พื้น ฐาน
ภาษาจาวา
ประวัต ค วาม
        ิ
เป็น มา
             เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาโดย Dr.Jame
   Gosling บริษัท Sun Microsystems เดิมที
   ชื่อ ภาษาโอ๊ค (Oak) เป็นชื่อต้นไม้ ใหญ่ที่อยู่
   ในบริเวณบ้าน ที่ทีมวิศวกรของซัน ทำางานอยู่ นำา
   มาใช้ในการพัฒนาโปรแกรมขนาดจิ๋วสำาหรับ
   อุปกรณ์ เครื่องใช้อิเล็คทรอนิกส์ ได้ทำาการ
   พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ และได้เปลี่ยนชื่อใหม่
   เป็น ภาษาจาวา (Java) ตามชื่อกาแฟที่ทีม
   พัฒนาดืม 
           ่
ความรู้เ กีย วกับ ภาษาจาวา
           ่

                        ภาษาจาวาถือกำาเนิดขึ้นจากความ
        ต้องการที่จะสร้างคอมไพเลอร์ภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นอิสระ
        จาก Hardware รุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือยี่ห้อใดยีห้อหนึ่ง โดยจุด
                                                   ่
        ประสงค์แรกนั้นต้องการที่จะใช้เขียนโปรแกรม เพื่อควบคุม
        อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ เช่น เตา
        อบ, เครื่องซักผ้า, โทรศัพท์, มือถือ, Set Top Box ของเคเบิ้ลทีวี
        ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ โดยการนำาของ James Gosling หัวหน้า
        กลุ่ม Green Group แห่งบริษัท Sun Microsystems จึงได้เริ่ม
        โครงการพัฒนาภาษาดังกล่าวอย่างจริงจัง ในปี 1991 โดยขั้น
        แรกชื่อว่า ภาษา Oak แต่หลังจากที่ไม่ประสบความสำาเร็จใน
        การนำาไปใช้งานตามความคิดริเริ่มดังกล่าว ประกอบกับ
        บริษัท Sun Microsystems เริ่มมองเห็นความจำาเป็นที่ต้องมี
        ภาษาที่สร้างโปรแกรมบนเครื่องหนึ่งแต่สามารถนำาไปใช้งานบน
        เครื่องใดๆ ก็ได้ (Write Once Run Anywhere) บริษัทจึงได้นำา
        เอาภาษา Oak มาพัฒนาต่อให้เป็นภาษาแบบ Object
        Oriented จนได้ภาษา จาวาขึ้นในปี 1995 และปัจจุบันได้มี
        หลายบริษัทพัฒนาภาษา จาวาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
จุด เด่น

              1) เป็นภาษาสำาหรับการเขียนโปรแกรมเชิง
      วัตถุ (OOP: Object Oriented
      Programming)
              2) Java คือ platform independence
      หมายความว่าความสามารถของโปรแกรมที่เขียน
      ด้วย java 
      สามารถทำางานได้ในระบบปฏิบติการที่ต่างกัน โดย
                                 ั
      ไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใหม่
            3) Free และ เป็นโปรแกรมประเภท Open
      Source 
ชนิด ของโปรแกรม Java

        1) Java Application 
               เป็นการนำาโปรแกรม Java มาเขียนเป็น
        โปรแกรมที่สามารถนำามาใช้งานได้อย่างอิสระ

        2) Java Applets
                   เป็นการนำา Java มาเขียนเป็นโปรแกรม
        เช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถเรียกใช้งานได้ตาม
        ลำาพัง ต้องนำามาใส่ไว้ในเอกสาร HTML แล้วใช้
        โปรแกรม Web Browser หรือ Utilities ของ
        Java เพือเรียกดูผลลัพธ์
                 ่
โครงสร้า ง
โปรแกรมภาษา
จาวา  
ตัว อย่า งโปรแกรมภาษาจาวา
คำา
อธิบ าย
            - method main( ) จะเป็น
    method หลักที่ใช้ในการ run program ดัง
    นั้นการกระทำาต่าง ๆ ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ใน
    การ run program จะต้องทำาการเขียนคำาสั่ง
    ไว้ใน method นี้
           - การแสดงผลทางจอภาพ (Console
    Output) ใช้ method ชื่อ "println" ซึ่งอยู่
    ใน System.outคำาสั่งนี้จะรับข้อมูลที่เป็น
    String เพือนำามาแสดงผลทางจอภาพ
              ่
เมธอดรับ ข้อ มูล พื้น ฐาน

        การรับข้อมูลทางคีย์บอร์ดในภาษาจาวาจะต้อง
        สร้างออบเจ็กต์ของคลาส Scanner ขึ้นมาโดยจะ
        ต้องประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ก่อน เช่น
        Scanner keyboard;
                    ประกาศตัวแปรออบเจ็กต์
        ชื่อ keyboard อยู่ในคลาส Scanner จากนั้น
        ต้องสร้างออบเจ็กต์มาโดยใช้คย์เวิร์ด new มีรูป
                                        ี
        แบบดังนี้
        ตัวแปรออบเจ็กต์ = new ชื่อคลาส(อาร์กวเมนต์);
                                                ิ
                    ดังนันถ้าจะให้ตัวแปร keyboard รับค่า
                         ้
        ทางแป้นพิมพ์จะต้องสร้างออบเจ็กต์ขนมาโดยให้มี
                                             ึ้
        อาร์กิวเมนต์เป็น System.in ดังนี้
        keyboard = new Scanner(System.in);
เมธอดแสดงผลทางจอภาพพื้น ฐาน

                ในภาษาจาวาจะใช้
         เมธอด print และ println ในการแสดงผล
         ทางจอภาพ โดยจะอยู่ในออบเจ็กต์ out ซึ่งอยู่
         ในคลาส System รูปแบบการใช้งานเมธอดทั้ง
         สองคือ
          System.out.print(data);
          System.out.println(data);
                โดย data เป็นข้อมูลทีต้องการแสดงผล
                                     ่
         การใช้ print หลังจาแสดงผลแล้วจะไม่ขึ้น
         บรรทัดใหม่ ส่วน println จะขึ้นบรรทัดใหม่
            ในการแสดงผลด้วย
เมธอด print หรือ println นั้นสามารถ
ใช้ escape sequence สำาหรับควบคุมการแสดงผล
ได้ดงต่อไปนี้
    ั
Method ต่า งๆ ใน  java.applet
         drawString()
                          เมื่อเราต้องการเขียนข้อความลงในพื้นที่ของ
          แอพเพลต จะใช้ method ของคลาส Graphics คือ
                                                          public void
          drawString(String msg, int x, int y);
                          โดย String msg จะเป็นข้อความที่ถูกพิมพ์ที่
          ตำาแหน่งในแนวนอน int x และในแนวตั้ง int y ที่นับจาก
          จุดบนซ้ายสุดเป็นตำาแหน่ง 0,0 ข้อความที่ถูกพิมพ์ออกไปจะ
          ถูกแสดงเป็นแบบ Graphics ไม่สามารถใช้อักษรควบคุม
         showStatus ()
          เช่น ‘t’, ‘n’, หรือ‘r’
                         บางแอพเพลต มีข้อความที่ต้องแสดงตลอดเวลา
         หากเราวาดข้อความนั้นลงไปในพื้นที่ของแอพเพลต
         ด้วย drawString() ข้อความนั้นก็จะไปทับกับรูปภาพหรือ
         ข้อความอื่น class Applet จึงมี
                                                         public void
         showStatus(String mgs);
                         สำาหรับแสดงข้อความ String mgs ลงบน status
         bar ที่อยูด้านล่างพื้นที่แสดงผลของ แอพเพลต
                     ่
Method ต่า งๆ ใน  java.applet (ต่อ )
           paint()
                           ดังที่ทราบแล้วว่า บราวเซอร์ จะ
           เรียก paint() ให้ทำางาน เมื่อพื้นที่ของ แอพเพลต จะต้องถูก
           วาดใหม่ ผูที่จะโปรแกรมต้องเข้าใจว่า การเขียนโปรแกรม
                         ้
           สำาหรับ แอพเพลต เป็นความคิดในแบบ event driven
           program -ming คือ จะต้องมีเหตุการณ์ มากกระตุ้น
           ให้ paint() ทำางานผู้โปรแกรมเพียงสร้างโปรแกรม
           ของ paint() ที่จะถูกเรียกโดย บราวเซอร์ และไม่ควร
           เรียก paint() ให้ทำางานโดยตรงถ้าเราต้องการ
           ให้ paint() ทำางานจากในโปรแกรมเราสามารถ
           เรียก repaint() หรือ update()  methodเหล่านี้จะมา
           เรียก paint() ให้ทำางานอีกครั้ง ในการเขียน method
           paint() มีข้อพิจารณาดังนี้
                      - แม้เราทราบว่า paint() จะถูกเรียกอย่างอัตโนมัติ
           หลังจาก start() แต่ก็อาจถูกเรียกให้ทำางานอีกโดย
           เรียก repaint() เราไม่อาจระบุเวลาหรือเงื่อนไข
           ว่า paint() จะทำางานเมื่อใด รวมทั้งไม่อาจกำาหนด
           ว่า paint() จะถูกเรียกกี่ครั้ง โปรแกรมของ paint() ควร
Method ต่า งๆ ใน  java.applet (ต่อ )
           update()
                    update() เป็น method ที่กำาหนดอยู่ในคลาส
           Component และถ่ายทอดมาสู่คลาส แอพเพลต เช่นเดียว
           กับ paint() และ repaint() เมื่อ
           เรียก repaint() แล้ว update() จะถูกเรียกอัตโนมัติก่อนที่
           จะเรียก paint() คลาส update() มี Graphics g เป็น
           พารามิเตอร์ เช่นเดียวกับ paint()
           getDocumentBase() and getCodeBase()
                                            บาง แอพเพลต จะ
           ต้องโหลดไฟล์ เช่นไฟล์เสียงไฟล์ภาพ จาก เว็บsite ที่
           ให้ Html page หรือแอพเพลต นั้นมา คลาส แอพเพลต
           จึงมี getDocumentBase() ที่จะให้ URL ของไฟล์
           Html page นั้นและ getCodeBase() จะให้ URL ของ
           ไดเรกทอรี ที่เก็บโปรแกรม .class ของ แอพเพลต นั้น   
ชนิด ของข้อ มูล ตัว แปรและค่า คงที่
     ชนิดข้อมูลในภาษาจาวาแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ


                 ชนิด ข้อ มูล แบบพื้น ฐาน (primitive data
         type)
         หมายถึงชนิดข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นข้อมูลทั่วไป
         หรือข้อมูลพื้นฐาน มีทั้งหมด 8 ตัว ได้แก่ boolean,
         char, byte, short, int, long, float,double
                  ชนิด ข้อ มูล แบบอ้า งอิง (reference data
         type)
         มีความแตกต่างกับชนิดข้อมูลพื้นฐาน ที่ว่าชนิดข้อมูลชนิดนี้
         อยู่ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการเข้าถึง(ใช้งาน)ข้อมูลเป็นการอ้างถึง
         มากกว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง เก็บข้อมูลไว้ 2 ส่วน คือ
         - Execution Stack เก็บค่าอ้างอิงที่ชี้ไปยัง Heap
         memory
         - Heap Memory เก็บข้อมูลที่เรียกว่าออปเจ็ค ที่สร้างขึน  ้
         มาจากคลาส
นคลาส Scanner นั้นมีเมธอดสำาหรับอ่านข้อมูลประเภทต่างๆหลายประเภทดังนี้




           ตัว อย่า ง
การใช้ import
              ในภาษาจาวาคลาสต่างๆจะถูกรวมไว้เป็น
    แพ็กเกจวึ่งสามารถเรียกใช้ดวยคำาสั่ง import
                                 ้
        เพือบอกให้คอมไพเลอร์รุ้ว่าจะนำาคลาสมาจากที่
           ่
    ใด โดยเขียนคำาสั่ง import ไว้ที่ส่วนหัวของ
    โปรแกรม เช่นการใช้งานคลาส Scanner จะต้อง
    เขียนดังนี้
        import java.util.Scanner
             เป็นการเรียกใช้คลาส Scanner ทีเก็บอยู่
                                             ่
    ใน util โดย util นี้เก็บอยู่ในแพ็กเกจหลักชื่อ java
การดำา เนิน การทางคณิต ศาสตร์

                  ในภาษาจาวา ประโยค (statement) จะจบ
         ด้วยเครื่องหมาย ; (semicolon) เสมอ ดังนัน  ้
         โปรแกรมสามารถเขียน statement ได้มากกว่า
         หนึ่งสเตจเม็นต์ในหนึ่งบรรทัดของ source code
         หรือสามารถเขียน statement โดยมีความยาว
         มากกว่าหนึงบรรทัดก็สามารถทำาได้ 
                      ่
                  Expression หมายถึง ประโยคในภาษา
         Java ที่ได้รับการยอมรับว่าอยู่ในรูปแบบที่ได้กำาหนด
         ไว้ การเขียน code ให้มรูปแบบทีเหมาะสม อ่านได้
                                   ี      ่
         ง่าย จะทำาให้การพัฒนาโปรแกรมเป็นไปได้ดวย     ้
         ความรวดเร็วและ เป็นทียอมรับตามระบบสากล รูป
                                 ่
         แบบทีเหมาะสมนันคือ การย่อหน้า (indentation)
                ่         ่
         เพื่อให้การอ่านทำาได้ง่าย และมอง ดูสวยงาม
การดำา เนิน การทางคณิต ศาสตร์ (ต่อ )
                 เมือมีตัวแปรหลายตัวในการประมวลผลของประโยค ลำาดับ
                    ่
        ขั้นของการประมวลผลมีความสำาคัญ เนืองจากรูปแบบของ การ
                                                ่
        ประมวลผลตามขั้นของ operator ต่างๆ มีลำาดับการประมวลผลที่
        ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นไปตามกฎของการประมวลผล ทางคณิตศาสตร์
        ได้แก่
                 1) การประมวลผลข้อมูลที่เป็นจำานวนเต็ม 
                 2) การประมวลผลด้วยตัวแปรที่มจุดทศนิยม 
                                                  ี
                 3) การประมวลผลข้อมูลต่างชนิดกัน
                           - ถ้าตัวแปรใดเป็น double ตัวแปรที่นำามา
        ประมวลผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น double ก่อนการประมวลผล
                           - ถ้าตัวแปรใดเป็น float ตัวแปรที่นำามาประมวล
        ผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น float ก่อนการประมวลผล
                           - ถ้าตัวแปรใดเป็น long ตัวแปรที่นำามาประมวล
        ผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น long ก่อนการประมวลผล 
                 4) การประมวลผลตัวเลขที่มขนาดใหญ่
                                              ี
        Java จะมี class BigInteger ที่สามารถเรียกใช้เพือประมวลผล
                                                            ่
ารเปลี่ย นแปลงชนิด ของข้อ มูล (casting)

                    ใช้แปลงชนิดข้อมูล จากชนิดหนึ่งเป็น
           อีกชนิดได้ โดยไม่สนใจขนาด แต่ถ้า cast
           ข้อมูลที่มขนาดใหญ่ไปสู่ข้อมูลที่มี ขนาดเล็ก จะ
                     ี
           ทำาให้สูญเสียค่าความเป็นจริงของข้อมูลนั้นได้
           ดังนั้นการประกาศค่าตัวแปรและcast ต้องทำา
           ด้วยความระมัดระวัง
           รูป แบบ
                    (target_type) varvalue
           ตัว อย่า ง
                    float price = 15.254f;
                    int numint
                    numint = (int)price;
จัด ทำา โดย
     นาย อรรถพร สุขใส               เลขที่ 12
 นาย ภานุพงศ์ ทองดีเลิศ                เลขที่ 18
นาย ศักดิ์ศรัณย์      อำาพันพร                  เลขที่
                       19
 นางสาว อังสนา          เหมือนเทียน     เลขที่ 26
นางสาว อารียา         อ่อนน้อม                  เลขที่
                       27
นางสาว สุภาพร         ชวนชม                     เลขที่
                       33
              ชั้น มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 6/3

พื้นฐานภาษาจาวา

  • 1.
  • 2.
    ประวัต ค วาม ิ เป็น มา เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาโดย Dr.Jame Gosling บริษัท Sun Microsystems เดิมที ชื่อ ภาษาโอ๊ค (Oak) เป็นชื่อต้นไม้ ใหญ่ที่อยู่ ในบริเวณบ้าน ที่ทีมวิศวกรของซัน ทำางานอยู่ นำา มาใช้ในการพัฒนาโปรแกรมขนาดจิ๋วสำาหรับ อุปกรณ์ เครื่องใช้อิเล็คทรอนิกส์ ได้ทำาการ พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ และได้เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น ภาษาจาวา (Java) ตามชื่อกาแฟที่ทีม พัฒนาดืม  ่
  • 3.
    ความรู้เ กีย วกับภาษาจาวา ่                 ภาษาจาวาถือกำาเนิดขึ้นจากความ ต้องการที่จะสร้างคอมไพเลอร์ภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นอิสระ จาก Hardware รุ่นใดรุ่นหนึ่ง หรือยี่ห้อใดยีห้อหนึ่ง โดยจุด ่ ประสงค์แรกนั้นต้องการที่จะใช้เขียนโปรแกรม เพื่อควบคุม อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ เช่น เตา อบ, เครื่องซักผ้า, โทรศัพท์, มือถือ, Set Top Box ของเคเบิ้ลทีวี ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ โดยการนำาของ James Gosling หัวหน้า กลุ่ม Green Group แห่งบริษัท Sun Microsystems จึงได้เริ่ม โครงการพัฒนาภาษาดังกล่าวอย่างจริงจัง ในปี 1991 โดยขั้น แรกชื่อว่า ภาษา Oak แต่หลังจากที่ไม่ประสบความสำาเร็จใน การนำาไปใช้งานตามความคิดริเริ่มดังกล่าว ประกอบกับ บริษัท Sun Microsystems เริ่มมองเห็นความจำาเป็นที่ต้องมี ภาษาที่สร้างโปรแกรมบนเครื่องหนึ่งแต่สามารถนำาไปใช้งานบน เครื่องใดๆ ก็ได้ (Write Once Run Anywhere) บริษัทจึงได้นำา เอาภาษา Oak มาพัฒนาต่อให้เป็นภาษาแบบ Object Oriented จนได้ภาษา จาวาขึ้นในปี 1995 และปัจจุบันได้มี หลายบริษัทพัฒนาภาษา จาวาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
  • 4.
    จุด เด่น 1) เป็นภาษาสำาหรับการเขียนโปรแกรมเชิง วัตถุ (OOP: Object Oriented Programming) 2) Java คือ platform independence หมายความว่าความสามารถของโปรแกรมที่เขียน ด้วย java  สามารถทำางานได้ในระบบปฏิบติการที่ต่างกัน โดย ั ไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขใหม่ 3) Free และ เป็นโปรแกรมประเภท Open Source 
  • 5.
    ชนิด ของโปรแกรม Java 1) Java Application  เป็นการนำาโปรแกรม Java มาเขียนเป็น โปรแกรมที่สามารถนำามาใช้งานได้อย่างอิสระ 2) Java Applets เป็นการนำา Java มาเขียนเป็นโปรแกรม เช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถเรียกใช้งานได้ตาม ลำาพัง ต้องนำามาใส่ไว้ในเอกสาร HTML แล้วใช้ โปรแกรม Web Browser หรือ Utilities ของ Java เพือเรียกดูผลลัพธ์ ่
  • 6.
  • 7.
  • 8.
    คำา อธิบ าย - method main( ) จะเป็น method หลักที่ใช้ในการ run program ดัง นั้นการกระทำาต่าง ๆ ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ใน การ run program จะต้องทำาการเขียนคำาสั่ง ไว้ใน method นี้ - การแสดงผลทางจอภาพ (Console Output) ใช้ method ชื่อ "println" ซึ่งอยู่ ใน System.outคำาสั่งนี้จะรับข้อมูลที่เป็น String เพือนำามาแสดงผลทางจอภาพ ่
  • 9.
    เมธอดรับ ข้อ มูลพื้น ฐาน การรับข้อมูลทางคีย์บอร์ดในภาษาจาวาจะต้อง สร้างออบเจ็กต์ของคลาส Scanner ขึ้นมาโดยจะ ต้องประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ก่อน เช่น Scanner keyboard;             ประกาศตัวแปรออบเจ็กต์ ชื่อ keyboard อยู่ในคลาส Scanner จากนั้น ต้องสร้างออบเจ็กต์มาโดยใช้คย์เวิร์ด new มีรูป ี แบบดังนี้ ตัวแปรออบเจ็กต์ = new ชื่อคลาส(อาร์กวเมนต์); ิ             ดังนันถ้าจะให้ตัวแปร keyboard รับค่า ้ ทางแป้นพิมพ์จะต้องสร้างออบเจ็กต์ขนมาโดยให้มี ึ้ อาร์กิวเมนต์เป็น System.in ดังนี้ keyboard = new Scanner(System.in);
  • 10.
    เมธอดแสดงผลทางจอภาพพื้น ฐาน ในภาษาจาวาจะใช้ เมธอด print และ println ในการแสดงผล ทางจอภาพ โดยจะอยู่ในออบเจ็กต์ out ซึ่งอยู่ ในคลาส System รูปแบบการใช้งานเมธอดทั้ง สองคือ  System.out.print(data);  System.out.println(data); โดย data เป็นข้อมูลทีต้องการแสดงผล ่ การใช้ print หลังจาแสดงผลแล้วจะไม่ขึ้น บรรทัดใหม่ ส่วน println จะขึ้นบรรทัดใหม่
  • 11.
  • 12.
    Method ต่า งๆ ใน java.applet drawString()                 เมื่อเราต้องการเขียนข้อความลงในพื้นที่ของ แอพเพลต จะใช้ method ของคลาส Graphics คือ                                                 public void drawString(String msg, int x, int y);                 โดย String msg จะเป็นข้อความที่ถูกพิมพ์ที่ ตำาแหน่งในแนวนอน int x และในแนวตั้ง int y ที่นับจาก จุดบนซ้ายสุดเป็นตำาแหน่ง 0,0 ข้อความที่ถูกพิมพ์ออกไปจะ ถูกแสดงเป็นแบบ Graphics ไม่สามารถใช้อักษรควบคุม showStatus () เช่น ‘t’, ‘n’, หรือ‘r’                 บางแอพเพลต มีข้อความที่ต้องแสดงตลอดเวลา หากเราวาดข้อความนั้นลงไปในพื้นที่ของแอพเพลต ด้วย drawString() ข้อความนั้นก็จะไปทับกับรูปภาพหรือ ข้อความอื่น class Applet จึงมี                                                 public void showStatus(String mgs);                 สำาหรับแสดงข้อความ String mgs ลงบน status bar ที่อยูด้านล่างพื้นที่แสดงผลของ แอพเพลต ่
  • 13.
    Method ต่า งๆ ใน java.applet (ต่อ ) paint()                 ดังที่ทราบแล้วว่า บราวเซอร์ จะ เรียก paint() ให้ทำางาน เมื่อพื้นที่ของ แอพเพลต จะต้องถูก วาดใหม่ ผูที่จะโปรแกรมต้องเข้าใจว่า การเขียนโปรแกรม ้ สำาหรับ แอพเพลต เป็นความคิดในแบบ event driven program -ming คือ จะต้องมีเหตุการณ์ มากกระตุ้น ให้ paint() ทำางานผู้โปรแกรมเพียงสร้างโปรแกรม ของ paint() ที่จะถูกเรียกโดย บราวเซอร์ และไม่ควร เรียก paint() ให้ทำางานโดยตรงถ้าเราต้องการ ให้ paint() ทำางานจากในโปรแกรมเราสามารถ เรียก repaint() หรือ update()  methodเหล่านี้จะมา เรียก paint() ให้ทำางานอีกครั้ง ในการเขียน method paint() มีข้อพิจารณาดังนี้ - แม้เราทราบว่า paint() จะถูกเรียกอย่างอัตโนมัติ หลังจาก start() แต่ก็อาจถูกเรียกให้ทำางานอีกโดย เรียก repaint() เราไม่อาจระบุเวลาหรือเงื่อนไข ว่า paint() จะทำางานเมื่อใด รวมทั้งไม่อาจกำาหนด ว่า paint() จะถูกเรียกกี่ครั้ง โปรแกรมของ paint() ควร
  • 14.
    Method ต่า งๆ ใน java.applet (ต่อ ) update() update() เป็น method ที่กำาหนดอยู่ในคลาส Component และถ่ายทอดมาสู่คลาส แอพเพลต เช่นเดียว กับ paint() และ repaint() เมื่อ เรียก repaint() แล้ว update() จะถูกเรียกอัตโนมัติก่อนที่ จะเรียก paint() คลาส update() มี Graphics g เป็น พารามิเตอร์ เช่นเดียวกับ paint() getDocumentBase() and getCodeBase() บาง แอพเพลต จะ ต้องโหลดไฟล์ เช่นไฟล์เสียงไฟล์ภาพ จาก เว็บsite ที่ ให้ Html page หรือแอพเพลต นั้นมา คลาส แอพเพลต จึงมี getDocumentBase() ที่จะให้ URL ของไฟล์ Html page นั้นและ getCodeBase() จะให้ URL ของ ไดเรกทอรี ที่เก็บโปรแกรม .class ของ แอพเพลต นั้น   
  • 15.
    ชนิด ของข้อ มูลตัว แปรและค่า คงที่ ชนิดข้อมูลในภาษาจาวาแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ชนิด ข้อ มูล แบบพื้น ฐาน (primitive data type) หมายถึงชนิดข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นข้อมูลทั่วไป หรือข้อมูลพื้นฐาน มีทั้งหมด 8 ตัว ได้แก่ boolean, char, byte, short, int, long, float,double ชนิด ข้อ มูล แบบอ้า งอิง (reference data type) มีความแตกต่างกับชนิดข้อมูลพื้นฐาน ที่ว่าชนิดข้อมูลชนิดนี้ อยู่ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการเข้าถึง(ใช้งาน)ข้อมูลเป็นการอ้างถึง มากกว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง เก็บข้อมูลไว้ 2 ส่วน คือ - Execution Stack เก็บค่าอ้างอิงที่ชี้ไปยัง Heap memory - Heap Memory เก็บข้อมูลที่เรียกว่าออปเจ็ค ที่สร้างขึน ้ มาจากคลาส
  • 16.
  • 17.
    การใช้ import ในภาษาจาวาคลาสต่างๆจะถูกรวมไว้เป็น แพ็กเกจวึ่งสามารถเรียกใช้ดวยคำาสั่ง import ้ เพือบอกให้คอมไพเลอร์รุ้ว่าจะนำาคลาสมาจากที่ ่ ใด โดยเขียนคำาสั่ง import ไว้ที่ส่วนหัวของ โปรแกรม เช่นการใช้งานคลาส Scanner จะต้อง เขียนดังนี้ import java.util.Scanner เป็นการเรียกใช้คลาส Scanner ทีเก็บอยู่ ่ ใน util โดย util นี้เก็บอยู่ในแพ็กเกจหลักชื่อ java
  • 18.
    การดำา เนิน การทางคณิตศาสตร์ ในภาษาจาวา ประโยค (statement) จะจบ ด้วยเครื่องหมาย ; (semicolon) เสมอ ดังนัน ้ โปรแกรมสามารถเขียน statement ได้มากกว่า หนึ่งสเตจเม็นต์ในหนึ่งบรรทัดของ source code หรือสามารถเขียน statement โดยมีความยาว มากกว่าหนึงบรรทัดก็สามารถทำาได้  ่ Expression หมายถึง ประโยคในภาษา Java ที่ได้รับการยอมรับว่าอยู่ในรูปแบบที่ได้กำาหนด ไว้ การเขียน code ให้มรูปแบบทีเหมาะสม อ่านได้ ี ่ ง่าย จะทำาให้การพัฒนาโปรแกรมเป็นไปได้ดวย ้ ความรวดเร็วและ เป็นทียอมรับตามระบบสากล รูป ่ แบบทีเหมาะสมนันคือ การย่อหน้า (indentation) ่ ่ เพื่อให้การอ่านทำาได้ง่าย และมอง ดูสวยงาม
  • 19.
    การดำา เนิน การทางคณิตศาสตร์ (ต่อ ) เมือมีตัวแปรหลายตัวในการประมวลผลของประโยค ลำาดับ ่ ขั้นของการประมวลผลมีความสำาคัญ เนืองจากรูปแบบของ การ ่ ประมวลผลตามขั้นของ operator ต่างๆ มีลำาดับการประมวลผลที่ ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นไปตามกฎของการประมวลผล ทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ 1) การประมวลผลข้อมูลที่เป็นจำานวนเต็ม  2) การประมวลผลด้วยตัวแปรที่มจุดทศนิยม  ี 3) การประมวลผลข้อมูลต่างชนิดกัน - ถ้าตัวแปรใดเป็น double ตัวแปรที่นำามา ประมวลผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น double ก่อนการประมวลผล - ถ้าตัวแปรใดเป็น float ตัวแปรที่นำามาประมวล ผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น float ก่อนการประมวลผล - ถ้าตัวแปรใดเป็น long ตัวแปรที่นำามาประมวล ผลด้วยจะถูกเปลี่ยนให้เป็น long ก่อนการประมวลผล  4) การประมวลผลตัวเลขที่มขนาดใหญ่ ี Java จะมี class BigInteger ที่สามารถเรียกใช้เพือประมวลผล ่
  • 21.
    ารเปลี่ย นแปลงชนิด ของข้อมูล (casting) ใช้แปลงชนิดข้อมูล จากชนิดหนึ่งเป็น อีกชนิดได้ โดยไม่สนใจขนาด แต่ถ้า cast ข้อมูลที่มขนาดใหญ่ไปสู่ข้อมูลที่มี ขนาดเล็ก จะ ี ทำาให้สูญเสียค่าความเป็นจริงของข้อมูลนั้นได้ ดังนั้นการประกาศค่าตัวแปรและcast ต้องทำา ด้วยความระมัดระวัง รูป แบบ (target_type) varvalue ตัว อย่า ง float price = 15.254f; int numint numint = (int)price;
  • 22.
    จัด ทำา โดย นาย อรรถพร สุขใส เลขที่ 12 นาย ภานุพงศ์ ทองดีเลิศ เลขที่ 18 นาย ศักดิ์ศรัณย์ อำาพันพร เลขที่ 19 นางสาว อังสนา เหมือนเทียน เลขที่ 26 นางสาว อารียา อ่อนน้อม เลขที่ 27 นางสาว สุภาพร ชวนชม เลขที่ 33 ชั้น มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 6/3