กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 17 ของบทที่ 1
กฎกระทรวงกาหนดการรับน้าหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับ
อาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 ได้กาหนดให้ผู้คานวณออกแบบ
การคานวณออกแบบโครงสร้างอาคารที่มีลักษณะเป็นตึกบ้านเรือนโรงหรือสิ่งก่อสร้างอย่างอื่นที่มี
ลักษณะคล้ายคลึงกันและไม่อยู่ในบริเวณเฝ้าระวังสามารถรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้
โดยคานวณแรงเฉือนตามวิธีการดังต่อไปนี้
แรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดินสามารถคานวณได้จาก
ZIKCSWV (1.2-3)
โดยที่ V คือ แรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดิน
Z คือ สัมประสิทธิ์ของความเข้มของแผ่นดินไหวตามพื้นที่ที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว
I คือ ตัวคูณเกี่ยวกับการใช้อาคารตามความสาคัญและความจาเป็นต่อชีวิตและ
ความเป็นอยู่ของสาธารณชน
K คือ สัมประสิทธิ์ของโครงสร้างอาคารที่รับแรงในแนวราบตามความความ
เหนียวของโครงสร้างอาคาร
C คือ สัมประสิทธิ์ 12.0
15
1
T
C
สาหรับอาคารทั่วไปทุกชนิด
D
h
T n09.0
สาหรับอาคารที่มีโครงต้านแรงดัดที่มีความเหนียว NT 01.0
hn คือความสูงของพื้นอาคารชั้นสูงสุดวัดจากระดับพื้นดินมีหน่วย
เป็นเมตร
D คือความกว้างของโครงสร้างของอาคารในทิศทางขนานกับแรง
แผ่นดินไหวมีหน่วยเป็นเมตร
N คือจานวนชั้นของอาคารทั้งหมดที่อยู่เหนือระดับพื้นดิน
S คือ สัมประสิทธิ์ของการประสานความถี่ธรรมชาติระหว่างอาคารและชั้นดิน
ที่ตั้งอาคาร
■r
r
www.yotathai.com
22.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 18 ของบทที่ 1
W คือ น้าหนักของตัวอาคารทั้งหมดรวมทั้งน้าหนักของวัสดุอุปกรณ์ซึ่งยึดตรึง
กับที่โดยไม่รวมน้าหนักบรรทุกจรสาหรับอาคารทั่วไปหรือน้าหนักของ
ตัวอาคารทั้งหมดรวมกับร้อยละ 25 ของน้าหนักบรรทุกจรสาหรับโกดัง
หรือคลังสินค้า
เมื่อได้ค่าแรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดินแล้วให้กระจายแรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบ
ที่ระดับพื้นดินออกเป็นแรงในแนวราบที่กระทาต่อพื้นชั้นต่างๆ สามารถคานวณได้ดังนี้
(ก) แรงในแนวราบที่กระทาต่อพื้นชั้นบนสุดของอาคารให้คานวณดังนี้
Ft = 0.07 TV ค่าของ Ft ที่ได้จากสูตรนี้ไม่ให้ใช้เกิน 0.25 V และถ้าหาก T มีค่าเท่ากับหรือต่ากว่า
0.7 วินาทีให้ใช้ค่าของ Ft เท่ากับ 0
(ข) แรงในแนวราบที่กระทาต่อพื้นชั้นต่างๆของอาคารรวมทั้งชั้นบนสุดของอาคารด้วยให้
คานวณดังนี้
n
i
ii
xxt
hw
hwFV
xF
1
)(
(1.2-5)
โดยที่ Ft คือ แรงในแนวราบที่กระทาต่อพื้นชั้นบนสุดของอาคาร
Fx คือ แรงในแนวราบที่กระทาต่อพื้นชั้นที่ x ของอาคาร
T คือ คาบการแกว่งตามธรรมชาติของอาคารมีหน่วยเป็นวินาที
V คือ แรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดิน
wx , wi คือ น้าหนักของพื้นอาคารชั้นที่ x และชั้นที่iตามลาดับ
hx , hi คือ ความสูงจากระดับพื้นดินถึงพื้นชั้นที่ x และชั้นที่iตามลาดับ
i = 1 คือ สาหรับพื้นชั้นแรกที่อยู่สูงถัดจากพื้นชั้นล่างของอาคาร
x = 1 คือ สาหรับพื้นชั้นแรกที่อยู่สูงถัดจากพื้นชั้นล่างของอาคาร
n
i
iihw
1
คือ
ผลรวมของผลคูณระหว่างน้าหนักกับความสูงจากพื้นชั้นที่ 1 ถึงชั้น
ที่ n
n คือ จานวนชั้นทั้งหมดของอาคารที่อยู่เหนือระดับพื้นชั้นล่างของอาคาร
www.yotathai.com
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 37 ของบทที่ 1
(1) สาหรับส่วนของอาคารที่ไม่คิดแรงลมให้ใช้น้าหนักบรรทุกประลัยดังนี้
นป. = 1.7 นค. + 2.0 นจ.
(2) สาหรับส่วนของอาคารที่คิดแรงลมด้วยให้ใช้น้าหนักบรรทุกประลัยดังนี้
นป. = 0.75 (1.7 นค. + 2.0 นจ. + 2.0 รล.)
หรือ นป. = 0.9 นค. + 1.3 รล.
โดยให้ใช้ค่าน้าหนักบรรทุกประลัยที่มากกว่าแต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ากว่าค่าน้าหนักบรรทุกประลัย
ใน (1) ด้วยโดยที่ นป. = น้าหนักบรรทุกประลัย นค. = น้าหนักบรรทุกคงที่ของอาคาร นจ. =
น้าหนักบรรทุกจรรวมด้วยแรงกระแทก รล. = แรงลม
นอกเหนือจากมาตรฐานต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว มาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบในปัจจุบันมีหลาย
มาตรฐาน เช่น การออกแบบโครงสร้างเหล็กโดยวิธี Allowable Stress Design (ASD), Load and
Resistance Factor Design (LRFD), และ Plastic Design การออกแบบคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยวิธี
Working Stress Design และ Strength Design เป็นต้น มาตรฐานต่างๆ เหล่านี้จะระบุแนวทาง
การรวมน้าหนักบรรทุกที่ใช้ในการออกแบบ ซึ่งวิศวกรสามารถใช้ค่าที่สูงกว่านี้ก็ได้
การออกแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยวิธีกาลัง (Structural Reinforced
Concrete Design : Strength Design (SD)) ตามมาตรฐาน ACI318-11 : BUILDING
CODE REQUIREMENTS FOR STRUCTURAL CONCRETE (ACI 318-11) AND
COMMENTARY (ACI 318R-11)
(1) U = 1.4(D)
(2) U = 1.2(D) + 1.6(L) + 0.5(Lr or S or R)
(3) U = 1.2D + 1.6(Lr or S or R) + (1.0L or 0.5W)
(4) U = 1.2D + 1.0W + 1.0L + 0.5(Lr or S or R)
(5) U = 1.2D + 1.0E + 1.0L + 0.2S
(6) U = 0.9D + 1.0W
(7) U = 0.9D + 1.0E
โดยที่ U = required strength to resist factored loads, D = dead loads, F = weight
and pressures of fluids with well-defined densities and controllable maximum heights
www.yotathai.com
42.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 38 ของบทที่ 1
(F shall be included in the same load factor as D in Eq. (1) to (5) and (7), T = cumulative
effect of temperature, creep, shrinkage, differential settlement, and shrinkage-
compensating concrete, L = live loads, H = weight and pressure of soil, water in soil,
or other materials (H = 1.6 if H acts alone or add to the effects of other loads, H = 0.9
if H is permanent and counteracts the effects of other loads), Lr = roof live load, S =
snow load, R = rain load, W = wind load, E = load effects of earthquake
1.5 การประมาณขนาดคาน และพืน
ความหนาคานและพื้น สามารถประมาณได้จากข้อแนะนาของมาตรฐาน โดย ACI กาหนด
ความหนาต่าสุด (minimum thickness) สาหรับการออกแบบ ในกรณีที่ไม่จาเป็นต้องตรวจสอบการ
โก่งตัวขององค์อาคาร ทั้งนี้นอกจากค่าที่แนะนาในรูปที่ 1.5-1 การประมาณความหนาของคานจะใช้
หลักการ “เมตรละ 10 ซม.” เช่น หากคานยาว 5 ม. ก็จะเลือกความหนาของคานเป็น 50 ซม. นั่นเอง
L/20 L/24 L/28 L/10
L/8L/21L/18.5L/16
Minimum Thickness, h
รูปที่ 1.5-1 ความหนาขั้นต่าที่แนะนาโดย ACI
ตารางที่ 1.5-1 ขนาดของไม้แบบที่ใช้อยู่ในประเทศไทย
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 50 ของบทที่ 1
1.6.5 ฐานรองรับ
เมื่อมีแรงกระทาสู่โครงสร้างๆ จะเสียรูป (deform) และเหนียวนาให้เกิดแรงภายในองค์อาคาร
ต่างๆ เช่น โมเมนต์ และแรงเฉือน แรงภายในที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะถ่ายลงสู่ฐานรองรับ (support) ดังนั้น
รูปแบบการยึดรั้ง (restrain) ของฐานรองรับกับตัวโครงสร้างจึงเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมของโครงสร้าง
ได้เช่นกัน โดยทั่วไปวิศวกรโครงสร้างจะคุ้นเคยกับฐานรองรับ 3 ประเภท คือ (ก) ฐานรองรับแบบ
ยึดแน่น (fixed support) (ข) ฐานรองรับแบบยึดหมุน (pinned support) และ (ค) ฐานรองรับแบบ
ล้อเลื่อน (roller support) โดยตัวอย่างที่ใช้ในการจาลองโครงสร้างเป็นไปตามรูปที่ 1.6-16
ฐานรองรับแบบแรกจะต้านการเคลื่อนที่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การเลื่อนที่ (translations)และ
การหมุน (rotations) ทาให้แรงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในฐานรากประเภทนี้ (กรณี 2D) คือ แรงปฏิกิริยา
ตามแนวนอน (Rx) แรงปฏิกิริยาตามแนวดิ่ง (Ry) และแรงปฏิกิริยาต้านการหมุน (R ) โดยตัวอย่าง
การสร้างเงื่อนไขแบบยึดแน่นในงานจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาคารคอนกรีต คือการยึดแน่นของตอม่อ
กับฐานราก ดังแสดงในรูปที่ 1.6-17 (ก) อย่างไรก็ดีมิใช่เพียงการหล่อคอนกรีตเป็นเนื้อเดียวกับฐานราก
เท่านั้นที่จะยืนยันการยึดแน่นของฐานราก การให้รายละเอียดเหล็กเสริมก็ต้องเป็นไปในลักษณะที่สร้าง
การถ่ายแรงเฉือน และโมเมนต์จากต่อมอสู่ฐานรากอีกด้วย โดยในรูปที่ 1.6-18 (ข) แสดงรายละเอียด
ของเสริมเหล็กในฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งสร้างพฤติกรรมแบบยึดแน่น
900
Fixed support
Pinned support
Roller support
Simple support
Cable support
Type of connection Symbol
Type of
translation and
rotation that the
connection allows
Type of forces that can be developed
at the connection
Type of forces that can be
developed when the support
is inclined
รูปที่ 1.6-16 ประเภทของการยึดรั้งซึ่งใช้บ่อยในงานวิศวกรรมโครงสร้าง
1
www.yotathai.com
55.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 51 ของบทที่ 1
รูปที่ 1.6-17 (ก) ฐานรากสาหรับโครงสร้าง
คอนกรีตเสริมเหล็ก
รูปที่ 1.6-17 (ข) รอยต่อแบบยึดแน่น สาหรับ
โครงสร้างเหล็ก
Pu
hY Y
XX
a = 8D
H
A B
y
Al1 Al2
Bifuminous
cork or felt
h
b
Section Y-Y
h
b
h’
3"
3"
Concrete cover
Section X-X
h‘ ≤ h/3
Y = 2" to 4"
รูปที่ 1.6-18 (ก) รายละเอียดเหล็กเสริมสาหรับฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก กรณี hinge
End of spacer
1
(The direction of cover T1 is radial)
T1
D
V
q 1
q 1
Construction
joint
See e
L1
L5
α
R
L2
L4
5 cm
See 1
T1
Compected
subgrade
Spacer
Asphalt membrance (if any)
h
h0
10 cm
รูปที่ 1.6-18 (ข) รายละเอียดเหล็กเสริมสาหรับฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก กรณี fix
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 56 ของบทที่ 1
เพื่อให้สะดวกต่อวิศวกรในการประเมินทิศทางและขนาดของโมเมนต์และแรงเฉือนที่แปรผัน
ตลอดความยาวชิ้นส่วน ผู้วิเคราะห์จึงต้องสร้าง ผังโมเมนต์ดัด (bending moment diagram) และ
ผังแรงเฉือน (shear force diagram) และเพื่อให้การพิจารณามีความเข้าใจตรงกันจึงจาเป็นต้อง
นิยามทิศทางที่ใช้อ้างอิง ดังแสดงทิศบวกของแรงเฉือนในรูปที่ 1.7-3 และรูปที่ 1.7-4 สาหรับแรงเฉือน
และโมเมนต์ดัด ตามลาดับ
X
Q
Q
R
V Y
X
รูปที่ 1.7-2 แรงภายในอันประกอบด้วยแรงเฉือน และโมเมนต์ ที่เกิดขึ้น ณ จุดใดๆตลอดหน้า
Down on the
right face
Up on the left
face
a
Down on the
left face
Up on the right
face
b
รูปที่ 1.7-3 ทิศทางบวกที่ใช้พิจารณาแรงเฉือน
เช่นเดียวกันสาหรับการดัด ทิศทางของเครื่องหมายบวกและลบแสดงได้ในรูปที่ 1.7-4 โดยจุดที่
ทิศทางของเครื่องหมายบวก หรือลบในคานเปลี่ยนเครื่องหมายจากเครื่องหมายหนึ่งไปยังอีก
เครื่องหมายหนึ่ง (M = 0) เรียกว่า จุดดัดกลับ (inflection point) ทั้งนี้ต้องขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่า
ทิศทางที่กาหนดข้างต้นเป็นไปตามแนวทางของ วิชากลศาสตร์โครงสร้าง (structural mechanics)
ที่นิยมกาหนดให้การแอ่นลงเป็นบวก อย่างไรก็ดีหากพิจารณาตามความนิยมใน วิชาออกแบบคอนกรีต
__|เ
t
l
l
T
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 62 ของบทที่ 1
Increasing. neg.
slope
Large const. pos.
slope
Small const. pos.
slope
Decr. pos. slope
Zero slope
Increasing. neg.
slope
36
19.5
24 24.1
M (kN.m)
V (kN)
Area = 36
Area
= 55.5
Area = 4.5
Area = 24.1Area = 0.1
Zero slope
Const. neg. slope
Increasing. neg. ord.
Large const. pos.
ord.
Zero slope
Small const. pos.
ord.
Zero ord.
Const. neg. slope
Incr. neg. ordinate
Decr. pos. ord.
37
1
17
24
0.17 2.83
3 m
36 kN
8 kN/m
17 kN61 kN
1.5 m
6 kN/m
3 m4.5 m
61 kN 17 kN
Area = 24 Area = 18
Zero ord.
Zero ord.
Const. neg. ord.Const. neg. ord.
Load
รูปที่ 1.7-9 ตัวอย่างการเขียนผังแรงเฉือนและโมเมนต์ดัดโดยวิธีกราฟิก
1.7.4 จุดศูนย์ถ่วงและโมเมนต์ความเฉื่อย
แรงปฏิกิริยา และผังโมเมนต์ รวมถึงแรงเฉือน สาหรับโครงสร้างประเภทดีเทอร์มิเนท สามารถ
สร้างได้โดยอาศัยหลักของสมดุลเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดีการคานวณขั้นสูงสาหรับโครงสร้าง
ประเภทอินดีเทอร์มิเนทจาเป็นต้องทราบลักษณะการเสียรูปของโครงสร้าง ซึ่งต้องอาศัยหลักคุณสมบัติ
ของหน้าตัด เช่น พื้นที่ และ โมเมนต์ความเฉื่อย (moment of inertia) ซึ่งในขั้นแรกผู้วิเคราะห์ต้อง
www.yotathai.com
67.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 63 ของบทที่ 1
สามารถคานวณ จุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัด (center of gravity) หรือที่เรียกทั่วไปว่า เซนทรอยด์
(centroid) ซึ่งอาศัยหลักสมดุลของ โมเมนต์ของพืนที่ (area moment) ดังนี้
AA
dAxdAx
00
/ 1.7-4 (ก)
AA
dAydAy
00
/ 1.7-4 (ข)
dA
z
y
x
y
xy
x
Center of
gravity
รูปที่ 1.7-10พิกัดอ้างอิงของเซนทรอยด์
สมการข้างต้นอ้างอิงพิกัดจากรูปที่
1.7-10โ ด ย ตั ว ตั้ ง ถู ก เ รี ย ก ว่ า
โ ม เ ม น ต์ อั น ดั บ ห นึ่ ง ( first
moment) และหากหน้าตัดเกิดจาก
การรวมกันของพื้นย่อย (i) หลายๆ
รูป สมการข้างต้นสามารถลดรูป
เหลือเป็น
x = xiAi/Ai 1.7-5 (ก)
y = yiAi/Ai 1.7-5 (ข)
www.yotathai.com
68.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 64 ของบทที่ 1
ตัวอย่าง 1.7-3 จุดเซนทรอยด์ของหน้าตัด
จงระบุจุดเซนทรอยด์ของหน้าตัดตามรูปที่ E1.7-3(ก)
y
20
60
30 3015
x
รูปที่ E1.7-3 (ก) โจทย์สาหรับข้อที่ 1.7-3 หน่วย ซม.
วิธีทา แยกหน้าตัดรูปตัว T ข้างตอนเป็น 2 รูปย่อย ส่วนปีกมีพื้นที่ A1 ในขณะที่ส่วนเอวพื้นที่ A2
เนื่องจากหน้าตัดสมมาตรรอบแกน y ดังนั้น x จึงมีค่าอยู่ที่กึ่งกลางหน้าตัด (ดูรูปที่ E1.7-3 (ข))
y
Y1 = 70
Y2 = 30
A1
A2
Centroid of A2
x
รูปที่ E1.7-3 (ข) การแบ่งพื้นที่เพื่อคานวณพื้นที่และระยะอ้างอิงย่อย
จาก (1.7-5 (ข))จะได้ว่า
y = (y1·A1 + y2·A2)/(A1 + A2)
= (70·20·75 + 30·15·60)/(20·75 + 15·60) = 55 ซม. (จากผิวล่าง)
หรือแสดงดังรูปที่ E1.7-3 (ค)
I
www.yotathai.com
69.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 65 ของบทที่ 1
y
20
55
x x
Centroidal axes
y
รูปที่ E1.7-3 (ค) ตาแหน่งของเซนทรอยด์ เมื่ออ้างอิงจากผิวล่าง
โดยสูตรที่ใช้ในการคานวณตาแหน่งเซนทรอยด์ของหน้าตัดที่สาคัญในทางวิศวกรรมโครงสร้าง
แสดงในรูปที่ 1.7-11
ค่า โมเมนต์ความเฉื่อย (moment of inertia) เป็นแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่กาหนดตัวแปร I
ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการต้านการดัดของหน้าตัด นั่นคือถ้า I มาก การแอ่นตัวจะต่า ตัวอย่าง
แสดงดังรูปที่ 1.7-12 จะเห็นว่าการใช้มิติด้านลึกของหน้าตัดมารับแรงตามขวาง (Iมาก) จะสามารถต้าน
การดัดได้ดีกว่า การพลิกด้านแคบ (Iน้อย) มารับการดัด
รูปที่ 1.7-12 อิทธิพลของหน้าตัดในการต้านการดัด
ใ ใ
www.yotathai.com
70.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 66 ของบทที่ 1
R
4R/3p
Quarter-circle
A = pR2
/4
b/3
b
Triangle
A =ab/2
a
A = 2ab/3
(3/8)b
b
a
Apex
Half-parabola
b
b/4
a
(3/10)a
A =ab/3
Apex
Complement of
half-parabola
A = pR2
/2
2R
4R/3p
Half-circle
b
(2/5)aa
A = (2/3)ab
Apex
Parabola
รูปที่ 1.7-11 แสดงตาแหน่งเซนทรอยด์ของหน้าตัดที่สาคัญ
y
x
x
y
dA
y
x’
x
y
dA
x
y
y
d
รูปที่ 1.7-13 กรณีที่ I ที่ใช้หมุนรอบแกนที่ตัด
ผ่านเซนทรอยด์ของหน้าตัด
รูปที่ 1.7-14 กรณีที่I ที่ใช้ หมุนรอบแกนใดๆ
การคานวณ I อาศัยหลักโมเมนต์อันดับสอง (second moment) กรณีที่ I หมุนรอบแกนใดๆ
บนหน้าตัด (ดูรูปที่ 1.7-13) สามารถใช้ (1.7-6) ในการคานวณ กรณีที่ I ที่ใช้หมุนรอบแกนใดๆ ทั้งใน
และนอกหน้าตัด สามารถใช้ ทฤษฎีแกนขนาน (parallel axis theorem) หรือใช้ (1.7-7)
ในการคานวณ ดังแสดงในรูปที่ 1.7-14
www.yotathai.com
71.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 67 ของบทที่ 1
I = R4
(p/8 - 8/(9p))
R
h
b
I = (bh3
)/36
I = (bh3
)/12
R
I = pR4
/4
b
h I = (bh3
)/12
I = (bh3
)/3
x
b
h
α
Ix = bh(b2
sin2
α + h2
cos2
α)/12
รูปที่ 1.7-15 ค่าโมเมนต์ความเฉื่อยที่สาคัญ
A
x dAyI
0
2
1.7-6 (ก)
A
y dAxI
0
2
1.7-6 (ข)
ค่าโมเมนต์ความเฉื่อยที่สาคัญของหน้าตัดที่คานวณโดยหมุนรอบแกนที่ตัดผ่านเซนทรอยด์ของ
หน้าตัด หรือจุดอ้างอิงใดๆบนหน้าตัด แสดงในรูปที่ 1.7-15
สาหรับ xxI หรือ yyI คือ โมเมนต์ความเฉื่อยของหน้าตัดรอบแกนที่ตัดผ่านเซนทรอยด์ของหน้า
ตัด ในขณะที่ xI หรือ yI คือ โมเมนต์ความเฉื่อยรวมรอบแกนที่กาหนด
22
0
2
yxxy
A
x AdIAddAyI 1.7-7 (ก)
22
0
2
xyyx
A
y AdIAddAxI 1.7-7 (ข)
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 72 ของบทที่ 1
Vmax
Mmax Mmax = Pa
Vmax = P
Dmax = Pa(3L2
-4a2
)/(24EI)
P
15
a
P
aL
รูปที่ 1.7-17 แรงเฉือน โมเมนต์ดัด และการแอ่นตัวของคานที่พบบ่อยในทางวิศวกรรมโครงสร้าง
การคานวณแรงปฏิกิริยาในโครงสร้างแบบอินดีเทอร์มิเมท นอกจากจะใช้หลักสมดุลแล้วยังต้อง
อาศัยหลัก การเสียรูปสอดคล้องของ (consistent deformation) ตามพื้นฐานของกฎแห่งวัสดุ โดย
ตัวอย่างของแสดงด้วยการคานวณแรงปฏิกิริยาของคานต่อเนื่อง 2 ช่วง ตามรูปที่ 1.7-18 ดังนี้
A
w kN/m
L L
B C
รูปที่ 1.7-18 คานต่อเนื่องแบบ 2 ช่วง รับน้าหนักบรรทุกแผ่กระจายสม่าเสมอ
เมื่อเขียน FBD จะพบว่าคานมีตัวแปรไม่ทราบค่า 3 ตัว คือ Ay, Byและ Cy (รูปที่ 1.7-19)
ในขณะที่สมการสมดุลที่ใช้ได้ในการคานวณ มีเพียง 2 สมการ คือ Fx = 0 และ M = 0 ทาให้
โครงสร้างข้างต้นมีระดับของความเป็นอินดีเทอร์มิเนท 1 ตัวและแม้จะทราบจากสมดุลในแนว y แล้วว่า
Ay + By + Cy = 2wL แต่เราก็ยังไม่สามารถคานวณแรงปฏิกิริยาตัวใดตัวหนึ่งได้
Ay
w kN/m
By Cy
รูปที่ 1.7-19 ผังภาพอิสระ (FBD) สาหรับคานในรูปที่ 1.7-18
www.yotathai.com
77.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 73 ของบทที่ 1
การแก้ปัญหาทาได้โดยถอดตัวแปรที่ไม่ทราบค่าออกมา 1 ตัว ซึ่งในที่นี้เลือก By หรือมอบให้ By
เป็นแรงตัวหนึ่งที่กระทาต่อระบบ ทาให้การแอ่นตัวของระบบใหม่มีลักษณะเป็นไปตามรูปที่ 1.7-20
Ay
w kN/m
Cy
Db
รูปที่ 1.7-20 การแอ่นตัวของคานในรูปที่ 1.7-18 เมื่อถอดแรง By ออกจากระบบ
โดยเป็นที่ทราบดีว่าการแอ่นตัวที่เกิด ณ ตาแหน่ง B หรือ Db ตามรูปที่ 1.7-20 จะไม่เกิดขึ้น
จริง ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงมุ่งที่จะหาแรงกระทา By ที่ทาให้การโก่งตัวขึ้นเท่ากับ Db โดยอาศัยหลักรวม
ผลโครงสร้างคานแบบดีเทอร์มิเนทที่มีความยาว 2L จะถูกวิเคราะห์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เพื่อรองรับน้าหนัก
บรรทุกแผ่กระจายสม่าเสมอ w และ ครั้งที่ 2 เพื่อรองรับแรง By ที่ยกให้คานกระดกขึ้นในแนวดิ่ง
ดังแสดงในรูปที่ 1.7-21 เมื่อรวมผลการวิเคราะห์จากทั้ง 2 ครั้ง คานจะมีรูปแบบการโก่งตัวตามจริง
(ตรวจสอบจากรูปที่ 1.7-19)
A
w kN/m
L L
B C
Actual beam
A
L L
By
C
Db2
Case II
A
w kN/m
2L
CDb1
Case I
รูปที่ 1.7-21 การวิเคราะห์หา Db ด้วยหลักรวมผล
T T
www.yotathai.com
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 85 ของบทที่ 1
รูปที่ 1.8-8 เส้นอิทธิพลของแรงปฏิกิริยา แรงเฉือน และโมเมนต์ดัดของคานช่วงเดียวธรรมดา
การหาค่าออร์ดิเนทของเส้นอิทธิพลของสามารถโดยวิธีสมดุลสามารถทาได้ 2 วิธี คือ วิธีการ
แทนค่าในตาราง (Tabulate Value) และวิธีเขียนสมการเส้นอิทธิพล (Influence Line Equation)
ซึ่งในแต่ละวิธีมีวิธีการดังนี้
(1) วิธีการแทนค่าในตาราง (Tabulate Values)
แทนน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่หนึ่งหน่วยหรือแรงหนึ่งหน่วยที่ตาแหน่งต่างๆ ที่ต้องการตลอด
ความยาวโครงสร้าง โดยใช้แรงหยุดนิ่ง
Influence line for
shear at 1-1
Influence line for
shear at 2-2
Influence line for
bending moment
at 1-1
Influence line for
bending moment
at 2-2
www.yotathai.com
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 91 ของบทที่ 1
1.8.3.5 การหาผลตอบสนองของโครงสร้างที่รับนาหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบจุด
ค่าของผลตอบสนองของโครงสร้างเนื่องจากน้าหนักบรรทุกกระทาแบบจุดขนาดเท่ากับ P
จะเท่ากับค่าออร์ดิเนทของฟังก์ชั่นผลตอบสนองของโครงสร้างบนเส้นอิทธิพลคูณกับขนาดของน้าหนัก
กระทาแบบจุดนั้น หากทราบค่าออร์ดิเนทสูงสุดหรือต่าสุดของฟังก์ชั่นบนเส้นอิทธิพล ก็จะสามารถหา
ผลตอบสนองของโครงสร้างเนื่องจากน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบจุดกระทาได้ โดยการวางน้าหนักนั้น
ลงบนตาแหน่งที่มีค่าออร์ดิเนทสูงสุดหรือต่าสุด จะได้ค่าผลตอบสนองของโครงสร้างสูงสุดหรือต่าสุด
ตามลาดับ
จากรูปที่ 1.8-14 จะเห็นว่า เมื่อพิจารณาค่าออร์ดิเนทของโมเมนต์ดัดบนเส้นอิทธิพลจะเห็นว่า
ค่าของโมเมนต์ดัดบวกสูงสุดอยู่ที่จุด B จะได้ค่าโมเมนต์ดัดบวกสูงสุดมีค่าเท่ากับ PyB ในทานองเดียวกัน
จะเห็นว่าที่จุด D ได้ค่าโมเมนต์ดัดลบสูงสุดซึ่งจะมีค่าเท่ากับ -PyD
รูปที่ 1.8-14 การหาผลตอบสนองของโครงสร้างที่รับน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบจุด
1.8.3.6 การหาผลตอบสนองของโครงสร้างที่รับนาหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบแผ่สม่าเสมอ
ค่าของฟังก์ชั่นของผลตอบสนองของโครงสร้างที่รับน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบแผ่
สม่าเสมอสามารถคานวณได้จากผลคูณของขนาดน้าหนักบรรทุกกระทาแบบแผ่สม่าเสมอกับพื้นที่ใต้เส้น
อิทธิพลในช่วงตาแหน่งน้าหนักบรรทุกแบบแผ่สม่าเสมอนั้นกระทา
เมื่อพิจารณารูปที่ 1.8-15 ค่าโมเมนต์ดัดที่จุด B จะเป็นบวกสูงสุดจะต้องวางน้าหนักบรรทุก
เคลื่อนที่แบบแผ่สม่าเสมอกระทาอยู่ในช่วง AC ในกรณีนี้โมเมนต์ดัดที่จุด B มีค่าเป็นบวกสูงสุดเท่ากับ
BlB yLwM )75.0(
2
1
ในทานองเดียวกัน โมเมนต์ดัดที่จุด B มีค่าเป็นลบสูงสุดเท่ากับ
DlB yLwM
)25.0(
2
1
yB
p
A I CD
A-B
-ะ=-
p
A B clJ1--ะรั-D
www.yotathai.com
96.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 92 ของบทที่ 1
รูปที่ 1.8-15 การหาผลตอบสนองของโครงสร้างที่รับน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบแผ่สม่าเสมอ
1.8.3.7 การหาผลตอบสนองสูงสุดที่แท้จริงของโครงสร้าง (Absolute Maximum
Response of Structures)
ที่ผ่านมากล่าวถึงวิธีการหาค่าผลตอบสนองของโครงสร้างสูงสุดที่ตาแหน่งใดตาแหน่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ มักต้องการทราบว่าค่าผลตอบสนองของโครงสร้างสูงสุดเกิดที่ตาแหน่งใด
และต้องวางน้าหนักบรรทุกอย่างไร จึงเรียกว่า การหาค่าผลตอบสนองสูงสุดที่แท้จริงของโครงสร้าง
พิจารณาคานยื่น (Cantilever Beam) รับน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่ ดังรูปที่ 1.8-16
จะสังเกตว่าหากวางน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่ห่างจากฐานรองรับแบบยึดแน่นมากเท่าใด โมเมนต์ดัด
ที่ฐานรองรับแบบยึดแน่นจะมากขึ้นตามและมีค่าสูงสุดเมื่อนาหนักบรรทุกอยู่ที่ปลายของคานยื่นและ
จะทาให้เกิดค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดที่แท้จริงด้วย (Absolute Maximum Moment)
รูปที่ 1.8-16 การหาผลตอบสนองของคานยื่นที่รับกลุ่มน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบจุด
คราวนี้ลองพิจารณาคานช่วงเดียวธรรมดา (Simply Supported Beam) รับน้าหนักบรรทุก
เคลื่อนที่ดังรูปที่ 1.8-17 จะสังเกตว่าหากวางน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่ใกล้ฐานรองรับมากเท่าใด จะทาให้
P3
P3
P3
A B
A B
A
B
P1P2
P1P2
P1P2
P3
P3
P3
A B
A B
A
B
P1P2
P1P2
P1P2
�rimittuuiUch-0.75L-H-0.25L-I
A B
k—--
h-0.75L
cfrirn
—H— 0.25L-I
LA {
I 1
www.yotathai.com
97.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 93 ของบทที่ 1
เกิดค่าแรงเฉือนมากขึ้นเท่านั้น ถ้าวางน้าหนักบรรทุกใกล้ฐานรองรับมากที่สุดดังรูป จะทาให้เกิดค่าแรง
เฉือนสูงสุดซึ่งเป็นค่าแรงเฉือนสูงสุดที่แท้จริงด้วย (Absolute Maximum Shear)
อย่างไรก็ตาม การหาค่าของโมเมนต์ดัดสูงสุดที่แท้จริงของคานช่วงเดียวธรรมดาที่รับกลุ่ม
น้าหนักบรรทุกจรแบบจุดไม่สามารถพิจารณาได้ง่ายเหมือนอย่างแรงเฉือน สาหรับการหาตาแหน่งที่เกิด
โมเมนต์ดัดสูงสุดและรูปแบบการวางน้าหนักบรรทุก ให้ลองพิจารณาใช้สมการสมดุลเพื่อหาแรงปฏิกิริยา
ที่จุด A
;0MB
L
x
L
x
PR
xx
L
PLR
RAy
RAy
2
1
2
)( 0
เนื่องจากสมมติไว้ว่าค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดที่แท้จริงเกิดที่ตาแหน่งน้าหนักบรรทุกล้อที่ 2 ดังนั้นจึงต้องหา
ค่าโมเมนต์ดัดที่จุดนี้โดยพิจารณา FBD ด้านซ้าย
;0M2
233
2
233
2
2332
2332
24
2224
22
1
2
sP
L
x
L
xxxL
P
sP
L
xx
L
xxxxL
P
sPx
L
L
x
L
x
PM
sPx
L
RM
R
R
R
Ay
0
P3
P3
P3
A B
A B
A B
P1P2
P1P2
P1P2
P3
P3
P3
A B
A B
A B
P1P2
P1P2
P1P2
3
3
www.yotathai.com
98.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 94 ของบทที่ 1
รูปที่ 1.8-17 การหาผลตอบสนองของคานช่วงเดียวธรรมดาที่รับกลุ่มน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่แบบจุด
เพื่อต้องการทราบค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดที่แท้จริงเกิดขึ้นที่ตาแหน่งใด จะต้องหาอนุพันธุ์ของ
ฟังก์ชั่น M2เทียบกับตัวแปร x แล้วให้เท่ากับศูนย์จะได้ค่าของระยะ x ตามต้องการ
0
22
L
x
L
x
P
dx
dM
R
ดังนั้น
2
x
x (1.8-2)
สรุปได้ว่าคานช่วงเดียวธรรมดาที่รับกลุ่มน้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่ ค่าโมเมนต์ดัดสูงสุดที่แท้จริง
เกิดขึ้นเมื่อครึ่งหนึ่งของระยะระหว่างน้าหนักบรรทุกล้อที่พิจารณากับแนวของแรงลัพธ์ของกลุ่มน้าหนัก
บรรทุกเคลื่อนที่ทั้งหมดที่อยู่บนคานอยู่ตรงกับแนวกึ่งกลางคานพอดี จะสังเกตเห็นว่าแรงลัพธ์ของกลุ่ม
น้าหนักบรรทุกเคลื่อนที่จะอยู่ระหว่างน้าหนักบรรทุก 2 จุด ดังนั้นต้องพิจารณาระยะระหว่างล้อ
P3
P3 P1
P3
CL
?
x
xx
-xx-xxx
A B
AY
Ax
BY
A B
A B
L/2 L/2
P2
PR
P1P2
P1P2
P3
P3 P1
P3
CL
s12
x
xx
-xx-xxx
A B
AY
Ax
BY
A B
A B
L/2 L/2
P2
PR
P1P2
P1P2
s23
RByRAy
RAx
I' �
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 112 ของบทที่ 1
CRITICAL LOADING FOR CONTINUOUS BEAMS : incidence of imposed load
To produce maximum positive bending moment on span ST :
S T
To produce maximum negative bending moment on span S :
optional
optional
S T U VR
CP110 : loads on span RS and ST only need be taken into account.
BS8110 : consider load extending over all spans.
รูปที่ 1.11-3 การจัดเรียงน้าหนักบรรทุกตามมาตรฐานอังกฤษ
ทั้งนี้เพื่อความสะดวก ACI ได้เสนอวิธีการประมาณโมเมนต์ดัดในคาน และพื้นต่อเนื่องอย่างง่าย
โดยใช้สัมประสิทธิ์ซึ่งมีเงื่อนไขดังนี้
1. คานต่อเนื่องที่พิจารณาต้องมีช่วงคานมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ช่วง
2. ใช้ได้เฉพาะสาหรับน้าหนักแผ่สม่าเสมอ (uniform load) เท่านั้น
3. น้าหนักบรรทุกจรที่ใช้ในการคานวณ ส.ป.ส. โมเมนต์ต้องไม่เกิน 3 เท่าของน้าหนัก
บรรทุกคงที่
4. สาหรับคาน 2 ช่วงใดๆ ที่ติดกัน คานช่วงยาวต้องยาวไม่เกินร้อยละ 20 ของคานช่วงสั้น
5. ให้ใช้ระยะขอบ (clear span) สาหรับการคานวณโมเมนต์บวกและใช้ค่าเฉลี่ยของ
ระยะขอบในช่วงที่ติดกันสาหรับการคานวณโมเมนต์ลบ
โดยในรูปที่ 1.11-4 แสดงค่า ส.ป.ส. ของโมเมนต์และแรงเฉือนที่เสนอโดย ACI ทั้งนี้ต้อง
อธิบายว่าค่าโมเมนต์ดังกล่าวไม่สมดุลในระบบ เพราะเกิดจากการนาค่าโมเมนต์และแรงเฉือนสูงสุด
ในแต่ละกรณีมาเขียนเรียงกัน
1.15 wL/2 1.15 wL/2wL/2 wL/2
รูปที่1.11-4 (ก) กรณีแรงเฉือน
_prÿ_PH4๐ ๐
๐
n
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 130 ของบทที่ 1
เสียรูปของโครงสร้าง ซึ่งพบว่าในคานจะเกิด จุดดัดกลับ (inflection points) หรือจุดที่โมเมนต์
เป็นศูนย์ อยู่ใกล้บริเวณปลายคานโดยเสา (ช่วงใน) จะมีโมเมนต์ใกล้ศูนย์ (รูปที่ 1.12-7)
รูปที่ 1.12-7 จุดดัดกลับในโครงดัด (เขียนตามวิชาวิเคราะห์โครงสร้าง)
D E F
G H I
A B C
h
hl
L Ll
w
w
0.211L 0.211L
-wL2
/12 -wL2
/12
L
Intersection point
Bending moment
diagram
-wL2
/24
w
wL2
/8
Intersection point
L
(ก) กรณีเสาแข็งมากเมื่อเทียบกับคาน (ข) กรณัเสาอ่อนมากเมื่อเทียบกับคาน
รูปที่ 1.12-8 แนวทางการวิเคราะห์โครงสร้างโดยประมาณสาหรับโครงดัดรับแรงในแนวดิ่ง
พิจารณาที่โครงดัดตามรูปที่ 1.12-8 หากเสามีความแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับคาน เสาที่
ประกบคานแสดงพฤติกรรมคล้ายจุดยึดแน่น ค่าโมเมนต์ที่ปลายมีค่าเท่ากับ wL2/12 ในขณะที่จุดดัด
กลับอยู่ที่ตาแหน่ง 0.211L เมื่อวัดจากปลายยึด โดย L คือ ความยาวคานและในทางตรงกันข้าม
หากเสาอ่อนมากเมื่อเทียบกับคาน เสาจะสร้างพฤติกรรมคล้าย คานวางพาดอย่างง่าย (simply
supported beam) โมเมนต์ดัดที่ปลายมีค่าเข้าใกล้ศูนย์ หรือจุดดัดกลับเกิดที่ตาแหน่งปลายคาน
J
www.yotathai.com
135.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 131 ของบทที่ 1
w
a1L
L
Intersection point
Bending moment
diagram
D E
MDE MDE
a2L
-MDE -MDE
รูปที่ 1.12-9 การประมาณจุดดัดกลับในโครงดัด
แต่ในความเป็นจริงเสาจะไม่แข็งและไม่อ่อนเกินไป ดังนั้นจุดดัดกลับจะสมมุติให้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง
จุดดัดกลับที่เกิดขึ้นใน 2 กรณีตัวอย่าง (รูปที่ 1.12-9) นั่นคือ
a1 = a2 = (0.21L+0)/2 = 0.1L 1.12-6
ดังนั้นในกรณีนี้สมมุติให้จุดดัดกลับเกิดที่ระยะ 0.1L จากปลายและไม่รวมผลของแรงตาม
แนวแกนและมีขั้นตอนการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้
1. วิเคราะห์คานวางพาดอย่างง่ายรับน้าหนักแผ่ (w) ที่มีความยาว L' = 0.8L
2. ใช้แรงปฏิกิริยาที่คานวณจากคานช่วงเดี่ยวอย่างง่ายตามข้อ 1ซึ่งมีค่าเท่ากับ R = wL'/2 หรือ R =
0.4wL โดย R ที่ได้จะถ่ายเป็นแรงที่ปลายของคานยื่นที่มีความยาวในแต่ละด้านเท่ากับ 0.1L ตาม
รูปที่ 1.12-10
3. คานวณโมเมนต์ลบที่ปลายคาน (จริง) คานวณแบบคานยื่นที่มีความยาวเท่ากับ 0.1L ซึ่งจะได้
โมเมนต์ลบที่ปลายคาน ตาม (1.12-7) และแสดงได้ในรูปที่ 1.12-11
www.yotathai.com
136.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 132 ของบทที่ 1
w
G
D
A
E
B
F
C
H I
w
L L1
0.8L 0.8L1
0.1L 0.1L1
รูปที่ 1.12-10 การแยกโครงดัด ออกเป็นคานอย่างง่าย
M-= 0.4wL·0.1L + w(0.1L)2/2 = 0.045wL2 1.12-7 (ก)
Vend = 0.4wL + w(0.1L)= 0.5wL 1.12-7 (ข)
D E
w
L
0.8L0.1L
w
D E
MDE = 0.045wL2
MDE = 0.045wL2
0.1L
0.4wL 0.4wL
wL/2 wL/2
รูปที่ 1.12-11 แนวทางการคานวณโมเมนต์ที่ปลายชิ้นส่วนคานแบบประมาณ กรณีรับแรงในแนวดิ่ง
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 138 ของบทที่ 1
อย่างไรก็ดี ACI เสนอว่า
1. การออกแบบเสาต้องพิจารณาการเยื้องศูนย์ (e) ดัง
แสดงในรูปที่ 1.12-14ไม่น้อยกว่าต่อไปนี้(ก) สาหรับ
เสาที่เสริมเหล็กปลอกเกลียว emin= 0.05h และ (ข)
สาหรับเสาที่เสริมเหล็กปลอกเดี่ยว emin= 0.10h
เมื่อ h คือ ความลึกของหน้าตัดในด้านที่พิจารณา
2. เปรียบเทียบ (ก) โมเมนต์ไม่สมดุลที่คานวณได้จาก
วิธีข้างต้น กับ (ข) โมเมนต์ขั้นต่าตามข้อเสนอของ
ACI อย่างไรก็ดีแนะนาให้ใช้ 0.1h โดยให้ใช้ค่าที่
มากกว่าเป็นค่าโมเมนต์ในเสาที่นาไปใช้ออกแบบ
P
y
y
x
x
ey
แ กด ื้ ศู
P
y
y
x
x
ก แป ป็ แ กดแ ะ ดด
รูปที่ 1.12-14 การเยื้องศูนย์ในเสา
1.12.5 การวิเคราะห์โครงข้อแข็งรับแรงทางข้างแบบประมาณ
การวิเคราะห์โมเมนต์ดัดในโครงดัดที่รับแรงทางข้างค่อนข้างมีความซับซ้อน และยุ่งยาก
อย่างไรก็ดีหากสติฟเนสของเสาและคานในโครงสร้างไม่มีความแตกต่างกันมาก การวิเคราะห์ด้วย
วิธีพอทัล (portal method) ยังมีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมในทางปฏิบัติ อีกทางหนึ่งหากโครงสร้างมี
ความสม่าเสมอในแนวดิ่ง (การเสียรูปเนื่องจากแรงทางข้างมีลักษณะคล้ายคานยื่นในแนวดิ่ง) วิธีคานยื่น
(cantilever method) ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประมาณผลตอบสนองทางข้างของโครงดัดได้
1.12.5.1 วิธีพอทัล
วิธี Portal คิดค้นโดย A. Smith เมื่อ ค.ศ.1915 เหมาะสมสาหรับโครงดัดเตี้ยๆ
มีสมมุติฐาน คือ (1) คานและเสามีจุดดัดกลับที่กลางชิ้นส่วนและ (2) แต่ละโครงย่อยจะรับแรงเฉือนใน
เสาเท่าๆ กัน ดังนั้นเสาต้นในจะรับแรงเฉือนเป็น 2 เท่าของเสาต้นริมทั้งนี้การคานวณแรงเฉือนในเสา
สามารถพิจารณาแยกกันในแต่ละชั้นได้ ZX (รูปที่ 1.12-15 (ก))
www.yotathai.com
143.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 139 ของบทที่ 1
L L L
P1
P2
h
h
x
x x x
x x
Assumed
h/2
hinges
h/2
h/2
h/2
L/2 L/2 L/2 L/2 L/2 L/2
P1
P2
SC 2SC 2SC SC
รูปที่ 1.12-15 (ก) แนวคิดของการวิเคราะห์ด้วยวิธีพอทัล
Internal hinge
SC
QC
QC
MC
T
B
SC
MC
H MC = SC(h/2)
h/2
h/2
รูปที่ 1.12-15 (ข) สมดุลโมเมนต์ในเสาย่อย
เมื่อทราบแรงเฉือนในเสา (Sc) จะ
สามารถคานวณโมเมนต์ดัดในเสา (Mc) ได้
เนื่องจากการสมมุติให้โมเมนต์บนและล่างของ
เสาเท่ากันนั่นคือ Mc = Sc(h/2)
ต่อมาถ่ายโมเมนต์และแรงเฉือนในเสา
ผ่านจุดต่อ ทาให้ได้แรงตามแนวแกนในคาน (Qg)
และโมเมนต์ดัดในคาน (Mg) ดังแสดงในรูปที่
1.12-15 (ข)
k-
*-
*-i
-7
>
V
/
>
L.
www.yotathai.com
144.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 140 ของบทที่ 1
เมื่อทราบโมเมนต์ดัดในคาน (Mg) จะคานวณแรงเฉือนในคาน (Sg) ได้จาก Sg = Mg/(L/2) โดย
แรงเฉือนดังกล่าวจะถ่ายผ่านจุดต่อและแปลงเป็นแรงตามแนวแกนในเสา (Qc) ดังแสดงในรูปที่ 1.12-16
L/2 L/2
H RL
Qg Qg
Sg Sg
MgMg
Internal hinge
Sg = Mg/(L/2)
รูปที่ 1.12-16 สมดุลโมเมนต์ในคานย่อย
ตัวอย่าง 1.12-5 การประมาณโมเมนต์ดัดในโครงดัดด้วยวิธีพอทัล
จงประมาณโมเมนต์ดัดในโครงดัดดังแสดงในรูปที่ E1.12-5 (ก) ด้วยวิธีพอทัล
D E F
G H I
A B C
4 m
10 m 6 m
5 m
45 kN
90 kN
รูปที่ E1.12-5 (ก) โจทย์สาหรับข้อที่ 1.12-5
วิธีทา จากสมมุติฐานที่กาหนดให้จุดดัดกลับเกิดที่กลางคานและเสา ดังนั้นเสมือนว่ากลางเสา
และคานมี internal hinge โดยพิจารณาแรงเฉือนในเสาของโครงดัดในแต่ละชั้น โดยการตัดเสาตาม
เส้นประดังแสดงรูปที่ E1.12-5 (ข)
D E F
G H I
A B C
2 m
5 m 3 m
2.5 m
45 kN
90 kN
a
b
5 m 3 m
a
b
2 m
2.5 m
รูปที่ E1.12-5 (ข) หน้าตัดที่พิจารณา สาหรับการคานวณแรงเฉือนในเสา
+
( ) ( ) (
✓ ร
) -
( ) (
๐-
) ( ) -)
-
+-.1—�
www.yotathai.com
145.
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 141 ของบทที่ 1
จากสมดุลในแนวราบของโครงในรูปที่ E1.12-5 (ค) จะได้Fx =0; ->+ เท่ากับ45 – S2 -
2S2 – S2 = 0 นั่นคือ S2 = 45/4 = 11.25 kN
G H I45 kN
S2
D
2S2
E
S2
F
รูปที่ E1.12-5 (ค) สมดุลของแรงในแนวราบของโครงบน
จากสมดุลในแนวราบของโครงในรูปที่ E1.12-5 (ง) จะได้ Fx =0; ->+ เท่ากับ45 + 90 – S1
– 2S1 – S1 = 0นั่นคือ S1 = 135/4 = 33.75 kN
D E F
G H I
S1
45 kN
90 kN
A
2S1
B
S1
C
รูปที่ E1.12-5 (ง) สมดุลของแรงในแนวราบของโครงล่าง
เมื่อทราบแรงเฉือนในเสาจะสามารถคานวณโมเมนต์ดัดในเสาได้ เช่น กรณีเสา DG นั่นคือ MGD
= 11.25(4/2) = 22.5 kN-m. (ขณะนี้ยังไม่ทราบ QDG) ดังแสดงในรูปที่ E1.12-5 (จ)
ต่อมาถ่ายแรงเฉือนและโมเมนต์ดัดในเสาผ่านจุดต่อ (จุด G) หรือ Fx = 0; ->+ นั่นคือ 45-
11.25 – QGH= 0 นั่นคือ QGH = 33.75 kN และสาหรับ MG = 0 จะได้ MGD = MGH = 22.5
kN-m. (ดังแสดงในรูปที่ E1.12-5 (ฉ))
0
o o
๐ ๐ ๐
Q Q 0
www.yotathai.com
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 145 ของบทที่ 1
ตัวอย่าง 1.12-6 การประมาณโมเมนต์ดัดในโครงดัดด้วยวิธีคานยื่น
จงประมาณโมเมนต์ดัดในโครงดัดดังแสดงในรูปที่ E1.12-5 (ก) ด้วยวิธีคานยื่น
วิธีทา จากสมมุติฐานที่กาหนดให้จุดดัดกลับเกิดที่กลางคานและเสา ดังนั้นเสมือนว่ากลางเสาและคานมี
internal hinge ต่อมาพิจารณาแรงตามแนวแกนในเสาของโครงดัดในแต่ละชั้นโดยพิจารณาจุด
ดัดกลับในแต่ละชั้น (ไม่มีโมเมนต์)ดังแสดงในรูปที่ E1.12-6 (ก) จะได้
D E F
G H I
A B C
2 m
5 m 3 m
2.5 m
45 kN
90 kN
a
b
5 m 3 m
a
b
2 m
2.5 m
J
K
รูปที่ E1.12-6 (ก) หน้าตัดที่พิจารณา สาหรับการคานวณแรงตามแนวแกนในเสา
คานวณ C.G. ของเสาในแต่ละชั้น (เมื่อวัดจากเสา ด้านซ้าย) และเมื่อสมมุติว่าหน้าตัด
เสาเท่ากับ A จะได้
x = Ai·xi/Ai = [A(0) + A(10) + A(16)]/3A= 8.67 ม.
ณ จุดนี้ (แนวนี้) แรงตามแนวแกนในเสาจะเปลี่ยนเครื่องหมาย (จากบวกเป็นลบหรือลบเป็น
บวก) ต่อมาคานวณแรงตามแนวแกน จากสามเหลี่ยมคล้ายของแรง เนื่องจากที่ฐานโครงสร้างมี
การกระจายตัวคล้ายแบบหน่วยแรงดัดในคานยื่น ดังแสดงในรูปที่ E1.12-6 (ข)
QEH = (1.33/8.67)QDG = 0.1534QDG ...(1)
QFI = (7.33/8.67)QDG = 0.8454QDG ...(2)
www.yotathai.com
กลศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงสร้าง |หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
สุนิติ สุภาพ, อาทิตย์ เพชรศศิธร, ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด และอมร พิมานมาศ | หน้าที่ 157 ของบทที่ 1
14. สุนิติ สุภาพ. 2556. หลักพื้นฐานการวิเคราะห์โครงสร้าง. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ
15. อินทศักดิ์ นฤภัย. 2552. รายการประกอบแบบมาตรฐาน ฉบับปี 2552.กรุงเทพฯ :
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
16. ฮิบเบลเลอร์, อาร์. ซี. 2545. วิเคราะห์โครงสร้าง. แปลจาก Structural Analysis.
5th Edition. โดย บุรฉัตร ฉัตรวีระ และ วทัชภฬ เดชพันธ์. กรุงเทพฯ : สตาร์บริดจ์ เอ็ด
ดูเคชั่น.
17. AASHTO. 2002. AASHTO Standard Specifications for Highway Bridges. 17th
Edition. Washington DC. : AASHTO.
18. ACI Committee 318. Building Code Requirements for Structural Concrete
(ACI318-99). American Concrete Institute, Farmington Hills, MI, 1999
19. ACI. 2005. Building Code Requirements for Structural Concrete (ACI318-05)
and Commentary (ACI318R-05). Detroit : AASHTO.
20. ACI Committee 318. Building Code Requirements for Structural Concrete
(ACI318-14). American Concrete Institute, Farmington Hills, MI, 2014
21. Anwar, N.“Building Structures Modeling and Analysis Concepts.”[Online].
Available: http://www.comp-engineering.com/technical_papers.htm. 2002.
22. Beer, F. P.et. al.2006. Mechanics of Materials. 4th Edition in SI Units. Singapore:
McGraw-Hill.
23. Borg, S. F. and Gennaro, J. J.Advanced Structural Analysis. D. Van Nostrand
Company, 1960
24. Calavera, J.Manual for Detailing Reinforced Concrete Structures to EC2.Spon
Press, 2012
25. Charleson, A.Seismic Design for Architects : Outwitting the Quake. 1st Edition,
Elsevier Inc, 2008
26. Hassoun, M. N. and Al-Manaseer, A.Structural Concrete : Theory and Design. 4th
Edition, John Wiley & Sons, 2008
27. Hibbeler, R. C. Mechanics of Materials, 9th Edition, Prentice Hall, 2013
28. Hibbeler, R. C.2002. Structural Analysis. 5th Edition. New Jersey: Prentice-
Hall.
29. Kassimali, A. 1999. Structural Analysis. 2nd Edition.California: Brooks/Cole.
www.yotathai.com
162.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
SUPARP,PETCHSASITHON, JOYKLAD AND PIMANMAS | หน้าที่ 158 ของบทที่ 1
30. Kassimali, A.2005. Structural Analysis. 3rd Edition.Ontario: Thompson.
31. Kassimari, A.Structural Analysis,4th Edition, Cengage Learning, 2011
32. Lin, T. Y. andStotesbury, S. D. Structural Concepts and Systems for Architects
and Engineers. John Wiley & Sons, 1981
33. MacGregor, J. G. and Wight, J. K.Reinforced Concrete: Mechanics and Design.
4th Edition, Prentice Hall, 2004
34. Megson, T. H. G. 1996. Structural and Stress Analysis. Oxford: Elsevier
Butterworth-Heinemann.
35. Naaman, A. E. Prestressed Concrete : Analysis and Design. 3rd Edition, Techno
Press 3000, 2012
36. Norris, C. H. et. al. 1991. Elementary Structural Analysis. 4 th Edition.
Singapore: McGraw-Hill.
37. Ochshorn, J.Structural Elements for Architects and Builders. Elsevier Inc, 2010
38. Paulay, T and Priestley, M. J. N. Seismic Design of Reinforced Concrete and
Masonry Buildings. John Wiley & Sons, 1996
39. Pytel, A. and Singer, F. L. 1987. Strength of Materials. 4th Edition.New Jersey:
HarperCollins.
40. Reynolds, C. E. andSteedman, J. C. Reinforced concrete designer's handbook. 9th
Edition, Cement and Concrete Association, London, 1981
41. Schodek, D. L. 1980. Structures.New Jersey: Prentice-Hall.
42. Schodek, D. L.Structures. 5th Edition, Pearson Prentice Hall, 2004
43. Shaeffer, R. E.Building Structures : Elementary Analysis and Design. Prentice-
Hall, 1980
44. Shaeffer, R. E.Reinforced Concrete : Preliminary Design for Architects and
Builders. McGraw-Hill, 1992
45. Shaeffer, R. E.Elementary Structures for Architects and Builders. 4th Edition,
Prentice-Hall, 2001
46. Smith B. S. andCoull, A. Tall Building Structures: Analysis and Design.John
Wiley & Sons, 1991
47. Taranath, B. S. Reinforced Concrete Design of Tall Buildings. CRC Press, 2010
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
PIMANMASAND JOYKLAD | หน้าที่ 28 ของบทที่ 2
2.3.6.1 รายละเอียดการงอขอ
รายละเอียดของการงอขอประเภทต่างๆ เป็นไปตามรูปที่ 2.3-6
180˚ Hook, Primary Reinforcement 90˚ Hook, Primary Reinforcement
90˚ Hook, Ties and Stirrups 135˚ Hook, Ties and Stirrups
รูปที่ 2.3-6 รายละเอียดในการของอประเภทต่างๆ
2.3.7 การต่อทาบเหล็กเสริม (Lap Splice)
การต่อทาบจะทาให้ที่รอยต่อทาบของเหล็กเสริมจะเกิดการถ่ายแรงจากเหล็กเสริมไปยังเหล็ก
เสริมอีกเส้น โดยเหตุผลที่ต้องมีการต่อทาบ (1) ความยาวของเหล็กเสริมมีจากัด (2) การเปลี่ยนขนาด
เหล็กเสริม และ (3) จุดต่อเพื่อความสะดวกในการก่อสร้าง
2.3.7.1 การต่อทาบเพื่อรับแรงดึง
การต่อทาบเหล็กเพื่อรับแรงควรหลีกเลี่ยงปริมาณเหล็กที่มากเกินไปบริเวณจุดต่อตาม ACI
การต่อทาบรับแรงดึงจะมี 2 แบบ (1) การต่อแบบ A Type จะใช้ความยาวระยะต่อทาบเท่ากับ
ความยาวระยะฝังรับแรงดึง และ (2) การต่อแบบ B Type จะใช้ความยาวระยะต่อทาบเพิ่มอีกร้อยละ
30 ของระยะฝังรับแรงดึง ทั้งนี้ต้องไม่น้อยกว่า 30 ซม. โดยการจาแนกชั้นคุณภาพของการต่อทาบ ดูได้
จากตารางที่ 2.3-1
6db
Free End
Free End
www.yotathai.com
192.
คอนกรีตเสริมเหล็ก | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
อมรพิมานมาศ และ ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด | หน้าที่ 29 ของบทที่ 2
ตารางที่ 2.3-1 เกณฑ์การจาแนกการต่อทาบแบบ A และ B
As,pro/As,req ปริมาณสูงสุดของเหล็กเสริมที่ต่อทาบกันภายในความยาวระยะ
ทาบ
>2 Type A Type B
< 2 Type B Type B
2.3.7.2 การต่อทาบเพื่อรับแรงอัด
ACI กาหนดให้การต่อทาบแบบรับแรงอัดให้ขึ้นอยู่กับขนาดของเหล็กเสริมและชนิดของเหล็ก
เสริมดังนี้ (1) 20 เท่าของขนาดเหล็กเสริมและ fy = 2400ksc (2) 30 เท่าของขนาดเหล็กเสริมและ fy
= 4000ksc (3) 44 เท่าของขนาดเหล็กเสริมและ fy = 5000kscและในทุกกรณีระยะต่อทาบจะต้องไม่
น้อยกว่า 30 ซม.
2.3.8 การหยุดเหล็กเสริม
การหยุดเหล็กสามารถทาได้โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของ ACI code นั่นคือ ตาแหน่งที่ตัดเหล็ก
ทางทฤษฎีต้องทาการยื่นเหล็กให้เลยไปอีก 12db หรือ d โดยใช้ค่ามากเป็นตัวกาหนด อย่างไรก็ตาม
ไม่ควรลดเหล็กบริเวณคานยื่นตาแหน่งหยุดเหล็กตาม ACI แสดงไว้ดังรูปที่ 2.3-8
2.3.8.1 เหล็กรับโมเมนต์ลบหรือเหล็กเสริมลบ
บริเวณจุดรองรับ จะเสริมเหล็ก K และ J เพื่อรับโมเมนต์ลบ โดยการหยุดเหล็ก K ต้อง
ให้มีระยะยื่นออกมาจากจุดรองรับเป็นระยะเท่ากับระยะฝัง ldโดยระยะจากปลายการหยุดเหล็ก K
จะต้องเลยตาแหน่งกาลังต้านทานโมเมนต์ J ออกไปไม่น้อยกว่าความลึกประสิทธิผลหรือ 12db และ
เหล็กเสริม J จะต้องปล่อยเหล็กให้ยาวเลยตาแหน่งกาลังต้านทานโมเมนต์ J ไปเท่ากับระยะฝัง ld โดย
มีปริมาณที่ยื่นเหล็กออกไปอย่างน้อยต้อง 1 ใน 3 ของเหล็กรับโมเมนต์ลบ ที่ระยะจากจุดดัดกลับ PI
ออกไปไม่น้อยกว่าความลึกประสิทธิผลหรือ 12db หรือ ln/16, โดยใช้ค่ามากเป็นตัวกาหนด
www.yotathai.com
193.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
PIMANMASAND JOYKLAD | หน้าที่ 30 ของบทที่ 2
Face of
Support
P.I P.I
Moment Strength of
steel bar G
Moment Curve
Moment Strength of
steel bar J
Steel bar J
Steel bar H
≥Ld
≥(d or I2db)
≥(d,I2db or ln/16 )
≥Ld
Embedment of bar a≥Id
≥(d or I2db)
≥Ld
Steel bar G
Section 12.2.1
Section 12.11.2 or Ld
For Compression
When bottom bars are used as
compression reinforcement
Diameter of steel bar G
is limited by Section
12.11.3 at Point of
Inflection
CL
CL
P.I
รูปที่ 2.3-7 ทฤษฎีในการหยุดเหล็กเสริม
2.3.8.2 เหล็กเสริมรับโมเมนต์บวกหรือเหล็กเสริมล่าง
เหล็กเสริม H จะต้องมีระยะฝังห่างจากตาแหน่งที่เกิดโมเมนต์บวกสูงสุดอย่างน้อยเท่ากับ ld
โดยที่เหล็กเสริม H จะต้องมีระยะยื่นจากตาแหน่งการหยุดเหล็กเสริมทางทฤษฎีออกไปอย่างน้อยเท่ากับ
d หรือ 12db ทั้งนี้เหล็กเสริม G จะต้องมีความยาวของระยะฝังที่เลยจากจุดหยุดเหล็กทางทฤษฎี
อย่างน้อยเท่ากับระยะฝัง ld และจะต้องยื่นเข้าไปในที่รองรับอย่างน้อย 15 ซม.
www.yotathai.com
การออกแบบโครงสร้างเหล็ก | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
อานนท์วงศ์แก้ว และ สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ | หน้าที่ 33 ของบทที่ 3
รูปที่ 3.4-2 ความสัมพันธ์ระหว่างโมเมนต์ระบุ (Mn) และระยะห่างของคายันด้านข้าง (Lb)
(สาหรับการพิจารณาการโก่งงอด้านข้าง (Lateral Torsional Buckling) ของคาน)
มาตรฐาน LRFD ได้ใช้รูปที่ 3.4-2 นีในการจาแนกพฤติกรรมของคานเพื่อใช้ในการคานวณกาลัง
โมเมนต์ระบุ (สาหรับกรณีที่ใช้การด้วยวิธีหน่วยแรงใช้งานตามมาตรฐาน วสท ก็อาศัยหลักการคล้ายกัน
แต่รูปสมการอาจแตกต่างไป) สาหรับคานที่การโก่งเดาะเฉพาะที่ไม่เกิดขึน กาลังโมเมนต์ระบุของคาน
หน้าตัดอัดแน่น คานวณหาได้ดังนี
1) เมื่อ Lb Lpd (โซน 1P) Mn = Mp แต่ต้องไม่เกิน 1.5My โดยคานสามารถถูกออกแบบ
โดยใช้วิธีพลาสติกหรือวิธีอิลาสติกก็ได้ มาตรฐาน LRFD
Mn = Mp 1.5My ………………………………………….…. (3.4-1)
pd
L (Unbracing Length)
โมเมนต์ระบุ (M)
n
M p
M
r
0
Zone
1P C = 1.0
b
L
p
L
r
L
Zone
1E Zone 2
Zone 3
b
www.yotathai.com
การออกแบบโครงสร้างเหล็ก | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
อานนท์วงศ์แก้ว และ สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ | หน้าที่ 49 ของบทที่ 3
การจะระบุขนาด ชนิดของรอยเชื่อม ความยาวรอยเชื่อม ฯลฯ จะอาศัยการใช้สัญลักษณ์
มาตรฐาน ตัวอย่างสัญลักษณ์ตามมาตรฐาน AWS (American Welding Society) สามารถสรุปได้ใน
รูปที่ 3.7-6
รูปที่ 3.7-6 สัญลักษณ์มาตรฐานของการเชื่อมจาก AWS
Table 8-36 (cont.).
Prequalified Welded Joints
Basic Weld Symbols
Back Fillet
Plug
£
Groove or Butt
Square Bevel Flare V
Flare
Bevel
เร 1 1 1/ ร-' V ~r r
Supplementary Weld Symbols
Backing Spacer
Weld All
Around Field Weld
Contour
Flush Convex
๐1 1 -1_h
For other basic and
supplementary
weld symbols, see
AWS A2.4
Standard Location of Elements of a Welding Symbol
Finish symbol
Contour symbol
Root opening, depth
of filling for plug
and slot welds
Effective throat
Depth of preparation
or size in inches
Reference line
Specification, process
or other reference
Tail (ommited when
reference is not used)
Basic weld symbol
or detail reference
Groove angle or included
angle of countersink
for plug welds
Length of weld in inches
Pitch (c. to c. spacing)
of welds in inches
Field weld symbol
Weld-all-around symbol
Elements in this
area remain as
shown when tail
and arrow
are reversed.
Arrow connects reference line to arrow side
of joint. Use break as at A or B to signify
that arrow is pointing to the grooved
member in bevel or J-grooved joints.
Note:
Size, weld symbol, length of weld, and spacing must read in that order, from left to right, along the reference
line. Neither orientation of reference nor location of the arrow alters this rule.
The perpendicular leg of bs. , /, พ, พ*’, weld symbols must be at left.
Arrow and other side welds are of the same size unless otherwise shown. Dimensions of fillet welds must be
shown on both the arrow side and the other side symbol.
The point of the field weld symbol must point toward the tail.
Symbols apply between abrupt changes in direction of welding unless governed by the “all around”symbol or
otherwise dimensioned.
These symbols do not explicitly provide for the case that frequently occurs in structural work, where duplicate
material (such as stiffeners) occurs on the far side of a web or gusset plate. The fabricating industry has
adopted this convention: that when the billing of the detail material discloses the existence of a member on the
far side as well as on the near side, the welding shown for the near side shall be duplicated on the far side.
www.yotathai.com
285.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
WONGKAEWand LEELATAVIWAT | หน้าที่ 50 ของบทที่ 3
3.7.3 การออกแบบรอยเชื่อมแบบพอก (Fillet Weld)
รอยเชื่อมแบบพอกเป็นที่นิยมใช้ในทางปฏิบัติเพราะง่ายต่อการทางาน สามารถประยุกต์ใช้ใน
รอยต่อได้หลายรูปแบบ ลักษณะภาพตัดขวางของรอยเชื่อมแสดงได้ดังรูปที่ 3.7-7 ในการออกแบบจะ
สมมุติให้รอยเชื่อมเกิดการวิบัติขึนบนระนาบที่มีพืนที่น้อยที่สุด เรียกว่าพืนที่บริเวณคอของรอยเชื่อม หรือ
Throat Area โดยจะสมมุติให้กาลังรับแรงของรอยเชื่อมต่อความยาวรอยเชื่อมหนึ่งหน่วยความยาว มีค่า
เท่ากับกาลังรับแรงเฉือนของลวดเชื่อมคูณกับพืนที่ Throat Area ต่อความยาวรอยเชื่อมหนึ่งหน่วยความ
ยาว ที่ได้จากการคานวณส่วนที่แคบที่สุดของรอยเชื่อมตามหลักเรขาคณิตจากจุดเริ่มต้นเชื่อม (Root)
ดังรูปที่ 7.7 ซึ่งแสดงการคิดพืนที่ประสิทธิผลของการเชื่อมแบบพอกนี
รูปที่ 3.7-7 ลักษณะของการเชื่อมแบบพอก (Fillet Weld)
จากรูป ถ้าเป็นการเชื่อมไฟฟ้าแบบธรรมดา (Shield Metal-Arc Welding) จะได้ขนาดคอของ
รอยเชื่อมประสิทธิผลดังนี
te = 0.707a .......................................................................(3.7-1)
เมื่อ te = ขนาดคอประสิทธิผล (Throat Size), มม.
a = ขนาดขาของรอยเชื่อม (Weld Size or Leg Size), มม.
กาลังระบุของรอย จะหาได้จากกาลังระบุที่น้อยกว่าระหว่างกาลังระบุของวัสดุชินงานกับกาลัง
ระบุของลวดเชื่อม สาหรับกรณีที่ใช้มาตรฐาน LRFD กาลังระบุของรอยเชื่อมต่อความยาวคานวณได้
จาก (มาตรฐานหน่วยแรงที่ยอมให้ของ วสท ก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่รูปแบบสมการอาจแตกต่างไป)
Rnw = a(0.6Fu)กก./ซม.บนวัสดุชินงาน ...............................(3.7-2)
Rnw = te(0.6FEXX) กก./ซม.บนลวดเชื่อม ...................(3.7-3)
โดยที่ te = ขนาดคอประสิทธิผล (Throat Size), ซม.
a = ขนาดขาของรอยเชื่อม (Weld Size or Leg Size), ซม.
Fu = หน่วยแรงประลัยของวัสดุชินงาน กก./ตารางเซนติเมตร
a (weld size)
Throat
(te = 0.707a)
t
Te
Root of fillet weld
www.yotathai.com
แผ่นดินไหว | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
ชยานนท์หรรษภิญโญ | หน้าที่ 3 ของบทที่ 4
4.1.3 วิธีการออกแบบแผ่นดินไหว
แรงแผ่นดินไหวเป็นแรงที่เกิดจากการสั่นของพื้นท่าให้อาคารเกิดการเคลื่อนที่ด้านข้าง หรือ
การเซ ซึ่งบังคับให้อาคารเกิดการเคลื่อนตัว การรออกแบบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ Force based design
และ Displacement based design
(ก) Force based design
รูปที่ 4.1-1 Force based design
(ข) Displacement based design
รูปที่ 4.1-2 Displacement based design
Design Load Fp= FE/R
R = Response Modification Factor
D R = A11/ Ay, represent the ductility
capacity of the ERS
Equal Displacement Assumption: Displacements
resulted from inelastic response is approximately
equal to displacement obtained from linear elastic
response spectrum analysis.
Design Load is simply Fp
What to be checked:
AD<A11
A
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
HANSAPINYO| หน้าที่ 14 ของบทที่ 4
ตารางที่ 4.3-2 Site Class Definitions(S) ตาม IBC 2006[4]
4.4 ผลของสภาพพื้นที่ต่ออาคาร และคาบการสั่น
4.4.1 คาบการสั่นธรรมชาติของอาคาร
คาบการสั่นธรรมชาติ (Natural period) เป็นคุณสมบัติเฉพาะของอาคารแต่ละหลังที่มีส่วน
ส่าคัญต่อการตอบสนองต่อแรงแผ่นดินไหว โดยนิยามว่าเป็นระยะเวลาที่ตัวของอาคารเมื่อถูกให้เกิด
การเปลี่ยนต่าแหน่ง (Displacement) เคลื่อนที่กลับเข้าสู่ต่าแหน่งเดิมมีหน่วยเป็นวินาที พิจารณารูปที่
4.4-1 แสดงการเคลื่อนที่ของมวล (เด็ก) โดยคาบการสั่นจะหมายถึง ระยะเวลาที่มวลเคลื่อนที่แกว่ง
ขึ้น-ลง เมื่อครบหนึ่งรอบ และคาบการสั่นธรรมชาติจะเป็นส่วนกลับของค่าความถี่ ซึ่งคือ จ่านวนรอบที่
มวลเคลื่อนที่ในเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที หรือเฮิรตซ์ (Hertz)
SITE
CLASS
SOIL
PROFILE
urn
AVERAGE PROPERriES IN TOP 100 FEET.SEE SECnos 16I3.S.S
Soil shear IS ar e velocity,
v„(ft/*)
Slandard pern-trillion
resistance, N
Soil nndi allied shear
strength. ร.(psf)
A Halil Rock V,> 5.000 N/A N'A
B Rock 2.500«v,ะะ 5.000 N/A NA
c Very dense soil
and soft rock
1.200 < V,< 2.500 ร>50 ร> 2.000
ว Stiff soilprofile 600 <v%< 1.200 15<N< 50 1.000iร< 2.000
E Soft soilprofile v.<600 N< 15 ร< 1.000
E
—
Any profile with more than 10 feet of soil 1laving tlie following dsaractenstics
l. Plasticity index PI > 20.
2. Moisture content พ> 40®». and
3. Undrautcd shear strength ร,< 500psf
F
-
Any profile contamuig soil* has ms one or more of the follow mg characteristics:
1. Soils vulnerable to potential failure or collapse under seismic loading such as
liquefiable soils, quick and highly sensitive clays, collapsible weakly cemented
toil*.
2. Peats andor highly sensitive clays (H > 10 feet of peat and.or highly organic clay
whcie H * thickness of soil)
3. Very lugh plasticity clay* (H > 25 feet with plasticity index PI > “5)
4. Very' thick soft medium stiff clay's (H > 120 feet)
For SI: I foot “.104.8 mm. I vjuare fool * 0 0929 in', 1 poundper square fool“0 0479 kPa N A “Not applicable
www.yotathai.com
แผ่นดินไหว | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
ชยานนท์หรรษภิญโญ | หน้าที่ 35 ของบทที่ 4
4.9.3 ความเหนียว (Ductility, )
ค่าความเหนียว เป็นดัชนีบ่งชี้ค่าที่ส่าคัญกล่าวคือเป็นค่าบ่งชี้ความสามารถในการเสียรูปของ
โครงสร้างหลังจากจุดครากจนถึงจุดวิบัติซึ่งเป็นสัดส่วนระหว่างระยะการเสียรูปที่จุดคราก ( y ) ต่อ
ระยะการเสียรูปที่จุดวิบัติ ( u ) สามารถแสดงได้ในสมการ 4.9-2
u
y
(4.9-2)
ในการหาระยะการเสียรูปที่จุดครากและจุดวิบัติส่าหรับโครงสร้าง ได้มีผู้เสนอวิธีการหา
ต่าแหน่งทั้งสอง ได้แก่ R.Park (1995)[11] ทั้งนี้ ความเหนียวสามารถนิยามได้ว่า เป็นความสามารถของ
องค์อาคารที่ยังคงสภาพ (ไม่พังทลาย) ได้ในช่วงการตอบสนองแบบไร้เชิงเส้นโดยปราศจากการสูญเสีย
ก่าลังเพื่อการต้านทานแรงที่เกิดขึ้น วิศวกรโครงสร้างสามารถที่จะออกแบบให้โครงสร้างมีความเหนียว
ได้ โดยการเลือกใช้วัสดุที่มีความเหนียวซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างมีความสามารถต่อการเสียรูปได้อย่างมาก
เช่น การใช้เหล็กเสริมในคอนกรีตเพื่อเพิ่มความเหนียวให้โครงสร้าง รวมทั้ง การให้รายละเอียดเหล็ก
เสริมที่มีความเหมาะสม
ตัวอย่าง 4.9 ค่านวณหาคาบการสั่นธรรมชาติของระบบดังแสดง (ไม่คิดน้่าหนักของเสารองรับ)
พิจารณาเสายื่นรับแรงกระท่าเป็นจุดที่ปลาย
k
1
=
EI
L
3
3
=
034.810523
15
6
3
EE
= 6.70E-7 m/N
k = 1.49E+06 N/m หรือ 1.49E+03 kN/m
มวล m =
81.9
10005.4
= 458.7 kg/(m/sec2)
ดังนั้น T = 2
0649.1
7.458
E
= 0.11 วินาที
L = 15 m
W = 4.5 tons
I = 8.4E-03
E = 2E+05 MPa
www.yotathai.com
326.
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
HANSAPINYO| หน้าที่ 36 ของบทที่ 4
ตารางที่ 4.9-1 ค่าสติฟเนสของระบบโครงสร้างเสา หรือ คาน-เสา
ระบบ ค่าสติฟเนส (k, Stiffness)
3
3
h
EI
k
(กรณี ปลายเสายื่นอิสระหรือ มีคานยึดปลายอ่อน
มากเทียบกับเสา)
3
12
h
EI
k
(กรณี ปลายเสามีคานหรือพื้นยึดที่แข็งมากเทียบ
กับเสา)
412
11224
3
h
EI
k c
c
b
I
I
4
กรณี พื้นแข็งมากเทียบกับเสา
,bEI ; 33
2412
h
EI
h
EI
k c
Columns
c
กรณี เสาแข็งมากเทียบกับพื้น
0, cEI ; 33
63
h
EI
h
EI
k c
Columns
c
4.10 การคานวณแรงแผ่นดินไหว : ขั้นตอนและสมการ, การเลือกใช้ค่าตัวคูณ,
แรงเฉือนที่ฐานออกแบบ, แรงแนวราบ
การก่าหนดแรงกระท่าด้านข้างจากแผ่นดินไหวเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้าง
อาคาร สามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
- วิธีแรงสถิตเทียบเท่า (Equivalent Static Force Procedure)
- วิธีพลศาสตร์ (Dynamic Analysis) สามารถแบ่งออกเป็น
o วิธีสเปคตรัมของผลการตอบสนอง (Response Spectrum Method)
o วิธีค่านวณผลการตอบสนองของคลื่นแผ่นดินไหวตามช่วงเวลา (Time History
Analysis)
h
F
u
h
F
u
EIb
EIc
h
u
F
www.yotathai.com
แนวทางการเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร | สภาวิศวกร
________________________________________________________________
HANSAPINYO| หน้าที่ 46 ของบทที่ 4
เอกสารอ้างอิง
[1] กระทรวงมหาดไทย, กฎกระทรวง ก่าหนดการรับน้่าหนัก ความต้านทาน ความคงทนของ
อาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ.
2550, 2550.
[2] กรมโยธาธิการและผังเมือง, “มยผ.1301-54: มาตรฐานประกอบการออกแบบอาคาร
เพื่อต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว”, กรมโยธาธิการและผังเมือง, 2554.
[3] กรมโยธาธิการและผังเมือง, มยผ.1302-52: มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทาน
การสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว, กรมโยธาธิการและผังเมือง, 2552.
[4] International Code Council, “IBC-2006: 2006 International Building Code”, 2006.
Country Club Hills, Illinois.
[5] International Conference of Building Officials.“UBC1985: Uniform Building Code”,
1985, Whittier, CA.
[6] International Conference of Building Officials.“UBC1994: Uniform Building Code”,
1994, Whittier, CA.
[7] Federal Emergency Management Agency. “Designing for Earthquakes: A Manual for
Architects, FEMA 454”, 2006, FEMA, Washington, D.C.
[8] W.F. Chen and Charles Scawthorn, “Earthquake Engineering Handbook” CRC
PRESS:USA,(2003)
[9] http://detroit1701.org/Garfield%20Building.html, 28-4-2014.
[10] http://johnzlatnik.blogspot.com/2011_03_13_archive.html, 28-4-2014.
[11] R. Park, “Evaluation of Ductility of Structures and Structural Assemblages from
Laboratory Testing”, Bulletin of the New Zealand National Society for Earthquake
Engineering, Vol. 22, No. 3, 1989, pp. 155-166.
[12] International Conference of Building Officials. “UBC1997: Uniform Building Code”,
1997, Whittier, CA.
[13] กระทรวงมหาดไทย,กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522, 2540.
[14] http://nisee.berkeley.edu/lessons/arnold.html, 28-4-2014.
[15] Federal Emergency Management Agency. “Homebuilders’Guide to Earthquake-
Resistant Design and Construction, FEMA 232”, 2006, FEMA, Washington, D.C.
[16] Moehle, Jack P., Hooper, John D., and Lubke, Chris D. (2008). "Seismic design of
reinforced concrete special moment frames: a guide for practicing engineers,"
www.yotathai.com
337.
แผ่นดินไหว | หมวดวิชาวิศวกรรมโครงสร้าง
_____________________________________________________________________
ชยานนท์หรรษภิญโญ | หน้าที่ 47 ของบทที่ 4
NEHRP Seismic Design Technical Brief No. 1, produced by the NEHRP
Consultants Joint Venture, a partnership of the Applied Technology Council and
the Consortium of Universities for Research in Earthquake Engineering, for the
National Institute of Standards and Technology, Gaithersburg, MD., NIST GCR 8-
917-1
[17] Hamburger, Ronald O., Krawinkler, Helmut, Malley, James O., and Adan, Scott M.
(2009). "Seismic design of steel special moment frames: a guide for practicing
engineers," NEHRP Seismic Design Technical Brief No. 2, produced by the
NEHRP Consultants Joint Venture, a partnership of the Applied Technology
Council and the Consortium of Universities for Research in Earthquake
Engineering, for the National Institute of Standards and Technology, Gaithersburg,
MD., NIST GCR 09-917-3
www.yotathai.com