เปรียบเทียบการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๑ และ ๒
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  1  พ . ศ .  2112 การขยายอำนาจของราชวงศ์ตองอู สงครามสมัยพระไชยราชา  2081  สงครามคราวเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  2091  สงครามช้างเผือก ใน พ . ศ .  2106
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  1  พ . ศ .  2112 การขยายอำนาจของตองอู สงครามสมัยพระไชยราชา  2081 สงครามคราวเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  2091  สงครามช้างเผือก ใน พ . ศ .  2106  ความไม่แน่นอนของอยุธยา การแย่งชิงอำนาจภายใน  /  ท้าวศรีสุดาจันทร์  ความขัดแย้งในกรุงศรีอยุธยาระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับเจ้าเมืองพิษณุโลก  พระมหาธรรมราชา   ไม่สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ อย่างพิษณุโลก เชียงใหม่
เรื่องระหว่างพระวิสุทธิกษัตรีย์ กับ พระมหาธรรมราชา เรื่องของพระเทพกษัตรีย์ ที่ทรงพระราชทานให้พระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ลาว เรื่องของพระยาจักรี ในฐานะไส้ศึก ที่ พระมหาธรรมราชาส่งเข้ามา เรื่องเล่าที่แทรกอยู่
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  1  พ . ศ .  2112 อาณาจักรอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นเวลานาน  15  ปี  โดยพม่าแต่งตั้งให้ พระมหาธรรมราชาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์อยุธยาในฐานะ ประเทศราช  *  ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมด้วยพระบรมวงษศานุวงศ์หลายพระองค์ ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่า โดยเหลือให้รักษาเมืองเพียง  1,000  คน ผล
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  2   พ . ศ .  2 310 *  ฟ้าธรรมาธิเบศร์ เจ้าฟ้ากุ้ง  +  กรมหมื่นเทพพิพิธ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง   (79  ปี ) 1 สมเด็จพระเพทราชา 2231 - 2246 15  ปี 2 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8   ( พระเจ้าเสือ ) 2246 - 2251 5  ปี 3 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9   ( สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ) 2251 - 2275 24  ปี 4 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรม โกศ   * 2275 - 2301 26  ปี 5 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร   ( ขุนหลวงหาวัด ) 2301 2  เดือน 6 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์   ( พระเจ้าเอกทัศ ) 2301 - 2310 9  ปี
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  2   พ . ศ .  2 310 ความไม่แน่นอนของอยุธยา การแย่งชิงอำนาจภายใน  /  โอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์ และ กองทัพของอยุธยา ว่างเว้นในการทำศึกใหญ่กับพม่ามานาน ทำให้กษัตริย์ขาดความชำนาญในการทำสงครามขนาดใหญ่ ทหารขาดการฝึกฝนในด้านการรบ อีกทั้งการเกณฑ์ไพร่พลยังทำได้ยาก  ( เรื่องสัดส่วนไพร่สมและไพร่หลวง ) อาณาจักรอยุธยามีการควบคุมอำนาจท้องถิ่นอย่างหละหลวมเท่านั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยามีอำนาจและความสามารถในการป้องกันตนเองที่จำกัด
วิธีการรบของพม่า  ในปี พ . ศ . 2308  แบ่งกำลังพลออกเป็นทัพบกและทัพเรือ  -  กลุ่มแรก มุ่งเข้าตีเมืองตาก ระแหง กำแพงเพชร สวรรคโลก สุโขทัย และพิษณุโลกตามลำดับ  – ตีเมืองละเลง พิชัยธานี นครสวรรค์ และอ่างทอง -  ส่วนกองทัพฝ่ายใต้ ยกมาจากทวายมา สามารถตีเมืองเพชรบุรีได้  -  ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ไทรโยค สวานโปง และซาแลง - ทั้งหมดมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา
การตอบโต้ของอยุธยา ทางด้านในกรุงได้ส่งกองทัพออกไปรับที่ปากน้ำประสบ ริมแม่น้ำลพบุรีเก่าหรือโพธิ์สามต้น กองทัพอยุธยาถูกตีแตก พม่าสามารถริบไพร่พลและยุทธปัจจัยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพระยากลาโหมก็ตกเป็นเชลย  ในกรุงก็ได้ส่งพระยาพลเทพออกรับกองทัพมังมหานรธาที่เมืองสีกุก กองทัพพม่ารบชนะได้ หลักที่กองทัพทั้งสองของพม่าใช้ในการปราบปรามหัวเมือง คือ  " หากเมืองใดต่อสู้ก็จะปล้นสะดมริบทรัพย์จับเชลย เป็นการลงโทษเมื่อตีเมืองได้ เมืองใดยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีก็เพียงแต่กะเกณฑ์ผู้คนเสบียงอาหารใช้ในกองทัพ โดยไม่ลงโทษ“ เมืองระแหง เมืองกำแพงเพชร เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองไทรโยค
การรบที่บางระจัน  เป็นการรบเพื่อป้องกันตัวเองของชาวบ้านเมืองสิงห์บุรีและเมืองต่าง ๆ ที่พากันมาหลบภัยกองทัพพม่าที่บางระจัน สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้หลายครั้ง จนได้ชื่อว่า  " เข้มแข็งกว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยา การรบที่ปราจีนบุรี  เป็นการรบของกองทัพอาสาภายใต้การนำของ กรมหมื่นเทพพิพิธ  โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยกรุงศรีอยุธยามิให้เสียแก่พม่า ระหว่างสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยตั้งกองทัพไว้ที่ปราจีนบุรี แต่ยังไม่ทันจะออกปฏิบัติการ กองทัพพม่าก็ชิงโจมตีก่อนจนกองทัพอาสาสลายตัวไป เรื่องเล่าที่แทรกอยู่
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่  2   พ . ศ . 2310 *  อาณาจักรอยุธยาล่มสลาย เกิดสภาพจลาจลในบริเวณทั่วอาณาจักรหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง *  ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมด้วยพระบรมวงษศานุวงศ์หลายพระองค์ ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับทรัพย์สินต่าง ๆ ยังอาณาจักรพม่า ผล

สงครามไทยรบพม่า เปรียบเทียบเสียกรุง

  • 1.
  • 2.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ . ศ . 2112 การขยายอำนาจของราชวงศ์ตองอู สงครามสมัยพระไชยราชา 2081 สงครามคราวเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย 2091 สงครามช้างเผือก ใน พ . ศ . 2106
  • 3.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ . ศ . 2112 การขยายอำนาจของตองอู สงครามสมัยพระไชยราชา 2081 สงครามคราวเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย 2091 สงครามช้างเผือก ใน พ . ศ . 2106 ความไม่แน่นอนของอยุธยา การแย่งชิงอำนาจภายใน / ท้าวศรีสุดาจันทร์ ความขัดแย้งในกรุงศรีอยุธยาระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับเจ้าเมืองพิษณุโลก  พระมหาธรรมราชา  ไม่สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ อย่างพิษณุโลก เชียงใหม่
  • 4.
    เรื่องระหว่างพระวิสุทธิกษัตรีย์ กับ พระมหาธรรมราชาเรื่องของพระเทพกษัตรีย์ ที่ทรงพระราชทานให้พระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ลาว เรื่องของพระยาจักรี ในฐานะไส้ศึก ที่ พระมหาธรรมราชาส่งเข้ามา เรื่องเล่าที่แทรกอยู่
  • 5.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ . ศ . 2112 อาณาจักรอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นเวลานาน 15 ปี โดยพม่าแต่งตั้งให้ พระมหาธรรมราชาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์อยุธยาในฐานะ ประเทศราช * ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมด้วยพระบรมวงษศานุวงศ์หลายพระองค์ ถูกกวาดต้อนไปยังเมืองพม่า โดยเหลือให้รักษาเมืองเพียง 1,000 คน ผล
  • 6.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ . ศ . 2 310 * ฟ้าธรรมาธิเบศร์ เจ้าฟ้ากุ้ง + กรมหมื่นเทพพิพิธ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง   (79 ปี ) 1 สมเด็จพระเพทราชา 2231 - 2246 15 ปี 2 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8   ( พระเจ้าเสือ ) 2246 - 2251 5 ปี 3 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9   ( สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ) 2251 - 2275 24 ปี 4 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรม โกศ * 2275 - 2301 26 ปี 5 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร   ( ขุนหลวงหาวัด ) 2301 2 เดือน 6 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์   ( พระเจ้าเอกทัศ ) 2301 - 2310 9 ปี
  • 7.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ . ศ . 2 310 ความไม่แน่นอนของอยุธยา การแย่งชิงอำนาจภายใน / โอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์ และ กองทัพของอยุธยา ว่างเว้นในการทำศึกใหญ่กับพม่ามานาน ทำให้กษัตริย์ขาดความชำนาญในการทำสงครามขนาดใหญ่ ทหารขาดการฝึกฝนในด้านการรบ อีกทั้งการเกณฑ์ไพร่พลยังทำได้ยาก ( เรื่องสัดส่วนไพร่สมและไพร่หลวง ) อาณาจักรอยุธยามีการควบคุมอำนาจท้องถิ่นอย่างหละหลวมเท่านั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยามีอำนาจและความสามารถในการป้องกันตนเองที่จำกัด
  • 8.
    วิธีการรบของพม่า ในปีพ . ศ . 2308 แบ่งกำลังพลออกเป็นทัพบกและทัพเรือ - กลุ่มแรก มุ่งเข้าตีเมืองตาก ระแหง กำแพงเพชร สวรรคโลก สุโขทัย และพิษณุโลกตามลำดับ – ตีเมืองละเลง พิชัยธานี นครสวรรค์ และอ่างทอง - ส่วนกองทัพฝ่ายใต้ ยกมาจากทวายมา สามารถตีเมืองเพชรบุรีได้ - ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ไทรโยค สวานโปง และซาแลง - ทั้งหมดมุ่งหน้าต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา
  • 9.
    การตอบโต้ของอยุธยา ทางด้านในกรุงได้ส่งกองทัพออกไปรับที่ปากน้ำประสบ ริมแม่น้ำลพบุรีเก่าหรือโพธิ์สามต้นกองทัพอยุธยาถูกตีแตก พม่าสามารถริบไพร่พลและยุทธปัจจัยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพระยากลาโหมก็ตกเป็นเชลย ในกรุงก็ได้ส่งพระยาพลเทพออกรับกองทัพมังมหานรธาที่เมืองสีกุก กองทัพพม่ารบชนะได้ หลักที่กองทัพทั้งสองของพม่าใช้ในการปราบปรามหัวเมือง คือ " หากเมืองใดต่อสู้ก็จะปล้นสะดมริบทรัพย์จับเชลย เป็นการลงโทษเมื่อตีเมืองได้ เมืองใดยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีก็เพียงแต่กะเกณฑ์ผู้คนเสบียงอาหารใช้ในกองทัพ โดยไม่ลงโทษ“ เมืองระแหง เมืองกำแพงเพชร เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองไทรโยค
  • 10.
    การรบที่บางระจัน  เป็นการรบเพื่อป้องกันตัวเองของชาวบ้านเมืองสิงห์บุรีและเมืองต่าง ๆที่พากันมาหลบภัยกองทัพพม่าที่บางระจัน สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้หลายครั้ง จนได้ชื่อว่า " เข้มแข็งกว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยา การรบที่ปราจีนบุรี  เป็นการรบของกองทัพอาสาภายใต้การนำของ กรมหมื่นเทพพิพิธ  โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยกรุงศรีอยุธยามิให้เสียแก่พม่า ระหว่างสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยตั้งกองทัพไว้ที่ปราจีนบุรี แต่ยังไม่ทันจะออกปฏิบัติการ กองทัพพม่าก็ชิงโจมตีก่อนจนกองทัพอาสาสลายตัวไป เรื่องเล่าที่แทรกอยู่
  • 11.
    การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ . ศ . 2310 * อาณาจักรอยุธยาล่มสลาย เกิดสภาพจลาจลในบริเวณทั่วอาณาจักรหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง * ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมด้วยพระบรมวงษศานุวงศ์หลายพระองค์ ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับทรัพย์สินต่าง ๆ ยังอาณาจักรพม่า ผล

Editor's Notes

  • #3   ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 อยุธยาได้เปิดฉากทำสงครามกับ หงสาวดีอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่แผ่นดินพระไชยราชาเป็นต้นมา สงครามครั้งแรกเกิดขึ้นในพุทธศักราช 2081 ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการช่วงชิงพื้นที่กึ่งกลางทางอำนาจ บริเวณเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นดินแดนของชาวมอญ โดยขณะนั้นชาวมอญที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าหงสาวดี ที่มีผู้นำคือพระเจ้าตะเบงชเวตี้กษัตริย์ผู้มาจากตองอู ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากอยุธยา จนกลายเป็นชนวนของความขัดแย่งระหว่างสองอาณาจักร และกลายเป็นสงครามขึ้น โดยในที่สุดสงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของอยุธยา ด้วยความสามารถและแสนยานุภาพของพระไชยราชาในขณะนั้น
  • #7 ฟ้าธรรมาธิเบศร์ เจ้าฟ้ากุ้ง + กรมหมื่นเทพพิพิธ
  • #8 เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพหัวเมือง ซึ่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลาง [64] ซึ่งแนวคิดดังกล่าว นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เน้นเป็นพิเศษ และกล่าวว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง  " เป็นความล้มเหลวของระบบป้องกันตนเองของอาณาจักรมากกว่าความผิดของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งเท่านั้น " [65]