• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
เครื่องดนตรีไทย
 

เครื่องดนตรีไทย

on

  • 4,735 views

แง่มๆ

แง่มๆ

Statistics

Views

Total Views
4,735
Views on SlideShare
4,563
Embed Views
172

Actions

Likes
0
Downloads
26
Comments
0

1 Embed 172

http://thaimusic01.blogspot.com 172

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    เครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทย Presentation Transcript

    • เครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีไทยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันดังนี้ 1,เครื่องดนตรีทยประเภทดีด 2,เครื่องดนตรีไทยประเภทสี 3,เครื่องดนตรีไทยประเภทตี 4,เครื่องดนตรีไทยประเภทเป่า
    • 1.เครื่องดนตรีไทยประเภทดีด เครื่องดนตรีประเภทดีด คือเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงหรือเล่นด้วยนิ้วมือ หรือ ไม้ดีด ดีดสายเครื่องดนตรี เผื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะ ในปัจจุบัน มีไม่กี่ชนิดที่นิยมเล่นกันได้แก่ 1. กระจับปี่ 2 . พิณน้ำเต้า 3 . จะเข้
    • กระจับปี่ กระจับปี่ เป็น พิณชนิดหนึ่งที่มี4สาย กระพุ้งพิณมีลักษณะแบน รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูมุมด้านหน้าเป็นช่อง เพื่อให้เกิดเสียงกังวาน ส่วนทวนทำเป้นก้านเรียวยาวและกลมกลึงปลายมีลักษณะแบนและงอนโค้งไปทางด้านหลัง ตรงปลายทวนมีลิ่มสลักเป็นลูกบิดไม้ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับขึ้นสาย 4 ลูก สายส่วนมากทำด้วยเส้นเอ็น หรือลวดทองเหลือง ตามหลักถิ่นฐานพบว่า กระจับปี่ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
    • พิณน้ำเต้าสันนิษฐานว่า พิณมีกำเนิดในประเทศ ทางตะวันออก พิณโบราณเรียนพิณน้ำเต้า ซึ่งมีลักษณะเป็น พิณสายเดี่ยว สันนิษฐานว่าชาวอินเดียนำมาแพร่หลาย ในดินแดนสุวรรณภูมิ การที่เรียกว่าพิณน้ำเต้า เพราะใช้ เปลือกผลน้ำเต้ามาทำ คันพิณที่เรียกว่า ทวน ทำด้วยไม้เหลา ให้ปลายข้างหนึ่ง เรียวงอนโค้งขึ้นสำหรับผูกสาย ที่โคนทวน เจาะรูแล้วเอาไม้มาเหลาทำลูกบิด พิณน้ำเต้า
    • จะเข้ จะเข้เป็นเครื่องดนตรีที่วางดีดตามแนวนอน ทำด้วยไม้ท่อนขุดเป็นโพรงอยู่ภายใน นิยมใช้ไม้แก่นขนุน เพราะให้เสียงกังวาลดี ด้านล่างเป็นพื้นไม้ ซึ่งมักใช้ไม้ฉำฉา เจาะรูไว้ให้เสียงออกดีขึ้น มีขาอยู่ตอนหัว ๔ ขา ตอนท้าย ๑ ขา มีสาย ๓ สาย คือ สายเอก(เสียงสูง) สายกลาง(เสียงทุ้ม) ทั้งสองสายนี้ทำด้วยเอ็นหรือไหมฟั่นเป็นเกลียว สายที่สามเรียก สายลวด(เสียงต่ำ) ทำด้วยลวดทองเหลือง
    • เป็นเครื่องสายที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการใช้คันชักสีเข้ากับสายในดนตรีไทยเรียกว่า ซอ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด ด้วยกัน คือ 1. ซอด้วง 2 . ซอสามสาย 3 . ซออู้ เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสี
    • ซอด้วง ซอด้วง เป็นซอชนิดหนึ่งของไทย ให้เสียงสูงแหลม การที่ได้ชื่อนี้เพราะส่วนที่เป็นเครื่องอุ้มเสียง มีรูปร่างคล้ายเครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ด้วง มีส่วนประกอบ ดังนี้ - กระบอก เป็นส่วนที่อุ้มเสียงให้เกิดกังวาน รูปร่างเหมือนกระบอกไม้ไผ่ ทำด้วยไม้เนื้อแข็งบางทีทำด้วยงาช้าง ไม้ที่ใช้ทำต่างชนิดกันจะให้คุณภาพเสียงต่างกัน เช่น เสียงนุ่ม เสียงกลม เสียงแหลม
    • ซอสามสาย ซอสามสาย เป็นซอชนิดหนึ่งของไทย มีมาแต่โบราณ มีเสียงไพเราะ นุ่มนวล รูปร่างวิจิตรสวยงามกว่าซอชนิดอื่น ถือเป็นเครื่องดนตรีชั้นสูง ใช้ในราชสำนัก
    • ซออู้ ซออู้ เป็นซอที่มีเสียงทุ้มกังวาน ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายซอด้วง มีส่วนประกอบ ดังนี้ - กะโหลก ทำด้วยกะลามะพร้าว ตัดส่วนที่กว้างใกล้กับขั้ว ให้พูทั้งสามอยู่ด้านบน ใช้หนังลูกวัวหรือหนังแพะ ขึงเป็นหน้าตรงที่ตัด - คันซอ ทำด้วยไม้หรืองาช้างกลึง แบ่งเป็นสองส่วน คือ ทวนบน นับตั้งแต่ลูกบิด ไปถึงปลายคัน ทวนล่างนับตั้งแต่ลูกบิดลงมาที่ตัวคันมีลวดหรือลูกแก้วคั่นเป็นระยะ
    • เครื่องดนตรีไทยประเภทตี เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิด เสียงดนตรีด้วยการใช้ของสองสิ่งกระทบกัน ด้วยการตี นับว่าเป็นเครื่องดนตรีประเภท เก่าแก่ที่สุดที่ที่มนุษย์รู้จักใช้ ได้มีวิวัฒนาการจากอุปกรณ์ง่ายๆ ให้มี ความหลากหลายออกไปทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ ได้แก่ 1 . ระนาดเอกไม้ 5 . กลองทัด 9 . โทน 13 . กลับเสภา 2 . ระนาดทุ้มไม้ 6 . ตะโพนไทย 10 . รำมะนา 3 . ระนาดเอกเหล็ก 7 . ตะโพนมอญ 11 . กลองแขก 4 . ระนาดทุ้มเหล็ก 8 . กลองตะโพน 12 . กลับพวง
    • ระนาดเอกไม้ เป็นเครื่องตีชนิดหนึ่ง ที่วิวัฒนาการมาจากกรับ แต่เดิมคงใช้กรับสองอันตีเป็นจังหวะ ต่อมาก็เกิดความคิดว่า ถ้าเอากรับหลายๆอันวางเรียงราดลงไป แล้วแก้ไขประดิษฐ์ให้มีขนาดลดหลั่นกัน แล้วทำรางรองอุ้มเสียง และใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆกันนั้นให้ติดกัน และขึงไว้บนรางใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง นำตะกั่วผสมกับขี้ผึ้งมาถ่วงเสียงโดยนำมา ติดหัวท้ายของไม้กรับนั้น ให้เกิดเสียงไพเราะยิ่งขึ้น
    • ระนาดทุ้มไม้ เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คิดดัดแปลงจากระนาดเอก มีลูกระนาด 18 ลูก ขนาดของลูกระนาดใหญ่กว่า ระนาดเอก ลูกต้นยาวประมาณ 42 ซม กว้าง 6 ซม และลดหลั่นลงมา จนถึงลูกยอด ที่มีขนาดยาว 34 ซม กว้าง 5 ซม รางระนาดทุ้มนั้นประดิษฐ์ ให้มีรูปร่าง
    • ระนาดเอกเหล็ก ระนาดเอกเหล็ก หรือ ระนาดทอง เป็นเครื่องโลหะที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเลียนแบบระนาดเอก (ไม้) และใช้ในลักษณะเดียวกัน ระนาดชนิดนี้ ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมลูกระนาดทำด้วยทองเหลือง จึงเรียกว่า “ระนาดทอง” ระนาดเอกเหล็กมีจำนวน 20 หรือ 21 ลูก โดยวางไว้บนรางที่มีไม้ระกำวางพาดไปตามของราง หากไม่มีไม้ระกำ ก็อาจใช้ผ้าพันไม้แล้วนำมารองลูกระนาดก็ได้
    • ระนาดทุ้มเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริให้สร้างขึ้น โดยมุ่งเลียนเสียงของหีบเพลงชักฝรั่ง ลูกระนาดทำเหมือนระนาดเอกเหล็ก แต่มีขนาดโตกว่า ทั้งนี้ เพื่อให้มีเสียงทุ้มอย่างระนาดทุ้ม แต่เสียงเครื่องโลหะ ดังไม่เหมือนกับเครื่องไม้จึงได้เสียงอีกแบบเป็นเสียงทุ้มแบบโลหะ
    • กลองทัด เป็นกลองที่ชาวไทยทำขึ้นใช้แต่เดิม มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงปี่พาทย์ กลองทัดเป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ขึ้นหน้าทั้งสองข้างด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ตรึงด้วยหมุด หุ่นกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรง ป่องตรงกลาง
    • ตะโพนไทย ตะโพน เป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนัง ตัวตะโพนทำด้วยไม้สักหรือไม้ขนุน เรียกว่า “หุ่น” ขุดแต่งให้เป็นโพรงภายใน ขึ้นหนัง 2 หน้า ดึงด้วยสายหนังโยงเร่งเสียงเรียกว่า “หนังเรียด” หน้าใหญ่มีความกว้างประมาณ 25 ซม เรียกว่าหน้า “เท่ง” ติดหน้าด้วยข้าวสุกบดผสมกับขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง อีกหน้าหนึ่งเล็กกว่ามีขนาดประมาณ 22 ซม เรียกว่า “หน้ามัด”
    • ตะโพนมอญ มีรูปร่างคล้ายตะโพนไทย แต่มีขนาดใหญ่กว่าตัวกลองยาวประมาณ 70 เซนติเมตร มีเสียงดังกังวาลลึกกว่าตะโพนไทย หน้าใหญ่เรียกว่า "เมิกโนด" หน้าเล็กเรียกว่า "เมิกโด้ด" เป็นภาษามอญ ตะโพนมอญใช้บรรเลงผสมในวงปีพาทย์มอญ มีหน้าที่บรรเลงหน้าทับ ใช้ตีกำกับจังหวะในวงปี่พาทย์มอญ และวงปี่พาทย์ไทยเมื่อบรรเลงเพลงสำเนียงมอญ
    • กลองตะโพน คือ ตะโพน แต่นำเอามาวางตีแบบกลองทัดใช้ไม้นวมตี ไม่ได้ใช้ฝ่ามือตีอย่างตะโพน กลองตะโพนนี้ได้ปรับปรุงใช้สำหรับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งได้ปรับปรุงขึ้นมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะ กลองชนิดนี้ใช้ตะโพน 2 ลูก เสียงสูงต่ำต่างกัน
    • โทน เป็นเครื่องดนตรีประเภทกลอง เดิมเรียกว่า ทับ หุ่นทำด้วยดินเผารูปร่างคล้ายกรวย ปลายบานออกเป็นดอกลำโพง ขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังคอ ตีด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งคอยปิด-เปิดปากลำโพง เพื่อช่วยให้เป็นเสียงต่าง กัน ในวงดนตรีไทย มี 2 ชนิด คือ โทนชาตรี และ โทนมโหรี 1. โทนชาตรี ตัวกลองทำด้วยไม้ เวลาตีใช้มือหนึ่งตีมือหนึ่งปิดเปิดท้ายเพื่อช่วยให้เกิดเสียงตามต้องการใช้ในวงปี่พาทย์ชาตรี 2. โทนมโหรี ตัวกลองทำด้วยดินเผา วิธีตีเช่นเดียวกับโทนชาตรีด้วยเหตุที่กลองชนิดนี้ใช้ตีเฉพาะในวงเครื่องสายและวงมโหรี จึงเรียกว่า “โทนมโหรี”
    • รำมะนา เป็นกลองขึงหนังหน้าเดียว หน้ากลอง ยานผายออก หุ่นกลองนั้น รูปร่างคล้ายชามกะละมัง หรือชามอ่าง เข้าใจว่าได้แบบอย่างจากเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของมลายู ที่เรียกว่า เรบานา รำมะนาของไทยมี 2 ชนิด คือ 1. รำมะนามโหรี มีขนาดเล็ก หุ่นกลองสูง หนังที่ขึ้น ตรึงด้วยหมุดโดยรอบ บรรเลงในวงมโหรีและวงเครื่องสายคู่กับโทน 2. รำมะนาลำตัด เป็นรำมะนาขนาดใหญ่มาก รำมะนาชนิดนี้ เดิมใช้ประกอบการร้องชนิดที่เรียกว่า”บันดน” ต่อมาใช้เล่นประกอบการแสดงลำตัดซึ่งเป็นการละเล่นชนิดหนึ่งของไทย
    • กลองแขก กลองแขกเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่มีรูปร่างยาวเป็นรูปทรงกระบอก ขึ้นหนังสองข้างด้วยหนังลูกวัวหรือหนังแพะหน้าใหญ่ กว้างประมาณ 20 ซม เรียกว่า หน้ารุ่ย ส่วนหน้าเล็กกว้างประมาณ 17 ซม เรียกว่า หน้าด่าน ตัวกลองแขกทำด้วยไม้แก่น เช่นไม้ชิงชันหรือไม้มะริด
    • กลับพวง กรับพวง ทำด้วยไม้บางๆ หรือแผ่นทองเหลืองหรืองาหลายๆอัน เจาะรูร้อยเชือกประกอบไว้ 2 ข้างเหมือนพัด เวลาตีใช้มือข้างหนึ่งฟาดลงบนฝ่ามือด้านหนึ่ง
    • กรับเสภา กรับเสภา ทำด้วยไม้แก่น ใช้ตีกลิ้งกลอกกระทบกัน ประกอบการขับเสภา ซึ่งผู้ขับคนหนึ่งจะต้องใช้กรับ 4 อัน โดยถือในมือข้างละคู่ กล่าวขับไป มือทั้งสองข้างก็ขยับกรับแต่ละคู่ในมือแต่ละข้าง ให้กระทบกันเข้าจังหวะกับเสียงขับ สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการขับเสภาโดยเฉพาะ
    • เครื่องดนตรีไทยประเภทเป่า เครื่องเป่า เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงจากลมเป่า อุปกรณ์ดังเดิมได้จากพืช ได้แก่หลอดไม้ต่าง ๆ และจากสัตว์ ได้แก่ เขาสัตว์ต่างๆ ต่อมาได้มีวิวัฒนาการด้วยการเจาะรูและทำลิ้น เพื่อให้เกิดระดับเสียงได้มาก ได้แก่ 1 . ขลุ่ย 5 . ขลุ่ยอู้ 2 . ขลุ่ยกรวด 6 . ปี่ 3. ขลุ่ยนก 7 . ปี่ไฉน 4 . ขลุ่ยหลืบ
    • ขลุ่ย ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า มักทำจากไม้รวก ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง และงาช้าง แต่ที่ทำจากไม้รวกจะให้เสียงนุ่มนวล ไพเราะกว่า ขลุ่ยมีส่วนประกอบดังนี้ เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย 2. รูเป่า เป็นรูสำหรับเป่าลมเข้าไป 3. รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม จากปลายดากภายในขลุ่ย 4. รูค้ำ หรือรูนิ้วค้ำ เป็นรูสำหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียง 5. รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย มีอยู่ ๗ รู ด้วยกัน 6. รูร้อยเชือก มี ๔ รู หรือ ๒ รูก็ได้ อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย
    • ขลุ่ยกรวด ขลุ่ยกรวด มีขนาดเล็กกว่า ขลุ่ยเพียงออ ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า ระดับเสียงของขลุ่ยเพียงอออยู่ ๑ เสียง
    • ขลุ่ยนก ขลุ่ยนก เป็นขลุ่ยพิเศษ ทำขึ้นเพื่อ เสียงสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนก ใช้บรรเลง ประกอบในวงดนตรี เพื่อให้เกิดจินตนาการ ในการฟังเพลงได้ดียิ่งขึ้น บางครั้งยังใช้ ลิ้นปี่มาประกอบกับ ตัวขลุ่ยเพื่อเลียนเสียงไก่ ขลุ่ยพิเศษเหล่านี้นิยมใช้บรรเลง เพลงตับนก และตับภุมรินทร์
    • ขลุ่ยหลีบ ขลุ่ยหลีบ เป็นขลุ่ยขนาดเล็ก มีเสียงสูงแหลมเล็ก ระดับเสียงต่ำสุดสูงกว่า เสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออขึ้นมา ๓ เสียง ใช้เป่าคู่กับขลุ่ยเพียงออ หรือขลุ่ยกรวด มีอยู่สองชนิด คือ ขลุ่ยหลีบเพียงออ และขลุ่ยหลีบกรวด
    • ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยอู้ เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่ ระดับเสียงต่ำสุด ต่ำกว่าระดับเสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออ ลงไปอีก ๒ เสียง ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
    • ปี่ ปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ปกติ เลาปี่ ทำด้วยไม้แก่น ต่อมามีผู้คิดทำด้วยงา โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัว และบานท้าย ช่วงกลางป่อง ภายในกลวง ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก ทางท้ายปากรูใหญ่
    • ปี่ไฉน ปี่ไฉน เป็นปี่สองท่อน ถอดออกจากกันได้ ท่อนบนเรียงยาว ปลายผายออกเล็กน้อยเรียกว่า "เลาปี่" ท่อนล่างปลายบานเรียกว่า "ลำโพง" ทำด้วยไม้หรืองา ปี่ชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจาก เครื่องดนตรีของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเป่าที่ทำด้วยไม้
    • แหล่งอ้างอิง 1 .http://www.bs.ac.th/musicthai/page4.html 2 .http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/bangkok/prasong_s/thaimusic_M4/index.html ขอขอบคุณแหล่งอ้างอิงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างสูง