Overview หมายถึง การเปิดไปที่หน้าOverview
Contents หมายถึง การเปิดไปที่หน้าสารบัญ
First Page หมายถึง การเปิดไปที่หน้าแรก
Index หมายถึง การเปิดไปที่หน้าดัชนี
Front Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหน้า
Back Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหลัง
Back หมายถึง การเปิดไปที่หน้าที่เรียกดูครั้งสุดท้าย
Forward หมายถึง การเปิดไปที่หน้าถัดไป
Left หมายถึง การเปิดไปที่หน้าซ้าย
Right หมายถึง การเปิดไปที่หน้าขวา
Page no... หมายถึง การเปิดโดยระบุเลขหน้า
File Name... หมายถึง การเปิดตามชื่อที่ระบุ
15.
Flip to BookmarkedPage หมายถึง การเปิดไปหน้าที่คั่นไว้
Add หมายถึง การเพิ่มที่คั่นหนังสือ
Remove หมายถึง การลบที่คั่นหนังสือ
Define Bookmark Style หมายถึง การกาหนดรูปแบบที่คั่นหนังสือ
Auto Size หมายถึง การกาหนดรูปแบบหนังสือให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
Clear All Bookmarks หมายถึง การยกเลิกที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด
Flip to Marked Page หมายถึง การเปิดไปยังหน้าที่ทาเครื่องหมายคั่นไว้
Add หมายถึง การเพิ่มเครื่องหมายคั่นหนังสือ
Remove หมายถึง การลบเครื่องหมายคั่นหนังสือ
Define Marker Style หมายถึง การเลือกรูปแบบที่กาหนดไว้
Clear All Markers หมายถึง การยกเลิกเครื่องหมายที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด
16.
Add to Favorites...หมายถึง การเพิ่มชื่อหนังสือที่ต้องการเก็บไว้
Organize Favorites... หมายถึง การจัดการในส่วน Favorites
www.fliplibrary.com หมายถึง การแสดง Home ที่กาหนดไว้ในเว็บไซด์
Flipping Control... หมายถึง การควบคุมการพลิกหน้า
Auto Flipping หมายถึง การตั้งค่าให้โดยแสดงผลอัตโนมัติ
Slide Show หมายถึง การตั้งค่าให้แสดงผลแบบสไลด์
Create Theme หมายถึง การสร้างรูปแบบสาเร็จรูปใหม่
17.
Create Album CDหมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วลงแผ่นซีดี
Import CD Marker 1.x Album หมายถึง การนาเข้าหนังสือจากแผ่นซีดี
Export Album for TV Viewing หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วไปสร้างลงแผ่นซีดี
สามารถเปิดดูได้จากโทรทัศน์ผ่านเครื่องเล่นซีดี
Book Binder หมายถึง การเลือกรูปแบบใส่ห่วงหนังสือ
Enable Background Music หมายถึง การกาหนดเพลงประกอบ
Set Flipping Speed หมายถึง การตั้งค่าการเปิดพลิกหนังสือ
Set Auto Flipping... หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผลอัตโนมัติ
Set Slide Show... หมายถึง การตั้งค่าแบบสไลด์
Set Theme หมายถึง การตั้งต่ารูปแบบสาเร็จรูป
Set Book Options หมายถึง การตั้งค่าการกาหนดรูปแบบหนังสือ
Set Preferences หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผล
Refresh Thumbnails หมายถึง การเรียกดูภาพปัจจุบันจาก Overview
Clear History หมายถึง การลบรายการที่เรียกใช้แถบเมนู
18.
Contents หมายถึง หัวข้อคู่มือการใช้งานโปรแกรม
Orderonline หมายถึง การสั่งซื้อโปรแกรมแบบออนไลน์
Registration หมายถึง การลงทะเบียนผลิตภัณฑ์
More Information หมายถึง การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางอินเตอร์เน็ต
User Forum หมายถึง การร่วมแสดงความเห็นผ่านทางอินเทอร์เน็ต
About หมายถึง รายละเอียดของโปรแกรม
ข้อดีของ E-book
1.อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จานวนมาก
2.ประหยัดการตัดไม้ทาลายป่า เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทากระดาษ
3.เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ ประหยัดค่าเก็บรักษา
4.ค้นหาข้อความได้ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ
5.ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม)
6.อ่านได้ในที่มืด หรือแสงน้อย
7.ทาสาเนาได้ง่าย
8.จาหน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ
9.อ่านได้ไม่จากัดจานวนครั้ง เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ
บทที่3
วิธีดาเนินการ
3.1วิธีการดาเนินการ
3.1.1ศึกษาวิธีการใช้งานโปรแกรม E-book
ได้ศึกษาวิธีการสร้างหังสือด้วยโปรแกรมตามขั้นตอนในบทที่ 2
3.1.2พัฒนาประยุกต์ใช้โปรแกรม
3.2 ข้อมูลความรู้ในหนังสือE-book
หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses
Unit II: Subject, Verb, Object
Unit III: Subjective Complements, Objective Complements
Unit IV: Passive
Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands,
Requests, Suggestions
ประโยค คือส่วนที่สาคัญที่สุดในโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะในชีวิตประจาวัน
เรามักพูดออกมาเป็นประโยค เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ แต่ประโยคนั้นประกอบขึ้นด้วยคาต่างๆ
ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มศึกษาวิธีการแต่งประโยค เราจึงต้องเริ่มต้นศึกษาจากคาก่อน
Words
ชนิดของคาในภาษาอังกฤษมี 8 ชนิดด้วยกัน คือ
1. Nouns (คานาม)
21.
เช่น God, man,John, American, friend, star, stone, air, mile, beauty ใช้เรียกคน สัตว์สิ่งของ
แนวคิด นามธรรม และความเชื่อ
2. Pronouns (คาสรรพนาม)
เช่น I, you, he, she, my, your, his, that, who, what, which, one, some ใช้เรียกแทนคานาม จะได้
ไม่ต้องเอ่ยนามนั้นซ้าอีก
ตัวอย่าง:
John works at the hospital. He is a doctor.
Kate is my friend. I know her well.
A book is on the desk. The book which is on the desk is about history.
The children are playing outside. Some of them are crying.
3. Adjectives (คาคุณศัพท์)
ใช้ขยาย noun กับ pronoun เพื่อบรรยายให้เห็นลักษณะของ noun กับ pronoun ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่ง
ออกเป็น adjective สาหรับบอกลักษณะ บอกปริมาณ และบอกจานวน
- Qualifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกลักษณะ เช่น beautiful, healthy, kind,
poor, fast, dry, black
ตัวอย่าง: Noun
Adj. + Noun Adj. + Adj. + Noun
An apple A red apple A crisp, red apple
A girl A tall girl A beautiful, tall girl
- Quantifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกปริมาณ เช่น many, much, few, little
ตัวอย่าง: Noun Adj. + Noun
An apple Many apples
22.
money A littlemoney
- Numeral Adjectives หรือคาคุณศัพท์ใช้บอกจานวนนับลาดับที่ เช่น one, two, three,
first, second
4. Verbs (คากริยา)
เช่น go, take, fight, speak, sleep, wait ใช้แสดงกริยาอาการต่างๆ เป็นส่วนสาคัญในภาคแสดง
ของประโยค นอกจากนี้ คากริยายังแบ่งได้เป็น กริยาแท้และกริยาไม่แท้
- Finite Verbs กริยาแท้หรือคากริยาที่สามารถผันตามประธานและรูปกาลได้
- Non-finite Verbs (Verbals) กริยาไม่แท้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้
ตัวอย่าง: verb "be" มีกริยาในรูปต่างๆ ดังนี้
Finite Form Am, is, are, was, were
Non-finite Form Infinitive = to be
Present Participle = being
Past Participle = been Gerund = being
5. Adverbs (คาวิเศษณ์)
เช่น well, fast, long, gently, recently, again, yesterday, soon, rather, perhaps, not
ใช้ขยาย verb, adverb, adjective, preposition, conjunction, phrase, sentence เพื่อเพิ่มความหมาย
ให้กับสิ่งที่ถูกขยาย
ตัวอย่าง:
ขยาย verb He walks. He walks fast.
ขยาย adverb The dog grows quickly. The dog grows very quickly.
ขยาย adjective It is hot today. It is surprisingly hot today.
23.
ขยาย preposition Mycat sits beside me. My cat sits right beside me.
ขยาย conjunction She will come though it is late.
She will come even though it is late.
ขยาย phrase The hotel is on the top of the mountain.
The hotel is nearly on the top of
the mountain.
ขยาย sentence The bus leaves at 10 p.m.
However, the bus leaves at 10 p.m.
6. Prepositions (คาบุพบท)
เช่น at, in, into, of, for ใช้เชื่อมกริยากับส่วนต่างๆ ของประโยค เพื่อบอกเวลา สถานที่ และ
ทิศทาง ทาให้ประโยคสมบูรณ์
ตัวอย่าง:
In He is in the pool.
On There is a mark on your shirt.
At He always arrives late at school.
Against A woman is standing against the door.
Up to I sleep up to 8 hours a day.
7. Conjunctions (คาสันธาน)
เช่น and, but, or, nor, that, if, because ใช้เชื่อมคาหรือประโยค มีทั้ง conjunction แบบคล้อยตาม
ขัดแย้ง และเป็นเหตุเป็นผล
ตัวอย่าง:
And Thais eat with a spoon and fork.
24.
But BMW isbeautiful but expensive.
Or Would you like coffee or tea?
Neithe...nor Neither I nor she speaks Spanish.
Because Tim passed the exam because he studied hard.
8. Interjections (คาอุทาน)
เช่น oh, alas, hurrah ใช้แสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ
ตัวอย่าง:
Well Well! That’s expensive.
Oh Oh! That’s great.
ในภาษาอังกฤษคาหนึ่งคาอาจจะเป็นได้มากกว่าหนึ่งชนิด แต่เมื่อใช้ในบริบทหนึ่งๆ แล้ว
คาๆ นั้นจะทาหน้าที่ได้แค่เพียงอย่างเดียว เช่น อาจจะเป็น verb หรือ noun หรือ อาจเป็น adverb
หรือ preposition ก็ได้ตัวอย่างเช่น
Look:Look at that. (Look = verb)
Let me have a look at that. (look = noun)
Walk : He walked all the way here. (walked = verb)
He is taking a walk. (walk = noun)
In: Is John in? (in = adverb)
In the house. (In = preposition)
Up: He climbed up. (up = adverb)
Climb up the wall. (up = preposition)
After: He looked before and after. (after = adverb)
His dog trotted after him (after = preposition)
25.
After we hadleft... (After = conjunction)
Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses
Unit II: Subject, Verb, Object
Unit III: Subjective Complements, Objective Complements
Unit IV: Passive
Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands, Requests,
Suggestions
หลักการใช้ Present Simple Tense
การใช้
Present simple tense ใช้พูดถึงกาลปัจจุบัน สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (general truth) และการ
กระทาที่เราปฏิบัติเป็นประจา หรือเป็นกิจวัตร (routine or habit) หรือสิ่งที่เป็นความจริง (fact)
ตัวอย่าง
Grandma calls her buddies every day.
ความหมาย
คุณย่า/คุณยายโทรหาเพื่อน ๆ ทุกวัน
หลักการใช้ Past Simple Tense
การใช้
Past simple tense ใช้กับการกระทาที่ผ่านไปแล้ว
(มักจะมีคาแสดงอดีตกาล เช่น "yesterday" หรือ "five minutes ago" อยู่เสมอ)
ตัวอย่าง
I bought a phone last week.
ความหมาย
26.
ฉันซื้อมือถือมาหนึ่งเครื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
หลักการใช้ Future SimpleTense
การใช้
Future simple tense ใช้กับการกระทาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
(มักจะมีคาแสดงอนาคตอยู่ด้วย เช่น "tomorrow", "in a few minutes" หรือ "next week")
ตัวอย่าง
I will watch a movie tomorrow night. (will = มั่นใจว่าจะ)
I am going to watch a movie tomorrow night.
(going to = ตั้งใจว่าจะ)
ความหมาย
ฉัน(จะ)ดูหนังสักเรื่องคืนพรุ่งนี้
หลักการใช้ Present Continuous Tense
การใช้
ใช้present continuous เมื่อการกระทานั้นกาลังดาเนินอยู่
ตัวอย่าง
We are coming back home tonight.
ความหมาย
ใช้present continuous แสดงเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
หลักการใช้ Past Continuous Tense
การใช้
27.
ใช้past continuous ตอนมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนซึ่งกาลังดาเนินอยู่ในอดีต แล้วมีอีก
เหตุการณ์เกิดซ้อนขึ้นมาในเวลาสั้น ๆ ใช้past continuous กับเหตุการณ์ที่กาลังดาเนินอยู่อย่าง
ชัดเจน ณ เวลาหนึ่งในอดีต
ตัวอย่าง
Somebody farted when I was doing my exam.
I was eating a custard apple at one in the afternoon.
ความหมาย
มีคนบางคนผายลม ขณะที่ฉันกาลังสอบ ,ฉันกาลังกินน้อยหน่าอยู่ ตอนบ่ายโมง
หลักการใช้ Future Continuous Tense
การใช้
Future continuous ใช้ก้บเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขา (คง) จะกาลังเล่น
ไพ่คืนนี้
ตัวอย่าง
When you call, I will be sleeping.
They will be playing cards tonight.
ความหมาย
ตอนคุณโทรมา ฉัน (คง) จะกาลังหลับอยู่ , พวกเขา (คง) จะกาลังเล่นไพ่คืนนี้
หลักการใช้ Present Perfect Tense
การใช้
ใช้present perfect ตอนพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วดาเนินเรื่อยมาจนจบในปัจจุบัน
เมื่อพูดจบ
ตัวอย่าง
28.
I have added8 new friends on Facebook.
ความหมาย
ผมaddเพื่อนใหม่ในFacebookไป 8 คน
หลักการใช้ Past Perfect Tense
การใช้
ใช้past perfect เมื่อมีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เหตุการณ์แรกเกิดขึ้น
ก่อนและจบลง อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทีหลัง แต่ทั้งสองเหตุการณ์ได้จบสิ้นไปแล้ว (เหตุการณ์
แรก ใช้past perfect tense ส่วนเหตุการณ์ที่สอง ใช้past simple tense Past perfect ใช้กับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต
ตัวอย่าง
I had cleaned my room before my friends arrived.
ความหมาย
ผมได้ทาความสะอาดห้อง ก่อนเพื่อนฝูงมาถึง
หลักการใช้ Future Perfect Tense
การใช้
ใช้future perfect tense เมื่อต้องการจะบอกว่า เหตุการณ์หนึ่งได้จบสิ้นลง เมื่อถึงเวลาหนึ่งใน
อนาคต
ตัวอย่าง
The skytrain will have left before you get to the platform.
ความหมาย
เมื่อคุณไปถึงชานชาลา รถไฟฟ้าคงจะออกไปแล้ว
29.
หลักการใช้ Present PerfectContinuous Tense
การใช้
ใช้present perfect continuous เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต และดาเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่
ก็ยังไม่จบ เพราะยังคงต่อเนื่องไปถึงอนาคต
ตัวอย่าง
The kids have been playing for a long time.
ความหมาย
เด็ก ๆ เล่นมานานมากแล้ว (มีทีท่าว่าจะเล่นต่อ)
หลักการใช้ Past Perfect Continuous Tense
การใช้
Past perfect continuous ใช้ได้ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกาลัง
ดาเนินอยู่ ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
ตัวอย่าง
Before I went to sleep, I had been swimming for an hour.
ความหมาย
ฉันว่ายน้ามาหนึ่งชั่วโมง ก่อนฉันไปนอน
หลักการใช้ Future Perfect Continuous Tense
การใช้
ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์หนึ่งซึ่งดาเนินมาก่อนนั้นยังคงดาเนิน
อยู่ และจะดาเนินต่อใปอีก
ตัวอย่าง
By next year I will have been teaching English for 5 years.