หลักการของไวยากรณ์
The principles of grammar
ประเภทสื่อเพื่อการศึกษา
จัดทาโดย
1. เด็กชาย ธนากร งูตูล เลขที่ 1
2. นางสาว ชิดชนก ขันแกล้ว เลขที่ 9
3. นางสาว ธันย์ชนก จิตรหลัง เลขที่ 13
4. นางสาว เนตรอัปสร ปราบเสร็จ เลขที่ 14
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
เสนอ
คุณครู จุรีรัตน์ สงด้วง
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
โรงเรียนหาดสาราญวิทยาคม
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 13
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) : หลักการของไวยากรณ์
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) : The principles of grammar
ประเภทของโครงงาน : สื่อเพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน : เด็กชาย ธนากร งูตูล เลขที่ 1
นางสาว ชิดชนก ขันแกล้ว เลขที่ 9
นางสาว ธันย์ชนก จิตรหลัง เลขที่ 13
นางสาว เนตรอัปสร ปราบเสร็จ เลขที่ 14
ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน : ครูจุรีรัตน์ สงด้วง
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง หลักการใช้ไวยากรณ์ ออกแบบโดย E-book และ PhotoshopCS6
สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์จุรีรัตน์ สงด้วง
อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษโครงงาน ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษาแนะนา และ
ตรวจสอบ แก้ไข ข้อพกพร่องทุกขั้นตอนของการจัดทาโครงงาน คณะผู้จัดทาโครงงาน
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา เพื่อนนักเรียน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ไม่ได้กล่าวนาม
ไว้ณ ที่นี้ ที่ได้ให้กาลังใจและมีส่วนช่วยเหลือให้โครงงานฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี
ท้ายที่สุด คณะผู้จัดทาโครงงานหวังว่าโครงงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจไม่มากก็
น้อย
บทคัดย่อ
โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม E-bookและ PhotoshopCS6 ออกแบบหน้าหนังสือ จัดทา
ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือใช้โปรแกรม E-book สร้างหน้าหนังสือ จากเทคนิคทางคอมพิวเตอร์
และภาษาอังกฤษ เพื่อบูรณาการคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวิชาภาษาอังกฤษษ
และเพื่ออนุรักษ์ศิลปะด้านภาษาต่างประเทศเนื่องจาก Grammar ถือเป็น ภาษาที่ทุกคนใช้กันทั่ว
โลก กลุ่มข้าพเจ้าได้ศึกษาการใช้โปรแกรม E-book และ PhotoshopCS6 และข้อมูลเกี่ยวกับ
Grammar ได้แก่ หลัการใช้ Present Simple Tense หลักการใช้ Past Simple Tense หลักการใช้
Future Simple Tense โดยนาโปรแกรม E-book มาสร้างหนังสือ ทั้ง 12 หลัก และอธิบาย
ส่วนประกอบของ Grammar จากการศึกษาดังกล่าวทาให้กลุ่มข้าพเจ้าทราบว่าโปรแกรม E-book
และ PhotoshopCS6 สามารถสร้างหนังสือ Grammar ที่มีความสวยงามได้จากหนังสือ E-book
ในโปรแกรม E-book และยังสามารถนาหนังสือ Grammar ที่สร้างจากหนังสือ E-book ที่ได้ไป
ประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนซึ่งสามารถอภิปรายผลการศึกษาครั้งนี้ได้ว่าในการใช้โปรแกรม
คอมพิวเตอร์E-bookนอกจากนี้ยังนาหนังสือ E-book ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และ
อื่นๆ อีกมากมาย
บทที่ 1
บทนาที่มาและความสาคัญ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสาคัญยิ่งในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นด้านการ
สื่อสาร ด้านการติดต่อค้าขาย ด้านการศึกษา ตลอดไปจนถึงด้านการบันเทิง เป็นต้น เห็นได้ชัด
ว่าอิทธิพลของภาษาอังกฤษแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ในทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา
เท่านั้น แต่ยังแพร่มาถึงทวีปเอเชียหรือทวีปอื่นๆด้วย และโดยอย่างยิ่งในประเทศไทย อัน
เนื่องมาจากในปี 2015ที่จะถึงนี้ กลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทาการเปิด
ประชาคมอาเซียน จึงเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้กลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตื่นตัวกับการฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษมากขึ้น
วัตถุประสงค์
• เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าใจถึงหลักแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12 หลัก
• เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้แกรมมาทั้ง 12 หลักได้ด้วยตนเอง
• เพื่อให้ผู้ที่สนใจและต้องการเรียนรู้หลักภาษาแกรมมาได้ถูกต้องและเหมาะตาม
สถานการณ์
• ทาให้ผู้ที่สนใจมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนหลักแกรมมาภาษาอังกฤษ
• เพื่อนาความรู้เรื่องเทคโนโลยีที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
ขอบเขตของโครงงาน
• สร้างขึ้นและเผยแพร่ความรู้เรื่องแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12 หลัก โดยใช้โปรแกรม
Adobe Photoshop CS6 ในการออกแบบหน้าปก และใช้โปรแกรม E-book ในการนาเสนอ
• ระยะเวลาในการทาโคงงาน 19 มกราคม ถึง 23 กุมภาพันธ์ พุทธธศักราช 2560
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
• ผู้ที่สนใจเข้าใจหลักแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12 หลัก
• ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักแกรมมาภาอังกฤษทั้ง 12 หลักได้ด้วยตนเอง
• ใช้หลักภาษาได้ถูกต้องและเหมาะสมตามสถานการณ์
• มีทัศนคติที่ว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย
• ได้นาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์
บทที่ 2
หลักการและทฤษฎี
ความหมาย
E-Book ย่อมาจากคาว่า Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่าน
ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์ คุณลักษณะของหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมี
ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง
ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้อีก
ประการหนึ่งที่สาคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่ง
คุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป E-book ความคิดเกี่ยวกับหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์มีมาภายหลังปี ค.ศ. 1940 ซึ่งปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง หนึ่ง เป็นหลักการ
ใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อน 1990 ในช่วงแรกมี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิงและ
การศึกษาบันเทิง งานที่เกี่ยวกับการอ้างอิง มักจะเกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการเผยแพร่เอกสาร
ทางวิชาการพร้อมๆ กันกับการผลิตที่ ซับซ้อน เช่น SiliconGraphics ด้วยข้อจ ากัดทาง
เทคโนโลยีที่ห่างไกลความจริง เช่น มีปัญหาของจอภาพซึ่งมี ขนาดเล็กอ่านยาก แบตเตอรี่มีอายุ
การใช้งานสั้น ไม่มีการป้องกันข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ ต่อมาเทคโนโลยีแล็บท็
อปคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้E-Book มีการรุดหน้าเร็วขึ้นจนสามารถ บรรลุผลในการ
เป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบ เพราะได้นาบางส่วนของแล็บท็อปมาประยุกต์ใช้จนทา ให้ E-Book
มี คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ Internet ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นสิ้นเปลือง
ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องมี อุปกรณ์ที่จะใช้เก็บข้อมูล u3648 เช่น Diskette สามารถส่งข้อมูลได้คราว
ละมากๆ มีการป้องกันข้อมูล (Encryption) ใน การพัฒนา E-Book จะมุ่งไปที่ความบางเบาและ
สามารถพิมพ์ทุกอย่างเท่าที่จะทาได้ให้เหมือน กระดาษ จริงมากที่สุด
ประวัติความเป็นมา
แนวความคิดเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นภายหลัง ปี ค.ศ. 1940 โดยปรากฏ
ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ ต่อมาได้มีการพัฒนาโดย
นาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสแกนหนังสือจัดเก็บ ข้อมูลเป็นแฟ้มภาพตัวหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ และนาแฟ้มภาพตัวหนังสือมาผ่าน กระบวนการแปลงภาพเป็นข้อความด้วยการ
ทา OCR (Optical Character Recognition) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงภาพ
ตัวหนังสือให้เป็นข้อความที่สามารถ แก้ไขเพิ่มเติมได้ การถ่ายทอดข้อมูลจะถ่ายทอดผ่านทาง
แป้นพิมพ์ และประมวลผลออกมาเป็นตัวหนังสือและข้อความด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้น
หน้ากระดาษจึงเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแฟ้มข้อมูลแทน ทั้งยังมีความสะดวกต่อการเผยแพร่และ
จัดพิมพ์เป็นเอกสาร (Documentsprinting) ทาให้รูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยุคแรกๆ มี
ลักษณะเป็นเอกสารประเภท .doc .txt .rtf และ .pdf ไฟล์ เมื่อมีการพัฒนาภาษา HTML
(Hypertext Markup Language) ข้อมูลต่าง ๆ จึงถูกออกแบบและตกแต่งในรูปของเว็บไซต์ โดย
ปรากฏในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ซึ่งเรียกว่า "web page" ผู้อ่านสามารถเปิดดูเอกสารเหล่านั้นได้
ด้วยเว็บเบราว์เซอร์ (Web browser) ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถแสดงผลข้อความ ภาพ
และการปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ต่อมาเมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัท ไมโครซอฟท์ ได้ผลิตเอกสาร
อิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้คาแนะนาในรูปแบบ HTML Help ขึ้นมา มีรูปแบบของไฟล์เป็น .CHM
โดยมีตัวอ่านคือ MicrosoftReader และหลังจากนั้นมีบริษัทผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์จานวน
มาก ได้พัฒนาโปรแกรมจนกระทั่งสามารถผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นลักษณะ
เหมือนกับหนังสือทั่วไป กล่าวคือ สามารถแทรกข้อความ แทรกภาพ จัดหน้าหนังสือได้ตาม
ความต้องการของผู้ผลิต และที่พิเศษกว่านั้นคือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ สามารถสร้างจุด
เชื่อมโยงเอกสาร (Hypertext) ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกได้ อีกทั้งยัง
สามารถแทรกเสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ลงไปในหนังสือได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่สามารถทาได้
ในหนังสือทั่วไป
ส่วนประกอบของโปรแกรม E-book
พื้นที่การทางานหลักของ E-book จะมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น พื้นที่การสร้างสไลด์
เครื่องมือสร้าง/แก้ไข และส่วนประกอบอื่นๆ ดังนี้
หมายเลข 1 แถบชื่อ (Title bar) หมายถึง แถบแสดงชื่อของโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่
หมายเลข 2 แถบเมนูคาสั่ง (Menu bar) หมายถึง แถบคาสั่งต่าง ๆ เมื่อคลิกแล้วจะมีคาสั่งย่อย
ให้เลือก
หมายเลข 3 แถบเครื่องมือ (Toolbar) หมายถึง แถบที่รวบรวมเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องการใช้
งาน
หมายเลข 4 รูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) หมายถึง อัลบั้มภาพหรือรูปแบบของ
หนังสือที่เลือกใช้งาน
หมายเลข 5 แถบสถานะ (Status bar) หมายถึง แถบแสดงรายละเอียดและสถานการณ์ทางาน
ของโปรแกรม
ส่วนประกอบของแถบเครื่องมือ (Toolbar)
แนะนาแถบรายการคาสั่ง (Menu Bar) หรือแถบเมนู
New Book หมายถึง การสร้างหนังสือเล่มใหม่
Open Book หมายถึง การเปิดหนังสือที่มีการสร้างไว้แล้ว
Start Wizard หมายถึง การใช้เครื่องมือช่วยในการสร้างหนังสือ
Save หมายถึง การบันทึกหนังสือที่ได้สร้างใหม่
Save As... หมายถึง การบันทึกหนังสือที่ได้สร้างไว้แล้ว และต้องการบันทึกหรือเปลี่ยนชื่อ
ใหม่
Upload to Web ... หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างขึ้นไปไว้บนเว็บไซด์
Send as Email... หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างผ่านทาง E-mail
Add Book to www.Fliplibrary.com... หมายถึง การเพิ่มหนังสือเข้าไปไว้ที่เว็บไซด์
www.Fliplibrary.com
Online Update หมายถึง การปรับปรุงโปรแกรมให้เป็ นปัจจุบันเมื่อมีเวอร์ชั่นใหม่แบบ
ออนไลน์
Print หมายถึง การสั่งพิมพ์
Exit หมายถึง การออกจากโปรแกรม
New Folder... หมายถึง การสร้างที่เก็บงานใหม่
Open Folder... หมายถึง การเปิดงานที่เก็บไว้แล้ว
Delete Folder... หมายถึง การลบงานที่สร้างไว้แล้ว
Copy From... หมายถึง การคัดลอกข้อมูลจากที่อื่น
Move To หมายถึง การเคลื่อนย้ายงานไปที่อื่น
Rename หมายถึง การเปลี่ยนชื่อ
Delete หมายถึง การลบ
selection หมายถึง การเลือกวัตถุต่าง ๆ
Insert Annotation หมายถึง การแทรกกรอบข้อความ
Insert Multi-Media Object... หมายถึง การแทรกสื่อมัลติมีเดีย
Insert Clip Art... หมายถึง การแทรกรูปภาพ
Insert Page หมายถึง การแทรกหน้าหนังสือ
Delete Page หมายถึง การลบหน้าหนังสือ
Page Properties... หมายถึง การกาหนดค่าคุณลักษณะของหนังสือ
Customize Contents... หมายถึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ ข้อความ ขนาดตัวอักษร
ในหน้า Contents
Customize Index... หมายถึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ ข้อความ ขนาดตัวอักษร
ในหน้า Index
Zoom หมายถึง การมองแบบขยาย
Entire Book หมายถึง การกาหนดรูปแบบหนังสือให้เป็นหน้าเดียวหรือสองหน้า
Left Page หมายถึง การกาหนดรูปแบบให้เห็นเฉพาะด้านซ้าย
Right Page หมายถึง การกาหนดรูปแบบให้เห็นเฉพาะด้านขวา
Thumbnail Size หมายถึง การกาหนดรูปในหน้า Overview
Sort Page หมายถึง การกาหนดการจัดเรียงหน้า
Show Grid หมายถึง การกาหนดให้แสดงตาราง
Show Ruler หมายถึง การกาหนดให้แสดงไม้บรรทัด
Stop หมายถึง การหยุด
Refresh หมายถึง การแสดงผลค่าปัจจุบันของการทางาน
Toolbar หมายถึง การกาหนดให้แสดงแถบเครื่องมือ
Window Frame หมายถึง การกาหนดให้แสดงแถบเมนูและแถบเครื่องมือ
Overview หมายถึง การเปิดไปที่หน้า Overview
Contents หมายถึง การเปิดไปที่หน้าสารบัญ
First Page หมายถึง การเปิดไปที่หน้าแรก
Index หมายถึง การเปิดไปที่หน้าดัชนี
Front Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหน้า
Back Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหลัง
Back หมายถึง การเปิดไปที่หน้าที่เรียกดูครั้งสุดท้าย
Forward หมายถึง การเปิดไปที่หน้าถัดไป
Left หมายถึง การเปิดไปที่หน้าซ้าย
Right หมายถึง การเปิดไปที่หน้าขวา
Page no... หมายถึง การเปิดโดยระบุเลขหน้า
File Name... หมายถึง การเปิดตามชื่อที่ระบุ
Flip to Bookmarked Page หมายถึง การเปิดไปหน้าที่คั่นไว้
Add หมายถึง การเพิ่มที่คั่นหนังสือ
Remove หมายถึง การลบที่คั่นหนังสือ
Define Bookmark Style หมายถึง การกาหนดรูปแบบที่คั่นหนังสือ
Auto Size หมายถึง การกาหนดรูปแบบหนังสือให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
Clear All Bookmarks หมายถึง การยกเลิกที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด
Flip to Marked Page หมายถึง การเปิดไปยังหน้าที่ทาเครื่องหมายคั่นไว้
Add หมายถึง การเพิ่มเครื่องหมายคั่นหนังสือ
Remove หมายถึง การลบเครื่องหมายคั่นหนังสือ
Define Marker Style หมายถึง การเลือกรูปแบบที่กาหนดไว้
Clear All Markers หมายถึง การยกเลิกเครื่องหมายที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด
Add to Favorites... หมายถึง การเพิ่มชื่อหนังสือที่ต้องการเก็บไว้
Organize Favorites... หมายถึง การจัดการในส่วน Favorites
www.fliplibrary.com หมายถึง การแสดง Home ที่กาหนดไว้ในเว็บไซด์
Flipping Control... หมายถึง การควบคุมการพลิกหน้า
Auto Flipping หมายถึง การตั้งค่าให้โดยแสดงผลอัตโนมัติ
Slide Show หมายถึง การตั้งค่าให้แสดงผลแบบสไลด์
Create Theme หมายถึง การสร้างรูปแบบสาเร็จรูปใหม่
Create Album CD หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วลงแผ่นซีดี
Import CD Marker 1.x Album หมายถึง การนาเข้าหนังสือจากแผ่นซีดี
Export Album for TV Viewing หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วไปสร้างลงแผ่นซีดี
สามารถเปิดดูได้จากโทรทัศน์ผ่านเครื่องเล่นซีดี
Book Binder หมายถึง การเลือกรูปแบบใส่ห่วงหนังสือ
Enable Background Music หมายถึง การกาหนดเพลงประกอบ
Set Flipping Speed หมายถึง การตั้งค่าการเปิดพลิกหนังสือ
Set Auto Flipping... หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผลอัตโนมัติ
Set Slide Show... หมายถึง การตั้งค่าแบบสไลด์
Set Theme หมายถึง การตั้งต่ารูปแบบสาเร็จรูป
Set Book Options หมายถึง การตั้งค่าการกาหนดรูปแบบหนังสือ
Set Preferences หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผล
Refresh Thumbnails หมายถึง การเรียกดูภาพปัจจุบันจาก Overview
Clear History หมายถึง การลบรายการที่เรียกใช้แถบเมนู
Contents หมายถึง หัวข้อคู่มือการใช้งานโปรแกรม
Order online หมายถึง การสั่งซื้อโปรแกรมแบบออนไลน์
Registration หมายถึง การลงทะเบียนผลิตภัณฑ์
More Information หมายถึง การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางอินเตอร์เน็ต
User Forum หมายถึง การร่วมแสดงความเห็นผ่านทางอินเทอร์เน็ต
About หมายถึง รายละเอียดของโปรแกรม
ข้อดีของ E-book
1.อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จานวนมาก
2.ประหยัดการตัดไม้ทาลายป่า เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทากระดาษ
3.เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ ประหยัดค่าเก็บรักษา
4.ค้นหาข้อความได้ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ
5.ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม)
6.อ่านได้ในที่มืด หรือแสงน้อย
7.ทาสาเนาได้ง่าย
8.จาหน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ
9.อ่านได้ไม่จากัดจานวนครั้ง เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ
10. สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง แค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอ่านหนังสือที่ต้องการได้ทันที
11.เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติ โดยลดการใช้กระดาษกับ True e-Book
ข้อเสียของ e-Book
1. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตตารี่
2. เสียสุขภาพสายตา จากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์
3. ขาดความรู้สึก หรืออรรถรส หรือความคลาสสิค
4. อาจเกิดปัญหากับการ ลง hardware หรือ software ใหม่หรือแทนที่อันเก่า
5. ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดี ไม่ให้เสียหรือสูญหาย
6. การอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา
7. เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย
8. ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น
บทที่3
วิธีดาเนินการ
3.1วิธีการดาเนินการ
3.1.1ศึกษาวิธีการใช้งานโปรแกรม E-book
ได้ศึกษาวิธีการสร้างหังสือด้วยโปรแกรมตามขั้นตอนในบทที่ 2
3.1.2 พัฒนาประยุกต์ใช้โปรแกรม
3.2 ข้อมูลความรู้ในหนังสือE-book
หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses
Unit II: Subject, Verb, Object
Unit III: Subjective Complements, Objective Complements
Unit IV: Passive
Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands,
Requests, Suggestions
ประโยค คือส่วนที่สาคัญที่สุดในโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะในชีวิตประจาวัน
เรามักพูดออกมาเป็นประโยค เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ แต่ประโยคนั้นประกอบขึ้นด้วยคาต่างๆ
ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มศึกษาวิธีการแต่งประโยค เราจึงต้องเริ่มต้นศึกษาจากคาก่อน
Words
ชนิดของคาในภาษาอังกฤษมี 8 ชนิดด้วยกัน คือ
1. Nouns (คานาม)
เช่น God, man, John, American, friend, star, stone, air, mile, beauty ใช้เรียกคน สัตว์สิ่งของ
แนวคิด นามธรรม และความเชื่อ
2. Pronouns (คาสรรพนาม)
เช่น I, you, he, she, my, your, his, that, who, what, which, one, some ใช้เรียกแทนคานาม จะได้
ไม่ต้องเอ่ยนามนั้นซ้าอีก
ตัวอย่าง:
John works at the hospital. He is a doctor.
Kate is my friend. I know her well.
A book is on the desk. The book which is on the desk is about history.
The children are playing outside. Some of them are crying.
3. Adjectives (คาคุณศัพท์)
ใช้ขยาย noun กับ pronoun เพื่อบรรยายให้เห็นลักษณะของ noun กับ pronoun ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่ง
ออกเป็น adjective สาหรับบอกลักษณะ บอกปริมาณ และบอกจานวน
- Qualifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกลักษณะ เช่น beautiful, healthy, kind,
poor, fast, dry, black
ตัวอย่าง: Noun
Adj. + Noun Adj. + Adj. + Noun
An apple A red apple A crisp, red apple
A girl A tall girl A beautiful, tall girl
- Quantifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกปริมาณ เช่น many, much, few, little
ตัวอย่าง: Noun Adj. + Noun
An apple Many apples
money A little money
- Numeral Adjectives หรือคาคุณศัพท์ใช้บอกจานวนนับลาดับที่ เช่น one, two, three,
first, second
4. Verbs (คากริยา)
เช่น go, take, fight, speak, sleep, wait ใช้แสดงกริยาอาการต่างๆ เป็นส่วนสาคัญในภาคแสดง
ของประโยค นอกจากนี้ คากริยายังแบ่งได้เป็น กริยาแท้และกริยาไม่แท้
- Finite Verbs กริยาแท้หรือคากริยาที่สามารถผันตามประธานและรูปกาลได้
- Non-finite Verbs (Verbals) กริยาไม่แท้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้
ตัวอย่าง: verb "be" มีกริยาในรูปต่างๆ ดังนี้
Finite Form Am, is, are, was, were
Non-finite Form Infinitive = to be
Present Participle = being
Past Participle = been Gerund = being
5. Adverbs (คาวิเศษณ์)
เช่น well, fast, long, gently, recently, again, yesterday, soon, rather, perhaps, not
ใช้ขยาย verb, adverb, adjective, preposition, conjunction, phrase, sentence เพื่อเพิ่มความหมาย
ให้กับสิ่งที่ถูกขยาย
ตัวอย่าง:
ขยาย verb He walks. He walks fast.
ขยาย adverb The dog grows quickly. The dog grows very quickly.
ขยาย adjective It is hot today. It is surprisingly hot today.
ขยาย preposition My cat sits beside me. My cat sits right beside me.
ขยาย conjunction She will come though it is late.
She will come even though it is late.
ขยาย phrase The hotel is on the top of the mountain.
The hotel is nearly on the top of
the mountain.
ขยาย sentence The bus leaves at 10 p.m.
However, the bus leaves at 10 p.m.
6. Prepositions (คาบุพบท)
เช่น at, in, into, of, for ใช้เชื่อมกริยากับส่วนต่างๆ ของประโยค เพื่อบอกเวลา สถานที่ และ
ทิศทาง ทาให้ประโยคสมบูรณ์
ตัวอย่าง:
In He is in the pool.
On There is a mark on your shirt.
At He always arrives late at school.
Against A woman is standing against the door.
Up to I sleep up to 8 hours a day.
7. Conjunctions (คาสันธาน)
เช่น and, but, or, nor, that, if, because ใช้เชื่อมคาหรือประโยค มีทั้ง conjunction แบบคล้อยตาม
ขัดแย้ง และเป็นเหตุเป็นผล
ตัวอย่าง:
And Thais eat with a spoon and fork.
But BMW is beautiful but expensive.
Or Would you like coffee or tea?
Neithe...nor Neither I nor she speaks Spanish.
Because Tim passed the exam because he studied hard.
8. Interjections (คาอุทาน)
เช่น oh, alas, hurrah ใช้แสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ
ตัวอย่าง:
Well Well! That’s expensive.
Oh Oh! That’s great.
ในภาษาอังกฤษคาหนึ่งคาอาจจะเป็นได้มากกว่าหนึ่งชนิด แต่เมื่อใช้ในบริบทหนึ่งๆ แล้ว
คาๆ นั้นจะทาหน้าที่ได้แค่เพียงอย่างเดียว เช่น อาจจะเป็น verb หรือ noun หรือ อาจเป็น adverb
หรือ preposition ก็ได้ตัวอย่างเช่น
Look:Look at that. (Look = verb)
Let me have a look at that. (look = noun)
Walk : He walked all the way here. (walked = verb)
He is taking a walk. (walk = noun)
In: Is John in? (in = adverb)
In the house. (In = preposition)
Up: He climbed up. (up = adverb)
Climb up the wall. (up = preposition)
After: He looked before and after. (after = adverb)
His dog trotted after him (after = preposition)
After we had left... (After = conjunction)
Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses
Unit II: Subject, Verb, Object
Unit III: Subjective Complements, Objective Complements
Unit IV: Passive
Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands, Requests,
Suggestions
หลักการใช้ Present Simple Tense
การใช้
Present simple tense ใช้พูดถึงกาลปัจจุบัน สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (general truth) และการ
กระทาที่เราปฏิบัติเป็นประจา หรือเป็นกิจวัตร (routine or habit) หรือสิ่งที่เป็นความจริง (fact)
ตัวอย่าง
Grandma calls her buddies every day.
ความหมาย
คุณย่า/คุณยายโทรหาเพื่อน ๆ ทุกวัน
หลักการใช้ Past Simple Tense
การใช้
Past simple tense ใช้กับการกระทาที่ผ่านไปแล้ว
(มักจะมีคาแสดงอดีตกาล เช่น "yesterday" หรือ "five minutes ago" อยู่เสมอ)
ตัวอย่าง
I bought a phone last week.
ความหมาย
ฉันซื้อมือถือมาหนึ่งเครื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
หลักการใช้ Future Simple Tense
การใช้
Future simple tense ใช้กับการกระทาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
(มักจะมีคาแสดงอนาคตอยู่ด้วย เช่น "tomorrow", "in a few minutes" หรือ "next week")
ตัวอย่าง
I will watch a movie tomorrow night. (will = มั่นใจว่าจะ)
I am going to watch a movie tomorrow night.
(going to = ตั้งใจว่าจะ)
ความหมาย
ฉัน(จะ)ดูหนังสักเรื่องคืนพรุ่งนี้
หลักการใช้ Present Continuous Tense
การใช้
ใช้present continuous เมื่อการกระทานั้นกาลังดาเนินอยู่
ตัวอย่าง
We are coming back home tonight.
ความหมาย
ใช้present continuous แสดงเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
หลักการใช้ Past Continuous Tense
การใช้
ใช้past continuous ตอนมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน ซึ่งกาลังดาเนินอยู่ในอดีต แล้วมีอีก
เหตุการณ์เกิดซ้อนขึ้นมาในเวลาสั้น ๆ ใช้past continuous กับเหตุการณ์ที่กาลังดาเนินอยู่อย่าง
ชัดเจน ณ เวลาหนึ่งในอดีต
ตัวอย่าง
Somebody farted when I was doing my exam.
I was eating a custard apple at one in the afternoon.
ความหมาย
มีคนบางคนผายลม ขณะที่ฉันกาลังสอบ ,ฉันกาลังกินน้อยหน่าอยู่ ตอนบ่ายโมง
หลักการใช้ Future Continuous Tense
การใช้
Future continuous ใช้ก้บเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขา (คง) จะกาลังเล่น
ไพ่คืนนี้
ตัวอย่าง
When you call, I will be sleeping.
They will be playing cards tonight.
ความหมาย
ตอนคุณโทรมา ฉัน (คง) จะกาลังหลับอยู่ , พวกเขา (คง) จะกาลังเล่นไพ่คืนนี้
หลักการใช้ Present Perfect Tense
การใช้
ใช้present perfect ตอนพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วดาเนินเรื่อยมาจนจบในปัจจุบัน
เมื่อพูดจบ
ตัวอย่าง
I have added 8 new friends on Facebook.
ความหมาย
ผมaddเพื่อนใหม่ในFacebookไป 8 คน
หลักการใช้ Past Perfect Tense
การใช้
ใช้past perfect เมื่อมีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เหตุการณ์แรกเกิดขึ้น
ก่อนและจบลง อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทีหลัง แต่ทั้งสองเหตุการณ์ได้จบสิ้นไปแล้ว (เหตุการณ์
แรก ใช้past perfect tense ส่วนเหตุการณ์ที่สอง ใช้past simple tense Past perfect ใช้กับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต
ตัวอย่าง
I had cleaned my room before my friends arrived.
ความหมาย
ผมได้ทาความสะอาดห้อง ก่อนเพื่อนฝูงมาถึง
หลักการใช้ Future Perfect Tense
การใช้
ใช้future perfect tense เมื่อต้องการจะบอกว่า เหตุการณ์หนึ่งได้จบสิ้นลง เมื่อถึงเวลาหนึ่งใน
อนาคต
ตัวอย่าง
The skytrain will have left before you get to the platform.
ความหมาย
เมื่อคุณไปถึงชานชาลา รถไฟฟ้าคงจะออกไปแล้ว
หลักการใช้ Present Perfect Continuous Tense
การใช้
ใช้present perfect continuous เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต และดาเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่
ก็ยังไม่จบ เพราะยังคงต่อเนื่องไปถึงอนาคต
ตัวอย่าง
The kids have been playing for a long time.
ความหมาย
เด็ก ๆ เล่นมานานมากแล้ว (มีทีท่าว่าจะเล่นต่อ)
หลักการใช้ Past Perfect Continuous Tense
การใช้
Past perfect continuous ใช้ได้ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกาลัง
ดาเนินอยู่ ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
ตัวอย่าง
Before I went to sleep, I had been swimming for an hour.
ความหมาย
ฉันว่ายน้ามาหนึ่งชั่วโมง ก่อนฉันไปนอน
หลักการใช้ Future Perfect Continuous Tense
การใช้
ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์หนึ่งซึ่งดาเนินมาก่อนนั้นยังคงดาเนิน
อยู่ และจะดาเนินต่อใปอีก
ตัวอย่าง
By next year I will have been teaching English for 5 years.
ความหมาย
เมื่อถึงปีหน้า ผมก็จะสอน (ติดต่อกันมา) ครบ 5 ปี (และผมก็จะสอนต่อไปอีก)
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาส่วนของการทาหนังสือโดยใช้โปรแกรม E-book พบปัญหาของโปรแกรม E-book
คือคนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่า อีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ยังไม่สมารถใช้งานได้ง่ายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก
หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทาให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า การสร้าง
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความ ชานาญในการ
ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการสร้างสื่อดีพอสมควร ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้น
การปรับปรุงสื่อจึงทาได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้าน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้เวลาในการ
ออกแบบมากเพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้สื่อที่ มีคุณภาพ
บทที่ 4
ผลการดาเนินงานโครงงาน
การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสือโดยโปรแกรม E-book
และค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้จัดทาโครงงานสามารถนามาประยุกต์ใช้
ให้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลการดาเนินงานโครงงาน ดังนี้
4.1 ผลการพัฒนาโปรแกรม Power point เรื่อง เกมวิทยาศาสตร์กับความรู้รอบตัว
การสร้างเกมด้วยโปรแกรม E-bok นี้ ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการ
ดาเนินงานที่เสนอในบทที่ 3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยมีครูที่ปรึกษาในรายวิชา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดย
แสดงความเห็นในเนื้อหาและรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้
และเป็นแหล่งเรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว
บทที่ 5
สรุปผลการดาเนินงาน และข้อเสนอแนะ
การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสือด้วย E-book เรื่อง หลักการของ
ไวยากรณ์
สามารถสรุปผลการดาเนินโครงงาน และข้อเสนอแนะ ดังนี้
5.1 การดาเนินงานจัดทาโครงงาน
5.1.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. สร้างหนังสือที่มีประโยชน์ต่อเด็กๆและเยาวชน
2. ศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างหนังสือ
3. ศึกษาการจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์
5.2.2 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมหรือที่ใช้ในการพัฒนา
5.1. 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
5.1.2 2 โปรแกรม E-book
5.2 สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน
การสร้างเกมด้วย E-book นี้ ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่
เสนอในบทที่ 3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถ
เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยได้นา สามารถจัดการและเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี โดย
ทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดยแสดงความเห็น
ในเนื้อหาและรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่ง
เรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว
5.3 ข้อเสนอแนะ
5.3.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.หากไม่อยากทาในเรื่องของวิชาภาษาอังกฤษ อาจจะเปลี่ยนไปทาในสาระที่ต่างจากวิชานี้ก็
ได้
2.หากโปรแกรมไม่สามารถใช้งานได้ให้ลองโหลด
5.3.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา
1.โปรแกรม E-book
2.โปรแกรมอ่านสคริปได้มากๆ
บรรณานุกรม
หนังสือเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
www.slideshare.net/warumpaNB/2557-41309168
https://addbeaunk.wordpress.com
https://sites.google.com/site/ebooknstru04/neuxha/khwam-pen-ma
https://www.slideshare.net/jangps/ss-48604292
http://studycom-2.blogspot.com/
http://ebookbybam.blogspot.com/p/2.html

หลักการของไวยากรณ์

  • 1.
    หลักการของไวยากรณ์ The principles ofgrammar ประเภทสื่อเพื่อการศึกษา จัดทาโดย 1. เด็กชาย ธนากร งูตูล เลขที่ 1 2. นางสาว ชิดชนก ขันแกล้ว เลขที่ 9 3. นางสาว ธันย์ชนก จิตรหลัง เลขที่ 13 4. นางสาว เนตรอัปสร ปราบเสร็จ เลขที่ 14 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 เสนอ คุณครู จุรีรัตน์ สงด้วง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนหาดสาราญวิทยาคม สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 13
  • 2.
    ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) :หลักการของไวยากรณ์ ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) : The principles of grammar ประเภทของโครงงาน : สื่อเพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน : เด็กชาย ธนากร งูตูล เลขที่ 1 นางสาว ชิดชนก ขันแกล้ว เลขที่ 9 นางสาว ธันย์ชนก จิตรหลัง เลขที่ 13 นางสาว เนตรอัปสร ปราบเสร็จ เลขที่ 14 ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน : ครูจุรีรัตน์ สงด้วง กิตติกรรมประกาศ โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง หลักการใช้ไวยากรณ์ ออกแบบโดย E-book และ PhotoshopCS6 สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์จุรีรัตน์ สงด้วง อาจารย์ที่ปรึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษโครงงาน ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษาแนะนา และ ตรวจสอบ แก้ไข ข้อพกพร่องทุกขั้นตอนของการจัดทาโครงงาน คณะผู้จัดทาโครงงาน ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา เพื่อนนักเรียน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ไม่ได้กล่าวนาม ไว้ณ ที่นี้ ที่ได้ให้กาลังใจและมีส่วนช่วยเหลือให้โครงงานฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ท้ายที่สุด คณะผู้จัดทาโครงงานหวังว่าโครงงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจไม่มากก็ น้อย
  • 3.
    บทคัดย่อ โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม E-bookและ PhotoshopCS6ออกแบบหน้าหนังสือ จัดทา ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือใช้โปรแกรม E-book สร้างหน้าหนังสือ จากเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ เพื่อบูรณาการคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และวิชาภาษาอังกฤษษ และเพื่ออนุรักษ์ศิลปะด้านภาษาต่างประเทศเนื่องจาก Grammar ถือเป็น ภาษาที่ทุกคนใช้กันทั่ว โลก กลุ่มข้าพเจ้าได้ศึกษาการใช้โปรแกรม E-book และ PhotoshopCS6 และข้อมูลเกี่ยวกับ Grammar ได้แก่ หลัการใช้ Present Simple Tense หลักการใช้ Past Simple Tense หลักการใช้ Future Simple Tense โดยนาโปรแกรม E-book มาสร้างหนังสือ ทั้ง 12 หลัก และอธิบาย ส่วนประกอบของ Grammar จากการศึกษาดังกล่าวทาให้กลุ่มข้าพเจ้าทราบว่าโปรแกรม E-book และ PhotoshopCS6 สามารถสร้างหนังสือ Grammar ที่มีความสวยงามได้จากหนังสือ E-book ในโปรแกรม E-book และยังสามารถนาหนังสือ Grammar ที่สร้างจากหนังสือ E-book ที่ได้ไป ประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนซึ่งสามารถอภิปรายผลการศึกษาครั้งนี้ได้ว่าในการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์E-bookนอกจากนี้ยังนาหนังสือ E-book ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และ อื่นๆ อีกมากมาย
  • 4.
    บทที่ 1 บทนาที่มาและความสาคัญ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสาคัญยิ่งในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นด้านการ สื่อสารด้านการติดต่อค้าขาย ด้านการศึกษา ตลอดไปจนถึงด้านการบันเทิง เป็นต้น เห็นได้ชัด ว่าอิทธิพลของภาษาอังกฤษแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ในทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา เท่านั้น แต่ยังแพร่มาถึงทวีปเอเชียหรือทวีปอื่นๆด้วย และโดยอย่างยิ่งในประเทศไทย อัน เนื่องมาจากในปี 2015ที่จะถึงนี้ กลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทาการเปิด ประชาคมอาเซียน จึงเป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้กลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตื่นตัวกับการฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษมากขึ้น วัตถุประสงค์ • เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าใจถึงหลักแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12 หลัก • เพื่อให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้แกรมมาทั้ง 12 หลักได้ด้วยตนเอง • เพื่อให้ผู้ที่สนใจและต้องการเรียนรู้หลักภาษาแกรมมาได้ถูกต้องและเหมาะตาม สถานการณ์ • ทาให้ผู้ที่สนใจมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนหลักแกรมมาภาษาอังกฤษ • เพื่อนาความรู้เรื่องเทคโนโลยีที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ขอบเขตของโครงงาน • สร้างขึ้นและเผยแพร่ความรู้เรื่องแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12 หลัก โดยใช้โปรแกรม Adobe Photoshop CS6 ในการออกแบบหน้าปก และใช้โปรแกรม E-book ในการนาเสนอ • ระยะเวลาในการทาโคงงาน 19 มกราคม ถึง 23 กุมภาพันธ์ พุทธธศักราช 2560 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  • 5.
    ผลที่คาดว่าจะได้รับ • ผู้ที่สนใจเข้าใจหลักแกรมมาภาษาอังกฤษทั้ง 12หลัก • ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักแกรมมาภาอังกฤษทั้ง 12 หลักได้ด้วยตนเอง • ใช้หลักภาษาได้ถูกต้องและเหมาะสมตามสถานการณ์ • มีทัศนคติที่ว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย • ได้นาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์
  • 6.
    บทที่ 2 หลักการและทฤษฎี ความหมาย E-Book ย่อมาจากคาว่าElectronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่าน ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์ คุณลักษณะของหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมี ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้อีก ประการหนึ่งที่สาคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่ง คุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป E-book ความคิดเกี่ยวกับหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์มีมาภายหลังปี ค.ศ. 1940 ซึ่งปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง หนึ่ง เป็นหลักการ ใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อน 1990 ในช่วงแรกมี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิงและ การศึกษาบันเทิง งานที่เกี่ยวกับการอ้างอิง มักจะเกี่ยวกับเรื่องการผลิตและการเผยแพร่เอกสาร ทางวิชาการพร้อมๆ กันกับการผลิตที่ ซับซ้อน เช่น SiliconGraphics ด้วยข้อจ ากัดทาง เทคโนโลยีที่ห่างไกลความจริง เช่น มีปัญหาของจอภาพซึ่งมี ขนาดเล็กอ่านยาก แบตเตอรี่มีอายุ การใช้งานสั้น ไม่มีการป้องกันข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ ต่อมาเทคโนโลยีแล็บท็ อปคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้E-Book มีการรุดหน้าเร็วขึ้นจนสามารถ บรรลุผลในการ เป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบ เพราะได้นาบางส่วนของแล็บท็อปมาประยุกต์ใช้จนทา ให้ E-Book มี คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ Internet ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องมี อุปกรณ์ที่จะใช้เก็บข้อมูล u3648 เช่น Diskette สามารถส่งข้อมูลได้คราว ละมากๆ มีการป้องกันข้อมูล (Encryption) ใน การพัฒนา E-Book จะมุ่งไปที่ความบางเบาและ สามารถพิมพ์ทุกอย่างเท่าที่จะทาได้ให้เหมือน กระดาษ จริงมากที่สุด
  • 7.
    ประวัติความเป็นมา แนวความคิดเกี่ยวกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นภายหลัง ปี ค.ศ.1940 โดยปรากฏ ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ ต่อมาได้มีการพัฒนาโดย นาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสแกนหนังสือจัดเก็บ ข้อมูลเป็นแฟ้มภาพตัวหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ และนาแฟ้มภาพตัวหนังสือมาผ่าน กระบวนการแปลงภาพเป็นข้อความด้วยการ ทา OCR (Optical Character Recognition) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงภาพ ตัวหนังสือให้เป็นข้อความที่สามารถ แก้ไขเพิ่มเติมได้ การถ่ายทอดข้อมูลจะถ่ายทอดผ่านทาง แป้นพิมพ์ และประมวลผลออกมาเป็นตัวหนังสือและข้อความด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้น หน้ากระดาษจึงเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแฟ้มข้อมูลแทน ทั้งยังมีความสะดวกต่อการเผยแพร่และ จัดพิมพ์เป็นเอกสาร (Documentsprinting) ทาให้รูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยุคแรกๆ มี ลักษณะเป็นเอกสารประเภท .doc .txt .rtf และ .pdf ไฟล์ เมื่อมีการพัฒนาภาษา HTML (Hypertext Markup Language) ข้อมูลต่าง ๆ จึงถูกออกแบบและตกแต่งในรูปของเว็บไซต์ โดย ปรากฏในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ซึ่งเรียกว่า "web page" ผู้อ่านสามารถเปิดดูเอกสารเหล่านั้นได้ ด้วยเว็บเบราว์เซอร์ (Web browser) ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถแสดงผลข้อความ ภาพ และการปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ต่อมาเมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัท ไมโครซอฟท์ ได้ผลิตเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้คาแนะนาในรูปแบบ HTML Help ขึ้นมา มีรูปแบบของไฟล์เป็น .CHM โดยมีตัวอ่านคือ MicrosoftReader และหลังจากนั้นมีบริษัทผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์จานวน มาก ได้พัฒนาโปรแกรมจนกระทั่งสามารถผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นลักษณะ เหมือนกับหนังสือทั่วไป กล่าวคือ สามารถแทรกข้อความ แทรกภาพ จัดหน้าหนังสือได้ตาม ความต้องการของผู้ผลิต และที่พิเศษกว่านั้นคือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ สามารถสร้างจุด เชื่อมโยงเอกสาร (Hypertext) ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกได้ อีกทั้งยัง สามารถแทรกเสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ลงไปในหนังสือได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่สามารถทาได้ ในหนังสือทั่วไป
  • 8.
    ส่วนประกอบของโปรแกรม E-book พื้นที่การทางานหลักของ E-bookจะมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น พื้นที่การสร้างสไลด์ เครื่องมือสร้าง/แก้ไข และส่วนประกอบอื่นๆ ดังนี้ หมายเลข 1 แถบชื่อ (Title bar) หมายถึง แถบแสดงชื่อของโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่ หมายเลข 2 แถบเมนูคาสั่ง (Menu bar) หมายถึง แถบคาสั่งต่าง ๆ เมื่อคลิกแล้วจะมีคาสั่งย่อย ให้เลือก
  • 9.
    หมายเลข 3 แถบเครื่องมือ(Toolbar) หมายถึง แถบที่รวบรวมเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ งาน หมายเลข 4 รูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) หมายถึง อัลบั้มภาพหรือรูปแบบของ หนังสือที่เลือกใช้งาน หมายเลข 5 แถบสถานะ (Status bar) หมายถึง แถบแสดงรายละเอียดและสถานการณ์ทางาน ของโปรแกรม ส่วนประกอบของแถบเครื่องมือ (Toolbar)
  • 10.
    แนะนาแถบรายการคาสั่ง (Menu Bar)หรือแถบเมนู New Book หมายถึง การสร้างหนังสือเล่มใหม่ Open Book หมายถึง การเปิดหนังสือที่มีการสร้างไว้แล้ว
  • 11.
    Start Wizard หมายถึงการใช้เครื่องมือช่วยในการสร้างหนังสือ Save หมายถึง การบันทึกหนังสือที่ได้สร้างใหม่ Save As... หมายถึง การบันทึกหนังสือที่ได้สร้างไว้แล้ว และต้องการบันทึกหรือเปลี่ยนชื่อ ใหม่ Upload to Web ... หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างขึ้นไปไว้บนเว็บไซด์ Send as Email... หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างผ่านทาง E-mail Add Book to www.Fliplibrary.com... หมายถึง การเพิ่มหนังสือเข้าไปไว้ที่เว็บไซด์ www.Fliplibrary.com Online Update หมายถึง การปรับปรุงโปรแกรมให้เป็ นปัจจุบันเมื่อมีเวอร์ชั่นใหม่แบบ ออนไลน์ Print หมายถึง การสั่งพิมพ์ Exit หมายถึง การออกจากโปรแกรม New Folder... หมายถึง การสร้างที่เก็บงานใหม่ Open Folder... หมายถึง การเปิดงานที่เก็บไว้แล้ว Delete Folder... หมายถึง การลบงานที่สร้างไว้แล้ว Copy From... หมายถึง การคัดลอกข้อมูลจากที่อื่น Move To หมายถึง การเคลื่อนย้ายงานไปที่อื่น Rename หมายถึง การเปลี่ยนชื่อ Delete หมายถึง การลบ
  • 12.
    selection หมายถึง การเลือกวัตถุต่างๆ Insert Annotation หมายถึง การแทรกกรอบข้อความ Insert Multi-Media Object... หมายถึง การแทรกสื่อมัลติมีเดีย Insert Clip Art... หมายถึง การแทรกรูปภาพ Insert Page หมายถึง การแทรกหน้าหนังสือ Delete Page หมายถึง การลบหน้าหนังสือ Page Properties... หมายถึง การกาหนดค่าคุณลักษณะของหนังสือ Customize Contents... หมายถึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ ข้อความ ขนาดตัวอักษร ในหน้า Contents Customize Index... หมายถึง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ ข้อความ ขนาดตัวอักษร ในหน้า Index
  • 13.
    Zoom หมายถึง การมองแบบขยาย EntireBook หมายถึง การกาหนดรูปแบบหนังสือให้เป็นหน้าเดียวหรือสองหน้า Left Page หมายถึง การกาหนดรูปแบบให้เห็นเฉพาะด้านซ้าย Right Page หมายถึง การกาหนดรูปแบบให้เห็นเฉพาะด้านขวา Thumbnail Size หมายถึง การกาหนดรูปในหน้า Overview Sort Page หมายถึง การกาหนดการจัดเรียงหน้า Show Grid หมายถึง การกาหนดให้แสดงตาราง Show Ruler หมายถึง การกาหนดให้แสดงไม้บรรทัด Stop หมายถึง การหยุด Refresh หมายถึง การแสดงผลค่าปัจจุบันของการทางาน Toolbar หมายถึง การกาหนดให้แสดงแถบเครื่องมือ Window Frame หมายถึง การกาหนดให้แสดงแถบเมนูและแถบเครื่องมือ
  • 14.
    Overview หมายถึง การเปิดไปที่หน้าOverview Contents หมายถึง การเปิดไปที่หน้าสารบัญ First Page หมายถึง การเปิดไปที่หน้าแรก Index หมายถึง การเปิดไปที่หน้าดัชนี Front Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหน้า Back Cover หมายถึง การเปิดไปที่ปกหลัง Back หมายถึง การเปิดไปที่หน้าที่เรียกดูครั้งสุดท้าย Forward หมายถึง การเปิดไปที่หน้าถัดไป Left หมายถึง การเปิดไปที่หน้าซ้าย Right หมายถึง การเปิดไปที่หน้าขวา Page no... หมายถึง การเปิดโดยระบุเลขหน้า File Name... หมายถึง การเปิดตามชื่อที่ระบุ
  • 15.
    Flip to BookmarkedPage หมายถึง การเปิดไปหน้าที่คั่นไว้ Add หมายถึง การเพิ่มที่คั่นหนังสือ Remove หมายถึง การลบที่คั่นหนังสือ Define Bookmark Style หมายถึง การกาหนดรูปแบบที่คั่นหนังสือ Auto Size หมายถึง การกาหนดรูปแบบหนังสือให้มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด Clear All Bookmarks หมายถึง การยกเลิกที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด Flip to Marked Page หมายถึง การเปิดไปยังหน้าที่ทาเครื่องหมายคั่นไว้ Add หมายถึง การเพิ่มเครื่องหมายคั่นหนังสือ Remove หมายถึง การลบเครื่องหมายคั่นหนังสือ Define Marker Style หมายถึง การเลือกรูปแบบที่กาหนดไว้ Clear All Markers หมายถึง การยกเลิกเครื่องหมายที่คั่นหนังสือออกทั้งหมด
  • 16.
    Add to Favorites...หมายถึง การเพิ่มชื่อหนังสือที่ต้องการเก็บไว้ Organize Favorites... หมายถึง การจัดการในส่วน Favorites www.fliplibrary.com หมายถึง การแสดง Home ที่กาหนดไว้ในเว็บไซด์ Flipping Control... หมายถึง การควบคุมการพลิกหน้า Auto Flipping หมายถึง การตั้งค่าให้โดยแสดงผลอัตโนมัติ Slide Show หมายถึง การตั้งค่าให้แสดงผลแบบสไลด์ Create Theme หมายถึง การสร้างรูปแบบสาเร็จรูปใหม่
  • 17.
    Create Album CDหมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วลงแผ่นซีดี Import CD Marker 1.x Album หมายถึง การนาเข้าหนังสือจากแผ่นซีดี Export Album for TV Viewing หมายถึง การนาหนังสือที่สร้างแล้วไปสร้างลงแผ่นซีดี สามารถเปิดดูได้จากโทรทัศน์ผ่านเครื่องเล่นซีดี Book Binder หมายถึง การเลือกรูปแบบใส่ห่วงหนังสือ Enable Background Music หมายถึง การกาหนดเพลงประกอบ Set Flipping Speed หมายถึง การตั้งค่าการเปิดพลิกหนังสือ Set Auto Flipping... หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผลอัตโนมัติ Set Slide Show... หมายถึง การตั้งค่าแบบสไลด์ Set Theme หมายถึง การตั้งต่ารูปแบบสาเร็จรูป Set Book Options หมายถึง การตั้งค่าการกาหนดรูปแบบหนังสือ Set Preferences หมายถึง การตั้งค่าการแสดงผล Refresh Thumbnails หมายถึง การเรียกดูภาพปัจจุบันจาก Overview Clear History หมายถึง การลบรายการที่เรียกใช้แถบเมนู
  • 18.
    Contents หมายถึง หัวข้อคู่มือการใช้งานโปรแกรม Orderonline หมายถึง การสั่งซื้อโปรแกรมแบบออนไลน์ Registration หมายถึง การลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ More Information หมายถึง การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางอินเตอร์เน็ต User Forum หมายถึง การร่วมแสดงความเห็นผ่านทางอินเทอร์เน็ต About หมายถึง รายละเอียดของโปรแกรม ข้อดีของ E-book 1.อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จานวนมาก 2.ประหยัดการตัดไม้ทาลายป่า เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทากระดาษ 3.เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ ประหยัดค่าเก็บรักษา 4.ค้นหาข้อความได้ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ 5.ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม) 6.อ่านได้ในที่มืด หรือแสงน้อย 7.ทาสาเนาได้ง่าย 8.จาหน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ 9.อ่านได้ไม่จากัดจานวนครั้ง เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ
  • 19.
    10. สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทางแค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอ่านหนังสือที่ต้องการได้ทันที 11.เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติ โดยลดการใช้กระดาษกับ True e-Book ข้อเสียของ e-Book 1. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตตารี่ 2. เสียสุขภาพสายตา จากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ 3. ขาดความรู้สึก หรืออรรถรส หรือความคลาสสิค 4. อาจเกิดปัญหากับการ ลง hardware หรือ software ใหม่หรือแทนที่อันเก่า 5. ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดี ไม่ให้เสียหรือสูญหาย 6. การอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา 7. เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย 8. ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น
  • 20.
    บทที่3 วิธีดาเนินการ 3.1วิธีการดาเนินการ 3.1.1ศึกษาวิธีการใช้งานโปรแกรม E-book ได้ศึกษาวิธีการสร้างหังสือด้วยโปรแกรมตามขั้นตอนในบทที่ 2 3.1.2พัฒนาประยุกต์ใช้โปรแกรม 3.2 ข้อมูลความรู้ในหนังสือE-book หลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses Unit II: Subject, Verb, Object Unit III: Subjective Complements, Objective Complements Unit IV: Passive Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands, Requests, Suggestions ประโยค คือส่วนที่สาคัญที่สุดในโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะในชีวิตประจาวัน เรามักพูดออกมาเป็นประโยค เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ แต่ประโยคนั้นประกอบขึ้นด้วยคาต่างๆ ดังนั้นถ้าเราจะเริ่มศึกษาวิธีการแต่งประโยค เราจึงต้องเริ่มต้นศึกษาจากคาก่อน Words ชนิดของคาในภาษาอังกฤษมี 8 ชนิดด้วยกัน คือ 1. Nouns (คานาม)
  • 21.
    เช่น God, man,John, American, friend, star, stone, air, mile, beauty ใช้เรียกคน สัตว์สิ่งของ แนวคิด นามธรรม และความเชื่อ 2. Pronouns (คาสรรพนาม) เช่น I, you, he, she, my, your, his, that, who, what, which, one, some ใช้เรียกแทนคานาม จะได้ ไม่ต้องเอ่ยนามนั้นซ้าอีก ตัวอย่าง: John works at the hospital. He is a doctor. Kate is my friend. I know her well. A book is on the desk. The book which is on the desk is about history. The children are playing outside. Some of them are crying. 3. Adjectives (คาคุณศัพท์) ใช้ขยาย noun กับ pronoun เพื่อบรรยายให้เห็นลักษณะของ noun กับ pronoun ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่ง ออกเป็น adjective สาหรับบอกลักษณะ บอกปริมาณ และบอกจานวน - Qualifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกลักษณะ เช่น beautiful, healthy, kind, poor, fast, dry, black ตัวอย่าง: Noun Adj. + Noun Adj. + Adj. + Noun An apple A red apple A crisp, red apple A girl A tall girl A beautiful, tall girl - Quantifier Adjectives หรือคาคุณศัพท์ที่ใช้บอกปริมาณ เช่น many, much, few, little ตัวอย่าง: Noun Adj. + Noun An apple Many apples
  • 22.
    money A littlemoney - Numeral Adjectives หรือคาคุณศัพท์ใช้บอกจานวนนับลาดับที่ เช่น one, two, three, first, second 4. Verbs (คากริยา) เช่น go, take, fight, speak, sleep, wait ใช้แสดงกริยาอาการต่างๆ เป็นส่วนสาคัญในภาคแสดง ของประโยค นอกจากนี้ คากริยายังแบ่งได้เป็น กริยาแท้และกริยาไม่แท้ - Finite Verbs กริยาแท้หรือคากริยาที่สามารถผันตามประธานและรูปกาลได้ - Non-finite Verbs (Verbals) กริยาไม่แท้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้ ตัวอย่าง: verb "be" มีกริยาในรูปต่างๆ ดังนี้ Finite Form Am, is, are, was, were Non-finite Form Infinitive = to be Present Participle = being Past Participle = been Gerund = being 5. Adverbs (คาวิเศษณ์) เช่น well, fast, long, gently, recently, again, yesterday, soon, rather, perhaps, not ใช้ขยาย verb, adverb, adjective, preposition, conjunction, phrase, sentence เพื่อเพิ่มความหมาย ให้กับสิ่งที่ถูกขยาย ตัวอย่าง: ขยาย verb He walks. He walks fast. ขยาย adverb The dog grows quickly. The dog grows very quickly. ขยาย adjective It is hot today. It is surprisingly hot today.
  • 23.
    ขยาย preposition Mycat sits beside me. My cat sits right beside me. ขยาย conjunction She will come though it is late. She will come even though it is late. ขยาย phrase The hotel is on the top of the mountain. The hotel is nearly on the top of the mountain. ขยาย sentence The bus leaves at 10 p.m. However, the bus leaves at 10 p.m. 6. Prepositions (คาบุพบท) เช่น at, in, into, of, for ใช้เชื่อมกริยากับส่วนต่างๆ ของประโยค เพื่อบอกเวลา สถานที่ และ ทิศทาง ทาให้ประโยคสมบูรณ์ ตัวอย่าง: In He is in the pool. On There is a mark on your shirt. At He always arrives late at school. Against A woman is standing against the door. Up to I sleep up to 8 hours a day. 7. Conjunctions (คาสันธาน) เช่น and, but, or, nor, that, if, because ใช้เชื่อมคาหรือประโยค มีทั้ง conjunction แบบคล้อยตาม ขัดแย้ง และเป็นเหตุเป็นผล ตัวอย่าง: And Thais eat with a spoon and fork.
  • 24.
    But BMW isbeautiful but expensive. Or Would you like coffee or tea? Neithe...nor Neither I nor she speaks Spanish. Because Tim passed the exam because he studied hard. 8. Interjections (คาอุทาน) เช่น oh, alas, hurrah ใช้แสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ ตัวอย่าง: Well Well! That’s expensive. Oh Oh! That’s great. ในภาษาอังกฤษคาหนึ่งคาอาจจะเป็นได้มากกว่าหนึ่งชนิด แต่เมื่อใช้ในบริบทหนึ่งๆ แล้ว คาๆ นั้นจะทาหน้าที่ได้แค่เพียงอย่างเดียว เช่น อาจจะเป็น verb หรือ noun หรือ อาจเป็น adverb หรือ preposition ก็ได้ตัวอย่างเช่น Look:Look at that. (Look = verb) Let me have a look at that. (look = noun) Walk : He walked all the way here. (walked = verb) He is taking a walk. (walk = noun) In: Is John in? (in = adverb) In the house. (In = preposition) Up: He climbed up. (up = adverb) Climb up the wall. (up = preposition) After: He looked before and after. (after = adverb) His dog trotted after him (after = preposition)
  • 25.
    After we hadleft... (After = conjunction) Unit I: Words, Sentences, Phrases, Clauses Unit II: Subject, Verb, Object Unit III: Subjective Complements, Objective Complements Unit IV: Passive Unit V: Affirmation, Negation, Interrogation, Exclamations, Commands, Requests, Suggestions หลักการใช้ Present Simple Tense การใช้ Present simple tense ใช้พูดถึงกาลปัจจุบัน สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (general truth) และการ กระทาที่เราปฏิบัติเป็นประจา หรือเป็นกิจวัตร (routine or habit) หรือสิ่งที่เป็นความจริง (fact) ตัวอย่าง Grandma calls her buddies every day. ความหมาย คุณย่า/คุณยายโทรหาเพื่อน ๆ ทุกวัน หลักการใช้ Past Simple Tense การใช้ Past simple tense ใช้กับการกระทาที่ผ่านไปแล้ว (มักจะมีคาแสดงอดีตกาล เช่น "yesterday" หรือ "five minutes ago" อยู่เสมอ) ตัวอย่าง I bought a phone last week. ความหมาย
  • 26.
    ฉันซื้อมือถือมาหนึ่งเครื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลักการใช้ Future SimpleTense การใช้ Future simple tense ใช้กับการกระทาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (มักจะมีคาแสดงอนาคตอยู่ด้วย เช่น "tomorrow", "in a few minutes" หรือ "next week") ตัวอย่าง I will watch a movie tomorrow night. (will = มั่นใจว่าจะ) I am going to watch a movie tomorrow night. (going to = ตั้งใจว่าจะ) ความหมาย ฉัน(จะ)ดูหนังสักเรื่องคืนพรุ่งนี้ หลักการใช้ Present Continuous Tense การใช้ ใช้present continuous เมื่อการกระทานั้นกาลังดาเนินอยู่ ตัวอย่าง We are coming back home tonight. ความหมาย ใช้present continuous แสดงเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หลักการใช้ Past Continuous Tense การใช้
  • 27.
    ใช้past continuous ตอนมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนซึ่งกาลังดาเนินอยู่ในอดีต แล้วมีอีก เหตุการณ์เกิดซ้อนขึ้นมาในเวลาสั้น ๆ ใช้past continuous กับเหตุการณ์ที่กาลังดาเนินอยู่อย่าง ชัดเจน ณ เวลาหนึ่งในอดีต ตัวอย่าง Somebody farted when I was doing my exam. I was eating a custard apple at one in the afternoon. ความหมาย มีคนบางคนผายลม ขณะที่ฉันกาลังสอบ ,ฉันกาลังกินน้อยหน่าอยู่ ตอนบ่ายโมง หลักการใช้ Future Continuous Tense การใช้ Future continuous ใช้ก้บเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขา (คง) จะกาลังเล่น ไพ่คืนนี้ ตัวอย่าง When you call, I will be sleeping. They will be playing cards tonight. ความหมาย ตอนคุณโทรมา ฉัน (คง) จะกาลังหลับอยู่ , พวกเขา (คง) จะกาลังเล่นไพ่คืนนี้ หลักการใช้ Present Perfect Tense การใช้ ใช้present perfect ตอนพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วดาเนินเรื่อยมาจนจบในปัจจุบัน เมื่อพูดจบ ตัวอย่าง
  • 28.
    I have added8 new friends on Facebook. ความหมาย ผมaddเพื่อนใหม่ในFacebookไป 8 คน หลักการใช้ Past Perfect Tense การใช้ ใช้past perfect เมื่อมีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เหตุการณ์แรกเกิดขึ้น ก่อนและจบลง อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทีหลัง แต่ทั้งสองเหตุการณ์ได้จบสิ้นไปแล้ว (เหตุการณ์ แรก ใช้past perfect tense ส่วนเหตุการณ์ที่สอง ใช้past simple tense Past perfect ใช้กับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต ตัวอย่าง I had cleaned my room before my friends arrived. ความหมาย ผมได้ทาความสะอาดห้อง ก่อนเพื่อนฝูงมาถึง หลักการใช้ Future Perfect Tense การใช้ ใช้future perfect tense เมื่อต้องการจะบอกว่า เหตุการณ์หนึ่งได้จบสิ้นลง เมื่อถึงเวลาหนึ่งใน อนาคต ตัวอย่าง The skytrain will have left before you get to the platform. ความหมาย เมื่อคุณไปถึงชานชาลา รถไฟฟ้าคงจะออกไปแล้ว
  • 29.
    หลักการใช้ Present PerfectContinuous Tense การใช้ ใช้present perfect continuous เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต และดาเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ ก็ยังไม่จบ เพราะยังคงต่อเนื่องไปถึงอนาคต ตัวอย่าง The kids have been playing for a long time. ความหมาย เด็ก ๆ เล่นมานานมากแล้ว (มีทีท่าว่าจะเล่นต่อ) หลักการใช้ Past Perfect Continuous Tense การใช้ Past perfect continuous ใช้ได้ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกาลัง ดาเนินอยู่ ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ตัวอย่าง Before I went to sleep, I had been swimming for an hour. ความหมาย ฉันว่ายน้ามาหนึ่งชั่วโมง ก่อนฉันไปนอน หลักการใช้ Future Perfect Continuous Tense การใช้ ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์หนึ่งซึ่งดาเนินมาก่อนนั้นยังคงดาเนิน อยู่ และจะดาเนินต่อใปอีก ตัวอย่าง By next year I will have been teaching English for 5 years.
  • 30.
    ความหมาย เมื่อถึงปีหน้า ผมก็จะสอน (ติดต่อกันมา)ครบ 5 ปี (และผมก็จะสอนต่อไปอีก) ผลการศึกษา ผลการศึกษาส่วนของการทาหนังสือโดยใช้โปรแกรม E-book พบปัญหาของโปรแกรม E-book คือคนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่า อีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่สมารถใช้งานได้ง่ายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทาให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า การสร้าง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความ ชานาญในการ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการสร้างสื่อดีพอสมควร ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้น การปรับปรุงสื่อจึงทาได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้าน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้เวลาในการ ออกแบบมากเพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้สื่อที่ มีคุณภาพ
  • 31.
    บทที่ 4 ผลการดาเนินงานโครงงาน การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสือโดยโปรแกรม E-book และค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้จัดทาโครงงานสามารถนามาประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลการดาเนินงานโครงงาน ดังนี้ 4.1 ผลการพัฒนาโปรแกรม Power point เรื่อง เกมวิทยาศาสตร์กับความรู้รอบตัว การสร้างเกมด้วยโปรแกรม E-bok นี้ ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการ ดาเนินงานที่เสนอในบทที่ 3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีครูที่ปรึกษาในรายวิชา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดย แสดงความเห็นในเนื้อหาและรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้ และเป็นแหล่งเรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว
  • 32.
    บทที่ 5 สรุปผลการดาเนินงาน และข้อเสนอแนะ การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์การสร้างหนังสือด้วยE-book เรื่อง หลักการของ ไวยากรณ์ สามารถสรุปผลการดาเนินโครงงาน และข้อเสนอแนะ ดังนี้ 5.1 การดาเนินงานจัดทาโครงงาน 5.1.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1. สร้างหนังสือที่มีประโยชน์ต่อเด็กๆและเยาวชน 2. ศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างหนังสือ 3. ศึกษาการจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ 5.2.2 วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมหรือที่ใช้ในการพัฒนา 5.1. 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ 5.1.2 2 โปรแกรม E-book 5.2 สรุปผลการดาเนินงานโครงงาน การสร้างเกมด้วย E-book นี้ ผู้จัดทาได้เริ่มดาเนินงานตามขั้นตอนการดาเนินงานที่ เสนอในบทที่ 3 แล้ว จากนั้นได้นาเสนอเผยแพร่ผลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถ เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยได้นา สามารถจัดการและเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี โดย ทั้งครูที่ปรึกษา เพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดยแสดงความเห็น ในเนื้อหาและรูปแบบของการนาเสนออย่างหลากหลาย ซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้และเป็นแหล่ง เรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างหลากหลายและรวดเร็ว 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป
  • 33.
  • 34.