1
2
สรุปผลการจัดกิจกรรม Schools that Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 – 17.00 น.
ณ ห้องแซฟไฟร์ 117 อาคาร อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
สาระสำคัญของการจัดกิจกรรม
กิจกรรม Schools that Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้
ข้างหลัง” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดรูปธรรมความสำเร็จ ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียน
พัฒนาตนเอง จากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ที่ดำเนินงานมาระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่
ปีการศึกษา 2562 – 2565 กับโรงเรียนขนาดกลางในสังกัด สพฐ. อปท. และ สช. ที่ดำเนินการต่อเนื่อง จำนวน
รวม 532 โรงเรียน ในพื้นที่ 41 จังหวัดที่ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค และมีนักเรียนได้รับผลประโยชน์กว่า
250,000 คน โดยมีผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
(1) โรงเรียนต้นแบบ ร้อยละ 20 พัฒนาตนเองได้เข้มแข็งจนสามารถเป็นแกนนำขยายผลไปยัง
โรงเรียนอื่น ๆ ในเขตพื้นที่ได้
(2) ผู้บริหาร ร้อยละ 40 สามารถเป็นผู้นำทางวิชาการและสร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนรวมทั้ง
ปรับปรุงหรือประยุกต์นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาโรงเรียน
(3) ครูไม่น้อยกว่า 6,000 คน ปรับเปลี่ยนการสอนตามแนวทาง Active Learning ส่งผลต่อผลลัพธ์
ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
(4) ครอบครัวและชุมชน สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และช่วยดูแลนักเรียนร่วมกับครูในชุมชน
รวมถึงช่วยเหลือด้านการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น
โดยกิจกรรมออกแบบจากผลการวิจัย ประเมินผล และถอดบทเรียนโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง
(TSQP) ที่ไปถอดบทเรียนการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน นักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ชุมชน กรรมการ
สถานศึกษาและต้นสังกัด ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ไม่สำเร็จ และฉุดรั้ง สรุปบทเรียนจากการดำเนินงาน
โครงการ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ นำมาสู่การจัดกิจกรรม
Schools that Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยมี
รายละเอียดของกิจกรรม ดังนี้
3
กิจกรรมช่วงเช้า แบ่งออกเป็น 5 ส่วน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. นิทรรศการ TSQP > TSQM Concept
นิทรรศที่จัดทำเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจแนวคิด ผลการดำเนินงาน รวมถึงนวัตกรรมของโครงการ
โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ที่ขยายผลมาสู่การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) จำนวน 6
สถานี โดยมีรายละเอียดของแต่ละสถานี ดังนี้
(1) สถานีที่ 1 หลักกิโลเมตรแรก โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP)
สถานีที่ 1 ให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณคิดว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด” ต่อ
การเป็นก้าวแรกของโรงเรียนพัฒนาตนเอง โดยมีผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นรวมทั้งหมด 89
คน ดังนี้
- ลำดับที่ 1 ชุมชนร่วมสร้าง : ทุกภาคส่วน All for Education ร่วมสร้างระบบ
นิเวศทางการศึกษา (Ecosystem) เพื่อนักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
เท่าเทียมอย่างเต็มศักยภาพ และช่วยแก้ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ทุกมิติ จำนวน
46 คน
- ลำดับที่ 2 โรงเรียนมีอิสระ : บริหารจัดการและเลือกใช้นวัตกรรมที่สอดคล้องกับ
บริบทของโรงเรียนและชุมชนสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
จำนวน 24 คน
- ลำดับที่ 3 หน่วยงานสนับสนุน : ทุกหน่วยงานระดับพื้นที่และนโยบายพร้อม
สนับสนุนการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ให้ขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้ง
ระบบ จำนวน 19 คน
(2) สถานีที่ 2 กสศ. เติมพลังขับเคลื่อน 6 มาตรการ
สถานีที่ 2 ให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “รู้จักและเข้าใจมาตรการใดมากที่สุด”
โดยเป็น 6 มาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ของโครงการโรงเรียนพัฒนา
ตนเอง โดยมีผลการแสดความคิดเห็น ดังนี้
4
มาตรการ
จำนวนผู้
ประเมิน
(คน)
ระดับการรู้จักและเข้าใจ
ค่าเฉลี่ย
1
น้อยที่สุด
2
น้อย
3
ปานกลาง
4
มาก
5
มากที่สุด
1. School goal 75 - - 3 20 52 4.65
2. Professional learning
community: PLC
66 - - 3 15 48 4.68
3. Q-info 66 - - 6 18 42 4.55
4. Classroom innovation 66 - 1 4 21 40 4.48
5. Network 68 - 1 3 20 44 4.54
6. Student support & Safety 72 - - 3 21 48 4.63
สรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมรู้จักและเข้าใจมาตรการ School goal มากที่สุด โดยมีผู้ประเมินทั้งหมด
75 คน และประเมินในระดับมากที่สุด จำนวน 52 คน รองลงมาเป็น มาตรการ Student
support & Safety มีผู้ประเมินทั้งหมด 72 คน และประเมินในระดับมากที่สุด จำนวน 48 คน
ทั้งนี้ เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วพบว่า Professional learning community: PLC มีค่าเฉลี่ยสูง
ที่สุด รองลงมาเป็น School goal และ Student support & Safety ตามลำดับ
(3) สถานีที่ 3 Check My Status บทพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนพัฒนาตนเอง
สถานีที่ 3 ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “โรงเรียนของคุณตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
เพื่อประเมิน 6 Checkpoints ของการเปลี่ยนแปลง ที่ประกอบด้วยประเด็น ดังนี้
1. นักเรียนกว่า 250,000 คน อยู่ในระบบนิเวศการศึกษาที่มีคุณภาพ
2. โรงเรียน 700 แห่ง เปลี่ยนเป็นชุมชนเรียนรู้ของนักเรียน ครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทุกคน โดยร้อยละ 20 ก้าวสู่ต้นแบบโรงเรียนพัฒนาตนเองทั้ง 6 มาตรการ และสามารถ
เป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับโรงเรียนอื่นได้
3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญและเป็นผู้นำทางวิชาการ
5
4. ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการ (Teacher Agency) เชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กทุก
คน สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษา สร้างการเรียนรู้ระดับเชื่อมโยงชีวิต และ
สร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต
5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับโรงเรียน สนับสนุน
ทรัพยากรที่หลากหลายรูปแบบ และร่วมรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
6. หน่วยงานต้นสังกัดและศึกษานิเทศก์เกิดนโยบายทั้งส่วนกลางและพื้นที่หนุนให้โรงเรียน
มีอีสระ เลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหานักเรียนกลุ่ม
เสี่ยงและเพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้
ตารางผลการประเมินทั้ง 6 ประเด็น
จากตารางสามารถสรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมส่วนมากมีทิศทางในการประเมินโรงเรียนของตนเอง
ผ่าน 6 ประเด็นดังตารางข้างต้นในระดับ 7-10 ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหัวข้อที่ 4 ครูเปลี่ยนจาก
ผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการเชื่อมั่นศักยภาพเด็กทุกคน มีผู้ประเมินระดับ 10 มากถึง 31 คน และในหัวข้อที่
3 ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ มีผู้ประเมินระดับ 10 อยู่ที่จำนวน
27 คน
ประเด็น
จำนวนผู้
ประเมิน
(คน)
ระดับการประเมิน
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1. Ecosystem โดยรวมในโรงเรียนของคุณ 73 - - - 2 5 6 9 14 20 17
2. นักเรียนได้รับการสนับสนุน
ไม่มีใครตกหล่น
70 - 1 - 2 5 7 6 13 15 21
3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ
พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
63 - - 5 1 - 2 4 10 14 27
4. ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครู
ผู้ก่อการ เชื่อมั่นศักยภาพเด็กทุกคน
75 - 1 - 1 2 6 6 12 16 31
5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ร่วมจัดการ
ศึกษา สนับสนุนทรัพยากร
66 - 2 3 3 8 4 12 11 14 9
6. หน่วยงานต้นสังกัด และศึกษา นิเทศก์
เกิดนโยบายส่วนกลาง และพื้นที่
หนุนให้โรงเรียนมีอิสระ
71 - 2 3 4 8 5 9 11 12 17
6
(4) สถานีที่ 4 ครูเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กทุกคน
สถานีที่ 4 ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “โรงเรียนของคุณพบนักเรียนมีปัญหาใด
มากที่สุด” โดยให้ผู้เข้าร่วมนำลูกบอลไปใส่ในกล่องประเด็นปัญหาของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงทั้ง 9 กลุ่ม ที่
ได้จากผลการวิจัย ถอดบทเรียน และประเมินผลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ปี 2565 โดยมีผลของ
การแสดงความคิดเห็น ดังนี้
ประเด็นปัญหา จำนวน (คน)
1. ปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส 39
2. ปัญหาครอบครัวแตกแยก 47
3. ปัญหาถดถอยทางการเรียนรู้ 35
4. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ 33
5. ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 55
6. ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ 53
7. ปัญหาถูกกลั่นแกล้ง 44
8. ความบกพร่องทางสติปัญญา 32
9. ความบกพร่องทางภาษาและการพูด 30
10. ปัญหาอื่นๆ -
โดยสรุปได้ว่าปัญหาที่พบมากที่สุดในโรงเรียน 3 ประเด็นคือ (1) ปัญหาอ่านไม่ออก เขียน
ไม่ได้ (2) ปัญหาออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ และ (3) ปัญหาครอบครัวแตกแยก ทั้งนี้ ไม่
สามารถสรุปจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นในภาพรวมได้ เนื่องจาก ผู้เข้าร่วมบางส่วนแสดงความคิดเห็น
มากกว่า 1 ประเด็น
7
(5) สถานีที่ 5 ก้าวต่อไปโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP > TSQM
สถานีที่ 5 เป็นการให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นแนวทางการขยายผลจากโครงการโรงเรียนพัฒนา
ตนเอง (TSQP) สู่ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ด้วยพลังของทุกภาคส่วนในพื้นที่
เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมรับผิดและรับชอบต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กทุกคน
(6) สถานีที่ 6 นวัตกรรมโรงเรียนพัฒนาตนเอง
สถานีที่ 6 เป็นการนำนวัตกรรมจาก 11 ภาคีเครือข่าย ที่ร่วมหนุนเสริมการพัฒนาคุณภาพ
โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) รวมถึง นวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพ
ห้องเรียนแบบ Active Learning มาเผยแพร่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงานได้นำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่
ของตนเองได้
8
2. นิทรรศการบอร์ด TSQM-A TSQM-N และ TSQM-I
นิทรรศการนี้ เป็นการขยายภาพให้เห็นว่า แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนแต่ละรูปแบบ เพื่อให้จังหวัด
หรือโรงเรียนที่เข้าร่วมงานนี้ สามารถดูได้ว่าจะสามารถขับเคลื่อนในรูปแบบใดต่อไป โดยมี
รายละเอียดดังนี้
3. นิทรรศการ เกม How To ครูช่างสังเกต
จากผลการวิจัย ถอดบทเรียน และประเมินผลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) พบกลุ่ม
นักเรียนที่มีปัญหาจำนวน 9 ประเภท จำนวน 66,647 คน (บางคนมีปัญหาซ้ำซ้อน) คิดเป็นร้อยละ
82.18 ของนักเรียนทั้งหมด ทั้งสิ้น 81,098 คน โดยสรุปกลุ่มปัญหา ได้ดังภาพนี้
9
จากกลุ่มปัญหาทั้ง 9 ประเภทข้างต้น จึงนำมาสู่การออกแบบเกม How To ครูช่างสังเกต โดยให้
ผู้เข้าร่วมได้สวมบทบาทเป็นนักวิจัยในการไปสังเกตการใช้ชีวิตของนักเรียน 9 คน ตามคำบอกใบ้ที่ได้รับ
เพื่อจะได้รู้ว่านักเรียนกำลังเผชิญหรือพบเจอกับปัญอะไร และจะหาแนวทางในการช่วยเหลือได้อย่างไร
10
4. นิทรรศการ Solution Café
จากนิทรรศการ เกม How To ครูช่างสังเกต ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักกับกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหา
ทั้ง 9 กลุ่ม จึงนำมาสู่การหาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาเด็กทั้ง 9 กลุ่ม โดยเป็นการจัดกิจกรรม
Mini Workshop ในการให้ผู้แทน ผอ.หรือครู จากโรงเรียนต้นแบบ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์
ความสำเร็จ ความท้าทาย และบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP)
โดยแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย ดังนี้
(1) ห้องที่ 1 ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 3 โรงเรียน ประกอบด้วย
- โรงเรียนวัดหนองโรง จ.นครสวรรค์ (เครือข่าย มหาวิทยาลัยนเรศวร) แบ่งปัน
ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนใช้นวัตกรรม “ชง เชื่อม ใช้” โดยการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา พบว่า มีนักเรียน
บางคนไม่กล้าตอบคำถาม ไม่กล้าแสดงออก จากปัญหาที่เกิดขึ้น โรงเรียนจึงเปลี่ยน
School Goal ใหม่โดยครูต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้มุ่งสู่โรงเรียนคุณภาพ ครูกระตุ้น
นักเรียนโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากขึ้น
▪ โรงเรียนใช้นวัตกรรมของจิตศึกษาเข้ามาช่วย โดยใช้ชื่อกิจกรรม “เพื่อนคู่คิดจิตอาสา
พัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยกระบวนการ 5 รู้” สำหรับนักเรียนที่มีภาวะถดถอยทางด้าน
การอ่านการเขียน ในระดับชั้น ป.1 - ป.6 เนื่องจากทางโรงเรียนมีจำนวนครูน้อย จึง
11
กิจกรรมที่ให้นักเรียนเป็นจิตอาสามาช่วยครูสอน โดยครูแต่ละห้องจะมีการคัดกรอง
นักเรียนที่มีการเรียนรู้ต่ำมาเข้ารับการดูแล โดยให้รุ่นพี่ระดับชั้น ป.2 ขึ้นไป ที่มีทักษะ
ด้านการอ่านเขียนมาเป็นพี่เลี้ยงจิตอาสา อีกทั้ง การจับคู่นั้นจะจับคู่ด้วยความสมัครใจ
ของทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ระหว่างทางการดำเนินงานไม่พบปัญหาอุปสรรคมากนัก เพราะ
ก่อนที่จะปล่อยนักเรียนที่เป็นจิตอาสาไปปฏิบัติหน้าที่นั้น ครูจะทำการอบรม สร้างแรง
บันดาลใจ สร้างความตระหนักให้ผู้ที่เป็นจิตอาสาก่อน
- โรงเรียนอนุบาลโกรกพระ (ประชาชนูทิศ) จ.นครสวรรค์ (เครือข่าย มูลนิธิเพื่อทักษะ
แห่งอนาคต) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนใช้โมเดล “พร้อมสู้โมเดล” ภายใต้การวิธีการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่
“รุก รับ กระชับ ตรึง ผล”
รุก = ใช้ระบบ Q-info เข้ามาช่วยในการเช็คเวลาเรียน เช็คผลการเรียน เช็คน้ำหนัก
ส่วนสูง
รับ = ครูทุกคนออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน
กระชับ = ผอ. ใช้กระบวนการนิเทศติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
โดยใช้ Q-Report ในมือถือเช็คคุณครู/เช็คนักเรียนว่ากลุ่มเด็กกลุ่มไหนมีความ
เสี่ยงที่ต้องช่วยเหลือโดยเร่งด่วน
ตรึง = นำผลข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงแก้ไข
ผล = ต่อยอด ขยายผล สร้างเครือข่าย
▪ โรงเรียนนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามเด็กที่มีกลุ่มเสี่ยงให้กลับเข้ามาเรียน ทำให้สามารถ
ช่วยเหลือเด็กทันท่วงที โดยเด็กกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่บกพร่องทาง
ทางการเรียนรู้ ทำให้มีปัญหาด้านการอ่านเขียน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น จากนั้น
ครูลงไปเยี่ยมบ้าน พร้อมกับผู้นำชุมชนช่วยประสานให้ส่งผลกระทบทำให้มีปัญหาด้าน
การอ่านเขียน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
▪ กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีที่มาอย่างไร มีภูมิหลังอย่างไร เมื่อ
ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของเด็กแต่ละคน ก็สามารถปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้
เหมาะสมของผู้เรียนได้ ซึ่งทางโรงเรียนปรับใช้ในชั่วโมงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ทำ
กิจกรรมต่างๆ ให้นักเรียนได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ และมีการใช้กระบวนการ CIP
(Community Innovation Project) คือการใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน ใช้ชุมชนเป็นพื้นที่
แห่งการเรียนรู้ เป็นนิเวศของการเรียนรู้ของโรงเรียน เพื่อให้ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียอื่นๆ ได้รับรู้ รับทราบ และมาร่วมมือกับโรงเรียน
12
- โรงเรียนบ้านอีมาดอีทราย จ.อุทัยธานี (เครือข่าย มรภ.กาญจนบุรี) แบ่งปันประสบการณ์
โดยสรุปดังนี้
▪ บริบทโรงเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 160 คน เป็นกะเหรี่ยง 100% เป็นโรงเรียนขยาย
โอกาส เพราะฉะนั้นที่โรงเรียนจะเป็นนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ใช้ภาษากะเหรี่ยง
100% จึงมีปัญหาด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย
▪ โรงเรียนมุ่งเน้นเรื่องของระบบดูแลช่วยเหลือช่วยเหลือนักเรียน ตั้งแต่เยี่ยมบ้านไป
จนถึงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือพาไปพบนักจิตวิทยา โดยได้รับการสนับสนุนจาก
หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายของโรงเรียน เช่น นายก อบจ. นายก อบต. ที่เข้ามาช่วย
ระดมทุน จัดหางบประมาณ จัดหาครูมาช่วยสอน ครูจิตอาสาของโรงเรียนจะเป็นครู
ในพื้นที่ และมีกลุ่มของพี่เลี้ยงเด็กพิการอีกด้วย
▪ กิจกรรมใช้ครูจิตอาสาช่วยสอน ครูที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นจิตอาสา มาจากการคัดเลือก
ว่าเป็นครูที่ได้รับการอบรม ออกเสียงภาษาไทยได้ชัดเจน ในแต่ละปีการศึกษามีการคัด
กรองนักเรียนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่อ่านไม่ได้เลย 2) กลุ่มที่อ่านได้แต่ไม่คล่อง
และ 3) อ่านได้แต่เขียนไม่คล่อง และมีวีธีการสอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) แจกลูกสะกดคำ
ผันวรรณยุกต์ 2) ฝึกอ่านคำตามคำบอก 3) คัดลายมือ 4) เขียนตามคำบอก โดยจัด
ตารางสอนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หลังจากดำเนินกิจกรรมพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ดี
ขึ้น แต่อุปสรรคคือนักเรียนกลุ่มที่ขาดเรียน ไม่สามารถพัฒนาด้านการอ่านเขียนให้ทัน
เพื่อนได้ ต้องประสานผู้ปกครองให้พานักเรียนเข้ามาโรงเรียนให้ครบ
▪ โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนที่ไม่มีความถนัดทางด้านวิชาการ
โดยการเพิ่มทักษะอาชีพ/เพิ่มโครงงานอาชีพ แม้ว่าจะยังแก้ปัญหาอ่านเขียนไม่ได้ใน
นักเรียนบางกลุ่ม แต่ก็สามารถดึงนักเรียนให้อยู่ในระบบได้ สามารถร่วมกิจกรรมการ
เรียนรู้อื่นๆ ได้
สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง
- ปัญหาที่พบเจอเหมือนกันของทั้ง 3 โรงเรียน คือ เรื่องการอ่านออกเขียนได้ จึงขอ
แลกเปลี่ยนแนวคิดในการช่วยนักเรียนให้อ่านหนังสือ จากหนังสือที่เด็กสนใจมากกว่า
หนังสือเรียน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านก่อน อาจจะทำให้การพัฒนาด้านอ่านประสบ
ผลสำเร็จได้
- กรณีที่น่าสนใจ คือ มีเด็กมาโรงเรียนสายเกือบทุกวัน บางวันก็ไม่มาโรงเรียน ถูกครูกล่าวว่า
เป็นเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ทำการบ้าน เมื่อสืบหาสาเหตุ พบว่า บ้านของเด็กคนนี้อยู่ที่
13
เกาะสมุย อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ผู้ปกครองเปิดร้านอาหารปิดตีสอง กว่าจะได้นอนก็ตีสาม
ทำให้ไปโรงเรียนสาย เพราะเด็กต้องไปช่วยผู้ปกครองทำงาน การบ้านที่ครูให้ไปก็ไม่มีเวลาทำ
ครูจึงแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนจากให้การบ้านเป็นให้การโรงเรียน หรือให้เด็กทำภายในชั่วโมงเรียน
ให้เสร็จ เป็นต้น และอีกกลุ่มจะเป็นกลุ่มของเด็กที่มีพฤติกรรมที่เริ่มเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่น
ดังนั้น ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ดีที่สุดก็คือการเยี่ยมบ้าน เพราะการ
เยี่ยมบ้านจะทำให้เรารู้ถึงปัญหาที่แท้จริง
- โรงเรียนต้องปรับทัศนคติ (Mindset) ของครูด้วยว่า จะไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง และ
ต้องเข้าใจปัญหาของนักเรียนรายบุคคล เพราะนักเรียนแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน
- โรงเรียนการศึกษาภาคบังคับสามารถจัดการศึกษาแบบนอกระบบได้ โดยการให้ใบงานไป
ทำที่บ้าน หรือมอบหมายงานตามความถนัดของนักเรียน เนื่องจาก นักเรียนบางคนต้อง
ดูแลผู้ปกครองที่บ้าน หรือต้องไปช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพและไม่มาโรงเรียน โดย
ประเมินตัวชี้วัดด้านอื่น ๆ จากทักษะชีวิตที่นักเรียนมีอยู่
14
Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 1
15
(2) ห้องที่ 2 ครูกู้ใจ เติมทักษะอารมณ์และสังคม
โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย
- โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา จ.สงขลา (เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนเปลี่ยนวิธีการสอนจาก Passive Learning to Active Learning เพื่อให้เด็กมี
ความสุขกับการเรียนรู้ และได้มีส่วนร่วมในคิดว่าอยากเรียนอะไร ครูนำไปออกแบบ
วิธีการสอนที่ทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิด ค้นหาคำตอบ และลงมือทำด้วยตนเอง
▪ การเปลี่ยนแปลงจาก Passive Learning to Active Learning ทำให้ครูเปลี่ยน
ความคิด รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับนักเรียน เมื่อครูเปลี่ยน
นักเรียนจะเปลี่ยนตาม
▪ โรงเรียนวิเคราะห์ SWOT ของนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้มีแนวทางการช่วยเหลือ
นักเรียนรายบุคคล อีกทั้ง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีประวัติครอบครัวแตกแยก ดังนั้น
ครูจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ความรักกับเด็ก และโรงเรียนมีการทำ PLC ในการหาแนว
ทางการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ร่วมกัน
▪ โรงเรียนมีปัญหา “เด็กถูกบูลลี่ ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน” ครูยกสถานการณ์
เพื่อให้เด็กช่วยกันวิเคราะห์ให้เห็นมุมมองของ คนถูกบูลลี่ และคนที่เป็นคนบูลลี่คนอื่น
โดยการตั้งคำถามสะท้อนความคิด ให้เชื่อมโยงของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้เด็กเข้าใจ
16
อารมณ์และความรู้สึกซึ่งกันละกัน ทำให้เด็กที่ถูกบูลลี่ เห็นคุณค่าของตนเอง และหา
จุดเด่นของตนเอง โดยไม่เปรียบเทียบความสามารถกับผู้อื่น
- โรงเรียนชุมชนบ้านบางเสร่ จ.ชลบุรี (เครือข่ายมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต) แบ่งปัน
ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ โดยดูข้อมูลจาก Q-info ทำให้ทราบข้อมูลเด็ก
รายบุคคล โดยนิยามเด็กที่มีความเสี่ยง คือ เด็กที่มีการขาดเรียนบ่อยมากว่า 7 วัน มี
ผลการเรียนไม่ดี ติด 0 ร และ มส โดยสาเหตุส่วนใหญ่พบว่า นักเรียนให้ความสำคัญ
กับการทำงานหาเงินมากกว่าการเรียน
▪ โรงเรียนปรับวิธีการดำเนินงานโดยดำเนินการดังนี้
(1) เชิญผู้ปกครองมาปรับ Mindset เรื่องการให้ความสำคัญในการเรียนเท่ากับการ
ทำงาน
(2) โรงเรียนปรับกิจกรรมการเรียนรู้ โดยปรับหลักสูตรให้มีวิชาการงานอาชีพเพิ่ม 3
ชั่วโมง/สัปดาห์ เพื่อให้การทำอาชีพของนักเรียนสามารถนับชั่วโมงได้ และบูรณา
การกับรายวิชาอื่น ๆ ด้วย
(3) หาจุดเด่นของนักเรียนที่กำลังจะหลุดออกจากระบบ และสนับสนุนให้นักเรียนได้มี
โอกาสทำสิ่งที่ถนัด เช่น นักเรียนถนัดวาดรูป โรงเรียนส่งเสริมให้แข่งศิลปะ
หัตถกรรม เป็นต้น
(4) ปรับครูให้เป็นโค้ช โดยให้บูรณาการทุกวิชา และใช้กิจกรรมมาหนุนให้นักเรียน
สนุกกับการเรียนรู้
▪ ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ นักเรียนมีความสุขมากขึ้น นักเรียนไว้ใจที่จะพูดกับครู
อีกทั้ง นักเรียนช่วยดูแลเพื่อนที่อาจมีปัญหา
สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง
- การเปลี่ยนแปลงโรงเรียน ต้องเปลี่ยน ผอ. เพราะ ผอ. ต้องเป็นผู้นำไม่เพียงแค่ด้านวิชาการ แต่
เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของความเป็นครู ทั้งนี้ โรงเรียนควรเน้นวิชาการเป็นเรื่องรอง และสิ่ง
ที่ครูควรสร้างให้ได้คือ การให้เด็กอยากมาโรงเรียน มารับคำปลอบประโลมจากครู ครูต้อง
เปลี่ยน Mindset ไม่ควรยึดหลักวิชาการมากเกินไป ยึดตัวเด็กเป็นเป้าหมายสำคัญ
- ชื่นชมโรงเรียนที่มีการปรับหลักสูตรให้เข้ากับนนักเรียน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่าหลักสูตรที่
โรงเรียนปรับไม่จำเป็นต้องรอหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่เราสามารถปรับและยืดหยุ่นได้ เช่น
เด็กที่เป็นนักกีฬา ไม่ต้องเรียนวิชาพละก็สามารถนับหน่วยกิตวิชาพลได้ เนื่องจาก เด็กไปซ้อม
17
กีฬาทุกวัน ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนสามารถเปลี่ยนหลักสูตร ให้เข้า
กับสถานการณ์ของเด็กได้
- การเปลี่ยนทัศนคติของ ผอ. ในการเข้าร่วมโครงการ ส่งผลการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระลอก เมื่อ
ผอ. เปลี่ยน ครูเปลี่ยน เมื่อครูเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน และเมื่อเด็นเปลี่ยนแล้ว ชุมชนก็จะเปลี่ยน
อย่างแน่นอน
- การเปลี่ยนทัศนคติของ ผอ. ในการเข้าร่วมโครงการ เป็นแนวทางให้จังหวัดไปปรับใช้ในการ
เหนี่ยวนำโรงเรียนให้เข้าร่วมโครงการได้
Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 2
18
(3) ห้องที่ 3 Super Connection นักประสานสิบทิศ
โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย
- โรงเรียนเทศบาลตำบลบ้านธิ (ป่าตาลหมื่นราษฎร์อุปการ) จ.ลำพูน (เครือข่ายมูลนิธิ
โรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนประสบปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงพยายามติดตามภาวะการ
เรียนรู้ถดถอยของเด็ก และเริ่มแก้ปัญหาด้วยการประชุมผู้ปกครองเพื่อสร้างการรับรู้
และความตระหนักและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
▪ โรงเรียนสร้างกระบวนการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยดำเนินการดังนี้
(1) ประเมินผู้เรียนที่มีปัญหาชัดเจน (2) จัดห้องเรียนพิเศษชื่อว่า “ห้องฟ้าใส” ซึ่งมีครู
การศึกษาพิเศษดูแล สอนเสริมการอ่านการเขียนพื้นฐานในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนวิชา
ปกติให้แก่ผู้เรียนที่ได้รับการประเมินว่ามีปัญหา และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านภาษาดี
ขึ้น และ (3) จัดห้อง makerspace ไว้ทำกิจกรรมพหุปัญญาตามหาความถนัด การ
ดำเนินการดังกล่าว ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการมาเรียน ลดอัตราการขาดเรียน ช่วยปรับ
พฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมีผลครอบคลุมถึงวิชาเรียนอื่น ๆ ด้วย
▪ กิจกรรมพหุปัญญาของโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเมื่อโรงเรียนผนึกกำลัง
กับหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กันอย่าง
ชัดเจน โดยประกอบด้วยหน่วยงานดังนี้ (1) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้องค์ความรู้ แนว
ทางการสร้างผลิตภัณฑ์ สนับสนุนแหล่งทัศนศึกษาดูงานในท้องถิ่น (เช่น บ้านช้างนัก)
19
รวมทั้งกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในห้อง makerspace เช่น ให้ประยุกต์ชาติพันธุ์และ
ต้นทุนภูมิปัญญา (ไทลื้อ ไทยอง ไทยวน) มาสร้างงานศิลปะ ในลักษณะ Soft power
ของพื้นที่ (2) ชุมชน หน่วยงาน/ผู้ใหญ่ในพื้นที่ สนับสนุน เสริมแรงจูงใจ เสริมความรู้
ภูมิปัญญา และให้พื้นที่แสดงผลงานของนักเรียน และ (3) ภาคเอกชน พัฒนาหลักสูตร
ร่วมกัน เช่น หลักสูตรการคำนวณแบบจินตคณิต ให้โรงเรียนทดลองใช้เป็นต้นแบบ
เพื่อนำไปขยายผลและขยายเครือข่ายสู่โรงเรียนอื่น ๆ
▪ การประสานทิศแรกคือ การประสานความร่วมมือในโรงเรียน ให้ใช้ “การประชุม
หารือ” เป็นเครื่องแสวงหาความร่วมมือ และสกัดความรู้/ประสบการณ์/ความถนัด/
เครือข่ายเดิมของครูแต่ละคนมาพัฒนาโรงเรียน-พัฒนานักเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้
เกิดประโยชน์กับเด็กมากที่สุด
▪ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนจากกิจกรรมพหุปัญญา คือ ผู้เรียนที่มีความถนัดทางกีฬาได้
เพิ่มพูนความสามารถจากการแข่งขันในหลายระดับ จนถึงนำไปต่อยอดจนได้โควตา
เข้าเรียน
▪ เทคนิคการสื่อสารและปรับทัศนคติคือ การประชุม การทำ SWOT เพื่อใช้ความเห็น
ของคนส่วนใหญ่โน้มน้าวใจให้ทุกคนเห็นข้อดีข้อเสียร่วมกัน ทำให้บุคลากรตกลงใจร่วม
โครงการริเริ่ม แม้จะเป็นงานหนัก แต่ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่านักเรียนได้รับประโยชน์
▪ ประเด็นที่น่าสนใจคือผู้อำนวยการโรงเรียนใช้แนวคิด “รับครูโอนย้าย ไม่รับครูบรรจุ
ใหม่” ซึ่งเหมาะกับงาน “ประสานสิบทิศ” เพราะเชื่อว่าครูโอนย้ายแต่ละคนจะมี
ประสบการณ์และ connection ติดตัวมาอย่างหลากหลาย ซึ่งจะได้มาเป็น “โอกาส
ของโรงเรียน”
- โรงเรียนบ้านโชคนาสาม จ.สุรินทร์ (เครือข่ายมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา) แบ่งปัน
ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนยกกรณีตัวอย่างของการดูแลนักเรียนจิตเวช โดยโรงเรียนประสานความ
ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา หลังจากที่ครูประจำชั้นลงเยี่ยมบ้านและ
พบปัญหาดังกล่าว ครูจึงรับหน้าที่พานักเรียนไปรักษาและติดตามการรักษาแทน
ครอบครัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ป.1 จนถึง ป.6 จากครูประจำชั้น จึงกลายเป็น “ครู
ประจำตัว” และ “แม่คนที่สอง” และ “ผู้ประสานสิบทิศ”ของนักเรียน โดยภารกิจนี้
ประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะมีคุณครูเป็นผู้ประสานกับภาค
ส่วนต่างๆ จนได้รับประโยชน์ดังนี้
20
(1) ครูทุกคนในโรงเรียน ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลผู้เรียนระหว่างวิชาและ
ต่อเนื่องตามลำดับชั้นเรียน
(2) แพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปราสาท ได้ความสะดวกในกระบวนการ
บำบัดรักษาทุก 3 เดือน และได้ข้อมูลการรักษาที่เป็นปัจจุบัน
(3) กรรมการสถานศึกษาและผู้นำชุมชน ได้กำลังหนุนในการติดตามและคอย
ช่วยเหลือทั้งนักเรียนและครอบครัว
(4) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แนวทางและทรัพยากรใน
การเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและแก้ปัญหาทั้งครอบครัวในระยะยาว
(5) โรงเรียนโสตศึกษา จ.สุรินทร์ ได้ส่งต่อสู่โรงเรียนเฉพาะทางซึ่งเหมาะสมกับ
ระดับพัฒนาการและเพศภาวะ ทำให้นักเรียนมีโอกาสฝึกอาชีพ ได้เป็นนักกีฬา
ได้เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชีวิต
(6) ชมรมแม่หญิงและกลุ่มสตรีอำเภอปราสาท ได้ทุนสนับสนุน/ช่วยแก้ปัญหา
▪ จากกรณีตัวอย่างข้างต้น ทำให้เกิดประสบการณ์ร่วม และเกิดการรวมตัวของของ
ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนเพื่อช่วยโรงเรียนขยายผล คือ สอดส่องมองหานักเรียนที่ยังมี
ปัญหาแต่โรงเรียนยังไม่ทราบได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผลจากความร่วมมือนี้ยัง
ทำให้ชุมชนยิ่งเกิดการยอมรับและไว้ใจครูในฐานะ “แม่คนที่สอง” และโรงเรียนใน
ฐานะ “บ้านหลังที่สอง” อย่างสมคุณค่า
▪ โรงเรียนแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการ โดย
“คว้าทุกโอกาส” ทั้งเข้าร่วมการอบรมในระดับเขต สพฐ. กระทรวงสาธารณสุข อสม.
รพสต. และเข้าร่วมการประกวดระดับประเทศ ได้งบประมาณมาเป็นกองทุน
หมุนเวียนช่วยเหลือนักเรียน นำมาสู่การทำ MoU กับเครือข่ายโรงเรียน หน่วยงาน
ผู้ปกครอง ครูและโรงเรียนสามารถแสวงหาความร่วมมือและงบประมาณช่วยเหลือ
นักเรียนอย่างต่อเนื่อง เข้มแข็ง และยืนได้ด้วยตนเอง
▪ โรงเรียนใช้เทคนิคการประสานด้วยความจริงใจ ปรับทัศนคติด้วยการสร้างความเข้าใจ
กับผู้ปกครอง เทคนิคสำคัญคือ ต้องคุยอย่างเป็นส่วนตัว ในช่องทางและสถานที่ที่
เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปกครองไว้ใจ เปิดใจ วางใจให้พาลูกหลานไปพบแพทย์ นอกจากนี้
โรงเรียนยังประสานงานกับโรงพยาบาล สาธารณสุข และคณะกรรมการสถานศึกษา
เพื่อขอแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาช่วยยืนยันและดูแลให้คำปรึกษา ประสานให้ทุกฝ่ายมี
เป้าหมายปลายทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน
21
▪ ประเด็นที่น่าสนใจคือ โรงเรียนพบว่าพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยโน้มน้าวใจ
ผู้ปกครองและโน้มน้าวใจผู้มีจิตศรัทธาให้สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาให้
นักเรียน เพราะวัดเป็นแหล่งหนุนเสริมสำคัญของโรงเรียน ยิ่งโรงเรียนมีส่วนร่วมกับ
กิจกรรมทางศาสนา มีความสัมพันธ์อันดีกับวัด ก็จะยิ่งได้รับการสนับสนุนกลับมา
เรียกว่าเป็นความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง
- ความสำเร็จในการ “ประสานสิบทิศ” ของทั้งสองโรงเรียนสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ
“แก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน” และความเพียร “คว้าโอกาส” ที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนของ
คุณครูได้อย่างดีเยี่ยม
- เห็นประโยชน์ของการใช้ PLC ในการเปิดใจแก้ปัญหาร่วมกันได้ดี
- เห็นตัวอย่างที่ดีของครูที่พยายามฝ่าฟันอุปสรรค แสวงหาโอกาสช่วยเหลือและพัฒนานักเรียน
มีจิตวิญญาณความเป็นครูซึ่งหาได้ยาก
- คุณครูไม่สามารถจะทิ้งเด็กอีก 30 คน เพื่อไปตามเด็ก 1 คนได้ เพราะฉะนั้น ต้องใช้การมีส่วน
ร่วมจากชุมชนในการช่วยติดตาม คือถ้าเกิดเด็กคนไหนหายไปก็ประสานในเรื่องของชุมชน ใน
การช่วยประสานติดตามนักเรียนต่อไป
- อาชีพครู เป็นอาชีพที่ต้องต่อสู้กับความไม่รู้ เด็กที่เข้ามาหาเราคือเด็กที่ไม่รู้ นอกจากเราสอน
ให้นักเรียนได้ความรู้แล้ว ยังต้องช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ให้รอบด้าน
- เห็นพลังของครูในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนใน
โรงเรียน อีกทั้ง เป็นแนวทางให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้อีกด้วย
22
Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 3
23
(4) ห้องที่ 4 Anywhere Anytime ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต
โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 3 โรงเรียน ประกอบด้วย
- โรงเรียนบ้านแม่คะ จ.เชียงใหม่ (เครือข่ายมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม) แบ่งปัน
ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนได้นำแนวคิด STEAM Design Process มาใช้ในการวางแผนและบูรณา
การกับการจัดกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมบูรณาการท้องถิ่นซึ่งเป็นการจัดการ
เรียนรู้ตามแนวนโยบาย “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” โดยโรงเรียนจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ 3 ประเภท ดังนี้
(1) กิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพ เช่น กิจกรรมชุมนุมผ้าพิมพ์ลาย
ใบไม้รักษ์โลก กิจกรรมการทำผ้ามัดย้อมจากแก่นฝางซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่
กิจกรรมคาเฟ่ฝึกอาชีพ โรงเรียนจัดตั้งร้านคาเฟ่แม่คะเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้
เรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่ม อาหารว่าง และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกิจกรรมอื่น ๆ
(2) กิจกรรมที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมการทำโคมไฟ
ล้านนา กิจกรรมนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้การทำโคมไฟจากปราชญ์ท้องถิ่น
(3) กิจกรรมที่ส่งเสริมสาระการเรียนรู้หลักและการบูรณาการ เช่น กิจกรรม
learning box หรือสื่อการเรียนรู้เคลื่อนที่ของแต่ละสาระรายวิชา นักเรียน
24
สามารถนำสื่อการเรียนรู้นี้ไปศึกษากับเพื่อนนอกชั้นเรียน รวมทั้งสามารถนำ
กลับไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้านได้อีกด้วย
▪ โรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียนด้วยการใช้ระบบ Q-info ในการ
ตรวจสอบพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เช่น
น้ำหนัก ส่วนสูง เป็นต้น ระบบ Q-info ทำให้ครูผู้สอนและผู้บริหารได้ติดตาม
พฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด และเห็นความเสี่ยงที่จะเกิด
ขึ้นกับนักเรียน อีกทั้งยังสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
▪ การจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม STEAM Design Process ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี
ทั้งต่อผู้เรียน ครู และโรงเรียน โดยมีรายละเอียดดังนี้
(1) ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ มี
ทักษะอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว มีความสุขกับการมาโรงเรียน
และสามารถสำเร็จการศึกษาภาคบังคับได้
(2) ผลที่เกิดขึ้นกับครู ครูเปลี่ยนแนวความคิด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน ได้
นวัตกรรมการเรียนการสอน รู้จักนักเรียนของตนเองมากขึ้น และสามารถดูแล
นักเรียนให้สำเร็จการศึกษาได้
(3) ผลที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน โรงเรียนได้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากผลงานของนักเรียน มี
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ดีขึ้น
- โรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น (เครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น)
แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ โรงเรียนนำนวัตกรรม LSOA ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนรู้
LSOA นี้ประกอบด้วยแนวคิด LS (Lesson Study) และ OA (Open Approach)
โดยเริ่มนำนวัตกรรม OA ไปใช้กับการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ และนำไป
ขยายผลสู่การจัดการเรียนรู้วิชาอื่นในเวลาต่อมา เช่น ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และ
ปัจจุบันโรงเรียนกำหนดให้ครูผู้สอนทุกคนนำกระบวนการ OA ไปใช้อย่างน้อยภาค
การศึกษาละ 1 หน่วยการเรียนรู้
▪ โรงเรียนได้นำแนวคิด OA ไปใช้กับการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆ เช่น ในวิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง “เศษส่วน” ผ่านการทำกิจกรรมหวานเย็น กระบวนการจัดการ
เรียนรู้เริ่มจากครูเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกทำเครื่องดื่มหรืออาหารหนึ่งชนิดที่
ต้องมีการคำนวณส่วนผสม ในขั้นตอนการปฏิบัติครูจะให้นักเรียนทำหวานเย็นเป็น
กลุ่ม นักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องเศษส่วนจากการกำหนดสัดส่วนของส่วนผสมใน
หวานเย็นเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นนักเรียนนำเสนอผลงานและสรุป
25
บทเรียนร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือนักเรียนกล้าคิดกล้าตอบคำถาม นักเรียนที่ไม่ชอบ
วิชาคณิตศาสตร์ก็สนใจและอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้น
▪ แนวคิด LS ที่โรงเรียนนี้ใช้คือแนวคิดเดียวกันกับเรื่อง PLC คือการที่ครูผู้สอน
ผู้บริหาร และนักการศึกษาได้ร่วมกันแบ่งปันแนวทางเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
โรงเรียนได้นำกระบวนการ LS/PLC ไปใช้ในการเยี่ยมชมชั้นสอน โดยจัดให้มีการ
เยี่ยมชมชั้นสอนรายสัปดาห์ รายภาคการศึกษา และรายปีการศึกษา และเมื่อ
สิ้นสุดปีการศึกษาโรงเรียนได้ถอดบทเรียนที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
▪ โรงเรียนใช้ระบบ Q-info ในการติดตามพฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียน
และใช้ระบบเพื่อคัดกรองเด็กยากจนที่มีภาวะทุพโภชนาการ และช่วยเหลือโดย
สนับสนุนไข่ไก่ที่ได้จากกิจกรรมของโรงเรียนให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวนำไปประกอบ
อาหาร
- โรงเรียนบ้านกู้กู จ.ภูเก็ต (เครือข่ายมรภ.ภูเก็ต) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ นักเรียนในโรงเรียนมาจากครอบครัวแตกแยกถึงร้อยละ 51 โรงเรียนจึงมีวิสัยทัศน์
ที่จะทำให้โรงเรียนเป็น “สถานศึกษาแห่งความสุข” ทำให้เด็กมีความสุขที่ได้
ออกมาเรียนทุกวัน
▪ โรงเรียนนำแนวคิด PBL หรือการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based
Learning) แนวคิด PLC (Professional Learning Community) และแนวคิด
OA (Open Approach) ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการจัด
หน่วยการเรียนรู้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และขยาย
ผลเป็นวิชาโครงงานฐานชุมชนในปัจจุบัน
▪ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเกิดจากการร่วมมือ
กันของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน โดยมีกระบวนการดังนี้
(1) ขั้นวางแผน - ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกันวิเคราะห์
สภาพปัญหาและกำหนดเป้าหมายการพัฒนา
(2) ขั้นปฏิบัติการ - นักเรียน ครู และชุมชน เสนอปัญหาที่ต้องการแก้ไข จากนั้น
ครูนำแนวคิด PLC และ LS ไปใช้สร้างหน่วยการเรียนรู้ โดยให้ชุมชนมีส่วน
ร่วมในการจัดการเรียนรู้
(3) ขั้นประเมินความสำเร็จ - ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกัน
ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ประเมินความพึงพอใจ และถอดบทเรียนเพื่อ
นำไปสู่การพัฒนา
26
▪ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้จากกระบวนการข้างต้น หน่วยการเรียนรู้เรื่อง “ขยะ”
หน่วยการเรียนรู้นี้มาจากความสนใจของนักเรียน โดยนักเรียนได้ลงพื้นที่สำรวจ
ชุมชน ทำให้เห็นว่าชุมชนรอบโรงเรียนขยะจากร้านค้าจำนวนมาก นักเรียนจึง
อยากหาแนวทางแก้ไขให้สภาพแวดล้อมของชุมชนสะอาดขึ้น จากสภาพปัญหาที่
นักเรียนสนใจ ครูและผู้บริหารจึงได้นำกระบวนการ PLC มาร่วมกันแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ดังกล่าว และให้ปราชญ์ชาวบ้าน
มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ ผลที่เกิดขึ้นคือนักเรียนได้รู้จักประเภทของขยะ
และวิธีการจัดการขยะ และนำปัญหาการจัดการขยะที่พบไปต่อยอดเป็นโครงการที่
บูรณาการกับชีวิตจริงตามความสนใจ
▪ ผลลัพธ์จากการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออกมากขึ้น
สามารถทำงานเป็นทีมกับเพื่อนที่มีความหลากหลายได้เป็นอย่างดี และทำให้เห็น
ความสามารถและความถนัดเฉพาะบุคคลของนักเรียน
▪ กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ความสำเร็จขึ้นได้มาจากการสร้างทีมที่มีเป้าหมาย
เดียวกัน ความร่วมมือกันดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ
ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้และการแบ่งปันข้อมูลในการพัฒนา
นักเรียน
สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง
- การแบ่งปันประสบการณ์ของทั้ง 3 โรงเรียน มีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นตัวผู้เรียนเป็น
สำคัญ สร้างกระบวนการให้ผู้เรียนได้คิด และฝึกแก้ปัญหา
- ทั้ง 3 โรงเรียน มีการวัดและประเมินผลที่ตอบโจทย์ห้องเรียนที่ออกแบบ บูรณาเชื่อมโยงกับ
มาตรฐานการเรียนรู้ด้วยตัวชี้วัด
27
Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 4
28
(5) ห้องที่ 5 อ่านออก เขียนได้ ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต
โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย
- โรงเรียนสนมศึกษาคาร จ.สุรินทร์ (เครือข่าย สพป.สุรินทร์ เขต 2) แบ่งปันประสบการณ์
โดยสรุปดังนี้
▪ หัวใจสำคัญของการพัฒนา คือ พื้นฐานการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 โดยครูมีขั้นตอนการสอน ดังนี้
(1) ขั้นแรก สอนพยัญชนะ “การจำพยัญชนะได้คือหัวใจสำคัญของการอ่าน”
(2) ขั้นที่สอง สอนสระ โดยเริ่มจากสระเสียงยาวก่อนแล้วค่อยไปสระเสียงสั้น
(3) ขั้นที่สาม สอนวรรณยุกต์ เทคนิคการจำและการผันวรรณยุกต์ ใช้นิ้วมือมา
ประกอบ เพื่อบริหารกล้ามนิ้วมือ ใช้คำคล้องจองและให้นักเรียนพูดตามครู
ดังนี้ “หนึ่ง เอก สอง โท สาม ตรี สี่ จัตวา”
(4) ขั้นที่สี่ สอนตัวสะกด ตัวสะกดทำให้คำสมบูรณ์
▪ เทคนิคการสอนเขียนเพิ่มเติมว่า ให้นักเรียนเขียนตามคำบอก และแก้ไขคำที่ผิด
ทันที ให้นักเรียนฝึกคัดลายมือ และนำคำเหล่านั้นมาแต่งประโยค โดยค่อย ๆ
เพิ่มเติมคำศัพท์ให้ รวมทั้งการสอนแต่งประโยคก็ใช้เพลงประกอบดังนี้ “ใคร
ทำอะไร ที่ไหน ทำกับใคร ตั้งแต่เมื่อไร เขาทำอย่างนั้นทำไม เขาทำกับใคร ขอให้
บอกมา”
29
- โรงเรียนบ้านไผ่หนองแคน จ.ศรีสะเกษ (เครือข่ายมูลนิธิสยามกัมมาจล) แบ่งปัน
ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้
▪ สถานการณ์ปัญหาของนักเรียนห้องเรียนภาษาไทย จากการสอบ O-Net พบว่า
นักเรียนไม่สามารถทำข้อสอบอัตนัยไม่ได้ เนื่องจาก คลังคำศัพท์น้อย นักเรียนขาด
ความมั่นใจในการเขียน (แม้ว่าเด็กดูละคร พูดได้ เล่าได้ แต่เขียนไม่ได้) นักเรียน
บางคนช้าเพราะเรียนก่อนเกณฑ์
▪ แนวทางการพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียน ดังนี้ (1) หาสาเหตุว่าทำไม
นักเรียนเขียนไม่ได้และอ่านจับประเด็นไม่ได้ (2) วัดความรู้ ทักษะการเขียนของ
นักเรียนรายบุคคลว่าอยู่ในระดับใด และ (3) จัดกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนา
นักเรียน “เขียนเรื่องตามจินตนาการ
▪ ครูทดลองให้เด็ก “เขียนเรื่องตามจินตนาการ” และให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รักหรือ
ชอบ ไปหาคำศัพท์ (ที่ใกล้ตัว) เช่น คำศัพท์ที่เจอในโรงเรียน 10 คำ แล้วให้มา
เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ แล้วค่อยให้เขียนตามจินตนาการ สามารถสอนหลักภาษา/
ไวยากรณ์ได้ เช่น คำไวพจน์-คำพ้องความหมาย (อาทิตย์ ตะวัน สุริยา พยัคฆ์
บุปผา ปทุม) หลังจากนั้นก็เน้นหัวข้อที่ครูต้องการให้นักเรียนเพิ่มศำศัพท์ การใช้คำ
และตัวอย่างประโยค
สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง
- ครูควรเป็นต้นแบบหรือตัวอย่างของผู้ที่รักการอ่าน โดยมีวิธีนี้ (1) ครูควรอ่านหนังสืออย่าง
น้อยวันละ 1 หน้า (2) ครูวางหนังสือไว้บนโต๊ะเสมอ (3) ครูพกหนังสือไปทุกที่ (4) ขอให้ครู
ทุกคนพร้อมที่จะเป็นครูภาษาไทย
- ครูผู้เข้าร่วมสะท้อนว่าแนวทางการสอนมีความน่าสนใจ จะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาการ
เรียนการสอนให้กับนักเรียนของตนเอง
30
-
Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 5
31
5. แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา นักเรียน 9 กลุ่ม
หลังจากที่ผู้เข้าร่วมได้เข้านิทรรศการ Solution Café ทั้ง 5 ห้องย่อยและได้ฟังประสบการณ์
จากผู้แทนโรงเรียนในห้องย่อยทั้งหมด จึงมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมแบ่งปัน Solution ที่คิดว่าเหมาะกับเด็ก
แต่ละกลุ่ม ลงบนกระดาษ และนำไปติดบนบอร์ดเฉลมเกม How to ครูช่างสังเกต รายละเอียดการ
แบ่งปันของแต่ละประเด็นปัญหา ดังนี้
ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภท แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา
1. ปัญหาออกกลางคันหรือหลุดออก
จากระบบ
- การสร้างระบบกลไก เครือข่ายความร่วมมือ โดยมี
ระบบติดตามที่เป็นรูปธรรมยั่งยืนจากทุกภาคส่วน
- หาสาเหตุ แก้ปัญหาตามสาเหตุที่พบ ประสาน
ผู้ปกครอง หน่วยงาน และชุมชนในการช่วยเหลือ
และร่วมกันแก้ไขปัญหา
- การจัดกิจกรรมเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ที่สามารถนำไป
ประกอบวิชาชีพได้ จะทำให้เด็กกลับมาเรียนมาก
ขึ้น เพราะมีกิจกรรมที่เด็กสนใจ และช่วยแก้ปัญหา
นักเรียนที่ออกกลางคันจากปัญหายากจนเพราะ
ประกอบอาชีพได้
- แก้ปัญหาการขาดเรียน มีปัญหาออกกลางคัน ด้วย
“zoning care” แบ่งพื้นที่การดูแลเด็ก โดย
กรรมการสถานศึกษาและชุมชน ในการ่วมมือ
ติดตามเด็กให้กลับห้องเรียน
- กิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ ช่วยเด็กบกพร่องทาง
สติปัญญา เมื่อเด็กหาย เด็กต้องการการช่วยเหลือ
ผู้ปกครองในชุมชนเดียวกันช่วยกัน หากันจนเจอ
- จัดระบบให้ยืดหยุ่นกับเด็กที่มีข้อจำกัด เช่น หน่วย
บูรณาการกับชีวิตที่บ้าน โดยการออกแบบการเรียน
ร่วมกันให้นักเรียนเฉพาะราย
- ใช้งานระบบสารสนเทศในการติดตามและรายงาน
นักเรียนขาดเรียน เพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนั้นได้
ง่ายขึ้น
32
ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภท แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา
2. ปัญหาบกพร่องทางภาษาและ
การพูด
- จัดการเรียนรู้โดยใช้เพลงที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อ
ส่งเสริมในเด็กได้มีทักษะการพูดและการใช้ภาษาที่
ถูกต้อง
- จัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกทักษะการพูด เช่น
กิจกรรมพูดนำสวดมนต์ พูดนำคำปฏิญาณ พูด
นำเสนอภาษาไทยวันละคำ
- สร้างบทสนทนาจากเรื่องใกล้ตัว และความสนใจ
ของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงบทบาท
สมมติตามที่ออกแบบ
3. ปัญหาบกพร่องทางสติปัญญา - การเพิ่มเวลาเรียนรู้แบบ 1-1 เพื่อให้นักเรียนไม่รู้สึก
เขินอายผู้อื่น และได้รับกำลังใจรวมถึงชื่นชมอย่าง
สม่ำเสมอ
- การพัฒนาฐานกาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการ
เรียนรู้
- ค้นหาจุดเด่น เคารพและเห็นคุณค่าในนักเรียน
4. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ - ครูต้องเปิดใจว่านักเรียนแต่ละคนมีการเรียนรู้ที่
ต่างกัน แก้ปัญหาจากง่ายไปยาก หากนักเรียนอยู่
ป.3 อาจจะนำหนังสือของ ป.1 ป.2 มาใช้ได้
- เสริมแรงทางบวก ให้คำชมในสิ่งที่ทำสำเร็จ ให้เพื่อ
ช่วยทำสิ่งข้างเคียง สร้างการมีส่วนร่วมแบบไม่
กดดัน
- นำหลักจิตวิทยาเชิงบวก การพัฒนาคุณลักษณะ อัน
เป็นจุดแข็งเชิงบวกของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเห็น
คุณค่า และจุดแข็งของตนเอง เมื่อรู้ว่าเด็กมีจุดแข็ง
ด้านใดก็ส่งเสริมพัฒนาด้านนั้น ควบคู่กับการ
ส่งเสริมการอ่านเขียน
- ส่งเสริมนักเรียนกลุ่มนี้โดยจัดกิจกรรมตามความ
สนใจ ตามความสามารถ เพิ่มรายได้ให้กับนักเรียน
ได้ จะทำให้นักเรียนกลุ่มนี้อยากมาโรงเรียน และ
เรียนอย่างมีความสุข
33
ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภท แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา
5. ปัญหาถูกกลั่นแกล้ง - สร้างสถานการณ์สมมติเพื่อให้เด็ก bully เข้าใจ
มุมมองคนถูก bully หาเหตุผลในการรังแกคนอื่น
ทำความเข้าใจตนเอง
- จัดตั้งคลินิคช่วยเหลือนักเรียนโดยรับร้องเรียนการ
ถูกกลั่นแกล้ง เรียกนักเรียนที่แกล้งเพื่อนมาพูดคุย
เพื่อทราบเหตุผลว่าทำไมจึงแกล้งเพื่อน แล้วสร้าง
เงื่อนไข รวมถึงติดตามว่ายังมีพฤติกรรมเดิมไหม
- การใช้จิตศึกษาภายในโรงเรียน การใช้คำถาม การ
เลือกตัวช่วย ให้นักเรียนได้ฝึกวิเคราะห์สถานการณ์
เห็นถึงผลเสียของการกระทำ
- ประสานนักจิตวิทยามาให้ข้อมูล ความรู้ และสร้าง
ทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง และผู้อื่น เมื่อนักเรียนเห็น
คุณค่าของตนเองและของผู้อื่น เขาจะมีการกลั่น
แกล้ง ดูถูก หรือบลูลี่ลดลง
6. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ - ให้ความรักโดยเห็นความสำคัญ ปลอบโยนใกล้ชิด
ทักทายทุกเช้า สอบถามทั้งส่วนตัวและเรื่องใกล้ตัว
- ครูสร้างกำลังใจ แสดงความรัก ชวนพูดคุยปัญหา
แนวทางในอนาคต มีความจริงใจในการแก้ปัญหา
รับฟังนักเรียน
- ทำความเข้าใจบริบทครอบครัว และช่วยประสาน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าช่วยเหลือ
7. ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ - แก้ปัญหาด้วยการให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะ สระ
วรรณยุกต์ ตัวสะกด ผ่านการเล่น และการ
เคลื่อนไหว เพราะการเรียนปนเล่นจะช่วยให้
นักเรียนจำพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกดได้
และสามารถนำมาเขียนและประสมคำได้
- นำหลักจิตวิทยาเชิงบวก การพัฒนาคุณลักษณะ อัน
เป็นจุดแข็งเชิงบวก ใช้คู่กับ Active learning ให้
นักเรียนได้พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน อ่านได้
เขียนดี มีความสุข
34
ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภท แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา
- เริ่มจากคำศัพท์ใกล้ตัวในชีวิตจริง เล่าเรื่อง - เขียน
คำศัพท์ แต่งเรื่อง เรียงความ
- การประสานความร่วมมือของเครือข่ายโรงเรียนที่มี
ผลของความสำเร็จในการแก้ปัญหา เพื่อถอด
บทเรียน ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา การนำ
นวัตกรรมมาเพื่อใช้ในการการแก้ปัญหา
8. ปัญหาถดถอยทางการเรียนรู้ - ประสานผู้ปกครองโดยใช้ PLC ผู้ปกครองนักเรียน
นำสิ่งที่ได้ มา PLC ครู และร่วมพัฒนานวัตกรรม
ทดลองใช้ เติมเต็ม ใช้ต่อเนื่อง
- เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ในช่องทางที่หลากหลายให้
นักเรียนตามความต้องการและความถนัด
- ใช้กิจกรรมพัฒนาฐานกาย และกล้ามเนื้อมือ บูรณา
การในวิชาเรียนทำให้นักเรียนพร้อมเรียนรู้
- คัดกรองและจัดหาครูพี่เลี้ยงเพื่อจัดการเรียนรู้
สำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ให้เหมาะสม
9. ปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส - โรงเรียนเพิ่มทักษะอาชีพ และจัดการความรู้ให้
นักเรียน ผ่านการจัดค่าย การอบรม การจัด
กิจกรรมทักษะอาชีพ สู่การสร้างรายได้ให้นักเรียน
- จัดหาทุนการศึกษาให้อย่างต่อเนื่อง สร้างอาชีพให้
ผู้ปกครองอย่างมั่นคง
- มุ่งส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยมีกิจกรรมเปิดโอกาสให้
นักเรียนได้คิดค้นหาความชอบ และมีเวทีให้นักเรียน
ได้แสดงความสามารถทางอาชีพ
35
กิจกรรมช่วงบ่าย มีรายละเอียด ดังนี้
• “ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียนพัฒนาตนเอง”
โดย คุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ข้อมูลทั่วไปของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง
โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP (Teacher and school quality program) เริ่มขึ้น
ตั้งแต่ปี 2562 โดยมุ่งเน้นไปที่โรงเรียนขนาดกลาง ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมในโครงการจำนวน 700
โรงเรียน 41 จังหวัด กระจายทุกภูมิภาคในประเทศไทย มีเด็กที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้น 2,500,000 คน
เป้าหมายการดำเนินโครงการอยู่ภายใต้แนวคิด 3 ข้อ คือ
1. โรงเรียนมีอิสระ
2. ชุมชนร่วมสร้าง สร้างระบบนิเวศทางการศึกษา ให้ชุมชนมีส่วนรวมทุกภาคส่วน
3. มีหน่วยงานสนับสนุน ในระดับพื้นที่ จนถึงระดับนโยบาย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ
6 มาตรการขับเคลื่อการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ดังนี้
1. School Goal การกำหนดเป้าหมายโรงเรียนคุณภาพ
2. PLC (Professional Learning Community) การพัฒนาครูและผู้บริหารด้วยกระบวนการ
3. Q-info ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่มีคุณภาพ
4. Classroom Innovation จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning
5. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสและมีความต้องการพิเศษ Student support and
safety และ
6. สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน
ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
1. นักเรียน 250,000 คนได้อยู่ในระบบนิเวศการศึกษาคุณภาพ
2. โรงเรียน 700 กว่า โรงเรียน เปลี่ยนเป็นชุมชนการเรียนรู้ของนักเรียน ครู และชุมชน โดยร้อยละ
20 ของโรงเรียนที่เข้าร่วมได้พัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบ
3. ผู้บริหารโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ เป็นผู้บริหารต้นแบบ เป็นผู้นำวิชากร และผู้นำการ
เปลี่ยนแปลง
4. มีโค้ชหรือศึกษานิเทศก์ที่มีทักษะของการเป็นพี่เลี้ยงและการนำนวัตกรรมที่เหมาะสมกับโรงเรียน
มาใช้มากขึ้น
5. มีผู้บริหาร ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์ มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
36
6. มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พบว่า อัตราการคงอยู่ของนักเรียนในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ 93.92 เป็น 96.11
7. นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีผลลัพธ์การเรียนรู้ VASK ดีขึ้น และนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง
8. นักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 กลุ่ม ได้รับการดูแลให้พ้นวิกฤต ร้อยละ 78 อยู่ระหว่างการช่วยเหลือและ
ส่งต่อ ร้อยละ 22
ข้อเสนอที่ต้องการให้มีการขับเคลื่อน
1. อยากเห็นการขยายผลให้ครอบคลุมทุกสังกัด ทั่วประเทศ
2. คาดหวังการทำงานกับท้องถิ่น all for education โดยให้ทุกหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนสนับสนุน
โรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง
3. โรงเรียนควรมีการบริหารทรัพยากรที่เพียงพอ ตลอดจนมีการปรับการจัดสรรงบประมาณให้
ครอบคลุมตามความต้องการทรัพยากรขั้นพื้นฐานของนักเรียน
4. ต้องการให้เชื่อมโยงโรงเรียนพัฒนาตนเองกับสถาบันพัฒนาครูหรือสถาบันอุดมศึกษา สร้างความ
รับผิดชอบและความเข้มแข็งในพื้นที่การศึกษา
5. ต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุน ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหา การเรียนรู้ตาม
เป้าหมายของโรงเรียน และมีการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจให้กับครู อีกทั้งยังควรมีการ
จัดการเรียนการรู้เชิงรุก เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกปัจจุบัน
• “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”- No Student Left Behind
โดย ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สพฐ.
แนวคิดเรื่องโรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังว่าคือการให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มเปราะบางที่
ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือประสบปัญหาอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา จุดเริ่มต้นคือการให้ความ
สนใจกับ “เด็กหลังห้อง” ซึ่งมี 3 กลุ่ม
1. เด็กยากจน เรียนไม่เก่ง
2. เด็กพิเศษที่เรียนรวมกับเด็กปกติ เพราะถูกเพื่อนบูลลี
3. เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยง เกเร เที่ยวกลางคืน ติดสิ่งเสพติด
นอกจาก “เด็กหลังห้อง” เป็นเด็กที่ถูกครูทอดทิ้ง หรือ คือ เด็กกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมักจะ
ประสบภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (learning loss) โดยเราสามารถแบ่งเด็กกลุ่มเปราะบางออกเป็น
5 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. เด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือสุขภาพทางกาย เช่น เด็กมีภาวะสุขภาพจิตจนถึงคิดสั้นขั้น
ฆ่าตัวตาย หรือแม้กระทั้ง เด็กที่เผชิญสถานการณ์ภัยสุขภาพ ดังจะเห็นได้ในช่วง
Covid-19 ที่เด็กหลายคนไม่ได้เรียนต่อหลังสถานการณ์โควิด เพราะครอบครัวขาด
รายได้
37
2. เด็กที่ต้องย้ายตามผู้ปกครอง ทำให้ไม่มีงาน/ที่พักเป็นหลักแหล่ง
3. เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง
4. เด็กที่ต้องคดีความ
5. เด็กที่มีครอบครัวแตกแยก
ทั้งนี้ เด็กกลุ่มเปราะบางเป็นเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐานได้และมีโอกาสจะ
เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ learning loss จึงจำเป็นต้องมีแนวทางให้ความช่วยเหลือ จึงเกิดเป็น
แนวทางไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง No student left behind
แนวทางแก้ไข มีดังนี้
1. สำรวจเด็กกลุ่มเปราะบางและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยพัฒนาครู และตั้ง OBEC
CARE หรือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนออนไลน์และนำระบบคุ้มครองดูแลเด็กมาใช้ในโรงเรียน
โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ไข “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ถ้าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและ
ภาพใหญ่ของการศึกษา
2. ใช้นโยบายโค้ชดูงแลสุขภาพจิตของเด็ก พัฒนาครู ดูแลเด็ก ให้ครูและเด็กมีความสุขและความ
ปลอดภัย เชื่อมโยง (link) ข้อมูลของเด็กกลุ่มเปราะบาง (ศูนย์บริหารความสุขและความ
ปลอดภัย) มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3. สร้างพลังบวก (plus power) ของทุกภาคส่วน ให้มีการสร้างกลไกที่มีพลังบวกของหน่วยงานทุก
ภาคส่วนเพื่อร่วมกันดูแลนักเรียน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และวัด
• “นโยบายโรงเรียนคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ”
โดย คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมาย “เรียนดี มีความสุข” การศึกษาจะประสบความสำเร็จต้อง
เริ่มต้นจากความสุขของครู ถ้าครูมีความสุข นักเรียนก็จะมีความสุขตาม ทั้งนี้ เราควรเริ่มจากผู้สอน
ผู้สอนต้องมีความสุข ลดภาระงาน เพื่อให้ครูมีเวลาสอนได้อย่างเต็มที่ เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
คิดนอกกรอบ ความสุขของครูและความสุขของนักเรียน
นโยบายเพื่อสร้างความสุขให้แก่ครู
1. ลดภาระงานของครู ครูจะมีเวลากับนักเรียนมากขึ้น เช่น หน้าที่ธุรการ
2. ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ
3. แก้ไขปัญหาหนี้สิน
4. จัดอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการ
38
นโยบายการสร้างความสุขให้แก่นักเรียน
1. กำหนดโครงสร้างวิชาและรายวิชาให้เหมาะสม
2. แนะแนวการเรียนเพื่อให้เกิดเป้าหมายในชีวิต
3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาและการวัดผลที่สะท้อนความสามารถของ
ผู้เรียน
จากการมีนโยบาย ลดจำนวนข้าราชการ ทำให้ครูต้องทำหน้าหลายอย่าง บางครั้งต้องทำ
หน้าที่ธุรการด้วย สอนด้วย จนทำให้เกิดปัญหาตามหน้าหนังสือพิมพ์ และถูกตรวจสอบจาก ปปช.
ว่ามีการใช้งบไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ดังนั้น ทางกระทรวงฯ คิดว่าจะควร
มีการปรับตัวชี้วัดมากกว่า การแก้ไขกฎหมาย เพราะ สามารถทำได้ง่ายมากกว่าและรวดเร็วกว่า
ผลสอบ PISA กับเด็กไทย อาจไม่ได้สะท้อนสภาพการศึกษาไทยว่าคุณภาพต่ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่า
มีเด็กไทยหลายคนที่ได้รับรางวัลโอลิมปิกวิชาการ หรือความจริงแล้ว ผลของ PISA แสดงให้เห็นว่า
การศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำ วิธีแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้ไขที่โครงสร้าง แต่ควรแก้ที่การจัดสรรรายวิชา/
กิจกรรมให้เหมาะสม การพัฒนาทักษะ (skills) และทัศนคติเชิงบวกของนักเรียน
• Good Practice โรงเรียนพัฒนาตนเอง
- โรงเรียนเทศบาลตำบลบ้านธิ (ป่าตาลหมื่นราษฎร์อุปการ) จังหวัดลำพูน
เปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม STEAM Design Process และห้องเรียน Maker Space
จุดเริ่มต้นของโรงเรียนเกิดจากการศึกษาดูงานจากโรงเรียนบ้านปลาดาว (Starfish Country
Home School) ที่ใช้นวัตกรรม STEAM design process และ maker space เป็นแนวทางในการ
จัดการเรียนรู้ จากการศึกษาดูงานทำให้เห็นว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยผ่านนวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นเด็ก
ที่กล้าคิดกล้าแสดงออก รู้จักคิดวิเคราะห์
โรงเรียนจึงได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยได้สร้าง
ห้องเรียนนักคิด maker space จำนวน 8 ห้อง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะของผู้เรียนตาม
ความถนัดด้านต่าง ๆ เช่น ห้องเรียนอาหาร ห้องเรียนดนตรี ห้องเรียนนักประดิษฐ์ ห้องเวทีการ
ออกแบบโลโก้ ห้องกีฬา เป็นต้น ทั้งนี้โรงเรียนจะให้เด็กทุกคน ทำแบบทดสอบของซัมซุง เพื่อ
ประเมินว่านักเรียนมีความถนัดทางด้านใด แล้วจัดการเรียนการสอนตามความถนัดของนักเรียน
ผลลัพธ์
1. พฤติกรรมของนักเรียนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น กล้าซักถาม กล้าคิดค้น
ค้นคว้า และลงมือทำด้วยตนเอง และสามารถนำเสนอผลงานด้วยรูปแบบ (สไตล์) ของตัว
นักเรียน
39
2. ครูและนักเรียนได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น โดยนักเรียนสามารประสานงานกับ
หน่วยงานอื่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เข้ามาร่วมทำงานร่วมกัน อีกทั้งเมื่อเด็กไปดูงาน เด็ก
สามารถนำลวดลายมาออกแบบลายเสื้อ ซึ่งจะเห็นได้จากเสื้อที่ใส่มาในวันนี้ คือ ลายเสื้อของ
เด็กที่ออกแบบ
3. อัตรานักเรียนออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบลดลง เพราะเด็กความรับผิดชอบมากขึ้น
ทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากขึ้น จนทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์เด็กหลุดออกจากระบบ
หลังสิ้นสุดโครงการ โรงเรียนยังคงใช้นวัตกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียน ครู
โรงเรียน และชุมชนล้วนได้รับผลลัพธ์เชิงบวก เช่น ห้องกีฬา มีการคว้าแชมป์ วอลเลย์บอล และยังมี
นักกีฬาจากประเทศสิงค์โปร์มาร่วมเล่นกีฬาที่โรงเรียนอีกด้วย
- โรงเรียนอุ่มเหม้าวิทยาคาร จังหวัดนครพนม
จุดเริ่มต้นของโรงเรียน เกิดจาก สนใจแนวคิดของ โรงรียนลำปลายมาศพัฒนา และต่อมาก็ได้
ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนหนองก่ำ และสังเกตว่านักเรียนในโรงเรียนกล้าแสดงออกและมีทักษะการคิด
วิเคราะห์ หลังจากนั้น ก็ได้มีการปรึกษาหารือกัน ว่าโรงเรียนเรามีปัญหาอะไรบ้าง พบว่า เด็กไม่กล้าพูด
ไม่คิดวิเคราะห์ และไม่มีระเบียบวินัย เมื่อเห็นตัวอย่าง โรงเรียนหนองก่ำ ก็นำมาวิเคราะห์และปรับใช้
ซึ่งหลังจากนำมาใช้ พบว่า เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ได้ กล้าแสดงออกมากขึ้น
เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้ ทำให้ผู้อำนวยการเปลี่ยนแนวคิด ครูเปลี่ยนแนวคิด และนำนวัตกรรม
จิตศึกษา นวัตกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน โดยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ
นักเรียน ซึ่งครูจะใช้วิธีการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้คิด เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความ
คิดเห็นอย่างอิสระโดยปราศจากการตัดสินว่าผิดหรือการลงโทษ ทำให้นักเรียน สร้างพื้นที่ปลอดภัย
ให้แก่นักเรียน
นอกจากนี้ โรงเรียนยังนำนวัตกรรมจิตศึกษามาใช้เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียน พบว่า
เด็กมีความรับผิดชอบ ทำงานได้เอง ไม่โกหก ทั้งนี้ ทุกคำตอบของเด็ก จะไม่บอก ถูกหรือผิด ซึ่งทำให้
เด็กจะกล้าทำ กล้าพูด สิ่งเหล่านี้ ทำให้เด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น นักเรียนที่ขาดเรียนเป็น
ประจำ ครูได้นำนวัตกรรมจิตศึกษาไปประยุกต์กับการให้คำแนะนำนักเรียนเพื่อทำให้นักเรียนได้เห็น
เป้าหมายในชีวิตและคุณค่าในตนเอง และทำให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ
แม้สิ้นสุดโครงการ โรงเรียนก็ยังทำต่อไป เพราะ โรงเรียนมีเครือข่ายครู ผู้ปกครอง ร่วมกันทำ
และการขยายผลกับ โรงเรียนอื่นมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม โรงเรียนจะทำ
การเปิดบ้านให้ผู้ปกครองมาร่วมชมผลงาน และร่วมกันสนับสนุน ทั้งทุนทรัพย์และทรัพยากรอื่นๆ หรือ
แม้บางครั้งยัง ผู้ปกครองเองจะมาช่วยสอนหนังสืออีกด้วย
40
• Classroom Innovation เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้
โดย รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม
และ ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
▪ จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานนี้
รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ได้เริ่มทำงานนี้ เมื่อปี 2559 กับ โรงเรียนประถม โดยการ
เรียนแบบ Active learning มีผลกับ effect size (ผลลัพธ์ผู้เรียน) ซึ่งได้นำมาใช้กับ 14 จัวหวัด
พบว่า เด็กส่วนใหญ่จะเน้นความรู้ ไม่เน้นทักษะ ทำให้เกิดผลกระทบกับเด็ก ซึ่งพบว่า เด็กไม่มี
ความสุข หนีออกกจากระบบ ทำให้เป็นภาระของสังคม ดังนั้น เมื่อทำการพัฒนาโรงเรียน สิ่งที่
เปลี่ยนแปลง คือ เด็กมีความสุขมากขึ้น ตอนนั้น ทำในช่วง covid ซึ่งทำการเก็บข้อมูล effect
size = OECD and Active learning ดูว่าเด็กมีความสุขมากขึ้น และช่วยไม่ให้เด็กหลุดออกจาก
ระบบ
ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ มีแนวคิดในการสร้างเด็กภูเก็ตให้เป็นเด็ก “ตงห่อ” ที่
มี 7 สมรรถนะ กล่าวคือเป็นเด็กเก่ง ดี มีสุข มีสมรรถนะ สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและ
สิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ โดยพื้นฐานภูเก็ตมีการส่งเสริมให้เกิดผลสำเร็จอยู่แล้ว โดยมีการสนับสนุน
ให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบ active learning นอกจากนี้ ผศ.ดร.ศิริวรรณ ยังกล่าวถึงแนวทางการ
ขับเคลื่อนการศึกษาว่าต้องเกิดจากความร่วมมือกัน โดยได้มีการสร้างทีมเชิงพื้นที่ ศึกษาธิการ
จังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่ ร่วมมือกันทำงานและพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนร่วมกัน เพื่อผลักดัน
การศึกษาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจากความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้ได้ กรรมการขับเคลื่อน
การศึกษาระดับจังหวัด
▪ วิธีการดำเนินงานต่อ
รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ต้องหาคนที่จะขับเคลื่อนระดับพื้นที่ และเป็นวิทยาการที่มี
ความรู้ โดยการทำหน้าที่ โค้ช เท่านั้น ห้ามคิดแทน ห้ามเล่นแทน ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เกิด
ความรู้สึกเป็นเจ้าของ คนทำงานส่วนใหญ่ มีหลายระดับ ระดับปฏิบัติการ ระดับผู้บริหาร ทั้งนี้
ส่วนใหญ่เป็นคนในโครงสร้างซึ่งมักเป็นศึกษานิเทศน์ และศึกษานิเทศน์ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะทำ
หน้าที่ของตนเอง ต้องทำงานอื่นหลายอย่าง ทำให้ไม่มีเวลาขับเคลื่อนการศึกษาที่เป็นหน้าที่หลัก
ของตนเองอย่างแท้จริง
ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ ระบุว่า อยากเห็นภาพการศึกษาภูเก็ต มีทีมจังหวัด ที่
ทำให้เกิดการเกื้อหนุน และถือว่าเป็น การทำงานแบบ bottom up ไม่สนใจสังกัด โดยช่วยกัน
แลกเปลี่ยนการทำงาน เพื่อให้เกิดเป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน
41
• โรงเรียนพัฒนาตนเอง ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
ระบบการศึกษาว่าต้องเป็นระบบที่เกิดจากการเรียนรู้และความร่วมมือของทุกภาคส่วน และ
ต้องปรับตัวตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่ประเทศไทยต้องการมีดังนี้
การศึกษาที่ประเทศไทยต้องการ
1. การศึกษาคุณภาพสูงเพื่อพลเมืองไทยคุณภาพสูง เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning
Outcome) ที่มีคุณภาพทั้งของนักเรียน ครู และระบบการศึกษา
2. ระบบการศึกษาเป็นระบบการศึกษาเพื่อ “เด็กทุกคน” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
3. การจัดการเรียนรู้เป็นการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกร้อยละ 80 ของเวลาเรียน เน้นการเรียนรู้
จากประสบการณ์ (experiential learning)
4. ครูปรับบทบาทจากครูผู้สอนเป็นครูที่ทำหน้าที่โค้ช เป็นผู้จัดระบบนิเวศทางการเรียนรู้ และ
ต้องทำงานเป็นทีม
5. โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เป็นชุมชนที่พัฒนาผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Agentic
Persons) คือกล้าคิด กล้าแก้ปัญหา
6. ต้นสังกัดเปลี่ยนวิธีทำงานเป็นการสนับสนุนโรงเรียนและครูให้ทำงานเพื่อเด็กนักเรียน
7. ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันระบบการศึกษา All for Education & Education for All
เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับการปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาระบบการ
จัดการเรียนรู้ที่มีการประสานกันทั้งในระดับบนลงล่างและล่างขึ้นบน โดยให้ความสำคัญกับระดับล่าง
สู่บน การเรียนรู้จากล่างสู่บนคือการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome)
การเรียนรู้จากจากประสบการณ์ (experiential learning) โดยได้กล่าวถึงแนวคิดของ Kolb’s
Experiential Learning Cycle และ Double-loop Learning การเรียนรู้จากประสบการณ์นอกจาก
ทำให้เกิดการสะท้อนคิดแล้วยังตกผลึกให้เห็นองค์ความรู้หรือทฤษฎีได้
คุณค่าที่ได้รับจากโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง
1. ยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย Agentic Citizen
2. ยกระดับวิญญาณครู ศักดิ์ศรีของวิชาชีพครู
3. ยกระดับ ROI ของระบบการศึกษา
4. หมุนวงจรการเรียนรู้จากล่างสู่บนและบนลงล่างด้วยวงจรการเรียนรู้จากการปฏิบัติ/
ประสบการณ์
5. นำไปสู่ระบบการศึกษาที่ส่งมอบผลงานตามคำมั่นสัญญา
6. เป็นระบบที่คนไทยภาคภูมิใจ
42
Visual Note สรุปเวทีเสวนา ช่วงบ่าย
43
สรุปแบบสอบถามเพื่อสะท้อนการเรียนรู้ในการเข้าร่วมงาน Schools That Matter
ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง
ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งสิ้น 84 คน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ตำแหน่ง จำนวน (คน)
ครู 39
ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ, รองผู้อำนวยการ) 27
หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ (ศึกษานิเทศก์,
นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ,
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ)
18
รวม 84
ส่วนที่ 1 นิทรรศการ TSQP > TSQM Concept
1. ท่านคิดว่า “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” จะเกิดขึ้นได้นั้น อะไรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด
จากการตอบแบบสอบถามสามารถสรุปองค์ประกอบที่สำคัญได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่
• เป้าหมายและวิสัยทัศน์ทุกคนในองค์กรมีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายที่แน่วแน่ในการพัฒนา
ตนเอง และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียน
• การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องและเครือข่าย จะนำไปสู่การขอความร่วมมือ หรือชักชวน
หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันพัฒนาเกิดเป็นเครือข่ายร่วมพัฒนา และมีนวัตกรรมการเรียนรู้ที่
หลากหลาย สามารถใช้แก้ปัญหาผู้เรียนได้ครอบคลุม ซึ่งเป็นการรับรู้และมีส่วนร่วมของทุก
ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภายในโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงเครือข่าย
ภายนอกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ มาร่วมจัดการ
เรียนรู้และทรัพยากรที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียน
• การสนับสนุนงบประมาณ และความมีอิสระในการบริหารจัดการของโรงเรียน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ด้านวิชาการและการจัดการเรียนรู้
• ทัศนคติ (mindset) ของคนทำงานในการทำงานร่วมกันและการยอมรับการเปลี่ยนแปลง
44
2. กสศ. สนับสนุนมาตรการและเครื่องมือสำคัญให้กับโรงเรียน รวมถึงติดตั้งวงจรการพัฒนาระบบ
บริหารจัดการและพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 6 มาตรการ ท่านรู้จักและเข้าใจมาตรการใดมาก
ที่สุด
มาตรการ
ระดับการรู้จักและเข้าใจ
ค่าเฉลี่ย
1
น้อยที่สุด
2
น้อย
3
ปานกลาง
4
มาก
5
มากที่สุด
1. School goal
เป้าหมายของโรงเรียนที่มีคุณภาพ
- 1 9 27 50 4.45
2. Professional learning
community: PLC
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
- 2 5 19 61 4.60
3. Q-info ระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ 1 4 15 28 39 4.15
4. Classroom innovation
การเรียนการสอนในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ
- - 12 31 44 4.37
5. Network
เครือข่ายการทำงานร่วมกัน
- 1 7 31 48 4.45
6. Student support & Safety
การจัดระบบดูแลช่วยเหลือและความปล
อดภัยของนักเรียน
- 1 7 37 42 4.38
จากตารางพบว่า ในภาพรวมผู้เข้าร่วมมีความรู้จักและเข้าใจทั้ง 6 มาตรการในระดับมาก
โดย มาตรการ Professional learning community: PLC ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ย
สูงที่สุด รองลงมาเป็น School goal เป้าหมายของโรงเรียนที่มีคุณภาพ และ Network เครือข่าย
การทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลการประเมินนิทรรศการสถานีที่ 2 สถานี กสศ.
เติมพลังขับเคลื่อน 6 มาตรการภายในงาน นอกจากนี้เพื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยพบว่า มาตรการ
Q-info ระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ เป็นมาตรการที่ผู้เข้าร่วมประเมินว่ามีความรู้และความเข้าใจ
น้อยที่สุด
45
3. สำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ "โรงเรียนพัฒนาตนเอง" ตอนนี้ท่านอยู่ตรงไหนบ้างของเส้นทางการ
พัฒนา
ประเด็น
ระดับการประเมิน
ระดับ 1 หมายถึง น้อยที่สุด /ระดับ 10 หมายถึง ดีที่สุด ค่าเฉลี่ย
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1. ระบบนิเวศโดยรวมในโรงเรียน
ของคุณ
- - 3 4 5 7 21 28 15 4 7.33
2. นักเรียนได้รับการสนับสนุน
ไม่มีใครตกหล่น
- 1 2 1 3 2 17 20 27 14 8.06
3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ
พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
- - 1 4 4 3 6 18 26 25 8.36
4. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ
พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
- - 1 4 2 3 13 28 18 18 8.09
5. พ่อแม่ ผู้ปกครองร่วมจัด
การศึกษา สนับสนุนทรัพยากร
- - 4 4 6 10 17 24 14 8 7.30
6. หน่วยงานต้นสังกัด และ
ศึกษานิเทศก์ เกิดนโยบายส่วนกลาง
และพื้นที่ หนุนให้โรงเรียนมีอิสระ
- - 3 1 8 11 19 21 17 7 7.39
จากตารางพบว่า ผู้เข้าร่วมได้ประเมินว่า โรงเรียนมีผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้น
นักเรียนเป็นสำคัญ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการ เชื่อมั่น
ศักยภาพเด็กทุกคน และนักเรียนได้รับการสนับสนุน ไม่มีใครตกหล่น ตามลำดับ
46
ส่วนที่ 2 กิจกรรม “How to ครูช่างสังเกต”
1. หลังจากเข้าชมนิทรรศการ “How to ครูช่างสังเกต” ท่านพบเจอเด็กที่มีปัญหาคล้ายกับเด็กกลุ่ม
เปราะบางกลุ่มไหนบ้าง
ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 1 กลุ่ม 16 18.39
- ยากจนและด้อยโอกาส 6 6.90
- ครอบครัวแตกแยก 2 2.30
- ถดถอยทางการเรียนรู้ 2 2.30
- บกพร่องทางการเรียนรู้ 2 2.30
- อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 2 2.30
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ 1 1.15
- บกพร่องทางภาษาและการพูด 1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่ม 10 11.49
- ครอบครัวแตกแยก, ยากจนและด้อยโอกาส 5 5.75
- ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15
- ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก 1 1.15
- บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา 1 1.15
- บกพร่องทางสติปัญญา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15
- อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม 14 16.10
- บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ถดถอยทางการเรียนรู้
2 2.30
47
ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ
- อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถอถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30
- ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15
- ถูกกลั่นแกล้ง, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15
- บกพร่องทางการเรียนรู้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15
- บกพร่องทางสติปัญญา, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15
- บกพร่องทางสติปัญญา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ถดถอยทางการเรียนรู้,
ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
ครอบครัวแตกแยก
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 4 กลุ่ม 8 9.20
- ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 2 2.30
- บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ยากจนและด้อยโอกาส
2 2.30
- บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้,
ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและ
การพูด, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
48
ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 5 กลุ่ม 12 13.79
- บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
4 4.60
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
2 2.30
- บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก,
ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก,
ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ถูกกลั่นแกล้ง,
ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด,
ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 6 กลุ่ม 7 8.05
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้,
ยากจนและด้อยโอกาส
4 4.60
- บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
2 2.30
- บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้,
ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
1 1.15
49
ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 7 กลุ่ม 5 5.75
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่น
แกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้,
ยากจนและด้อยโอกาส
2 2.30
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางสติปัญญา,
บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้,
ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
2 2.30
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด,
บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัว
แตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 8 กลุ่ม 5 5.75
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางสติปัญญา,
บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
3 3.35
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด,
บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียน
ไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
- ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด,
บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส
1 1.15
มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 9 กลุ่ม 10 11.49
รวมทั้งสิ้น 87 100
50
2. ปัญหาที่ท่านพบเจอคืออะไร (หากมีเด็กกลุ่มอื่นๆ สามารถระบุเพิ่มเติมได้)
ประเด็นปัญหา สภาพปัญหา
1. นักเรียน
และครอบครัว
- ขาดการเอาใจใส่จากครอบครัว เด็กที่ถูกเลี้ยงดูหรือบ่มเพาะจนเกิดภาวะ
logical fallacy ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา
- นักเรียนมีฐานะยากจน และพ่อเสียชีวิต แม่ป่วย
- อ่านไม่ออก หลุดออกกลางคัน
- เด็กมีภาวะป่วย ที่ไม่สามารถมาเรียนได้และต้องเข้ารับการรักษาตัวใน
โรงเรียนพยาบาลเป็นเวลานาน
- เด็กนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีการเรียนรู้ได้ช้าขาดโอกาสทางการศึกษา
- ถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง
- ติดยาเสพติด/การพนัน/ใช้สื่อในทางที่ผิด ตั้งครรถ์ในวัยเรียน
- เปราะบางซ้ำซ้อนในคนเดียวกัน
2. ครูและโรงเรียน - ครูยัดเหยียดให้เด็กปกติเป็นเด็กพิเศษ
- ปัญหาที่หลากหลายของเด็กกลุ่มเปราะบางที่แตกต่างกันออกไป ทำให้
ตระหนักได้ว่าครูควรใช้วิธีการที่หลากหลายในการช่วยเหลือนักเรียน และ
จะต้องเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย
- ครูยังขาดเทคนิคในกระบวนการ Al และครูมุ่งผลสัมฤทธิ์
- งบประมาณไม่พอบริหารจัดการในโรงเรียน
- ครูขาดข้อมูลที่แท้จริงในการช่วยเหลือ
- การติดตามเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่สามารถจะติดตามเด็กที่โยกย้ายไปทำมา
หากินตามครอบครัวได้
51
3. ท่านมีแนวความคิด ข้อเสนอในการแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง 9 กลุ่มอย่างไรบ้าง ท่าน
สามารถเลือกเด็ก 1 กลุ่มพร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข
ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข
1. ยากจนและด้อยโอกาส - ระดมทุน หาทุนการศึกษาช่วยเหลือจากโรงเรียนหรือหน่วยงาน
อื่นๆ ให้การสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาสูงสุด
- แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. นำประเด็นที่เป็นปัญหาด้านงบประมาณในการพัฒนาผู้เรียน
(ค่าบำรุงการศึกษา) ของปีที่ผ่านมา
2. ประชาสัมพันธ์/ประสาน/หาแหล่งทุนการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่
ใจดี สายบุญ ซึ่งเป็นเครือข่าย ที่พร้อมให้การสนับสนุนการัฒ
นาสถานศึกษาและนักเรียนยากจน
3. เก็บข้อมูลจากโรงเรียนเดิมของนักเรียนจากการแนะแนวการศึกษา
เพื่อรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4
4. รับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม 1 และ ม 4 และดำเนินการตาม
ขั้นตอนให้ได้นักเรียนเข้าสู่ห้องเรียนตามสายการเรียน
5. แต่งตั้งครูที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน โดยเบื้องต้นทำการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล
จำแนกปัญหาที่พบจากนักเรียน จัดลำดับของปัญหาจากมากไป
หาน้อย และจัดลำดับนักเรียนที่พบปัญามากที่สุด สรุปข้อมูล
เพื่อให้การช่วยเหลือ
6. แต่งตัั้งคณะกรรมการพิจารณา กลั่นกรอง นักเรียนที่เป็น
กลุ่มเป้าหมายที่ขอรับ/จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือเร่งด่วน
7. ประชุมคณะกรรมการ (นอกเหนือทุนปัจจัยยากจน/ยากจน
พิเศษที่มีเงื่อนไข) เพื่อให้ความช่วยเหลือ (ตามเกณฑ์และแนว
ทางการรับทุนการศึกษา)
8. รับมอบ/มอบทุนการศึกษา/ความช่วยเหลือให้นักเรียน (หาก
ผู้ให้ทุน/ให้ความช่วยเหลือว่าง เชิญมามอบให้นักเรียนด้วย
ตนเองในวันประชุมผู้ปกครอง)
9. มอบหมายให้ครูที่ปรึกษาดูแลการใช้จ่ายทุนการศึกษาให้เป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ โดยฝ่ายบริหารกำกับ ติดตามเป็นระยะ
52
ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข
10. ประเมินผล สรุปผล และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
11. เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ให้ผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชนได้รับ
ทราบเป็นระยะ
- ให้ครูที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องกับนร. ให้คำแนะนำที่ถูกวิธีในการ
ทำงานเสริม ใช้สื่อโซเชียลในการสร้างรายได้ ฝึกอาชีพระหว่างเรียน
- ให้เรียนโรงเรียนทางเลือก หรือให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมใน
การออกแบบหลักสูตรและ training ผู้เรียนให้เป็นผูัประกอบการ
เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันทำงาน แล้วให้สถานประกอบการเป็นผู้
ประเมินการเรียนรู้
2. ครอบครัวแตกแยก - ทำให้นักเรียนรู้สึกเป็นคนสำคัญเมื่ออยู่ในโรงเรียน ครูให้พื้นที่ใน
การแสดงออกความสามารถ เช่น เล่นดนตรี กีฬา งานฝีมือ งานช่าง
- การสร้างทัศนคติให้กับนักเรียนคนอื่นๆ ในโรงเรียน ให้รู้จักการ
ยอมรับ เคารพและเห็นคุณค่ากันและกัน ตักเตือนเพื่อนเมื่อเพื่อน
ทำผิด และให้คำแนะนำเพื่อนในทางที่ดี รู้จักปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี รวมถึง
ชวนนักเรียนมองปัญหาให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง ครูคอย
ให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด
- จัดกิจกรรมกลุ่มในห้องเรียนให้เล่นบทบาทสมมติ เพื่อให้เข้าใจคน
อื่น
- ทำงานบูรณาการทุกภาคส่วนและชุมชน ในการให้ทุนการศึกษา
และใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้าช่วยเหลือในทุกๆ ด้านที่จะ
ทำได้
- เข้าเยี่ยมบ้านเพื่อดูถึงความเป็นอยู่ ทำให้เป็นที่ไว้วางใจของนักเรียน
ค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ด้วยการเข้าถึง และโอบกอด
แบ่งปันความสุขและความอบอุ่น
3. ถดถอยทางการเรียนรู้ - ใช้สื่อหรือชุดการสอนสำหรับฝึกนักเรียนหรือทบทวนการเรียนรู้
อย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
- ใช้วิธีการสอนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน
- ดึงความสนใจสิ่งที่เด็กชอบมาบูรณาการในชั้นเรียน
53
ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข
4. บกพร่องทางการเรียนรู้ - สร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขก่อนเริ่มเรียนรู้
เพื่อให้เด็กกล้าเรียน กล้าถาม กล้าร่วมกิจกรรม
- ใช้การทำกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้ลงมือทำจริง ฝึก
กระบวนการคิด การทำงานเป็นกลุ่ม เน้นการมีส่วนร่วม
- วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ
ผู้เรียนที่หลากหลายเป็นรายบุุคคล อาจให้มีห้องเรียนสำหรับเด็ก
กลุ่มนี้เพื่อจะได้เน้นความรู้ได้เยอะที่สุด
- สามารถนำกระบวนการ STEAM DESIGN Process เข้ามาช่วยใน
การจัดการเรียนการสอน ซึ่งกระบวนการนี้สามารถดึงศักยภาพของ
เด็กกลุ่มนี้ออกมาได้ดี
- การใช้นิทานหน้าเดียวพัฒนาการอ่านและเขียน
- ครูมีจิตใจที่รักเด็ก เข้าใจเด็ก ไม่ทิ้งเด็กให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง
5. อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ - ปรับวิธีการสอน สอนเรื่องที่มีความหมายกับเด็ก
- การปรับแก้โครงสร้างหลักสูตรที่ต้นทาง เพื่อเป็นปัจจัยทางอ้อมให้
เด็ก ป.1-3 มีโอกาสและเวลาในการเรียนเพื่อนการอ่าน การเขียน
เพิ่มขึ้น โดยการปรับลดวิชาเรียนลง
- เหลือวิชาทักษะสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ คือ ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ คณิต และวิชาชีวิต
- ปรับกระบวนการเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้วิธีการหรือ
นวัตกรรมการอ่านที่หลากหลาย เช่น บันได 4 ขั้นเพื่อการอ่าน ตาม
ธรรมชาติของภาษาไทย ได้แก่ การอ่านแจกลูกผสมเสียง การอ่าน
เป็นคำและประโยค การเขียนตามคำบอก และการคัดลายมือ เป็น
ต้น
- ให้ครูสำรวจข้อมูล คัดกรองนร.รายบุคคล เยี่ยมบ้าน วิเคราะห์และ
ประชุมวางแผนแก้ปัญหา สร้างเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขการเรียนรู้
- ใช้วิธีการเพื่อนสอนเพื่อน กระบวนการกลุ่มเน้นการเรียนรู้ด้วยการ
ลงมือทำ Active Learning นำสิ่งที่นักเรียนสนใจ เช่น กิจกรรม
เกม ร้องเพลง คาราโอเกะ ประกอบการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศที่ดี
ในชั้นเรียน เสริมพลังบวก สร้างความสนุก เป็นกันเองในห้องเรียน
54
ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข
- ฝึกหาคำศัพท์จากสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว นำมาคัดไทย
- ใช้นิทานหน้าเดียวและการเล่านิทานประกอบท่าทาง
- อ่าน ซ้ำ ย้ำ ทวน ทุก ๆ เช้าและบ่าย
- ใช้สื่อการเรียนรู้ เช่น คลิปวีดีโอ ร่วมกับผู้ปกครองที่บ้านและครู
ช่วยกันทบทวน ติดตามสม่ำเสมอ
- จัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้องอ่านหนังสือ
- นำสื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ด้วยเทคนิค สคาร์ฟโหลดดิ้ง จาก
สภากาชาดไทยมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการพัฒนา
6. ออกกลางคันหรือหลุดออก
จากระบบ
- ใช้ความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชน ในรูปการ
แบ่งพื้นที่ในการดูแลนักเรียนให้กลับมาเรียน โดยใช้ zoning care
- ใช้วิธีพูดคุยปรับแนวความคิด แล้วชวนมาเรียนรู้
- เข้าใจเบื้องหลังของเด็กเป็นอย่างดี สังเกตพฤติกรรม ให้กำลังใจ ให้
ความรัก ความอบอุ่น
- ปรับหลักสูตรให้เอื้อต่อความต้องการของนักเรียน มีรายวิชา
เพิ่มเติมอย่างหลากหลายโดยเน้นทักษะอาชีพ และกิจกรรมที่
ส่งเสริมให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน
- ใช้ความร่วมมือกับผู้นำชุมชน และหากไม่สามารถมาเรียนได้ครูนำ
ชุดการเรียนรู้ด้วยตัวเองไปให้เด็ก เช่น ชุด bag for fun
7. ถูกกลั่นแกล้ง - สามารถใช้นวัตกรรมการจักการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการทำงาน
กลุ่ม ฝึกให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมกลุ่มบ่อย ๆ จะได้ซึมซับความ
สามัคคี เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม เพื่อนช่วยเพื่อน
ช่วยกันเรียนรู้
- หาช่องทางให้ผู้ถูกกระทำแจ้งเหตุการณ์ ให้คำปรึกษา จัดคลินิกรับ
ร้องเรียนเด็กที่ถูกแกล้ง และสร้างสถาพแวดล้อมแห่งการให้เกียรติ
กัน พยายามเข้าใจกันให้เกิดขึ้นจนเป็นวัฒนธรรมร่วม
- ควรให้ความรักและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณให้เกิดกับเด็ก ใช้
การพูดคุยถึงผลเสียของการกลั่นแกล้งกัน และสร้างความร่วมมือ
ข้อตกลงร่วมกัน
55
ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข
8. บกพร่องทางสติปัญญา - จัดกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียน
- คัดกรองเด็ก สร้างการรับรู้ร่วมกันของคณะครูเพื่อ ให้เห็นจุดการ
ดูแลเด็กได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง
9. บกพร่องทางภาษาและการพูด - สามารถใช้การเล่า อ่านนิทาน รวมถึงการแสดงละครตามตัวละครที่
เด็กชื่นชอบ
อื่น ๆ - สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงาน
และภาคเอกชน โดยใช้สารสนเทศที่เชื่อมในระบบเข้าด้วยกัน
- สนับสนุนสื่อเทคโนโลยีของโรงเรียนให้เพียงพอกับนักเรียน
- เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกทางความคิดที่หลากหลายเพื่อใช้ใน
การประเมินผล
- ดำเนินการตามระบบช่วยเหลือนักเรียนร่วมกันระหว่างครูประจำ
ชั้น และครูแนะแนว สอบถามความต้องการขอความร่วมมือจาก
อบต. ในการขอรับการสนุนจากนักพัฒนาชุมชน ขอทุนการศึกษา
และแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักเรียน ถ้าเด็กมีความเสี่ยงด้าน
อารมณ์และพฤติกรรม ขอความอนุเคราะห์นักจิตวิทยาประจำเขต
พื้นที่ร่วมให้คำปรึกษา ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะอาชีพต่อไป
56
ส่วนที่ 3 กิจกรรมห้องย่อย Solution Café
จำนวนผู้เข้าร่วม Mini Workshop โดยผู้เข้าร่วมสนใจประเด็นอ่านออกเขียนได้ ฐานสำคัญสร้าง
นักเรียนรู้ตลอดชีวิตมากที่สุด ดังรายละเอียดในตาราง
ประเด็นห้องย่อย
จำนวนผู้เข้าร่วม
รอบที่ 1 รอบที่ 2
1. ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 19 16
2. ครูกู้ใจ เติมทักษะอารมณ์และสังคม 15 16
3. Super Connection นักประสานสิบทิศ 11 15
4. Anywhere Anytime: ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต 16 17
5. อ่านออกเขียนได้ ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต 25 20
1. ท่านจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องย่อยไปต่อยอดพัฒนาการเรียนรู้ของท่านอย่างไร
ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด
1. ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง - นำวิธีการและเทคนิคการสอนที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มา
ปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน บริบทของโรงเรียน เปลี่ยนชุมชน เป็น
พื้นที่การเรียนรู้ปรับเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย
- จัดกิจกรรมแก้ปัญหารูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น จิตอาสาเพื่อนคู่คิด
ทักษะอาชีพ กีฬา นำไปเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินผลการเรียน
นักเรียนที่ขาดเรียนและมีแนวโน้มจะออกเรียนกลางคัน
- สร้างความตระหนักให้ครูเห็นความสำคัญของของการวัดประเมินตาม
ศักยภาพ และถ่ายทอดสู่ผู้บริหารและครูต่อไป
- เติมกำลังใจครูและเสริมแรงนักเรียนให้ร่วมกันช่วยเหลือเพื่อนที่อ่าน
ไม่ออกเขียนไม่ได้
- ติดตาม เยี่ยมบ้าน และคัดกรองนักเรียนให้ละเอียดยิ่งขึ้น
- การพัฒนาระบบสารสนเทศ Q-info เพื่อใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อน
คุณภาพการศึกษา
57
ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด
2. ครูกู้ใจ เติมทักษะอารมณ์และ
สังคม
- มีเพื่อนทำงานร่วมและให้คำปรึกษาจะช่วยให้เราเดินต่อได้ ตอนหมด
ไฟในการทำงาน ใช้การ PLC เพื่อแก้ไขปัญหา การไม่กล่าวโทษหรือ
ตัดสินใคร ให้โอกาสและส่งเสริมครูในความรับผิดชอบ
- ได้พลังเชิงบวก สร้างพลังใจให้ครู
- การเข้าใจผู้เรียน ค้นหาสาเหตุของปัญหา วางแผนร่วมกับคณะครู
เพื่อแก้ปัญหา และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ
- วิธีการดูแลช่วยเหลือเมื่อนักเรียนมีปัญหา เข้าใจนักเรียนอย่าง
แท้จริง หาจุดเด่นของแต่ละคนและส่งเสริมเรื่องที่เด่น
- เทคนิคการดึงเด็กกลับมาเรียนด้วยวิธีการที่ทำให้เขารักโรงเรียนใน
แบบที่เขาต้องการ สร้างความมั่นใจให้เด็กคุณค่าของตนเอง
- การเปลี่ยน midset การรับฟังและการเข้าใจเด็กในบริบทต่างๆ การ
รับฟังและการเข้าใจเด็กในบริบทต่าง ๆ
- นำไปปรับใช้ในการนิเทศครูแนะแนว และในการเรียนการสอน
3. Super Connection นัก
ประสานสิบทิศ
- การจัดการเรียนรู้แบบพหุปัญญาตามความสนใจของผู้เรียนและ
ถนัดของผู้เรียน ปรับหลักสูตร-โครงสร้างเวลาเรียน รายวิชาเพิ่มเติม
ให้เอื้อต่อความต้องการและพื้นฐานของนักเรียน
- การประสานความร่วมมือใช้ความร่วมมือจากเครือข่ายในการ ประสาน
พัฒนานักเรียนในทุกรูปแบบ ผูกมิตรกับทุก ๆ ฝ่าย มองเป้าหมาย
ร่วมกัน สร้างความเข้าใจและทำงานแบบร่วมมือ
- ไม่ใช่แค่โรงเรียนที่จะจัดการศึกษา แต่หมายถึงทุกคน ทุกภาคส่วนต้อง
มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จึงต้องสร้างระบบนิเทศการเรียนรู้ให้
เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กใน ทุกสถานการณ์ โอกาส และสถานที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันสังคมที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว
- โครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนและเมื่อพบปัญหาก็ร่วมกันแก้ปัญหา
รายบุคคล
4. Anywhere Anytime:
ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต
- ปรับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต เน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง
กับชีวิตและพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาการ
เรียนรู้ ของเด็กในทุกที่ ทุกโอกาส
58
ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด
- อบรมครูให้มีความรู้จัดกิจกรรม Open Approach การเรียนรู้ที่ไม่ได้
อยู่เพียงแต่ห้องเรียน เชื่อมโยงการเรียนการสอนจากห้องเรียนกับ
บ้านโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้สนับสนุน
- ใช้การเรียนรู้จากกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน บูรณา
การได้ทุกกลุ่มสาระ รวมทั้งการบูรณาการท้องถิ่น เช่น ห้องเรียนงาน
อาชีพต่างๆ ไปเชื่อมโยงกับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร
- การใช้ Q-info และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
- การร่วมขับเคลื่อนรูปแบบหลักสูตรที่สามารถส่งเสริมผู้เรียนให้
สามารถสร้างอาชีพได้จริงในระหว่างเรียน
5. อ่านออกเขียนได้
ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชี
วิต
- การใช้กิจกรรม BBL เกมและเพลงสู่การออกแบบการเรียนรู้และการ
ใช้ห้องเรียนแบบ ยืดหยุ่น และเทคนิคการอ่านของเด็กที่มีปัญหาด้าน
การเรียนรู้
- นำความรู้ที่ได้ ไปถ่ายทอดให้กับครู พร้อมให้การสนับสนุน ส่งเสริม
การสร้างนวัตกรรมการสอนไปออกแบบการสอนในชั้นเรียนให้ครู
- การประสานหน่วยงานอื่นเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในเรื่องปัจจัย
เกื้อหนุนอุปกรณ์การเรียน
- ได้เห็นการทุ่มเทการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อยู่ที่นักเรียน
จริง รู้สึกมีแรงผลักดันที่จะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น
- การคัดกรอง การจัดการเรียนรู้ การติดตามประเมินผลในการส่งเสริม
ให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้
- นำจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ
59
ส่วนที่ 4 กิจกรรมบนเวทีช่วงบ่าย: Schools That Matter
1. จากบทบาทที่ท่านได้รับในตอนนี้ (เช่น ครู ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ท่านได้เรียนรู้อะไรจากเวทีเสวนา
“ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียนพัฒนาตนเอง” และการเสนอนวัตกรรม เครื่องมือ
พร้อมด้วย Good Practice จากโรงเรียน และท่านจะนำข้อเรียนรู้ไปใช้ในหน้างานหรือภารกิจ
ของท่านอย่างไร
บทบาท สิ่งที่ได้เรียนรู้
ครู - ครูคือหัวใจสำคัญ และใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด ช่วยเหลือนักเรียน
ให้ได้รอบด้าน ไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง
- ใช้งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ และสร้างความ
เข้าใจ รวมถึงแบ่งปันเรื่องราวให้ครูในโรงเรียนโดยใช้กระบวนการ PLC
- นำจิตศึกษามาใช้อย่างต่อเนื่อง
- พัฒนางาน และมองนักเรียนเป็นเป้าหมายแก้ปัญหาร่วมกัน
- ส่งเสริม เด็กให้ได้พัฒนาตามความสามารถที่มี เช่น ดนตรี กีฬา
- ประยุกต์ใช้ทั้งแนวคิด วิธีการและพยายามค้นหาหรือสร้างนวัตกรรม
ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนของตนเองในทุก ๆ ด้าน
- การสังเกตเด็กที่มีปัญหาที่โรงเรียน อย่าพึ่งตัดสินว่านักเรียนคนนั้นมี
ปัญหาแต่ให้ทำความเข้าใจครอบครัว ตัวตนของนักเรียนว่าเขาอยู่ใน
กลุ่มเด็กเปราะบางทั้ง 9 ประเภทหรือไม่ และร่วมมือกับครู ผู้บริหาร
สถานศึกษา ชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา
ของผู้เรียน
- เปลี่ยนกระบวนการสอนเป็น active เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจอยาก
เรียนรู้ เมื่อมีปัญหาจะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการ
ช่วยกันแก้ไขปัญหาของนักเรียน และส่งเสริมศักยภาพนักเรียนให้
ได้มากที่สุดตามที่นักเรียนแต่ละคนถนัด
- เปิดกลุ่มไลน์ที่ปรึกษาสำหรับครูเพิ่มเติมหากครูต้องการแก้ปัญหา เด็ก
บางคนที่ยาก
ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ/
รองผู้อำนวยการ)
- นำไปเผยแพร่ และปรับใช้เพื่อพัฒนาโรงเรียน ขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน
พาครูให้เห็นความสำคัญและร่วมเปลี่ยนแปลง
- จัดทำโครงการนักเรียนอ่านออกเขียนได้ 100%
- พัฒนาข้อมูลสารสนเทศนักเรียนเป็นรายบุคคล
60
บทบาท สิ่งที่ได้เรียนรู้
- จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการ PLC ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์
8 กลุ่มสาระ
- สร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับโรงเรียน ให้ชุมชน
เห็นความวำคัญว่าโรงเรียนเป็นของชุมชน เพื่อร่วมพัฒนาโรงเรียน
- ผู้บริหารต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาสถานศึกษา โดยอาศัย
ความร่วมมือ ร่วมทำ ร่วมดำเนินการ ร่วมปรับปรุงจากทุกคน ทั้งครู
บุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน
- หนุนเสริมและพัฒนาโรงเรียนให้มีอิสระและคล่องตัวในการบริหาร
จัดการ ส่งเสริมให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อให้การเรียนรู้มี
ประสิทธิภาพ สร้างคุณค่าและคุณภาพผู้เรียนตามเป้าหมายของ
หลักสูตร
หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่
(ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ
ตรวจสอบภายในชำนาญการ
พิเศษ นักวิเคราะห์นโยบายและ
แผนชำนาญการ)
- บทบาทผู้สนับสนุนระดับเขตพื้นที่ในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียน
มีเครือข่าย และเป็นพี่เลี้ยงให้รร.ที่สนใจ นำไปขยายผลลงสู่โรงเรียน
ในสังกัด
- นำไปปรับใช้ในกระบวนการทั้งระบบ
- ชี้แนะ แนะนำนวัตกรรมใหม่แก่ผู้บริหารและครูเพื่อการพัฒนาที่
ยั่งยืน
- พัฒนาต่อยอดในการสร้างระบบนิเทศให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน
ให้เป็นการนิเทศด้วยกลไกระบบนิเวศทางการศึกษาเพื่อการเรียนรู้สู่
คุณครู
- ต้องมีการร่วมมือต้องมีเครือข่ายร่วมมือเพื่อพัฒนา จับมือไปด้วยกัน
ทำอย่างต่อเนื่องและสู่ความยั่งยืน
61
2. หลังจากการเข้าร่วมงาน “Schools That Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง”
ทางโครงการฯ และ กสศ. ขอให้ท่านเสนอ "ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย" ต่อ กสศ. หรือหน่วยงาน
ต้นสังกัดของท่าน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ทำได้จริงและยั่งยืนตามบริบทของ
ท่าน
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ครู - ขยายผลต่อโรงเรียนในเครือข่ายให้หลากหลายขึ้น และการทำ
ความเข้าใจและหาจุดร่วมแนวทางในการพัฒนานักเรียน ร่วมกัน
ทุกฝ่าย
- หน่วยงานต้นสังกัดควรมีบทบาทในการสนับสนุนในด้านการจัดหา
งบประมาณช่วยสถานศึกษา
- หากิจกรรมใหม่มาให้นักเรียนได้ Active learning ในการจัดการ
เรียนการสอน พัฒนากระบวนการคิดของครู จัดโครงการพัฒนา
นักการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมให้มีการส่งเสริมการบูรณา
การเนื้อหา
- ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยน
รูปแบบการวัดและประเมินผล
- การนำชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
- จัด forum แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตาม และเติมพลังให้
โรงเรียนได้ทำต่อเนื่อง เพราะถ้าเปลี่ยน ผอ. และไม่มีโครงที่เชื่อม
ให้โรงเรียนได้ทำต่อ มันก็จะค่อยๆเลือนลางไป
- ให้จับคู่โรงเรียนเป็น Buddy ช่วยเหลือไปพร้อมกัน หรือจัดกลุ่ม
โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับเขตพื้นที่
- การมีโค้ชที่ลงมาใช้ชีวิตและเรียนรู้บริบทจริงๆ ของโรงเรียน เพื่อให้
คำปรึกษาและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียน เขตพื้นที่ และ
กสศ. การประสานมูลนิธิที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส ยากจน
หรือสนับสนุนสิ่งของจำเป็น รวมถึงการมีนักจิตวิทยาเด็กที่ทำงาน
กับโรงเรียนจริงๆ ช่วยแก้ไขและสังเกตนักเรียน รวมถึงช่วย
ประสานความเข้าใจในเชิงจิตวิทยาระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง
ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ,
รองผู้อำนวยการ)
- หน่วยการต้นสังกัดมีการติดตามและนำเสนอผลงานอย่างจริงจัง
เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนหรือส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองให้สามารถ
พัฒนาได้อย่าง ต่อเนื่องและมั่นคง นิเทศแบบกัลยาณมิตร
62
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- สร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรทุกคนและทุกภาคส่วน และสร้าง
เครือข่ายร่วมพัฒนาให้กับโรงเรียนใกล้เคียง ทำงานเป็นทีม
- ให้ความสำคัญต่อบทบาทของพ่อแม่โดยรัฐบาลให้คูปองการศึกษา
- ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาวะการปัจจุบัน ลดสิ่งที่
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ให้ความสำคัญ
ในกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อการจัดการเรียนการสอนที่ แท้จริง
- ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน
- การจัดทำสื่อภาษาไทยในรูปแบบพหุภาษา สำหรับโรงเรียนที่มีพหุ
วัฒนธรรม
- โรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการพัฒนา
บุคลากรในสถานศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมกันดำเนินงาน
ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ
- สนับสนุนสื่อเทคโนโลยี
- ควรกำหนดงบประมาณ และแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเพราะจะได้ง่าย
ต่อการกำหนดแนวทาง การพัฒนาตามระยะเวลาในปฏิทินของ
แผนปฏิบัติงานโรงเรียนไม่ควรมีการแทรกกิจกรรมต่างๆ มาเป็นระยะ
(ควรระบุกรอบแนวทางการส่งงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องการจาก
การดำเนินงานให้ครบ)
- อาจมีข้อสั่งการให้รร. มีอิสระในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียน ส่งเสริม
ให้สำนักงานเขตพื้นที่มีอิสระในการกำหนดทิศทางในการ พัฒนา
คุณภาพการศึกษาจากล่างสู่บน เน้นการเรียนรู้และถอดประสบการณ์
เพื่อการพัฒนา ยุบเลิกหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและไม่ยึดโยงกับสถานศึกษา
- หาโครงการที่น่าสนใจที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ
โรงเรียน ได้พร้อมสนับสนุนงบประมาณ
หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่
(ศึกษานิเทศก์,
นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนา
- การเสนอแผนงานและโครงการในแผนปฏิบัติราชการและ การ
ขับเคลื่อนจากภาคีทุกภาคส่วน
63
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ญการพิเศษ,
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำน
าญการ)
- สร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจในแนวทางเดียวกันเพื่อพัฒนาให้
เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง อาจเป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้กับ ครูใน
สังกัด รวมถึงให้มีพี่เลี้ยงช่วยแนะนำสร้างความเข้าใจแก่องคาพยพอื่น
ในจังหวัด
- ให้การสนับสนุนงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน
เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง นำข้อค้นพบมาปรับให้เร็วที่สุด
- พัฒนาโรงเรียนสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรม
เชิงพื้นที่ รวมถึงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบเพื่อศึกษาดูงานและ
ต่อยอด
- ขยายผลให้ครอบคลุมโรงเรียนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด รวมถึงการทำ
MOU ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่
- ให้ทางกสศ.ร่วมกับสพฐ. กระตุ้นให้ผู้บริหารได้ตระหนักและให้
ความสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจัง
3. ท่านมีความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม Schools That Matter ในวันที่ 24 มีนาคม 2567
ระดับใด
ผู้ตอบแบบสอบถามระบุความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม 5 ระดับ โดยระดับ 1 มีความ
พึงพอใจน้อยที่สุด และระดับ 5 มีความพึงพอใจมากที่สุด พบว่าในภาพรวมมีความพึงพอใจเฉลี่ยเป็น
4.82 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ระบุความพึงพอใจระดับมากที่สุด (ระดับ 5)
จำนวน 68 คน และพึงพอใจระดับมาก (ระดับ 4) จำนวน 15 คน และไม่ระบุ จำนวน 4 คน
4. หากเกิดกิจกรรมลักษณะนี้ครั้งถัดไปเพื่อเป็นการพัฒนาให้ดีขึ้น ท่านอยากบอกอะไรกับ กสศ.
และมีข้อเสนอแนะต่อรูปแบบของกิจกรรม และภาพรวมของการจัดงานอย่างไร
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ครู - ขยายผลต่อโรงเรียนในเครือข่ายให้หลากหลายขึ้น และการทำความเข้าใจ
และหาจุดร่วมแนวทางในการพัฒนานักเรียน ร่วมกันทุกฝ่าย
64
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- หน่วยงานต้นสังกัดควรมีบทบาทในการสนับสนุนในด้านการจัดหางบประมาณ
ช่วยสถานศึกษา
- หากิจกรรมใหม่มาให้นักเรียนได้ Active learning ในการจัดการเรียนการ
สอน พัฒนากระบวนการคิดของครู จัดโครงการพัฒนานักการเรียนรู้ใน
ศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมให้มีการส่งเสริมการบูรณาการเนื้อหา
- ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการวัด
และประเมินผล
- การนำชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
- จัด forum แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตาม และเติมพลังให้โรงเรียนได้ทำ
ต่อเนื่อง เพราะถ้าเปลี่ยน ผอ. และไม่มีโครงที่เชื่อมให้โรงเรียนได้ทำต่อ มันก็
จะค่อย ๆ เลือนลางไป
- ให้จับคู่โรงเรียนเป็น Buddy ช่วยเหลือไปพร้อมกัน หรือจัดกลุ่มโรงเรียน
พัฒนาตนเองระดับเขตพื้นที่
- การมีโค้ชที่ลงมาใช้ชีวิตและเรียนรู้บริบทจริงๆ ของโรงเรียน เพื่อให้
คำปรึกษาและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียน เขตพื้นที่ และกสศ. การ
ประสานมูลนิธิที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส ยากจน หรือสนับสนุนสิ่งของ
จำเป็น รวมถึงการมีนักจิตวิทยาเด็กที่ทำงานกับโรงเรียนจริงๆ ช่วยแก้ไขและ
สังเกตนักเรียน รวมถึงช่วยประสานความเข้าใจในเชิงจิตวิทยาระหว่างเด็ก
ครู และผู้ปกครอง
65
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ผู้บริหารโรงเรียน
(ผู้อำนวยการ/
รองผู้อำนวยการ)
- หน่วยการต้นสังกัดมีการติดตามและนำเสนอผลงานอย่างจริงจัง เป็นพี่เลี้ยง
สนับสนุนหรือส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองให้สามารถพัฒนาได้อย่าง
ต่อเนื่องและมั่นคง นิเทศแบบกัลยาณมิตร
- สร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรทุกคนและทุกภาคส่วน และสร้างเครือข่ายร่วม
พัฒนาให้กับโรงเรียนใกล้เคียง ทำงานเป็นทีม
- ให้ความสำคัญต่อบทบาทของพ่อแม่โดยรัฐบาลให้คูปองการศึกษา
- ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาวะการปัจจุบัน ลดสิ่งที่ไม่ได้
เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ให้ความสำคัญในกิจกรรม
ที่เป็นไปเพื่อการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริง
- ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน
- การจัดทำสื่อภาษาไทยในรูปแบบพหุภาษา สำหรับโรงเรียนที่มีพหุวัฒนธรรม
- โรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการพัฒนา บุคลากร
ในสถานศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมกันดำเนินงาน ตามเป้าที่ตั้งไว้
โดยมุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ
- สนับสนุนสื่อเทคโนโลยี
- ควรกำหนดงบประมาณ และแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเพราะจะได้ง่ายต่อการ
กำหนดแนวทาง การพัฒนาตามระยะเวลาในปฏิทินของแผนปฏิบัติงาน
โรงเรียนไม่ควรมีการแทรกกิจกรรมต่าง ๆ มาเป็นระยะ (ควรระบุกรอบแนว
ทางการส่งงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องการจากการดำเนินงานให้ครบ)
- อาจมีข้อสั่งการให้รร. มีอิสระในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียน ส่งเสริมให้
สำนักงานเขตพื้นที่มีอิสระในการกำหนดทิศทางในการ พัฒนาคุณภาพ
การศึกษาจากล่างสู่บน เน้นการเรียนรู้และถอดประสบการณ์เพื่อการพัฒนา
ยุบเลิกหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและไม่ยึดโยงกับสถานศึกษา
- หาโครงการที่น่าสนใจที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนช่วยเหลือโรงเรียน ได้
พร้อมสนับสนุนงบประมาณ
66
บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่
(ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ
ตรวจสอบภายในชำนาญการ
พิเศษ นักวิเคราะห์นโยบาย
และแผนชำนาญการ)
- การเสนอแผนงานและโครงการในแผนปฏิบัติราชการและ การขับเคลื่อน
จากภาคีทุกภาคส่วน
- สร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจในแนวทางเดียวกันเพื่อพัฒนาให้ เกิดผลตาม
วัตถุประสงค์ที่แท้จริง อาจเป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้กับ ครูในสังกัด รวมถึงให้มี
พี่เลี้ยงช่วยแนะนำสร้างความเข้าใจ แก่องคาพยพอื่นในจังหวัด
- ให้การสนับสนุนงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเป็น
ระบบอย่างต่อเนื่อง นำข้อค้นพบมาปรับให้เร็วที่สุด
- พัฒนาโรงเรียนสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรม เชิงพื้นที่
รวมถึงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบเพื่อศึกษาดูงานและต่อยอด
- ขยายผลให้ครอบคลุมโรงเรียนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด รวมถึงการทำ MOU
ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่
- ให้ทางกสศ.ร่วมกับสพฐ. กระตุ้นให้ผู้บริหารได้ตระหนักและให้ความสำคัญ
ในการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจัง

สรุป Schools That Matter วันที่ 10 เมษายน 2567

  • 1.
  • 2.
    2 สรุปผลการจัดกิจกรรม Schools thatMatter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ ห้องแซฟไฟร์ 117 อาคาร อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี สาระสำคัญของการจัดกิจกรรม กิจกรรม Schools that Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลัง” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดรูปธรรมความสำเร็จ ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียน พัฒนาตนเอง จากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ที่ดำเนินงานมาระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ ปีการศึกษา 2562 – 2565 กับโรงเรียนขนาดกลางในสังกัด สพฐ. อปท. และ สช. ที่ดำเนินการต่อเนื่อง จำนวน รวม 532 โรงเรียน ในพื้นที่ 41 จังหวัดที่ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค และมีนักเรียนได้รับผลประโยชน์กว่า 250,000 คน โดยมีผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ (1) โรงเรียนต้นแบบ ร้อยละ 20 พัฒนาตนเองได้เข้มแข็งจนสามารถเป็นแกนนำขยายผลไปยัง โรงเรียนอื่น ๆ ในเขตพื้นที่ได้ (2) ผู้บริหาร ร้อยละ 40 สามารถเป็นผู้นำทางวิชาการและสร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนรวมทั้ง ปรับปรุงหรือประยุกต์นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาโรงเรียน (3) ครูไม่น้อยกว่า 6,000 คน ปรับเปลี่ยนการสอนตามแนวทาง Active Learning ส่งผลต่อผลลัพธ์ ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน (4) ครอบครัวและชุมชน สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และช่วยดูแลนักเรียนร่วมกับครูในชุมชน รวมถึงช่วยเหลือด้านการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยกิจกรรมออกแบบจากผลการวิจัย ประเมินผล และถอดบทเรียนโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ที่ไปถอดบทเรียนการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน นักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ชุมชน กรรมการ สถานศึกษาและต้นสังกัด ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ไม่สำเร็จ และฉุดรั้ง สรุปบทเรียนจากการดำเนินงาน โครงการ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ นำมาสู่การจัดกิจกรรม Schools that Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยมี รายละเอียดของกิจกรรม ดังนี้
  • 3.
    3 กิจกรรมช่วงเช้า แบ่งออกเป็น 5ส่วน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. นิทรรศการ TSQP > TSQM Concept นิทรรศที่จัดทำเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจแนวคิด ผลการดำเนินงาน รวมถึงนวัตกรรมของโครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ที่ขยายผลมาสู่การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) จำนวน 6 สถานี โดยมีรายละเอียดของแต่ละสถานี ดังนี้ (1) สถานีที่ 1 หลักกิโลเมตรแรก โรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) สถานีที่ 1 ให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณคิดว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด” ต่อ การเป็นก้าวแรกของโรงเรียนพัฒนาตนเอง โดยมีผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นรวมทั้งหมด 89 คน ดังนี้ - ลำดับที่ 1 ชุมชนร่วมสร้าง : ทุกภาคส่วน All for Education ร่วมสร้างระบบ นิเวศทางการศึกษา (Ecosystem) เพื่อนักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียมอย่างเต็มศักยภาพ และช่วยแก้ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ทุกมิติ จำนวน 46 คน - ลำดับที่ 2 โรงเรียนมีอิสระ : บริหารจัดการและเลือกใช้นวัตกรรมที่สอดคล้องกับ บริบทของโรงเรียนและชุมชนสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 24 คน - ลำดับที่ 3 หน่วยงานสนับสนุน : ทุกหน่วยงานระดับพื้นที่และนโยบายพร้อม สนับสนุนการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ให้ขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้ง ระบบ จำนวน 19 คน (2) สถานีที่ 2 กสศ. เติมพลังขับเคลื่อน 6 มาตรการ สถานีที่ 2 ให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “รู้จักและเข้าใจมาตรการใดมากที่สุด” โดยเป็น 6 มาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ของโครงการโรงเรียนพัฒนา ตนเอง โดยมีผลการแสดความคิดเห็น ดังนี้
  • 4.
    4 มาตรการ จำนวนผู้ ประเมิน (คน) ระดับการรู้จักและเข้าใจ ค่าเฉลี่ย 1 น้อยที่สุด 2 น้อย 3 ปานกลาง 4 มาก 5 มากที่สุด 1. School goal75 - - 3 20 52 4.65 2. Professional learning community: PLC 66 - - 3 15 48 4.68 3. Q-info 66 - - 6 18 42 4.55 4. Classroom innovation 66 - 1 4 21 40 4.48 5. Network 68 - 1 3 20 44 4.54 6. Student support & Safety 72 - - 3 21 48 4.63 สรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมรู้จักและเข้าใจมาตรการ School goal มากที่สุด โดยมีผู้ประเมินทั้งหมด 75 คน และประเมินในระดับมากที่สุด จำนวน 52 คน รองลงมาเป็น มาตรการ Student support & Safety มีผู้ประเมินทั้งหมด 72 คน และประเมินในระดับมากที่สุด จำนวน 48 คน ทั้งนี้ เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วพบว่า Professional learning community: PLC มีค่าเฉลี่ยสูง ที่สุด รองลงมาเป็น School goal และ Student support & Safety ตามลำดับ (3) สถานีที่ 3 Check My Status บทพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนพัฒนาตนเอง สถานีที่ 3 ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “โรงเรียนของคุณตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เพื่อประเมิน 6 Checkpoints ของการเปลี่ยนแปลง ที่ประกอบด้วยประเด็น ดังนี้ 1. นักเรียนกว่า 250,000 คน อยู่ในระบบนิเวศการศึกษาที่มีคุณภาพ 2. โรงเรียน 700 แห่ง เปลี่ยนเป็นชุมชนเรียนรู้ของนักเรียน ครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกคน โดยร้อยละ 20 ก้าวสู่ต้นแบบโรงเรียนพัฒนาตนเองทั้ง 6 มาตรการ และสามารถ เป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับโรงเรียนอื่นได้ 3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญและเป็นผู้นำทางวิชาการ
  • 5.
    5 4. ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการ (TeacherAgency) เชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กทุก คน สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษา สร้างการเรียนรู้ระดับเชื่อมโยงชีวิต และ สร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต 5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับโรงเรียน สนับสนุน ทรัพยากรที่หลากหลายรูปแบบ และร่วมรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น 6. หน่วยงานต้นสังกัดและศึกษานิเทศก์เกิดนโยบายทั้งส่วนกลางและพื้นที่หนุนให้โรงเรียน มีอีสระ เลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหานักเรียนกลุ่ม เสี่ยงและเพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ ตารางผลการประเมินทั้ง 6 ประเด็น จากตารางสามารถสรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมส่วนมากมีทิศทางในการประเมินโรงเรียนของตนเอง ผ่าน 6 ประเด็นดังตารางข้างต้นในระดับ 7-10 ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหัวข้อที่ 4 ครูเปลี่ยนจาก ผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการเชื่อมั่นศักยภาพเด็กทุกคน มีผู้ประเมินระดับ 10 มากถึง 31 คน และในหัวข้อที่ 3 ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ มีผู้ประเมินระดับ 10 อยู่ที่จำนวน 27 คน ประเด็น จำนวนผู้ ประเมิน (คน) ระดับการประเมิน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1. Ecosystem โดยรวมในโรงเรียนของคุณ 73 - - - 2 5 6 9 14 20 17 2. นักเรียนได้รับการสนับสนุน ไม่มีใครตกหล่น 70 - 1 - 2 5 7 6 13 15 21 3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ 63 - - 5 1 - 2 4 10 14 27 4. ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครู ผู้ก่อการ เชื่อมั่นศักยภาพเด็กทุกคน 75 - 1 - 1 2 6 6 12 16 31 5. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ร่วมจัดการ ศึกษา สนับสนุนทรัพยากร 66 - 2 3 3 8 4 12 11 14 9 6. หน่วยงานต้นสังกัด และศึกษา นิเทศก์ เกิดนโยบายส่วนกลาง และพื้นที่ หนุนให้โรงเรียนมีอิสระ 71 - 2 3 4 8 5 9 11 12 17
  • 6.
    6 (4) สถานีที่ 4ครูเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กทุกคน สถานีที่ 4 ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “โรงเรียนของคุณพบนักเรียนมีปัญหาใด มากที่สุด” โดยให้ผู้เข้าร่วมนำลูกบอลไปใส่ในกล่องประเด็นปัญหาของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงทั้ง 9 กลุ่ม ที่ ได้จากผลการวิจัย ถอดบทเรียน และประเมินผลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ปี 2565 โดยมีผลของ การแสดงความคิดเห็น ดังนี้ ประเด็นปัญหา จำนวน (คน) 1. ปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส 39 2. ปัญหาครอบครัวแตกแยก 47 3. ปัญหาถดถอยทางการเรียนรู้ 35 4. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ 33 5. ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 55 6. ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ 53 7. ปัญหาถูกกลั่นแกล้ง 44 8. ความบกพร่องทางสติปัญญา 32 9. ความบกพร่องทางภาษาและการพูด 30 10. ปัญหาอื่นๆ - โดยสรุปได้ว่าปัญหาที่พบมากที่สุดในโรงเรียน 3 ประเด็นคือ (1) ปัญหาอ่านไม่ออก เขียน ไม่ได้ (2) ปัญหาออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ และ (3) ปัญหาครอบครัวแตกแยก ทั้งนี้ ไม่ สามารถสรุปจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นในภาพรวมได้ เนื่องจาก ผู้เข้าร่วมบางส่วนแสดงความคิดเห็น มากกว่า 1 ประเด็น
  • 7.
    7 (5) สถานีที่ 5ก้าวต่อไปโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP > TSQM สถานีที่ 5 เป็นการให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นแนวทางการขยายผลจากโครงการโรงเรียนพัฒนา ตนเอง (TSQP) สู่ การขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQM) ด้วยพลังของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมรับผิดและรับชอบต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กทุกคน (6) สถานีที่ 6 นวัตกรรมโรงเรียนพัฒนาตนเอง สถานีที่ 6 เป็นการนำนวัตกรรมจาก 11 ภาคีเครือข่าย ที่ร่วมหนุนเสริมการพัฒนาคุณภาพ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) รวมถึง นวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพ ห้องเรียนแบบ Active Learning มาเผยแพร่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงานได้นำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ ของตนเองได้
  • 8.
    8 2. นิทรรศการบอร์ด TSQM-ATSQM-N และ TSQM-I นิทรรศการนี้ เป็นการขยายภาพให้เห็นว่า แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนแต่ละรูปแบบ เพื่อให้จังหวัด หรือโรงเรียนที่เข้าร่วมงานนี้ สามารถดูได้ว่าจะสามารถขับเคลื่อนในรูปแบบใดต่อไป โดยมี รายละเอียดดังนี้ 3. นิทรรศการ เกม How To ครูช่างสังเกต จากผลการวิจัย ถอดบทเรียน และประเมินผลโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) พบกลุ่ม นักเรียนที่มีปัญหาจำนวน 9 ประเภท จำนวน 66,647 คน (บางคนมีปัญหาซ้ำซ้อน) คิดเป็นร้อยละ 82.18 ของนักเรียนทั้งหมด ทั้งสิ้น 81,098 คน โดยสรุปกลุ่มปัญหา ได้ดังภาพนี้
  • 9.
    9 จากกลุ่มปัญหาทั้ง 9 ประเภทข้างต้นจึงนำมาสู่การออกแบบเกม How To ครูช่างสังเกต โดยให้ ผู้เข้าร่วมได้สวมบทบาทเป็นนักวิจัยในการไปสังเกตการใช้ชีวิตของนักเรียน 9 คน ตามคำบอกใบ้ที่ได้รับ เพื่อจะได้รู้ว่านักเรียนกำลังเผชิญหรือพบเจอกับปัญอะไร และจะหาแนวทางในการช่วยเหลือได้อย่างไร
  • 10.
    10 4. นิทรรศการ SolutionCafé จากนิทรรศการ เกม How To ครูช่างสังเกต ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักกับกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหา ทั้ง 9 กลุ่ม จึงนำมาสู่การหาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาเด็กทั้ง 9 กลุ่ม โดยเป็นการจัดกิจกรรม Mini Workshop ในการให้ผู้แทน ผอ.หรือครู จากโรงเรียนต้นแบบ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จ ความท้าทาย และบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) โดยแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย ดังนี้ (1) ห้องที่ 1 ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 3 โรงเรียน ประกอบด้วย - โรงเรียนวัดหนองโรง จ.นครสวรรค์ (เครือข่าย มหาวิทยาลัยนเรศวร) แบ่งปัน ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนใช้นวัตกรรม “ชง เชื่อม ใช้” โดยการสร้างสถานการณ์ขึ้นมา พบว่า มีนักเรียน บางคนไม่กล้าตอบคำถาม ไม่กล้าแสดงออก จากปัญหาที่เกิดขึ้น โรงเรียนจึงเปลี่ยน School Goal ใหม่โดยครูต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้มุ่งสู่โรงเรียนคุณภาพ ครูกระตุ้น นักเรียนโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากขึ้น ▪ โรงเรียนใช้นวัตกรรมของจิตศึกษาเข้ามาช่วย โดยใช้ชื่อกิจกรรม “เพื่อนคู่คิดจิตอาสา พัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยกระบวนการ 5 รู้” สำหรับนักเรียนที่มีภาวะถดถอยทางด้าน การอ่านการเขียน ในระดับชั้น ป.1 - ป.6 เนื่องจากทางโรงเรียนมีจำนวนครูน้อย จึง
  • 11.
    11 กิจกรรมที่ให้นักเรียนเป็นจิตอาสามาช่วยครูสอน โดยครูแต่ละห้องจะมีการคัดกรอง นักเรียนที่มีการเรียนรู้ต่ำมาเข้ารับการดูแล โดยให้รุ่นพี่ระดับชั้นป.2 ขึ้นไป ที่มีทักษะ ด้านการอ่านเขียนมาเป็นพี่เลี้ยงจิตอาสา อีกทั้ง การจับคู่นั้นจะจับคู่ด้วยความสมัครใจ ของทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ระหว่างทางการดำเนินงานไม่พบปัญหาอุปสรรคมากนัก เพราะ ก่อนที่จะปล่อยนักเรียนที่เป็นจิตอาสาไปปฏิบัติหน้าที่นั้น ครูจะทำการอบรม สร้างแรง บันดาลใจ สร้างความตระหนักให้ผู้ที่เป็นจิตอาสาก่อน - โรงเรียนอนุบาลโกรกพระ (ประชาชนูทิศ) จ.นครสวรรค์ (เครือข่าย มูลนิธิเพื่อทักษะ แห่งอนาคต) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนใช้โมเดล “พร้อมสู้โมเดล” ภายใต้การวิธีการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ “รุก รับ กระชับ ตรึง ผล” รุก = ใช้ระบบ Q-info เข้ามาช่วยในการเช็คเวลาเรียน เช็คผลการเรียน เช็คน้ำหนัก ส่วนสูง รับ = ครูทุกคนออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน กระชับ = ผอ. ใช้กระบวนการนิเทศติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยใช้ Q-Report ในมือถือเช็คคุณครู/เช็คนักเรียนว่ากลุ่มเด็กกลุ่มไหนมีความ เสี่ยงที่ต้องช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ตรึง = นำผลข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงแก้ไข ผล = ต่อยอด ขยายผล สร้างเครือข่าย ▪ โรงเรียนนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามเด็กที่มีกลุ่มเสี่ยงให้กลับเข้ามาเรียน ทำให้สามารถ ช่วยเหลือเด็กทันท่วงที โดยเด็กกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่บกพร่องทาง ทางการเรียนรู้ ทำให้มีปัญหาด้านการอ่านเขียน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น จากนั้น ครูลงไปเยี่ยมบ้าน พร้อมกับผู้นำชุมชนช่วยประสานให้ส่งผลกระทบทำให้มีปัญหาด้าน การอ่านเขียน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ▪ กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีที่มาอย่างไร มีภูมิหลังอย่างไร เมื่อ ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของเด็กแต่ละคน ก็สามารถปรับกิจกรรมการเรียนรู้ให้ เหมาะสมของผู้เรียนได้ ซึ่งทางโรงเรียนปรับใช้ในชั่วโมงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ทำ กิจกรรมต่างๆ ให้นักเรียนได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ และมีการใช้กระบวนการ CIP (Community Innovation Project) คือการใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน ใช้ชุมชนเป็นพื้นที่ แห่งการเรียนรู้ เป็นนิเวศของการเรียนรู้ของโรงเรียน เพื่อให้ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียอื่นๆ ได้รับรู้ รับทราบ และมาร่วมมือกับโรงเรียน
  • 12.
    12 - โรงเรียนบ้านอีมาดอีทราย จ.อุทัยธานี(เครือข่าย มรภ.กาญจนบุรี) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ บริบทโรงเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 160 คน เป็นกะเหรี่ยง 100% เป็นโรงเรียนขยาย โอกาส เพราะฉะนั้นที่โรงเรียนจะเป็นนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ใช้ภาษากะเหรี่ยง 100% จึงมีปัญหาด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย ▪ โรงเรียนมุ่งเน้นเรื่องของระบบดูแลช่วยเหลือช่วยเหลือนักเรียน ตั้งแต่เยี่ยมบ้านไป จนถึงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือพาไปพบนักจิตวิทยา โดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายของโรงเรียน เช่น นายก อบจ. นายก อบต. ที่เข้ามาช่วย ระดมทุน จัดหางบประมาณ จัดหาครูมาช่วยสอน ครูจิตอาสาของโรงเรียนจะเป็นครู ในพื้นที่ และมีกลุ่มของพี่เลี้ยงเด็กพิการอีกด้วย ▪ กิจกรรมใช้ครูจิตอาสาช่วยสอน ครูที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นจิตอาสา มาจากการคัดเลือก ว่าเป็นครูที่ได้รับการอบรม ออกเสียงภาษาไทยได้ชัดเจน ในแต่ละปีการศึกษามีการคัด กรองนักเรียนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่อ่านไม่ได้เลย 2) กลุ่มที่อ่านได้แต่ไม่คล่อง และ 3) อ่านได้แต่เขียนไม่คล่อง และมีวีธีการสอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) แจกลูกสะกดคำ ผันวรรณยุกต์ 2) ฝึกอ่านคำตามคำบอก 3) คัดลายมือ 4) เขียนตามคำบอก โดยจัด ตารางสอนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หลังจากดำเนินกิจกรรมพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ดี ขึ้น แต่อุปสรรคคือนักเรียนกลุ่มที่ขาดเรียน ไม่สามารถพัฒนาด้านการอ่านเขียนให้ทัน เพื่อนได้ ต้องประสานผู้ปกครองให้พานักเรียนเข้ามาโรงเรียนให้ครบ ▪ โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนที่ไม่มีความถนัดทางด้านวิชาการ โดยการเพิ่มทักษะอาชีพ/เพิ่มโครงงานอาชีพ แม้ว่าจะยังแก้ปัญหาอ่านเขียนไม่ได้ใน นักเรียนบางกลุ่ม แต่ก็สามารถดึงนักเรียนให้อยู่ในระบบได้ สามารถร่วมกิจกรรมการ เรียนรู้อื่นๆ ได้ สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง - ปัญหาที่พบเจอเหมือนกันของทั้ง 3 โรงเรียน คือ เรื่องการอ่านออกเขียนได้ จึงขอ แลกเปลี่ยนแนวคิดในการช่วยนักเรียนให้อ่านหนังสือ จากหนังสือที่เด็กสนใจมากกว่า หนังสือเรียน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านก่อน อาจจะทำให้การพัฒนาด้านอ่านประสบ ผลสำเร็จได้ - กรณีที่น่าสนใจ คือ มีเด็กมาโรงเรียนสายเกือบทุกวัน บางวันก็ไม่มาโรงเรียน ถูกครูกล่าวว่า เป็นเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ทำการบ้าน เมื่อสืบหาสาเหตุ พบว่า บ้านของเด็กคนนี้อยู่ที่
  • 13.
    13 เกาะสมุย อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ผู้ปกครองเปิดร้านอาหารปิดตีสองกว่าจะได้นอนก็ตีสาม ทำให้ไปโรงเรียนสาย เพราะเด็กต้องไปช่วยผู้ปกครองทำงาน การบ้านที่ครูให้ไปก็ไม่มีเวลาทำ ครูจึงแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนจากให้การบ้านเป็นให้การโรงเรียน หรือให้เด็กทำภายในชั่วโมงเรียน ให้เสร็จ เป็นต้น และอีกกลุ่มจะเป็นกลุ่มของเด็กที่มีพฤติกรรมที่เริ่มเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่น ดังนั้น ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ดีที่สุดก็คือการเยี่ยมบ้าน เพราะการ เยี่ยมบ้านจะทำให้เรารู้ถึงปัญหาที่แท้จริง - โรงเรียนต้องปรับทัศนคติ (Mindset) ของครูด้วยว่า จะไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง และ ต้องเข้าใจปัญหาของนักเรียนรายบุคคล เพราะนักเรียนแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน - โรงเรียนการศึกษาภาคบังคับสามารถจัดการศึกษาแบบนอกระบบได้ โดยการให้ใบงานไป ทำที่บ้าน หรือมอบหมายงานตามความถนัดของนักเรียน เนื่องจาก นักเรียนบางคนต้อง ดูแลผู้ปกครองที่บ้าน หรือต้องไปช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพและไม่มาโรงเรียน โดย ประเมินตัวชี้วัดด้านอื่น ๆ จากทักษะชีวิตที่นักเรียนมีอยู่
  • 14.
  • 15.
    15 (2) ห้องที่ 2ครูกู้ใจ เติมทักษะอารมณ์และสังคม โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย - โรงเรียนอนุบาลอิสลามสงขลา จ.สงขลา (เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนเปลี่ยนวิธีการสอนจาก Passive Learning to Active Learning เพื่อให้เด็กมี ความสุขกับการเรียนรู้ และได้มีส่วนร่วมในคิดว่าอยากเรียนอะไร ครูนำไปออกแบบ วิธีการสอนที่ทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิด ค้นหาคำตอบ และลงมือทำด้วยตนเอง ▪ การเปลี่ยนแปลงจาก Passive Learning to Active Learning ทำให้ครูเปลี่ยน ความคิด รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับนักเรียน เมื่อครูเปลี่ยน นักเรียนจะเปลี่ยนตาม ▪ โรงเรียนวิเคราะห์ SWOT ของนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้มีแนวทางการช่วยเหลือ นักเรียนรายบุคคล อีกทั้ง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีประวัติครอบครัวแตกแยก ดังนั้น ครูจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ความรักกับเด็ก และโรงเรียนมีการทำ PLC ในการหาแนว ทางการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ร่วมกัน ▪ โรงเรียนมีปัญหา “เด็กถูกบูลลี่ ทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน” ครูยกสถานการณ์ เพื่อให้เด็กช่วยกันวิเคราะห์ให้เห็นมุมมองของ คนถูกบูลลี่ และคนที่เป็นคนบูลลี่คนอื่น โดยการตั้งคำถามสะท้อนความคิด ให้เชื่อมโยงของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ทำให้เด็กเข้าใจ
  • 16.
    16 อารมณ์และความรู้สึกซึ่งกันละกัน ทำให้เด็กที่ถูกบูลลี่ เห็นคุณค่าของตนเองและหา จุดเด่นของตนเอง โดยไม่เปรียบเทียบความสามารถกับผู้อื่น - โรงเรียนชุมชนบ้านบางเสร่ จ.ชลบุรี (เครือข่ายมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต) แบ่งปัน ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ โดยดูข้อมูลจาก Q-info ทำให้ทราบข้อมูลเด็ก รายบุคคล โดยนิยามเด็กที่มีความเสี่ยง คือ เด็กที่มีการขาดเรียนบ่อยมากว่า 7 วัน มี ผลการเรียนไม่ดี ติด 0 ร และ มส โดยสาเหตุส่วนใหญ่พบว่า นักเรียนให้ความสำคัญ กับการทำงานหาเงินมากกว่าการเรียน ▪ โรงเรียนปรับวิธีการดำเนินงานโดยดำเนินการดังนี้ (1) เชิญผู้ปกครองมาปรับ Mindset เรื่องการให้ความสำคัญในการเรียนเท่ากับการ ทำงาน (2) โรงเรียนปรับกิจกรรมการเรียนรู้ โดยปรับหลักสูตรให้มีวิชาการงานอาชีพเพิ่ม 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ เพื่อให้การทำอาชีพของนักเรียนสามารถนับชั่วโมงได้ และบูรณา การกับรายวิชาอื่น ๆ ด้วย (3) หาจุดเด่นของนักเรียนที่กำลังจะหลุดออกจากระบบ และสนับสนุนให้นักเรียนได้มี โอกาสทำสิ่งที่ถนัด เช่น นักเรียนถนัดวาดรูป โรงเรียนส่งเสริมให้แข่งศิลปะ หัตถกรรม เป็นต้น (4) ปรับครูให้เป็นโค้ช โดยให้บูรณาการทุกวิชา และใช้กิจกรรมมาหนุนให้นักเรียน สนุกกับการเรียนรู้ ▪ ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ นักเรียนมีความสุขมากขึ้น นักเรียนไว้ใจที่จะพูดกับครู อีกทั้ง นักเรียนช่วยดูแลเพื่อนที่อาจมีปัญหา สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง - การเปลี่ยนแปลงโรงเรียน ต้องเปลี่ยน ผอ. เพราะ ผอ. ต้องเป็นผู้นำไม่เพียงแค่ด้านวิชาการ แต่ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของความเป็นครู ทั้งนี้ โรงเรียนควรเน้นวิชาการเป็นเรื่องรอง และสิ่ง ที่ครูควรสร้างให้ได้คือ การให้เด็กอยากมาโรงเรียน มารับคำปลอบประโลมจากครู ครูต้อง เปลี่ยน Mindset ไม่ควรยึดหลักวิชาการมากเกินไป ยึดตัวเด็กเป็นเป้าหมายสำคัญ - ชื่นชมโรงเรียนที่มีการปรับหลักสูตรให้เข้ากับนนักเรียน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ว่าหลักสูตรที่ โรงเรียนปรับไม่จำเป็นต้องรอหลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่เราสามารถปรับและยืดหยุ่นได้ เช่น เด็กที่เป็นนักกีฬา ไม่ต้องเรียนวิชาพละก็สามารถนับหน่วยกิตวิชาพลได้ เนื่องจาก เด็กไปซ้อม
  • 17.
    17 กีฬาทุกวัน ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนสามารถเปลี่ยนหลักสูตร ให้เข้า กับสถานการณ์ของเด็กได้ -การเปลี่ยนทัศนคติของ ผอ. ในการเข้าร่วมโครงการ ส่งผลการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระลอก เมื่อ ผอ. เปลี่ยน ครูเปลี่ยน เมื่อครูเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน และเมื่อเด็นเปลี่ยนแล้ว ชุมชนก็จะเปลี่ยน อย่างแน่นอน - การเปลี่ยนทัศนคติของ ผอ. ในการเข้าร่วมโครงการ เป็นแนวทางให้จังหวัดไปปรับใช้ในการ เหนี่ยวนำโรงเรียนให้เข้าร่วมโครงการได้ Visual Note สรุปภาพรวมของห้องที่ 2
  • 18.
    18 (3) ห้องที่ 3Super Connection นักประสานสิบทิศ โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย - โรงเรียนเทศบาลตำบลบ้านธิ (ป่าตาลหมื่นราษฎร์อุปการ) จ.ลำพูน (เครือข่ายมูลนิธิ โรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนประสบปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงพยายามติดตามภาวะการ เรียนรู้ถดถอยของเด็ก และเริ่มแก้ปัญหาด้วยการประชุมผู้ปกครองเพื่อสร้างการรับรู้ และความตระหนักและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ▪ โรงเรียนสร้างกระบวนการแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยดำเนินการดังนี้ (1) ประเมินผู้เรียนที่มีปัญหาชัดเจน (2) จัดห้องเรียนพิเศษชื่อว่า “ห้องฟ้าใส” ซึ่งมีครู การศึกษาพิเศษดูแล สอนเสริมการอ่านการเขียนพื้นฐานในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนวิชา ปกติให้แก่ผู้เรียนที่ได้รับการประเมินว่ามีปัญหา และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านภาษาดี ขึ้น และ (3) จัดห้อง makerspace ไว้ทำกิจกรรมพหุปัญญาตามหาความถนัด การ ดำเนินการดังกล่าว ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการมาเรียน ลดอัตราการขาดเรียน ช่วยปรับ พฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมีผลครอบคลุมถึงวิชาเรียนอื่น ๆ ด้วย ▪ กิจกรรมพหุปัญญาของโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเมื่อโรงเรียนผนึกกำลัง กับหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กันอย่าง ชัดเจน โดยประกอบด้วยหน่วยงานดังนี้ (1) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้องค์ความรู้ แนว ทางการสร้างผลิตภัณฑ์ สนับสนุนแหล่งทัศนศึกษาดูงานในท้องถิ่น (เช่น บ้านช้างนัก)
  • 19.
    19 รวมทั้งกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในห้อง makerspace เช่นให้ประยุกต์ชาติพันธุ์และ ต้นทุนภูมิปัญญา (ไทลื้อ ไทยอง ไทยวน) มาสร้างงานศิลปะ ในลักษณะ Soft power ของพื้นที่ (2) ชุมชน หน่วยงาน/ผู้ใหญ่ในพื้นที่ สนับสนุน เสริมแรงจูงใจ เสริมความรู้ ภูมิปัญญา และให้พื้นที่แสดงผลงานของนักเรียน และ (3) ภาคเอกชน พัฒนาหลักสูตร ร่วมกัน เช่น หลักสูตรการคำนวณแบบจินตคณิต ให้โรงเรียนทดลองใช้เป็นต้นแบบ เพื่อนำไปขยายผลและขยายเครือข่ายสู่โรงเรียนอื่น ๆ ▪ การประสานทิศแรกคือ การประสานความร่วมมือในโรงเรียน ให้ใช้ “การประชุม หารือ” เป็นเครื่องแสวงหาความร่วมมือ และสกัดความรู้/ประสบการณ์/ความถนัด/ เครือข่ายเดิมของครูแต่ละคนมาพัฒนาโรงเรียน-พัฒนานักเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ เกิดประโยชน์กับเด็กมากที่สุด ▪ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนจากกิจกรรมพหุปัญญา คือ ผู้เรียนที่มีความถนัดทางกีฬาได้ เพิ่มพูนความสามารถจากการแข่งขันในหลายระดับ จนถึงนำไปต่อยอดจนได้โควตา เข้าเรียน ▪ เทคนิคการสื่อสารและปรับทัศนคติคือ การประชุม การทำ SWOT เพื่อใช้ความเห็น ของคนส่วนใหญ่โน้มน้าวใจให้ทุกคนเห็นข้อดีข้อเสียร่วมกัน ทำให้บุคลากรตกลงใจร่วม โครงการริเริ่ม แม้จะเป็นงานหนัก แต่ก็เห็นเป็นประจักษ์ว่านักเรียนได้รับประโยชน์ ▪ ประเด็นที่น่าสนใจคือผู้อำนวยการโรงเรียนใช้แนวคิด “รับครูโอนย้าย ไม่รับครูบรรจุ ใหม่” ซึ่งเหมาะกับงาน “ประสานสิบทิศ” เพราะเชื่อว่าครูโอนย้ายแต่ละคนจะมี ประสบการณ์และ connection ติดตัวมาอย่างหลากหลาย ซึ่งจะได้มาเป็น “โอกาส ของโรงเรียน” - โรงเรียนบ้านโชคนาสาม จ.สุรินทร์ (เครือข่ายมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา) แบ่งปัน ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนยกกรณีตัวอย่างของการดูแลนักเรียนจิตเวช โดยโรงเรียนประสานความ ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา หลังจากที่ครูประจำชั้นลงเยี่ยมบ้านและ พบปัญหาดังกล่าว ครูจึงรับหน้าที่พานักเรียนไปรักษาและติดตามการรักษาแทน ครอบครัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ป.1 จนถึง ป.6 จากครูประจำชั้น จึงกลายเป็น “ครู ประจำตัว” และ “แม่คนที่สอง” และ “ผู้ประสานสิบทิศ”ของนักเรียน โดยภารกิจนี้ ประสบความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะมีคุณครูเป็นผู้ประสานกับภาค ส่วนต่างๆ จนได้รับประโยชน์ดังนี้
  • 20.
    20 (1) ครูทุกคนในโรงเรียน ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแลผู้เรียนระหว่างวิชาและ ต่อเนื่องตามลำดับชั้นเรียน (2)แพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปราสาท ได้ความสะดวกในกระบวนการ บำบัดรักษาทุก 3 เดือน และได้ข้อมูลการรักษาที่เป็นปัจจุบัน (3) กรรมการสถานศึกษาและผู้นำชุมชน ได้กำลังหนุนในการติดตามและคอย ช่วยเหลือทั้งนักเรียนและครอบครัว (4) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แนวทางและทรัพยากรใน การเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและแก้ปัญหาทั้งครอบครัวในระยะยาว (5) โรงเรียนโสตศึกษา จ.สุรินทร์ ได้ส่งต่อสู่โรงเรียนเฉพาะทางซึ่งเหมาะสมกับ ระดับพัฒนาการและเพศภาวะ ทำให้นักเรียนมีโอกาสฝึกอาชีพ ได้เป็นนักกีฬา ได้เรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาชีวิต (6) ชมรมแม่หญิงและกลุ่มสตรีอำเภอปราสาท ได้ทุนสนับสนุน/ช่วยแก้ปัญหา ▪ จากกรณีตัวอย่างข้างต้น ทำให้เกิดประสบการณ์ร่วม และเกิดการรวมตัวของของ ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนเพื่อช่วยโรงเรียนขยายผล คือ สอดส่องมองหานักเรียนที่ยังมี ปัญหาแต่โรงเรียนยังไม่ทราบได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผลจากความร่วมมือนี้ยัง ทำให้ชุมชนยิ่งเกิดการยอมรับและไว้ใจครูในฐานะ “แม่คนที่สอง” และโรงเรียนใน ฐานะ “บ้านหลังที่สอง” อย่างสมคุณค่า ▪ โรงเรียนแสวงหาความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการ โดย “คว้าทุกโอกาส” ทั้งเข้าร่วมการอบรมในระดับเขต สพฐ. กระทรวงสาธารณสุข อสม. รพสต. และเข้าร่วมการประกวดระดับประเทศ ได้งบประมาณมาเป็นกองทุน หมุนเวียนช่วยเหลือนักเรียน นำมาสู่การทำ MoU กับเครือข่ายโรงเรียน หน่วยงาน ผู้ปกครอง ครูและโรงเรียนสามารถแสวงหาความร่วมมือและงบประมาณช่วยเหลือ นักเรียนอย่างต่อเนื่อง เข้มแข็ง และยืนได้ด้วยตนเอง ▪ โรงเรียนใช้เทคนิคการประสานด้วยความจริงใจ ปรับทัศนคติด้วยการสร้างความเข้าใจ กับผู้ปกครอง เทคนิคสำคัญคือ ต้องคุยอย่างเป็นส่วนตัว ในช่องทางและสถานที่ที่ เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปกครองไว้ใจ เปิดใจ วางใจให้พาลูกหลานไปพบแพทย์ นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสานงานกับโรงพยาบาล สาธารณสุข และคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อขอแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาช่วยยืนยันและดูแลให้คำปรึกษา ประสานให้ทุกฝ่ายมี เป้าหมายปลายทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน
  • 21.
    21 ▪ ประเด็นที่น่าสนใจคือ โรงเรียนพบว่าพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญทั้งในการช่วยโน้มน้าวใจ ผู้ปกครองและโน้มน้าวใจผู้มีจิตศรัทธาให้สนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาให้ นักเรียนเพราะวัดเป็นแหล่งหนุนเสริมสำคัญของโรงเรียน ยิ่งโรงเรียนมีส่วนร่วมกับ กิจกรรมทางศาสนา มีความสัมพันธ์อันดีกับวัด ก็จะยิ่งได้รับการสนับสนุนกลับมา เรียกว่าเป็นความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง - ความสำเร็จในการ “ประสานสิบทิศ” ของทั้งสองโรงเรียนสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ “แก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน” และความเพียร “คว้าโอกาส” ที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนของ คุณครูได้อย่างดีเยี่ยม - เห็นประโยชน์ของการใช้ PLC ในการเปิดใจแก้ปัญหาร่วมกันได้ดี - เห็นตัวอย่างที่ดีของครูที่พยายามฝ่าฟันอุปสรรค แสวงหาโอกาสช่วยเหลือและพัฒนานักเรียน มีจิตวิญญาณความเป็นครูซึ่งหาได้ยาก - คุณครูไม่สามารถจะทิ้งเด็กอีก 30 คน เพื่อไปตามเด็ก 1 คนได้ เพราะฉะนั้น ต้องใช้การมีส่วน ร่วมจากชุมชนในการช่วยติดตาม คือถ้าเกิดเด็กคนไหนหายไปก็ประสานในเรื่องของชุมชน ใน การช่วยประสานติดตามนักเรียนต่อไป - อาชีพครู เป็นอาชีพที่ต้องต่อสู้กับความไม่รู้ เด็กที่เข้ามาหาเราคือเด็กที่ไม่รู้ นอกจากเราสอน ให้นักเรียนได้ความรู้แล้ว ยังต้องช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ให้รอบด้าน - เห็นพลังของครูในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนใน โรงเรียน อีกทั้ง เป็นแนวทางให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้อีกด้วย
  • 22.
  • 23.
    23 (4) ห้องที่ 4Anywhere Anytime ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 3 โรงเรียน ประกอบด้วย - โรงเรียนบ้านแม่คะ จ.เชียงใหม่ (เครือข่ายมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม) แบ่งปัน ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนได้นำแนวคิด STEAM Design Process มาใช้ในการวางแผนและบูรณา การกับการจัดกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมบูรณาการท้องถิ่นซึ่งเป็นการจัดการ เรียนรู้ตามแนวนโยบาย “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” โดยโรงเรียนจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 3 ประเภท ดังนี้ (1) กิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพ เช่น กิจกรรมชุมนุมผ้าพิมพ์ลาย ใบไม้รักษ์โลก กิจกรรมการทำผ้ามัดย้อมจากแก่นฝางซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่ กิจกรรมคาเฟ่ฝึกอาชีพ โรงเรียนจัดตั้งร้านคาเฟ่แม่คะเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่ม อาหารว่าง และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกิจกรรมอื่น ๆ (2) กิจกรรมที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมการทำโคมไฟ ล้านนา กิจกรรมนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้การทำโคมไฟจากปราชญ์ท้องถิ่น (3) กิจกรรมที่ส่งเสริมสาระการเรียนรู้หลักและการบูรณาการ เช่น กิจกรรม learning box หรือสื่อการเรียนรู้เคลื่อนที่ของแต่ละสาระรายวิชา นักเรียน
  • 24.
    24 สามารถนำสื่อการเรียนรู้นี้ไปศึกษากับเพื่อนนอกชั้นเรียน รวมทั้งสามารถนำ กลับไปศึกษาด้วยตนเองที่บ้านได้อีกด้วย ▪ โรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียนด้วยการใช้ระบบQ-info ในการ ตรวจสอบพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง เป็นต้น ระบบ Q-info ทำให้ครูผู้สอนและผู้บริหารได้ติดตาม พฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด และเห็นความเสี่ยงที่จะเกิด ขึ้นกับนักเรียน อีกทั้งยังสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ▪ การจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม STEAM Design Process ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ทั้งต่อผู้เรียน ครู และโรงเรียน โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1) ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ มี ทักษะอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว มีความสุขกับการมาโรงเรียน และสามารถสำเร็จการศึกษาภาคบังคับได้ (2) ผลที่เกิดขึ้นกับครู ครูเปลี่ยนแนวความคิด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน ได้ นวัตกรรมการเรียนการสอน รู้จักนักเรียนของตนเองมากขึ้น และสามารถดูแล นักเรียนให้สำเร็จการศึกษาได้ (3) ผลที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน โรงเรียนได้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากผลงานของนักเรียน มี ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ดีขึ้น - โรงเรียนบ้านทุ่ม (ทุ่มประชานุเคราะห์) จ.ขอนแก่น (เครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ โรงเรียนนำนวัตกรรม LSOA ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนรู้ LSOA นี้ประกอบด้วยแนวคิด LS (Lesson Study) และ OA (Open Approach) โดยเริ่มนำนวัตกรรม OA ไปใช้กับการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ และนำไป ขยายผลสู่การจัดการเรียนรู้วิชาอื่นในเวลาต่อมา เช่น ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และ ปัจจุบันโรงเรียนกำหนดให้ครูผู้สอนทุกคนนำกระบวนการ OA ไปใช้อย่างน้อยภาค การศึกษาละ 1 หน่วยการเรียนรู้ ▪ โรงเรียนได้นำแนวคิด OA ไปใช้กับการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆ เช่น ในวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง “เศษส่วน” ผ่านการทำกิจกรรมหวานเย็น กระบวนการจัดการ เรียนรู้เริ่มจากครูเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกทำเครื่องดื่มหรืออาหารหนึ่งชนิดที่ ต้องมีการคำนวณส่วนผสม ในขั้นตอนการปฏิบัติครูจะให้นักเรียนทำหวานเย็นเป็น กลุ่ม นักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องเศษส่วนจากการกำหนดสัดส่วนของส่วนผสมใน หวานเย็นเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นนักเรียนนำเสนอผลงานและสรุป
  • 25.
    25 บทเรียนร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือนักเรียนกล้าคิดกล้าตอบคำถาม นักเรียนที่ไม่ชอบ วิชาคณิตศาสตร์ก็สนใจและอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้น ▪แนวคิด LS ที่โรงเรียนนี้ใช้คือแนวคิดเดียวกันกับเรื่อง PLC คือการที่ครูผู้สอน ผู้บริหาร และนักการศึกษาได้ร่วมกันแบ่งปันแนวทางเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โรงเรียนได้นำกระบวนการ LS/PLC ไปใช้ในการเยี่ยมชมชั้นสอน โดยจัดให้มีการ เยี่ยมชมชั้นสอนรายสัปดาห์ รายภาคการศึกษา และรายปีการศึกษา และเมื่อ สิ้นสุดปีการศึกษาโรงเรียนได้ถอดบทเรียนที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ▪ โรงเรียนใช้ระบบ Q-info ในการติดตามพฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียน และใช้ระบบเพื่อคัดกรองเด็กยากจนที่มีภาวะทุพโภชนาการ และช่วยเหลือโดย สนับสนุนไข่ไก่ที่ได้จากกิจกรรมของโรงเรียนให้นักเรียนกลุ่มดังกล่าวนำไปประกอบ อาหาร - โรงเรียนบ้านกู้กู จ.ภูเก็ต (เครือข่ายมรภ.ภูเก็ต) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ นักเรียนในโรงเรียนมาจากครอบครัวแตกแยกถึงร้อยละ 51 โรงเรียนจึงมีวิสัยทัศน์ ที่จะทำให้โรงเรียนเป็น “สถานศึกษาแห่งความสุข” ทำให้เด็กมีความสุขที่ได้ ออกมาเรียนทุกวัน ▪ โรงเรียนนำแนวคิด PBL หรือการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) แนวคิด PLC (Professional Learning Community) และแนวคิด OA (Open Approach) ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการจัด หน่วยการเรียนรู้ในกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และขยาย ผลเป็นวิชาโครงงานฐานชุมชนในปัจจุบัน ▪ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนเกิดจากการร่วมมือ กันของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน โดยมีกระบวนการดังนี้ (1) ขั้นวางแผน - ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ สภาพปัญหาและกำหนดเป้าหมายการพัฒนา (2) ขั้นปฏิบัติการ - นักเรียน ครู และชุมชน เสนอปัญหาที่ต้องการแก้ไข จากนั้น ครูนำแนวคิด PLC และ LS ไปใช้สร้างหน่วยการเรียนรู้ โดยให้ชุมชนมีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนรู้ (3) ขั้นประเมินความสำเร็จ - ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกัน ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ประเมินความพึงพอใจ และถอดบทเรียนเพื่อ นำไปสู่การพัฒนา
  • 26.
    26 ▪ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้จากกระบวนการข้างต้น หน่วยการเรียนรู้เรื่อง“ขยะ” หน่วยการเรียนรู้นี้มาจากความสนใจของนักเรียน โดยนักเรียนได้ลงพื้นที่สำรวจ ชุมชน ทำให้เห็นว่าชุมชนรอบโรงเรียนขยะจากร้านค้าจำนวนมาก นักเรียนจึง อยากหาแนวทางแก้ไขให้สภาพแวดล้อมของชุมชนสะอาดขึ้น จากสภาพปัญหาที่ นักเรียนสนใจ ครูและผู้บริหารจึงได้นำกระบวนการ PLC มาร่วมกันแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ดังกล่าว และให้ปราชญ์ชาวบ้าน มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ ผลที่เกิดขึ้นคือนักเรียนได้รู้จักประเภทของขยะ และวิธีการจัดการขยะ และนำปัญหาการจัดการขยะที่พบไปต่อยอดเป็นโครงการที่ บูรณาการกับชีวิตจริงตามความสนใจ ▪ ผลลัพธ์จากการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ทำให้นักเรียนกล้าคิด กล้าแสดงออกมากขึ้น สามารถทำงานเป็นทีมกับเพื่อนที่มีความหลากหลายได้เป็นอย่างดี และทำให้เห็น ความสามารถและความถนัดเฉพาะบุคคลของนักเรียน ▪ กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ความสำเร็จขึ้นได้มาจากการสร้างทีมที่มีเป้าหมาย เดียวกัน ความร่วมมือกันดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้และการแบ่งปันข้อมูลในการพัฒนา นักเรียน สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง - การแบ่งปันประสบการณ์ของทั้ง 3 โรงเรียน มีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นตัวผู้เรียนเป็น สำคัญ สร้างกระบวนการให้ผู้เรียนได้คิด และฝึกแก้ปัญหา - ทั้ง 3 โรงเรียน มีการวัดและประเมินผลที่ตอบโจทย์ห้องเรียนที่ออกแบบ บูรณาเชื่อมโยงกับ มาตรฐานการเรียนรู้ด้วยตัวชี้วัด
  • 27.
  • 28.
    28 (5) ห้องที่ 5อ่านออก เขียนได้ ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต โรงเรียนที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จำนวน 2 โรงเรียน ประกอบด้วย - โรงเรียนสนมศึกษาคาร จ.สุรินทร์ (เครือข่าย สพป.สุรินทร์ เขต 2) แบ่งปันประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ หัวใจสำคัญของการพัฒนา คือ พื้นฐานการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โดยครูมีขั้นตอนการสอน ดังนี้ (1) ขั้นแรก สอนพยัญชนะ “การจำพยัญชนะได้คือหัวใจสำคัญของการอ่าน” (2) ขั้นที่สอง สอนสระ โดยเริ่มจากสระเสียงยาวก่อนแล้วค่อยไปสระเสียงสั้น (3) ขั้นที่สาม สอนวรรณยุกต์ เทคนิคการจำและการผันวรรณยุกต์ ใช้นิ้วมือมา ประกอบ เพื่อบริหารกล้ามนิ้วมือ ใช้คำคล้องจองและให้นักเรียนพูดตามครู ดังนี้ “หนึ่ง เอก สอง โท สาม ตรี สี่ จัตวา” (4) ขั้นที่สี่ สอนตัวสะกด ตัวสะกดทำให้คำสมบูรณ์ ▪ เทคนิคการสอนเขียนเพิ่มเติมว่า ให้นักเรียนเขียนตามคำบอก และแก้ไขคำที่ผิด ทันที ให้นักเรียนฝึกคัดลายมือ และนำคำเหล่านั้นมาแต่งประโยค โดยค่อย ๆ เพิ่มเติมคำศัพท์ให้ รวมทั้งการสอนแต่งประโยคก็ใช้เพลงประกอบดังนี้ “ใคร ทำอะไร ที่ไหน ทำกับใคร ตั้งแต่เมื่อไร เขาทำอย่างนั้นทำไม เขาทำกับใคร ขอให้ บอกมา”
  • 29.
    29 - โรงเรียนบ้านไผ่หนองแคน จ.ศรีสะเกษ(เครือข่ายมูลนิธิสยามกัมมาจล) แบ่งปัน ประสบการณ์ โดยสรุปดังนี้ ▪ สถานการณ์ปัญหาของนักเรียนห้องเรียนภาษาไทย จากการสอบ O-Net พบว่า นักเรียนไม่สามารถทำข้อสอบอัตนัยไม่ได้ เนื่องจาก คลังคำศัพท์น้อย นักเรียนขาด ความมั่นใจในการเขียน (แม้ว่าเด็กดูละคร พูดได้ เล่าได้ แต่เขียนไม่ได้) นักเรียน บางคนช้าเพราะเรียนก่อนเกณฑ์ ▪ แนวทางการพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียน ดังนี้ (1) หาสาเหตุว่าทำไม นักเรียนเขียนไม่ได้และอ่านจับประเด็นไม่ได้ (2) วัดความรู้ ทักษะการเขียนของ นักเรียนรายบุคคลว่าอยู่ในระดับใด และ (3) จัดกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนา นักเรียน “เขียนเรื่องตามจินตนาการ ▪ ครูทดลองให้เด็ก “เขียนเรื่องตามจินตนาการ” และให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รักหรือ ชอบ ไปหาคำศัพท์ (ที่ใกล้ตัว) เช่น คำศัพท์ที่เจอในโรงเรียน 10 คำ แล้วให้มา เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ แล้วค่อยให้เขียนตามจินตนาการ สามารถสอนหลักภาษา/ ไวยากรณ์ได้ เช่น คำไวพจน์-คำพ้องความหมาย (อาทิตย์ ตะวัน สุริยา พยัคฆ์ บุปผา ปทุม) หลังจากนั้นก็เน้นหัวข้อที่ครูต้องการให้นักเรียนเพิ่มศำศัพท์ การใช้คำ และตัวอย่างประโยค สะท้อนคิดจากผู้เข้าร่วมรับฟัง - ครูควรเป็นต้นแบบหรือตัวอย่างของผู้ที่รักการอ่าน โดยมีวิธีนี้ (1) ครูควรอ่านหนังสืออย่าง น้อยวันละ 1 หน้า (2) ครูวางหนังสือไว้บนโต๊ะเสมอ (3) ครูพกหนังสือไปทุกที่ (4) ขอให้ครู ทุกคนพร้อมที่จะเป็นครูภาษาไทย - ครูผู้เข้าร่วมสะท้อนว่าแนวทางการสอนมีความน่าสนใจ จะนำไปปรับใช้ในการพัฒนาการ เรียนการสอนให้กับนักเรียนของตนเอง
  • 30.
  • 31.
    31 5. แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา นักเรียน9 กลุ่ม หลังจากที่ผู้เข้าร่วมได้เข้านิทรรศการ Solution Café ทั้ง 5 ห้องย่อยและได้ฟังประสบการณ์ จากผู้แทนโรงเรียนในห้องย่อยทั้งหมด จึงมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมแบ่งปัน Solution ที่คิดว่าเหมาะกับเด็ก แต่ละกลุ่ม ลงบนกระดาษ และนำไปติดบนบอร์ดเฉลมเกม How to ครูช่างสังเกต รายละเอียดการ แบ่งปันของแต่ละประเด็นปัญหา ดังนี้ ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภท แนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา 1. ปัญหาออกกลางคันหรือหลุดออก จากระบบ - การสร้างระบบกลไก เครือข่ายความร่วมมือ โดยมี ระบบติดตามที่เป็นรูปธรรมยั่งยืนจากทุกภาคส่วน - หาสาเหตุ แก้ปัญหาตามสาเหตุที่พบ ประสาน ผู้ปกครอง หน่วยงาน และชุมชนในการช่วยเหลือ และร่วมกันแก้ไขปัญหา - การจัดกิจกรรมเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ที่สามารถนำไป ประกอบวิชาชีพได้ จะทำให้เด็กกลับมาเรียนมาก ขึ้น เพราะมีกิจกรรมที่เด็กสนใจ และช่วยแก้ปัญหา นักเรียนที่ออกกลางคันจากปัญหายากจนเพราะ ประกอบอาชีพได้ - แก้ปัญหาการขาดเรียน มีปัญหาออกกลางคัน ด้วย “zoning care” แบ่งพื้นที่การดูแลเด็ก โดย กรรมการสถานศึกษาและชุมชน ในการ่วมมือ ติดตามเด็กให้กลับห้องเรียน - กิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ ช่วยเด็กบกพร่องทาง สติปัญญา เมื่อเด็กหาย เด็กต้องการการช่วยเหลือ ผู้ปกครองในชุมชนเดียวกันช่วยกัน หากันจนเจอ - จัดระบบให้ยืดหยุ่นกับเด็กที่มีข้อจำกัด เช่น หน่วย บูรณาการกับชีวิตที่บ้าน โดยการออกแบบการเรียน ร่วมกันให้นักเรียนเฉพาะราย - ใช้งานระบบสารสนเทศในการติดตามและรายงาน นักเรียนขาดเรียน เพื่อช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนั้นได้ ง่ายขึ้น
  • 32.
    32 ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภทแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา 2. ปัญหาบกพร่องทางภาษาและ การพูด - จัดการเรียนรู้โดยใช้เพลงที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อ ส่งเสริมในเด็กได้มีทักษะการพูดและการใช้ภาษาที่ ถูกต้อง - จัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกทักษะการพูด เช่น กิจกรรมพูดนำสวดมนต์ พูดนำคำปฏิญาณ พูด นำเสนอภาษาไทยวันละคำ - สร้างบทสนทนาจากเรื่องใกล้ตัว และความสนใจ ของเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงบทบาท สมมติตามที่ออกแบบ 3. ปัญหาบกพร่องทางสติปัญญา - การเพิ่มเวลาเรียนรู้แบบ 1-1 เพื่อให้นักเรียนไม่รู้สึก เขินอายผู้อื่น และได้รับกำลังใจรวมถึงชื่นชมอย่าง สม่ำเสมอ - การพัฒนาฐานกาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการ เรียนรู้ - ค้นหาจุดเด่น เคารพและเห็นคุณค่าในนักเรียน 4. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ - ครูต้องเปิดใจว่านักเรียนแต่ละคนมีการเรียนรู้ที่ ต่างกัน แก้ปัญหาจากง่ายไปยาก หากนักเรียนอยู่ ป.3 อาจจะนำหนังสือของ ป.1 ป.2 มาใช้ได้ - เสริมแรงทางบวก ให้คำชมในสิ่งที่ทำสำเร็จ ให้เพื่อ ช่วยทำสิ่งข้างเคียง สร้างการมีส่วนร่วมแบบไม่ กดดัน - นำหลักจิตวิทยาเชิงบวก การพัฒนาคุณลักษณะ อัน เป็นจุดแข็งเชิงบวกของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเห็น คุณค่า และจุดแข็งของตนเอง เมื่อรู้ว่าเด็กมีจุดแข็ง ด้านใดก็ส่งเสริมพัฒนาด้านนั้น ควบคู่กับการ ส่งเสริมการอ่านเขียน - ส่งเสริมนักเรียนกลุ่มนี้โดยจัดกิจกรรมตามความ สนใจ ตามความสามารถ เพิ่มรายได้ให้กับนักเรียน ได้ จะทำให้นักเรียนกลุ่มนี้อยากมาโรงเรียน และ เรียนอย่างมีความสุข
  • 33.
    33 ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภทแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา 5. ปัญหาถูกกลั่นแกล้ง - สร้างสถานการณ์สมมติเพื่อให้เด็ก bully เข้าใจ มุมมองคนถูก bully หาเหตุผลในการรังแกคนอื่น ทำความเข้าใจตนเอง - จัดตั้งคลินิคช่วยเหลือนักเรียนโดยรับร้องเรียนการ ถูกกลั่นแกล้ง เรียกนักเรียนที่แกล้งเพื่อนมาพูดคุย เพื่อทราบเหตุผลว่าทำไมจึงแกล้งเพื่อน แล้วสร้าง เงื่อนไข รวมถึงติดตามว่ายังมีพฤติกรรมเดิมไหม - การใช้จิตศึกษาภายในโรงเรียน การใช้คำถาม การ เลือกตัวช่วย ให้นักเรียนได้ฝึกวิเคราะห์สถานการณ์ เห็นถึงผลเสียของการกระทำ - ประสานนักจิตวิทยามาให้ข้อมูล ความรู้ และสร้าง ทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง และผู้อื่น เมื่อนักเรียนเห็น คุณค่าของตนเองและของผู้อื่น เขาจะมีการกลั่น แกล้ง ดูถูก หรือบลูลี่ลดลง 6. ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้ - ให้ความรักโดยเห็นความสำคัญ ปลอบโยนใกล้ชิด ทักทายทุกเช้า สอบถามทั้งส่วนตัวและเรื่องใกล้ตัว - ครูสร้างกำลังใจ แสดงความรัก ชวนพูดคุยปัญหา แนวทางในอนาคต มีความจริงใจในการแก้ปัญหา รับฟังนักเรียน - ทำความเข้าใจบริบทครอบครัว และช่วยประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าช่วยเหลือ 7. ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ - แก้ปัญหาด้วยการให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ผ่านการเล่น และการ เคลื่อนไหว เพราะการเรียนปนเล่นจะช่วยให้ นักเรียนจำพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกดได้ และสามารถนำมาเขียนและประสมคำได้ - นำหลักจิตวิทยาเชิงบวก การพัฒนาคุณลักษณะ อัน เป็นจุดแข็งเชิงบวก ใช้คู่กับ Active learning ให้ นักเรียนได้พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน อ่านได้ เขียนดี มีความสุข
  • 34.
    34 ปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 ประเภทแนวทางหรือวิธีการแก้ปัญหา - เริ่มจากคำศัพท์ใกล้ตัวในชีวิตจริง เล่าเรื่อง - เขียน คำศัพท์ แต่งเรื่อง เรียงความ - การประสานความร่วมมือของเครือข่ายโรงเรียนที่มี ผลของความสำเร็จในการแก้ปัญหา เพื่อถอด บทเรียน ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา การนำ นวัตกรรมมาเพื่อใช้ในการการแก้ปัญหา 8. ปัญหาถดถอยทางการเรียนรู้ - ประสานผู้ปกครองโดยใช้ PLC ผู้ปกครองนักเรียน นำสิ่งที่ได้ มา PLC ครู และร่วมพัฒนานวัตกรรม ทดลองใช้ เติมเต็ม ใช้ต่อเนื่อง - เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ในช่องทางที่หลากหลายให้ นักเรียนตามความต้องการและความถนัด - ใช้กิจกรรมพัฒนาฐานกาย และกล้ามเนื้อมือ บูรณา การในวิชาเรียนทำให้นักเรียนพร้อมเรียนรู้ - คัดกรองและจัดหาครูพี่เลี้ยงเพื่อจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ให้เหมาะสม 9. ปัญหาความยากจนและด้อยโอกาส - โรงเรียนเพิ่มทักษะอาชีพ และจัดการความรู้ให้ นักเรียน ผ่านการจัดค่าย การอบรม การจัด กิจกรรมทักษะอาชีพ สู่การสร้างรายได้ให้นักเรียน - จัดหาทุนการศึกษาให้อย่างต่อเนื่อง สร้างอาชีพให้ ผู้ปกครองอย่างมั่นคง - มุ่งส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยมีกิจกรรมเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้คิดค้นหาความชอบ และมีเวทีให้นักเรียน ได้แสดงความสามารถทางอาชีพ
  • 35.
    35 กิจกรรมช่วงบ่าย มีรายละเอียด ดังนี้ •“ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียนพัฒนาตนเอง” โดย คุณพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ข้อมูลทั่วไปของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP (Teacher and school quality program) เริ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2562 โดยมุ่งเน้นไปที่โรงเรียนขนาดกลาง ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมในโครงการจำนวน 700 โรงเรียน 41 จังหวัด กระจายทุกภูมิภาคในประเทศไทย มีเด็กที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้น 2,500,000 คน เป้าหมายการดำเนินโครงการอยู่ภายใต้แนวคิด 3 ข้อ คือ 1. โรงเรียนมีอิสระ 2. ชุมชนร่วมสร้าง สร้างระบบนิเวศทางการศึกษา ให้ชุมชนมีส่วนรวมทุกภาคส่วน 3. มีหน่วยงานสนับสนุน ในระดับพื้นที่ จนถึงระดับนโยบาย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ 6 มาตรการขับเคลื่อการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ดังนี้ 1. School Goal การกำหนดเป้าหมายโรงเรียนคุณภาพ 2. PLC (Professional Learning Community) การพัฒนาครูและผู้บริหารด้วยกระบวนการ 3. Q-info ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่มีคุณภาพ 4. Classroom Innovation จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning 5. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสและมีความต้องการพิเศษ Student support and safety และ 6. สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ 1. นักเรียน 250,000 คนได้อยู่ในระบบนิเวศการศึกษาคุณภาพ 2. โรงเรียน 700 กว่า โรงเรียน เปลี่ยนเป็นชุมชนการเรียนรู้ของนักเรียน ครู และชุมชน โดยร้อยละ 20 ของโรงเรียนที่เข้าร่วมได้พัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบ 3. ผู้บริหารโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ เป็นผู้บริหารต้นแบบ เป็นผู้นำวิชากร และผู้นำการ เปลี่ยนแปลง 4. มีโค้ชหรือศึกษานิเทศก์ที่มีทักษะของการเป็นพี่เลี้ยงและการนำนวัตกรรมที่เหมาะสมกับโรงเรียน มาใช้มากขึ้น 5. มีผู้บริหาร ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์ มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้
  • 36.
    36 6. มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พบว่าอัตราการคงอยู่ของนักเรียนในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 93.92 เป็น 96.11 7. นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีผลลัพธ์การเรียนรู้ VASK ดีขึ้น และนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง 8. นักเรียนกลุ่มเสี่ยง 9 กลุ่ม ได้รับการดูแลให้พ้นวิกฤต ร้อยละ 78 อยู่ระหว่างการช่วยเหลือและ ส่งต่อ ร้อยละ 22 ข้อเสนอที่ต้องการให้มีการขับเคลื่อน 1. อยากเห็นการขยายผลให้ครอบคลุมทุกสังกัด ทั่วประเทศ 2. คาดหวังการทำงานกับท้องถิ่น all for education โดยให้ทุกหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนสนับสนุน โรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโรงเรียนพัฒนาตนเอง 3. โรงเรียนควรมีการบริหารทรัพยากรที่เพียงพอ ตลอดจนมีการปรับการจัดสรรงบประมาณให้ ครอบคลุมตามความต้องการทรัพยากรขั้นพื้นฐานของนักเรียน 4. ต้องการให้เชื่อมโยงโรงเรียนพัฒนาตนเองกับสถาบันพัฒนาครูหรือสถาบันอุดมศึกษา สร้างความ รับผิดชอบและความเข้มแข็งในพื้นที่การศึกษา 5. ต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุน ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหา การเรียนรู้ตาม เป้าหมายของโรงเรียน และมีการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจให้กับครู อีกทั้งยังควรมีการ จัดการเรียนการรู้เชิงรุก เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกปัจจุบัน • “โรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”- No Student Left Behind โดย ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สพฐ. แนวคิดเรื่องโรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังว่าคือการให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มเปราะบางที่ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือประสบปัญหาอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา จุดเริ่มต้นคือการให้ความ สนใจกับ “เด็กหลังห้อง” ซึ่งมี 3 กลุ่ม 1. เด็กยากจน เรียนไม่เก่ง 2. เด็กพิเศษที่เรียนรวมกับเด็กปกติ เพราะถูกเพื่อนบูลลี 3. เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยง เกเร เที่ยวกลางคืน ติดสิ่งเสพติด นอกจาก “เด็กหลังห้อง” เป็นเด็กที่ถูกครูทอดทิ้ง หรือ คือ เด็กกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมักจะ ประสบภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (learning loss) โดยเราสามารถแบ่งเด็กกลุ่มเปราะบางออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. เด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือสุขภาพทางกาย เช่น เด็กมีภาวะสุขภาพจิตจนถึงคิดสั้นขั้น ฆ่าตัวตาย หรือแม้กระทั้ง เด็กที่เผชิญสถานการณ์ภัยสุขภาพ ดังจะเห็นได้ในช่วง Covid-19 ที่เด็กหลายคนไม่ได้เรียนต่อหลังสถานการณ์โควิด เพราะครอบครัวขาด รายได้
  • 37.
    37 2. เด็กที่ต้องย้ายตามผู้ปกครอง ทำให้ไม่มีงาน/ที่พักเป็นหลักแหล่ง 3.เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง 4. เด็กที่ต้องคดีความ 5. เด็กที่มีครอบครัวแตกแยก ทั้งนี้ เด็กกลุ่มเปราะบางเป็นเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐานได้และมีโอกาสจะ เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ learning loss จึงจำเป็นต้องมีแนวทางให้ความช่วยเหลือ จึงเกิดเป็น แนวทางไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง No student left behind แนวทางแก้ไข มีดังนี้ 1. สำรวจเด็กกลุ่มเปราะบางและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยพัฒนาครู และตั้ง OBEC CARE หรือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนออนไลน์และนำระบบคุ้มครองดูแลเด็กมาใช้ในโรงเรียน โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ไข “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ถ้าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและ ภาพใหญ่ของการศึกษา 2. ใช้นโยบายโค้ชดูงแลสุขภาพจิตของเด็ก พัฒนาครู ดูแลเด็ก ให้ครูและเด็กมีความสุขและความ ปลอดภัย เชื่อมโยง (link) ข้อมูลของเด็กกลุ่มเปราะบาง (ศูนย์บริหารความสุขและความ ปลอดภัย) มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. สร้างพลังบวก (plus power) ของทุกภาคส่วน ให้มีการสร้างกลไกที่มีพลังบวกของหน่วยงานทุก ภาคส่วนเพื่อร่วมกันดูแลนักเรียน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และวัด • “นโยบายโรงเรียนคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ” โดย คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมาย “เรียนดี มีความสุข” การศึกษาจะประสบความสำเร็จต้อง เริ่มต้นจากความสุขของครู ถ้าครูมีความสุข นักเรียนก็จะมีความสุขตาม ทั้งนี้ เราควรเริ่มจากผู้สอน ผู้สอนต้องมีความสุข ลดภาระงาน เพื่อให้ครูมีเวลาสอนได้อย่างเต็มที่ เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง คิดนอกกรอบ ความสุขของครูและความสุขของนักเรียน นโยบายเพื่อสร้างความสุขให้แก่ครู 1. ลดภาระงานของครู ครูจะมีเวลากับนักเรียนมากขึ้น เช่น หน้าที่ธุรการ 2. ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ 3. แก้ไขปัญหาหนี้สิน 4. จัดอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการ
  • 38.
    38 นโยบายการสร้างความสุขให้แก่นักเรียน 1. กำหนดโครงสร้างวิชาและรายวิชาให้เหมาะสม 2. แนะแนวการเรียนเพื่อให้เกิดเป้าหมายในชีวิต 3.ให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาและการวัดผลที่สะท้อนความสามารถของ ผู้เรียน จากการมีนโยบาย ลดจำนวนข้าราชการ ทำให้ครูต้องทำหน้าหลายอย่าง บางครั้งต้องทำ หน้าที่ธุรการด้วย สอนด้วย จนทำให้เกิดปัญหาตามหน้าหนังสือพิมพ์ และถูกตรวจสอบจาก ปปช. ว่ามีการใช้งบไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ดังนั้น ทางกระทรวงฯ คิดว่าจะควร มีการปรับตัวชี้วัดมากกว่า การแก้ไขกฎหมาย เพราะ สามารถทำได้ง่ายมากกว่าและรวดเร็วกว่า ผลสอบ PISA กับเด็กไทย อาจไม่ได้สะท้อนสภาพการศึกษาไทยว่าคุณภาพต่ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีเด็กไทยหลายคนที่ได้รับรางวัลโอลิมปิกวิชาการ หรือความจริงแล้ว ผลของ PISA แสดงให้เห็นว่า การศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำ วิธีแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้ไขที่โครงสร้าง แต่ควรแก้ที่การจัดสรรรายวิชา/ กิจกรรมให้เหมาะสม การพัฒนาทักษะ (skills) และทัศนคติเชิงบวกของนักเรียน • Good Practice โรงเรียนพัฒนาตนเอง - โรงเรียนเทศบาลตำบลบ้านธิ (ป่าตาลหมื่นราษฎร์อุปการ) จังหวัดลำพูน เปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรม STEAM Design Process และห้องเรียน Maker Space จุดเริ่มต้นของโรงเรียนเกิดจากการศึกษาดูงานจากโรงเรียนบ้านปลาดาว (Starfish Country Home School) ที่ใช้นวัตกรรม STEAM design process และ maker space เป็นแนวทางในการ จัดการเรียนรู้ จากการศึกษาดูงานทำให้เห็นว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยผ่านนวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นเด็ก ที่กล้าคิดกล้าแสดงออก รู้จักคิดวิเคราะห์ โรงเรียนจึงได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยได้สร้าง ห้องเรียนนักคิด maker space จำนวน 8 ห้อง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะของผู้เรียนตาม ความถนัดด้านต่าง ๆ เช่น ห้องเรียนอาหาร ห้องเรียนดนตรี ห้องเรียนนักประดิษฐ์ ห้องเวทีการ ออกแบบโลโก้ ห้องกีฬา เป็นต้น ทั้งนี้โรงเรียนจะให้เด็กทุกคน ทำแบบทดสอบของซัมซุง เพื่อ ประเมินว่านักเรียนมีความถนัดทางด้านใด แล้วจัดการเรียนการสอนตามความถนัดของนักเรียน ผลลัพธ์ 1. พฤติกรรมของนักเรียนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น กล้าซักถาม กล้าคิดค้น ค้นคว้า และลงมือทำด้วยตนเอง และสามารถนำเสนอผลงานด้วยรูปแบบ (สไตล์) ของตัว นักเรียน
  • 39.
    39 2. ครูและนักเรียนได้ต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น โดยนักเรียนสามารประสานงานกับ หน่วยงานอื่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เข้ามาร่วมทำงานร่วมกัน อีกทั้งเมื่อเด็กไปดูงาน เด็ก สามารถนำลวดลายมาออกแบบลายเสื้อ ซึ่งจะเห็นได้จากเสื้อที่ใส่มาในวันนี้ คือ ลายเสื้อของ เด็กที่ออกแบบ 3. อัตรานักเรียนออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบลดลง เพราะเด็กความรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากขึ้น จนทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์เด็กหลุดออกจากระบบ หลังสิ้นสุดโครงการ โรงเรียนยังคงใช้นวัตกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียน ครู โรงเรียน และชุมชนล้วนได้รับผลลัพธ์เชิงบวก เช่น ห้องกีฬา มีการคว้าแชมป์ วอลเลย์บอล และยังมี นักกีฬาจากประเทศสิงค์โปร์มาร่วมเล่นกีฬาที่โรงเรียนอีกด้วย - โรงเรียนอุ่มเหม้าวิทยาคาร จังหวัดนครพนม จุดเริ่มต้นของโรงเรียน เกิดจาก สนใจแนวคิดของ โรงรียนลำปลายมาศพัฒนา และต่อมาก็ได้ ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนหนองก่ำ และสังเกตว่านักเรียนในโรงเรียนกล้าแสดงออกและมีทักษะการคิด วิเคราะห์ หลังจากนั้น ก็ได้มีการปรึกษาหารือกัน ว่าโรงเรียนเรามีปัญหาอะไรบ้าง พบว่า เด็กไม่กล้าพูด ไม่คิดวิเคราะห์ และไม่มีระเบียบวินัย เมื่อเห็นตัวอย่าง โรงเรียนหนองก่ำ ก็นำมาวิเคราะห์และปรับใช้ ซึ่งหลังจากนำมาใช้ พบว่า เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ได้ กล้าแสดงออกมากขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้ ทำให้ผู้อำนวยการเปลี่ยนแนวคิด ครูเปลี่ยนแนวคิด และนำนวัตกรรม จิตศึกษา นวัตกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน โดยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ นักเรียน ซึ่งครูจะใช้วิธีการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้คิด เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความ คิดเห็นอย่างอิสระโดยปราศจากการตัดสินว่าผิดหรือการลงโทษ ทำให้นักเรียน สร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้แก่นักเรียน นอกจากนี้ โรงเรียนยังนำนวัตกรรมจิตศึกษามาใช้เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียน พบว่า เด็กมีความรับผิดชอบ ทำงานได้เอง ไม่โกหก ทั้งนี้ ทุกคำตอบของเด็ก จะไม่บอก ถูกหรือผิด ซึ่งทำให้ เด็กจะกล้าทำ กล้าพูด สิ่งเหล่านี้ ทำให้เด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น นักเรียนที่ขาดเรียนเป็น ประจำ ครูได้นำนวัตกรรมจิตศึกษาไปประยุกต์กับการให้คำแนะนำนักเรียนเพื่อทำให้นักเรียนได้เห็น เป้าหมายในชีวิตและคุณค่าในตนเอง และทำให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ แม้สิ้นสุดโครงการ โรงเรียนก็ยังทำต่อไป เพราะ โรงเรียนมีเครือข่ายครู ผู้ปกครอง ร่วมกันทำ และการขยายผลกับ โรงเรียนอื่นมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม โรงเรียนจะทำ การเปิดบ้านให้ผู้ปกครองมาร่วมชมผลงาน และร่วมกันสนับสนุน ทั้งทุนทรัพย์และทรัพยากรอื่นๆ หรือ แม้บางครั้งยัง ผู้ปกครองเองจะมาช่วยสอนหนังสืออีกด้วย
  • 40.
    40 • Classroom Innovationเพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ โดย รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ▪ จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานนี้ รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ได้เริ่มทำงานนี้ เมื่อปี 2559 กับ โรงเรียนประถม โดยการ เรียนแบบ Active learning มีผลกับ effect size (ผลลัพธ์ผู้เรียน) ซึ่งได้นำมาใช้กับ 14 จัวหวัด พบว่า เด็กส่วนใหญ่จะเน้นความรู้ ไม่เน้นทักษะ ทำให้เกิดผลกระทบกับเด็ก ซึ่งพบว่า เด็กไม่มี ความสุข หนีออกกจากระบบ ทำให้เป็นภาระของสังคม ดังนั้น เมื่อทำการพัฒนาโรงเรียน สิ่งที่ เปลี่ยนแปลง คือ เด็กมีความสุขมากขึ้น ตอนนั้น ทำในช่วง covid ซึ่งทำการเก็บข้อมูล effect size = OECD and Active learning ดูว่าเด็กมีความสุขมากขึ้น และช่วยไม่ให้เด็กหลุดออกจาก ระบบ ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ มีแนวคิดในการสร้างเด็กภูเก็ตให้เป็นเด็ก “ตงห่อ” ที่ มี 7 สมรรถนะ กล่าวคือเป็นเด็กเก่ง ดี มีสุข มีสมรรถนะ สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและ สิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ โดยพื้นฐานภูเก็ตมีการส่งเสริมให้เกิดผลสำเร็จอยู่แล้ว โดยมีการสนับสนุน ให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบ active learning นอกจากนี้ ผศ.ดร.ศิริวรรณ ยังกล่าวถึงแนวทางการ ขับเคลื่อนการศึกษาว่าต้องเกิดจากความร่วมมือกัน โดยได้มีการสร้างทีมเชิงพื้นที่ ศึกษาธิการ จังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่ ร่วมมือกันทำงานและพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนร่วมกัน เพื่อผลักดัน การศึกษาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจากความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้ได้ กรรมการขับเคลื่อน การศึกษาระดับจังหวัด ▪ วิธีการดำเนินงานต่อ รศ.ดร.ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ต้องหาคนที่จะขับเคลื่อนระดับพื้นที่ และเป็นวิทยาการที่มี ความรู้ โดยการทำหน้าที่ โค้ช เท่านั้น ห้ามคิดแทน ห้ามเล่นแทน ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เกิด ความรู้สึกเป็นเจ้าของ คนทำงานส่วนใหญ่ มีหลายระดับ ระดับปฏิบัติการ ระดับผู้บริหาร ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนในโครงสร้างซึ่งมักเป็นศึกษานิเทศน์ และศึกษานิเทศน์ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะทำ หน้าที่ของตนเอง ต้องทำงานอื่นหลายอย่าง ทำให้ไม่มีเวลาขับเคลื่อนการศึกษาที่เป็นหน้าที่หลัก ของตนเองอย่างแท้จริง ผศ.ดร. ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ ระบุว่า อยากเห็นภาพการศึกษาภูเก็ต มีทีมจังหวัด ที่ ทำให้เกิดการเกื้อหนุน และถือว่าเป็น การทำงานแบบ bottom up ไม่สนใจสังกัด โดยช่วยกัน แลกเปลี่ยนการทำงาน เพื่อให้เกิดเป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน
  • 41.
    41 • โรงเรียนพัฒนาตนเอง ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ระบบการศึกษาว่าต้องเป็นระบบที่เกิดจากการเรียนรู้และความร่วมมือของทุกภาคส่วน และ ต้องปรับตัวตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่ประเทศไทยต้องการมีดังนี้ การศึกษาที่ประเทศไทยต้องการ 1. การศึกษาคุณภาพสูงเพื่อพลเมืองไทยคุณภาพสูง เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ที่มีคุณภาพทั้งของนักเรียน ครู และระบบการศึกษา 2. ระบบการศึกษาเป็นระบบการศึกษาเพื่อ “เด็กทุกคน” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 3. การจัดการเรียนรู้เป็นการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกร้อยละ 80 ของเวลาเรียน เน้นการเรียนรู้ จากประสบการณ์ (experiential learning) 4. ครูปรับบทบาทจากครูผู้สอนเป็นครูที่ทำหน้าที่โค้ช เป็นผู้จัดระบบนิเวศทางการเรียนรู้ และ ต้องทำงานเป็นทีม 5. โรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เป็นชุมชนที่พัฒนาผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Agentic Persons) คือกล้าคิด กล้าแก้ปัญหา 6. ต้นสังกัดเปลี่ยนวิธีทำงานเป็นการสนับสนุนโรงเรียนและครูให้ทำงานเพื่อเด็กนักเรียน 7. ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันระบบการศึกษา All for Education & Education for All เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับการปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาระบบการ จัดการเรียนรู้ที่มีการประสานกันทั้งในระดับบนลงล่างและล่างขึ้นบน โดยให้ความสำคัญกับระดับล่าง สู่บน การเรียนรู้จากล่างสู่บนคือการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) การเรียนรู้จากจากประสบการณ์ (experiential learning) โดยได้กล่าวถึงแนวคิดของ Kolb’s Experiential Learning Cycle และ Double-loop Learning การเรียนรู้จากประสบการณ์นอกจาก ทำให้เกิดการสะท้อนคิดแล้วยังตกผลึกให้เห็นองค์ความรู้หรือทฤษฎีได้ คุณค่าที่ได้รับจากโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง 1. ยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย Agentic Citizen 2. ยกระดับวิญญาณครู ศักดิ์ศรีของวิชาชีพครู 3. ยกระดับ ROI ของระบบการศึกษา 4. หมุนวงจรการเรียนรู้จากล่างสู่บนและบนลงล่างด้วยวงจรการเรียนรู้จากการปฏิบัติ/ ประสบการณ์ 5. นำไปสู่ระบบการศึกษาที่ส่งมอบผลงานตามคำมั่นสัญญา 6. เป็นระบบที่คนไทยภาคภูมิใจ
  • 42.
  • 43.
    43 สรุปแบบสอบถามเพื่อสะท้อนการเรียนรู้ในการเข้าร่วมงาน Schools ThatMatter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งสิ้น 84 คน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ตำแหน่ง จำนวน (คน) ครู 39 ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ, รองผู้อำนวยการ) 27 หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ (ศึกษานิเทศก์, นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ) 18 รวม 84 ส่วนที่ 1 นิทรรศการ TSQP > TSQM Concept 1. ท่านคิดว่า “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” จะเกิดขึ้นได้นั้น อะไรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด จากการตอบแบบสอบถามสามารถสรุปองค์ประกอบที่สำคัญได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ • เป้าหมายและวิสัยทัศน์ทุกคนในองค์กรมีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายที่แน่วแน่ในการพัฒนา ตนเอง และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียน • การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องและเครือข่าย จะนำไปสู่การขอความร่วมมือ หรือชักชวน หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันพัฒนาเกิดเป็นเครือข่ายร่วมพัฒนา และมีนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ หลากหลาย สามารถใช้แก้ปัญหาผู้เรียนได้ครอบคลุม ซึ่งเป็นการรับรู้และมีส่วนร่วมของทุก ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภายในโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงเครือข่าย ภายนอกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ มาร่วมจัดการ เรียนรู้และทรัพยากรที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียน • การสนับสนุนงบประมาณ และความมีอิสระในการบริหารจัดการของโรงเรียน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ด้านวิชาการและการจัดการเรียนรู้ • ทัศนคติ (mindset) ของคนทำงานในการทำงานร่วมกันและการยอมรับการเปลี่ยนแปลง
  • 44.
    44 2. กสศ. สนับสนุนมาตรการและเครื่องมือสำคัญให้กับโรงเรียนรวมถึงติดตั้งวงจรการพัฒนาระบบ บริหารจัดการและพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 6 มาตรการ ท่านรู้จักและเข้าใจมาตรการใดมาก ที่สุด มาตรการ ระดับการรู้จักและเข้าใจ ค่าเฉลี่ย 1 น้อยที่สุด 2 น้อย 3 ปานกลาง 4 มาก 5 มากที่สุด 1. School goal เป้าหมายของโรงเรียนที่มีคุณภาพ - 1 9 27 50 4.45 2. Professional learning community: PLC ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ - 2 5 19 61 4.60 3. Q-info ระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ 1 4 15 28 39 4.15 4. Classroom innovation การเรียนการสอนในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ - - 12 31 44 4.37 5. Network เครือข่ายการทำงานร่วมกัน - 1 7 31 48 4.45 6. Student support & Safety การจัดระบบดูแลช่วยเหลือและความปล อดภัยของนักเรียน - 1 7 37 42 4.38 จากตารางพบว่า ในภาพรวมผู้เข้าร่วมมีความรู้จักและเข้าใจทั้ง 6 มาตรการในระดับมาก โดย มาตรการ Professional learning community: PLC ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีค่าเฉลี่ย สูงที่สุด รองลงมาเป็น School goal เป้าหมายของโรงเรียนที่มีคุณภาพ และ Network เครือข่าย การทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลการประเมินนิทรรศการสถานีที่ 2 สถานี กสศ. เติมพลังขับเคลื่อน 6 มาตรการภายในงาน นอกจากนี้เพื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยพบว่า มาตรการ Q-info ระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ เป็นมาตรการที่ผู้เข้าร่วมประเมินว่ามีความรู้และความเข้าใจ น้อยที่สุด
  • 45.
    45 3. สำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ "โรงเรียนพัฒนาตนเอง"ตอนนี้ท่านอยู่ตรงไหนบ้างของเส้นทางการ พัฒนา ประเด็น ระดับการประเมิน ระดับ 1 หมายถึง น้อยที่สุด /ระดับ 10 หมายถึง ดีที่สุด ค่าเฉลี่ย 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1. ระบบนิเวศโดยรวมในโรงเรียน ของคุณ - - 3 4 5 7 21 28 15 4 7.33 2. นักเรียนได้รับการสนับสนุน ไม่มีใครตกหล่น - 1 2 1 3 2 17 20 27 14 8.06 3. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ - - 1 4 4 3 6 18 26 25 8.36 4. ผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการ พัฒนา มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ - - 1 4 2 3 13 28 18 18 8.09 5. พ่อแม่ ผู้ปกครองร่วมจัด การศึกษา สนับสนุนทรัพยากร - - 4 4 6 10 17 24 14 8 7.30 6. หน่วยงานต้นสังกัด และ ศึกษานิเทศก์ เกิดนโยบายส่วนกลาง และพื้นที่ หนุนให้โรงเรียนมีอิสระ - - 3 1 8 11 19 21 17 7 7.39 จากตารางพบว่า ผู้เข้าร่วมได้ประเมินว่า โรงเรียนมีผู้บริหารเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนามุ่งเน้น นักเรียนเป็นสำคัญ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นครูผู้ก่อการ เชื่อมั่น ศักยภาพเด็กทุกคน และนักเรียนได้รับการสนับสนุน ไม่มีใครตกหล่น ตามลำดับ
  • 46.
    46 ส่วนที่ 2 กิจกรรม“How to ครูช่างสังเกต” 1. หลังจากเข้าชมนิทรรศการ “How to ครูช่างสังเกต” ท่านพบเจอเด็กที่มีปัญหาคล้ายกับเด็กกลุ่ม เปราะบางกลุ่มไหนบ้าง ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 1 กลุ่ม 16 18.39 - ยากจนและด้อยโอกาส 6 6.90 - ครอบครัวแตกแยก 2 2.30 - ถดถอยทางการเรียนรู้ 2 2.30 - บกพร่องทางการเรียนรู้ 2 2.30 - อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 2 2.30 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบ 1 1.15 - บกพร่องทางภาษาและการพูด 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่ม 10 11.49 - ครอบครัวแตกแยก, ยากจนและด้อยโอกาส 5 5.75 - ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15 - ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก 1 1.15 - บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา 1 1.15 - บกพร่องทางสติปัญญา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15 - อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่ม 14 16.10 - บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 2 2.30
  • 47.
    47 ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ -อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถอถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ถูกกลั่นแกล้ง, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - บกพร่องทางการเรียนรู้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - บกพร่องทางสติปัญญา, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15 - บกพร่องทางสติปัญญา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 4 กลุ่ม 8 9.20 - ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 2 2.30 - บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและ การพูด, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้ 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15
  • 48.
    48 ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ มีเด็กกลุ่มเปราะบาง5 กลุ่ม 12 13.79 - บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 4 4.60 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 6 กลุ่ม 7 8.05 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 4 4.60 - บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15
  • 49.
    49 ประเภทเด็กกลุ่มเปราะบาง ความถี่ ร้อยละ มีเด็กกลุ่มเปราะบาง7 กลุ่ม 5 5.75 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่น แกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 2 2.30 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัว แตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 8 กลุ่ม 5 5.75 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 3 3.35 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางการเรียนรู้, ถูกกลั่นแกล้ง, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียน ไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 - ออกกลางคันหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา, บกพร่องทางภาษาและการพูด, บกพร่องทางสติปัญญา, บกพร่องทางการเรียนรู้, ครอบครัวแตกแยก, อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้, ถดถอยทางการเรียนรู้, ยากจนและด้อยโอกาส 1 1.15 มีเด็กกลุ่มเปราะบาง 9 กลุ่ม 10 11.49 รวมทั้งสิ้น 87 100
  • 50.
    50 2. ปัญหาที่ท่านพบเจอคืออะไร (หากมีเด็กกลุ่มอื่นๆสามารถระบุเพิ่มเติมได้) ประเด็นปัญหา สภาพปัญหา 1. นักเรียน และครอบครัว - ขาดการเอาใจใส่จากครอบครัว เด็กที่ถูกเลี้ยงดูหรือบ่มเพาะจนเกิดภาวะ logical fallacy ผู้ปกครองไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา - นักเรียนมีฐานะยากจน และพ่อเสียชีวิต แม่ป่วย - อ่านไม่ออก หลุดออกกลางคัน - เด็กมีภาวะป่วย ที่ไม่สามารถมาเรียนได้และต้องเข้ารับการรักษาตัวใน โรงเรียนพยาบาลเป็นเวลานาน - เด็กนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มีการเรียนรู้ได้ช้าขาดโอกาสทางการศึกษา - ถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง - ติดยาเสพติด/การพนัน/ใช้สื่อในทางที่ผิด ตั้งครรถ์ในวัยเรียน - เปราะบางซ้ำซ้อนในคนเดียวกัน 2. ครูและโรงเรียน - ครูยัดเหยียดให้เด็กปกติเป็นเด็กพิเศษ - ปัญหาที่หลากหลายของเด็กกลุ่มเปราะบางที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ ตระหนักได้ว่าครูควรใช้วิธีการที่หลากหลายในการช่วยเหลือนักเรียน และ จะต้องเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย - ครูยังขาดเทคนิคในกระบวนการ Al และครูมุ่งผลสัมฤทธิ์ - งบประมาณไม่พอบริหารจัดการในโรงเรียน - ครูขาดข้อมูลที่แท้จริงในการช่วยเหลือ - การติดตามเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่สามารถจะติดตามเด็กที่โยกย้ายไปทำมา หากินตามครอบครัวได้
  • 51.
    51 3. ท่านมีแนวความคิด ข้อเสนอในการแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง9 กลุ่มอย่างไรบ้าง ท่าน สามารถเลือกเด็ก 1 กลุ่มพร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข 1. ยากจนและด้อยโอกาส - ระดมทุน หาทุนการศึกษาช่วยเหลือจากโรงเรียนหรือหน่วยงาน อื่นๆ ให้การสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาสูงสุด - แนวทางการแก้ไขปัญหา 1. นำประเด็นที่เป็นปัญหาด้านงบประมาณในการพัฒนาผู้เรียน (ค่าบำรุงการศึกษา) ของปีที่ผ่านมา 2. ประชาสัมพันธ์/ประสาน/หาแหล่งทุนการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ใจดี สายบุญ ซึ่งเป็นเครือข่าย ที่พร้อมให้การสนับสนุนการัฒ นาสถานศึกษาและนักเรียนยากจน 3. เก็บข้อมูลจากโรงเรียนเดิมของนักเรียนจากการแนะแนวการศึกษา เพื่อรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 4. รับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม 1 และ ม 4 และดำเนินการตาม ขั้นตอนให้ได้นักเรียนเข้าสู่ห้องเรียนตามสายการเรียน 5. แต่งตั้งครูที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยเบื้องต้นทำการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล จำแนกปัญหาที่พบจากนักเรียน จัดลำดับของปัญหาจากมากไป หาน้อย และจัดลำดับนักเรียนที่พบปัญามากที่สุด สรุปข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือ 6. แต่งตัั้งคณะกรรมการพิจารณา กลั่นกรอง นักเรียนที่เป็น กลุ่มเป้าหมายที่ขอรับ/จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือเร่งด่วน 7. ประชุมคณะกรรมการ (นอกเหนือทุนปัจจัยยากจน/ยากจน พิเศษที่มีเงื่อนไข) เพื่อให้ความช่วยเหลือ (ตามเกณฑ์และแนว ทางการรับทุนการศึกษา) 8. รับมอบ/มอบทุนการศึกษา/ความช่วยเหลือให้นักเรียน (หาก ผู้ให้ทุน/ให้ความช่วยเหลือว่าง เชิญมามอบให้นักเรียนด้วย ตนเองในวันประชุมผู้ปกครอง) 9. มอบหมายให้ครูที่ปรึกษาดูแลการใช้จ่ายทุนการศึกษาให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ โดยฝ่ายบริหารกำกับ ติดตามเป็นระยะ
  • 52.
    52 ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข 10. ประเมินผลสรุปผล และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ 11. เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ให้ผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชนได้รับ ทราบเป็นระยะ - ให้ครูที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องกับนร. ให้คำแนะนำที่ถูกวิธีในการ ทำงานเสริม ใช้สื่อโซเชียลในการสร้างรายได้ ฝึกอาชีพระหว่างเรียน - ให้เรียนโรงเรียนทางเลือก หรือให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมใน การออกแบบหลักสูตรและ training ผู้เรียนให้เป็นผูัประกอบการ เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันทำงาน แล้วให้สถานประกอบการเป็นผู้ ประเมินการเรียนรู้ 2. ครอบครัวแตกแยก - ทำให้นักเรียนรู้สึกเป็นคนสำคัญเมื่ออยู่ในโรงเรียน ครูให้พื้นที่ใน การแสดงออกความสามารถ เช่น เล่นดนตรี กีฬา งานฝีมือ งานช่าง - การสร้างทัศนคติให้กับนักเรียนคนอื่นๆ ในโรงเรียน ให้รู้จักการ ยอมรับ เคารพและเห็นคุณค่ากันและกัน ตักเตือนเพื่อนเมื่อเพื่อน ทำผิด และให้คำแนะนำเพื่อนในทางที่ดี รู้จักปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี รวมถึง ชวนนักเรียนมองปัญหาให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง ครูคอย ให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด - จัดกิจกรรมกลุ่มในห้องเรียนให้เล่นบทบาทสมมติ เพื่อให้เข้าใจคน อื่น - ทำงานบูรณาการทุกภาคส่วนและชุมชน ในการให้ทุนการศึกษา และใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้าช่วยเหลือในทุกๆ ด้านที่จะ ทำได้ - เข้าเยี่ยมบ้านเพื่อดูถึงความเป็นอยู่ ทำให้เป็นที่ไว้วางใจของนักเรียน ค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ด้วยการเข้าถึง และโอบกอด แบ่งปันความสุขและความอบอุ่น 3. ถดถอยทางการเรียนรู้ - ใช้สื่อหรือชุดการสอนสำหรับฝึกนักเรียนหรือทบทวนการเรียนรู้ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน - ใช้วิธีการสอนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน - ดึงความสนใจสิ่งที่เด็กชอบมาบูรณาการในชั้นเรียน
  • 53.
    53 ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข 4. บกพร่องทางการเรียนรู้- สร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขก่อนเริ่มเรียนรู้ เพื่อให้เด็กกล้าเรียน กล้าถาม กล้าร่วมกิจกรรม - ใช้การทำกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้ลงมือทำจริง ฝึก กระบวนการคิด การทำงานเป็นกลุ่ม เน้นการมีส่วนร่วม - วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ ผู้เรียนที่หลากหลายเป็นรายบุุคคล อาจให้มีห้องเรียนสำหรับเด็ก กลุ่มนี้เพื่อจะได้เน้นความรู้ได้เยอะที่สุด - สามารถนำกระบวนการ STEAM DESIGN Process เข้ามาช่วยใน การจัดการเรียนการสอน ซึ่งกระบวนการนี้สามารถดึงศักยภาพของ เด็กกลุ่มนี้ออกมาได้ดี - การใช้นิทานหน้าเดียวพัฒนาการอ่านและเขียน - ครูมีจิตใจที่รักเด็ก เข้าใจเด็ก ไม่ทิ้งเด็กให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง 5. อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ - ปรับวิธีการสอน สอนเรื่องที่มีความหมายกับเด็ก - การปรับแก้โครงสร้างหลักสูตรที่ต้นทาง เพื่อเป็นปัจจัยทางอ้อมให้ เด็ก ป.1-3 มีโอกาสและเวลาในการเรียนเพื่อนการอ่าน การเขียน เพิ่มขึ้น โดยการปรับลดวิชาเรียนลง - เหลือวิชาทักษะสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิต และวิชาชีวิต - ปรับกระบวนการเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้วิธีการหรือ นวัตกรรมการอ่านที่หลากหลาย เช่น บันได 4 ขั้นเพื่อการอ่าน ตาม ธรรมชาติของภาษาไทย ได้แก่ การอ่านแจกลูกผสมเสียง การอ่าน เป็นคำและประโยค การเขียนตามคำบอก และการคัดลายมือ เป็น ต้น - ให้ครูสำรวจข้อมูล คัดกรองนร.รายบุคคล เยี่ยมบ้าน วิเคราะห์และ ประชุมวางแผนแก้ปัญหา สร้างเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขการเรียนรู้ - ใช้วิธีการเพื่อนสอนเพื่อน กระบวนการกลุ่มเน้นการเรียนรู้ด้วยการ ลงมือทำ Active Learning นำสิ่งที่นักเรียนสนใจ เช่น กิจกรรม เกม ร้องเพลง คาราโอเกะ ประกอบการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศที่ดี ในชั้นเรียน เสริมพลังบวก สร้างความสนุก เป็นกันเองในห้องเรียน
  • 54.
    54 ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข - ฝึกหาคำศัพท์จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว นำมาคัดไทย - ใช้นิทานหน้าเดียวและการเล่านิทานประกอบท่าทาง - อ่าน ซ้ำ ย้ำ ทวน ทุก ๆ เช้าและบ่าย - ใช้สื่อการเรียนรู้ เช่น คลิปวีดีโอ ร่วมกับผู้ปกครองที่บ้านและครู ช่วยกันทบทวน ติดตามสม่ำเสมอ - จัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้องอ่านหนังสือ - นำสื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทย ด้วยเทคนิค สคาร์ฟโหลดดิ้ง จาก สภากาชาดไทยมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการพัฒนา 6. ออกกลางคันหรือหลุดออก จากระบบ - ใช้ความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชน ในรูปการ แบ่งพื้นที่ในการดูแลนักเรียนให้กลับมาเรียน โดยใช้ zoning care - ใช้วิธีพูดคุยปรับแนวความคิด แล้วชวนมาเรียนรู้ - เข้าใจเบื้องหลังของเด็กเป็นอย่างดี สังเกตพฤติกรรม ให้กำลังใจ ให้ ความรัก ความอบอุ่น - ปรับหลักสูตรให้เอื้อต่อความต้องการของนักเรียน มีรายวิชา เพิ่มเติมอย่างหลากหลายโดยเน้นทักษะอาชีพ และกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน - ใช้ความร่วมมือกับผู้นำชุมชน และหากไม่สามารถมาเรียนได้ครูนำ ชุดการเรียนรู้ด้วยตัวเองไปให้เด็ก เช่น ชุด bag for fun 7. ถูกกลั่นแกล้ง - สามารถใช้นวัตกรรมการจักการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการทำงาน กลุ่ม ฝึกให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมกลุ่มบ่อย ๆ จะได้ซึมซับความ สามัคคี เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม เพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยกันเรียนรู้ - หาช่องทางให้ผู้ถูกกระทำแจ้งเหตุการณ์ ให้คำปรึกษา จัดคลินิกรับ ร้องเรียนเด็กที่ถูกแกล้ง และสร้างสถาพแวดล้อมแห่งการให้เกียรติ กัน พยายามเข้าใจกันให้เกิดขึ้นจนเป็นวัฒนธรรมร่วม - ควรให้ความรักและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณให้เกิดกับเด็ก ใช้ การพูดคุยถึงผลเสียของการกลั่นแกล้งกัน และสร้างความร่วมมือ ข้อตกลงร่วมกัน
  • 55.
    55 ประเด็กเด็กเปราะบาง ข้อเสนอแนวทางแก้ไข 8. บกพร่องทางสติปัญญา- จัดกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียน - คัดกรองเด็ก สร้างการรับรู้ร่วมกันของคณะครูเพื่อ ให้เห็นจุดการ ดูแลเด็กได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง 9. บกพร่องทางภาษาและการพูด - สามารถใช้การเล่า อ่านนิทาน รวมถึงการแสดงละครตามตัวละครที่ เด็กชื่นชอบ อื่น ๆ - สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงาน และภาคเอกชน โดยใช้สารสนเทศที่เชื่อมในระบบเข้าด้วยกัน - สนับสนุนสื่อเทคโนโลยีของโรงเรียนให้เพียงพอกับนักเรียน - เปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกทางความคิดที่หลากหลายเพื่อใช้ใน การประเมินผล - ดำเนินการตามระบบช่วยเหลือนักเรียนร่วมกันระหว่างครูประจำ ชั้น และครูแนะแนว สอบถามความต้องการขอความร่วมมือจาก อบต. ในการขอรับการสนุนจากนักพัฒนาชุมชน ขอทุนการศึกษา และแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักเรียน ถ้าเด็กมีความเสี่ยงด้าน อารมณ์และพฤติกรรม ขอความอนุเคราะห์นักจิตวิทยาประจำเขต พื้นที่ร่วมให้คำปรึกษา ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะอาชีพต่อไป
  • 56.
    56 ส่วนที่ 3 กิจกรรมห้องย่อยSolution Café จำนวนผู้เข้าร่วม Mini Workshop โดยผู้เข้าร่วมสนใจประเด็นอ่านออกเขียนได้ ฐานสำคัญสร้าง นักเรียนรู้ตลอดชีวิตมากที่สุด ดังรายละเอียดในตาราง ประเด็นห้องย่อย จำนวนผู้เข้าร่วม รอบที่ 1 รอบที่ 2 1. ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 19 16 2. ครูกู้ใจ เติมทักษะอารมณ์และสังคม 15 16 3. Super Connection นักประสานสิบทิศ 11 15 4. Anywhere Anytime: ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต 16 17 5. อ่านออกเขียนได้ ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชีวิต 25 20 1. ท่านจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้องย่อยไปต่อยอดพัฒนาการเรียนรู้ของท่านอย่างไร ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด 1. ห้องเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง - นำวิธีการและเทคนิคการสอนที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มา ปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน บริบทของโรงเรียน เปลี่ยนชุมชน เป็น พื้นที่การเรียนรู้ปรับเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย - จัดกิจกรรมแก้ปัญหารูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น จิตอาสาเพื่อนคู่คิด ทักษะอาชีพ กีฬา นำไปเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินผลการเรียน นักเรียนที่ขาดเรียนและมีแนวโน้มจะออกเรียนกลางคัน - สร้างความตระหนักให้ครูเห็นความสำคัญของของการวัดประเมินตาม ศักยภาพ และถ่ายทอดสู่ผู้บริหารและครูต่อไป - เติมกำลังใจครูและเสริมแรงนักเรียนให้ร่วมกันช่วยเหลือเพื่อนที่อ่าน ไม่ออกเขียนไม่ได้ - ติดตาม เยี่ยมบ้าน และคัดกรองนักเรียนให้ละเอียดยิ่งขึ้น - การพัฒนาระบบสารสนเทศ Q-info เพื่อใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อน คุณภาพการศึกษา
  • 57.
    57 ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด 2. ครูกู้ใจเติมทักษะอารมณ์และ สังคม - มีเพื่อนทำงานร่วมและให้คำปรึกษาจะช่วยให้เราเดินต่อได้ ตอนหมด ไฟในการทำงาน ใช้การ PLC เพื่อแก้ไขปัญหา การไม่กล่าวโทษหรือ ตัดสินใคร ให้โอกาสและส่งเสริมครูในความรับผิดชอบ - ได้พลังเชิงบวก สร้างพลังใจให้ครู - การเข้าใจผู้เรียน ค้นหาสาเหตุของปัญหา วางแผนร่วมกับคณะครู เพื่อแก้ปัญหา และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ - วิธีการดูแลช่วยเหลือเมื่อนักเรียนมีปัญหา เข้าใจนักเรียนอย่าง แท้จริง หาจุดเด่นของแต่ละคนและส่งเสริมเรื่องที่เด่น - เทคนิคการดึงเด็กกลับมาเรียนด้วยวิธีการที่ทำให้เขารักโรงเรียนใน แบบที่เขาต้องการ สร้างความมั่นใจให้เด็กคุณค่าของตนเอง - การเปลี่ยน midset การรับฟังและการเข้าใจเด็กในบริบทต่างๆ การ รับฟังและการเข้าใจเด็กในบริบทต่าง ๆ - นำไปปรับใช้ในการนิเทศครูแนะแนว และในการเรียนการสอน 3. Super Connection นัก ประสานสิบทิศ - การจัดการเรียนรู้แบบพหุปัญญาตามความสนใจของผู้เรียนและ ถนัดของผู้เรียน ปรับหลักสูตร-โครงสร้างเวลาเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ให้เอื้อต่อความต้องการและพื้นฐานของนักเรียน - การประสานความร่วมมือใช้ความร่วมมือจากเครือข่ายในการ ประสาน พัฒนานักเรียนในทุกรูปแบบ ผูกมิตรกับทุก ๆ ฝ่าย มองเป้าหมาย ร่วมกัน สร้างความเข้าใจและทำงานแบบร่วมมือ - ไม่ใช่แค่โรงเรียนที่จะจัดการศึกษา แต่หมายถึงทุกคน ทุกภาคส่วนต้อง มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จึงต้องสร้างระบบนิเทศการเรียนรู้ให้ เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กใน ทุกสถานการณ์ โอกาส และสถานที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันสังคมที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว - โครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนและเมื่อพบปัญหาก็ร่วมกันแก้ปัญหา รายบุคคล 4. Anywhere Anytime: ห้องเรียนยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต - ปรับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต เน้นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง กับชีวิตและพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาการ เรียนรู้ ของเด็กในทุกที่ ทุกโอกาส
  • 58.
    58 ประเด็นห้องย่อย การต่อยอด - อบรมครูให้มีความรู้จัดกิจกรรมOpen Approach การเรียนรู้ที่ไม่ได้ อยู่เพียงแต่ห้องเรียน เชื่อมโยงการเรียนการสอนจากห้องเรียนกับ บ้านโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้สนับสนุน - ใช้การเรียนรู้จากกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน บูรณา การได้ทุกกลุ่มสาระ รวมทั้งการบูรณาการท้องถิ่น เช่น ห้องเรียนงาน อาชีพต่างๆ ไปเชื่อมโยงกับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร - การใช้ Q-info และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน - การร่วมขับเคลื่อนรูปแบบหลักสูตรที่สามารถส่งเสริมผู้เรียนให้ สามารถสร้างอาชีพได้จริงในระหว่างเรียน 5. อ่านออกเขียนได้ ฐานสำคัญสร้างนักเรียนรู้ตลอดชี วิต - การใช้กิจกรรม BBL เกมและเพลงสู่การออกแบบการเรียนรู้และการ ใช้ห้องเรียนแบบ ยืดหยุ่น และเทคนิคการอ่านของเด็กที่มีปัญหาด้าน การเรียนรู้ - นำความรู้ที่ได้ ไปถ่ายทอดให้กับครู พร้อมให้การสนับสนุน ส่งเสริม การสร้างนวัตกรรมการสอนไปออกแบบการสอนในชั้นเรียนให้ครู - การประสานหน่วยงานอื่นเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในเรื่องปัจจัย เกื้อหนุนอุปกรณ์การเรียน - ได้เห็นการทุ่มเทการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลสัมฤทธิ์อยู่ที่นักเรียน จริง รู้สึกมีแรงผลักดันที่จะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น - การคัดกรอง การจัดการเรียนรู้ การติดตามประเมินผลในการส่งเสริม ให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ - นำจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ
  • 59.
    59 ส่วนที่ 4 กิจกรรมบนเวทีช่วงบ่าย:Schools That Matter 1. จากบทบาทที่ท่านได้รับในตอนนี้ (เช่น ครู ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ท่านได้เรียนรู้อะไรจากเวทีเสวนา “ข้อค้นพบสำคัญและก้าวต่อไปของโรงเรียนพัฒนาตนเอง” และการเสนอนวัตกรรม เครื่องมือ พร้อมด้วย Good Practice จากโรงเรียน และท่านจะนำข้อเรียนรู้ไปใช้ในหน้างานหรือภารกิจ ของท่านอย่างไร บทบาท สิ่งที่ได้เรียนรู้ ครู - ครูคือหัวใจสำคัญ และใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด ช่วยเหลือนักเรียน ให้ได้รอบด้าน ไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง - ใช้งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ และสร้างความ เข้าใจ รวมถึงแบ่งปันเรื่องราวให้ครูในโรงเรียนโดยใช้กระบวนการ PLC - นำจิตศึกษามาใช้อย่างต่อเนื่อง - พัฒนางาน และมองนักเรียนเป็นเป้าหมายแก้ปัญหาร่วมกัน - ส่งเสริม เด็กให้ได้พัฒนาตามความสามารถที่มี เช่น ดนตรี กีฬา - ประยุกต์ใช้ทั้งแนวคิด วิธีการและพยายามค้นหาหรือสร้างนวัตกรรม ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนของตนเองในทุก ๆ ด้าน - การสังเกตเด็กที่มีปัญหาที่โรงเรียน อย่าพึ่งตัดสินว่านักเรียนคนนั้นมี ปัญหาแต่ให้ทำความเข้าใจครอบครัว ตัวตนของนักเรียนว่าเขาอยู่ใน กลุ่มเด็กเปราะบางทั้ง 9 ประเภทหรือไม่ และร่วมมือกับครู ผู้บริหาร สถานศึกษา ชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ของผู้เรียน - เปลี่ยนกระบวนการสอนเป็น active เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจอยาก เรียนรู้ เมื่อมีปัญหาจะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการ ช่วยกันแก้ไขปัญหาของนักเรียน และส่งเสริมศักยภาพนักเรียนให้ ได้มากที่สุดตามที่นักเรียนแต่ละคนถนัด - เปิดกลุ่มไลน์ที่ปรึกษาสำหรับครูเพิ่มเติมหากครูต้องการแก้ปัญหา เด็ก บางคนที่ยาก ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ/ รองผู้อำนวยการ) - นำไปเผยแพร่ และปรับใช้เพื่อพัฒนาโรงเรียน ขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน พาครูให้เห็นความสำคัญและร่วมเปลี่ยนแปลง - จัดทำโครงการนักเรียนอ่านออกเขียนได้ 100% - พัฒนาข้อมูลสารสนเทศนักเรียนเป็นรายบุคคล
  • 60.
    60 บทบาท สิ่งที่ได้เรียนรู้ - จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการPLC ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ 8 กลุ่มสาระ - สร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้ชุมชนมีส่วนร่วมกับโรงเรียน ให้ชุมชน เห็นความวำคัญว่าโรงเรียนเป็นของชุมชน เพื่อร่วมพัฒนาโรงเรียน - ผู้บริหารต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาสถานศึกษา โดยอาศัย ความร่วมมือ ร่วมทำ ร่วมดำเนินการ ร่วมปรับปรุงจากทุกคน ทั้งครู บุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน - หนุนเสริมและพัฒนาโรงเรียนให้มีอิสระและคล่องตัวในการบริหาร จัดการ ส่งเสริมให้สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อให้การเรียนรู้มี ประสิทธิภาพ สร้างคุณค่าและคุณภาพผู้เรียนตามเป้าหมายของ หลักสูตร หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ (ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ ตรวจสอบภายในชำนาญการ พิเศษ นักวิเคราะห์นโยบายและ แผนชำนาญการ) - บทบาทผู้สนับสนุนระดับเขตพื้นที่ในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียน มีเครือข่าย และเป็นพี่เลี้ยงให้รร.ที่สนใจ นำไปขยายผลลงสู่โรงเรียน ในสังกัด - นำไปปรับใช้ในกระบวนการทั้งระบบ - ชี้แนะ แนะนำนวัตกรรมใหม่แก่ผู้บริหารและครูเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืน - พัฒนาต่อยอดในการสร้างระบบนิเทศให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน ให้เป็นการนิเทศด้วยกลไกระบบนิเวศทางการศึกษาเพื่อการเรียนรู้สู่ คุณครู - ต้องมีการร่วมมือต้องมีเครือข่ายร่วมมือเพื่อพัฒนา จับมือไปด้วยกัน ทำอย่างต่อเนื่องและสู่ความยั่งยืน
  • 61.
    61 2. หลังจากการเข้าร่วมงาน “SchoolsThat Matter ชุมชนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง” ทางโครงการฯ และ กสศ. ขอให้ท่านเสนอ "ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย" ต่อ กสศ. หรือหน่วยงาน ต้นสังกัดของท่าน ในการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ทำได้จริงและยั่งยืนตามบริบทของ ท่าน บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ครู - ขยายผลต่อโรงเรียนในเครือข่ายให้หลากหลายขึ้น และการทำ ความเข้าใจและหาจุดร่วมแนวทางในการพัฒนานักเรียน ร่วมกัน ทุกฝ่าย - หน่วยงานต้นสังกัดควรมีบทบาทในการสนับสนุนในด้านการจัดหา งบประมาณช่วยสถานศึกษา - หากิจกรรมใหม่มาให้นักเรียนได้ Active learning ในการจัดการ เรียนการสอน พัฒนากระบวนการคิดของครู จัดโครงการพัฒนา นักการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมให้มีการส่งเสริมการบูรณา การเนื้อหา - ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยน รูปแบบการวัดและประเมินผล - การนำชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ - จัด forum แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตาม และเติมพลังให้ โรงเรียนได้ทำต่อเนื่อง เพราะถ้าเปลี่ยน ผอ. และไม่มีโครงที่เชื่อม ให้โรงเรียนได้ทำต่อ มันก็จะค่อยๆเลือนลางไป - ให้จับคู่โรงเรียนเป็น Buddy ช่วยเหลือไปพร้อมกัน หรือจัดกลุ่ม โรงเรียนพัฒนาตนเองระดับเขตพื้นที่ - การมีโค้ชที่ลงมาใช้ชีวิตและเรียนรู้บริบทจริงๆ ของโรงเรียน เพื่อให้ คำปรึกษาและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียน เขตพื้นที่ และ กสศ. การประสานมูลนิธิที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส ยากจน หรือสนับสนุนสิ่งของจำเป็น รวมถึงการมีนักจิตวิทยาเด็กที่ทำงาน กับโรงเรียนจริงๆ ช่วยแก้ไขและสังเกตนักเรียน รวมถึงช่วย ประสานความเข้าใจในเชิงจิตวิทยาระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ, รองผู้อำนวยการ) - หน่วยการต้นสังกัดมีการติดตามและนำเสนอผลงานอย่างจริงจัง เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนหรือส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองให้สามารถ พัฒนาได้อย่าง ต่อเนื่องและมั่นคง นิเทศแบบกัลยาณมิตร
  • 62.
    62 บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย - สร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรทุกคนและทุกภาคส่วนและสร้าง เครือข่ายร่วมพัฒนาให้กับโรงเรียนใกล้เคียง ทำงานเป็นทีม - ให้ความสำคัญต่อบทบาทของพ่อแม่โดยรัฐบาลให้คูปองการศึกษา - ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาวะการปัจจุบัน ลดสิ่งที่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ให้ความสำคัญ ในกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อการจัดการเรียนการสอนที่ แท้จริง - ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน - การจัดทำสื่อภาษาไทยในรูปแบบพหุภาษา สำหรับโรงเรียนที่มีพหุ วัฒนธรรม - โรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการพัฒนา บุคลากรในสถานศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมกันดำเนินงาน ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ - สนับสนุนสื่อเทคโนโลยี - ควรกำหนดงบประมาณ และแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเพราะจะได้ง่าย ต่อการกำหนดแนวทาง การพัฒนาตามระยะเวลาในปฏิทินของ แผนปฏิบัติงานโรงเรียนไม่ควรมีการแทรกกิจกรรมต่างๆ มาเป็นระยะ (ควรระบุกรอบแนวทางการส่งงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องการจาก การดำเนินงานให้ครบ) - อาจมีข้อสั่งการให้รร. มีอิสระในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียน ส่งเสริม ให้สำนักงานเขตพื้นที่มีอิสระในการกำหนดทิศทางในการ พัฒนา คุณภาพการศึกษาจากล่างสู่บน เน้นการเรียนรู้และถอดประสบการณ์ เพื่อการพัฒนา ยุบเลิกหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและไม่ยึดโยงกับสถานศึกษา - หาโครงการที่น่าสนใจที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ โรงเรียน ได้พร้อมสนับสนุนงบประมาณ หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ (ศึกษานิเทศก์, นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนา - การเสนอแผนงานและโครงการในแผนปฏิบัติราชการและ การ ขับเคลื่อนจากภาคีทุกภาคส่วน
  • 63.
    63 บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ญการพิเศษ, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำน าญการ) - สร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจในแนวทางเดียวกันเพื่อพัฒนาให้ เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอาจเป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้กับ ครูใน สังกัด รวมถึงให้มีพี่เลี้ยงช่วยแนะนำสร้างความเข้าใจแก่องคาพยพอื่น ในจังหวัด - ให้การสนับสนุนงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง นำข้อค้นพบมาปรับให้เร็วที่สุด - พัฒนาโรงเรียนสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรม เชิงพื้นที่ รวมถึงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบเพื่อศึกษาดูงานและ ต่อยอด - ขยายผลให้ครอบคลุมโรงเรียนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด รวมถึงการทำ MOU ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ - ให้ทางกสศ.ร่วมกับสพฐ. กระตุ้นให้ผู้บริหารได้ตระหนักและให้ ความสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจัง 3. ท่านมีความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม Schools That Matter ในวันที่ 24 มีนาคม 2567 ระดับใด ผู้ตอบแบบสอบถามระบุความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม 5 ระดับ โดยระดับ 1 มีความ พึงพอใจน้อยที่สุด และระดับ 5 มีความพึงพอใจมากที่สุด พบว่าในภาพรวมมีความพึงพอใจเฉลี่ยเป็น 4.82 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ระบุความพึงพอใจระดับมากที่สุด (ระดับ 5) จำนวน 68 คน และพึงพอใจระดับมาก (ระดับ 4) จำนวน 15 คน และไม่ระบุ จำนวน 4 คน 4. หากเกิดกิจกรรมลักษณะนี้ครั้งถัดไปเพื่อเป็นการพัฒนาให้ดีขึ้น ท่านอยากบอกอะไรกับ กสศ. และมีข้อเสนอแนะต่อรูปแบบของกิจกรรม และภาพรวมของการจัดงานอย่างไร บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ครู - ขยายผลต่อโรงเรียนในเครือข่ายให้หลากหลายขึ้น และการทำความเข้าใจ และหาจุดร่วมแนวทางในการพัฒนานักเรียน ร่วมกันทุกฝ่าย
  • 64.
    64 บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย - หน่วยงานต้นสังกัดควรมีบทบาทในการสนับสนุนในด้านการจัดหางบประมาณ ช่วยสถานศึกษา -หากิจกรรมใหม่มาให้นักเรียนได้ Active learning ในการจัดการเรียนการ สอน พัฒนากระบวนการคิดของครู จัดโครงการพัฒนานักการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมให้มีการส่งเสริมการบูรณาการเนื้อหา - ควรมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการวัด และประเมินผล - การนำชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ - จัด forum แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตาม และเติมพลังให้โรงเรียนได้ทำ ต่อเนื่อง เพราะถ้าเปลี่ยน ผอ. และไม่มีโครงที่เชื่อมให้โรงเรียนได้ทำต่อ มันก็ จะค่อย ๆ เลือนลางไป - ให้จับคู่โรงเรียนเป็น Buddy ช่วยเหลือไปพร้อมกัน หรือจัดกลุ่มโรงเรียน พัฒนาตนเองระดับเขตพื้นที่ - การมีโค้ชที่ลงมาใช้ชีวิตและเรียนรู้บริบทจริงๆ ของโรงเรียน เพื่อให้ คำปรึกษาและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียน เขตพื้นที่ และกสศ. การ ประสานมูลนิธิที่ช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส ยากจน หรือสนับสนุนสิ่งของ จำเป็น รวมถึงการมีนักจิตวิทยาเด็กที่ทำงานกับโรงเรียนจริงๆ ช่วยแก้ไขและ สังเกตนักเรียน รวมถึงช่วยประสานความเข้าใจในเชิงจิตวิทยาระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง
  • 65.
    65 บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้บริหารโรงเรียน (ผู้อำนวยการ/ รองผู้อำนวยการ) - หน่วยการต้นสังกัดมีการติดตามและนำเสนอผลงานอย่างจริงจังเป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนหรือส่งเสริมโรงเรียนพัฒนาตนเองให้สามารถพัฒนาได้อย่าง ต่อเนื่องและมั่นคง นิเทศแบบกัลยาณมิตร - สร้างจิตสำนึกให้กับบุคลากรทุกคนและทุกภาคส่วน และสร้างเครือข่ายร่วม พัฒนาให้กับโรงเรียนใกล้เคียง ทำงานเป็นทีม - ให้ความสำคัญต่อบทบาทของพ่อแม่โดยรัฐบาลให้คูปองการศึกษา - ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาวะการปัจจุบัน ลดสิ่งที่ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ให้ความสำคัญในกิจกรรม ที่เป็นไปเพื่อการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริง - ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน - การจัดทำสื่อภาษาไทยในรูปแบบพหุภาษา สำหรับโรงเรียนที่มีพหุวัฒนธรรม - โรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการพัฒนา บุคลากร ในสถานศึกษาเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมกันดำเนินงาน ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ - สนับสนุนสื่อเทคโนโลยี - ควรกำหนดงบประมาณ และแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเพราะจะได้ง่ายต่อการ กำหนดแนวทาง การพัฒนาตามระยะเวลาในปฏิทินของแผนปฏิบัติงาน โรงเรียนไม่ควรมีการแทรกกิจกรรมต่าง ๆ มาเป็นระยะ (ควรระบุกรอบแนว ทางการส่งงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องการจากการดำเนินงานให้ครบ) - อาจมีข้อสั่งการให้รร. มีอิสระในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียน ส่งเสริมให้ สำนักงานเขตพื้นที่มีอิสระในการกำหนดทิศทางในการ พัฒนาคุณภาพ การศึกษาจากล่างสู่บน เน้นการเรียนรู้และถอดประสบการณ์เพื่อการพัฒนา ยุบเลิกหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและไม่ยึดโยงกับสถานศึกษา - หาโครงการที่น่าสนใจที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนช่วยเหลือโรงเรียน ได้ พร้อมสนับสนุนงบประมาณ
  • 66.
    66 บทบาท ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ (ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการ ตรวจสอบภายในชำนาญการ พิเศษนักวิเคราะห์นโยบาย และแผนชำนาญการ) - การเสนอแผนงานและโครงการในแผนปฏิบัติราชการและ การขับเคลื่อน จากภาคีทุกภาคส่วน - สร้างการรับรู้ให้เกิดความเข้าใจในแนวทางเดียวกันเพื่อพัฒนาให้ เกิดผลตาม วัตถุประสงค์ที่แท้จริง อาจเป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้กับ ครูในสังกัด รวมถึงให้มี พี่เลี้ยงช่วยแนะนำสร้างความเข้าใจ แก่องคาพยพอื่นในจังหวัด - ให้การสนับสนุนงบประมาณ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเป็น ระบบอย่างต่อเนื่อง นำข้อค้นพบมาปรับให้เร็วที่สุด - พัฒนาโรงเรียนสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรม เชิงพื้นที่ รวมถึงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบเพื่อศึกษาดูงานและต่อยอด - ขยายผลให้ครอบคลุมโรงเรียนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด รวมถึงการทำ MOU ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ - ให้ทางกสศ.ร่วมกับสพฐ. กระตุ้นให้ผู้บริหารได้ตระหนักและให้ความสำคัญ ในการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจัง