--  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๑๘ --
ทรงรับศิริราชพยาบาลไว้ในพระอุปถัมภ์
ระหว่างที่ทรงว่างจากงานราชการ สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทร พระเชษฐาบุญธรรมซึ่งดํารง
ตําแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยในขณะนั้นได้ทรงชักจูงให้สมเด็จพระบรมราชชนก มาช่วยในกิจกรรม
โรงเรียนแพทย์และศิริราชพยาบาล ดังที่สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงชี้แจงไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง
“ความเป็นมาของโรงเรียนแพทย์” ๒๖
ว่ามีเหตุผลสําคัญอยู่ ๓ ประการคือ
๑. คนสมัยนั้นยังนับถือเจ้านายอยู่มาก การที่มีเจ้าฟ้าชั้นสูงทรงอุทิศพระองค์เรื่องการศึกษาและ
การแพทย์ จะทําให้เป็นที่สนใจของสาธารณชนมากขึ้น
๒. สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีพระปัญญาแหลมมีความเพียรแก่กล้าจะทําอะไรก็ทรงทําจริงไม่ย่อท้อ
๓. สมเด็จพระบรมราชชนกเป็นผู้มีรายได้สูงมาก และโปรดบําเพ็ญกุศลสาธารณะ นึกถึงแต่สาธารณ
ประโยชน์ ไม่ทรงใช้จ่ายในการบํารุงความสุขสําราญของพระองค์เองอย่างฟุ่มเฟือย เป็นตัวอย่างที่ดี
ให้ผู้อื่นจําเริญรอยตาม
โดยสมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงออกอุบายเชิญเสด็จสมเด็จฯพระบรมราชชนก ประทับ
เรือยนต์ประพาสคลองบางกอกน้อยเพื่อให้คลายความกลัดกลุ้มพระทัย๒๗
โดยมี มจ. พูนศรีเกษม เกษมศรี
๒๖
โรงเรียนแพทย์สมัยใหม่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ต่อมาได้รับการเรียกขานในชื่อ “ศิริ
ราชแพทยากร” หรือ “โรงเรียนแพทยากร” และได้รับราชูปถัมป์เปลี่ยนชื่อเป็น “ราชแพทยาลัย (Royal Medical College)”
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวม
โรงเรียนราชแพทยาลัยเข้ากับโรงเรียนข้าราชการพลเรือน แล้วสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
๒๗
มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า พลเอกสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวประทาน
แก่หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี และแก่กรรมการคณะแพทย์และศิริราชพยาบาลว่า “วันหนึ่ง เจ้ากรมหลีได้กระหืด
กระหอบมาที่วัง ทูลว่า “ทูลกระหม่อม” กําลังไม่สบายพระทัยอย่างมาก ทรงขนเอาแบบจําลองเรือรบ และตําราวิชาการทหารเรือ
ไปเผาไฟที่สนามหญ้าหน้าพระตําหนัก ขอเชิญเสด็จไปเฝ้าด่วน เสด็จในกรมจึงรีบไปเฝ้า ชวนสนทนาเรื่องต่างๆ ให้เพลิดเพลิน
พระทัย ปรากฏว่ามีเรื่องน้อยพระทัย เกี่ยวกับทหารเรือผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อคิดของพระองค์ ดังนั้นจะทรงรับราชการต่อไปก็
จะเป็นการไร้ประโยชน์ ต่อมาอีกวันหนึ่ง เสด็จในกรมได้ชวนเสด็จประพาสไปตามคลองเล็กคลองน้อยโดยเรือยนต์ และแวะรับ
--  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๑๙ --
ซึ่งทํางานอยู่ที่ศิริราชพยาบาลตามเสด็จไปด้วย ระหว่างการเสด็จนั้นได้ทูลเชิญขอให้ทรงแวะที่ศิริราช
พยาบาล สมเด็จฯพระบรมราชชนทรงสลดพระทัยเป็นอันมากเมื่อได้ทอดพระเนตรผู้ป่วยที่มาคอยรับการ
รักษา นั่งบ้างนอนบ้างเป็นกลุ่มๆ ตามใต้ต้นมะขาม เรือนคนไข้ที่มีลักษณะเหมือนโรงม้า ห้องยา ตลอดจน
ห้องคลอดบุตรล้วนแต่มีสภาพเป็นเรือนไม้โกโรโกโส ๒๘
สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทร และ มจ. พูนศรีเกษม เกษมศรี ได้ช่วยกันทูลเฃิญให้โปรดรับเรื่องศิ
ริราชพยาบาลไว้ในพระอนุเคราะห์ แต่ทรงรับสั่งว่าพระองค์เป็นทหารเรือไม่มีความรู้ทางแพทย์จะช่วยได้
อย่างไร สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรจึงทูลว่าพระองค์ก็ไม่ใช่แพทย์มีแต่ความรู้ทางการศึกษา ส่วน มจ.
พูนศรีเกษม เกษมศรี ก็ทรงเรียนมาทางเคมีและพฤกษศาสตร์ เพราะเห็นความจําเป็นและคิดว่าถึงอย่างไรก็
ดีกว่าไม่มีใครช่วยเลย จึงได้ทรงตอบรับเป็นผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ใน
ระยะเวลาต่อมา๒๙
หม่อมเจ้าพูนศรีเกษมไปด้วย เมื่อประพาสตามคลอง และออกปากคลองบางกอกน้อยแล้ว เสด็จในกรมก็สั่งให้เรือจอดเทียบท่าน้ํา
โรงพยาบาลศิริราช แล้วเชิญเสด็จ “ทูลกระหม่อม” ขึ้นบก นัยว่าใคร่ให้ทอดพระเนตรที่ทํางานของพระองค์ท่าน โรงพยาบาลศิริ
ราชในสมัยนั้นมีอาคารเป็นตึกเล็กๆ เพียงตึกเสาวภาคย์ ตึกวิคตอเรีย และตึกสูติกรรม เรือนคนไข้เป็นเรือนไม้หลังคาจากจํานวน
ไม่เพียงพอกับคนไข้ที่มารับการรักษาพยาบาล ญาติเอาคนไข้มาทิ้งไว้ให้นอนตายอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่สองต้นนั้นเสมอๆ เพราะ
โรงพยาบาลไม่มีเตียงจะรับ เสด็จในกรมและหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม ช่วยกันกราบทูลถึงอุปสรรคต่างๆ ของโรงพยาบาล เพราะ
ขณะนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการราชแพทยาลัย และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษมทรงเป็นอาจารย์ ทูลกระหม่อม
ทรงสนพระทัยเป็นอันมาก และทรงสงสารว่าต้องทํางานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค เสด็จในกรมฯ และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษมต่อมาใน
ภายหลังได้ช่วยกันทูลเชิญทูลกระหม่อมว่าเมื่อทรงไม่มีอะไรจะทําก็ขอให้ไปช่วยกันที่ศิริราช จะได้ทรงเพลินพระทัยไปบ้าง
ทูลกระหม่อมว่าท่านไม่ใช่หมอ ทั้งสองพระองค์ก็ทูลว่าไม่ใช่หมอเหมือนกัน เสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาปรัชญา หม่อมเจ้าพูนศรี
เกษมทางเคมี แต่ว่าช่วยกันทําดีกว่าปล่อยไปไม่มีใครทํา รับสั่งตอบว่า เราต้องทํากันจริงๆ ทําอย่างไม่มีหลัก ก็เพียงการสนุก
ชั่วคราวไร้ประโยชน์ จึงขอพระองค์ว่าให้คอยไปอีกสัก ๒ – ๓ ปี พอให้ได้ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์เสียก่อน แล้วจะทรงกลับมา
ทํางานให้เต็มที่”
๒๘
ดังปรากฏในบทความ “ศิริราชที่ทูลกระหม่อมทรงเหยียบครั้งแรก” ของ ศ.นพ. อวย เกตุสิงห์ ความว่า “..... ทรงพระราช
ดําเนินผ่านเข้าไปสู่โรงพยาบาลตอนใน ก็ได้เห็นคนนั่งบ้าง นอนบ้าง อยู่เป็นกลุ่มๆ ตามใต้ต้นมะขามที่มีปลูกไว้มาก ... ต่อไป
เสด็จเข้าไปภายในเรือนคนไข้ ทอดพระเนตรแล้วปรารภว่าที่พักอาศัยก็เหมือนกับโรงม้า....แล้วทอดพระเนตรห้องคลอดบุตร ซึ่งมี
สภาพเป็นเรือนไม้โกโรโกโส พื้นปูกระดานห่างๆ ไม่สม่ําเสมอและมีร่องโตๆ คนไข้นอนเรียงกันอยู่อย่างงแออัด ทรงแสดงพระกิริยา
การว่า มีความสลดพระทัยเป็นอันมาก..”
๒๙
เมื่อเสด็จมาดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ได้ทรงพยายามชักชวนผู้ที่มีความรู้มาร่วมงาน โดยไม่คํานึงถึงชาติ
วรรณะ เช่นในภายหลังได้ทรงติดต่อกับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ให้ช่วยจัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน ทรงทาบทาม
ศ.ดร. เอ.จี. เอลลิส (A.G. Ellis) ที่เพิ่งได้รับการทาบทามเป็นศาสตราจารย์พยาธิแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์เจฟเฟอสัน ให้
เสียสละเดินทางมาเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาการอุดมศึกษา ในฐานะวิชชาธิการ (Director of Study) หรือคณบดีศิริราช
พยาบาล ก่อนที่จะดํารงอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา
--  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๒๐ --
เมื่อทรงตัดสินใจรับเข้ามาช่วยดูแลศิริ
ราชแล้ว ก็ทรงทุ่มเทพระทัยและพระวรกายให้กับ
การศึกษาเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุขอย่าง
จริงจัง ดังได้รับสั่งไว้กับ พลตรีพระศักดาพลรักษ์
ไว้ว่า "ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุก
ดี เรามีโอกาสรักษาคนได้ทั้งคนจนและคนมั่งมีและ
เจ้านายต่างๆ ได้เต็มที่ หมอทําการกุศลในการ
รักษาพยาบาลได้ดี .... เมืองไทยเรา ถ้าเจ้านาย
ทรงทําหน้าที่อย่างสามัญชนเข้าบ้าง เขาว่าเสียพระ
เกียรติ ฉันรู้สึกว่ามัวแต่จะรักษาพระเกียรติอยู่ก็ไม่ต้อง
ทํางานอะไรกัน”
อย่างไรก็ตาม ระหว่างเตรียมพระองค์
เพื่อเสด็จไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกานั้น ได้ทรง
ประชวรด้วยไข้รากสาดน้อยนานนับเดือน จนเมื่อ
ฟื้นจากไข้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้
เสด็จออกจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระยาชนินทร
ภักดี และนักเรียนไทย ๓ คน ด้วยเรือเดินสมุทรกัวลา (Kuala) ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน แวะพักที่สิงคโปร์
วันที่ ๒ กรกฎาคม ก่อนจะเสด็จต่อไปยังฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนเรือเป็นเรือพระที่นั่ง "เทนโยมารู" ก่อนจะเสด็จ
แวะเซี่ยงไฮ้ และต่อไปยังเมืองโยโกฮามา โกเบ และโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์ที่นั้นได้ให้ความสนใจและลงข่าวเกี่ยวกับ
พระองค์ในทางชื่นชมพระจรรยามารยาทและพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาของพระองค์ ปรากฏเป็นข่าว
ว่า “…แต่มาคราวนี้เปนการปิดบัง ไม่ขอให้มีการต้อนรับเอกเกริกเลย พระองค์ท่านพระชนมายุ ๒๔ ปี
ทรงพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แลรัสเซีย ได้ชํานาญคล่องดี…” อีกฉบับลงข่าวเกี่ยวกับการเสด็จ
ทอดพระเนตรอู่ต่อเรือของนายคาวาซากิที่โกเบว่า "…ดูเห็นว่าพระองค์ท่านซึมทราบเข้าพระทัยในการนี้
ต่างๆ ดี ทรงรับสั่งถามอย่างละเอียดลออ…" บ้างก็ว่า "…เมื่อเสด็จประทับอยู่ในเรือ มีอาการสนุกพอ
พระทัยอยู่เป็นนิตย์ ไม่ได้แสดงความระอิดระอาอะไรเลย…" มีทั้งการสัมภาษณ์นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้
เข้าเฝ้าสมเด็จฯ พระบรมราชชนกฯ ว่า “…ข้าพเจ้าจําได้ว่าพระองค์ท่านมีพระชนมายุได้ ๒๔ ปี
สติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก… คนไทยชั้นสูงๆ มักจะพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว แต่สมเด็จพระ
เจ้าน้องยาเธอองค์นี้พูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, แลเยอร์มันได้คล่องแคล่วชํานาญดีที่สุด…”
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเดินทางโดยเรือพระที่นั่งออกจากญี่ปุ่นในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๔๕๙ ต่อไปยังฮอนโนลูลู เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่ฮอนโนลูลู นี้เองได้เกิดเหตุ
วุ่นวายเล็กน้อย เมื่อเสด็จขึ้นฝั่งก่อนหน้าที่เจ้าพนักงานฝ่ายสยามจะนําหนังสือเดินทางตามมา นายด่านภาษี
--  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๒๑ --
ของฮอนโนลูลูไม่รู้จักพระองค์หมายว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ไม่มีหนังสือเดินทาง จึงห้ามไม่ให้พระองค์ผ่านด่าน
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกําลังมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ โดยนายด่านผู้นั้นได้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม
ปรากฏในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น พาดหัวข่าวว่า "Siam Angry at Insult to Prince" โดยระบุว่า
พระยาประภากรวงษ์ อัครราชทูตไทยประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะร้องต่อรัฐบาลอเมริกันให้รับผิดชอบเรื่อง
การหมิ่นพระเกียรติหลังจากปรากฏรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว
แต่สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงห้ามไว้ด้วยการมีพระราชหัตถเลขาตอบกลับว่า “...หม่อม
ฉันไม่ได้เล่าให้ทูตฟังเลย เพราะเห็นว่าไม่สําคัญอันใด... ทราบแน่ได้ว่าเขาไม่ได้มุ่งร้ายอันใด แล
รัฐบาลอะเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดพอที่จะทําให้เปนเหตุใหญ่... จนบัดนี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่า
อะเมริกันคนใดคนหนึ่งไม่ประพฤตตนดีต่อคนไทย” โดยได้ตรัสให้สัมภาษณ์นักข่าวท้องถิ่นว่า
"…Don't be disturbed… We will not declare war over this. It was a mistake, and I hope
my assailant will not lose his position…" ตลอดจนภายหลังพระยาประภากรวงษ์ได้เล่าว่า "...ทรง
สงสาร เห็นว่าถ้าจะว่าขานเอาถ้อยความกันแล้ว นายด่านก็คงจะถูกทําโทษ..."
เสด็จถึงซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาในวันที่ ๑๖ สิงหาคม
เพื่อจับรถไฟ Southern Pacific ไปชิคาโก เปลี่ยนรถไฟอีกครั้งที่
เมืองอัลบานี มลรัฐนิวยอร์ก กว่าจะเสด็จถึงเมืองบอสตันอันเป็นที่ตั้ง
ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ล่วงเข้าวันที่ ๒๖ สิงหาคม เบ็ดเสร็จต้อง
ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นถึง ๖๔ วัน ระหว่างการเดินทางในประเทศ
สหรัฐอเมริกา รัฐบาลอเมริกันก็ได้แสดงไมตรีด้วยการต้อนรับพระองค์
เป็นอย่างดี ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะ
วงษ์วโรปการว่า” ...ได้พบท่านเปรสิเดนด้วย การรับรองดีมาก เรา
ไม่ได้ไปขอเขาเลย เขาถามมาเองว่าหม่อมฉันอยากพบท่านเปรสิเดน
หรือไม่ ...เมื่อหม่อมฉันไปพูดหรือบรรยายในสถานที่ใด ในเรื่องใด
เขาก็ลงหนังสือพิมพ์ติชมด้วยคําอันอ่อนหวาน ดูเปนที่พอใจของเขา
มากที่เราไม่ได้ถือตัว...” ทรงตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับทัศนคติที่คนอเมริกัน
มีต่อการที่พระองค์เสด็จไปเรียนวิชาการแพทย์ว่า "...ในการเรียนวิชานี้
ทําให้พวกอเมริกันยินดีมาก เพราะเขาเหนเป็นกุศล ช่วยมนุษถูกใจเขา แลหม่อมฉันก็ประพฤติตัวเดโม
แครติก พอใจเขามาก..."

05 พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย ทรงรับศิริราชไว้ในอุปถัมป์

  • 1.
    --  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๑๘ -- ทรงรับศิริราชพยาบาลไว้ในพระอุปถัมภ์ ระหว่างที่ทรงว่างจากงานราชการ สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทร พระเชษฐาบุญธรรมซึ่งดํารง ตําแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยในขณะนั้นได้ทรงชักจูงให้สมเด็จพระบรมราชชนก มาช่วยในกิจกรรม โรงเรียนแพทย์และศิริราชพยาบาล ดังที่สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงชี้แจงไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง “ความเป็นมาของโรงเรียนแพทย์” ๒๖ ว่ามีเหตุผลสําคัญอยู่ ๓ ประการคือ ๑. คนสมัยนั้นยังนับถือเจ้านายอยู่มาก การที่มีเจ้าฟ้าชั้นสูงทรงอุทิศพระองค์เรื่องการศึกษาและ การแพทย์ จะทําให้เป็นที่สนใจของสาธารณชนมากขึ้น ๒. สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีพระปัญญาแหลมมีความเพียรแก่กล้าจะทําอะไรก็ทรงทําจริงไม่ย่อท้อ ๓. สมเด็จพระบรมราชชนกเป็นผู้มีรายได้สูงมาก และโปรดบําเพ็ญกุศลสาธารณะ นึกถึงแต่สาธารณ ประโยชน์ ไม่ทรงใช้จ่ายในการบํารุงความสุขสําราญของพระองค์เองอย่างฟุ่มเฟือย เป็นตัวอย่างที่ดี ให้ผู้อื่นจําเริญรอยตาม โดยสมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรได้ทรงออกอุบายเชิญเสด็จสมเด็จฯพระบรมราชชนก ประทับ เรือยนต์ประพาสคลองบางกอกน้อยเพื่อให้คลายความกลัดกลุ้มพระทัย๒๗ โดยมี มจ. พูนศรีเกษม เกษมศรี ๒๖ โรงเรียนแพทย์สมัยใหม่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ต่อมาได้รับการเรียกขานในชื่อ “ศิริ ราชแพทยากร” หรือ “โรงเรียนแพทยากร” และได้รับราชูปถัมป์เปลี่ยนชื่อเป็น “ราชแพทยาลัย (Royal Medical College)” ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวม โรงเรียนราชแพทยาลัยเข้ากับโรงเรียนข้าราชการพลเรือน แล้วสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๒๗ มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า พลเอกสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวประทาน แก่หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี และแก่กรรมการคณะแพทย์และศิริราชพยาบาลว่า “วันหนึ่ง เจ้ากรมหลีได้กระหืด กระหอบมาที่วัง ทูลว่า “ทูลกระหม่อม” กําลังไม่สบายพระทัยอย่างมาก ทรงขนเอาแบบจําลองเรือรบ และตําราวิชาการทหารเรือ ไปเผาไฟที่สนามหญ้าหน้าพระตําหนัก ขอเชิญเสด็จไปเฝ้าด่วน เสด็จในกรมจึงรีบไปเฝ้า ชวนสนทนาเรื่องต่างๆ ให้เพลิดเพลิน พระทัย ปรากฏว่ามีเรื่องน้อยพระทัย เกี่ยวกับทหารเรือผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อคิดของพระองค์ ดังนั้นจะทรงรับราชการต่อไปก็ จะเป็นการไร้ประโยชน์ ต่อมาอีกวันหนึ่ง เสด็จในกรมได้ชวนเสด็จประพาสไปตามคลองเล็กคลองน้อยโดยเรือยนต์ และแวะรับ
  • 2.
    --  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๑๙ -- ซึ่งทํางานอยู่ที่ศิริราชพยาบาลตามเสด็จไปด้วย ระหว่างการเสด็จนั้นได้ทูลเชิญขอให้ทรงแวะที่ศิริราช พยาบาล สมเด็จฯพระบรมราชชนทรงสลดพระทัยเป็นอันมากเมื่อได้ทอดพระเนตรผู้ป่วยที่มาคอยรับการ รักษา นั่งบ้างนอนบ้างเป็นกลุ่มๆ ตามใต้ต้นมะขาม เรือนคนไข้ที่มีลักษณะเหมือนโรงม้า ห้องยา ตลอดจน ห้องคลอดบุตรล้วนแต่มีสภาพเป็นเรือนไม้โกโรโกโส ๒๘ สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทร และ มจ. พูนศรีเกษม เกษมศรี ได้ช่วยกันทูลเฃิญให้โปรดรับเรื่องศิ ริราชพยาบาลไว้ในพระอนุเคราะห์ แต่ทรงรับสั่งว่าพระองค์เป็นทหารเรือไม่มีความรู้ทางแพทย์จะช่วยได้ อย่างไร สมเด็จพระยาชัยนาทนเรนทรจึงทูลว่าพระองค์ก็ไม่ใช่แพทย์มีแต่ความรู้ทางการศึกษา ส่วน มจ. พูนศรีเกษม เกษมศรี ก็ทรงเรียนมาทางเคมีและพฤกษศาสตร์ เพราะเห็นความจําเป็นและคิดว่าถึงอย่างไรก็ ดีกว่าไม่มีใครช่วยเลย จึงได้ทรงตอบรับเป็นผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ใน ระยะเวลาต่อมา๒๙ หม่อมเจ้าพูนศรีเกษมไปด้วย เมื่อประพาสตามคลอง และออกปากคลองบางกอกน้อยแล้ว เสด็จในกรมก็สั่งให้เรือจอดเทียบท่าน้ํา โรงพยาบาลศิริราช แล้วเชิญเสด็จ “ทูลกระหม่อม” ขึ้นบก นัยว่าใคร่ให้ทอดพระเนตรที่ทํางานของพระองค์ท่าน โรงพยาบาลศิริ ราชในสมัยนั้นมีอาคารเป็นตึกเล็กๆ เพียงตึกเสาวภาคย์ ตึกวิคตอเรีย และตึกสูติกรรม เรือนคนไข้เป็นเรือนไม้หลังคาจากจํานวน ไม่เพียงพอกับคนไข้ที่มารับการรักษาพยาบาล ญาติเอาคนไข้มาทิ้งไว้ให้นอนตายอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่สองต้นนั้นเสมอๆ เพราะ โรงพยาบาลไม่มีเตียงจะรับ เสด็จในกรมและหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม ช่วยกันกราบทูลถึงอุปสรรคต่างๆ ของโรงพยาบาล เพราะ ขณะนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการราชแพทยาลัย และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษมทรงเป็นอาจารย์ ทูลกระหม่อม ทรงสนพระทัยเป็นอันมาก และทรงสงสารว่าต้องทํางานที่เต็มไปด้วยอุปสรรค เสด็จในกรมฯ และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษมต่อมาใน ภายหลังได้ช่วยกันทูลเชิญทูลกระหม่อมว่าเมื่อทรงไม่มีอะไรจะทําก็ขอให้ไปช่วยกันที่ศิริราช จะได้ทรงเพลินพระทัยไปบ้าง ทูลกระหม่อมว่าท่านไม่ใช่หมอ ทั้งสองพระองค์ก็ทูลว่าไม่ใช่หมอเหมือนกัน เสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาปรัชญา หม่อมเจ้าพูนศรี เกษมทางเคมี แต่ว่าช่วยกันทําดีกว่าปล่อยไปไม่มีใครทํา รับสั่งตอบว่า เราต้องทํากันจริงๆ ทําอย่างไม่มีหลัก ก็เพียงการสนุก ชั่วคราวไร้ประโยชน์ จึงขอพระองค์ว่าให้คอยไปอีกสัก ๒ – ๓ ปี พอให้ได้ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์เสียก่อน แล้วจะทรงกลับมา ทํางานให้เต็มที่” ๒๘ ดังปรากฏในบทความ “ศิริราชที่ทูลกระหม่อมทรงเหยียบครั้งแรก” ของ ศ.นพ. อวย เกตุสิงห์ ความว่า “..... ทรงพระราช ดําเนินผ่านเข้าไปสู่โรงพยาบาลตอนใน ก็ได้เห็นคนนั่งบ้าง นอนบ้าง อยู่เป็นกลุ่มๆ ตามใต้ต้นมะขามที่มีปลูกไว้มาก ... ต่อไป เสด็จเข้าไปภายในเรือนคนไข้ ทอดพระเนตรแล้วปรารภว่าที่พักอาศัยก็เหมือนกับโรงม้า....แล้วทอดพระเนตรห้องคลอดบุตร ซึ่งมี สภาพเป็นเรือนไม้โกโรโกโส พื้นปูกระดานห่างๆ ไม่สม่ําเสมอและมีร่องโตๆ คนไข้นอนเรียงกันอยู่อย่างงแออัด ทรงแสดงพระกิริยา การว่า มีความสลดพระทัยเป็นอันมาก..” ๒๙ เมื่อเสด็จมาดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ได้ทรงพยายามชักชวนผู้ที่มีความรู้มาร่วมงาน โดยไม่คํานึงถึงชาติ วรรณะ เช่นในภายหลังได้ทรงติดต่อกับมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ให้ช่วยจัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอน ทรงทาบทาม ศ.ดร. เอ.จี. เอลลิส (A.G. Ellis) ที่เพิ่งได้รับการทาบทามเป็นศาสตราจารย์พยาธิแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์เจฟเฟอสัน ให้ เสียสละเดินทางมาเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาการอุดมศึกษา ในฐานะวิชชาธิการ (Director of Study) หรือคณบดีศิริราช พยาบาล ก่อนที่จะดํารงอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา
  • 3.
    --  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๒๐ -- เมื่อทรงตัดสินใจรับเข้ามาช่วยดูแลศิริ ราชแล้ว ก็ทรงทุ่มเทพระทัยและพระวรกายให้กับ การศึกษาเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุขอย่าง จริงจัง ดังได้รับสั่งไว้กับ พลตรีพระศักดาพลรักษ์ ไว้ว่า "ฉันจะไปเรียนหมอละ เพราะว่าเป็นวิชาที่สนุก ดี เรามีโอกาสรักษาคนได้ทั้งคนจนและคนมั่งมีและ เจ้านายต่างๆ ได้เต็มที่ หมอทําการกุศลในการ รักษาพยาบาลได้ดี .... เมืองไทยเรา ถ้าเจ้านาย ทรงทําหน้าที่อย่างสามัญชนเข้าบ้าง เขาว่าเสียพระ เกียรติ ฉันรู้สึกว่ามัวแต่จะรักษาพระเกียรติอยู่ก็ไม่ต้อง ทํางานอะไรกัน” อย่างไรก็ตาม ระหว่างเตรียมพระองค์ เพื่อเสด็จไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกานั้น ได้ทรง ประชวรด้วยไข้รากสาดน้อยนานนับเดือน จนเมื่อ ฟื้นจากไข้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงได้ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระยาชนินทร ภักดี และนักเรียนไทย ๓ คน ด้วยเรือเดินสมุทรกัวลา (Kuala) ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน แวะพักที่สิงคโปร์ วันที่ ๒ กรกฎาคม ก่อนจะเสด็จต่อไปยังฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนเรือเป็นเรือพระที่นั่ง "เทนโยมารู" ก่อนจะเสด็จ แวะเซี่ยงไฮ้ และต่อไปยังเมืองโยโกฮามา โกเบ และโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์ที่นั้นได้ให้ความสนใจและลงข่าวเกี่ยวกับ พระองค์ในทางชื่นชมพระจรรยามารยาทและพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาของพระองค์ ปรากฏเป็นข่าว ว่า “…แต่มาคราวนี้เปนการปิดบัง ไม่ขอให้มีการต้อนรับเอกเกริกเลย พระองค์ท่านพระชนมายุ ๒๔ ปี ทรงพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แลรัสเซีย ได้ชํานาญคล่องดี…” อีกฉบับลงข่าวเกี่ยวกับการเสด็จ ทอดพระเนตรอู่ต่อเรือของนายคาวาซากิที่โกเบว่า "…ดูเห็นว่าพระองค์ท่านซึมทราบเข้าพระทัยในการนี้ ต่างๆ ดี ทรงรับสั่งถามอย่างละเอียดลออ…" บ้างก็ว่า "…เมื่อเสด็จประทับอยู่ในเรือ มีอาการสนุกพอ พระทัยอยู่เป็นนิตย์ ไม่ได้แสดงความระอิดระอาอะไรเลย…" มีทั้งการสัมภาษณ์นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้ เข้าเฝ้าสมเด็จฯ พระบรมราชชนกฯ ว่า “…ข้าพเจ้าจําได้ว่าพระองค์ท่านมีพระชนมายุได้ ๒๔ ปี สติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก… คนไทยชั้นสูงๆ มักจะพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว แต่สมเด็จพระ เจ้าน้องยาเธอองค์นี้พูดภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, แลเยอร์มันได้คล่องแคล่วชํานาญดีที่สุด…” สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเดินทางโดยเรือพระที่นั่งออกจากญี่ปุ่นในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ต่อไปยังฮอนโนลูลู เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่ฮอนโนลูลู นี้เองได้เกิดเหตุ วุ่นวายเล็กน้อย เมื่อเสด็จขึ้นฝั่งก่อนหน้าที่เจ้าพนักงานฝ่ายสยามจะนําหนังสือเดินทางตามมา นายด่านภาษี
  • 4.
    --  พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หน้า ๒๑ -- ของฮอนโนลูลูไม่รู้จักพระองค์หมายว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ไม่มีหนังสือเดินทาง จึงห้ามไม่ให้พระองค์ผ่านด่าน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกําลังมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ โดยนายด่านผู้นั้นได้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม ปรากฏในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น พาดหัวข่าวว่า "Siam Angry at Insult to Prince" โดยระบุว่า พระยาประภากรวงษ์ อัครราชทูตไทยประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะร้องต่อรัฐบาลอเมริกันให้รับผิดชอบเรื่อง การหมิ่นพระเกียรติหลังจากปรากฏรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว แต่สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ได้ทรงห้ามไว้ด้วยการมีพระราชหัตถเลขาตอบกลับว่า “...หม่อม ฉันไม่ได้เล่าให้ทูตฟังเลย เพราะเห็นว่าไม่สําคัญอันใด... ทราบแน่ได้ว่าเขาไม่ได้มุ่งร้ายอันใด แล รัฐบาลอะเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดพอที่จะทําให้เปนเหตุใหญ่... จนบัดนี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่า อะเมริกันคนใดคนหนึ่งไม่ประพฤตตนดีต่อคนไทย” โดยได้ตรัสให้สัมภาษณ์นักข่าวท้องถิ่นว่า "…Don't be disturbed… We will not declare war over this. It was a mistake, and I hope my assailant will not lose his position…" ตลอดจนภายหลังพระยาประภากรวงษ์ได้เล่าว่า "...ทรง สงสาร เห็นว่าถ้าจะว่าขานเอาถ้อยความกันแล้ว นายด่านก็คงจะถูกทําโทษ..." เสด็จถึงซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาในวันที่ ๑๖ สิงหาคม เพื่อจับรถไฟ Southern Pacific ไปชิคาโก เปลี่ยนรถไฟอีกครั้งที่ เมืองอัลบานี มลรัฐนิวยอร์ก กว่าจะเสด็จถึงเมืองบอสตันอันเป็นที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ล่วงเข้าวันที่ ๒๖ สิงหาคม เบ็ดเสร็จต้อง ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นถึง ๖๔ วัน ระหว่างการเดินทางในประเทศ สหรัฐอเมริกา รัฐบาลอเมริกันก็ได้แสดงไมตรีด้วยการต้อนรับพระองค์ เป็นอย่างดี ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะ วงษ์วโรปการว่า” ...ได้พบท่านเปรสิเดนด้วย การรับรองดีมาก เรา ไม่ได้ไปขอเขาเลย เขาถามมาเองว่าหม่อมฉันอยากพบท่านเปรสิเดน หรือไม่ ...เมื่อหม่อมฉันไปพูดหรือบรรยายในสถานที่ใด ในเรื่องใด เขาก็ลงหนังสือพิมพ์ติชมด้วยคําอันอ่อนหวาน ดูเปนที่พอใจของเขา มากที่เราไม่ได้ถือตัว...” ทรงตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับทัศนคติที่คนอเมริกัน มีต่อการที่พระองค์เสด็จไปเรียนวิชาการแพทย์ว่า "...ในการเรียนวิชานี้ ทําให้พวกอเมริกันยินดีมาก เพราะเขาเหนเป็นกุศล ช่วยมนุษถูกใจเขา แลหม่อมฉันก็ประพฤติตัวเดโม แครติก พอใจเขามาก..."