249
บทคัดยอ
การดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟกระทำโดยหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ ซึ่งไดรับ
การถายทอดการยางไฟจากบรรพบุรุษ มีอุปกรณที่ใชในการยางไฟ ไดแก แครไมไผ สมุนไพร 6 ชนิด (เปลาใหญ หนาด
พลับพลึง กระดูกสัตว ขี้หมาขาว และไมแดง) และผาหม โดยมีญาติหรือเพื่อนบานชวยกันหามา ในการยางไฟแตละครั้งใช
ระยะเวลาประมาณ 3 วัน มีญาติพี่นองของผูปวยมาชวยเติมไฟและคอยเปลี่ยนสมุนไพร
คำสำคัญ : การยางไฟ การดูแลสุขภาพ
Abstract
The Yang Fei was a traditional healthcare provided by local healers. The Yang Fei was a treatment for
patients having car or motorcycle accidents, including falling down. The healers were taught by their forefathers as a
local tradition or culture. The equipment used for the Yang Fei was a litter bamboo, medicinal plants of 6 species
(Croton oblongifolius Roxb., Blumea balsamifera ( L.) DC., Crinum asiaticum Linn., Bone, Kemakao and Xylia
xylocarpa Taub.var.) and a blanket, provided by relatives or neighbours. The duration for the Yang Fei was 3 days,
and medicinal plants and fire were changed by their relatives.
Keywords : The Yang Fei, Healthcare (or health-care)
บทนำ
การดูแลสุขภาพเปนสวนหนึ่งของประเพณีและวัฒนธรรม ที่ดำรงอยูในวิถีชีวิตของคนไทยมาเปนเวลาชานาน
การดูแลสุขภาพเกิดจากความรู ประสบการณ แนวคิดที่สังคมหรือชุมชนไดถายทอดสืบตอกันมา มนุษยในสมัยโบราณยังไมมี
ความรูทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่กาวหนาเทาในปจจุบัน การจะดำรงชีวิตใหอยูรอดจึงตองอาศัยธรรมชาติและการ
ปรับตัวใหเขากับธรรมชาติ ทำใหเกิดการนำเอาทรัพยากรที่มีอยูใกลตัวมาใชประโยชนในดานตาง ๆ เพื่อเอื้อเฟอตอการดำรง
ชีวิตอยู การดูแลสุขภาพคือการดูแลรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิม ไมวาจะเปนการแพทยพื้นบาน การดูแลสุขภาพทางกายหรือทาง
ใจ มีการนำเอาทรัพยากรตาง ๆ ในทองถิ่นนั้น ๆ มาใชจนสั่งสมเปนประสบการณและพัฒนาใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตกทอดกันมา
จนถึงปจจุบัน เชน การอาบน้ำสมุนไพร การอยูไฟ การอบสมุนไพร การเขากระโจม และการยางไฟ เปนตน
ประชาชนชาวอีสานโดยเฉพาะในเขตจังหวัดมหาสารคาม รอยเอ็ด ขอนแกน และกาฬสินธุ มีการดูแลสุขภาพผูปวย
ที่ประสบอุบัติจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูงโดยวิธียางไฟมานานแลว
พอใหญ คำกอง ทาบรรหาร [1] กลาวถึงการยางไฟวาเปนการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม มีมาตั้งแตปู ยา ตา ยาย
ถือวาเปนวิธีการที่บรรพบุรุษสืบทอดไวใหลูกหลาน ซึ่งถือวาเปนประเพณีและวัฒนธรรมไปแลว เพราะเมื่อลูกหลานประสบ
250
อุบัติเหตุ ไมวาจะเปน รถคว่ำ ตกจักรยาน ตกตนไม ตกบาน ตกบันได หกลม และโดยสาเหตุอื่น ๆ ทุกคนจะตองไดรับ
การรักษาโดยวิธีการยางไฟกันทุกคน เพราะเชื่อวาจะทำใหเลือดไมตกคางในตัว ชวยใหเลือดกระจายตัวไมเปนกอน และบาง
รายอาจมีการใหกินเหลาขาวผสมน้ำตาลรวมดวย
พอใหญ วัน อาสาพนม [2] เปนอีกผูหนึ่งที่ไดกลาวถึงการดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟวา ตั้งแตจำความได
ก็พบวา การยางไฟใชรักษาผูปวยที่ไดรับอุบัติเหตุ ซึ่งในสมัยกอนเปนการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการตกจากที่สูง เชน
ตกตนไม ตกบันได จะตองไดรับการรักษาโดยวิธีการยางไฟเหมือนกัน ซึ่งการยางไฟแตละครั้ง จะตองประกอบดวยสมุนไพร
ทั้งหมด 6 ชนิด บางครั้งอาจจะขาดสมุนไพรบางตัว ขาดตัวใดตัวหนึ่งบางก็ไมเปนไร เพราะสรรพคุณรวมทั้งหมดคือเพื่อให
เกิดการกระจายตัวของเลือด ทำใหเลือดไมแข็งตัว ลดอาการฟกช้ำ ดำเขียว และลดอาการปวดบวม ปจจุบันนี้ การยางไฟ
อาจมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
หมอพื้นบานผูทำการรักษาโดยวิธีการยางไฟ
จงกล พูลสวัสดิ์ [3] ไดศึกษาการดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟของประชาชนชาวกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ พบวา
หมอพื้นบานผูทำการรักษาคือแมใหญจันทร ประชุมแสง อายุ 84 ป เปนหมาย มีลูก 7 คน การศึกษาชั้นประถมศึกษาปที่ 4
อาชีพทำนา อยูบานเลขที่ 129 หมูที่ 16 ตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ แมใหญจันทร ไดทำการรักษา
ผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต รถยนต หกลม ตกจากที่สูง มาเปนเวลา 25 ป แมใหญจันทรไดรับการ
ถายทอดการยางไฟจากบรรพบุรุษ
ทรงศักดิ์ สอนจอย [4] ไดศึกษาการยางไฟภูมิปญญาการรักษาตนเองดวยวิธีพื้นบานของชาวอีสาน พบวา ผูทำการ
รักษามี 3 กลุม กลุมแรกเปนชาวบานกลุมผูรู สวนใหญเปนหมอพื้นบานและผูนำทางศาสนา อายุตั้งแต 60 ปขึ้นไป เคยรวมใน
พิธีกรรมและถูกเชิญใหเขารวมในกระบวนการยางไฟ กลุมที่สองเปนชาวบานทั่วไปกลุมผูสูงอายุที่มีอายุตั้งแต 50 ปขึ้นไปและมี
ประสบการณการรักษาดวยวิธีการยางไฟ กลุมที่สามเปนกลุมแมบานและพอบานหรือผูมีประสบการณการรักษาดวยวิธีการยาง
ไฟที่มีอายุตั้งแต 20 – 49 ป
ผูปวยที่รับการรักษาโดยวิธีการยางไฟ
ผูปวยที่รับการรักษาโดยวิธีการยางไฟสวนใหญเปนผูปวยที่ประสบอุบัติจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตก
จากที่สูง
องคความรูการยางไฟ
แมใหญจันทร ประชุมแสง [5] ไดกลาววา เริ่มจากการไหวครู โดยที่คาไหวครูจะเริ่มตั้งแต 2 บาทขึ้นไป พรอมกับ
ดอกไมและเทียน จะทำแบบนี้กับผูปวยที่อาการหนัก สำหรับผูปวยที่อาการไมหนักมากก็จะทำการยางไฟอยางเดียว แมใหญ
ไมเคยเรียกรองเอาเงินกับผูปวย เปนการชวยเหลือดวยความเต็มใจ
ในสวนของการยางไฟ แมใหญจันทร ไดพูดถึงการยางไฟรักษาผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุวาเปนการสืบทอดกันมาตั้งแต
บรรพบุรุษ ตั้งแตจำความไดก็เห็นการรักษาแบบนี้แลว ทำสืบตอกันมาจนเกิดเปนประเพณี เพราะเกือบทุกคนในบานจะ
ทำการยางไฟทั้งหมด ถาเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็จะมีการเตรียมอุปกรณและการเตรียมสมุนไพรเพื่อทำการยางใหผูปวยในบาน
ถึงแมวาอุปกรณในบานจะไมมี แตก็มีญาติหรือเพื่อนบานชวยกันจัดหามา บางครั้งเจาของบานเตรียมแครยังไมเสร็จ ชาวบาน
ก็หาสมุนไพรมาเต็มแครแลว ซึ่งถือไดวาเปนการเกื้อกูลกันในชุมชนและเปนการรวมตัวกันของญาติเพื่อใหกำลังใจผูปวย
อุปกรณในการยางไฟ
1. แครไมไผ
2. สมุนไพร แมใหญจันทร [5] ไดพูดถึงสมุนไพรที่นำมาใชทำการยางไฟทั้ง 6 ชนิด ดังนี้
- ใบเปลาใหญ สรรพคุณ ลดอาการชอกช้ำ ลดปวด
251
- ใบหนาด สรรพคุณ ชวยระบบไหลเวียนเลือดใหดีขึ้น
- ใบพลับพลึง สรรพคุณ แกอาการเคล็ด ขัด ยอก ฟกช้ำ
- กระดูกสัตว (วัว, ควาย) สรรพคุณ บำรุงกระดูก
- ขี้หมาขาว สรรพคุณ กระจายเลือดลม
- ไมแดง สรรพคุณ บำรุงเลือด กระจายเลือดลม
3. ผาหม
สมุนไพรบางชนิดหาไมไดในทองถิ่น การยางไฟในแตละครั้งสมุนไพรอาจจะไมครบทุกตัวก็ได สรรพคุณทั้งหมดของ
สมุนไพรไมไดพิสูจน หรือหาขอมูลทางวิทยาศาสตรเพิ่มเติม เนื่องจากทำติดตอกันมานาน และเปนผลดีตอสุขภาพ ทุก ๆ
คนพอใจกับการยางไฟ อาจจะมีบางที่มีเด็ก ๆ รุนใหมยังไมเขาใจ หรือไมไดทำการศึกษาอยางถองแท ก็จะเห็นวาเปนเรื่องที่
ลาหลัง เพราะสมัยนี้เจ็บปวยก็เขาโรงพยาบาลกันหมด แตถานอนโรงพยาบาลเย็บแผลเสร็จก็กลับมายางไฟตอที่บาน ในสวน
ของขี้หมาขาวแมใหญจันทร [5] ไดกลาววาเปนตัวยาที่หายากที่สุด แตก็ยังพอหาไดอยู ใชกันตามพอแม โดยไมไดถามกันวา
ขี้หมาขาวเปนตนไมหรือไม แตที่ทำมาติดตอกันก็คือการไปเก็บเอามูลของสุนัขที่เปนกอนเล็ก ๆ สีขาวเอาไปเผาไฟจะทำใหไมมี
กลิ่นเหม็น ทายที่สุดแมใหญจันทรไดบอกวา สมุนไพรทั้งหมดที่ใชถึงแมจะไมไดมีการพิสูจนวาใชไดจริงหรือไมจริง แตก็มีการ
ใชติดตอกันเปนเวลายาวนาน และเปนที่ยอมรับก็เลยใชสืบตอกันมาจนถึงปจจุบัน
ขั้นตอนการทำการยาง
นำแครไมไผมาตั้งในบริเวณที่อากาศถายเทไดสะดวก กอไฟใตแคร ในสมัยกอนชาวบานจะใชฟนไมแดงเปนฟน
แตปจจุบันนี้ไมแดงหายากจึงใชไมอะไรแทนก็ได ที่หาไดงายในทองถิ่นเติมไฟใหพออุนอยูตลอดเวลา โดยจะมีผูที่คอยดูแลไฟให
ตลอดเวลาที่ทำการยาง อาจจะเปนญาติหรือผูใกลชิดที่เคารพนับถือที่แวะมาเยี่ยมผูปวย เชื้อไฟที่เติมนอกจากจะใชฟนแลว
(ไมแดง) ยังมีใบหนาด ขี้หมาขาว และกระดูกสัตว (วัว, ควาย) เติมจนไฟพอเหมาะ เอาสมุนไพร ซึ่งประกอบดวยใบเปลา
ใหญ ใบพลับพลึง วางบนแครไมไผ จากนั้นใหผูปวยขึ้นไปนอนบนแครไมไผ โดยใหผูปวยสวมเสื้อผาเนื้อหยาบ และใชผาหม ๆ
ทับลงไป
การยางในแตละครั้ง จะมีผูที่เปนญาติพี่นองมาชวยเติมไฟและควบคุมไฟใหตลอดเวลา และคอยเปลี่ยนสมุนไพรบน
แครให ผูปวยจะไมไดยางไฟอยูคนเดียว จะมีคนเฝาที่เปนญาติพี่นองคอยถามอาการอยูตลอดวาปวดตรงไหนก็จะใหพลิกดานที่
ปวดยางไฟ และคอยชวยพลิกตัวผูปวยดานขาง ดานหลัง รวมทั้งอวัยวะตาง ๆ ใหถูกความรอน ผูที่ชวยควบคุมไฟก็จะชวย
ดูแลไมใหเกิดความรอนมากเกินไปและเย็นจนเกินไป และยังตองดูแลไมใหเกิดควันมากเกินไป จำนวนวันที่จะทำการยางไฟ
ผูปวยจะขึ้นอยูกับอาการของผูปวยวาเปนมากนอยแคไหน จากนั้นก็จะผลัดเปลี่ยนผูดูแลผูปวยในแตละวัน แตถาผูมีอาการ
หนักมากก็จะมีญาติดูแลอยางใกลชิด และมีกำหนดยางไฟเปนเวลา 3 วัน แตถาอาการเล็กนอยก็จะทำการยางแค 1 – 2 วัน
วันละ 2 ครั้ง เชา - เย็น ขั้นตอนการยางไฟและขั้นตอนการเตรียมอุปกรณไมยุงยาก เนื่องจากชาวบานจะคอยชวยเหลือกัน
ตลอดเวลา
บทสรุป
1. การยางไฟ เปนการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมโดยหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ
จะใชรักษาผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูง ไดรับการถายทอดจากบรรพบุรุษ
ซึ่งถือวาเปนประเพณีและวัฒนธรรมของทองถิ่น [3, 4]
2. องคความรูดานการยางไฟ ประกอบดวย หมอพื้นบานหรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ ผูปวยที่
ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูง และอุปกรณในการยางไฟ ซึ่งประกอบดวย แครไมไผ
สมุนไพร และผาหม [3, 4]
3. การยางไฟเปนการรักษาผูปวยที่อยูในภาวะเสี่ยงอันตราย คนที่เขาสูกระบวนการรักษาจะตองมีความเชื่อ
และเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา รวมถึงตองมีความรูดวยเชนกัน โดยสิ่งตาง ๆ เหลานี้สวนใหญจะไดจากความคิดและ
252
ประสบการณจากบรรพบุรุษที่เลาและบอกตอกันมา และประสบการณที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือเครือญาติที่ทำใหเกิดความเชื่อมั่น
ในประสิทธิภาพการรักษา โดยเฉพาะในสวนของความรูเกี่ยวกับกระบวนการรักษาใหญซึ่งมีทั้งสวนที่เปนรูปธรรมและนามธรรม
ในรูปธรรม เชน ความรูเกี่ยวกับการเลือกใชสมุนไพร สรรพคุณสมุนไพรในการรักษาโรค ความรูในวัสดุอุปกรณที่ใชในการ
รักษา การวินิจฉัยอาการ และรูปแบบของการรักษาพยาบาล สวนนามธรรม เชน ความเชื่อที่แสดงผานพิธีกรรมตาง ๆ
เปนตน [4]
ขอเสนอแนะ
ขอเสนอแนะในการนำบทความวิชาการไปใชประโยชน
ในการยางไฟจะใชรักษาผูปวยที่ผูประสบอุบัติเหตุจากรถยนตรถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูงเพื่อรักษาผูปวย ที่มี
อาการไมหนักมาก เชน ถลอก ฟกช้ำ แตถาผูปวยอาการหนักตองเขารับการรักษาจากโรงพยาบาลกอน ผูทำการรักษาควร
เปนหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟเทานั้น
เอกสารอางอิง
[1] พอใหญ คำกอง ทาบรรหาร. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู หมูที่ 16 ตำบลกลมลไสย
อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ.
[2] พอใหญ วัน อาสาพนม. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู หมูที่ 16 ตำบลกลมลาไสย
อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ.
[3] จงกล พูลสวัสดิ์. 2550. “การดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟ : กรณีศึกษาประชาชนตำบลกมลาไสย
อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ”. Proceedings of the Thirtieth Annual Conference of the Anatomy
Society of Thailand. คณะแพทยศาสตร และคณะสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม รวมกับสมาคม
กายวิภาคศาสตร (ประเทศไทย), หนา 129 – 135.
[4] ทรงศักดิ์ สอนจอย. 2548. การยางไฟ : ภูมิปญญาการรักษาตนเองดวยวิธีพื้นบานของชาวอีสาน.
วิทยานิพนธปริญญาโท, มหาวิทยาลัยขอนแกน. ขอนแกน.
[5] แมใหญจันทร ประชุมแสง. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู 129 หมูที่ 16 ตำบลกลมลไสย
อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ.
253
บทคัดยอ
การแปลงสินทรัพยเปนทุน (ASSET CAPITALLIZATION) ถือเปนโครงการเพิ่มมูลคาในทรัพยสินจากปจจัยทุนเดิม
โดยนำระบบกรรมสิทธิ์ (PROPERTY RIGHS) มาใชในการเพิ่มมูลคาสินทรัพยนั้นๆและนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนเปน
เพียงนโยบายเพิ่มรายจายเพื่อกระตุนเศรษฐกิจรากหญา ตะเกียบขาที่ 2 ของรัฐบาลไทย จากผลการศึกษาวิจัย พบวา โครงการ
แปลงสินทรัพยเปนทุน มีความกาวหนาในการดำเนินการลาชา โดยโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนไมสงผลกระทบตอการ
ขยายตัวใหเกิดการลงทุนเพิ่ม(วิเคราะหจากตัวอยางและชวงที่ทำการศึกษา) กลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุน คือ กลุมแมคา พอคา
แผงลอย เจาของเดิม ระดับการจางงาน การเคลื่อนยายแรงงาน รายไดภาคครัวเรือน ไมมีการเปลี่ยนแปลง หนี้สินภาค
ครัวเรือนสำหรับผูรวมโครงการฯ เพิ่มสูงขึ้น ระบบทุนนิยม (CAPITALISM) พัฒนากาวหนาในประเทศตะวันตก แตสำหรับ
ประเทศดอยพัฒนา เมื่อนำนโยบายออกมาประกาศใชแลวก็ไมประสบผลสำเร็จ อันเนื่องมาจากความสำคัญที่จะนำไปสูความ
สำเร็จ และกาวหนาในการแกไขปญหาความยากจน คือ สถาบันการเมืองและระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพยสิน มีความบกพรองในเชิง
กฎหมายและทางการเมืองรวมทั้งการนำไปปฏิบัติของเจาหนาที่รัฐโดยการเลือกปฏิบัตินอกจากนั้น วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ยังมีความสำคัญตอการแกไขปญหาความยากจนในยุกตปจจุบัน
Abstract
Asset Capitalization is a government issue intended to boost value in assets from an original capital using
property rights in increasing values of any asset. Asset Capitalization Policy aims to increase expenses in order to
encourage the root grass economic which is the second chop stick of current Thai government. According to samples
analysis and research in the study pace, the study revealed that Asset Capitalization Policy has been progressed
slowly because the project has not influenced to increase any investment. The groups that can access capital sources
are tradeswomen, tradesmen, stand-retailers and original owners. There is no change in the levels of employment,
labor displacement and family incomes. The debts of families have been increasing in particular the participating
families the project. Even though the capitalism has been advanced in the West, it is not helpful to be applied in
underdeveloped countries. Therefore, the policy was declared to be used, but it cannot succeed. The results showed
that the political institutes and property right systems deficit in laws and political including the following rules of the
254
officials’ performance causing unsuccessful and undeveloped in solving poverty of population. Moreover, Science and
Technology are essential factors to carry out the poverty of population as well.
บทนำ
ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี : แถลงนโยบายตอภา (23 มีนาคม 2548) เรื่อง นโยบายขจัดความยากจนของรัฐบาล
จะดำเนินนโยบาย และมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศใหหมดไป โดยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทั้งระบบ
เชื่อมโยงกับการแกไขปญหาความยากจนทุกระดับ จึงไดมีนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนตามแนวคิดของ Hernando de
Soto นักเศรษฐศาสตรชาวเปรูจากผลงานเรื่อง The mystery of capital : Why capitalism Triumphs in the west and fails
Everywhere Else ผูสรางความสนใจอยางกวางในสังคมไทย The mystery of capital ระบบทุนนิยมใชไดเฉพาะประเทศที่
พัฒนาแลวสำหรับประเทศดอยพัฒนา กอใหเกิดวิกฤติและความวุนวายทางสังคมอยูทั่วไป เพราะคนจนไมสามารถเขาถึงแหลง
ทุนไดขบวนโลกาภิวัฒน (Globalization) ไมชวยคนจนไดเพราะเปนการเปดโลกและสรางเครือขายใหเฉพาะคนสวนนอยที่มั่งคลั่ง
เทานั้นการประทวงจึงเกิดขึ้นในประเทศดอยพัฒนา เพื่อเปนการแสดงถึงความไมพอใจที่คนสวนใหญใชในปจจุบัน การแปลง
สินทรัพยที่ประชาชนครอบครองอยูเดิมโดยไมมีกรรมสิทธิ์ใหมีกรรมสิทธิ์รวมถึงการแปลงทรัพยสินที่เกิดจากการคิดคนของ
มนุษยที่ไมสามารถจับตองไดแตความคิดนั้นนำไปสูกระบวนการประดิษฐเปนผลิตภัณฑ โดยไดรับกรรมสิทธิ์ อันเกิดจากความ
คิดคนนั้น หากนำไปประเมินคาสงผลใหเกิดมูลคาเพิ่มตามเอกสารสิทธิ กรรมสิทธิ์ เพื่อใชเปนหลักทรัพยค้ำประกันกูเงินจาก
แหลงเงินทุนตามนโยบายรัฐ จากความสำคัญดังกลาวจึงจำเปนอยางยิ่งที่จะตองวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากนโยบายแปลง
สินทรัพยเปนทุน : กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อหาคาตัวทวีตามทฤษฏีของเคนส (Keynes) อันเกิดจากนโยบายแปลง
สินทรัพยเปนทุน การเพิ่มขึ้นของการลงทุน /รัฐบาลมีงบประมาณรายจาย เพิ่มขึ้น จะทำใหหนวยธุรกิจภาคครัวเรือนลงทุน
เพิ่ม-ลดอยางไร
Y= C+S (2.1)
โดย Y = Income C = Consumption S= Saving
วิธีการดำเนินการวิจัย
การศึกษาวิจัย วิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากการใชนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุน กรณีศึกษา จังหวัด
อุบลราชธานี เปนการศึกษาตัวทวี เพื่อหาความสัมพันธของตัวแปรเชิงสาเหตุ ที่สงผลกระทบโดยตรงตอตัวแปรผล อันเนื่องมา
จากโครงการตามนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนใน เรื่องดังตอไปนี้
1) การขยายตัวการลงทุนจากตัวทวี อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
2) กลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุน อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
3) การจางงานเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
4) การจางงานลดลง อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
5) รายไดภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
6) รายไดภาคครัวเรือนลดลง อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
7) หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
8) หนี้สินภาคครัวเรือนลดลง อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
9) การเคลื่อนยายแรง อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
การศึกษาวิจัยนี้ ผูวิจัยไดนำแบบจำลอง (Model) ในทางเศรษฐศาสตร เปนกรอบวิเคราะหเริ่มตนจากแนวความ
คิด(Conceptual Framework) ของ เฮอนานโด เดอโซโต นักเศรษฐศาสตรชาวเปรู ในเรื่องระบบกรรมสิทธิ์ และ นำกรอบ
ทฤษฎี Franco Modigliani : (Theory) life-cycle Theory and Permanent-income theory (1985) โดยสาระของทฤษฎีตั้ง
สมมติฐานของพฤติกรรมการบริโภคในชวงเวลาใดเวลาหนึ่งขึ้นอยูกับรายได สวนทฤษฎี life-cycle Theory มีขอสมมติ
วาปจเจกบุคคลจะวางแผนการบริโภคและการออมระยะยาวไว เพื่อจัดการบริโภคของตัวเองในแนวทางที่ดีที่สุด และแนวทางที่
จะเปนไปไดตลอดชวงชีวิตของเขา
255
การออม (saving) เกิดจากการที่ ปจเจกบุคคลไมบริโภคในปจจุบัน โดยจะเก็บไวเพื่อเตรียมความพรอมในอนาคต
ตามแนวคิดนี้ โครงสรางอายุของประชากรเปนตัวกำหนดที่สำคัญอยางหนึ่งของพฤติกรรมและการออม
กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้เปนการเลือกแบบเจาะจงแบงออกเปน 2 กลุม
1. กลุมที่สมัครเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนประเภทที่สาธารณะใน 2 กลุมตัวอยางประชาชนทั่วไปที่ยังไม
เขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน
การเก็บขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดดำเนินการเก็บขอมูลในเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ ผูมีสวนไดเสีย สังเกต และเชิง
ประมาณโดยการสรางแบบสอบถาม ความเขาใจในเรื่องผลกระทบอันเนื่องมาจากนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนแบงคำถาม
ออกเปน 4 ตอน
ตารางที่ 1 กรอบแนวทางการวิเคราะหขอมูลในเชิงคุณภาพ
ผลการวิเคราะหขอมูล (The result of data Analysis)
การศึกษาวิจัย วิเคราะหผลกระทบจากการใชนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุน กรณีศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
เปนการศึกษาตัวทวี เพื่อหาความสัมพันธของตัวแปรเชิงสาเหตุ ที่สงผลกระทบโดยตรงตอตัวแปรตาม อันเนื่องมาจากนโยบาย
แปลงสินทรัพยเปนทุนใน
การวิเคราะหผลตอบแทนจากการลงทุนอิสระ จากสูตร
โดยที่
256
และ
ตารางที่ 2 วิเคราะหรายไดจากการขายกลวยฉาบ
กรณีที่ 1 แสดงวา X1 เพิ่มขึ้น 1 หนวยโดยที่ X2 คงที่ Y จะเพิ่มขึ้น 0.3768
กรณีที่ 2 แสดงวา X2 เพิ่มขึ้น 1 หนวยโดยที่ X1 คงที่ Y จะเพิ่มขึ้น 0.0900
หรือ ตัวแปรอิสระไมสามารถอธิบายตัวแปรตามได และไมสามารถพยากรณผลได
ตารางที่ 3 วิเคราะหรายไดจาการขายลูกชิ้น
257
ตารางที่ 4 วิเคราะหรายไดจาการขายตำสม
ตารางที่ 5 วิเคราะหรายไดจาการขายคอหมูยาง
สรุปผลการศึกษา วิจัย (Summary discussion and Recommendation)
การศึกษาวิจัยวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนกรณีศึกษาจังหวัด
อุบลราชธานีเปนการศึกษาวิจัยแบบผสมระหวางการวิจัยชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พบวานโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน
สงผลกระทบ ตอการขยายตัวตอการลงทุนนอยมากจะเห็นไดจากรอบการหมุนของตัวทวี สำหรับกลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุนจะ
เปนกลุมแมคาพอคาเดิม ระดับการจางงานคงที่รายไดภาคครัวเรือนเปลี่ยนแปลงนอยมาก หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นการ
เคลื่อนยายแรงงานคงที่เพราะเปนแรงงานในครัวเรือน นอกจากนั้นยังพบวากลุมผูเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนประเภท
สาธารณะจะมีจำนวน 2 กลุมคือ กลุมที่มีปจจัยทุนเหลือเฟอ ไมประสงคจะกูยืมเงินจากแหลงเงินทุนเพียงแตตองการสิทธิในการ
ครอบครองที่สารธารณะเทานั้น นอกจากจะไมกูเงินแลว บางคนยังเปนแหลงเงินทุนนอกระบบใหกับผูรวมโครงการรายอื่น
หรือประชาชนทั่วไปในชุมชน กลุมที่2 เปนกลุมคนจนโดยคนกลุมนี้ มีความประสงคจะกูเงินจากโครงการแปลง
สินทรัพยเปนทุนและปจจุบันยังเปนหนี้แหลงเงินทุนคือ ธนาคารชุมชน กองทุนหมูบาน และที่สำคัญเปนหนี้นอกระบบ เสียดอก
เบี้ยในอัตรารอยละ 48-200.- บาทตอป สงผลใหรายรับไมเพียงพอกับรายจาย
ขอเสนอแนะ
นโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนถือเปนตะเกียบขาที่ 2 ของรัฐบาลโดยมีวัตถุประสงคเพื่อเพิ่มรายจายภาครัฐและ
สรางโอกาสใหคนจนนำสิทธิกรรมสิทธิ์อันเกิดจากการครอบครองและสิทธิอันเกิดจากความคิดคนของมนุษยมาประเมินคาตาม
โครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน จะนำไปสูความสำเร็จจะตองดำเนินการ ดังนี้
258
1) แกไขพฤติกรรมสวนตัวของเจาหนาที่รัฐ เรื่องจริยธรรมในการทำงานโดยใหมองผลประโยชนสวนรวมของประชาชน
ผูยากจน ใหเปนไดรับประโยชนสูงสุดจากการแปลงสินทรัพยเปนทุน ภายใตกรอบกฎหมายที่เกี่ยวของในรูปบูรณาการ
2) แกไขระบบราชการโดยการปรับปรุงระเบียบ และกฎหมายตาง ๆ ใหสอดคลองกับทองถิ่นในแตละพื้นที่ตามสภาพ
ความเปนจริงและในขณะเดียวกันก็ควรใหผูมีอำนาจจัดเจาหนาที่ใหความรูผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนตามความถนัด
และความสามารถของผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนในแตละกลุมอยางตอเนื่อง พรอมสรุปผลความกาวหนาในการดำเนิน
การเปนรายเดือน หรือ ไตรมาส ตามแผนงาน
3) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ โดยใหจัดทำขั้นตอนการเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปน
ทุนใหสั้นชัดเจนและนำเทคโนโลยีมาใชในการปฏิบัติงานอยางแทจริง
4) ควรเปดโอกาสใหคนทุกกลุมเขาถึงแหลงเงินทุน เชน ครัวเรือน ภาคการเกษตร การคา การบริการ สามารถเขาถึง
แหลงเงินทุนได ภายใตกรอบความสามารถของตนเองเปนเกณฑ
5) การประเมินสินทรัพย ของผูกู ควรประเมินราคาใหสอดคลองกับราคาตลาด หรือราคาที่แทจริง บวก ดวยความ
สามารถของบุคคล จึงประเมินคาออกมาเปนทุน
6) การปลอยเงินกูของธนาคารไมควรปลอยกูครั้งเดียวโดยควรปลอยกูเงินใหเปนงวด ๆ ตามแผนการผลิตที่เสนอไวตอ
หนวยงานเจาของทรัพยสินหรือธนาคารผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน เพราะผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนบาง
รายมิไดนำเงินกูไปลงทุนแตนำเงินกูไปชำระหนี้เดิมหรือไปใชจายเพื่อการบริโภค เปนสำคัญ
แนวทางแกไข
1) ควรมีการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษยโดยใหการศึกษาการฝกอบรมในการประกอบอาชีพตามความถนัดสำหรับผู
รวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนจากนั้นควรจัดทำแผนการผลิต แผนการจำหนาย การแปรรูผลิตภัณฑเพิ่มมูลคาในการผลิต
เพื่อใหเกิดความแข็งแกรงและยั่งยืน
2) ศึกษาความเปนไปไดของโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนประเมินผลตอบแทนความคุมคาที่จะลงทุนเปนรายบุคคล
เพื่อมิใหเกิดผลกระทบภายหลังดำเนินโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน แลวเสร็จ
3) กรณีผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนมีหนี้กับแหลงเงินทุนหลายแหงควรจัดหาเงินกูอัตราดอกเบี้ยต่ำใหกูยืม
โดยการรวมหนี้แลวขยายระยะเวลาการสงชำระใหยาวขึ้นหรือทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูรวมโครงการแปลงสินทรัพย
เปนทุนเพื่อมิใหไปกูเงินทุนนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูง
4) ควรลงโทษผูมีอำนาจทางการเงินการเมืองที่ทำผิดโดยการปลอยเงินกูอัตราดอกเบี้ยสูงรอยละ 4-20 .-บาทตอเดือน
เมื่อนำมาคำนวณจะไดอัตราดอกเบี้ยรอยละ 48-200.- บาท/ป
5) ควรรณรงคสรางจิตสำนึกโดยการใชจายเงินภายใตขอจำกัดของรายไดที่ไดรับตอเดือน/ป เพื่อมิใหเกิดการสั่งสมหนี้
เพิ่มขึ้น จะทำใหมีความสุข ความมั่งคั่ง
บรรณานุกรม
อุดมศักดิ์ ศีรประชาวงศ . (2542) “หนวยที่ 2 ตลาดผลิตผลกับเสน IS” .ใน ทฤษฎีเศรษฐศาสตร
มหภาค. นนทบุรี : สำนักพิมพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
วิทยา ปนทอง .(2542) “หนวยที่ 4 ทฤษฎีวงจรชีวิตของการบริโภคและการออม ทฤษฎีรายไดถาวรของการบริโภค” ในทฤษฎี
เศรษฐศาสตร มหภาค. นนทบุรี: สำนักพิมพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ณรงศักดิ์ ธนวิบูลยชัย. (2542) “หนวนที่ 10 การประมาณคาพารามิเตอรของการถดถอยพหุคูณ”. ใน เศรษฐศาสตรเชิงปริมาณ
สำหรับนักเศรษฐศาสตร.นนทบุรี: สำนักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ณรงศักดิ์ ธนวิบูลยชัย.(2542) “หนวนที่ 3 การเปนเจาของและการระบุกรรมสิทธ “ ใน เศรษฐศาสตรสิงแวดลอม.นนทบุรี:
สำนักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
259
บทคัดยอ
การศึกษาวิจัย ผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใชโครงการ GFMIS,e-Auction มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษา
สภาพปญหาอุปสรรคอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช Government Fiscas Management Information System : GFMIS,e-
Auction โดยเนนการประเมินความคิดเห็นจากกลุมตัวอยาง ผูเขารับการฝกอบรม และสัมภาษณผูมีสวนไดเสีย ระหวางวันที่
3 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2549 จำนวน 495 ชุด ปญหาที่พบในการปฏิบัติจากการใชงานในระบบ GFMIS ดังนี้
1) ระบบการปฏิบัติงานรูปแบบใหม เปนการประยุกตวิธีการทำงานจากการเขียนดวยมือบนกระดาษเปลี่ยนเปนการ
ทำงานดวยอินเทอรเน็ต (ออนไลน) โดยชวงแรกทำใหผูปฏิบัติงานไมคุนเคยรูสึกยุงยากซับซอนขั้นตอนมากและที่สำคัญคือ
ระบบงานยังไมหยุดนิ่งมีการปรับปรุงและซอมความเขาใจอยางตอเนื่อง
2) ระบบเครือขายมักประสบปญหาขัดของบอยครั้ง จึงนำไปสูการสงขอมูลไมไดตองเสียเวลารอการแกไข โดยเครื่อง
Terminal ถือเปนอุปกรณสำคัญในการรับขอมูลของหนวยงานเขาสูระบบ GFMIS แตหนวยงานที่ไดรับจัดสรร เฉพาะสวน
ราชการสวนกลาง คือ หนวยงานระดับ มหาวิทยาลัยฯ เขตพื้นที่การศึกษา และคลังจังหวัด สำหรับสวนราชการประจำจังหวัดที่
ไมไดรับจัดสรรเครื่องจะตองเดินทางไปนำสงขอมูล ณ คลังจังหวัด และจะตองรอการใชเครื่อง Terminal เรียงลำดับกอนหลัง
ทำใหเสียเวลา เพิ่มตนทุนในการเดินทางสูงขึ้น
3) ดานการใหบริการ (Help Desk) มีจำนวนนอยเมือเปรียบเทียบกับหนวยงานที่จะตองเขาใชงานในระบบ GFMIS
และการตอบขอหารือระหวางปฏิบัติงานบางครั้งไมสามารถตอบคำถามในขณะปฏิบัติงาน ณ เวลานั้นไดทันที อันนำไปสู
กระบวนการที่ไมมีประสิทธิภาพสูงสุด
4) การใหบริการทางวิชาการ ผูรับผิดชอบโครงการยังไมสามารถจัดฝกอบรมเชิงปฏิบัติการใหกับผูปฏิบัติงานไดอยาง
ทั่วถึง และควรเนนการฝกอบรมเชิงบูรณาการ (Integration) เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันในมิติตาง ๆ เพื่อใหเกิดการคิดวิเคราะหอยาง
เปนระบบอันนำไปสูประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุดตอประเทศ และหนวยงานไดอยางแทจริง
ผลการศึกษาวิจัยระบบ e-Auction มาใช พบวาระดับพฤติกรรมอันนำไปสูภาคปฏิบัติของเจาหนาที่พัสดุ คณะกรรมการ
ดวยอิเล็กทรอนิกส หัวหนาหนวยงาน และผูคา มีระดับความเขาใจแตกตางกันโดย e-Auction ระเบียบยังไมหยุดนิ่งมีการปรับ
เปลี่ยนและแกไขเปนระยะ ๆ การบังคับใชมี 2 มาตรฐาน และยังขาดหนวยงานใหความรูทางวิชาการอยางตอเนื่อง
กระบวนการจัดหาดวยระบบอิเล็กทรอนิกสไมสามารถปองกันการฮั้วงานได แมวาจะมีคนกลางเขามาจัดการประมูลใหกับหนวย
งานก็ตาม e-Marketplace service ในประเทศไทยมีจำนวนนอย ถือวาเปนตลาดผูขายนอยราย ถาเทียบกับหนวยงานที่จะตอง
ถือปฏิบัติตามระเบียบฯ
260
Abstract
The investigation of impacts of the enforcement measure in using Government Fiscas Management
Information System, GFMIS and e-Government Procurement, e-GP or known as e-Auction, is intended to study
problems that happen from using the enforcement measure. The processes concerned with evaluation of 495 survey
forms collected from trainees’ ideas participating in the training held on September 3rd, 2005 through May 20th, 2006.
Problems found in practical use of GFMIS
1. New operation system is that manual work which is written by hand on papers changed to work on-line via
internet. The problem was that in the beginning the trainers were confused because they didn’t get used to the new
system. The processes were more complicated and had to many steps as well.
2. Since the internet system often encounters with interruptions, the information cannot be sent in the proper
time. This causes to waste time for fixing the failure. Terminals are the most important communication devices in the
GFMIS. However, only main government organizations such as universities, educational areas and provincial
treasures are received terminals. In the other hand, government sub-organizations doesn’t received terminals, so those
organizations need to travel to the provincial treasures to send information to the GFMIS by waiting for sequence. The
problems cause increase of the operation cost.
3. Help Desk is insufficient when compared to organizations requiring the use of GFMIS. Any time when the
users want to communicate information during working, the communication cannot be done immediately. The users
cannot receive the answers right away. The communication was ineffective.
4. Academic service, responsible units cannot provide workshops for entire users. The workshops should
emphasize on integration linking between different dimensions to create analysis system effectively. The ultimate
efficiency benefits to the country and organizations.
The results of the study of the e-Auction project showed the behavior levels lead to the performance of
procurement officers, electronic committee, head offices, and sellers have differences of understanding levels. The
e-Auction regulation does not stop improving, but it has been changed intermittently. The electronic acquiring process
cannot prevent illegal cooperation of sellers. There are few e-Marketplace services in Thailand when compared to the
government agencies which must obey the regulation.
บทนำ
รัฐบาลไทยภายใตการนำของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไดนำวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใชในการบริหารประเทศ อันเปนที่มาของศูนยบัญชาการทางอิเล็กทรอนิกสโครงการบริหารงานการเงินการคลังภาครัฐสู
ระบบอิเล็กทรอนิกส (Government Fiscas Management Information System :GFMIS ,e-Auction) จากสภาพปญหาการ
บังคับใช GFMIS ,e-Auction กับหนวยงาน สวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคกรอิสระตามมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ คำสั่ง แมวาจะ
มีความจำเปนอยางยิ่ง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอันนำไปสูความเปนสากลเพื่อใหเกิดความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ โดยเนน
ใหมีผูรับ ความรับผิดชอบ (Accountability) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ความโปรงใส (Transparency) ความคุมคา (Value for
Money) และ สรางระบบธรรมาภิบาลในการบริหาร (Good Governance) ทั้งนี้ หากมองในมุมผูที่จะรับปฏิบัติตามนโยบายรัฐ
คือ หัวหนาสวนราชการ หัวหนาหนวยงาน ตลอดจนหัวหนาองคกร โดยหนวยงานเหลานี้ไมมีความพรอมทางดานบุคลากรที่
จะนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอยางยิ่งเจาหนาที่ผูไดรับผลกระทบอยางแทจริง คือ เจาหนาที่ปฏิบัติงานดานการจัดหาพัสดุ
เจาหนาที่ปฏิบัติงานดานการเงินและการบัญชี คนสองกลุมนี้ ขาดความเขาใจในแนวปฏิบัติที่ถูกตอง และตองแสวงหาความรูเอง
ในระยะเริ่มตน อันเนื่องมาจากไมมีหนวยงานที่ใหความรูในเบื้องตนอยางเพียงพอโดยรัฐขาดการประชาสัมพันธลวงหนา ทั้งที่
เปนการเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการเขียนดวยระบบมือบนกระดาษ เปนวิธีการทำงานดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (ออนไลน)
261
GFMIS เปนระบบฎีกาบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส e-Auction เปนธรุกรรมการจัดหาดวยวิธีอิเล็กทรอนิกส จุดเดนของ
e-Action เปนการเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ต (ออนไลน) แทนการยื่นซองเสนอราคาแบบเดิม โดยมีคนกลาง คือผูให
บริการตลาดกลาง (e-Marketplaceservice) เปนผูนำโปรแกรมมาใหบริการแกหนวยงานที่ทำการจัดซื้อ จัดจางผูคา (Supplier)
มีหนาที่เสนอราคาผานระบบอิเล็กทรอนิกสภายในระยะเวลา สถานที่ที่ไดกำหนดไวแทนการยื่นซองเสนอราคาแบบเดิม ทั้งสอง
ระบบมีการบันทึกขอมูลทางอิเล็กทรอนิกส (ผานอินเทอรเน็ต) ดังนั้น กระบวนในการทำงาน จึงมีลักษณะเปนแบบจำลอง
Dynamic Model โดย ผูคา ที่ไดจากกระบวนการจัดหา e-Auction จะตองเขาไปทำสัญญาทางอิเล็กทรอนิกสออนไลน GFMIS
เพื่อตั้งจายกอหนี้ผูกพันตามโครงการที่ไดรับจัดสรรงบประมาณของหนวยงานทางอิเล็กทรอนิกส เมื่อผูบริหารระดับประเทศ
ระดับกระทรวง ระดับกรมอยากรูการเคลื่อนไหวตาง ๆ ก็สามารถเรียกดูได จึงสงผลใหเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอยาง
แทจริง อยางใดก็ตามแมวาระบบสารสนเทศในปจจุบันจะสามารถยอฐานขอมูลของสวนราชการทั้งประเทศใหอยูในคอมพิวเตอร
เพียงเครื่องเดียวได ก็มิไดหมายความวาประเทศไทยกาวหนากวาประเทศอื่น อันเนื่องมาจากไมไดเปนผูผลิต Software ใชงาน
แตเปนการจัดซื้อ/ ผูวาจางทำเพื่อการใชงานระบบ GFMIS จากตางประเทศ
การบังคับใช GFMIS , e-Auction กับหนวยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน และหนวยงานอื่นของรัฐ ที่อยู
ในสังกัด การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝายบริหารตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน หรือกฎหมาย
จัดตั้งหนวยงานนั้น ๆ แมวา ทั้งสองโครงการดังกลาวขางตน จะเปนแนวคิดที่ดีเพราะเปนหลักสากลทั่วไป แตสิ่งที่ควร
กระทำกอนบังคับใช คือการพัฒนาทรัพยากรทุนในตัวมนุษย อันเปนปจจัยทุนที่มีความสำคัญยิ่งกวาปจจัยอื่น เพราะเปนผูที่นำ
นโยบายไปปฏิบัติงานในหนวยงานใหบรรลุวัตถุประสงคตามมาตรการบังคับใช จากความสำคัญดังกลาว จึงมีความจำเปนที่จะ
ตองทำวิจัย ผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช GFMIS , e- Auction ขึ้นเพื่อทราบถึงปญหาและแนวทางแกไขปญหา
ที่ถูกตอง อันจะนำไปสูการพัฒนาประเทศ และหนวยงานอยางยั่งยืนในอนาคต
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช GFMIS, e-Auction เปนการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ ความเขาใจโดย
ประชากรกลุมตัวอยางไดจาก 2 กลุม คือ ผูเขารับการฝกอบรม และสัมภาษณผูมีสวนไดเสียโดยตรงทางโทรศัพท และนำ
หลักทฤษฏี Balanced Scorecard : Drs. Robert Kaplan, David Norton. เปนเกณฑประเมินวัดความเขาใจของกลุมตัวอยาง
ตาราง 1 กรอบแนวทางการวิเคราะหขอมูลและเกณฑการประเมิน
262
ผลการวิเคราะหขอมูล (The result of data Analysis)
การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดนำแบบสอบถามความเขาใจจากผูเขารับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร GFMIS,
e- Auction จำนวน 495 ชุดในเชิงปริมาณประมวลผลโดยโปรแกรม SPSS ตามตารางที่ 2-6 กลุมตัวอยางจำนวน 5 กลุม
ระหวางวันที่ 3 กันยายน 2548 – 20 พฤษภาคม 2549 ดังนี้
ตารางที่ 2 รุนที่ 1 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 103
ตารางที่ 3 รุนที่ 2 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 106
ตารางที่ 4 รุนที่ 3 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข (/ ) คือ N (Population) จาก 155
263
ตารางที่ 5 รุนที่ 4 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 103
ตารางที่ 6 รุนที่ 5 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข (/) คือ N (Population)จาก 120
สรุปผลการศึกษา วิจัย (Summary discussion and Recommendation)
ปญหาอุปสรรคของการปฏิบัติงานในระบบ GFMIS ที่พบ คือการทำงานในระบบ GFMIS เปนการเปลี่ยนแปลงวิธีการ
ทำงานแบบใหมโดยเนนกระบวนการทำงานในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการปฏิบัติงานผานระบบอินเตอรเน็ต
(ออนไลน) เครื่อง Terminal ถือเปนอุปกรณที่สำคัญในการรับ-สงขอมูลเขาสูระบบ GFMIS อันเนื่องมาจากเครื่องTerminal
รัฐบาลจัดสรรใหสวนราชการระดับกรมเชน มหาวิทยาลัยฯ คลังจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น สวนราชการอื่นจึงตองเสีย
เวลาในการเดินทางไปสงขอมูล ณ คลังจังหวัด ถือเปนการเพิ่มตนทุนคาใชจายในทำงานเพิ่มขึ้น Help Desk ในระบบ GFMIS
มีจำนวนนอยและการตอบขอหารือระหวางผูปฏิบัติงาน ณ หนวยงาน เชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในขณะ เกิดปญหาระหวาง
ปฏิบัติงาน ผูตอบปญหาไมสามารถตอบไดในขณะนั้น หรือตอบปญหาไมชัดเจนบางครั้งจะตองรอคำตอบในวันถัดไป
ดานการใหบริการทางวิชาการของหนวยงานที่รับผิดชอบไมสอดคลองกับการบังคับใช อันเนื่องมาจากการบังคับใชกับ
สวนราชการทั่วประเทศ และมีเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานเขาไปใชระบบ GFMIS เปนจำนวนมากไมวาจะเปนเจาหนาที่การเงิน
เจาหนาที่บัญชี เจาหนาที่พัสดุ และผูบริหารองคกรในระดับตาง ๆ จะมีความสัมพันธในมิติตาง ๆ อยางเกี่ยวเนื่องแตขาดการให
ความรูอยางทั่วถึงนอกจากนั้น ระบบ GFMIS ยังไมหยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยนและทำความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอยาง
ตอเนื่องในขณะปญหาที่เกิดขึ้นเปนปญหาเฉพาะหนาระหวางปฏิบัติงาน โดยผูปฏิบัติงานใชสถานการณที่เกิดขึ้นจริงเปน
จุดศูนยกลางการเรียนรู (Group Center)
e-Auction ในชวงเวลาที่ทำการศึกษา พบวา เกิดปญหาความไมเขาใจในแนวทางปฏิบัติของขาราชการกลุม ตาง ๆ
แตกตางกันไป อันนำไปสูการปฏิบัติงานยังไมมีประสิทธิภาพอยางแทจริง
1. กลุมขาราชการการเมืองระดับทองถิ่น กลุมนี้โดยเฉพาะผูบริหารองคกร วิตกกังวล ไมเขาใจวิธีประมูลดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส อันเนื่องมาจาก ผูคา ซึ่งใหการสนับสนุนในขณะเลือกตั้ง จะมีบทบาทสำคัญตอกระบวนการจัดหา
2. กลุมผูนำไปปฏิบัติงาน คือ ระดับเจาหนาที่ปฏิบัติงานพัสดุ ขาดความรูความเขาใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาพัสดุ
ดวยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส จึงสงผลใหเกิดความลังเลไมปฏิบัติตามระเบียบ และไมรูวิธีแกไขปญหา อันนำไปสูการทำงานที่
ผิดพลาด และสงใหเกิดปญหาตอเนื่องไปยังคณะกรรมการฯ
264
ขอเสนอแนะ
e-Auction เปนการประยุกตวิธีการทำงานจากวิธีการประกวดราคาเดิม มาเปนวิธีการเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ต
ออนไลนภายในระยะเวลาและสถานที่ที่ไดระบุไวในประกาศโดยสถานที่จะตองไดรับอนุญาติและขึ้นทะเบียนไวกรมบัญชีกลาง
กำหนดเทานั้น วิธีการทำงานยังคงเปน 2 รูปแบบคูขนาน คือ ระบบเอกสารตามระเบียบฯ และระบบขั้นตอนทางอิเล็กทรอนิกส
วิธีการการทางอิเล็กทรอนิกสไมสามารถปองกันการฮั้วงานได ถารัฐตองการใหวิธีการจัดหาดวย e-Auction ปองกัน
การฮั้วงานได ทุกขั้นตอนควรจะทำงานผานระบบอินเตอรเน็ตออนไลน เชน ยื่นเอกสารผานระบบอินเตอร รับเอกสาร
ตรวจเอกสาร ฝกอบรมผูคาผานอินเทอรเน็ต และเสนอราคาผานระบบอินเตอรเน็ตไดทุกสถานที่โดยไมจำกัด
อนึ่ง กระบวนการจัดหาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2549 ที่บังคับใชเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ 2549 นั้น แมวา
จะไมประกาศรายชื่อผูผานการคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องตน และมิใหตลาดกลางจัดอบรมผูคาแตมีการกำหนดสถานที่เสนอราคา
โดยผูคาจะตองเดินทางไปเสนอราคา ณ สถานที่ขึ้นทะเบียนไวกับกรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งไมแตกตางกับวิธีการประกวดราคา
เดิมที่กำหนดใหใชสถานที่กลาง ยื่นซอง รับซอง เปดซอง เสนอราคา การกำหนดสถานที่ดังกลาวจะสงผลให ตนทุนในการ
เดินทาง คาใชจายเพิ่มขึ้นและใชเจาหนาที่ประจำหองเสนอราคาเพิ่มขึ้นตามลำดับ สิ่งที่สำคัญคือไมสามารถปองกัน
การฮั้วงานได กรณีวงเงินเกิน 50 ลานใหกรมบัญชีกลางเปนผูแตงตั้งคณะกรรมการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส มีขั้นตอน
การดำเนินงานทางดานเอกสารแบบฟอรมมาก ทำใหเกิดความลาชา จึงไมสอดคลองกับยุทธศาสตรการกระจายอำนาจอยาง
แทจริง
GFMIS, e-Auction ควรมีหนวยงานกลางใหความรูอยางตอเนื่องอันเนื่องมาจากระบบยังไมหยุดนิ่ง เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพ ศักยภาพในการทำงานใหกับเจาหนาที่ของรัฐเกิดความมั่นใจ และปฏิบัติงานได ถูกตอง แมยำโดยเฉพาะการ
บังคับใช e-Auction 2 มาตรฐานในปจจุบัน จากผลการศึกษาวิจัยและเปนศูนยการจัดประมูลดวยวิธีทางอิเล็กทรอนิกสที่ผานมา
พบวา e-Auction ไมสามารถปองกันการฮั้วงานไดแลว ยังอาจจะเปนวิธีที่เอื้อใหผูคาฮั้วงานไดอยางโปรงใส แต e-Auction
ก็มีจุดแข็งที่กระบวนการจัดหาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส ปองกันเจาหนาพัสดุผูนอยใหปลอดภัยไดอยางมีประสิทธิภาพ
เพราะมี e-Marketplace Service รับหนาแทนเจาหนาที่พัสดุ
แนวทางแกไข
ดานทรัพยากรมนุษย คือ เจาหนาที่ของรัฐควรสงเสริมใหไดรับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการ และซักซอมความเขาใจใหผู
ปฏิบัติงานผูบริหารระดับตาง ๆ อยางตอเนื่อง อันเนื่องมาจากระเบียบและแนวปฏิบัติยังไมหยุดนิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยาง
ตอเนื่อง โดยการใหความรู และเนนการใหความรูภาคปฏิบัติ มากกวาทฤษฎี นอกจากเจาหนาที่รัฐแลวควรจัดหลักสูตรให
ความรูเกี่ยวกับวิธีเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ตโดยโปรแกรมตลาดกลางสำหรับผูคาอยางทั่วถึง การเสนอราคาไมควร
กำหนดใหผูคาเดินทางไปเสนอราคา ณ สถานที่ที่ขึ้นทะเบียนไวกับกรมบัญชีกลางเทานั้นเพราะจะทำใหเกิดการฮั้วงานได
การเสนอราคาควรเสนอไดจากทุกสถานที่ตามประกาศกระทรวงการคลังป พ.ศ.2548 จะมีประสิทธิภาพมากกวาระเบียบฯ
พ.ศ.2549
เอกสารอางอิง
สมคิด พรมจุย.2549. เทคนิคการจัดฝกอบรม. ใน : เอกสารประกอบการฝกอบรมหลักสูตรเทคนิคการจัดฝกอบรม.
5-10 มีนาคม 2549. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชธานี. หนา 2
รัชชนนท แกะมา.2546.การวิเคราะหตนทุนการจางเหมากอสรางโดยวิธีประกวดราคาเทียบกับวิธีการประมูลดวยระบบ
อิเล็กทรอนิกส. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย. 106 หนาเศรษฐศาสตร
มหาบัณฑิต
อัญชลี เทพรัตน. GFMIS Strategy against corruption or influence on Thai Government.
สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ. แนวทางการจัดหาพัสดุโดยการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส.
265
ปตตานีในอดีตเปนเมืองทาคาขายที่สำคัญ มีเรื่องราวที่นาสนใจมากมาย โดยเฉพาะบุคคลที่มีสวนทำใหปตตานีเจริญ
รุงเรือง ปตตานีเปนเมืองประวัติศาสตรจึงมีทั้งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตรและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมที่นาสนใจ
ปตตานีมีชื่อเรียกในเอกสารตางๆมากมาย อาทิ ตานี ปะตานี ปาตานี ฟาฏอนี โฝตาหนี่ ตาหนี่ เปนตน
ยุโรปชาติแรกๆที่เขามาคาขายกับเมืองปตตานีไดแกโปรตุเกส ฮอลันดา ชาวฮอลันดาเขามาคาขายที่เมืองปตตานีหลังชาว
โปรตุเกส แตเขามากอนชาวอังกฤษถึง ๑๐ ป ตอมาชาติที่เขามาคาขายกับเมืองปตตานีคือชาวญี่ปุนและชาวจีน เนื่องจาก
สภาพภูมิศาสตรของปตตานีติดกับทะเลมีอาวที่บังคลื่นลม เหมาะจะเปนที่จอดเรือเพื่อคาขาย อีกทั้งเมืองปตตานียังมี
ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ ทั้งสินแร เครื่องเทศ ของปา และพืชพรรณนานาชนิดนั่นเอง
บุคคลสำคัญในยุคสมัยตางๆของปตตานีตั้งแตอดีตถึงปจจุบันมีจำนวนมากมายทั้งในดานการปกครอง ดานการพัฒนา
เศรษฐกิจ และดานศิลปวัฒนธรรม ไมสามารถนำมากลาวใหหมดในคราวเดียวได ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะที่มีหลักฐานเอกสาร
และขอมูลตางๆ หลังจากป พ.ศ. ๒๐๐๐โดยจะนำเสนอบุคคล ๒ กลุม คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร และบุคคลสำคัญทาง
วัฒนธรรม
บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร ไดแกผูปกครองเมืองปตตานีตั้งแต พ.ศ.๒๐๐๐-๒๔๔๕ ดังนี้
ราชาศรีวังสา ปกครองปตตานีราวพ.ศ.๒๐๐๐-๒๐๔๓ เดิมเปนเจาเมืองอยูที่ “เมืองกอตามะลิฆัย” หรือที่เรียกกันวา
”ลังกาสุกะ” ในปจจุบัน มีความเห็นวาบริเวณริมฝงทะเลที่มีชายชราชาวมลายูชื่อ “ตานี”มีอาชีพเปนชาวประมงที่คนทั่วไปเรียก
วา “ปะตานี” ไดอาศัยอยูนั้นมีผูคนอยูกันอยางหนาแนน มีลำคลองเล็กๆเปนเสนทางคมนาคมใหเรือเล็กแลนออกสูทะเลได
สะดวก อาทิ คลองกรือเซะ ดังนั้นราชาศรีวังสา และพระบรมวงศานุวงศพรอมพสกนิกรที่ลังกาสุกะจึงไดยายมาอยูที่หมูบานดัง
กลาว โดยตั้งชื่อใหมวา “ปะตานี” หรือ “ปาตานี”
ราชาอินทิรา เปนโอรสของราชาศรีวังสา ปกครองเมืองปตตานีตอจากพระบิดา ในชวง พ.ศ.๒๐๔๓-๒๐๗๓
ตอมาราชาอินทิราทรงประชวรเปนโรคผิวหนัง ไมมีแพทยคนใดในเมืองปตตานีรักษาใหหายได “แซะห ซาอิด” ชาวเมืองปาไซที่
เกาะสุมาตราซึ่งนับถือศาสนาอิสลามถูกพวกฮินดูยกทัพเขาตีเมือง จึงไดอพยพมาอยูที่เมืองปตตานี ไดขออาสาถวายการรักษา
โดยมีขอแมวาราชาอินทิราจะตองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม (กอนหนานี้นับถือศาสนาพุทธและพราหมณ) ดวยเหตุนี้
ราชาอินทิราและพสกนิกรจึงไดเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแทนศาสนาพุทธ และพราหมณตั้งแตบัดนั้นเปนตนมา
ราชาอินทิรานับเปนเจาเมืองปตตานีคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม ไดพระนามใหมวา “อิสมาแอลชาห” (ใชคำวา สุลตานนำ
หนาชื่อ ตามแบบอาหรับ สวนการใชคำวาชาหลงทายชื่อตามแบบเปอรเซีย)
สุลตานมุซ็อฟฟารชาห (มุฎอฟฟารชาห) เปนโอรสของสุลตานอิสมาแอลชาหไดปกครองเมืองปตตานีตอจากพระ
บิดาในชวงพ.ศ.๒๐๗๓-๒๑๐๗ เคยเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา ๒ ครั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี สมเด็จพระจักรพรรดิกษัตริยกรุงศรี
อยุธยาซึ่งครองราชยชวงพ.ศ.๒๐๘๒-๒๑๑๒ ไดทรงมอบชาวพมาและชาวลานชางแกสุลตานมุซ็อฟฟารชาหเปนของกำนัลกลับ
เมืองปตตานีดวย เมื่อกลับถึงเมืองปตตานีไดจัดใหชาวพมาอยูอาศัยที่เชิงสะพาน กะดี เพื่อเลี้ยงชางและใหชาวลานชางอยูที่นา
ใกลคลองปาเระ เรียกหมูบานนี้วา กือดี หรือบานดี ในปจจุบัน สุลตานมุซ็อฟฟารชาหไดเสด็จกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
ในพ.ศ.๒๑๐๗ และไดสิ้นพระชนมที่นั่น พระศพถูกฝงไวที่ใกลปากน้ำเจาพระยา
266
สุลตานมันโซรชาห เปนพระอนุชาสุลตานมุซ็อฟฟารชาห ปกครองชวงพ.ศ.๒๑๐๗-๒๑๑๕
สุลตานปาเตะสยาม (ปาติก สยาม) เปนโอรส ของสุลตานมุซ็อฟฟารชาหไดปกครองเมืองปตตานีตอจากพระปตุลา
(นองชายของพอ)คือตอจากสุลตานมันโซรชาห ในพ.ศ.๒๑๑๕-๒๑๑๖ เพียง ๑ ปเทานั้น เนื่องจากสุลตานปาเตะสยาม มีพระ
ชันษาเพียง ๙ พรรษาเทานั้น จึงตองใหซีตีอาอีซะหผูเปนพระปตุจฉา (นองสาว) ของพอ เปนผูสำเร็จราชการแทน ภายหลังทั้ง
สองพระองคสิ้นพระชนม เพราะถูก “ราชามัมบัง” (พระเชษฐาของสุลตานปาเตะสยามที่ประสูติจากพระสนม)ลอบสังหาร
ราชามัมบังก็ถูกลอบปลงพระชนมในเวลาตอมา
สุลตานบะหโดรชาห เปนโอรสของสุลตานมันโซรชาหไดครองเมืองปตตานีในชวงพ.ศ.๒๑๑๖-๒๑๒๗ เปนเวลา ๙
ป ก็ถูก”ราชาบีมา” ลอบสังหารดวยกริช เพราะตองการแยงพระราชบัลลังก แตราชาบีมาก็ถูกบริวารของสุลตานบะโดรชาห
สังหารเชนกัน สุลตานบะโดรชาหไมมีโอรส มีเพียงพระธิดา ๓ องค คือ รายาฮิเยา รายาบีรู และรายาอูงู
รายาฮิเยา ไดปกครองเมืองปตตานีในชวงพ.ศ.๒๑๒๗-๒๑๕๙ ทำใหบานเมืองเจริญรุงเรืองสงบสุข การคาเฟองฟู
พระนามของรายาฮิเยาลือเลื่องขจรขจายไปทั่วโลก กษัตริยจากทวีปยุโรปและเมืองตางๆไดสงคณะทูตมาเชื่อมสัมพันธไมตรี
และรายาฮิเยาก็ไดสงราชทูตไปยังเมืองตางๆเพื่อเปนการตอบแทนสัมพันธภาพรวมทั้งเมืองสยามและเมืองญี่ปุนดวย ทำใหชาว
โปรตุเกส ชาวฮอลันดา ชาวอังกฤษ ชาวสเปน ชาวญี่ปุน ฯลฯ เริ่มมาคาขายที่เมืองปตตานีเปนครั้งแรก เรือสินคาญี่ปุนและเรือ
สินคาจากเมืองสยามเดินทางเขาสูเมืองปตตานีไมขาดสาย (เรือสินคาจากสยามเขามาที่เมืองสาย ปจจุบันคืออำเภอสายบุรี)
กษัตริยสยามเรียกรายาฮิเยาวา “พระนางเจาหญิง” รายาฮิเยาไดพัฒนาเมืองปตตานีในทุกๆดาน อาทิ ทรงใหขุดคลองจาก
กรือเซะมุงไปทางทิศใตจนถึงแมน้ำปตตานีที่ “เตอรมางัน” อยูในตำบลเมาะมาวีตอเขตกับปรีกี อำเภอยะรัง) เพื่อใหน้ำไหล
มาตามคลองแหงใหมคือคลองกะดี ผานคลองกรือเซะแลวไหลลงทะเลที่กัวลารอ (กัวลารอ อยูในตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมือง
ปตตานี) ชวยใหน้ำไหลออกทางคลองกรือเซะเปนน้ำจืด สามารถใชน้ำเพื่อการเกษตรไดมากขึ้น เมืองปตตานีในสมัยรายาฮิ
เยามีชื่อเสียง ขจรขจายไปทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก ทาเรือเมืองปตตานีคับคั่งไปดวยเรือสินคานานาชาติ นับเปน
ศูนยกลางการคาที่ยิ่งใหญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต อีกทั้งยังเปนศูนยกลางแหงการสืบทอดวัฒนธรรมมลายู รายาฮิเยาไดรับ
สมญานามวา “มารโฮม เกอรตามางัน” พระนางสิ้นพระชนมเมื่อพ.ศ.๒๑๕๙ พระชนมายุ ๖๓ พรรษา พระนางไมมีพระสวามี
แตเปนผูปกครองเมืองปตตานีที่พสกนิกรรักมากและยังเปนผูที่ตางชาติทั่วโลกรูจักและยอมรับในความสามารถ (เมื่อครั้งจังหวัด
ปตตานีจัดแสดงแสง สี เสียงประวัติศาสตรเมืองปตตานีในงานประจำปพิธีลุยน้ำลุยไฟในงานแหเจาแม ลิ้มกอเหนี่ยว ครั้งแรกที่
ปตตานี พ.ศ.๒๕๔๕ สมัยนายสมพร ใชบางยาง เปนผูวาราชการจังหวัดปตตานี ผูเขียนไดรับเกียรติ แสดงเปนรายาฮิเยา
จึงรูสึกภาคภูมิใจอยางยิ่ง)
รายาบีรู เปนพระขนิษฐภคินี (นองสาว) องคที่๒ของรายาฮิเยา ครองเมืองปตตานีในชวง พ.ศ.๒๑๕๙-๒๑๖๗
ในสมัยนี้ไดมีพระดำริวาคลองจากหมูบานเตอรมางันไปถึงกรือเซะ มีกระแสน้ำไหลแรงเซาะริมฝงที่ติดตอกับพระราชวังทำให
เสียหาย มีผลดีตามพระประสงคสมัยรายาฮิเยาที่ไดน้ำจืด แตผลเสียคือ ทำใหดินบริเวณนาเกลือตรงชายทะเลไมสามารถทำนา
เกลือได คือผลิตเกลือไมได รายาบีรูจึงใหสรางเขื่อนกั้นน้ำดานเหนือที่ไหลเขาสูคลองกรือเซะ เขื่อนนี้สรางดวยหิน จึงเรียก
หมูบานนี้วาบานทำนบหิน หรือบาน “ตาเนาะบาตู” อยูในอำเภอเมืองปตตานี เชื่อกันวาการหลอปนใหญ ๓ กระบอกตามที่
ปรากฏในพงศาวดารเมืองปตตานีระบุไววาสรางในสมัยเจาเมืองปตตานีเปนผูหญิง (นาจะสรางในสมัยนี้) ตำบลที่หลอปนคือ
บานกะเสะ (กรือเซะ) นายชางที่หลอปนชื่อเคี่ยม แซหลิม เปนชาวฮกเกี้ยน ไดภรรยาปนชาวมาลายู จึงนับถือศาสนาอิสลาม
ตามภรรยา ปน ๓ กระบอกคือ พญาตานี ศรีนครี และมหาเหลาหลอ นายชางคนนี้เปนพี่ชายของเจาแมลิ้มกอเหนี่ยว
รายาอูงู เปนพระขนิษฐภคินีองคสุดทองของรายาฮิเยาไดอภิเษกกับสุลตานอับดุลฆอฟุร แหงรัฐปาหัง โดยพระนาง
ไดไปอยูที่รัฐปาหังนานถึง ๒๘ ป เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนมพระนางไดเดินทางกลับปตตานีพรอมพระธิดาชื่อรายากูนิง และได
ปกครองเมืองปตตานีในชวง พ.ศ.๒๑๖๗-๒๑๗๘ ในสมัยนี้ที่เมืองสยามมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “ออกญาศรีวรวงศ”
ไดยึดอำนาจจากพระเจาอาทิตยวงศใน พ.ศ.๒๑๗๓ แลวสถาปนาตนเองขึ้นเปนกษัตริยมีนามวา “พระเจาปราสาททอง” รายาอูงู
ไมยอมรับพระเจาปราสาททอง จึงงดสงดอกไมเงินดอกไมทอง เปนการแสดงวาตัดสัมพันธไมตรี ดังนั้นในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม
พ.ศ.๒๑๗๗ กองทัพเรือจากกรุงศรีอยุทธยาไดยกทัพเขาสูปากน้ำปตตานี สูรบกับกองทัพเมืองปตตานี แตไมสามารถเอาชนะ
ได จึงถอยทัพกลับหลังการรบเพียง ๑๐ วันเทานั้น ตอมาไดมีการเจรจาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกันใหม โดยทางเมืองปตตานี
ยินยอมสงเครื่องราชบรรณาการแกเมืองสยามเหมือนเดิม รายาอูงู สิ้นพระชนมพ.ศ.๒๑๗๘
267
รายากูนิง เปนพระธิดาของรายาอูงูกับสุลตานอับดุลฆอฟุร แหงรัฐปาหัง ซึ่งตอมาไดเปนชายาของ “ยังดีเปอรตู
วันมูดอร” โอรสเจาเมืองยะโฮรโดยพระสวามีของพระนางไดติดตามมาอยูที่เมืองปตตานีดวย ไดปกครองเมืองปตตานี
ในพ.ศ.๒๑๗๘-๒๒๒๙ รายากูนิงโปรดการกสิกรรมและพาณิชยกรรม จึงมีรายไดจากการขายพืชผลจนไมตองใชเงินของ
แผนดินเลย รายากูนิงเปนเจาเมืองคนแรกที่คาขายกับชาวตางประเทศดวยพระองคเอง รายากูนิงไดสานตอสัมพันธไมตรีกับ
เมืองสยามอยางแนนแฟน เมืองสยามขนานนามวา “พระนางเจาหญิง” หรือ “นางเจาหญิง” รายากูนิงไดเดินทางไปเมืองสยาม
เพื่อประสานรอยราวในสมัยรายาอูงู นาเสียดายที่ชีวิตสมรสของพระนางลมเหลว เพราะพระสวามีไปติดพันหญิงอื่นจนตองหยา
รางกัน รายากูนิงสิ้นพระชนม พ.ศ. ๒๒๒๙ ชาวปตตานีขนานนามใหวา “มัรโฮม บือซาร” เนื่องจากรายากูนิงไมมีทายาทจึง
ทำใหราชวงศศรีวังสาที่ครองเมืองปตตานีมาตั้งแต พ.ศ.๒๐๐๐ สิ้นสุดลงในสมัยของรายากูนิง
มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายราชวงศ แตไมมีเจาเมืองปตตานีคนใดมีผลงานโดดเดนเทาสมัยราชวงศศรีวังสา
การคากับตางประเทศก็เสื่อมลง ชาวยุโรปเดินทางออกจากเมืองปตตานีหมด เหลือแตพอคาชาวจีน ญี่ปุน อินเดียและอาหรับ
เทานั้น โดยในชวงเวลาดังกลาวตองทำสงครามกับเมืองสยามอยูเนืองๆ จนในที่สุดในพ.ศ.๒๓๒๙ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกแหงกรุงรัตนโกสินทรยึดเมืองปตตานีได มีการแตงตั้งเจาเมืองปตตานีที่ขึ้นตรงตอเมือง
สยาม โดยมีเมืองสงขลาเปนผูกำกับดูแลเมืองปตตานี
พระยาตานี (ขวัญซาย) เปนบุตรของนายเคง (ชาวจีนแผนดินใหญที่แตงงานกับหญิงชาวสงขลา) มีนองชายอีกคน
ชื่อ “พาย” นายเคง ไดชวยงานราชการในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตามที่พระยาสงขลา(บุญหุย) เสนอ ซึ่งรัชกาลที่ ๑ ไดทรงแตงตั้งให
เปนพระมหานุภาพปราบสงคราม ผูวาราชการเมืองจะนะและนายเคงไดถวายนายขวัญซาย ใหเปนมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๑
ที่กรุงเทพฯ ตอมาพระยาเมืองสงขลาไดกราบบังคมทูลขอตัวนายขวัญซายมารับตำแหนงปลัดเมืองจะนะ คอยชวยเหลือบิดาที่
ชราภาพแลว โดยนายขวัญซายไดใหนายพายนองชายมาชวยกันฝกอบรมชาวเมืองจะนะทั้งไทยและจีน ใหมีความรูความ
ชำนาญในการใชอาวุธปองกันตัว
ในพ.ศ.๒๓๕๑เกิดความไมสงบที่เมืองปตตานี โดยระตูปะกาลันมีปญหาขัดแยงกับขาราชการที่เรียกวา ลักษมณาดายัน
(ลักษมณาดายัน เปนตำแหนงขุนนางไทยสมัยกอน) ซึ่งมีหนาที่ควบคุมดูแลบริหารบานเมืองปตตานีสมัยนั้นจนถึงขั้นเกิดการ
ตอสูกัน ทางราชการจึงไดใหนายขวัญซายปลัดเมืองจะนะไประงับการพิพาทดังกลาวจนเหตุการณสงบ ดวยเหตุนี้รัชกาลที่ ๑
จึงมีพระราชดำริใหแบงแยกเมืองปตตานีออกเปน ๗ หัวเมือง และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหนายขวัญซายเปนเจาเมือง
ปตตานี ตั้งแตพ.ศ.๒๓๕๑ เรียกวา ผูวาราชการเมืองปตตานี ขึ้นตรงตอผูสำเร็จราชการเมืองสงขลา นับเปนเกียรติประวัติที่
นายขวัญซายคนไทยเชื้อสายจีน ไดรับตำแหนงเปนผูวาราชการเมืองปตตานี
ผลงานที่พระยาตานี (ขวัญซาย) ไดสรางไวมากมาย อาทิ การสำรวจภูมิประเทศเพื่อปกปนเขตแดนเมืองทั้ง ๗ คือ
เมืองปตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายและเมืองยะลา ปรับปรุงกิจการทาเรือใหกลับกลาย
เปนศูนยการคาแรดีบุก เกลือ และผลิตภัณฑอื่นๆ ทำใหพอคาเรือสำเภาจีน และอีกหลายชาติเขามาคาขายแลกเปลี่ยนสินคา
มากขึ้น ชวยทำใหเศรษฐกิจของเมืองปตตานีฟนฟูอยางรวดเร็ว สวนผลงานดานการปกครอง ไดยึดนโยบายเสริมสรางความ
สัมพันธกับบุคคลตางๆเพื่อขจัดความหวาดระแวงที่มีตอกัน ทำใหเกิดความรูสึกที่เปนมิตรเกิดน้ำหนึ่งใจเดียวในการรวมแรง
รวมใจเพื่อพัฒนาบานเมือง จนเมืองปตตานีกลับมาเจริญรุงเรืองอีกวาระหนึ่งและสันติสุข จนถึงพ.ศ. ๒๓๕๘ พระยาตานี(ขวัญ
ซาย)ไดถึงแกอนิจกรรม
พระยาตานี (นายพาย) เปนนองชายพระยาตานี (ขวัญซาย) ไดรับโปรดเกลาฯแตงตั้งเปนผูปกครองเมืองตานีตอ
จากพี่ชาย ในสมัยนี้เอง “โตะสาเหย็ด หรือ ไซยิด” ซึ่งไดหนีไปจากปตตานีเมื่อครั้งปะทะกับพระยาตานี (ขวัญซาย) ไดกลับ
มากอความวุนวายที่เมืองปตตานีกับพรรคพวกอีก โดยพระยาอภัยสงครามกับพระยาเมืองสงขลา (เถี้ยนจง) ไดยกทัพมาชวย
พระยาตานี (นายพาย) ปราบพวกกอการวุนวาย ในที่สุดไดมีการปรึกษาหารือกันวาควรจะเลือกสรรบุคคลในทองถิ่นมาปก
ครองหัวเมืองทั้ง ๗ เพื่อจิตวิทยาการปกครอง จึงไดกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย
ใหทรงแตงตั้งผูปกครองหัวเมืองทั้ง ๗ ดังนี้
๑. ใหตวนสุหลง เปนผูวาราชการเมืองปตตานี อยูที่กรือเซะ
๒. ใหนายพาย เปนผูวาราชการเมืองยะหริ่ง
๓. ใหตวนนิ (สนิ) เปนผูวาราชการเมืองหนองจิก
268
๔. ใหตวนมาโซร เปนผูวาราชการเมืองรามัน อยูที่โกตาบารู
๕. ใหตวนหนิเดะ เปนผูวาราชการเมืองระแงะ
๖. ใหตวนหนิดะ เปนผูวาราชการเมืองสาย (สายบุรี) อยูที่ยี่งอ
๗. ใหตวนยาลอ (ยาลา) เปนผูวาราชการเมืองยะลา
โดยใหมีบรรดาศักดิ์ ดังนี้
- ผูวาราชการเมืองปตตานี มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช
- ผูวาราชการเมืองยะหริ่ง มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม
- ผูวาราชการเมืองรามัน มีบรรดาศักดิ์เปน พระยารัตนภักดีศรีราชบดินทรสุนทรทิวังษา
- ผูวาราชการเมืองสาย มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาสุริยสุนทรบวรภักดีศรีมหารายาปตตมอับดุลวิบูลยขอบเขต
ประเทศมลายูวิเศษวังษา
- ผูวาราชการเมืองระแงะ มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาตะปะงันภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา ตอมา เปลี่ยนเปน
พระยาภูผาภักดีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา
- ผูวาราชการเมืองยะลา มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาณรงคฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา
- ผูวาราชการเมืองหนองจิก มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาเพชราภิบาลนฤเบศรวาป มุจลินทนฤบดีนทรสวามิภักดิ์
ใหนายพาย (พระยาพิพิธเสนามาตยฯ) เปนผูดูแลหัวเมืองทั้ง ๗ โดยใหขึ้นตรงตอเมืองสงขลา แตปรากฏวาก็
ยังคงมีเหตุการณไมสงบอยูเนืองๆ จึงไดทรงเปลี่ยนนโยบายแตงตั้งทายาทของผูวาราชการเมืองทั้ง ๗ ปกครองเมืองแทน
ผูวาราชการเมืองที่เสียชีวิตใหเปนตำแหนงสืบสกุล สืบตอมาอีกหลายรุน จนมาถึงผูวาราชการเมืองปตตานี ๕ คนสุดทาย ดังนี้
พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (สุลตานมูฮัมหมัด หรือ ตนกูมูฮัมหมัด) มีนามเดิมวา
“ตนกูบือซาร” หรือ “ตนกูปะสา” เปนบุตรของเจาเมืองกลันตัน (ราชามูดา) ไดเปนผูวาราชการเมืองปตตานีใน พ.ศ.๒๓๘๘
ไดสรางวังที่ชายทะเล หมูบานตันหยงลูโละ ตอมาเห็นวาไมเหมาะสมในดานภูมิศาสตร จึงไดยายมาสรางวังใหมที่ “จะบังตีกอ”
เปนวังที่อยู นานจนถึงผูวาราชการเมืองปตตานีคนสุดทาย คนทั่วไปนิยมเรียกวา พระยาตานี มากกวาพระยาวิชิตภักดีฯ
ผูวาราชการเมืองปตตานีอีก ๔ คน คือ ตนกูปูเตะ เปนบุตรคนโตของสุลตานมูฮัมหมัด เปนตอจากบิดาใน
พ.ศ.๒๓๙๙ ในชวงนี้มีนักธุรกิจตางชาติเขามาคาขายมาก โดยเฉพาะชาวจีนมามากกวาชนชาติอื่นๆ ชุมชนที่ชาวจีนอยูเรียก
วา “หมูบานชาวจีน” หรือ “ตลาดจีน” ตอมาชาติอื่นๆก็ทยอยเขามามากขึ้นจนมีผูคนอาศัยอยูอยางหนาแนน นับเปนความ
สามารถของตนกูปูเตะ ที่ปกครองเมืองปตตานีใหเจริญกาวหนาอยูเย็นเปนสุขนานถึง ๒๖ ป เจาเมืองปตตานีคนตอมาคือตน
กูบือซาร หรือ ตนกูตีมุง เปนบุตรคนโตของตนกูปูเตะ เจาเมืองปตตานีคนที่สี่คือ ตนกูสุไลมานซาฟุดดิน หรือตนกูบอสู
เปนนองชายของตนกูปูเตะ ไดพัฒนาเมืองปตตานีมากมายหลายดาน และไดสรางมัสยิดทำดวยปูนที่จะบังตีกอ ที่ยังปรากฏอยู
จนทุกวันนี้ และไดสรางวังใหมทางดานตะวันออกของวังเกาและอยูที่วังใหมแหงนี้จนวาระสุดทายของชีวิต ในพ.ศ.๒๔๔๒
และเจาเมืองคนสุดทายของ ปตตานีคือ ตนกูอับดุลกอเดร กามารุดดีน เปนบุตรของตนกูสุไลมานฯ ปกครองเมืองปตตานี
ระหวางพ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๔๕ หลังจากนั้น รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองจาก ๗ หัวเมือง มารวมเปน ๔ หัวเมือง ยกเลิกอำนาจเจาเมืองทั้ง ๗ ตั้งเปนมณฑลปตตานี โดยมีพระยาศักดิ์เสนี
(หนา บุนนาค) เปนสมุหเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลปตตานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙
บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม จะขอเริ่มตน ตั้งแตพระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ดังนี้
พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ดำรงตำแหนงสมุหเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลปตตานี แบงการ ปกครอง
เปน ๔ หัวเมือง คือเมืองปตตานี เมืองยะลา เมืองระแงะ และเมืองสาย ขึ้นตรงตอผูสำเร็จราชการภาคใต ซึ่งทรงแตงตั้ง
สมเด็จเจาฟายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร เปนผูสำเร็จราชการ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจาอยูหัว ตอมาใน พ.ศ.๒๔๕๘ ไดทรงยุบเมืองระแงะเปนจังหวัดนราธิวาส ใน พ.ศ.๒๔๕๙ ยุบ เมืองปตตานีเปนจังหวัด
ปตตานี ยุบเมืองสาย เปนจังหวัดสายบุรี เปลี่ยนเมืองยะลา เปนจังหวัดยะลาโดยเอาเมืองรามันมารวมดวย ตอมาใน
พ.ศ.๒๔๗๕ ไดยุบจังหวัดสายบุรีเปนอำเภอสายบุรีและใหขึ้นตอจังหวัดปตตานี ในปนี้ยังไดยกเลิกมณฑลปตตานีตามพระราช
บัญญัติวาดวยระเบียบราชการบริหารแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖ โดยรวมเมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสาย
หรือสายบุรี เปนจังหวัดปตตานี เมืองรามันรวมกับเมืองยะลา เปนจังหวัดยะลา สวนเมืองระแงะ เปนจังหวัดนราธิวาส จึงมี
269
เพียง ๓ จังหวัด คือ จังหวัดปตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต พ.ศ ๒๔๗๖ – ปจจุบัน พระยาศักดิ์เสนี ตอมา
ไดเปน พระยาเดชานุชิตสยามมิศรภักดี อยูปตตานีนานถึง ๑๗ ป ไดสรางความเจริญแกปตตานีมากมาย จนมีอนุสรณ
สถานใหระลึกถึงทานจากชื่อสถานที่หลายแหง อาทิ สนามศักดิ์เสนี สะพานเดชานุชิต โรงเรียนเดชะปตตนยานุกูล ฯลฯ
เดิมปตตานีมีโรงเรียนประจำมณฑลปตตานี เปนโรงเรียบชายหญิงเรียนรวมกัน (สมัยนั้นนักเรียนหญิงยังเรียนกันไม
มาก) พระยาเดชานุชิต ฯ ไดเปนผูนำในการบูรณะตอเติมอาคารและพัฒนาโรงเรียนประจำมณฑลใหพรอมในทุกๆ ดาน รัชการ
ที่ ๖ ไดพระราชทานนามวา โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ตอมาภรรยาพระยาเดชานุชิตฯ ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกวา “คุณหญิงแหมม”
เพราะเปนชาวเยอรมัน ไดยกบานพักสวนหนึ่งเปนโรงเรียนสตรีมณฑลปตตานีสำหรับสอนเด็กหญิง ตั้งแตพ.ศ.๒๔๕๖ ตอมา
กระทรวงศึกษาธิการไดตั้งชื่อโรงเรียนนี้วา “โรงเรียนสตรีปตตานีเดชะปตตนยานุกูล” เพื่อเปนเกียรติแกผูริ่เริ่มสรางขึ้น
อำมาตยโท พระยาพิบูลพิทยาพรรค (ทอง คุปตาสา) เปนธรรมการมณฑลปตตานี ไดริเริ่มใหมีตำราเรียนเขียน
ไทยขึ้นเปนครั้งแรก มีการจูงใจใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทย แลวใหผูที่เรียนเหลานั้นกลับไปสอนเด็กไทยมุสลิมรุนหลัง
อีกตอหนึ่ง ทานไดเขียนหนังสือแบบเรียนไว ๓ เลม คือ แบบเรียนเร็วไทย-มลายู เปนแบบสอนอาน เรื่องการตั้งโรงเรียน
ในวัด สำหรับใหอานเพื่อปราบใจคนที่ทำผิด และเรื่องเลาความเตือนเพื่อน สำหรับสอนคติทางโลกและทางธรรม เปนคนแรก
ที่รวมมือกับสมุหเทศาภิบาลปรับปรุงและขยายกิจการลูกเสือใหแพรหลาย ทานใชชีวิตอยูที่ปตตานีจนวาระสุดทาย ชาวปตตานี
ยกยองวาเปนบิดาแหงการศึกษาของชาวปตตานี
ขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหะบุตร) เกิดที่กรุงเทพฯ เปนบุตรบุญธรรมของตนกูบอสู เจาเมืองปตตานี เรียน
หนังสือไทยที่โรงเรียนวัดตานีนรสโมสร พรอมกับเพื่อนไทยมุสลิมอีก ๒ คน คือ เด็กชายเจะมุ (ขุนจารุวิเศษศึกษากร)
และเด็กชายนิมา (ครูนิมา) นอกจากนี้ก็มี ขุนศิริอับดุลบุตร นองพระยายะหริ่ง (ตนกูยูโซะ) ขุนจรรยาวิธานเริ่มตนเปนครูที่
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เปนครูใหญโรงเรียนประจำจังหวัดสายบุรี เปนศึกษาธิการอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และศึกษาธิการ
จังหวัดนราธิวาส เปนผูที่กระตุนใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทยมากขึ้น โดยตัวของทานเองมีสวนสำคัญอยางมากในการ
เปนแรงจูงใจใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทย เพราะทานเปนเด็กไทยมุสลิมรุนแรกของมณฑลปตตานี ทานไดเขียน
หนังสือคูมือสนทนาภาษามลายู ตามความประสงคของพระยาเมธาธิบดี อธิบดีกรมวิชาการ สำหรับใหผูที่สนใจจะศึกษาภาษา
มลายูทองถิ่นภาคใตไดศึกษาดวยตนเอง และหนังสือชื่อ ปลีตาบาจาอัน เปนหนังสือแบบเรียนภาษามลายูเลมแรกสำหรับใช
สอนในโรงเรียนตามนโยบายของทางราชการที่ตองการใหโรงเรียนประชาบาลสมัยนั้นสอนภาษามลายูทองถิ่นในโรงเรียน
ขุนจารุวิเศษศึกษากร (เจะมุ จารุประสิทธิ์) เปนเด็กไทยมุสลิมรุนแรกที่เรียนหนังสือไทย รับราชการเปนครู ตอมา
ไดเลื่อนเปนศึกษาธิการอำเภอ มีชื่อเสียงมากในการเปนผูใหแบบทาเตนรองเง็งตนแบบของปตตานีที่ไมเหมือนกับการเตน
รองเง็งของจังหวัดอื่นๆทางภาคใต เพราะทานไดเอาทาการรายรำของแบบนาฏศิลปไทยมาผสมผสานกับทาเตนของหนุมมุสลิม
ชื่อ “ญัง” (Yang) ที่เคยอยูกับคณะละครบังสาวันที่สิงคโปร ที่มาสอนการเตนรำคลายการเตน Square Dance ของชาว
โปรตุเกส และสเปน โดยใชทำนองของเพลงเปนภาษามลายูที่สอนขาราชการและสาวชาววังยะหริ่ง ตามบัญชาของพระยาพิพิธ
เสนามาตย เจาเมืองยะหริ่ง ซึ่งขุนจารุวิเศษศึกษากรก็ไดมาเรียนดวย แตไดเอามาประยุกตใหออนชอยสวยงามดังไดกลาวแลว
( ผูเขียนเองสมัยเปนเด็กๆไดมีโอกาสเรียนการเตนรองเง็งกับขุนจารุวิเศษศึกษากรกอนที่ทานจะเสียชีวิตสำนักนายกรัฐมนตรี
รวมกับกรมประชาสัมพันธและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี ไดบันทึกการเตนรองเง็งตนแบบของปตตานี
เมื่อพ.ศ.๒๕๔๙ ผูเขียนเปนคนหนึ่งที่เตนอยูในชุดนี้ดวย)
นายขาเดร แวเด็ง เกิดที่ปตตานี ฝกการเลนดนตรีดวยวิธีจดจำจากนักดนตรีรุนพี่ตั้งแตเด็กๆชอบการสีไวโอลิน
แตเลนดนตรีไดหลายอยาง มีชื่อเสียงการเลนดนตรีสำหรับการเตนรองเง็ง ( ผูเขียนสนิทกับนายขาเดร แวเด็ง ตั้งแตเด็กๆ
ทุกครั้งที่ผูเขียนตองเตนรองเง็งในโอกาสตางๆ จะตองมีคณะดนตรีของขาเดรมาเลนใหเตนทุกครั้ง รวมทั้งการเตนหนาที่นั่ง
เฉพาะพระพักตรในอดีตดวย) ขาเดร แวเด็ง ไดรับรางวัลผูสนับสนุนการอนุรักษมรดกไทยดีเดน ประจำป ๒๕๓๕ และป
เดียวกันนี้ไดรับรางวัลผูมีผลงานดีเดนทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดงดนตรีสากล (ไวโอลิน) จากสำนักคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแหงชาติ และในป ๒๕๓๖ ไดรับคัดเลือกใหเปนศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบาน
นายดิเรก คณานุรักษ เปนบุตรของขุนพิทักษรายา เปนหลานของพระจีนคณานุรักษ ได เปนเทศมนตรีในสมัยที่
นายอนันต คณานุรักษเปนนายกเทศมนตรี(นายอนันต ไดบริจาคที่ดินติดถนนนาเกลือ จำนวน ๑๐ ไร เปนที่สรางโรงเรียนเมือง
ปตตานี ฯลฯ เปนผูสรางพระเครื่องหลวงพอทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดชางให รุนแรก เมื่อ วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๙๗ เพื่อ
270
หารายไดสมทบทุนสรางพระอุโบสถและบูรณะวัดชางให และสรางโรงเรียนวัดชางให) ในป ๒๔๙๐ ไดรับเลือกตั้งเปน
นายกเทศมนตรีเมืองปตตานีติดตอกัน ๕ สมัย ตั้งแต ป ๒๔๙๒-๒๕๑๕ โดยมีนายเติมศักดิ์ คณานุรักษ บุตรชายคนสุดทอง
ของนายอนันต คณานุรักษ เปนเทศมนตรี (นายเติมศักดิ์ไดรับเลือกตั้งเปนนายกเทศมนตรี ๒ สมัย ป๒๕๑๘-๒๕๒๘ )
นายดิเรก คณานุรักษ ( เปนนาของนายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี ) ไดขยายเมืองปตตานีใหกวางขวาง
โดยสรางศูนยการคาเมืองใหมขึ้นที่บริเวณเรือนจำเดิม ปจจุบันคือโรงภาพยนตรปตตานีรามา และศูนยการคาถนนพิพิธเปนการ
ชวยพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองปตตานี ดานการศึกษาไดเสนอใหรัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรขึ้นที่จังหวัดปตตานี
โดยพี่สาวของนายดิเรก ชื่อนางซุยสิ้ม ปริชญากร(คณานุรักษเดิม) ไดรวมบริจาคที่ดินจำนวนมากเพื่อเปนที่สรางมหาวิทยาลัย
จนเปนผลสำเร็จ
บุคคลสำคัญในประวัติศาสตรและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมของปตตานีที่ยกมาครั้งนี้เปนเพียงสวนหนึ่งซึ่งยังมีอีก
มากมายที่มีสวนรวมในการพัฒนาปตตานีใหเจริญรุงเรือง และเกิดความสันติสุข
เอกสารอางอิง
มัลลิกา คณานุรักษ. ๒๕๔๒. “บทที่ ๖ บุคคลสำคัญของทองถิ่น” วัฒนธรรม พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร เอกลักษณและภูมิปญญา กรุงเทพฯ กรมศิลปากร
______ ๒๕๔๕. บุคคลสำคัญของปตตานี กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร
อนันต วัฒนานิกร. ๒๕๓๑. ประวัติเมืองลังกาสุกะ เมืองปตตานี กรุงเทพฯ เคล็ดไทย
อิบรอฮิม ชุกรี. ๒๕๒๕. ตำนานเมืองปตตานี แปลโดย หะสัน หมัดหมาน ปตตานี ศูนยการศึกษาเกี่ยวกับภาคใต
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
271
ภาษาไทยมีการเขียนอักษรยอและมีการอานอักษรยอ การเขียนยอมีทั้งยอโดยไมมีจุด (มหัพภาค) ยอโดยมีจุดเดียว
และยอโดยมีหลายจุด การอานมีทั้งอานยอไดและอานยอไมได
การออกเสียงอักษรยอ ไมวาจะเปนการอานหรือการพูดในการสื่อสารที่เปนงานพิธีการ หรือเปนทางการ (Formal-
Language) จะตองออกเสียงเต็ม ไมมีการออกเสียงยอเหมือนกับการเขียน ซึ่งการเขียนอักษรยอเดิมนาจะเกิดจากหนวยงาน
ราชการนำมาเขียนคำศัพทเฉพาะที่มีความหมายเฉพาะ ภายหลังมีการนำมาใชกันแพรหลาย
ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนยอโดยไมมีจุด
มท ตองออกเสียงวา กระทรวงมหาดไทย
กค ตองออกเสียงวา กระทรวงการคลัง
สส ตองออกเสียงวา กระทรวงสาธารณสุข
อก ตองออกเสียงวา กระทรวงอุตสาหกรรม
ฯลฯ
ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนยอโดยมีจุดเดียว
ดร. ตองออกเสียงวา ดอกเตอร
ผศ. ตองออกเสียงวา ผูชวยศาสตราจารย
รศ. ตองออกเสียงวา รองศาสตราจารย
ศ. ตองออกเสียงวา ศาสตราจารย
ฯลฯ
ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนโดยมีหลายจุด
ม.จ. ตองออกเสียงวา หมอมเจา
ม.ป.ช. ตองออกเสียงวา มหาปรมาภรณชางเผือก
ม.ร.ว. ตองออกเสียงวา หมอมราชวงศ
ฯลฯ
การออกเสียงอักษรยอที่เปนเวลา ตองออกเสียงเปนนาฬิกาและนาที ดังนี้
๘.๐๐ น. ตองออกเสียงวา แปดนาฬิกา มิใช แปดจุดสูนๆนอ
๑๓.๔๕ น. ตองออกเสียงวา สิบสามนาฬิกาสี่สิบหานาที มิใช
สิบสามจุดสี่หานอ
ปจจุบันเกิดปญหาจากการใชอักษรยอซ้ำซอน เกิดขอสงสัยเกี่ยวกับการเขียนอักษรยอ ตางคนตางบัญญัติคำยอขึ้น
เองตามใจชอบ เชน รร. อาจยอมาจาก โรงเรียน หรือ โรงแรม หรือ โรงเรือน ป. อาจยอมาจาก ประถม
หรือประกาศนียบัตร หรือ เปรียญ สาเหตุที่ตางคนตางบัญญัติคำยอตามใจชอบเพราะคิดวาไมมีหนวยงานที่ทำหนาที่กำหนด
อักษรตัวยอ ความจริงแลวหนวยงานที่ทำหนาที่กำหนดการใชภาษาไทยใหถูกตองในทุกๆเรื่อง คือ ราชบัณฑิตยสถาน
272
ราชบัณทิตยสถานไดกำหนดหลักเกณทการเขียนอักษรคำยอในหนังสือหลักเกณทการใชเครื่องหมายวรรคตอน ดังนี้
๑. ใชพยัญชนะตนของพยางคแรกของคำเปนตัวยอ
๑.๑.ถาเปนคำคำเดียวใหใชตัวยอตัวเดียว แมวาคำนั้นจะมีหลายพยางคก็ตาม ตัวอยาง
วา = ว.
จังหวัด = จ.
๓.๐๐ นาฬิกา = ๓.๐๐ น.
ศาสตราจารย = ศ.
๑.๒.ถาใชตัวยอเพียงตัวเดียวแลวทำใหเกิดความสับสนอาจใชพยัญชนะตนของคำถัดไปเปนตัวยอดวย
ก็ได ตัวอยาง
ตำรวจ = ตร.
อัยการ = อก.
๒. ถาเปนคำสมาสใหถือเปนคำคำเดียว และใชพยัญชนะตนของพยางคแรกเพียงตัวเดียว ตัวอยาง
มหาวิทยาลัย = ม.
วิทยาลัย = ว.
๓. ถาเปนคำประสม ใชพยัญชนะตนของแตละคำเรียงตอกัน ตัวอยาง
ชั่วโมง = ชม.
โรงเรียน = รร.
๔. ถาคำประสมประกอบดวยคำหลายคำ มีความยาวมาก อาจเลือกเฉพาะพยัญชนะตนของคำเปนใจความ
สำคัญ ทั้งนี้ไมควรเกิน ๔ ตัว ตัวอยาง
คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ = กปร.
สำนักคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ = สปช.
๕. ถาใชพยัญชนะตนของแตละคำแลวทำใหเกิดความสับสน ใหใชพยัญชนะตนของพยางคถัดไปแทน
ตัวอยาง
พระราชกำหนด = พ.ร.ก.
พระราชกฤษฎีกา = พ.ร.ฎ.
๖. ถาพยางคที่จะนำพยัญชนะตนมาใชเปนตัวยอมี ห เปนอักษรนำ เชน หญ หล ใหใชพยัญชนะตนนั้นเปน
ตัวยอ ตัวอยาง
ประกาศนียบัตร = ป.
ถนน = ถ.
เปรียญ = ป.
๗. ตัวยอไมควรใชสระ ยกเวนคำที่เคยใชมากอนแลว ตัวอยาง
เมษายน = เม.ย.
มิถุนายน = มิ.ย.
๘. ตัวยอตองมีจุดกำกับเสมอ ตัวยอตั้งแต ๒ คำขึ้นไปใหจุดที่ตัวสุดทายเพียงจุดเดียว ยกเวนตัวที่ใชกัน
มากอนแลว ตัวอยาง
ตำบล = ต.
ทบวงมหาวิทยาลัย = ทม.
๙. ใหเวนวรรคหนาตัวยอทุกแบบ ตัวอยาง
ประวัติของ อ. พระนครศรีอยุธยา
มีขาวจาก กทม. วา
273
๑๐. ใหเวนวรรคระหวางกลุมอักษรยอ ตัวอยาง
ศ. นพ.
๑๑. การอานคำยอตองอานเต็ม
๐๕.๐๐ น. อานวา หานาฬิกา
อ. พระนครศรีอยุธยา อานวา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ยกเวนในกรณีที่คำเต็มนั้นยาวมากและคำยอนั้นเปนที่เขาใจและยอมรับกันทั่วไปแลว อาจอานตัวยอเรียงตัวไปก็ได
ตัวอยาง
ก.พ. อานวา กอ-พอ
ที่มาของอักษรยอในภาษาไทย (พรพิมล-วิโรจน ถิรคุณโกวิท.๒๕๓๙)
๑. มาจากชื่อเฉพาะหรือขอความคอนขางยาว จนไมสะดวกที่จะเขียนซ้ำ หรือยากตอการจดจำ จึงใชอักษรยอแทน
เชน ป.ป.ป. (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ) กกศ.(คณะกรรมการการศึกษา
แหงชาติ) ส.ค.ช. (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ)
๒. มาจากชื่อของบุคคล หรือสัญลักษณเพื่อกำหนดแทนสิ่งหนึ่งสิ่งใด เชน น.ม.ส. (รัชนี แจม จรัส) พระนามของ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณที่ทรงใชเปนนามปากกาในงานที่ทรงนิพนธ
อย. (องคการอาหารและยา) ใชเปนเครื่องหมายติดที่บรรจุภัณฑอาหารและยาเปนการรับรองจากทางราชการ
๓. มาจากชื่อที่ทางราชการกำหนดขึ้นใชเฉพาะกรณี เชนชื่อจังหวัด สำหรับใชพิมพในหัวจดหมายราชการ จะกำหนด
สองตัวอักษรเขียนติดกันโดยไมมีจุด (มหัพภาค) เชน สก (จังหวัดสระแกว)
๔. มาจากคำที่คิดขึ้นเพื่อสื่อความหมายไดรวดเร็ว เชน ส.บ.ม.(สบายมาก) หรือหลีกเลี่ยงการใชคำที่เปดเผย
ก.ก.ก. (กางเกงใน)
ปญหาของคำยอบางคำที่ผูรับสารไมคุนเคยมากอนวายอมาจากอะไร ก็มักจะสื่อสารกันไมรูเรื่องหรือไมเขาใจ ผูสงสาร
จำเปนตองบอกคำเต็มแกผูรับสารดวย ขอยกตัวอยางคำยอของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ที่ใชคำยอวา มอ แตมีปญหาที่
ผูรับสารไมรูอยู ๒ อยาง ที่ผูเขียนถูกถามอยูเสมอวา หนึ่ง มอ ยอมาจากอะไร? ผูเขียนในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัย
สงขลานครินทร ก็จะตอบวา ยอมาจาก มหิดลอดุลยเดช ซึ่งเปนพระนามเดิมของสมเด็จพระราชบิดา กรมหลวงสงขลา
นครินทร คำถามที่สองที่ถูกถามทั้งบุคคลภายในและภายนอกก็คือ คำยอ มอ มีหนึ่งจุด หรือมีสองจุด เนื่องจากหนังสือที่
ออกจากมหาวิทยาลัยไปสูหนวยงานทั้งภายในและภายนอก ทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการมี ๒ แบบ โดยชวงแรกๆ
ตั้งแตพ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๓๐ จะใชคำยอวา มอ. (มีจุดเดียว) และในหนังคือปทานุกรมคำยอที่ปรากฏในตลาดหนังสือก็ใช
คำยอ มอ. ที่มีจุดเดียว เพราะถูกตองตามเกณฑที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดไววา ถาเปนคำคำเดียวใหใชตัวยอตัวเดียว
แมวาคำนั้นจะมีหลายพยางคก็ตาม ดังไดกลาวแลวขางตน มอ ยอมาจากคำ มหิดลอดุยเดช ตามหลักเกณฑแลวตองยอ
เปน ม. แตมีเกณฑอีกขอที่บอกไววา ถาใชตัวยอเพียงตัวเดียวแลวทำใหเกิดความสับสนอาจใชพยัญชนะตนของตัว
ถัดไปเปนตัวยอดวยก็ได เหมือนคำวา ตำรวจ ที่ใชวา ตร. ดังนั้นคำ มอ ตามเกณฑนี้ก็ตองเขียนวา มอ. ซึ่งก็ไดแบบนี้
มานานเกือบ ๒๐ ป จนกระทั่งตอนหลังมีหนังสืออักษรคำยอของรศ.วิสิทธิ์ จินตวงศ (อดีตอาจารยภาคบรรณารักษ
ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) ออกวางจำหนายตามทองตลาดโดยเขียนคำยอวา ม.อ. ชวงนี้บุคลากรภายในจะใชคำยอ มอ
มีจุดเดียวบาง มีสองจุดบาง เมื่อมีคนมาถามผูเขียนในฐานะอาจารยผูสอนภาษาไทย ผูเขียนจะตอบคำถามนี้อยางมั่นใจเสมอวา
ถาจะเขียนใหถูกตามเกณฑของราชบัณฑิตยสถานตองเขียนโดยมีจุดเดียวที่หนึ่งคำตองมีเพียงหนึ่งจุด ไมวาคำนั้นจะยาวกี่
พยางคก็ตาม ตอมาเมื่อเร็วๆนี้เองผูเขียนไดรับบัญชาจาก รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
มอบหมายใหเขียนหาคำตอบวา คำยอ มอ ตองมีกี่จุดกันแน ? กำลังจะลงมือเขียนก็ปรากฏวาไดรับหนังสือจากนายประพจน
นัทรามาศ ผูอำนวยการกองกลางของมหาวิทยาลัยฯ สำเนาเอกสารจากหนังสือราชกิจจานุเบกษา เลม ๘๖ ตอนที่ ๘๙ หนา
๘๙๔ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๒ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดภาพเครื่องหมายราชการ ตามพระราชบัญญัติ
เครื่องหมายราชการ พุทธศักราช ๒๔๘๒ (ฉบับที่ ๕๗) ขอสรุปมากลาวเฉพาะประเด็นสำคัญดังนี้
เครื่องหมายราชการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร เปนรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ประกอบดวยจักรกับตรี ซึ่งเปน
เครื่องหมายประจำพระบรมราชวงศจักรี ภายใตพระมหาพิชัยมงกุฎมีอักษรยอ ม.อ. (ไขว) อันเปนอักษรยอจากพระนามเดิม
274
ของสมเด็จพระราชบิดาเจาฟา มหิดลอดุลยเดช เบื้องลางของภาพมีอักษรชื่อ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร
เปนอันยุติความสับสนของคำยอ มอ กลาวคือ ตองใช ม.อ. ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน
ไดกำหนดเกณฑวา คำใดที่เขียนคำยอมากอนที่ราชบัณฑิตยสถานจะกำหนดเกณฑการใชมากอนก็ใหใชอยางเดิม เชน ม.ร.ว.
(หมอมราชวงศ) ม.ล. (หมอมหลวง) พ.ศ. (พุทธศักราช) ว.ป.ถ.(วิทยุทหารสื่อสารประจำถิ่น) ส.ค. (สิงหาคม) อ.ส.ม.ท.
(องคการสื่อสารมวลชนแหงประเทศไทย) ร.ฟ.ท.(การรถไฟแหงประเทศไทย)
วาดวยเรื่องอักษรยอในภาษาไทยที่หลายๆทานเคยสงสัยโดยไมไดรับคำตอบที่ตองการมากอนหนานี้ คงจะไดคำตอบ
แลว โดยเฉพาะตัวยอ มอ วา ตองมี ๒ จุด และ ม.อ. ยอมาจาก มหิดลอดุลยเดช รวมทั้งคำถามที่สงสัยวาทำไมบางคำมีจุด
เดียว บางคำมีหลายจุด คำตอบคือ คำใดที่เคยใชมากอนที่ราชบัณฑิตยสถานจะวางกฎเกณฑ ก็ใหใชไปอยางเดิม แตถาจะ
เขียนใหมตองเปนไปตามเกณฑที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดไวเทานั้น
เอกสารอางอิง
พรพิมล-วิโรจน ถิรคุณโกวิท.๒๕๓๙ ปทานุกรมอักษรยอ พิมพครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ อักษรพิทยา
มัลลิกา คณานุรักษ.๒๕๒๙ การใชภาษาไทย ปตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
_______.๒๕๔๕ เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี พิมพครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร
_______.๒๕๔๗ จิตวิทยาการสื่อสารของมนุษย กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร

บทความวิชาการ ปอมท. 2550

  • 1.
    249 บทคัดยอ การดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟกระทำโดยหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ ซึ่งไดรับ การถายทอดการยางไฟจากบรรพบุรุษมีอุปกรณที่ใชในการยางไฟ ไดแก แครไมไผ สมุนไพร 6 ชนิด (เปลาใหญ หนาด พลับพลึง กระดูกสัตว ขี้หมาขาว และไมแดง) และผาหม โดยมีญาติหรือเพื่อนบานชวยกันหามา ในการยางไฟแตละครั้งใช ระยะเวลาประมาณ 3 วัน มีญาติพี่นองของผูปวยมาชวยเติมไฟและคอยเปลี่ยนสมุนไพร คำสำคัญ : การยางไฟ การดูแลสุขภาพ Abstract The Yang Fei was a traditional healthcare provided by local healers. The Yang Fei was a treatment for patients having car or motorcycle accidents, including falling down. The healers were taught by their forefathers as a local tradition or culture. The equipment used for the Yang Fei was a litter bamboo, medicinal plants of 6 species (Croton oblongifolius Roxb., Blumea balsamifera ( L.) DC., Crinum asiaticum Linn., Bone, Kemakao and Xylia xylocarpa Taub.var.) and a blanket, provided by relatives or neighbours. The duration for the Yang Fei was 3 days, and medicinal plants and fire were changed by their relatives. Keywords : The Yang Fei, Healthcare (or health-care) บทนำ การดูแลสุขภาพเปนสวนหนึ่งของประเพณีและวัฒนธรรม ที่ดำรงอยูในวิถีชีวิตของคนไทยมาเปนเวลาชานาน การดูแลสุขภาพเกิดจากความรู ประสบการณ แนวคิดที่สังคมหรือชุมชนไดถายทอดสืบตอกันมา มนุษยในสมัยโบราณยังไมมี ความรูทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่กาวหนาเทาในปจจุบัน การจะดำรงชีวิตใหอยูรอดจึงตองอาศัยธรรมชาติและการ ปรับตัวใหเขากับธรรมชาติ ทำใหเกิดการนำเอาทรัพยากรที่มีอยูใกลตัวมาใชประโยชนในดานตาง ๆ เพื่อเอื้อเฟอตอการดำรง ชีวิตอยู การดูแลสุขภาพคือการดูแลรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิม ไมวาจะเปนการแพทยพื้นบาน การดูแลสุขภาพทางกายหรือทาง ใจ มีการนำเอาทรัพยากรตาง ๆ ในทองถิ่นนั้น ๆ มาใชจนสั่งสมเปนประสบการณและพัฒนาใหมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตกทอดกันมา จนถึงปจจุบัน เชน การอาบน้ำสมุนไพร การอยูไฟ การอบสมุนไพร การเขากระโจม และการยางไฟ เปนตน ประชาชนชาวอีสานโดยเฉพาะในเขตจังหวัดมหาสารคาม รอยเอ็ด ขอนแกน และกาฬสินธุ มีการดูแลสุขภาพผูปวย ที่ประสบอุบัติจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูงโดยวิธียางไฟมานานแลว พอใหญ คำกอง ทาบรรหาร [1] กลาวถึงการยางไฟวาเปนการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม มีมาตั้งแตปู ยา ตา ยาย ถือวาเปนวิธีการที่บรรพบุรุษสืบทอดไวใหลูกหลาน ซึ่งถือวาเปนประเพณีและวัฒนธรรมไปแลว เพราะเมื่อลูกหลานประสบ
  • 2.
    250 อุบัติเหตุ ไมวาจะเปน รถคว่ำตกจักรยาน ตกตนไม ตกบาน ตกบันได หกลม และโดยสาเหตุอื่น ๆ ทุกคนจะตองไดรับ การรักษาโดยวิธีการยางไฟกันทุกคน เพราะเชื่อวาจะทำใหเลือดไมตกคางในตัว ชวยใหเลือดกระจายตัวไมเปนกอน และบาง รายอาจมีการใหกินเหลาขาวผสมน้ำตาลรวมดวย พอใหญ วัน อาสาพนม [2] เปนอีกผูหนึ่งที่ไดกลาวถึงการดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟวา ตั้งแตจำความได ก็พบวา การยางไฟใชรักษาผูปวยที่ไดรับอุบัติเหตุ ซึ่งในสมัยกอนเปนการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการตกจากที่สูง เชน ตกตนไม ตกบันได จะตองไดรับการรักษาโดยวิธีการยางไฟเหมือนกัน ซึ่งการยางไฟแตละครั้ง จะตองประกอบดวยสมุนไพร ทั้งหมด 6 ชนิด บางครั้งอาจจะขาดสมุนไพรบางตัว ขาดตัวใดตัวหนึ่งบางก็ไมเปนไร เพราะสรรพคุณรวมทั้งหมดคือเพื่อให เกิดการกระจายตัวของเลือด ทำใหเลือดไมแข็งตัว ลดอาการฟกช้ำ ดำเขียว และลดอาการปวดบวม ปจจุบันนี้ การยางไฟ อาจมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป หมอพื้นบานผูทำการรักษาโดยวิธีการยางไฟ จงกล พูลสวัสดิ์ [3] ไดศึกษาการดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟของประชาชนชาวกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ พบวา หมอพื้นบานผูทำการรักษาคือแมใหญจันทร ประชุมแสง อายุ 84 ป เปนหมาย มีลูก 7 คน การศึกษาชั้นประถมศึกษาปที่ 4 อาชีพทำนา อยูบานเลขที่ 129 หมูที่ 16 ตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ แมใหญจันทร ไดทำการรักษา ผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต รถยนต หกลม ตกจากที่สูง มาเปนเวลา 25 ป แมใหญจันทรไดรับการ ถายทอดการยางไฟจากบรรพบุรุษ ทรงศักดิ์ สอนจอย [4] ไดศึกษาการยางไฟภูมิปญญาการรักษาตนเองดวยวิธีพื้นบานของชาวอีสาน พบวา ผูทำการ รักษามี 3 กลุม กลุมแรกเปนชาวบานกลุมผูรู สวนใหญเปนหมอพื้นบานและผูนำทางศาสนา อายุตั้งแต 60 ปขึ้นไป เคยรวมใน พิธีกรรมและถูกเชิญใหเขารวมในกระบวนการยางไฟ กลุมที่สองเปนชาวบานทั่วไปกลุมผูสูงอายุที่มีอายุตั้งแต 50 ปขึ้นไปและมี ประสบการณการรักษาดวยวิธีการยางไฟ กลุมที่สามเปนกลุมแมบานและพอบานหรือผูมีประสบการณการรักษาดวยวิธีการยาง ไฟที่มีอายุตั้งแต 20 – 49 ป ผูปวยที่รับการรักษาโดยวิธีการยางไฟ ผูปวยที่รับการรักษาโดยวิธีการยางไฟสวนใหญเปนผูปวยที่ประสบอุบัติจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตก จากที่สูง องคความรูการยางไฟ แมใหญจันทร ประชุมแสง [5] ไดกลาววา เริ่มจากการไหวครู โดยที่คาไหวครูจะเริ่มตั้งแต 2 บาทขึ้นไป พรอมกับ ดอกไมและเทียน จะทำแบบนี้กับผูปวยที่อาการหนัก สำหรับผูปวยที่อาการไมหนักมากก็จะทำการยางไฟอยางเดียว แมใหญ ไมเคยเรียกรองเอาเงินกับผูปวย เปนการชวยเหลือดวยความเต็มใจ ในสวนของการยางไฟ แมใหญจันทร ไดพูดถึงการยางไฟรักษาผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุวาเปนการสืบทอดกันมาตั้งแต บรรพบุรุษ ตั้งแตจำความไดก็เห็นการรักษาแบบนี้แลว ทำสืบตอกันมาจนเกิดเปนประเพณี เพราะเกือบทุกคนในบานจะ ทำการยางไฟทั้งหมด ถาเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็จะมีการเตรียมอุปกรณและการเตรียมสมุนไพรเพื่อทำการยางใหผูปวยในบาน ถึงแมวาอุปกรณในบานจะไมมี แตก็มีญาติหรือเพื่อนบานชวยกันจัดหามา บางครั้งเจาของบานเตรียมแครยังไมเสร็จ ชาวบาน ก็หาสมุนไพรมาเต็มแครแลว ซึ่งถือไดวาเปนการเกื้อกูลกันในชุมชนและเปนการรวมตัวกันของญาติเพื่อใหกำลังใจผูปวย อุปกรณในการยางไฟ 1. แครไมไผ 2. สมุนไพร แมใหญจันทร [5] ไดพูดถึงสมุนไพรที่นำมาใชทำการยางไฟทั้ง 6 ชนิด ดังนี้ - ใบเปลาใหญ สรรพคุณ ลดอาการชอกช้ำ ลดปวด
  • 3.
    251 - ใบหนาด สรรพคุณชวยระบบไหลเวียนเลือดใหดีขึ้น - ใบพลับพลึง สรรพคุณ แกอาการเคล็ด ขัด ยอก ฟกช้ำ - กระดูกสัตว (วัว, ควาย) สรรพคุณ บำรุงกระดูก - ขี้หมาขาว สรรพคุณ กระจายเลือดลม - ไมแดง สรรพคุณ บำรุงเลือด กระจายเลือดลม 3. ผาหม สมุนไพรบางชนิดหาไมไดในทองถิ่น การยางไฟในแตละครั้งสมุนไพรอาจจะไมครบทุกตัวก็ได สรรพคุณทั้งหมดของ สมุนไพรไมไดพิสูจน หรือหาขอมูลทางวิทยาศาสตรเพิ่มเติม เนื่องจากทำติดตอกันมานาน และเปนผลดีตอสุขภาพ ทุก ๆ คนพอใจกับการยางไฟ อาจจะมีบางที่มีเด็ก ๆ รุนใหมยังไมเขาใจ หรือไมไดทำการศึกษาอยางถองแท ก็จะเห็นวาเปนเรื่องที่ ลาหลัง เพราะสมัยนี้เจ็บปวยก็เขาโรงพยาบาลกันหมด แตถานอนโรงพยาบาลเย็บแผลเสร็จก็กลับมายางไฟตอที่บาน ในสวน ของขี้หมาขาวแมใหญจันทร [5] ไดกลาววาเปนตัวยาที่หายากที่สุด แตก็ยังพอหาไดอยู ใชกันตามพอแม โดยไมไดถามกันวา ขี้หมาขาวเปนตนไมหรือไม แตที่ทำมาติดตอกันก็คือการไปเก็บเอามูลของสุนัขที่เปนกอนเล็ก ๆ สีขาวเอาไปเผาไฟจะทำใหไมมี กลิ่นเหม็น ทายที่สุดแมใหญจันทรไดบอกวา สมุนไพรทั้งหมดที่ใชถึงแมจะไมไดมีการพิสูจนวาใชไดจริงหรือไมจริง แตก็มีการ ใชติดตอกันเปนเวลายาวนาน และเปนที่ยอมรับก็เลยใชสืบตอกันมาจนถึงปจจุบัน ขั้นตอนการทำการยาง นำแครไมไผมาตั้งในบริเวณที่อากาศถายเทไดสะดวก กอไฟใตแคร ในสมัยกอนชาวบานจะใชฟนไมแดงเปนฟน แตปจจุบันนี้ไมแดงหายากจึงใชไมอะไรแทนก็ได ที่หาไดงายในทองถิ่นเติมไฟใหพออุนอยูตลอดเวลา โดยจะมีผูที่คอยดูแลไฟให ตลอดเวลาที่ทำการยาง อาจจะเปนญาติหรือผูใกลชิดที่เคารพนับถือที่แวะมาเยี่ยมผูปวย เชื้อไฟที่เติมนอกจากจะใชฟนแลว (ไมแดง) ยังมีใบหนาด ขี้หมาขาว และกระดูกสัตว (วัว, ควาย) เติมจนไฟพอเหมาะ เอาสมุนไพร ซึ่งประกอบดวยใบเปลา ใหญ ใบพลับพลึง วางบนแครไมไผ จากนั้นใหผูปวยขึ้นไปนอนบนแครไมไผ โดยใหผูปวยสวมเสื้อผาเนื้อหยาบ และใชผาหม ๆ ทับลงไป การยางในแตละครั้ง จะมีผูที่เปนญาติพี่นองมาชวยเติมไฟและควบคุมไฟใหตลอดเวลา และคอยเปลี่ยนสมุนไพรบน แครให ผูปวยจะไมไดยางไฟอยูคนเดียว จะมีคนเฝาที่เปนญาติพี่นองคอยถามอาการอยูตลอดวาปวดตรงไหนก็จะใหพลิกดานที่ ปวดยางไฟ และคอยชวยพลิกตัวผูปวยดานขาง ดานหลัง รวมทั้งอวัยวะตาง ๆ ใหถูกความรอน ผูที่ชวยควบคุมไฟก็จะชวย ดูแลไมใหเกิดความรอนมากเกินไปและเย็นจนเกินไป และยังตองดูแลไมใหเกิดควันมากเกินไป จำนวนวันที่จะทำการยางไฟ ผูปวยจะขึ้นอยูกับอาการของผูปวยวาเปนมากนอยแคไหน จากนั้นก็จะผลัดเปลี่ยนผูดูแลผูปวยในแตละวัน แตถาผูมีอาการ หนักมากก็จะมีญาติดูแลอยางใกลชิด และมีกำหนดยางไฟเปนเวลา 3 วัน แตถาอาการเล็กนอยก็จะทำการยางแค 1 – 2 วัน วันละ 2 ครั้ง เชา - เย็น ขั้นตอนการยางไฟและขั้นตอนการเตรียมอุปกรณไมยุงยาก เนื่องจากชาวบานจะคอยชวยเหลือกัน ตลอดเวลา บทสรุป 1. การยางไฟ เปนการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมโดยหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ จะใชรักษาผูปวยที่ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูง ไดรับการถายทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งถือวาเปนประเพณีและวัฒนธรรมของทองถิ่น [3, 4] 2. องคความรูดานการยางไฟ ประกอบดวย หมอพื้นบานหรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟ ผูปวยที่ ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต รถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูง และอุปกรณในการยางไฟ ซึ่งประกอบดวย แครไมไผ สมุนไพร และผาหม [3, 4] 3. การยางไฟเปนการรักษาผูปวยที่อยูในภาวะเสี่ยงอันตราย คนที่เขาสูกระบวนการรักษาจะตองมีความเชื่อ และเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา รวมถึงตองมีความรูดวยเชนกัน โดยสิ่งตาง ๆ เหลานี้สวนใหญจะไดจากความคิดและ
  • 4.
    252 ประสบการณจากบรรพบุรุษที่เลาและบอกตอกันมา และประสบการณที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือเครือญาติที่ทำใหเกิดความเชื่อมั่น ในประสิทธิภาพการรักษา โดยเฉพาะในสวนของความรูเกี่ยวกับกระบวนการรักษาใหญซึ่งมีทั้งสวนที่เปนรูปธรรมและนามธรรม ในรูปธรรมเชน ความรูเกี่ยวกับการเลือกใชสมุนไพร สรรพคุณสมุนไพรในการรักษาโรค ความรูในวัสดุอุปกรณที่ใชในการ รักษา การวินิจฉัยอาการ และรูปแบบของการรักษาพยาบาล สวนนามธรรม เชน ความเชื่อที่แสดงผานพิธีกรรมตาง ๆ เปนตน [4] ขอเสนอแนะ ขอเสนอแนะในการนำบทความวิชาการไปใชประโยชน ในการยางไฟจะใชรักษาผูปวยที่ผูประสบอุบัติเหตุจากรถยนตรถจักรยานยนต หกลม และตกจากที่สูงเพื่อรักษาผูปวย ที่มี อาการไมหนักมาก เชน ถลอก ฟกช้ำ แตถาผูปวยอาการหนักตองเขารับการรักษาจากโรงพยาบาลกอน ผูทำการรักษาควร เปนหมอพื้นบาน หรือผูมีความรูและประสบการณเรื่องการยางไฟเทานั้น เอกสารอางอิง [1] พอใหญ คำกอง ทาบรรหาร. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู หมูที่ 16 ตำบลกลมลไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ. [2] พอใหญ วัน อาสาพนม. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู หมูที่ 16 ตำบลกลมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ. [3] จงกล พูลสวัสดิ์. 2550. “การดูแลสุขภาพโดยวิธีการยางไฟ : กรณีศึกษาประชาชนตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ”. Proceedings of the Thirtieth Annual Conference of the Anatomy Society of Thailand. คณะแพทยศาสตร และคณะสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม รวมกับสมาคม กายวิภาคศาสตร (ประเทศไทย), หนา 129 – 135. [4] ทรงศักดิ์ สอนจอย. 2548. การยางไฟ : ภูมิปญญาการรักษาตนเองดวยวิธีพื้นบานของชาวอีสาน. วิทยานิพนธปริญญาโท, มหาวิทยาลัยขอนแกน. ขอนแกน. [5] แมใหญจันทร ประชุมแสง. 2549. สัมภาษณ. วันที่ 18 กุมภาพันธ 2549. ที่อยู 129 หมูที่ 16 ตำบลกลมลไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ.
  • 5.
    253 บทคัดยอ การแปลงสินทรัพยเปนทุน (ASSET CAPITALLIZATION)ถือเปนโครงการเพิ่มมูลคาในทรัพยสินจากปจจัยทุนเดิม โดยนำระบบกรรมสิทธิ์ (PROPERTY RIGHS) มาใชในการเพิ่มมูลคาสินทรัพยนั้นๆและนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนเปน เพียงนโยบายเพิ่มรายจายเพื่อกระตุนเศรษฐกิจรากหญา ตะเกียบขาที่ 2 ของรัฐบาลไทย จากผลการศึกษาวิจัย พบวา โครงการ แปลงสินทรัพยเปนทุน มีความกาวหนาในการดำเนินการลาชา โดยโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนไมสงผลกระทบตอการ ขยายตัวใหเกิดการลงทุนเพิ่ม(วิเคราะหจากตัวอยางและชวงที่ทำการศึกษา) กลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุน คือ กลุมแมคา พอคา แผงลอย เจาของเดิม ระดับการจางงาน การเคลื่อนยายแรงงาน รายไดภาคครัวเรือน ไมมีการเปลี่ยนแปลง หนี้สินภาค ครัวเรือนสำหรับผูรวมโครงการฯ เพิ่มสูงขึ้น ระบบทุนนิยม (CAPITALISM) พัฒนากาวหนาในประเทศตะวันตก แตสำหรับ ประเทศดอยพัฒนา เมื่อนำนโยบายออกมาประกาศใชแลวก็ไมประสบผลสำเร็จ อันเนื่องมาจากความสำคัญที่จะนำไปสูความ สำเร็จ และกาวหนาในการแกไขปญหาความยากจน คือ สถาบันการเมืองและระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพยสิน มีความบกพรองในเชิง กฎหมายและทางการเมืองรวมทั้งการนำไปปฏิบัติของเจาหนาที่รัฐโดยการเลือกปฏิบัตินอกจากนั้น วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ยังมีความสำคัญตอการแกไขปญหาความยากจนในยุกตปจจุบัน Abstract Asset Capitalization is a government issue intended to boost value in assets from an original capital using property rights in increasing values of any asset. Asset Capitalization Policy aims to increase expenses in order to encourage the root grass economic which is the second chop stick of current Thai government. According to samples analysis and research in the study pace, the study revealed that Asset Capitalization Policy has been progressed slowly because the project has not influenced to increase any investment. The groups that can access capital sources are tradeswomen, tradesmen, stand-retailers and original owners. There is no change in the levels of employment, labor displacement and family incomes. The debts of families have been increasing in particular the participating families the project. Even though the capitalism has been advanced in the West, it is not helpful to be applied in underdeveloped countries. Therefore, the policy was declared to be used, but it cannot succeed. The results showed that the political institutes and property right systems deficit in laws and political including the following rules of the
  • 6.
    254 officials’ performance causingunsuccessful and undeveloped in solving poverty of population. Moreover, Science and Technology are essential factors to carry out the poverty of population as well. บทนำ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี : แถลงนโยบายตอภา (23 มีนาคม 2548) เรื่อง นโยบายขจัดความยากจนของรัฐบาล จะดำเนินนโยบาย และมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศใหหมดไป โดยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทั้งระบบ เชื่อมโยงกับการแกไขปญหาความยากจนทุกระดับ จึงไดมีนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนตามแนวคิดของ Hernando de Soto นักเศรษฐศาสตรชาวเปรูจากผลงานเรื่อง The mystery of capital : Why capitalism Triumphs in the west and fails Everywhere Else ผูสรางความสนใจอยางกวางในสังคมไทย The mystery of capital ระบบทุนนิยมใชไดเฉพาะประเทศที่ พัฒนาแลวสำหรับประเทศดอยพัฒนา กอใหเกิดวิกฤติและความวุนวายทางสังคมอยูทั่วไป เพราะคนจนไมสามารถเขาถึงแหลง ทุนไดขบวนโลกาภิวัฒน (Globalization) ไมชวยคนจนไดเพราะเปนการเปดโลกและสรางเครือขายใหเฉพาะคนสวนนอยที่มั่งคลั่ง เทานั้นการประทวงจึงเกิดขึ้นในประเทศดอยพัฒนา เพื่อเปนการแสดงถึงความไมพอใจที่คนสวนใหญใชในปจจุบัน การแปลง สินทรัพยที่ประชาชนครอบครองอยูเดิมโดยไมมีกรรมสิทธิ์ใหมีกรรมสิทธิ์รวมถึงการแปลงทรัพยสินที่เกิดจากการคิดคนของ มนุษยที่ไมสามารถจับตองไดแตความคิดนั้นนำไปสูกระบวนการประดิษฐเปนผลิตภัณฑ โดยไดรับกรรมสิทธิ์ อันเกิดจากความ คิดคนนั้น หากนำไปประเมินคาสงผลใหเกิดมูลคาเพิ่มตามเอกสารสิทธิ กรรมสิทธิ์ เพื่อใชเปนหลักทรัพยค้ำประกันกูเงินจาก แหลงเงินทุนตามนโยบายรัฐ จากความสำคัญดังกลาวจึงจำเปนอยางยิ่งที่จะตองวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากนโยบายแปลง สินทรัพยเปนทุน : กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อหาคาตัวทวีตามทฤษฏีของเคนส (Keynes) อันเกิดจากนโยบายแปลง สินทรัพยเปนทุน การเพิ่มขึ้นของการลงทุน /รัฐบาลมีงบประมาณรายจาย เพิ่มขึ้น จะทำใหหนวยธุรกิจภาคครัวเรือนลงทุน เพิ่ม-ลดอยางไร Y= C+S (2.1) โดย Y = Income C = Consumption S= Saving วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัย วิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากการใชนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุน กรณีศึกษา จังหวัด อุบลราชธานี เปนการศึกษาตัวทวี เพื่อหาความสัมพันธของตัวแปรเชิงสาเหตุ ที่สงผลกระทบโดยตรงตอตัวแปรผล อันเนื่องมา จากโครงการตามนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนใน เรื่องดังตอไปนี้ 1) การขยายตัวการลงทุนจากตัวทวี อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 2) กลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุน อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 3) การจางงานเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 4) การจางงานลดลง อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 5) รายไดภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 6) รายไดภาคครัวเรือนลดลง อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 7) หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 8) หนี้สินภาคครัวเรือนลดลง อันเนื่องจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน 9) การเคลื่อนยายแรง อันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน การศึกษาวิจัยนี้ ผูวิจัยไดนำแบบจำลอง (Model) ในทางเศรษฐศาสตร เปนกรอบวิเคราะหเริ่มตนจากแนวความ คิด(Conceptual Framework) ของ เฮอนานโด เดอโซโต นักเศรษฐศาสตรชาวเปรู ในเรื่องระบบกรรมสิทธิ์ และ นำกรอบ ทฤษฎี Franco Modigliani : (Theory) life-cycle Theory and Permanent-income theory (1985) โดยสาระของทฤษฎีตั้ง สมมติฐานของพฤติกรรมการบริโภคในชวงเวลาใดเวลาหนึ่งขึ้นอยูกับรายได สวนทฤษฎี life-cycle Theory มีขอสมมติ วาปจเจกบุคคลจะวางแผนการบริโภคและการออมระยะยาวไว เพื่อจัดการบริโภคของตัวเองในแนวทางที่ดีที่สุด และแนวทางที่ จะเปนไปไดตลอดชวงชีวิตของเขา
  • 7.
    255 การออม (saving) เกิดจากการที่ปจเจกบุคคลไมบริโภคในปจจุบัน โดยจะเก็บไวเพื่อเตรียมความพรอมในอนาคต ตามแนวคิดนี้ โครงสรางอายุของประชากรเปนตัวกำหนดที่สำคัญอยางหนึ่งของพฤติกรรมและการออม กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยครั้งนี้เปนการเลือกแบบเจาะจงแบงออกเปน 2 กลุม 1. กลุมที่สมัครเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนประเภทที่สาธารณะใน 2 กลุมตัวอยางประชาชนทั่วไปที่ยังไม เขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน การเก็บขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดดำเนินการเก็บขอมูลในเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ ผูมีสวนไดเสีย สังเกต และเชิง ประมาณโดยการสรางแบบสอบถาม ความเขาใจในเรื่องผลกระทบอันเนื่องมาจากนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุนแบงคำถาม ออกเปน 4 ตอน ตารางที่ 1 กรอบแนวทางการวิเคราะหขอมูลในเชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะหขอมูล (The result of data Analysis) การศึกษาวิจัย วิเคราะหผลกระทบจากการใชนโยบายแปลงสินทรัพยเปนทุน กรณีศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี เปนการศึกษาตัวทวี เพื่อหาความสัมพันธของตัวแปรเชิงสาเหตุ ที่สงผลกระทบโดยตรงตอตัวแปรตาม อันเนื่องมาจากนโยบาย แปลงสินทรัพยเปนทุนใน การวิเคราะหผลตอบแทนจากการลงทุนอิสระ จากสูตร โดยที่
  • 8.
    256 และ ตารางที่ 2 วิเคราะหรายไดจากการขายกลวยฉาบ กรณีที่1 แสดงวา X1 เพิ่มขึ้น 1 หนวยโดยที่ X2 คงที่ Y จะเพิ่มขึ้น 0.3768 กรณีที่ 2 แสดงวา X2 เพิ่มขึ้น 1 หนวยโดยที่ X1 คงที่ Y จะเพิ่มขึ้น 0.0900 หรือ ตัวแปรอิสระไมสามารถอธิบายตัวแปรตามได และไมสามารถพยากรณผลได ตารางที่ 3 วิเคราะหรายไดจาการขายลูกชิ้น
  • 9.
    257 ตารางที่ 4 วิเคราะหรายไดจาการขายตำสม ตารางที่5 วิเคราะหรายไดจาการขายคอหมูยาง สรุปผลการศึกษา วิจัย (Summary discussion and Recommendation) การศึกษาวิจัยวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากโครงการตามนโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนกรณีศึกษาจังหวัด อุบลราชธานีเปนการศึกษาวิจัยแบบผสมระหวางการวิจัยชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พบวานโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุน สงผลกระทบ ตอการขยายตัวตอการลงทุนนอยมากจะเห็นไดจากรอบการหมุนของตัวทวี สำหรับกลุมผูเขาถึงแหลงเงินทุนจะ เปนกลุมแมคาพอคาเดิม ระดับการจางงานคงที่รายไดภาคครัวเรือนเปลี่ยนแปลงนอยมาก หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นการ เคลื่อนยายแรงงานคงที่เพราะเปนแรงงานในครัวเรือน นอกจากนั้นยังพบวากลุมผูเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนประเภท สาธารณะจะมีจำนวน 2 กลุมคือ กลุมที่มีปจจัยทุนเหลือเฟอ ไมประสงคจะกูยืมเงินจากแหลงเงินทุนเพียงแตตองการสิทธิในการ ครอบครองที่สารธารณะเทานั้น นอกจากจะไมกูเงินแลว บางคนยังเปนแหลงเงินทุนนอกระบบใหกับผูรวมโครงการรายอื่น หรือประชาชนทั่วไปในชุมชน กลุมที่2 เปนกลุมคนจนโดยคนกลุมนี้ มีความประสงคจะกูเงินจากโครงการแปลง สินทรัพยเปนทุนและปจจุบันยังเปนหนี้แหลงเงินทุนคือ ธนาคารชุมชน กองทุนหมูบาน และที่สำคัญเปนหนี้นอกระบบ เสียดอก เบี้ยในอัตรารอยละ 48-200.- บาทตอป สงผลใหรายรับไมเพียงพอกับรายจาย ขอเสนอแนะ นโยบายการแปลงสินทรัพยเปนทุนถือเปนตะเกียบขาที่ 2 ของรัฐบาลโดยมีวัตถุประสงคเพื่อเพิ่มรายจายภาครัฐและ สรางโอกาสใหคนจนนำสิทธิกรรมสิทธิ์อันเกิดจากการครอบครองและสิทธิอันเกิดจากความคิดคนของมนุษยมาประเมินคาตาม โครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน จะนำไปสูความสำเร็จจะตองดำเนินการ ดังนี้
  • 10.
    258 1) แกไขพฤติกรรมสวนตัวของเจาหนาที่รัฐ เรื่องจริยธรรมในการทำงานโดยใหมองผลประโยชนสวนรวมของประชาชน ผูยากจนใหเปนไดรับประโยชนสูงสุดจากการแปลงสินทรัพยเปนทุน ภายใตกรอบกฎหมายที่เกี่ยวของในรูปบูรณาการ 2) แกไขระบบราชการโดยการปรับปรุงระเบียบ และกฎหมายตาง ๆ ใหสอดคลองกับทองถิ่นในแตละพื้นที่ตามสภาพ ความเปนจริงและในขณะเดียวกันก็ควรใหผูมีอำนาจจัดเจาหนาที่ใหความรูผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนตามความถนัด และความสามารถของผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนในแตละกลุมอยางตอเนื่อง พรอมสรุปผลความกาวหนาในการดำเนิน การเปนรายเดือน หรือ ไตรมาส ตามแผนงาน 3) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ โดยใหจัดทำขั้นตอนการเขารวมโครงการแปลงสินทรัพยเปน ทุนใหสั้นชัดเจนและนำเทคโนโลยีมาใชในการปฏิบัติงานอยางแทจริง 4) ควรเปดโอกาสใหคนทุกกลุมเขาถึงแหลงเงินทุน เชน ครัวเรือน ภาคการเกษตร การคา การบริการ สามารถเขาถึง แหลงเงินทุนได ภายใตกรอบความสามารถของตนเองเปนเกณฑ 5) การประเมินสินทรัพย ของผูกู ควรประเมินราคาใหสอดคลองกับราคาตลาด หรือราคาที่แทจริง บวก ดวยความ สามารถของบุคคล จึงประเมินคาออกมาเปนทุน 6) การปลอยเงินกูของธนาคารไมควรปลอยกูครั้งเดียวโดยควรปลอยกูเงินใหเปนงวด ๆ ตามแผนการผลิตที่เสนอไวตอ หนวยงานเจาของทรัพยสินหรือธนาคารผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน เพราะผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนบาง รายมิไดนำเงินกูไปลงทุนแตนำเงินกูไปชำระหนี้เดิมหรือไปใชจายเพื่อการบริโภค เปนสำคัญ แนวทางแกไข 1) ควรมีการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษยโดยใหการศึกษาการฝกอบรมในการประกอบอาชีพตามความถนัดสำหรับผู รวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนจากนั้นควรจัดทำแผนการผลิต แผนการจำหนาย การแปรรูผลิตภัณฑเพิ่มมูลคาในการผลิต เพื่อใหเกิดความแข็งแกรงและยั่งยืน 2) ศึกษาความเปนไปไดของโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนประเมินผลตอบแทนความคุมคาที่จะลงทุนเปนรายบุคคล เพื่อมิใหเกิดผลกระทบภายหลังดำเนินโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุน แลวเสร็จ 3) กรณีผูรวมโครงการแปลงสินทรัพยเปนทุนมีหนี้กับแหลงเงินทุนหลายแหงควรจัดหาเงินกูอัตราดอกเบี้ยต่ำใหกูยืม โดยการรวมหนี้แลวขยายระยะเวลาการสงชำระใหยาวขึ้นหรือทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูรวมโครงการแปลงสินทรัพย เปนทุนเพื่อมิใหไปกูเงินทุนนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูง 4) ควรลงโทษผูมีอำนาจทางการเงินการเมืองที่ทำผิดโดยการปลอยเงินกูอัตราดอกเบี้ยสูงรอยละ 4-20 .-บาทตอเดือน เมื่อนำมาคำนวณจะไดอัตราดอกเบี้ยรอยละ 48-200.- บาท/ป 5) ควรรณรงคสรางจิตสำนึกโดยการใชจายเงินภายใตขอจำกัดของรายไดที่ไดรับตอเดือน/ป เพื่อมิใหเกิดการสั่งสมหนี้ เพิ่มขึ้น จะทำใหมีความสุข ความมั่งคั่ง บรรณานุกรม อุดมศักดิ์ ศีรประชาวงศ . (2542) “หนวยที่ 2 ตลาดผลิตผลกับเสน IS” .ใน ทฤษฎีเศรษฐศาสตร มหภาค. นนทบุรี : สำนักพิมพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิทยา ปนทอง .(2542) “หนวยที่ 4 ทฤษฎีวงจรชีวิตของการบริโภคและการออม ทฤษฎีรายไดถาวรของการบริโภค” ในทฤษฎี เศรษฐศาสตร มหภาค. นนทบุรี: สำนักพิมพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ณรงศักดิ์ ธนวิบูลยชัย. (2542) “หนวนที่ 10 การประมาณคาพารามิเตอรของการถดถอยพหุคูณ”. ใน เศรษฐศาสตรเชิงปริมาณ สำหรับนักเศรษฐศาสตร.นนทบุรี: สำนักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ณรงศักดิ์ ธนวิบูลยชัย.(2542) “หนวนที่ 3 การเปนเจาของและการระบุกรรมสิทธ “ ใน เศรษฐศาสตรสิงแวดลอม.นนทบุรี: สำนักพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  • 11.
    259 บทคัดยอ การศึกษาวิจัย ผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใชโครงการ GFMIS,e-Auctionมีวัตถุประสงค เพื่อศึกษา สภาพปญหาอุปสรรคอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช Government Fiscas Management Information System : GFMIS,e- Auction โดยเนนการประเมินความคิดเห็นจากกลุมตัวอยาง ผูเขารับการฝกอบรม และสัมภาษณผูมีสวนไดเสีย ระหวางวันที่ 3 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2549 จำนวน 495 ชุด ปญหาที่พบในการปฏิบัติจากการใชงานในระบบ GFMIS ดังนี้ 1) ระบบการปฏิบัติงานรูปแบบใหม เปนการประยุกตวิธีการทำงานจากการเขียนดวยมือบนกระดาษเปลี่ยนเปนการ ทำงานดวยอินเทอรเน็ต (ออนไลน) โดยชวงแรกทำใหผูปฏิบัติงานไมคุนเคยรูสึกยุงยากซับซอนขั้นตอนมากและที่สำคัญคือ ระบบงานยังไมหยุดนิ่งมีการปรับปรุงและซอมความเขาใจอยางตอเนื่อง 2) ระบบเครือขายมักประสบปญหาขัดของบอยครั้ง จึงนำไปสูการสงขอมูลไมไดตองเสียเวลารอการแกไข โดยเครื่อง Terminal ถือเปนอุปกรณสำคัญในการรับขอมูลของหนวยงานเขาสูระบบ GFMIS แตหนวยงานที่ไดรับจัดสรร เฉพาะสวน ราชการสวนกลาง คือ หนวยงานระดับ มหาวิทยาลัยฯ เขตพื้นที่การศึกษา และคลังจังหวัด สำหรับสวนราชการประจำจังหวัดที่ ไมไดรับจัดสรรเครื่องจะตองเดินทางไปนำสงขอมูล ณ คลังจังหวัด และจะตองรอการใชเครื่อง Terminal เรียงลำดับกอนหลัง ทำใหเสียเวลา เพิ่มตนทุนในการเดินทางสูงขึ้น 3) ดานการใหบริการ (Help Desk) มีจำนวนนอยเมือเปรียบเทียบกับหนวยงานที่จะตองเขาใชงานในระบบ GFMIS และการตอบขอหารือระหวางปฏิบัติงานบางครั้งไมสามารถตอบคำถามในขณะปฏิบัติงาน ณ เวลานั้นไดทันที อันนำไปสู กระบวนการที่ไมมีประสิทธิภาพสูงสุด 4) การใหบริการทางวิชาการ ผูรับผิดชอบโครงการยังไมสามารถจัดฝกอบรมเชิงปฏิบัติการใหกับผูปฏิบัติงานไดอยาง ทั่วถึง และควรเนนการฝกอบรมเชิงบูรณาการ (Integration) เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันในมิติตาง ๆ เพื่อใหเกิดการคิดวิเคราะหอยาง เปนระบบอันนำไปสูประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุดตอประเทศ และหนวยงานไดอยางแทจริง ผลการศึกษาวิจัยระบบ e-Auction มาใช พบวาระดับพฤติกรรมอันนำไปสูภาคปฏิบัติของเจาหนาที่พัสดุ คณะกรรมการ ดวยอิเล็กทรอนิกส หัวหนาหนวยงาน และผูคา มีระดับความเขาใจแตกตางกันโดย e-Auction ระเบียบยังไมหยุดนิ่งมีการปรับ เปลี่ยนและแกไขเปนระยะ ๆ การบังคับใชมี 2 มาตรฐาน และยังขาดหนวยงานใหความรูทางวิชาการอยางตอเนื่อง กระบวนการจัดหาดวยระบบอิเล็กทรอนิกสไมสามารถปองกันการฮั้วงานได แมวาจะมีคนกลางเขามาจัดการประมูลใหกับหนวย งานก็ตาม e-Marketplace service ในประเทศไทยมีจำนวนนอย ถือวาเปนตลาดผูขายนอยราย ถาเทียบกับหนวยงานที่จะตอง ถือปฏิบัติตามระเบียบฯ
  • 12.
    260 Abstract The investigation ofimpacts of the enforcement measure in using Government Fiscas Management Information System, GFMIS and e-Government Procurement, e-GP or known as e-Auction, is intended to study problems that happen from using the enforcement measure. The processes concerned with evaluation of 495 survey forms collected from trainees’ ideas participating in the training held on September 3rd, 2005 through May 20th, 2006. Problems found in practical use of GFMIS 1. New operation system is that manual work which is written by hand on papers changed to work on-line via internet. The problem was that in the beginning the trainers were confused because they didn’t get used to the new system. The processes were more complicated and had to many steps as well. 2. Since the internet system often encounters with interruptions, the information cannot be sent in the proper time. This causes to waste time for fixing the failure. Terminals are the most important communication devices in the GFMIS. However, only main government organizations such as universities, educational areas and provincial treasures are received terminals. In the other hand, government sub-organizations doesn’t received terminals, so those organizations need to travel to the provincial treasures to send information to the GFMIS by waiting for sequence. The problems cause increase of the operation cost. 3. Help Desk is insufficient when compared to organizations requiring the use of GFMIS. Any time when the users want to communicate information during working, the communication cannot be done immediately. The users cannot receive the answers right away. The communication was ineffective. 4. Academic service, responsible units cannot provide workshops for entire users. The workshops should emphasize on integration linking between different dimensions to create analysis system effectively. The ultimate efficiency benefits to the country and organizations. The results of the study of the e-Auction project showed the behavior levels lead to the performance of procurement officers, electronic committee, head offices, and sellers have differences of understanding levels. The e-Auction regulation does not stop improving, but it has been changed intermittently. The electronic acquiring process cannot prevent illegal cooperation of sellers. There are few e-Marketplace services in Thailand when compared to the government agencies which must obey the regulation. บทนำ รัฐบาลไทยภายใตการนำของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไดนำวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใชในการบริหารประเทศ อันเปนที่มาของศูนยบัญชาการทางอิเล็กทรอนิกสโครงการบริหารงานการเงินการคลังภาครัฐสู ระบบอิเล็กทรอนิกส (Government Fiscas Management Information System :GFMIS ,e-Auction) จากสภาพปญหาการ บังคับใช GFMIS ,e-Auction กับหนวยงาน สวนราชการ รัฐวิสาหกิจ องคกรอิสระตามมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ คำสั่ง แมวาจะ มีความจำเปนอยางยิ่ง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอันนำไปสูความเปนสากลเพื่อใหเกิดความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ โดยเนน ใหมีผูรับ ความรับผิดชอบ (Accountability) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ความโปรงใส (Transparency) ความคุมคา (Value for Money) และ สรางระบบธรรมาภิบาลในการบริหาร (Good Governance) ทั้งนี้ หากมองในมุมผูที่จะรับปฏิบัติตามนโยบายรัฐ คือ หัวหนาสวนราชการ หัวหนาหนวยงาน ตลอดจนหัวหนาองคกร โดยหนวยงานเหลานี้ไมมีความพรอมทางดานบุคลากรที่ จะนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอยางยิ่งเจาหนาที่ผูไดรับผลกระทบอยางแทจริง คือ เจาหนาที่ปฏิบัติงานดานการจัดหาพัสดุ เจาหนาที่ปฏิบัติงานดานการเงินและการบัญชี คนสองกลุมนี้ ขาดความเขาใจในแนวปฏิบัติที่ถูกตอง และตองแสวงหาความรูเอง ในระยะเริ่มตน อันเนื่องมาจากไมมีหนวยงานที่ใหความรูในเบื้องตนอยางเพียงพอโดยรัฐขาดการประชาสัมพันธลวงหนา ทั้งที่ เปนการเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการเขียนดวยระบบมือบนกระดาษ เปนวิธีการทำงานดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (ออนไลน)
  • 13.
    261 GFMIS เปนระบบฎีกาบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส e-Auctionเปนธรุกรรมการจัดหาดวยวิธีอิเล็กทรอนิกส จุดเดนของ e-Action เปนการเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ต (ออนไลน) แทนการยื่นซองเสนอราคาแบบเดิม โดยมีคนกลาง คือผูให บริการตลาดกลาง (e-Marketplaceservice) เปนผูนำโปรแกรมมาใหบริการแกหนวยงานที่ทำการจัดซื้อ จัดจางผูคา (Supplier) มีหนาที่เสนอราคาผานระบบอิเล็กทรอนิกสภายในระยะเวลา สถานที่ที่ไดกำหนดไวแทนการยื่นซองเสนอราคาแบบเดิม ทั้งสอง ระบบมีการบันทึกขอมูลทางอิเล็กทรอนิกส (ผานอินเทอรเน็ต) ดังนั้น กระบวนในการทำงาน จึงมีลักษณะเปนแบบจำลอง Dynamic Model โดย ผูคา ที่ไดจากกระบวนการจัดหา e-Auction จะตองเขาไปทำสัญญาทางอิเล็กทรอนิกสออนไลน GFMIS เพื่อตั้งจายกอหนี้ผูกพันตามโครงการที่ไดรับจัดสรรงบประมาณของหนวยงานทางอิเล็กทรอนิกส เมื่อผูบริหารระดับประเทศ ระดับกระทรวง ระดับกรมอยากรูการเคลื่อนไหวตาง ๆ ก็สามารถเรียกดูได จึงสงผลใหเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอยาง แทจริง อยางใดก็ตามแมวาระบบสารสนเทศในปจจุบันจะสามารถยอฐานขอมูลของสวนราชการทั้งประเทศใหอยูในคอมพิวเตอร เพียงเครื่องเดียวได ก็มิไดหมายความวาประเทศไทยกาวหนากวาประเทศอื่น อันเนื่องมาจากไมไดเปนผูผลิต Software ใชงาน แตเปนการจัดซื้อ/ ผูวาจางทำเพื่อการใชงานระบบ GFMIS จากตางประเทศ การบังคับใช GFMIS , e-Auction กับหนวยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องคการมหาชน และหนวยงานอื่นของรัฐ ที่อยู ในสังกัด การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของฝายบริหารตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน หรือกฎหมาย จัดตั้งหนวยงานนั้น ๆ แมวา ทั้งสองโครงการดังกลาวขางตน จะเปนแนวคิดที่ดีเพราะเปนหลักสากลทั่วไป แตสิ่งที่ควร กระทำกอนบังคับใช คือการพัฒนาทรัพยากรทุนในตัวมนุษย อันเปนปจจัยทุนที่มีความสำคัญยิ่งกวาปจจัยอื่น เพราะเปนผูที่นำ นโยบายไปปฏิบัติงานในหนวยงานใหบรรลุวัตถุประสงคตามมาตรการบังคับใช จากความสำคัญดังกลาว จึงมีความจำเปนที่จะ ตองทำวิจัย ผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช GFMIS , e- Auction ขึ้นเพื่อทราบถึงปญหาและแนวทางแกไขปญหา ที่ถูกตอง อันจะนำไปสูการพัฒนาประเทศ และหนวยงานอยางยั่งยืนในอนาคต วิธีดำเนินการวิจัย การวิเคราะหผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการบังคับใช GFMIS, e-Auction เปนการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ ความเขาใจโดย ประชากรกลุมตัวอยางไดจาก 2 กลุม คือ ผูเขารับการฝกอบรม และสัมภาษณผูมีสวนไดเสียโดยตรงทางโทรศัพท และนำ หลักทฤษฏี Balanced Scorecard : Drs. Robert Kaplan, David Norton. เปนเกณฑประเมินวัดความเขาใจของกลุมตัวอยาง ตาราง 1 กรอบแนวทางการวิเคราะหขอมูลและเกณฑการประเมิน
  • 14.
    262 ผลการวิเคราะหขอมูล (The resultof data Analysis) การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดนำแบบสอบถามความเขาใจจากผูเขารับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร GFMIS, e- Auction จำนวน 495 ชุดในเชิงปริมาณประมวลผลโดยโปรแกรม SPSS ตามตารางที่ 2-6 กลุมตัวอยางจำนวน 5 กลุม ระหวางวันที่ 3 กันยายน 2548 – 20 พฤษภาคม 2549 ดังนี้ ตารางที่ 2 รุนที่ 1 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 103 ตารางที่ 3 รุนที่ 2 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 106 ตารางที่ 4 รุนที่ 3 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข (/ ) คือ N (Population) จาก 155
  • 15.
    263 ตารางที่ 5 รุนที่4 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข ( / ) คือ N (Population)จาก 103 ตารางที่ 6 รุนที่ 5 แสดงความเขาใจโดยคิดเปนรอยละโดยตัวเลข (/) คือ N (Population)จาก 120 สรุปผลการศึกษา วิจัย (Summary discussion and Recommendation) ปญหาอุปสรรคของการปฏิบัติงานในระบบ GFMIS ที่พบ คือการทำงานในระบบ GFMIS เปนการเปลี่ยนแปลงวิธีการ ทำงานแบบใหมโดยเนนกระบวนการทำงานในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการปฏิบัติงานผานระบบอินเตอรเน็ต (ออนไลน) เครื่อง Terminal ถือเปนอุปกรณที่สำคัญในการรับ-สงขอมูลเขาสูระบบ GFMIS อันเนื่องมาจากเครื่องTerminal รัฐบาลจัดสรรใหสวนราชการระดับกรมเชน มหาวิทยาลัยฯ คลังจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น สวนราชการอื่นจึงตองเสีย เวลาในการเดินทางไปสงขอมูล ณ คลังจังหวัด ถือเปนการเพิ่มตนทุนคาใชจายในทำงานเพิ่มขึ้น Help Desk ในระบบ GFMIS มีจำนวนนอยและการตอบขอหารือระหวางผูปฏิบัติงาน ณ หนวยงาน เชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในขณะ เกิดปญหาระหวาง ปฏิบัติงาน ผูตอบปญหาไมสามารถตอบไดในขณะนั้น หรือตอบปญหาไมชัดเจนบางครั้งจะตองรอคำตอบในวันถัดไป ดานการใหบริการทางวิชาการของหนวยงานที่รับผิดชอบไมสอดคลองกับการบังคับใช อันเนื่องมาจากการบังคับใชกับ สวนราชการทั่วประเทศ และมีเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานเขาไปใชระบบ GFMIS เปนจำนวนมากไมวาจะเปนเจาหนาที่การเงิน เจาหนาที่บัญชี เจาหนาที่พัสดุ และผูบริหารองคกรในระดับตาง ๆ จะมีความสัมพันธในมิติตาง ๆ อยางเกี่ยวเนื่องแตขาดการให ความรูอยางทั่วถึงนอกจากนั้น ระบบ GFMIS ยังไมหยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยนและทำความเขาใจเกี่ยวกับการใชงานอยาง ตอเนื่องในขณะปญหาที่เกิดขึ้นเปนปญหาเฉพาะหนาระหวางปฏิบัติงาน โดยผูปฏิบัติงานใชสถานการณที่เกิดขึ้นจริงเปน จุดศูนยกลางการเรียนรู (Group Center) e-Auction ในชวงเวลาที่ทำการศึกษา พบวา เกิดปญหาความไมเขาใจในแนวทางปฏิบัติของขาราชการกลุม ตาง ๆ แตกตางกันไป อันนำไปสูการปฏิบัติงานยังไมมีประสิทธิภาพอยางแทจริง 1. กลุมขาราชการการเมืองระดับทองถิ่น กลุมนี้โดยเฉพาะผูบริหารองคกร วิตกกังวล ไมเขาใจวิธีประมูลดวยระบบ อิเล็กทรอนิกส อันเนื่องมาจาก ผูคา ซึ่งใหการสนับสนุนในขณะเลือกตั้ง จะมีบทบาทสำคัญตอกระบวนการจัดหา 2. กลุมผูนำไปปฏิบัติงาน คือ ระดับเจาหนาที่ปฏิบัติงานพัสดุ ขาดความรูความเขาใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาพัสดุ ดวยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส จึงสงผลใหเกิดความลังเลไมปฏิบัติตามระเบียบ และไมรูวิธีแกไขปญหา อันนำไปสูการทำงานที่ ผิดพลาด และสงใหเกิดปญหาตอเนื่องไปยังคณะกรรมการฯ
  • 16.
    264 ขอเสนอแนะ e-Auction เปนการประยุกตวิธีการทำงานจากวิธีการประกวดราคาเดิม มาเปนวิธีการเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ต ออนไลนภายในระยะเวลาและสถานที่ที่ไดระบุไวในประกาศโดยสถานที่จะตองไดรับอนุญาติและขึ้นทะเบียนไวกรมบัญชีกลาง กำหนดเทานั้นวิธีการทำงานยังคงเปน 2 รูปแบบคูขนาน คือ ระบบเอกสารตามระเบียบฯ และระบบขั้นตอนทางอิเล็กทรอนิกส วิธีการการทางอิเล็กทรอนิกสไมสามารถปองกันการฮั้วงานได ถารัฐตองการใหวิธีการจัดหาดวย e-Auction ปองกัน การฮั้วงานได ทุกขั้นตอนควรจะทำงานผานระบบอินเตอรเน็ตออนไลน เชน ยื่นเอกสารผานระบบอินเตอร รับเอกสาร ตรวจเอกสาร ฝกอบรมผูคาผานอินเทอรเน็ต และเสนอราคาผานระบบอินเตอรเน็ตไดทุกสถานที่โดยไมจำกัด อนึ่ง กระบวนการจัดหาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส พ.ศ.2549 ที่บังคับใชเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ 2549 นั้น แมวา จะไมประกาศรายชื่อผูผานการคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องตน และมิใหตลาดกลางจัดอบรมผูคาแตมีการกำหนดสถานที่เสนอราคา โดยผูคาจะตองเดินทางไปเสนอราคา ณ สถานที่ขึ้นทะเบียนไวกับกรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งไมแตกตางกับวิธีการประกวดราคา เดิมที่กำหนดใหใชสถานที่กลาง ยื่นซอง รับซอง เปดซอง เสนอราคา การกำหนดสถานที่ดังกลาวจะสงผลให ตนทุนในการ เดินทาง คาใชจายเพิ่มขึ้นและใชเจาหนาที่ประจำหองเสนอราคาเพิ่มขึ้นตามลำดับ สิ่งที่สำคัญคือไมสามารถปองกัน การฮั้วงานได กรณีวงเงินเกิน 50 ลานใหกรมบัญชีกลางเปนผูแตงตั้งคณะกรรมการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส มีขั้นตอน การดำเนินงานทางดานเอกสารแบบฟอรมมาก ทำใหเกิดความลาชา จึงไมสอดคลองกับยุทธศาสตรการกระจายอำนาจอยาง แทจริง GFMIS, e-Auction ควรมีหนวยงานกลางใหความรูอยางตอเนื่องอันเนื่องมาจากระบบยังไมหยุดนิ่ง เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ ศักยภาพในการทำงานใหกับเจาหนาที่ของรัฐเกิดความมั่นใจ และปฏิบัติงานได ถูกตอง แมยำโดยเฉพาะการ บังคับใช e-Auction 2 มาตรฐานในปจจุบัน จากผลการศึกษาวิจัยและเปนศูนยการจัดประมูลดวยวิธีทางอิเล็กทรอนิกสที่ผานมา พบวา e-Auction ไมสามารถปองกันการฮั้วงานไดแลว ยังอาจจะเปนวิธีที่เอื้อใหผูคาฮั้วงานไดอยางโปรงใส แต e-Auction ก็มีจุดแข็งที่กระบวนการจัดหาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส ปองกันเจาหนาพัสดุผูนอยใหปลอดภัยไดอยางมีประสิทธิภาพ เพราะมี e-Marketplace Service รับหนาแทนเจาหนาที่พัสดุ แนวทางแกไข ดานทรัพยากรมนุษย คือ เจาหนาที่ของรัฐควรสงเสริมใหไดรับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการ และซักซอมความเขาใจใหผู ปฏิบัติงานผูบริหารระดับตาง ๆ อยางตอเนื่อง อันเนื่องมาจากระเบียบและแนวปฏิบัติยังไมหยุดนิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยาง ตอเนื่อง โดยการใหความรู และเนนการใหความรูภาคปฏิบัติ มากกวาทฤษฎี นอกจากเจาหนาที่รัฐแลวควรจัดหลักสูตรให ความรูเกี่ยวกับวิธีเสนอราคาผานระบบอินเทอรเน็ตโดยโปรแกรมตลาดกลางสำหรับผูคาอยางทั่วถึง การเสนอราคาไมควร กำหนดใหผูคาเดินทางไปเสนอราคา ณ สถานที่ที่ขึ้นทะเบียนไวกับกรมบัญชีกลางเทานั้นเพราะจะทำใหเกิดการฮั้วงานได การเสนอราคาควรเสนอไดจากทุกสถานที่ตามประกาศกระทรวงการคลังป พ.ศ.2548 จะมีประสิทธิภาพมากกวาระเบียบฯ พ.ศ.2549 เอกสารอางอิง สมคิด พรมจุย.2549. เทคนิคการจัดฝกอบรม. ใน : เอกสารประกอบการฝกอบรมหลักสูตรเทคนิคการจัดฝกอบรม. 5-10 มีนาคม 2549. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชธานี. หนา 2 รัชชนนท แกะมา.2546.การวิเคราะหตนทุนการจางเหมากอสรางโดยวิธีประกวดราคาเทียบกับวิธีการประมูลดวยระบบ อิเล็กทรอนิกส. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช .กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย. 106 หนาเศรษฐศาสตร มหาบัณฑิต อัญชลี เทพรัตน. GFMIS Strategy against corruption or influence on Thai Government. สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ. แนวทางการจัดหาพัสดุโดยการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส.
  • 17.
    265 ปตตานีในอดีตเปนเมืองทาคาขายที่สำคัญ มีเรื่องราวที่นาสนใจมากมาย โดยเฉพาะบุคคลที่มีสวนทำใหปตตานีเจริญ รุงเรืองปตตานีเปนเมืองประวัติศาสตรจึงมีทั้งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตรและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมที่นาสนใจ ปตตานีมีชื่อเรียกในเอกสารตางๆมากมาย อาทิ ตานี ปะตานี ปาตานี ฟาฏอนี โฝตาหนี่ ตาหนี่ เปนตน ยุโรปชาติแรกๆที่เขามาคาขายกับเมืองปตตานีไดแกโปรตุเกส ฮอลันดา ชาวฮอลันดาเขามาคาขายที่เมืองปตตานีหลังชาว โปรตุเกส แตเขามากอนชาวอังกฤษถึง ๑๐ ป ตอมาชาติที่เขามาคาขายกับเมืองปตตานีคือชาวญี่ปุนและชาวจีน เนื่องจาก สภาพภูมิศาสตรของปตตานีติดกับทะเลมีอาวที่บังคลื่นลม เหมาะจะเปนที่จอดเรือเพื่อคาขาย อีกทั้งเมืองปตตานียังมี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ ทั้งสินแร เครื่องเทศ ของปา และพืชพรรณนานาชนิดนั่นเอง บุคคลสำคัญในยุคสมัยตางๆของปตตานีตั้งแตอดีตถึงปจจุบันมีจำนวนมากมายทั้งในดานการปกครอง ดานการพัฒนา เศรษฐกิจ และดานศิลปวัฒนธรรม ไมสามารถนำมากลาวใหหมดในคราวเดียวได ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะที่มีหลักฐานเอกสาร และขอมูลตางๆ หลังจากป พ.ศ. ๒๐๐๐โดยจะนำเสนอบุคคล ๒ กลุม คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร และบุคคลสำคัญทาง วัฒนธรรม บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร ไดแกผูปกครองเมืองปตตานีตั้งแต พ.ศ.๒๐๐๐-๒๔๔๕ ดังนี้ ราชาศรีวังสา ปกครองปตตานีราวพ.ศ.๒๐๐๐-๒๐๔๓ เดิมเปนเจาเมืองอยูที่ “เมืองกอตามะลิฆัย” หรือที่เรียกกันวา ”ลังกาสุกะ” ในปจจุบัน มีความเห็นวาบริเวณริมฝงทะเลที่มีชายชราชาวมลายูชื่อ “ตานี”มีอาชีพเปนชาวประมงที่คนทั่วไปเรียก วา “ปะตานี” ไดอาศัยอยูนั้นมีผูคนอยูกันอยางหนาแนน มีลำคลองเล็กๆเปนเสนทางคมนาคมใหเรือเล็กแลนออกสูทะเลได สะดวก อาทิ คลองกรือเซะ ดังนั้นราชาศรีวังสา และพระบรมวงศานุวงศพรอมพสกนิกรที่ลังกาสุกะจึงไดยายมาอยูที่หมูบานดัง กลาว โดยตั้งชื่อใหมวา “ปะตานี” หรือ “ปาตานี” ราชาอินทิรา เปนโอรสของราชาศรีวังสา ปกครองเมืองปตตานีตอจากพระบิดา ในชวง พ.ศ.๒๐๔๓-๒๐๗๓ ตอมาราชาอินทิราทรงประชวรเปนโรคผิวหนัง ไมมีแพทยคนใดในเมืองปตตานีรักษาใหหายได “แซะห ซาอิด” ชาวเมืองปาไซที่ เกาะสุมาตราซึ่งนับถือศาสนาอิสลามถูกพวกฮินดูยกทัพเขาตีเมือง จึงไดอพยพมาอยูที่เมืองปตตานี ไดขออาสาถวายการรักษา โดยมีขอแมวาราชาอินทิราจะตองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม (กอนหนานี้นับถือศาสนาพุทธและพราหมณ) ดวยเหตุนี้ ราชาอินทิราและพสกนิกรจึงไดเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแทนศาสนาพุทธ และพราหมณตั้งแตบัดนั้นเปนตนมา ราชาอินทิรานับเปนเจาเมืองปตตานีคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม ไดพระนามใหมวา “อิสมาแอลชาห” (ใชคำวา สุลตานนำ หนาชื่อ ตามแบบอาหรับ สวนการใชคำวาชาหลงทายชื่อตามแบบเปอรเซีย) สุลตานมุซ็อฟฟารชาห (มุฎอฟฟารชาห) เปนโอรสของสุลตานอิสมาแอลชาหไดปกครองเมืองปตตานีตอจากพระ บิดาในชวงพ.ศ.๒๐๗๓-๒๑๐๗ เคยเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา ๒ ครั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี สมเด็จพระจักรพรรดิกษัตริยกรุงศรี อยุธยาซึ่งครองราชยชวงพ.ศ.๒๐๘๒-๒๑๑๒ ไดทรงมอบชาวพมาและชาวลานชางแกสุลตานมุซ็อฟฟารชาหเปนของกำนัลกลับ เมืองปตตานีดวย เมื่อกลับถึงเมืองปตตานีไดจัดใหชาวพมาอยูอาศัยที่เชิงสะพาน กะดี เพื่อเลี้ยงชางและใหชาวลานชางอยูที่นา ใกลคลองปาเระ เรียกหมูบานนี้วา กือดี หรือบานดี ในปจจุบัน สุลตานมุซ็อฟฟารชาหไดเสด็จกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ในพ.ศ.๒๑๐๗ และไดสิ้นพระชนมที่นั่น พระศพถูกฝงไวที่ใกลปากน้ำเจาพระยา
  • 18.
    266 สุลตานมันโซรชาห เปนพระอนุชาสุลตานมุซ็อฟฟารชาห ปกครองชวงพ.ศ.๒๑๐๗-๒๑๑๕ สุลตานปาเตะสยาม(ปาติก สยาม) เปนโอรส ของสุลตานมุซ็อฟฟารชาหไดปกครองเมืองปตตานีตอจากพระปตุลา (นองชายของพอ)คือตอจากสุลตานมันโซรชาห ในพ.ศ.๒๑๑๕-๒๑๑๖ เพียง ๑ ปเทานั้น เนื่องจากสุลตานปาเตะสยาม มีพระ ชันษาเพียง ๙ พรรษาเทานั้น จึงตองใหซีตีอาอีซะหผูเปนพระปตุจฉา (นองสาว) ของพอ เปนผูสำเร็จราชการแทน ภายหลังทั้ง สองพระองคสิ้นพระชนม เพราะถูก “ราชามัมบัง” (พระเชษฐาของสุลตานปาเตะสยามที่ประสูติจากพระสนม)ลอบสังหาร ราชามัมบังก็ถูกลอบปลงพระชนมในเวลาตอมา สุลตานบะหโดรชาห เปนโอรสของสุลตานมันโซรชาหไดครองเมืองปตตานีในชวงพ.ศ.๒๑๑๖-๒๑๒๗ เปนเวลา ๙ ป ก็ถูก”ราชาบีมา” ลอบสังหารดวยกริช เพราะตองการแยงพระราชบัลลังก แตราชาบีมาก็ถูกบริวารของสุลตานบะโดรชาห สังหารเชนกัน สุลตานบะโดรชาหไมมีโอรส มีเพียงพระธิดา ๓ องค คือ รายาฮิเยา รายาบีรู และรายาอูงู รายาฮิเยา ไดปกครองเมืองปตตานีในชวงพ.ศ.๒๑๒๗-๒๑๕๙ ทำใหบานเมืองเจริญรุงเรืองสงบสุข การคาเฟองฟู พระนามของรายาฮิเยาลือเลื่องขจรขจายไปทั่วโลก กษัตริยจากทวีปยุโรปและเมืองตางๆไดสงคณะทูตมาเชื่อมสัมพันธไมตรี และรายาฮิเยาก็ไดสงราชทูตไปยังเมืองตางๆเพื่อเปนการตอบแทนสัมพันธภาพรวมทั้งเมืองสยามและเมืองญี่ปุนดวย ทำใหชาว โปรตุเกส ชาวฮอลันดา ชาวอังกฤษ ชาวสเปน ชาวญี่ปุน ฯลฯ เริ่มมาคาขายที่เมืองปตตานีเปนครั้งแรก เรือสินคาญี่ปุนและเรือ สินคาจากเมืองสยามเดินทางเขาสูเมืองปตตานีไมขาดสาย (เรือสินคาจากสยามเขามาที่เมืองสาย ปจจุบันคืออำเภอสายบุรี) กษัตริยสยามเรียกรายาฮิเยาวา “พระนางเจาหญิง” รายาฮิเยาไดพัฒนาเมืองปตตานีในทุกๆดาน อาทิ ทรงใหขุดคลองจาก กรือเซะมุงไปทางทิศใตจนถึงแมน้ำปตตานีที่ “เตอรมางัน” อยูในตำบลเมาะมาวีตอเขตกับปรีกี อำเภอยะรัง) เพื่อใหน้ำไหล มาตามคลองแหงใหมคือคลองกะดี ผานคลองกรือเซะแลวไหลลงทะเลที่กัวลารอ (กัวลารอ อยูในตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมือง ปตตานี) ชวยใหน้ำไหลออกทางคลองกรือเซะเปนน้ำจืด สามารถใชน้ำเพื่อการเกษตรไดมากขึ้น เมืองปตตานีในสมัยรายาฮิ เยามีชื่อเสียง ขจรขจายไปทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก ทาเรือเมืองปตตานีคับคั่งไปดวยเรือสินคานานาชาติ นับเปน ศูนยกลางการคาที่ยิ่งใหญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต อีกทั้งยังเปนศูนยกลางแหงการสืบทอดวัฒนธรรมมลายู รายาฮิเยาไดรับ สมญานามวา “มารโฮม เกอรตามางัน” พระนางสิ้นพระชนมเมื่อพ.ศ.๒๑๕๙ พระชนมายุ ๖๓ พรรษา พระนางไมมีพระสวามี แตเปนผูปกครองเมืองปตตานีที่พสกนิกรรักมากและยังเปนผูที่ตางชาติทั่วโลกรูจักและยอมรับในความสามารถ (เมื่อครั้งจังหวัด ปตตานีจัดแสดงแสง สี เสียงประวัติศาสตรเมืองปตตานีในงานประจำปพิธีลุยน้ำลุยไฟในงานแหเจาแม ลิ้มกอเหนี่ยว ครั้งแรกที่ ปตตานี พ.ศ.๒๕๔๕ สมัยนายสมพร ใชบางยาง เปนผูวาราชการจังหวัดปตตานี ผูเขียนไดรับเกียรติ แสดงเปนรายาฮิเยา จึงรูสึกภาคภูมิใจอยางยิ่ง) รายาบีรู เปนพระขนิษฐภคินี (นองสาว) องคที่๒ของรายาฮิเยา ครองเมืองปตตานีในชวง พ.ศ.๒๑๕๙-๒๑๖๗ ในสมัยนี้ไดมีพระดำริวาคลองจากหมูบานเตอรมางันไปถึงกรือเซะ มีกระแสน้ำไหลแรงเซาะริมฝงที่ติดตอกับพระราชวังทำให เสียหาย มีผลดีตามพระประสงคสมัยรายาฮิเยาที่ไดน้ำจืด แตผลเสียคือ ทำใหดินบริเวณนาเกลือตรงชายทะเลไมสามารถทำนา เกลือได คือผลิตเกลือไมได รายาบีรูจึงใหสรางเขื่อนกั้นน้ำดานเหนือที่ไหลเขาสูคลองกรือเซะ เขื่อนนี้สรางดวยหิน จึงเรียก หมูบานนี้วาบานทำนบหิน หรือบาน “ตาเนาะบาตู” อยูในอำเภอเมืองปตตานี เชื่อกันวาการหลอปนใหญ ๓ กระบอกตามที่ ปรากฏในพงศาวดารเมืองปตตานีระบุไววาสรางในสมัยเจาเมืองปตตานีเปนผูหญิง (นาจะสรางในสมัยนี้) ตำบลที่หลอปนคือ บานกะเสะ (กรือเซะ) นายชางที่หลอปนชื่อเคี่ยม แซหลิม เปนชาวฮกเกี้ยน ไดภรรยาปนชาวมาลายู จึงนับถือศาสนาอิสลาม ตามภรรยา ปน ๓ กระบอกคือ พญาตานี ศรีนครี และมหาเหลาหลอ นายชางคนนี้เปนพี่ชายของเจาแมลิ้มกอเหนี่ยว รายาอูงู เปนพระขนิษฐภคินีองคสุดทองของรายาฮิเยาไดอภิเษกกับสุลตานอับดุลฆอฟุร แหงรัฐปาหัง โดยพระนาง ไดไปอยูที่รัฐปาหังนานถึง ๒๘ ป เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนมพระนางไดเดินทางกลับปตตานีพรอมพระธิดาชื่อรายากูนิง และได ปกครองเมืองปตตานีในชวง พ.ศ.๒๑๖๗-๒๑๗๘ ในสมัยนี้ที่เมืองสยามมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “ออกญาศรีวรวงศ” ไดยึดอำนาจจากพระเจาอาทิตยวงศใน พ.ศ.๒๑๗๓ แลวสถาปนาตนเองขึ้นเปนกษัตริยมีนามวา “พระเจาปราสาททอง” รายาอูงู ไมยอมรับพระเจาปราสาททอง จึงงดสงดอกไมเงินดอกไมทอง เปนการแสดงวาตัดสัมพันธไมตรี ดังนั้นในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๑๗๗ กองทัพเรือจากกรุงศรีอยุทธยาไดยกทัพเขาสูปากน้ำปตตานี สูรบกับกองทัพเมืองปตตานี แตไมสามารถเอาชนะ ได จึงถอยทัพกลับหลังการรบเพียง ๑๐ วันเทานั้น ตอมาไดมีการเจรจาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกันใหม โดยทางเมืองปตตานี ยินยอมสงเครื่องราชบรรณาการแกเมืองสยามเหมือนเดิม รายาอูงู สิ้นพระชนมพ.ศ.๒๑๗๘
  • 19.
    267 รายากูนิง เปนพระธิดาของรายาอูงูกับสุลตานอับดุลฆอฟุร แหงรัฐปาหังซึ่งตอมาไดเปนชายาของ “ยังดีเปอรตู วันมูดอร” โอรสเจาเมืองยะโฮรโดยพระสวามีของพระนางไดติดตามมาอยูที่เมืองปตตานีดวย ไดปกครองเมืองปตตานี ในพ.ศ.๒๑๗๘-๒๒๒๙ รายากูนิงโปรดการกสิกรรมและพาณิชยกรรม จึงมีรายไดจากการขายพืชผลจนไมตองใชเงินของ แผนดินเลย รายากูนิงเปนเจาเมืองคนแรกที่คาขายกับชาวตางประเทศดวยพระองคเอง รายากูนิงไดสานตอสัมพันธไมตรีกับ เมืองสยามอยางแนนแฟน เมืองสยามขนานนามวา “พระนางเจาหญิง” หรือ “นางเจาหญิง” รายากูนิงไดเดินทางไปเมืองสยาม เพื่อประสานรอยราวในสมัยรายาอูงู นาเสียดายที่ชีวิตสมรสของพระนางลมเหลว เพราะพระสวามีไปติดพันหญิงอื่นจนตองหยา รางกัน รายากูนิงสิ้นพระชนม พ.ศ. ๒๒๒๙ ชาวปตตานีขนานนามใหวา “มัรโฮม บือซาร” เนื่องจากรายากูนิงไมมีทายาทจึง ทำใหราชวงศศรีวังสาที่ครองเมืองปตตานีมาตั้งแต พ.ศ.๒๐๐๐ สิ้นสุดลงในสมัยของรายากูนิง มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายราชวงศ แตไมมีเจาเมืองปตตานีคนใดมีผลงานโดดเดนเทาสมัยราชวงศศรีวังสา การคากับตางประเทศก็เสื่อมลง ชาวยุโรปเดินทางออกจากเมืองปตตานีหมด เหลือแตพอคาชาวจีน ญี่ปุน อินเดียและอาหรับ เทานั้น โดยในชวงเวลาดังกลาวตองทำสงครามกับเมืองสยามอยูเนืองๆ จนในที่สุดในพ.ศ.๒๓๒๙ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกแหงกรุงรัตนโกสินทรยึดเมืองปตตานีได มีการแตงตั้งเจาเมืองปตตานีที่ขึ้นตรงตอเมือง สยาม โดยมีเมืองสงขลาเปนผูกำกับดูแลเมืองปตตานี พระยาตานี (ขวัญซาย) เปนบุตรของนายเคง (ชาวจีนแผนดินใหญที่แตงงานกับหญิงชาวสงขลา) มีนองชายอีกคน ชื่อ “พาย” นายเคง ไดชวยงานราชการในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตามที่พระยาสงขลา(บุญหุย) เสนอ ซึ่งรัชกาลที่ ๑ ไดทรงแตงตั้งให เปนพระมหานุภาพปราบสงคราม ผูวาราชการเมืองจะนะและนายเคงไดถวายนายขวัญซาย ใหเปนมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๑ ที่กรุงเทพฯ ตอมาพระยาเมืองสงขลาไดกราบบังคมทูลขอตัวนายขวัญซายมารับตำแหนงปลัดเมืองจะนะ คอยชวยเหลือบิดาที่ ชราภาพแลว โดยนายขวัญซายไดใหนายพายนองชายมาชวยกันฝกอบรมชาวเมืองจะนะทั้งไทยและจีน ใหมีความรูความ ชำนาญในการใชอาวุธปองกันตัว ในพ.ศ.๒๓๕๑เกิดความไมสงบที่เมืองปตตานี โดยระตูปะกาลันมีปญหาขัดแยงกับขาราชการที่เรียกวา ลักษมณาดายัน (ลักษมณาดายัน เปนตำแหนงขุนนางไทยสมัยกอน) ซึ่งมีหนาที่ควบคุมดูแลบริหารบานเมืองปตตานีสมัยนั้นจนถึงขั้นเกิดการ ตอสูกัน ทางราชการจึงไดใหนายขวัญซายปลัดเมืองจะนะไประงับการพิพาทดังกลาวจนเหตุการณสงบ ดวยเหตุนี้รัชกาลที่ ๑ จึงมีพระราชดำริใหแบงแยกเมืองปตตานีออกเปน ๗ หัวเมือง และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหนายขวัญซายเปนเจาเมือง ปตตานี ตั้งแตพ.ศ.๒๓๕๑ เรียกวา ผูวาราชการเมืองปตตานี ขึ้นตรงตอผูสำเร็จราชการเมืองสงขลา นับเปนเกียรติประวัติที่ นายขวัญซายคนไทยเชื้อสายจีน ไดรับตำแหนงเปนผูวาราชการเมืองปตตานี ผลงานที่พระยาตานี (ขวัญซาย) ไดสรางไวมากมาย อาทิ การสำรวจภูมิประเทศเพื่อปกปนเขตแดนเมืองทั้ง ๗ คือ เมืองปตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายและเมืองยะลา ปรับปรุงกิจการทาเรือใหกลับกลาย เปนศูนยการคาแรดีบุก เกลือ และผลิตภัณฑอื่นๆ ทำใหพอคาเรือสำเภาจีน และอีกหลายชาติเขามาคาขายแลกเปลี่ยนสินคา มากขึ้น ชวยทำใหเศรษฐกิจของเมืองปตตานีฟนฟูอยางรวดเร็ว สวนผลงานดานการปกครอง ไดยึดนโยบายเสริมสรางความ สัมพันธกับบุคคลตางๆเพื่อขจัดความหวาดระแวงที่มีตอกัน ทำใหเกิดความรูสึกที่เปนมิตรเกิดน้ำหนึ่งใจเดียวในการรวมแรง รวมใจเพื่อพัฒนาบานเมือง จนเมืองปตตานีกลับมาเจริญรุงเรืองอีกวาระหนึ่งและสันติสุข จนถึงพ.ศ. ๒๓๕๘ พระยาตานี(ขวัญ ซาย)ไดถึงแกอนิจกรรม พระยาตานี (นายพาย) เปนนองชายพระยาตานี (ขวัญซาย) ไดรับโปรดเกลาฯแตงตั้งเปนผูปกครองเมืองตานีตอ จากพี่ชาย ในสมัยนี้เอง “โตะสาเหย็ด หรือ ไซยิด” ซึ่งไดหนีไปจากปตตานีเมื่อครั้งปะทะกับพระยาตานี (ขวัญซาย) ไดกลับ มากอความวุนวายที่เมืองปตตานีกับพรรคพวกอีก โดยพระยาอภัยสงครามกับพระยาเมืองสงขลา (เถี้ยนจง) ไดยกทัพมาชวย พระยาตานี (นายพาย) ปราบพวกกอการวุนวาย ในที่สุดไดมีการปรึกษาหารือกันวาควรจะเลือกสรรบุคคลในทองถิ่นมาปก ครองหัวเมืองทั้ง ๗ เพื่อจิตวิทยาการปกครอง จึงไดกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ใหทรงแตงตั้งผูปกครองหัวเมืองทั้ง ๗ ดังนี้ ๑. ใหตวนสุหลง เปนผูวาราชการเมืองปตตานี อยูที่กรือเซะ ๒. ใหนายพาย เปนผูวาราชการเมืองยะหริ่ง ๓. ใหตวนนิ (สนิ) เปนผูวาราชการเมืองหนองจิก
  • 20.
    268 ๔. ใหตวนมาโซร เปนผูวาราชการเมืองรามันอยูที่โกตาบารู ๕. ใหตวนหนิเดะ เปนผูวาราชการเมืองระแงะ ๖. ใหตวนหนิดะ เปนผูวาราชการเมืองสาย (สายบุรี) อยูที่ยี่งอ ๗. ใหตวนยาลอ (ยาลา) เปนผูวาราชการเมืองยะลา โดยใหมีบรรดาศักดิ์ ดังนี้ - ผูวาราชการเมืองปตตานี มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช - ผูวาราชการเมืองยะหริ่ง มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม - ผูวาราชการเมืองรามัน มีบรรดาศักดิ์เปน พระยารัตนภักดีศรีราชบดินทรสุนทรทิวังษา - ผูวาราชการเมืองสาย มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาสุริยสุนทรบวรภักดีศรีมหารายาปตตมอับดุลวิบูลยขอบเขต ประเทศมลายูวิเศษวังษา - ผูวาราชการเมืองระแงะ มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาตะปะงันภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา ตอมา เปลี่ยนเปน พระยาภูผาภักดีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา - ผูวาราชการเมืองยะลา มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาณรงคฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา - ผูวาราชการเมืองหนองจิก มีบรรดาศักดิ์เปน พระยาเพชราภิบาลนฤเบศรวาป มุจลินทนฤบดีนทรสวามิภักดิ์ ใหนายพาย (พระยาพิพิธเสนามาตยฯ) เปนผูดูแลหัวเมืองทั้ง ๗ โดยใหขึ้นตรงตอเมืองสงขลา แตปรากฏวาก็ ยังคงมีเหตุการณไมสงบอยูเนืองๆ จึงไดทรงเปลี่ยนนโยบายแตงตั้งทายาทของผูวาราชการเมืองทั้ง ๗ ปกครองเมืองแทน ผูวาราชการเมืองที่เสียชีวิตใหเปนตำแหนงสืบสกุล สืบตอมาอีกหลายรุน จนมาถึงผูวาราชการเมืองปตตานี ๕ คนสุดทาย ดังนี้ พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช (สุลตานมูฮัมหมัด หรือ ตนกูมูฮัมหมัด) มีนามเดิมวา “ตนกูบือซาร” หรือ “ตนกูปะสา” เปนบุตรของเจาเมืองกลันตัน (ราชามูดา) ไดเปนผูวาราชการเมืองปตตานีใน พ.ศ.๒๓๘๘ ไดสรางวังที่ชายทะเล หมูบานตันหยงลูโละ ตอมาเห็นวาไมเหมาะสมในดานภูมิศาสตร จึงไดยายมาสรางวังใหมที่ “จะบังตีกอ” เปนวังที่อยู นานจนถึงผูวาราชการเมืองปตตานีคนสุดทาย คนทั่วไปนิยมเรียกวา พระยาตานี มากกวาพระยาวิชิตภักดีฯ ผูวาราชการเมืองปตตานีอีก ๔ คน คือ ตนกูปูเตะ เปนบุตรคนโตของสุลตานมูฮัมหมัด เปนตอจากบิดาใน พ.ศ.๒๓๙๙ ในชวงนี้มีนักธุรกิจตางชาติเขามาคาขายมาก โดยเฉพาะชาวจีนมามากกวาชนชาติอื่นๆ ชุมชนที่ชาวจีนอยูเรียก วา “หมูบานชาวจีน” หรือ “ตลาดจีน” ตอมาชาติอื่นๆก็ทยอยเขามามากขึ้นจนมีผูคนอาศัยอยูอยางหนาแนน นับเปนความ สามารถของตนกูปูเตะ ที่ปกครองเมืองปตตานีใหเจริญกาวหนาอยูเย็นเปนสุขนานถึง ๒๖ ป เจาเมืองปตตานีคนตอมาคือตน กูบือซาร หรือ ตนกูตีมุง เปนบุตรคนโตของตนกูปูเตะ เจาเมืองปตตานีคนที่สี่คือ ตนกูสุไลมานซาฟุดดิน หรือตนกูบอสู เปนนองชายของตนกูปูเตะ ไดพัฒนาเมืองปตตานีมากมายหลายดาน และไดสรางมัสยิดทำดวยปูนที่จะบังตีกอ ที่ยังปรากฏอยู จนทุกวันนี้ และไดสรางวังใหมทางดานตะวันออกของวังเกาและอยูที่วังใหมแหงนี้จนวาระสุดทายของชีวิต ในพ.ศ.๒๔๔๒ และเจาเมืองคนสุดทายของ ปตตานีคือ ตนกูอับดุลกอเดร กามารุดดีน เปนบุตรของตนกูสุไลมานฯ ปกครองเมืองปตตานี ระหวางพ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๔๕ หลังจากนั้น รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงเปลี่ยนแปลงการ ปกครองจาก ๗ หัวเมือง มารวมเปน ๔ หัวเมือง ยกเลิกอำนาจเจาเมืองทั้ง ๗ ตั้งเปนมณฑลปตตานี โดยมีพระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) เปนสมุหเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลปตตานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม จะขอเริ่มตน ตั้งแตพระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ดังนี้ พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ดำรงตำแหนงสมุหเทศาภิบาลคนแรกของมณฑลปตตานี แบงการ ปกครอง เปน ๔ หัวเมือง คือเมืองปตตานี เมืองยะลา เมืองระแงะ และเมืองสาย ขึ้นตรงตอผูสำเร็จราชการภาคใต ซึ่งทรงแตงตั้ง สมเด็จเจาฟายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร เปนผูสำเร็จราชการ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ตอมาใน พ.ศ.๒๔๕๘ ไดทรงยุบเมืองระแงะเปนจังหวัดนราธิวาส ใน พ.ศ.๒๔๕๙ ยุบ เมืองปตตานีเปนจังหวัด ปตตานี ยุบเมืองสาย เปนจังหวัดสายบุรี เปลี่ยนเมืองยะลา เปนจังหวัดยะลาโดยเอาเมืองรามันมารวมดวย ตอมาใน พ.ศ.๒๔๗๕ ไดยุบจังหวัดสายบุรีเปนอำเภอสายบุรีและใหขึ้นตอจังหวัดปตตานี ในปนี้ยังไดยกเลิกมณฑลปตตานีตามพระราช บัญญัติวาดวยระเบียบราชการบริหารแหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖ โดยรวมเมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสาย หรือสายบุรี เปนจังหวัดปตตานี เมืองรามันรวมกับเมืองยะลา เปนจังหวัดยะลา สวนเมืองระแงะ เปนจังหวัดนราธิวาส จึงมี
  • 21.
    269 เพียง ๓ จังหวัดคือ จังหวัดปตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต พ.ศ ๒๔๗๖ – ปจจุบัน พระยาศักดิ์เสนี ตอมา ไดเปน พระยาเดชานุชิตสยามมิศรภักดี อยูปตตานีนานถึง ๑๗ ป ไดสรางความเจริญแกปตตานีมากมาย จนมีอนุสรณ สถานใหระลึกถึงทานจากชื่อสถานที่หลายแหง อาทิ สนามศักดิ์เสนี สะพานเดชานุชิต โรงเรียนเดชะปตตนยานุกูล ฯลฯ เดิมปตตานีมีโรงเรียนประจำมณฑลปตตานี เปนโรงเรียบชายหญิงเรียนรวมกัน (สมัยนั้นนักเรียนหญิงยังเรียนกันไม มาก) พระยาเดชานุชิต ฯ ไดเปนผูนำในการบูรณะตอเติมอาคารและพัฒนาโรงเรียนประจำมณฑลใหพรอมในทุกๆ ดาน รัชการ ที่ ๖ ไดพระราชทานนามวา โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ตอมาภรรยาพระยาเดชานุชิตฯ ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกวา “คุณหญิงแหมม” เพราะเปนชาวเยอรมัน ไดยกบานพักสวนหนึ่งเปนโรงเรียนสตรีมณฑลปตตานีสำหรับสอนเด็กหญิง ตั้งแตพ.ศ.๒๔๕๖ ตอมา กระทรวงศึกษาธิการไดตั้งชื่อโรงเรียนนี้วา “โรงเรียนสตรีปตตานีเดชะปตตนยานุกูล” เพื่อเปนเกียรติแกผูริ่เริ่มสรางขึ้น อำมาตยโท พระยาพิบูลพิทยาพรรค (ทอง คุปตาสา) เปนธรรมการมณฑลปตตานี ไดริเริ่มใหมีตำราเรียนเขียน ไทยขึ้นเปนครั้งแรก มีการจูงใจใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทย แลวใหผูที่เรียนเหลานั้นกลับไปสอนเด็กไทยมุสลิมรุนหลัง อีกตอหนึ่ง ทานไดเขียนหนังสือแบบเรียนไว ๓ เลม คือ แบบเรียนเร็วไทย-มลายู เปนแบบสอนอาน เรื่องการตั้งโรงเรียน ในวัด สำหรับใหอานเพื่อปราบใจคนที่ทำผิด และเรื่องเลาความเตือนเพื่อน สำหรับสอนคติทางโลกและทางธรรม เปนคนแรก ที่รวมมือกับสมุหเทศาภิบาลปรับปรุงและขยายกิจการลูกเสือใหแพรหลาย ทานใชชีวิตอยูที่ปตตานีจนวาระสุดทาย ชาวปตตานี ยกยองวาเปนบิดาแหงการศึกษาของชาวปตตานี ขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหะบุตร) เกิดที่กรุงเทพฯ เปนบุตรบุญธรรมของตนกูบอสู เจาเมืองปตตานี เรียน หนังสือไทยที่โรงเรียนวัดตานีนรสโมสร พรอมกับเพื่อนไทยมุสลิมอีก ๒ คน คือ เด็กชายเจะมุ (ขุนจารุวิเศษศึกษากร) และเด็กชายนิมา (ครูนิมา) นอกจากนี้ก็มี ขุนศิริอับดุลบุตร นองพระยายะหริ่ง (ตนกูยูโซะ) ขุนจรรยาวิธานเริ่มตนเปนครูที่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เปนครูใหญโรงเรียนประจำจังหวัดสายบุรี เปนศึกษาธิการอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และศึกษาธิการ จังหวัดนราธิวาส เปนผูที่กระตุนใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทยมากขึ้น โดยตัวของทานเองมีสวนสำคัญอยางมากในการ เปนแรงจูงใจใหเด็กไทยมุสลิมมาเรียนหนังสือไทย เพราะทานเปนเด็กไทยมุสลิมรุนแรกของมณฑลปตตานี ทานไดเขียน หนังสือคูมือสนทนาภาษามลายู ตามความประสงคของพระยาเมธาธิบดี อธิบดีกรมวิชาการ สำหรับใหผูที่สนใจจะศึกษาภาษา มลายูทองถิ่นภาคใตไดศึกษาดวยตนเอง และหนังสือชื่อ ปลีตาบาจาอัน เปนหนังสือแบบเรียนภาษามลายูเลมแรกสำหรับใช สอนในโรงเรียนตามนโยบายของทางราชการที่ตองการใหโรงเรียนประชาบาลสมัยนั้นสอนภาษามลายูทองถิ่นในโรงเรียน ขุนจารุวิเศษศึกษากร (เจะมุ จารุประสิทธิ์) เปนเด็กไทยมุสลิมรุนแรกที่เรียนหนังสือไทย รับราชการเปนครู ตอมา ไดเลื่อนเปนศึกษาธิการอำเภอ มีชื่อเสียงมากในการเปนผูใหแบบทาเตนรองเง็งตนแบบของปตตานีที่ไมเหมือนกับการเตน รองเง็งของจังหวัดอื่นๆทางภาคใต เพราะทานไดเอาทาการรายรำของแบบนาฏศิลปไทยมาผสมผสานกับทาเตนของหนุมมุสลิม ชื่อ “ญัง” (Yang) ที่เคยอยูกับคณะละครบังสาวันที่สิงคโปร ที่มาสอนการเตนรำคลายการเตน Square Dance ของชาว โปรตุเกส และสเปน โดยใชทำนองของเพลงเปนภาษามลายูที่สอนขาราชการและสาวชาววังยะหริ่ง ตามบัญชาของพระยาพิพิธ เสนามาตย เจาเมืองยะหริ่ง ซึ่งขุนจารุวิเศษศึกษากรก็ไดมาเรียนดวย แตไดเอามาประยุกตใหออนชอยสวยงามดังไดกลาวแลว ( ผูเขียนเองสมัยเปนเด็กๆไดมีโอกาสเรียนการเตนรองเง็งกับขุนจารุวิเศษศึกษากรกอนที่ทานจะเสียชีวิตสำนักนายกรัฐมนตรี รวมกับกรมประชาสัมพันธและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี ไดบันทึกการเตนรองเง็งตนแบบของปตตานี เมื่อพ.ศ.๒๕๔๙ ผูเขียนเปนคนหนึ่งที่เตนอยูในชุดนี้ดวย) นายขาเดร แวเด็ง เกิดที่ปตตานี ฝกการเลนดนตรีดวยวิธีจดจำจากนักดนตรีรุนพี่ตั้งแตเด็กๆชอบการสีไวโอลิน แตเลนดนตรีไดหลายอยาง มีชื่อเสียงการเลนดนตรีสำหรับการเตนรองเง็ง ( ผูเขียนสนิทกับนายขาเดร แวเด็ง ตั้งแตเด็กๆ ทุกครั้งที่ผูเขียนตองเตนรองเง็งในโอกาสตางๆ จะตองมีคณะดนตรีของขาเดรมาเลนใหเตนทุกครั้ง รวมทั้งการเตนหนาที่นั่ง เฉพาะพระพักตรในอดีตดวย) ขาเดร แวเด็ง ไดรับรางวัลผูสนับสนุนการอนุรักษมรดกไทยดีเดน ประจำป ๒๕๓๕ และป เดียวกันนี้ไดรับรางวัลผูมีผลงานดีเดนทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดงดนตรีสากล (ไวโอลิน) จากสำนักคณะกรรมการ วัฒนธรรมแหงชาติ และในป ๒๕๓๖ ไดรับคัดเลือกใหเปนศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบาน นายดิเรก คณานุรักษ เปนบุตรของขุนพิทักษรายา เปนหลานของพระจีนคณานุรักษ ได เปนเทศมนตรีในสมัยที่ นายอนันต คณานุรักษเปนนายกเทศมนตรี(นายอนันต ไดบริจาคที่ดินติดถนนนาเกลือ จำนวน ๑๐ ไร เปนที่สรางโรงเรียนเมือง ปตตานี ฯลฯ เปนผูสรางพระเครื่องหลวงพอทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดชางให รุนแรก เมื่อ วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๔๙๗ เพื่อ
  • 22.
    270 หารายไดสมทบทุนสรางพระอุโบสถและบูรณะวัดชางให และสรางโรงเรียนวัดชางให) ในป๒๔๙๐ ไดรับเลือกตั้งเปน นายกเทศมนตรีเมืองปตตานีติดตอกัน ๕ สมัย ตั้งแต ป ๒๔๙๒-๒๕๑๕ โดยมีนายเติมศักดิ์ คณานุรักษ บุตรชายคนสุดทอง ของนายอนันต คณานุรักษ เปนเทศมนตรี (นายเติมศักดิ์ไดรับเลือกตั้งเปนนายกเทศมนตรี ๒ สมัย ป๒๕๑๘-๒๕๒๘ ) นายดิเรก คณานุรักษ ( เปนนาของนายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี ) ไดขยายเมืองปตตานีใหกวางขวาง โดยสรางศูนยการคาเมืองใหมขึ้นที่บริเวณเรือนจำเดิม ปจจุบันคือโรงภาพยนตรปตตานีรามา และศูนยการคาถนนพิพิธเปนการ ชวยพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองปตตานี ดานการศึกษาไดเสนอใหรัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทรขึ้นที่จังหวัดปตตานี โดยพี่สาวของนายดิเรก ชื่อนางซุยสิ้ม ปริชญากร(คณานุรักษเดิม) ไดรวมบริจาคที่ดินจำนวนมากเพื่อเปนที่สรางมหาวิทยาลัย จนเปนผลสำเร็จ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตรและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมของปตตานีที่ยกมาครั้งนี้เปนเพียงสวนหนึ่งซึ่งยังมีอีก มากมายที่มีสวนรวมในการพัฒนาปตตานีใหเจริญรุงเรือง และเกิดความสันติสุข เอกสารอางอิง มัลลิกา คณานุรักษ. ๒๕๔๒. “บทที่ ๖ บุคคลสำคัญของทองถิ่น” วัฒนธรรม พัฒนาการทาง ประวัติศาสตร เอกลักษณและภูมิปญญา กรุงเทพฯ กรมศิลปากร ______ ๒๕๔๕. บุคคลสำคัญของปตตานี กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร อนันต วัฒนานิกร. ๒๕๓๑. ประวัติเมืองลังกาสุกะ เมืองปตตานี กรุงเทพฯ เคล็ดไทย อิบรอฮิม ชุกรี. ๒๕๒๕. ตำนานเมืองปตตานี แปลโดย หะสัน หมัดหมาน ปตตานี ศูนยการศึกษาเกี่ยวกับภาคใต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร
  • 23.
    271 ภาษาไทยมีการเขียนอักษรยอและมีการอานอักษรยอ การเขียนยอมีทั้งยอโดยไมมีจุด (มหัพภาค)ยอโดยมีจุดเดียว และยอโดยมีหลายจุด การอานมีทั้งอานยอไดและอานยอไมได การออกเสียงอักษรยอ ไมวาจะเปนการอานหรือการพูดในการสื่อสารที่เปนงานพิธีการ หรือเปนทางการ (Formal- Language) จะตองออกเสียงเต็ม ไมมีการออกเสียงยอเหมือนกับการเขียน ซึ่งการเขียนอักษรยอเดิมนาจะเกิดจากหนวยงาน ราชการนำมาเขียนคำศัพทเฉพาะที่มีความหมายเฉพาะ ภายหลังมีการนำมาใชกันแพรหลาย ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนยอโดยไมมีจุด มท ตองออกเสียงวา กระทรวงมหาดไทย กค ตองออกเสียงวา กระทรวงการคลัง สส ตองออกเสียงวา กระทรวงสาธารณสุข อก ตองออกเสียงวา กระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนยอโดยมีจุดเดียว ดร. ตองออกเสียงวา ดอกเตอร ผศ. ตองออกเสียงวา ผูชวยศาสตราจารย รศ. ตองออกเสียงวา รองศาสตราจารย ศ. ตองออกเสียงวา ศาสตราจารย ฯลฯ ตัวอยางการออกเสียงอักษรยอที่เขียนโดยมีหลายจุด ม.จ. ตองออกเสียงวา หมอมเจา ม.ป.ช. ตองออกเสียงวา มหาปรมาภรณชางเผือก ม.ร.ว. ตองออกเสียงวา หมอมราชวงศ ฯลฯ การออกเสียงอักษรยอที่เปนเวลา ตองออกเสียงเปนนาฬิกาและนาที ดังนี้ ๘.๐๐ น. ตองออกเสียงวา แปดนาฬิกา มิใช แปดจุดสูนๆนอ ๑๓.๔๕ น. ตองออกเสียงวา สิบสามนาฬิกาสี่สิบหานาที มิใช สิบสามจุดสี่หานอ ปจจุบันเกิดปญหาจากการใชอักษรยอซ้ำซอน เกิดขอสงสัยเกี่ยวกับการเขียนอักษรยอ ตางคนตางบัญญัติคำยอขึ้น เองตามใจชอบ เชน รร. อาจยอมาจาก โรงเรียน หรือ โรงแรม หรือ โรงเรือน ป. อาจยอมาจาก ประถม หรือประกาศนียบัตร หรือ เปรียญ สาเหตุที่ตางคนตางบัญญัติคำยอตามใจชอบเพราะคิดวาไมมีหนวยงานที่ทำหนาที่กำหนด อักษรตัวยอ ความจริงแลวหนวยงานที่ทำหนาที่กำหนดการใชภาษาไทยใหถูกตองในทุกๆเรื่อง คือ ราชบัณฑิตยสถาน
  • 24.
    272 ราชบัณทิตยสถานไดกำหนดหลักเกณทการเขียนอักษรคำยอในหนังสือหลักเกณทการใชเครื่องหมายวรรคตอน ดังนี้ ๑. ใชพยัญชนะตนของพยางคแรกของคำเปนตัวยอ ๑.๑.ถาเปนคำคำเดียวใหใชตัวยอตัวเดียวแมวาคำนั้นจะมีหลายพยางคก็ตาม ตัวอยาง วา = ว. จังหวัด = จ. ๓.๐๐ นาฬิกา = ๓.๐๐ น. ศาสตราจารย = ศ. ๑.๒.ถาใชตัวยอเพียงตัวเดียวแลวทำใหเกิดความสับสนอาจใชพยัญชนะตนของคำถัดไปเปนตัวยอดวย ก็ได ตัวอยาง ตำรวจ = ตร. อัยการ = อก. ๒. ถาเปนคำสมาสใหถือเปนคำคำเดียว และใชพยัญชนะตนของพยางคแรกเพียงตัวเดียว ตัวอยาง มหาวิทยาลัย = ม. วิทยาลัย = ว. ๓. ถาเปนคำประสม ใชพยัญชนะตนของแตละคำเรียงตอกัน ตัวอยาง ชั่วโมง = ชม. โรงเรียน = รร. ๔. ถาคำประสมประกอบดวยคำหลายคำ มีความยาวมาก อาจเลือกเฉพาะพยัญชนะตนของคำเปนใจความ สำคัญ ทั้งนี้ไมควรเกิน ๔ ตัว ตัวอยาง คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ = กปร. สำนักคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ = สปช. ๕. ถาใชพยัญชนะตนของแตละคำแลวทำใหเกิดความสับสน ใหใชพยัญชนะตนของพยางคถัดไปแทน ตัวอยาง พระราชกำหนด = พ.ร.ก. พระราชกฤษฎีกา = พ.ร.ฎ. ๖. ถาพยางคที่จะนำพยัญชนะตนมาใชเปนตัวยอมี ห เปนอักษรนำ เชน หญ หล ใหใชพยัญชนะตนนั้นเปน ตัวยอ ตัวอยาง ประกาศนียบัตร = ป. ถนน = ถ. เปรียญ = ป. ๗. ตัวยอไมควรใชสระ ยกเวนคำที่เคยใชมากอนแลว ตัวอยาง เมษายน = เม.ย. มิถุนายน = มิ.ย. ๘. ตัวยอตองมีจุดกำกับเสมอ ตัวยอตั้งแต ๒ คำขึ้นไปใหจุดที่ตัวสุดทายเพียงจุดเดียว ยกเวนตัวที่ใชกัน มากอนแลว ตัวอยาง ตำบล = ต. ทบวงมหาวิทยาลัย = ทม. ๙. ใหเวนวรรคหนาตัวยอทุกแบบ ตัวอยาง ประวัติของ อ. พระนครศรีอยุธยา มีขาวจาก กทม. วา
  • 25.
    273 ๑๐. ใหเวนวรรคระหวางกลุมอักษรยอ ตัวอยาง ศ.นพ. ๑๑. การอานคำยอตองอานเต็ม ๐๕.๐๐ น. อานวา หานาฬิกา อ. พระนครศรีอยุธยา อานวา อำเภอพระนครศรีอยุธยา ยกเวนในกรณีที่คำเต็มนั้นยาวมากและคำยอนั้นเปนที่เขาใจและยอมรับกันทั่วไปแลว อาจอานตัวยอเรียงตัวไปก็ได ตัวอยาง ก.พ. อานวา กอ-พอ ที่มาของอักษรยอในภาษาไทย (พรพิมล-วิโรจน ถิรคุณโกวิท.๒๕๓๙) ๑. มาจากชื่อเฉพาะหรือขอความคอนขางยาว จนไมสะดวกที่จะเขียนซ้ำ หรือยากตอการจดจำ จึงใชอักษรยอแทน เชน ป.ป.ป. (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ) กกศ.(คณะกรรมการการศึกษา แหงชาติ) ส.ค.ช. (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ) ๒. มาจากชื่อของบุคคล หรือสัญลักษณเพื่อกำหนดแทนสิ่งหนึ่งสิ่งใด เชน น.ม.ส. (รัชนี แจม จรัส) พระนามของ กรมหมื่นพิทยาลงกรณที่ทรงใชเปนนามปากกาในงานที่ทรงนิพนธ อย. (องคการอาหารและยา) ใชเปนเครื่องหมายติดที่บรรจุภัณฑอาหารและยาเปนการรับรองจากทางราชการ ๓. มาจากชื่อที่ทางราชการกำหนดขึ้นใชเฉพาะกรณี เชนชื่อจังหวัด สำหรับใชพิมพในหัวจดหมายราชการ จะกำหนด สองตัวอักษรเขียนติดกันโดยไมมีจุด (มหัพภาค) เชน สก (จังหวัดสระแกว) ๔. มาจากคำที่คิดขึ้นเพื่อสื่อความหมายไดรวดเร็ว เชน ส.บ.ม.(สบายมาก) หรือหลีกเลี่ยงการใชคำที่เปดเผย ก.ก.ก. (กางเกงใน) ปญหาของคำยอบางคำที่ผูรับสารไมคุนเคยมากอนวายอมาจากอะไร ก็มักจะสื่อสารกันไมรูเรื่องหรือไมเขาใจ ผูสงสาร จำเปนตองบอกคำเต็มแกผูรับสารดวย ขอยกตัวอยางคำยอของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ที่ใชคำยอวา มอ แตมีปญหาที่ ผูรับสารไมรูอยู ๒ อยาง ที่ผูเขียนถูกถามอยูเสมอวา หนึ่ง มอ ยอมาจากอะไร? ผูเขียนในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร ก็จะตอบวา ยอมาจาก มหิดลอดุลยเดช ซึ่งเปนพระนามเดิมของสมเด็จพระราชบิดา กรมหลวงสงขลา นครินทร คำถามที่สองที่ถูกถามทั้งบุคคลภายในและภายนอกก็คือ คำยอ มอ มีหนึ่งจุด หรือมีสองจุด เนื่องจากหนังสือที่ ออกจากมหาวิทยาลัยไปสูหนวยงานทั้งภายในและภายนอก ทั้งที่เปนทางการและไมเปนทางการมี ๒ แบบ โดยชวงแรกๆ ตั้งแตพ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๓๐ จะใชคำยอวา มอ. (มีจุดเดียว) และในหนังคือปทานุกรมคำยอที่ปรากฏในตลาดหนังสือก็ใช คำยอ มอ. ที่มีจุดเดียว เพราะถูกตองตามเกณฑที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดไววา ถาเปนคำคำเดียวใหใชตัวยอตัวเดียว แมวาคำนั้นจะมีหลายพยางคก็ตาม ดังไดกลาวแลวขางตน มอ ยอมาจากคำ มหิดลอดุยเดช ตามหลักเกณฑแลวตองยอ เปน ม. แตมีเกณฑอีกขอที่บอกไววา ถาใชตัวยอเพียงตัวเดียวแลวทำใหเกิดความสับสนอาจใชพยัญชนะตนของตัว ถัดไปเปนตัวยอดวยก็ได เหมือนคำวา ตำรวจ ที่ใชวา ตร. ดังนั้นคำ มอ ตามเกณฑนี้ก็ตองเขียนวา มอ. ซึ่งก็ไดแบบนี้ มานานเกือบ ๒๐ ป จนกระทั่งตอนหลังมีหนังสืออักษรคำยอของรศ.วิสิทธิ์ จินตวงศ (อดีตอาจารยภาคบรรณารักษ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) ออกวางจำหนายตามทองตลาดโดยเขียนคำยอวา ม.อ. ชวงนี้บุคลากรภายในจะใชคำยอ มอ มีจุดเดียวบาง มีสองจุดบาง เมื่อมีคนมาถามผูเขียนในฐานะอาจารยผูสอนภาษาไทย ผูเขียนจะตอบคำถามนี้อยางมั่นใจเสมอวา ถาจะเขียนใหถูกตามเกณฑของราชบัณฑิตยสถานตองเขียนโดยมีจุดเดียวที่หนึ่งคำตองมีเพียงหนึ่งจุด ไมวาคำนั้นจะยาวกี่ พยางคก็ตาม ตอมาเมื่อเร็วๆนี้เองผูเขียนไดรับบัญชาจาก รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มอบหมายใหเขียนหาคำตอบวา คำยอ มอ ตองมีกี่จุดกันแน ? กำลังจะลงมือเขียนก็ปรากฏวาไดรับหนังสือจากนายประพจน นัทรามาศ ผูอำนวยการกองกลางของมหาวิทยาลัยฯ สำเนาเอกสารจากหนังสือราชกิจจานุเบกษา เลม ๘๖ ตอนที่ ๘๙ หนา ๘๙๔ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๒ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดภาพเครื่องหมายราชการ ตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พุทธศักราช ๒๔๘๒ (ฉบับที่ ๕๗) ขอสรุปมากลาวเฉพาะประเด็นสำคัญดังนี้ เครื่องหมายราชการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร เปนรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ประกอบดวยจักรกับตรี ซึ่งเปน เครื่องหมายประจำพระบรมราชวงศจักรี ภายใตพระมหาพิชัยมงกุฎมีอักษรยอ ม.อ. (ไขว) อันเปนอักษรยอจากพระนามเดิม
  • 26.
    274 ของสมเด็จพระราชบิดาเจาฟา มหิดลอดุลยเดช เบื้องลางของภาพมีอักษรชื่อมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร เปนอันยุติความสับสนของคำยอ มอ กลาวคือ ตองใช ม.อ. ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน ไดกำหนดเกณฑวา คำใดที่เขียนคำยอมากอนที่ราชบัณฑิตยสถานจะกำหนดเกณฑการใชมากอนก็ใหใชอยางเดิม เชน ม.ร.ว. (หมอมราชวงศ) ม.ล. (หมอมหลวง) พ.ศ. (พุทธศักราช) ว.ป.ถ.(วิทยุทหารสื่อสารประจำถิ่น) ส.ค. (สิงหาคม) อ.ส.ม.ท. (องคการสื่อสารมวลชนแหงประเทศไทย) ร.ฟ.ท.(การรถไฟแหงประเทศไทย) วาดวยเรื่องอักษรยอในภาษาไทยที่หลายๆทานเคยสงสัยโดยไมไดรับคำตอบที่ตองการมากอนหนานี้ คงจะไดคำตอบ แลว โดยเฉพาะตัวยอ มอ วา ตองมี ๒ จุด และ ม.อ. ยอมาจาก มหิดลอดุลยเดช รวมทั้งคำถามที่สงสัยวาทำไมบางคำมีจุด เดียว บางคำมีหลายจุด คำตอบคือ คำใดที่เคยใชมากอนที่ราชบัณฑิตยสถานจะวางกฎเกณฑ ก็ใหใชไปอยางเดิม แตถาจะ เขียนใหมตองเปนไปตามเกณฑที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดไวเทานั้น เอกสารอางอิง พรพิมล-วิโรจน ถิรคุณโกวิท.๒๕๓๙ ปทานุกรมอักษรยอ พิมพครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ อักษรพิทยา มัลลิกา คณานุรักษ.๒๕๒๙ การใชภาษาไทย ปตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร _______.๒๕๔๕ เทคนิคการเปนพิธีกรที่ดี พิมพครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร _______.๒๕๔๗ จิตวิทยาการสื่อสารของมนุษย กรุงเทพฯ โอเดียนสโตร