Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Biodiversity

586 views

Published on

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Biodiversity

  1. 1. -เป็นพืชดิวิชั่นเดียวที่จัดว่าเป็น พืชไม่มีท่อลาเลียง ( Non – vascular plant ) -ไม่มีราก ลาต้น ใบ ที่แท้จริงจะมีส่วนทาหน้าที่คล้ายราก ลาต้น ใบราก เรียกว่า Rhizoid (ไรซอย) ยึดเกาะ, Rhizoid (ไรซอย)สปอร์โรไฟต์ แกมีโตไฟต์ มอส ลิเวอร์เวิร์ท
  2. 2. สปอร์โรไฟต์ คือช่วงชีวิตที่เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ผสมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เกิดการงอก เจริญเป็นต้นสปอร์โรไฟต์จะอยู่บนแกมีโตไฟต์ ปลายของสปอร์โรไฟต์มีอับสปอร์ทาหน้าที่สร้างสปอร์ สปอโรไฟต์แกมีโตไฟต์ มอส
  3. 3.  สมาชิกได้แก่หวายทะนอย (Psilotum) จัดว่าเป็นพืชมีท่อลาเลียงกลุ่ม แรก ปัจจุบันมีน้อยชนิดและนับวันมีแต่จะสูญพันธุ์ เนื่องจากปรับตัวเข้าสู่โลก ยุคใหม่ไม่ได้ ระยะสปอโรไฟต์ไม่มีใบ มีแต่ลาต้น มีแง่งอยู่ใต้ดิน สปอโรไฟต์สร้างอับสปอร์ สปอร์ตกลงในดินและงอกเป็นแกมีโตไฟต์ ผสมพันธุ์เจริญมาเป็นสปอโรไฟต์
  4. 4. สปอร์แรงเจียม สปอโรไฟต์ อับสปอร์
  5. 5.  เป็นพืชมีท่อลาเลียงกลุ่มที่สองของโลก มีมากในยุคคาร์บอนิเฟอรัส วิวัฒนาการ มา 2 สาย สายหนึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง อีกสายหนึ่งเป็นพวกเอพิไฟท์ เจริญบน ต้นไม้ แต่ไม่ใช่ปรสิต สมาชิกทั้งหมดประมาณ 1,000 ชนิด พืชกลุ่มอื่นอาศัยอยู่ตามพื้นดิน จนได้รับฉายาว่าสนดิน พบตามป่าร้อนชื้น สมาชิกที่สาคัญคือ ไลโคโพเดียม และซีแลกจิเนลลา สปอโรไฟต์จะมีโครงสร้างที่ใช้สบพันธุ์เรียกว่า ใบสร้างอับสปอร์ ื (sporophyll)สปอร์ตกลงบนดินงอกเป็นแกมีโตไฟต์ มีขนาดเล็ก
  6. 6. มีราก ใบ ลาต้นที่แท้จริง บางชนิดมีลา ต้นตั้งตรงหรือเลื้อยตามพื้นดิน มีลาต้น ใต้ดิน เรียกว่า Phizoid ใบมีขนาดเล็ก เรียงซ้อนกันเรียกว่าStrobilus Porophill ทาหน้าที่ห่อหุ้มรองรับ สปอร์ส่วนปลายยอดจะมีลักษณะเป็น เกล็ดเล็กๆ เรียงซ้อนกันเรียกว่า Strobilus
  7. 7. สปอโรไฟต์และสโตรบิลัส
  8. 8. สปอโรไฟต์ สโตรบิลัส
  9. 9.  สมาชิกมีเพียงสกุลเดียว คนไทยเรียกว่า สนหางม้า เป็นพืชยุคคาร์บอนิเฟอรัส ปัจจุบันมีน้อยมากประมาณ 15 ชนิด พบตามบริเวณที่มีความชื้น เช่นริมฝัง่ แม่น้า ต้นที่เห็นชัดเจนคือ สปอโรไฟต์สร้างสปอร์ แกมีโตไฟต์เจริญมาจากสปอร์ มี 2 ต้นแยกเพศ และอาศัยอยู่ในดินเป็นอิสระจากต้นสปอโรไฟต์
  10. 10. สปอโรไฟต์ สโตรบิลัส
  11. 11. มีราก ลาต้น ใบที่แท้จริงใบมีขนาดใหญ่เป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบ ใบอ่อนจะม้วนจากปลายใบมายังโคน เป็นวง ระยะสปอร์โรไฟต์ จะมีกลุ่มอับสปอร์อยู่ใต้ท้องใบเรียกว่า Sorus ระยะแกมีโตไฟต์ จะมีลักษณะเป็นแผ่นสีเขียวบางๆ คล้ายรูปหัวใจเรียกว่า Prothallus ตัวอย่าง พวกเฟิรน ผักกูด ย่านลิเภา ผักแว่น ชายผ้าสีดา ์
  12. 12.  ปัจจุบันมีประมาณ 12,000 ชนิดพบแพร่กระจายอยู่ในเขตร้อน แต่ก็พบ ในเขตอบอุ่นหลายชนิดเช่นเดียวกัน เฟิร์นจะมีใบเรียกว่า ฟรอนด์ เป็นใบประกอบ ปลายใบอ่อนจะม้วนงอ สปอโร ไฟต์ของเฟิร์นจะสร้างสปอร์ สปอร์จะตกลงและงอกเป็นแกมีโตไฟต์รูปหัวใจ แกมีโตไฟต์จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์มาผสมกัน เกิดเป็น สปอโรไฟต์ใหม่ต่อไป
  13. 13. สปอโรไฟต์ อับสปอร์
  14. 14. พวกเฟิร์นเฟิร์นฮาวาย เฟิร์นสยาม เฟิร์นแววปีกแมลงทับ เฟิร์นปะการัง เฟิร์นใบมะขาม
  15. 15.  จัดว่าเป็นพืชชั้นสูง มีเมล็ดเป็นกลุ่มแรก แต่เมล็ดไม่มีรังไข่ห่อหุ้ม จึงเรียกว่า พืช เมล็ดเปลือย จัดเป็นพืชในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (290-360 ล้านปีมาแล้ว)มี ประมาณ 550 ชนิด ต้นสนที่เห็นจัดเป็นสปอโรไฟต์ แกมีโตไฟต์เห็นไม่ชัดเจน เจริญอยู่ในใบสร้าง อับสปอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโคน การผสมพันธุ์อาศัยลม
  16. 16. มีราก ลาต้น ใบที่แท้จริง ใบมีขนาดเล็กเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะเป็นรูปเข็ม ลาต้นสูงใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขา มีเนื้อไม้มาก เป็นพวกแรกที่อาศัยลมในการผสมพันธุ์บริเวณปลายกิ่งจะมี Cone หรือ Strobilus เป็นแผ่นแข็งสีน้าตาล เรียงซ้อนกันแน่น ( เพศเมีย ) มีเมล็ดใช้สาหรับสืบพันธุ์ เมล็ดไม่มีรังไข่ห่อหุ้มจะติดอยู่กับส่วน Strobilus ช่วงชีวิตที่เด่นคือ สปอร์โรไฟต์ ( อาศัยเพศ )
  17. 17. สนสองใบ
  18. 18.  ปรง (Cycas) เป็นพืชเมล็ดเปลือยเช่นเดียวกับสน รูปร่างเหมือนปาล์ม แต่ ไม่ใช่ปาล์ม (เพราะไม่มีดอก ปาล์มมีดอก) มีใบสร้างอับสปอร์เหมือนสนเพราะ ใบดัดแปลงไปเพื่อการผสมพันธุ์ ดิวิชันกิงค์โกไฟตา มีเพียงชนิดเดียวคือ แปะก้วย ใบมีลักษณะคล้ายพัด ใน ฤดูใบไม้ร่วงจะผลัดใบ เป็นพืชยืนต้นมีทั้งต้นผู้และต้นเมีย ดิวชันนีโทไฟตา สมาชิกประมาณ 70 ชนิด ปัจจุบันมีเพียง 3 สกุลคือ ิ Welwitschia อยู่ในทะเลทรายในอาฟริกา Gnetum เป็นไม้ยืน ต้นหรือไม้เลื้อย พบในเอเชีย Ephedra เป็นไม้พุ่มพบในทะเลทรายใน อเมริกา
  19. 19. สปอโรไฟต์ สโตรบิลัส (โคน)
  20. 20. ต้นและใบ ต้นและเมล็ด
  21. 21.  ได้แก่พืชดอกมีสมาชิกมากที่สดในโลกประมาณ 25,000 ชนิดมีดอก ใบ ุ ผล และเมล็ดอย่างแท้จริง สืบพันธุ์โดยใช้ดอก เมล็ดมีรังไข่หุ้มหลังจาก ปฏิสนธิ รังไข่จะพัฒนาไปเป็นผลหุ้มเมล็ด จัดว่าเป็นพืชที่วิวัฒนาการมาสูงสุด ในปัจจุบัน พืชดอกแบ่งออกเป็น 2 อันดับคือ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว(Order Monocotyledonae) และพืชใบเลี้ยงคู่ (Order Dicotyledonae) ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันมากมายหลายประการ เช่นเส้นใบ ราก การจัดเรียงตัวของเนื้อเยือ และอื่นๆ ่
  22. 22. มีวิวัฒนาการสูงที่สุดในพวกพืชมีท่อลาเลียง มีราก ลาต้น ใบที่แท้จริงมีระบบลาเลียงเจริญดี มีท่อลาเลียงน้า ( Xylem ) และท่อ ลาเลียงอาหาร (Phloem) มีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ เมล็ดมีรังไข่ห่อหุ้มการปฏิสนธิ เป็นแบบซ้อน Double Fertilization การปฏิสนธิ 2 ครั้ง
  23. 23. ความแตกต่างระหว่างพืชใบเลี้ยงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว1. มีใบเลี้ยง 2 ใบ 1. มีใบเลี้ยง 1 ใบ2. เส้นใบเป็นแบบร่างแห 2. เส้นใบเรียงแบบขนาน3. ใบเลี้ยงชูเหนือพื้นดิน 3. ใบเลี้ยงไม่ชูเหนือพื้นดิน4. ระบบรากแก้ว 4. ระบบรากฝอย5. ระบบท่อลาเลียงเป็นวงรอบข้อ 5. ระบบท่อลาเลียงกระจัดกระจาย6. กลีบเลี้ยง กลีบดอกเกสรตัวผู้ 4-5 6. กลีบเลี้ยง กลีบดอกเกสรตัวผู้ 37. รากจะมีท่อลาเลียงน้าและท่อ 7. รากจะมีท่อลาเลียงน้าและท่อลาเลียงอาหาร 4 แฉก ลาเลียงอาหารมากกว่า 4 แฉก8. มี Cambium และมีการเจริญ 8. ไม่มี Cambium และไม่มีการเจริญทางด้านข้าง ทางด้านข้าง
  24. 24.  ไม่มเี นื้อเยื่อที่แท้จริง ลาตัวมีช่องให้น้าเข้าขนาดเล็กและช่องน้าออก ขนาดใหญ่ ได้แก่ ฟองน้าแก้ว ฟองน้าหินปูน ฟองน้าถูตัว
  25. 25. 1. แบบไม่อาศัยเพศ คือ แตกหน่อ (Budding)2. แบบอาศัยเพศ โดยอาศัยเซลล์ Archeocyte สร้างอสุจิกบ ั ไข่มาผสมกัน เกิดไซโกต กลายเป็นฟองน้าต่อไป
  26. 26. ได้แก่ 1. Class Calcarea ได้แก่ฟองน้าที่มีแกนแข็ง เป็นพวก หินปูน (CaCO3) 2. Class Hexactinellida ได้แก่ฟองน้าที่มีแกนแข็งเป็นพวก แก้วหรือทราย (Silica) 3. Class Demospongiae ได้แด่ฟองน้าถูตัวที่มีแกนอ่อนนุ่ม ประกอบด้วยสารประเภท Scleroprotien

×