วารสาร	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 กรกฎาคม - กันยายน 2553
ชมรมครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ISSN 1905-758X
TSMT Journal สนับสนุนโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
2 วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
สารจากผู้อำ�นวยการ สสวท. (ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร)
		 ครู สควค. ที่รักทุกคน สสวท. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมครู สควค. ให้เป็นครู
คุณภาพ ในสาขาของตนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 ได้เปิดโอกาสให้ครู สควค. รับทุนศึกษาต่อ
ในระดับปริญญาโท 580 ทุน สนับสนุนทุนในการทำ�วิจัยในชั้นเรียนและโครงการยกระดับ
คุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์กว่า 170 รายการ เพิ่มบทบาทเครือข่าย
ครู สควค. โดยให้ทุนสนับสนุนการจัดกิจกรรมแก่ชมรมครู สควค. 4 ภูมิภาค และคัดเลือกครู     
ในเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมในระดับประเทศและนานาชาติ ทั้งนี้ สสวท. มีความคาดหวังว่า ครูในแต่ละเครือข่าย
จะได้พัฒนาตนเองให้เป็นครูคุณภาพ เพื่อสร้างคน คือเยาวชนไทยให้มีคุณภาพ ที่สามารถเป็นความหวังของประเทศ
ของเราได้ ขอเป็นกำ�ลังใจให้ทุกท่านมีความแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างมีคุณภาพตลอดไป
22-27 ส.ค. 2553 :: สสวท. สนับสนุนครู สควค. 4 ภูมิภาค 60 คน เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ IAEA2010 เพื่อเปิดโอกาสให้ได้พบกับนักวิจัยและ
นักวัดผลประเมินผลของประเทศไทยและจากทั่วโลก ที่มานำ�เสนอผลงานวิจัยและแนวคิดใหม่ ด้านการวัดผลและประเมินผล
24 ส.ค. 2553 :: ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผอ. สสวท. ให้นโยบาย       
การพัฒนาเครือข่ายครู สควค. 4 ภูมิภาค ดำ�ริจัดตั้งสมาคมครู สควค.
9-11 ก.ย. 2553 :: ครู สควค. เข้าค่ายครูยุคดิจิตอล ณ ม.เกษตรศาสตร์       
ดูรายละเอียดโครงการ MICT ที่ HTTP://WWW.KU.AC.TH/MICTCAMP    
24 ก.ย. 2553 :: ครู สควค. ที่ได้รับทุนสนับสนุนการทำ�วิจัย/โครงการ    
ยกระดับคุณภาพการศึกษาฯนำ�เสนอผลงานณโรงแรมวินเซอร์สวีทกทม.
30 ต.ค. 2553 :: อ.อรวรรณ อินทวิชญ หัวหน้าสาขา พสวท. และ สควค.
และ อ.ประหยัด ทองมาก พบปะและให้กำ�ลังใจครู สควค. ป.โท ที่ ม.ขอนแก่น
3ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
ขอเชิญครูทุน สควค. ในภูมิภาคต่างๆ ส่งภาพข่าวที่เกี่ยวกับผลงานเด่นของตนเอง รวมถึงงานเขียน บทความเกี่ยวกับ              
การพัฒนาการเรียนการสอนประสบการณ์การวิจัยเพื่อเผยแพร่ในวารสารสควค.หรือเผยแพร่ในเว็บไซต์www.krusmart.com
บทความในวารสาร สควค. เป็นความคิดเห็นและทัศนะของผู้เขียน ชมรมครู สควค. ไม่จำ�เป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป
โทรทัศน์ครู คือ นวัตกรรมการศึกษาในรูปของรายการโทรทัศน์             
ที่มากมายและหลากหลายรายการส่วนใหญ่มีความยาวเพียง15นาที
เนื้อหาครอบคลุมนวัตกรรมการเรียนการสอน8กลุ่มสาระการเรียนรู้
นวัตกรรมการบริหารและการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเนื้อหาส่วนหนึ่ง
มาจากความร่วมมือกับ Teachers.Tv ประเทศอังกฤษ ซึ่งถ่ายทำ�
นวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนทั่วโลกเช่นฟินแลนด์ญี่ปุ่นเม็กซิโก
วัตถุประสงค์
	 1. 	เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ชมรมครูที่มีความ
สามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
	 2. 	เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ทาง
วิชาการ ประสบการณ์การสอน การวิจัยในชั้นเรียน            
ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี      
เพื่อพัฒนาการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียน
	 3. 	เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยี ให้กว้างขวางและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
สารบัญ
หน้า
-	วันสำ�คัญ : 20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ 	 4
-	โครงการครูฟิสิกส์ภาคฤดูร้อน CERN 	 5
-	การประเมินการรู้วิทยาศาสตร์ 	 6
-	คุรุวิจัย ไดโนเสาร์ 	 7
-	นิวเคลียร์ เรื่องใกล้ตัวที่ต้องเรียนรู้ 	 8
-	ปลูกกล้วย ช่วยลดโลกร้อน เรียนรู้อย่างบูรณาการ 	 9
-	ผลงานวิจัยครู สควค. เพลงแห่งการเรียนรู้	 10
-	การเรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ	 11
-	กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายครู สควค. ภาคเหนือ	 12
-	ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้	 13
-	Social Media กับการเรียนรู้ยุค 2.0	 14  
-	แนะนำ�เว็บไซต์ scimath.org/งาน วทร. 20	 15  
-	พระราชดำ�รัส/ความเคลื่อนไหวเครือข่ายครู สควค.	16
บทบรรณาธิการ
ครูศักดิ์อนันต์ อนันตสุข
	 สวัสดีครับ พี่น้องเพื่อนสมาชิกชมรมครู สควค. และ
ท่านผู้อ่าน “วารสาร สควค.” ทุกท่าน
	 ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า การจัดการศึกษาแต่ละ
ระดับนั้น ต้องให้สอดคล้องกับพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของ                
ผู้เรียนซึ่งครูที่สอนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นจะต้องมีทักษะ
ประสบการณ์และความสามารถในการสอนที่แตกต่างกัน  
รวมถึงมีระบบการบริหารการศึกษาที่แตกต่างกัน การแยก
เขตพื้นที่การศึกษาเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดังที่
เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงน่าจะช่วยตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และไม่ว่า
เราจะอยู่สังกัดใด การทุ่มเทเพื่อศิษย์ก็ยังเป็นหน้าที่ของครู
ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ทุกคน
	 ผมและทีมงานรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ ดร.พรพรรณ         
ไวทยางกูร ผู้อำ�นวยการ สสวท. ได้ดำ�ริถึงการจัดตั้งสมาคม
ครูสควค.ซึ่งแม้ว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควรแต่นับว่าเป็นนิมิต
หมายที่ดี และปัจจุบันชมรมครู สควค. สาขาภาคตะวันออก
เฉียงเหนือก็กำ�ลังขับเคลื่อนเรื่องกองทุนครูสควค.ครูผู้สร้าง
สังคมแห่งการเรียนรู้ แล้วเช่นกัน
	 กองบรรณาธิการ เปิดรับบทความจากทุกท่าน หากมี
ข้อเสนอแนะประการใด ทีมงานขอน้อมรับด้วยความยินดี
พบกับวารสารฉบับออนไลน์ได้ที่ www.krusmart.com
E-mail :: anantasook@gmail.com
4 วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
วันสำ�คัญ 20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ
  รัสนา อนันตสุข ครู คศ.1 ร.ร.โนนเทพ จ.สุรินทร์
	 วันเยาวชนแห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20
กันยายน2528หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้กำ�หนดให้
ปีพ.ศ.2528เป็นปีเยาวชนสากลดังนั้นเมื่อวันที่18มิถุนายน
2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำ�หนดให้วันที่ 20 กันยายน
ของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากตรงกับ วันคล้าย
วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงค์จักรี                  
ถึงสองพระองค์ คือ
	 1. 	พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว          
รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.
2396
	 2. 	พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  
รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.
2468
	 นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ยังเสด็จ  
ขึ้นครองราชย์สมบัติ ขณะยังทรงพระเยาว์เหมือนกันอีกด้วย
เป้าหมายของวันเยาวชนแห่งชาติ
	 1.	 เพื่อให้เยาวชนช่วงอายุ 15-25 ปี ได้ตระหนักถึง
ความสำ�คัญในการพัฒนาตนเองพัฒนาชุมชนพัฒนาประเทศ
	 2. 	เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำ�คัญ
ต่อประเทศชาติทั้งในด้านคุณภาพ คุณธรรม
	 3. 	เพื่อให้นโยบายส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน    
ดำ�เนินไปอย่างต่อเนื่อง สัมฤทธิ์ผล
คำ�ขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ
	 คณะรัฐมนตรีได้มอบคำ�ขวัญซึ่งถอดความเป็น           
ภาษาไทยว่า “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ”             
ซึ่งมีความหมายละเอียดลึกซึ้งต่อเยาวชนทุกคนสามารถยึดถือ
และนำ�ไปปฏิบัติ ดังนี้
	 1. 	ร่วมแรง แข็งขัน (Participation) หมายถึง การ
ยอมรับในศักยภาพของแต่ละบุคคล ที่จะสามารถวินิจฉัยและ
ตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักว่าตนมีโอกาส
ได้ใช้โอกาสและพึงพอใจที่ได้ใช้โอกาสด้วยตนเองอย่างเกิด
คุณค่า โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด การที่เยาวชนสามารถ
มีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อชาติบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่นั้น      
เป็นความสำ�เร็จของสังคมและประเทศชาติ
	 2. 	ช่วยกันพัฒนา (Development)การพัฒนานั้น
มองได้ 2 มิติ คือ การพัฒนาตนเองของแต่ละบุคคล และการ
พัฒนาสังคมและประเทศชาติหากบุคคลพัฒนาตนเองได้ดีก็จะ
เป็นกำ�ลังสำ�คัญ และมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ
ชาติ ขณะเดียวกัน การพัฒนาสังคมและประเทศชาติก็จะเป็น
พลังขับเคลื่อนการพัฒนาของบุคคลด้วยและในสภาวะปัจจุบัน
ความร่วมมือในระดับนานาชาติจะมีผลอย่างสำ�คัญยิ่งต่อความ
ก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ
	 3. 	ใฝ่หาสันติ (Peace) สันติภาพเป็นหลักการ        
พื้นฐานของชีวิตความต้องการสันติภาพเป็นความต้องการของ
สากลโลกซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ
และดำ�รงคงไว้คนหนุ่มสาวจึงต้องร่วมมือกันในเรื่องนี้ผลักดัน
ให้เกิดมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นในวิถีการพัฒนา         
ด้วยสันติ และสร้างสำ�นึกสันติภาพ จำ�เป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนให้รู้จักเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และสิทธิมนุษยชน มีความอดกลั้น ความเป็นประชาธิปไตย
และเสรีภาพพื้นฐาน
กิจกรรมในวันเยาวชนแห่งชาติ
	 หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ
ขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่
ของตนทั้งในด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เช่น
	 1. 	การคัดเลือกเยาวชนผู้ทำ�คุณประโยชน์ ในสาขา
ต่างๆ และมีคุณสมบัติครบถ้วน รับรางวัลเยาวชนดีเด่น         
แห่งชาติเพื่อประกาศเกียรติคุณและให้กำ�ลังใจแก่ผู้ทำ�ความดี
	 2. 	กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาความ
สะอาดของที่อยู่อาศัยและชุมชน
	 3. 	การบำ�เพ็ญประโยชน์และสังคมสงเคราะห์เป็นต้น
	 วันเยาวชนแห่งชาติ จึงนับว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้
เยาวชน ได้ค้นพบบทบาทและความสำ�คัญของตนเองที่มีต่อ
ชุมชนและสังคม หากเยาวชนได้รับการปลูกฝังที่ดี มีค่านิยม
ที่ถูกต้องแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีสร้างคุณประโยชน์ต่อ
ประเทศได้ในอนาคต
อ้างอิง 1. ธนากิต. วันสำ�คัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541.
5ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
ข่าวประชาสัมพันธ์ โครงการครูฟิสิกส์ภาคฤดูร้อน CERN
ภาณุพงศ์ อาชวาคม http://www3.ipst.ac.th/dpst
	 ตามที่ได้แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมโปรแกรม
ภาคฤดูร้อนของเซิร์นไปแล้วนั้น เนื่องจาก มีข้าราชการครู
หลายท่าน อยากทราบรายละเอียดที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า
เป็นอย่างไร จึงขอแจ้งรายละเอียดให้กับข้าราชการครู สควค.
สาขาวิชาฟิสิกส์ ที่สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ในปลายปี
2553และปีต่อๆไปส่วนข้าราชการครูสควค.ที่ไม่ได้จบสาขา
วิชาฟิสิกส์ก็สามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้แก่ข้าราชการ
ครูในโรงเรียนของท่านได้ทราบและสมัครเข้าร่วมโครงการ      
ดังกล่าวได้เช่นกัน รายละเอียดมีดังนี้ครับ
	 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำ�เนินเยือนเซิร์น(TheEuropean
Organization for Nuclear Research (CERN)) ณ สมาพันธรัฐ
สวิส เป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 นั้น ได้มีการ
ลงนามในเอกสารแสดงเจตจำ�นงที่จะมีความร่วมมือกัน               
(Expression of Interest : EOI) ระหว่างสถาบันวิจัย
แสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน)และเซิร์นโดยมีจุดประสงค์
เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการส่งนักศึกษาและครูไทย           
ไปร่วมโครงการภาคฤดูร้อน รวมทั้งสนับสนุนให้นักฟิสิกส์     
จากประเทศไทยเข้าร่วมทำ�งานวิจัยในโครงการของเซิร์น
	 ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราช
กุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ให้นักศึกษา และครูฟิสิกส์ระดับ
มัธยมศึกษาจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการCERNSummer
Student Programme และ CERN Physics High School
Teacher Programme ซึ่งจะจัดในช่วงภาคฤดูร้อนของทุกปี
เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและครูไทย ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ
นักศึกษา ครู และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก
	 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)          
จึงได้ร่วมกับสำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     
แห่งชาติ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สำ�นักงานคณะกรรมการ
การอุดมศึกษา จัดทำ�โครงการคัดเลือกนักศึกษา และครู
สอนฟิสิกส์ เพื่อเข้าร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อนเซิร์น โดยจะ              
คัดเลือกนักศึกษาและครูสอนฟิสิกส์ที่มีศักยภาพและคุณสมบัติ          
เหมาะสมในชั้นต้น แล้วนำ�ความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงคัดเลือก
นักศึกษา 2 คน และครูสอนฟิสิกส์ 2 คน ในขั้นตอนสุดท้าย  
ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวณเซิร์น
สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งจะทำ�ให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกได้มีโอกาส
เรียนรู้ และเพิ่มขีดความสามารถทางด้านฟิสิกส์ ช่วยส่งเสริม
และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยในสาขานี้อย่างมีคุณภาพ
ต่อไปในอนาคต
	 โดยในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ครูฟิสิกส์ 2 คนที่ได้
เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับเซริ์น ณ กรุง
เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เป็นครู สควค. คือ
นางสาวพิมพรผาพรมโรงเรียนท่าคันโทวิทยาคารอ.ท่าคันโท
จ.กาฬสินธุ์และนางสาวสุพัตราทองเนื้อห้าจากโรงเรียนทุ่งสง
อ.ทุ่งสงจ.นครศรีธรรมราชโดยโอกาสที่ครูและนักศึกษาได้รับ
ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆสำ�หรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์
และวงการฟิสิกส์ของไทย และช่วยจุดประกายความสนใจ
วิทยาศาสตร์ในสังคมไทยได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้ด้วย
พระบารมีของสมเด็จพระเทพฯ โดยแท้
	 สำ�หรับการสมัครเข้าร่วมโครงการเซิร์นปี 2553 ครู
สอนฟิสิกส์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯสามารถส่งเอกสาร
ใบสมัครมายังฝ่ายเลขานุการ สถาบันวิจัยเเสงซินโครตรอน
(องค์การมหาชน) 111 ถ.มหาวิทยาลัย ต.สุรนารี อ.เมือง
จ.นครราชสีมา 30000 ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553
	 ศึกษารายละเอียดโครงการและดาวโหลดใบสมัครได้ที่
http://www.slri.or.th/CERN
	 สอบถามได้ที่ E-mail: sasipun@slri.or.th
6 วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
วิทยาศาสตร์ศึกษา การประเมินการรู้วิทยาศาสตร์
นิธิรัตน์ อาโยวงค์ สควค.รุ่น 5 ครู คศ.1 ร.ร.มัธยมด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
	 องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่
เรียกว่าOECD(OrganizationforEconomicCooperation
and Development) ได้เริ่มโครงการประเมินผลการจัด
การศึกษาของประเทศสมาชิกภายใต้ชื่อโครงการProgramme
for International Student Assessment หรือ PISA โดยมี
จุดมุ่งหมายเพื่อประเมินว่านักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ
(เยาวชนอายุ15ปี)จะได้รับการเตรียมพร้อมความรู้และทักษะ
ที่จำ�เป็นสำ�หรับการเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคต และ
มีส่วนร่วมสร้างสังคมได้หรือไม่ เพียงใด
	 จุดเด่นของ PISA ได้แก่ การประเมินที่มองไปถึงชีวิต
ในอนาคต ไม่ใช่การประเมินตามเนื้อหาในหลักสูตรที่เรียน        
กันอยู่ในปัจจุบันและเป็นการประเมินต่อเนื่องโดยจำ�แนกเป็น      
3 ระยะๆ ละ 3 ปี การสำ�รวจระยะแรก (ค.ศ. 2000) เน้นด้าน
การอ่าน ระยะที่สอง (ค.ศ. 2003 ) เน้นด้านคณิตศาสตร์ และ
การแก้ปัญหา ส่วนระยะที่สาม (ค.ศ. 2006) เป็นการสำ�รวจ
ด้านวิทยาศาสตร์
	 PISA 2006 ได้กล่าวถึงปัญหาที่ใช้ในการที่จะระบุ
สิ่งที่ประชาชนควรรู้ คุณค่าและความสามารถในการกระทำ�
ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี          
นั้นว่าไม่ได้หมายถึง การตั้งคำ�ถามเพื่อการเรียนรู้ของความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แต่ให้เป็นแนวทางโดยอ้างอิงถึงสิ่งที่
ประชาชนต้องการ โดยมีกรอบในการสร้างแบบประเมิน ดังนี้
	 1. 	ความรู้อะไรที่ประชาชนควรรู้อย่างเหมาะสม ?
	 2. 	อะไรเป็นสิ่งสำ�คัญสำ�หรับประชาชนต่อคุณค่า
เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ?
	 3. 	การให้ความสำ�คัญของแต่ละบุคคลเพื่อให้สามารถ
ทำ�ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์คืออะไร ?
	 4. 	ประชาชนสามารถแยกแยะความแตกต่าง          
การกล่าวอ้างเชิงวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ ?
	 การประเมินสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ PISA
2006เป็นการประเมินเกี่ยวกับสาธารณูปโภคส่วนบุคคลความ
รับผิดชอบต่อสังคมและคุณค่าภายในและภายนอกของความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ โดยประเมินทั้งด้านการคิดและคุณลักษณะ
ของการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน
	 PISA2006ได้กำ�หนดกรอบโครงสร้างการประเมินผล
โดยคณะผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ของ PISA ตามนิยาม
ของการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) ที่ไม่เพียง
หมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องมีความเข้าใจ
โลกธรรมชาติ(Naturalworld)และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ที่ส่งผลต่อโลกธรรมชาติ“การรู้วิทยาศาสตร์”จึงมีการประเมิน
ในประเด็นต่อไปนี้
	 1.	 ด้านบริบท (Context) ตระหนักถึงสถานการณ์
ในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่
สถานการณ์หรือบริบท (Situations or contexts) เป็นการ
ประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ใน 3 ด้านหลัก คือ วิทยาศาสตร์ในชีวิตและ
สุขภาพ วิทยาศาสตร์ในโลกและสิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์
ในเทคโนโลยี
	 2. 	ด้านความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจในโลก
ธรรมชาติบนพื้นฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific
knowledge) เป็นการเชื่อมโยงความเข้าใจเกี่ยวกับ
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ความรู้
ของโลกธรรมชาติ (Knowledge ofthenaturalworld)และ
ความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ (Knowledge about natural
world)
	 3. 	ความสามารถ (Competencies) ได้แก่ ความ
สามารถดังต่อไปนี้ การระบุประเด็นทางวิทยาศาสตร์ (Iden-
tifying scientific issues) การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิง
วิทยาศาสตร์ (Explain phenomena scientifically) และ
การใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ (Using scientific
evidence)
	 4. 	เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ (Attitude toward
science) ประกอบด้วย ความสนใจในวิทยาศาสตร์ การ
สนับสนุนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ
ต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
	 ทั้งนี้การที่จะบรรลุเป้าประสงค์ของการรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับ
มัธยมศึกษาได้นั้นต้องทำ�ให้นักเรียนเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
7ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
ครุวิจัยไดโนเสาร์ ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดรอยตีนกับความยาวลำ�ตัวของสัตว์ปีก
กรณีศึกษาไก่ ไก่งวง และนกยูง
ณรงค์ฤทธิ์ ประเสริฐสุข สควค. รุ่น 5 ครู คศ.1 ร.ร.บ้านทรัพย์สมบูรณ์ จ.ขอนแก่น
	 รอยตีนไดโนเสาร์เป็นซากดึกดำ�บรรพ์ที่บอกถึง
การปรากฏตัวบนโลกของสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่เรียกว่า
ไดโนเสาร์ มีการพบแหล่งรอยตีนของสัตว์ในอดีตมากมาย        
ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีค่า ซึ่งรอยตีนเป็นสิ่งที่ทำ�ให้เราทราบ
ถึงรูปร่างภายนอกของสัตว์ ทำ�ให้นักโบราณชีววิทยาสามารถ
สร้างภาพไดโนเสาร์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้ซากไดโนเสาร์ที่พบ
ส่วนใหญ่มักเป็นซากกระดูก การสร้างภาพจากโครงกระดูก
ไม่ใช่ของง่ายภาพที่สร้างอาจผิดไปจากของจริงอย่างสิ้นเชิงได้
นอกจากนี้ รอยตีนยังเป็นเครื่องชี้นำ�ให้เราทราบถึงเรื่องราว
ในอดีตของโลกเราอีกด้วย
	 การศึกษารอยตีน มีผู้ศึกษาหลายท่าน อาทิเช่น          
แม็กนีล อเล็กซานเดอร์ ทัลบอร์น และเวด โทนี ทัลบอร์น  
แบคเกอร์ เป็นต้น โดยมีการศึกษาและคำ�นวณความเร็ว              
ความสูงจากส้นเท้าถึงสะโพกและท่วงท่าการเดินของไดโนเสาร์
จากรอยตีน
	 จากความสำ�คัญของรอยตีนไดโนเสาร์ดังกล่าว
จะทำ�ให้เราเข้าใจเรื่องราวของไดโนเสาร์มากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่มี
ข้อมูลการเปรียบเทียบรอยตีนไดโนเสาร์กับสัตว์ปีกปัจจุบัน
เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีนกับความยาวของลำ�ตัว
ของไดโนเสาร์ หากนำ�ข้อมูลรอยตีนสัตว์ปีกในปัจจุบันมา
เปรียบเทียบ น่าจะทำ�ให้ได้ค่าคงที่เพื่อนำ�มาเป็นข้อมูลในการ
สร้างภาพไดโนเสาร์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้
	 รอยตีนและแนวรอยตีนแต่ละลักษณะให้ข้อมูลที่บอก
ให้ทราบถึงขนาดและลักษณะการเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ได้
รอยตีนหลายๆ รอยที่ประกอบกันเป็นแนวรอยตีน จะบ่งบอก
ลักษณะการเคลื่อนไหวจากการก้าวเท้าต่อเนื่องกันหลายๆ
ก้าวของไดโนเสาร์ แนวรอยตีนจะเป็นภาพการเคลื่อนไหวของ
ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์กว่ารอยตีนเดี่ยวๆ และช่วยให้เห็นท่วงท่า
การย่างก้าว และอัตราความเร็วได้อย่างครบถ้วน รอยตีน
เดี่ยวจึงเปรียบได้กับภาพนิ่ง ส่วนแนวรอยตีนก็เปรียบเหมือน
ภาพยนตร์หรือภาพชุดแนวรอยตีนจะช่วยให้ทราบว่าเจ้าของ
รอยตีนนั้นเป็นสัตว์ใหญ่หรือเล็กและเดินด้วยสองตีนหรือสี่ตีน
ไดโนเสาร์บางประเภทเช่นเทอโรพอดที่กินเนื้อและออร์นิโธพอด
เป็นไดโนเสาร์ที่เดินสองตีน
	 ในขณะที่บรอนโตซอร์และไดโนเสาร์พวกที่มีแผง
เกราะมีเกล็ดแข็งและมีเขาเป็นไดโนเสาร์ที่เดินสี่ตีนไดโนเสาร์
ส่วนใหญ่จะมีเท้าหน้าเล็กกว่าเท้าหลังมาก
	 ดังนั้น การศึกษารอยตีนต้องทำ�ความเข้าใจสิ่งต่างๆ  
อีกมาก นอกเหนือจากรูปทรงสัณฐาน การวัดแนวรอยตีน
หรือการนับรอยนิ้วตีนและการจัดทำ�รายการรูปร่างนิ้วตีน          
ส่วนของรอยตีนหรือรอยทางเดินอาจพบว่ามีรูปทรงไม่ชัดเจน
เหมือนภาพที่อยู่ในตำ�ราเรียน การได้มีโอกาสพินิจพิเคราะห์
เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่พบจริงในทุกสภาพทุกลักษณะ
ที่ปรากฏ จะสามารถทำ�ให้เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยนั้นได้
	 ปริศนาไดโนเสาร์ที่ทิ้งไว้เพียงร่อยรอยบนแผ่นหิน
ริมลำ�ธารกลางวนอุทยานภูแฝก จ.กาฬสินธุ์ จะสามารถบอก
เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเจ้าของรอยนี้ได้บ้าง การวิจัยครั้งนี้
เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีน
ดึกดำ�บรรพ์กับความยาวลำ�ตัวของไดโนเสาร์ที่ภูแฝก โดยหา
ความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีนของสัตว์ปีกในปัจจุบันกับ
ขนาดลำ�ตัว แล้วนำ�ความสัมพันธ์ที่ได้ไปคำ�นวณหาขนาด                  
ลำ�ตัวจากรอยตีนของไดโนเสาร์ที่วนอุทยานภูแฝก เมื่อครั้ง
ยังมีชีวิตอยู่
	 ผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างสัตว์ปีกได้แก่ลูกไก่ไก่ชน
นกยูง และ ไก่งวง พบว่าสัดส่วนความยาวของตีน ความสูง
จากส้นตีนถึงสะโพก และความยาวลำ�ตัวมีความสัมพันธ์กัน         
ทั้งสัดส่วนที่คงที่และสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากความ
แตกต่างของวัยด้วย และเมื่อนำ�ความสัมพันธ์ของสัดส่วนของ
กลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์กลุ่มไทรันโนซอริเด           
พบว่ามีความใกล้เคียงกัน
	 สรุปได้ว่า การศึกษาอัตราส่วนในสัตว์ปัจจุบันทำ�ให้
เราพบว่าขนาดของร่างกายแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กัน
ไม่เพียงแต่ในสัตว์ชนิดเดียวกัน แต่ยังมีความสัมพันธ์ในระดับ
ต่างชนิด รวมถึงสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปนานมากแล้วอย่างไดโนเสาร์
อาจจะเป็นไปได้ว่าสัดส่วนเหล่านี้มีความสำ�คัญต่อการดำ�รง
ชีวิตของสัตว์ ตัวอย่างเช่น ช่วยในการสร้างความสมดุลของ
ร่างกาย เพื่อความได้เปรียบในการเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น
8 วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
วิทยาศาสตร์ศึกษา นิวเคลียร์ เรื่องใกล้ตัวที่ต้องเรียนรู้
ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์
	 ฟิสิกส์นิวเคลียร์เป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งในวิชาฟิสิกส์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจ
เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสการสลาย
กัมมันตภาพรังสี ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไอโซโทป เสถียรภาพของ
นิวเคลียสประโยชน์และโทษของกัมมันตภาพรังสีและพลังงาน
นิวเคลียร์ตลอดจนสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้มีความสามารถ
ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้สารกัมมันตรังสีในชีวิตประจำ�วัน
	 ผลผลิตจากความรู้นี้ ได้ถูกนำ�ไปประยุกต์ใช้ในการ
พัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างกว้างขวาง เช่น ด้านการแพทย์      
ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและบำ�บัดรักษาอาการเจ็บป่วยรวมถึง
การทำ�ให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ปลอดเชื้อด้านเกษตรกรรม
เช่น การปรับปรุงพันธุ์ การทำ�หมันแมลงศัตรูพืช การฉายรังสี
ชะลอการงอกและการฉายรังสีถนอมอาหารด้านอุตสาหกรรม
เช่นการผลิตกระดาษการตรวจหาจุดที่ชำ�รุดเสียหายในท่อของ
อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตรวจหาแหล่งแร่ การเปลี่ยนสีของ
อัญมณี ด้านการศึกษาและด้านวิชาการ เช่น ช่วยในการตรวจ
หาอายุของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ซากดึกดำ�บรรพ์ เป็นต้น
	 แต่ในปัจจุบันความรู้เรื่อง นิวเคลียร์ ของเยาวชน
และสาธารณชน ยังคิดว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่มีโทษ
อย่างมหันต์ต่อมนุษย์ เนื่องจากเรามักจะได้ทราบข่าวเกี่ยว
กับนิวเคลียร์ในทางลบ เช่น การสร้างและใช้อาวุธนิวเคลียร์         
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดมีคนขโมยอุปกรณ์นิวเคลียร์ที่เลิกใช้
แต่ยังมีพลังงานนิวเคลียร์หลงเหลืออยู่ทำ�ให้เกิดการเจ็บป่วย
ร้ายแรง
	 แต่ในความเป็นจริงนานาประเทศมีการคิดค้นและ
ปรับปรุงเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์และพัฒนา
ประเทศของตนอย่างมากมาย ประเทศมหาอำ�นาจของโลก
หรือในเอเชียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศของตนหลายแห่ง
และประเทศไทยเองก็มีการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยและ
ใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร และ
สิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2505 จนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น เรื่อง กัมมันตภาพรังสีและพลังงานนิวเคลียร์ จึงไม่ใช่
เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปควรจะต้องมีความรู้
ความเข้าใจ เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการใช้อย่างปลอดภัยและ
ร่วมพิจารณา เมื่อมีการก่อตั้งโครงการที่มีการใช้หรือผลิตสาร
กัมมันตรังสี ในชุมชนของตนเอง รวมถึง การก่อสร้างโรงไฟฟ้า
นิวเคลียร์ในประเทศไทย
	 ดังนั้น ในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์       
จึงควรมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจ เรื่อง ฟิสิกส์
นิวเคลียร์ อย่างลึกซึ้ง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร
ของประเทศ ให้แน่ใจได้ว่าคนรุ่นใหม่จะมีความรู้และทักษะ
ที่จะทำ�ให้พวกเขาสามารถทำ�การอภิปรายต่อสาธารณชนให้
เข้าใจได้และสามารถทำ�การตัดสินใจอย่างผู้ที่มีความรู้ได้ และ
การเตรียมความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่กำ�ลัง
จะมาถึง จะทำ�ให้เราเลือกตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
	 ผู้เขียนจึงทำ�วิจัยเรื่อง กระบวนการตัดสินใจของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์ จากการ
จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
ของ Yuenyong (2006) เพื่อช่วยส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจ
ที่มีเหตุผลของนักเรียนได้ ซึ่งจะนำ�มาเล่าสู่กันฟังต่อไป
นอกจากการสอนในชั้นเรียนแล้วกิจกรรมค่ายก็เป็นอีกรูปแบบ
หนึ่งที่นำ�มาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงาน
นิวเคลียร์และรังสีให้กับเยาวชนได้ โดยปีนี้สำ�นักงานปรมาณู
เพื่อสันติ(ปส.) ได้กำ�หนดจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนนิวเคลียร์
สัมพันธ์ “รักอะตอม” แก่นักเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก     
เฉียงเหนือ จำ�นวน 200 คน ณ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย        
เมื่อ 6-8 สิงหาคม 2553 ซึ่งคาดว่าจะจัดค่ายต่อเนื่องทุกปี       
ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.oaep.go.th
9ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปลูกกล้วย ช่วยลดโลกร้อน เรียนรู้อย่างบูรณาการ
ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์
	 ในฤดูแล้ง ทุ่งนาอีสานต้องประสบกับปัญหาความ
ร้อนและแห้งแล้ง ทำ�ให้พืชที่ปลูกตาย ผลผลิตเสียหาย ซึ่งถ้า
ต้องการให้ได้ผลผลิตดีต้องใช้นํ้าจากใต้ดินทำ�ให้ต้นทุนการผลิต
สูงขึ้น ผู้เขียนได้สังเกตพบว่า ดินบริเวณที่ปลูกกล้วยจะมีความ
ชุ่มชื้นสูงกว่าบริเวณที่ไม่ได้ปลูก และหากมีการปลูกกล้วยใน
พื้นที่ว่างเปล่า ตามคันคูนา นอกจากจะได้กล้วยไว้กินแล้ว ยัง
ช่วยพิทักษ์ดิน (พบไส้เดือน) นํ้า (ความชุ่มชื้น) และลดภาวะ
โลก (อีสาน) ร้อน ได้ด้วย
	 ผู้เขียนได้ทดลองปลูกกล้วยตามคูนา ในช่วงต้นฤดูฝน
ราวเดือนพฤษภาคม เมื่อผ่านไป 1 ฤดูฝน กล้วยต้นนั้นก็จะ
เติบโตได้ อาจจะให้ผลหรืออาจจะไม่ให้ผลก็ได้ และเมื่อถึง      
ฤดูแล้งใบจะแห้งกรอบและลำ�ต้นเล็กลงเพราะขาดนํ้าเราอาจ
ต้องรดนํ้า เพื่อรักษาต้นกล้วยไม่ให้ตาย และเมื่อถึงฤดูฝน
ที่สอง กล้วยต้นนั้นก็จะกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง ให้ผลและ
มีหน่อกล้วยเพิ่มขึ้นอีกจำ�นวนมาก เราก็จะได้กล้วยไว้ทาน
โดยไม่จำ�เป็นต้องรดนํ้าอีกเลย คำ�ถามเพื่อการเรียนรู้คือว่า              
เราจะสามารถปรับปรุงพันธุ์กล้วยที่ปลูกในทุ่งนาให้สามารถ        
ให้ผลผลิตในฤดูแล้งและทนความร้อนแล้งได้อย่างไรซึ่งคำ�ถาม
นี้เราสามารถนำ�ไปให้นักเรียนได้ทำ�โครงงานในลักษณะเดียวกัน
หรือนำ�ไปปลูกจริงตามพื้นที่ว่างเปล่าหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในท้องทุ่งนาของเราได้
	 ประเด็นต่อมาคือ เมื่อปลูกแล้ว ทำ�อย่างไรจะทำ�ให้
กล้วยแตกกอได้มากขึ้น เรื่องนี้ ได้ทดลองให้นักเรียนได้ลอง
ทำ�กัน ประเด็นคือว่า “กล้วยที่ปลูกในดินบริเวณเดียวกัน
แต่มีประสิทธิภาพในการแตกหน่อ ให้เครือและผลที่สมบูรณ์       
แตกต่างกัน อะไรเป็นปัจจัยของความแตกต่างดังกล่าว”
เขาได้พบว่า “กอกล้วยที่ใส่ปุ๋ยนํ้าหมักจากเปลือกหอยจะมี
ประสิทธิภาพการแตกหน่อดีกว่า กอกล้วยที่ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์         
(ขี้วัว-ขี้ควาย) (และมีคำ�ถามต่อว่า...จริงหรือ?? หรือมีปัจจัย
อื่นมาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่หรือเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น)
ซึ่งงานนี้ทำ�ให้นักเรียนของผมได้เข้ารับคัดเลือกให้เข้าค่าย
กล้วย...กล้วย มหัศจรรย์พันธุ์ไม้แห่งมนุษยชาติ ณ บ้าน
วิทยาศาสตร์สิรินธร เมื่อ 11-13 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาด้วย
	 ประเด็นต่อไปคือว่า กล้วยที่มีการบริโภค แต่ละชนิด
มีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกันคำ�ถามคือแตกต่างกันอย่างไร
กล้วยที่มีการนำ�มาบริโภคมีหลายชนิด เช่น กล้วยนํ้าว้า กล้วย
ไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว เป็นต้น กล้วยเหล่านี้
มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอะไรบ้าง กินผลสุกกับ
กินเมื่อผ่านความร้อน (ทำ�ขนม) คุณค่าทางอาหารจะมีอยู่         
แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละส่วนของกล้วยที่มีการบริโภค
เช่น  ปลี ลำ�ต้น ราก มีสรรพคุณทางยาอย่างไร ถ้ามีคนทำ�วิจัย
ไว้แล้ว การรวบรวมความรู้เรื่อง กล้วยกับวิถีชีวิตของคนไทย
ดังกล่าวข้างต้นเผยแพร่ให้ประชาชนทราบก็จะเป็นประโยชน์
อย่างยิ่ง ฝากศึกษาต่อแล้วนำ�มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ
	 และประเด็นสุดท้ายในชุมชนที่เราอยู่มีการบ่มกล้วย
ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น การใช้หม้อดินอบความร้อน    
การใช้แก๊สการมัดปากถุงกระสอบการใช้ใบพืชเช่นใบสาบเสือ
อบในหม้อดิน วิธีการเหล่านี้ส่งผลต่อเวลาการสุกของกล้วย
แตกต่างกันอย่างไรและมีผลต่อปริมาณนํ้าตาลหรือสารอาหาร
อย่างไร...เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ครับ
	 สำ�หรับผมแล้ว สิ่งที่ได้ทำ� ต้องการเป็นแนวทางให้กับ
เกษตรกรในชุมชนได้เห็นว่า เราสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับ
ดินในทุ่งนาของเราได้ เราสามารถทำ�เงินจากพื้นที่ที่มีความ    
แห้งแล้งของเราได้ เพราะเป็นเรื่องกล้วยๆ นักเรียนก็สามารถ
ทำ�โครงงานตามประเด็นคำ�ถามวิจัยที่สนใจได้
การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
	 1. 	คณิตศาสตร์ ศึกษาระยะที่เหมาะสมในการปลูก
กล้วย จำ�นวนลูกหรือจำ�นวนหวี ในหนึ่งเครือ หรือศึกษา          
รูปแบบ (ความซํ้าๆ) ของหวีกล้วยแต่ละชนิด
	 2. 	สังคมศึกษา การนำ�ส่วนต่างๆ ของกล้วยไปใช้       
ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ลอยกระทง แต่งงาน หรือแม้แต่งานศพ
(ตั้งแต่เกิดจนตาย)
	 3. 	ภาษาไทยแต่งกลอนคำ�ประพันธ์ที่เกี่ยวกับกล้วย
	 4. 	การงานอาชีพ การเพาะปลูกกล้วย และการ
ประกอบอาหารจากกล้วย
10วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
ผลงานวิจัยครู สควค. เพลงแห่งการเรียนรู้
อนุสรา พลหาร สควค.รุ่น 9 ครู คศ.1 ร.ร.เพ็ญวิทยาคม จ.อุดรธานี
ความเป็นมาและความสำ�คัญของปัญหา
	 เป้าหมายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานควรให้มีความ
สอดคล้องให้เด็กได้ประสบการณ์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์
ต่างๆ เพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำ�ความรู้
ไปใช้ประยุกต์ในชีวิตประจำ�วันได้จริง
	 รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีหลากหลาย
วิธีที่สำ�คัญต้องให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนและทำ�ให้ผู้เรียน
เกิดกระบวนการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความรู้
ที่ยั่งยืน
	 จากการวิเคราะห์ผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 4 พบว่านักเรียน
มีความสนใจในกิจกรรมดนตรีและศิลปะ โดยโรงเรียนก็มี
จุดเด่นในด้านดนตรี อันจะเห็นได้จากการประกวดวงดนตรี    
ลูกทุ่งที่โรงเรียนได้เป็นตัวแทนเขตเข้าแข่งขันในระดับภูมิภาค
และประเทศ โดยเป็นที่สังเกตว่านักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม     
วงดนตรีเป็นนักเรียนที่เรียนในแผนวิทย์-คณิต ประมาณ
80% และธรรมชาติของเด็กในวัยนี้จะชอบฟังเพลง และด้วย
บริบทของรายวิชาชีววิทยา มีเนื้อหามากมายซึ่งอาจมีคำ�ศัพท์
ที่ยากแก่การจดจำ� ดังนั้น การที่เปลี่ยนเนื้อหาที่มากมายเป็น          
บทเพลง จะทำ�ให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์
	 1. 	เพื่อศึกษาเนื้อหาในเรื่อง ความหลากหลายของ   
สิ่งมีชีวิต
	 2. 	เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
	 3. 	เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ที่ยั่งยืน จากการได้สร้าง
องค์ความรู้ด้วยตนเอง
	 4. 	เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข
การดำ�เนินการและผลการวิจัย
	 นวัตกรรมเรื่อง เพลงแห่งการเรียนรู้ เป็นนวัตกรรม
ประกอบการสอนรายวิชาชีววิทยา (ว 40245) ซึ่งนำ�เนื้อหา
ที่ได้จากบทเรียนเรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และ
วิวัฒนาการ มาเปลี่ยนเป็นบทเพลงซึ่งนักเรียนมีส่วนร่วมใน
การแต่งเนื้อเพลงและเลือกทำ�นองเพลงเอง (ทฤษฎีการสร้าง
องค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism))
	 จากนั้นนำ�เนื้อหาของบทเพลงให้ครูผู้สอน                     
รายชีววิทยาตรวจสอบความถูกต้อง แล้วทำ�การตัดต่อวิดีโอ
ในรูปแบบเพลงคาราโอเกะ โดยใช้โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ
Ulead VideoStudio 9 นักเรียนที่เรียนในรายวิชาชีววิทยา       
(ว40245)เรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการ
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ส่วนใหญ่จะเข้าร่วม
กิจกรรมซ้อมดนตรีและจัดการแสดงวงดนตรีของโรงเรียน
อย่างสมํ่าเสมอ จะเป็นผู้จัดทำ�ผลงานโดยตนเอง
การนำ�ไปใช้
	 1. 	ศึกษาด้วยตนเองที่บ้านโดยฉายออกหน้าจอโทรทัศน์
ผ่านเครื่องเล่นวีซีดี หรือ ดีวีดี ในการนี้นักเรียนสามารถ        
รับชมผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับครอบครัว
ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว             
ผู้ปกครองจะได้ทราบถึงผลงานของนักเรียนและชื่นชม            
ในตัวลูกที่มีความสามารถที่หลากหลาย
	 2. 	นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้จากผลงานชิ้นนี้
โดยการเปิดผ่านคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนสามารถทำ�การเรียนรู้
เนื้อหาไปพร้อมกับการเปิดคาราโอเกะดูกับเพื่อนๆ อย่าง
เพลิดเพลินได้ แม้กระทั่งนักเรียนรุ่นน้องที่ยังไม่ได้เรียนเนื้อหา
ก็สามารถรับชมบทเพลงอย่างสนใจและเพลิดเพลินได้เป็นการ
สร้างเจตคติที่ดีต่อรายวิชาชีววิทยามากยิ่งขึ้น
	 3. 	โครงการเรียนฟรี15ปีได้จัดให้มีการไปทัศนศึกษา
และระหว่างการเดินทางนักเรียนต้องนั่งรถเป็นเวลายาวนาน         
ในการนี้นักเรียนสามารถเปิดคาราโอเกะบทเพลงนี้แล้วร้อง
ขับขานประสานเสียงกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและได้รับ
ความรู้อย่างถ้วนหน้า
	 4. 	บริบทของโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม จะส่งเสริมให้มี
การจัดกิจกรรมวงดนตรีซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบของนักเรียน
ทั้งช่วงชั้นที่3และช่วงชั้นที่4ประกอบกับนักเรียนในวงดนตรี
ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่เรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตร์ ดังนั้น นักเรียนเหล่านี้จึงได้มีโอกาสแสดงผลงาน
ของตนเองได้อย่างต่อเนื่องและนักเรียนรุ่นน้องก็รับฟังผลงาน
เพลงอย่างสนุกสนาน ได้สาระและสามารถร้องตามได้
11ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ
ชำ�นาญ เพริดพราว สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร
	 เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2553 นักศึกษา สควค. ป.โท
วิทยาศาสตร์ศึกษา ม.ขอนแก่นเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ
เรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ โดยวิทยากรจาก
สสวท.จึงขอนำ�ความรู้เกี่ยวกับโครงการGLOBEและหลักสูตร
วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS) มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
	 GLOBE ย่อมาจากคำ�ว่า Global Learning and
Observations to Benefit the Environment เป็นโครงการ
วิทยาศาสตร์สภาวะแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมศึกษานานาชาติ
บริหารโดยองค์กรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
	 ประเทศไทยเป็นสมาชิกของ GLOBE ประเทศที่ 85
โดยการเซ็นสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยสถาบันส่งเสริมการสอน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะเป็นผู้ประสานงาน
ระหว่าง GLOBE กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
	 GLOBE มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียน ครู และชุมชน
ทั่วโลก สามารถพัฒนาศักยภาพในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อ
ที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบต่างๆของโลกและตระหนัก
ถึงสภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและระดับโลก
	 วิธีการวิจัยค้นคว้าของ GLOBE จะให้นักเรียนอายุ
ตั้งแต่ 5-18 ปี ทั่วโลก ทำ�การศึกษาค้นคว้าสิ่งแวดล้อม
ในท้องถิ่นของตนโดยการสังเกตตรวจวัดภาคสนาม ด้วย
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ได้ส่งเข้าทางอินเตอร์เน็ต
เพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการวิจัยค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์
ของ GLOBE และนักเรียนอื่นๆ ทั่วโลก
	 วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (Earth System                   
Science) หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบต่างๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ (ดิน นํ้า
บรรยากาศสิ่งปกคลุมดิน/สิ่งมีชีวิต)เพื่อให้เข้าใจรูปแบบความ
สัมพันธ์ ปรากฏการณ์รวมทั้งแนวโน้มต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น  
ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อม
และมีผลต่อเนื่องมาถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์
กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ
	 1. 	สำ�รวจและสังเกตธรรมชาติ โดยครูกระตุ้นให้
นักเรียนสังเกตและบันทึกผลการสังเกต
	 2. 	ตั้งคำ�ถามวิจัย ที่ได้จากการสำ�รวจและสังเกต
ธรรมชาติ
	 3. 	วางแผนการวิจัยและเขียนเค้าโครงการวิจัย
	 	 - 	ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
	 	 - 	ต้องการตรวจวัดปัจจัยใดบ้างใช้เครื่องมือใดบ้าง
	 	 - 	ขั้นตอนการดำ�เนินงาน
	 	 - 	งบประมาณที่จะใช้ (ในระยะเวลา 6 เดือน)
	 การเขียนเค้าโครงการวิจัย ควรตอบคำ�ถามเหล่านี้ได้
	 	 - 	ใคร-(Who) ผู้วิจัย
	 	 - 	ทำ�อะไร-(What) วัตถุประสงค์หรือคำ�ถามวิจัย
	 	 - 	ทำ�ทำ�ไม-(Why) หลักการและเหตุผล
	 	 - 	ทำ�ที่ไหน-(Where) สถานที่หรือจุดศึกษา
	 	 - 	ทำ�เมื่อไหร่–(When) ระยะเวลาดำ�เนินการ
	 	 - 	ทำ�อย่างไร–(How) ขั้นตอนและวิธีการศึกษา
	 4. 	ดำ�เนินการเก็บข้อมูลโดยดำ�เนินการตามแผนการ
วิจัยที่ได้กำ�หนดไว้
	 5. 	วิเคราะห์ข้อมูล
	 6. 	สรุปและอภิปรายผล
	 7. 	เขียนรายงาน และนำ�เสนอการวิจัย
	 กระบวนการเรียนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลก
ทั้งระบบ จึงเป็นการเรียนเพื่อฝึกนักเรียนให้ทำ�งานอย่าง         
นักวิทยาศาสตร์ ด้วยการทำ�งานวิจัยง่ายๆ ใกล้ตัวนักเรียน             
ซึ่งครูสควค.สามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนของตนเองได้
ผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www3.ipst.ac.th
12วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
วิโรจ หลักมั่น สควค. รุ่น 5 รองผู้อำ�นวยการ ร.ร.อนุบาลเกาะคา จ.ลำ�ปาง
สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายครู สควค. ภาคเหนือ
	 เมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. 2553 ชมรม ครู สควค. สาขา
ภาคเหนือ ได้กำ�หนดจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการ
และวิชาชีพครู สควค. ภาคเหนือ ในหัวข้อ “แนวทางการ
จัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 และบทบาทของครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.)
มุ่งสู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ”ณโรงแรมศิรินาถการ์เด้น
จังหวัดเชียงใหม่
	 การพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพครูสควค.
ภาคเหนือ จะทำ�ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ประสานการทำ�งานร่วมกัน
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร
ในรูปแบบเครือข่ายทางวิชาชีพ เพื่อนำ�ความรู้ทางวิชาการ
ประสบการณ์ รวมถึงเทคนิควิธีการในการปฏิบัติหน้าที่            
ทั้งงานด้านการสอน งานด้านการสนับสนุน ซึ่งการพัฒนา      
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
จำ�เป็นต้องส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ได้รับการพัฒนาในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแนวทาง
การจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช2551ซึ่งจะใช้พร้อมกันทุกโรงเรียนในปีการศึกษา
2553
	 อีกทั้งมีกลุ่มครู สควค. ที่ได้สอบเลื่อนเข้าสู่ตำ�แหน่ง
ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งผู้อำ�นวยการสถานศึกษาและ                 
รองผู้อำ�นวยการสถานศึกษา ซึ่งมีความสำ�คัญเป็นอย่างยิ่ง
ในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีการบริหารและ                 
การจัดการสถานศึกษาโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน ดังนั้น                     
การพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
สู่กระบวนการคิด และการพัฒนาครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.)  
มุ่งสู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ จึงเป็นแนวทางที่จะ
สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำ�คัญ
รวมทั้งพัฒนาคุณภาพครู ผู้บริหารสถานศึกษา จะส่งผลถึง
คุณภาพของนักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมมีสมรรถนะมีทักษะ
ชีวิต และมีจิตสาธารณะได้ด้วย
	 ชมรมครู สควค. สาขาภาคเหนือ จึงได้จัดกิจกรรม
พัฒนาเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพครู สควค. ภาคเหนือ
โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสสวท.จำ�นวน150,500บาท
มีครู สควค. เข้าร่วมกิจกรรม จำ�นวน 98 คน และมีการจัด
กิจกรรมต่างๆ ดังนี้
	 วันที่ 9 กันยายน 2553 มีกิจกรรมดังนี้
	 1. 	การบรรยายทางวิชาการ : บทบาทและความ     
คาดหวังต่อครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.) มุ่งสู่การพัฒนา          
สถานศึกษาคุณภาพ
	 2. 	การประชุมปฏิบัติการ:แนวทางการจัดการศึกษา
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551
การจัดทำ�หน่วยการเรียนรู้และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
สาระวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ (ครูผู้สอน)
และเทคนิควิธีการประเมินโครงการและการวิจัยทางการศึกษา
(ผู้บริหาร)
	 3. 	การประชุมระดมสมอง : การพัฒนาเครือข่ายครู
สควค. และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์
จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
	 วันที่ 10 กันยายน 2553 :: มีกิจกรรมการประชุม
ปฏิบัติการ วางแผนปฏิบัติการประจำ�ปี 2554 และแผน
กลยุทธ์(3ปี)ของเครือข่ายครูสควค.ภาคเหนือซึ่งมีกรอบการ
พัฒนางาน ดังนี้
	 - 	 แนวทางการพัฒนาความรู้ ความสามารถของครู/
ผู้บริหาร
	 - 	 การแสวงหาความร่วมมือของหน่วยงาน/องค์กร/
สถาบันเครือข่ายต่างๆกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์
และคอมพิวเตอร์
	 - 	 การประกวดนวัตกรรมของครู/ผู้บริหาร
	 - 	 การประกวดโครงงานนักเรียน
	 ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประสบความสำ�เร็จ
อย่างดี ได้รับความสนใจจากครู สควค. ภาคเหนือ เข้าร่วม
กิจกรรมจำ�นวนมาก ซึ่งประสบการณ์และความสำ�เร็จที่ได้รับ
จะเป็นพื้นฐานให้เราได้ออกแบบจัดกิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น
ในปีต่อไป
13ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
บทความ ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์
	 “ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” เป็น
สโลแกนที่ผู้เขียนใช้ในการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์
ของเครือข่ายครู สควค. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยหยิบยก
ข้อความ “สังคมแห่งการเรียนรู้” มาจาก พรบ. การศึกษา   
แห่งชาติ 2542 ผู้เขียนมักถูกถามถึงความหมายของข้อความ
นั้นเสมอมา แล้วก็มักลงท้ายด้วยคำ�พูดที่ว่า สังคมแห่งการ      
เรียนรู้ สร้างคนเดียวไม่ได้ เราทุกคนต้องช่วยกัน
	 ผู้เขียนไม่มีนิยามของข้อความนั้นชัดเจนนักจนกระทั่ง
ได้อ่าน เอกสารนโยบายเพื่อเผยแพร่แนวความคิด “การส่งเสริม
สังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน” มาตรการ
สำ�คัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษ
ที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งคณะ
รัฐมนตรีได้มีมติให้มีการจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการ
เรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) มีรายละเอียด ดังนี้
	 “สังคมแห่งการเรียนรู้” เป็นสภาวะแวดล้อมในสังคม
ที่จำ�เป็นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายของการปฏิรูป
การศึกษา คุณลักษณะของสังคมแห่งการเรียนรู้อาจรวมถึง
	 1. 	จิตสำ�นึกแห่งการเรียนรู้ ประชาชนทุกวัย               
มีจิตสำ�นึกรักการเรียนรู้ การปลูกจิตสำ�นึกอาจเน้นหนัก          
ไปยังกลุ่มเยาวชน แต่จำ�เป็นต้องรณรงค์ปลูกจิตสำ�นึกรักการ
เรียนรู้ให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวจนซึมซับกลายเป็นค่านิยม
(ทำ�นองเดียวกับค่านิยม “สร้างสุขภาพ นำ�ซ่อมสุขภาพ”
ในทางสาธารณสุข) การสร้างจิตสำ�นึกสามารถดำ�เนินการ
ได้ด้วยการตลาดเพื่อสังคมผ่านการสื่อสารช่องทางต่างๆ
รวมถึงการยกย่องเชิดชูให้รางวัลแก่ตัวอย่างที่ดีในสังคม
	 2. 	การอ่านเป็นระเบียบวาระของชาติ การอ่าน
เป็นประตูบานใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าหาความรู้และไม่ใช่           
แต่เพียง “อ่านหนังสือออก” แต่รวมถึง“การอ่านทำ�ความ
เข้าใจ คิดวิเคราะห์ และพัฒนาเป็นความรู้เพื่อใช้ในสังคม”
การส่งเสริมการอ่านจึงมิใช่เพียงเผยแพร่แจกจ่ายหนังสือ
แต่ต้องยกระดับฉันทะกับทักษะของการอ่านด้วยการประกาศ
ระเบียบวาระของชาติ โดยมุ่งผลสำ�เร็จจริง ซึ่งจำ�เป็นต้อง
พัฒนาทั้งทางด้านอุปทานและอุปสงค์ของการอ่านไปด้วยกัน
มิฉะนั้น ก็จะเป็นการทุ่มเทงบประมาณไปสู่การผลิตหนังสือ   
ที่มีผู้ต้องการอ่านจำ�นวนน้อย
	 3.	 องค์กรทุกองค์กรเป็นสถาบันพัฒนาคนนอกเหนือ
จากโรงเรียนและสถานศึกษา บรรยากาศของการเรียนรู้
สามารถมีขึ้นได้ในองค์กรต่างๆในเบื้องต้นองค์กรทุกประเภท
ล้วนมีนโยบายพัฒนาบุคลากร มีหน่วยรับผิดชอบ การ
เชื่อมประสานให้เกิดความร่วมมือขององค์กรต่างๆ จึงอยู่ใน
วิสัยความเป็นไปได้ไม่ยาก บรรยากาศการเรียนรู้ในองค์กร               
ย่อมจะถ่ายทอดจากบุคลากรขององค์กรไปสู่เยาวชน
ผ่านทางครอบครัว และผลในทางตรงจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพ           
ของแรงงานไทยไปด้วยพร้อมกัน
	 4. 	ชุมชนท้องถิ่นเป็นสถาบันพัฒนาคน เยาวชน
ส่วนมากใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนท้องถิ่น และเมื่อจบการศึกษา                
ก็ย่อมต้องหาทางประกอบอาชีพ เยาวชนจำ�นวนไม่น้อย
ต้องย้ายถิ่นเนื่องจากหาอาชีพในท้องถิ่นไม่ได้ ท้องถิ่นเองก็ได้
รับประโยชน์น้อยจากสถานศึกษาในเขตท้องถิ่นเอง ดังนั้น
หากท้องถิ่นมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำ�หนดแผนพัฒนา                
กำ�ลังคนก็ย่อมมีโอกาสใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการศึกษา
(ผู้สำ�เร็จการศึกษา) มากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นถึงประโยชน์ดังกล่าว
แล้ว ท้องถิ่นยังมีศักยภาพที่จะสนับสนุนแหล่งฝึกงาน
ครู นักปฏิบัติ และงบประมาณ สิ่งที่ขาดขณะนี้คือ “โอกาส”
ที่ท้องถิ่นจะเข้ามาร่วมพัฒนาระบบการเรียนรู้ในฐานะ             
ภาคีหลักภาคีหนึ่ง
	 5. 	นวัตกรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา การปฏิรูป
การศึกษามีปรัชญา “ผู้เรียนเป็นสำ�คัญ” ดังนั้น การเรียน
การสอนแบบวิธีการเดียวทั้งประเทศจึงขัดแย้งกับหลักการ
ดังกล่าว เพื่อสอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนตามท้องถิ่น
วัฒนธรรม และลักษณะเฉพาะ จึงจำ�เป็นยิ่งที่จะส่งเสริมให้มี
การค้นคิดริเริ่มวิธีการเรียนการสอนตลอดจนวิธีบริหารจัดการ
ที่มีประสิทธิภาพ
	 สสค. ได้เริ่มขับเคลื่อนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
แล้ว จึงขอเชิญชวนครู สควค. มาเป็นส่วนหนึ่งที่สำ�คัญในการ
สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดูรายละเอียดที่ www.QLF.or.th
และชมรมครู สควค. ก็ได้เริ่มขับเคลื่อนกองทุนครู สควค. ครู
ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยเช่นกัน
ที่มา : เอกสารนโยบายเพื่อเผยแพร่แนวความคิด
“การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ
14วารสาร สควค.	 ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553
บทความ Social Media กับการเรียนรู้ยุค 2.0
ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์
	 ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ได้ง่ายและมีจำ�นวน
เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สามารถเข้าไปเพื่อแบ่งปันความรู้และเสนอ
แนวคิดใหม่ๆ โดยไม่ถูกปิดกั้น นับเป็นยุค 2.0 ที่นักการศึกษา
ต้องตระหนักกับการเปลี่ยนถ่ายของเนื้อหา (Content) จาก
Static Content เข้าสู่ยุค Dynamic Content
	 Social Media หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้
สื่อสาร เขียนเล่าเรื่องราว เนื้อหา ประสบการณ์ หรือบทความ
ต่างๆ รวมถึงรูปภาพหรือวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนหรือทำ�ขึ้นมาเอง
หรือหากพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำ�มาแบ่งปันให้กับผู้อื่น            
ที่อยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางเว็บไซต์ Social Network       
ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์
	 ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำ�ผ่านทาง Internet
และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เนื้อหาของ Social Media
โดยทั่วไปมีได้หลายรูปแบบ ทั้งกระดานความคิดเห็น,
เว็บบล็อค, แชร์วิดีโอ, เว็บบอร์ด, อีเมล์, วิกิ, รูปภาพ
และวิดีโอ ส่วนเทคโนโลยีที่รองรับเนื้อหาเหล่านี้ก็รวมถึง
เว็บบล็อค,เว็บไซต์แชร์รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์เพลง เป็นต้น
	 SocialNetworkingเป็นชุมชนเล็กๆในโลกออนไลน์
ที่ไม่ต้องการพื้นที่ทางกายภาพ ในการสร้างชุมชน ใครๆ             
ก็สามารถเข้าถึงชุมชนแห่งนี้ได้ หากเป็นคนที่มีความสนใจ
ในเรื่องเดียวกัน โดย Social Networking จะเป็นแหล่งรวม            
ผลงาน และความคิดสร้างสรรค์ เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้
และต่อยอดความรู้ เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ เป็นแหล่งสร้าง
เพื่อน สร้างเครือข่าย
	 SocialMediaแตกต่างจากMediaอื่นๆไม่ว่าจะเป็น
หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือภาพยนตร์ Social Media จะ
เชื่อมโยงกับเครื่องมือสื่อสารที่มีต้นทุนถูกและใช้งานได้สะดวก
ง่ายดาย สำ�หรับคนในสังคมทั่วไป ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ
หรือเป็นผู้สื่อสารข้อมูลเองก็ตามการลงทุนทำ� Mediaประเภท
อื่นๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำ�นวนมากในการผลิตและส่งข่าวสาร
ข้อมูล เช่น โทรทัศน์ต้องใช้เงินเป็นสิบ หรือเป็นร้อยล้านบาท
ในการดำ�เนินการ เช่นเดียวกับการออกหนังสือพิมพ์สักเล่ม
หรือทำ�รายการวิทยุสักช่อง ก็ต้องใช้เงินมหาศาลเช่นกัน
แต่สำ�หรับ Social Media แล้วใช้เงินน้อยมาก หรืออาจ
ไม่ต้องใช้เลยก็ได้ สิ่งที่เหมือนกันของ Social Media และ
Media ทั่วไปคือ ความสามารถในการเข้าถึงผู้รับสารที่หลาก
หลาย ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ถึงคนจำ�นวนมหาศาล เช่น การออก
อากาศทางโทรทัศน์ อาจไม่มีผู้ชมเลย หรือ มีผู้ชมนับล้านคน
ก็ได้  แต่สิ่งที่ทำ�ให้SocialMediaแตกต่างจากสื่อประเภทอื่น
คือการมีปฎิสัมพันธ์หรือแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างกับนักท่องเว็บ
คนอื่นๆ ได้อย่างทันทีทันใด
	 แนวคิดการนำ� Social Media มาประยุกต์ใช้ในการ
จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
นับเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่สำ�คัญและจำ�เป็นอย่างยิ่งที่ ชมรม
ครู สควค. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งเสริมและ
สนับสนุนให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะปัจจุบัน Social
Media ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำ�คัญในการสร้างสื่อ ให้เกิด
เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในโลกออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้
ทุกคนสามารถใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้
ง่ายและสะดวกรวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์
แต่อย่างใด ดังนั้น การนำ�เทคโนโลยี Social Media มาใช้
เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยี จะเป็นการผลักดัน ครู สควค. ให้ก้าวทันโลก             
ยุคปัจจุบันและสามารถเข้าถึงเยาวชนยุคใหม่ได้อย่างทัน
ท่วงที ซึ่งจะทำ�ให้เกิดระบบสังคมแห่งการเรียนรู้บนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต และช่วยให้ ครู สควค. สามารถนำ�เครื่องมือ
ออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
	 ชมรมครู สควค. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ              
จึงจัดโครงการพัฒนาศักยภาพครู สควค. ส่งเสริมการใช้         
Social Media ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 30-31 ตุลาคม 2553 ณ คณะศึกษา
ศาสตร์ ม.ขอนแก่น มีครูเข้าร่วมกิจกรรม 107 คน ซึ่งนับได้
ว่าประสบความสำ�เร็จเกินความคาดหมาย ผู้สนใจสามารถ
ชมผลงานได้ที่ http://smteacher.wordpress.com และ
ติดตามความเคลื่อนไหวของชมรมครูสควค.อีกช่องทางหนึ่งที่
www.facebook.com/krusmart
15ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553	 วารสาร สควค.
วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 (กรกฎาคม-กันยายน 2553) พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2553 จำ�นวน 500 เล่ม เจ้าของ ชมรมครูที่มีความ
สามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เว็บไซต์ www.krusmart.com ที่ทำ�การ เลขที่ 46 หมู่ที่ 10 ตำ�บลธาตุ อำ�เภอรัตนบุรี
จังหวัดสุรินทร์ 32130 โทรศัพท์ 089-0286327 สนับสนุนการจัดทำ�โดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ปรึกษา
อ.พรพรรณ ไวทยางกูร, อ.นารี วงศ์สิโรจน์กุล, อ.ดวงสมร คล่องสารา, อ.อรวรรณ อินทวิชญ, อ.ปราณี สร้อยสั้น, อ.พวงเพ็ญ บุญญภัทโร, อ.โสภณ
แย้มทองคำ�, อ.มิตรชัย คำ�งอก, อ.สุประดิษฐ สะอาด, ผอ.ธนชัย สุทธิยานุช บรรณาธิการ ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข ผู้ช่วยบรรณาธิการ รัสนา อนันตสุข
กองบรรณาธิการ ว่องไว ธุอินทร์, ณัฐพล แสงทวี, เจษฎา เนตรสว่างวิชา, วิโรจ หลักมั่น, วิสุทธิ์ คงกัลป์, บุญเลี้ยง จอดนอก, ชำ�นาญ เพริดพราว,
วงค์ณภา แก้วไกรษร, จตุรภัทร ประทุม เครือข่ายวารสารฉบับออนไลน์ www3.ipst.ac.th/dpst และ www.anantasook.com
ห้องเรียนออนไลน์วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
ขอเชิญครูผู้สนใจร่วมงาน วทร.
ครั้งที่ 20 ณ มรภ.เชียงราย
	 11 สิงหาคม 2553 นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.
กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดคลังความรู้
สู่ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ
เทคโนโลยี (www.scimath.org) อย่างเป็นทางการ
ณ ห้องประชุม ศูนย์นิทรรศการและการประชุม
ไบเทค บางนา โดยมีนักเรียน ครู อาจารย์จากทั่วประเทศ
ร่วมสัมผัสกับบรรยากาศการสาธิตห้องเรียนออนไลน์
อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก
	 ภายในงาน คณะละครมรดกใหม่ ได้จัดการ
แสดงสะท้อนความเป็นจริงของสังคมในอนาคตอันใกล้                
นี้ว่า ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป
ก็สามารถแสวงหาความรู้นอกตำ�ราเรียน ภายในเวลา
อันรวดเร็ว
	 สิ่งที่นำ�เสนอในในละครเวที บ่งบอกว่า นักเรียน
นักศึกษาสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆได้ที่www.scimath.org
เพราะเว็บไซต์นี้ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของสถาบันชั้นนำ�ต่างๆ
ตัวอย่างสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย โครงงาน
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะช่วย               
จุดประกายแนวคิด บทความทางวิชาการและข่าวสาร
ในวงการวิทยาศาสตร์ คลังข้อสอบทางด้านวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมให้ทดสอบความ
สามารถ เป็นต้น
	 ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ช่องทางในการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ   
เทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ที่คลังความรู้
นี้ได้เช่นกัน
	 www.scimath.org เป็นเสมือนห้องเรียนให้
ทุกคนได้มาใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ เป็นฐานข้อมูล
กลางของประเทศในการสืบค้นหาความรู้ ที่จะช่วยให้              
ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน อันจะช่วย
ตอบสนองนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง
ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนได้
เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ
	 ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำ�นวยการสถาบัน
ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)         
แจ้งว่า สสวท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
จัดการประชุมวิชาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ใน
โรงเรียน ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ “พัฒนาวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ ในโรงเรียน อย่างยั่งยืน : ประสบการณ์
จากประเทศเพื่อนบ้าน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด
โอกาสให้ครูอาจารย์ผู้สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
และคอมพิวเตอร์ได้นำ�เสนอผลงานวิชาการ งานวิจัย
และนวัตกรรม ให้ครูอาจารย์ได้เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ
ทางวิชาการด้วยการฟังบรรยาย และประชุมปฏิบัติการ
รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดและประสบการณ์                    
ซึ่งอาจนำ�ไปประยุกต์ในการพัฒนางานและพัฒนาตนเอง
จัดแสดงนิทรรศการงานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ด้านการจัดการเรียนการสอนระหว่างครูของ
ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน(กลุ่มประเทศลุ่มนํ้าโขง)
	 ทั้งนี้ ผู้จัดได้เปิดรับสมัครผู้เสนอผลงาน ตั้งแต่
บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 และรับสมัคร       
ผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2553
ดูรายละเอียด และสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.science.
cru.in.th/vtr20/ หรือติดต่อฝ่ายลงทะเบียน งาน วทร.
ครั้งที่20ที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงราย อำ�เภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57100
โทรศัพท์ 053-776012 โทรสาร 053-702758
พิมพ์ที่ :  บริษัท รุ่งธนเกียรติออฟเซ็ท จำ�กัด บริการสมาชิกโดย : ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวคท.)
16 ต.ค. 2553 :: ชมรมครู สควค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดอบรมสร้างสื่อการเรียนรู้-สื่อสิ่งพิมพ์ โดยทุนสนับสนุนจากสำ�นักงานเลขาธิการ
คุรุสภา และมอบทุนการศึกษา จำ�นวน 3,000 บาท และงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ 3,000 บาท แก่โรงเรียนนารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์
30-31 ต.ค. 2553 :: ชมรม ครู สควค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ “พัฒนาศักยภาพครู สควค. และส่งเสริมการใช้ SOCIAL MEDIA       
ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี” ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (โดยทุนสนับสนุนจาก สสวท.)
9-10 ก.ย. 2553 :: ชมรม ครู สควค. ภาคเหนือ จัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายฯ “แนวทางการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา          
ขั้น       พื้นฐานพ.ศ.2551และบทบาทของครู/ผู้บริหาร(ครูสควค.)สู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ”ณโรงแรมศิรินาถการ์เด้นจังหวัดเชียงใหม่
ความเคลื่อนไหวเครือข่ายครู สควค. : บริการเครือข่าย วิจัยการศึกษา สร้างสรรค์ปัญญา ร่วมพัฒนาชาติไทย
	 “...การที่จะทำ�ให้เป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพดังกล่าวสำ�เร็จลุล่วง
ไปได้ ย่อมต้องอาศัยครูเป็นปัจจัยสำ�คัญ แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวหน้า ข้อมูล
ข่าวสารไร้พรมแดน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนครูได้ เพราะการศึกษามิใช่เป็นเพียง
การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น สิ่งสำ�คัญกว่าคือ การฝึกคิดการบ่มนิสัยให้แต่ละคน
สามารถพึ่งพาตนเองและมีนํ้าใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่นส่วนนี้ต้องใช้คนสอนเท่านั้น             
ยิ่งเทคโนโลยีก้าวไกลเพียงใด ก็ยิ่งต้องการครูที่มีความสามารถมากขึ้นเพียงนั้น               
ครูต้องพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันโลก จึงจะสามารถอบรมบ่มนิสัยคนในยุคใหม่ได้...”
	 พระราชดำ�รัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ในโอกาสเสด็จพระราชดำ�เนินไปทรงเปิดงานวันครูโลก 2004

Tsmt vol16

  • 1.
    วารสาร ปีที่ 4ฉบับที่ 16 กรกฎาคม - กันยายน 2553 ชมรมครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ISSN 1905-758X TSMT Journal สนับสนุนโดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
  • 2.
    2 วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 สารจากผู้อำ�นวยการ สสวท. (ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร) ครู สควค. ที่รักทุกคน สสวท. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมครู สควค. ให้เป็นครู คุณภาพ ในสาขาของตนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 ได้เปิดโอกาสให้ครู สควค. รับทุนศึกษาต่อ ในระดับปริญญาโท 580 ทุน สนับสนุนทุนในการทำ�วิจัยในชั้นเรียนและโครงการยกระดับ คุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์กว่า 170 รายการ เพิ่มบทบาทเครือข่าย ครู สควค. โดยให้ทุนสนับสนุนการจัดกิจกรรมแก่ชมรมครู สควค. 4 ภูมิภาค และคัดเลือกครู ในเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมในระดับประเทศและนานาชาติ ทั้งนี้ สสวท. มีความคาดหวังว่า ครูในแต่ละเครือข่าย จะได้พัฒนาตนเองให้เป็นครูคุณภาพ เพื่อสร้างคน คือเยาวชนไทยให้มีคุณภาพ ที่สามารถเป็นความหวังของประเทศ ของเราได้ ขอเป็นกำ�ลังใจให้ทุกท่านมีความแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างมีคุณภาพตลอดไป 22-27 ส.ค. 2553 :: สสวท. สนับสนุนครู สควค. 4 ภูมิภาค 60 คน เข้าร่วมงานประชุมวิชาการ IAEA2010 เพื่อเปิดโอกาสให้ได้พบกับนักวิจัยและ นักวัดผลประเมินผลของประเทศไทยและจากทั่วโลก ที่มานำ�เสนอผลงานวิจัยและแนวคิดใหม่ ด้านการวัดผลและประเมินผล 24 ส.ค. 2553 :: ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผอ. สสวท. ให้นโยบาย การพัฒนาเครือข่ายครู สควค. 4 ภูมิภาค ดำ�ริจัดตั้งสมาคมครู สควค. 9-11 ก.ย. 2553 :: ครู สควค. เข้าค่ายครูยุคดิจิตอล ณ ม.เกษตรศาสตร์ ดูรายละเอียดโครงการ MICT ที่ HTTP://WWW.KU.AC.TH/MICTCAMP 24 ก.ย. 2553 :: ครู สควค. ที่ได้รับทุนสนับสนุนการทำ�วิจัย/โครงการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาฯนำ�เสนอผลงานณโรงแรมวินเซอร์สวีทกทม. 30 ต.ค. 2553 :: อ.อรวรรณ อินทวิชญ หัวหน้าสาขา พสวท. และ สควค. และ อ.ประหยัด ทองมาก พบปะและให้กำ�ลังใจครู สควค. ป.โท ที่ ม.ขอนแก่น
  • 3.
    3ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. ขอเชิญครูทุน สควค. ในภูมิภาคต่างๆ ส่งภาพข่าวที่เกี่ยวกับผลงานเด่นของตนเอง รวมถึงงานเขียน บทความเกี่ยวกับ การพัฒนาการเรียนการสอนประสบการณ์การวิจัยเพื่อเผยแพร่ในวารสารสควค.หรือเผยแพร่ในเว็บไซต์www.krusmart.com บทความในวารสาร สควค. เป็นความคิดเห็นและทัศนะของผู้เขียน ชมรมครู สควค. ไม่จำ�เป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป โทรทัศน์ครู คือ นวัตกรรมการศึกษาในรูปของรายการโทรทัศน์ ที่มากมายและหลากหลายรายการส่วนใหญ่มีความยาวเพียง15นาที เนื้อหาครอบคลุมนวัตกรรมการเรียนการสอน8กลุ่มสาระการเรียนรู้ นวัตกรรมการบริหารและการแก้ปัญหาเฉพาะด้านเนื้อหาส่วนหนึ่ง มาจากความร่วมมือกับ Teachers.Tv ประเทศอังกฤษ ซึ่งถ่ายทำ� นวัตกรรมการศึกษาจากโรงเรียนทั่วโลกเช่นฟินแลนด์ญี่ปุ่นเม็กซิโก วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ชมรมครูที่มีความ สามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 2. เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ทาง วิชาการ ประสบการณ์การสอน การวิจัยในชั้นเรียน ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียน 3. เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้กว้างขวางและเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง สารบัญ หน้า - วันสำ�คัญ : 20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ 4 - โครงการครูฟิสิกส์ภาคฤดูร้อน CERN 5 - การประเมินการรู้วิทยาศาสตร์ 6 - คุรุวิจัย ไดโนเสาร์ 7 - นิวเคลียร์ เรื่องใกล้ตัวที่ต้องเรียนรู้ 8 - ปลูกกล้วย ช่วยลดโลกร้อน เรียนรู้อย่างบูรณาการ 9 - ผลงานวิจัยครู สควค. เพลงแห่งการเรียนรู้ 10 - การเรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ 11 - กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายครู สควค. ภาคเหนือ 12 - ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 13 - Social Media กับการเรียนรู้ยุค 2.0 14 - แนะนำ�เว็บไซต์ scimath.org/งาน วทร. 20 15 - พระราชดำ�รัส/ความเคลื่อนไหวเครือข่ายครู สควค. 16 บทบรรณาธิการ ครูศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สวัสดีครับ พี่น้องเพื่อนสมาชิกชมรมครู สควค. และ ท่านผู้อ่าน “วารสาร สควค.” ทุกท่าน ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า การจัดการศึกษาแต่ละ ระดับนั้น ต้องให้สอดคล้องกับพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของ ผู้เรียนซึ่งครูที่สอนนักเรียนในแต่ละระดับชั้นจะต้องมีทักษะ ประสบการณ์และความสามารถในการสอนที่แตกต่างกัน รวมถึงมีระบบการบริหารการศึกษาที่แตกต่างกัน การแยก เขตพื้นที่การศึกษาเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดังที่ เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงน่าจะช่วยตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และไม่ว่า เราจะอยู่สังกัดใด การทุ่มเทเพื่อศิษย์ก็ยังเป็นหน้าที่ของครู ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ทุกคน ผมและทีมงานรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำ�นวยการ สสวท. ได้ดำ�ริถึงการจัดตั้งสมาคม ครูสควค.ซึ่งแม้ว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควรแต่นับว่าเป็นนิมิต หมายที่ดี และปัจจุบันชมรมครู สควค. สาขาภาคตะวันออก เฉียงเหนือก็กำ�ลังขับเคลื่อนเรื่องกองทุนครูสควค.ครูผู้สร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ แล้วเช่นกัน กองบรรณาธิการ เปิดรับบทความจากทุกท่าน หากมี ข้อเสนอแนะประการใด ทีมงานขอน้อมรับด้วยความยินดี พบกับวารสารฉบับออนไลน์ได้ที่ www.krusmart.com E-mail :: anantasook@gmail.com
  • 4.
    4 วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วันสำ�คัญ 20 กันยายน วันเยาวชนแห่งชาติ รัสนา อนันตสุข ครู คศ.1 ร.ร.โนนเทพ จ.สุรินทร์ วันเยาวชนแห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน2528หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้กำ�หนดให้ ปีพ.ศ.2528เป็นปีเยาวชนสากลดังนั้นเมื่อวันที่18มิถุนายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำ�หนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากตรงกับ วันคล้าย วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงค์จักรี ถึงสองพระองค์ คือ 1. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 2. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ยังเสด็จ ขึ้นครองราชย์สมบัติ ขณะยังทรงพระเยาว์เหมือนกันอีกด้วย เป้าหมายของวันเยาวชนแห่งชาติ 1. เพื่อให้เยาวชนช่วงอายุ 15-25 ปี ได้ตระหนักถึง ความสำ�คัญในการพัฒนาตนเองพัฒนาชุมชนพัฒนาประเทศ 2. เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำ�คัญ ต่อประเทศชาติทั้งในด้านคุณภาพ คุณธรรม 3. เพื่อให้นโยบายส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน ดำ�เนินไปอย่างต่อเนื่อง สัมฤทธิ์ผล คำ�ขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มอบคำ�ขวัญซึ่งถอดความเป็น ภาษาไทยว่า “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ซึ่งมีความหมายละเอียดลึกซึ้งต่อเยาวชนทุกคนสามารถยึดถือ และนำ�ไปปฏิบัติ ดังนี้ 1. ร่วมแรง แข็งขัน (Participation) หมายถึง การ ยอมรับในศักยภาพของแต่ละบุคคล ที่จะสามารถวินิจฉัยและ ตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักว่าตนมีโอกาส ได้ใช้โอกาสและพึงพอใจที่ได้ใช้โอกาสด้วยตนเองอย่างเกิด คุณค่า โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด การที่เยาวชนสามารถ มีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อชาติบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่นั้น เป็นความสำ�เร็จของสังคมและประเทศชาติ 2. ช่วยกันพัฒนา (Development)การพัฒนานั้น มองได้ 2 มิติ คือ การพัฒนาตนเองของแต่ละบุคคล และการ พัฒนาสังคมและประเทศชาติหากบุคคลพัฒนาตนเองได้ดีก็จะ เป็นกำ�ลังสำ�คัญ และมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมและประเทศ ชาติ ขณะเดียวกัน การพัฒนาสังคมและประเทศชาติก็จะเป็น พลังขับเคลื่อนการพัฒนาของบุคคลด้วยและในสภาวะปัจจุบัน ความร่วมมือในระดับนานาชาติจะมีผลอย่างสำ�คัญยิ่งต่อความ ก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ 3. ใฝ่หาสันติ (Peace) สันติภาพเป็นหลักการ พื้นฐานของชีวิตความต้องการสันติภาพเป็นความต้องการของ สากลโลกซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ และดำ�รงคงไว้คนหนุ่มสาวจึงต้องร่วมมือกันในเรื่องนี้ผลักดัน ให้เกิดมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นในวิถีการพัฒนา ด้วยสันติ และสร้างสำ�นึกสันติภาพ จำ�เป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนให้รู้จักเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน มีความอดกลั้น ความเป็นประชาธิปไตย และเสรีภาพพื้นฐาน กิจกรรมในวันเยาวชนแห่งชาติ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ของตนทั้งในด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เช่น 1. การคัดเลือกเยาวชนผู้ทำ�คุณประโยชน์ ในสาขา ต่างๆ และมีคุณสมบัติครบถ้วน รับรางวัลเยาวชนดีเด่น แห่งชาติเพื่อประกาศเกียรติคุณและให้กำ�ลังใจแก่ผู้ทำ�ความดี 2. กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาความ สะอาดของที่อยู่อาศัยและชุมชน 3. การบำ�เพ็ญประโยชน์และสังคมสงเคราะห์เป็นต้น วันเยาวชนแห่งชาติ จึงนับว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้ เยาวชน ได้ค้นพบบทบาทและความสำ�คัญของตนเองที่มีต่อ ชุมชนและสังคม หากเยาวชนได้รับการปลูกฝังที่ดี มีค่านิยม ที่ถูกต้องแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีสร้างคุณประโยชน์ต่อ ประเทศได้ในอนาคต อ้างอิง 1. ธนากิต. วันสำ�คัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541.
  • 5.
    5ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. ข่าวประชาสัมพันธ์ โครงการครูฟิสิกส์ภาคฤดูร้อน CERN ภาณุพงศ์ อาชวาคม http://www3.ipst.ac.th/dpst ตามที่ได้แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมโปรแกรม ภาคฤดูร้อนของเซิร์นไปแล้วนั้น เนื่องจาก มีข้าราชการครู หลายท่าน อยากทราบรายละเอียดที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า เป็นอย่างไร จึงขอแจ้งรายละเอียดให้กับข้าราชการครู สควค. สาขาวิชาฟิสิกส์ ที่สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ในปลายปี 2553และปีต่อๆไปส่วนข้าราชการครูสควค.ที่ไม่ได้จบสาขา วิชาฟิสิกส์ก็สามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้แก่ข้าราชการ ครูในโรงเรียนของท่านได้ทราบและสมัครเข้าร่วมโครงการ ดังกล่าวได้เช่นกัน รายละเอียดมีดังนี้ครับ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำ�เนินเยือนเซิร์น(TheEuropean Organization for Nuclear Research (CERN)) ณ สมาพันธรัฐ สวิส เป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 นั้น ได้มีการ ลงนามในเอกสารแสดงเจตจำ�นงที่จะมีความร่วมมือกัน (Expression of Interest : EOI) ระหว่างสถาบันวิจัย แสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน)และเซิร์นโดยมีจุดประสงค์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการส่งนักศึกษาและครูไทย ไปร่วมโครงการภาคฤดูร้อน รวมทั้งสนับสนุนให้นักฟิสิกส์ จากประเทศไทยเข้าร่วมทำ�งานวิจัยในโครงการของเซิร์น ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราช กุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ให้นักศึกษา และครูฟิสิกส์ระดับ มัธยมศึกษาจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการCERNSummer Student Programme และ CERN Physics High School Teacher Programme ซึ่งจะจัดในช่วงภาคฤดูร้อนของทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและครูไทย ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ นักศึกษา ครู และนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จึงได้ร่วมกับสำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สำ�นักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา จัดทำ�โครงการคัดเลือกนักศึกษา และครู สอนฟิสิกส์ เพื่อเข้าร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อนเซิร์น โดยจะ คัดเลือกนักศึกษาและครูสอนฟิสิกส์ที่มีศักยภาพและคุณสมบัติ เหมาะสมในชั้นต้น แล้วนำ�ความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงคัดเลือก นักศึกษา 2 คน และครูสอนฟิสิกส์ 2 คน ในขั้นตอนสุดท้าย ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวณเซิร์น สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งจะทำ�ให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกได้มีโอกาส เรียนรู้ และเพิ่มขีดความสามารถทางด้านฟิสิกส์ ช่วยส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยในสาขานี้อย่างมีคุณภาพ ต่อไปในอนาคต โดยในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ครูฟิสิกส์ 2 คนที่ได้ เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับเซริ์น ณ กรุง เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เป็นครู สควค. คือ นางสาวพิมพรผาพรมโรงเรียนท่าคันโทวิทยาคารอ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์และนางสาวสุพัตราทองเนื้อห้าจากโรงเรียนทุ่งสง อ.ทุ่งสงจ.นครศรีธรรมราชโดยโอกาสที่ครูและนักศึกษาได้รับ ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆสำ�หรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และวงการฟิสิกส์ของไทย และช่วยจุดประกายความสนใจ วิทยาศาสตร์ในสังคมไทยได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้ด้วย พระบารมีของสมเด็จพระเทพฯ โดยแท้ สำ�หรับการสมัครเข้าร่วมโครงการเซิร์นปี 2553 ครู สอนฟิสิกส์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯสามารถส่งเอกสาร ใบสมัครมายังฝ่ายเลขานุการ สถาบันวิจัยเเสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) 111 ถ.มหาวิทยาลัย ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ศึกษารายละเอียดโครงการและดาวโหลดใบสมัครได้ที่ http://www.slri.or.th/CERN สอบถามได้ที่ E-mail: sasipun@slri.or.th
  • 6.
    6 วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วิทยาศาสตร์ศึกษา การประเมินการรู้วิทยาศาสตร์ นิธิรัตน์ อาโยวงค์ สควค.รุ่น 5 ครู คศ.1 ร.ร.มัธยมด่านขุนทด จ.นครราชสีมา องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่ เรียกว่าOECD(OrganizationforEconomicCooperation and Development) ได้เริ่มโครงการประเมินผลการจัด การศึกษาของประเทศสมาชิกภายใต้ชื่อโครงการProgramme for International Student Assessment หรือ PISA โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อประเมินว่านักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (เยาวชนอายุ15ปี)จะได้รับการเตรียมพร้อมความรู้และทักษะ ที่จำ�เป็นสำ�หรับการเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคต และ มีส่วนร่วมสร้างสังคมได้หรือไม่ เพียงใด จุดเด่นของ PISA ได้แก่ การประเมินที่มองไปถึงชีวิต ในอนาคต ไม่ใช่การประเมินตามเนื้อหาในหลักสูตรที่เรียน กันอยู่ในปัจจุบันและเป็นการประเมินต่อเนื่องโดยจำ�แนกเป็น 3 ระยะๆ ละ 3 ปี การสำ�รวจระยะแรก (ค.ศ. 2000) เน้นด้าน การอ่าน ระยะที่สอง (ค.ศ. 2003 ) เน้นด้านคณิตศาสตร์ และ การแก้ปัญหา ส่วนระยะที่สาม (ค.ศ. 2006) เป็นการสำ�รวจ ด้านวิทยาศาสตร์ PISA 2006 ได้กล่าวถึงปัญหาที่ใช้ในการที่จะระบุ สิ่งที่ประชาชนควรรู้ คุณค่าและความสามารถในการกระทำ� ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั้นว่าไม่ได้หมายถึง การตั้งคำ�ถามเพื่อการเรียนรู้ของความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แต่ให้เป็นแนวทางโดยอ้างอิงถึงสิ่งที่ ประชาชนต้องการ โดยมีกรอบในการสร้างแบบประเมิน ดังนี้ 1. ความรู้อะไรที่ประชาชนควรรู้อย่างเหมาะสม ? 2. อะไรเป็นสิ่งสำ�คัญสำ�หรับประชาชนต่อคุณค่า เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ? 3. การให้ความสำ�คัญของแต่ละบุคคลเพื่อให้สามารถ ทำ�ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์คืออะไร ? 4. ประชาชนสามารถแยกแยะความแตกต่าง การกล่าวอ้างเชิงวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ ? การประเมินสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ PISA 2006เป็นการประเมินเกี่ยวกับสาธารณูปโภคส่วนบุคคลความ รับผิดชอบต่อสังคมและคุณค่าภายในและภายนอกของความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยประเมินทั้งด้านการคิดและคุณลักษณะ ของการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน PISA2006ได้กำ�หนดกรอบโครงสร้างการประเมินผล โดยคณะผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ของ PISA ตามนิยาม ของการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) ที่ไม่เพียง หมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องมีความเข้าใจ โลกธรรมชาติ(Naturalworld)และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ที่ส่งผลต่อโลกธรรมชาติ“การรู้วิทยาศาสตร์”จึงมีการประเมิน ในประเด็นต่อไปนี้ 1. ด้านบริบท (Context) ตระหนักถึงสถานการณ์ ในชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่ สถานการณ์หรือบริบท (Situations or contexts) เป็นการ ประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ใน 3 ด้านหลัก คือ วิทยาศาสตร์ในชีวิตและ สุขภาพ วิทยาศาสตร์ในโลกและสิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ ในเทคโนโลยี 2. ด้านความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจในโลก ธรรมชาติบนพื้นฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific knowledge) เป็นการเชื่อมโยงความเข้าใจเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ความรู้ ของโลกธรรมชาติ (Knowledge ofthenaturalworld)และ ความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ (Knowledge about natural world) 3. ความสามารถ (Competencies) ได้แก่ ความ สามารถดังต่อไปนี้ การระบุประเด็นทางวิทยาศาสตร์ (Iden- tifying scientific issues) การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิง วิทยาศาสตร์ (Explain phenomena scientifically) และ การใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ (Using scientific evidence) 4. เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ (Attitude toward science) ประกอบด้วย ความสนใจในวิทยาศาสตร์ การ สนับสนุนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ ต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้การที่จะบรรลุเป้าประสงค์ของการรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับ มัธยมศึกษาได้นั้นต้องทำ�ให้นักเรียนเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
  • 7.
    7ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. ครุวิจัยไดโนเสาร์ ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดรอยตีนกับความยาวลำ�ตัวของสัตว์ปีก กรณีศึกษาไก่ ไก่งวง และนกยูง ณรงค์ฤทธิ์ ประเสริฐสุข สควค. รุ่น 5 ครู คศ.1 ร.ร.บ้านทรัพย์สมบูรณ์ จ.ขอนแก่น รอยตีนไดโนเสาร์เป็นซากดึกดำ�บรรพ์ที่บอกถึง การปรากฏตัวบนโลกของสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่เรียกว่า ไดโนเสาร์ มีการพบแหล่งรอยตีนของสัตว์ในอดีตมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีค่า ซึ่งรอยตีนเป็นสิ่งที่ทำ�ให้เราทราบ ถึงรูปร่างภายนอกของสัตว์ ทำ�ให้นักโบราณชีววิทยาสามารถ สร้างภาพไดโนเสาร์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้ซากไดโนเสาร์ที่พบ ส่วนใหญ่มักเป็นซากกระดูก การสร้างภาพจากโครงกระดูก ไม่ใช่ของง่ายภาพที่สร้างอาจผิดไปจากของจริงอย่างสิ้นเชิงได้ นอกจากนี้ รอยตีนยังเป็นเครื่องชี้นำ�ให้เราทราบถึงเรื่องราว ในอดีตของโลกเราอีกด้วย การศึกษารอยตีน มีผู้ศึกษาหลายท่าน อาทิเช่น แม็กนีล อเล็กซานเดอร์ ทัลบอร์น และเวด โทนี ทัลบอร์น แบคเกอร์ เป็นต้น โดยมีการศึกษาและคำ�นวณความเร็ว ความสูงจากส้นเท้าถึงสะโพกและท่วงท่าการเดินของไดโนเสาร์ จากรอยตีน จากความสำ�คัญของรอยตีนไดโนเสาร์ดังกล่าว จะทำ�ให้เราเข้าใจเรื่องราวของไดโนเสาร์มากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่มี ข้อมูลการเปรียบเทียบรอยตีนไดโนเสาร์กับสัตว์ปีกปัจจุบัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีนกับความยาวของลำ�ตัว ของไดโนเสาร์ หากนำ�ข้อมูลรอยตีนสัตว์ปีกในปัจจุบันมา เปรียบเทียบ น่าจะทำ�ให้ได้ค่าคงที่เพื่อนำ�มาเป็นข้อมูลในการ สร้างภาพไดโนเสาร์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้ รอยตีนและแนวรอยตีนแต่ละลักษณะให้ข้อมูลที่บอก ให้ทราบถึงขนาดและลักษณะการเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ได้ รอยตีนหลายๆ รอยที่ประกอบกันเป็นแนวรอยตีน จะบ่งบอก ลักษณะการเคลื่อนไหวจากการก้าวเท้าต่อเนื่องกันหลายๆ ก้าวของไดโนเสาร์ แนวรอยตีนจะเป็นภาพการเคลื่อนไหวของ ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์กว่ารอยตีนเดี่ยวๆ และช่วยให้เห็นท่วงท่า การย่างก้าว และอัตราความเร็วได้อย่างครบถ้วน รอยตีน เดี่ยวจึงเปรียบได้กับภาพนิ่ง ส่วนแนวรอยตีนก็เปรียบเหมือน ภาพยนตร์หรือภาพชุดแนวรอยตีนจะช่วยให้ทราบว่าเจ้าของ รอยตีนนั้นเป็นสัตว์ใหญ่หรือเล็กและเดินด้วยสองตีนหรือสี่ตีน ไดโนเสาร์บางประเภทเช่นเทอโรพอดที่กินเนื้อและออร์นิโธพอด เป็นไดโนเสาร์ที่เดินสองตีน ในขณะที่บรอนโตซอร์และไดโนเสาร์พวกที่มีแผง เกราะมีเกล็ดแข็งและมีเขาเป็นไดโนเสาร์ที่เดินสี่ตีนไดโนเสาร์ ส่วนใหญ่จะมีเท้าหน้าเล็กกว่าเท้าหลังมาก ดังนั้น การศึกษารอยตีนต้องทำ�ความเข้าใจสิ่งต่างๆ อีกมาก นอกเหนือจากรูปทรงสัณฐาน การวัดแนวรอยตีน หรือการนับรอยนิ้วตีนและการจัดทำ�รายการรูปร่างนิ้วตีน ส่วนของรอยตีนหรือรอยทางเดินอาจพบว่ามีรูปทรงไม่ชัดเจน เหมือนภาพที่อยู่ในตำ�ราเรียน การได้มีโอกาสพินิจพิเคราะห์ เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่พบจริงในทุกสภาพทุกลักษณะ ที่ปรากฏ จะสามารถทำ�ให้เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยนั้นได้ ปริศนาไดโนเสาร์ที่ทิ้งไว้เพียงร่อยรอยบนแผ่นหิน ริมลำ�ธารกลางวนอุทยานภูแฝก จ.กาฬสินธุ์ จะสามารถบอก เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเจ้าของรอยนี้ได้บ้าง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีน ดึกดำ�บรรพ์กับความยาวลำ�ตัวของไดโนเสาร์ที่ภูแฝก โดยหา ความสัมพันธ์ระหว่างรอยตีนของสัตว์ปีกในปัจจุบันกับ ขนาดลำ�ตัว แล้วนำ�ความสัมพันธ์ที่ได้ไปคำ�นวณหาขนาด ลำ�ตัวจากรอยตีนของไดโนเสาร์ที่วนอุทยานภูแฝก เมื่อครั้ง ยังมีชีวิตอยู่ ผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างสัตว์ปีกได้แก่ลูกไก่ไก่ชน นกยูง และ ไก่งวง พบว่าสัดส่วนความยาวของตีน ความสูง จากส้นตีนถึงสะโพก และความยาวลำ�ตัวมีความสัมพันธ์กัน ทั้งสัดส่วนที่คงที่และสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากความ แตกต่างของวัยด้วย และเมื่อนำ�ความสัมพันธ์ของสัดส่วนของ กลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์กลุ่มไทรันโนซอริเด พบว่ามีความใกล้เคียงกัน สรุปได้ว่า การศึกษาอัตราส่วนในสัตว์ปัจจุบันทำ�ให้ เราพบว่าขนาดของร่างกายแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กัน ไม่เพียงแต่ในสัตว์ชนิดเดียวกัน แต่ยังมีความสัมพันธ์ในระดับ ต่างชนิด รวมถึงสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปนานมากแล้วอย่างไดโนเสาร์ อาจจะเป็นไปได้ว่าสัดส่วนเหล่านี้มีความสำ�คัญต่อการดำ�รง ชีวิตของสัตว์ ตัวอย่างเช่น ช่วยในการสร้างความสมดุลของ ร่างกาย เพื่อความได้เปรียบในการเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น
  • 8.
    8 วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วิทยาศาสตร์ศึกษา นิวเคลียร์ เรื่องใกล้ตัวที่ต้องเรียนรู้ ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์ ฟิสิกส์นิวเคลียร์เป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งในวิชาฟิสิกส์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจ เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสการสลาย กัมมันตภาพรังสี ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไอโซโทป เสถียรภาพของ นิวเคลียสประโยชน์และโทษของกัมมันตภาพรังสีและพลังงาน นิวเคลียร์ตลอดจนสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้มีความสามารถ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้สารกัมมันตรังสีในชีวิตประจำ�วัน ผลผลิตจากความรู้นี้ ได้ถูกนำ�ไปประยุกต์ใช้ในการ พัฒนาชีวิตของมนุษย์อย่างกว้างขวาง เช่น ด้านการแพทย์ ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและบำ�บัดรักษาอาการเจ็บป่วยรวมถึง การทำ�ให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ปลอดเชื้อด้านเกษตรกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์ การทำ�หมันแมลงศัตรูพืช การฉายรังสี ชะลอการงอกและการฉายรังสีถนอมอาหารด้านอุตสาหกรรม เช่นการผลิตกระดาษการตรวจหาจุดที่ชำ�รุดเสียหายในท่อของ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตรวจหาแหล่งแร่ การเปลี่ยนสีของ อัญมณี ด้านการศึกษาและด้านวิชาการ เช่น ช่วยในการตรวจ หาอายุของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ซากดึกดำ�บรรพ์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันความรู้เรื่อง นิวเคลียร์ ของเยาวชน และสาธารณชน ยังคิดว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่มีโทษ อย่างมหันต์ต่อมนุษย์ เนื่องจากเรามักจะได้ทราบข่าวเกี่ยว กับนิวเคลียร์ในทางลบ เช่น การสร้างและใช้อาวุธนิวเคลียร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดมีคนขโมยอุปกรณ์นิวเคลียร์ที่เลิกใช้ แต่ยังมีพลังงานนิวเคลียร์หลงเหลืออยู่ทำ�ให้เกิดการเจ็บป่วย ร้ายแรง แต่ในความเป็นจริงนานาประเทศมีการคิดค้นและ ปรับปรุงเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์และพัฒนา ประเทศของตนอย่างมากมาย ประเทศมหาอำ�นาจของโลก หรือในเอเชียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศของตนหลายแห่ง และประเทศไทยเองก็มีการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยและ ใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร และ สิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2505 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เรื่อง กัมมันตภาพรังสีและพลังงานนิวเคลียร์ จึงไม่ใช่ เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปควรจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการใช้อย่างปลอดภัยและ ร่วมพิจารณา เมื่อมีการก่อตั้งโครงการที่มีการใช้หรือผลิตสาร กัมมันตรังสี ในชุมชนของตนเอง รวมถึง การก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ในประเทศไทย ดังนั้น ในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ จึงควรมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจ เรื่อง ฟิสิกส์ นิวเคลียร์ อย่างลึกซึ้ง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ของประเทศ ให้แน่ใจได้ว่าคนรุ่นใหม่จะมีความรู้และทักษะ ที่จะทำ�ให้พวกเขาสามารถทำ�การอภิปรายต่อสาธารณชนให้ เข้าใจได้และสามารถทำ�การตัดสินใจอย่างผู้ที่มีความรู้ได้ และ การเตรียมความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่กำ�ลัง จะมาถึง จะทำ�ให้เราเลือกตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ผู้เขียนจึงทำ�วิจัยเรื่อง กระบวนการตัดสินใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์ จากการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม ของ Yuenyong (2006) เพื่อช่วยส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจ ที่มีเหตุผลของนักเรียนได้ ซึ่งจะนำ�มาเล่าสู่กันฟังต่อไป นอกจากการสอนในชั้นเรียนแล้วกิจกรรมค่ายก็เป็นอีกรูปแบบ หนึ่งที่นำ�มาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงาน นิวเคลียร์และรังสีให้กับเยาวชนได้ โดยปีนี้สำ�นักงานปรมาณู เพื่อสันติ(ปส.) ได้กำ�หนดจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนนิวเคลียร์ สัมพันธ์ “รักอะตอม” แก่นักเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ จำ�นวน 200 คน ณ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เมื่อ 6-8 สิงหาคม 2553 ซึ่งคาดว่าจะจัดค่ายต่อเนื่องทุกปี ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.oaep.go.th
  • 9.
    9ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปลูกกล้วย ช่วยลดโลกร้อน เรียนรู้อย่างบูรณาการ ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์ ในฤดูแล้ง ทุ่งนาอีสานต้องประสบกับปัญหาความ ร้อนและแห้งแล้ง ทำ�ให้พืชที่ปลูกตาย ผลผลิตเสียหาย ซึ่งถ้า ต้องการให้ได้ผลผลิตดีต้องใช้นํ้าจากใต้ดินทำ�ให้ต้นทุนการผลิต สูงขึ้น ผู้เขียนได้สังเกตพบว่า ดินบริเวณที่ปลูกกล้วยจะมีความ ชุ่มชื้นสูงกว่าบริเวณที่ไม่ได้ปลูก และหากมีการปลูกกล้วยใน พื้นที่ว่างเปล่า ตามคันคูนา นอกจากจะได้กล้วยไว้กินแล้ว ยัง ช่วยพิทักษ์ดิน (พบไส้เดือน) นํ้า (ความชุ่มชื้น) และลดภาวะ โลก (อีสาน) ร้อน ได้ด้วย ผู้เขียนได้ทดลองปลูกกล้วยตามคูนา ในช่วงต้นฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม เมื่อผ่านไป 1 ฤดูฝน กล้วยต้นนั้นก็จะ เติบโตได้ อาจจะให้ผลหรืออาจจะไม่ให้ผลก็ได้ และเมื่อถึง ฤดูแล้งใบจะแห้งกรอบและลำ�ต้นเล็กลงเพราะขาดนํ้าเราอาจ ต้องรดนํ้า เพื่อรักษาต้นกล้วยไม่ให้ตาย และเมื่อถึงฤดูฝน ที่สอง กล้วยต้นนั้นก็จะกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง ให้ผลและ มีหน่อกล้วยเพิ่มขึ้นอีกจำ�นวนมาก เราก็จะได้กล้วยไว้ทาน โดยไม่จำ�เป็นต้องรดนํ้าอีกเลย คำ�ถามเพื่อการเรียนรู้คือว่า เราจะสามารถปรับปรุงพันธุ์กล้วยที่ปลูกในทุ่งนาให้สามารถ ให้ผลผลิตในฤดูแล้งและทนความร้อนแล้งได้อย่างไรซึ่งคำ�ถาม นี้เราสามารถนำ�ไปให้นักเรียนได้ทำ�โครงงานในลักษณะเดียวกัน หรือนำ�ไปปลูกจริงตามพื้นที่ว่างเปล่าหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม ในท้องทุ่งนาของเราได้ ประเด็นต่อมาคือ เมื่อปลูกแล้ว ทำ�อย่างไรจะทำ�ให้ กล้วยแตกกอได้มากขึ้น เรื่องนี้ ได้ทดลองให้นักเรียนได้ลอง ทำ�กัน ประเด็นคือว่า “กล้วยที่ปลูกในดินบริเวณเดียวกัน แต่มีประสิทธิภาพในการแตกหน่อ ให้เครือและผลที่สมบูรณ์ แตกต่างกัน อะไรเป็นปัจจัยของความแตกต่างดังกล่าว” เขาได้พบว่า “กอกล้วยที่ใส่ปุ๋ยนํ้าหมักจากเปลือกหอยจะมี ประสิทธิภาพการแตกหน่อดีกว่า กอกล้วยที่ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (ขี้วัว-ขี้ควาย) (และมีคำ�ถามต่อว่า...จริงหรือ?? หรือมีปัจจัย อื่นมาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่หรือเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น) ซึ่งงานนี้ทำ�ให้นักเรียนของผมได้เข้ารับคัดเลือกให้เข้าค่าย กล้วย...กล้วย มหัศจรรย์พันธุ์ไม้แห่งมนุษยชาติ ณ บ้าน วิทยาศาสตร์สิรินธร เมื่อ 11-13 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาด้วย ประเด็นต่อไปคือว่า กล้วยที่มีการบริโภค แต่ละชนิด มีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกันคำ�ถามคือแตกต่างกันอย่างไร กล้วยที่มีการนำ�มาบริโภคมีหลายชนิด เช่น กล้วยนํ้าว้า กล้วย ไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว เป็นต้น กล้วยเหล่านี้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอะไรบ้าง กินผลสุกกับ กินเมื่อผ่านความร้อน (ทำ�ขนม) คุณค่าทางอาหารจะมีอยู่ แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละส่วนของกล้วยที่มีการบริโภค เช่น ปลี ลำ�ต้น ราก มีสรรพคุณทางยาอย่างไร ถ้ามีคนทำ�วิจัย ไว้แล้ว การรวบรวมความรู้เรื่อง กล้วยกับวิถีชีวิตของคนไทย ดังกล่าวข้างต้นเผยแพร่ให้ประชาชนทราบก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ฝากศึกษาต่อแล้วนำ�มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ และประเด็นสุดท้ายในชุมชนที่เราอยู่มีการบ่มกล้วย ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น การใช้หม้อดินอบความร้อน การใช้แก๊สการมัดปากถุงกระสอบการใช้ใบพืชเช่นใบสาบเสือ อบในหม้อดิน วิธีการเหล่านี้ส่งผลต่อเวลาการสุกของกล้วย แตกต่างกันอย่างไรและมีผลต่อปริมาณนํ้าตาลหรือสารอาหาร อย่างไร...เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ครับ สำ�หรับผมแล้ว สิ่งที่ได้ทำ� ต้องการเป็นแนวทางให้กับ เกษตรกรในชุมชนได้เห็นว่า เราสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับ ดินในทุ่งนาของเราได้ เราสามารถทำ�เงินจากพื้นที่ที่มีความ แห้งแล้งของเราได้ เพราะเป็นเรื่องกล้วยๆ นักเรียนก็สามารถ ทำ�โครงงานตามประเด็นคำ�ถามวิจัยที่สนใจได้ การบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 1. คณิตศาสตร์ ศึกษาระยะที่เหมาะสมในการปลูก กล้วย จำ�นวนลูกหรือจำ�นวนหวี ในหนึ่งเครือ หรือศึกษา รูปแบบ (ความซํ้าๆ) ของหวีกล้วยแต่ละชนิด 2. สังคมศึกษา การนำ�ส่วนต่างๆ ของกล้วยไปใช้ ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ลอยกระทง แต่งงาน หรือแม้แต่งานศพ (ตั้งแต่เกิดจนตาย) 3. ภาษาไทยแต่งกลอนคำ�ประพันธ์ที่เกี่ยวกับกล้วย 4. การงานอาชีพ การเพาะปลูกกล้วย และการ ประกอบอาหารจากกล้วย
  • 10.
    10วารสาร สควค. ปีที่4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 ผลงานวิจัยครู สควค. เพลงแห่งการเรียนรู้ อนุสรา พลหาร สควค.รุ่น 9 ครู คศ.1 ร.ร.เพ็ญวิทยาคม จ.อุดรธานี ความเป็นมาและความสำ�คัญของปัญหา เป้าหมายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานควรให้มีความ สอดคล้องให้เด็กได้ประสบการณ์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ ต่างๆ เพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำ�ความรู้ ไปใช้ประยุกต์ในชีวิตประจำ�วันได้จริง รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีหลากหลาย วิธีที่สำ�คัญต้องให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียนและทำ�ให้ผู้เรียน เกิดกระบวนการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความรู้ ที่ยั่งยืน จากการวิเคราะห์ผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 4 พบว่านักเรียน มีความสนใจในกิจกรรมดนตรีและศิลปะ โดยโรงเรียนก็มี จุดเด่นในด้านดนตรี อันจะเห็นได้จากการประกวดวงดนตรี ลูกทุ่งที่โรงเรียนได้เป็นตัวแทนเขตเข้าแข่งขันในระดับภูมิภาค และประเทศ โดยเป็นที่สังเกตว่านักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม วงดนตรีเป็นนักเรียนที่เรียนในแผนวิทย์-คณิต ประมาณ 80% และธรรมชาติของเด็กในวัยนี้จะชอบฟังเพลง และด้วย บริบทของรายวิชาชีววิทยา มีเนื้อหามากมายซึ่งอาจมีคำ�ศัพท์ ที่ยากแก่การจดจำ� ดังนั้น การที่เปลี่ยนเนื้อหาที่มากมายเป็น บทเพลง จะทำ�ให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเนื้อหาในเรื่อง ความหลากหลายของ สิ่งมีชีวิต 2. เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ที่ยั่งยืน จากการได้สร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง 4. เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข การดำ�เนินการและผลการวิจัย นวัตกรรมเรื่อง เพลงแห่งการเรียนรู้ เป็นนวัตกรรม ประกอบการสอนรายวิชาชีววิทยา (ว 40245) ซึ่งนำ�เนื้อหา ที่ได้จากบทเรียนเรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และ วิวัฒนาการ มาเปลี่ยนเป็นบทเพลงซึ่งนักเรียนมีส่วนร่วมใน การแต่งเนื้อเพลงและเลือกทำ�นองเพลงเอง (ทฤษฎีการสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism)) จากนั้นนำ�เนื้อหาของบทเพลงให้ครูผู้สอน รายชีววิทยาตรวจสอบความถูกต้อง แล้วทำ�การตัดต่อวิดีโอ ในรูปแบบเพลงคาราโอเกะ โดยใช้โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ Ulead VideoStudio 9 นักเรียนที่เรียนในรายวิชาชีววิทยา (ว40245)เรื่องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ส่วนใหญ่จะเข้าร่วม กิจกรรมซ้อมดนตรีและจัดการแสดงวงดนตรีของโรงเรียน อย่างสมํ่าเสมอ จะเป็นผู้จัดทำ�ผลงานโดยตนเอง การนำ�ไปใช้ 1. ศึกษาด้วยตนเองที่บ้านโดยฉายออกหน้าจอโทรทัศน์ ผ่านเครื่องเล่นวีซีดี หรือ ดีวีดี ในการนี้นักเรียนสามารถ รับชมผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับครอบครัว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว ผู้ปกครองจะได้ทราบถึงผลงานของนักเรียนและชื่นชม ในตัวลูกที่มีความสามารถที่หลากหลาย 2. นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้จากผลงานชิ้นนี้ โดยการเปิดผ่านคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนสามารถทำ�การเรียนรู้ เนื้อหาไปพร้อมกับการเปิดคาราโอเกะดูกับเพื่อนๆ อย่าง เพลิดเพลินได้ แม้กระทั่งนักเรียนรุ่นน้องที่ยังไม่ได้เรียนเนื้อหา ก็สามารถรับชมบทเพลงอย่างสนใจและเพลิดเพลินได้เป็นการ สร้างเจตคติที่ดีต่อรายวิชาชีววิทยามากยิ่งขึ้น 3. โครงการเรียนฟรี15ปีได้จัดให้มีการไปทัศนศึกษา และระหว่างการเดินทางนักเรียนต้องนั่งรถเป็นเวลายาวนาน ในการนี้นักเรียนสามารถเปิดคาราโอเกะบทเพลงนี้แล้วร้อง ขับขานประสานเสียงกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและได้รับ ความรู้อย่างถ้วนหน้า 4. บริบทของโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม จะส่งเสริมให้มี การจัดกิจกรรมวงดนตรีซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบของนักเรียน ทั้งช่วงชั้นที่3และช่วงชั้นที่4ประกอบกับนักเรียนในวงดนตรี ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่เรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์ ดังนั้น นักเรียนเหล่านี้จึงได้มีโอกาสแสดงผลงาน ของตนเองได้อย่างต่อเนื่องและนักเรียนรุ่นน้องก็รับฟังผลงาน เพลงอย่างสนุกสนาน ได้สาระและสามารถร้องตามได้
  • 11.
    11ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ ชำ�นาญ เพริดพราว สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2553 นักศึกษา สควค. ป.โท วิทยาศาสตร์ศึกษา ม.ขอนแก่นเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรียนรู้หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ โดยวิทยากรจาก สสวท.จึงขอนำ�ความรู้เกี่ยวกับโครงการGLOBEและหลักสูตร วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS) มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ GLOBE ย่อมาจากคำ�ว่า Global Learning and Observations to Benefit the Environment เป็นโครงการ วิทยาศาสตร์สภาวะแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมศึกษานานาชาติ บริหารโดยองค์กรแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็นสมาชิกของ GLOBE ประเทศที่ 85 โดยการเซ็นสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะเป็นผู้ประสานงาน ระหว่าง GLOBE กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ GLOBE มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียน ครู และชุมชน ทั่วโลก สามารถพัฒนาศักยภาพในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อ ที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบต่างๆของโลกและตระหนัก ถึงสภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นและระดับโลก วิธีการวิจัยค้นคว้าของ GLOBE จะให้นักเรียนอายุ ตั้งแต่ 5-18 ปี ทั่วโลก ทำ�การศึกษาค้นคว้าสิ่งแวดล้อม ในท้องถิ่นของตนโดยการสังเกตตรวจวัดภาคสนาม ด้วย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ได้ส่งเข้าทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการวิจัยค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ของ GLOBE และนักเรียนอื่นๆ ทั่วโลก วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (Earth System Science) หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบต่างๆ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ (ดิน นํ้า บรรยากาศสิ่งปกคลุมดิน/สิ่งมีชีวิต)เพื่อให้เข้าใจรูปแบบความ สัมพันธ์ ปรากฏการณ์รวมทั้งแนวโน้มต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อม และมีผลต่อเนื่องมาถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ 1. สำ�รวจและสังเกตธรรมชาติ โดยครูกระตุ้นให้ นักเรียนสังเกตและบันทึกผลการสังเกต 2. ตั้งคำ�ถามวิจัย ที่ได้จากการสำ�รวจและสังเกต ธรรมชาติ 3. วางแผนการวิจัยและเขียนเค้าโครงการวิจัย - ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - ต้องการตรวจวัดปัจจัยใดบ้างใช้เครื่องมือใดบ้าง - ขั้นตอนการดำ�เนินงาน - งบประมาณที่จะใช้ (ในระยะเวลา 6 เดือน) การเขียนเค้าโครงการวิจัย ควรตอบคำ�ถามเหล่านี้ได้ - ใคร-(Who) ผู้วิจัย - ทำ�อะไร-(What) วัตถุประสงค์หรือคำ�ถามวิจัย - ทำ�ทำ�ไม-(Why) หลักการและเหตุผล - ทำ�ที่ไหน-(Where) สถานที่หรือจุดศึกษา - ทำ�เมื่อไหร่–(When) ระยะเวลาดำ�เนินการ - ทำ�อย่างไร–(How) ขั้นตอนและวิธีการศึกษา 4. ดำ�เนินการเก็บข้อมูลโดยดำ�เนินการตามแผนการ วิจัยที่ได้กำ�หนดไว้ 5. วิเคราะห์ข้อมูล 6. สรุปและอภิปรายผล 7. เขียนรายงาน และนำ�เสนอการวิจัย กระบวนการเรียนในหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลก ทั้งระบบ จึงเป็นการเรียนเพื่อฝึกนักเรียนให้ทำ�งานอย่าง นักวิทยาศาสตร์ ด้วยการทำ�งานวิจัยง่ายๆ ใกล้ตัวนักเรียน ซึ่งครูสควค.สามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนของตนเองได้ ผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www3.ipst.ac.th
  • 12.
    12วารสาร สควค. ปีที่4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วิโรจ หลักมั่น สควค. รุ่น 5 รองผู้อำ�นวยการ ร.ร.อนุบาลเกาะคา จ.ลำ�ปาง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายครู สควค. ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. 2553 ชมรม ครู สควค. สาขา ภาคเหนือ ได้กำ�หนดจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการ และวิชาชีพครู สควค. ภาคเหนือ ในหัวข้อ “แนวทางการ จัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และบทบาทของครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.) มุ่งสู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ”ณโรงแรมศิรินาถการ์เด้น จังหวัดเชียงใหม่ การพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพครูสควค. ภาคเหนือ จะทำ�ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ประสานการทำ�งานร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร ในรูปแบบเครือข่ายทางวิชาชีพ เพื่อนำ�ความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ รวมถึงเทคนิควิธีการในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งงานด้านการสอน งานด้านการสนับสนุน ซึ่งการพัฒนา การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี จำ�เป็นต้องส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาในทุกๆด้านอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแนวทาง การจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551ซึ่งจะใช้พร้อมกันทุกโรงเรียนในปีการศึกษา 2553 อีกทั้งมีกลุ่มครู สควค. ที่ได้สอบเลื่อนเข้าสู่ตำ�แหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งผู้อำ�นวยการสถานศึกษาและ รองผู้อำ�นวยการสถานศึกษา ซึ่งมีความสำ�คัญเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีการบริหารและ การจัดการสถานศึกษาโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน ดังนั้น การพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี สู่กระบวนการคิด และการพัฒนาครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.) มุ่งสู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ จึงเป็นแนวทางที่จะ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำ�คัญ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพครู ผู้บริหารสถานศึกษา จะส่งผลถึง คุณภาพของนักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมมีสมรรถนะมีทักษะ ชีวิต และมีจิตสาธารณะได้ด้วย ชมรมครู สควค. สาขาภาคเหนือ จึงได้จัดกิจกรรม พัฒนาเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพครู สควค. ภาคเหนือ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสสวท.จำ�นวน150,500บาท มีครู สควค. เข้าร่วมกิจกรรม จำ�นวน 98 คน และมีการจัด กิจกรรมต่างๆ ดังนี้ วันที่ 9 กันยายน 2553 มีกิจกรรมดังนี้ 1. การบรรยายทางวิชาการ : บทบาทและความ คาดหวังต่อครู/ผู้บริหาร (ครู สควค.) มุ่งสู่การพัฒนา สถานศึกษาคุณภาพ 2. การประชุมปฏิบัติการ:แนวทางการจัดการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551 การจัดทำ�หน่วยการเรียนรู้และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ สาระวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ (ครูผู้สอน) และเทคนิควิธีการประเมินโครงการและการวิจัยทางการศึกษา (ผู้บริหาร) 3. การประชุมระดมสมอง : การพัฒนาเครือข่ายครู สควค. และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง วันที่ 10 กันยายน 2553 :: มีกิจกรรมการประชุม ปฏิบัติการ วางแผนปฏิบัติการประจำ�ปี 2554 และแผน กลยุทธ์(3ปี)ของเครือข่ายครูสควค.ภาคเหนือซึ่งมีกรอบการ พัฒนางาน ดังนี้ - แนวทางการพัฒนาความรู้ ความสามารถของครู/ ผู้บริหาร - การแสวงหาความร่วมมือของหน่วยงาน/องค์กร/ สถาบันเครือข่ายต่างๆกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ - การประกวดนวัตกรรมของครู/ผู้บริหาร - การประกวดโครงงานนักเรียน ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประสบความสำ�เร็จ อย่างดี ได้รับความสนใจจากครู สควค. ภาคเหนือ เข้าร่วม กิจกรรมจำ�นวนมาก ซึ่งประสบการณ์และความสำ�เร็จที่ได้รับ จะเป็นพื้นฐานให้เราได้ออกแบบจัดกิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น ในปีต่อไป
  • 13.
    13ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. บทความ ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์ “ครู สควค. ครูผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” เป็น สโลแกนที่ผู้เขียนใช้ในการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ ของเครือข่ายครู สควค. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยหยิบยก ข้อความ “สังคมแห่งการเรียนรู้” มาจาก พรบ. การศึกษา แห่งชาติ 2542 ผู้เขียนมักถูกถามถึงความหมายของข้อความ นั้นเสมอมา แล้วก็มักลงท้ายด้วยคำ�พูดที่ว่า สังคมแห่งการ เรียนรู้ สร้างคนเดียวไม่ได้ เราทุกคนต้องช่วยกัน ผู้เขียนไม่มีนิยามของข้อความนั้นชัดเจนนักจนกระทั่ง ได้อ่าน เอกสารนโยบายเพื่อเผยแพร่แนวความคิด “การส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน” มาตรการ สำ�คัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษ ที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งคณะ รัฐมนตรีได้มีมติให้มีการจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการ เรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) มีรายละเอียด ดังนี้ “สังคมแห่งการเรียนรู้” เป็นสภาวะแวดล้อมในสังคม ที่จำ�เป็นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามเป้าหมายของการปฏิรูป การศึกษา คุณลักษณะของสังคมแห่งการเรียนรู้อาจรวมถึง 1. จิตสำ�นึกแห่งการเรียนรู้ ประชาชนทุกวัย มีจิตสำ�นึกรักการเรียนรู้ การปลูกจิตสำ�นึกอาจเน้นหนัก ไปยังกลุ่มเยาวชน แต่จำ�เป็นต้องรณรงค์ปลูกจิตสำ�นึกรักการ เรียนรู้ให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวจนซึมซับกลายเป็นค่านิยม (ทำ�นองเดียวกับค่านิยม “สร้างสุขภาพ นำ�ซ่อมสุขภาพ” ในทางสาธารณสุข) การสร้างจิตสำ�นึกสามารถดำ�เนินการ ได้ด้วยการตลาดเพื่อสังคมผ่านการสื่อสารช่องทางต่างๆ รวมถึงการยกย่องเชิดชูให้รางวัลแก่ตัวอย่างที่ดีในสังคม 2. การอ่านเป็นระเบียบวาระของชาติ การอ่าน เป็นประตูบานใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าหาความรู้และไม่ใช่ แต่เพียง “อ่านหนังสือออก” แต่รวมถึง“การอ่านทำ�ความ เข้าใจ คิดวิเคราะห์ และพัฒนาเป็นความรู้เพื่อใช้ในสังคม” การส่งเสริมการอ่านจึงมิใช่เพียงเผยแพร่แจกจ่ายหนังสือ แต่ต้องยกระดับฉันทะกับทักษะของการอ่านด้วยการประกาศ ระเบียบวาระของชาติ โดยมุ่งผลสำ�เร็จจริง ซึ่งจำ�เป็นต้อง พัฒนาทั้งทางด้านอุปทานและอุปสงค์ของการอ่านไปด้วยกัน มิฉะนั้น ก็จะเป็นการทุ่มเทงบประมาณไปสู่การผลิตหนังสือ ที่มีผู้ต้องการอ่านจำ�นวนน้อย 3. องค์กรทุกองค์กรเป็นสถาบันพัฒนาคนนอกเหนือ จากโรงเรียนและสถานศึกษา บรรยากาศของการเรียนรู้ สามารถมีขึ้นได้ในองค์กรต่างๆในเบื้องต้นองค์กรทุกประเภท ล้วนมีนโยบายพัฒนาบุคลากร มีหน่วยรับผิดชอบ การ เชื่อมประสานให้เกิดความร่วมมือขององค์กรต่างๆ จึงอยู่ใน วิสัยความเป็นไปได้ไม่ยาก บรรยากาศการเรียนรู้ในองค์กร ย่อมจะถ่ายทอดจากบุคลากรขององค์กรไปสู่เยาวชน ผ่านทางครอบครัว และผลในทางตรงจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพ ของแรงงานไทยไปด้วยพร้อมกัน 4. ชุมชนท้องถิ่นเป็นสถาบันพัฒนาคน เยาวชน ส่วนมากใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนท้องถิ่น และเมื่อจบการศึกษา ก็ย่อมต้องหาทางประกอบอาชีพ เยาวชนจำ�นวนไม่น้อย ต้องย้ายถิ่นเนื่องจากหาอาชีพในท้องถิ่นไม่ได้ ท้องถิ่นเองก็ได้ รับประโยชน์น้อยจากสถานศึกษาในเขตท้องถิ่นเอง ดังนั้น หากท้องถิ่นมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำ�หนดแผนพัฒนา กำ�ลังคนก็ย่อมมีโอกาสใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการศึกษา (ผู้สำ�เร็จการศึกษา) มากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นถึงประโยชน์ดังกล่าว แล้ว ท้องถิ่นยังมีศักยภาพที่จะสนับสนุนแหล่งฝึกงาน ครู นักปฏิบัติ และงบประมาณ สิ่งที่ขาดขณะนี้คือ “โอกาส” ที่ท้องถิ่นจะเข้ามาร่วมพัฒนาระบบการเรียนรู้ในฐานะ ภาคีหลักภาคีหนึ่ง 5. นวัตกรรมการเรียนรู้ในสถานศึกษา การปฏิรูป การศึกษามีปรัชญา “ผู้เรียนเป็นสำ�คัญ” ดังนั้น การเรียน การสอนแบบวิธีการเดียวทั้งประเทศจึงขัดแย้งกับหลักการ ดังกล่าว เพื่อสอดคล้องกับลักษณะผู้เรียนตามท้องถิ่น วัฒนธรรม และลักษณะเฉพาะ จึงจำ�เป็นยิ่งที่จะส่งเสริมให้มี การค้นคิดริเริ่มวิธีการเรียนการสอนตลอดจนวิธีบริหารจัดการ ที่มีประสิทธิภาพ สสค. ได้เริ่มขับเคลื่อนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ แล้ว จึงขอเชิญชวนครู สควค. มาเป็นส่วนหนึ่งที่สำ�คัญในการ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดูรายละเอียดที่ www.QLF.or.th และชมรมครู สควค. ก็ได้เริ่มขับเคลื่อนกองทุนครู สควค. ครู ผู้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยเช่นกัน ที่มา : เอกสารนโยบายเพื่อเผยแพร่แนวความคิด “การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ
  • 14.
    14วารสาร สควค. ปีที่4 ฉบับที่ 16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 บทความ Social Media กับการเรียนรู้ยุค 2.0 ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข สควค.รุ่น 6 ครู คศ.1 ร.ร.นารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ได้ง่ายและมีจำ�นวน เพิ่มมากขึ้นทุกวัน สามารถเข้าไปเพื่อแบ่งปันความรู้และเสนอ แนวคิดใหม่ๆ โดยไม่ถูกปิดกั้น นับเป็นยุค 2.0 ที่นักการศึกษา ต้องตระหนักกับการเปลี่ยนถ่ายของเนื้อหา (Content) จาก Static Content เข้าสู่ยุค Dynamic Content Social Media หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้ สื่อสาร เขียนเล่าเรื่องราว เนื้อหา ประสบการณ์ หรือบทความ ต่างๆ รวมถึงรูปภาพหรือวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนหรือทำ�ขึ้นมาเอง หรือหากพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำ�มาแบ่งปันให้กับผู้อื่น ที่อยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำ�ผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เนื้อหาของ Social Media โดยทั่วไปมีได้หลายรูปแบบ ทั้งกระดานความคิดเห็น, เว็บบล็อค, แชร์วิดีโอ, เว็บบอร์ด, อีเมล์, วิกิ, รูปภาพ และวิดีโอ ส่วนเทคโนโลยีที่รองรับเนื้อหาเหล่านี้ก็รวมถึง เว็บบล็อค,เว็บไซต์แชร์รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์เพลง เป็นต้น SocialNetworkingเป็นชุมชนเล็กๆในโลกออนไลน์ ที่ไม่ต้องการพื้นที่ทางกายภาพ ในการสร้างชุมชน ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงชุมชนแห่งนี้ได้ หากเป็นคนที่มีความสนใจ ในเรื่องเดียวกัน โดย Social Networking จะเป็นแหล่งรวม ผลงาน และความคิดสร้างสรรค์ เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ และต่อยอดความรู้ เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ เป็นแหล่งสร้าง เพื่อน สร้างเครือข่าย SocialMediaแตกต่างจากMediaอื่นๆไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือภาพยนตร์ Social Media จะ เชื่อมโยงกับเครื่องมือสื่อสารที่มีต้นทุนถูกและใช้งานได้สะดวก ง่ายดาย สำ�หรับคนในสังคมทั่วไป ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ หรือเป็นผู้สื่อสารข้อมูลเองก็ตามการลงทุนทำ� Mediaประเภท อื่นๆ ต้องใช้เงินลงทุนจำ�นวนมากในการผลิตและส่งข่าวสาร ข้อมูล เช่น โทรทัศน์ต้องใช้เงินเป็นสิบ หรือเป็นร้อยล้านบาท ในการดำ�เนินการ เช่นเดียวกับการออกหนังสือพิมพ์สักเล่ม หรือทำ�รายการวิทยุสักช่อง ก็ต้องใช้เงินมหาศาลเช่นกัน แต่สำ�หรับ Social Media แล้วใช้เงินน้อยมาก หรืออาจ ไม่ต้องใช้เลยก็ได้ สิ่งที่เหมือนกันของ Social Media และ Media ทั่วไปคือ ความสามารถในการเข้าถึงผู้รับสารที่หลาก หลาย ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ถึงคนจำ�นวนมหาศาล เช่น การออก อากาศทางโทรทัศน์ อาจไม่มีผู้ชมเลย หรือ มีผู้ชมนับล้านคน ก็ได้ แต่สิ่งที่ทำ�ให้SocialMediaแตกต่างจากสื่อประเภทอื่น คือการมีปฎิสัมพันธ์หรือแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างกับนักท่องเว็บ คนอื่นๆ ได้อย่างทันทีทันใด แนวคิดการนำ� Social Media มาประยุกต์ใช้ในการ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่สำ�คัญและจำ�เป็นอย่างยิ่งที่ ชมรม ครู สควค. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะส่งเสริมและ สนับสนุนให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะปัจจุบัน Social Media ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำ�คัญในการสร้างสื่อ ให้เกิด เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในโลกออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ ทุกคนสามารถใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ง่ายและสะดวกรวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ แต่อย่างใด ดังนั้น การนำ�เทคโนโลยี Social Media มาใช้ เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี จะเป็นการผลักดัน ครู สควค. ให้ก้าวทันโลก ยุคปัจจุบันและสามารถเข้าถึงเยาวชนยุคใหม่ได้อย่างทัน ท่วงที ซึ่งจะทำ�ให้เกิดระบบสังคมแห่งการเรียนรู้บนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต และช่วยให้ ครู สควค. สามารถนำ�เครื่องมือ ออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชมรมครู สควค. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงจัดโครงการพัฒนาศักยภาพครู สควค. ส่งเสริมการใช้ Social Media ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 30-31 ตุลาคม 2553 ณ คณะศึกษา ศาสตร์ ม.ขอนแก่น มีครูเข้าร่วมกิจกรรม 107 คน ซึ่งนับได้ ว่าประสบความสำ�เร็จเกินความคาดหมาย ผู้สนใจสามารถ ชมผลงานได้ที่ http://smteacher.wordpress.com และ ติดตามความเคลื่อนไหวของชมรมครูสควค.อีกช่องทางหนึ่งที่ www.facebook.com/krusmart
  • 15.
    15ปีที่ 4 ฉบับที่16 เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2553 วารสาร สควค. วารสาร สควค. ปีที่ 4 ฉบับที่ 16 (กรกฎาคม-กันยายน 2553) พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2553 จำ�นวน 500 เล่ม เจ้าของ ชมรมครูที่มีความ สามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เว็บไซต์ www.krusmart.com ที่ทำ�การ เลขที่ 46 หมู่ที่ 10 ตำ�บลธาตุ อำ�เภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ 32130 โทรศัพท์ 089-0286327 สนับสนุนการจัดทำ�โดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่ปรึกษา อ.พรพรรณ ไวทยางกูร, อ.นารี วงศ์สิโรจน์กุล, อ.ดวงสมร คล่องสารา, อ.อรวรรณ อินทวิชญ, อ.ปราณี สร้อยสั้น, อ.พวงเพ็ญ บุญญภัทโร, อ.โสภณ แย้มทองคำ�, อ.มิตรชัย คำ�งอก, อ.สุประดิษฐ สะอาด, ผอ.ธนชัย สุทธิยานุช บรรณาธิการ ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข ผู้ช่วยบรรณาธิการ รัสนา อนันตสุข กองบรรณาธิการ ว่องไว ธุอินทร์, ณัฐพล แสงทวี, เจษฎา เนตรสว่างวิชา, วิโรจ หลักมั่น, วิสุทธิ์ คงกัลป์, บุญเลี้ยง จอดนอก, ชำ�นาญ เพริดพราว, วงค์ณภา แก้วไกรษร, จตุรภัทร ประทุม เครือข่ายวารสารฉบับออนไลน์ www3.ipst.ac.th/dpst และ www.anantasook.com ห้องเรียนออนไลน์วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ขอเชิญครูผู้สนใจร่วมงาน วทร. ครั้งที่ 20 ณ มรภ.เชียงราย 11 สิงหาคม 2553 นายไชยยศ จิรเมธากร รมช. กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดคลังความรู้ สู่ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี (www.scimath.org) อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา โดยมีนักเรียน ครู อาจารย์จากทั่วประเทศ ร่วมสัมผัสกับบรรยากาศการสาธิตห้องเรียนออนไลน์ อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ภายในงาน คณะละครมรดกใหม่ ได้จัดการ แสดงสะท้อนความเป็นจริงของสังคมในอนาคตอันใกล้ นี้ว่า ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป ก็สามารถแสวงหาความรู้นอกตำ�ราเรียน ภายในเวลา อันรวดเร็ว สิ่งที่นำ�เสนอในในละครเวที บ่งบอกว่า นักเรียน นักศึกษาสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆได้ที่www.scimath.org เพราะเว็บไซต์นี้ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของสถาบันชั้นนำ�ต่างๆ ตัวอย่างสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย โครงงาน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะช่วย จุดประกายแนวคิด บทความทางวิชาการและข่าวสาร ในวงการวิทยาศาสตร์ คลังข้อสอบทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมให้ทดสอบความ สามารถ เป็นต้น ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ช่องทางในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ที่คลังความรู้ นี้ได้เช่นกัน www.scimath.org เป็นเสมือนห้องเรียนให้ ทุกคนได้มาใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ เป็นฐานข้อมูล กลางของประเทศในการสืบค้นหาความรู้ ที่จะช่วยให้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน อันจะช่วย ตอบสนองนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนได้ เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำ�นวยการสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แจ้งว่า สสวท. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดการประชุมวิชาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ใน โรงเรียน ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ “พัฒนาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในโรงเรียน อย่างยั่งยืน : ประสบการณ์ จากประเทศเพื่อนบ้าน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด โอกาสให้ครูอาจารย์ผู้สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ได้นำ�เสนอผลงานวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม ให้ครูอาจารย์ได้เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ทางวิชาการด้วยการฟังบรรยาย และประชุมปฏิบัติการ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดและประสบการณ์ ซึ่งอาจนำ�ไปประยุกต์ในการพัฒนางานและพัฒนาตนเอง จัดแสดงนิทรรศการงานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ด้านการจัดการเรียนการสอนระหว่างครูของ ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน(กลุ่มประเทศลุ่มนํ้าโขง) ทั้งนี้ ผู้จัดได้เปิดรับสมัครผู้เสนอผลงาน ตั้งแต่ บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 และรับสมัคร ผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ดูรายละเอียด และสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.science. cru.in.th/vtr20/ หรือติดต่อฝ่ายลงทะเบียน งาน วทร. ครั้งที่20ที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงราย อำ�เภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57100 โทรศัพท์ 053-776012 โทรสาร 053-702758
  • 16.
    พิมพ์ที่ : บริษัท รุ่งธนเกียรติออฟเซ็ท จำ�กัด บริการสมาชิกโดย : ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวคท.) 16 ต.ค. 2553 :: ชมรมครู สควค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดอบรมสร้างสื่อการเรียนรู้-สื่อสิ่งพิมพ์ โดยทุนสนับสนุนจากสำ�นักงานเลขาธิการ คุรุสภา และมอบทุนการศึกษา จำ�นวน 3,000 บาท และงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ 3,000 บาท แก่โรงเรียนนารายณ์คำ�ผงวิทยา จ.สุรินทร์ 30-31 ต.ค. 2553 :: ชมรม ครู สควค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ “พัฒนาศักยภาพครู สควค. และส่งเสริมการใช้ SOCIAL MEDIA ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี” ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (โดยทุนสนับสนุนจาก สสวท.) 9-10 ก.ย. 2553 :: ชมรม ครู สควค. ภาคเหนือ จัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายฯ “แนวทางการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้น พื้นฐานพ.ศ.2551และบทบาทของครู/ผู้บริหาร(ครูสควค.)สู่การพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพ”ณโรงแรมศิรินาถการ์เด้นจังหวัดเชียงใหม่ ความเคลื่อนไหวเครือข่ายครู สควค. : บริการเครือข่าย วิจัยการศึกษา สร้างสรรค์ปัญญา ร่วมพัฒนาชาติไทย “...การที่จะทำ�ให้เป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพดังกล่าวสำ�เร็จลุล่วง ไปได้ ย่อมต้องอาศัยครูเป็นปัจจัยสำ�คัญ แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีจะก้าวหน้า ข้อมูล ข่าวสารไร้พรมแดน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนครูได้ เพราะการศึกษามิใช่เป็นเพียง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น สิ่งสำ�คัญกว่าคือ การฝึกคิดการบ่มนิสัยให้แต่ละคน สามารถพึ่งพาตนเองและมีนํ้าใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่นส่วนนี้ต้องใช้คนสอนเท่านั้น ยิ่งเทคโนโลยีก้าวไกลเพียงใด ก็ยิ่งต้องการครูที่มีความสามารถมากขึ้นเพียงนั้น ครูต้องพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันโลก จึงจะสามารถอบรมบ่มนิสัยคนในยุคใหม่ได้...” พระราชดำ�รัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ในโอกาสเสด็จพระราชดำ�เนินไปทรงเปิดงานวันครูโลก 2004