ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อชีวิตประจาวันเป็น
อย่างมาก เช่น มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการทางาน ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสืบค้น
ข้อมูล หรือรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกัน ตลอดจนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile
phone) หรือโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร องค์การทั้งภาครัฐและเอกชนได้
นาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเข้ามาใช้งานในทุกระดับชั้นขององค์กร
เช่น งานด้านการบริหาร การจัดการ และการปฏิบัติการ
- เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในการพัฒนา
เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ วิธีการหรือกระบวนการ เพื่อช่วยในการทางานหรือแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร
- สารสนเทศ (information) หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการนาข้อมูลมาผ่านกระบวนการต่างๆ อย่างมี
ระบบ จะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าและสาระ หรือมีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้
- เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างหรือจัดการกับ
สารสนเทศ
อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่ม
บุคคล หรือองค์กร
- เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล และการสื่อสารนับตั้งแต่
การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรือการประมวลผล การรับและการส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนาข้อมูลกลับไปใช้งาน
ใหม่
ระบบสารสนเทศ เป็นระบบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทางานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย
1.2.1 ฮาร์ดแวร์ (hardware) หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง
ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ด (keyboard) เมาส์ (mouse) จอภาพ (monitor) จอภาพสัมผัส
(touch screen) ปากกาแสง (ligh pen) เครื่องอ่านรหัส
แท่ง (barcode reader) เครื่องพิมพ์ (printer) ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) รวมทั้ง
อุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น โมเด็ม (modem) และสายสัญญาณ
1.2.2 ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่ง (instruction)
ที่ใช้ควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เพื่อให้ทางานตามคาสั่งของ
ผู้ใช้ โดยทั่วไปโปรแกรม หรือชุดคาสั่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
• ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) หมายถึง ชุดคาสั่งที่ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ และทาหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์ระบบแบ่งออกเป็น
1) ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของ
อุปกรณ์และซอฟแวร์ทั้งหมดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังรูปที่ 1.5 โดยจะทาหน้าที่ดูแลและจัดการให้
ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่ทางานประสานกันอย่างเป็นระบบ ตัวอย่าง
ระบบปฏิบัติการ เช่น วินโดวส์ (Windows) ลีนุกซ์ (Linux) และแมคโอเอส (Mac OS)
2) โปรแกรมอรรถประโยชน์ (utilities program) เป็นโปรแกรมที่ช่วยเสริมการทางานของ
คอมพิวเตอร์ หรือช่วยโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ให้มีความสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว
ยิ่งขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการข้อมูล(file manager) โปรแกรมที่ใช้ในการสารองและเรียกคืน
ข้อมูล(back and restore) และ โปรแกรมที่ใช้ในการบีบอัดแฟ้ มข้อมูล (file compression)
3) โปรแกรมขับอุปกรณ์ หรือดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์ (device driver) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการติดตั้งระบบ
เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อหรือใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้
• ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) หมายถึง ชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ทางานตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ซอฟต์แวร์ประยุกต์อาจเขียนขึ้นโดยใช้โปรแกรม
ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น เบสิก (Basic) ปาสคาล (Pascal) โคบอล (Cobol) ซี (C) ซีพลัสพลัส
(C++) และจาวา(Java) ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งตามกลุ่มการใช้งานได้
1.2.3 ข้อมูล(data) ข้อมูลจะถูกรวบรวมและป้ อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านอุปกรณ์ของหน่วย
รับเข้า เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และสแกนเนอร์ (scanner) ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบ
เพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในหน่วยความจา (memory
unit) ก่อนที่จะถูกย้ายไปเก็บที่หน่วยเก็บข้อมูล (storage unit) เช่น ฮาร์ดดิสก์ และแผ่น
ซีดี (Compact Disc: CD) การป้ อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
1.2.4 บุคลากร (people) บุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สาคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ ในที่นี้หมายถึง
บุคลากรที่เป็นผู้ใช้ระบบสารสนเทศ บุคลากรที่เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ จะต้องมีความรู้
ความสามารถในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพให้สามารถทางานได้ตามความต้องการของ
ผู้ใช้ใช้ง่ายและสะดวก ส่วนผู้ใช้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถในการใช้งานระบบ
สารสนเทศและการสื่อสารต่างๆ ได้อย่างถูกต้องจึงจะเกิดสารสนเทศที่เป็นประโยชน์
1.2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (procedure) ระบบสารสนเทศต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นลาดับ
ขั้นชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่าย และดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในสถานการณ์ปกติ
และสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการทาสาเนาข้อมูล ขั้นตอนการปฏิบัติ
เมื่อข้อมูลได้รับความเสียหาย หรือเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เกิดการชารุด
เสียหาย ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ควรได้รับการรวบรวมและจัดทาให้เป็นรูปเล่ม ของคู่มือการใช้งาน
1.3.1 ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการบริหาร
ด้านการบริหารด้านการศึกเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนทาให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน
ปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทาให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว มีการทา
กิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดประโยชน์ใน
ด้านต่างๆ เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่ม
โอกาสทางด้านการศึกษาและเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนการสอน
1.3.2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เริ่ม
ตั้งแต่การทาทะเบียนคนไข้ การรักษาพยาบาลทั่วไป ตลอดจนการวินิจฉัยและรักษาโรคต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยา นอกจากนี้ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการวิจัยทาง
การแพทย์ งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี สามารถค้นคว้าข้อมูลทางการแพทย์ รักษาคนไข้ด้วย
ระบบการรักษาทางไกลตลอดเวลาผ่านเครือข่ายการสื่อสาร เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่
เรียกว่า อีเอ็มไอสแกนเนอร์ (EMI scanner) ถูกนามาถ่ายภาพสมองมนุษย์เพื่อตรวจหา
ความผิดปกติในสมอง
1.3.3 ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้
ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรม เช่น การจัดทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและพยากรณ์ผลผลิต
ด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม การประดิษฐ์
หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่ต้องเสี่ยงภัยและเป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ เช่น โรงงานสารเคมี โรงผลิตและการจ่ายไฟฟ้ า รวมถึงงานที่ต้องทาซ้าๆ
1.4.1 ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อพิจารณาเครือข่ายการสื่อสารทั่วไปจากอดีต
จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ใช้อุปกรณ์การสื่อสารแบบพกพามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากวิทยุเรียกตัว
(pager) ซึ่งเป็นเครื่องรับข้อความ มาเป็นถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจน
สามารถใช้งานด้านอื่นๆได้ นอกจากการพูดคุยธรรมดา โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่สามารถใช้ถ่ายรูป ฟังเพลง
ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ บันทึกข้อมูลสั้นๆ บางรุ่นมีลักษณะเป็นเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล (Personal
Digital Assistant : PDA) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งยังมีหน้าจอแบบสัมผัส ทา
ให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น บางรุ่นมีอุปกรณ์สไตลัส (stylus)
1.4.2 ด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์ในอดีตมักเป็นระบบที่ใช้
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อตรงโดยจุดเดียว (stand alone) ต่อมามีการเชื่อมต่อ
คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันภายในองค์กร เพื่อทาให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน
จนเกิดเป็นระบบรับและให้บริการ หรือที่เรียกว่าระบบรับ-ให้บริการ (client-server
system) โดยมีเครื่องให้บริการ (server) และเครื่องรับบริการ (client) การให้บริการบนเว็บ
ก็นาหลักการของระบบรับ-ให้บริการมาใช้ช่วยให้การทางานง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถ
ทางานจากที่ใดก็ได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโดยมีเว็บเซอร์เวอร์ (web server) เป็นเครื่อง
ให้บริการ
1.4.3 ด้านเทคโนโลยี ระบบทางานอัตโนมัติที่สามารถตัดสินใจได้เองจะเข้ามา
แทนที่มากขึ้น เช่น ระบบแนวนาเส้นทางจราจร ระบบจอดรถ ระบบตรวจหา
ตาแหน่งของวัตถุ ระบบควบคุมความปลอดภัยภายในอาคารระบบที่ทางาน
อัตโนมัติเช่นนี้ อาจกลายเป็นระบบหลักในการดาเนินการของหน่วยงานต่างๆ โดย
เข้ามาแทนที่การทางานของมนุษย์ มีการเชื่อมต่ออย่างกว้างขวางไปยังหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
1.5.1 ด้านสังคม สภาพเสมือนจริง การใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงการทางานต่าง ๆ
จนเกิดเป็นสังคมที่ติดต่อผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันว่า ไซเบอร์สเปซ
(Cyber space) ซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพูดคุย การซื้อสินค้าและบริการ การ
ทางานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทาให้เกิดสภาพที่เสมือนจริง (virtual)
เช่น เกมเสมือนจริง ห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ที่ทางาน
เสมือน ซึ่งทาให้ช่วยลดเวลาในการเดินทางและสามารถใช้งานได้ ทุกที่ทุกเวลา
1.5.2 ด้านเศรษฐกิจ ทาให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์ (globalization) เพราะสามารถชม
ข่าว ชมรายการโทรทัศน์ ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก สามารถรับ
ข่าวสารได้ทันที ใช้อินเทอร์เน็ต ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ระบบเศรษฐกิจกระจายเป็น
เศรษฐกิจโลก เกิดกระแสการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการอย่างกว้างขวางและ
รวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกเชื่อมโยงและผูกพันกันมากขึ้น
1.5.3 ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม หรือ
ภาพถ่ายทางอากาศร่วมกับการจัดเก็บรักษาข้อมูลระดับน้าทะเล ความสูงของคลื่นจากระบบ
เรดาร์ เป็นการศึกษาเพื่อหาสาเหตุและนาข้อมูลมาวางแผนและสร้างระบบเพื่อป้ องกันการกัด
เซาะชายฝั่งแต่ละแห่งได้อย่างเหมาะสม
1. นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ (Programmer)
ทาหน้าที่ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในงานด้านต่างๆ เช่นโปรแกรมเกี่ยวกับ
การซื้อขายสินค้า โปรแกรมที่ใช้กับงานด้านบัญชี หรือโปรแกรมที่ใช้กับระบบงานขนาด
ใหญ่ขององค์กร
2. ผู้พัฒนาและบริหารระบบเว็บไซต์ (webmaster)
ทาหน้าที่ออกแบบพัฒนา ปรับปรุงและบารุงรักษาเว็บไซต์ให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งต้องมีการปรับปรุง ข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
3. ผู้ดูแลและบริหารฐานข้อมูล (database administrator)
ทาหน้าที่บริหารและจัดการฐานข้อมูล (database) รวมถึงการออกแบบ บารุงรักษา
ข้อมูล และการดูแลระบบความปลอดภัยของฐานข้อมูล เช่น การกาหนดบัญชีผู้ใช้การ
กาหนดสิทธิ์ผู้ใช้
อ้างอิง
http://www.satreephuket.ac.th/thananya/ng
30101/unit1.html
จัดทาโดย
น.ส.สิรีธร สิทธิศุข
เลขที่ 26 ชั้น ม.6/9
เสนอ
อาจารย์ภัชนิภา พูนดังหวัง

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

  • 2.
    ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อชีวิตประจาวันเป็น อย่างมาก เช่น มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการทางานใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสืบค้น ข้อมูล หรือรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกัน ตลอดจนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile phone) หรือโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร องค์การทั้งภาครัฐและเอกชนได้ นาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเข้ามาใช้งานในทุกระดับชั้นขององค์กร เช่น งานด้านการบริหาร การจัดการ และการปฏิบัติการ
  • 3.
    - เทคโนโลยี (technology)หมายถึง การนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในการพัฒนา เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ วิธีการหรือกระบวนการ เพื่อช่วยในการทางานหรือแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กร - สารสนเทศ (information) หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการนาข้อมูลมาผ่านกระบวนการต่างๆ อย่างมี ระบบ จะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีคุณค่าและสาระ หรือมีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้ - เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างหรือจัดการกับ สารสนเทศ อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่ม บุคคล หรือองค์กร - เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล และการสื่อสารนับตั้งแต่ การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรือการประมวลผล การรับและการส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนาข้อมูลกลับไปใช้งาน ใหม่
  • 4.
    ระบบสารสนเทศ เป็นระบบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทางานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย 1.2.1ฮาร์ดแวร์ (hardware) หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ด (keyboard) เมาส์ (mouse) จอภาพ (monitor) จอภาพสัมผัส (touch screen) ปากกาแสง (ligh pen) เครื่องอ่านรหัส แท่ง (barcode reader) เครื่องพิมพ์ (printer) ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) รวมทั้ง อุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น โมเด็ม (modem) และสายสัญญาณ
  • 5.
    1.2.2 ซอฟต์แวร์ (software)หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่ง (instruction) ที่ใช้ควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เพื่อให้ทางานตามคาสั่งของ ผู้ใช้ โดยทั่วไปโปรแกรม หรือชุดคาสั่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ • ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) หมายถึง ชุดคาสั่งที่ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ และทาหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบแบ่งออกเป็น 1) ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของ อุปกรณ์และซอฟแวร์ทั้งหมดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังรูปที่ 1.5 โดยจะทาหน้าที่ดูแลและจัดการให้ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่ทางานประสานกันอย่างเป็นระบบ ตัวอย่าง ระบบปฏิบัติการ เช่น วินโดวส์ (Windows) ลีนุกซ์ (Linux) และแมคโอเอส (Mac OS)
  • 6.
    2) โปรแกรมอรรถประโยชน์ (utilitiesprogram) เป็นโปรแกรมที่ช่วยเสริมการทางานของ คอมพิวเตอร์ หรือช่วยโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ให้มีความสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว ยิ่งขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการข้อมูล(file manager) โปรแกรมที่ใช้ในการสารองและเรียกคืน ข้อมูล(back and restore) และ โปรแกรมที่ใช้ในการบีบอัดแฟ้ มข้อมูล (file compression) 3) โปรแกรมขับอุปกรณ์ หรือดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์ (device driver) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการติดตั้งระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อหรือใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้
  • 7.
    • ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (applicationsoftware) หมายถึง ชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ทางานตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ซอฟต์แวร์ประยุกต์อาจเขียนขึ้นโดยใช้โปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น เบสิก (Basic) ปาสคาล (Pascal) โคบอล (Cobol) ซี (C) ซีพลัสพลัส (C++) และจาวา(Java) ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งตามกลุ่มการใช้งานได้ 1.2.3 ข้อมูล(data) ข้อมูลจะถูกรวบรวมและป้ อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านอุปกรณ์ของหน่วย รับเข้า เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และสแกนเนอร์ (scanner) ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบ เพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในหน่วยความจา (memory unit) ก่อนที่จะถูกย้ายไปเก็บที่หน่วยเก็บข้อมูล (storage unit) เช่น ฮาร์ดดิสก์ และแผ่น ซีดี (Compact Disc: CD) การป้ อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
  • 8.
    1.2.4 บุคลากร (people)บุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สาคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ ในที่นี้หมายถึง บุคลากรที่เป็นผู้ใช้ระบบสารสนเทศ บุคลากรที่เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพให้สามารถทางานได้ตามความต้องการของ ผู้ใช้ใช้ง่ายและสะดวก ส่วนผู้ใช้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถในการใช้งานระบบ สารสนเทศและการสื่อสารต่างๆ ได้อย่างถูกต้องจึงจะเกิดสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ 1.2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (procedure) ระบบสารสนเทศต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นลาดับ ขั้นชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่าย และดาเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการทาสาเนาข้อมูล ขั้นตอนการปฏิบัติ เมื่อข้อมูลได้รับความเสียหาย หรือเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เกิดการชารุด เสียหาย ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ควรได้รับการรวบรวมและจัดทาให้เป็นรูปเล่ม ของคู่มือการใช้งาน
  • 9.
    1.3.1 ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการบริหาร ด้านการบริหารด้านการศึกเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีส่วนทาให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน ปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น ทาให้คนในสังคมมีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว มีการทา กิจกรรมหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันง่ายขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก่อให้เกิดประโยชน์ใน ด้านต่างๆ เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่ม โอกาสทางด้านการศึกษาและเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนการสอน
  • 10.
    1.3.2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เริ่ม ตั้งแต่การทาทะเบียนคนไข้การรักษาพยาบาลทั่วไป ตลอดจนการวินิจฉัยและรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยา นอกจากนี้ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการวิจัยทาง การแพทย์ งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี สามารถค้นคว้าข้อมูลทางการแพทย์ รักษาคนไข้ด้วย ระบบการรักษาทางไกลตลอดเวลาผ่านเครือข่ายการสื่อสาร เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ เรียกว่า อีเอ็มไอสแกนเนอร์ (EMI scanner) ถูกนามาถ่ายภาพสมองมนุษย์เพื่อตรวจหา ความผิดปกติในสมอง
  • 11.
    1.3.3 ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมเช่น การจัดทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและพยากรณ์ผลผลิต ด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม การประดิษฐ์ หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่ต้องเสี่ยงภัยและเป็นอันตราย ต่อสุขภาพ เช่น โรงงานสารเคมี โรงผลิตและการจ่ายไฟฟ้ า รวมถึงงานที่ต้องทาซ้าๆ
  • 12.
    1.4.1 ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อพิจารณาเครือข่ายการสื่อสารทั่วไปจากอดีต จนถึงปัจจุบันเห็นได้ชัดว่ามนุษย์ใช้อุปกรณ์การสื่อสารแบบพกพามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากวิทยุเรียกตัว (pager) ซึ่งเป็นเครื่องรับข้อความ มาเป็นถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์สื่อสารชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจน สามารถใช้งานด้านอื่นๆได้ นอกจากการพูดคุยธรรมดา โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่สามารถใช้ถ่ายรูป ฟังเพลง ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ บันทึกข้อมูลสั้นๆ บางรุ่นมีลักษณะเป็นเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล (Personal Digital Assistant : PDA) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งยังมีหน้าจอแบบสัมผัส ทา ให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น บางรุ่นมีอุปกรณ์สไตลัส (stylus)
  • 13.
    1.4.2 ด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์ในอดีตมักเป็นระบบที่ใช้ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อตรงโดยจุดเดียว(stand alone) ต่อมามีการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันภายในองค์กร เพื่อทาให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบรับและให้บริการ หรือที่เรียกว่าระบบรับ-ให้บริการ (client-server system) โดยมีเครื่องให้บริการ (server) และเครื่องรับบริการ (client) การให้บริการบนเว็บ ก็นาหลักการของระบบรับ-ให้บริการมาใช้ช่วยให้การทางานง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถ ทางานจากที่ใดก็ได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโดยมีเว็บเซอร์เวอร์ (web server) เป็นเครื่อง ให้บริการ
  • 14.
    1.4.3 ด้านเทคโนโลยี ระบบทางานอัตโนมัติที่สามารถตัดสินใจได้เองจะเข้ามา แทนที่มากขึ้นเช่น ระบบแนวนาเส้นทางจราจร ระบบจอดรถ ระบบตรวจหา ตาแหน่งของวัตถุ ระบบควบคุมความปลอดภัยภายในอาคารระบบที่ทางาน อัตโนมัติเช่นนี้ อาจกลายเป็นระบบหลักในการดาเนินการของหน่วยงานต่างๆ โดย เข้ามาแทนที่การทางานของมนุษย์ มีการเชื่อมต่ออย่างกว้างขวางไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • 15.
    1.5.1 ด้านสังคม สภาพเสมือนจริงการใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงการทางานต่าง ๆ จนเกิดเป็นสังคมที่ติดต่อผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันว่า ไซเบอร์สเปซ (Cyber space) ซึ่งมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพูดคุย การซื้อสินค้าและบริการ การ ทางานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทาให้เกิดสภาพที่เสมือนจริง (virtual) เช่น เกมเสมือนจริง ห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ที่ทางาน เสมือน ซึ่งทาให้ช่วยลดเวลาในการเดินทางและสามารถใช้งานได้ ทุกที่ทุกเวลา
  • 16.
    1.5.2 ด้านเศรษฐกิจ ทาให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์(globalization) เพราะสามารถชม ข่าว ชมรายการโทรทัศน์ ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก สามารถรับ ข่าวสารได้ทันที ใช้อินเทอร์เน็ต ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ระบบเศรษฐกิจกระจายเป็น เศรษฐกิจโลก เกิดกระแสการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการอย่างกว้างขวางและ รวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกเชื่อมโยงและผูกพันกันมากขึ้น 1.5.3 ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบป้ องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม หรือ ภาพถ่ายทางอากาศร่วมกับการจัดเก็บรักษาข้อมูลระดับน้าทะเล ความสูงของคลื่นจากระบบ เรดาร์ เป็นการศึกษาเพื่อหาสาเหตุและนาข้อมูลมาวางแผนและสร้างระบบเพื่อป้ องกันการกัด เซาะชายฝั่งแต่ละแห่งได้อย่างเหมาะสม
  • 17.
    1. นักเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ (Programmer) ทาหน้าที่ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในงานด้านต่างๆเช่นโปรแกรมเกี่ยวกับ การซื้อขายสินค้า โปรแกรมที่ใช้กับงานด้านบัญชี หรือโปรแกรมที่ใช้กับระบบงานขนาด ใหญ่ขององค์กร
  • 18.
    2. ผู้พัฒนาและบริหารระบบเว็บไซต์ (webmaster) ทาหน้าที่ออกแบบพัฒนาปรับปรุงและบารุงรักษาเว็บไซต์ให้มีความทันสมัย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งต้องมีการปรับปรุง ข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ 3. ผู้ดูแลและบริหารฐานข้อมูล (database administrator) ทาหน้าที่บริหารและจัดการฐานข้อมูล (database) รวมถึงการออกแบบ บารุงรักษา ข้อมูล และการดูแลระบบความปลอดภัยของฐานข้อมูล เช่น การกาหนดบัญชีผู้ใช้การ กาหนดสิทธิ์ผู้ใช้
  • 19.
  • 20.
    จัดทาโดย น.ส.สิรีธร สิทธิศุข เลขที่ 26ชั้น ม.6/9 เสนอ อาจารย์ภัชนิภา พูนดังหวัง