหนึ่งอยางชัดเจน แสดงแนวคิดหรือโยบายของหนังสือพิมพตอเรื่องนั้นๆ โดยที่กองบรรณาธิการจะ นําเอาประเด็นสําคัญในสถานการณบานเมืองขณะนั้นนํามาเขียนแสดงความคิดเห็น สวนบทความ
105.
96 โดยนักเขียนทั่วไปจะปรากฏอยูในคอลัมนประจํา (Column) โดยจะเรียกวาผูเขียน
“คอลัมนนิสต” (Columnist) การอานบทความในหนังสือพิมพ ผูอานที่ติดตามอานขาวเปนประจํา หรือให ความสนใจ ในสถานการณบานเมืองจะเกิดความเขาใจไดงาย เพราะเรื่องที่นํามาเขียนมักจะเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ ขาวที่เกิดขึ้นเปนสวนใหญ อยางไรก็ดีการแสดงความคิดเห็นของผูเขียนบทความ อาจจะไมใชสิ่งที่ เหมาะสมหรือถูกตองทั้งหมด ผูอานจะตองมีวิจารณญาณใครครวญหาเหตุผลไตรตรองจึงคอยตัดสิน ใจ 3. การอานสารคดี ในปจจุบันงานเขียนสารคดีเปนงานเขียนที่มีผูอานใหความสนใจเปน จํานวนมากเพราะเปนการอานที่ใหทั้งสาระความรู และความเพลิดเพลิน ทําใหตลาดหนังสือประเภท สารคดีไดรับความนิยมจากผูอานเปนจํานวนมาก ความนาสนใจของงานสารคดี คือ การนําเสนอขอ เท็จจริงของงานเขียน ผานลีลาการเขียนที่สนุกสนาน ชวนใหอาน และเปนประสบการณที่มีคุณคาตอ ผูอานอยางยิ่ง กัลยา ยวนมาลัย (2539: 51) ใหความหมายของคําวาสารคดี (Non – Fiction) ไววา “สารคดี” หมายถึง หนังสือที่ผูเขียนมีจุดมุงหมายในการใหความรู สารประโยชนโดยสอดแทรกสวนที่เปน ความบันเทิงไปดวย เพื่อไมใหหนังสือมีเนื้อหาหนักเกินไป ผูเขียนมีอิสระในการแสดงออก ดังนั้นสารคดี จึงมีลักษณะที่คอนขางแตกตางกันในดานของรายละเอียด สารคดีจึงเปนงานเขียนที่มีพื้นฐานแหงความจริง นําเสนอเหตุการณขอมูลที่เปนจริง ผูอานจะ ไดรับความรู ขอเท็จจริง จนเกิดความเขาใจ ทําใหรูเรื่องราวนั้นๆ ไดดียิ่งขึ้นผูเขียนงานสารคดีจะใช ศิลปะในการเขียนใหมีอรรถรส อานแลวสนุก ทําใหเรื่องราวนาสนใจและนาติดตาม หากพิจารณา ความหมายของคําวา “สารคดี” ในภาษาอังกฤษจะมี 2 คํา คือ Non – Fiction ซึ่งหมายถึง งานเขียน สารคดีขนาดยาว มีการจัดทําเปนรูปเลม เชน พ็อกเก็ตบุคสารคดีทองเที่ยวประเทศตาง ๆ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีเขียนแตกตางกัน โดยอาจจะเขียนเปนบันทึกการเดินทาง เขียนเปนบทความ เขียนเปนจดหมาย หรือโปสการดเลาเรื่อง นอกจากนี้ยังมีสารคดีที่เปนเรื่องเลาในอดีต ที่เขียนจากบันทึกความทรงจําของ คนที่มีชีวิตอยูในชวงเวลาขณะนั้นหรือเปนการบอกเลาสิ่งที่เกิดขึ้น ในอดีตแลวนํามาเรียบเรียงใหม อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงสารคดีชีวประวัติ สารคดีอัตชีวประวัติ ผูอานสามารถเลือกอานไดตามความสนใจ ในความหมายที่สองในภาษาอังกฤษจะใชคําวา Feature หมายถึง งานเขียนสารคดีที่เขียนอยูใน หนังสือพิมพ นิตยสาร ถาเปนบทความที่นําเสนอในหนังสือพิมพ หรือนิตยสารจะใชคําวา Feature Article
106.
97 3.1 ประเภทสารคดี งานเขียนสารคดีแบงเปนประเภท
11 ประเภท ดังนี้ 3.1.1 สารคดีชีวประวัติ งานเขียนบันทึกประวัติและพฤติกรรมของบุคคลสําคัญจะสะทอน แนวคิดตลอดจนเหตุการณประวัติศาสตรที่นาสนใจและชวนติดตาม อาจเขียนเฉพาะดานดีหรือขอบก พรองของเจาของประวัติ แตสวนมากมักเขียนในหลาย ๆ ดาน แตจะเนนใหเห็นคุณธรรมความดีของ เจาของประวัติเปนหลัก 3.1.2 สารคดีเชิงวิทยาศาสตร งานเขียนเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร มีการใชศัพททาง วิชาการ มีการวิเคราะห วิจัย มีขอมูลสถิติ เชิงอรรถ บรรณานุกรม แตจะเขียนใหอานงายตามกลุม ผูอาน เชน สารคดีเกี่ยวกับสัตวใตทะเลสําหรับเด็กก็จะมีขอมูลเกี่ยวสัตวใตทะเล ใหความรูแกผูอาน แตจะอานงายกวาหนังสือวิชาการ หรือตําราเรียนตาง ๆ 3.1.3 สารคดีเบื้องหลังขาว งานเขียนที่มีการหยิบยกเรื่องที่สําคัญที่เปนขาวในหนา หนังสือพิมพนํามาวิเคราะหอยางละเอียดหาเหตุผลมาอธิบายใหเหตุการณกระจาง โดยมาก จะเปน เรื่องราวสําคัญที่อยูชวงเวลาขณะนั้นและนําเสนอขอเท็จจริงใหม ๆ 3.1.4 สารคดีทองเที่ยว งานเขียนบันทึกเรื่องราวเหตุการณการเดินทาง ที่ไดมาจาก ประสบการณในการเดินทางทองเที่ยวของผูเขียน โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหผูอานรูจักสถานที่นั้น ในดาน ตาง ๆ เขาใจความเปนอยูของผูคน สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ประวัติศาสตร โบราณคดี โดยมีศิลปะการใชภาษาที่เปนเขียนใหนาอาน ทําใหผูอานเกิดความเพลิดเพลิน สิ่งที่จําเปนสําหรับ งานเขียนประเภทนี้คือ ภาพประกอบ ซึ่งชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวไดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งยังเปนการเชิญ ชวนใหไปเที่ยวยังสถานที่ที่มีการเขียนถึง และยังชวยตอบสนองความตองการของคนบางกลุมที่ไมมี โอกาสเดินทางไปในสถานที่แหงนั้น ในปจจุบันวิธีการเขียนสารคดีมีหลายแบบ เชน บันทึกเปนเรื่องราว การเดินทาง เขียนเปนโปสการดบอกเลาเรื่องราว หรืออาจใชวิธีเขียนแบบผูกเปนเรื่องราว มีตัวละคร ดําเนินเรื่อง มีรูปเลมสวยงาม 3.1.5 สารคดีจดหมายเหตุ งานเขียนที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันที่อาจ เกี่ยวของกับหนวยงานนั้น ๆ เพื่อเก็บไวเปนหลักฐาน มักเปนเรื่องราชการจะบันทึกระหวางปฏิบัติงาน สําคัญที่เกี่ยวของกับคนหมูมาก เพื่อเปนหลักฐานประกอบเรื่องราวตาง ๆ 3.1.6 สารคดีอนุทิน งานเขียนบันทึกเกี่ยวกับผูเขียนหรือเหตุการณที่เกิดขึ้น ในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนขอเท็จจริงในวงการธุรกิจ การคา วัฒนธรรม 3.1.7 บทความ แบงเปนประเภทตาง ๆ ดังนี้ - บทความบรรยาย เขียนเพื่อใหความรูในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางพื้นๆ เนนให ทราบถึงประสบการณตาง ๆ ที่แปลกใหม
107.
98 - บทความเชิงวิชาการ มุงใหความรู
ประโยชนโดยตรง เปนงานเขียนแบบมี แบบแผน ใชถอยคําประณีต ถูกตองตามขอเท็จจริง และมีหลักฐานอางอิง - บทความแสดงความคิดเห็น มุงแสดงความคิดเห็นอาจสนับสนุนหรือคัด คาน แสดงทัศนะสวนตัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใชภาษาใหเขาใจ - บทความวิเคราะห เนนการวิเคราะห อาจมีการแยกแยะแจกแจงเรื่องใด เรื่องหนึ่งอยางคอนขางละเอียดชัดเจน - บทความเชิงวิจารณ มีวิธีการแตกตางตามลักษณะของสิ่งที่วิจารณ อาศัย พื้นฐานจากขอเท็จจริงหรือกฎเกณฑบางประการโดยมีเหตุผลมาสนับสนุน - บทความรายงาน การนําเอารายงานมานําเสนอเปนบทความ เชน การนํา รายงานการวิจัยมาเสนอเปนบทความลงในวารสารทางวิชาการตางๆ - บทความสัมภาษณ เขียนบันทึกถอยคําสัมภาษณ โดยเรียงใหม จัดลําดับ ตามความสําคัญ แยกแยะประเด็นขอเท็จจริง และขอคิดเห็น - บทความอธิบาย ชี้แจงขอมูลอยางละเอียดชัดเจน มีตัวอยางหรือภาพประกอบ ที่เดนชัด - บทความประเภทตํารา มุงใหสาระขอมูลที่เปนขอเท็จจริงสามารถพิสูจนได - ความเรียงปกิณกะคดี มุงใหความรู ความคิดแกผูอาน โดยแทรก ความเพลิดเพลิน มุงใหผูอานสนใจขอเขียนเปนสําคัญ มักนิยมใชความขัดแยงกับความเชื่อถือ ของคนทั่วไปมานําเรื่อง บางครั้งอาจเขียนในลักษณะลอเลียน ชวนขัน เสียดสี หรือถากถาง อาจเรียก ไดวา “สารคดีบันเทิงคดี” - สารคดีรายงานพิเศษ หรือที่เรียกวา “สกูป” เปนสารคดีขนาดยาวอาศัย การหาขอมูลเปนระบบ โดยผูเขียนสารคดีตองไปสืบคนขอมูลดวยวิธีการตาง ๆ ดวยตนเอง และนํา เรื่องราวนั้นมาเรียบเรียงใหนาอาน และมักจะเปนขอมูลที่ที่คนในสังคมใหความสนใจ การอานสารคดี รายงานพิเศษจึงชวยทําใหผูอานมีความรูในเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น - สารคดีบทวิจารณ เชน สารคดีบทวิจารณหนังสือ บทวิจารณตัวละคร บทวิจารณภาพยนตร บทวิจารณวรรณคดี ฯลฯ โดยกอนเขียนตองคํานึงถึงขอมูลและความรูใน เรื่องที่จะเขียนวิจารณ โดยชี้ใหเห็นทั้งจุดเดนและจุดดอย มุงเนนความคิดอันแหลมคม ที่ผูเขียนสอด แทรกและความสมเหตุสมผลที่ยกมาสนับสนุนแนวความคิดของตน - งานเขียนแนะนําหนังสือ แตกตางจากสารคดีบทวิจารณ ตรงที่งานเขียน ชนิดนี้มักเปนการนําเสนอเฉพาะในสวนดีของหนังสือมาเขียน พรอมทั้งเสนอเรื่องยอ ตัวอยาง รูปแบบ และราคา
108.
99 3.2 จุดมุงหมายในการอานสารคดี เนื่องจากสารคดีเปนขอเขียนเพื่อใหผูอานไดรับประโยชน คือ
ความรู ความคิด ดังนั้นจุดมุงหมายในการอานสารคดีจึงอยูที่การรับสารประโยชน อันไดแก ความรู และความคิด ฉัตรา บุนนาค สุวรรณี อุดมผล และวรรณี พุทธเจริญทอง (อางใน กัลยา ยวนมาลัย 2539: 52-54) ไดแยกจุดมุงหมายของการอานสารคดีไวโดยสรุป ดังนี้ 3.2.1 อานเพื่อเก็บใจความสําคัญ วิธีเก็บใจความสําคัญหรือยอความจากสารคดี ผูอานมีแนวทางปฏิบัติไดโดย การตัดสวนตาง ๆ ที่ไมสําคัญในเนื้อเรื่องออก ไดแก - ตัวอยางประกอบ - สวนขยาย ไดแก รายละเอียด คําอธิบายเรื่อง และการเปรียบเทียบตางๆ - โวหารตาง ๆ สํานวนที่หรูหรา และคําศัพท - ตัวเลข สถิติตาง ๆ (ยกเวนในกรณีที่ตองการผลทางตัวเลข) - ยอหนาพิเศษบางยอหนา เชน ยอหนาคํานํา ยอหนาเชื่อมความยอหนา สงทาย - คําถาม หรือคําพูด ของผูเขียนที่เปนสวนประกอบ 4. การอานบันเทิงคดี การอานหนังสือหรืองานเขียนที่ใหความสุข ความสนุก แกผูอานเปน สําคัญซึ่งเปนจุดประสงคหนึ่งในการอาน ผูอานบางคนก็มีความตองการจะอานงานเขียนเหลานั้นซึ่ง เรียกวา “บันเทิงคดี” การอานงานเขียนบันเทิงคดีจะทําใหผูอานพึงพอใจ และเปนจุดเริ่มตน ที่จะชวย สรางนิสัยรักการอานใหเกิดแกเด็กและเยาวชน เพราะการอานหนังสือที่สนุกผูอานก็จะไดรับความสุข จากอรรถรสในการอานตามไปดวย ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร (2540: 108) ใหความ หมายของคําวา บันเทิงคดีไววา บันเทิงคดี (Fiction) คือ เรื่องสมมติที่คิดแตงขึ้นโดยผูแตงมุงใหความ บันเทิงแกผูอานเปนหลัก และอาจแทรกขอคิด สารประโยชน ใหแกผูอาน เปนสิ่งรองลงมา บันเทิงคดี เดิมเรียกวาเรื่องอานเลน และมักสะทอนภาพของยุคสมัยและสังคม ตามความคิดเห็นของผูเขียนไว ดวย 4.1 ลักษณะของบันเทิงคดี เปลื้อง ณ นคร (อางใน สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน 2534: 65) กลาวโดยสรุปถึงลักษณะของบันเทิงคดีไววา 1. ใหความสนุกสนานเพลิดเพลิน 2. มีคติเตือนใจโดยจะตั้งใจหรือไมตั้งใจ 3. ใหความคิดริเริ่มสรางสรรค 4. สงเสริมคุณคาทางศีลธรรมจรรยา 5. มีศิลปะการใชถอยคํา สํานวน โวหาร
109.
100 จากลักษณะของบันเทิงคดีขางตนจึงสรุปไดวา บันเทิงคดีคือหนังสือ หรืองานเขียนที่มีจุดมุง หมายใหผูอานไดรับความสนุกสนาน
เปนงานเขียนที่เขียนจากจินตนาการของผูแตง ซึ่งไมใชเรื่องจริง นอกจากความสนุกที่ผูอานจะไดรับแลว บันเทิงคดียังแทรกแนวคิดที่เปนประโยชนตอผูอานอีกดวย หนังสือที่เปนบันเทิงคดีไดแก นวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน นิยาย บทละคร ทางโทรทัศน รวมถึงรอย กรองที่ผูกเปนเรื่องในสมัยกอนก็จัดอยูในประเภทบันเทิงคดี เชน พระอภัยมณี สังขทอง เปนตน 4.2 ประเภทของบันเทิงคดี การแบงประเภทบันเทิงคดีสามารถแบงเปนประเภทตางๆ ได หลายประเภท ไดแก เรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน นิยาย บทละครทางโทรทัศน รวมถึงบทรอยกรอง ที่เขียนเปนบันเทิงคดี แบงเปนประเภทตางๆ 2 ประเภท ดังนี้ 4.2.1 เรื่องสั้น (Shot Story) เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมที่คนนิยมอานกันโดยทั่วไป ขนาดของเรื่องไมยาว ใชเวลาอานไมนาน อาจจะพิมพเปนแบบพ็อกเก็ตบุค สามารถพกพาไปในที่ตาง ๆ ไดอยางสะดวกสบาย งานเขียนเรื่องสั้นจะชวยสะทอนความคิด การดําเนินชีวิตของคนในแตละยุคแตละ สมัย ลักษณะที่สําคัญของเรื่องสั้นคือ เปนเรื่องที่มีขนาดสั้น มีจํานวนคําประมาณ 1,000 - 10,000 คํา หรือประมาณ 5 – 8 หนากระดาษ A4 เรื่องสั้นบางเรื่องมีขนาดสั้น ประมาณ 1 หนากระดาษ A4 เรียกวา “เรื่องสั้น ขนาดสั้น” นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นขนาดยาว นําเสนอเปนตอนๆ อาจมีถึง 4 ตอนจบ หรือมากกวานั้น 4.2.2 นวนิยาย (Novel) นวนิยาย คือ เรื่องแตงรอยแกวที่ประกอบดวยจินตนาการ อันกวางไกล มีจุดมุงหมาย ใหความบันเทิงเปนสําคัญ และใหผูอานไดเขาใจชีวิตอยางกวางขวางขึ้น ในการแตงนวนิยายผูแตงจะใชความสามารถแตงใหนวนิยายที่มีลักษณะสมจริงหรือเหมือนจริงมากที่สุด และถึงที่สุดคือ เปนเรื่องที่มีเคามูลจริง เกิดขึ้นกับชีวิตของบุคคลจริง ๆ มาแลว โดยที่นักประพันธไดใช คุณสมบัติของศิลปนนําเอาบางแงมุมของชีวิตเหลานั้น บวกเขากับกลวิธีแตงและลีลาในการประพันธ จนสามารถทําใหผูอานสนุกเพลิดเพลินตามไปไดอยางสอดคลองเหมาะสม 4.3 แนวทางการอานเรื่องสั้นและนวนิยาย เรื่องสั้นเปนบันเทิงคดีที่คนทั่วไปนิยมอาน ในยามวาง เนื่องจากไมเสียเวลาในการอานมาก เพราะรูปเลมมีขนาดบาง จํานวนหนานอย และเปน การใชเวลาวางใหเปนประโยชน นอกจากนี้ เรื่องสั้นก็มีคุณคาอันเปนประโยชนแกผูอาน นอกจากจะ ไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลินแลว ยังจะไดรับขอคิดที่มีประโยชนในการดําเนินชีวิตไดเพราะนักเขียน แตละคนมักจะสอดแทรกประสบการณของตนไวในงานเขียนของตนเอง เรื่องสั้นเปนวรรณกรรมประเภท รอยแกว ที่อาศัยศิลปะและกลวิธีในการเขียน และเนื้อหาของเรื่องนั้นสะทอนจากชีวิตของคนในสังคม และในการอานงานเขียนทั้งสองประเภทจึงมีแนวทางในการอานดังนี้ 4.3.1 พิจารณาในงานเขียน โดยพิจารณาจากสิ่งตางๆ ดังตอไปนี้
110.
101 4.3.2 เนื้อเรื่อง โครงเรื่อง
แกนของเรื่องหรือแนวคิดของเรื่อง เมื่อผูอานไดอานเรื่องสั้น หรือนวนิยายจบลง ควรจะสามารถเลาเรื่องยอได เรื่องนี้ มีกลวิธีในการดําเนินเรื่องอยางไร ผูเขียนตองการ จะนําเสนอแนวคิดในเรื่องใด 4.3.3 วิเคราะหตัวละครมีลักษณะนิสัยอยางไร ตัวเอกคือใคร ตัวรองคือใครพฤติกรรม ของตัวละครเปนอยางไร การกระทําของตัวละคร มีความสมจริงหรือไม และมีเหตุผลอยางไรที่ทําให ตัวละครตัดสินใจแบบนั้น 4.3.4 ฉากและบรรยากาศมีความสมจริงหรือไม การบรรยายฉากเปนสิ่งสําคัญที่จะ ชวยโนมนาวผูอานใหคลอยตาม และทําใหเกิดจินตนาการตามที่ผูเขียนตองการ 4.3.5 บทสนทนา ในการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายตองมีความสัมพันธเหมาะสมกับ เพศ วัย อาชีพ สถานภาพของตัวละคร บทสนทนาที่ดีจะตองทําใหผูอานเขาใจบุคลิกลักษณะ และ ความคิดของตัวละคร 4.3.6 ทัศนะของผูแตง ผูอานจะรับทราบทัศนะแนวคิดตางๆ ที่เปนปรัชญาของผูแตง จากคําพูดของตัวละคร ขอคิดตาง ๆ จะทําใหผูอานนําไปพัฒนาตนเองในโอกาสตอไป 4.3.7 พิจารณาถึงประโยชนที่ผูอานจะไดรับจากการอาน เมื่ออานงานเขียนเรื่องสั้น หรือนวนิยายจบลง ผูอานจะไดความรู แนวคิด หรือไดรับความบันเทิงอยางไร และแมวานวนิยายจะไม ใชเรื่องจริง แตก็เขียนขึ้นจากความจริงในบางสวน ผูอานจะไดรับแงคิด มุมมองใหม ๆ ตลอดจนประสบ การณจากงานเขียนเปนสิ่งที่จะเปนประโยชนและเปนประสบการณ แกผูอานตอไป การอานเปนเครื่องมือสําคัญในการแสวงหาความรู ใหขอคิด ประสบการณ ทําใหมีทักษะใน การพูด การเขียนดียิ่งขึ้น ในการพัฒนาเยาวชนตองปลูกฝงใหคนในชาติมีอุปนิสัยที่รักการอาน มีทักษะ ในการอานที่ถูกตอง เรียนรูแนวทางในการอานใหประสบความสําเร็จ ซึ่งจะนําไปสูการพัฒนาศักยภาพ ของผูอานในดานตางๆ ที่จะเปนประโยชนตอผูอานเอง และเปนประโยชนในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น ในหนึ่งวันหากใครไดอานหนังสือ หรือไดอานสิ่งตางๆ แลว ยอมทําใหกระบวนการคิดพัฒนาไปไดรวด เร็ว การอานจึงเปรียบเหมือนการสะสมความรูในธนาคารสมอง หากแตยิ่งใชยิ่งงอกเงย ซึ่งตรงกันขาม กับ การฝากเงินไวในธนาคาร ยิ่งใชก็ยิ่งหมด เมื่อเปนเชนนี้เหตุใดเราไมอานสะสมความรูไว ในขณะนี้ เราอาจยังไมใช แตวันใดวันหนึ่ง จะสามารถหยิบ จับ เลือกใชไดอยางอัตโนมัติ ยิ่งอานมาก ยิ่งทําใหตน เองมองเห็นสิ่งตางๆ แบบเชื่อมโยง หรือแบบบูรณาการ การอานจึงไมใชเรื่องของการอานเฉพาะตําราเรียนอีกตอไป หากแตในโลกปจจุบัน ยิ่งอานมาก ยิ่งไดเปรียบ หากไดอานชีวประวัติของผูที่ประสบความสําเร็จ จะพบวา บุคคลเหลานี้ไดแรงบันดาลใจ
111.
102 มาจากการอาน เมื่อพวกเขาเปนที่รูจักของสาธารณชนแลว ก็ยังคงมีนิสัยรักการอานไมเปลี่ยนแปลง
แต เปนการอานเพื่อนํามาใชในการทํางาน หรือกลยุทธที่จะทําใหเกิดการสรางสิ่งใหมๆ หรือพัฒนาตนเอง เพิ่มขึ้น อาจกลาวไดวา แตละวัยจะมีความสนใจเรื่องที่อานแตกตางกัน แตคงไมสําคัญเทากับการได อานอยูเปนนิจ เอกสารอางอิง
112.
103 กัลยา ยวนมาลัย. 2539.
การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด พับลิชชิ่ง . เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน. ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม. ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย. ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา.ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี : ชวนพิมพ. ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย 1. หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย. ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย. หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: ประชาชน. นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่. เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง. นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย. เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง. พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ. ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร. ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
113.
104 ศิริพร ลิมตระการ. 2534.
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอานภาษาไทย. หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 . กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ. สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท. สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ---------------------------------------------
114.
บทที่ 4 ศาสตรและศิลปะของการเขียน การเขียนเปนการสื่อสารที่ถายทอดเพื่อแสดงออกซึ่งความรู อารมณ
ความรูสึกนึกคิดของมนุษย โดยผานสื่อสัญลักษณคือตัวอักษร และเครื่องหมายตาง ๆ เปนสื่อแทนเสียงพูดที่มีความคงทนและ เปนหลักฐานอยูไดนานกวาการแสดงออกดวยการพูด ดังนั้น การเขียนจึงเปนทักษะการใชภาษาที่เปน เรื่องราว เพื่อใหผูอานเขาใจตรงตามความมุงหมายของผูเขียน การเขียนจะประสบผลสําเร็จหรือไมก็ ขึ้นอยูกับผูเขียนวามีทักษะในการใชภาษาในการถายทอดไดดีเพียงใด การสื่อสารดวยการเขียนจึงมีความสําคัญที่ผูเขียนจะสามารถถายทอดเรื่องราวเพื่อสื่อสารไป ยังผูอานใหเกิดการรับรู เขาใจไดตรงตามวัตถุประสงคของผูเขียน ความหมายของการเขียน จารึก สงวนพงษ (2542: 5) ใหความหมายของการเขียนไววา “การเขียน” หมายถึง การถายทอดความรูสึก ความคิด ความรู ประสบการณ จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษรไปสูผู อาน ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์ (2549: 149) กลาววา การเขียน คือ กระบวนการสื่อสารความคิด ความรู ประสบการณ ความรูสึกและจินตนาการ โดยเรียบเรียงออกมาเปนถอยคํา การเขียนเปนเครื่อง มือสื่อสารที่สําคัญ สามารถกลั่นกรองไดถูกตองสมบูรณไดมากกวาทักษะการใชภาษาอยางอื่น เพราะ สามารถไตรตรองกอนลงมือเขียนได และหลังจากเขียนแลวยังสามารถแกไขได สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (อางถึงใน จิตตนิภา ศรีไสย.2549: 146) กลาววา การเขียน คือ การเรียบเรียงความรู ความคิด และประสบการณตาง ๆ ตลอดจนความรูสึกนึกคิด และ จินตนาการออกมาเปนลายลักษณอักษร ขอเขียนตาง ๆ จะมีเอกภาพมีความเปนตัวของตัวเองในดาน ความคิด และการใชภาษามาเรียบเรียงออกมาเปนภาษาเขียนและสามารถใชภาษาไดอยางถูกตอง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546:203) ไดใหความหมายของคําวาเขียน ไววา “ขีดใหเปนตัวหนังสือหรือเลข ขีดใหเปนเสนหรือรูปวาดตาง ๆ วาดแตงหนังสือ” จากความหมายดังกลาว อาจสรุปไดวา การเขียน หมายถึง กระบวนการสื่อสารที่เปนการนํา ความรู ความคิด ความรูสึก ประสบการณ จินตนาการ ถายทอดออกมาเปนลายลักษณอักษรจากผู เขียนไปสูผูอาน
115.
106 ความสําคัญของการเขียน การเขียนมีความสําคัญตอมนุษยชาติ เปนวิธีการสื่อสารวิธีหนึ่งที่มีลักษณะแตกตางไปจาก การสื่อสารดวยการพูด เพราะการเขียนเปนการสื่อสารที่เปนลายลักษณอักษร
การสื่อแนวคิดหรือขอ มูลทั้งหมดของผูเขียน ตองถายทอดออกมาโดยผานสัญลักษณ คืออักษรโดยไมมีสถานการณ เชน การใชทาทางประกอบหรือไมมี การใชน้ําเสียงชวยในการสื่อสารดวย การเขียนจึงมีความสําคัญอยาง ยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองมีความรูความเขาใจ เพื่อชวยใหการสื่อสารดวยการเขียนประสบความสําเร็จตาม ความมุงหมาย ซึ่งสมพิศ คูศรีพิทักษ (2538:195) อวยพร พานิช (2534:29) และ สนิท ตั้งทวี (2529:118) ไดกลาวถึงความสําคัญของการเขียนเพื่อการสื่อสารสรุปไดดังนี้ 1. การเขียนเปนสิ่งจําเปนสําหรับมนุษยทุกชาติ เนื่องจากการเขียนชวยใหการสื่อความหมาย ไวชัดเจนขึ้น มีหลักฐานที่มั่นคง อางอิงได และตรวจสอบได 2. การเขียนเปนวิธีการสื่อสารที่ชวยใหมนุษยสามารถเก็บรักษาและถายทอดขาวสารตาง ๆ ไปยังผูอื่นได โดยมิตองทําการติดตอสื่อสารดวยตนเองโดยตรง ชวยใหมนุษยบันทึกประวัติศาสตร ศิลปะ ตลอดจนความรูทางวิชาการของตนเอง เพื่อใหบุคคลในยุคเดียวกัน และยุคอื่น ๆ ทราบ 3. การเขียนไมวาจะเปนรูป รอย สัญลักษณ ภาพแสดงความคิด ภาพแสดงความหมาย หรือตัวหนังสือ ลวนเปนมรดกตกทอดทั้งสิ้น ซึ่งเปนการแสดงใหเห็นเอกลักษณของชาติ และมี ความเปนอธิปไตยในชาติ ถือเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ 4. การเขียนเปนกุญแจของอนาคตของมนุษย เนื่องจากสิ่งที่ถูกบันทึกในอดีตและปจจุบัน จะเปนพื้นฐานสําหรับการสรางสิ่งใหม ๆ ตอไป 5. การเขียนชวยผอนคลายความตึงเครียด สรางความบันเทิง ชวยสะทอนความคิด ทัศนคติ และตัวอยางทางสังคม 6. การเขียนมีความสําคัญตอบุคคลทุกอาชีพ ไดแก นักเขียน นักการเมือง นักธุรกิจ และขา ราชการ ตางก็มีความจําเปนที่ตองใหการเขียน หรือภาษาเขียน เพื่อดําเนินภารกิจดวยกันทั้งสิ้น เมื่อการเขียนมีความสําคัญดังกลาวมาแลว เราจึงมีความจําเปนที่จะตองมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับการเขียน ซึ่งเปนวิธีการสื่อสารประเภทหนึ่ง เพื่อใหเปนไปตามวัตถุประสงค องคประกอบของการเขียน ในการสรางงานเขียน ผูเขียนจะตองมีความเขาใจถึงองคประกอบของการเขียนจารึก สงวนพงษ (2539: 9) ไดกลาวถึงองคประกอบของการเขียนเพื่อการสื่อสารไว 5 ประการ คือ
116.
107 1. ผูเขียน (ผูสงสาร)
หมายถึง ผูสงสารดวยการเขียนไปยังผูอาน (ผูรับสาร) โดยผานสื่อ ตางๆ 2. สาร คือเนื้อหาสาระที่มีความหมายและเปนลายลักษณอักษร สารจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ ผูเขียนเปนผูคิดขึ้นมาและตองการจะสงหรือถายทอดความคิดนั้นไปยังผูอาน (ผูรับสาร) ความสําคัญ ของสารที่ถูกสงมาก็คือ การทําใหผูอาน (ผูรับสาร) เกิดปฏิกิริยาตอบสนองตามที่ผูเขียน (ผูสงสาร) ตองกร 3. ชองทาง หรือ สื่อ หมายถึง ตัวกลาง หรือเครื่องมือที่จะนํา (สาร) จากผูเขียนไปยังผูอาน ไดแก โทรเลข โทรสาร หนังสือพิมพ นิตยสาร และวารสาร เปนตน 4. ผูอาน (ผูรับสาร) หมายถึง ผูรับ ถอยคํา ขอความ หรือเรื่องราวตาง ๆ ที่สงมาจากผู เขียน เพื่อตีความสารนั้น ๆ 5. ผลตอบสนอง หมายถึง ปฏิกิริยาตอบสนองของผูอาน (ผูรับสาร) เมื่อไดอานสารแลว อาจจะเขาใจหรือไมเขาใจสารที่ผูเขียนเสนอมาก็ได หรืออาจมีอากัปกิริยาตาง ๆ เชน ชอบใจ สนุกสนาน เบื่อหนาย เปนตน จุดมุงหมายของการเขียน การเขียนเปนสิ่งที่ผูเขียนตองการสื่อไปยังผูอาน ซึ่งจะตองมีจุดมุงหมายที่แนชัดวาตองการ จะสื่ออะไร เพราะจะทําใหการเขียนนั้นอยูในกรอบแนวทางที่จะเขียนไดตรงประเด็น จุดมุงหมายของ การเขียนอาจจําแนกได ดังนี้ 1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรู ประสบการณ เปนการเขียน เพื่อเลาเหตุการณหรือเรื่องราวตาง ๆ ที่ผูเขียนประสบพบเห็นมาใหผูอานทราบ การเขียนเพื่อเลาเรื่อง สวนใหญจะใชการเขียนเลาเรื่องการทองเที่ยว เลาประวัติของสถานที่ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติ ผูเขียน สาร ชองทาง / สื่อ ผลตอบสนอง ผูอาน
117.
108 การเขียนขาว และการเขียนสารคดีตาง ๆ
ซึ่งผูเขียนจะเขียนโดยลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้นใหขอมูล ที่ถูกตองตามความเปนจริง 2. การเขียนเพื่ออธิบาย เปนการเขียนเพื่อบอกวิธีทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อชี้แจงไขความตอบ ปญหาความรู เชน การเขียนอธิบายขั้นตอนการทําอาหาร การทําสวนครัว การเขียนบทความวิชาการ ตาง ๆ วิธีประดิษฐสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใชตาง ๆ การอธิบายขอธรรม และการอธิบายคําศัพท เปนตน ผูเขียนจะตองลําดับขั้นตอน วิธีทําหรือคําอธิบายอยางดี ภาษาที่ใชจะตองเขาใจงาย มีความถูกตองชัด เจน อาจอธิบายเปนขอ ๆ หรือแบงเปนยอหนายอย ๆ เพื่องายตอความเขาใจ และผูอานสามารถจด จํางาย 3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เปนการเขียนที่ผูเขียนจะแสดงความคิดของตนไปสู ผูอาน อาจเปนการแสดงความคิดเห็นอยางเดียว หรือเสนอแนะขอแนะนําตาง ๆ ขอคิด ขอเตือนใจ หรือบทปลุกใจ เชน การเขียนบทความลงในหนังสือพิมพรายวันดานการเมือง เศรษฐกิจ การครองชีวิต การเขียนบทวิจารณ การแนะนําหนังสือ เปนตน ผูเขียนตองใหขอคิดเห็นตามแนวคิดของตน และตองให ขอเท็จจริงสมบูรณ โดยใหเหตุผลประกอบอยางชัดเจน 4. การเขียนเพื่อโนมนาวชักจูงใจ เปนการเขียนเพื่อชักจูงใจใหผูอานสนใจ ปลุกใจ ปลอบประโลมหรือชักชวนใหทําหรือไมทําสิ่งใด ๆ เชน การเขียนบทความปลุกใจใหรักชาติ แนะแนว การแกปญหาชีวิต การเขียนโฆษณา การเขียนคําขวัญ ทั้งนี้วิธีการเขียน ผูเขียนควรใชคํา หรือขอความ ที่เขาใจงาย อาจเลนถอยคําสํานวนใชคําหรือขอความ เพื่อใหผูอานสนใจจํางาย 5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ เปนการเขียนเพื่อถายทอดความรูสึกนึกคิดจินตนาการ ของผูเขียน ใหผูอานเห็นภาพตามผูเขียน ใหผูอานเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ เชน การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร เปนตน การเขียนลักษณะนี้ผูเขียนจะตองรูจักเลือกสรรถอย คํามาใช ภาษาจะตองประณีต งดงาม ใชคําที่มีความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง เพื่อกระทบใจผู อานใหรูสึกคลอยตาม การเขียนที่ดีนอกจากผูเขียนจะตองคํานึงถึงจุดมุงหมายของการเขียนแลว จะตองพิจารณา อีกวา ผูอานหรือผูรับสารงานเขียนนั้นเปนใคร ทั้งนี้เพื่อผูเขียนจะไดเลือกสรรถอยคํา ภาษาสํานวน ตลอดจนการนําเสนอขอมูลใหเหมาะสมกับเพศวัย ระดับความรู ประสบการณ และความสนใจของ ผูอาน
118.
109 รูปแบบในการเขียน คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มปป.)
ไดกลาวถึงรูปแบบในการเขียนอาจแบง เปนประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภท คือ 1. รูปแบบรอยแกว เชน เรียงความ บทความ บันทึก จดหมาย รายงาน เปนตน การเขียน ในรูปแบบรอยแกวนี้ ผูเขียนจะไมถูกจํากัดดวยลักษณะบังคับทางฉันทลักษณ แตในการนําถอยคํา มาเรียบเรียงใหเปนประโยคหรือเปนขอความนั้น จะอยูในแบบ (FORM) ที่กําหนดหรือตามความนิยม 2. รูปแบบรอยกรอง เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน เปนตน การเขียนในรูปแบบรอยกรองนี้ นอกจากผูเขียนจะตองมีศิลปะในการใชถอยคําแลว ยังตองนําคําเหลานั้นมาเรียบเรียงใหถูกตองตาม กฎเกณฑของฉันทลักษณแตละชนิดอีกดวย นอกจากนี้การแบงประเภทของงานเขียน อาจแบงแตกตางไปจากที่กลาวมาได เชน 1. การเขียนที่เปนแบบแผน ไดแก การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ การเขียนรายงาน ทางวิชาการ การทําบันทึกทางวิชาการ การทํารายงานการประชุม การเขียนจดหมาย การยอความ การถอดคําประพันธ 2. การเขียนที่ไมเปนแบบแผน ไดแก การทําบันทึกสวนตัว การจดคําบรรยาย การตอบขอ สอบ การแนะนําหนังสือ การวิจารณวรรณกรรม การเขียนเรื่องสั้น การเขียนบทละครพูด การเขียนเรื่องสําหรับเด็ก การเขียนสารคดี การเขียนโฆษณา หรืออาจแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภท ตามองคประกอบของเนื้อหาเปนสําคัญได อีกแบบหนึ่ง ดังนี้ 1. ตําราวิชาการและบทความทางวิชาการ 2. สารคดี สาระบันเทิง 3. บันเทิงคดี
119.
110 การแบงงานเขียนออกเปน 3 ประเภทนี้
ดูองคประกอบของเนื้อหาเปนหลัก ดังนี้ ประเภทงานเขียน องคประกอบสําคัญ 1. ตํารา บทความทางวิชาการ 1. ความรู (fact, knowledge) 2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) 2. สารคดี สารบันเทิง 1. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) 2. ความรู (fact, knowledge) 3. จินตนาการ (imagination) 3. บันเทิงคดี นวนิยาย เรื่องสั้น ฯลฯ 1. จินตนาการ (imagination) 2. ความคิด, ความคิดเห็น (idea, opinion) บางครั้งอาจแบงงานเขียนตามจุดมุงหมายก็ได ซึ่งสุดแตใครจะใชเกณฑใดในการแบง หลักเบื้องตนในการเขียน การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู ความคิด และความรักในงานเขียน ซึ่งไมใชเรื่องงายที่ ใคร ๆ จะทําได แนวการเขียนไมมีหลักตามตัวเหมือนสูตรคณิตศาสตรหรือวิทยาศาสตรแตก็เปนศาสตร (Science) แขนงหนึ่ง เพราะแนวทางในการเขียนสามารถกําหนดและระบุหลักเกณฑหรือองคประกอบ ใหยึดถือปฏิบัติไดอยางชัดเจนที่ตองอาศัยหลักการเขียนทั่วไป เปนพื้นฐาน ของการเขียน ในการเขียน ตาง ๆ การเขียนจึงเปนทั้งศาสตรและศิลป เพราะผูเขียนตองมีความรูเกี่ยวกับการใชคํา ความหมาย ของคํา รูจักการผูกประโยค รูจักสํานวนโวหารและวิธีการเขียนยอหนาเปนอยางดี ตลอดจนสามารถ เลือกสรรมาใชไดอยางเหมาะสม ใหการสื่อสารมีความชัดเจน นาสนใจ ผูเขียนจึงตองมีความรูดังตอไป นี้ 1. การเลือกสรรคํามาใช หมายถึง การเลือกถอยคําที่จะนํามาใชในงานเขียนใหถูกตองชัด เจน ไมมีความกํากวม หรือมีความหมายหลายอยาง หลีกเลี่ยงการใชศัพทยาก คําไมสุภาพ คําสแลง ภาษาถิ่น ภาษาตางประเทศ (ในกรณีที่มีศัพทบัญญัติภาษาไทยแลว) ฯ นอกจากนี้ยังตองใชถอยคําที่ ถูกตองตามระเบียบนิยมดวย เชน ใชคําที่เปนภาษาเขียน คําสุภาพ คําที่ถูกตองตามหลักภาษา ตรงตามความหมาย เหมาะสมกับระดับของภาษา ระดับบุคคล และใชคําที่ชัดเจน เปนตน 1.1 การใชคําใหตรงกับความหมาย เชน จําเลยยังยอมที่จะ (ชดใช, ทดแทน, ชดเชย) คาเสียหายแกโจทกในกรณีอุบัติเหตุ ครั้งนี้
120.
111 เขาเปนคนดีที่รูจัก (ชดใช, ทดแทน,
ชดเชย) บุญคุณของบุพการี “ชดใช” แปลวา ใหทดแทนสิ่งที่ใชหรือเสียไป “ทดแทน” แปลวา ตอบแทน “ชดเชย” แปลวา เพิ่มเติมหรือใชแทนที่เสียไป คําที่อยูในวงเล็บตองเลือกใชใหตรง กับความหมาย 1.2 ใชคําที่เปนภาษาเขียน เชน เขาชอบขับรถซิ่ง จนเกิดอุบัติเหตุบอยครั้ง (เร็ว) วันหยุดสุดสัปดาห เขาจะไมไปไหน เพราะชอบนอนอุตุ (นอนมาก) คําที่ขีดเสนใตในขอความขางตนเปนภาษาพูด ตองแกไปใหเปนภาษาเขียนแทน 1.3 ใชคําสุภาพ คือ ไมใชคําหยาม คําสแลง หรือภาษาถิ่น เพราะจะเขาใจเฉพาะกลุม เทานั้น เชน รัฐบาลคณะนี้ประกาศตนวาเปนรัฐบาลที่มีความโปรงใส (เปดเผย) คุณแมของเธอไมใหเดินทางไปรวมกิจกรรมกับพวกเราชิมิ (ใชไหม) เธอจะไปแลหนังเรื่องนี้กับฉันไหม? (ชมภาพยนตร) 1.4 ใชคําที่เปนคําไทย ผูเขียนไมควรใชคําภาษาตางประเทศในงานเขียน (กรณีที่มีศัพท บัญญัติภาษาไทยใช) ยกเวนวาคํานั้นไมมีคําภาษาไทยใชหรือคํานั้นใชทับศัพทจนเปนที่ยอมรับแลว เชน สํานักงานของเขาติดตั้งแอรทุกหอง เพื่อความสุขสบายของพนักงาน (เครื่องปรับ อากาศ) บนถนนวิภาวดี-รังสิต มักมีกลุมวัยรุนขับรถมอเตอรไซคมาก (รถจักรยานยนต) 1.5 ใชคําใหถูกตองตามหลักภาษา อาทิ การใชคําบุพบท คําสันธาน คําลักษณนาม การใชคําราชาศัพท เปนตน เชน คณบดีถวายภัตตาอาหารแกพระภิกษุสงฆ (แด) รองอธิการบดีฝายวิเทศสัมพันธมอบของที่ระลึกแดนักศึกษาชาวจีน (แก) เจาอาวาสวัดนี้ กําลังปวยอยู จึงนอนในตอนบาย (อาพาธ, จําวัด) 1.6 ใชคําใหชัดเจน ไมกํากวม ความไมชัดเจนอาจเกิดจากการใชคํานอยไป หรือใชคํายอ การตัดคําในประโยค เชน เรียนวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร อาจารยใหทํากิจกรรมโครงการจิตอาสาที่ ต.จ.ว. หรือ ก.ท.ม. ก็ได ส.บ.ม.ย.ห. (ตางจังหวัด, กรุงเทพมหานคร, สบายมากอยาหวง)
121.
112 1.7 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับบุคคล ผูเขียนจะตองคํานึงถึงฐานะของสังคมของผูที่ กลาวถึงดวย
ทั้งตําแหนงหนาที่ อายุ เพศ และจะเขียนถึงในโอกาสใด เชน ผมขอขอบใจอาจารยมากที่กรุณาใหความอนุเคราะหในครั้งนี้ (ขอบคุณ) 1.8 ใชคําใหเหมาะสมกับระดับของภาษา ผูเขียนจะตองใชระดับภาษาใหเหมาะสมกับ งานเขียน ไดแก การใชภาษาปาก ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาแบบแผน เชน อาทิตยหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่แปดริ้ว (ภาษาปาก) สัปดาหหนาคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่ฉะเชิงเทรา (ภาษากึ่งแบบแผน) ในสัปดาหตอไปคณะของเราจะเดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา (ภาษาแบบแผน) 1.9 การใชสะกดการันตใหถูกตองตามรูปคํา มิฉะนั้นอาจทําใหความหมายเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจจะไมเขาใจความหมายก็ได เชน กาน – ตัดเพื่อใหแตกใหม การ – กิจ, งาน, หนาที่ กาล – เวลา, คราว, ครั้ง กาฬ – คํา การณ – เหตุ, เคา, มูล กานต – เปนที่รัก กันดาร – ลําบาก, อัตคัด กันดาล – กลาง กานท – บทกลอน กาญจน – ทอง เกษียน – ขอความที่เขียนแทรก แผลงมาจากเขียน เกษียร – น้ํานม เชน เกษียรสมุทร – ทะเลน้ํานม โจทย – คําถาม เชน โจทยเลข โจทก – ผูฟอง เชน เขาเปนโจทกไมใชจําเลย โจษ – กลาว, แพรไป เชน โจษจัน เปนตน
122.
113 2. การผูกประโยค ประโยค
คือ กลุมคําที่นํามาเรียงใหไดใจความสมบูรณ สามารถถาย ทอดความรูสึกความคิดของผูเขียนได การผูกประโยคหมายถึง การนําคําตาง ๆ มาเรียงตอกันเขาให ไดความหมายชัดเจน ประโยคที่สื่อความไดชัดเจนมีหลักเกณฑดังนี้ 2.1 การเขียนประโยคใหถูกตองตามหลักภาษาไทย ซึ่งจะตองเรียงลําดับคําในประโยค ใหถูกตอง ทั้งนี้แบงไดอยางกวาง ๆ 2 ประเภท คือ 2.1.1 ประโยคความเดียว คือประโยคที่แสดงขอความที่มีสวนประกอบคือหนวย ประธานและหนวยกริยา ถาในหนวยกริยาเปนกริยาที่ตองมีกรรมก็ตองมีกรรมอยูทายประโยค เชน - นกบิน - ฉันสวมรองเทา 2.1.2 ประโยคซับซอน คือ ประโยคที่แสดงขอความมากกวาหนึ่งขอความในประโยค อาจประกอบดวยประโยคความเดียวหลายประโยคมารวมกัน โดยมีคําเชื่อมใหประโยคเหลานั้นตอเนื่องกัน เชน - วีรภัทร และณัฐยาไปเที่ยวภูเก็ตดวยกัน - รัฐบาลคณะนี้ประกาศปรับขึ้นเงินเดือนขาราชการ เพราะปจจุบันคา ครองชีพสูงขึ้น 2.2 การเขียนประโยคใหไดใจความชัดเจน ผูเขียนตองใชคําใหถูกตอง ครบความ ไมควร ตัดคําหรือใชคําที่ผูอานไมทราบความหมาย การเขียนประโยคใหชัดเจน สามารถทําไดโดยการเขียนคํา ขยายเพิ่มในประโยค เชน - เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สิ้น สมปฤดีทันที (ควรแกเปน) - เมื่อทราบวาผลการสอบครั้งนี้ไมเปนไปตามความคาดหวัง ธาดาก็สลบ ทันที - เขาไมไปโรงเรียนเพราะตาเจ็บ ตาเจ็บ อาจหมายถึง (1) พอของแมไมสบาย (2) นัยนตาของเขาอักเสบ ดังนั้นควรใชคําเฉพาะลงไปอีก เชน ในความหมายที่ 1 ควรแกเปน - เขาไมไปโรงเรียนเพราะคุณตาของเขาปวย ในความหมายที่ 2 ควรแกเปน - เขาไมไปโรงเรียนเพราะนัยนตาของเขาอักเสบ
123.
114 2.3 การเขียนเรียงบทสําคัญของประโยคใหถูกตอง ประธาน
กริยา และกรรมตามลําดับ ถาประโยคที่มีคําขยาย คําขยายมักจะอยูหลังคําที่ถูกขยาย หากเรียงประโยคไมถูกตอง ความหมาย อาจเปลี่ยนไป และประโยคอาจไมสละสลวย เชน - เขายังไมเชื่องบประมาณวามีไมเพียงพอ (ควรแกเปน) - เขายังไมเชื่อวางบประมาณมีไมเพียงพอ หรือ - เขายังไมเชื่อวามีงบประมาณไมเพียงพอ - นักเรียนตองสวมรองเทาหุมสนหนัง (ควรแกเปน) - นักเรียนตองสวมรองเทาหนังหุมสน - จําเลยถูกตัดสินจากผูพิพากษาจําคุก 8 ปที่ศาลอาญา (ควรแกเปน) - ที่ศาลอาญา ผูพิพากษาตัดสินจําคุกจําเลย 8 ป 2.4 การเขียนประโยคใหกะทัดรัด ผูเขียนตองใชคํานอยแตกินความมาก ไมขยายความ โดยไมจําเปนหรือใชคําฟุมเฟอย และรูจักการนําสํานวนพังเพย สุภาษิตมาใช เชน - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปนหัวใจของพระพุทธศาสนา (ควรใช พระรัตนตรัย แทนคําวา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ) - ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู และเฝา คอยหวงใยอยูหาง ๆ แมจะไมมีหวังก็ตาม (ทั้ง ๆ ที่รูวาสุดาทิพยมีคนรักอยูแลว แตวีรภัทรก็ยังแอบรักเธออยู เหมือนมดแดง แฝงพวงมะมวงงอม) 2.5 การเขียนประโยคใหเปนรูปประโยคภาษาไทย เพราะปจจุบันมีการใชสํานวนตาง ประเทศ (เขียนโครงสรางเหมือนประโยคภาษาอังกฤษ) ตัวอยางประโยค เชน - นักศึกษาภายใตการนําของนายกสโมสรนักศึกษาเดินทางไปพัฒนา ชนบททุกป (ควรแกเปน) - นายกสโมสรนักศึกษานํานักศึกษาเดินทางไปพัฒนาชนบททุกป - มันเปนหนาที่ของนักเรียนที่จะศึกษาหาความรู (ควรแกเปน) - นักเรียนมีหนาที่ศึกษาหาความรู - ระหวางรอคอยการติดของกระดูก แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ (ควรแกเปน) - ระหวางรอใหกระดูกติดกัน แพทยจะใหคนไขนอนนิ่ง ๆ - งานนี้จะสําเร็จหรือไมขึ้นอยูกับพวกเราทุกคน (ควรแกเปน) - งานนี้จะสําเร็จหรือไมก็แลวแตพวกเราทุกคน - บี้ เดอะสตาร มาในเพลง จังหวะหัวใจ (ควรแกเปน) - บี้ เดอะสตาร จะรองเพลง จังหวะหัวใจ
124.
115 2.6 เขียนประโยคใหมีเอกภาพและสัมพันธภาพ ผูเขียนตองเขียนประโยคใหมีใจความ เปนไปในทางเดียวกัน
และมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ถาประโยคมีใจความไมสัมพันธกันก็ควรแยก ออกเปนคนละขอความ เชน - พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษา และพวกเขาชอบอานหนังสือ (ควรแกเปน) - พวกเขาพักอยูที่หอพักนักศึกษาและขยันเรียน - ถาบอกฉันวาตองการพบ ฉันจะออกนอกบาน (ควรแกเปน) - ถาตองการพบฉันจะไปพบทันที 2.7 เขียนประโยคเวนวรรคใหถูกตอง การเขียนประโยคแตละประโยค เมื่อจบความจะตอง เวนวรรค หรือถาประโยคที่มีขอความยาวๆ ก็ควรเวนวรรค ถาไมเวนวรรคผูอานก็จะตองแบงขอความเอง ซึ่งอาจจะทําใหความหมายผิดไปจากที่ผูเขียนตองการก็ได เชน - ยานี้ดี กินแลวแข็ง แรงไมมี โรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน (ควรแกเปน) - ยานี้ดี กินแลวแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน - พอคาขายไกตายในฟารม (ควรแกเปน) - พอคาขายไก ตายในฟารม - พอคาขายไกตาย ในฟารม 3. การเขียนยอหนา (อนุเฉท) โปรแกรมวิชาภาษาไทย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต(2542 :75-78) ไดกลาวถึง การเขียนยอหนาหรืออนุเฉท คือ ความเรียงสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งรวมประโยคหลาย ๆ ประโยค ที่มีขอความมุงสูจุดเดียว หรือยอหนาคือ ขอความตอนหนึ่ง ๆ ที่เปนสวนประกอบของเรื่องใหญใน ความเรียงเรื่องนั้น ๆ การแบงยอหนา เปนการจัดลําดับเรื่องราว หรือความคิดของความเรียงนั้น ๆ ใหมีเนื้อความตอเนื่องกันทั้งเรื่อง การแบงยอหนา นอกจากจะชวยใหผูอานจับความคิดไดงายแลว ยังทําใหเกิดความสวยงาม และทําใหผูอานมีเวลาพักผอนสายตาและสมองเมื่ออานจบแตละตอน 3.1 ลักษณะยอหนาที่ดี ยอหนาที่ดีจะมีองคประกอบสําคัญ 3 ประการ ไดแก 3.1.1 มีเอกภาพ คือ มีขอความเปนเรื่องเดียว กลาวถึงความสําคัญแตเพียงเรื่องเดียว อาจจะมีขอความขยายหรือแสดงตัวอยางประกอบก็ได แตตองไมวกวนนอกเรื่อง วิธีพิจารณาวายอ หนานั้นมีเอกภาพ ก็คือ เราสามารถจะยอขอความทั้งหมดใหเหลือประโยคเดียวได 3.1.2 มีสัมพันธภาพ คือ ประโยคแตละประโยคมีความเกี่ยวเนื่องกันในยอหนานั้น เพื่อใหผูอานจับความคิดไดทันที ไมสับสน การใชคําสันธานเชื่อมประโยคควรใชใหถูกตองการอางอิง หรือยกตัวอยางตองวางใหถูกที่และตองแนใจวาตัวอยางนั้นจะขยายขอความใหชัดเจนขึ้น
125.
116 3.1.3 มีสารัตถภาพ คือ
มีการเนนสาระสําคัญ หมายถึงการเนนจุดมุงหมายสําคัญ ของยอหนาใหเดนชัดวาเราพูดถึงอะไร ประโยคสําคัญเรียกวา ประโยคใจความ ประโยคกุญแจ หรือ ประโยคหลัก ผูเขียนสวนมากมักจะวางประโยคใจความไวขางตน เพื่อใหเห็นเดนชัด แลวจึงจะเขียน ขยายเรื่องนั้น แตบางทีเอาไวกลางและทายยอหนา เพื่อกระชับความ หรือบางทีเอาไวขางตน และ ขางทาย เพื่อเนนความใหมีน้ําหนักมากขึ้น 3.2 สวนประกอบของยอหนาในแตละยอหนาจะมีสวนประกอบที่สําคัญ 2 สวน คือ สวนที่เปนใจความสําคัญและสวนขยาย 3.2.1 สวนใจความสําคัญ หมายถึง ประเด็นสําคัญที่ตองการจะกลาวถึงในยอหนาแต ละยอหนา ประเด็นสําคัญนี้บางครั้งก็มิไดเขียนออกมาเปนประโยค แตเมื่ออานแลวจะจับประเด็นได แตบางครั้งก็เขียนเปนประโยคชัดเจนในยอหนา เรียกวา ประโยคใจความสําคัญ ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตนยอหนา “ชาวอินเดียนิยมเรื่องรามายณะ มากมายเพียงไรนั้นจะเห็นไดจากแปล รามายณะออก เปนภาษาถิ่นตาง ๆ ในอินเดียแทบทุกภาษา ฉบับที่แปลแพรหลายคือฉบับภาษาอินเดียของตุลลีทาส นอกจากนี้ยังมีฉบับภาษาอื่น ๆ อีก เชน รามายณะภาษากัศมีรีของแควนกัศมีรี และรามายณะฉบับ ภาคใตเปนภาษาทมิฬ และอื่น ๆ เปนตน” (ความสัมพันธระหวางรามายณะของวาลมีกิและรามเกียรติ์ พระราชนิพนธในรัชกาลที่ 1 (สมพร สิงโต, 2520: บทคัดยอ อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 46) ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญอยูตอนทายยอหนา ยังมีนักเรียนธรรมของเราเปนอันมาก ซึ่งยังไมเขาใจความมุงหมายของคําวา “ทาน” ดีพอทํา ใหเขาใจไขวเขวไปวา ทาน กับ บุญ นั้นเปนคนละอยาง ความเขาใจอันนี้ทําใหเราพูดติดปากกันไปวา “ทําบุญแลวใหทาน” ดูประหนึ่งวาทําบุญกับใหทานไมไดเปนคําคูกัน หรือเปนคําแยกตางกัน บุญหรือ ทานจึงเปนอันเดียวกัน คือ ทานเปนวิธีทําบุญอยางหนึ่งนั้นเอง”
126.
117 ตัวอยางยอหนาที่มีประโยคใจความสําคัญทั้งตอนตนและตอนทาย คนไทยนั้นถือวาบานเปนสิ่งสําคัญตอชีวิตตั้งแตเกิดไปจนตาย เพราะคนไทยโบราณนั้น ใชบานเปนที่เกิด การคลอดลูกจะกระทํากันที่บานโดยมีหมอพื้นบานที่เรียกวา
หมอตําแย เปนผูทําคลอด มิไดใชโรงพยาบาลหรือสถานผดุงครรภอยางในปจจุบันนี้ และที่สุดของชีวิตเมื่อมีการตายเกิดขึ้น คนไทยก็ จะเก็บศพของผูตายที่เปนสมาชิกของบานไวในบานกอนที่จะทําพิธีเผา เพื่อทําบุญสวด และเปน การใกลชิดกับผูตายเปนครั้งสุดทาย ดังนั้น บานจึงเปนสถานที่ที่คนไทยใชชีวิตอยูเกือบตลอดเวลา ตั้งแตเกิดจนตาย (“บานไทย” ในศิลปะชาวบาน ของ วิบูลย ลี้สุวรรณ) ตัวอยางประโยคใจความสําคัญอยูในตําแหนงกลางยอหนา ประโยคขยายความอยูตอนตนและตอน ทายของยอหนา ยอหนาชนิดนี้มีไมมากนัก แตอาจทําไดเพื่อใหเกิดความแปลกและนาสนใจ “อันความรัก ความชัง ความโกรธ ความกลัว ความขบขัน เหลานี้เปนสามัญลักษณะของ ปุถุชนทั่วไป ใครหัวเราะไมเปน ยิ้มไมเปนก็ออกจะพิกลอยู คนสละความรักความชังไดก็มีแตพระอรหันต อารมณความรูสึกดังนี้เปนธรรมชาติของมนุษย กวีและนักประพันธยอมจะแตงเรื่องใหเยาอารมณ ความรูสึกเหลานี้ และถาเขาแตงดีก็จะปลุกอารมณของผูอานผูฟงใหเกิดขึ้น ทานคงจะเคยเห็นคน อานเรื่องโศกจับใจจนน้ําตาไหลเพราะสงสารตัวนางเอกพระเอก อานเรื่องขบขันหัวเราะจนทองคัด ทองแข็งทั้ง ๆ ที่รูวามันเปนเรื่องอานเลน และคนอานก็ไมไดมีสวนไดสวนเสียอะไรกับตัวพระตัวนาง ก็พลอยโศกเศราตามไปดวยได อยางไรก็ดี ความเศราของอารมณอันเกิดจากความยั่วเยาของศิลปะ วรรณคดีตลอดจนนาฏยะตาง ๆ นั้น เปนความสุขชนิดหนึ่ง มิฉะนั้นทํานองโศกนาฏกรรมคงจะไมมีใคร ดูเลย” (ภาษาและวรรณคดี นายตํารา ณ เมืองใต อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป.: 47) 3.2.2 สวนขยาย หมายถึง ประโยคหรือขอความที่อธิบายใหรายละเอียดหรือยกตัวอยาง เพื่อใหผูอานเขาใจประเด็นสําคัญในยอหนานั้นเพิ่มมากขึ้น วิธีเขียนสวนขยายทําไดหลายวิธีดังนี้ - วิธีอธิบายหรือใหคําจํากัดความ ดังตัวอยาง ขนบประเพณี คือ ประเพณีที่วางระเบียบแบบแผนไวโดยตรงหรือโดยปริยาย โดยตรงคือ วางเปนระเบียบพิธีการไวแจงชัด โดยปริยาย คือ รูกันเองและไมไดวางเปนระเบียบแบบแผนไววา ควรจะ ประพฤติและปฏิบัติกันอยางไร ขนบแปลวา ระเบียบแบบแผน เชน ขนบราชการ คือ ระเบียบแบบแผน ของราชการ ขนบประเพณีบางทีก็เรียกวาระเบียบประเพณี ซึ่งเปนคําเกิดใหมเมื่อลืมคําแปลของคําวา ขนบเสียแลว (การศึกษาเรื่องเพณี ของ เสฐียรโกเศศ)
127.
118 - วิธีใหรายละเอียด ดังตัวอยาง มะลิเปนไมที่มิใชของพื้นเมืองของไทย
เขาใจกันวาจะมาจากประเทศจีนตอนใตหรือจาก ประเทศอินเดีย ในเมืองไทยเรามีอยูหลายชนิด เชน มะลิลา มะลิซอน มะลิวัลย มะลิถอด ลักษณะ ของดอกไมเหมือนกัน อยางมะลิซอนก็มีกลีบซอนกันหนาเหมือนอยางดอกดาวเรือง สวนมะลิถอดก็มี ลักษณะเหมือนเอาดอกมะลิลา ซึ่งมีกลีบชั้นเดียววางซอนกันขึ้นไป และจะถอดออกมาไดเปนดอก ๆ จึงเรียกวา มะลิถอด (พฤกษนิยาย ของ ส.พลายนอย) - วิธียกตัวอยาง ดังตัวอยาง สัญลักษณในวรรณคดี มีความหมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะเปนรูปธรรมที่เปนเครื่องแทน นามธรรม เชน ดอกไมใชแทนหญิงงาม น้ําคางมักแทนความบริสุทธิ์ พระเพลิงใชแทนความรอนแรง หรืออาจใชตัวละครในเรื่องนิยาย หรือบทละครเปนตัวแทน นามธรรม เชน ทศกัณฐเปนตัวแทนความ เลวรายของผูมีอํานาจที่ไมมีธรรมะ สีดาเปนตัวแทนหญิงที่ชื่อตรงตอสามี (วิเคราะหรสวรรณคดีไทย ของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ) - วิธีเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันหรือตางกัน ดังตัวอยาง ธรรมดาผูมีปญญาอันพิสดาร แมจะคิดการสิ่งใดก็ลึกซึ้ง ผูมีปญญานอยหาหยั่งรูตลอดไม อุปมาเหมือนพระยาครุฑแมจะไปทิศใดก็ยอมบินโดยอากาศอันสูงสุดเมฆ มิไดบินตําตอยเหมือนสกุณ ชาติ ซึ่งมีกําลังอันนอย อันผูมีสติปญญานอยนั้นก็เหมือนนกทั้งปวงที่มีกําลังนอย มิอาจบินสูงเสมอ พระยาครุฑได (สามกก ของ : เจาพระยาพระคลังหน) - วิธีแสดงเหตุผล ดังตัวอยาง ทําไมชาวไทยจึงนิยมเรื่องราวของรามายณะมากจนถึงกับเอามาสรางสรรคขึ้นเปนวรรณคดี ประจําชาติ เรื่องนี้เห็นจะตอบไดวา ความเปนไปของเรื่องรามายณะเปนเรื่องเกี่ยวกับนักรบ เกี่ยวกับ สงคราม เทิดทูนสัจจธรรม ซึ่งตรงกับอุปนิสัยใจคอของชาวไทย ผูเปนนักรบนิยมความกลาหาญ นิยมการประกอบวีรกรรมและรักษาสัตย จะเปนดวยเหตุนี้เอง ชาวไทยจึงรับเอาเรื่องราวรามายณะ มาเปนวรรณกรรมเอกประจําชาติ ผูใดไมรูเรื่องรามเกียรติ์ เทากับไมรูจักประวัติศาสตรวัฒนธรรม ของชาติตนเองเปนการขาดความรูทางวิชาวรรณคดีอยางมาก (พระราชนิพนธรามเกียรติ์ของราชกาลที่ 2 ของฉันทวิชย กระแสสินธุ) 3.2.3 หลักการขึ้นยอหนาใหม การสรางยอหนาของงานเขียนโดยไมรูหลักแบบเรื่อย ๆ พอเห็นวามีขนาดยาวพอสมควรก็ยอหนาเสียทีหนึ่ง บางทีประมาณเอาวาทุกยอหนาควรมีความยาว เทาๆ กัน เปนใชไดแสดงใหเห็นวาผูเขียนยังไมเขาใจวิธีการขึ้นยอหนาใหม หลักการขึ้นยอหนาใหมดัง นี้
128.
119 - เมื่อตองการจะกลาวถึงสาระสําคัญอื่นตอไป ในขอความหนึ่งยอหนาจะมี ความสําคัญเพียงประการเดียว
เมื่อกลาวถึงขอความในยอหนาแรกจบแลว จะกลาวถึงขอความสําคัญ อื่นก็ขึ้นยอหนาใหม ดังตัวอยาง โรคไตเรื้อรัง หมายถึงโรคที่เกิดอยูเปนเวลานานหลายเดือนหรือหลายป โรคไตสวนใหญจัดเปน โรคเรื้อรัง จึงตองการการรักษาติดตอเปนระยะยาว โรคไตวาย หมายถึงการที่โรคไตชนิดหนึ่งมีการสูญเสียหนาที่ของไตไปมากพอสมควร - เมื่อตองการเนนความตรงขามกับความในยอหนาแรก ประโยชนการเชียรกีฬา นอกจากจะชวยใหกําลังใจแกนักกีฬาของฝายที่เชียรและเปนการขมขวัญคู ตอสูไดเปนอยางดีแลว การเชียรเปนการชวยเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนาน ครึกครื้นใหแกผูชม การ แขงขันนั้น ๆ ดวย ยิ่งกวานั้นการเชียรยังใหผลพลอยไดในเรื่องความพรอมเพรียงเปนระเบียบและ ความรักใครสามัคคีกลมเกลียมกันในระหวางหมูคณะอีกดวย แตก็มีเหมือนกันที่การเชียรเปนสาเหตุใหเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ทั้งนี้อาจเปนเพราะเชียร เกินเลยไปถึงเรื่องสวนตัว หรือการเชียรแบบเยาะเยยหยามหยัน แตถาเชียรแบบสุภาพอยูในระเบียบ วินัยดวยความมีใจเปนนักกีฬาแลว จะมีเรื่องกระทบกระทั่งเกิดขึ้นไดยากมาก - เมื่อตองการสรุปความคิดของยอหนาแรก สําหรับภรรยาไมวาจะมีความเกงกาจ หรือมีความสามารถเพียงใด แตสภาพความเปนผูหญิง และเปนแมบาน ยอมทําใหมีความสามารถจํากัด ยังมีอีกหลายอยางซึ่งภรรยาตองพึ่งสามี เชน การตัดสินใจ การใหกําลังใจ เรื่องของสังคมนอกบาน เรื่องทางเพศ ปญหาบางอยางภรรยาตัดสินใจ ไมไดก็ตองอาศัยสามีชวยตัดสินใจ เรื่องบางอยางก็จําเปนตองตัดสินใจรวมกัน เปนตน เพราะฉะนั้นสามีที่ดีควรตองทํางานใหเปนที่พึ่งพาทั้งกําลังใจและกําลังความคิดของภรรยา - เมื่อตองการแยกใหเห็นบทสนทนา ดึกแลวเมื่อยอดนทีกลับมารับหยดนทีกลับบานที่หองแถว เด็ก ๆ ทั้งสามยังไมมีใครงวงเพราะ ความเปนหวงคุณยาย “คุณยายเปนยังไงมั่งพี่ยอด” “คุณยายอยูไหนคะพี่ยอด” “คุณยายเจ็บมากรึเปลาคะ” ประโยคสุดทายเปนคําถามจากเด็กหญิงชลัยทิพยที่สมัครเขามาเปนหลานอีกคนหนึ่ง ยอดนทีมีสีหนาสลดแตก็พยายามยิ้มแยมโดยบอกวา “คุณยายเหนื่อยมากเทานั้นเอง คืนนี้ตองนอนโรงพยาบาล กําลังใหน้ําเกลืออยูครับ” (อรุณรุง, 2549: 104-105)
129.
120 4. การใชสํานวน คําพังเพย
สุภาษิต 4.1 ความหมายของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต 4.1.1 สํานวน หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก มีความหมาย ไมตรงตัว เชน กระตายตื่นตูม กิ้งกาไดทอง ไกแกแมปลาชอน ขิงก็ราขาก็แรง ขมิ้นกับปูน ขี่ชาง จับตั๊กแตน ขวางงูไมพนคอ งมเข็มในมหาสมุทร ชิงสุกกอนหาม เปนตน 4.1.2 คําพังเพย หมายถึงถอยคําสั้น ๆ กะทัดรัด กินความมาก อาจมีลักษณะ ประชดประชันและจะแฝงขอคิด ขอเตือนใจไวดวย เชน ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา คบเด็กสรางบาน คบหัวลานสรางเมือง เดินตามหลังผูใหญหมาไมกัด ซื้อวัวหนานา ซื้อผาหนาหนาว น้ํามาปลากินมด น้ําลดมดกินปลา น้ํารอนปลาเปน น้ําเย็นปลาตาย เปนตน 4.1.3 สุภาษิต หมายถึงถอยคําสั้นๆ กะทัดรัด กินความมาก มีลักษณะเปนคําสอน โดยตรง เปนความจริงพิสูจนได เชน ความกตัญูกตเวทีเปนเครื่องหมายของคนดี ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว ความพยายามอยูที่ไหนความสําเร็จอยูที่นั่น อยาใฝสูงใหเกินศักดิ์ ชาๆ ไดพรา สองเลมงาม เขาเมืองตาหลิ่วตองหลิ่วตาตาม ไฟในอยานําออก ไฟนอกอยานําเขาไมออนดัดงายไม แกดัดยาก ปลูกไมตรีอยารูราง สรางกุศลอยารูโรย เมื่อนอยใหเรียนวิชา ใหหาสินเมื่อใหญ เปนตน การเขียนที่ดีควรนําเอาสํานวน คําพังเพย และสุภาษิต มาใชสอดแทรกในขอเขียน ตามความ เหมาะสม เพื่อใหผูอานเขาใจความหมายไดชัดเจนยิ่งขึ้น 4.2 ความสําคัญของสํานวน คําพังเพย สุภาษิต 4.2.1 เปนเครื่องมือในการฝกอบรม สวนใหญเปนคติสอนใจมุงอบรมใหเปนคนดี 4.2.2 เปนเครื่องมือสื่อภาพสังคม เราสามารถศึกษาสภาพของสังคมไดจาก ภาษิต สํานวน เชน “หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต” “ขาวยากหมากแพง” เปนตน 4.2.3 เปนเครื่องมือสื่อภาษา ใชถายทอดความหมายอันลึกซึ้งสูผูรับสารโดยใชขอ ความสั้นๆ กะทัดรัดแตไดความหมายครบถวน เปนเครื่องผอนความรุนแรงของถวยคํา เชน จะวา ใครอาจพูดไดวา “ไกแก แมปลาชอน” “กิ้งกาไดทอง” เปนตน 4.3 การใชสํานวน คําพังเพย สุภาษิตในการสื่อสาร การตีความสํานวน คําพังเพย สุภาษิต ผูตีความตองเขาใจที่มาหรือความหมาย แทจริงของสํานวน คําพังเพย และสุภาษิตที่จะนําไปใชไดถูกตองและมีวิธีการใชดังนี้ 4.3.1 ใชยอขอความยาวๆ เชน จะอธิบายเรื่องความประหยัดวาการแตงงานจัดพิธี ใหญโตเปนการสิ้นเปลืองโดยใชเหตุ แขกที่มาในงานก็เสียเงินเสียเวลาไดประโยชนนอยก็พูดวา “ตําน้ําพริกละลายแมน้ํา” กินความไดหลายประโยค
130.
121 4.3.2 ใชขยายหรือเนนความเขาใจ เชน
“แดงเปนผูโชคดีที่สุดในรอบป เพราะได แตงงานกับผูหญิงสวย และรวยมีเงินหลายรอยลานใชจนตายก็ไมหมดเหมือนหนูตกถังขาวสาร” 4.3.3 ใชแทนถอยคําที่ไมตองการกลาวตรงๆ เพราะถากลาวตรงๆ จะเปนคําไม สุภาพ เชน จะกลาวถึงผูชายแกที่มาชอบเด็กๆ ก็วา “เฒาหัวงู” หรือ “โคแกกินหญาออน” เปนตน 4.3.4 ใชเพิ่มความสละสลวยของถอยคํา เชน “กวาดเทาไรก็ไมหมด ถาไมงดทิ้งขยะ” ดีกวาจะพูดวา “โปรดงดทิ้งขยะ กวาดไมไหว” แมการใชภาษิต และสํานวนจะมีประโยชนดังกลาวขางตน แตผูใชตองคํานึงถึงวาเมื่อ ไรควรใช อยางใชพร่ําเพรื่อจะนารําคาญ เชน “คุณกับผมเปรียบเหมือนดอกฟากับหมาวัด ผมไมได คาบชอนเงินชอนทองมาจากทองพอทองแม จึงตองอดเปรี้ยวไวกินหวาน ชาๆ ไดพราเลมงาม” ผูอานก็ เกิดความรําคาญแทนความซาบซึ้ง 5. การใชโวหารในการเขียน โวหารหรือสํานวนในการเขียน คือ ทวงทํานองในการเขียนหรือลีลาของการใชภาษาอยางมี ชั้นเชิง และมีศิลปะ เพื่อใหผูอานเขาใจเรื่อง และเกิดความรูสึกตรงตามวัตถุประสงคในการเขียน ผู เขียนจะเลือกใชสํานวนโวหารแบบใดเขียนก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูวิธีการนําเสนอ และจุดประสงคในการเขียน ในงานเขียนชิ้นหนึ่งจะใชโวหารกี่ประเภทก็ไดแลวแตความเหมาะสม ซึ่งผูเขียนจะเปนผูตัดสินใจวาจะ ใชโวหารอะไรบาง โวหารโดยทั่วไปแบงเปน 5 โวหารดังนี้ 5.1 บรรยายโวหาร ไดแก การเลาเรื่อง หรือเหตุการณซึ่งเกิดขึ้นกับตนเองใหผูอานเกิดความ ประทับใจในเหตุการณ ราวกับไดเห็นหรือไดพบดวยตนเอง ในการเขียนบรรยายตอใชถอยคํางาย ๆ เหมาะสมกับเรื่อง กับกาลเวลา เชน การเลานิทาน นิยาย นวนิยาย ชีวประวัติ บุคคลสําคัญ ประวัติ สถานที่ ตํานานตางๆ รายงานหรือจดหมายเหตุ ตัวอยางเชน ขาจําไดวาตัวขาเองเมื่อเล็กๆ ก็เปนตัวอยางพยานความขอนี้อยู ในเวลานั้นอายุขาราวๆ สิบเอ็ดป อยูกับทานเจาอธิการจั่นที่วัดปากกลวย มีอุบาสิกาเจียม คนหนึ่งแกเห็นขาเขาก็ใหคิด เอ็นดู อยากจะชวยเกื้อหนุนบวชเรียน วันหนึ่งอุบาสิกาเจียมออกจากการฟงเทศน เห็นขาเลนอยู กลางลานวัด ก็เรียกเขาไปใกล แลวถามขาวาอยากจะขึ้นสวรรคหรือไม ฝายเด็กๆ ที่เลนอยูดวยกัน เมื่อไดยินดังนั้นก็พากันมารุมฟง อุบาสิกาเจียมอธิบายวา ถาขาอยากขึ้นสวรรคจะจัดการบวชให แลวรับเปนโยมอุปฐากตอไป (จดหมายจางวางหร่ํา ของ น.ม.ส.)
131.
122 5.2 พรรณนาโวหาร คือ
โวหารที่ใชในการบรรยายเรื่องราวโดยละเอียดและประณีต โดยแทรกอารมณความรูสึกของผูเขียนลงไปดวย เพื่อใหผูอานเกิดอารมณคลอยตามและรูสึกซาบซึ้ง เกิดมโนภาพหรือจินตนาการ มักใชพรรณนาสภาพของสถานที่ตางๆ หรือสิ่งที่เปนนามธรรม เชน ความกลาหาญ ความดี ความงาม หรือพรรณนาความรูสึก เชน ความสุข ความรัก ความเศรา ความริษยา เปนตน ซึ่งจะตองใชถอยคําที่สามารถโนมนาวอารมณ หรือความรูสึกของผูอานใหคลอย ตามผูเขียน บางทีขาดลักษณะสมจริงไปบาง ตัวอยาง เชน ฉันจึงตั้งคําถามกับตัวเองวาแลวสีเขียวนั้นจะเปนสีในหองใดหองหนึ่งในบานหนังสือในหัวใจ ของฉันบางไหม ฉันเฝาครุนคิดกับคําถามของตัวเองอยูนาน จนในที่สุดไดคําตอบมาวา หองสีเขียว นั้นมีอยู และเปนหองที่ใหความหมายของสีเขียวไดอยางสมบูรณ เหมือนวันที่ฉันเดินจากบานผาน ทุงหญาคาดอกขาวไสว เขาไปในความรมครึ้มของปายาง ที่นั่นมีสีเขียวไสวของใบยางซับซอนจน แนนฟา มีไมเล็กแยงกันแซมแทรกอยูในระหวางรองยางจนปารกเรื้อไปดวยสีเขียว และในความเขียว สุดเขียวนั้นเอง ฉันไดพบกับลูกมะหวดสีแดงลูกเล็กๆ ลูกน้ําขาวสีชมพูอมมวงสดใส ดอกมะสาน เหลืองใหญอยูบนกิ่งสูง พวงจิกขาวนวลระยายาว แสดสดของเห็ดนกแกวใตซากใบสีน้ําตาล หรือ แมกระทั่งลายพรอยของบุก และกระแทงอันทรงเสนห (บานหนังสือในหัวใจ : ชมัยภร แสงกระจาง, 2533: 61) 5.3 เทศนาโวหาร หมายถึง การกลาวชี้แจง สั่งสอน หรือชักจูงใหผูอื่นคลอยตามให เชื่อถือหรือใหปฏิบัติตาม ตองประกอบดวยขอความที่มีเหตุผล มีหลักฐานอางอิง อยางเห็นจริงเห็นจัง เรื่องที่ใชเขียนทํานองเทศนาสวนใหญ เปนเรื่องที่ชี้แนะใหเห็นคุณและโทษของสิ่งตางๆ ตัวอยาง เชน เธอรับรองแลวนะวาฉันเดี๋ยวนี้เปนคนจน เราพูดกันไดเต็มปากละ แลวชวยจําไปบอกคนที่ เขาคิดอยางเธอดวยวา ไอความจนนี้มันมีสองชนิด จนอยางสิ้นคิดกับจนอยางผูดี ชนิดที่จนอยาง สิ้นคิดนะ จนทั้งเงินทั้งความคิด คือ จนแลวไมคิดที่จะตอสูความจนในทางที่ถูกที่ควร มัวแตคอย อิจฉาคนอื่น แลวก็ตีโพยตีพายวาตัวจน จนอยางผูดีนะจนแตเงิน เรื่องความคิดไมจนเปนอันขาด ถึงยังไงก็ไมงอมืองอตีนใหเหยียบหัวแลวก็ไมเที่ยวงอนงอขอพึ่งอะไรของใครดวย (ผูดี : ดอกไมสด อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 50)
132.
123 5.4 สาธกโวหาร สาธก
แปลวาผูทําใหสําเร็จ สาธกโวหารคือ การยกตัวอยางเพื่อ ทําใหเปนที่เขาใจเชื่อถือได ขอความที่ยกมักเปนประวัติศาสตร ขาวเหตุการณที่เกิดขึ้น หรือนิทาน ชาดก เปนตน ตัวอยาง เชน ... ผูใดไมงงงวยในเหตุการณ แมเกิดขึ้นในปจจุบันทันดวน ผูนั้นลุลวงเหตุติดขัดได เสมือน ภริยาแหงคนเลี้ยงโคกับชายชู 2 คน กะระฎะกะ ถามวา “เรื่องเปนอยางไร” ทะมะนะกะจึงเลาคดี : ในเมืองทวาราวดีมีหญิงภริยาชายเลี้ยงโคผูหนึ่งใจโลเลไมซื่อตรง ประพฤติทุจริตกับ ทัณฑนายกแหงนิคมนั้น และบุตรของเขา คราวหนึ่งภริยาคนเลี้ยงโคกําลังนั่งรื่นรมยอยูกับบุตร ทัณฑนายก ตัวนายทัณฑนายกก็มาหาดวย นางเห็นนายทัณฑนายกมา เมื่อซอนบุตรของเขาไวฉาง ขาวแลว ก็ออกมาตอนรับภิรมยกับนายทัณฑนายกฉันเดียวกับบุตรของเขา ระหวางนั้นคนเลี้ยงโคผู ภัสดากลับมาจากทุงนา พอนางเห็นสามีก็บอก “ทัณฑนายก! ทานจงฉวยไม ทําทีเปนโกรธรีบออกไป เสียเดี๋ยวนี้” เมื่อทัณฑนายกทําตามนั้นแลว คนเลี้ยงโคก็มาถึงที่นั่น ถามภริยาวา “ที่ทัณฑนายกเขามา นี้ดวยธุระอะไร” ภริยาตอบ “ก็ไมทราบ” โกรธลูกชายดวยเรื่องอะไรมานะแหละ ลูกชายกลัว หนีมา ขออาศัยอยูที่นี่ ฉันชวยซอนไวในฉาง...” (หิโตปเทศ ของ เสถียรโกเศศ และนาคประทีป) 5.5 อุปมาโวหาร อุปมา แปลวาขอเปรียบเทียบใชคูกับ อุปไมย ซึ่งแปลวา ขอความที่ ตองมีขอเปรียบเทียบ โดยอุปไมยจะมากอนอุปมา อุปมาโวหารจึงเปนโวหารเปรียบเทียบเพื่อประกอบ ความใหชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยกตัวอยางสิ่งที่คลายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อใหเกิดความชัดเจนดาน ความหมาย ภาพ และอารมณความรูสึกมากยิ่งขึ้น ตัวอยาง เชน พระพุทธเจาเปรียบคนนําทางซึ่งชูประทีปขึ้นสองใหเราไดแลเห็นหนทางไดถนัด ประทีปนี้คือ พระธรรม ผูใดที่ใฝใจฟงธรรม เมื่อเวลาเทศนก็ดีหรือเวลาอานหนังสือก็ดี ไดชื่อวาเปนคนรูฉลาดรูจัก เดินเขาหาดวงไฟ เมื่ออาศัยแสงสวางและเห็นทางเดินไดแจมแจง ไมตองเดินสะดุดหรือตกหลุม ตกหลม อาจเดินไปสูสถานแหงความสุขไดโดยสะดวก สวนผูที่เกียจครานไมฝกใฝในธรรมวินัยนั้น ก็ไมผิดอะไรกับผูโงเขลาที่ไมรูเดินเขาหาดวงไฟ ถาแมวาตนเดินสะดุดหรือตกหลุมตกหลมลงไป จะซัด ผูอื่นไมไดเพราะตัวของตัวเองมีหนาที่ที่จะกระตือรือรนตรงกับภาษิตบทหนึ่งวา ตนนั่นแหละเปนที่พึ่ง แหงตน คือ ตนของตนไมขวนขวายกระทําตัวใหดีแลว ถึงแมวาจะมีผูมีอํานาจสูงใหญยกยองสัก เพียงใดก็จะดีไปไมไดตลอด ผูที่นั่งที่อยูเฉย ๆ คอยรอแสงไฟใหมาเองไมเดินเขาไปหาดวงไฟ เพื่อให ไดแสงสวาง ดังนี้นับวาเปนความผิดของตนเองทีเดียว จะโทษใครไมได (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาฯ เทศนาเสือปา อางอิงจาก จารึก สงวนพงษ, ม.ป.ป. : 51)
133.
124 6. การเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง
และสรุป สําเนียง ฟากระจาง (2553: 125-129) งานเขียน ทุกชนิดจะนาสนใจ ชวนติดตามใหอานตั้งแตตนจนจบ สิ่งสําคัญและจําเปนอยางยิ่งคือการเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุป ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ในการที่จะสรางงานเขียนใหมีความ สมบูรณ และงายตอความเขาใจของผูอาน ดังนี้ 6.1 คํานํา คือ สวนแรกของงานเขียนที่นําผูอานไปสูเนื้อหาตอไป คํานําที่ดีจะเราความสนใจ ของผูอานใหเกิดความอยากอานเรื่องนั้น ๆ ตั้งแตตนจบจนจึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ที่ผูเขียนจะตองใช ศิลปะในการเขียนของตนนําผูอานใหบรรลุตามวัตถุประสงคที่ผูเขียนตองการ การเขียนคํานํามีหลายแนว แลวแตผูเขียนจะเลือกใชแนวใดที่เหมาะสมกับงานเขียนของตน แนวการเขียนคํานําอาจทําได ดังนี้ 6.1.1 นําดวยการอธิบายชื่อเรื่อง หรือใหคําจํากัดความของเรื่อง 6.1.2 นําดวยการกลาวถึงจุดประสงคของเรื่องที่จะเขียน 6.1.3 นําดวยการเนนความสําคัญของเรื่องที่จะเขียน 6.1.4 นําดวยการตั้งเปนคําถาม หรือปญหาที่ชวนใหขบคิด 6.1.5 นําดวยการยกคําพังเพย สุภาษิต คําคม หรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ ซึ่งสัมพันธกับเนื้อเรื่อง 6.1.6 นําดวยการยกตัวอยางเหตุการณ หรือเรื่องราวที่มีแงมุมเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน 6.1.7 นําดวยการเลาเรื่องสนุก ตื่นเตน หรือแปลกใหม 6.1.8 นําดวยการใหคําจํากัดความ 6.1.9 นําดวยขอมูลสถิติขอเท็จจริง 6.1.10 นําดวยการกลาวถึงบุคคลที่ตองการเขียนถึง ฯลฯ ตัวอยาง การนําดวยคําพังเพย สุภาษิต คําคมหรือคํากลาวของบุคคลสําคัญ เชน ขอฝนใฝในฝนอันเหลือเชื่อ ขอสูศึกทุกเมื่อไมหวั่นไหว ขอทนทุกขรุกโรมโหมกายใจ ขอฝาฟนผองภัยดวยใจทะนง จะแนวแนแกไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเปนผุยผง จะยอมตายหมายใหเกียรติดํารง จะปดทองหลังองคพระปฏิมา ไมยอทอคอยสรางสิ่งที่ควร ไมเรรวนพะวาพะวังคิดกังขา ไมเคืองแคนนอยใจในโชคชะตา ไมเสียดายชีวาถาสิ้นไป...
134.
125 เพลงพระราชนิพนธ “ความฝนอันสูงสุด” นี้
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในรัชกาลปจจุบันได พระราชทานใหแก ทหาร ตํารวจ อาสาสมัคร และเจาหนาที่ทุกฝาย ที่ทํางานอยางเหน็ดเหนื่อย เพื่อความอยูรอดของชาติ เพื่อใหยึดถือเปนแนวปฏิบัติ หรืออุดมคติในการทํางานเพื่อชาติ ซึ่งอุดมคตินี้ มุงเนนหนักในดานการปองกันและรักษาใหชาติอยูรอดตลอดไป และมุงใหเปนอุดมคติของผูที่ปฏิบัติ หนาที่ในการปองกันอธิปไตยของชาติ หากอุดมคตินี้ครอบคลุมไปทุกดานและมุงใหเปนแนวทางปฏิบัติ ของคนทั้งชาติ เราก็อาจจะเรียกใหมไดวา “อุดมการแหงชาติ” (ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ: 94) 6.2 เนื้อเรื่อง คือ สวนที่ยาวที่สุดของงานเขียน เนื้อเรื่องจะเปนสวนที่ผูเขียนรวมความคิด และขอมูลจากการคนความานําเสนออยางเปนระบบขั้นตอน ในการเขียนเนื้อเรื่องนั้น ผูเขียนตอง ดําเนินตามโครงเรื่องที่ไดวางไว เนื้อเรื่องควรแบงออกเปนยอหนา เพื่อใหประเด็นความคิดชัดเจน ยอหนาในการเขียนเนื้อเรื่องจะมีมากนอยเพียงใดก็ได ขึ้นอยูกับการจําแนกประเด็นสําคัญที่กําหนดไว ในโครงเรื่องแตละยอหนาจะตองมีความเชื่อมโยงสัมพันธกันเปนอยางดี ทั้งนี้ผูเขียนจะตองมีการวาง แผนการเขียนใหชัดเจน รัดกุม และรูวาจะใชความคิดประกอบถอยคําสํานวน ขยายโครงเรื่อง แตละ ยอหนาใหนาสนใจดวยกลวิธีการเขียนรูปแบบใด ทั้งนี้ในการนําเสนอเรื่อง ผูเขียนสามารถสรางกลวิธี ใหมๆ ไดตลอดเวลา แตจะตองคํานึงถึงความเปนเอกภาพ ความมี สารัตถภาพ และสัมพันธภาพของ เนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดเปนสําคัญ จากนั้นก็เขียนขอมูลทั้งหมด ดวยสํานวนการเขียนและโวหาร ตางๆ ที่สอดคลองกับจุดประสงคในการเขียน แบงไดหลายประเภท เชน เรียงความ บทความ เปนตน 6.3 การสรุป เปนสวนสุดทายของงานเขียน ที่ผูเขียนจะตองใชความประณีตคอนขางมาก เพราะการสรุปจะเปนการบอกใหผูอานทราบวาขอมูลที่นําเสนอมาแตตน ไดจบลงโดยสมบูรณแลว การเขียนสรุปจึงมีความสําคัญไมนอยไปกวาองคประกอบอื่นๆ แมวาผูเขียนจะเขียนคํานํา และเนื้อเรื่องดี เพียงใดก็ตาม หากจบเรื่องโดยขาดการสรุป หรือสรุปไดไมดี งานเขียนนั้นๆ ก็จะดอยคุณคา ไปใน ความรูสึกของผูอาน เปนเหตุใหความประทับใจของผูอานที่ควรจะมีตอเรื่องนั้นๆ จบลงไปดวยอยาง นาเสียดาย ผูเขียนจึงควรสรุปเรื่องที่เขียนใหงานเขียนนั้นๆ มีคุณคาซึ่งการเขียนสรุปมีวิธีการเขียนได หลายแนว เชนเดียวกับการเขียนคํานํา อยูที่ผูเขียนจะตองรูจักเลือกวาเนื้อเรื่องแบบใดจะเหมาะสม กลมกลืนกับวิธีสรุปแบบใด แนวการเขียนสรุปมีหลายแนวที่ไดรับความนิยมมีดังนี้ 6.3.1 สรุปโดยแสดงความคิดเห็นของผูเขียน 6.3.2 สรุปดวยการย้ําแนวคิดสําคัญของเรื่อง 6.3.3 สรุปดวยการชักชวนใหปฏิบัติตาม 6.3.4 สรุปดวยการใหผูอานเกิดอารมณคลอยตาม 6.3.5 สรุปดวยการกลาวถึงขอดี ขอบกพรอง หรือเสนอแนะใหเห็นประโยชน
135.
126 6.3.6 สรุปดวยคําคม สุภาษิต
และบทรอยกรอง 6.3.7 สรุปดวยการฝากขอคิดและความประทับใจใหแกผูอาน 6.3.8 สรุปดวยการใหกําลังใจแกผูอาน 6.3.9 สรุปดวยการกลาวถึงสาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ ฯลฯ การสรุปดวยการกลาวถึง สาระสําคัญที่ตองการใหผูอานทราบ ตัวอยาง ...วิกฤตการณน้ํามันที่เกิดขึ้นใน “ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” นี้ เปนเพราะมนุษยนําเอา น้ํามันไปเปนเครื่องมือตอรองทางการเมือง จึงทําใหน้ํามันถีบราคาสูงขึ้น กอใหเกิดวิกฤต การณในดานเศรษฐกิจ และสังคมตามมา วิกฤตการณตางๆ เหลานี้จะแกไขไดก็ตองแกไขที่ ตนตอคือ วิกฤตการณน้ํามันซึ่งสาเหตุมาจากการเมือง หากประเทศตางๆ ในโลกสามารถตก ลงกันไดในทางการเมือง ปญหาเรื่องวิกฤตการณน้ํามันก็คงจะหดหายหรือผอนคลายลงไป ในทางดียิ่งขึ้นวิกฤตการณตางๆนี้ก็คงจะหมดสิ้นไปดวย ซึ่งทั้งหมดนี้เปนความหวังที่ชาวโลก “ยุควัฒนธรรมน้ํามัน” กําลังใฝฝนหาอยูทุกวัน… (ทองคูณ หงสพันธุ, ตัวอยางเรียงความ.: 100 ) การสรุปมีหลายวิธีดังกลาว ผูเขียนควรเลือกใหเหมาะสมกับลักษณะงานเขียนการสรุป ที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะทําใหงานเขียนไมนาสนใจ คือ 1. การสรุปดวยการยอเรื่องทั้งหมด แตถาเปนวิชาการที่ยาวมากอาจใชวิธีนี้ได 2. การใชวิธีการเดียวกับการขึ้นคํานํา เชน ขึ้นตนดวยบทรอยกรอง และลงทายดวย บทรอยกรอง เพราะทําใหเกิดความรูสึกซ้ําซากจําเจ ไมนาสนใจ 3. การแทรกความคิดประเด็นใหม และรายละเอียดเพิ่มเติมในบทสรุปอันจะทําใหเรื่อง ขาดเอกภาพ 4. การสรุปดวยขอความที่ยาวเกินไป เพราะทําใหงานเขียนขาดสารัตถภาพและ ไมชวน อาน การสรุปที่ดี คือ การสรุปดวยขอความที่กระชับ คมคายจนผูอานประทับใจ ติดใจและ นําประเด็นที่เสนอมาไตรตรองตอไป แมวาจะอานเรื่องจบไปแลวก็ตาม
136.
127 การเขียนคํานํา เนื้อเรื่อง และสรุป
เปนสวนที่มีความสําคัญมากเทาเทียมกันที่จะทําให งานเขียนมีความสมบูรณ ซึ่งจะขาดสวนใดสวนหนึ่งไมได การเขียนเปนศิลปะเฉพาะตัวของผูเขียน แตละคน ที่จะมีวิธีการนําเสนออยางไร ใหผูอานสนใจและบรรลุตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว กลวิธีแนว ทางที่นําเสนอมาเปนเพียงทางเลือกที่ผูเขียนอาจเลือกนํามาใชในงานเขียนโดยมิไดเปนกฎเกณฑตาย ตัว วาจะใชวิธีอื่นไมได 7. การเขียนเรื่องตางๆ ในการเขียนเปนเรื่อง ไมวาจะรูปแบบใดก็ตาม จําเปนตองอาศัยคํา ประโยค สํานวน โวหาร และยอหนา เปนสวนประกอบ ซึ่งตองเลือกใชใหถูกตอง ชัดเจน และเหมาะสม จึงจะชวนอาน และประทับใจ สวนรูปแบบในการเขียนอาจเขียนไดหลายอยาง เชน เรียงความ บทความ สารคดี บทวิเคราะหวิจารณ เปนตน ในที่นี้จะขอนําเสนอการเขียนเรียงความและบทความเปนแนวทางดังนี้ 7.1 การเขียนเรียงความ คือ การเขียนรอยแกวที่มีหัวขอเรื่องหรือแนวคิดกําหนดไวบาง ครั้งก็ยืดหยุนโดยใหผูแตงตั้งชื่อเรื่องเองดวย ตามปกติเรียงความโดยทั่วไปจะมีโครงเรื่อง 3 สวน คือ คํานําหรือบทนํา เนื้อเรื่องหรือตัวเรื่อง และสรุปหรือบทสงทาย การเขียนเรียงความมีวิธีที่ควรปฏิบัติ ตามลําดับดังนี้ 7.1.1 รางโครงเรื่อง ไดแก คํานํา หรือบทนํา เนื้อเรื่อง และการสรุป โดยใชแนว คิดเปนแกนในการดําเนินเรื่อง 7.1.2 เขียนยอหนาตามโครงเรื่อง โดยแตละยอหนาตองมีประโยคใจความสําคัญ หรือมีความคิดหลักอยูดวย 7.1.3 ขยายรายละเอียดแตละยอหนาดวยวิธีตางๆ อยางมีเหตุผล แสดงขอเท็จจริง และขอคิดเห็น แทรกความเปรียบเทียบตามลักษณะโวหารของความเรียงเรื่องนั้น 7.1.4 หาตัวอยางประกอบเหตุผล ขอเท็จจริง ความคิดเห็น โดยเลือกสรร อยางเหมาะสมและกระชับความ 7.1.5 สรุปเรื่องใหกระชับ ฝากขอคิดเพื่อใหผูอานประทับใจ 7.1.6 อานทบทวนและแกไข ตัดคําที่ฟุมเฟอย และประโยคพลความทิ้ง
137.
128 ตัวอยาง การเขียนเรียงความ วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ สําเนียง ฟากระจาง “คนทุกคนมีหนาที่ตองทํา
แมเปนเด็กก็มีหนาที่อยางเด็ก คือ ศึกษาเลาเรียน หมาย ความวา จะตองเรียนรูวิชาฝกหัดทําการงานตางๆ ใหเปนอบรมขัดเกลาความประพฤติและ ความคิด จิตใจ ใหประณีต ใหสุจริตแจมใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักไดเติบโตขึ้น เปนคนที่มีความรู ความสามารถ และมีประโยชนตอชาติบานเมือง...” พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พระราชทานแกเยาวชนของชาติ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ณ พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งความในพระบรมราโชวาทนี้ แสดงใหเห็นถึงความ สําคัญในบทบาทหนาที่ของบุคคลโดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งจะตองเปนกําลังสําคัญของชาติใน อนาคต เด็กไทยในวันนี้จะตองเปนผูมีความรับผิดชอบในหนาที่ของตน นั่นคือ การศึกษาเลาเรียน และตองถึงพรอมดวยคุณธรรมอันเปนสิ่งที่สําคัญยิ่งของบุคคล ที่จะชวยสรางสรรคความเจริญรุงเรือง ใหกับประเทศชาติสืบไปในวันหนา ประเทศไทย ไดมีการจัดงานฉลองวันเด็กแหงชาติ ตามคําเชิญชวนขององคการสหพันธเพื่อส วัสดิภาพเด็กระหวางประเทศแหงสหประชาชาติ ตั้งแตปพุทธศักราช 2498 เปนตนมา โดยมีจุดมุง หมายเพื่อเปนการเผยแพรปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิเด็กและเยาวชน มุงสงเสริมใหประชาชนเห็น ความสําคัญ และความตองการของเด็ก รูจักวิธีเลี้ยงดูเด็กใหมีสุขภาพดี ทั้งทางรางกายและจิตใจ ใหรูสํานึกถึงความรับผิดชอบตอสวัสดิภาพ อันเปนการปลูกฝงใหเด็กรูจักการมีสวนรวมใน สังคม และมีความรับผิดชอบตอประเทศชาติ วันที่ 10 มกราคม 2547 นี้ เปนวันเด็กแหงชาติ เปนวันสําคัญยิ่งวันหนึ่งของเยาวชน ซึ่งเปน ทรัพยากรบุคคลที่สําคัญ และเปนพลังสําคัญในการพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญกาวหนาและมั่นคง เด็กในวันนี้จึงควรเตรียมตัวที่จะเปนกําลังสําคัญดวยการหมั่นศึกษาหาความรู ใชเวลาวางใหเกิด ประโยชน ประพฤติปฏิบัติตนอยูในระเบียบวินัย ขยันขันแข็ง ตั้งใจทํางานดวยความรับผิดชอบ ยึดมั่น ในความซื่อสัตยสุจริต มีแตความเมตตากรุณา ชวยเหลือเอื้อเฟอผูอื่น เสียสละและบําเพ็ญประโยชน เพื่อสวนรวม ตลอดจนรูจักอนุรักษทรัพยากร สาธารณสมบัติสวนรวมของชาติ โดยประพฤติปฏิบัติตน ตามขอความขางตนแลว จะไดชื่อวาเปนเด็กดี ชาติบานเมืองก็จะเจริญ มีความผาสุกรมเย็นตลอดไป ดังไดกลาวแลววา เด็กและเยาวชนเปนทรัพยากรมนุษยที่สําคัญกวาทรัพยากรใดๆในโลก ควร อยางยิ่งที่ทุกฝายตองรวมมือรวมใจกัน ใหความสําคัญกับเด็ก ใหเด็กไดตระหนักถึงบทบาทหนาที่ดัง บทเพลง เด็กเอย เด็กดี ที่วา
138.
129 “เด็กเอยเด็กดี ตองมีหนาที่สิบอยางดวยกัน (ซ้ํา) หนึ่ง
นับถือศาสนา สอง รักษาธรรมเนียมมั่น สาม เชื่อพอแมครูอาจารย สี่ วาจานั้นตองสุภาพออนหวาน หา ยึดมั่นกตัญู หก เปนผูรูรักการงาน เจ็ด ตองศึกษาใหเชี่ยวชาญ ตองมานะบากบั่น ไมเกียจไมคราน แปด รูจักออมประหยัด เกา ตองซื่อสัตยตลอดกาล น้ําใจนักกีฬากลาหาญ ใหเหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา สิบ ทําตนใหเปนประโยชน รูบาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติตองรักษา เด็กสมัยชาติพัฒนา จะเปนเด็กที่พาชาติไทยเจริญ...” ดวยในป 2546 ที่ผานมา เปนปแหงการสงเสริมการอานและ การเรียนรู จึงควรที่เด็กไทยทุกคนจะใหความสําคัญกับการอาน โดย เฉพาะภาษาไทย อันเปนเอกลักษณประจําชาติ ที่จะตองรวมกัน อนุรักษ และใชใหถูกตอง ซึ่งถือเปนบทบาทหนาที่หรือภารกิจอีกขอ หนึ่งที่เยาวชนของชาติ ตองถือปฏิบัติโดยสงเสริม อนุรักษ และสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมทางภาษาไทยของเรา ใหดํารงอยู เปนเอกลักษณของ ชาติสืบไป ดังพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ที่พระราชทานไวมีความตอนหนึ่งวา “ภาษาไทย เปนเครื่องมืออยางหนึ่งของชาติ เปนทางสําหรับแสดงความคิดเห็นอยาง หนึ่ง เปนสิ่งที่สวยงามอยางหนึ่ง เชนในทางวรรณคดี เปนตน...เรามีโชคดี ที่มีภาษาของตน เองแตโบราณกาล จึงสมควรอยางยิ่งที่จะรักษาไว...” เยาวชนไทยทุกคน จึงควรสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทาน โดยตั้งใจปฏิบัติหนา ที่ตามพระบรมราโชวาท รวมกันสรางความเพียรดวยการเพิ่มพูนขุมทรัพยทางปญญา ควบคูไปกับ คุณธรรม ใหมีพลังที่จะปกปอง พัฒนาชาติบานเมือง และเชิดชูคุณคาของภาษาไทยของเรา ซึ่งเปน มรดกวัฒนธรรมอันล้ําคายิ่ง ใหสมกับเปนเยาวชนคนดี ที่มีความกตัญู รับผิดชอบตอชาติ ตอแผนดิน เด็กไทยในวันนี้ ก็จะพบแตสิ่งดีๆในชีวิต ดังคําขวัญวันเด็ก ประจําป พุทธศักราช 2547 ที่ วา “รักชาติ รักพอแม รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแนนอน” (สําเนียง ฟากระจาง, 2547: 2)
139.
130 7.2 การเขียนบทความ (Article)
เปนความเรียงชนิดหนึ่ง มีโครงเรื่อง คือ คํานํา เนื้อเรื่องและ สรุป บทความเขียนขึ้นเพื่อใหสาระขอเท็จจริง ความรู หรือเปนงานเขียนที่เสนอความคิดเห็น ขอเสนอแนะ ที่นาสนใจเปนประโยชนเกี่ยวกับเรื่อง หรือเหตุการณตางๆ บทความอาจเขียนในแงเชิงวิจารณ อธิบาย ใหความรู แนะนํา สั่งสอน หรือชวนขัน ฯลฯ บทความโดยทั่วไปมีลักษณะเฉพาะ คือ เนื้อหาจะประกอบดวยขอมูล ขอเท็จจริงและขอ คิดเห็น ขอเสนอแนะของผูเขียน อานแลวไดแนวคิดเพิ่มเติมไมใชเรื่องไรสาระ ตองเปนเรื่องหรือ เหตุการณที่สําคัญ กําลังเปนที่สนใจอยูในขณะนั้น และวิธีเขียนตองชวนคิด ชวนติดตามโดยตลอด ภาษาที่ใชในบทความ ตองเปนภาษากึ่งแบบแผน และแบบแผน เนื้อหาของบทความตอง นําไปอางอิงทางวิชาการได ใหความคิดและความเขาใจเรื่องตางๆ อันจะเปนประโยชนในการแกปญหา เพิ่มพูนสติปญญาแกผูอานอันเปนปจจัยในการพัฒนาคน ทั้งทางดานสติปญญา และความสามารถ เพื่อประโยชนของสังคมและประเทศชาติ เรื่องที่จะนํามาเขียนบทความ ควรเปนเรื่องที่เปนประโยชน ตอสวนรวม เชน เรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม การเมืองการปกครอง การบริหาร สุข ภาพ สิ่งแวดลอม วัฒนธรรม การเขียนบทความในแงใดก็ตาม มีวิธีปฏิบัติดังตอไปนี้ 1. เขียนใหนาอานและเกิดความประทับใจ 2. เขียนแบบวิเคราะหเรื่อง วิเคราะหผูอานโดยมีการเรียงลําดับตามโครงเรื่อง อยางถูกตอง คือ คํานํา เนื้อเรื่อง สรุป 3. เขียนแจมแจงและใหผูอานคลอยตาม 4. เขียนอางอิงอยางมีหลักฐานนาเชื่อถือ 5. เลือกเขียนเรื่องที่กําลังเปนที่นิยม 6. เขียนใหมีสาระและชวนอานอยางเพลิดเพลิน 7. แทรกความคิดเห็นหรือขอคิดในทางสรางสรรคและไมขัดตอวัฒนธรรมอัน ดีงาม 8. เขียนอยางมีเหตุผล เสนอแนะในสิ่งควรทําได 9. ตั้งชื่อเรื่องไดอยางเหมาะสมใหดูนาอาน เนื้อเรื่องมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ ตลอดจนสรุปเรื่องฝากขอคิดเพื่อใหผูอานคลอยตาม และประทับใจ
140.
131 ตัวอยาง การเขียนบทความ ตามรอย...คําสอนของพอ เรื่อง :
สําเนียง ฟากระจาง คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จเถลิงถวัลยราชยสมบัติครบ 60 ป ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 นับเปน มหามงคลสมัยที่จะไดรับการจารึกไว เพราะไมเคยปรากฏในประวัติศาสตร ของชาติไทยและของโลก ประชาชนชาวไทยที่อยูทั่วประเทศ และทั่วทุกมุมโลกตางปลื้มปติในวาระ มิ่งมงคลครั้งนี้ จึงพรอมใจกันถวายพระพรแดพระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวฯ เพื่อแสดงถึงความกตัญูกตเวทิตาคุณ แสดงความจงรักภักดี แดพระองคผู ทรงคุณอันประเสริฐสุด พระผูทรงสรางสรรคความเจริญผาสุกรมเย็นแกบานเมืองนานัปการอยาง อเนกอนันต พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปน “ยิ่งกวาพระมหากษัตริย” ทรงเปน ศูนยรวมใจของไทยทั้งชาติ ทรงเปนพอหลวงของแผนดิน ทรงเปนนักการศึกษา ทรงเปนนักพัฒนา ทรงพระปรีชาญาณในศาสตรสาขาตางๆ มากมาย ทรงเปนภูมิพลังแหงแผนดินไทยโดยแท พระองคทรงเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติเปนที่ประจักษแกพสกนิกรไทย เบื้อง พระยุคลบาทจากพระราชกรณียกิจ และคําสอนจากกระแสพระราชดํารัสที่พระราชทานแกปวงชนชาวไทย เนื่องในวโรกาสตางๆเปนเรื่องที่ อํานวยประโยชนในการดําเนินชีวิตเปนอยางยิ่ง ความจงรักภักดีที่ราษฎรมีตอพระองคอยางมากมาย ก็เพราะพระองคทรงมีความรักความหวง ใยในราษฎรของพระองคดังความจากพระราชนิพนธบันทึกประจําวัน “เมื่อขาพเจาจากสยามมาสูสวิตเซอรแลนด”มีความตอนหนึ่งวา “ถึงวัดเบญจมบพิตรรถแลนเร็วไดบาง ตามทางที่ผานมาไดยินเสียงใครคนหนึ่งรองขึ้นมาดังๆ วา อยาละทิ้งประชาชน อยากจะ รองลงไปบอกวา ถาประชาชนไมทิ้งขาพเจาแลว ขาพเจาจะละทิ้งอยางไรได แตรถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแลว ” จนเวลา ลวงเลยไปประมาณ 3 ป เศษ คือ ในวันศุกรที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 พระองคไดพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก
141.
132 ประชาชนชาวไทย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ไววา“เราจะครองแผนดินโดย ธรรม เพื่อประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” จากวันนั้นจนถึงวันนี้เปนเวลา 60 ปแลว พระองคทรงปกครองแผนดินโดยธรรม เพื่อ ประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม ตามแนวทางพระปฐมบรมราชโองการเสมอมา เพื่อความผาสุกของมวลชน พระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจทุกเบื้องพระยุคลบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวฯ ทรงสรางความผาสุกรมเย็นแกผองพสกนิกรไทยทุกหมูเหลาทั่วทั้งประเทศอยางตอเนื่อง ตลอดมาโดยยึดหลักทศพิธราชธรรมตามพระปฐมบรมราชโองการ แสดงใหเห็นถึงพระสัจบารมี ที่ทรง พระราชทานไวทุกประการ ทศพิธราชธรรม 10 คือ ธรรมหลักสําหรับพระราชาในการใชพระราช อํานาจ และการบําเพ็ญประโยชนตออาณาประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏ 10 ประการ ดังนี้ (1) ทาน ใหทานหรือการให (2) ศีล การรักษาศีล ความประพฤติเรียบรอยดีงาม หรือการตั้งพระทัยมั่น และทรงประพฤติพระราชจริยวัตร พระวรกาย พระราชดํารัส พระราชหฤทัยใหปราศจากโทษ (3) ปริจาคะ การสละประโยชนสวนตน หรือการบริจาคอันไดแก การที่ทรงสละสิ่งไมเปนประโยชนหรือมีประโยชนนอย เพื่อสิ่งที่ดีกวา (4) อาชชวะ การซื่อตรงตอตนเองและผูอื่น ความซื่อตรง (5) มัททวะมีความสุภาพออนโยน มีสัมมาคารวะ เปนผูมีอัธยาศัยออนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร (6) ตปะ ความพากเพียร ไมเกียจคราน (7) อักโกธะ การระงับความโกรธ ความไมโกรธ หรือการไมแสดงความโกรธใหปรากฏ (8) อวิหิงสา การไมเบียดเบียน ทรงมีพระราชอัธยาศัยกอปรดวยพระมหากรุณา (9) ขันติ ความอดทน คือ การที่ทรงมีพระราชจริยวัตรอันอดทนตอสิ่งทั้งปวง (10) อวิโรธนะ การยึดมั่นในความยุติธรรม แนวแนในความถูกตอง คือ การที่ทรงตั้งอยูใน ขัตติยราชประเพณี ไมทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยวัตร นิติศาสตร ราชศาสตร
142.
133 ในประเทศไทยไมมีพื้นที่ใด ที่พระองคเสด็จไปไมถึงทรงหาแนวทางในการแกปญหาชาติบานเมืองทุกคราวเมื่อประสบภาวะวิกฤต โครงการกวา 3,000
โครงการ ที่สรางชาติไทยใหเขมแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเปนอยูที่ดี ก็ดวยพระปรีชาสามารถ พระอัจฉ ริยภาพ และพระบารมีของพระองคกระแสพระราชดํารัสของพระองคที่พระราชทานแกพสกนิกรไทย เนื่องในวโรกาสตางโดยเฉพาะในวัน เฉลิมพระชนมพรรษา ทุกถอยคําพระราชดํารัสบงบอกถึงความหมายโดยนัย ในการตักเตือน ชี้แนะ หรือแนวทางการแกไขหาทางออก ของวิกฤตการณในชวงเวลานั้นๆ เสมอมา ขออัญเชิญพระราชดํารัสบางตอนดังนี้ พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2514 “...ในการประกอบการงานดานตางๆ อยูทุกวันนี้มีเหตุการณหลายอยางที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความมั่นคงของชีวิต และการงานของคนไทยโดยสวนรวมมาก จําเปนตองปดเปาแกไขให ผานพนไปโดยเร็ว ขาพเจาจึงใครขอใหทุกฝายเรงรัดปฏิบัติสรรพกิจการงานโดยขะมักเขมน และสอดคลองเกื้อกูลกัน ขอให รักษาความดี ความสามัคคี และความสุจริตใหมั่นคง เพื่อประโยชนสุข ของชาติไทย ซึ่งเปนเปาหมายอันสูงสุด...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือเหตุการณตางๆ ที่กําลังเกิดขึ้นในบานเมือง สงผลกระทบตอระบบ ความมั่นคงในการดํารงชีวิต ความเปนอยู ทุกฝายตองชวยกัน โดยการปฏิบัติหนาที่ของตนใหดี และตองรักษาความดี มีความ สามัคคี และมีความสุจริต การทําหนาที่ของตนใหดีถูกตองสมบูรณ ไมใชทําเพื่อประโยชนสวนตนหรือตางคนตางทําแตตองทําไปพรอมๆ กัน โดยมี จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ สวนการรักษาความดีนั้นเปนหนาที่ของคนดีทุกคน คนดี คือ คนที่มี คุณธรรม 4 ประการ ไดแก การรักษาความสัจ การขมใจตนเอง ความอดทน และความเสียสละ เมื่อทุกคนมีความสุจริตในหนาที่ของคนดี ก็จะเกิดความสามัคคีในหมูคณะตามมา ปญหาตางๆก็จะหมดไป พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523 “...ปจจุบันนี้ วิกฤติการณตางๆเกิดขึ้นในโลกไมขาดระยะ และนับวันดูจะยิ่งหนักหนาเขา ทําใหเราตองถูกกระทบ กระเทือนจนนาวิตกหวงใยในความมั่นคงและปลอดภัยของบานเมืองอยางมาก ขอนี้นาที่จะทําความเห็นใหกระจางวา เมื่อ สถานการณใดจะเกิดขึ้น เราก็จะตองเผชิญสถานการณนั้นดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลาหาญ...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้มีสาระสําคัญคือ โลกกําลังประสบภาวะวิกฤตทุกดาน อันจะสงผลกระทบตอความมั่น คงและปลอดภัยของบานเมือง ทรงชี้ใหเห็นถึงแนวทางในการเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตดังกลาวดวยความมีสติ และความเขมแข็งกลา หาญ สติ หมายถึง ความรูสึก ความรูสึกผิดชอบ ความระลึกได และความมีสติในกระแสพระราชดํารัสนี้ ทรงใหทุกคนมีสติปญญา คือ ปญญารอบคอบ และมีสติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกได และความรูตัว มีความรูสึกตัวดวยความรอบคอบและดํารงตนในความไม ประมาท การทําการใดๆ ตองมีสติ ความยั้งคิด และวิจารณญาณ อันถี่ถวนรอบคอบ เปนเครื่องควบคุมกํากับใหดําเนินงานไปได โดยถูกตองเที่ยงธรรมตามทิศทาง นอกจากนี้ทรงใหตระหนักเรื่องความสามัคคีดัง พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2523วา “...ความสามัคคีนี้เปนคุณธรรมสําคัญประการหนึ่งซึ่งหมูชนผูอยูรวมกันจําเปนตองมี ตองถนอมรักษา และตองนํามา ใชอยูสม่ําเสมอ เนื่องดวยสรรพกิจการงานที่เปนสวนรวมทุกดาน ทุกระดับ ตองอาศัยบุคคลหลายฝายรวมกันคิด รวมกันทํา ถาแตละฝายเขามารวมงานกันดวยความตั้งใจดี ดวยความรูความสามารถ ดวยความฉลาดมีเหตุผล และดวยความคิด ที่ สรางสรรค งานก็จะสําเร็จผลสมบูรณงดงามตามประสงคทุกอยาง...”
143.
134 จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ การอยูรวมกันของกลุมชนหมูมาก
จําเปนตองใชความสามัคคีที่เปน คุณธรรมสําคัญประการหนึ่ง เปนตัวตั้ง งานทุกอยางจึงจะประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค สามัคคี หมายถึง ความพรอมเพรียงกัน ความปรองดองกัน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯทรงฝากเรื่องความสามัคคีแกปวง ชนชาวไทยทุกหมูเหลา ใหมีความรวมมือรวมใจกันดวยความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจตอกัน ไมแกงแยงชิงดี อิจฉาริษยากัน ในการที่จะทํา การงานเพื่อประโยชนแหงสวนรวม พระราชดํารัส 4 ธันวาคม 2532 “...ระยะหลังนี้สถานการณหลายดาน ไมวาทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เปลี่ยนแปลงแปรผันอยางรวดเร็วและ ซับซอน อาจเปนเหตุใหบางคนบางฝายเกิดความสับสนในความคิด และความไมเขาใจกันในการปฏิบัติงานซึ่งเปนขอที่นา วิตก ขาพเจาเห็นวาทุกฝายสามารถจะสามารถคลี่คลายปญหานี้ไดไมยากนัก ถาเราหวนคิดพิจารณาเรื่องตางๆที่เปนมา แลวในอดีตโดยละเอียด ใหเห็นวาแตละเรื่องแตละเหตุการณเกิดขึ้นจากขอมูลเหตุอันใด และมีผลเกี่ยวเนื่องสืบตอมาอยาง ไรก็จะชวยใหทราบชัดไดถึงสถานการณในปจจุบัน ตลอดจนแนวโนมที่จะเปนไปในอนาคต และความรูความเขาใจอันชัด เจนนี้ยอมทําใหแตละคนเล็งเห็นหนาที่ที่แท กับทั้งแนวทางปฏิบัติที่ถูกตองในการจรรโลงอิสรภาพ ความเจริญมั่นคง และ ความดีงามทั้งปวงในแผนดิน ทานทั้งหลายจึงควรระลึกอยูเสมอๆ วาการใชสติปญญาพิจารณาเหตุการณใหกวางไกลโดย รอบคอบ และรอบดาน เปนสิ่งสําคัญและจําเปนอยางที่สุด...” จากกระแสพระราชดํารัสที่อัญเชิญมานี้ สาระสําคัญคือ ความเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วทั้งในดานเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม กอใหเกิดความสับสนในความคิด พระองคทรงใหตระหนักถึงความสําคัญของการใชสติปญญา การคิด ใหรูจักใชความคิด พิจารณาเรื่องตางๆ ดวยปญญาอยางมีวิจารณญาณที่จะชวยคลี่คลายปญหาตางๆ ที่เกิดขึ้น อันจะอํานวยประโยชนตอชาติบานเมืองสืบ ไป ปญญา เปนตัวนําทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อยางไร แคไหน ก็อยูที่วา มีปญญาชี้นําหรือบอก ทางใหเทาใด ปญญาเปนตัวปลดปลอยจิตใจ ใหทางออกแกจิตใจ เชน เมื่อประสบปญหาใดก็ตาม หากเกิดสติปญญารูวาจะทํา อยางไร จิตใจก็โลง เปนอิสระได ทั้งนี้ การพัฒนามีหลายระดับ เชน ปญญาชวยใหดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ ประสบความ สําเร็จ ปญญาชวยใหดําเนินเขาสูวิถีชีวิตที่ถูกตองดีงาม ปญญาชวยใหบรรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิตที่ดีงาม พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงมีพระราชดํารัสแกปวงชนชาวไทย ใหรูจักทําสิ่งที่มีเหตุผล ไมทําตามใจตนเองในเรื่อง ตางๆ ลดความถือดีแลวรวมมือกันปฏิบัติหนาที่ดวยความปรองดองกันดังความในพระราชดํารัสวา “...ปจจุบันนี้ รูสึกวาบานเมืองมีปญหา และความขัดของเกิดขึ้นไมสรางซาเกือบทุกวงการ เปนเครื่องบงบอกชัดเจนวา ถึงเวลาแลว ที่ทุกคนทุกฝายจะตองลดความถือดี และการทําตามใจตัวเอง แลวหันมาหาเหตุผลความถูกตองและความรับผิด ชอบตอสวนรวมกันอยางจริงจัง เพื่อกําจัดอคติและสรางเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน จักไดสามารถรวมกันเรงรัด ปฏิบัติสรรพกิจการงานใหประสานสอดคลอง และปรองดองเกื้อกูลกัน ใหสัมฤทธิ์ประโยชนสูงสุดในการธํารงรักษาอิสรภาพ อธิปไตย และความเปนไทย ใหยืนยงมั่นคงอยูตลอดไป...” จากกระแสพระราชดํารัสบางตอนในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ที่ทรง พระราชทานแกพสกนิกรไทยเนื่องในวโรกาสวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ดัง อัญเชิญมาขางตน เปรียบ เสมือนแสงนําทางแหงชีวิต ใหกาวไปสูหนทางสวางไสว พน
144.
135 จากความมืดมน และสูเปาหมายปลายทางคือ ความอยูอยางรมเย็นเปนสุข
เราคนไทยทุกคนควรประพฤติปฏิบัติตามแนวทางพระราชดํารัส ของพระองค เพื่อใหบังเกิดผลดีทั้งแกตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติสืบไป ภาพพระพักตรที่เปยมไปดวยพระเมตตา ทรงโบกพระหัตถแกประชาชนของพระองค ยามเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เปนภาพประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากที่ใครจะลืมเลือน บรรยากาศ ณ วันนั้น ไดประกาศใหโลกไดรับรูถึง ประเทศไทย ที่ไมเพียงแตเปนประเทศเล็กๆ ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของประเทศเทานั้น หากแตยังประกาศพลังแหงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีตอพระมหากษัตริยของพวกเขา เมืองไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริยที่ทรงเปน มหาบุรุษ และเปนภูมิพลังแหงแผนดิน พระราชดํารัสที่พระราชทานในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ตราตรึงอยูในสํานึกของพสกนิกรทั้งมวล ความวา “ขาพเจามีความยินดีเปนอยางยิ่ง ที่ไดมาอยูในทามกลางมหาสมาคม พรอมพรั่งดวยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคําอวยพรและการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ ที่ทุกคนตั้งใจจัดใหขาพเจาเปนพิเศษ ทั้ง รัฐบาลไดจัดงานครั้งนี้ไดเรียบรอยและงดงาม น้ําใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่รวมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่ พรอมเพรียงกันมาในวันนี้ นาปลาบปลื้มใจมาก เพราะแตละคนไดแสดงออกและตั้งใจมาดวยความหวังดีจากใจจริง จึงขอ ขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปยมไปดวยความปรารถนาดีและความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝาย ทําใหขาพเจา เห็นแลวมีกําลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเปนที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทําใหคนไทยเราสามารถรวมมือรวม ใจกันรักษาและพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรืองสืบตอกันไปไดตลอดรอดฝง ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทํา ดวยความเมตตา มุงดี มุงเจริญตอกัน ประการที่สอง คือ การที่แตละคนตางชวยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชนกัน ใหงานที่ทําสําเร็จ ผล ทั้งแกตน แกผูอื่น และประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติอยูในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเทา เทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การที่ตางคนตางพยายามทํา นําความคิด ความเห็นของตนใหถูกตอง เที่ยงตรง และมั่นคงอยูใน เหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพรอมมูลในกาย ในใจของ คนไทย ก็มั่นใจไดวา ประเทศชาติไทยจะดํารงมั่นคงอยูตลอดไปได จึงขอใหทานทั้งหลายในมหาสมาคมแหงนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมูเหลา ไดรักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไวให เหนียวแนน และถายทอดความคิดจิตใจนี้กันตอไปอยาไดขาดสาย เพื่อใหประเทศชาติของเราดํารงยืนยงอยูดวยความรม เย็นเปนสุข ทั้งในปจจุบันและใน ภายหนา ขออํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุมครองรักษาประเทศชาติไทย ใหปลอดพนจาก อันตรายทุกสิ่ง และอํานวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ใหเกิดแกประชาชนชาวไทยทั่วกัน”
145.
136 มวลพสกนิกรไทยตางพนมมือนอมรับใสเกลาใสกระหมอมทุกถอยคํา ทุกประโยค ในกระแสพระราชดํารัส
คําสอนของพอ ที่ ทรงมุงหวังใหลูกทุกคน คิดดี ทําดี มีคุณธรรม ชวยกันค้ําจุนประเทศชาติสืบไป...ยากที่ใครจะกลั้นน้ําตาแหงความปลื้มปติ
146.
137 ธงชาติไทย และธงสัญลักษณที่อยูในมือของทุกคน ณ
บริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมไปจนทองถนนราชดําเนินกลาง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 โบกพลิ้วเปนคลื่นแหงความจงรักภักดี หมื่นลานดวงใจผูกรอยดวยกันเปนหนึ่งเดียว วา “เคารพ เทิดทูน และรักพระองคทานเหลือเกิน” 1 7.3 การเขียนโนมนาวใจ การเขียนโนมนาวใจ หรือการเขียนชักชวน เปนการเขียนที่ผูเขียนตองการใหผูอานทํา กิจกรรมใหสําเร็จตามที่ผูเขียนตองการความตองการนั้นอาจจะใหกระทําเลือกกระทํา หรือกระทําสิ่งนั้นตอไป ซึ่งจะมีผลประโยชนตอตน เองหรือสวนรวม เชน การเขียนคําโฆษณา การเขียนคําขวัญ เปนตน 7.3.1 หลักการเขียนโนมนาวใจ ในการเขียนโนมนาวใจนั้น ผูเขียนจะตองรูหลักในการเขียน ซึ่งมีดังนี้ - หลักจิตวิทยา การเขียนโนมนาวใจ จะตองใชหลักจิตวิทยาที่วา มนุษย กระทําเพื่อตอบสนองความตองการของตัวเอง ดังนั้นผูเขียน จะโนมนาวใจผูอาน กระทําโดยชี้ใหเห็นวา ถาผูอานทําตามผูเขียนแลว ผูอานยอมไดรับผลตอบสนองความตองการทางดานรางกาย จิต ใจ หรือสังคม อยางใดอยางหนึ่ง หรือมากกวานั้น ความตองการของมนุษยจึงเปนสิ่งกระตุนใหมนุษยทําสิ่งตางๆ ตามความตองการของ ผูเขียน ความตองการของมนุษยซึ่งนํามาใชในการเขียนโนมนาวใจ ตามทฤษฎีของมาสโลว มี 5 ระดับ คือ 1. ความตองการพื้นฐานทางรางกาย ไดแก ปจจัย 4 2. ความปลอดภัย เมื่อมนุษยมีปจจัย 4 แลว มนุษยยังตองการความปลอดภัย มั่นคง จากรายไดในการ ทํางาน เพื่อการดํารงชีวิต 3. ความเปนเจาของ มนุษยตองการเพื่อน ญาติมิตร และมีครอบครัว เพื่อมีสวนรวมเปนเจาของ และเพื่อสรางฐานะ สรางครอบครัว สืบทอดวงศตระกูล 4. ความยอมรับในสังคม มนุษยตองการใหคนยอมรับ และนับหนาถือตาในวงสังคม 5. ความสําเร็จของตนเอง มนุษยตองการจะทํากิจกรรมตางๆ ใหสําเร็จไปดวยดี นอกจากการเขียนโนมนาวใจ จะยึดหลักความตองการของมนุษยดังกลาวขางตนแลว การเขียนโนมนาวใจ ยังเกี่ยวโยงกับ ลักษณะกลุมผูอานอีกดวย ถากลุมผูอานมีความสัมพันธตอกัน และมีเปาหมายของกลุมแนนอน ผูอานแตละคนจะตกอยูในอิทธิพลของ กลุม กลุมเปนผูกําหนดพฤติกรรมของสมาชิกใหเปนแบบแผนเดียวกัน ดังนั้นการเขียนโนมนาวใจเปนกลุมเชนนี้ การกระทํากิจกรรมใดๆ ก็ตาม ผูเขียนจะตองใชหลัก “พวกมากลากไป” โดยเราอารมณคนสวนใหญใหเลื่อมใส เชื่อมั่นในคําพูด และผลักดันใหกลุมกระทําตามที่ คนสวนใหญตองการ - กลวิธีการเขียน โดยทั่วไปแลว การเขียนโนมนาวใจมีอยู 2 วิธี คือ 1 สํ า เ นี ย ง ฟา ก ร ะ จ า ง ต า ม ร อ ย คํ า ส อ น ข อ ง พอ. “ ... ” ว า ร ส า ร ส ว น ดุ สิ ต ฉ บั บ ที่ ป ที่ ห น า. 1 0 3 : 8 – 12 : 3 ก ร ก ฎ า ค ม - กั น ย า ย น 2549.
147.
138 1. โนมนาวใจอยางตรงไปตรงมา ซึ่งผูอานรูวากําลังถูกโนมนาวใจ 2.
โนมนาวใจทางออมที่ผูอานไมรูตัว วิธีการทั้ง 2 วิธีดังกลาว จะมีวิธีการเขียนอยู 3 ระดับ คือ 1. การใหขาวสาร การเสนอขาวสารขอมูลของผูเขียน มีจุดมุงหมายที่ตองการใหผูอานเขาใจ เกิดความ เลื่อมใสศรัทธา มีความไววางใจ และประทับใจเรื่องที่อาน สิ่งเหลานี้จะเปนการนําไปสูการตัดสินใจวา ควรเชื่อถือเรื่องที่อานหรือไม การ ใหขาวสารในการเขียนโนมนาวใจ ไดแก การยกตัวอยาง หรือ การเลาเรื่องเปนอุทาหรณ การอางสถิติ การยกคําขวัญ คําพังเพย สุภาษิต ประกอบ ซึ่งการไดขาวสารประเภทนี้ ทําใหผูอานเกิดจินตนาการไดชัดเจน 2. การทําใหเชื่อ มีจุดมุงหมายตองการใหผูอานเชื่อเรื่องที่อาน โดยผูเขียนจะใชเหตุผล หรืออาง หลักฐานตางๆ เพื่อสนับสนุนความคิดของผูเขียนใหมีน้ําหนักและนาเชื่อถือ 3. การโนมนาวใหกระทํามีจุดมุงหมายตองการใหผูอานกระทําตามขอเขียนนั้น 7.3.2 ประเภทของการเขียนโนมนาวใจ จุดประสงคสําคัญของการเขียนโนมนาวใจ คือ เขียนใหผูอานกระทําตามคําชักจูงของ ผูเขียน จึงแบง ประเภทของการเขียนโนมนาวใจได 3 ประเภท คือ - การเขียนโนมนาวใหกระทํา การเขียนใหผูอานกระทํากิจกรรมใดๆตามความตองการ ผูเขียนจะตองชี้ใหผูอานเห็นวาเรื่องนั้นๆ เปนประโยชนตอตนเองหรือสวนรวม - การเขียนโนมนาวใหเลิกกระทํา การเขียนใหเลิกกระทําจะเกิดขึ้น เมื่อตองการใหผูอานเลิกกระทํากิจกรรมนั้น เวลาเขียนจะตองชี้ให เห็นวา การกระทํานั้นเกิดผลเสียตอตนเองและสวนรวม - การเขียนโนมนาวใหกระทําตอไป การเขียนประเภทนี้ มีลักษณะเปนงานเขียนที่ตองการใหผูอานกระทํากิจกรรมตอไป เพราะเปน กิจกรรมที่ดีมีประโยชน ทั้งตอตนเองและสวนรวม ผูกระทําไมควรเลิกกระทํา แตควรกระทําตอไป ตัวอยาง รูปแบบของการเขียนโนมนาวใจ สําเนียง ฟากระจาง (2553 :189 - 196) การเขียนโฆษณา เปนการเขียนที่มีจุดมุงหมายใหผูอานยอมรับ จนเกิด การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ คานิยม และ พฤติกรรม เปนไปตามจุดมุงหมายของผูเขียน การเขียนโฆษณามีดังนี้ (1) การเขียนโฆษณาสินคา เปนการเขียนเพื่อมุงที่จะขายสินคา โฆษณา หรือขายบริการ ซึ่งในการเขียนประเภทนี้ผูเขียนจะตองมีความรูหลายๆ ดาน เชน มีศิลปะในการใชถอยคํา มีความรูเกี่ยวกับความ ตองการของตลาด รูจักสินคาที่จะโฆษณาเปนอยางดี รูจักวิธีที่จะสรางความสนใจและเราความรูสึกอยากรูใหเกิดขึ้น ดังนั้นผูเขียน
148.
139 โฆษณาสินคา จึงควรรูหลักเบื้องตน ของการขาย
ซึ่ง ฉัตรา บุญนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง (2522 :192-195) ไดสรุปหลักเบื้องตนของการขายไวดังนี้ 1) Attentionทําใหสะดุดใจ คือ ทําใหผูซื้อที่เราเสนอขายนั้น มาเอาใจใสสินคาของเรา 2) Interest ทําใหเกิดความสนใจ 3) Desire ทําใหเกิดความปรารถนาที่จะซื้อสินคาที่เราเสนอขาย 4) Actionทําใหเกิดการปฏิบัติ คือ ทําใหผูซื้อตัดสินใจซื้อสินคาของเรา การโฆษณา มีสิ่งหนึ่งซึ่งควรจะตองใหเกิดแกผูที่เราเสนอขาย คือ ทําใหเขาจําสินคาของเราได แมจะยังไมเกิดความตองการ ซื้อ เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะตองซื้อ จะไดมุงตรงมาซื้อสินคาของเราในทันที ดังนั้น ในการโฆษณา มีขั้นตอน และเปาหมาย ดังนี้ คือ 1) Theme หมายถึง แนวคิดที่ตองการใหประชาชนจดจํา ผูจะโฆษณา ควรจะรูจุดเดนของสินคาแตละประเภท และ นําเอาจุดนั้นมาผูกเปนวลี หรือประโยค ที่จะใหจดจํางาย เชน น้ํามัน Essoตองการเนนวาใหพลัง ผูเขียนโฆษณา อาจจะเนนวาใหพลังสูง หรืออาจจะใชวิธีเปรียบเทียบใหเห็นชัดเจนวา จับเสือใสถังพลังสูง คนก็จะจดจําน้ํามัน ในแงนี้ ในลักษณะที่น้ํามันShell มีแนวคิด ตองการใหคนจดจําเกี่ยวกับความตองการในการขับขี่จึงใชขอความโฆษณาวาไปซุปเปอรสวยดวยซุปเปอรเชลล 2) Copy Point หมายถึง จุดแสดงสรรพคุณผูโฆษณาอยางดีวา มีจุดเดนที่ใดบาง ขอสําคัญคือ ผูโฆษณาจะตอง เลือกเฉพาะจุดที่เดนจริงๆ แนวทางที่นํามาใชในการเขียนรางโฆษณา คือ ตอนที่ 1 เปนการพาดหัวและขยายพาดหัว ตอนที่ 2 เปนจุดเดนๆแตกตางจากผูอื่น พรอมทั้งขอพิสูจนขออางที่แตกตางจากผูอื่น ตอนที่ 3 เปนขอความลงทาย ตอนที่ 1 การพาดหัวและขยายพาดหัว การพาดหัวมีความสําคัญมาก เพราะเปนจุดที่ทําใหผูซื้อสะดุดใจ และหันมาสนใจสวนขอความที่นํามาขยายการพาดหัวนั้น เปน สิ่งที่ทําใหเขาใจขอความที่พาดหัวดียิ่งขึ้น การพาดหัวอาจทําไดหลายแบบ ดังนี้ 1. การพาดหัวแบบขาว (News) คือเขียนเปนทํานองบอกกลาว หรือรายงานเกี่ยวกับสินคา หรือบริการที่ แปลกใหม หรือมีขาวดีเกี่ยวกับสินคานั้นๆ ตัวอยาง พาดหัว เนชั่น มาดใหม ขยายพาดหัว มากสาระ สบายตา
149.
140 สบายสมอง 2. การพาดหัวแบบคําแนะนําและสัญญา (Advice
and promise) คือ เขียนเปนทํานองแนะนํา สัญญา เปนการแนะแนวทางใหผูซื้อไดรับประโยชนอยางเต็มที่ อาจจะมีการเขียนในทํานองทาใหพิสูจนวาดีจริงหรือไมหรืออาจจะมีการ รับประกันในระยะเวลาที่กําหนดได ตัวอยาง พาดหัว หมดกังวลเมื่อใช ดี.ดี.ที.ตราหัวไก ขยายพาดหัว มีประสิทธิภาพในการกําจัดยุง แมลง ตางๆ สัญญาพาดหัว ไดผลแนนอน 3. การพาดหัวแบบกอใหเกิดความอยากรูอยากเห็น (Curiosity) คือ เขียนเปนทํานองรายงานเกี่ยวกับสินคา แตใชสํานวนแปลกๆ เพื่อใหผูอานตื่นตาตื่นใจ หรือประทับใจ มักทํากัน 2 แบบ คือ ● แบบละคร (Dramatic Story headline) เปนการใชสํานวนโวหารที่โลดโผน อาจจะมี การใชภาพพจนประกอบได ตัวอยาง พาดหัว ใครๆ ก็ทําเคกได ขยายพาดหัว แตจะเรียนการทําเคกให ถูกหลัก ตองรูจักเลือก แปง ไขมัน น้ําตาล ผงฟูเพื่อที่จะทํา เคก ขนม และอาหารฝรั่ง ไดหลายๆ ชนิด ● แบบทําใหฉงน (Provocative surprising headline)เปนการโฆษณาใหเกิดความฉงน ตื่นเตน เราใจ 4. การพาดหัวแบบเลือกกลุม (Selective)คือ เอยถึงกลุมที่คิดวาจะใชสินคาที่โฆษณานี้ ตัวอยาง พาดหัว บรรลุเปาหมายหรือไม คุณเปนคนตัดสิน ขยายพาดหัว จอบใหม กําลังรอการ พิสูจนจากคุณ ตัวอยาง พาดหัว วงแขนจา..เตาลากอน ขยายพาดหัว โรลออนระงับกลิ่นกาย Alum Rock
150.
141 5. การพาดหัวแบบคําสั่ง (Command)
คือเขียนคลายคําสั่งใหซื้อ หรือทดลองใช แตควรเปนคําสั่งแบบที่ไมได บังคับวาจะตองทํา ตัวอยาง พาดหัว ดื่มแมโขง....จรรโลงจิต หรือ Drink Coca Cola / ดื่มเปบซี่...ดีที่สุด ฯ 6. การพาดหัวแบบอธิบาย (Picture Coption)คือ เขียนอธิบายภาพ ถาไมมีภาพประกอบอาจจะไมรูเรื่อง ตัวอยาง พาดหัวเพื่อความสาว ความสวย แหงเรือนผม ตอนที่ 2 การอธิบายประโยชน ขอความในตอนนี้ จะชวยใหผูอานเกิดความเขาใจเกี่ยวกับสินคา และเกิดความตองการสินคานั้นๆ ในการอธิบายนี้ อาจจะ กลาวถึงประวัติเรื่องราวตางๆ เกี่ยวกับสินคา เชน ผลิตมานาน ผลิตโดย ผูชํานาญ มีกรรมวิธีผลิตที่ดีอยางไร ฯลฯ อาจจะกลาวถึง ประโยชน รายละเอียดเกี่ยวกับสินคา คุณภาพที่ดีกวา ราคาที่ถูกกวา หรือจุดเดนที่เปนขอไดเปรียบสินคาประเภทเดียวกันกับยี่หออื่น นอก จากนั้น อาจจะกลาวอางถึงหลักฐานตางๆ ที่สนับสนุนวาสินคานั้นๆ ดี เชน ความเห็นของผูเชี่ยวชาญ จดหมายชมเชยจากผูใช ความเห็น ของบุคคลที่มีชื่อเสียง สถิติการขาย ฯลฯ สวนสถานที่ ที่สามารถซื้อไดนั้น บางครั้งก็จะบอกไวในสวนนี้ บางครั้งก็จะบอกในตอนทายของ โฆษณา ตอนที่ 3 คําลงทาย เปนขอความที่ตองการโฆษณาใหประทับใจจดจําเกิดความตองการ หรือเรงใหลงมือปฏิบัติการ สรุปขอควรจําในการเขียนโฆษณา 1. เนื้อหา ควรใหขอมูลใหครบถวน อธิบายอยางถูกตองตามขอเท็จจริง รูจักหยิบยกประโยชน ขอเดน ขอไดเปรียบของสินคา มากลาวอยางเหมาะสม และแสดงความจริงใจตอผูอาน การพาดหัวในการโฆษณา เปนสิ่งสําคัญเชนเดียวกับการเขียน คํานําของเรียงความ หรือบทความ เพราะถาเราสามารถทําใหผูอานสะดุดใจ หรือสนใจไดแลว ก็จะเปนแรงจูงใจใหอยากติดตามอานตอไป
151.
142 2. สํานวนภาษา ควรเขียนอยางกะทัดรัด
ชัดเจน แจมแจง ใชภาษางายแตสละสลวย อาจจะมีคําซ้ําคํา ย้ําคํา เลน สํานวน เลนสัมผัส เปรียบเทียบบางก็ได ทั้งนี้ควรคํานึงถึงวา สามารถทําใหผูอานเขาใจไดตรงตามจุดประสงคที่ตองการดวย (2) การเขียนโฆษณาหาเสียง เปนการเขียนโฆษณาหาเสียงของผูรับสมัครเลือกตั้งในตําแหนงตางๆ เชน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร เปนการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดศรัทธาและเลือกตนในที่สุด (3) การเขียนโฆษณาชักชวน เปนการเขียนโนมนาวใจใหผูอานเปลี่ยนความคิด เจตคติ คานิยม แลวหัน มาสนใจและยอมรับความคิดเห็นของผูเขียน และปฏิบัติตามความประสงคของผูเขียน การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ มีขั้นตอนคือ ควรบอกใหทราบวาชักชวนใหทําอะไร อธิบายใหผูอานเขาใจวาสิ่งที่ชักชวนคืออะไร หรือเปนอยางไร และชี้ใหเห็นวา ถาทําตามที่ชักชวนแลวจะกอใหเกิดผลดีแกตนเองและสวนรวมอยางไร และอาจจะชี้ใหเห็นผลเสียที่จะ เกิดขึ้นถาไมทําตามที่ชักชวน พรอมกันนี้ผูเขียนจะตองใหรายละเอียดตางๆ ใหมากพอที่ผูอานจะตัดสินใจวาควรทําตามหรือไม (ฉั ตรา บุนนาค , สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง, 2522 : 191) การเขียนโฆษณาชักชวนนี้ อาจจะเขียนเปนขอความยาวๆ หรือคําขวัญสั้นๆ อานแลวจําไดทันที เพราะการชักชวนในบางครั้ง มิไดมีเจตนาใหปฏิบัติตามในทันที หากแตตองการใหติดตาติดใจและอาจปฏิบัติตามในภายหลัง 7.4 การเขียนความเรียงอยางสรางสรรค การพัฒนาทักษะในการเขียนอีกลักษณะหนึ่งที่ตางไป จากการเขียนเชิงวิชาการ คือ การเขียนอยางสรางสรรค ซึ่งเปนการแสดงออกดวยวิธีการใชภาษาที่ สละสลวย มีความไพเราะ ขัดเกลาไดอยางเหมาะสม เปนการพัฒนาจากพื้นประสบการณที่มีอยูแลว ใหกาวหนาขึ้น ดวยการใชกลวิธีการถายทอดดวยทวงทํานองที่นาสนใจ การเขียนแสดงแนวคิดอันเปน ประโยชนทําใหผูอานเกิดความจรรโลงใจ ในที่นี้ขอเสนอแนวปฏิบัติในการเขียน ความเรียงอยางสราง สรรค ดังนี้ 7.4.1 พากเพียรเขียนฝก ดังไดกลาวแลววา การเขียนเปนงานที่ตองอาศัยความรู ความคิด และความรักในงานเขียนเปนปจจัยพื้นฐานสําคัญ การเขียนที่ดีผูเขียนจะตองรูจักลําดับ ความคิดของตนใหผูอื่นรูเรื่อง และเขาใจสิ่งที่ตนคิดโดยใชภาษาถายทอดไดอยางสละสลวย ถูกตอง ตามหลักภาษาและระเบียบแบบแผน ซึ่งผูเขียนควรคํานึงถึงหลักในการเขียนความเรียง ดังนี้ - วางจุดมุงหมายใหชัดเจน วาจะนําเสนอสารเรื่องอะไร แลวประมวลความคิด ใหสอดคลองสัมพันธกับจุดมุงหมายนั้น - มีเอกภาพสัมพันธ หมายถึง เรื่องที่เขียนนั้นมีประเด็นสําคัญหรือประเด็น หลักเพียงประเด็นเดียว แตอาจแตกประเด็นยอยได ทั้งนี้ตองมีความสอดคลองสัมพันธกันในแตละ ยอหนา แตละสวนโดยเนนความคิดสําคัญใหเห็นเดนชัด คือ มีสารัตถภาพที่ชัดเจน - สัดสวนของเรื่องเหมาะสม เรื่องที่เขียนควรพอดีไมสั้นหรือยาวเกินไปควร ใหรายละเอียดในสวนที่ควรเนน ตัดพลความที่ไมสําคัญ เพราะความเรียงที่ดีควรกระชับ กะทัดรัด ปดเรื่องใหผูอานรูสึกประทับใจ
152.
143 7.4.2 บันทึกสรุปความ การบันทึกสรุปความเปนการบันทึกยอจากเรื่องที่ไดสังเคราะห มาแลว
ใหไดใจความชัดเจนสมบูรณ และนาสนใจ โดยผูเขียนเปนผูบันทึก ดังตัวอยาง ตัวเรื่องมัคคุเทศกนอย “คุณครับ ใหผมเปนคนพาเที่ยวเอาไหมครับ” เด็กชายอายุประมาณ 12 เอยถามคณะของเรา ในทันทีที่เราจอดรถที่หนาโบสถพระมงคลบพิตรแหงจังหวัดอยุธยาในเชาวันอาทิตยนั้น ขอความที่บันทึกไว อยุธยา - หนาโบสถพระมงคลบพิตร - วันอาทิตยที่ 15 ส.ค. 2516 - ไปกับคณะทองเที่ยว กลุมเล็ก 7 - 8 คน เด็กชายอายุประมาณ 12 ป อาสาเปนมัคคุเทศกนําเที่ยว การพูดจาดูคลองดี - เสนอนํา เที่ยว 7 แหง คือ พระนอนกลางแจง กรุสมบัติ ภูเขาทอง วัดตูม พะเนียดคลองชาง แหงที่ 7 โรงพัก ที่เขาเก็บสมบัติเกาใหมจากกรุไวใหคนชม ดูทาทางเด็กจะยากจน นุงกางเกงดําเกาๆ เสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน แตทาทาง ฉลาด มีวิธีพูดที่แสดงความมั่นใจ ชวนใหนึกเอ็นดู พวกเราตกลงใหเด็กคนนั้นนําเที่ยว เราเลยตั้งให เด็กคนนั้นเปน “มัคคุเทศกนอย” เราใหรางวัลเด็กไปโดยรวมจากทุกคนได 80 บาท ก็ไมเลวสําหรับมัคคุเทศกนอยที่พาเรา เที่ยวเกือบทั้งวัน เด็กคนนั้นดูชางภาคภูมิใจที่ไดทําหนาที่อวดสมบัติและสถานที่สําคัญของเมืองที่แกอยู ตัวแทนของเยาวชนที่ดีในปจจุบัน หารายไดอยางสุจริต ชอบใจคําพูดตรงที่จะจากากัน เมื่อเราแนะนําใหความรูเพื่อยึดอาชีพมัคคุเทศก แกกลับตอบวาไมเอา เพราะกลัวจะไมมีคนไวใจ ที่ทําเชนนี้ไดเพราะแกเปนเด็ก - นาคิด! “มัคคุเทศกนอย”
153.
144 ทุกคนในคณะทองเที่ยวกําลังเบิ่งมองดูโบสถใหมอยางแปลกใจ ตางก็หันมาดูเด็กนอย อยางประหลาดใจ “ผมพาเที่ยวได 7
แหงครับ จากนี่ไปดูพระนอนกลางแจงองคใหญ แลวไปวัดที่เขาขุด สมบัติไปดูสมบัติเกาและสมบัติใหมที่โรงพัก ไปภูเขาทอง วัดตูม แลวก็พระเนียดคลองชาง เอาไหมครับ? คาปวยการแลวแตจะให” เราตางมองตากันดวยความรูสึกตาง ๆ กัน บางคนก็ขบขัน บางคนก็สมเพช บางคนก็นึกนาเอ็นดู พอหนูผูนุงกางเกงดําเกา ๆ สีเกือบจะกลายเปนสีเทา สวมเสื้อยืดคอกลม ผมตัดสั้นเกรียน ทาทางฉลาด และทุกคําพูดเต็มไปดวยความมั่นใจ อันที่จริงในวันนั้นเมื่อออกจากกรุงเทพฯ เราเพียงแตตกลงกันวาจะไปชมสมบัติโบราณซึ่งขุดได ในคราวหลังใหเปนขวัญตาสักหนอย เพราะเขาลือกันทั่วกรุงวาสมบัติคราวหลังนี้มากมายและสวยงาม กวาที่ขุดไดคราวกอนเปนหลายเทา แตครั้นมาถึงอยุธยาเขาจริงก็เกิดมีผูออกความเห็นวา อยาเพิ่งตรง ไปดูสมบัติเลย ไปชมเมืองกันกอนดีกวา ผูที่ไปในวันนั้นที่จริงก็เคยไปเที่ยวอยุธยากันหลายครั้งแตมิใช ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นอยุธยาในวันนั้นจึงแปลกตาไปหมด เพราะอยุธยาเมืองที่เราภาคภูมิในความเกาแก ของโบราณสถาน เมืองที่เราเคยไปเพื่อระลึกถึงความหลังเมื่อครั้งรุงเรืองโดยสรางมโนภาพจากสิ่งปรัก หักพังเหลานั้น ในบัดนี้มีแตความใหม “ฉันอยากจะรูวามีอะไรใหมตาอีกบาง” คนหนึ่งเอยขึ้น “ฉันอยากดูที่ที่เด็กเอยชื่อมานั่น” อีกคนหนึ่งเอยขึ้น “ฉันอยากไปวัดตูม เขาลือกันวาน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์” เปนอันสรุปวา ถึงแมเราจะเคยมาเที่ยวอยุธยากันมากอนก็ตาม แตก็ยังไมเคยมีใครในคณะ ของเราเคยไปเที่ยวชมสถานที่ตาง ๆ ครบตามที่เด็กนอยเสนอรายชื่อมา ดังนั้นเราจึงตกลงกันวา นอก จากการมาดูสมบัติเห็นจะตองชมอยุธยาเมืองใหมใหทั่วอีกดวย แตละคนไมรูจักถนนหนทางดี พอหนู นอยจึงเกิดเปนคนสําคัญขึ้นมาทันที หลังจากที่ไดขึ้นมานั่งบนรถกับเราเรียบรอยแลวก็เริ่มหนาที่ มัคคุเทศกทันที เราตองยอมรับวา เราไมเคยเห็นพระนอนองคใหญกลางแจงองคนั้นมากอน หรือไมเราอาจจะ จําไมไดเพราะพระนอนองคนั้นเพิ่งไดรับการบูรณะใหมเอี่ยม เราไมเคยไปดูพะเนียดคลองชางมากอน และที่คณะของเราพอใจมากก็คือวัดตูมและน้ํามนตจากเกศพระ ซึ่งควรจะนับเปนสิ่งมหัศจรรยของโลก ไดอีกครั้งหนึ่ง ถามีการพิสูจนกันวาน้ํามนตนั้นเกิดจากเกศพระพุทธรูปไมมีที่สิ้นสุด จุดหมายปลายทางของเราก็คือที่สถานีตํารวจ อันเปนที่เก็บสมบัติและเก็บตัวนักโทษผูลักขุด สมบัติซึ่งอยูในที่ใกล ๆ นั่นเอง สมบัติมีมากมายตั้งแตของใหญ เชน พระขรรคอันงดงาม สิงโต จน กระทั่งรองเทาทองคูกระจอยรอย ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเก็บไวที่ชั้นบน
154.
145 พอหนูมัคคุเทศกนอยยิ้มอยางพอใจเมื่อเราเปดกระเปาหยิบธนบัตรจํานวนหนึ่งสงให เมื่อการนํา เที่ยวสิ้นสุดลงแลว “หนูเคยนําใครมาเที่ยวบางหรือปาว” คนหนึ่งในพวกเราถามขึ้น “เคยหลายรายแลวครับ” “เรียนหนังสือหรือเปลา” “เรียนครับ
อยูชั้น ป.4 แลวครับ” “รายไดงามดึรึที่พาคนมาเที่ยวนะ” “ก็พอไดบางครับทีละ 10 บาท 20 บาท บางคนก็ใหมากกวานั้นแลวแตครับ ผมยังราย ไดอื่นๆอีกครับ ผมรับจางเก็บลูกเทนนิสไดเดือนละ 50 บาทครับ” “เราตองหาเงินเอาครับ ไมงั้นก็ไมมีเงินใช ตั้งแตขุดสมบัติกันนี่ครับ แลวก็ตั้งแตเมื่อ เปลี่ยนเปนใหมขึ้น ชาวกรุงเทพฯ มากันแยะ ผมพลอยมีรายไดกับเขาดวย” สําหรับเด็กนอยการที่เมืองจะเปลี่ยนโฉมหนาไป และการที่ขุดสมบัติโบราณ อาจจะไมมีความ หมายเปนสวนตัวอยางใดสําหรับเขาที่จะใหภาคภูมิใจหรือเกิดเสียดายบรรยากาศเกาๆ เพราะวาเขา อาจจะยังเปนเด็กเกินไปที่จะใชความคิด แตเขามีความภาคภูมิใจที่ไดอวดทุกสิ่งอันมีอยูในเมืองซึ่งเขา อยูแกคนซึ่งยังไมเคยพบเห็นสถานที่เหลานั้น และสิ่งสุดทายที่เขาพอใจมากก็คือเงินรางวัล ซึ่งไดอยาง สุจริตแลกกับความรูเรื่องที่ตั้งของโบราณสถานเหลานั้น แตสําหรับพวกเรา ตางมีความชื่นชมเด็กนอยคนนี้เสียยิ่งกวาความชื่นชมยินดีที่ไดเห็นสมบัติ อันล้ําคาเหลานั้น เพราะวาเด็กนอยคนนี้คือตัวแทนที่ดีของเยาวชนในปจจุบัน เขาจะเดือดรอนเรื่อง คาเลาเรียนและคาครองชีพหรือเปลา ขาพเจาไมทราบ แตวิธีการที่เขาพยายามหาเงินโดยสุจริตโดยใช เวลาความรูเล็กนอยนําคนเที่ยวชมเมืองของเขาได เพื่อการเพิ่มพูนรายได นับเปนวิธีการฉลาดและ เปนไปอยางรอบคอบ เพราะวาเมื่อพวกเราคนหนึ่งแนะนําวาพอหนูควรจะไดพยายามศึกษาตํานาน สถานที่ตาง ๆ เหลานั้นใหมีพื้นความรูตามสมควรก็จะดีขึ้นมาก เพื่อจะไดเลาประวัติตาง ๆ ประกอบ ไปดวย เมื่อโตขึ้นจะไดทํามาหากินโดยเปนคนนําเที่ยวอาชีพ เขากลับตอบวา “ผมเห็นจะไมเอาละครับ อาชีพอยางนี้มีหวังอดตายแน ที่ผมทําไดเวลานี้เพราะวาผม ยังเด็ก ใครๆ ก็ไวใจผมไปดวย ถาผมโตเปนผูใหญ คุณคิดวาจะไวใจใหผมนั่งรถไปดวยครับ” (ศุทธินี “มัคคุเทศกนอย” สุดที่รัก อางถึงใน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนา 327 - 329) ขอสังเกต 1) ผูเขียนเปดเรื่องดวยคําพูดของเด็กชายคนหนึ่งที่อาสานําคณะทองเที่ยวไปชมโบราณสถาน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ตอจากนั้นก็ดําเนินเรื่องโดยเลารายละเอียดเกี่ยวกับรูปลักษณะ การแตงกายและทาทาง ของเด็ก สถานที่ตาง ๆ ที่เด็กพาไปชม ความรูสึกพอใจและนิยมชมชื่นในตัวเด็กปรากฏชัดอยูในเรื่อง
155.
146 3) ตอนปดเรื่อง มีคําพูดของเด็กคนนั้น
ที่ทิ้งทายไวใหคิดวา เหตุใดเด็กจึงไมเลือกอาชีพ มัคคุเทศก ตามที่คณะทองเที่ยวเสนอแนะ 7.5 การแตงคําประพันธรอยกรอง ผูที่รักในการเขียนนอกจากความเรียงรอยแกวที่พากเพียร ฝกฝนจนเกิดทักษะแลว ผูเขียนที่สนใจประเภทบทกวีนิพนธหรือรอยกรอง สามารถพัฒนาไดตาม ความสนใจเปนการพัฒนาทักษะการเขียนอีกระดับที่แตกตางจากรอยแกว บทรอยกรองของไทยเปน มรดกวัฒนธรรมทางภาษาที่สืบทอดมาแตบรรพบุรุษ คนไทยมีนิสัยเจาบทเจากลอนจึงคิดบทรอยกรอง มีหลายรูปแบบ เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน ราย ซึ่งเปนกวีนิพนธแบบฉบับ ปจจุบันมีการสรางสรรค บทกวีนิพนธสมัยใหม โดยไมยึดรูปแบบฉันทลักษณเดิม ในที่นี้จะไมกลาวลงในรายละเอียดแตจะให แนวทางเพื่อผูสนใจไดไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับฉันทลักษณของคําประพันธแตละชนิดตอไป ทั้งนี้ การเขียนคําประพันธรอยกรอง ผูเขียนจะตองหมั่นฝกฝน ตองฝกอาน ฝกคิด และฝกแตงบอย ๆ จึงจะ เกิดทักษะ สามารถสรางสรรคผลงานไดดังกาพยที่เสนอไว ดังนี้ และเพื่อเปนการสรางแรงจูงใจในการเขียนบทรอยกรองใหเกิดแกผูสนใจ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช (2550 : 330 - 335) ไดเสนอแนวปฏิบัติสรุปไดดังนี้ 1. สนใจวรรณศิลป วรรณศิลปมีความหมายเชนเดียวกับศิลปะการประพันธ ภาษาที่เขาลักษณะเปนวรรณศิลป นั้นมีที่สังเกตดังนี้ 1) เปนภาษาที่มีเสียงสัมผัสไพเราะ มีจังหวะดี ฟงแลวชวนใหเพลิดเพลินเจริญใจ ประหนึ่งไดฟงเสียงดนตรี 2) เปนภาษาที่เราอารมณทําใหเกิดความรูสึกสะเทือนใจหรือความประณีตแลวแตกรณี เรียงรอยถอยพจน กาพยกานทกําหนด สรางสรรคถอยคํา ฝกอานตํารา ภาษาคาล้ํา เปนกฎบทจํา รอยกรองของไทย เชลงลักษณอักษร พากยพจนสุนทร กวีวรรณหวานไหว ฝกคิดวิทยา จินตนากาวไกล เพลิดเพลินเจริญใจ สื่อพจนรจนา ความฝนบรรเจิด ความรูกอเกิด วรรณศิลปอักษรา ฝกแตงกลอนกานท สืบสานวิชา จนชั่วกัลปา ภาษาบทกวี (สําเนียง ฟากระจาง)
156.
147 3) เปนภาษาที่ใหความคิดนึกอันมีคุณคาในทางประเทืองปญญา ทําใหเกิดความคิด ที่ดีงามหรือความสํานึกในบางสิ่งบางอยาง
เปนการยกระดับจิตใจเราใหสูงขึ้น อาจเรียกวาทําใหเกิด ความจรรโลงใจก็ได 4) เปนภาษาที่ชวนใหเกิดจินตนาการ นึกเห็นภาพหรือนึกไดยินเสียงขึ้นมาตามที่ผูแตง แนะนําไวในถอยคําที่เลือกสรรมาใช ในที่นี้จะยกตัวอยางภาษาที่เขาลักษณะวรรณศิลปมาใหพิจารณาพอเปนแนวทางตอไปนี้ 1.1 สัมผัสไพเราะ กลอนแปด ... แมพี่อยูหางไกลใจใกลชิด ไมตรีจิตหมไออุนละมุนฝน หลับเถิดหนอชอผกาวิลาวัลย จะเคียงขวัญมิแคลวดวงแกวตา ขับสรอยเสียงเรียงสงบรรจงวาด พิณระนาดกลอมบรรเลงเพลงภาษา รอยดาวเดือนเปนเพื่อนใจสงใหมา แมพี่อยูใตดาราอันโศกตรม ขอแตนองหลับตานิทราเถิด รวมทางฝนอันบรรเจิดใชขื่นขม นิราศรางหนาวเหน็บเจ็บอารมณ อยาระทมทุกขใจในราตรี เก็บดาวเดือนเปนเพื่อนใจในคืนค่ํา บรรเลงคําพร่ําหวงนางจากกวางสี กลอมนองใหสุขนิรันดรหลับฝนดี ทุกราตรีจักกลอมเจาใตเงาจันทร (สําเนียง ฟากระจาง : นิราศกวางสี) 1.2 เหมาะเราอารมณ กลอนแปด …ตองนิราศจากลาตามหนาที่ เพียงหนึ่งปไหสะอื้นใจขื่นขม ในยามยากเข็ญขุกทุกขระทม ก็มีความรื่นรมยสมฤดี ไดเรียนรูอยูตางชาติศาสนา สอนภาษาของไทยในกวางสี แตวานวันเพิ่มสัมพันธไมตรี จึ่งเปนเรื่องความยินดีที่ไดมา ไดรูเชนเห็นใจเมื่อไกลจาก จึงพร่ําฝากดาวเดือนเกลื่อนเวหา ใหใจคงคํามั่นในวันลา คําสัญญาเคยใหไวไมลืมกัน กอนขมใจใหหลับกับความเงียบ จักหาใดมาเปรียบเทียบใจฉัน ประกายดาวที่พราวฟาโบกลากัน ขอคํามั่นที่นองใหไมโบกลา
157.
148 (สําเนียง ฟากระจาง :
นิราศกวางสี) 1.3 คําคมควรคิด โคลงสี่สุภาพ สิ่งใดในโลกลวน อนิจจัง คงแตบาปบุญยัง เที่ยงแท คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแนน อยูนา ตามแตบาปบุญแล กอเกื้อรักษา (ลิลิตพระลอ) กาพยยานี 11 ใจคน สิ่งใดในโลกนี้ ปญญามีอาจลองเรียน สิ่งหนึ่งเหลือพากเพียร รูแจมไดคือใจคน น้ําลึกยังหยั่งถึง ใจลึกซึ้งสุดหยั่งยล ลองหยั่งชั่งใจตน ใหรูกอนสอนใครใคร (ฐ. นาครทรรพ ศึกษาภาษิต) 1.4 ลิขิตจินตนาการ กาพยยานี 11 กาพยเหชมขบวนเรือ พระเสด็จโดยแดนสินธุ วารินรื่นชื่นฉ่ําใส เสียงกาพยซาบซึ้งใจ ไพเราะศัพทขับขานถวาย สรรเสริญเยินยอยศ ปรากฏกองกองเกียรติขจาย พระพุทธรูปรุงเรืองฉาย บรมกษัตริยรัตนโกสินทร ขบวนเรือเหลือหลากหลาย พลพายกรายพายผกผิน เหหอมกลอมแผนดิน ยินเกริกฟาจาเกียรติกรุง (ภิญโญ ศรีจําลอง กาพยเหเรือฉลองกรุงรัตนโกสินทร 200 ป) 2. เสริมจินตนาการ การแตงคําประพันธรองกรอง ผูเขียนจะตองใชจินตนาการในการสรางสรรคภาพใน จินตนาการถายทอดมายังผูอานใหไดรับอรรถรสตามที่ผูเขียนวาดไว ทั้งนี้นอกจากผูเขียนจะตองสราง
158.
149 จินตนาการแลว ยังตองวางโครงเรื่องหรือแนวคิดที่จะเขียน เพื่อกําหนดแนวทางแลวเลือกสรรถอยคํา ที่ไพเราะสวยงาม
ดังแผนภูมิสรุปดังนี้ เพื่อใหนักศึกษา ผูสนใจที่มีความตั้งใจมุงมั่นที่จะสรางผลงานการเขียนคําประพันธ รอยกรอง ไดเกิดกําลังใจ แรงจูงใจในการเขียน จึงขอสรุปเปนกาพยยานี 11 ดังนี้ กาพยกลอนอักษรไทย เกียรติเกริกไกรเพชรภาษา สืบสานบุราณมา สรอยอักษราภาษาไทย เรียงรอยถอยน้ําพจน วาดจารจดบทหวานไหว กวีมิแลงแหลงไทย ประกาศไกลเกียรติไพบูลย (สําเนียง ฟากระจาง) จินตนาการผูกสารตองจิต แนวคิดโครงเรื่องสรางสรรค แตงภาพพจนถอยรอยประพันธ ครบครันการแตงรอยกรอง
159.
150 ขอแนะนําในการพัฒนาทักษะการเขียน สําเนียง ฟากระจาง (2553
: 129 - 131) ไดใหขอเสนอแนะในการพัฒนาทักษะการเขียน เพื่อใหการสื่อสารบังเกิดผลดี โดยมีขอแนะนําสรุปไดดังนี้ 1. ผูเขียนจะตองศึกษาประเภทของงานเขียน ซึ่งมีหลายประเภท แบงตามลักษณะของ การเขียน จะมี 2 ประเภท คือ งานเขียนรอยแกว และงานเขียนรอยกรอง หากแบงตามลักษณะเนื้อหา ก็จะแบงเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ งานเขียนแนวสารคดี และงานเขียนแนวบันเทิงคดี 2. ผูเขียนจะตองเปนผูมีความรูเกี่ยวกับการใชภาษาเพื่อการสื่อสารไดแก การเขียน สะกดคําใหถูกตองตามหลักพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ศึกษาประเภทของคําที่ นํามาใชในงานเขียน เพราะคําบางคําเปนคําที่มีความหมายโดยตรงตามคําศัพทแตบางคําก็มีความ หมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ดังนั้นผูเขียนจะตองใชคําที่ถูกตองเหมาะสม 3. ผูเขียนควรศึกษาเรื่องการเรียบเรียงประโยค ตามโครงสรางหลักภาษาไทย 4. ผูเขียนควรศึกษาการใชสํานวนภาษา ใหเหมาะสมตามลักษณะของการนําไปใช เชน สํานวนภาษาที่ใชในการประพันธทั้งรอยแกวรอยกรอง หรือ สํานวนภาษาสื่อมวลชนทั้งที่เปน แบบแผนและไมเปนแบบแผน 5. ผูเขียนควรศึกษาการใชโวหารประเภทตางๆ เพื่อเลือกใชในงานเขียนนั้นๆ ได อยางเหมาะสม 6. ผูเขียนควรตองกําหนดวัตถุประสงคในการเขียนใหชัดเจนวามีวัตถุประสงคอะไรที่จะ สื่อไปยังผูอาน 7. ผูเขียนตองพิจารณากลุมผูอาน โดยวิเคราะหอายุ เพศ สถานภาพ อาชีพ ฐานะ การศึกษา ของผูอาน เพราปจจัยเหลานี้มีผลตอการเลือกเรื่องที่จะเขียน และการใชภาษา เนื่องจาก ผูอานตางวัย ตางเพศ ตางอาชีพ ตางฐานะ ตางการศึกษาจะมีความสนใจในเรื่องตางๆ ไมเหมือนกัน 8. ผูเขียนควรเลือกเรื่องที่จะเขียนอยางเหมาะสม คือ เรื่องที่เขียนตองไมมีขอบเขตที่ กวางหรือแคบเกินไป ตองเปนเรื่องที่เปนที่สนใจของผูอาน ทันตอยุคสมัยและเหตุการณ ตลอดจน ควรนําเสนอเรื่องที่แปลกใหมที่ยังไมมีผูเขียนมากนัก 9. ผูเขียนควรเลือกรูปแบบงานเขียนใหเหมาะสมกับเนื้อหา กลุมผูอาน และสื่อ นอก จากนี้ควรใชโอกาสในการเขียนพิจารณาประกอบดวยเพื่อผูเขียนจะไดเลือกใชรูปแบบการเขียนได เหมาะสม หรือถาตองการสรางสรรค ผูเขียนอาจจะเลือกรูปแบบที่ฉีกแนวไปจากผูอื่น
160.
151 เอกสารอางอิง คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.).
GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย. (ม.ป.ท.) จารึก สงวนพงษ. 2534. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยาลงกรณ. . 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ. จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปการใชภาษาไทยในชีวิต ประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง. ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.) ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา ธิราช. ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส พับลิเคชั่น. สนิท ตั้งทวี. 2529. การใชภาษาเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม เลเซอรพริ้นต. . (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม
161.
152 ครูภาษาไทย. (14) :
2. . (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต. . 2552. นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา) อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร. อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ---------------------------------------------
162.
บทที่ 5 ศาสตรและศิลปะของการเขียนรายงานวิชาการและโครงการ การเขียนรายงานและโครงการมีวัตถุประสงคในการสื่อสารแตกตางกัน การเขียนรายงาน
วิชา การเปนการนําเสนอสิ่งที่ไดคนความา สวนการเขียนโครงการเปนการเขียนแผนการทํางานเพื่อแกไข ปญหา หรือเสริมสรางศักยภาพขององคกร ดังนั้นผูใดมีความสามารถในการเขียนทั้งสองแบบไดเปน อยางดี ถือวาเปนผูที่มีทั้งความรู และมีความคิดสรางสรรค ซึ่งเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ในยุคปจจุบัน เนื้อหาในบทนี้มุงเนนความรูทั่วไปเกี่ยวกับการทํารายงานโครงการที่ปรากฏในองคประกอบตางๆ ของบท และ วิธีคิด วิถีคน ตลอดจนทักษะการใชภาษาไทยในการนําเสนอ สิ่งเหลานี้ลวนเปนเรื่องของศิลปะใน การทํางาน และไดหลอมรวมเปนเนื้อเดียวกันแลวในแตละองคประกอบ ความหมายของรายงานวิชาการ รายงานวิชาการ คือผลลัพธอันเปนรูปธรรมหรือตัวเลมรายงานที่ไดมาจากกระบวนการศึกษา คนควา การประมวลความคิด และการนําเสนอขอมูลอยางเปนระบบโดยผานทางลายลักษณอักษร ยึดหลักตามมาตรฐานการทํารายงานทางวิชาการ ทั้งในดานเนื้อหาสาระ การใชภาษา รูปแบบการนําเสนอ และการอางอิง นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาตางๆไดใหความหมายเกี่ยวกับรายงานวิชาการไวดังตอไปนี้ มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร, ภาควิชาบรรณารักษศาสตร (2548: 130) ไดใหคํานิยามเกี่ยวกับรายงานไววา “เปนผลการศึกษาคนควาแลวนํามาเรียบเรียงอยางมีระบบ ตามกฎเกณฑและเปนสวนหนึ่งในการประเมินผลการศึกษา รายงานมีหลายรูปแบบ เชน รายงานผล การทดลอง การสํารวจภาคสนาม หรือวิธีการอื่นๆ อาจทําเปนรายกลุมหรือรายบุคคล” จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางใน พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2) ไดกลาวถึงรายงาน วิชาการ โดยเปรียบเทียบกับการเขียนภาคนิพนธ ดังตอไปนี้ “รายงานวิชาการ(report) หมายถึง รายงาน การคนควาซึ่งเปนสวนหนึ่งของการคนควาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อประกอบการเรียนการสอน รายวิชาใดวิชาหนึ่ง (ในรายวิชาหนึ่งอาจมีรายงานวิชาการไดหลายเรื่อง) สําหรับนิสิตปริญญาบัณฑิต ผลการศึกษาวิจัยมักจะปรากฏในรูปแบบรายงานวิชาการ สวนภาคนิพนธ (term paper) เปนงานที่ได รับมอบหมายซึ่งเปนสวนสําคัญของการเรียนในรายวิชา มีลักษณะเชนเดียวกับรายงานวิชาการ เพียง แตเรื่องที่ศึกษาคนควาวิจัยมักมีขอบเขตกวางขวางและลึกซึ้ง อาจตองใชเวลาตลอดภาคการศึกษานั้น จากความหมายขางตน ดังนั้นการเขียนรายงานทางวิชาการจึงเปรียบไดกับบททดสอบยอยๆ ของผูทํารายงานวา มีทักษะในการนําเสนอสิ่งที่ตนเองไดศึกษาคนความาไดมากนอยเพียงใด มีเทคนิค
163.
154 ในการคัดสรรขอมูลหรือไม เครงครัดในแบบแผน หรือปลอยปละละเลย
อาจกลาวไดวา การทํารายงาน เพียงหนึ่งเลมสามารถบอกตัวตนของผูทํารายงานไดเปนอยางดีทีเดียว ความสําคัญของการทํารายงานวิชาการ “การทํารายงานหนึ่งเรื่องไดความรูจากการทํารายงานมากกวาหนึ่งเรื่อง” ความรูหลักที่ไดจาก การทํารายงานคือ องคความรูที่สอดคลองกับสาขาวิชา เชน ความรูเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาคนควา ความรู ในการรอยเรียงเนื้อหา ความรูในการอางอิงเนื้อหา ฯลฯ สวนความรูอีกดานคือ ประสบการณที่เกาะเกี่ยว ระหวางการทํางาน หรือ “วิธีและวิถีสูความสําเร็จ” กลาวคือ การทํางานทางวิชาการจะสําเร็จไดตอง อาศัยทั้งความหลักแหลมทางสติปญญา และความฉลาดทางอารมณ วุฒิภาวะ ความเพียร ความคิด สรางสรรค คุณธรรม และจริยธรรมรวมไวดวยกัน ดังที่วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 140-141) กลาวถึงความสําคัญของรายงานวิชาการไว 5 ประการสรุปไดดังนี้ คือ 1. รายงานวิชาการเปนบททดสอบความคิดรวบยอด 2. รายงานวิชาการแสดงความสามารถในดานการประมวลองคความรู 3. รายงานวิชาการเปนแบบฝกหัดที่มีคุณคาในแงฝกการคิดการวางแผน การสืบคนเรียนรู 4. รายงานวิชาการเปนหลักฐานเชิงประจักษ 5. การเขียนรายงานวิชาการแสดงถึงการเรียนรูในรูปแบบการศึกษาคนควาดวยตนเอง ซึ่งทําใหคนพบวิธีการเรียนใหมๆ จากความสําคัญของการทํารายงานวิชาการขางตน จึงกลาวไดวา การทํารายงานเชิงวิชาการ เปนบทพิสูจนความสามารถของผูเรียน ที่จะบูรณาการความรูดานตางๆ มานําเสนอใหเปนรูปธรรม โดยผานกระบวนการคิดในเชิงวิเคราะห สังเคราะห การจัดระบบงาน การบริหารเวลา การบริหารขอมูล และการบริหารคน (หรือสมาชิกในกลุม ในกรณีที่ทํารายงานกลุม) เปนการฝกการทํางานเปนทีมไดเปน อยางดียิ่ง และหากเราสามารถเริ่มตนการจัดระบบความคิดโดยผานกระบวนการทํารายงานวิชาการแลว ตอไปเราจะทําสิ่งที่ยากกวาไดเปนลําดับ หากเราเริ่มที่จะเคารพกติกา หรือขอกําหนดตางๆ ในการทํา รายงานแลว ตอไปเราจะไมอึดอัดกับระบบ และเราจะสนุกกับการคนควา นอกจากนี้ รายงานวิชาการ ยังเปนกระจกสะทอนจุดออนของผูทํารายงานไดเปนอยางดี เพียงแตไมเพิกเฉยกับสิ่งที่ไมรูขวนขวาย อุดรอยรั่วนั้นดวยความทุมเท เราจะคนพบวา ไมมีอะไรไดมายาก หากเราตั้งใจ องคประกอบของรายงานวิชาการ
164.
155 รายงานวิชาการประกอบดวย 3 สวนหลักๆ
ไดแก สวนกอนเนื้อหา สวนเนื้อหา และสวนหลัง เนื้อหา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ 1. สวนกอนเนื้อหา ไดแก ปกนอก ใบรองปก ปกใน คํานํา สารบัญ (สารบัญเนื้อหา สารบัญภาพ สารบัญตาราง) ดังนี้ 1.1 ปกนอก คือปกที่ใชหอหุมเนื้อหารายงาน เปนกระดาษที่มีความหนามากกวากระดาษ ที่พิมพเนื้อหารายงาน และบอกใหทราบรายละเอียดโดยภาพรวมของรายงานในเบื้องตน ซึ่งมีขอสังเกต วา ปกรายงานวิชาการในระดับอุดมศึกษาไมควรเลือกสีสันฉูดฉาด ปกควรเปนสีสุภาพ และไมมีลวดลาย การตูน เพื่อใหสอดคลองกับการนําเสนองานทางวิชาการ เนื้อหาที่ปรากฏบนปกโดยลําดับ ดังนี้ 1.1.1 ชื่อรายงาน 1.1.2 ชื่อผูทํารายงาน (คํานําหนา ชื่อ ชื่อสกุล รหัสประจําตัวผูเขียน (ถามี) กรณีทํา รายงานเปนกลุม ใหเรียงชื่อตามลําดับตัวอักษร ในกรณีไมมีรหัสประจําตัว หากมีรหัสประจําตัว ใหเรียง ลําดับชื่อ ตามลําดับหมายเลขรหัส โดยเรียงจากนอยไปหามาก 1.1.3 ชื่อวิชา 1.1.4 ชื่อหนวยงาน หรือสถาบันการศึกษา 1.1.5 ภาคการศึกษา 1.1.6 ปการศึกษา 1.2 ใบรองปก คือ แผนกระดาษเปลาที่อยูถัดจากปกใน 1.3 ปกใน คือ กระดาษที่มีเนื้อหาสาระเชนเดียวกันกับปกนอกทุกประการ แตกตางกันเพียง ปกในใชกระดาษชนิดเดียวกันกับกระดาษพิมพเนื้อหารายงาน 1.4 คํานํา คือ เนื้อหาที่ผูเขียนรายงานบอกวัตถุประสงคของการจัดทํารายงาน สาระสําคัญ ของรายงาน และคําขอบคุณผูชวยเหลือในการทํารายงาน สวนดานลางของคํานําจะมีชื่อ หรือคณะผู ทํารายงาน พรอมระบุวัน เดือน ป ที่ทํารายงาน 1.5 สารบัญ คือ สวนที่ระบุหัวขอที่ปรากฏในเนื้อหารายงาน พรอมเลขหนาของหัวขอนั้นๆ หรือเรียกวา สารบัญเนื้อหา นอกจากนี้ รายงานบางเลมอาจประกอบดวย ภาพ ตาราง สารบัญจึงแยก ออกมาเปนสารบัญภาพ โดยลําดับภาพแรก จนครบภาพสุดทาย พรอมระบุเลขหนาของแตละภาพ ตอไปนี้เปนตัวอยางแตละองคประกอบของรายงานในสวนกอนเนื้อหา ซึ่งเรียงตามลําดับ ได แก ตัวอยางปกนอก
165.
156 4 นิ้ว ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุง ของพุมพวง ดวงจันทร (อักษรคอเดียตัวหนา
20 พอยท) 6 นิ้ว รักดี มีสุข รหัสนักศึกษา 52126853432 (อักษรคอเดียตัวหนา 18 พอยท) 9 นิ้ว รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร รหัสวิชา 1500117 คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2554 (อักษรคอเดียพิมพหนา 18 พอยท) ตัวอยางคํานํา
166.
157 ตัวอยางสารบัญเนื้อหา 2 นิ้ว คํานํา เพลงลูกทุงไทยเปนบทเพลงที่ใชภาษาเรียบงาย แตสื่อสารเนื้อหาไดอยางลุมลึก
กินใจ และยังมีบทบาทในการบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตคนไทย ทั้งดานความรัก ประเพณี คานิยม ความเชื่อ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการประกอบอาชีพ ดังบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทรที่ไดสะทอนสิ่งดังกลาว กอปรกับน้ําเสียงอันมีเสนห และจังหวะดนตรีที่เขาถึงอารมณผู ฟง จึงทําใหราชินีลูกทุงผูนี้ไดรับความนิยมอยางตอเนื่องจวบจนปจจุบัน การจัดทํารายงานเรื่อง “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” ประกอบดวย ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร และภาพสะทอน สังคมไทยที่ปรากฏในบทเพลง รวมถึงขอเสนอแนะตางๆเกี่ยวกับเพลงลูกทุงไทย ขอขอบคุณสํานักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตลอดจนบรรณารักษ ที่ไดใหคําแนะนําในการสืบคนฐานขอมูลตางๆ ขอขอบคุณคณาจารยผูสอนที่ใหคําปรึกษา และชี้แนะแนวทางในการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล ตลอดจนปรับปรุงเนื้อหารายงานจนเสร็จ สมบูรณ รักดี มีสุข มกราคม 2554
167.
158 ตัวอยางสารบัญภาพ 1.5 นิ้ว 1.5 นิ้ว
สารบัญ (อักษรคอเดียตัวหนา 20 พอยท) หนา 1 นิ้ว คํานํา สารบัญ สารบัญภาพ (ถามี) สารบัญตาราง (ถามี) บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง 1 1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง 1 1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง 6 1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง 9 1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน 14 บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร 15 2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง 15 2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง 21 2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร 24 2.2.2 ผลงานเพลง 27 2.2.3 รางวัลที่ไดรับ 30 บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม 35 3.1 การดํารงชีวิต 35 3.1.1 การประกอบอาชีพ 40 3.1.2 อาหาร 44 3.1.2 ความรัก 52 3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม 55 3.2.1 ประเพณีทองถิ่น 63 3.2.2 ความเชื่อ 72 3.2.3 คานิยม 86 บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ 102 1 นิ้ว
168.
159 สารบัญภาพ ภาพที่ หนา 1 พุมพวง
ดวงจันทร 17 2 การแสดงคอนเสิรต 28 3 การรับรางวัลนักรองลูกทุงหญิงยอดนิยม 32 ตัวอยางสารบัญตาราง สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต 54 2 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนประเพณี ความเชื่อ คานิยม 91 2. สวนเนื้อหา เปนสวนที่ผูทํารายงานนําเสนอผลการคนควาขอมูล ซึ่งจะรอยเรียงขอมูล ตามสารบัญ ตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทาย ดังนั้นในสวนนี้จะประกอบดวยเนื้อหาในรูปแบบตาง ไดแก 2.1 เนื้อความ คือ การนําเสนอเนื้อหารายงานผานทางลายลักษณอักษร ในสวนนี้ อาจมีทั้งขอเท็จจริง ทรรศนะจากผูรู ขอความที่ผานกระบวนการวิเคราะหของผูทํารายงาน เปนตน 2.2 ตาราง คือ การนําเสนอขอมูลในรูปแบบตัวเลขประกอบเนื้อหา และเปนการประมวลผลที่ ไดจากการศึกษาอยางเปนระบบ ดานบนของตารางจะระบุลําดับตาราง (การจัดลําดับตารางใหนับตา รางที่ 1 ตอไปจนจบ) และชื่อของตาราง 2.3 ภาพประกอบ คือ สวนที่ผูทํารายงานตองการใหผูอานไดเขาใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ไดแก ภาพ แผนภูมิ แผนผัง ภาพที่ใชประกอบควรมีความสอดคลองกับเนื้อหา ภาพที่ดีตองชัดเจน ไมวาภาพ นั้นจะเปนภาพถาย ภาพวาด หากภาพที่นํามาไมไดเปนภาพตนฉบับ ควรอางอิงที่มาไวใตภาพ 2.4 การอางอิงขอมูล ในสวนนี้จะจํากัดเฉพาะการอางอิงขอมูลในสวนเนื้อหา เชน การสรุป ความคิดของผูอื่น การคัดลอกขอความตางๆ การนําสถิติมาอางอิง ฯลฯ ซึ่งแบงไดเปน 2 รูปแบบ (ผู เขียนรายงานตองเลือกระบบใดระบบหนึ่งเทานั้น จะกลาวโดยละเอียดในเรื่องการอางอิงอีกครั้ง) คือ
169.
160 2.4.1 การมาแทรกขอมูลในเนื้อหา หรือเรียกวา
“การอางอิงระบบนาม-ป” 2.4.2 การอางอิงแยกออกจากเนื้อหาโดยวางไวทายหนากระดาษ หรือเรียกวา “การเขียนเชิงอรรถ” ตอไปนี้เปนตัวอยางสวนเนื้อหาพอสังเขป เกี่ยวกับการนําเสนอขอมูลในรูปแบบตาราง ตารางที่ 1 จํานวน และคารอยละของเพลงที่สะทอนการดํารงชีวิต การดํารงชีวิต จํานวนเพลง รอยละ 1. การประกอบอาชีพ 45 37.50 2. อาหารไทย 30 25.00 3. ความรัก 45 37.50 รวม 120 100.00 3. สวนหลังเนื้อหา ไดแก บรรณานุกรม ภาคผนวก (ถามี) ใบรองปกหลังซึ่งเปนกระดาษ เปลาชนิดออน และปกหลัง กระบวนการจัดทํารายงานวิชาการ กอนที่จะลงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการทํารายงานวิชาการ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผูทํารายงานไมควรละเลย คือ เรื่องของการวางแผนงาน รายงานจะเสร็จทันหรือไมทันตามเวลาที่อาจารยประจําวิชากําหนด ทั้ง หมดนี้ขึ้นอยูกับการวางแผน ขอดีของการวางแผนคือ จะชวยใหมองเห็นภาพกระบวนการทํางานตั้งแต ตนจนจบ สามารถติดตามงานได รูวาขั้นตอนใดมีปญหา และจะแกปญหาอยางไรสุดทาย คือ งานได คุณภาพเพราะไมตองเรงรีบเมื่อเวลาใกลกําหนดสง อีกทั้งยังมีเวลาเหลือเฟอ ใหตรวจทานแกไข ดังที่ พูลสุข เอกไทยเจริญ (2551: 12) ไดเสนอการวางแผนการทํางาน โดยกําหนดไวตั้งแต แผนงาน 1 เดือนแลวเสร็จ แผนงาน 2 เดือนแลวเสร็จ และแผนงาน 3 เดือน แลวเสร็จ แตในตําราเลมนี้ขอนําเสนอ ตารางบางสวนของพูลสุข เอกไทยเจริญ ไดแก การทํางาน 2 เดือนแลวเสร็จ เพื่อเปนแนวทาง และปรับ ใชตามความเหมาะสม
170.
161 ลําดับที่ ขั้นตอนของงาน ชวงเวลาที่ทํางาน
หมายเหตุ 1 เลือกเรื่อง กําหนดขอบเขต และตั้งชื่อเรื่อง สัปดาหที่ 1 สงครั้งที่ 1 8 ส.ค. 2 รวบรวมแหลงสารสนเทศ 3 วางโครงเรื่อง สัปดาหที่ 2 สงครั้งที่ 2 22 ส.ค. 4 อานและบันทึกขอมูล แกไข และปรับโครงเรื่อง สัปดาหที่ 3-6 สงครั้งที่ 3 29 ส.ค. 5 เรียบเรียง เขียนรายงานฉบับราง 6 เขียนบรรณานุกรม สัปดาหที่ 7 สงครั้งที่ 4 12 ก.ย. 7 แกไขตนฉบับ และจัดพิมพ 8 ตรวจแกตนฉบับพิมพ แลวพิมพ สวนประกอบอื่นๆ และเขาเลม 9 สงรายงานฉบับสมบูรณ สัปดาหที่ 8 สงครั้งที่ 5 26 ก.ย. ดังนั้น หากมีการวางแผนงานอยางเปนระบบแลว การบรรลุเปาหมายยอมอยูไมไกล อยางไร ก็ตาม ในตําราเลมนี้ขอนําเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการจัดทําตั้งแตตนจนจบ อันประกอบดวย 8 ขั้นตอน ไดแก 1. การกําหนดเรื่อง มี 2 ลักษณะ คือ มีทั้งแบบหัวขอรายงานที่ถูกกําหนดมาใหคนควาและ แบบหัวขอรายงาน ที่ผูทํารายงานเปนผูกําหนดเอง แตไมวาจะเปนรูปแบบใด สิ่งที่ควรคํานึงในการ กําหนดเรื่อง มีดังนี้ 1.1 มีความนาสนใจ คําวานาสนใจหมายถึง ประเด็นหัวขอเรื่องชวนใหขบคิดติดตาม กระตุน ใหเกิดการคนควาเพื่อใหไดคําตอบ 1.2 เกิดประโยชนตอสวนรวม 1.3 มีขอบเขตของเนื้อหาความเหมาะสมกับระยะเวลาที่กําหนดเสร็จ 1.4 มีขอมูลเพียงพอในการคนควา 1.5 เปนเรื่องที่ผูทํารายงานมีความสนใจ นอกจากนี้ การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. (2550: 165-166) ไดกลาวถึง การกําหนดชื่อเรื่อง และขอบเขตของการกําหนดเรื่องไว 6 ประการ ดังนี้
171.
162 1. จํากัดโดยแขนงวิชา คือ
ทําขอบเขตของเรื่องใหแคบเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของแขนงวิชา นั้นๆ เชน “การพัฒนาทองถิ่นในประเทศไทย” เปลี่ยนเปน “การพัฒนาดานการทองเที่ยวในประเทศ ไทย” 2. จํากัดโดยบุคคล คือ ทําขอบเขตโดยยึดบุคคลเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของ สตรีและเด็ก” 3. จํากัดโดยสถานที่ คือ ทําขอบเขตโดยยึดสถานที่เปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของนัก การเมืองในสภาผูแทนราษฎร” 4. จํากัดโดยภูมิศาสตร คือ อาศัยสภาพทางภูมิศาสตรเปนเครื่องกําหนดขอบเขต เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานคร” 5. จํากัดโดยเวลา คือ อาศัยระยะเวลาเปนหลัก เชน “สภาพการทํางานของเด็กในโรงงานอุต สาหกรรมในกรุงเทพมหานคร ระหวาง พ.ศ.2540 - 2541” 6. จํากัดขอบเขตโดยใชคําวา “บางประการ” และ “แนวโนม” เชน “ขอคิดเห็นบางประการ เกี่ยวกับสภาพการทํางานของสตรีและเด็ก ในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานครระหวาง พ.ศ. 2540 - 2541” จึงกลาวไดวา หัวขอเรื่องจะดีและมีคุณภาพไดตองผานกระบวนการกลั่นกรองขางตน ในที่นี้ ขอยกตัวอยาง การกําหนดเรื่องรายงานของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ในปการศึกษา 2553 ซึ่งคณะกรรมการการจัดการเรียนการสอนไดรวมกันวางกรอบหรือกําหนดประเด็นในการคนควา ไดแก “บทเพลงจรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ” ขึ้น เนื่องจากในชวงที่ประเทศไทยอยูในภาวะของความขัดแยง ไดมีบทเพลงมากมายที่ประพันธขึ้นเพื่อใหกําลังใจคนในชาติ ซึ่งบทเพลงลักษณะนี้มีมาแตโบราณ เพียงแตเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้น ประเด็นดังกลาวจึงมีขอมูลมาก เพียงพอที่จะสืบคน และได กลายเปนกรอบใหนักศึกษาไดทํารายงาน ซึ่งประมวลลักษณะเรื่องรายงานของนักศึกษาไดเปน 3 กลุม หลักๆ คือ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่ใหคุณคาทางใจ กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลง ดํารงชาติไทย กลุมที่จัดทํารายงานเกี่ยวกับบทเพลงที่สะทอนวัฒนธรรมไทย หรือบางกลุมไดบูรณาการ ทั้งสามมิติเพื่อการวิเคราะหเนื้อหาของเพลงในรายงานเลมเดียวกัน ตอไปนี้เปนตัวอยางพอสังเขป เกี่ยวกับชื่อรายงานของนักศึกษา - “การสรางกําลังใจในบทเพลงเพื่อชีวิต ของ “พงษเทพ กระโดนชํานาญ” (สอดคลอง กับบุคคล และสอดคลองกับการศึกษาเฉพาะเพลงที่มีเนื้อหาจรรโลง) - “มโนทัศนในเพลงกลอมเด็กภาคใต: จังหวัดนครศรีธรรมราช” (สอดคลองกับลักษณะ ทางภูมิศาสตร โดยศึกษาเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชและสอดคลองกับกรอบคือการสะทอนวัฒน ธรรมทางภาคใต)
172.
163 - “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของ “พุมพวง
ดวงจันทร” (สอดคลองกับบุคคล และสอดคลองกับกรอบ คือ การสะทอนภาพชีวิตในสังคมไทย) - “ความรักชาติในบทเพลงของแอ็ด คาราบาว” (สอดคลองกับบุคคล และสอดคลองกับ กรอบ คือ การสะทอนความคิดของความรักชาติ เพื่อดํารงไวซึ่งความเปนไทย) - “สุนทราภรกับวัฒนธรรมไทย” (สอดคลองกับเอกลักษณของบุคคล หรือคณะ และสอดคลองกับกรอบคือ การสะทอนวัฒนธรรมของไทย) - “วิถีไทยในเพลงลูกทุงยุคปจจุบัน” (สอดคลองกับเรื่องของเวลา และสะทอนกับกรอบ คือ การบอกเลาเรื่องราววิถีชีวิตผูคนในยุคปจจุบัน ซึ่ง มีทั้ง วัฒนธรรม สังคม ประเพณี และฯลฯ) 2. การทําแผนที่ความคิดเพื่อวางโครงเรื่อง การกําหนดชื่อเรื่องเปรียบเสมือนเปาหมายที่ ผูทํารายงานไดกําหนดไวและตองไปใหถึง แตการบรรลุเปาหมายที่สมบูรณจะตองอาศัยกระบวนการ ทํางานที่เปนระบบ หนึ่งในนั้นคือ การทําแผนที่ความคิดเพื่อเปนแนวทางในการวางโครงเรื่อง แตมีขอ สังเกตบางประการ คือ หากไมทําแผนที่ความคิดแตจะขามขั้นตอนไปสืบคนขอมูลแลวจึงวางโครงเรื่องราย งานภายหลังไดหรือไม ขอตอบวา สามารถทําไดเชนกัน เนื่องจากวิธีหลังนี้มีขอดี คือ จะชวยใหผูทําราย งานไดทราบวาปริมาณขอมูลมีเพียงพอหรือไม หรือหัวขอใดควรศึกษา หัวขอใดนาสนใจหรือไมจําเปน ตองนําเสนอในรายงาน แตเหตุที่นําเสนอเรื่องการทําแผนที่ความคิดกอน เพื่อตองการใหฝกวิเคราะห ขั้นพื้นฐาน และตองการเนนใหเห็นวา ความสําเร็จของงานไมจําเปนตองมีรูปแบบตายตัวเสมอไป อยางไรก็ตาม บางครั้งในลักษณะการทํางานกลุมหากมีการพูดคุยรวมระดมสมองกอนดวยการทําแผน ที่ความคิด ถือวามีความเหมาะสม การทําแผนที่ความคิดมีลําดับขั้นตอนดังนี้ 2.1 การหาคําสําคัญจากชื่อเรื่องรายงาน เพราะคําสําคัญ หรือคํากุญแจจะทําใหผูทําราย งานมองเห็นภาพโครงรางรายงานทั้งเลม และเปนตัวกําหนดมิใหการวางโครงเรื่องไรทิศทางเนื้อหามี ความสอดคลอง และครอบคลุมหัวขอเรื่องไดพอเหมาะพอดี ไมมากเกินไป และไมนอยเกินไป ดังนี้ ชื่อรายงาน “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” คํากุญแจ “ภาพสะทอนสังคมในบทเพลงลูกทุงของพุมพวง ดวงจันทร” 2.2 การระดมความคิดเพื่อแตกประเด็นจากคํากุญแจ คํากุญแจ สะทอนสังคม บทเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร”
173.
164 หัวขอยอย - ชีวิต
- ความหมาย - ประวัติ - การทํามาหากิน - ความสําคัญ - ผลงาน - ความรัก - ประเภท - เพลงที่ไดรับความนิยม - การงาน - ความเปนมา - การเขาสูวงการ - การบวช - การเปลี่ยนแปลง - พรสวรรค - ความนิยม - เอกลักษณของเพลงลูกทุง - ชีวิตครอบครัว -ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว - ทํานอง - รางวัลที่ไดรับ - ความฝน - การเลนดนตรี - ความจําดี - อาหารการกิน - หางเครื่อง - ไมไดเรียนหนังสือ - ไสยศาสตรฯลฯ - วงดนตรี ฯลฯ - การเมือง ฯลฯ - เศรษฐกิจ - ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว - บุญ บาป ฯลฯ 2.3 การจัดกลุมขอมูล ในขั้นตอนนี้จะนําสิ่งที่รวมระดมสมองมาพิจารณาเพื่อจัดระบบขอมูล ดวยการแบงออกเปนบทๆ ซึ่งบางหัวขออาจแยกไดชัดเจนบางหัวขออาจรวมไวดวยกันไดในบทเดียวกัน ยกตัวอยางเชน การทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว และเรื่องบุญ บาป ควรจะรวมเปนหัวขอเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องไสยศาสตร เรื่องความฝน ฯลฯ ที่กลาวมาทั้งหมดสามารถจัดไดในกลุม “ความเชื่อ” ไดแก ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางไสยศาสตร และความเชื่อเรื่องความฝน ซึ่งในกลุมนี้อาจเปนหัว ขอยอยของหัวขอใหญคือ ประเพณี คานิยม และความเชื่อ เปนตน และเมื่อนึกถึงคํากุญแจ หมวดนี้จะ เปนหัวขอยอยของเรื่องภาพสะทอนสังคม เปนตน 2.4 การตรวจสอบขอมูลโดยนําหลักเกณฑตอไปนี้ไปประยุกตใช คือ ขอมูลครอบคลุม ชื่อเรื่องหรือไม ขอมูลแตละบทมีความสมดุลของเนื้อหาหรือไม ระดับความลุมลึกของเนื้อหาหรือ วิวัฒนาการของความรูที่ปรากฏตั้งแตบทแรกจนถึงบทสุดทายมีเพิ่มขึ้นหรือไม และขอมูลมีความเหมาะสม กับระยะเวลาที่กําหนดหรือไม เชน เมื่อทราบลักษณะทั่วไปของเพลงลูกทุงแลว ขอมูลจะมีลักษณะเฉพาะ เจาะลึกลงไปอีก คือตองทราบตัวตนของพุมพวง ดวงจันทร ตอมาก็ควรใหความสําคัญไปที่ผลงานเพลง จากนั้นวิเคราะหแตละเพลงในแงมุมของการสื่อสารสะทอนสังคมไทย เปนตน
174.
165 ตัวอยางการวางโครงเรื่อง บทที่ 1 ความรูทั่วไปเกี่ยวกับเพลงลูกทุง
คํากุญแจจากชื่อเรื่อง 1.1 ความหมายของเพลงลูกทุง 1.2 ลักษณะของเพลงลูกทุง บทเพลงลูกทุง 1.3 ประเภทของเพลงลูกทุง 1.4 เพลงลูกทุงในยุคปจจุบัน บทที่ 2 ประวัติของพุมพวง ดวงจันทร 2.1 กอนเขาสูวงการเพลงลูกทุง 2.2 ชวงชีวิตในวงการเพลงลูกทุง พุมพวง ดวงจันทร 2.2.1 พรสวรรคของพุมพวง ดวงจันทร 2.2.2 ผลงานเพลง 2.2.3 รางวัลที่ไดรับ บทที่ 3 ภาพสะทอนสังคม 3.1 การดํารงชีวิต 3.1.1 การประกอบอาชีพ 3.1.2 การศึกษา 3.1.2 ความรัก สะทอนสังคม 3.2 ประเพณี ความเชื่อ และคานิยม 3.2.1 ประเพณีทองถิ่น 3.2.2 ความเชื่อ 3.2.3 คานิยม บทที่ 4 สรุป และเสนอแนะ 3. การคนควาจากแหลงขอมูล การทําแผนที่ความคิดเปนเพียงการวางโครงเรื่องขั้นตนเทานั้น หากจะทําใหโครงเรื่องสมบูรณยิ่งขึ้น ควรหาขอมูลประกอบการพิจารณาจากการคนควา ในขั้นตอนนี้ จะเปนตัวชี้วัดไดวา โครงเรื่องที่รวมกันระดมสมอง มีจุดออน จุดแข็งอยางไร ควรเพิ่มเติมเนื้อหา สวนใดบาง หรือสวนใดควรทําใหกระชับยิ่งขึ้น สวนใดที่ยังไมมีผูกลาวถึง และควรนําเสนอ ในรายงาน
175.
166 เพื่อทําใหรายงานมีเนื้อหาที่ทันสมัย หรือหากพบขอมูลนอยมากก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องรายงาน ตอ ไปนี้เปนหลักการพิจารณาคนควาจากแหลงขอมูลเพื่อประกอบการทํารายงาน
คือ 3.1 แหลงขอมูล 3.1.1 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ ตํารา เอกสารประกอบการสอน จด หมาย บันทึก จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ วารสาร นิตยสาร ฯลฯ 3.1.2 ขอมูลที่ปรากฏในสื่อออนไลน หรือขอมูลที่ไดจากเว็บไซตตางๆ 3.1.3 ขอมูลที่ไดจากภาคสนามเชน การไปสํารวจ สังเกต ขอมูลจากสื่อบุคคล เชน การสัมภาษณ 3.2 การพิจารณาคัดเลือกขอมูล 3.2.1 ขอมูลนั้นตรงประเด็นกับหัวขอรายงาน สอดคลองกับโครงรางรายงาน หรือเปน เนื้อหาที่ยังขาดในโครงราง แตสามารถทําใหโครงรางรายงานสมบูรณยิ่งขึ้น 3.2.2 ขอมูลที่นํามาอางอิงควรมีความทันสมัย บางขอมูลถาใชขอมูลเกาอาจทําให เกิดการบิดเบือนได เชน สถิติตางๆ การคนพบใหมๆ การเปลี่ยนแปลงตางๆ แตไมไดหมายความขอมูล เกาจะใชไมได ขอมูลเกาที่ใชไดเสมอ เชน ทฤษฎีที่ใชอางอิงหากยังไมมีการคนพบทฤษฎีใหมมาทดแทน หรืออางทั้งทฤษฎีเกา และทฤษฎีใหมเพื่อแสดงวิวัฒนาการทางความคิด การเปรียบเทียบขอมูล ในเรื่องความแตกตางจากยุคอดีตกับยุคปจจุบัน 4. การอานขอมูล รายงานหนึ่งเลมอาจใชหนังสือ หรือเอกสารสิ่งพิมพอื่นๆ เปนจํานวนไมนอย ดังนั้น การบริหารเวลาจึงเปนเรื่องสําคัญ การอานเพื่อดึงขอมูลที่ตรงประเด็นใหไดมากที่สุดในระยะเวลา อันจํากัด จึงเปนศิลปะประการหนึ่งที่ควรเรียนรู ดังนี้ 4.1 การอานแบบสํารวจเนื้อหาทั้งเลม โดยเฉพาะการสํารวจ 3 สวนของหนังสือ ไดแก 4.1.1 การอานสารบัญ เพราะสารบัญเปนสวนที่ชวยคัดขอมูลในเบื้องตน สวนใดเกี่ยว ของกับหัวขอมากนอยเพียงใด 4.1.2 การอานบรรณานุกรม สวนนี้คือขุมทรัพยของขอมูลในเชิงลึก หนังสือทุกเลม ลวนมาจากการเรียบเรียงจากหลายแหลงขอมูล หากเราไดเขาถึงขอมูลเหลานั้น จะทําใหรายงานได กลาวอางอิงโดยตรงจากเนื้อหาที่สืบคน โดยไมตองอางเปนเอกสารชั้นรอง (ดูรายละเอียดเรื่องการอางอิง ในตอนทาย) เพราะการอางอิงเอกสารชั้นรองมากเกินไป จะทําใหงานทางวิชาการลดความนาเชื่อถือ และยังสะทอนความไมพยายามของผูทํารายงานอยางยิ่ง 4.1.3 ดรรชนี เปรียบเสมือนเข็มทิศคอยนําทาง เปนแหลงรวมคําสําคัญที่เรียงตามตัว อักษรตั้งแต ก-ฮ ในสวนนี้ จะชวยใหเขาใจคําศัพทในแงมุมตางๆ ซึ่งจะเปนประโยชนอยางยิ่งตอ การทํารายงาน
176.
167 5. การบันทึกขอมูลลงบัตรบันทึก เปนขอมูลที่ผูทํารายงานพิจารณาแลววาตรงประเด็น สอดคลอง
และชวยเสริมใหรายงานมีคุณคา ขอมูลที่ไดอาจมาจากเอกสาร หนังสือ การสัมภาษณ ฯลฯ การทําใหขอมูลเปนระบบ ผูทํารายงานควรจัดเก็บขอมูลดวยบัตรบันทึกขอมูลที่มีขนาด 4x6 นิ้ว ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 5.1 ประเภทของบัตรบันทึก สามารถจําแนกบัตรบันทึกไดเปน 3 ประเภท ไดแก 5.1.1 บัตรบันทึกแบบสรุปความ (summary note) คือ บัตรบันทึกที่มีการสรุปเนื้อหาสาระ สําคัญจากเรื่องที่อานโดยใชสํานวนภาษาของตนเอง 5.1.2 บัตรบันทึกแบบคัดลอก (quotation note) คือ บัตรบันทึกที่มีการคัดลอกเนื้อ หาที่ตองการ โดยไมมีการดัดแปลงแตอยางใด เชน คําพูดของบุคคลสําคัญ วาทะ โอวาท หรือเปนขอ มูลในเชิงสถิติ มาตราทางกฎหมาย ขอมูลประเภทนี้จะทําใหรายงานมีความนาเชื่อถือยิ่งขึ้น 5.1.3 บัตรบันทึกแบบถอดความ (paraphrase note) คือ บัตรถายทอดขอความจากรูป แบบหนึ่งไปสูอีกรูปแบบหนึ่งแตยังคงความหมายเดิม เชน ขอความที่เปนรูปแบบรอยกรอง จะถอดออก มาเปนรูปแบบรอยแกว หรือขอความที่มาจากภาษาตางประเทศ จะแปลเปนอีกภาษาหนึ่ง เชน ภาษา ไทย เปนตน 5.2 โครงสรางของบัตรบันทึก แบงออกเปน 3 สวน คือ 5.2.1 หัวเรื่อง คือ คํา วลี ที่ใชอางอิง 5.2.2 แหลงขอมูล รูปแบบของการระบุแหลงที่มาจะเปลี่ยนไปตามแหลงขอมูล เชน หากไดฟงมาแลวนํามาบันทึก จะระบุชื่อผูพูด เรื่องที่ฟง วันเดือนปที่ฟง แตถาอานมา จะมีลักษณะ คลายกันกับการเขียนบรรณานุกรม เพียงแตมีเลขหนาเพิ่มเขามา ดังนี้ ระบุชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปที่พิมพ ระบุหนาที่นําขอมูลมาบันทึก (สวนจะนําบัตรบันทึกไปใชในการเรียบเรียงอยางไร นั้น สามารถดูไดที่การเขียนอัญประภาษ หรืออัญพจน) 5.2.3 เนื้อหาที่ไดบันทึก เปนขอความที่ไดสรุปมา คัดลอกมา หรือถอดความมา (ดังที่ได กลาวไวแลวในประเภทของบัตรบันทึกขอมูล) ตอไปนี้เปนตัวอยางบัตรบันทึกแบบตางๆ บัตรบันทึกแบบสรุปความ
177.
168 องคประกอบของบทโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง ขนิษฐา ปาลโมกข. การเขียนบทโฆษณา
Creative Copy Writing, กรุงเทพฯ: ศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2551: 261-262. การเขียนบทโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียงตองเขียนใหผูฟงสามารถจินตนาการ และเกิด ความคิดได ซึ่งมี 2 องคประกอบคือ องคประกอบสวนขอความ หรือคําพูด และองคประกอบไม เปนขอความ เชนพวกเสียงประกอบตางๆ ที่กอใหเกิดจินตนาการตาม นอกจากนี้การเขียนบท โฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงมี 3 โครงสรางดวยกัน คือ สวนนํา คือสวนแรกที่ผูฟงจะไดยิน อาจเปนคําพูด เสียงตางๆ สวนที่สอง คือบทโฆษณา เปนเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ และ สวนที่สาม คือเสียงประกอบตาง ที่สรางความตื่นเตน สนใจ เราใจ บัตรบันทึกแบบคัดลอกขอความ ขนมปาทองโก อนุมานราชธน, พระยา. เบ็ดเตล็ดความรูทั่วไปและตํานานศุลกากร, กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพ ราว, 2536 : 121. …เคยเห็นจีนชาวกวางตุงเอาขนมอยางนี้ใสกระดง พรอมกับขนมอีกหยางหนึ่งทําดวยแปงนึ่งสี ขาวๆ เนื้อฝุๆ เหมือนขนมถวยฟู ทูนหัวเที่ยวเรขาย รองวา “ปาถองโก เหยาไกว” ปาถองโก แปล วา ขนมกอนน้ําตาลขาว ถาเปนสําเนียงแตจิ๋วก็เปน แปะทึงกอ สวนเหยาจกไกว แปลวา ขนม ทอดน้ํามัน ชาวจีนแตจิ๋วเรียกวา อิ้วจากวย คือ ขนมที่เราเรียกวา ปาถองโก คิดวาเราเรียกสับชื่อ กันเพราะดวยสําคัญผิด… บัตรบันทึกแบบถอดความ
178.
169 สิ่งควรกระทําในแตละชวงวัย กระทรวงศึกษาธิการ. โคลงโลกนิติ, กรุงเทพฯ:
คุรุสภาลาดพราว, 2542 : 138. ๏ เมื่อนอยเรียนเรงรู วิชา ครั้นใหญหาสินมา สูเหยา เมื่อกลางแกศรัทธา ทําแต บุญนา ครั้นแกแรงวอกเวา หอนไดเปนการ วัยเยาวควรเรงหาวิชาความรูใสตน เมื่อเติบใหญจึงหาทรัพยสินมาเลี้ยงครอบครัว พอยางวัยกลางคนควรสรางแตบุญกุศล ครั้นสูวัยชราแลว จะทําการสิ่งใดยอมไมเปนผล 6. การเรียบเรียงขอมูล รายงานหนึ่งฉบับอาจประกอบดวยบัตรบันทึกจํานวนมาก ยกตัวอยาง เชน หัวขอยอยเพียงหนึ่งหัวขออาจมาจากหลายบัตรบันทึก โดยนําบัตรบันทึกทั้งหมดมาจัดกลุม ตามหัวขอโครงเรื่อง และลําดับกอนหลังใหสัมพันธกัน เมื่อไดภาพรวมเนื้อหารายงานทั้งเลมแลว ผู ทํารายงานควรพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ 6.1 การอานเพื่อเรียบเรียงขอมูล 6.1.1 อานภาพรวมเพื่อวิเคราะหขอมูล คือ การอานบัตรบันทึกทั้งหมดที่ไดจัดลําดับ ตามหัวขอโครงเรื่องโดยอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละบท เพื่อใหมองเห็นภาพรวมของ เนื้อหาบทนั้นๆ จากนั้นอานบัตรบันทึกที่ไดรับการเรียบเรียงแลวทีละหัวขอในบทนั้นๆ วิเคราะหขอมูล เพื่อคัดกรองสาร ซึ่งประกอบดวย ขอเท็จจริง ขอคิดเห็น ทัศนคติ และอารมณ เปนตน 6.1.2 อานเพื่อสังเคราะหขอมูล เปนการสังเคราะหขอมูลจากการวิเคราะห ในขางตน ขั้นตอนนี้ควรมีขอคิด ขอเสนอแนะ มุมมองของของผูทํารายงานสอดแทรกลงไปดวย เพราะรายงานที่ดี นั้นไมใชการนําบัตรบันทึกมาเรียงตอกัน แลวอางอิงเทานั้น 6.2 การเขียนนําเสนอเนื้อหา เมื่อผานกระบวนการสังเคราะหขอมูลแลว ในขั้นตอนนี้จะ ตองใชทั้งศาสตร และศิลปะในการเรียบเรียงเนื้อหา ศาสตร หมายถึง รูอะไรมา เขาใจหลักเกณฑการ เขียนหรือไม จะอางอิงอยางไร (จะกลาวในหัวขอตอไป) ศิลปะคือ จะคัดเลือก และตัดตอขอมูลอยางไร ดังนั้นการเขียนรายงานจึงไมใชการคัดลอกขอมูลจากแหลงคนควาแลวมาเรียงตอกันจนจบทั้งเลมดัง ที่ไดกลาวมาแลว หากแตเปนการประมวลความคิดมานําเสนอ และนําเสนอความคิดใหมลงไป ทั้งนี้การ รูจักใชยอหนา และการอางอิงอัญประภาษถือวาเปนสวนสําคัญ ยอหนาจะทําผูอานจับประเด็น สําคัญได และยังทําใหอานงาย สวนอัญประภาษจะทําใหเนื้อหามีน้ําหนัก นาเชื่อถือ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้
179.
170 6.2.1 การใชยอหนาในการนําเสนอความคิด หนึ่งยอหนาคือ
การนําเสนอหนึ่งความ คิดหลัก (ประโยคใจความสําคัญ) สวนใหญแลวจะปรากฏในตอนตนของยอหนา แลวจึงตามดวย ประโยคขยาย เชน “มะมวงมีหลายพันธุ” นี่คือความคิดหลัก “ไดแก เขียวเสวย แรด ทองดํา น้ําดอกไม” นี่คือ ประโยคขยายแบบยกตัวอยาง หากเปนยอหนาเชื่อมระหวางยอหนา อาจไมมีความคิดหลักแตเปน ความคิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ในแตละหัวขอรายงานอาจมียอหนาเดียว หรือหลายยอหนา แตละยอหนา ควรเกาะเกี่ยวหรือมีสัมพันธภาพ และควรใชภาษาไดถูกตองตามหลักวิชาการซึ่งเปนสิ่งที่ตองใสใจเชน กัน (โปรดอานศาสตรและศิลปะของการเขียนอีกครั้ง) ดังนั้นแมวามีขอมูลดีเพียงใด หากไรศิลปะแลว ราย งานเลมนั้นก็จะลดนอยดอยคาลงทันที ตัวอยาง การเขียนยอหนา ที่จะอธิบาย “พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค” พร สวรรคนี้ ไดแก 1. มีความจําเปนเลิศ 2. มีแกวเสียงดี และ 3. มีความสามารถในการถายทอดอารมณ เพลง 6.2.2 การเขียนอัญประภาษ (อัญพจน) คือการคัดลอกคําพูด หรือขอความที่เขียนไว จากตนฉบับ เนื่องจากความของตนฉบับเขียนไวอยางดีแลว หากนํามาสรุปคงไมดีเทาของเดิมสวนเหตุผล ที่มีการใชอัญประภาษณนั้นมีหลายประการ คือ อัญประภาษาทําใหงานวิชาการ มีความนาเชื่อถือ เพราะเปนขอมูลที่มาจากผูเชี่ยวชาญ ผูมีองคความรูในศาสตรนั้นๆ นอกจากนี้ อัญประภาษยังใช เพื่อสนับสนุนความคิดของผูศึกษาคนควาใหมีน้ําหนัก และนาเชื่อถือ ประการตอมา คือ ผูศึกษาคน ควาไดรับความรูในแงมุมที่หลากหลายที่สอดคลองกับความคิดตนเอง หรืออาจขัดแยงกับความคิดของ ผูศึกษาคนควา ซึ่งสามารถเปนไดเชนกัน หลักเกณฑในการเขียนอัญประภาษมีดังนี้คือ - การเขียนอัญประภาษ ตองคัดลอกเหมือนตนฉบับ หามดัดแปลง แกไข แม วาจะสะกดผิด หรือการใชภาษาตางยุคสมัย พุมพวง ดวงจันทร เปนนักรองที่มีพรสวรรค เธออานหนังสือไมออก เขียนหนังสือไม ได แตเธอมีความจําเปนเลิศ เธอสามารถจําเนื้อเพลงไดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพลงที่รอง นับพันลวนมาจากความจําทั้งสิ้น นอกจากนี้เธอเปนยังเปนนักรอง ที่มีแกวเสียงใสและกังวาน เปน เสียงที่มีเอกลักษณสรางความประทับใจทุกครั้งที่ไดฟง พรสวรรคของนักรองผูนี้ยังมีอีกประการ คือ ผูคนที่ไดฟงเพลงตางมีความเห็นวา พุมพวง รองเพลงไดเขาถึงอารมณของเพลง เพราะ สามารถถายทอดเนื้อหา และความรูสึกไดเปนอยางดี ทําใหบทเพลงของพุมพวง ดวงจันทรยังได รับความนิยมตราบถึงปจจุบัน
180.
171 - กอนเขียนอัญประภาษ ควรเขียนนํามากอนวาเจาของความคิดคือใคร -
หากอัญประภาษเปนเปนรอยแกว แตยาวไมเกิน 3 บรรทัด ใหใสตอจากขอ ความที่เกริ่นนําวาใครเปนเจาของความคิดได โดยขอความอยูในอัญประกาศคู (“………..“) - หากอัญประภาษเปนรอยแกว ยาวเกิน 3 บรรทัด เมื่อกลาวนําวาใครเปน เจาของขอความที่คัดลอกมาแลว ใหนําอัญประภาษไปวางในตําแหนงยอหนาใหม และใหชวงของ การเวนยอหนาเวนรนเขามามากกวาการเวนยอหนาปกติ (ระยะหางการเวนยอหนา ทั้งดานซาย และดานขวาของกระดาษควรมีระยะหางเทากัน) โดยไมตองใสในเครื่องหมายอัญประกาศคู - หากขอความยาวเกินไป และตองการขอความที่จําเปนเทานั้น ใหตัดขอความ ที่ไมตองการออก โดยการใชจุดไขปลา 3 จุดแทนขอความนั้น (…) - หากอัญประภาษเปนบทรอยกรอง มีความยาวไมเกิน 2 บรรทัด ไมตองขึ้น ยอหนาใหม แตถายาวเกิน 2 บรรทัด ใหขึ้นยอหนาใหมเชนเดียวกับรอยแกว แตไมตองใชเครื่องหมาย อัญประกาศ - กรณีที่ไมไดคัดลอกขอความโดยตรง หากแตเปนเพียงการสรุปความคิด การถอดความ ถือวาเปนอัญประภาษรอง ดังนั้นเมื่อนํามาแทรกในเนื้อหา ไมตองใชอัญประกาศกํากับ - การเขียนอางอิงอัญประภาษมี 2 แบบ ไดแก การอางอิงแบบเขียนแทรกปน กับเนื้อหา หรือเรียกวา “ระบบนามป” และการอางอิงทายหนากระดาษ หรือการอางอิงแบบแยกเนื้อหา หรือเรียกวา “การเขียนเชิงอรรถ” แตสวนใหญแลวจะนิยมการเขียนแบบระบบนาม-ป เนื่องจาก มีความสะดวก และกะทัดรัดซึ่งจะอางผูแตงไวกอนขอความที่คัดลอก หรืออางผูแตงไวตอจากขอความ ที่คัดลอกในตอนทายก็ได แตมีขอแมวา ตองเลือกอยางใดอยางหนึ่งเพื่อใหเปนระบบเดียว กัน (ดูเรื่องการอางอิงแทรกเนื้อหาในตอนทาย) ตอไปนี้เปนตัวอยางการเขียนอัญประภาษที่มีความ ยาว ไมเกิน 3 บรรทัด และเนื้อหาที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด ตามลําดับ การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวไมเกิน 3 บรรทัด
181.
172 ความคิดสรางสรรคเปนสิ่งที่ทําใหเกิดนวัตกรรมบนโลกใบนี้ แตทวาการทําใหคนๆ หนึ่ง
มีความคิด สรางสรรคไดนั้นยากกวาการสรางนวัตกรรม ดังที่วินทร เลียววาริณ (2550: 204) ไดกลาวถึงของ การคิดสรางสรรคไวดังนี้ “ถาคุณไมสามารถที่จะคิดนอกกรอบได คุณไมมีทางที่จะกาวโดดเดนออกมา เพราะคุณจะไดแคตามรอยเดิมไป ทุกอยางจะตองเปนสี่เหลี่ยมเสมอไป ไมไดแปลวาสี่เหลี่ยมไมดี แตคุณก็จะไมมันที่จะคิดรูปทรงอื่น…” การเขียนอัญประภาษที่มีความยาวเกิน 3 บรรทัด การใชภาษาควรคํานึงถึงวัตถุประสงคของการสื่อสารดวย หากผูเขียน ตระหนักถึงความสําคัญของขอนี้ ยอมทําใหการสื่อสารบรรลุผล ดังที่วิภา กงกะนันทน (2532: 4)ไดกลาวถึงลักษณะพิเศษของภาษาวรรณคดีไวดังนี้ โดยทั่วไปภาษาที่เรียกกันวา “ภาษาวรรณคดี” นั้น ตางจาก ภาษาในชีวิตประจําวันตรงที่วา ภาษาวรรณคดีนั้นเปนภาษาที่ กระทบและฝงใจ ทําใหผูอานหรือผูฟงเกิดความสะเทือนอารมณ และเปนภาษาที่ผูประพันธไดจงใจคัดเลือกเปนพิเศษ โดยมีวัตถุ ประสงคสําคัญเพื่อใหผูอานหรือผูฟงเกิดความเปลี่ยนแปลงภาย ในจิตใจ… การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหา การเขียนอางอิงในสวนเนื้อหามี 2 ประเภท ไดแก 1. การเขียนแบบแทรกในเนื้อหา และ 2. การเขียนแบบแยกออกจากเนื้อหา 1. การอางอิงแบบแทรกในเนื้อหารายงาน (ระบบนามป) เปนการเขียนอางอิงปนกับเนื้อหา ไมไดแยกสวนกัน และเปนที่นิยม เนื่องจากรูปแบบการอางอิงที่ไมไมซับซอน ยุงยากมีโครงสรางอางอิง ดังนี้ 1.1 รูปแบบการลงรายการการอางอิงระบบนามป คือ
182.
173 จากโครงสรางระบบนามปขางตน ถือวาเปนลักษณะพื้นฐานทั่วไป แตในความเปนจริงแลวยัง มีรายเอียดปลีกยอยอีกหลายประการที่ควรแกการรู
ดังที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ภาควิชาคณะ อักษรศาสตร, บรรณารักษศาสตร (2551: 134) ไดใหขอสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการอางอิงระบบนาม-ป สรุปไดดังนี้ 1. การไมระบุเลขหนาจะปรากฏในกรณีผูทํารายงานอางงานผูอื่นโดยการสรุปเนื้อหา หรือแนวคิดทั้งเลมของงาน เชน (ศักดิ์ศรี แยมนัดดา 2550) 2. การระบุชื่อผูแตง ปที่พิมพ และ/หรือ เลขหนาไวในวงเล็บ ใชในกรณีที่ผูทํารายงานสรุปเนื้อ หา และความคิดจากผลงานของผูแตงคนนั้น แลวนํามาเรียงเปนภาษาของตนในรายงาน เชน (ธวัช ชัย อดิเทพสถิต 2545: 19) 3. ผูทํารายงานอางชื่อผูแตง แลวใสปพิมพ และ/หรือเลขหนาไวในวงเล็บ กรณีนี้ผูทํารายงาน ตองการอางชื่อบุคคล (ผูแตง) มากกวาผลงาน หรือตองการอางขอความทั้งประโยคหรือสวนหนึ่ง ในประโยคใสไวในรายงาน เชน จากการรายงานผลการศึกษาของสุภาภรณ พลนิกร (2540: 82-85) เกี่ยวกับ…พบวา… จากการศึกษาโดยอลิสา วิทวัสกุล (2549) พบวา… 1.2 หลักเกณฑการเขียน ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง 1. ผูแตง ชาวไทย - ชื่อ และชื่อสกุล - สมยศ แสงสุวรรณ 2. ผูแตง ชาวตางประเทศ ใหตัดชื่อ ออก คงไวแตนามสกุล - นามสกุล - John Smith เขียนเปน Smith 3. ผูแตงชาวไทยที่เปน ผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ - ชื่อ และชื่อสกุล, บรรณาธิการ. - พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ. 4. ผูแตงชาวตางประเทศ ที่เปนผูรวบรวม หรือ บรรณาธิการ - ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor. - Smith, J, editor ผูแตง รูปแบบ ตัวอยาง ชื่อผูแตง (ปที่พิมพ: เลขหนาของขอมูล)
183.
174 5. ตัดคํานําหนาชื่อ (คํานําหนาชื่อปกติ เชน นาย
นางสาว นาง ตําแหนง ยศ เชน ศาสตราจารย ดร. คําบอกอาชีพ เชน เภสัชกร หญิง นายแพทย อาจารย) - ชื่อ และชื่อสกุล. - นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล. - ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน อุดม วโรฒศิกขดิตถ. - นายแพทยประเวศ วะสี เขียนเปน ประเวศ วะสี. 6. คงไวซึ่งราชทินนาม บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ ตําแหนงทางศาสนา ไมตองสลับตําแหนง - ชื่อราชทินนาม ชื่อ, บรรดาศักดิ์. - ชื่อ ชื่อสกุล หรือพระนาม, ฐานันดร. - ชื่อ ชื่อสกุล, ยศ - พระยาอนุมานราชธน - คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช - สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ 7. คงไวซึ่งนามแฝง - นามแฝง - ส. พรายนอย - เสถียรโกเศศ 8. จํานวนผูแตง หากมีไม เกิน 3 คนใหใส “และ” หนา คนสุดทาย หากมีมากกวา 3 คน ใหใสชื่อผูแตงคนแรก แลวตามดวย และ “คนอื่นๆ” หรือ “และคณะ” - ชื่อผูแตง และ ชื่อผูแตง - ชื่อผูแตง ชื่อผูแตง และ ชื่อผู แตง - ชื่อผูแตง และคนอื่นๆ - เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน - เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทร จึง ประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด - ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ 9. ผูแตงที่เปนสถาบัน ใหใช ชื่อสถาบัน โดยเขียนอางอิง ระดับสูงกอนตามลําดับ - ชื่อมหาวิทยาลัย -ชื่อมหาวิทยาลัย, คณะ, สาขา - กรม - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, คณะ มนุษยศาสตร, หลักสูตรภาษาไทย - กรมศิลปากร 10. เอกสารที่อางอิงใน เอกสารอื่น ระบุผูแตงทั้งสอง รายการ - ชื่อผูแตง (ปพ.ศ.: หนา อางถึง ใน ชื่อผูแตง, ปพ.ศ.: หนา) - จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (2547: 4 อางถึงใน พูลสุข เอกไทยเจริญ, 2551: 2) 11. เอกสารพิเศษหรือสื่อ อื่นๆ ใหระบุลักษณะไวในวง เล็บ - ชื่อสกุล (สัมภาษณ) - ชื่อสกุล (บทวิทยุออกอากาศ ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดุสิต) - ปรมา ลาภา (สัมภาษณ) - สิทธิ พรหมดี (บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) ตัวอยาง ผูแตงคนเดียว
184.
175 ศิริพร จิรวัฒนกุล (2552:
31-32) ไดสรุปแนวปฏิบัติดานจริยธรรมการวิจัยเชิงคุณภาพเพิ่มเติม จากจริยธรรมทั่วไปของการวิจัยในมนุษย แบงออกเปน 3 ประการ คือ การขอความยินยอม การปองกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นไดกับผูใหขอมูล และการใหสิ่งตอบแทน ผูแตงมีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ ฐานันดรศักดิ์ ตําแหนงทางศาสนา พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโต) (2538: 305) กลาวถึงเรื่องสมถะและการปฏิบัติไวดังนี้ สมถะ แปลงาย ๆ วาความสงบ แตที่ใชทั่วไปหมายถึงวิธีทําใหใจสงบ ขยายความวา ขอปฏิบัติตางๆ ในการฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ จนตั้งมั่นเปนสมาธิ ถึงขั้นไดฌานระดับตางๆ จุดมุงของสมถะคือสมาธิ ซึ่งหมายเอาสมาธิขั้นสูงที่ทําใหเกิดฌาน หลักการสมถะคือ กําหนดใจไว กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เรียกวาอารมณ) ใหแนวแนจนจิตนอมดิ่งอยูในสิ่งนั้นสิ่งเดียว (เรียกกันวา จิตมี อารมณเปนหนึ่ง หรือจิตมีอารมณอันเดียว) ความแนวแนหรือตั้งมั่นของจิตนี้เรียกวาสมาธิ เมื่อสมาธิ แนบสนิทเต็มที่แลว ก็จะเกิดภาวะจิตที่เรียกวาฌาณ ผูแตง 2 คน การแพทยแผนไทย ยังขาดมาตรฐานในเรื่องคุณภาพจึงทําใหไดรับความเชื่อถือลดลง ดังที่ เสาวภา พรสิริพงษ และพรทิพย อุศุภรัตน (2539: 1) ใหความเห็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการแพทยแผนไทย ที่ออกนอกลูนอกทางไปจากเดิม คือ “รูปธรรมที่เห็นไดอยางชัดเจนก็คือ การถายทอดความรูที่ขาด มาตรฐาน การถายทอดความรูอยางผิดๆ มีการใชสมุนไพรโดยขาดขอมูลยืนยัน จากแหลงขอมูลที่ เชื่อถือไดจนเกิดอันตราย…อวดอางสรรพคุณเกินความเปนจริง…” ผูแตง 3 คน
185.
176 เดชบดินทร รัตนปยะภาภรณ, พัชรินทร
จึงประวัติ และสุมานิการ จันทรบรรเจิด (2550: 146) ใหความหมายของคําวาหัตถกรรม ไวดังนี้ หัตถกรรม” หมายถึงสิ่งที่ผลิตหรือทําดวยมือ (คําวา “หัตถะ” มาจากภาษาสันสกฤต หรือ ภาษาอินเดียวา “HASTA (ฮํสตา) แปลวานิ่งมือสําหรับจับ หรือหยิบหรือทํากิจกรรมอื่นๆ ชาวอินเดีย จึงนําคํานี้มาเรียกชางวา “หัตถี” เพราะถือวาชางมีงวงและปลายงวงเปรียบเสมือนนิ้วมือที่หยิบของได) ผูแตงมากกวา 3 คน จากสภาพปญหาของลุมน้ําปากพนัง ทั้งน้ํามีสภาพเค็ม ดินและน้ําเปรี้ยวจึงทําใหราษฎร ประสบปญหาในการประกอบอาชีพ ชลิต อํานวย และคนอื่นๆ (2542: 61) ไดกลาวถึงที่มาของโครง การลุมน้ําปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดําริดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานพระราชวโรกาสเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 ใหคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุมน้ําปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดําริเขาเฝาฯ ณ พระตําหนักทักษิณราชนิเวศน จังหวัดนราธิวาส ในการนี้ไดพระราชทานพระราชดําริวา ควรเรง ดําเนินการกอสรางประตูระบายน้ําปากพนังใหเสร็จโดยเร็ว เพราะงานนี้ จะเปนจุดเริ่มตนและเปนจุด หลักสําคัญในการแกไขปญหา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผูแตงที่เปนสถาบัน กรมศิลปากร (2541: 373) กลาวถึง ความรูสึก กับการแสดงทารํา ดังนี้ “”วิษาทะ” คือ ความเศราโศก เสียใจนั้นสําหรับคนชั้นสูง และชั้นกลาง ผูแสดงละครพึงแสดงดวยทาทาง คือ อุบายอยางหลัก แหลม สําหรับคนชั้นต่ํา พึงแสดงดวยทาทาง นอนหลับ ถอนใจใหญและนั่งซึมเหมือนคนเขาฌาน” อางอิงเอกสารอื่นที่ผูอื่นอางไว
186.
177 ดลชัย บุญยะรัตเวช (2544:
95 อางถึงใน ขนิษฐา ปาลโมกข, 2551: 22) “โฆษณาที่ไดผล และใช ตนทุนต่ําในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะลาตินอเมริกาก็คือ การใหคนมาสรางมุขตลกหนากลองและ มีผลิตภัณฑเขามาเกี่ยวของดวย” อางอิงเอกสารพิเศษ และอางอิงลักษณะอื่น ใหใสลักษณะของขอมูลในวงเล็บ 2. การเขียนเชิงอรรถอางอิง เปนการเขียนอางอิงที่แยกออกจากเนื้อหา โดยระบุที่มาของ ขอมูลไวทายหนากระดาษ ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้ 2.1 ประเภทของการเขียนเชิงอรรถอางอิง 2.1.1 เชิงอรรถอางอิง (Citation Footnote) คือ การบอกแหลงที่มาของขอมูลที่นํามา ไวในเนื้อหารายงาน ดังตัวอยางจากบทความของเนื้อออน ขรัวทองเขียว (2553: 100) ทองอยู มีดี, (สัมภาษณ) กลาวถึงการสรางชุมชนเขมแข็งดังนี้ การทําชุมชนใหเขมแข็งตองเริ่มจากคนในชุมชนเอง ไมใชจากหนวยงานภาครัฐ ถายืนบนขา ตนเองไมได พึ่งตนเองไมได ยังอาศัยอวัยวะของคนอื่นจึงจะหายใจได อยางนี้ คงยากที่จะสําเร็จ เพราะเมื่อคนอื่นปวย รัฐออนแอแลวเราจะอยูไดอยางไร เราคนในชุมชนตองดูแลตนเอง สรางวัคซีน กันเองกอน แถมยังชวยคนอื่นไดดวย สายฤดี รื่นชัยกุล(บทวิทยุออกอากาศทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) กลาววา …สิ่ง ที่ทําใหเด็กๆ รักการอาน คงตองเริ่มกันที่บาน บานจัดสภาพแวดลอมอยางไร ถาคนในบานชอบดู โทรทัศน แตไมมีบรรยากาศการอานหนังสือ เด็กจะไมมีสิ่งกระตุนใหอานเลย นอกจากนี้ชุมชนเอง ชุมชนจะบริหารจัดการอยางไร ใหเปนชุมชนรักการอาน… การสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีตอนายกรัฐมนตรีในชวงดํารงตําแหนง (คนรักประชาธิปไตย, 2554: ออนไลน) พบวา ประชาชนใหคะแนนเรื่องความซื่อสัตยเปนอันดับหนึ่ง ตามดวยการมีความมุงมั่นในการแกปญหาของประเทศ….
187.
178 2.1.2 เชิงอรรถเสริมความ (Content
Footnote) คือ การอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติม อาจเปนความรูเสริม ศัพทตางๆ เพื่อใหผูอานไดมีความเขาใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากนําสิ่งที่อธิบาย แทรกในเนื้อหา จะทําใหเนื้อความสะดุด ดังนั้นจึงตองนําคําอธิบายใสไวในสวนทายเพิ่มเติม เชน การอธิบายคําศัพท ที่มาของคํา และความตางๆ เปนตน ตัวอยางเชน 2.1.3 เชิงอรรถโยง (Cross-reference Footnote) คือ การใหผูอานไปดูรายละเอียด เรื่องเดียวกันที่ไดกลาวมาแลวในหนาอื่น นาสังเกตวาชื่อของฤษีที่ปรากฏเปนแบบ ในแตละทาจะพบวาผูแตงนําชื่อเหลานั้นมาจาก วรรณกรรมสําคัญหลายเรื่อง เชน พระฤษีที่ชื่อสังปติเหงะจากโคลงภาพในทาแกเอวขดขัดขา เปนพระฤษีในเรื่องอิเหนา ผูเปนที่เคารพของชาวเมืองดาหาไดรดน้ําอวยพระใหบุษบาและอิเหนาอยูคูกัน พระฤษีนารท ในทาแกเสียดอก เปนพระฤษีในเรื่องรามเกียรติ์ ผูบอกทางไปเมืองลงกา แกหนุมานแตเมื่อหนุมานคิดลองดีพระฤษีจึงไดใหบทเรียนแกหนุมาน โดยเสกไมเทาเปนปลิงเกาะ ที่คางหนุมาน พระฤษีวาสุเทพ ในทาแกกรอนเปนพระฤษีในตํานานจามเทวีวงศซึ่งอาศัยอยูบนดอย จุลบรรพต ไดสรางเมืองหริปุญชัยและสงทูตไปขอนางจามเทวีแหงเมืองลวปุระขึ้นมาครองเมือง7 _______________ 7 นิยะดา เหลาสุนทร, ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน, (กรุงเทพฯ: อัมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง, 2544), หนา 723 – 788. ปญหาการออกเสียงภาษาไทย แกไดดวยวิธีการทางสัทศาสตร 14 เพราะการที่เราไดเรียนรู อวัยวะในการออกเสียงจะทําใหผูพูดเขาใจยิ่งขึ้น วา จะวางอวัยวะในตําแหนงใดเสียงจึงจะชัด _______________ 14 สัทศาสตร เปนแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร วาดวยการศึกษาเรื่องเสียงพูด ตั้งแตกระบวนการ ผลิตลม อวัยวะที่ใชในการออกเสียง และคลื่นเสียง
188.
179 2.2 รูปแบบการลงรายการ 2.2.1 รูปแบบและหลักเกณฑลงรายการการอางอิงแบบแยกเนื้อหา
ดังนี้คือ โดยมีรายละเอียดการอางอิง คือ - การเขียนเชิงอรรถแบบแยกเนื้อหา จะอยูดานลางทายกระดาษ และใหเสน ขีดคั่นจากซายมือยาวประมาณ 1.5 นิ้ว - ระยะหางระหวางเนื้อหากับเสนแบงควรหางประมาณ 3 บรรทัด - การขึ้นเลขเชิงอรรถ ควรอยูหนาอักษรตัวแรกของเชิงอรรถ โดยใหยกหมาย เลขลอยขึ้นหนึ่งระดับ ขนาดหมายเลขตองเล็กกวาตัวอักษรของเชิงอรรถ - การลําดับเลข มีหลายแบบดวยกัน รายงานแตละฉบับควรเลือกแบบใด แบบหนึ่ง คือ ขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นหนาใหม หรือขึ้นเลข 1 ใหมทุกครั้งเมื่อขึ้นบทใหม หรือขึ้นเลข 1 และเรียงลําดับเลขตอไปจนจบเลมรายงาน - การเขียนเชิงอรรถจะตองยอหนาโดยเคาะ 8 ตัวอักษร - หากเชิงอรรถไมสามารถจบไดในบรรทัดเดียว เมื่อขึ้นบรรทัดใหมไมตองเคาะ เพื่อยอหนา แตใหชิดดานซายหนากระดาษ - หากเปนเชิงอรรถประเภทเสริมความ อาจมีเนื้อหาที่ไมสามารถจบไดใน หนาเดียว ใหขึ้นหนาใหมได หากเชิงอรรถหนาใหมไมจบหนา หามเขียนเนื้อหาตอ แตตองนําเนื้อหาไป เขียนในหนาถัดไป เพื่อปองกันความสับสน ชื่อ/ชื่อสกุล,//ชื่อเรื่อง,ครั้งที่พิมพ (ถามี)(สถานที่พิมพ:/สํานักพิมพ,/ปที่พิมพ),หนา สัทศาสตร เปนเรื่องของเสียงพูดลวนๆ ซึ่งศึกษาทั้งแหลงกําเนิดลมที่ชวยในการเปลงเสียง อวัยวะที่เกี่ยวของกับการออกเสียง ตลอดจนคลื่นเสียง 2 _______________ 2 ดูที่บทที่ 3 หนา 24
189.
180 ตัวอยางการเขียนเชิงอรรถอางอิงหนังสือ และแหลงอื่นๆ ที่มีการลงรายการคลายหนังสือ (หมายเลขเชิงอรรถเปนการสมมุติขึ้น) ผูแตงคนเดียว ___________________ 1 ศิริพร
จิรวัฒนกุล, การวิจัยเชิงคุณภาพดานวิทยาศาสตรสุขภาพ, (กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน, 2552), หนา 31-32 หนังสือแปล ระบุชื่อเจาของตนฉบับ ชื่อเรื่อง แลวจึงใชชื่อผูแปล หนังสือที่ไมปรากฏผูแตง ใหลงรายการหนังสือแทน เอกสารที่ปรากฏในเอกสารอื่น __________________ 2 วอเนอร, เพนน, 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย, แปลโดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย ตันวรรณรักษ (กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น,2518), หนา 22 ___________________ 4 คูมือนักศึกษารหัส 49 (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2549), หนา 64. ___________________ 10 พรไพร พรไพรกุล, วาดฝนในคํา (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2544), หนา 33 อางถึงใน เบญจมาศ ขําสกุล, คิดอยางภาษาไทย (กรุงเทพฯ: ไมยมก, 2548), หนา 64.
190.
181 วารสาร บทความในหนังสือ บทความในวารสาร บทความในหนังสือพิมพ ชื่อ/ชื่อสกุล,//“ชื่อบทความ,” /ชื่อวารสาร/ตัวเลขปที่หรือเลมที่,ฉบับที่/(เดือน/ปพิมพ/),หนา ___________________ 2 เบญจมาศ ขําสกุล
และวรเวชช ออนนอม, “ตลาด-แรง-งาน ใครงอใคร,” วารสารสวนดุสิต 1 (มกราคม-เมษายน2547),หนา 4-8. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อหนังสือ,//ชื่อบรรณาธิการ,บรรณาธิการ (ถามี) (สถานที่พิมพ:/ สํานักพิมพ/ปพิมพ),หนา. ___________________ 7 นพพร ประชากุล, “ศิลปะกับวาทกรรม,” ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวยสังคม ศาสตร, (กรุงเทพฯ: อาน 2552), หนา 511-52. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ชื่อหนังสือพิมพ(วัน/เดือน/ปพิมพ),หนา.
191.
182 บทความในสารานุกรม วิทยานิพนธ ___________________ 10 เขื่อนขันธ, “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง,”
ไทยรัฐ(5 สิงหาคม 2546), หนา 5. ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/(ระดับปริญญา/ชื่อสาขา หรือภาควิชา/คณะ/มหาวิทยาลัย,ปการศึกษา),// หนา (ถามี). ___________________ 3 สายรุง จรัสดํารงนิตย, “ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยกระจายเสียง: การวิเคราะหตามแนว ภาษาศาสตรเชิงสังคม,” ( วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและภาษาศาสตรอา เซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2534), หนา 127. ชื่อผูแตง,//”ชื่อบทความ,”/ใน/ชื่อสารนุกรม//ปที่หรือเลมที่/(ปพิมพ), หนา. ___________________ อาลัย จันทรพาณิชย. “ลํากลอน : เพลง”, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน 11, (2542), หนา 3938-3941.
192.
183 เอกสารไมตีพิมพเผยแพร และเอกสารอื่นๆ ใหวงเล็บในตอนทายวา
(เอกสารไมตีพิมพ เผยแพร) - การสัมภาษณ การสัมภาษณ สื่ออิเล็กทรอนิกส การสืบคนเครือขายออนไลน ___________________ 7 ธวัช ปุณโณธก, “ปญหาการศึกษาวิจัยวรรณกรรมทองถิ่น,” เอกสารประกอบคําบรรยายเรื่อง การศึกษาวิจัยจารึกวรรณกรรมโบราณและภาษาถิ่น เสนอที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 6 พฤษภาคม 2554. (เอกสารไมตีพิมพเผยแพร) ___________________ 11 สัมภาษณ ศิโรจน ผลพันธิน, อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 23 พฤษภาคม 2554. สัมภาษณ//ชื่อผูใหสัมภาษณ,//ตําแหนง(ถามี),//วัน เดือน ป ที่ทําการสัมภาษณ. ชื่อผูเขียน,//”ชื่อเรื่อง,”/[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/ชื่อแหลงขอมูล. (วันที่คนขอมูล).
193.
184 การอางอิงเอกสารซ้ําโดยไมมีเอกสารอื่นคั่น ใหใชคําวา เรื่องเดียวกัน
พรอมระบุเลขหนา การอางอิงเอกสารซ้ําโดยมีเอกสารอื่นคั่น ใหลงรายการโดยตัดสวนที่เปนสถานที่พิมพ สํานักพิมพ ปพิมพออก การพิมพรายงานวิชาการ 1. การตั้งคาหนากระดาษ การเวนระยะจากริมกระดาษดานบน 2 นิ้ว จากระยะริมขอบซาย 1.5 นิ้ว สวนริมกระดาษดานลาง และจากริมกระดาษดานขวาเวนระยะเทากัน คือ 1 นิ้ว ___________________ 11 นายอ่ํา บุญไทย, กฤดาการบนที่ราบสูง, พิมพตามฉบับพิมพครั้งแรก พ.ศ. 2476, (กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนพลับลิชชิ่ง,2543), หนา 84-90 12 เรื่องเดียวกัน, หนา 85. ___________________ 11 นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, (กรุงเทพฯ: นกนางแอน,2549), หนา 98 12 เบญจมาพร สุขสันติ, พินิจจิต, (กรุงเทพฯ: เพลินธรรม, 2542), หนา 22 13 นิรมัย บุญชื่น, จิตสมาธิ, หนา 111. 12 สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ, “รวมกันหวงแหนศิลปวัฒนธรรมของชาติ เนื่องในวันอนุรักษมรดกไทย,” [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.culture.go.th/ Knowledge/idea.html. (วันที่คนขอมูล : 30 มีนาคม 2554).
194.
185 2. การใชตัวอักษร และการจัดพิมพ
ตัวอักษรควรเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใหเหมือนกัน ทั้งเลม สําหรับรายงานในวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารฉบับนี้ ขอกําหนดใหใช อักษรคอเดีย (cordia) โดยมีขนาดดังนี้ ชื่อบทแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 22 พอยท ลักษณะพิมพหนาหัวขอใหญ ของแตละบท ใชตัวอักษรคอเดีย ขนาด 20 พอยท ลักษณะพิมพหนา และพิมพชิดซายหนากระดาษ ไมตองใสหมายเลขกํากับ สวนหัวขอยอยของหัวขอใหญใชตัวอักษรชนิดเดียวกัน แตขนาด 18 พอยท ตัวพิมพหนา หากมีหัวขอยอยใหใชหมายเลขกํากับได ขนาดอักษรขนาด 16 พอยท การเขียนบรรณานุกรม บรรณานุกรมเปนการเขียนอางอิงไวทายเลมของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักเกณฑ และรูปแบบการลงรายการบรรณานุกรม 1.1 การลงรายการผูแตง รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ผูแตงชาวไทย รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล - อุดม วโรฒมศิกขดิตถ 2. ผูแตงชาวตางประเทศ รูปแบบ -ชื่อสกุล, ชื่อตน(หรือใชอักษรยอของชื่อตน) - ชื่อสกุล, อักษรยอของชื่อตน และชื่อกลาง - John Smith เขียนเปน Smith, Jhon. หรือ Smith, J - Edward P.Robinson เขียนเปน Robinson, E. R. 3. ผูแตงชาวไทยที่เปนผูรวบรวม หรือบรรณาธิการ รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, บรรณาธิการ - พรชัย แสนยะมูล, บรรณาธิการ 4. ผูแตงชาวตางประเทศที่รวบรวม หรือบรรณาธิการ รูปแบบ ชื่อสกุล, ชื่อตน, editor. - Smith, J, editor 5. ผูแตงที่มีคํานําหนาชื่อปกติ ตําแหนงทางวิชาการคํา บอกอาชีพ (นาย นางสาว นาง ตําแหนง เชน ศาสตราจารย ดร. คําบอกอาชีพ) รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล - นายพรชัย แสนยะมูล เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล. - ศาสตราจารย ดร.อุดม วโรฒศิขดิตถ เขียนเปน อุดม วโรฒศิกขดิตถ. -นายแพทยประเวศ วะสี เปนประเวศ วะสี. รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 6. ผูแตงที่มีราชทินนาม บรรดาศักดิ์ และฐานันดรศักดิ์ และยศทางราชการ - พระยาอนุมานราชธน เขียนเปน อนุมานราชธน, พระยา.
195.
186 รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล,
ราชทินนาม (บรรดาศักดิ์ และ ฐานันดรศักดิ์ และยศทางราชการ) - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเปน คึกฤทธิ์ ปราโมช , ม.ร.ว. 7. ผูแตงที่ใชนามแฝง รูปแบบ นามแฝง - ทมยันตี - นิดา 8. ผูแตงที่เปนกลุมบุคคล หรือนิติบุคคล (กระทรวง ชื่อสถาบัน หนวยงานหลัก หนวยงานยอย) รูปแบบ - กลุมบุคคล (สถาบัน) - หนวยงานหลัก, หนวยงานยอย - กระทรวงศึกษาธิการ. - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. - มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร. 9. ผูแตง 2 คน รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล และ ชื่อ ชื่อสกุล - เบญจมาศ ขําสกุล และ ศุภศิริ บุญประเวศ. 10. ผูแตง3 คน รูปแบบ ชื่อ ชื่อสกุล, ชื่อ ชื่อสกุล, และ ชื่อ ชื่อสกุล - ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ, สําเนียง ฟากระจาง เขียนเปน - ญานิศา โชติชื่น, รักษศิริ ชุณหพันธรักษ, และ สําเนียง ฟากระจาง. 11. ผูแตงเกิน 3 คน (แตไมเกิน 6 คน) รูปแบบ - ชื่อ ชื่อสกุลของผูแตงคนแรก, และคนอื่นๆ หรือและคณะ พรชัย แสนยะมูล, สุพักตร วรานนท, ดวงใจ เอี่ยมสะอาด, ดลฤดี นาคแจม. เขียนเปน พรชัย แสนยะมูล, และคนอื่นๆ. 12. ไมปรากฏชื่อผูแตง รูปแบบ ชื่อหนังสือ ชื่อหนังสือใชแทนตําแหนงชื่อผูแตง - งามในงาน 1.2 การลงรายการชื่อเรื่อง รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
196.
187 1. ชื่อเรื่องที่มีภาษาอังกฤษกํากับ รูปแบบ ชื่อเรื่องภาษาไทย -
การปฏิบัติการวิชาชีพครู 3 (Pracicum 3) เขียนเปน การปฏิบัติการวิชาชีพครู. 2. ชื่อเรื่องที่มีรายละเอียดอื่นๆแทรก (ครั้งที่พิมพ จํานวนเลม เลมที่) รูปแบบ ชื่อเรื่อง (รายละเอียดเพิ่มเติม). - ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (พิมพครั้งที่ 3) - กินอยางไทย (2 เลม) - การเขียนบท (พิมพครั้งที่ 3 แกไขเพิ่มเติม) 3. ชื่อเรื่องที่เปนวัสดุอื่นๆที่ไมใชหนังสือ ( แผนพับ แผนปลิว จุลสาร วีดิทัศน ภาพนิ่ง) รูปแบบ ชื่อเรื่อง [ประเภทวัสดุ] - บทเพลง จรรโลงใจ ดํารงไทย ดํารงชาติ [แผนพับ] - พัฒนาการของเด็กปฐมวัย [วีดิทัศน] 1.3 การลงรายการปที่พิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ปที่พิมพ รูปแบบ (ปที่พิมพ) - 2554 เขียนเปน (2554) 2. ปที่พิมพในสิ่งพิมพตอเนื่อง รูปแบบ - (ปที่พิมพ, เดือน, วันที่) หรือ - (ปที่พิมพ, เดือน) - (2553, มีนาคม, 3) หรือ - (2553, มีนาคม) 3. ไมปรากฏปที่พิมพ รูปแบบ - [ม.ป.ป.] (ไมปรากฏปที่พิมพ) - n.d. [no date] - พรชัย แสนยะมูล. [ม.ป.ป.] - Smith, J. [no date] 1.4 การลงรายการครั้งที่พิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง 1. ไมระบุครั้งที่พิมพครั้งแรก แตจะระบุครั้งที่พิมพ ตอๆไป รูปแบบ - (ครั้งที่พิมพ) - (พิมพครั้งที่ 2) 1.5 การลงรายการผูจัดพิมพ สํานักพิมพ รูปแบบการลงรายการ ตัวอยาง
197.
188 1. ตัดคําวาสํานักพิมพ โรงพิมพ
หางหุนสวน บริษัท จํากัดออกคงไวเฉพาะชื่อ รูปแบบ ชื่อสํานักพิมพ - บริษัทนานมีบุค เขียนเปน นานมีบุค - สํานักพิมพบรรณกิจ เขียนเปน บรรณกิจ 2. ใหคงคําวา “สํานักพิมพ หรือ โรงพิมพ กรณีที่ เปนมหาวิทยาลัยจัดพิมพ รูปแบบ สํานักพิมพ (โรงพิมพ) ชื่อมหาวิทยาลัย - สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย - สํานักพิมพมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3. ไมปรากฏชื่อสํานักพิมพ โรงพิมพ ผูจัดพิมพ ให ใชคําวา ม.ป.ท. [ไมปรากฏสํานักพิมพ] ภาษา อังกฤษใช [n.p.] รูปแบบ [ม.ป.ท.] - กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.] 2. การลงรายการบรรณานุกรม 2.1 รูปแบบการลงรายการหนังสือ ตัวอยาง หนังสือทั่วไป สายทิพย นุกูลกิจ. (2534). วรรณกรรมไทยปจจุบัน. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: อาร.เอส.พริ้นติ้ง. หนังสือที่ผูแตงมีฐานันดรศักดิ์ ชื่อ/ชื่อสกุล.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ.
198.
189 สิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระนางเจา. (2515).
ความทรงจําในการเสด็จตางประเทศ ทางราชการ. กรุงเทพฯ: พระจันทร. หนังสือที่ผูแตงเปนหนวยงานราชการ การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. (2535). เจาพระชันษายืนในพระราชวงศจักรี. กรุงเทพฯ : อมรินทรพริ้นติ้ง กรุฟ. หนังสือที่ไมปรากฏชื่อผูแตง หนังสือสวดมนตฉบับประจําบาน. [ม.ป.ป.]. กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง. หนังสือที่ไมปรากฏปที่พิมพ ธรรมเกียรติ กันอริ. [ม.ป.ป.]. พระนครควรชม. (พิมพครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: พิราบ. หนังสือสารานุกรม สุทธิวงศ พงษไพบูลย. (บก.). (2529). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต พ.ศ.2529 เลม 1-10. สงขลา: สาบันทักษิณคดีศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา. 2.2 รูปแบบการลงรายการหนังสือแปล ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่องภาษาไทย.//แปลโดย/ชื่อผูแปล.//ครั้งที่พิมพ.//สถานที่พิมพ:/ สํานักพิมพ. ตัวอยาง วอเนอร, เพนน. (2547). 365 เคล็ดลับดูแลลูกนอย. โดย มนตรี ลักษณสุวงศ และศุภวัลย ตันวรรณรักษ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
199.
190 2.3 รูปแบบการลงรายการหนังสือรวบรวมเรื่องตางๆภายในเลมเดียวกัน หรือหลายๆบทความ ในเลมเดียวกัน
และมีการอางอิงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อบทความ,//ใน//ชื่อหนังสือ.//ชื่อบรรณาธิการหรือผูรวบรวม (ถามี).// หนาที่พิมพบทความ.//เมืองที่พิมพ:/สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ. ตัวอยาง นพพร ประชากุล. (2552). ศิลปะกับวาทกรรม, ใน ยอกอักษร ยอนความคิด เลม 2 วาดวย สังคมศาสตร. เนาวนิจ สิริผาติวิรัตน (บรรณาธิการ). 511-52. กรุงเทพฯ: อาน. 2.4 บทความ หรือเรื่องจากหนังสือสารานุกรม ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//”ชื่อบทความ”,//ใน//ชื่อสารานุกรม, เลมที่/,หนา.//ชื่อบรรณาธิการหรือผู รวบรวม (ถามี).//ครั้งที่พิมพ.เมืองที่พิมพ: สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ. อาลัย จันทรพาณิชย. (2542). “ลํากลอน : เพลง”, ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน, เลมที่11, หนา3938-3941. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย. 2.5 บทความ หรือคอลัมนจากนิตยสาร และวารสาร
200.
191 ชื่อ/ชื่อสกุลผูเขียนบทความ.//(ป,/วัน/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อวารสาร.//ปที่(ฉบับที่)/:/ หนาที่อาง. กุลทรัพย รุงฤดี. (2531,
16 สิงหาคม). “คือโคมทิพยเทพเจาประทานชน”. ใน สกุลไทย. 34 (1765) : 5-7. เบญจมาศ ขําสกุล และวรเวชช ออนนอม. (2547, มกราคม-เมษายน). “ตลาด-แรง-งาน ใครงอ ใคร” ใน วารสารสวนดุสิต. 1(2) : 4-8. 2.6 หนังสือพิมพ ชื่อผูเขียน.//(ป,/วันที่/เดือน).//ชื่อบทความ.//ใน//ชื่อหนังสือพิมพ.//หนาที่พิมพบทความ. หนาที่อาง. เขื่อนขันธ. (2546, 5 สิงหาคม). “หมายเหตุประเทศไทย: ครัวไทยสูโลก-ฝนที่เปนจริง”. ไทยรัฐ. หนา 5. 2.7 วิทยานิพนธ ชื่อผูเขียน.//(ปที่พิมพ).//ชื่อเรื่อง.//ระดับวิทยานิพนธ./ชื่อสาขา./คณะ/ชื่อมหาวิทยาลัย. สายรุง จรัสดํารงนิตย. (2534). ลีลาภาษาโฆษณาในวิทยุกระจายเสียง: การวิเคราะหตาม แนวภาษาศาสตรเชิงสังคม. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาภาษาและ ภาษาศาสตรอาเซียอาคเนย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 2.8 สัมภาษณ
201.
192 ชื่อ/ชื่อสกุล,//ผูใหสัมภาษณ,//ชื่อ/ชื่อสกุล//เปนผูสัมภาษณ,//สถานที่// เมื่อ/วันที่/เดือน/ป. สามารถ เพียรธรรม,
ผูใหสัมภาษณ, ดวงดาว จรัสแจม ผูสัมภาษณ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554. 2.9 โสตทัศนวัสดุ (วีดิทัศน ภาพยนตร ภาพเลื่อน ภาพนิ่ง แผนภาพ) ชื่อผูจัดทํา.//(ปที่ผลิต)//ชื่อเรื่อง.//[ประเภทของวัสดุ].//สถานที่ผลิต/:/ผูผลิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (2544). ตามหาของจิ๋ว. [วีดิทัศน]. กรุงเทพฯ : ฝายผลิตสื่อและ มัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. 2.10 ออนไลน ชื่อผูแตง.//(ป, วัน, เดือน).//ชื่อเรื่อง.//[ออนไลน].//เขาถึงไดจาก/Available1/:/แหลงสารนิเทศ./(วัน ที่ขอมูล/Access date : วันเดือนป). อิสริยะ ไพรีพายฤทธิ์. (2553). บทบาทของ Social Network ในอินเทอรเน็ตยุค 2.0. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.isriya.com /files/ socialnetwork.pdf. (วันที่คนขอมูล : 6 กันยายน 2553). ความหมายของโครงการ
202.
193 การเขียนโครงการเปนการดําเนินกิจกรรมที่ไดจัดทําขึ้น เพื่อใหสอดคลองตามนโยบายที่วางไว ขององคกรอาจเปนการจัดกิจกรรมเพื่อแกไขปญหา เพื่อเพิ่มผลผลิตรายได
เพื่อพัฒนาบุคลากรหรือแม แตโครงการเกี่ยวกับจิตอาสา หรือการบริการชุมชน นักวิชาการไดใหความหมายของโครงการ ไววา วรมน เหรียญสุวรรณ และคณะ (2550: 209) กลาววา “โครงการเปนแผนการปฏิบัติ งานที่สัมพันธกันระหวางแนวคิด จุดประสงค กิจกรรม งบประมาณ ชวงเวลา การประเมินผล ฯลฯ" เยาวดี รางชัยกุล วิบูลยศรี (2544: 80) ไดใหความหมายของคําวา “โครงการ” คือ “งานที่เกิด ขึ้นตามสถานการณในสังคม มิไดเกิดเปนประจํา โดยมีวัตถุประสงค ระยะเวลา งบประมาณเปนตัว กําหนดกิจกรรม เมื่อเสร็จตามกําหนด ถือวาเสร็จสิ้นโครงการ” มยุรี อนุมานราชธน (2546: 6) ไดกลาววา “โครงการ เปนกลุมกิจกรรม ที่มีความสัมพันธกัน อยางเปนระบบ เพื่อใหเกิดการใชทรัพยากรไดอยางคุมคา และบรรลุวัตถุประสงคที่ตั้งไว คือ ผลประโยชน ตอบแทนในอนาคต และกิจกรรมตองมีจุดเริ่มตน และจุดสิ้นสุด” จากความหมายโครงการขางตน จึงสรุปไดวา การทําโครงการ คือ การทํากิจกรรมที่มีเปาหมายชัด เจนวา จะทําเพื่ออะไร มีการคิดในเชิงบริหารกิจกรรมเพื่อใหสอดคลองกับวัตถุประสงคเวลา ที่กําหนด งบ ประมาณที่ไดรับ หากไมมีการวางแผนลวงหนาแลว โครงการยอมประสบความสําเร็จไดยาก ความสําคัญของโครงการ การทําโครงการมีความสําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดํารินับสามพันกวาโครงการ ลวนแลวแตมาจากปญหาของราษฎรทั้งสิ้น นอกจากนี้ หนวยงาน สวนภาครัฐยังไดดําเนินโครงการในลักษณะเดียวกัน เชน โครงการเรียนฟรีสิบหาป โครงการนมโรงเรียน โครงการถนนสีขาว โครงการหนาบานนามอง และฯลฯ สวนในระดับอุดมศึกษา ภายในรั้วมหาวิทยาลัย การดําเนินโครงการเนนการพัฒนาหลายดาน เชน โครงการเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา โครงการพัฒ นาศักยภาพทางวิชาการ โครงการดานศิลปวัฒนธรรม โครงการดานบริการชุมชน หรือแมแตกลุมนัก ศึกษาที่เปนนักกิจกรรม บุคคลเหลานี้ไดขับเคลื่อนพลังความคิดสรางสรรคผานโครงการมากมาย เชน โครงการบัณฑิตอาสา โครงการพี่อานนองฟง โครงการคายวรรณกรรม ฯลฯ ซึ่งประจักษแลววา หากนัก ศึกษาคนใดเขียนโครงการเปน และมีสวนรวมในกิจกรรมตางๆ ของโครงการ บุคคลเหลานั้นจะหางาน ทําไดไมยาก และไดงานทําเร็วกวาคนที่เขียนโครงการไมเปน ความสําคัญ ของการดําเนินโครงการ มีดังนี้ 1. ทําใหบุคลากรมีความใสใจตอนโยบายองคกร 2. บุคลากรสามารถนํานโยบายมาพัฒนางานอยางเปนระบบ
203.
194 3. บุคลากรฝกคิดเชื่อมโยงอยางองครวม 4. บุคลากรสามารถคิดสรางสรรคผานกิจกรรม 5.
บุคลากรสามารถทํางานรวมกับผูอื่นได 6. บุคลากรมีวิสัยทัศน คาดการณลวงหนาเพื่อใชทรัพยากรอยางคุมคา 7. บุคลากรไดรับการฝกทักษะในการเขียนเพื่อนําเสนอแผนงาน องคประกอบของโครงการ โครงการประกอบดวย 12 องคประกอบ (ยืดหยุนตามรูปแบบของหนวยงาน) ไดแก 1. ชื่อโครงการ 2. หนวยงานผูรับผิดชอบโครงการ 3. หลักการและเหตุผล 4. วัตถุประสงค 5. เปาหมาย 6. กลุมเปาหมาย 7. วิธีดําเนินการ 8. แผนปฏิบัติงาน 9. ระยะเวลาในการดําเนินโครงการ 10. สถานที่ดําเนินการ 11. งบประมาณและทรัพยากรที่ตองใช 12. การติดตามและประเมินผลโครงการ โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้ หลักเบื้องตนในการเขียนโครงการ 1. ชื่อโครงการ หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการตั้งชื่อโครงการ คือ ชื่อควรมีเนื้อความที่กระชับ ความหมายชัดเจน มีการใชภาษาไดอยางเหมาะสม เขาใจงายโดยไมตองอาศัยการตีความแตในปจจุบัน บางโครงการมีการตั้งชื่อในลักษณะการเปรียบเปรย เปรียบเทียบ หรือใชภาษาใหนาสนใจทั้งนี้ขึ้นอยู
204.
195 กับกลุมเปาหมาย หรือหนวยงานที่ทําโครงการ อยางไรก็ตาม
จากกรอบขางตนทําใหเกิดการตั้งชื่อ หลากหลาย ดังนี้ 1.1 ชื่อโครงการที่สะทอนกิจกรรม วัตถุประสงค และเปาหมาย อาทิ โครงการฝกอบรม…/ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ…/ โครงการสงเสริม…แกปญหา…/ โครงการพัฒนา…/ โครงการ อนุรักษ… / โครงการปรับปรุง…/ โครงการสัมมนา…/ โครงการวิจัย…/ โครงการจัดทํา…/ โครงการลด (ละ เลิก งด) …และ ฯลฯ เปนตน ยกตัวอยางเชน - “โครงการอานสรางชาติ - “โครงการอาน เขียน เรียน คิด” - “โครงการปลูกตนไมรอบบานพอ” - “โครงการพัฒนาลุมน้ําปากพนัง” - “โครงการงดมันเพื่อสุขภาพ” - “โครงการอนุรักษพันธุขาวพื้นเมือง” - “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ ต อ บั ณ ฑิ ต ห ลั ก สู ต ร ภ า ษ า ไ ท ย ” ฯลฯ 1.2 การตั้งชื่อโครงการที่มีการระบุกลุมเปาหมาย ยกตัวอยางเชน - “โครงการเยาวชนรักษน้ํา - “โครงการฝกอบรมการออกเสียงภาษาไทยแกเยาวชนไทยในตางแดน” - “โครงการปนน้ําใจใหชาวใต” - “โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน” - “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการ ตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” 1.3 การตั้งชื่อโครงการใหสอดคลองกับนโยบายหนวยงาน หรือองคกรที่อนุมัติทุนในการ ทําโครงการ เชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายในเรื่องการใหบริการชุมชน จึงเกิดโครงการ ตอไปนี้ เชน - โครงการเรียนรูรวมกันสรางสรรคชุมชน - โครงการเสียงสองแสง (โครงการนี้จัดทําหนังสือเสียงใหคนตาบอด)
205.
196 - โครงการหองสมุดชุมชน 1.4 การใชศิลปะทางภาษาในการตั้งชื่อ
เพราะจะทําใหชื่อโครงการมีความโดดเดน จํางาย และสรางสรรค เชน - “โครงการตนกลาอาชีพ” - “โครงการรอยแปดวิธีทําดีไมตองมีใครเห็น” - “โครงการอุนใจ วัยเรียน” 1.5 การใชคําเปรียบเทียบ หรือขอความกระชับ เชน - “โครงการฝนหลวง” - “โครงการแกมลิง” - “โครงการแกลงดิน” - “โครงการปารักษน้ํา” 2. หนวยงานที่รับผิดชอบโครงการ หนวยงานที่เปนตนสังกัดของผูจัดทําโครงการ เชน โครงการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยสูตลาดแรงงาน หนวยงานที่รับผิดชอบ คือ หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 3. หลักการและเหตุผล หลักการและเหตุผลเปนสวนที่บอกเลาเรื่องราวที่มาของโครงการ กลาวคือ เกิดปญหาอะไรขึ้น จึงทําใหเกิดโครงการนี้ (ทําไมตองทําโครงการ) หากไมทําแลวจะเกิดอะไรขึ้น มีผลกระทบอะไรบาง (โครงการมีความสําคัญอยางไรในการแกไขปญหา) อาจมีการอางอิงขอมูล สถิติ หรือนโยบายตางๆ มาประกอบ โครงสรางของการเขียนหลักการและเหตุผล มีทั้งรูปแบบมียอหนา และรูปแบบไมมียอหนา ซึ่งจะใชแบบใดก็ได ทั้งนี้ทั้งสองแบบจะมีโครงสรางเดียวกัน คือ การเกริ่นนํา ดวยความเปนมาของการจัดโครงการ พรอมชี้ใหเห็นวา โครงการเปนสวนสําคัญที่จะลด บรรเทา หรือสรางสิ่งดีๆ ได ตอมาจึงกลาววา จากปญหาดังกลาว จึงเปนที่มาของโครงการนี้ ทั้งนี้เพื่อทําใหดีขึ้น ดังนั้น การเขียนหลักการและเหตุผลจึงเปรียบเสมือนปราการดานแรกที่หนวยงานจะอนุมัติใหดําเนิน โครงการ ตัวอยาง “โครงการสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต หลักสูตรภาษาไทย” ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยสําคัญในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การผลิตบัณฑิต ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง (เกริ่นนํา ปญหาการวางงาน) ซึ่งการ
206.
197 บรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัยความรวมมือจากหลายฝาย อาทิ
ฝายสถาบันการศึกษา ฝายผูประกอบการ และตัวบัณฑิตที่จะตองปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน (ความสําคัญในการแกปญหา) หลักสูตรภาษาไทย จึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวมจึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง “สํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน (ประโยชนที่จะไดรับจากการทําโครงการ ตลอดจนผู มีสวนได สวนเสียหากไมดําเนินโครงการ) 4. วัตถุประสงค การเขียนวัตถุประสงคเปนการระบุสิ่งที่ตองการปฏิบัติในโครงการ ที่สําคัญ คือ การเขียนวัตถุประสงคตองสัมพันธกับหลักการและเหตุผล รวมถึงเมื่ออานวัตถุประสงคแลวสามารถ ทํานายไดวาจะไดรับผลอะไร หรือนําไปสูการเขียนผลที่คาดวาจะไดรับ วัตถุประสงคที่ดี ควรมีความชัดเจน สามารถปฏิบัติไดจริง สามารถวัด และประเมินผลได การทําโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค มากกวา 1 ขอได แตทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงคไวมาก ๆ อาจจะทําใหผูปฏิบัติมองไมชัดเจน ดังที่ เกรซ, ดัฟฟ แมรี่ (2551: 39) ไดกลาวถึงขอควรคํานึงในการกําหนดวัตถุประสงคของโครงการคือ คําวา “SMART” ไดแก 1. เฉพาะเจาะจง (Specific) 2. สามารถวัดผลได (Measurable) 3. ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ (Action - oriented) 4. สอดคลองกับความเปนจริง (Realistic) 5. มีกําหนดเวลา (Time-Limited) ตอไปนี้เปนตัวอยางที่นําหลัก SMART ไปพิจารณาประกอบการเขียนวัตถุประสงค อีก 3 เดือนขางหนา ทางหลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มีนโยบายจะ จัดทําหลักสูตรใหม เพื่อใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ดังนั้นโครงการพัฒนา หลักสูตร จึงตองมีการกําหนดวัตถุประสงคใหสอดคลองกับหลัก SMART ดังนี้ 1. เพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ) ของบัณฑิตหลัก สูตรภาษาไทยรหัส 49 อยางนอย 30 คน (สามารถวัดผลได) ที่จบการศึกษาในป พ.ศ. 2553 2. เพื่อสํารวจความพึงพอใจของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ)
207.
198 3. นําเสนอ (ใหความสําคัญกับการลงมือปฏิบัติ)
ในระหวางการประชุมสัมมนา ในการวิพากษหลักสูตรภาษาไทยประจําเดือนมิถุนายน (มีกําหนดเวลา) เกี่ยวกับคุณลักษณะของบัณฑิต (เฉพาะเจาะจง) ภาษาไทยที่สงผลใหผูประกอบการรับเขาทํางาน ภายในระยะเวลา 1 ป เพื่อนําผล การสํารวจมาสรางคุณลักษณะของบัณฑิตใหเปนที่ตองการของตลาดแรงงาน (สอดคลองกับ ความเปนจริง) จากวัตถุประสงคขอ 1-3 จะเปนวัตถุประสงคหลัก ที่จะสงผลใหเกิดผลทางออมที่ได จากการทําโครงการในครั้งนี้ และทําใหเกิดวัตถุประสงคตอมา ในขอ 4-5 คือ 4. เพื่อสรางฐานขอมูลของบัณฑิตและเปนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย 5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลอง กับความตองการของตลาดแรงงาน 5. กลุมเปาหมาย กลุมผูไดรับผลประโยชนจากการดําเนินโครงการ หรือกลุมที่ตองการพัฒนา กลุมที่ตองการเสริมศักยภาพ ฯลฯ ดังนั้นจากโครงการ “ภาวะการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึง พอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” กลุมเปาหมาย คือ 1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน 2. คณาจารยจํานวน 15 คน 6. เปาหมาย เปาหมายคือการระบุความสําเร็จของงาน ซึ่งการเขียนตองสอดคลองกับวัตถุ ประสงคของโครงการ เพื่อระบุผลลัพธของงานทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ และตองสําเร็จ เสร็จ สิ้นภายในระยะเวลาที่กําหนด เปาหมายเชิงปริมาณ 1. นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน 2. คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน 3. ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจ ของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม เปาหมายเชิงคุณภาพ ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย ใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน
208.
199 7. วิธีดําเนินการ วิธีการดําเนินการ
คือการลําดับการทํางานตั้งแตเริ่มโครงการจนสิ้นสุด โครงการ ซึ่งประกอบดวย 7.1 การวางแผนงาน 7.1.1 การกําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายของโครงการ รวมกันระดมสมองเพื่อ ตอบคําถามตอไปนี้ ปญหาคืออะไร ทําไมตองทํา ทําแลวไดอะไร หากไมทําจะไดไหม ใครจะไดรับ ประโยชน และใครจะเสียประโยชน และวัตถุประสงคในการทําโครงการนี้คืออะไร 7.1.2 การกําหนดกิจกรรม เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงค และเปาหมายจะมีกิจกรรม อะไรบาง ชวยกันระดมสมองในกลุม แลวตอบคําถามตอไปนี้ กิจกรรมมีอะไรบาง งานที่ตองเตรียม ในแตละกิจกรรมมีอะไรบาง กิจกรรมเหลานั้นสามารถทําไดหรือไม กิจกรรมเหลานั้นเหมาะสมกับ ระยะเวลาหรือไม แตละกิจกรรมตองใชทรัพยากรอะไรบางที่จําเปน หากกิจกรรมดังกลาวไมสามารถ ทําได ยังมีกิจกรรมอื่นรองรับหรือไม 7.2 การเตรียมงาน 7.2.1 การสรางกลุมคนทํางาน 7.2.2 การพิจารณาแผนงาน และสรางตารางงาน 7.2.3 กําหนดคนใหเหมาะกับงาน 7.2.4 กําหนดเปาหมายของงานใหชัดเจนตามความเหมาะสมของแตละงาน 7.3 การดําเนินงาน 7.3.1 ดําเนินการตามกระบวนการที่กําหนด 7.3.2 ประชุมกลุมเพื่อรายงานความคืบหนา 7.3.3 รวมรับฟงปญหา ประสานงานกับผูเกี่ยวของเพื่อรวมกันแกปญหา 7.3.4 สรุปผลการทํางาน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ผูจัดทําโครงการสมารถกําหนดตารางเวลาการทํางาน ดังนี้ 1. ประชุมคณาจารยเพื่อจัดทําโครงการ 2. ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยวของ 4. สงแบบสอบถามเพื่อสํารวจภาวะการมีงานทํา และความพึงพอใจ 5. รวบรวมขอมูล และวิเคราะหผล 6. นําผลการวิจัยมาจัดพิมพรูปเลม
209.
200 7. จัดการสัมมนาเพื่อสรุปผลงานวิจัย 8. สรุปและประเมินผลโครงการ 8.
แผนปฏิบัติงาน การกําหนดชวงเวลาเริ่มตน และแลวเสร็จของการทํางานตั้งแตตนจนจบ ทั้งนี้จะชวยใหทราบความกาวหนาของโครงการเปนระยะๆ อีกทั้งยังทําใหผูอนุมัติเงินโครง การมีความมั่นใจวา โครงการสําเร็จแนนอน ดังตอไปนี้ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน 1.ประชุมคณาจารย เพื่อจัดทําโครงการ 2.ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่ เกี่ยวของเพื่อจัดทํา แบบสอบถาม 4.สงแบบสอบถาม เพื่อสํารวจภาวะ การมีงานทํา และ สํารวจความ พึงพอ ใจ 5.รวบรวมขอมูล และวิเคราะหผล 6.นําผลการวิจัยมา จัดพิมพรูปเลม 7.เตรียมการจัด สัมมนาเพื่อสรุปผล งานวิจัย 8.จัดสัมมนาเพื่อ สรุปผลงานวิจัย 9.สรุปและประเมิน ผลโครงการ 9. ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
210.
201 10. งบประมาณ เปนคาใชจายทั้งหมดในการดําเนินโครงการ
ซึ่งควรจําแนกรายการคาใชจายได อยางชัดเจน โดยทั่วไปการแบงหมวดเงิน มีดังนี้คือ แจกแจงเปนหมวดยอยๆ เชน หมวดคาวัสดุ หมวด คาใชสอย หมวดคาตอบแทน หมวดคาครุภัณฑ ซึ่งการแจกแจงงบประมาณจะมีประโยชนในการ ตรวจสอบความเปนไปไดและตรวจสอบความเหมาะสมในสถานการณตางๆ นอกจากนั้นควรระบุแหลง ที่มาของงบประมาณดวยวาเปนงบประมาณแผนดิน งบชวยเหลือจากประเทศตางประเทศ เงินกู หรือ งบบริจาค เปนตน ยกตัวอยางเชน ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน 1. คาใชสอย - คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท - คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท 2. คาตอบแทน - คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท 3. คาวัสดุ 2,300 บาท - เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท - คาถายเอกสาร 750 บาท หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ 11. เจาของโครงการหรือผูรับผิดชอบโครงการ เปนการระบุเพื่อใหทราบวาหนวยงานใด เปนเจาของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการยอย ๆ บางโครงการระบุเปนชื่อบุคคลผูรับผิดชอบเปน รายโครงการได ยกตัวอยางเชน หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 12. ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ คือ การระบุผูไดรับประโยชน ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ผลประโยชนอาจไดรับทั้งทางตรง หรือทางออม
211.
202 1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษา ไทย 3.
หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย 4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน ตัวอยางโครงการ หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร โครงการสํารวจ “ภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย” หลักการและเหตุผล ตลาดแรงงาน คือ ปจจัยหลักในการผลักดันใหเกิดการพัฒนาคุณภาพของบัณฑิต การผลิตบัณฑิต ที่มีตลาดแรงงานรองรับยอมทําใหภาวะการวางงานลดนอยลง ซึ่งการบรรลุเปาหมายดังกลาว จะตองอาศัย ความรวมมือจากหลายฝาย อาทิ ฝายสถาบันการศึกษา ฝายผูประกอบการและตัวบัณฑิตที่จะตอง ปรับปรุงพัฒนาไปพรอมๆ กัน หลักสูตรภาษาไทยจึงเล็งเห็นความสําคัญเกี่ยวกับการพัฒนาอยางองครวม จึงไดจัดโครงการวิจัยเรื่อง “ภาวการณมีงานทําของบัณฑิตและความพึงพอใจของผูประกอบการตอบัณฑิต หลักสูตรภาษาไทย” เพื่อเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตร ภาษาไทย ใหเปนที่ยอมรับ และเปนที่ตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาสํารวจภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49 จํานวน 30 คน 2. เพื่อสํารวจความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยรหัส 49 จํานวน 10 คน 3. เพื่อนําเสนอผลในการสัมมนาเกี่ยวกับคุณลักษณะบัณฑิตที่เปนที่ตองการของตลาดแรง งาน 4. เพื่อเปนสรางฐานขอมูลของบัณฑิต และแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย 5. เพื่อใหนักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับ ความตองการของตลาดแรงงาน
212.
203 เปาหมาย 1. เปาหมายเชิงปริมาณ - นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน
65 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อ ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน - คณาจารยจํานวน 15 คนไดทราบแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย ใหสอดคลองกับตลาดแรงงาน - ดําเนินการจัดทําการวิจัยเรื่องภาวะการมีงานทําของบัณฑิต และความพึงพอใจของผู ประกอบการตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย โดยจัดพิมพเผยแพรจํานวน 10 เลม 2. เปาหมายเชิงคุณภาพ ผลของงานวิจัยสามารถนําไปพัฒนาบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย และปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทยใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน รวมทั้งบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทยจะไดรับ ความรูเกี่ยวกับความตองการของตลาดแรงงานในยุคปจจุบัน กลุมเปาหมาย นักศึกษาหลักสูตรภาษาไทยจํานวน 65 คน คณาจารยจํานวน 15 คน
213.
204 วิธีการดําเนินงาน มีนาคม เมษายน พฤษภาคม
มิถุนายน 1.ประชุมคณาจารยเพื่อ จัดทําโครงการ 2.ขออนุมัติโครงการ และโครงการอนุมัติ 3. สํารวจเอกสารที่เกี่ยว ของเพื่อจัดทําแบบสอบ ถาม 4.สงแบบสอบถามเพื่อ สํารวจภาวการณการมี งานทํา และสํารวจ ความพึงพอใจ 5.รวบรวมขอมูล และ วิเคราะหผล 6.นําผลการวิจัยมาจัด พิมพรูปเลม 7.เตรียมการจัดสัมมนา เพื่อสรุปผลงานวิจัย 8.จัดสัมมนาเพื่อสรุปผล งานวิจัย 9.สรุปและประเมินผล โครงการ ระยะเวลาดําเนินการและสถานที่ดําเนินการ เผยแพรงานวิจัย วันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ หองประชุมปนนอย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต งบประมาณ ใชเงินงบประมาณแผนดิน วงเงินประมาณ 15,000 บาท แบงเปน 1. คาใชสอย - คาจัดทํารูปเลมงานวิจัย (10 เลม x 300 บาท) 3,000 บาท - คาอาหารวางในการประชุมสัมมนา (2 ครั้ง x 82 คน x 25 บาท) 4,100 บาท 2. คาตอบแทน - คาวิทยากร (คนละ 3 ชั่วโมง 2 คน x 600 บาท) 3,600 บาท
214.
205 3. คาวัสดุ 2,300
บาท - เอกสารประกอบการสัมมนา (100 เลม x 15 บาท) 1,500 บาท - คาถายเอกสาร 750 บาท หมายเหตุ : ถัวเฉลี่ยทุกรายการ ผลที่คาดวาจะไดรับ 1. ผูเขารวมโครงการทราบภาวะการมีงานทําของบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 2. ผูเขารวมโครงการทราบความตองการของผูประกอบการที่มีตอบัณฑิตหลักสูตรภาษาไทย 3. หลักสูตรภาษาไทยใชผลการวิจัยเปนฐานขอมูล และแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร ภาษาไทย 4. ผูเขารวมโครงการไดพัฒนาตนเองใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน
215.
206 เอกสารอางอิง กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551.
ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว. การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม. เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอรเน็ท. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา คนควา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยหอการคา. จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ส.ส.ท. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 6. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ : ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ. พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ. พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ภาควิชากบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. พิมพครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม. วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ วิภา กงกะนันท. 2532. วรรณคดีศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
216.
207 สีดา สอนศรี. 2540.
กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ---------------------------------------------
217.
บรรณานุกรม กองเทพ เคลือบพณิชกุล. 2542.
การใชภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กอบกาญจน วงศวิสิทธิ์. 2551. ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. กระทรวงศึกษาธิการ. 2542. โคลงโลกนิติ. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพราว. การุณันทน รัตนแสนวงษ และปรัชญา อาภากุล. 2550. ทักษะการใชภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 11. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีปทุม. กัลยา จงประดิษฐนันท. 2543. ศิลปะการพูดตอที่ชุมชน. กรุงเทพฯ: ยูบอส คอรเปอเรชั่น. กัลยา ยวนมาลัย. 2539. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. กุณฑลีย ไวทยะวนิช. 2545. หลักการพูด. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. กุลวดี พุทธมงคล. 2544. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย. นครราชสีมา: นิรุตติ์การพิมพ. เกรซ, ดัฟฟ แมรี่. 2551. ทักษะการบริหารโครงการ. แปลโดย ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท กรุงเทพฯ : เอ็กซเปอรเน็ท. คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2549. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. (ม.ป.ป.). GEED 101 การสื่อสารดวยภาษาไทย. (ม.ป.ท.) คณาจารยภาควิชาภาษาไทย. 2546. การใชภาษาไทย ๒. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2548. สารสนเทศและการศึกษาคนควา. พิมพครั้งที่ 2 ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. 2541. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพดอกหญา. คณาจารยภาควิชาบรรณารักษศาสตรและสารนิเทศศาสตร. 2546. สารสนเทศและการศึกษา คนควา. (พิมพครั้งที่ 5) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณาจารยโปรแกรมวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. 2542. กรุงเทพ : พัฒนาศึกษา คารเนกี้ เดล . 2537. การพูดในที่ชุมชน. แปลโดย อาษา ขอจิตตเมตต. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: อาษา.
218.
210 จารึก สงวนพงษ. 2534.
การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยาลงกรณ. . 2542. การเขียนเพื่อการสื่อสาร. ปทุมธานี: ลายสือไทยการพิมพ. จิตรา กอนันทเกียรติ. 2539. ตึ่งหนั่งเกี้ย. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด พับลิชชิ่ง . จิตรจํานงค สุภาพ. 2530. การพูดระบบการทูต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุทธิสารการพิมพ. จิตตนิภา ศรีไสย. 2549. ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. จุมพจน วนิชกุล. 2549. สารสนเทศเพื่อการเรียนรู. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ ส.ส.ท. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. 2543. ภาษากับการสื่อสาร. (พิมพครั้งที่ 6). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. เจริญเกียรติ ธนะสุขถาวร. 2546. เติมกําลังใจใหพลังชีวิต. กรุงเทพฯ : วิญูชน. ฉออน วุฒิกรรมรักษา. 2536. หลักการรายงานขาว : Basic News Reportion. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ฉัตรวรุณ ตันนะรัตน. 2538. MC 231 การพูดในชีวิตประจําวัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามคําแหง. ฉัตรา บุญนาค สุวรรณี อุดมผล และ วรรณี พุทธเจริญทอง. 2529. ศิลปะการใชภาษาไทยใน ชีวิตประจําวันและทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก. ชมัยพร แสงกระจาง. 2533. บานหนังสือหัวใจ. กรุงเทพฯ : คมบาง. ชาตรี พนเจริญสวัสดิ์. 2549. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาไทยธุรกิจ. (ม.ป.ท.) ชุติปญโญ (นามแฝง). 2546. ชีวิตที่เหนื่อยนัก...พักเสียบางดีไหม?. กรุงเทพฯ: ใยไหม. ญานิศา โชติชื่น. 2549. การพูดเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต. __________. 2550. การเขียนภาคนิพนธและสารนิพนธ. กรุงเทพฯ : โครงการศูนยหนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ฐานปนา ฉิ่นไพศาล. 2547. การบริหารโครงการและการศึกษาความเปนไปได. กรุงเทพฯ : ธีระฟลม และไซเท็กซ จํากัด ฐิติรัตน ลดาวัลย. 2539. การใชภาษาไทย 1. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ฐนสจันทร วงศสุวรรณะ. 2547. การพูดเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : เทคนิค 19. ณัฎพงศ เกศมาริษ. 2548. เทคนิคการนําเสนออยางมืออาชีพ. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอรเน็ท.
219.
211 ถาวร โชติชื่น. 2548.
ทอลคโชวอันซีน. “ช็อตเด็ดเกร็ดการพูด”. กรุงเทพฯ: พี.วาทิน พับบลิเคชั่น จํากัด. __________. 2551. ความสุขความสําเร็จดวย 21 เคล็ดไมลับ. กรุงเทพฯ: ยูแอนดไอ. ถาวร โชติชื่น และเสนห ศรีสุวรรณ. 2533. ทีเด็ดเกร็ดการพูด. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: บุคแบงก. __________. 2541. ผงชูรสการพูด. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บุคแบงก. ถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2533. การสื่อสารระหวางบุคคล. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ณ ฌาน. ทองขาว พวงรอดพันธุ. 2537. วาทการศิลปะและหลักการพูดในที่ชุมชน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา. ทองพูน หงสพันธุ. 2520. ตัวอยางเรียงความ. กรุงเทพฯ: จงเจริญการพิมพ. ธงไชย พรหมปก. 2540. การอาน. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย. ธนรัชฎ ศิริสวัสดิ์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2539. การอานเพื่อการศึกษาคนควา. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 6 -10. พิมพครั้งที่ 2. นนทบุรี : ชวนพิมพ. ธิดา โมสิกรัตน และนภาลัย สุวรรณธาดา. 2543. การอาน. ในเอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย 1 หนวย 9-15. พิมพครั้งที่9. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธิดา โมสิกรัตน, ปรียา หิรัญประดิษฐ และอลิสา วานิชดี. 2543. การอานวรรณกรรมรวมสมัย. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอานภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7. นนทบุรี: ประชาชน. นงลักษณ สุทธิวัฒนาพันธ. 2546. กลยุทธการพูดใหประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ: สนุกอานจํากัด. นพดล จันทรเพ็ญ. 2539. การใชภาษาไทย. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ตนออ แกรมมี่. นรินทร องคอินทร. 2549. วาทะชนะใจคน. แปลและเรียบเรียงจาก Give Your Speech, Change the world , ผูเขียน : Nick Morgan. กรุงเทพฯ: มิตรภาพการพิมพ และ สติวดิโอ จํากัด. บุญยงค เกศเทศ. 2539. เขียนไทย. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. เบญญาวัธน (นามแฝง). 2546. คูมือสูชีวิตดวยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มตนใหม...ในวันพรุง. นนทบุรี: 108 สุดยอดไอเดีย. ประชุม โพธิกุล. 2539. การบริหารโครงการ : จากแนวคิดสูการปฏิบัติที่ประสบความสําเร็จ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสายใจ. เปลื้อง ณ นคร. 2542. ศิลปะแหงการอาน. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ขาวฟาง.
220.
212 พัชร บัวเพียร. 2536.
วาทวิทยา : กลยุทธการพูดอยางมีประสิทธิผล...ในทุกโอกาส. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อะเบลส. __________. 2538. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สยามเตชั่นเนอรี่ซัพพลายส. พัฒจิรา จันทรดํา. 2547. การอานและวิจารณเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: เยลโลการพิมพ. พิสณุ ฟองศรี. 2551. เทคนิควิธีประเมินโครงการ. (พิมพครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ : ดานสุทธิการพิมพ. พูลสุข เอกไทยเจริญ. 2551. การเขียนรายงานการคนควา. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ภาควิชาบรรณารักษศาสตร. 2552. การคนควาและการเขียนรายงาน. (พิมพครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ภาควิชาภาษาไทย. 2543. การอานเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ภาควิชาภาษาไทย. 2540. ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2550. หนวยที่ 7 การพัฒนาทักษะภาษาในประมวลสาระชุดวิชา ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. หนวยที่ 1-7. (พิมพครั้งที่ 7) นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. มยุรี อนุมานราชธน. 2546. การบริหารโครงการ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยเชียงใหม. มัลลิกา คณานุรักษ. 2545. เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส. ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส พับลิเคชั่น. ลลิตา กิตติประสาร. 2542. การอานงานวิชาการ. ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทย หนวย 8 -15. พิมพครั้งที่ 7.นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วรมน เหรียญสุวรรณและคณะ. 2550. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. กรุงเทพฯ: คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2547. เทคนิคการคนควา และการเรียบเรียงขอมูลเพื่อเขียนรายงาน และ ผลงานทางวิชาการอยางเปนระบบและมีขั้นตอนที่เปนรูปธรรม. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : บรรณกิจ แววมยุรา เหมือนนิล. 2538. การอานจับใจความ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร. 2544. การอานและการสรางนิสัยรักการอาน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
221.
213 ศิริพร ลิมตระการ. 2534.
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอานภาษาไทย หนวย 1 - 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมจิต ชิวปรีชา. 2548. วาทวิทยา. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สมชาติ กิจยรรยง. 2548. ศิลปะการพูดสําหรับผูนํา. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ. สมบัติ จําปาเงิน และสําเนียง มณีกาญจน. 2548. กลเม็ดการอานใหเกง. พิมพครั้งที่ 3 . กรุงเทพฯ: ผองพัฒนการพิมพ. สมบัติ พรหมเสน. 2545. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ. พิษณุโลก: สถาบันราชภัฏ พิบูลสงคราม. สมพร มันตะสูตร แพงพิพัฒน. 2534. การอานทั่วไป. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร. สมิต สัชฌุกร. 2547. การพูดตอชุมนุมชน. กรุงเทพฯ: สาธาร. สวนิต ยมาภัย, และถิรนันท อนวัชศิริวงศ. 2535. หลักการพูดขั้นพื้นฐานะสังเขปสาระสําคัญ พิมพครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ครีเอทีฟพลับลิชชิ่งจํากัด. สีดา สอนศรี. 2540. กลยุทธการวางแผนและการบริหารโครงการ. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. สุขพัฒน ทองเพ็ง. 2543. พูดใหคิด. พิมพครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ: มปท. สุพรรณี วราทร. 2545. การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สําเนียง ฟากระจาง. 2553. ศาสตรแหงการเขียน. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัด เอ็ม แอน เอ็ม เลเซอรพริ้นต. . (2547 มกราคม - กุมภาพันธ).วันเด็กแหงชาติ...กับเด็กไทยในวันนี้ จดหมายขาวสมาคม ครูภาษาไทย. (14) : 2. . (2549 กรกฎาคม - กันยายน). “ตามรอยคําสอนพอ” วารสารสวนดุสิต . (2552). นิราศกวางสี. ม.ป.ท. (เอกสารอัดสําเนา) สําเนียง มณีกาญจน และสมบัติ จําปาเงิน. 2542. หลักนักพูด. พิมพครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: บริษัทเยลโลการพิมพ. อรุณรุง. 2549. ฉันจะอยูเพื่อรักเธอ. กรุงเทพฯ : อัมรินทรบุคเซ็นเตอร. อวยพร พานิช. “ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร”. เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียน เพื่อการสื่อสารธุรกิจ. หนวยที่ 1 - 8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เฮลเลอร, โรเบิรต. (2546). สื่อสารชัดเจน. แปลจาก Communicate Cleary. โดยนฤมล หริจันทนะวงศ. กรุงเทพฯ : นานมีบุคสพับลิเคชันส จํากัด.
222.
214 เว็บไซต การพูด (Speaking)[ออนไลน]. 2549.
เขาถึงไดจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/pechburi/marina_wisan/w... การพูดเฉพาะอาชีพ [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.mfu.ac.th/division. การพูดทักษะภาษาไทย [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://e-learning. mfu.ac.th/ mf/u/1001103. 24/8/2549 ชมรมมหาบัณฑิตราม ฯ. การพูดในชีวิตประจําวัน การพูดโทรศัพท [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก www.rubook.com.http://202.28.92.177//mediacenter/uploads/libs/html/774/self ออ 08.html/ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการพูด [ออนไลน]. 2547. เขาถึงไดจาก http://www.google.com. ศิลปะการพูดใหประทับใจผูฟง [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.humen.cmu.ac.th/~thai/sompong/speak_ex_rungrote.htm. สมาคมนิสิตเกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ. ความรูเรื่องสุนทรพจน [ออนไลน]. 2549. เขาถึงไดจาก www.chula – alimni.com e-mail:office@chula- alemni.com หลักการพูดที่ดี [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก http://www.tmr.ac.th/4-2/2_003/title4.html (15/8/25550) ---------------------------------------------
Download