2.1 โครงสร้ างภาษาจาวา

      ภาษาจาวาจะเริ่ มด้ วยการสร้ างคลาสแล้ วตามด้ วยคาสัง เช่น
                                                         ่
Public class Simple{
      Public static void main(String[]args){
             System.out.println(“Programming is
great fun!”);
      }
}
ซึงเป็ นการสร้ างคลาสชื่อ Simple โดยชื่อคลาสต้ องเป็ นชื่อเดียวกับ
            ่
โปรแกรมโดยบันทึกเป็ นโปรแกรมชื่อ Simple.java โปรแกรมนี ้ใช้
System.out.println ในการแสดงผลโดยจบลงด้ วยเครื่ องหมายเซมิโคลอน
( ; ) ในภาษาจาวาตัวพิมพ์เล็กและใหญ่มีความหมายต่างกัน โปรแกรมจะเริ่มต้ นด้ วย
คาว่า public ตามด้ วย class แล้ วตามด้ วยชื่อคลาส คลาสที่สร้ างขึ ้นจะอยุใน ่
เครื่ องหมายปี กกา ในบรรทัดที่สองของโปรแกรมซึงเขียนว่า
                                             ่

public static void main(String[]args)
คือเมธอดของคลาส โดยใช้ main บอกว่าเป็ นเมธอดหลัก โดยจะ
เริ่มเขียนด้ วย public ตามด้ วย static เพื่อแสดงว่าโปรแกรมสามารถเรี ยก
เมธอดนึ ้ขึ ้นมาทางานได้ โดยไม่ต้องสร้ างออบเจ็กต์ขึ ้นมาส่วนคาว่า void เป็ น
การบอกว่าไม่มีการส่งค่ากลับคืน ส่วนอากิวเมนต์ในวงเล็บหลัง main ใช้ สง      ่
ค่าข้ อมูลเข้ าเมธอด
2.2 เมธอดแสดงผลทางจอภาพพืนฐาน
                         ้

        ในภาษาจาวาจะใช้ เมธอด print และ println ในการแสดงผลทาง
จอภาพ โดยจะอยูน่
ออบเจ็กต์ out ซึงอยูในคลาส System รูปแบบการใช้ งานเมะอดทังสองคือ
                 ่ ่                                           ้
System.out.print(data);
 System.out.println(data);
        โดย data เป็ นข้ อมูลที่ต้องการแสดงผล การใช้ print หลังจา
แสดงผลแล้ วจะไม่ขึ ้นบรรทัดใหม่ ส่วน println จะขึ ้นบรรทัดใหม่
ในการแสดงผลด้ วยเมธอด print หรื อ println นันสามารถใช้
                                                  ้
escape sequence สาหรับควบคุมการแสดงผลได้ ดงต่อไปนี ้
                                              ั

       escape sequence               ชื่อ                ความหมาย

             n          Newline            ขึ ้นบรรทัดใหม่

             t          Horizontal tab     แท็บแนวนอน

             b          Backspace          ถอยหลัง 1 ช่องตัวอักษร

             r          Return             เลื่อนเคอร์ เซอร์ ไปซ้ ายสุด

                       Backslash          ตัวอักษร 

             ’          Single quote       ตัวอักษร ’

             ”          Double quote       ตัวอักษร “
2.3 ชนิดของข้ อมูล ตัวแปรและค่ าคงที่

ในภาษาจาวาแบ่งข้ อมูลออกเป็ นสองประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ข้ อมูลแบบพื ้นฐาน
2. ข้ อมูลแบบอ้ างอิง
           ซึงจะแตกต่างกันตรงการอ้ างถึงตาแหน่งหน่วยความจา ซึงข้ อมูลแบบ
             ่                                                      ่
อ้ างอิงจะอยูในหัวข้ อของสตริงหรื ออาร์ เรย์ สาหรับข้ อมูลแบบพื ้นฐาน จะมีสี่กลุม
               ่                                                               ่
คือ 1.ข้ อมูลชนิดตรรกะ 2.ข้ อมูลชนิดอักขระ 3.ข้ อมูลชนิดจานวนเต็ม 4.ข้ อมูลชนิด
เลขทศนิยม
ข้ อมูลแบบตรรกะ
         มี 2 ค่า คือ true(จริง) กับ false(เท็จ)

ข้ อมูลแบบตัวอักขระ
          ตัวอัขระมีความยาวไม่เกิน 1 ตัวอักษรจะใช้ คาว่า char ในการเก็บ
ข้ อมูลลงหน่วยความจาด้ วยรหัส Unicode การกาหนดข้ อมูลต้ องอยูใน   ่
เครื่ องหมาย ‘ ‘ หรื อกาหนดเป็ นค่ารหัส Unicode โดยตรงโดยใช้ สญลักษณ์
                                                                ั
u นาหน้ าแล้ วตามด้ วยเลขฐานสิบหกของรหัสนันก็ได้
                                              ้

ข้ อมูลแบบเลขจานวนเต็ม
มี 4 ประเภท คือ byte, short, int และ long ซึงต่างกันตรงขนาด
                                                      ่
หน่วยความจาที่ใช้ เก็บ เมื่อประกาศตัวแปรแล้ วสามารถกาหนดค่าให้ ตวแปรได้
                                                                   ั
เช่นกัน แต่ถ้าตัวแปรเป็ นชนิด long จะต้ องใส่ l หรื อ L ตามหลัง และยัง
สามารถกาหนดเป็ นเลขฐานสิบหกโดยใช้ 0x นาหน้ าตัวเลขได้ ด้วย
ข้ อมูลชนิดเลขทศนิยม
           มี 2 ชนิด คือ float กับ double โดย float จะใช้ หน่วยความจา
32 บิต ส่วน double จะใช้ 64 บตถ้ าจะกาหนดให้ ข้อมูลเป็ น float จะต้ อง
มี f หรื อ F ตามหลัง
            ประเภทข้ อมูล            ขนาด               ช่ วงการเก็บข้ อมูล
    boolean                 1 บิต            เก็บ true หรื อ false
    char                    2 ไบต์           เก็บรหัสอักขระแบบ Unicode
    byte                    1 ไบต์           -128 ถึง +127
    short                   2 ไบต์           -32,768 ถึง +32,767
    int                     4 ไบต์           -2,147,483,648 ถึง
                                             +2,147,483,647
    long                    8 ไบต์           -263 ถึง +263 - 1
    float                   4 ไบต์           +-3.4 x 10-38 ถึง +-3.4 x 10+38
    double                  8 ไบต์           +- 1.7 x 10-308 ถึง +- 1.7 x 10+308
การกาหนดชื่อและคีย์เวิร์ด มีกฎดังนี ้
       1. ขึ ้นต้ นด้ วย A – Z , a – z , $ หรื อ _ เท่านัน
                                                         ้
       2. ตัวติอมาเป็ นเลขหรื อตัวอักขระตามข้ อ 1 ก็ได้
       3. ตัวพิมพ์ใหญ่และเล็กมีความหมายต่างกัน
       4. ต้ องไม่มีเว็นวรรคระหว่างการตังชื่อ  ้
       5. ต้ อไม่ซ ้ากับคีย์เวิร์ดที่จาวารู้จก
                                             ั

ค่าคงที่
       ใช้ final ประกาศค่าคงที่โดยมีรูปแบบดังนี ้
final ชนิดข้ อมูล ชื่อค่าคงที่ = ค่าของข้ อมูล;
การเขียนคอมเมนต์ในภาษาจาวา
        มี 3 ประเภทคือ
1. คอมเมนต์บรรทัดเดียว โดยใช้ เครื่ องหมาย //
2. คอมเมนต์หลายบรรทัด เริ่มด้ วย /* และจบด้ วย */
3. คอมเมนต์แบบอกสารประกอบโปรแกรมเริ่มด้ วย /** จบด้ วย */

ตัวดาเนินการทางคณิตศาสตร์
     ตัวดาเนินการ    ความหมาย         ตัวอย่ างนิพจน์    ตัวดาเนินการ +
           +            บวก       total = const + tax;   และ – สามารถ
           -            ลบ        Cost = total – tax;    กระทากับตัวถูก
           *            คูณ       Tax = cost * rate;     ดาเนินการตัวเดียว
           /            หาร       Saleprice =            ได้ เช่น –5,+4
                                  original / 2           เรี ยกการใช้ ตว
                                                                       ั
         %            หารเอาเศษ   Ramainder = value      ดาเนินการแบบนี ้
                                  % 3;                   ว่า unary
ลาดับของตัวดาเนินการทางคณิตศาสตร์
        การเขียนนิพจน์อาจมีการใช้ ตวดาเนินการหลายๆตัว ผู้เขียนต้ องคานึงถึง
                                   ั
ลาดับในการทางานของตัวดาเนินการด้ วย


          ตัวดาเนินการ                                 ลาดับความสาคัญ

     - (unary            สูงสุด ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย
     negation)


     */%                 รองลงมา ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย

     +-                  ต่าสุด ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย
ตัวดาเนินการแบบย่อ
         ในภาษาจาวามี 5 ตัว
            ตัวดาเนินการ            ตัวอย่ าง              ความหมาย
                 +=                 X += 5;               X = X + 5;
                 -=                  Y -= 2;              Y = Y – 2;
                 *=                 Z *= 10;              Z = Z * 10;
                 /=                  A /= b;              A = A / b;
                %=                  C %= 3;               C = C % 3;


ตัวดาเนินการเพิ่มค่าและลดค่า
          ในภาษาจาวามีตวดาเนินการเพิ่มค่าโดยใช้ เครื่ องหมาย ++ และ
                            ั
ตัวดาเนินการลดค่าโดยใช้ เครื่ องหมาย – โดยสามารถใช้ ได้ ทงข้ างหน้ าและ
                                                               ั้
ข้ างหลังของตัวแปรขึ ้นอยูวาต้ องการเพิ่มค่าก่อนหรื อหลัง เช่น
                         ่่
y = x++ หมายความว่าให้ y มีคาเท่ากับ x แล้ วเพิ่มค่าให้ x
                                   ่
y= ++x หมายความว่าเพิ่มค่าให้ x แล้ วให้ y มีคาเท่ากับ x
                                                     ่
การเปลี่ยนประเภทของข้ อมูล
          คอมไพเลอร์ ภาษาจาวาสามารถแปลงข้ อมูลให้ มีรูปแบบที่สอดคล้ องกันได้
มี 2 รูปแบบคือ
          - การแปลงข้ อมูลให้ มีขนาดใหญ่ขึ ้น
          - การแปลงข้ อมูลให้ มีขนาดเล็กลง
          โดยทัวไปมีกจะเปลี่ยนข้ อมูลให้ มีขนาดใหญ่ขึ ้น เพราะถ้ าหากแปลงข้ อมูล
               ่
ให้ มีขนาดเล็กลงอาจทาให้ การประมวลผลข้ อมูลเกิดความเสียหายได้

การแปลงขนาดข้ อมูลโดย Cast Operator
          ในภาษาจาวาสามารถแปลงข้ อมูลขนาดใหญ่ให้ มีขนาดเล็กลงได้ โดยใช้
Cast Operator ซึงจะเขียนประเภทข้ อมูลที่ต้องการแปลงไว้ ในวงเล็บด้ านหน้ า
                        ่
ตัวแปรที่ต้องการ เช่น
          x = (int)number;
          แปลงข้ อมูลใน number ให้ เป็ นประเภท int ก่อนแล้ วเก็บไว้ ในตัวแปร
x (x ต้ องเป็ น int ด้ วย)
ในภาษาจาวามีการเปลี่ยแปลงประเภทข้ อมูลดังนี ้
           1. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ น double ตัวถูกดาเนินการอีกตัวจะ
                                       ่
เปลี่ยนเป็ น double
           2. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ น float ตัวถูกดาเนินการอีกตัวที่มี
                                         ่
ขนาดเล็กกว่าจะถูกเปลี่ยนเป็ น float
           3. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ นเลขจานวนเต็ม ตัวถูกดาเนินการอีก
                                           ่
ตัวเป็ น long
ตัวถูกดาเนินการอีกตัวจะถูกเปลี่ยนเป็ น long

  2.5 คลาสสตริง
         ข้ อความสตริงในภาษาจาวาจะมองเป็ นข้ อมูลประเภทอ้ างอิง การ
  ประมวลผลกับสตริง จาวาจะมองเป็ นอ็อบเจ็กต์ของคลาส String ซึงสามารถ
                                                              ่
  ประกาศตัวแปร
เราสามารถเรี ยกใช้ เมธอดได้ โดยเรี ยกตัวแปรอ้ างอิงขึ ้นตามด้ วยเครื่ องหมาย
จุดและตามด้ วยเมธอด ซึงมีรูปแบบดังนี ้
                        ่
        ตัวแปร.เมธอด(อากิวเมนต์)

        Method                                     การทางาน
     charAt(inde    อ่านตัวอักขระจากสตริง โดย index คือลาดับตัวอักษรตัวแรกมีลาดับเป็ น 0
     x)
     length()       หาความยาวสตริง
     toLowerCas     เปลี่ยนให้ เป็ นตัวพิมพ์เล็ก
     e()
     toUpperCas     เปลี่ยนให้ เป็ นตัวพิมพ์ใหญ่
     e()
2.6 เมธอดรั บข้ อมูลพืนฐาน
                         ้
         การรับข้ อมูลทางคีย์บอร์ ดในภาษาจาวาจะต้ องสร้ างออบเจ็กต์ของ
คลาส Scanner ขึ ้นมาโดยจะต้ องประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ก่อน เช่น
Scanner keyboard;
         ประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ชื่อ keyboard อยูในคลาส   ่
Scanner จากนันต้ องสร้ างออบเจ็กต์มาโดยใช้ คีย์เวิร์ด new มีรูปแบบ
                     ้
ดังนี ้
ตัวแปรออบเจ็กต์ = new ชื่อคลาส(อาร์ กิวเมนต์);
         ดังนันถ้ าจะให้ ตวแปร keyboard รับค่าทางแปนพิมพ์จะต้ อง
              ้            ั                              ้
สร้ างออบเจ็กต์ขึ ้นมาโดยให้ มีอาร์ กิวเมนต์เป็ น System.in ดังนี ้
keyboard = new Scanner(System.in);
ในคลาส Scanner นันมีเมธอดสาหรับอ่านข้ อมูลประเภทต่างๆ
                        ้
หลายประเภทดังนี ้

         เมธอด                                      การทางาน
    nextByte()     รับข้ อมูลเลขจานวนเต็มชนิด Byte ทางแปนพิมพ์
                                                        ้
    nextDouble()   รับข้ อมูลเลขทศนิยมชนิด Double ทางแปนพิมพ์
                                                       ้


    nextFloat()    รับข้ อมูลเลขทศนิยมชนิด Float ทางแปนพิมพ์
                                                      ้
    nextInt()      รับข้ อมูลเลขจานวนเต็มชนิด Int ทางแปนพิมพ์
                                                       ้
    nextLine()     รับข้ อมูลแบบสตริงทางแปนพิมพ์
                                          ้
    nextLong()     รับข้ อมูลตัวเลขชนิด Long ทางแปนพิมพ์
                                                  ้
    nextShort()    รับข้ อมูลตัวเลขชนิด Short ทางแปนพิมพ์
                                                   ้
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java
บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java

บทที่ 3 พื้นฐานภาษา Java

  • 2.
    2.1 โครงสร้ างภาษาจาวา ภาษาจาวาจะเริ่ มด้ วยการสร้ างคลาสแล้ วตามด้ วยคาสัง เช่น ่ Public class Simple{ Public static void main(String[]args){ System.out.println(“Programming is great fun!”); } }
  • 3.
    ซึงเป็ นการสร้ างคลาสชื่อSimple โดยชื่อคลาสต้ องเป็ นชื่อเดียวกับ ่ โปรแกรมโดยบันทึกเป็ นโปรแกรมชื่อ Simple.java โปรแกรมนี ้ใช้ System.out.println ในการแสดงผลโดยจบลงด้ วยเครื่ องหมายเซมิโคลอน ( ; ) ในภาษาจาวาตัวพิมพ์เล็กและใหญ่มีความหมายต่างกัน โปรแกรมจะเริ่มต้ นด้ วย คาว่า public ตามด้ วย class แล้ วตามด้ วยชื่อคลาส คลาสที่สร้ างขึ ้นจะอยุใน ่ เครื่ องหมายปี กกา ในบรรทัดที่สองของโปรแกรมซึงเขียนว่า ่ public static void main(String[]args)
  • 4.
    คือเมธอดของคลาส โดยใช้ mainบอกว่าเป็ นเมธอดหลัก โดยจะ เริ่มเขียนด้ วย public ตามด้ วย static เพื่อแสดงว่าโปรแกรมสามารถเรี ยก เมธอดนึ ้ขึ ้นมาทางานได้ โดยไม่ต้องสร้ างออบเจ็กต์ขึ ้นมาส่วนคาว่า void เป็ น การบอกว่าไม่มีการส่งค่ากลับคืน ส่วนอากิวเมนต์ในวงเล็บหลัง main ใช้ สง ่ ค่าข้ อมูลเข้ าเมธอด
  • 5.
    2.2 เมธอดแสดงผลทางจอภาพพืนฐาน ้ ในภาษาจาวาจะใช้ เมธอด print และ println ในการแสดงผลทาง จอภาพ โดยจะอยูน่ ออบเจ็กต์ out ซึงอยูในคลาส System รูปแบบการใช้ งานเมะอดทังสองคือ ่ ่ ้ System.out.print(data); System.out.println(data); โดย data เป็ นข้ อมูลที่ต้องการแสดงผล การใช้ print หลังจา แสดงผลแล้ วจะไม่ขึ ้นบรรทัดใหม่ ส่วน println จะขึ ้นบรรทัดใหม่
  • 6.
    ในการแสดงผลด้ วยเมธอด printหรื อ println นันสามารถใช้ ้ escape sequence สาหรับควบคุมการแสดงผลได้ ดงต่อไปนี ้ ั escape sequence ชื่อ ความหมาย n Newline ขึ ้นบรรทัดใหม่ t Horizontal tab แท็บแนวนอน b Backspace ถอยหลัง 1 ช่องตัวอักษร r Return เลื่อนเคอร์ เซอร์ ไปซ้ ายสุด Backslash ตัวอักษร ’ Single quote ตัวอักษร ’ ” Double quote ตัวอักษร “
  • 7.
    2.3 ชนิดของข้ อมูลตัวแปรและค่ าคงที่ ในภาษาจาวาแบ่งข้ อมูลออกเป็ นสองประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ข้ อมูลแบบพื ้นฐาน 2. ข้ อมูลแบบอ้ างอิง ซึงจะแตกต่างกันตรงการอ้ างถึงตาแหน่งหน่วยความจา ซึงข้ อมูลแบบ ่ ่ อ้ างอิงจะอยูในหัวข้ อของสตริงหรื ออาร์ เรย์ สาหรับข้ อมูลแบบพื ้นฐาน จะมีสี่กลุม ่ ่ คือ 1.ข้ อมูลชนิดตรรกะ 2.ข้ อมูลชนิดอักขระ 3.ข้ อมูลชนิดจานวนเต็ม 4.ข้ อมูลชนิด เลขทศนิยม
  • 8.
    ข้ อมูลแบบตรรกะ มี 2 ค่า คือ true(จริง) กับ false(เท็จ) ข้ อมูลแบบตัวอักขระ ตัวอัขระมีความยาวไม่เกิน 1 ตัวอักษรจะใช้ คาว่า char ในการเก็บ ข้ อมูลลงหน่วยความจาด้ วยรหัส Unicode การกาหนดข้ อมูลต้ องอยูใน ่ เครื่ องหมาย ‘ ‘ หรื อกาหนดเป็ นค่ารหัส Unicode โดยตรงโดยใช้ สญลักษณ์ ั u นาหน้ าแล้ วตามด้ วยเลขฐานสิบหกของรหัสนันก็ได้ ้ ข้ อมูลแบบเลขจานวนเต็ม มี 4 ประเภท คือ byte, short, int และ long ซึงต่างกันตรงขนาด ่ หน่วยความจาที่ใช้ เก็บ เมื่อประกาศตัวแปรแล้ วสามารถกาหนดค่าให้ ตวแปรได้ ั เช่นกัน แต่ถ้าตัวแปรเป็ นชนิด long จะต้ องใส่ l หรื อ L ตามหลัง และยัง สามารถกาหนดเป็ นเลขฐานสิบหกโดยใช้ 0x นาหน้ าตัวเลขได้ ด้วย
  • 9.
    ข้ อมูลชนิดเลขทศนิยม มี 2 ชนิด คือ float กับ double โดย float จะใช้ หน่วยความจา 32 บิต ส่วน double จะใช้ 64 บตถ้ าจะกาหนดให้ ข้อมูลเป็ น float จะต้ อง มี f หรื อ F ตามหลัง ประเภทข้ อมูล ขนาด ช่ วงการเก็บข้ อมูล boolean 1 บิต เก็บ true หรื อ false char 2 ไบต์ เก็บรหัสอักขระแบบ Unicode byte 1 ไบต์ -128 ถึง +127 short 2 ไบต์ -32,768 ถึง +32,767 int 4 ไบต์ -2,147,483,648 ถึง +2,147,483,647 long 8 ไบต์ -263 ถึง +263 - 1 float 4 ไบต์ +-3.4 x 10-38 ถึง +-3.4 x 10+38 double 8 ไบต์ +- 1.7 x 10-308 ถึง +- 1.7 x 10+308
  • 10.
    การกาหนดชื่อและคีย์เวิร์ด มีกฎดังนี ้ 1. ขึ ้นต้ นด้ วย A – Z , a – z , $ หรื อ _ เท่านัน ้ 2. ตัวติอมาเป็ นเลขหรื อตัวอักขระตามข้ อ 1 ก็ได้ 3. ตัวพิมพ์ใหญ่และเล็กมีความหมายต่างกัน 4. ต้ องไม่มีเว็นวรรคระหว่างการตังชื่อ ้ 5. ต้ อไม่ซ ้ากับคีย์เวิร์ดที่จาวารู้จก ั ค่าคงที่ ใช้ final ประกาศค่าคงที่โดยมีรูปแบบดังนี ้ final ชนิดข้ อมูล ชื่อค่าคงที่ = ค่าของข้ อมูล;
  • 11.
    การเขียนคอมเมนต์ในภาษาจาวา มี 3 ประเภทคือ 1. คอมเมนต์บรรทัดเดียว โดยใช้ เครื่ องหมาย // 2. คอมเมนต์หลายบรรทัด เริ่มด้ วย /* และจบด้ วย */ 3. คอมเมนต์แบบอกสารประกอบโปรแกรมเริ่มด้ วย /** จบด้ วย */ ตัวดาเนินการทางคณิตศาสตร์ ตัวดาเนินการ ความหมาย ตัวอย่ างนิพจน์ ตัวดาเนินการ + + บวก total = const + tax; และ – สามารถ - ลบ Cost = total – tax; กระทากับตัวถูก * คูณ Tax = cost * rate; ดาเนินการตัวเดียว / หาร Saleprice = ได้ เช่น –5,+4 original / 2 เรี ยกการใช้ ตว ั % หารเอาเศษ Ramainder = value ดาเนินการแบบนี ้ % 3; ว่า unary
  • 12.
    ลาดับของตัวดาเนินการทางคณิตศาสตร์ การเขียนนิพจน์อาจมีการใช้ ตวดาเนินการหลายๆตัว ผู้เขียนต้ องคานึงถึง ั ลาดับในการทางานของตัวดาเนินการด้ วย ตัวดาเนินการ ลาดับความสาคัญ - (unary สูงสุด ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย negation) */% รองลงมา ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย +- ต่าสุด ถ้ ามีหลายตัวจะเรี ยงจากขวาไปซ้ าย
  • 13.
    ตัวดาเนินการแบบย่อ ในภาษาจาวามี 5 ตัว ตัวดาเนินการ ตัวอย่ าง ความหมาย += X += 5; X = X + 5; -= Y -= 2; Y = Y – 2; *= Z *= 10; Z = Z * 10; /= A /= b; A = A / b; %= C %= 3; C = C % 3; ตัวดาเนินการเพิ่มค่าและลดค่า ในภาษาจาวามีตวดาเนินการเพิ่มค่าโดยใช้ เครื่ องหมาย ++ และ ั ตัวดาเนินการลดค่าโดยใช้ เครื่ องหมาย – โดยสามารถใช้ ได้ ทงข้ างหน้ าและ ั้ ข้ างหลังของตัวแปรขึ ้นอยูวาต้ องการเพิ่มค่าก่อนหรื อหลัง เช่น ่่ y = x++ หมายความว่าให้ y มีคาเท่ากับ x แล้ วเพิ่มค่าให้ x ่ y= ++x หมายความว่าเพิ่มค่าให้ x แล้ วให้ y มีคาเท่ากับ x ่
  • 14.
    การเปลี่ยนประเภทของข้ อมูล คอมไพเลอร์ ภาษาจาวาสามารถแปลงข้ อมูลให้ มีรูปแบบที่สอดคล้ องกันได้ มี 2 รูปแบบคือ - การแปลงข้ อมูลให้ มีขนาดใหญ่ขึ ้น - การแปลงข้ อมูลให้ มีขนาดเล็กลง โดยทัวไปมีกจะเปลี่ยนข้ อมูลให้ มีขนาดใหญ่ขึ ้น เพราะถ้ าหากแปลงข้ อมูล ่ ให้ มีขนาดเล็กลงอาจทาให้ การประมวลผลข้ อมูลเกิดความเสียหายได้ การแปลงขนาดข้ อมูลโดย Cast Operator ในภาษาจาวาสามารถแปลงข้ อมูลขนาดใหญ่ให้ มีขนาดเล็กลงได้ โดยใช้ Cast Operator ซึงจะเขียนประเภทข้ อมูลที่ต้องการแปลงไว้ ในวงเล็บด้ านหน้ า ่ ตัวแปรที่ต้องการ เช่น x = (int)number; แปลงข้ อมูลใน number ให้ เป็ นประเภท int ก่อนแล้ วเก็บไว้ ในตัวแปร x (x ต้ องเป็ น int ด้ วย)
  • 15.
    ในภาษาจาวามีการเปลี่ยแปลงประเภทข้ อมูลดังนี ้ 1. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ น double ตัวถูกดาเนินการอีกตัวจะ ่ เปลี่ยนเป็ น double 2. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ น float ตัวถูกดาเนินการอีกตัวที่มี ่ ขนาดเล็กกว่าจะถูกเปลี่ยนเป็ น float 3. ถ้ าตัวถูกดาเนินการตัวหนึงเป็ นเลขจานวนเต็ม ตัวถูกดาเนินการอีก ่ ตัวเป็ น long ตัวถูกดาเนินการอีกตัวจะถูกเปลี่ยนเป็ น long 2.5 คลาสสตริง ข้ อความสตริงในภาษาจาวาจะมองเป็ นข้ อมูลประเภทอ้ างอิง การ ประมวลผลกับสตริง จาวาจะมองเป็ นอ็อบเจ็กต์ของคลาส String ซึงสามารถ ่ ประกาศตัวแปร
  • 16.
    เราสามารถเรี ยกใช้ เมธอดได้โดยเรี ยกตัวแปรอ้ างอิงขึ ้นตามด้ วยเครื่ องหมาย จุดและตามด้ วยเมธอด ซึงมีรูปแบบดังนี ้ ่ ตัวแปร.เมธอด(อากิวเมนต์) Method การทางาน charAt(inde อ่านตัวอักขระจากสตริง โดย index คือลาดับตัวอักษรตัวแรกมีลาดับเป็ น 0 x) length() หาความยาวสตริง toLowerCas เปลี่ยนให้ เป็ นตัวพิมพ์เล็ก e() toUpperCas เปลี่ยนให้ เป็ นตัวพิมพ์ใหญ่ e()
  • 17.
    2.6 เมธอดรั บข้อมูลพืนฐาน ้ การรับข้ อมูลทางคีย์บอร์ ดในภาษาจาวาจะต้ องสร้ างออบเจ็กต์ของ คลาส Scanner ขึ ้นมาโดยจะต้ องประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ก่อน เช่น Scanner keyboard; ประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ชื่อ keyboard อยูในคลาส ่ Scanner จากนันต้ องสร้ างออบเจ็กต์มาโดยใช้ คีย์เวิร์ด new มีรูปแบบ ้ ดังนี ้ ตัวแปรออบเจ็กต์ = new ชื่อคลาส(อาร์ กิวเมนต์); ดังนันถ้ าจะให้ ตวแปร keyboard รับค่าทางแปนพิมพ์จะต้ อง ้ ั ้ สร้ างออบเจ็กต์ขึ ้นมาโดยให้ มีอาร์ กิวเมนต์เป็ น System.in ดังนี ้ keyboard = new Scanner(System.in);
  • 18.
    ในคลาส Scanner นันมีเมธอดสาหรับอ่านข้อมูลประเภทต่างๆ ้ หลายประเภทดังนี ้ เมธอด การทางาน nextByte() รับข้ อมูลเลขจานวนเต็มชนิด Byte ทางแปนพิมพ์ ้ nextDouble() รับข้ อมูลเลขทศนิยมชนิด Double ทางแปนพิมพ์ ้ nextFloat() รับข้ อมูลเลขทศนิยมชนิด Float ทางแปนพิมพ์ ้ nextInt() รับข้ อมูลเลขจานวนเต็มชนิด Int ทางแปนพิมพ์ ้ nextLine() รับข้ อมูลแบบสตริงทางแปนพิมพ์ ้ nextLong() รับข้ อมูลตัวเลขชนิด Long ทางแปนพิมพ์ ้ nextShort() รับข้ อมูลตัวเลขชนิด Short ทางแปนพิมพ์ ้