นายอัสนี วารีศรี ม.6/8 เลขที่29
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง วิธีการปฏิบัติ ที่มีการจัดลาดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะ
ทาให้เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็วความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลดิบ ที่ได้ผ่านการประมวลผล จากคอมพิวเตอร์มา แล้ว คือผ่าน
การคานวณ การจัดเรียง การเปรียบเทียบ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ต่อผู้
ที่์์์์ี่
เกี่ยวข้องได้
เมื่อนาคาว่า "เทคโนโลยี" และ "สารสนเทศ"มารวมกัน
เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงหมายถึง วิธีการปฏิบัติที่มีการจัดลาดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทาให้
เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็วความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่มีการนา
คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสาหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม มาทางาน
ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ โดยนาข้อมูลป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ และทาการ
ประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
ระบบสารสนเทศ เป็นระบบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทางานโดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและสื่อสาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย
2.1. ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์
รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์
เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ
1. หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์
2.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
3. หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์
2.2. ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่ง ( instruction ) ที่ใช้ควบคุม
การทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เพื่อให้ทางานตามคาสั่งของ
ผู้ใช้โดยทั่วไปโปรแกรม หรือชุดคาสั่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
1. ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่
มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์สระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการ
ยูนิกซ์
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความต้องการ
ของผู้ใช้เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคา ซอฟต์แวร์ตาราง
ทางาน ซอฟต์แวร์นาเสนอข้อมูล
2.3. ข้อมูล
ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สาคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะ
เป็นตัวชี้ความสาเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูล
จากแหล่งกาเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้น
จึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจาเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับ
กลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการ
สืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
2.4. บุคลากร
บุคลากรในระดับผู้ใช้ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียน
โปรแกรม เป็นองค์ประกอบสาคัญในความสาเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้
ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบ
คอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะระบบสารสนเทศใน
ระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทาให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนา
ความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการสาหรับระบบ
สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรในสาขา
คอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
2.5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่อง
สาคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจาเป็นต้องปฏิบัติงานตามลาดับ
ขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จาเป็นต้องคานึงถึงลาดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและ
ความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล
ขั้นตอนการประมวลผลขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชารุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอน
การทาสาเนาข้อมูลสารองเพื่อความปลอดภัยเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการ
เตรียมการ และการทาเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน
3.1 ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความ
สะดวกในการบริหารด้านการบริหารด้านการศึกษาเช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบ
การจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสทางด้านการศึกษาและ
เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
3.2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้
เริ่มตั้งแต่การทาทะเบียนคนไข้การรักษาพยาบาลทั่วไปตลอดจนการวินิจฉัยและรักษา
โรคต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยานอกจากนี้ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการ
วิจัยทางการแพทย์งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี สามารถค้นคว้าข้อมูลทางการแพทย์รักษา
คนไข้ด้วยระบบการรักษาทางไกลตลอดเวลาผ่านเครือข่ายการสื่อสาร เครื่องเอกซเรย์
คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า อีเอ็มไอสแกนเนอร์ (EMI scanner) ถูกนามาถ่ายภาพสมองมนุษย์
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในสมอง
3.3 ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เทตโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูก
นามาใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมเช่น การจัดทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและ
พยากรณ์ผลผลิตด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางด้าน
อุตสาหกรรม การประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่
ต้องเสี่ยงภัยและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เฃ่น โรงงานสารเคมี โรงผลิตและการจ่ายไฟฟ้า
รวมถึงงานที่ต้องทาซ้าๆ
3.4 ด้านการเงินธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ในด้าน
การเงินและการธนาคาร โดยใช้ช่วยด้านการบัญชี การฝากถอนเงิน โอนเงิน บริการสินเชื่อ
และเปลี่ยนเงินตรา บริการข่าวสารธนาคาร การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการเงินการธนาคารที่
รู้จักและนิยมใช้กันทั่วไป เช่น บริการฝากถอนเงิน การโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์
3.5 ด้านความมั่นคง มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกันอย่างแพร่หลาย เช่น
ใช้ในการควบคุมประสานงานวงจรสื่อสารทหาร การแปลรหัสลับในงานจารกรรมระหว่าง
ประเทศ การส่งดาวเทียมและการคานวณวิถีโคจรของจรวดไปสู่อวกาศ สานักงานตารวจแห่งชาติ
ของประเทศไทยมีศูนย์ประมวลข่าวสาร มีระบบจัดทาทะเบียนปืนทะเบียนประวัติอาชญากร ทา
ให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูลเพื่อการสืบสวนคดีต่างๆ
3.6 ด้านการคมนาคม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในส่วนที่เกี่ยวกับการ
เดินทาง เช่น การเดินทางโดยรถไฟ มีการเชื่อมโยงข้อมูลการจองที่นั่งไปยังทุกสถานี ทาให้
สะดวกต่อผู้โดยสาร การเช็คอินของสายการบิน ได้จัดทาเครื่องมือที่สะดวกต่อลูกค้า ในรูปแบบ
ของการเช็คอินด้วยตนเอง
3.7 ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ
ออกแบบ หรือจาลองสภาววการณ์ต่างๆ เช่น การรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดิว
ไหว โดยการคานวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง
3.8 ด้านการพาณิชย์ องค์กรในภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในการบริหารจัดการ เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กรในการทางาน ทาให้
การประสานงานหรือการทากิจกรรมต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานในองค์กรหรือระหว่าง
องค์กรเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนอกจากนี้ยังสามารถใช้ปรับปรุงการ
ให้บริการกับลูกค้าทั่วไป สิ่งเหล่านี้นับเป็นการสร้างโอกาสความได้เปรียบในการแข่งขัน
ให้กับองค์กร
4.1 ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อพิจารณาเครือข่ายการสื่อสารทั่วไปจากอดีตจนถึง
ปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ใช้อุปกรณ์การสื่อสารแบบพกพามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากวิทยุเรียกตัว (pager) ซึ่ง
เป็นเครื่องรับข้อความ มาเป็นถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์สื่สารชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานด้าน
อื่นๆได้นอกจากการพูดคุยธรรมดา โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่สามารถใช้ถ่ายรูป ฟังเพลง ฟังวิทยุดู
โทรทัศน์ บันทึกข้อมูงสั้นๆ บางรุ่นมีลักษณะเป็นเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล (Personal Digital Assistant :
PDA) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อีกทั้งยังมีหน้าจอแบบสัมผัส ทาให้สะดวกต่อการใช้งานมาก
ขึ้น บางรุ่นมีอุปกรณ์สไตลัส (stylus)
4.2 ด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์ในอดีตมังเป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์เชื่อมต่อตรงโดยจุดเดียว (stand alone) ต่อมามีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันภายในองค์กร
เพื่อทาให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบรับและให้บริการ หรือที่
เรียกว่าระบบรับ-ให้บริการ (client-server system) โดยมีเครื่องให้บริการ (server) และเครื่องรับบริการ
(client) การให้บริการบนเว็บก็นาหลักการของระบบรับ-ให้บริการมาใช้ช่วยให้การทางานง่ายขึ้น สะดวก
รวดเร็ว เพราะสามารถทางานจากที่ใดก็ได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยมีเว็บเซอร์เวอร์ (web server)
เป็นเครื่องให้บริการ
ความก้าวหน้าของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อสนอง
ความต้องการด้านต่างๆ ของผู้ใช้ในปัจจุบันวึ่งมีผู้ใช้งานสารสนเทสและการสื่อสารประมาณ
พันล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี จึงทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆทั้งประโยชน์และโทษ
เช่น
5.1. ด้านสังคม
สภาพเหมือนจริง การใช้อินเตอร์เน็ตเชื่อมดยงการทางานต่างๆ จนเกิดเป็นสังคมผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันว่า ไซเบอร์สเปซ ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆต่างๆ เช่น การพูดคุย การซื้อ
สินค้า การทางานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทาให้เกิดสภาพที่เหมือนจริง การใช้เงิน
อิเล็กทรอนิกส์ ทาให้พกเงินสดน้อยลงและเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อของด้วยบัตรที่มี
ลักษณะเป็นบัตรสมาร์ต หรือ สามร์ตการ์ด วึ่งบัตรเดียวสามารถใช้กับธุรกรรมหลาย
ประเภท การได้รับเทคโนโลยีมากเกินไปวึ่งนาไปสู่ปัญหาสุขภาพ รวมถึงการทาลายสัมพุนธภาพ
ทางสังคม เช่น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน เป็นต้น
5.2 ด้านเศรษฐกิจ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์ เพราะสามารถชม
ข่าว และรายการโทรทัศน์ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่างๆได้ทั่วโลก สามารถรับรู้
ข่าวสารได้ทันทีแต่ก่อนระบบเสรษฐกิจมีการจากัดภายในประเทส แต่ปัจจุบันก้กระจายเป็น
เศรษฐกิจโลก ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกจึงเชื่อมโยงและผูกพันกันมากขึ้น
5.3 ด้านสิ่งแวดล้อม
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีประโยชน์ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น
ระบบป้องกันการเวาะชายฝั่ง โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากนี้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบผสม
เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมให้เครื่องยนตืลดกาเผาไหม้น้ามันเชื้อเพลิง เป็นการลมลภาวะ
ก๊าซไนดตรเจนออกไซด์ "ฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ที่ทาให้เกิดภาวะโลก
ร้อน
1. นักเขียนโปรมแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ (programmer)
โปรแกรมเมอร์ จะทาหน้าที่ นาข้อมูลการออกแบบรายละเอียดการวางโครงสร้างระบบ
คอมพิวเตอร์ จากนักวิเคราะห์ระบบงาน มาเขียนเป็นโปรแกรมต่าง ๆ
2. นักวิเคราะห์ระบบ(system analyst)
ผู้ที่ทาหน้าที่ศึกษาปัญหาและความต้องการขององค์กรในการกาหนดบุคคล
(People) ข้อมูล (Data) การประมวลผล (Process) การสื่อสาร (Communication) และเทคโนโลยี
สารสนเทศ (InformationTechnology) ว่าจะจัดการหรือปรับปรุงอย่างไร
3. ผู้ดูแลและบริหารฐานข้อมูล(databaseadministrator)
ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล(DBA) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการบาารุงรักษาประสิทธิภาพ
การทาางาน ความถูก
ต้องสมบูรณ์และรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลรวมถึงหน้าที่อื่นๆเช่นการมีส่วนร่วม
ในการวางแผนการจัด
เก็บข้อมูล
4. ผู้ดูแลและบริหารระบบ(systemadministrator)
ผู้ดูแลและบริหารระบบเครือข่าย (Network administrator) ทาหน้าที่บริหารและ
จัดการออกแบบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และดูแลรักษาความปลอดภัยของระบบ
เครือข่ายขององค์กร เช่น ตรวจสอบการใช้งานเครือข่ายของพนักงานและติดตั้งโปรแกรม
ป้องกันผู้บุกรุกเครือข่าย
5. ผู้ดูแลและบริหารระบบเครือข่าย(networkadministrator)
หรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร มักเกี่ยวข้อง
กับลักษณะงานหนักๆ ทางด้านเครือข่ายโดยเฉพาะ เช่น การติดตั้งระบบเครือข่ายการ
ควบคุมสิทธิ์ของผู้ที่จะใช้งาน การป้องกันการบุกรุกเครือข่าย เป็นต้น
6. ผู้พัฒนาและบริหารระบบเว็บไซต์(webmaster)
คือบุคคลผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการออกแบบ การพัฒนา การดูแลการตลาดและ
การบารุงรักษาเว็บไซต์โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ เว็บมาสเตอร์สามารถ
ปรับเปลี่ยนหรือจัดการความคิดเห็นของผู้ใช้คนอื่น

7.เจ้าหน้าที่เทคนิค(technician)
8. นักเขียนเกม(game maker)
- สร้างเกมได้ทุกแนว ทั้งการเล่นแบบออฟไลน์และออนไลน์
- เข้าใจง่าย ทาให้ผู้เริ่มต้นสนใจไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อน
- สามารถใช้เพียงเครื่องมือหลักๆคือการลากวาง ก็สร้างเกมได้่โดยไม่ต้องเขียน
โปรแกรมเลย(เกมที่ไม่ซับซ้อนเกินไป)
- มีความยืดหยุ่นสูงมาก เนื่องจากมีภาษาที่ใช้ในการเขียนเกมระดับสูง เป็นของตัวเอง
และตัวภาษานั้นเข้าใจไม่ยากนัก( GML : Game Maker Language )
- สร้างได้ทั้งเกม 2 มิติและ 3 มิติ
- ทางานร่วมกับ .Dll ได้( เรียกใช้Library ภายนอก )

บทที่ 1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อัส

  • 1.
  • 2.
    เทคโนโลยี (Technology) หมายถึงวิธีการปฏิบัติ ที่มีการจัดลาดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะ ทาให้เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็วความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลดิบ ที่ได้ผ่านการประมวลผล จากคอมพิวเตอร์มา แล้ว คือผ่าน การคานวณ การจัดเรียง การเปรียบเทียบ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ต่อผู้ ที่์์์์ี่ เกี่ยวข้องได้ เมื่อนาคาว่า "เทคโนโลยี" และ "สารสนเทศ"มารวมกัน เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงหมายถึง วิธีการปฏิบัติที่มีการจัดลาดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทาให้ เกิดประสิทธิภาพ ในเรื่องของความรวดเร็วความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่มีการนา คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสาหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม มาทางาน ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ โดยนาข้อมูลป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ และทาการ ประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
  • 3.
    ระบบสารสนเทศ เป็นระบบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทางานโดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและสื่อสาร ระบบสารสนเทศประกอบด้วย 2.1.ฮาร์ดแวร์ ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น 3 หน่วย คือ 1. หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์ 2.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) 3. หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์
  • 4.
    2.2. ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ (software)หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่ง ( instruction ) ที่ใช้ควบคุม การทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เพื่อให้ทางานตามคาสั่งของ ผู้ใช้โดยทั่วไปโปรแกรม หรือชุดคาสั่งจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์สระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการ ยูนิกซ์ 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความต้องการ ของผู้ใช้เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคา ซอฟต์แวร์ตาราง ทางาน ซอฟต์แวร์นาเสนอข้อมูล
  • 5.
    2.3. ข้อมูล ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สาคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศอาจจะ เป็นตัวชี้ความสาเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูล จากแหล่งกาเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้น จึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจาเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับ กลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการ สืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
  • 6.
    2.4. บุคลากร บุคลากรในระดับผู้ใช้ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบนักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียน โปรแกรม เป็นองค์ประกอบสาคัญในความสาเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบ คอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะระบบสารสนเทศใน ระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทาให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนา ความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการสาหรับระบบ สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรในสาขา คอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
  • 7.
    2.5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่อง สาคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจาเป็นต้องปฏิบัติงานตามลาดับ ขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จาเป็นต้องคานึงถึงลาดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและ ความสัมพันธ์กับเครื่องทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผลขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชารุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอน การทาสาเนาข้อมูลสารองเพื่อความปลอดภัยเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการ เตรียมการ และการทาเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน
  • 8.
    3.1 ด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความ สะดวกในการบริหารด้านการบริหารด้านการศึกษาเช่นระบบการลงทะเบียน และระบบ การจัดตารางสอน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสทางด้านการศึกษาและ เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน 3.2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ เริ่มตั้งแต่การทาทะเบียนคนไข้การรักษาพยาบาลทั่วไปตลอดจนการวินิจฉัยและรักษา โรคต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยานอกจากนี้ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการ วิจัยทางการแพทย์งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี สามารถค้นคว้าข้อมูลทางการแพทย์รักษา คนไข้ด้วยระบบการรักษาทางไกลตลอดเวลาผ่านเครือข่ายการสื่อสาร เครื่องเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า อีเอ็มไอสแกนเนอร์ (EMI scanner) ถูกนามาถ่ายภาพสมองมนุษย์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติในสมอง
  • 9.
    3.3 ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เทตโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูก นามาใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมเช่นการจัดทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและ พยากรณ์ผลผลิตด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางด้าน อุตสาหกรรม การประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่ ต้องเสี่ยงภัยและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เฃ่น โรงงานสารเคมี โรงผลิตและการจ่ายไฟฟ้า รวมถึงงานที่ต้องทาซ้าๆ 3.4 ด้านการเงินธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ในด้าน การเงินและการธนาคาร โดยใช้ช่วยด้านการบัญชี การฝากถอนเงิน โอนเงิน บริการสินเชื่อ และเปลี่ยนเงินตรา บริการข่าวสารธนาคาร การใช้คอมพิวเตอร์ด้านการเงินการธนาคารที่ รู้จักและนิยมใช้กันทั่วไป เช่น บริการฝากถอนเงิน การโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • 10.
    3.5 ด้านความมั่นคง มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกันอย่างแพร่หลายเช่น ใช้ในการควบคุมประสานงานวงจรสื่อสารทหาร การแปลรหัสลับในงานจารกรรมระหว่าง ประเทศ การส่งดาวเทียมและการคานวณวิถีโคจรของจรวดไปสู่อวกาศ สานักงานตารวจแห่งชาติ ของประเทศไทยมีศูนย์ประมวลข่าวสาร มีระบบจัดทาทะเบียนปืนทะเบียนประวัติอาชญากร ทา ให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูลเพื่อการสืบสวนคดีต่างๆ 3.6 ด้านการคมนาคม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในส่วนที่เกี่ยวกับการ เดินทาง เช่น การเดินทางโดยรถไฟ มีการเชื่อมโยงข้อมูลการจองที่นั่งไปยังทุกสถานี ทาให้ สะดวกต่อผู้โดยสาร การเช็คอินของสายการบิน ได้จัดทาเครื่องมือที่สะดวกต่อลูกค้า ในรูปแบบ ของการเช็คอินด้วยตนเอง 3.7 ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ ออกแบบ หรือจาลองสภาววการณ์ต่างๆ เช่น การรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดิว ไหว โดยการคานวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง
  • 11.
    3.8 ด้านการพาณิชย์ องค์กรในภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการบริหารจัดการเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กรในการทางาน ทาให้ การประสานงานหรือการทากิจกรรมต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานในองค์กรหรือระหว่าง องค์กรเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนอกจากนี้ยังสามารถใช้ปรับปรุงการ ให้บริการกับลูกค้าทั่วไป สิ่งเหล่านี้นับเป็นการสร้างโอกาสความได้เปรียบในการแข่งขัน ให้กับองค์กร
  • 12.
    4.1 ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อพิจารณาเครือข่ายการสื่อสารทั่วไปจากอดีตจนถึง ปัจจุบันเห็นได้ชัดว่ามนุษย์ใช้อุปกรณ์การสื่อสารแบบพกพามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากวิทยุเรียกตัว (pager) ซึ่ง เป็นเครื่องรับข้อความ มาเป็นถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์สื่สารชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานด้าน อื่นๆได้นอกจากการพูดคุยธรรมดา โทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่สามารถใช้ถ่ายรูป ฟังเพลง ฟังวิทยุดู โทรทัศน์ บันทึกข้อมูงสั้นๆ บางรุ่นมีลักษณะเป็นเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล (Personal Digital Assistant : PDA) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อีกทั้งยังมีหน้าจอแบบสัมผัส ทาให้สะดวกต่อการใช้งานมาก ขึ้น บางรุ่นมีอุปกรณ์สไตลัส (stylus) 4.2 ด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์ในอดีตมังเป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์เชื่อมต่อตรงโดยจุดเดียว (stand alone) ต่อมามีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันภายในองค์กร เพื่อทาให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน หรือใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบรับและให้บริการ หรือที่ เรียกว่าระบบรับ-ให้บริการ (client-server system) โดยมีเครื่องให้บริการ (server) และเครื่องรับบริการ (client) การให้บริการบนเว็บก็นาหลักการของระบบรับ-ให้บริการมาใช้ช่วยให้การทางานง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถทางานจากที่ใดก็ได้โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยมีเว็บเซอร์เวอร์ (web server) เป็นเครื่องให้บริการ
  • 13.
    ความก้าวหน้าของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อสนอง ความต้องการด้านต่างๆ ของผู้ใช้ในปัจจุบันวึ่งมีผู้ใช้งานสารสนเทสและการสื่อสารประมาณ พันล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีจึงทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆทั้งประโยชน์และโทษ เช่น 5.1. ด้านสังคม สภาพเหมือนจริง การใช้อินเตอร์เน็ตเชื่อมดยงการทางานต่างๆ จนเกิดเป็นสังคมผ่านทาง อินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันว่า ไซเบอร์สเปซ ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆต่างๆ เช่น การพูดคุย การซื้อ สินค้า การทางานผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทาให้เกิดสภาพที่เหมือนจริง การใช้เงิน อิเล็กทรอนิกส์ ทาให้พกเงินสดน้อยลงและเพิ่มความสะดวกสบายในการซื้อของด้วยบัตรที่มี ลักษณะเป็นบัตรสมาร์ต หรือ สามร์ตการ์ด วึ่งบัตรเดียวสามารถใช้กับธุรกรรมหลาย ประเภท การได้รับเทคโนโลยีมากเกินไปวึ่งนาไปสู่ปัญหาสุขภาพ รวมถึงการทาลายสัมพุนธภาพ ทางสังคม เช่น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน เป็นต้น
  • 14.
    5.2 ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์ เพราะสามารถชม ข่าวและรายการโทรทัศน์ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่างๆได้ทั่วโลก สามารถรับรู้ ข่าวสารได้ทันทีแต่ก่อนระบบเสรษฐกิจมีการจากัดภายในประเทส แต่ปัจจุบันก้กระจายเป็น เศรษฐกิจโลก ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกจึงเชื่อมโยงและผูกพันกันมากขึ้น 5.3 ด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีประโยชน์ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบป้องกันการเวาะชายฝั่ง โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากนี้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบผสม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมให้เครื่องยนตืลดกาเผาไหม้น้ามันเชื้อเพลิง เป็นการลมลภาวะ ก๊าซไนดตรเจนออกไซด์ "ฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ที่ทาให้เกิดภาวะโลก ร้อน
  • 15.
    1. นักเขียนโปรมแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ (programmer) โปรแกรมเมอร์จะทาหน้าที่ นาข้อมูลการออกแบบรายละเอียดการวางโครงสร้างระบบ คอมพิวเตอร์ จากนักวิเคราะห์ระบบงาน มาเขียนเป็นโปรแกรมต่าง ๆ 2. นักวิเคราะห์ระบบ(system analyst) ผู้ที่ทาหน้าที่ศึกษาปัญหาและความต้องการขององค์กรในการกาหนดบุคคล (People) ข้อมูล (Data) การประมวลผล (Process) การสื่อสาร (Communication) และเทคโนโลยี สารสนเทศ (InformationTechnology) ว่าจะจัดการหรือปรับปรุงอย่างไร
  • 16.
    3. ผู้ดูแลและบริหารฐานข้อมูล(databaseadministrator) ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล(DBA) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการบาารุงรักษาประสิทธิภาพ การทาางานความถูก ต้องสมบูรณ์และรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลรวมถึงหน้าที่อื่นๆเช่นการมีส่วนร่วม ในการวางแผนการจัด เก็บข้อมูล 4. ผู้ดูแลและบริหารระบบ(systemadministrator) ผู้ดูแลและบริหารระบบเครือข่าย (Network administrator) ทาหน้าที่บริหารและ จัดการออกแบบระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และดูแลรักษาความปลอดภัยของระบบ เครือข่ายขององค์กร เช่น ตรวจสอบการใช้งานเครือข่ายของพนักงานและติดตั้งโปรแกรม ป้องกันผู้บุกรุกเครือข่าย
  • 17.
    5. ผู้ดูแลและบริหารระบบเครือข่าย(networkadministrator) หรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร มักเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานหนักๆทางด้านเครือข่ายโดยเฉพาะ เช่น การติดตั้งระบบเครือข่ายการ ควบคุมสิทธิ์ของผู้ที่จะใช้งาน การป้องกันการบุกรุกเครือข่าย เป็นต้น 6. ผู้พัฒนาและบริหารระบบเว็บไซต์(webmaster) คือบุคคลผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการออกแบบ การพัฒนา การดูแลการตลาดและ การบารุงรักษาเว็บไซต์โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ เว็บมาสเตอร์สามารถ ปรับเปลี่ยนหรือจัดการความคิดเห็นของผู้ใช้คนอื่น 
  • 18.
    7.เจ้าหน้าที่เทคนิค(technician) 8. นักเขียนเกม(game maker) -สร้างเกมได้ทุกแนว ทั้งการเล่นแบบออฟไลน์และออนไลน์ - เข้าใจง่าย ทาให้ผู้เริ่มต้นสนใจไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อน - สามารถใช้เพียงเครื่องมือหลักๆคือการลากวาง ก็สร้างเกมได้่โดยไม่ต้องเขียน โปรแกรมเลย(เกมที่ไม่ซับซ้อนเกินไป) - มีความยืดหยุ่นสูงมาก เนื่องจากมีภาษาที่ใช้ในการเขียนเกมระดับสูง เป็นของตัวเอง และตัวภาษานั้นเข้าใจไม่ยากนัก( GML : Game Maker Language ) - สร้างได้ทั้งเกม 2 มิติและ 3 มิติ - ทางานร่วมกับ .Dll ได้( เรียกใช้Library ภายนอก )