โครงงานสูตรการทาขนมเค้ก
รายวิชา การศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้(IS1)
โดย
เด็กชายนวพล เกิดที่สุด เลขที่4
เด็กหญิงจนิสตา โสรถาวร เลขที่11
เด็กหญิงธิติกาญจน์ ผาดโผน เลขที่18
เด็กหญิงพรทิวา รุ่งสุวรรณเดช เลขที่25
เด็กหญิงศิริวรรณา วันดี เลขที่32
ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่2/10
ที่ปรึกษาโครงงาน
คุณครูณัฏฐิยา ชิดนอก
โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์
อาเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์เขต33
กิตติกรรมประกาศ
รายงานเล่มเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้(IS1)
เกี่ยวกับเรื่องสูตรการทาขนมเค้ก กลุ่มของพวกเราได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ทฤษฎีต่างๆ
จนนาไปสู่การได้ลงมือทดลองปฏิบัติจริง และได้เรียบเรียงจัดเป็นรูปเล่มสวยงาม และมีเนื้อหาที่แท้จริง
พร้อมทั้งรูปภาพที่สมาชิกในกลุ่มได้ช่วยกันทา เพื่อจัดทาโครงงานนี้ให้สมบูรณ์ และขอขอบคุณ
คุณครูณัฏฐิยา ชิดนอก ที่ได้ให้คาปรึกษาต่างๆ ในการทาโครงงานนี้ให้กับกลุ่มของพวกเรา
จนโครงงานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ หวังว่ารายงานเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษา หรือผู้สนใจ
ไม่มากก็น้อย หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณที่นี้ด้วย
( คณะผู้จัดทา )
สารบัญ
เรื่อง หน้า
กิตติกรรมประกาศ ก
สารบัญ ข
ตารางสารบัญ ค
บทที่ 1 (บทนา)
บทที่ 2 (เอกสารที่เกี่ยวข้อง)
บทที่ 3 (วัสดุ-อุปกรณ์ วิธีการดาเนินงาน)
บทที่ 4 (ผลการดาเนินงาน)
บทที่ 5 (สรุปและอภิปรายผลการดาเนินงาน)
ภาคผนวก
แบบประเมินความพึงพอใจ
ตารางสารบัญ
ตาราง หน้า
ตารางที่ 1(ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก 100 คน )
ตารางที่ 2(ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก (คิดเป็น%))
บทที่ 1
บทนา
ความสาคัญและที่มาของปัญหา
ขนมเค้กซึ่งปัจจุบันเค้กมีความสาคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีต่างๆ เช่นพิธีแต่งงาน
ฉลองวันเกิดปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น
ซึ่งเรานั้นสามารถนามาพัฒนาเป็นอาชีพของเราได้ในอนาคต
ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลังและอาชีพเสริม ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
สาหรับผู้ที่สนใจ
วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพื่อศึกษาสูตรการทาขนมเค้ก
2. เพื่อทราบปริมาณของส่วนผสมในการทาขนมเค้ก
3. เพื่อทราบวิธีการทาขนมเค้กเป็นขั้นตอน
4. เพื่อทราบอุปกรณ์ในการทาขนมเค้ก
5. เพื่อนาสูตรการทาขนมเค้กไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันอย่างเป็นประโยชน์
สมมติฐาน
ตัวแปรต้น
ส่วนผสมในการทาขนมเค้ก
ตัวแปรตาม
เค้ก
ขอบเขตการศึกษาโครงงาน
1. สูตรการทาขนมเค้ก
2. ศึกษาปริมาณของส่วนผสมในการทาขนมเค้ก
3. ทราบวิธีการทาขนมเค้กอย่างเป็นขั้นตอน
4. ทราบอุปกรณ์ในการทาเค้ก
5. นาไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันอย่างเป็นประโยชน์
เป้ าหมาย
เชิงคุณภาพ
ส่งเสริมผู้ที่สนใจ ได้ทราบสูตรการทาขนมเค้ก ทราบส่วนผสมการทาขนมเค้ก
ทราบอุปกรณ์การทาขนมเค้ก
เชิงปริมาณ
ส่วนผสมมีทั้งหมดประมาณ 12ชนิด ใช้เวลาทาประมาณ 2-3ชั่วโมง
อุปกรณ์การทาขนมเค้กมีประมาณ 13ชนิด
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. เค้กหมายถึงผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ประเภทหนึ่งที่มีเนื้อละเอียดนุ่มรสหวาน
นิยมอบให้สุกในลักษณะเป็นชิ้นใหญ่
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทราบสูตรการทาขนมเค้ก
2. ทราบส่วนผสมในการทาขนมเค้ก
3. ทราบอุปกรณ์ในการทาขนมเค้ก
4. นาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ถูกต้อง
ความรู้ที่นามาประยุกต์ใช้
นาสูตรการทาขนมเค้กมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์นั้นก็คือเปิดเป็นร้านเบเกอรี่
เป็นอาชีพของเราได้ในอนาคตซึ่งสามารถเป็นทั้งอาชีพและอาชีพเสริม
ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
ในการจัดสร้างโครงงานเรื่อง สูตรขนมเค้ก กลุ่มผู้จัดทาได้รวบรวมแนวคิดทฤษฎีและหลักการต่าง ๆ
จากเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
2.1 ประวัติความเป็นมาของขนมเค้ก
“ขนมเค้ก” (cake) เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มักจะมีรสหวาน และผ่านกระบวนการอบ
ซึ่งจะทามาจากแป้ง น้าตาล และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ไข่ผัก และผลไม้ที่ให้รสหวานหรือเปรี้ยว
หรือส่วนประกอบที่มีไขมัน เช่น เนยชีส ยีสต์ นม เป็นต้น และนิยมรับประทานเป็นของหวาน
และฉลองในเทศกาลต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดและวันแต่งงาน
ซึ่งในโลกมีตารับหรือสูตรการทาเค้กเป็นจานวนล้านๆ สูตร ขนมเค้กมีหลากหลายชนิด อาทิ ชีสเค้ก
ฟรุตเค้ก แพนเค้ก เค้กเนยสด และแยมโรล เป็นต้น Cake มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง (Old Norse
word) ว่า "kaka" ประวัติเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรดเบิร์ด (AlfredBird 1811-1878)
นักเคมีชาวอังกฤษได้ค้นพบ "ผงฟู" หรือ "baking powder"
ทาให้เขาสามารถทาขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ให้กับภรรยาของเขา อลิซาเบธ (Elizabeth)
ได้เป็นครั้งแรกเนื่องจากภรรยาของเขาเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ไข่และ ยีสต์
ในราวศตวรรษที่ 13
มีการค้นพบหลักฐานการอบขนมเค้กขั้นแอดวานซ์ที่เก่าแก่ที่สุดจากชาวอียิปต์โบราณโดยมักจะเป็นรสชาติ
ของเค้กผลไม้ และGinger bread รูปแบบเค้กทรงกลมที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เริ่มราวกลางศตวรรษที่ 17
ในยุโรป ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการของเตาอบ แบบพิมพ์ขนมและน้าตาลทราย
รสชาติที่นิยมก็ยังเป็นรสผลไม้
สาหรับประวัติขนมเค้กในประเทศไทยนั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2480
ขนมเค้กยังไม่เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปมากนัก
จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอารยธรรมตะวันตกหรือใกล้ชิดกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทาธุรกิจ
โดยร้านเบเกอรี่ (bakery) ในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่มากนัก
ร้านที่เป็นที่รู้จักย่านถนนเจริญกรุงคือร้านมอนโลเฮียงเบเกอรี่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2490
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายทาธุรกิจกับต่างประเทศ
และการท่องเที่ยวมีการขยายตัวมากขึ้น ทาให้มีความต้องการบริโภคขนมเค้ก ขนมปัง เพสตรี้
เพื่อบริการแก่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ธุรกิจเบเกอรี่หรือขนมเค้ก ขนมปัง
ขนมคุ๊กกี้ จึงขยายตัวและเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
2.2 ประเภทของเค้ก
1. เค้กเนย(butter cake)
เป็นเค้กที่มีไขมันสูง การขึ้นฟูของเค้กประเภทนี้เกิดจากอากาศที่ได้จากการตีเนยกับน้าตาล
โดยไขมันจะเก็บอากาศไว้ ซึ่งจะขยายตัวในระหว่างการอบ เค้กประเภทนี้ได้แก่ไวท์เค้ก ช็อกโกแลตเค้ก
ฟรุ้ตเค้ก
2. เค้กไข่(unshortened cake หรือ Foam – type cake)
เป็นเค้กที่ไม่มีไขมันในส่วนผสม
เนื้อเค้กและปริมาตรของเค้กขึ้นอยู่กับการขยายตัวของไข่ขาวที่นามาตีจนเป็นฟองซึ่งจะเก็บอากาศเข้าไว้ในร
ะหว่างการตีไข่ ทาให้เค้กขยายตัวหรือขึ้นฟูในระหว่างการอบ
การทาเค้กประเภทนี้ควรทาด้วยความระมัดระวัง เพราะฟองที่เกิดจากการตีไข่ขาวนั้นอ่อนตัว
ไม่เหมือนเค้กเนย เค้กประเภทนี้แบ่งได้ 2ประเภท
2.1 เค้กสปองจ์ (Sponge cake)
เค้กชนิดนี้ขึ้นฟูด้วยไข่ คุณภาพของไข่จะมีผลต่อการทาสปองจ์เค้กมาก
ไข่ที่สดและใหม่จะมีความคงตัวกว่า ไข่อุณหภูมิห้องจะตีได้ปริมาณที่มากกว่าไข่ที่เย็น
เค้กนี้จะนาส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยละลายตีรวมกันโดยเพิ่มสารเสริมคุณภาพ
ตีจนส่วนผสมขึ้นฟูจึงใส่เนยละลาย
2.2. เมอแรงก์เค้ก (merinque cake)
เค้กกลุ่มนี้ใช้เฉพาะไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เนื้อเค้กจะเบาๆ เช่น แองเจิลเค้ก เค้กชิฟฟอน (Chiffon Cake
หรือ Combination Type Cake) เค้กที่มีลักษณะผสมของเค้กเนยและเค้กไข่ คือ
มีโครงสร้างที่ละเอียดของเค้กไข่ และมีเนื้อเค้กที่มันเงาของเค้กเนย
ต่างจากเค้กเนยตรงชิฟฟอนเค้กใช้น้ามันพืชแทนเนยหรือมาการีนในเค้กเนยและวิธีการทาผสมระหว่างเค้กเ
นยและเค้กไข่
3. มูสเค้ก (Mousse cake) เป็นเค้กที่ตีไข่ขาวหรือวิปปิ้งครีมให้ฟูก่อนจะผสมกับส่วนผสมอื่น
ทาให้เค้กนุ่ม เบา มักใส่เจลาตินเพื่อช่วยให้คงรูป และต้องแช่เย็นไว้จนกว่าจะรับประทาน
4. ชีสเค้ก (Cheesecake)
เป็นขนมที่มีส่วนผสมหลักคือ ครีมชีส ไข่น้าตาล นม ผสมให้เข้กัน แล้วนาไปใส่ครัสต์
หรือจานขนมปังอบกรอบบด จริง ๆ แต่ที่ไม่เรียกว่าชีสพายเพราะไม่ต้องนาไปอบ
2.3 ส่วนประกอบของขนมเค้ก
1. แป้ งเค้ก มีปริมาณโปรตีนต่า อยู่ระหว่าง 7 - 10 โม่จากข้าวสาลีชนิดอ่อน
ลักษณะเมื่อถูด้วยมือจะรู้สึกอ่อนนุ่มเนียนละเอียด มีสีขาวกว่าแป้งขนมปัง
และแป้งอเนกประสงค์สูตรอาหารที่ใช้แป้งรา เช่น ช็อคโกแลตเค้ก, เค้กฝอยทอง, เค้กลูกพรุน, เค้กมะตูม
2. เนยรสจืด ไขมันที่ได้จากนมวัว มาผ่านวิธีให้แข็งตัว รสจืด หอม กลิ่นและรสดี คุณสมบัติ
มีความยืดหยุ่นตัวได้น้อย แข็งที่อุณหภูมิต่าและเหลวง่ายถ้ามีอุณหภูมิสูงเพียงเล็กน้อย มีราคาแพง
สูตรอาหารที่ใช้เนยสดชนิดจืด เช่น สเต็กเนื้อ, สเต็กหมู, ขนมปังกระเทียม, เค้กส้ม, เค้กช็อกโกแลต, บราวนี่
3. น้าตาล เป็นชื่อเรียกทั่วไปของคาร์โบไฮเดรตชนิดละลายน้า โซ่สั้น และมีรสหวาน
ส่วนใหญ่ใช้ประกอบอาหาร น้าตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน
และออกซิเจน มีน้าตาลหลายชนิดเกิดมาจากที่มาหลายแหล่ง
น้าตาลอย่างง่ายเรียกว่าโมโนแซ็กคาไรด์และหมายรวมถึงกลูโคส (หรือ เด็กซ์โตรส) ฟรุกโตส
และกาแลกโตส น้าตาลโต๊ะหรือน้าตาลเม็ดที่ใช้เป็นอาหารคือซูโครส เป็นไดแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่ง
(ในร่างกาย ซูโครสจะรวมตัวกับน้าแล้วกลายเป็นฟรุกโตสและกลูโคส)
ไดแซ็กคาไรด์ชนิดอื่นยังรวมถึงมอลโตส และแลกโตสด้วย โซ่ของน้าตาลที่ยาวกว่าเรียกว่า
โอลิโกแซ็กคาไรด์ สสารอื่น ๆ ที่แตกต่างกันเชิงเคมีอาจมีรสหวาน แต่ไม่ได้จัดว่าเป็นน้าตาล
บางชนิดถูกใช้เป็นสารทดแทนน้าตาลที่มีแคลอรีต่า เรียกว่าเป็น วัตถุให้ความหวานทดแทนน้าตาล
(artificial sweeteners)ของน้าตาลพบได้ในเนื้อเยื่อของพืช แต่มีเพียงอ้อย
และชูการ์บีตเท่านั้นที่พบน้าตาลในปริมาณความเข้มข้นเพียงพอที่จะสกัดออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ้อยหมายรวมถึงหญ้ายักษ์หลายสายพันธุ์ในสกุล Saccharum ที่ปลูกกันในเขตร้อนอย่างเอเชียใต้
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยโบราณ การขยายการผลิตเกิดขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18
พร้อมกับการสร้างไร่น้าตาลในเวสต์อินดีส และอเมริกา
เป็นครั้งแรกที่คนทั่วไปได้ใช้น้าตาลเป็นสิ่งที่ให้ความหวานแทนน้าผึ้ง ชูการ์บีต
โตเป็นพืชมีรากในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าและเป็นแหล่งที่มาส่วนใหญ่ของน้าตาลในศตวรรษที่ 19
หลังจากมีวิธีสกัดน้าตาลเกิดขึ้นหลายวิธี การผลิตและการค้าน้าตาลเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตของมนุษย์
มีอิทธิพลต่อการก่อตั้งอาณานิคม การมีอยู่ของทาส การเปลี่ยนผ่านไปสู่สัญญาแรงงาน การย้ายถิ่นฐาน
สงครามระหว่างชาติที่ครอบครองน้าตาลในศตวรรษที่ 19
การรวมชนชาติและโครงสร้างทางการเมืองของโลกใหม่
โลกผลิตน้าตาลประมาณ 168ล้านตันในปี พ.ศ. 2554 โดยเฉลี่ยคนบริโภคน้าตาล 24 กิโลกรัมต่อปี
(33.1 กก. ในประเทศอุตสาหกรรม) เทียบเท่ากับอาหารปริมาณมากกว่า 260แคลอรีต่อวัน
ตั้งแต่ปลายคริสต์ศควรรษที่ 20 มีข้อสงสัยว่าอาหารที่มีน้าตาลสูง โดยเฉพาะน้าตาลขัดแล้ว
ดีต่อสุขภาพมนุษย์ น้าตาลมีส่วนทาให้เกิดโรคอ้วน และเป็นที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม และฟันผุ
มีการศึกษาหลายครั้งเพื่อยืนยันแต่ด้วยผลลัพธ์ที่หลากหลาย
โดยหลักเป็นเพราะการหาประชากรที่ไม่บริโภคน้าตาลให้เป็นปัจจัยควบคุมนั้นทาได้ยาก
4. นมสด นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารครบทุกหมู่ คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้าตาลนมหรือแล็กโทส (lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (casein)
จะพบในธรรมชาติคือในนมหรือน้านมเท่านั้น
นมจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กและเยาวชน
นมมีส่วนประกอบดังนี้
- น้าเป็นสื่อกลางให้สารอาหารหลายชนิดละลาย ทาให้สะดวกในการบริโภค
โดยเฉพาะเด็กอ่อนหรือทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร
- ไขมัน ตามปกติเรียกไขมันจากน้านมว่า มันเนย
เป็นส่วนประกอบที่สาคัญทางโภชนาการและเศรษฐกิจ ให้พลังงานตลอดจนสารอาหารและวิตามินเอ ดี อี
และเค นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่สาคัญใช้ในการกาหนดราคาซื้อขายน้านมดิบ
เพราะสามารถนาไปใช้อุตสาหกรรมนมได้ นมให้ไขมันเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนมปัง นมผงถั่วเหลือง
หรือเนื้อ การดื่มนมจึงไม่ทาให้อ้วน
- โปรตีน ในน้านมเกือบทั้งหมดประกอบด้วยสารอาหารโปรตีน ที่เรียกว่า เคซีนโกลบุลิน (globulin)
อัลบูมิน (albumin) ในปริมาณค่อนข้างสูง และมีกรดอะมิโน (amio acid) อยู่19 ชนิด
ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อ เลือด และกระดูก นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ อีกด้วย
- สารประกอบที่มีไนโตรเจน ตามปกตินมจะมีแร่ธาตุไนโตรเจนอยู่ประมาณร้อยละ0.5
- แล็กโทส เมื่อถูกย่อยแล้วจะกลายเป็นกลูโคส (glucose) และกาแล็กโทส
(galactose)น้าตาลกาแล็กโทสนี้เป็นส่วนประกอบของซีรีโบรไซด์ (cerebroside)
ซึ่งพบมากในเยื่อหุ้มสมองและเยื้อหุ้มประสาท
ดังนั้นทารกและเด็กจึงมีความต้องการแล็กโทสเพื่อนาไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง
- วิตามิน ในนมมีวิตามินเอ บี 1(ไทอามีน-thaiamine) บี 2บีรวม บี 6 บี 12 ซี ดี และดี
3ซึ่งช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด อัมพาต โรคผิวหนัง โรคลาไส้ โรคฟันผุ เป็นต้น
- แร่ธาตุในน้านม มีลักษณะเป็นเถ้า ประกอบด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม
ฟอสฟอรัส คลอไรด์ ซิเทรต เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน
5. ไข่ไก่ สัตว์ตัวเมียหลายสปีชีส์วางไข่ รวมทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก และปลา
และอาจเป็นอาหารที่มนุษย์ชาติรับประทานมานับสหัสวรรษ
ไข่นกและสัตว์เลื้อยคลานประกอบด้วยเปลือกไข่ที่ทาหน้าที่ปกป้ องอันตรายต่อไข่,
ไข่ขาวและไข่แดงรวมกันอยู่ภายในเยื่อบางๆ หลายชั้น ไข่สัตว์ที่นิยมรับประทานกันมีไก่ เป็ด นกกระทา
ปลาและคาเวียร์ แต่มนุษย์นิยมรับประทานไข่ไก่มากที่สุดและทิ้งช่วงห่างไข่สัตว์อื่นอยู่มาก
ไข่แดงและไข่ทั้งฟองมีปริมาณโปรตีนและโคลีนอยู่มาก และพบใช้บ่อยในการครัว เนื่องจากโปรตีนที่มีอยู่
กระทรวงการเกษตรสหรัฐอเมริกาจึงจัดประเภทไข่ว่าเป็น เนื้อสัตว์ ในพีระมิดอาหาร อย่างไรก็ดี
แม้ไข่จะมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็มีแนวโน้มก่อปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นจากคุณภาพ การเก็บ
และการเกิดการแพ้ในผู้ที่มีอาการแพ้
ไก่และสิ่งมีชีวิตวางไข่อื่น ๆ เก็บเลี้ยงอย่างกว้างขวางทั่วโลก
และการผลิตไข่ไก่จานวนมากเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก
มีปัญหาในอุปสงค์และความคาดหมายที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
เช่นเดียวกับการถกเถียงกันในปัจจุบันเกี่ยวกับวิธีการผลิตจานวนมาก
โดยสหภาพยุโรปวางแผนห้ามการเลี้ยงแบบแบตเตอรี (batteryfarming) หลัง พ.ศ. 2555
ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจาเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล(วิตามินเอ),
ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลีน, เหล็ก, แคลเซียม,
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่อยู่ในไข่แดง
ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60แคลอรี
(250กิโลจูล) ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี (60 กิโลจูล)
ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอลที่แนะนาให้รับประทานต่อวันที่ 300
มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม
แม้การศึกษาหนึ่งจะชี้ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอลจากไข่ได้มากนัก[8]
ไข่แดงมีน้าหนักคิดเป็น 33% ของน้าหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง
น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นส่วนใหญ่ ไข่แดงยังมีโคลีนทั้งหมด
และไข่แดงหนึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนาต่อวัน
โคลีนเป็นสารอาหารสาคัญต่อพัฒนาการของสมอง
และกล่าวกันว่าสาคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารก
6. ผงฟูผงฟูทาขนมปัง (อังกฤษ: baking powder) (NaHCO3) เป็นสารเคมีแห้งช่วยทาให้ขึ้นฟู
ใช้ในการอบและดับกลิ่น มีหลายรูปแบบ โดยทั่วไปมีฤทธิ์เป็นด่าง เรียกว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต
(เบกกิ้งโซดา) และในรูปของกรด จะเป็นผลึกกเกลือ เกลือที่ใช้ในอุณหภูมิต่า ได้แก่ครีมออฟทาร์ทาร์
แคลเซียมฟอสเฟต และ citrate ส่วนเกลือที่ใช้ในอุณหภูมิสูงมักเป็นเกลือของอะลูมิเนียม เช่น
แคลเซียมอะลูมิเนียมฟอสเฟตโดยส่วนใหญ่ baking powder ในปัจจุบันเรียกว่า double acting
ซึ่งเป็นการรวมระหว่าง เกลือ ซึ่งตัวหนึ่งสามารถทาปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิห้อง
และอีกตัวหนึ่งสามารถทาปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิสูงกว่า baking powder
ที่สามารถใช้ได้เฉพาะอุณหภูมิต่าเรียกว่า single acting มีลักษณะเป็นผงสีขาว มี 2 ชนิดคือ
ผงฟู(Baking Powder) ประกอบด้วย โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate)
และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ครีมทาร์ทาร์ (cream of tartar, เป็นผลึกผงสีขาวทามาจากกรดในผลองุ่น) ,
ไดโซเดียมไพโรฟอสเฟต (disodium pyrophosphate)
และส่วนที่เป็นแป้งข้าวโพดเพื่อป้องกันไม่ให้สารทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง
เมื่อผงฟูโดนน้าจะทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมี เกิดเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทาให้ขนฟู
ซึ่งเป็นแบบกาลังหนึ่ง ส่วนแบบกาลังสองจะมีกรด 2 ตัว และจะมีก๊าซเกิดขึ้น 2 ช่วง
ในช่วงการผสมและการอบ (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกาลัง 1กับผงฟูกาลัง 2)
เบคกิ้งโซดา (Baking soda) มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate)
จะสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน มีผลเสียคือจะมีสารตกค้างซึ่งถ้าใช้เกินจะทาให้เกิดรสเฝื่อน
เพื่อทาให้สารตกค้างหมดไปสามารถปรับได้โดยการเติมกรดอาหารลงไป เช่นนมเปรี้ยว
7. เกลือเป็นแร่ธาตุส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ (NaCl)
สารประกอบในระดับสูงกว่าเกลือชนิดต่าง ๆ เกลือในธรรมชาติก่อตัวเป็นแร่ผลึกรู้จักกันว่า เกลือหิน
หรือแฮไลต์ เกลือพบได้ในปริมาณมหาศาลในทะเลซึ่งเป็นองค์ประกอบของแร่ที่สาคัญ
ในมหาสมุทรมีแร่ธาตุ 35 กรัมต่อลิตร ความเค็ม 3.5% เกลือเป็นสิ่งจาเป็นต่อชีวิตสัตว์
ความเค็มเป็นรสชาติพื้นฐานของมนุษย์ เนื้อเยื่อสัตว์บรรจุเกลือปริมาณมากกว่าเนื้อเยื่อพืช
ดังนั้นอาหารของชนเผ่าเร่ร่อนที่ดารงชีวิตในฝูงต้องการเกลือเพียงเล็กน้อย หรือไม่ต้องการเกลือเลย
ขณะอาหารประเภทซีเรียลจาเป็นต้องเพิ่มเกลือ
เกลือเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดและหาได้ง่ายที่สุด
และการดองเค็มก็เป็นวิธีการถนอมอาหารที่สาคัญวิธีหนึ่ง
หลักฐานการทาเกลือยุคแรกที่สุดย้อนไปถึง 6,000 ปีที่แล้ว
เมื่อคนที่อาศัยในประเทศโรมาเนียต้มน้าเพื่อสกัดเกลือ การทานาเกลือในจีนก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
เกลือถูกชาวฮีบรูกรีก โรมัน ไบแซนไทน์ฮิไทต์ และอียิปต์ ตีราคาสูง
เกลือกลายเป็นวัตถุสาคัญและขนส่งทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านทางทางเกลือที่สร้างขึ้นเฉพาะ
และผ่านทะเลทรายซาฮาราในคาราวานอูฐ
ความขาดแคลนและความต้องการเกลือทั่วโลกนาไปสู่สงครามชิงเกลือ และใช้เกลือเพื่อเพิ่มภาษีเงินได้
เกลือยังถูกใช้ในพิธีทางศาสนา และวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วยเกลือผลิตจากเหมืองเกลือ
หรือจากการระเหยน้าทะเล หรือน้าซับที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุในบ่อตื้น
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักของเกลือคือโซดาไฟ และคลอรีน
และใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมและในการผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์ พลาสติก เยื่อกระดาษ
และผลิตภัณฑ์อื่น ๆจากการผลิตเกลือปริมาณสองล้านตันต่อปี มีเพียง 6% ที่ให้มนุษย์บริโภค ส่วนอื่น ๆ
ใช้ในการปรับสภาวะของน้า กาจัดน้าแข็งบนถนน และใช้ในการเกษตร เกลือที่กินได้มีขายในหลายรูปแบบ
เช่น เกลือสมุทรและเกลือโต๊ะปกติจะบรรจุสารป้ องกันการรวมตัวเป็นก้อน
และอาจเสริมไอโอดีนเพื่อป้องกันภาวะพร่องไอโอดีน นอกจากจะใช้ปรุงอาหารและวางบนโต๊ะแล้ว
เกลือยังพบได้ในอาหารแปรรูปจานวนมาก อาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปทาให้ความดันโลหิตสูง
และอาจเพิ่มความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง
องค์การอนามัยโลกแนะนาว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือ 5
กรัมต่อวัน
8. วิปปิ้งครีม (whipping cream) หรือวิปครีม(whiped cream)
คือนมที่มีไขมันเนยตั้งแต่ 30% ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 55% จะเรียก "เฮฟวี่วิปปิ้งครีม" (heavy whipping
cream)วิปปิ้งครีม เป็นส่วนของครีมในนมที่สามารถตีให้ขึ้นฟูได้ เป็นครีมข้น จนเนื้อครีมตั้งตัวได้ มีรสมัน
การที่ขึ้นฟูจะได้ผลดีเมื่ออุณหภูมิต่า ๆประมาณ 7องศาเซลเซียส หรือต่ากว่านี้
เพราะจะทาให้ไขมันเนยในครีมแข็งตัว ครีมในวิปปิ้งครีมนี้ที่ทามาจากไขมันพืช ไขมันและนม มี 2 ชนิด
คือชนิดน้าที่เป็นกล่องหรือกระป๋อง และชนิดแห้งเมื่อจะเรียกครีมที่เราตีแล้ว จะต้องเรียก "วิปด์ครีม" (
whipped cream) ไม่เรียก "วิปปิ้งครีม"หากเป็นชนิดสดที่ใช้ครีมขึ้นนั้นสามารถใช้ตีให้ขึ้นฟูได้ทันที
ส่วนชนิดแห้งนั้นต้องละลายกับน้าเย็นหรือนมในอัตราส่วนผสมที่ยี่ห้อนั้นๆ
กาหนดไว้นอกจากนี้ชาเขียวยังมีส่วนประกอบของ โพลีฟีนอล ที่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวาน
และ โรคมะเร็งได้ และป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้ดี แต่ในขณะเดียวกัน ชาเขียวก็มีส่วนผสมของ
คาเฟอีน ด้วยเช่นกัน ถ้าดื่มในปริมาณมาก จะมีผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะดื่มชาเขียวมากๆ
แล้วจะดีเสมอไป แต่ควรดื่มเป็นประจามากกว่า
9. กลิ่นวนิลาเป็นกลิ่นที่ได้จากฝักของกล้วยไม้สกุล Vanilla ต้นกาเนิดจากเม็กซิโก
ชื่อวานิลลามาจากคาในภาษาสเปนว่า "ไบย์นียา" (vainilla) ซึ่งแปลว่า ฝักเล็ก ๆ
วานิลลามักถูกนามาใช้แต่งกลิ่นในการทาอาหารประเภทของหวานและไอศกรีมการใช้วานิลลาในการประก
อบอาหารทาโดยกรีดฝักวานิลลาออกและขูดนาเอาเมล็ดในฝักไปใช้ประกอบอาหาร
หรือนาทั้งฝักไปต้มน้าและช้อนออก วานิลลาแท้มีราคาสูงมาก
จึงทาให้มีการประดิษฐ์กลิ่นวานิลลาสังเคราะห์ที่ราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ตามกลิ่นที่ได้จากวานิลลาสังเคราะห์มีความเข้มของกลิ่นไม่เท่ากับของจริง
นอกจากนั้นยังสามารถนาไปใช้ในโอกาสต่าง เช่น วันมงคลสมรส วันเกิด ปีใหม่และสามารถจัด
รับประทานเป็นอาหาร น้าชากาแฟด้วย
2.4 ประโยชน์ของเค้ก
" เค้ก " เป็นขนมอบที่มีลักษณะ รูปร่าง ตามความต้องการของผู้ผลิต แต่มีส่วนประกอบของแป้งสาลี
น้าตาล ไข่นม ไขมัน และสิ่งปรุงแต่งให้เกิดชนิดของเค้ก เช่น ผลไม้ต่าง ๆ
ดังนั้นเค้กจึงเป็นขนมที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค โดยได้รับสารอาหาร คือ แป้ง น้าตาล ให้สารอาหาร
คาร์โบไฮเดรท ซึ่งเป็นสารอาหารที่ทาให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย ไข่นม ให้สารอาหาร โปรตีน
ซึ่งเป็นสารอาหารที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อให้กับร่างกาย
เนยไขมัน ให้สารอาหารไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการหล่อลื่นและทาให้ผิวพรรณสดชื่น
2.5 โทษของเค้ก
1.ถ้ารับประทานมากๆจะทาให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง
2.ไม่เหมาะสาหรับคนที่กาลังลดความอ้วน
บทที่ 3
วัสดุ- อุปกรณ์และวิธีการดาเนินงาน
๓.๑วัสดุและอุปกรณ์
- เตาอบ - ตะกร้อตีมือ
- เครื่องตีแป้ง - หัวบีบเค้ก ก้านร่ม และหวีหรือไพ่
- พิมพ์อบขนม - ถ้วยตวงของแห้งและของเหลว
- ตาชั่ง - ช้อนตวง
- ที่ร่อนแป้ง - ตะแกรงพักขนม
- ชามผสม - พายยาง
- สเปตตูล่า - แปรง
- แป้งเค้ก - ผงฟู
- เนยรสจืดละลาย - เกลือ
- น้าตาล - กลิ่นวนิลา
- นมสด -ไข่ไก่
๓.๒ วิธีการดาเนิน
1. ร่อนแป้งและผงฟูพักไว้ อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
2. ตัดกระดาษไขรองก้นพิมพ์เค้กขนาด 3ปอนด์ ไม่ต้องทาไขมัน
3. ใช้เครื่องตีหัวตระกร้อ ตีไข่+ น้าตาล + SP + น้าด้วยความเร็วสูง 5 นาที
4. ปิดเครื่องปาดอ่างใส่ส่วนผสม แป้ง+ผงฟู+เกลือ ตีดัวความเร็วต่า 1 นาที
5. พอหมดผงแงให้เพิ่มเป็นความเร็วกลางต่อ 5 นาที
6. ปิดเครื่องปาดอ่างใส่เนยละลาย ตีด้วยความเร็วต่าจนหมดเนย แล้วใส่ สี+กลิ่น+นมข้นจืด
ตีต่อด้วยความเร็วต่า 30วินาที
7. ใส่พิมพ์เพียง 1/2เท่านั้นเพราะจะฟูมากๆ โดยก่อนนาอบให้เคาะก้นพิมพ์เบา ๆ
เพื่อไล่ฟองอากาศครั้งสุดท้าย แล้วเอาใส่เตาเลยค่ะ
8. อบไฟล่างมากกว่าไฟบน 25-30 นาที สังเกตว่าเค้กจะนูนแล้วจะยุบลง ให้อบต่อสัก 5 นาที
9. นาออกจากเตา แล้วกระแทกพิมพ์ 1ครั้งบนโต๊ะ เพื่อให้โครงสร้างเค้กอยู่ตัว
แล้ววางไว้บนตะแกรงให้เย็นสนิท จึงค่อยแกะเค้กออกจากพิมพ์
บทที่ 4
ผลการดาเนินงาน
4.1 ผลการดาเนินงาน
การศึกษาโครงการทดลองทาขนมเค้ก
และการดาเนินโครงการโดยการศึกษาส่วนผสมและอุปกรณ์ในการทาขนมเค้ก จึงทาให้ได้ผลการทดลอง
ดังนี้
สิ่งที่ได้จากการทดลองทา คือ ได้ขนมเค้กตามจานวน
รสชาติที่ต้องการและลักษณะตามแม่พิมพ์สาหรับขนมเค้ก พวกเราใช้แป้งเค้ก นมรสจืด นมจืด ไข่ไก่ผงฟู
เกลือ และน้าตาล ทาเป็นตัวแป้ง และใช้ลูกเกดตกแต่ง เพื่อให้เค้กนั้นมีรสชาติหลากหลายมากยิ่งขึ้น
จากการสังเกตในการทาเค้ก เราจะใช้ส่วนผสมในสัดส่วนที่ต่างกัน
ตามชนิดของส่วนผสมเพื่อให้ตัวแป้งเค้กมีรสชาติที่หวาน นุ่ม
เมื่อนาขนมเค้กที่เราได้ทาการทดลอง มาให้คุณครูประจาวิชา และเพื่อนในห้องทาน
ผลที่ปรากฏ คือ ขนมเค้กที่เราทานั้นสามารถทานได้ และมีรสชาติอร่อย
ตารางที่1
4.2 ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก100 คน เป็นดังนี้
**หมายเหตุ**
3 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 2 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด
ลาดับ รายการ
ระดับความพึงพอใจ
3 2 1
1 รสชาติเค้ก 60 40 -
2 ความน่ารับประทาน 70 25 5
3 กลิ่นเค้ก 70 20 10
4 ความแปลกใหม่ 60 30 10
5 ความนุ่มของแป้งเค้ก 50 30 20
ตารางที่2
4.3 ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก (คิดเป็น%) เป็นดังนี้
ลาดับ รายการ
ระดับความพึงพอใจ
3 2 1
1 รสชาติเค้ก 60% 40% -
2 ความน่ารับประทาน 70% 25% 5%
3 กลิ่นเค้ก 70% 20% 10%
4 ความแปลกใหม่ 60% 30% 10%
5 ความนุ่มของแป้งเค้ก 50% 30% 20%
4.3 การนาไปใช้
สามารถนาไปเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริมได้ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวอีกด้วย
บทที่5
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
จากการจัดทาโครงงานพบว่า เค้กมีหลายรูปแบบหลายประเภท
มีส่วนผสมที่เรานั้นสามารถหาได้ตามท้องตลาด
และส่วนผสมนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามประเภทของเค้ก
เค้ก เป็นขนมอบที่มีลักษณะ รูปร่าง ตามความต้องการของผู้ผลิต แต่มีส่วนประกอบของแป้งสาลี
น้าตาล ไข่นม ไขมัน และสิ่งปรุงแต่งให้เกิดชนิดของเค้ก เช่น ผลไม้ต่าง ๆ
ดังนั้นเค้กจึงเป็นขนมที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค โดยได้รับสารอาหาร คือ แป้ง น้าตาล
ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ทาให้เกิดพลังงานแก่ร่างกายไข่ นม ให้สารอาหารโปรตีน
ซึ่งเป็นสารอาหารที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อให้กับร่างกาย เนยไขมัน ให้สารอาหารไขมัน
ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการหล่อลื่นและทาให้ผิวพรรณสดชื่น
นอกจากนั้นเค้กยังสามารถนาไปใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น วันมงคลสมรส วันเกิด วันปีใหม่
และสามารถจัดรับประทานคู่กับน้าชา กาแฟได้ด้วย
แต่ถ้ารับประทานมากๆจะทาให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง
และเค้กยังไม่เหมาะสาหรับคนที่กาลังลดความอ้วนอีกด้วย ซึ่งเราควรที่จะเลือกกินในปริมาณที่พอเหมาะ
ข้อเสนอแนะ
- ควรใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สะอาดในการทาเค้ก
- ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเวลาในการอบแต่ละครั้ง
- ผสมส่วนผสมทุกส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้ได้เนื้อเค้กที่เนียน ละเอียด
- ใส่ส่วนผสมทุกชนิดในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้รสชาติเค้กที่พอดี
ภาคผนวก
โครงงานการทำขนมเค้ก
โครงงานการทำขนมเค้ก
โครงงานการทำขนมเค้ก

โครงงานการทำขนมเค้ก

  • 1.
    โครงงานสูตรการทาขนมเค้ก รายวิชา การศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้(IS1) โดย เด็กชายนวพล เกิดที่สุดเลขที่4 เด็กหญิงจนิสตา โสรถาวร เลขที่11 เด็กหญิงธิติกาญจน์ ผาดโผน เลขที่18 เด็กหญิงพรทิวา รุ่งสุวรรณเดช เลขที่25 เด็กหญิงศิริวรรณา วันดี เลขที่32 ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่2/10 ที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูณัฏฐิยา ชิดนอก โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อาเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์เขต33
  • 2.
    กิตติกรรมประกาศ รายงานเล่มเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้(IS1) เกี่ยวกับเรื่องสูตรการทาขนมเค้ก กลุ่มของพวกเราได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ทฤษฎีต่างๆ จนนาไปสู่การได้ลงมือทดลองปฏิบัติจริงและได้เรียบเรียงจัดเป็นรูปเล่มสวยงาม และมีเนื้อหาที่แท้จริง พร้อมทั้งรูปภาพที่สมาชิกในกลุ่มได้ช่วยกันทา เพื่อจัดทาโครงงานนี้ให้สมบูรณ์ และขอขอบคุณ คุณครูณัฏฐิยา ชิดนอก ที่ได้ให้คาปรึกษาต่างๆ ในการทาโครงงานนี้ให้กับกลุ่มของพวกเรา จนโครงงานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ หวังว่ารายงานเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษา หรือผู้สนใจ ไม่มากก็น้อย หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณที่นี้ด้วย ( คณะผู้จัดทา )
  • 3.
    สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ ก สารบัญข ตารางสารบัญ ค บทที่ 1 (บทนา) บทที่ 2 (เอกสารที่เกี่ยวข้อง) บทที่ 3 (วัสดุ-อุปกรณ์ วิธีการดาเนินงาน) บทที่ 4 (ผลการดาเนินงาน) บทที่ 5 (สรุปและอภิปรายผลการดาเนินงาน) ภาคผนวก แบบประเมินความพึงพอใจ
  • 4.
    ตารางสารบัญ ตาราง หน้า ตารางที่ 1(ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก100 คน ) ตารางที่ 2(ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก (คิดเป็น%))
  • 5.
    บทที่ 1 บทนา ความสาคัญและที่มาของปัญหา ขนมเค้กซึ่งปัจจุบันเค้กมีความสาคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีต่างๆ เช่นพิธีแต่งงาน ฉลองวันเกิดปาร์ตี้สังสรรค์เป็นต้น ซึ่งเรานั้นสามารถนามาพัฒนาเป็นอาชีพของเราได้ในอนาคต ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งอาชีพหลังและอาชีพเสริม ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว สาหรับผู้ที่สนใจ วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1. เพื่อศึกษาสูตรการทาขนมเค้ก 2. เพื่อทราบปริมาณของส่วนผสมในการทาขนมเค้ก 3. เพื่อทราบวิธีการทาขนมเค้กเป็นขั้นตอน 4. เพื่อทราบอุปกรณ์ในการทาขนมเค้ก 5. เพื่อนาสูตรการทาขนมเค้กไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันอย่างเป็นประโยชน์ สมมติฐาน ตัวแปรต้น ส่วนผสมในการทาขนมเค้ก ตัวแปรตาม เค้ก
  • 6.
    ขอบเขตการศึกษาโครงงาน 1. สูตรการทาขนมเค้ก 2. ศึกษาปริมาณของส่วนผสมในการทาขนมเค้ก 3.ทราบวิธีการทาขนมเค้กอย่างเป็นขั้นตอน 4. ทราบอุปกรณ์ในการทาเค้ก 5. นาไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันอย่างเป็นประโยชน์ เป้ าหมาย เชิงคุณภาพ ส่งเสริมผู้ที่สนใจ ได้ทราบสูตรการทาขนมเค้ก ทราบส่วนผสมการทาขนมเค้ก ทราบอุปกรณ์การทาขนมเค้ก เชิงปริมาณ ส่วนผสมมีทั้งหมดประมาณ 12ชนิด ใช้เวลาทาประมาณ 2-3ชั่วโมง อุปกรณ์การทาขนมเค้กมีประมาณ 13ชนิด นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เค้กหมายถึงผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ประเภทหนึ่งที่มีเนื้อละเอียดนุ่มรสหวาน นิยมอบให้สุกในลักษณะเป็นชิ้นใหญ่ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทราบสูตรการทาขนมเค้ก 2. ทราบส่วนผสมในการทาขนมเค้ก
  • 7.
  • 8.
    บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการจัดสร้างโครงงานเรื่อง สูตรขนมเค้กกลุ่มผู้จัดทาได้รวบรวมแนวคิดทฤษฎีและหลักการต่าง ๆ จากเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 2.1 ประวัติความเป็นมาของขนมเค้ก “ขนมเค้ก” (cake) เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มักจะมีรสหวาน และผ่านกระบวนการอบ ซึ่งจะทามาจากแป้ง น้าตาล และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ไข่ผัก และผลไม้ที่ให้รสหวานหรือเปรี้ยว หรือส่วนประกอบที่มีไขมัน เช่น เนยชีส ยีสต์ นม เป็นต้น และนิยมรับประทานเป็นของหวาน และฉลองในเทศกาลต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเกิดและวันแต่งงาน ซึ่งในโลกมีตารับหรือสูตรการทาเค้กเป็นจานวนล้านๆ สูตร ขนมเค้กมีหลากหลายชนิด อาทิ ชีสเค้ก ฟรุตเค้ก แพนเค้ก เค้กเนยสด และแยมโรล เป็นต้น Cake มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง (Old Norse word) ว่า "kaka" ประวัติเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรดเบิร์ด (AlfredBird 1811-1878) นักเคมีชาวอังกฤษได้ค้นพบ "ผงฟู" หรือ "baking powder" ทาให้เขาสามารถทาขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ให้กับภรรยาของเขา อลิซาเบธ (Elizabeth) ได้เป็นครั้งแรกเนื่องจากภรรยาของเขาเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ไข่และ ยีสต์ ในราวศตวรรษที่ 13 มีการค้นพบหลักฐานการอบขนมเค้กขั้นแอดวานซ์ที่เก่าแก่ที่สุดจากชาวอียิปต์โบราณโดยมักจะเป็นรสชาติ ของเค้กผลไม้ และGinger bread รูปแบบเค้กทรงกลมที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เริ่มราวกลางศตวรรษที่ 17 ในยุโรป ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการของเตาอบ แบบพิมพ์ขนมและน้าตาลทราย รสชาติที่นิยมก็ยังเป็นรสผลไม้ สาหรับประวัติขนมเค้กในประเทศไทยนั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2480 ขนมเค้กยังไม่เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไปมากนัก จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอารยธรรมตะวันตกหรือใกล้ชิดกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทาธุรกิจ
  • 9.
    โดยร้านเบเกอรี่ (bakery) ในกรุงเทพฯมีอยู่ไม่มากนัก ร้านที่เป็นที่รู้จักย่านถนนเจริญกรุงคือร้านมอนโลเฮียงเบเกอรี่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายทาธุรกิจกับต่างประเทศ และการท่องเที่ยวมีการขยายตัวมากขึ้น ทาให้มีความต้องการบริโภคขนมเค้ก ขนมปัง เพสตรี้ เพื่อบริการแก่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ธุรกิจเบเกอรี่หรือขนมเค้ก ขนมปัง ขนมคุ๊กกี้ จึงขยายตัวและเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 2.2 ประเภทของเค้ก 1. เค้กเนย(butter cake) เป็นเค้กที่มีไขมันสูง การขึ้นฟูของเค้กประเภทนี้เกิดจากอากาศที่ได้จากการตีเนยกับน้าตาล โดยไขมันจะเก็บอากาศไว้ ซึ่งจะขยายตัวในระหว่างการอบ เค้กประเภทนี้ได้แก่ไวท์เค้ก ช็อกโกแลตเค้ก ฟรุ้ตเค้ก 2. เค้กไข่(unshortened cake หรือ Foam – type cake) เป็นเค้กที่ไม่มีไขมันในส่วนผสม เนื้อเค้กและปริมาตรของเค้กขึ้นอยู่กับการขยายตัวของไข่ขาวที่นามาตีจนเป็นฟองซึ่งจะเก็บอากาศเข้าไว้ในร ะหว่างการตีไข่ ทาให้เค้กขยายตัวหรือขึ้นฟูในระหว่างการอบ การทาเค้กประเภทนี้ควรทาด้วยความระมัดระวัง เพราะฟองที่เกิดจากการตีไข่ขาวนั้นอ่อนตัว ไม่เหมือนเค้กเนย เค้กประเภทนี้แบ่งได้ 2ประเภท 2.1 เค้กสปองจ์ (Sponge cake) เค้กชนิดนี้ขึ้นฟูด้วยไข่ คุณภาพของไข่จะมีผลต่อการทาสปองจ์เค้กมาก ไข่ที่สดและใหม่จะมีความคงตัวกว่า ไข่อุณหภูมิห้องจะตีได้ปริมาณที่มากกว่าไข่ที่เย็น เค้กนี้จะนาส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นเนยละลายตีรวมกันโดยเพิ่มสารเสริมคุณภาพ ตีจนส่วนผสมขึ้นฟูจึงใส่เนยละลาย 2.2. เมอแรงก์เค้ก (merinque cake)
  • 10.
    เค้กกลุ่มนี้ใช้เฉพาะไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เนื้อเค้กจะเบาๆ เช่นแองเจิลเค้ก เค้กชิฟฟอน (Chiffon Cake หรือ Combination Type Cake) เค้กที่มีลักษณะผสมของเค้กเนยและเค้กไข่ คือ มีโครงสร้างที่ละเอียดของเค้กไข่ และมีเนื้อเค้กที่มันเงาของเค้กเนย ต่างจากเค้กเนยตรงชิฟฟอนเค้กใช้น้ามันพืชแทนเนยหรือมาการีนในเค้กเนยและวิธีการทาผสมระหว่างเค้กเ นยและเค้กไข่ 3. มูสเค้ก (Mousse cake) เป็นเค้กที่ตีไข่ขาวหรือวิปปิ้งครีมให้ฟูก่อนจะผสมกับส่วนผสมอื่น ทาให้เค้กนุ่ม เบา มักใส่เจลาตินเพื่อช่วยให้คงรูป และต้องแช่เย็นไว้จนกว่าจะรับประทาน 4. ชีสเค้ก (Cheesecake) เป็นขนมที่มีส่วนผสมหลักคือ ครีมชีส ไข่น้าตาล นม ผสมให้เข้กัน แล้วนาไปใส่ครัสต์ หรือจานขนมปังอบกรอบบด จริง ๆ แต่ที่ไม่เรียกว่าชีสพายเพราะไม่ต้องนาไปอบ 2.3 ส่วนประกอบของขนมเค้ก 1. แป้ งเค้ก มีปริมาณโปรตีนต่า อยู่ระหว่าง 7 - 10 โม่จากข้าวสาลีชนิดอ่อน ลักษณะเมื่อถูด้วยมือจะรู้สึกอ่อนนุ่มเนียนละเอียด มีสีขาวกว่าแป้งขนมปัง และแป้งอเนกประสงค์สูตรอาหารที่ใช้แป้งรา เช่น ช็อคโกแลตเค้ก, เค้กฝอยทอง, เค้กลูกพรุน, เค้กมะตูม 2. เนยรสจืด ไขมันที่ได้จากนมวัว มาผ่านวิธีให้แข็งตัว รสจืด หอม กลิ่นและรสดี คุณสมบัติ มีความยืดหยุ่นตัวได้น้อย แข็งที่อุณหภูมิต่าและเหลวง่ายถ้ามีอุณหภูมิสูงเพียงเล็กน้อย มีราคาแพง สูตรอาหารที่ใช้เนยสดชนิดจืด เช่น สเต็กเนื้อ, สเต็กหมู, ขนมปังกระเทียม, เค้กส้ม, เค้กช็อกโกแลต, บราวนี่ 3. น้าตาล เป็นชื่อเรียกทั่วไปของคาร์โบไฮเดรตชนิดละลายน้า โซ่สั้น และมีรสหวาน ส่วนใหญ่ใช้ประกอบอาหาร น้าตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีน้าตาลหลายชนิดเกิดมาจากที่มาหลายแหล่ง น้าตาลอย่างง่ายเรียกว่าโมโนแซ็กคาไรด์และหมายรวมถึงกลูโคส (หรือ เด็กซ์โตรส) ฟรุกโตส และกาแลกโตส น้าตาลโต๊ะหรือน้าตาลเม็ดที่ใช้เป็นอาหารคือซูโครส เป็นไดแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่ง (ในร่างกาย ซูโครสจะรวมตัวกับน้าแล้วกลายเป็นฟรุกโตสและกลูโคส)
  • 11.
    ไดแซ็กคาไรด์ชนิดอื่นยังรวมถึงมอลโตส และแลกโตสด้วย โซ่ของน้าตาลที่ยาวกว่าเรียกว่า โอลิโกแซ็กคาไรด์สสารอื่น ๆ ที่แตกต่างกันเชิงเคมีอาจมีรสหวาน แต่ไม่ได้จัดว่าเป็นน้าตาล บางชนิดถูกใช้เป็นสารทดแทนน้าตาลที่มีแคลอรีต่า เรียกว่าเป็น วัตถุให้ความหวานทดแทนน้าตาล (artificial sweeteners)ของน้าตาลพบได้ในเนื้อเยื่อของพืช แต่มีเพียงอ้อย และชูการ์บีตเท่านั้นที่พบน้าตาลในปริมาณความเข้มข้นเพียงพอที่จะสกัดออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ้อยหมายรวมถึงหญ้ายักษ์หลายสายพันธุ์ในสกุล Saccharum ที่ปลูกกันในเขตร้อนอย่างเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยโบราณ การขยายการผลิตเกิดขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18 พร้อมกับการสร้างไร่น้าตาลในเวสต์อินดีส และอเมริกา เป็นครั้งแรกที่คนทั่วไปได้ใช้น้าตาลเป็นสิ่งที่ให้ความหวานแทนน้าผึ้ง ชูการ์บีต โตเป็นพืชมีรากในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าและเป็นแหล่งที่มาส่วนใหญ่ของน้าตาลในศตวรรษที่ 19 หลังจากมีวิธีสกัดน้าตาลเกิดขึ้นหลายวิธี การผลิตและการค้าน้าตาลเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อการก่อตั้งอาณานิคม การมีอยู่ของทาส การเปลี่ยนผ่านไปสู่สัญญาแรงงาน การย้ายถิ่นฐาน สงครามระหว่างชาติที่ครอบครองน้าตาลในศตวรรษที่ 19 การรวมชนชาติและโครงสร้างทางการเมืองของโลกใหม่ โลกผลิตน้าตาลประมาณ 168ล้านตันในปี พ.ศ. 2554 โดยเฉลี่ยคนบริโภคน้าตาล 24 กิโลกรัมต่อปี (33.1 กก. ในประเทศอุตสาหกรรม) เทียบเท่ากับอาหารปริมาณมากกว่า 260แคลอรีต่อวัน ตั้งแต่ปลายคริสต์ศควรรษที่ 20 มีข้อสงสัยว่าอาหารที่มีน้าตาลสูง โดยเฉพาะน้าตาลขัดแล้ว ดีต่อสุขภาพมนุษย์ น้าตาลมีส่วนทาให้เกิดโรคอ้วน และเป็นที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม และฟันผุ มีการศึกษาหลายครั้งเพื่อยืนยันแต่ด้วยผลลัพธ์ที่หลากหลาย โดยหลักเป็นเพราะการหาประชากรที่ไม่บริโภคน้าตาลให้เป็นปัจจัยควบคุมนั้นทาได้ยาก 4. นมสด นมเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยแร่ธาตุอาหารครบทุกหมู่ คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้าตาลนมหรือแล็กโทส (lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (casein) จะพบในธรรมชาติคือในนมหรือน้านมเท่านั้น นมจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กและเยาวชน
  • 12.
    นมมีส่วนประกอบดังนี้ - น้าเป็นสื่อกลางให้สารอาหารหลายชนิดละลาย ทาให้สะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะเด็กอ่อนหรือทารกที่ยังไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร -ไขมัน ตามปกติเรียกไขมันจากน้านมว่า มันเนย เป็นส่วนประกอบที่สาคัญทางโภชนาการและเศรษฐกิจ ให้พลังงานตลอดจนสารอาหารและวิตามินเอ ดี อี และเค นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่สาคัญใช้ในการกาหนดราคาซื้อขายน้านมดิบ เพราะสามารถนาไปใช้อุตสาหกรรมนมได้ นมให้ไขมันเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนมปัง นมผงถั่วเหลือง หรือเนื้อ การดื่มนมจึงไม่ทาให้อ้วน - โปรตีน ในน้านมเกือบทั้งหมดประกอบด้วยสารอาหารโปรตีน ที่เรียกว่า เคซีนโกลบุลิน (globulin) อัลบูมิน (albumin) ในปริมาณค่อนข้างสูง และมีกรดอะมิโน (amio acid) อยู่19 ชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อ เลือด และกระดูก นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ อีกด้วย - สารประกอบที่มีไนโตรเจน ตามปกตินมจะมีแร่ธาตุไนโตรเจนอยู่ประมาณร้อยละ0.5 - แล็กโทส เมื่อถูกย่อยแล้วจะกลายเป็นกลูโคส (glucose) และกาแล็กโทส (galactose)น้าตาลกาแล็กโทสนี้เป็นส่วนประกอบของซีรีโบรไซด์ (cerebroside) ซึ่งพบมากในเยื่อหุ้มสมองและเยื้อหุ้มประสาท ดังนั้นทารกและเด็กจึงมีความต้องการแล็กโทสเพื่อนาไปใช้ในการเจริญเติบโตของสมอง - วิตามิน ในนมมีวิตามินเอ บี 1(ไทอามีน-thaiamine) บี 2บีรวม บี 6 บี 12 ซี ดี และดี 3ซึ่งช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด อัมพาต โรคผิวหนัง โรคลาไส้ โรคฟันผุ เป็นต้น - แร่ธาตุในน้านม มีลักษณะเป็นเถ้า ประกอบด้วยโพแทสเซียม แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส คลอไรด์ ซิเทรต เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน 5. ไข่ไก่ สัตว์ตัวเมียหลายสปีชีส์วางไข่ รวมทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก และปลา และอาจเป็นอาหารที่มนุษย์ชาติรับประทานมานับสหัสวรรษ ไข่นกและสัตว์เลื้อยคลานประกอบด้วยเปลือกไข่ที่ทาหน้าที่ปกป้ องอันตรายต่อไข่, ไข่ขาวและไข่แดงรวมกันอยู่ภายในเยื่อบางๆ หลายชั้น ไข่สัตว์ที่นิยมรับประทานกันมีไก่ เป็ด นกกระทา
  • 13.
    ปลาและคาเวียร์ แต่มนุษย์นิยมรับประทานไข่ไก่มากที่สุดและทิ้งช่วงห่างไข่สัตว์อื่นอยู่มาก ไข่แดงและไข่ทั้งฟองมีปริมาณโปรตีนและโคลีนอยู่มาก และพบใช้บ่อยในการครัวเนื่องจากโปรตีนที่มีอยู่ กระทรวงการเกษตรสหรัฐอเมริกาจึงจัดประเภทไข่ว่าเป็น เนื้อสัตว์ ในพีระมิดอาหาร อย่างไรก็ดี แม้ไข่จะมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็มีแนวโน้มก่อปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นจากคุณภาพ การเก็บ และการเกิดการแพ้ในผู้ที่มีอาการแพ้ ไก่และสิ่งมีชีวิตวางไข่อื่น ๆ เก็บเลี้ยงอย่างกว้างขวางทั่วโลก และการผลิตไข่ไก่จานวนมากเป็นอุตสาหกรรมระดับโลก มีปัญหาในอุปสงค์และความคาดหมายที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่นเดียวกับการถกเถียงกันในปัจจุบันเกี่ยวกับวิธีการผลิตจานวนมาก โดยสหภาพยุโรปวางแผนห้ามการเลี้ยงแบบแบตเตอรี (batteryfarming) หลัง พ.ศ. 2555 ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจาเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล(วิตามินเอ), ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลีน, เหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่อยู่ในไข่แดง ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60แคลอรี (250กิโลจูล) ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี (60 กิโลจูล) ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอลที่แนะนาให้รับประทานต่อวันที่ 300 มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม แม้การศึกษาหนึ่งจะชี้ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอลจากไข่ได้มากนัก[8] ไข่แดงมีน้าหนักคิดเป็น 33% ของน้าหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นส่วนใหญ่ ไข่แดงยังมีโคลีนทั้งหมด และไข่แดงหนึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนาต่อวัน โคลีนเป็นสารอาหารสาคัญต่อพัฒนาการของสมอง และกล่าวกันว่าสาคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารก 6. ผงฟูผงฟูทาขนมปัง (อังกฤษ: baking powder) (NaHCO3) เป็นสารเคมีแห้งช่วยทาให้ขึ้นฟู ใช้ในการอบและดับกลิ่น มีหลายรูปแบบ โดยทั่วไปมีฤทธิ์เป็นด่าง เรียกว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต
  • 14.
    (เบกกิ้งโซดา) และในรูปของกรด จะเป็นผลึกกเกลือเกลือที่ใช้ในอุณหภูมิต่า ได้แก่ครีมออฟทาร์ทาร์ แคลเซียมฟอสเฟต และ citrate ส่วนเกลือที่ใช้ในอุณหภูมิสูงมักเป็นเกลือของอะลูมิเนียม เช่น แคลเซียมอะลูมิเนียมฟอสเฟตโดยส่วนใหญ่ baking powder ในปัจจุบันเรียกว่า double acting ซึ่งเป็นการรวมระหว่าง เกลือ ซึ่งตัวหนึ่งสามารถทาปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิห้อง และอีกตัวหนึ่งสามารถทาปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิสูงกว่า baking powder ที่สามารถใช้ได้เฉพาะอุณหภูมิต่าเรียกว่า single acting มีลักษณะเป็นผงสีขาว มี 2 ชนิดคือ ผงฟู(Baking Powder) ประกอบด้วย โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ครีมทาร์ทาร์ (cream of tartar, เป็นผลึกผงสีขาวทามาจากกรดในผลองุ่น) , ไดโซเดียมไพโรฟอสเฟต (disodium pyrophosphate) และส่วนที่เป็นแป้งข้าวโพดเพื่อป้องกันไม่ให้สารทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง เมื่อผงฟูโดนน้าจะทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมี เกิดเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทาให้ขนฟู ซึ่งเป็นแบบกาลังหนึ่ง ส่วนแบบกาลังสองจะมีกรด 2 ตัว และจะมีก๊าซเกิดขึ้น 2 ช่วง ในช่วงการผสมและการอบ (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกาลัง 1กับผงฟูกาลัง 2) เบคกิ้งโซดา (Baking soda) มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) จะสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน มีผลเสียคือจะมีสารตกค้างซึ่งถ้าใช้เกินจะทาให้เกิดรสเฝื่อน เพื่อทาให้สารตกค้างหมดไปสามารถปรับได้โดยการเติมกรดอาหารลงไป เช่นนมเปรี้ยว 7. เกลือเป็นแร่ธาตุส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) สารประกอบในระดับสูงกว่าเกลือชนิดต่าง ๆ เกลือในธรรมชาติก่อตัวเป็นแร่ผลึกรู้จักกันว่า เกลือหิน หรือแฮไลต์ เกลือพบได้ในปริมาณมหาศาลในทะเลซึ่งเป็นองค์ประกอบของแร่ที่สาคัญ ในมหาสมุทรมีแร่ธาตุ 35 กรัมต่อลิตร ความเค็ม 3.5% เกลือเป็นสิ่งจาเป็นต่อชีวิตสัตว์ ความเค็มเป็นรสชาติพื้นฐานของมนุษย์ เนื้อเยื่อสัตว์บรรจุเกลือปริมาณมากกว่าเนื้อเยื่อพืช ดังนั้นอาหารของชนเผ่าเร่ร่อนที่ดารงชีวิตในฝูงต้องการเกลือเพียงเล็กน้อย หรือไม่ต้องการเกลือเลย ขณะอาหารประเภทซีเรียลจาเป็นต้องเพิ่มเกลือ เกลือเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดและหาได้ง่ายที่สุด และการดองเค็มก็เป็นวิธีการถนอมอาหารที่สาคัญวิธีหนึ่ง
  • 15.
    หลักฐานการทาเกลือยุคแรกที่สุดย้อนไปถึง 6,000 ปีที่แล้ว เมื่อคนที่อาศัยในประเทศโรมาเนียต้มน้าเพื่อสกัดเกลือการทานาเกลือในจีนก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เกลือถูกชาวฮีบรูกรีก โรมัน ไบแซนไทน์ฮิไทต์ และอียิปต์ ตีราคาสูง เกลือกลายเป็นวัตถุสาคัญและขนส่งทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านทางทางเกลือที่สร้างขึ้นเฉพาะ และผ่านทะเลทรายซาฮาราในคาราวานอูฐ ความขาดแคลนและความต้องการเกลือทั่วโลกนาไปสู่สงครามชิงเกลือ และใช้เกลือเพื่อเพิ่มภาษีเงินได้ เกลือยังถูกใช้ในพิธีทางศาสนา และวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วยเกลือผลิตจากเหมืองเกลือ หรือจากการระเหยน้าทะเล หรือน้าซับที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุในบ่อตื้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักของเกลือคือโซดาไฟ และคลอรีน และใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมและในการผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์ พลาสติก เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆจากการผลิตเกลือปริมาณสองล้านตันต่อปี มีเพียง 6% ที่ให้มนุษย์บริโภค ส่วนอื่น ๆ ใช้ในการปรับสภาวะของน้า กาจัดน้าแข็งบนถนน และใช้ในการเกษตร เกลือที่กินได้มีขายในหลายรูปแบบ เช่น เกลือสมุทรและเกลือโต๊ะปกติจะบรรจุสารป้ องกันการรวมตัวเป็นก้อน และอาจเสริมไอโอดีนเพื่อป้องกันภาวะพร่องไอโอดีน นอกจากจะใช้ปรุงอาหารและวางบนโต๊ะแล้ว เกลือยังพบได้ในอาหารแปรรูปจานวนมาก อาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปทาให้ความดันโลหิตสูง และอาจเพิ่มความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง องค์การอนามัยโลกแนะนาว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือ 5 กรัมต่อวัน 8. วิปปิ้งครีม (whipping cream) หรือวิปครีม(whiped cream) คือนมที่มีไขมันเนยตั้งแต่ 30% ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 55% จะเรียก "เฮฟวี่วิปปิ้งครีม" (heavy whipping cream)วิปปิ้งครีม เป็นส่วนของครีมในนมที่สามารถตีให้ขึ้นฟูได้ เป็นครีมข้น จนเนื้อครีมตั้งตัวได้ มีรสมัน การที่ขึ้นฟูจะได้ผลดีเมื่ออุณหภูมิต่า ๆประมาณ 7องศาเซลเซียส หรือต่ากว่านี้ เพราะจะทาให้ไขมันเนยในครีมแข็งตัว ครีมในวิปปิ้งครีมนี้ที่ทามาจากไขมันพืช ไขมันและนม มี 2 ชนิด คือชนิดน้าที่เป็นกล่องหรือกระป๋อง และชนิดแห้งเมื่อจะเรียกครีมที่เราตีแล้ว จะต้องเรียก "วิปด์ครีม" ( whipped cream) ไม่เรียก "วิปปิ้งครีม"หากเป็นชนิดสดที่ใช้ครีมขึ้นนั้นสามารถใช้ตีให้ขึ้นฟูได้ทันที ส่วนชนิดแห้งนั้นต้องละลายกับน้าเย็นหรือนมในอัตราส่วนผสมที่ยี่ห้อนั้นๆ กาหนดไว้นอกจากนี้ชาเขียวยังมีส่วนประกอบของ โพลีฟีนอล ที่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวาน
  • 16.
    และ โรคมะเร็งได้ และป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้ดีแต่ในขณะเดียวกัน ชาเขียวก็มีส่วนผสมของ คาเฟอีน ด้วยเช่นกัน ถ้าดื่มในปริมาณมาก จะมีผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะดื่มชาเขียวมากๆ แล้วจะดีเสมอไป แต่ควรดื่มเป็นประจามากกว่า 9. กลิ่นวนิลาเป็นกลิ่นที่ได้จากฝักของกล้วยไม้สกุล Vanilla ต้นกาเนิดจากเม็กซิโก ชื่อวานิลลามาจากคาในภาษาสเปนว่า "ไบย์นียา" (vainilla) ซึ่งแปลว่า ฝักเล็ก ๆ วานิลลามักถูกนามาใช้แต่งกลิ่นในการทาอาหารประเภทของหวานและไอศกรีมการใช้วานิลลาในการประก อบอาหารทาโดยกรีดฝักวานิลลาออกและขูดนาเอาเมล็ดในฝักไปใช้ประกอบอาหาร หรือนาทั้งฝักไปต้มน้าและช้อนออก วานิลลาแท้มีราคาสูงมาก จึงทาให้มีการประดิษฐ์กลิ่นวานิลลาสังเคราะห์ที่ราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตามกลิ่นที่ได้จากวานิลลาสังเคราะห์มีความเข้มของกลิ่นไม่เท่ากับของจริง นอกจากนั้นยังสามารถนาไปใช้ในโอกาสต่าง เช่น วันมงคลสมรส วันเกิด ปีใหม่และสามารถจัด รับประทานเป็นอาหาร น้าชากาแฟด้วย 2.4 ประโยชน์ของเค้ก " เค้ก " เป็นขนมอบที่มีลักษณะ รูปร่าง ตามความต้องการของผู้ผลิต แต่มีส่วนประกอบของแป้งสาลี น้าตาล ไข่นม ไขมัน และสิ่งปรุงแต่งให้เกิดชนิดของเค้ก เช่น ผลไม้ต่าง ๆ ดังนั้นเค้กจึงเป็นขนมที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค โดยได้รับสารอาหาร คือ แป้ง น้าตาล ให้สารอาหาร คาร์โบไฮเดรท ซึ่งเป็นสารอาหารที่ทาให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย ไข่นม ให้สารอาหาร โปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อให้กับร่างกาย เนยไขมัน ให้สารอาหารไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการหล่อลื่นและทาให้ผิวพรรณสดชื่น 2.5 โทษของเค้ก 1.ถ้ารับประทานมากๆจะทาให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง 2.ไม่เหมาะสาหรับคนที่กาลังลดความอ้วน
  • 17.
    บทที่ 3 วัสดุ- อุปกรณ์และวิธีการดาเนินงาน ๓.๑วัสดุและอุปกรณ์ -เตาอบ - ตะกร้อตีมือ - เครื่องตีแป้ง - หัวบีบเค้ก ก้านร่ม และหวีหรือไพ่ - พิมพ์อบขนม - ถ้วยตวงของแห้งและของเหลว - ตาชั่ง - ช้อนตวง - ที่ร่อนแป้ง - ตะแกรงพักขนม - ชามผสม - พายยาง - สเปตตูล่า - แปรง - แป้งเค้ก - ผงฟู - เนยรสจืดละลาย - เกลือ - น้าตาล - กลิ่นวนิลา - นมสด -ไข่ไก่
  • 18.
    ๓.๒ วิธีการดาเนิน 1. ร่อนแป้งและผงฟูพักไว้อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส 2. ตัดกระดาษไขรองก้นพิมพ์เค้กขนาด 3ปอนด์ ไม่ต้องทาไขมัน 3. ใช้เครื่องตีหัวตระกร้อ ตีไข่+ น้าตาล + SP + น้าด้วยความเร็วสูง 5 นาที 4. ปิดเครื่องปาดอ่างใส่ส่วนผสม แป้ง+ผงฟู+เกลือ ตีดัวความเร็วต่า 1 นาที 5. พอหมดผงแงให้เพิ่มเป็นความเร็วกลางต่อ 5 นาที 6. ปิดเครื่องปาดอ่างใส่เนยละลาย ตีด้วยความเร็วต่าจนหมดเนย แล้วใส่ สี+กลิ่น+นมข้นจืด ตีต่อด้วยความเร็วต่า 30วินาที 7. ใส่พิมพ์เพียง 1/2เท่านั้นเพราะจะฟูมากๆ โดยก่อนนาอบให้เคาะก้นพิมพ์เบา ๆ เพื่อไล่ฟองอากาศครั้งสุดท้าย แล้วเอาใส่เตาเลยค่ะ 8. อบไฟล่างมากกว่าไฟบน 25-30 นาที สังเกตว่าเค้กจะนูนแล้วจะยุบลง ให้อบต่อสัก 5 นาที 9. นาออกจากเตา แล้วกระแทกพิมพ์ 1ครั้งบนโต๊ะ เพื่อให้โครงสร้างเค้กอยู่ตัว แล้ววางไว้บนตะแกรงให้เย็นสนิท จึงค่อยแกะเค้กออกจากพิมพ์
  • 19.
    บทที่ 4 ผลการดาเนินงาน 4.1 ผลการดาเนินงาน การศึกษาโครงการทดลองทาขนมเค้ก และการดาเนินโครงการโดยการศึกษาส่วนผสมและอุปกรณ์ในการทาขนมเค้กจึงทาให้ได้ผลการทดลอง ดังนี้ สิ่งที่ได้จากการทดลองทา คือ ได้ขนมเค้กตามจานวน รสชาติที่ต้องการและลักษณะตามแม่พิมพ์สาหรับขนมเค้ก พวกเราใช้แป้งเค้ก นมรสจืด นมจืด ไข่ไก่ผงฟู เกลือ และน้าตาล ทาเป็นตัวแป้ง และใช้ลูกเกดตกแต่ง เพื่อให้เค้กนั้นมีรสชาติหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากการสังเกตในการทาเค้ก เราจะใช้ส่วนผสมในสัดส่วนที่ต่างกัน ตามชนิดของส่วนผสมเพื่อให้ตัวแป้งเค้กมีรสชาติที่หวาน นุ่ม เมื่อนาขนมเค้กที่เราได้ทาการทดลอง มาให้คุณครูประจาวิชา และเพื่อนในห้องทาน ผลที่ปรากฏ คือ ขนมเค้กที่เราทานั้นสามารถทานได้ และมีรสชาติอร่อย ตารางที่1 4.2 ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก100 คน เป็นดังนี้ **หมายเหตุ** 3 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 2 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ลาดับ รายการ ระดับความพึงพอใจ 3 2 1 1 รสชาติเค้ก 60 40 - 2 ความน่ารับประทาน 70 25 5 3 กลิ่นเค้ก 70 20 10 4 ความแปลกใหม่ 60 30 10
  • 20.
    5 ความนุ่มของแป้งเค้ก 5030 20 ตารางที่2 4.3 ตารางที่ได้จากการสารวจผู้ที่ได้ลองชิมเค้ก (คิดเป็น%) เป็นดังนี้ ลาดับ รายการ ระดับความพึงพอใจ 3 2 1 1 รสชาติเค้ก 60% 40% - 2 ความน่ารับประทาน 70% 25% 5% 3 กลิ่นเค้ก 70% 20% 10% 4 ความแปลกใหม่ 60% 30% 10% 5 ความนุ่มของแป้งเค้ก 50% 30% 20% 4.3 การนาไปใช้ สามารถนาไปเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริมได้ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวอีกด้วย
  • 21.
    บทที่5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา จากการจัดทาโครงงานพบว่า เค้กมีหลายรูปแบบหลายประเภท มีส่วนผสมที่เรานั้นสามารถหาได้ตามท้องตลาด และส่วนผสมนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามประเภทของเค้ก เค้ก เป็นขนมอบที่มีลักษณะรูปร่าง ตามความต้องการของผู้ผลิต แต่มีส่วนประกอบของแป้งสาลี น้าตาล ไข่นม ไขมัน และสิ่งปรุงแต่งให้เกิดชนิดของเค้ก เช่น ผลไม้ต่าง ๆ ดังนั้นเค้กจึงเป็นขนมที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค โดยได้รับสารอาหาร คือ แป้ง น้าตาล ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ทาให้เกิดพลังงานแก่ร่างกายไข่ นม ให้สารอาหารโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อให้กับร่างกาย เนยไขมัน ให้สารอาหารไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการหล่อลื่นและทาให้ผิวพรรณสดชื่น นอกจากนั้นเค้กยังสามารถนาไปใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น วันมงคลสมรส วันเกิด วันปีใหม่ และสามารถจัดรับประทานคู่กับน้าชา กาแฟได้ด้วย แต่ถ้ารับประทานมากๆจะทาให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และเค้กยังไม่เหมาะสาหรับคนที่กาลังลดความอ้วนอีกด้วย ซึ่งเราควรที่จะเลือกกินในปริมาณที่พอเหมาะ ข้อเสนอแนะ - ควรใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สะอาดในการทาเค้ก - ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเวลาในการอบแต่ละครั้ง - ผสมส่วนผสมทุกส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้ได้เนื้อเค้กที่เนียน ละเอียด
  • 22.
  • 23.