บทที่ 1
บทนำ
ควำมสำคัญและที่มำของปัญหำ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้อง
ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญ
ที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ”
ดังนั้น การจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีลักษณะการเรียนรู้
ในรูปแบบเฉพาะ อีกทั้งยังมีความแตกต่างในข้อจากัดของแต่ละคนถึงแม้จะเป็นกลุ่มที่มีปัญหา
ทางการเรียนรู้เหมือนกันก็ตาม จึงต้องการการจัดการศึกษาที่ตอบสนองลักษณะเฉพาะดังกล่าว
โดยการประเมินเพื่อการช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่ต้องการให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะประสบปัญหาในการเรียนรู้ในโรงเรียน ทั้งที่มีระดับ
สติปัญญาปกติหรือสูงกว่าปกติ เนื่องจากความผิดปกติในการทางานของสมองบางส่วนที่แสดงถึง
ความบกพร่องในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน
(กระทรวงศึกษาธิการ. 2552. 47) เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะประสบปัญหาในเรื่องของ
การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ โดยส่วนใหญ่จะประสบปัญหาในเรื่องการอ่าน งานวิจัย
พบว่ามีเพียงร้อยละ 11 ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการอ่านมีความสามารถทางคณิตศาสตร์
ต่ากว่าเกณฑ์ (Attwood. 2003 : Online) ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของเด็กที่มีความบกพร่องทาง
คณิตศาสตร์มีปัญหายุ่งยากในการอ่าน (Geary. 1999 : Online) จึงทาให้การศึกษาวิจัยจานวน
มากมุ่งศึกษาในเรื่องของการอ่าน (Bender. 2004 : 214) และทาให้งานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มี
ปัญหาทางการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์มีจานวนน้อยกว่า ดังนั้น การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ
เด็กที่มีความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์ (Math Disabilities) พัฒนาไปได้ช้ากว่าด้านการอ่าน ทั้ง
ที่โดยความจริงแล้วทักษะทางคณิตศาสตร์ (Math Skills) มีความจาเป็น และมีอิทธิพลต่อ
การศึกษา โอกาสในการทางานและคุณภาพชีวิตของบุคคล (Jordan; Hanich & Kaplan.2003:
103)
วิชาคณิตศาสตร์ยังเป็นวิชาที่สาคัญเนื่องจากเป็นวิชาที่เกี่ยวกับระบบความคิดและการ
แก้ปัญหา อีกทั้งเป็นการสื่อสารทางความคิดผ่านทางสัญลักษณ์ที่เป็นภาษาสากลสามารถสื่อสาร
ได้ตรงกันทุกชาติ ทุกภาษา (ยุพิน พิพิธกุล. 2545: 1-2) และผลจากการประเมินผลคณิตศาสตร์
และวิทยาศาสตร์นานาชาติ (The Third International Mathematics and Sciences Study)
2
แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ด้านเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ค่อนข้างต่าในกลุ่ม
ประเทศอาเซียน 5 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ (สุนีย์ คล้ายนิล. 2546 : 18) และเมื่อศึกษาถึงตัว
แปรด้านระบบการศึกษาที่ทาให้ผลการเรียนแตกต่างกันพบว่าตัวแปรด้านภูมิหลังของนักเรียนมี
ความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอย่างมีนัยสาคัญ (สุนีย์ คล้ายนิล. 2546 : 10-11) ดังนั้น
การศึกษาถึงลักษณะของความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาการประเมินเด็กที่มีปัญหา
การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และการพัฒนาวิธีการแก้ไขจึงจาเป็นในการสร้างระบบการช่วยเหลือ
เด็กกลุ่มนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ จะพบประมาณร้อยละ 5- 8 ของจานวน
ประชากรในวัยเรียน (Geary. 2004 : 4) ทาให้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกิดการตื่นตัวในวงการ
การศึกษาพิเศษในการศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ในด้าน
ลักษณะความบกพร่องและการประเมินความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่มีปัญหาทาง
การเรียนรู้ (Naglieri & Johnson. 2000 : 591-597 ; Tournaki. 2003 : 449-458 ; Geary.
2004 : 4-15) ความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์เมื่อ
เปรียบเทียบกับเด็กทั่วไป คือ การใช้กลยุทธ์ที่ไม่สมกับวัยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มี
ความเข้าใจเกี่ยวกับการนับน้อยกว่า และมีความยากลาบากในการนาข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์
มาใช้จากความจาระยะยาว (Geary. 2004 : 4-15 ; Jordan, Hanich & Kaplan, 2003. 103 –
119)
จุดประสงค์ของการประเมินเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีจุดประสงค์สาคัญ 2
ประการคือ การประเมินเพื่อบ่งบอกว่าเด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ และการประเมิน
เพื่อการช่วยเหลือ (Bender. 2004 : 138-172) การประเมินเพื่อจุดประสงค์แรกนี้ กระทาโดย
การประเมินตามคานิยามของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ในกฎหมายหรือ
พระราชบัญญัติทางการศึกษา เพื่อให้ทราบว่าเด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จริง และ
สามารถขอรับบริการจากรัฐได้ จุดประสงค์ที่สองคือ การประเมินเพื่อการช่วยเหลือเด็กที่มี
ปัญหาทางการเรียนรู้ จึงเป็นการประเมินความสามารถรายด้านของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
โดยการใช้ลักษณะของความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถจัดวิธีสอนที่
เหมาะสมกับความจาเป็นพิเศษของเด็กเป็นรายบุคคล
วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาแบบคัดแยกเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในเขตเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา
3
ขอบเขตกำรวิจัย
ประชำกร
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สังกัดเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา
กลุ่มตัวอย่ำง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สังกัดเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา โรงเรียนเทศบาล 1
(บูรพาวิทยากร) จานวน 143 คนโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดสมอราย) จานวน 103 คน โรงเรียน
เทศบาล 4 (เพาะชา) จานวน 98 คน โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดป่าจิตตสามัคคี) จานวน 42 คน
รวม 386 คน
ตัวแปรที่ศึกษำ
ภาวะเสี่ยงต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์
นิยำมศัพท์เฉพำะ
ภาวะเสี่ยงต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง ระดับคะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 10
ของความสามารถด้านคณิตศาสตร์ 6 ด้าน คือ
1. การจาแนกทางสายตา หมายถึง ความสามารถในการจาแนกตัวเลข
2. การนับ หมายถึง ความสามารถในการนับโดยใช้กฎแห่งการนับ
3. การแทนค่าประจาหลัก หมายถึง ความสามารถในการระบุค่าของตัวเลขประจา
หลักหน่วย หลักสิบ และหลักร้อย
4. กระบวนการบวก หมายถึง ความสามารถในการนับและความถูกต้องในการคานวณ
เลขในใจ
5. การแก้โจทย์ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา 3 แบบ ได้แก่
โจทย์ปัญหาแบบเปลี่ยน โจทย์ปัญหาแบบรวม โจทย์ปัญหาแบบเปรียบเทียบ
6. การบวกและลบตามแนวตั้งและแนวนอน หมายถึง ความสามารถในการคานวณเพื่อ
แก้ปัญหาโจทย์การบวกและการลบในแนวตั้งและการบวกและการลบในแนวนอน

บทที่ 1.1

  • 1.
    บทที่ 1 บทนำ ควำมสำคัญและที่มำของปัญหำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 22 ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้อง ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญ ที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” ดังนั้น การจัดการศึกษาสาหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีลักษณะการเรียนรู้ ในรูปแบบเฉพาะ อีกทั้งยังมีความแตกต่างในข้อจากัดของแต่ละคนถึงแม้จะเป็นกลุ่มที่มีปัญหา ทางการเรียนรู้เหมือนกันก็ตาม จึงต้องการการจัดการศึกษาที่ตอบสนองลักษณะเฉพาะดังกล่าว โดยการประเมินเพื่อการช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่ต้องการให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะประสบปัญหาในการเรียนรู้ในโรงเรียน ทั้งที่มีระดับ สติปัญญาปกติหรือสูงกว่าปกติ เนื่องจากความผิดปกติในการทางานของสมองบางส่วนที่แสดงถึง ความบกพร่องในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552. 47) เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จะประสบปัญหาในเรื่องของ การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ โดยส่วนใหญ่จะประสบปัญหาในเรื่องการอ่าน งานวิจัย พบว่ามีเพียงร้อยละ 11 ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการอ่านมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ ต่ากว่าเกณฑ์ (Attwood. 2003 : Online) ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของเด็กที่มีความบกพร่องทาง คณิตศาสตร์มีปัญหายุ่งยากในการอ่าน (Geary. 1999 : Online) จึงทาให้การศึกษาวิจัยจานวน มากมุ่งศึกษาในเรื่องของการอ่าน (Bender. 2004 : 214) และทาให้งานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มี ปัญหาทางการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์มีจานวนน้อยกว่า ดังนั้น การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ เด็กที่มีความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์ (Math Disabilities) พัฒนาไปได้ช้ากว่าด้านการอ่าน ทั้ง ที่โดยความจริงแล้วทักษะทางคณิตศาสตร์ (Math Skills) มีความจาเป็น และมีอิทธิพลต่อ การศึกษา โอกาสในการทางานและคุณภาพชีวิตของบุคคล (Jordan; Hanich & Kaplan.2003: 103) วิชาคณิตศาสตร์ยังเป็นวิชาที่สาคัญเนื่องจากเป็นวิชาที่เกี่ยวกับระบบความคิดและการ แก้ปัญหา อีกทั้งเป็นการสื่อสารทางความคิดผ่านทางสัญลักษณ์ที่เป็นภาษาสากลสามารถสื่อสาร ได้ตรงกันทุกชาติ ทุกภาษา (ยุพิน พิพิธกุล. 2545: 1-2) และผลจากการประเมินผลคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์นานาชาติ (The Third International Mathematics and Sciences Study)
  • 2.
    2 แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ด้านเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ค่อนข้างต่าในกลุ่ม ประเทศอาเซียน 5 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ(สุนีย์ คล้ายนิล. 2546 : 18) และเมื่อศึกษาถึงตัว แปรด้านระบบการศึกษาที่ทาให้ผลการเรียนแตกต่างกันพบว่าตัวแปรด้านภูมิหลังของนักเรียนมี ความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอย่างมีนัยสาคัญ (สุนีย์ คล้ายนิล. 2546 : 10-11) ดังนั้น การศึกษาถึงลักษณะของความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาการประเมินเด็กที่มีปัญหา การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และการพัฒนาวิธีการแก้ไขจึงจาเป็นในการสร้างระบบการช่วยเหลือ เด็กกลุ่มนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ จะพบประมาณร้อยละ 5- 8 ของจานวน ประชากรในวัยเรียน (Geary. 2004 : 4) ทาให้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกิดการตื่นตัวในวงการ การศึกษาพิเศษในการศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ ในด้าน ลักษณะความบกพร่องและการประเมินความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่มีปัญหาทาง การเรียนรู้ (Naglieri & Johnson. 2000 : 591-597 ; Tournaki. 2003 : 449-458 ; Geary. 2004 : 4-15) ความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์เมื่อ เปรียบเทียบกับเด็กทั่วไป คือ การใช้กลยุทธ์ที่ไม่สมกับวัยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มี ความเข้าใจเกี่ยวกับการนับน้อยกว่า และมีความยากลาบากในการนาข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ มาใช้จากความจาระยะยาว (Geary. 2004 : 4-15 ; Jordan, Hanich & Kaplan, 2003. 103 – 119) จุดประสงค์ของการประเมินเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีจุดประสงค์สาคัญ 2 ประการคือ การประเมินเพื่อบ่งบอกว่าเด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ และการประเมิน เพื่อการช่วยเหลือ (Bender. 2004 : 138-172) การประเมินเพื่อจุดประสงค์แรกนี้ กระทาโดย การประเมินตามคานิยามของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ในกฎหมายหรือ พระราชบัญญัติทางการศึกษา เพื่อให้ทราบว่าเด็กเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จริง และ สามารถขอรับบริการจากรัฐได้ จุดประสงค์ที่สองคือ การประเมินเพื่อการช่วยเหลือเด็กที่มี ปัญหาทางการเรียนรู้ จึงเป็นการประเมินความสามารถรายด้านของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ โดยการใช้ลักษณะของความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถจัดวิธีสอนที่ เหมาะสมกับความจาเป็นพิเศษของเด็กเป็นรายบุคคล วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบคัดแยกเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในเขตเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา
  • 3.
    3 ขอบเขตกำรวิจัย ประชำกร นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สังกัดเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่ำง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 สังกัดเทศบาลเมืองเมืองนครราชสีมา โรงเรียนเทศบาล 1 (บูรพาวิทยากร) จานวน 143 คนโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดสมอราย) จานวน 103 คน โรงเรียน เทศบาล 4 (เพาะชา) จานวน 98 คน โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดป่าจิตตสามัคคี) จานวน 42 คน รวม 386 คน ตัวแปรที่ศึกษำ ภาวะเสี่ยงต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ นิยำมศัพท์เฉพำะ ภาวะเสี่ยงต่อการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง ระดับคะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 10 ของความสามารถด้านคณิตศาสตร์ 6 ด้าน คือ 1. การจาแนกทางสายตา หมายถึง ความสามารถในการจาแนกตัวเลข 2. การนับ หมายถึง ความสามารถในการนับโดยใช้กฎแห่งการนับ 3. การแทนค่าประจาหลัก หมายถึง ความสามารถในการระบุค่าของตัวเลขประจา หลักหน่วย หลักสิบ และหลักร้อย 4. กระบวนการบวก หมายถึง ความสามารถในการนับและความถูกต้องในการคานวณ เลขในใจ 5. การแก้โจทย์ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา 3 แบบ ได้แก่ โจทย์ปัญหาแบบเปลี่ยน โจทย์ปัญหาแบบรวม โจทย์ปัญหาแบบเปรียบเทียบ 6. การบวกและลบตามแนวตั้งและแนวนอน หมายถึง ความสามารถในการคานวณเพื่อ แก้ปัญหาโจทย์การบวกและการลบในแนวตั้งและการบวกและการลบในแนวนอน