จิตวิทยาในพระไตรปิฏก
Psychology in Tipitaka
บรรยายโดย
พระมหาคมคาย สิริปญโญ ดร. ศน.บ.,ศน.ม.,M.A,Ph.D.
ความหมายของจิตวิทยา
คําว่า จิตวิทยา Psychology หมายถึง วิชาที่ศึกษา
เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และ กระบวนการของจิต เพื่อทําความ
เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ ที่จะนําไปช่วยในการพยากรณ์
และ ควบคุมพฤติกรรมนั้นๆ
ประวัติและวิวัฒนาการแห่งการศึกษาจิตวิทยา
วิวัฒนาการความเชื่อและการศึกษาเรื่องจิตในสมัยโบราณ
วิวัฒนาการความเชื่อและการศึกษาเรื่องจิตในสมัยใหม่
วิวัฒนาการศึกษาเรื่องจิตในสมัยปัจจุบัน
วิธีการศึกษาและการอธิบายแนวคิดเรื่องจิตวิทยาตะวันตก
พื้นฐานของจิตวิทยาตะวันตกมีพัฒนาจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยทุกแนวคิดของจิตวิทยามุ่งศึกษาทําความเข้าใจและอธิบาย
การเกิดขึ้นของพฤติกรรมในลักษณะของการกระทําว่าเป็นไปในลักษณะเช่นใด การกระทํานั้นมีมูลฐานหรือแรงผลักดันมาจากสาเหตุ
อะไร เนื่องจากทุกแนวคิดของจิตวิทยาต่างใช้หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการศึกษา การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ต้องมี
ลักษณะ สําคัญ ๕ คือ
๑) ต้องได้มาจากประสบการณ์จากประสาทสัมผัสและทดสอบได้ด้วยประสาทสัมผัสคือ สามารถที่จะสังเกต พิสูจน์ และ
ทดลองได้
๒) มีความเป็นสาธารณะ คือ จําเป็นต้องสามารถอธิบายหรือทดลอง ทําให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตรงกันสิ่งที่ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งใน
หลักฐานเชิงประจักษ์หรือเชิงการให้เหตุผล
๓) ต้องเป็นความจริงสากล คือ จะต้องสามารถแสดงความจริงของทุกๆ สิ่ง หรือ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้น หรือปรากฏการณ์นั้นๆ ที่
อยู่ในบริบทเดียวกัน
๔) สามารถคาดหมายอนาคตได้ถูกต้องแม่นยํา ซึ่งเป็นเรื่องของการทํานายผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเชื่อว่าถ้าทําซํ้าใน
หลักการ กฎ หรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้แล้วในอดีต ผลที่ออกมาจะตรงกับสิ่งที่กําหนดไว้
องค์ประกอบของพลังจิต (psychic energy)
 ฟรอยด์ได้แบ่งองค์ประกอบของพลังจิต (psychic energy) เป็น 3 ส่วน คือ
 อิดี (id) เป็นส่วนที่ติดตัวมาโดยกําเนิด จัดเป็นเรื่องของแรงขับตามสัญชาตญาณ ความอยาก ตัณหา เป็นส่วน
ของจิตที่กระตุ้นให้บุคคล แสดงพฤติกรรม ตามหลักแห่งความพอใจ ถ้าบุคคลใดแสดงพฤติกรรมตาม id นั่น
คือ พฤติกรรมนั้น ๆ เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นส่วนใหญ่
 อีโก้ (ego) เป็นพลังส่วนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้ว เป็นส่วนที่ควบคุม การแสดงพฤติกรรมของคน ๆ
นั้นให้ดําเนินไปอย่างเหมาะสม ทั้งภายใต้อิทธิพลของอิดและซุปเปอร์ อีโก้พยายามแก้ไขข้อขัดแย้งต่าง ๆ ของอิดี
และซุปเปอร์อีโก้จนในที่สุดบางคนจะทุกข์ร้อน วิตก กระวนกระวาย จนอาจถึงขั้นโรคจิตประสาท ถ้าความขัดแย้ง
ดังกล่าวมีมาก วิธีหนึ่งที่เป็นทางออกของอีโก้ก็คือ ปรับตนโดยการใช้กลไกการป้องกันตัว (defense
mechanism) ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลพยายามแก้ไขความคับข้องใจของตนเองโดยที่มิได้จงใจ เป็นไป
เพื่อรักษาหน้าและศักดิ์ศรี
 ซุปเปอร์อีโก้ (super ego) เป็นพลังจากสังคมที่เกี่ยวกับหลักศิลธรรม คุณธรรม จริยธรรม อุดมคติใน
การดําเนินชีวิต เป็นพลังส่วนที่ควบคุม ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมโดยสอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง
(principle of reality) เช่น บัญชาให้คน ๆ นั้นเลือกกลไกการป้องกันตัวที่เหมาะสมมาใช้
แนวคิดเรื่องจิตในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท
คําว่าจิต ตามทรรศนะฝ่ายเถรวาท หมายถึง ธรรมชาติที่รู้ อารมณ์, สภาพที่นึกคิด, ความคิด, ใจ
ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้ให้คําจํากัดความธรรมชาติของจิตไว้เมื่อ กล่าวโดย
สรุปแล้วมี ๓ อย่าง คือ
(๑) มีการคิดคือรับรู้อารมณ์ (จินฺเตตีติ จิตฺต อารมฺมณ วิชานาตีนิ อตฺโถ) ธรรมชาติที่ชื่อว่า จิต
เพราะอรรถว่า คิดคือรู้อารมณ์
(๒) เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์(จินฺเตสิ เอเตน กรณภูเตน สมฺปยุตฺตธมฺมาติ จิตฺต)
ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะเป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรม คือเจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์
(๓)ทําให้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร(จิตฺตึ กโรตีติ จิตฺต) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะทา
สัตว์และสิ่งของทั้งหลายให้วิจิตร
มนุษย์กับพฤติกรรม
 พฤติกรรม หมายถึง กิริยาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่มนุษย์ได้แสดง หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เมื่อได้เผชิญกับสิ่งเร้า พฤติกรรมต่าง
ๆ ที่กล่าวมาแล้ว อาจจะจําแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้เรียกว่า เป็นปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็มแทง การกระพริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับสายตา
ฯลฯ
2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญา และอารมณ์ (EMOTION) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ
สติปัญญาหรืออารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อยกิริยาใดออกไป ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทําตาม
ความคิดหรือ ทําด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรียกว่า เป็นการทําตามอารมณ์ หรือปล่อยตามใจ
นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า อารมณ์มีอิทธิพลหรือพลังมากกว่าสติปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทําให้
พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็นพื้นฐาน
รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ
 1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา ทําให้ผู้อื่นสามารถมองเห็น
ได้สังเกตได้เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด ฯลฯ
 2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้
สังเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่อให้คนอื่นรับรู้ได้เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้
 ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์
 นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
 1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กําเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION) เช่นการ
กระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัวรอดเป็นต้น
 2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ
 1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด
 2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับ
อารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด
 3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์
การมีความคิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
 4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้
เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้โดยพิจารณาจากความจําเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
 มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการที่จะทําให้การ
อยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข จึงทําให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้น
อย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรม
ของมนุษย์ ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้3 ประเภท
 1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์
 2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
 3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม
พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา
 นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏระเบียบหรือ
วิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจในสถานภาพ
และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ
ดังนี้
 1. การติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION)
 2. การขัดแย้ง (CONFLICT)
 3. การแข่งขัน (COMPETITION)
 4. การประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน (ACCOMODATION)
 5. การผสมผสานกลมกลืนเข้าหากัน (ASSIMILATION)
 6. การร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน (COOPERATION)
การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสําคัญด้านต่าง ๆ 6 ประการ คือ
1. การเรียนรู้(LEARNING)
2. ค่านิยม (VALUE)
3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
4. ทัศนคติ (ATTITUDE)
5. ความเชื่อ (BELIEF)
6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
พระพุทธเจ้าทรงแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ตามหลักจริต
 จริต คือพฤติกรรมของมนุษย์ที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งแบ่ง 6 แบบ
 1. ราคะจริต คือ ผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางราคะ รักสวย รักงาม ละมุนละไม ชอบสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่น
หอมๆ รสอร่อยๆ สัมผัสที่นุ่มละมุน และจิตใจจะยึด เกาะกับสิ่งเหล่านั้นได้เป็นเวลานานๆ
 2.โทสจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้า อารมณ
 3.โมหจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโมหะ เขลา เซื่องซึม เชื่อคนง่าย งมงาย ขาดเหตุผล มองอะไรไม่ ทะลุปรุ
โปร่ง
 4. วิตกจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางฟุ้งซ่าน คิด เรื่องนี้ทีเรื่องนั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถยึด เกาะกับ
เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ ไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง นั่นเอง
 5.สัทธาจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางศรัทธา น้อม ใจเชื่อ เลื่อมใสได้ง่าย ซึ่งถ้าเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกก็ย่อม เป็นคุณ
จิตใจเบิกบานใจ แต่ถ้าไปเลื่อมใสในสิ่งที่ผิดก็ ย่อมเป็นโทษ
 6. พุทธิจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางชอบคิด พิจารณาด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญา พิจารณาตามความ
เป็นจริง ไม่เชื่ออะไรโดยไม่มี เหตุผล

งานนำเสนอ จิตวิทยาในพระไตรปิฏกในพระพุทธศาสนา

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของจิตวิทยา คําว่า จิตวิทยา Psychologyหมายถึง วิชาที่ศึกษา เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และ กระบวนการของจิต เพื่อทําความ เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ ที่จะนําไปช่วยในการพยากรณ์ และ ควบคุมพฤติกรรมนั้นๆ ประวัติและวิวัฒนาการแห่งการศึกษาจิตวิทยา วิวัฒนาการความเชื่อและการศึกษาเรื่องจิตในสมัยโบราณ วิวัฒนาการความเชื่อและการศึกษาเรื่องจิตในสมัยใหม่ วิวัฒนาการศึกษาเรื่องจิตในสมัยปัจจุบัน
  • 3.
    วิธีการศึกษาและการอธิบายแนวคิดเรื่องจิตวิทยาตะวันตก พื้นฐานของจิตวิทยาตะวันตกมีพัฒนาจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยทุกแนวคิดของจิตวิทยามุ่งศึกษาทําความเข้าใจและอธิบาย การเกิดขึ้นของพฤติกรรมในลักษณะของการกระทําว่าเป็นไปในลักษณะเช่นใด การกระทํานั้นมีมูลฐานหรือแรงผลักดันมาจากสาเหตุ อะไรเนื่องจากทุกแนวคิดของจิตวิทยาต่างใช้หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการศึกษา การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ต้องมี ลักษณะ สําคัญ ๕ คือ ๑) ต้องได้มาจากประสบการณ์จากประสาทสัมผัสและทดสอบได้ด้วยประสาทสัมผัสคือ สามารถที่จะสังเกต พิสูจน์ และ ทดลองได้ ๒) มีความเป็นสาธารณะ คือ จําเป็นต้องสามารถอธิบายหรือทดลอง ทําให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตรงกันสิ่งที่ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งใน หลักฐานเชิงประจักษ์หรือเชิงการให้เหตุผล ๓) ต้องเป็นความจริงสากล คือ จะต้องสามารถแสดงความจริงของทุกๆ สิ่ง หรือ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้น หรือปรากฏการณ์นั้นๆ ที่ อยู่ในบริบทเดียวกัน ๔) สามารถคาดหมายอนาคตได้ถูกต้องแม่นยํา ซึ่งเป็นเรื่องของการทํานายผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเชื่อว่าถ้าทําซํ้าใน หลักการ กฎ หรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้แล้วในอดีต ผลที่ออกมาจะตรงกับสิ่งที่กําหนดไว้
  • 4.
    องค์ประกอบของพลังจิต (psychic energy) ฟรอยด์ได้แบ่งองค์ประกอบของพลังจิต (psychic energy) เป็น 3 ส่วน คือ  อิดี (id) เป็นส่วนที่ติดตัวมาโดยกําเนิด จัดเป็นเรื่องของแรงขับตามสัญชาตญาณ ความอยาก ตัณหา เป็นส่วน ของจิตที่กระตุ้นให้บุคคล แสดงพฤติกรรม ตามหลักแห่งความพอใจ ถ้าบุคคลใดแสดงพฤติกรรมตาม id นั่น คือ พฤติกรรมนั้น ๆ เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นส่วนใหญ่  อีโก้ (ego) เป็นพลังส่วนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้ว เป็นส่วนที่ควบคุม การแสดงพฤติกรรมของคน ๆ นั้นให้ดําเนินไปอย่างเหมาะสม ทั้งภายใต้อิทธิพลของอิดและซุปเปอร์ อีโก้พยายามแก้ไขข้อขัดแย้งต่าง ๆ ของอิดี และซุปเปอร์อีโก้จนในที่สุดบางคนจะทุกข์ร้อน วิตก กระวนกระวาย จนอาจถึงขั้นโรคจิตประสาท ถ้าความขัดแย้ง ดังกล่าวมีมาก วิธีหนึ่งที่เป็นทางออกของอีโก้ก็คือ ปรับตนโดยการใช้กลไกการป้องกันตัว (defense mechanism) ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลพยายามแก้ไขความคับข้องใจของตนเองโดยที่มิได้จงใจ เป็นไป เพื่อรักษาหน้าและศักดิ์ศรี  ซุปเปอร์อีโก้ (super ego) เป็นพลังจากสังคมที่เกี่ยวกับหลักศิลธรรม คุณธรรม จริยธรรม อุดมคติใน การดําเนินชีวิต เป็นพลังส่วนที่ควบคุม ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมโดยสอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง (principle of reality) เช่น บัญชาให้คน ๆ นั้นเลือกกลไกการป้องกันตัวที่เหมาะสมมาใช้
  • 5.
    แนวคิดเรื่องจิตในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คําว่าจิต ตามทรรศนะฝ่ายเถรวาท หมายถึงธรรมชาติที่รู้ อารมณ์, สภาพที่นึกคิด, ความคิด, ใจ ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้ให้คําจํากัดความธรรมชาติของจิตไว้เมื่อ กล่าวโดย สรุปแล้วมี ๓ อย่าง คือ (๑) มีการคิดคือรับรู้อารมณ์ (จินฺเตตีติ จิตฺต อารมฺมณ วิชานาตีนิ อตฺโถ) ธรรมชาติที่ชื่อว่า จิต เพราะอรรถว่า คิดคือรู้อารมณ์ (๒) เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์(จินฺเตสิ เอเตน กรณภูเตน สมฺปยุตฺตธมฺมาติ จิตฺต) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะเป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรม คือเจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ (๓)ทําให้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร(จิตฺตึ กโรตีติ จิตฺต) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะทา สัตว์และสิ่งของทั้งหลายให้วิจิตร
  • 6.
    มนุษย์กับพฤติกรรม  พฤติกรรม หมายถึงกิริยาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่มนุษย์ได้แสดง หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เมื่อได้เผชิญกับสิ่งเร้า พฤติกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว อาจจะจําแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้เรียกว่า เป็นปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็มแทง การกระพริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับสายตา ฯลฯ 2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญา และอารมณ์ (EMOTION) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ สติปัญญาหรืออารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อยกิริยาใดออกไป ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทําตาม ความคิดหรือ ทําด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรียกว่า เป็นการทําตามอารมณ์ หรือปล่อยตามใจ นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า อารมณ์มีอิทธิพลหรือพลังมากกว่าสติปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทําให้ พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็นพื้นฐาน
  • 7.
    รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 2อย่างคือ  1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา ทําให้ผู้อื่นสามารถมองเห็น ได้สังเกตได้เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด ฯลฯ  2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ สังเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่อให้คนอื่นรับรู้ได้เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้  ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์  นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ  1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กําเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION) เช่นการ กระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัวรอดเป็นต้น  2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม
  • 8.
    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ 1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด  2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับ อารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด  3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมีความคิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่  4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้ เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้โดยพิจารณาจากความจําเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม
  • 9.
    การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์  มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการที่จะทําให้การ อยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดีและมีความสุข จึงทําให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้น อย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรม ของมนุษย์ ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้3 ประเภท  1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์  2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม  3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม
  • 10.
    พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา  นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏระเบียบหรือ วิธีการ ที่มีอยู่ในสังคมรวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจในสถานภาพ และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้  1. การติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION)  2. การขัดแย้ง (CONFLICT)  3. การแข่งขัน (COMPETITION)  4. การประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน (ACCOMODATION)  5. การผสมผสานกลมกลืนเข้าหากัน (ASSIMILATION)  6. การร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน (COOPERATION)
  • 11.
    การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสําคัญด้านต่าง ๆ 6ประการ คือ 1. การเรียนรู้(LEARNING) 2. ค่านิยม (VALUE) 3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS) 4. ทัศนคติ (ATTITUDE) 5. ความเชื่อ (BELIEF) 6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
  • 12.
    พระพุทธเจ้าทรงแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ตามหลักจริต  จริต คือพฤติกรรมของมนุษย์ที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งแบ่ง6 แบบ  1. ราคะจริต คือ ผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางราคะ รักสวย รักงาม ละมุนละไม ชอบสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่น หอมๆ รสอร่อยๆ สัมผัสที่นุ่มละมุน และจิตใจจะยึด เกาะกับสิ่งเหล่านั้นได้เป็นเวลานานๆ  2.โทสจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้า อารมณ  3.โมหจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโมหะ เขลา เซื่องซึม เชื่อคนง่าย งมงาย ขาดเหตุผล มองอะไรไม่ ทะลุปรุ โปร่ง  4. วิตกจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางฟุ้งซ่าน คิด เรื่องนี้ทีเรื่องนั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถยึด เกาะกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ ไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคง นั่นเอง  5.สัทธาจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางศรัทธา น้อม ใจเชื่อ เลื่อมใสได้ง่าย ซึ่งถ้าเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกก็ย่อม เป็นคุณ จิตใจเบิกบานใจ แต่ถ้าไปเลื่อมใสในสิ่งที่ผิดก็ ย่อมเป็นโทษ  6. พุทธิจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางชอบคิด พิจารณาด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญา พิจารณาตามความ เป็นจริง ไม่เชื่ออะไรโดยไม่มี เหตุผล