33
34
35
1. ศึกษาขอมูลอยางเปนระบบ
การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาขอมูลรายละเอียดอยางเปนระบบ ทั้งจากขอมูลเบื้องตน
จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจาหนาที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ใหไดรายละเอียดที่ถูกตอง เพื่อที่จะพระราชทาน
ความชวยเหลือไดอยางถูกตองและรวดเร็วตามความตองการของประชาชน
2. ระเบิดจากขางใน
หมายความวา ตองสรางความเขมแข็งใหคนในชุมชนที่เราเขาไปพัฒนาใหมีสภาพพรอมที่จะรับการพัฒนาเสียกอน
มิใชการนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเขาไปหาชุมชนหมูบานที่ยังไมทันไดมีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว
3. แกปญหาที่จุดเล็ก
ทรงมองปญหาในภาพรวม (macro) กอนเสมอ แตการแกปญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆ (micro) คือ การแกไขปญหา
เฉพาะหนาที่คนมักจะมองขาม
“...ถาปวดหัวคิดอะไรไมออก...ตองแกไขการปวดหัวนี้กอน... เพื่อใหอยูในสภาพที่คิดได...”
4. ทำตามลำดับขั้น
ทรงเริ่มตนจากสิ่งที่จำเปนที่สุดของประชาชนกอน ไดแก สาธารณสุข ตอไปจึงเปนเรื่องสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน
และสิ่งจำเปนสำหรับประกอบอาชีพ
การพัฒนาประเทศตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช ของประชาชนสวนใหญกอน จึงคอยสรางคอย
เสริมความเจริญและเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับตอไป
5. ภูมิสังคม
การพัฒนาใดๆ ตองคำนึงถึง
(1) ภูมิประเทศของบริเวณนั้น (ดิน, น้ำ, ปา, เขา ฯลฯ)
(2) สังคมวิทยา (นิสัยใจคอของผูคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของทองถิ่น)
6. องครวม
• ทรงมีวิธีคิดอยางองครวม (holistic) หรือมองอยางครบวงจร
• ทรงมองเหตุการณที่เกิดขึ้นและแนวทางแกไขอยางเชื่อมโยง
36
7. ไมติดตำรา
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดลอม
และสภาพของสังคมจิตวิทยาแหงชุมชน “ไมติดตำรา” ไมผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมกับสภาพชีวิต
ความเปนอยูที่แทจริงของคนไทย
8. ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชนสูงสุด
ทรงใชหลักในการแกไขปญหาดวยความเรียบงายและประหยัด ราษฎรสามารถทำไดเอง หาไดในทองถิ่น และประยุกต
ใชสิ่งที่มีอยูในภูมิภาพนั้นๆ มาแกไขปญหา โดยไมตองลงทุนสูง หรือใชเทคโนโลยีที่ไมยุงยากนัก
“ใหปลูกปา โดยไมตองปลูกปา โดยปลอยใหขึ้นเองตามธรรมชาติ จะไดประหยัดงบประมาณ”
9. ทำใหงาย – simplicity
ทรงคิดคน ดัดแปลง ปรับปรุง และแกไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริโดยงาย ไมยุงยากซับซอน
ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากใหกลายเปนงาย ทำสิ่งที่สลับซับซอนใหเขาใจงาย “ทำใหงาย”
10. การมีสวนรวม
ทรงเปนนักประชาธิปไตย เปดโอกาสใหสาธารณชน ประชาชน หรือเจาหนาที่ทุกระดับไดมารวมกันแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับเรื่องที่ตองคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความตองการของสาธารณชน
“ ...ตองหัดทำใจใหกวางขวางหนักแนน รูจักรับฟงความคิดเห็น แมกระทั่งความวิพากษวิจารณจากผูอื่น
อยางฉลาด เพราะการรูจักรับฟงอยางฉลาดนั้นแทจริง คือการระดมสติปญญาและประสบการณอันหลากหลาย
มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานใหประสบความสำเร็จที่สมบูรณนั่นเอง...”
11. ประโยชนสวนรวม
“...ใครตอใครก็มาบอกวา ขอใหคิดถึงประโยชนสวนรวมอาจมานึกในใจวา ใหๆ อยูเรื่อยแลวสวนตัวจะไดอะไร
ขอใหคิดวา คนที่ใหเพื่อสวนรวมนั้น มิไดใหแตสวนรวมอยางเดียว เปนการใหเพื่อตัวเองสามารถที่มีสวนรวมที่จะ
อาศัยได...” (มข. 2514)
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงระลึกถึงประโยชนของสวนรวมเปนสำคัญเสมอ
12. บริการที่จุดเดียว
ทรงให “ศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เปนตนแบบในการบริหารรวมที่ จุดเดียว เพื่อประโยชน
ตอประชาชนที่จะมาใชบริการ จะประหยัดเวลาและคาใชจาย โดยมีหนวยงานราชการตางๆ มารวมดำเนินการและใหบริการ
ประชาชน ณ ที่แหงเดียว
“...เปนสองดาน ก็หมายถึงวา ที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะไดรับประโยชน และตนทางของเจาหนาที
จะใหประโยชน”
13. ใชธรรมชาติชวยธรรมชาติ
การเขาใจถึงธรรมชาติและตองการใหประชาชนใกลชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอยางละเอียดถึงปญหาของธรรมชาติ
หากเราตองการแกไขธรรมชาติ จะตองใชธรรมชาติเขาชวยเหลือ เชน การแกไขปญหาปาเสื่อมโทรมโดยพระราชทานพระราช
ดำริ การปลูกปาโดยไมตองปลูก (ตนไม) ปลอยใหธรรมชาติชวยในการฟนฟูธรรมชาติ
37
14. ใชอธรรมปราบอธรรม
ทรงนำความจริงในเรื่องความเปนไปแหงธรรมชาติและกฎเกณฑของธรรมชาติมาเปนหลักการ และแนวปฏิบัติที่สำคัญ
ในการแกปญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไมปกติเขาสูระบบที่เปนปกติ เชน การนำน้ำดีขับไลน้ำเสีย การใชผักตบชวา
บำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปอนในน้ำ
15. ปลูกปาในใจคน
“...เจาหนาที่ปาไมควรจะปลูกตนไมลงในใจคนเสียกอน แลวคนเหลานั้นก็จะพากันปลูกตนไมลงบนแผนดินและรักษา
ตนไมดวยตนเอง...”
การที่จะฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติใหกลับคืนมาจะตองปลูกจิตสำนึกใหคนรักปาเสียกอน
16. ขาดทุนคือกำไร
“...ขาดทุนคือกำไร Our loss is our gain…การเสียคือการได ประเทศก็จะกาวหนา และการที่คนจะอยูดีมีสุขนั้น
เปนการนับที่เปนมูลคาเงินไมได...”
หลักการคือ “การให” และ “การเสียสละ” เปนการกระทำอันมีผลเปนกำไรคือ ความอยูดีมีสุขของราษฎร
“...ถาเราทำอะไรที่เราเสีย แตในที่สุดที่เราเสียนั้นเปนการไดทางออม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาล
หรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถาอยากใหประชาชนอยูดีกินดีก็ตองลงทุน...”
17. การพึ่งตนเอง
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อแกไขปญหาในเบื้องตนดวยการแกไขปญหาเฉพาะหนา เพื่อใหเขาแข็งแรงพอ
ที่จะดำรงชีวิตไดตอไป แลวขั้นตอไปก็คือ การพัฒนาใหเขาสามารถอยูในสังคมไดตามสภาพแวดลอม และสามารถ
”พึ่งตนเองได” ในที่สุด
18. พออยูพอกิน
สำหรับประชาชนที่ตกอยูในวงจรแหงความทุกขเข็ญนั้น ไดพระราชทานความชวยเหลือใหเขาสามารถอยูในขั้น
”พออยูพอกิน” เสียกอน แลวจึงคอยขยับขยายใหมีขีดสมรรถนะที่กาวหนาตอไป
“..ถาโครงการดี ในไมชาประชาชนจะไดกำไร จะไดผล ราษฎรจะอยูดีกินดีขึ้น จะไดประโยชนตอไป..”
19. เศรษฐกิจพอเพียง
เปนแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสรางความเขมแข็งหรือภูมิคุมกันทุกดาน ซึ่งจะสามารถทำใหอยูไดอยางสมดุลในโลก
แหงการเปลี่ยนแปลง
ปรัชญานี้ไดมีการประยุกตใชทั้งระดับบุคคล องคการ ชุมชน และทุกภาคสวนมาแลวอยางไดผล
20. ความซื่อสัตย สุจริต จริงใจตอกัน
“...ผูที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แมจะมีความรูนอยก็ยอมทำประโยชนใหแกสวนรวมได มากกวาผูที่มีความรูมากแตไม
มีความสุจริต ไมมีความบริสุทธิ์ใจ...” (18 มี.ค. 2533)
21. ทำงานอยางมีความสุข
พระบาทสมเด็จอยูหัวทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะชวยเหลือประชาชน
“...ทำงานกับฉัน ฉันไมมีอะไรจะใหนอกจากการมีความสุขรวมกัน ในการทำประโยชนใหกับผูอื่น...”
39
เปนปรัชญาการดำรงอยูและปฏิบัติตน – ครอบครัว – บริษัท – องคการ – หนวยงาน
หรือแมแตประเทศชาติ ใหเกิดสมดุลในทามกลางการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกและภายใน
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานปรัชญานี้ใหแกคนไทยมานานกวา 25 ปแลว
และรัฐบาลไดถือเอา “ปรัชญาแหงเศรษฐกิจพอเพียง” เปนหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549)
1. การเปลี่ยนแปลง
(1) ทุกสิ่งทุกอยางมีการเปลี่ยนแปลง
(2) การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปจจัย
- ทั้งเหตุปจจัยภายนอกและเหตุปจจัยภายใน
- ทั้งเหตุปจจัยที่เราควบคุมไดและควบคุมไมได
(3) การเปลี่ยนแปลงอาจปรากฏเปนวงจร
- มีทั้งขาขึ้นและขาลง
- อะไรคือเหตุปจจัยของ “ขาขึ้น” ?
- อะไรคือเหตุปจจัยของ “ขาลง” ?
- เราจะคาดหมายและควบคุมไดมากแคไหน ?
(4) ในปจจุบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเกิดผลกระทบที่เร็ว – รุนแรง
และกวางขวาง
(5) ผลกระทบนั้นมีทั้งดานวัตถุ สังคม สิ่งแวดลอม และวัฒนธรรม
2. ปรัชญา
(1) แนวคิดหลัก คือ ทางสายกลาง
(2) องคประกอบของ ความพอเพียง ไดแก
ก. ความพอประมาณ
ข. ความมีเหตุผล
ค. ความจำเปนที่จะตองมีระบบภูมิคุมกันในตัวที่ดีพอสมควรตอการมีผลกระทบ ใด ๆ อันเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน
3. ปจจัยแหงความสำเร็จ
(1) ตองเสริมสรางพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจาหนาที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ใหมี
สำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตยสุจริต
(2) ใหมีความรอบรูที่เหมาะสม
หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  .....บทความเกียรติยศ (หน้า32   40)

หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .....บทความเกียรติยศ (หน้า32 40)

  • 1.
  • 2.
  • 3.
    35 1. ศึกษาขอมูลอยางเปนระบบ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาขอมูลรายละเอียดอยางเปนระบบทั้งจากขอมูลเบื้องตน จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจาหนาที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ใหไดรายละเอียดที่ถูกตอง เพื่อที่จะพระราชทาน ความชวยเหลือไดอยางถูกตองและรวดเร็วตามความตองการของประชาชน 2. ระเบิดจากขางใน หมายความวา ตองสรางความเขมแข็งใหคนในชุมชนที่เราเขาไปพัฒนาใหมีสภาพพรอมที่จะรับการพัฒนาเสียกอน มิใชการนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเขาไปหาชุมชนหมูบานที่ยังไมทันไดมีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว 3. แกปญหาที่จุดเล็ก ทรงมองปญหาในภาพรวม (macro) กอนเสมอ แตการแกปญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆ (micro) คือ การแกไขปญหา เฉพาะหนาที่คนมักจะมองขาม “...ถาปวดหัวคิดอะไรไมออก...ตองแกไขการปวดหัวนี้กอน... เพื่อใหอยูในสภาพที่คิดได...” 4. ทำตามลำดับขั้น ทรงเริ่มตนจากสิ่งที่จำเปนที่สุดของประชาชนกอน ไดแก สาธารณสุข ตอไปจึงเปนเรื่องสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเปนสำหรับประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศตองสรางพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช ของประชาชนสวนใหญกอน จึงคอยสรางคอย เสริมความเจริญและเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับตอไป 5. ภูมิสังคม การพัฒนาใดๆ ตองคำนึงถึง (1) ภูมิประเทศของบริเวณนั้น (ดิน, น้ำ, ปา, เขา ฯลฯ) (2) สังคมวิทยา (นิสัยใจคอของผูคน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของทองถิ่น) 6. องครวม • ทรงมีวิธีคิดอยางองครวม (holistic) หรือมองอยางครบวงจร • ทรงมองเหตุการณที่เกิดขึ้นและแนวทางแกไขอยางเชื่อมโยง
  • 4.
    36 7. ไมติดตำรา การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดลอม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแหงชุมชน “ไมติดตำรา” ไมผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมกับสภาพชีวิต ความเปนอยูที่แทจริงของคนไทย 8. ประหยัด เรียบงาย ไดประโยชนสูงสุด ทรงใชหลักในการแกไขปญหาดวยความเรียบงายและประหยัด ราษฎรสามารถทำไดเอง หาไดในทองถิ่น และประยุกต ใชสิ่งที่มีอยูในภูมิภาพนั้นๆ มาแกไขปญหา โดยไมตองลงทุนสูง หรือใชเทคโนโลยีที่ไมยุงยากนัก “ใหปลูกปา โดยไมตองปลูกปา โดยปลอยใหขึ้นเองตามธรรมชาติ จะไดประหยัดงบประมาณ” 9. ทำใหงาย – simplicity ทรงคิดคน ดัดแปลง ปรับปรุง และแกไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริโดยงาย ไมยุงยากซับซอน ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากใหกลายเปนงาย ทำสิ่งที่สลับซับซอนใหเขาใจงาย “ทำใหงาย” 10. การมีสวนรวม ทรงเปนนักประชาธิปไตย เปดโอกาสใหสาธารณชน ประชาชน หรือเจาหนาที่ทุกระดับไดมารวมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ตองคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความตองการของสาธารณชน “ ...ตองหัดทำใจใหกวางขวางหนักแนน รูจักรับฟงความคิดเห็น แมกระทั่งความวิพากษวิจารณจากผูอื่น อยางฉลาด เพราะการรูจักรับฟงอยางฉลาดนั้นแทจริง คือการระดมสติปญญาและประสบการณอันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานใหประสบความสำเร็จที่สมบูรณนั่นเอง...” 11. ประโยชนสวนรวม “...ใครตอใครก็มาบอกวา ขอใหคิดถึงประโยชนสวนรวมอาจมานึกในใจวา ใหๆ อยูเรื่อยแลวสวนตัวจะไดอะไร ขอใหคิดวา คนที่ใหเพื่อสวนรวมนั้น มิไดใหแตสวนรวมอยางเดียว เปนการใหเพื่อตัวเองสามารถที่มีสวนรวมที่จะ อาศัยได...” (มข. 2514) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงระลึกถึงประโยชนของสวนรวมเปนสำคัญเสมอ 12. บริการที่จุดเดียว ทรงให “ศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เปนตนแบบในการบริหารรวมที่ จุดเดียว เพื่อประโยชน ตอประชาชนที่จะมาใชบริการ จะประหยัดเวลาและคาใชจาย โดยมีหนวยงานราชการตางๆ มารวมดำเนินการและใหบริการ ประชาชน ณ ที่แหงเดียว “...เปนสองดาน ก็หมายถึงวา ที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะไดรับประโยชน และตนทางของเจาหนาที จะใหประโยชน” 13. ใชธรรมชาติชวยธรรมชาติ การเขาใจถึงธรรมชาติและตองการใหประชาชนใกลชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอยางละเอียดถึงปญหาของธรรมชาติ หากเราตองการแกไขธรรมชาติ จะตองใชธรรมชาติเขาชวยเหลือ เชน การแกไขปญหาปาเสื่อมโทรมโดยพระราชทานพระราช ดำริ การปลูกปาโดยไมตองปลูก (ตนไม) ปลอยใหธรรมชาติชวยในการฟนฟูธรรมชาติ
  • 5.
    37 14. ใชอธรรมปราบอธรรม ทรงนำความจริงในเรื่องความเปนไปแหงธรรมชาติและกฎเกณฑของธรรมชาติมาเปนหลักการ และแนวปฏิบัติที่สำคัญ ในการแกปญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไมปกติเขาสูระบบที่เปนปกติเชน การนำน้ำดีขับไลน้ำเสีย การใชผักตบชวา บำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปอนในน้ำ 15. ปลูกปาในใจคน “...เจาหนาที่ปาไมควรจะปลูกตนไมลงในใจคนเสียกอน แลวคนเหลานั้นก็จะพากันปลูกตนไมลงบนแผนดินและรักษา ตนไมดวยตนเอง...” การที่จะฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติใหกลับคืนมาจะตองปลูกจิตสำนึกใหคนรักปาเสียกอน 16. ขาดทุนคือกำไร “...ขาดทุนคือกำไร Our loss is our gain…การเสียคือการได ประเทศก็จะกาวหนา และการที่คนจะอยูดีมีสุขนั้น เปนการนับที่เปนมูลคาเงินไมได...” หลักการคือ “การให” และ “การเสียสละ” เปนการกระทำอันมีผลเปนกำไรคือ ความอยูดีมีสุขของราษฎร “...ถาเราทำอะไรที่เราเสีย แตในที่สุดที่เราเสียนั้นเปนการไดทางออม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถาอยากใหประชาชนอยูดีกินดีก็ตองลงทุน...” 17. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อแกไขปญหาในเบื้องตนดวยการแกไขปญหาเฉพาะหนา เพื่อใหเขาแข็งแรงพอ ที่จะดำรงชีวิตไดตอไป แลวขั้นตอไปก็คือ การพัฒนาใหเขาสามารถอยูในสังคมไดตามสภาพแวดลอม และสามารถ ”พึ่งตนเองได” ในที่สุด 18. พออยูพอกิน สำหรับประชาชนที่ตกอยูในวงจรแหงความทุกขเข็ญนั้น ไดพระราชทานความชวยเหลือใหเขาสามารถอยูในขั้น ”พออยูพอกิน” เสียกอน แลวจึงคอยขยับขยายใหมีขีดสมรรถนะที่กาวหนาตอไป “..ถาโครงการดี ในไมชาประชาชนจะไดกำไร จะไดผล ราษฎรจะอยูดีกินดีขึ้น จะไดประโยชนตอไป..” 19. เศรษฐกิจพอเพียง เปนแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสรางความเขมแข็งหรือภูมิคุมกันทุกดาน ซึ่งจะสามารถทำใหอยูไดอยางสมดุลในโลก แหงการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้ไดมีการประยุกตใชทั้งระดับบุคคล องคการ ชุมชน และทุกภาคสวนมาแลวอยางไดผล 20. ความซื่อสัตย สุจริต จริงใจตอกัน “...ผูที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แมจะมีความรูนอยก็ยอมทำประโยชนใหแกสวนรวมได มากกวาผูที่มีความรูมากแตไม มีความสุจริต ไมมีความบริสุทธิ์ใจ...” (18 มี.ค. 2533) 21. ทำงานอยางมีความสุข พระบาทสมเด็จอยูหัวทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะชวยเหลือประชาชน “...ทำงานกับฉัน ฉันไมมีอะไรจะใหนอกจากการมีความสุขรวมกัน ในการทำประโยชนใหกับผูอื่น...”
  • 7.
    39 เปนปรัชญาการดำรงอยูและปฏิบัติตน – ครอบครัว– บริษัท – องคการ – หนวยงาน หรือแมแตประเทศชาติ ใหเกิดสมดุลในทามกลางการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกและภายใน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานปรัชญานี้ใหแกคนไทยมานานกวา 25 ปแลว และรัฐบาลไดถือเอา “ปรัชญาแหงเศรษฐกิจพอเพียง” เปนหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) 1. การเปลี่ยนแปลง (1) ทุกสิ่งทุกอยางมีการเปลี่ยนแปลง (2) การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปจจัย - ทั้งเหตุปจจัยภายนอกและเหตุปจจัยภายใน - ทั้งเหตุปจจัยที่เราควบคุมไดและควบคุมไมได (3) การเปลี่ยนแปลงอาจปรากฏเปนวงจร - มีทั้งขาขึ้นและขาลง - อะไรคือเหตุปจจัยของ “ขาขึ้น” ? - อะไรคือเหตุปจจัยของ “ขาลง” ? - เราจะคาดหมายและควบคุมไดมากแคไหน ? (4) ในปจจุบันและอนาคต การเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเกิดผลกระทบที่เร็ว – รุนแรง และกวางขวาง (5) ผลกระทบนั้นมีทั้งดานวัตถุ สังคม สิ่งแวดลอม และวัฒนธรรม 2. ปรัชญา (1) แนวคิดหลัก คือ ทางสายกลาง (2) องคประกอบของ ความพอเพียง ไดแก ก. ความพอประมาณ ข. ความมีเหตุผล ค. ความจำเปนที่จะตองมีระบบภูมิคุมกันในตัวที่ดีพอสมควรตอการมีผลกระทบ ใด ๆ อันเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน 3. ปจจัยแหงความสำเร็จ (1) ตองเสริมสรางพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจาหนาที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ใหมี สำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตยสุจริต (2) ใหมีความรอบรูที่เหมาะสม