1


                              เลาขานเรื่องบานคําชะอี
                                                                                โดยณรงค อุปญญ


                                        กอนเขามาอยู
         ตรงที่เปนหมูบานคําชะอี กอนหนาที่จะกําเนิดเกิดเปนหมูบานนัน ไดเปนสวนหนึ่งของ
                                                                        ้
บริเวณดงหนาปาทึบอันกวางใหญ ซึ่งเปนดงที่อดมสมบูรณมากและมีเนินเขาหลายลูกที่เปนตน
                                                ุ
กําเนิดของลําหวยหลายสายกระจัดกระจายอยู มีลําหวยทีใหญและยาวสุดที่สดในบริเวณนี้ ตนของ
                                                           ่                  ุ
ลําหวยสายนี้อยูที่ภูสีฐานอําเภอคําชะอี ไหลผานอําเภอหนองสูง อําเภอนิคมคําสรอย มีลําหวยหลาย
สายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกทีกลาวแลวไหลมาสมทบทําใหเปนลําหวยสายใหญ แลวไปตกแมน้ํา
                                 ่
โขงทีอําเภอดอนตาล ลําหวยสายใหญสายนี้เรียกวา "หวยบังอี่" ดงหนาปาทึบทังสองฟากฝงลํา
     ่                                                                            ้
หวยบังอี่นี้จึงเรียกวา "ดงบังอี" เปนดงทีกวางใหญกินเนือที่อําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อําเภอ
                                 ่         ่              ้
นิคมคําสรอยและอําเภอดอนตาล ทังหมดนี้อยูในเขตจังหวัดมุกดาหาร
                                      ้


                                            บรรพบุรุษเดิม
           ผูไทยเราเคยมีประวัติเลาขานถึงความยิงใหญตงแตสมัย “อาณาจักรนานเจา” เรื่อยลง
                                                        ่            ั้
มาถึง “สิบสองเจาไทย” หรือ “สิบสองจุไทย” ที่จะกลาวตอไปนี้จะกลาวเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษ
ของผูไทยชาวบานคําชะอีพอสังเขปเทานัน           ้
          บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอี ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เปนชนเผา
ผูไทยดํา เทาที่ผูรูคนพบไดบันทึกไววาเดิมผูไทยเผานี้มนิวาสถานอยูที่ เมืองแถน หรือ เมืองแถง
                                                                 ี
(หรือ เมืองนานอยออยหนู หรือ เมืองน้ํานอยออยหนู) เมืองนี้ในปจจุบันคือ เมืองเดียนเบียนฟู ใน
ประเทศเวียดนาม
          ที่เรียกวา ผูไทยดํา นั้น ไมใชวาผูไทยเผานี้มผิวสีดํา เพราะผิวผูไทยนันออกจะดําแดง ถึง
                                                               ี                     ้
ขาวแดง แตเรียกตามสีของเสื้อผาเครื่องแตงกายที่ผไทยเผานี้ชอบใชสดํา เพราะในสมัยนันชนเผานี้
                                                            ู               ี                ้
ไดรูจักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมือสกัดออกมาแลวจะไดสีเปนสีคราม ตอมาพืชชนิดนี้จึง
                                                   ่
เรียกวา "ตนคราม" กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากตนครามนี้มขบวนการที่ซับซอนพอสมควร ซึ่ง
                                                                        ี
นับเปนภูมปญญาอันสูงสงของบรรพบุรษสมัยนัน ที่ยงไมรูจักคําวา "เทคโนโลจี" เลย เมื่อนําผา
              ิ                                ุ          ้ ั
(ที่ผลิตดวยมือและมีขบวนการที่ซับซอนเชนกัน) มายอมกับสีที่สกัดไดนเี้ สร็จแลวจะไดผาสีดํา
คราม ซึ่งในความรูสึกของผูไทยเผานี้วาเปนสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผาสีดําครามนี้มาตัดเย็บ
(ดวยมือ) เปนเสื้อ กางเกง ผาถุง หรือแมกระทั่งเครื่องนุงหมอื่นๆ เสื้อผาสีดําครามนี้จะเปนทีนิยม
                                                                                                ่
ใสเปนประจําไมวาจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีตางๆ
2

การแตงกายดวยเสือผาสีดํานี้จึงเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของผูไทยเผานี้ จึงไดรับขนานนามวา "ผู
                    ้                                            
ไทยดํา"
         สวนผูไทยอีกเผาหนึงอยูที่ "เมืองไล" ซึ่งเปนเมืองคูแฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยูตอน
                               ่ 
เหนือของเมืองแถนขึนไปใกลกับดินแดนจีน คงจะยอมผาสีครามไดเชนเดียวกัน แตเนืองจากอยู
                       ้                                                              ่
ใกลจีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุงขาวหมขาว ผูไทยเมืองไลนี้จึงนุงชอบขาวหมขาว
เหมือนชาวจีน เลยไดขนานนามวา "ผูไทยขาว"
         อยูมาเมืองแถนเกิดทุพภิกขภัย คือภัยจากธรรมชาติ ฟาฝนไมตกตองตามฤดูกาล ขาวยาก
หมากแพง เจาเมืองไมสามารถแกปญหาได หนําซ้ําเจาเมืองอาจไปขมเหงรังแกชาวเมืองก็เปนได
                                      
ชาวเมืองแถนกลุมใหญกลุมหนึงจึงอพยพหนีลงมาอาศัยอยูกับเจาอนุรุธราชเจาเมืองเวียงจันทน
                                 ่
         เจาเมืองเวียงจันทจึงใหผไทยกลุมนีไปอยูที่ "เมืองวัง" และตอมาไดขยับขยายไปเปนอีก
                                   ู        ้
หลายเมือง เชน เมืองบก เมืองผาบัง เมืองอางคํา เมืองพิน เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคําออ
เมืองเซียงฮม เมืองพาน เปนตน (เมืองเหลานี้อยูในแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว)
                                                
         บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอีเปนชาวเมืองวัง


                                           ถูกกวาดตอน
        ประเทศลาวไดตกเปนเมืองขึ้นของสยามใยสมัยกรุงธนบุรี
         พ.ศ. 2369 เจาอนุวงษเวียงจันทนเปนกบฏตอกรุงเทพ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ใหกองทัพ
สยามขึ้นไปปราบไดสําเร็จและไดกวาดตอนผูคน รวมทังผูไทยเมืองตางๆ เขามาอยูทางฝงขวาของ
                                                           ้                          
แมน้ําโขงดวย ผูไทยทีถูกกวาดตอนมานี้บางกลุมขออาศัยอยูใกลแมม้ําโขงเพราะใกลกับบานเกา
                           ่
เมืองเกาทีเ่ คยอยูเดิม เชน ที่จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัด
มุกดาหาร เปนตน บางกลุมก็ใหไปอยูใกลๆ กับกรุงเทพฯ เชนที่อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ
         ยังมีชาวผูไทยอีกเปนจํานวนมากที่ทิ้งบานทิงเมืองหลบหนีภัยสงครามเขาไปอยูปา ซึ่ง
                                                        ้                           
กองทัพสยามไมสามารถกวาดตอนลงมาได ครั้นบานเมืองสงบจึงกลับออกมาตังบานตั้งเมืองอีก
                                                                             ้
ในปจจุบน ชาวผูไทยทีอยูทางฝงลาวจึงมีอยูมากมายหลายเมือง
         ั                   ่      
         ผูไทยเมืองวังและเมืองคําออกลุมหนึงทีถูกกวาดตอนมา จํานวน 1,658 คน มี "ทาวสิงห"
                                                  ่ ่
เจาเมืองคําออเปนผูนําไดขอเขาไปอยูกับ พระจันทรสุริยวงค (พรหม) เจาเมืองมุกดาหารคนที่ 3
                                          
(พ.ศ. 2384 – 2405) สันนิษฐานวา เจาเมืองมุกดาหารใหผูไทยกลุมนี้ไปอยูที่เมืองใหม ปจจุบันคือ
บริเวณตั้งแตสแยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนสง พรอมทั้งที่ริมถนนพิทักษพนมเขตดานทิศ
                   ี่
เหนือตั้งแตสแยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโคงเมืองใหม คือตรงขามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทาง
                ี่
เหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท ตอนนั้นเปน “ปาไมกุง ไมจิก ไมฮัง” ไดสัมภาษณ นาย
3

ประดิษฐ สลางสิงห อายุ 63 ป เมือวันที่ 5 ต.ค. 2552 ไดยืนยันวา มีพนองชาวบานคําบกรุนปู
                                  ่                                   ี่
(ซึ่งเปนผูไทยเชื้อสายเดียวกับบานคําชะอี) กลุมหนึ่ง ไดยอนกลับขึ้นไปอยูบริเวณดังกลาวนี้เมื่อ
                                                         
100 ปกวามานี้ เพราะคงจะเห็นวาเปนทีบรรพบุรุษเคยอยู และขณะนั้นกลายเปนที่รกรางวางเปลา
                                        ่
ไมมีเจาของ เมือขึ้นไปอยูแลวก็แผวถางเปนทีทํามาหากินและจับจองเปนของตน จนไดเปน
                    ่                         ่
เจาของที่ดนบริเวณนีอยางกวางขวาง อยูมาความเจริญเขามาถึงก็ไดแบงขายใหนักธุรกิจไปเสียเปน
                ิ     ้
สวนมาก โดยเฉพาะที่ตดกับถนนใหญ ในปจจุบันนี้ พี่นองของนายประดิษฐรนลูกรุนหลานก็
                        ิ                                                         ุ   
ยังอยูที่นี่ และไปมาหาสูกนเปนระจํา และมีนามสกุล “สลางสิงห” ยกเวนผูหญิงทีแตงงานไปแลว
                           ั                                                    ่
สวนภาษาพูดนันเปนลาวไปแลว เพราะถูกลาวกลืน .
                  ้


                                             หาที่อยูใหม
            อยูกบเจาเมืองมุกดาหารชั่วระยะหนึ่งก็ขออนุญาตจากเจาเมืองมุกดาหารออกสํารวจหา
                  ั
ทําเลที่จะตั้งหลักแหลงแหงใหม เมื่อไดรบอนุญาตแลวจึงใหคณะออกสํารวจเรื่อยมาทางทิศ
                                          ั
ตะวันตกของเมืองมุกดาหาร โดยใหทาวสิงหเจาเมืองคําออเปนผูนํา (เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดเกลาใหตั้ง
หนองสูงเปน "เมืองหนองสูง" ทาวสิงหเจาเมืองคําออผูนก็ไดรับโปรดเกลาใหเปน "พระไกรสร
                                                            ี้
ราช" เจาเมืองหนองสูงคนแรก) ตอนแรกไดมาพักอยูทแหงหนึ่ง (อยูระหวางบานตากแดดและบาน
                                                       ี่
หนองเอียนทุง) แตเห็นวาบริเวณดังกลาว "เปนโคก เปนแหล เปนแฮ เปนทราย เอ็ดโสนมิพอได
         ่ 
เอ็ดไฮมิพอกิน" (เปนโคก เปนแหล เปนแห(ลูกรัง) เปนทราย ทําสวนไมพอได ทําไรไมพอกิน) ผู
                ๋
ไทยไมชอบอยู บริเวณทีผูไทยชอบอยูคือใกลภูเขา (มองเห็นภูเขาแลวรูสึกสบายใจ) ใกลสายน้ํา ลํา
                            ่
หวย “ขึ้นบนภูใหไดกินกระรอก กระแต ลงในน้ําใหไดกนปลากังปูหน” จึงไดสํารวจตอเรื่อยลงมา
                                                          ิ    ้ ิ
ทางทิศใตเขาสูดงบังอี่ซึ่งเปนดงหนาปาทึบ จนมาเห็นบริเวณแหงหนึงมีสายน้ําเล็กๆ และบริเวณ
                                                                   ่
รอบๆ ก็อดมสมบูรณชุมชื้นเหมาะแกการเพาะปลูก ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจที่จะพักอยูที่นเี่ พื่อ
          ุ
สํารวจที่ทางตอไป สวนชาวเมืองคําออนันไดเดินสํารวจตอลงไปทางทิศใตจนไดที่เหมาะสมแหง
                                            ้
หนึ่งซึ่งหางจากลงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงพักและจับจองไวเพื่อที่จะตั้งเปนหลักแหลง ซึ่งใน
ปจจุบันนี้คอ บานหนองสูง
             ื


                                        ที่มาของชื่อหมูบาน
                                                       
          สาเหตุที่ตงชื่อของหมูบานวา "คําชะอี" นั้นไดมีผเู ลาใหฟง ซึ่งมีหลายความเห็น
                    ั้                                                 
ดังตอไปนี้
          1. สายน้ําตรงที่ชาวเมืองวังพักอยูตอนแรกนีเ้ ปนสายน้ําซับ ซึ่งผูไทยเรียกวา "น้ําคํา" มี
                                                                                
น้ําใสเย็นไหลตลอดป ในปาบริเวณรอบๆ มีจกจั่นชนิดหนึงจํานวนเรือนหมื่นอาศัยอยู เสียงมันรอง
                                              ั             ่
4

ที่หูผูไทยไดยนเปนเสียง "อี ๆ ๆ ๆ..." ลากเสียงยาวตอกัน ผูไทยจึงเรียกวา "จักจั่นแมงอี" ตามเสียง
                   ิ
รองของมัน ตอนกลางวันมันจะพากันบินลงกินน้ําที่สายน้าคํานี้ทุกวันจนสิ้นอายุขัยของมัน จึง
                                                                   ํ
เรียกสายน้ําแหงนี้วา "สายคําแมงอี" อยูมาก็เพี้ยนเปน "คําสระอี" แลวก็เพียนอีกเปน "คําชะอี"
                                                                               ้
ชื่อของหมูบานจึงเปน "บานคําแมงอี" แลวเปลี่ยนเปน "บานคําสระอี" สุดทายกลายมาเปน "บาน
              
คําชะอี" จนถึงปจจุบน     ั
            2. "คําชะอี" เปนชื่อของตนไมชนิดหนึงที่มีอยูทั่วไปในดงนี้ ดอกสีเหลือง มีกลินหอม
                                                       ่                                     ่
เปลือกและแกนลําตนก็หอมเหมือนดอก ชาวบานมักนิยมนํามาอบเสื้อผาทําใหเสือผามีกลิ่นหอม
                                                                                   ้
ดวย จึงไดเอานามของตนไมนี้มาเปนชื่อของหมูบาน ตนไมชนิดนีไดสญพันธไปนานแลว
                                                                        ้ ู
            3. ตอนผูเ ขียนเปนเด็ก คุณแมเคยเลาใหฟง และเมือโตขึนมาก็มีคุณลุงฮัน (นายโจม คน
                                                                     ่ ้
ซื่อ คุณพอของนายสันดร คนซื่อ) ไดเลาใหฟงอีกมีเนือความตองกันวา ตอนแรกนั้นหมูบานนี้มี
                                                           ้                               
ชื่อวา "บานดงหมากบา ปาเครือเขือง" เพราะรอบๆหมูบานนั้นเปนปารกมีเครือเถาสะบา และเครือ
                                                             
เถาเขืองมากมาย วันหนึงผูชายชื่อวา "ตาคํา" ไดสะพายของเดินเขาปา อาจจะหาของปาอยางใด
                               ่
อยางหนึ่ง เถาสะบาก็เกาะเกียวเอาของที่สะพายนั้น แกตองหยุดปลดออก อีกไมนานก็ไปติดเถา
                                   ่
เขือง ตองหยุดปลดอีก ทําใหการเดินปาเปนไปอยางลําบากทุลักทุเลเพราะเถาสะบาและเถาเขือง
เหตุการณทถูกเถาสะบาและเถาเขืองมาเกี่ยวติดของบอยเขาๆ แกก็โมโหจนเหลืออด ก็เลย "ปอย"
                ี่
(สาป) ใหเสือมาคาบเอาของไปกิน อยูมาตาคําไดวางของไว ตัวเองไปธุระ (คิดวาอาจจะไปถาย
ทุกข) จึงไดวางของไว พอกลับมาหาของปรากฏวาของไดหายไปแลว เห็นแตรอยเทาเสือตรงที่วาง
ของไวนั้น ก็เลยแปลกใจวาทําไมเพียงแคคําปอยนีเ้ สือก็คาบเอาไปจริงๆ แกก็เลยครวญกับตัวเอง
ดวยความแปลกใจวา "อี๋ เนาะ เพิ้งเดเนาะ อี๋ อี๋ ๆ ๆ ๆ ๆ" (เอ เปนจริงแทนะ เอ เอ ๆ ๆ ๆ) อยูมาคน
ก็เรียกดงนั้นวา "ดงตาคําอี" จึงไดเอาชื่อดงนี้มาเปนชื่อหมูบาน "คําชะอี" สามความเห็นนี้ขอ
ฝากทานผูอานพิจารณา
            นอกจากนี้ยงมีผูเชือวา ชือบานคําชะอี เอามาจากชือ บานคําสะอี ที่เมืองพินประเทศลาว
                        ั        ่    ่                          ่
และเชื่อวาผูไทยบานคําชะอีเคยอยูทนั่น เมือถูกกวาดตอนอพยพมาจึงเอานามบานเดิมมาตังชื่อบาน
                                        ี่    ่                                                ้
ใหมแหงนี้ เรืองนี้ ผูเขียนไดไปถึงบานคําสะอี ครั้งแรกเมือวันที่ 23 กุมภาพันธ 2551 ได
                     ่                                         ่
สัมภาษณผูเฒาสามคน คือลุงเซียงสา อินทิลาด (สะกดตามภาษาลาว) อายุ 70 ป ลุงสะหวาง ไซ
ยะจัก อายุ 73 ป และปามอน ไซยะจัก เมียลุงสะหวาง อายุ 72 ป ไดความวา บรรพบุรุษมาจาก
บานหวยสาน บานเฟอง เมืองเซโปน อพยพมาอยูกับชาวบานนาแซง (ซึ่งติดกับบานคําสะอี) และ
                                                         
ไดมาตังบานคําสะอีขนเมือ ป ค.ศ. 1933 (ตรงกับ พ.ศ. 2476) อายุบาน 76 ป แตบานคําชะอีเรา
          ้                 ึ้ ่
อายุ ประมาณ 160 กวาป เปนอันเชื่อไดวา ชื่อ “บานคําชะอี” ไมไดเอาชือมาจาก “บานคําสะอี”
                                                                           ่
เมืองพิน ประเทศลาวแนนอน และภาษาพูดของชาวบานคําสะอีเปนภาษาผูไทยอยู แตสําเนียงไม
5

เหมือนผูไทยบานคําชะอี ขณะที่สัมภาษณ ผูเ ฒาทั้งสามยังไดทกผูเ ขียนวา “ฟงเสงเจาแลว คือเสง
                                                             ั
ไทเมิงวัง” (ฟงเสียงสําเนียงพูดเจาแลว เหมือนเสียงชาวเมืองวัง)


                                        ที่พักตอนแรก
         บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ “ดานตึง” อยูที่ริมสายน้ําคําดานตะวันออกนั้น (ตั้งแตหนา
เมรุออกมาจนถึงถนนใหญและขามฟากไปทางทิศตะวันออก) เปนลานหินเรียบสลับกับที่โลง เมือ              ่
เดินย่ําลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง "ตึง ๆ" ทุกครั้งที่เทาย่ําลง เปนทีนาอัศจรรย บรรพบุรษเชือวามี
                                                                      ่                  ุ ่
โพลงหรือถ้ําอยูใตลานหิน เมือย่ําเทาลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงกองดังตึงๆ ดังกลาวแลว จึง
                              ่
ไดขนานนามบริเวณนี้วา "ดานตึง" มาจนถึงปจจุบัน
         แตในปจจุบันนีเ้ สียงกองดังตึงๆ ไมไดยินแลวเพราะมีการเอาดินมาถมใหสูงขึ้นเพือปรับ
                                                                                          ่
บริเวณแหงนี้ใหเหมาะแกการใชสอย เชน ทําเปนที่สรางเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เปนตน


                                                   ผูนํา
         จากหนังสือ "เมืองมุกดาหาร" ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ "เลาเรื่องเมืองหนอง
สูง" ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานไดวาผูไทยเมืองวังระดับผูนําทีอพยพมาพรอมกับ
                                                                           ่
ทาวสิงหเจาเมืองคําออในครั้งนั้น มี ทาวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (นาจะเปนตนสกุล "สุวรรณ
ไตรย" ) พระศรีวังคะฮาต (นาจะเปนตนสกุล "วังคะฮาต") ทาวอุปคุต (จะเปนตนสกุลใดไม
ทราบ) พรอมทังญาติพี่นอง ลูกนอง และริวารอีกทีไมปรากฏชื่อ เชื่อวามาเปนคณะมีมากกวา 20
                 ้                                ่
คน และตองมีอาวุธครบมือ จะมานอยคนไมไดเพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยงเปนดงหนาปาทึบ ดงชางปา
                                                                   ั
เสือ ภัยอันตรายมีอยูรอบดาน


                                              สํารวจพื้นที่
           พอไดพักและสรางเพิงที่พกเปนที่เก็บ "ขาวไถ ขาวถง กระบอกพริก ปลาแดก เกลือ เครื่อง
                                     ั
นอน" ตางๆ แลว ชาวเมืองวังกลุมนี้ก็พากันแบงเปนคณะแยกทางออกสํารวจปารอบๆดานตึงนัน      ้
ทุกทิศทางจากระยะใกลแลวก็ไกลออกไปเรือยๆ ใครชอบตรงใดทีเ่ ปนที่ราบเหมาะที่จะเปนนาก็
                                            ่
หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีนอย ที่ดนที่เปนดงหนาปามีมากมายและไมมีการ
                                                           ิ
หวงหามแตอยางใด แตละคนก็ไดที่ดนที่ตัวเองสํารวจและจับจองกันอยางกวางขวาง บางคนเอา
                                        ิ
ทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต (นาขี้หมู นาหนองแจง) บางคนก็เอาทางทิศ
ตะวันตก เปนตน และเมือพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแลวเห็นวาเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหลง
                            ่
ที่นี่ กลาวคือ มีที่ราบกวางขวางอยูทามกลางภูหลายลูกออมถึงสามดาน ทางทิศตะวันออกมีภู (ตอมา
6

เรียกภูนาหลวง) ทอดยาวตอลงไปทางทิศใตถงภูผากูด (ตอนนั้นยังไมตงชือ) ไกลลงไปทางดานทิศ
                                             ึ                     ั้ ่
ใตถงบริเวณที่ทาวสิงหและชาวเมืองคําออสํารวจ (เชือวาผูไทยพีนองสองเมืองนี้ตองติดตอกัน
     ึ                                            ่          ่             
ตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจอกอ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบานแกง
ชางเนียม)
          สวนสายน้ําลําหวยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายหวยยาวสองสาย (หวยคันแทใหญ และหวย
คันแทนอย) ใกลๆ ที่จะตั้งเปนบานก็มีสายหวยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เปนสายหวยที่ตอ
จากสายคําแมงอีลงไปตกหวยคันแทใหญ (ปจจุบันคือหวยสายนา) ทางตะวันตกก็มอีกสายหนึ่ง
                                                                                ี
ไหลตกหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน (ปจจุบนคือหวยนอยซึ่งอยูตดหมูบานทางทิศตะวันตก) สรุป
                                           ั                     ิ
แลวก็คอ "ขึ้นภูก็ไดกนกระรอก กระแต ลงน้ําก็ไดกินปลากั้งปูหน" จึงตกลงใจแนนอนวาจะพากัน
        ื              ิ                                     ิ
ตั้งหลักปกฐานกันทีนี่ ประกอบกับทีไดประสานไปยังพีนองเมืองคําออก็ทราบวาจะตั้งหลักแหลงที่
                     ่               ่                ่ 
นั่นเหมือนกัน (บานหนองสูง) เห็นวาดีแลวพี่นองสองเมืองที่เคยฝาทุกขฝายากมาดวยกันจะไดอยู
                                               
ใกลกัน จะไดไปมาหาสูและชวยเหลือซึ่งกันและกัน (ตอมาก็เปนจริงตามนั้น)


                                             เริ่มลงมือ
        เมื่อหักลางถางพงลงเปนสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหลงที่นแลว ก็เขาไปแจงเจาเมืองทราบ
                                                                 ี่
และอพยพครอบครัวตามมาแลวเขาไปอยูประจําที่สวนของตน "เครื่องปลูก ของฝง" จากการทํา
สวนตอนแรกก็จะปลูก "ขาวไร" เปนหลัก ที่รองลงมาก็มฝาย คราม ฟกทอง แตงชนิดตางๆ พริก
                                                          ี
เปนตน คือคิดดูวาสิ่งจําเปนตอชีวิตในรอบปนั้นมีอะไร ก็ทําการหาสะสมเพื่อแกการที่จะตั้งเปน
                    
หลักแหลงยาวนานตอไป สวนปู ปลา ตามลําหวยตางๆ มีมากมาย "เปนชั้น เปนหลืบ" สัตวปา ทั้ง
เล็กและใหญธรรมชาติสรรสรางไวใหอยางเหลือเฟอ พอปที่ 2 - 3 - 4 ตอไมเล็ก ตอไมใหญ
บางสวนก็เริ่มผุพง จึงไดเริ่มที่จะปรับเปนนาและขยายใหเปนนาออกไปเรื่อยๆ
                  ั


                                 ประชากรเพิ่มเริ่มเปนชุมชน
         สวนพี่นองที่อยูเมืองวังที่หนีหลบเรนไปอยูตามปาเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบานเมืองสงบ
แลวก็ไดกลับเขามาอยูเมืองวังอีก และไดสืบทราบวา พี่นองที่ถูกกวาดตอนไปอยูทางฝงขวาของ
                                                                                   
แมน้ําโขงเมือคราวสงครามนั้น กลุมหนึ่งอยูทบานคําชะอี เมืองมุกดาหาร ดวยความรัก คิดถึงและ
             ่                                  ี่
หวงไยตอญาติพี่นอง จึงไดเดินทางมาเยียมเยียน (สมัยนันไปงายมางายเพราะลาวยังเปนของไทย
                                          ่                 ้
อยู จะยากแตตองนั่งเรือพายขามแมน้ําโขงและตองเดินทางดวยเทาเปนเวลาหลายคืนเพราะจาก
บานคําชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ไดเห็นสภาพพื้นที่เปนที่ราบกวางขวาง
ดินดี และอุดมสมบูรณ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพนองไดหลายคนอพยพตามมาอยูดวย และ
                                                         ี่ 
7

หลายปตอมา ลูกหลานไดเกิดมาจํานวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเปนบานเล็กๆ เปนชุมชนยอมๆ กระจาย
กันอยู เชน
            บานคําสระอี เอาชือตามสายคําแมงอี ตอมาก็เปน บานคําชะอี เปนบานที่ใหญกวาเพื่อน
                                 ่
ปจจุบันก็คอหมูที่ 4 และ 14
               ื
            บานโพนแดง บานนีอยูตดกับหวยคันแทใหญตรงทีเ่ ปนหวยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอก
                                         ้ ิ
นี้เปนวังน้ําลึก น้ําใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสตวประหลาดสีเทาคอนขางดําโผลขึ้นมาเหนือน้ํา ตรง
                                                     ั
ลําคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผูไทยเรียกวา "คอกาน" วังนี้จึงไดชอวา "วังคอกาน" ใตวงคอ
                                                                      ื้                       ั
กานลงไปเปนแกงหิน (แกงหิน) จึงทําใหวงคอกานเปนวังน้ําลึก "น้ําเจิ่งนอง" อยูตลอดป แกงหิน
                                                   ั                              
ตรงนี้จึงเรียกวา "แกงวังนอง" บานโพนแดงตั้งอยูทางฝงขวาของแกงวังนอง (การเรียกฝงของหวย 
หรือฝงแมน้ําวาฝงไหนเปนฝงซาย ฝงไหนเปนฝงขวานั้น มีขอตกลงเปนสากลวา ใหหนหนาไปตาม
                                                                                     ั
ทางน้ําไหล ฝงทีอยูทางขวามือเรียกวาฝงขวา ฝงที่อยูทางซายมือเรียกวาฝงซาย) มีเนื้อที่ประมาณ
                    ่                                                    
ตั้งแตทดินคุณอินทา วังคะฮาต ที่ดนของคุณครูบญเพ็ง สุวรรณไตรย แผขึ้นทางทิศเหนือรวมเอา
         ี่                                  ิ                 ุ
ที่เปน "สํานักสงฆแกงวังนอง" หรือที่เรียกกันติดปากวา "วัดแกงวงนอง" ดวย
            บานฟากหวย อยูฝงชวาของหวยคันแทใหญเหนือบานโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตร
                               
ตามลําหวย บานนี้อยูตรงขามกับโรงสีใหญเจริญทรัพย
                         
            บานตาดโตน อยูฝงขวาของหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน แตอยูเหนือบานฟากหวยขึ้นไป
                             
ประมาณ 800 เมตร ตามลําหวย บานตาดโตนนี้จะใหญเปนที่สองรองจากบานคําชะอี เพราะมีวัด
วาอาราม
            บานหนองไหล อยูติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยูทางตะวันตกของนาหนองแจง
                                                                   
ไหลลงสูหวยคันแทนอย บานหนองไหลในปจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคลาย วังคะฮาต
(พอตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณขางเคียง
            อยูมา บานโพนแดง บานฟากหวย บานตาดโตน บานหนองไหล ก็รางเพราะอพยพเขามา
อยูบานใหญ คือบานคําชะอี เพราะที่เคยอยูเดิมนันเห็นวามันเหมาะที่จะเปนนามากวา และก็มี
                                                             ้
หลายครอบครัวอพยพไปอยูถิ่นอื่น จังหวัดอืน
                                                      ่


                                             ชุมชนขยาย
        บานคําชะอีไดพัฒนาขึ้นกลายเปนบานใหญขึ้นมาเรือยๆ พ.ศ. 2450 ไดรบยกฐานะเปน
                                                        ่                  ั
ตําบลคําชะอีขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร มีกานันปกครองเรื่อยมาดังนี:-
                                      ํ                     ้
        1. เจาพรหมรินทร (นายตอน สุวรรณไตรย)           พ.ศ. 2450 – 2452
        2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต)             พ.ศ. 2452 – 2462
        3. ขุนคําชะอีบํารุง (นายเนียม สุวรรณไตรย)        พ.ศ. 2462 – 2467
8

        4. ขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต)              พ.ศ. 2467 – 2482
        5. นายฟอง อุปญญ                                 พ.ศ. 2482 – 2487
        6. นายคลอย วังคะฮาต                              พ.ศ. 2487 – 2503
        7. นายตรอง อุปญญ                                พ.ศ. 2503 – 2514
        8. นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ                      พ.ศ. 2514 – 2524
        9. นายแถม แสนโสม                                  พ.ศ. 2524 – 2540
       10. นายเหมย สุวรรณไตรย                            พ.ศ. 2540 – 2543
       11. นายสกล คนซื่อ                                  พ.ศ. 2543 – 2546
       12. ทองปาน หาญจริง                                 พ.ศ. 2546 – 2549
        13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย                         พ.ศ. 2549 – ปจจุบัน
        จากลําดับที่ 1 – 9 สืบคนโดย อาจารยนําชัย อุปญญ
                                                      
        จะเห็นวากํานันแตละคนนั้นเปนคนบานคําชะอี ยกเวนเมือสิ้นวาระของกํานันคนที่ 10
                                                              ่
(นายสกล คนซือ) ชาวบานคําชะอีมีความแตกแยกดานความคิด เมือเลือกกํานันคนที่ 11 จึงไดคน
                 ่                                              ่
บานหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมือสิ้นวาระแลวจึงเลือกกํานันคนที่ 12 ไดคนบานคํา
                                              ่
ชะอีอีกครั้งหนึ่ง


                                          ยกฐานะ
            สมัย นายฟอง อุปญญ เปนกํานันตําบลคําชะอีนั้นไดทําเรืองขอยกฐานะตําบลคําชะอี
                                                                    ่
ขึ้นเปนกิงอําเภอคําชะอี และไดรบการยกฐานะเปน "กิงอําเภอคําชะอี" เมือวันที่ 5 มิถุนายน 2484
          ่                        ั                    ่                  ่
ปลัดอําเภอผูเ ปนหัวหนากิ่ง (สมัยนันไมทราบวาเรียกตําแหนงวาอยางไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ
                                     ้
วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอวน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย. 4 ต.ค. 2552 : สัมมภาษณ) ที่ทําการ
กิ่งอยูตรงตลาด อบ.ต. ตรงขามกับโรงเรียนคําชะอีพิทยาคมในปจจุบน สถานีตํารวจอยูบริเวณ
                                                                       ั
ขางบานอาจารยบุษบา อุปญญ ดานทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณทีเ่ ปนศูนยพฒนาเด็กเล็กใน
                                                                                 ั
ปจจุบัน และกอนหนาที่จะตั้งสถานีตํารวจนั้น บริเวณนี้เคยเปนวัดปามากอน มีตนโพใหญอยู 3 ตน
อยูขางบานอาจารยพิน สุวรรณไตรยหนึ่งตน อยูฟากทางดานทิศตะวันออกขางสวนอาจารยเพียร
สุวรรณไตรยหนึ่งตน ใกลตนโพตนนี้กํานันฟองไดขดบอน้า เปนบอรูปทรงกระบอก ใหน้ําทีใสเย็น
                                                      ุ    ํ                               ่
รสดี ผนังบอกออิฐอยางแนนหนาเพื่อปองผนังบอพัง ขอบบอสูงประมาณหนึ่งเมตรกออิฐโบกปูน
อยางดีและแนนหนา นับเปนบอน้ําที่ดีที่สดในหมูบานคําชะอี ชาวบานทั่วไปเรียกบอน้ําแหงนี้วา
                                           ุ      
"น้ําสรางหลวง" แตเดียวนี้ถกถมไปแลวไมเหลือรองรอยอีกเลย ตนโพอีกตนหนึ่งอยูทางทิศเหนือ
                       ๋        ู
ขางบานคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามตนแผกิ่งกานสาขาเปนที่รมครึ้ม อยูมาวัดปาแหงนีไดยายมาอยู
                                                                                       ้
แหงใหมเปนวัดโพธิ์ศรีแกว บริเวณนี้กเ็ ลยเปนวัดราง (ตอนผูเขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนีมาก)
                                                                                         ้
9

เดี๋ยวนี้ตนโพทั้งสามตนไดแกตายและถูกโคนลงแลวเมือประมาณ 30 กวาปมานี่เอง คุกที่ขง
                                                    ่                                ั
นักโทษนันอยูแถวบานนางเพียน วังคะฮาต (คุณแมของคุณครูสุรพล วังคะฮาต)
            ้                ้


                                                วางผังหมูบาน
                                                         
         ครั้นเมื่อตําบลคําชะอีไดตั้งเปนกิ่งอําเภอแลวก็ไดจดผังหมูบานปรับถนน ตัดซอยไวอยาง
                                                              ั      
เปนสัดเปนสวน ในปจจุบันบานคําชะอีจึงเปนบานที่มีแผนผังของหมูบานเปนสัดเปนสวนเรียบรอย
                                                                        
กวาหมูบานอืนๆ
              ่

        ตามแผนผังของหมูบาน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธของอาจารยนําขัย อุปญญ ได
                          
สืบคนไดวา ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (สาน สีหไตรย ) นายอําเภอมุกดาหาร ไดออกมา
วางแผนเมืองรวมกันกับชาวบาน โดยไดตดถนนหนทางบานคําชะอีจากบานเหนือและใต และไดให
                                          ั
ชื่อถนน ดังนี้ :-
        1. ถนนคําชะอี ตั้งใหเปนเกียรติ์แกขุนคําชะอีบํารุง { (นายนารี วังคะฮาต ) (อันนี้นาจะผิด
เพราะขุนคําชะอีบํารุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย กํานันคนที่ 3 พ.ศ. 2462 – 2467 สวนนายนารี คือขุนนิคมคําชะอี โปรดดูรายชื่อ
กํานัน : ณรงค) }
            2. ถนนศรีมงคล ตังใหเปนเกียรติ์แก พระมหามงคล พระนักพัฒนาทองถินในสมัยนัน
                            ้                                                      ่                ้
            3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผนดินปจจุบัน สายมุกดาหาร – กาฬสินธุ) (เชื่อวาตั้งใหเปนเกียรติ์แก
พระชลประทาน หรือ "เจาพระชล" : ณรงค)
         4. ซอยบริหารบํารุง เปนชื่อของ หลวงบริหารชนบท
         5. ซอยผดุงนิคม ตังขือใหเปนเกียรติ์แก กํานันขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต)
                            ้ ่
         6. ซอยอุดมราษฎร ตังใหเปนเกียรติ์แก ราษฎรที่ชวยกันพัฒนา
                               ้
         7. ซอยสะอาดนิรันดร (ไมทราบที่มา)
         8. ซอยคําจันทรดําริ เปนชือของครูใหญสมัยนั้น (นายวิชย คําจันทร เดิมชื่อ นายทองคํา
                                    ่                            ั
คําจันทร) อดีตครูใหญโรงเรียนบานคําชะอี
         9. ซอยสีหไตรย เปนนามสกุลของหลวงบริหารชนบท
         หลวงบริหารชนบทเดิมชื่อ สาน สีหไตรย ดํารงตําแหนงนายอําเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหวาง พ.ศ.
2476 – 2482 แลวยายไปดํารงตําแหนงขาหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม ( เมือง
มุกดาหาร : สุรจิตต จันทรสาขา หนา 88)
            10. ซอยวิไลวรรณ (เปนชือของผูใหญบาน)
                                   ่                          (ไมปรากฏเห็นผูใหญบานหมูใดที่มีชื่อนี้ ใหดูการแยกหมูบาน
: ณรงค )
10

        11. ซอยอุปญญประดิษฐ ตั้งใหเปนเกียรติ์แกนายฟอง อุปญญ อยูทางทิศเหนือของ
                                                               
หมูบานคําชะอี ในบริเวณกิงอําเภอคําชะอีเกา ปจจุบันทางไปบานนาปุง และแถวๆ ปาชาดานตึง
                          ่                                       
(ปจจุบันไมมีแลว : ณรงค)
              (ปริญญานิพนธ บทบาทของพอลามชาวผูไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัด
มุกดาหาร : นําชัย อุปญญ 2538 หนา 60 - 61)
                             
              พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คําชะอี มีความประสงคอยากจะติดปายชื่อถนน-ซอย ตางๆ เพื่อให
เปนสัดสวนที่ชดเจน โดยกําหนดใหถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เปนเสนแบงเขต ฟากถนนทาง
                       ั
ทิศตะวันออกใหเปนซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเวนหมายเลข 2) สวนฟากถนนทางทิศ
ตะวันตกใหเปนซอยหมายเลขตั้งแต 12 – 18 โดยใหนายณรงค อุปญญ (ผูเ ขียน) คิดตั้งชือซอยให
                                                                                         ่
โดยใหมีชอคลองจองกัน ดังนี้ :-
                ื่
              12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเปนซอยเขาสํานักสงฆแกงวังนอง วัดหรือสํานักสงฆถอเปน ื
หนทางสูความสงบ สูทางสวรรควิมาน จึงเอาคําวา "วิมาน" มาตอทายคําวา "วังนอง" โดยแผลง
                           
"วิ" ใหเปน "พิ" ตามหลักภาษาไทย จึงใหชื่อเปนซอย "วังนองพิมาน"
              13. ซอยประสานนฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจงและผูที่เห็นประโยชนไดรวมกัน
ประสานดําเนินการสรางซอยนีขึ้น โดยมี กํานันแถม แสนโสม นายลําทอง วังคะฮาต และอีกหลาย
                                    ้
คนเปนผูนํา แลวพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเปนคาเครื่องจักรใน
การกอสราง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ ) นายณรงค อุปญญ เปนผูดําเนินการดานเอกสารหนังสือ
                                                                   
ยินยอมบริจาคที่ดน และอีกหลายคนรวมกันประสานงานจนแทบจะกลาวไดวาทั้งหมูบานเลย
                         ิ                                                              
ซอยนี้จึงไดมีขนมา  ึ้
              14. ซอยกิจจําเริญ ตังใหเปนเกียรติ์แกนายลําทอง วังคะฮาต (หรือ "ลุงจําเริญ" เพราะ
                                  ้
ทานมีลกคนแรกชื่อ นายจําเริญ เจาของโรงสี "เจริญทรัพย" ในปจจุบัน ) ทานเปนนักธุรกิจมีหนา
          ู
มีตา เปนที่เคารพนับถือแกบุคคลในซอยและบุคลทั่วไป
              15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งใหเปนเกียรติ์แก นายโจม วัคะฮาต (หรือ "ตาเจียง" เพราะ
ทานมีลกคนแรกชื่อ นางเจียง) ทานเปนผูมีความรูความสามารถในหลายดาน เปนชางตีเหล็ก ชาง
            ู
ทําหลาปนฝาย ชางไม พูดงายๆ คือสารพัดชาง เปนหมอน้ามันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ําดําเขียว
                                                             ํ
ลูกหลานชาวบานตกตนไมควายชน หรืออุบัตใดๆ ไดรับบาดเจ็บ ก็มาหาทานชวยเยียวยา คารักษา
                                                   ิ
แลวแตจะให ไมเคยเรียกรอง นอกจากนี้ทานยังเปนผูมีพรสวรรคในดานศิลปะการบันเทิง ทาน
เปนผูนําในการฟอน "ละครกลองตุม" และมีฝมือในการดีด สี ตี เปา ไดไพเราะมาก
              16. ซอยเกาะสวรรค เปนซอยทีไปสุดที่หวยนอย ที่หวยนอยมีเกาะอยูกลางหวย ชาวบาน
                                              ่                                 
ใหชื่อวา "เกาะสวรรค" (ในปจจุบน คือ พ.ศ. 2552 ไดสรางสะพานขามหวยนอยและขามไปยังเกาะ
                                      ั
11

สวรรคแลว มีลักษณะเปนสะพานสามแยก โดย ทาน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูดงงบประมาณ
                                                                         ึ
แผนดินมาให)
       17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ วา "ซอยดอกบัว" เพราะซอยนี้ไปสินสุดที่หวยนอย
                                                                           ้
ในหวยนอยมีดอกบัวขึ้นอยูมากมาย ชาวบานในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเปนนามซอย
       18. ซอยดวงฤดี ตังขึนมาเพียงเพือใหคําแรกคือ "ดวง" ไปสัมผัสกับคําวา "หลวง" ใน
                          ้ ้          ่
ซอยพันดอกบัวหลวง และคําทายคือ "ดี" ใหไปสัมผัสกับคําวา "ศรี" ในถนนศรีมงคล


                                      การแยกหมูบาน
                                               
           บานคําชะอีไดขยายตัวเปนชุมชนใหญขนมาเปนลําดับ เมื่อ พ.ศ. 2450 ไดรบการยกฐานะ
                                                  ึ้                               ั
เปนตําบลดังไดกลาวแลว เพื่อใหมีความคลองตัวในการปกครองและการพัฒนา จึงไดมีการแยก
หมูบานขึ้น การแยกหมูบานนี้แยกเมือปใดไมปรากฏแนชด แตเชื่อวาแยกเมื่อสมัยขุนนิคมคําชะอี
                                       ่                   ั
เปนกํานัน (นายอินทา วังคะฮาต หรือลงุก่ํา. 28 ก.ย.2552 : สัมภาษณ) โดยใหคุมบานดอน (คุม
เจาชัยอภิเดช) เปนหมูที่ 2 มีนายนัน สุวรรณไตรย (คุณปูของอาจารยถาวร สุวรรณไตรย) เปน
                                                              
ผูใหญบานคนแรก เมือสิ้นวาระแลว นายกิ เสียงล้ํา ก็ไดเปนผูใหญบานคนที่ 2 ยังไมครบวาระ
                          ่
ทางขุนนิคมฯ ก็จะแยกหมูบานอีกใหเปนหมูที่ 4 (หมูที่ 3 บานหวยทรายเอาไป ) โดยใหยบหมูที่ 2
                                                                                         ุ
เพราะจํานวนคนนอยประกอบกับตอนนันบานกกไฮก็ขอตังหมูบานจึงไดยกหมู 2 ไปใหบานกกไฮ
                                              ้                 ้
หมูที่ 2 เดิมก็มารวมกับหมูที่ 4 โดยใชซอยหนาวัดโพธิ์ศรีแกวไปยังหวยนอยเปนเสนแบงหมูบาน
                                                                                             
ฟากซอยดานทิศใตลงมาเปนหมูที่ 4 ฟากซอยดานทิศเหนือขึ้นไปเปนหมูที่ 1 (นายเหมย สุวรรณ
                                                                          
ไตรย นายสกล คนซื่อ. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ)
           เมื่อแยกหมูบานเปนหมู 1 และหมู 4 แลว หมู 1 ก็ไดเลือก นายฟอง อุปญญ เปนผูใหญบาน
                                                                                          
สวนหมูที่ 4 มีกํานันขุนนิคมฯ เปนผูปกครอง
                                      
           เมื่อกํานันขุนนิคมออกตามวาระ (พ.ศ. 2482) นายฟอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน สวนหมูที่     
4 ไดเลือก นายคลอย วังคะฮาต (ลูกของขุนนิคมฯ) เปนผูใหญบาน        
           กํานันฟอง อุปญญ ไดลาออกเมื่อ พ.ศ. 2487 นายคลอย วังคะฮาต ก็ไดรับเลือกเปน
                            
กํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือกนายไหล สุวรรณไตรย (คุณพอของอาจารยเข็มทอง สุวรรณไตรย)
เปนผูใหญบาน เปนไดไมถงปก็ก็หมดวาระ ชาวบานจึงยายใส (ไมมีการเลือก)นายเครือ สุวรรณ
                                ึ
ไตรย (คุณตาของอาจารยบรรเลง อุปญญ ) เปนผูใหญบาน (เฉลย สุวรรณไตรย นายอินทา วัง
                                                    
คะฮาต. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ) เมือนายเครือ สุวรรณไตรย ออกตามวาระ นายตรอง อุปญญ
                                            ่                                                  
ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1
            
           เมื่อกํานันคลอย วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2503) นายตรอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน
                                                                              
สวนหมูที่ 4 ก็ไดเลือกนายเครือ วังคะฮาต (ลูกคนสุดทองของกํานันขุนนิคมฯ ) เปนผูใหญบาน
12

          กํานันตรอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2514) นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ (นองชายของ
                                                                               
กํานันตรอง) ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1 เปนผูใหญบานไดไมนานก็สมัครกํานันและไดรบเลือกเปน
                                                                                      ั
กํานันแทนนายตรอง อุปญญ สวนหมูที่ 4 เมื่อนายเครือ วังคะฮาต ออกตามวาระ นายแถม แสน
                                        
โสม ก็ไดเปนผูใหญบานแทน
                        
          เมื่อกํานันจําลอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2524) นายแถม แสนโสม ก็ไดรบเลือกเปน
                                                                                         ั
กํานัน สวนหมูที่ 1 ก็ไดเลือกนายเหมย สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน
          ในสมัยทีนายแถม แสนโสม เปนกํานันนี้ไดมีการแยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 11 เมือ พ.ศ.
                     ่                                                                     ่
2527 มีนายเปอะ วังคะฮาต เปนผูใหญบานคนแรก
          เมื่อกํานันแถม แสนโสม ออกตามวาระ (พ.ศ. 2540) นายเหมย สุวรรณไตรย ก็ไดรบ            ั
เลือกเปนกํานัน สวนหมู 4 ไดเลือก นายสกล คนซื่อ เปนผูใหญบาน ทางหมู 11 ผูใหญเปอะ วังคะ
                                                             
ฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2533) นายวันเทศ กุลวงค ก็ไดรับเลือกเปนผูใหญบานแทน
          เมื่อกํานันเหมย สุวรรณไตรย ออกตามวาระ (พ.ศ. 2543) นายสกล คนซื่อ ก็ไดรับเลือก
เปนกํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือก นายจันทา สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน และในสมัยนีไดมีการ
                                                                                       ้
แยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 14 เมือ 30 กรกฎาคม 2545 นายสุรพล วังคะฮาต ไดรบเลือกเปน
                                      ่                                           ั
ผูใหญบานคนแรก
          เมื่อกํานันสกล คนซือ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2546) นายทองปาน หาญจริง บานหนองกะ
                                 ่
ปาด ไดรบเลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 1 นายจันทา สุวรรณไตรยฺ ออกตามวาระ นายบุญทวี
           ั
สุวรรณไตรย ไดรบเลือกเปนผูใหญบานแทน หมูที่ 4 ไดเลือกนายวิมล สุวรรณไตรย เปน
                       ั                            
ผูใหญบาน
          เมื่อกํานันทองปาน หาญจริง ออกตามวาระ (พ.ศ. 2549) นายบุญทวี สุวรรณไตรย ไดรบ          ั
เลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 4 ผูใหญบานยังเปนคนเดิมคือนายวิมล สุวรรณไตรย สวนหมูที่ 11
                                     
นายวันเทศ กลุวงค ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายสารีบุตร สุวรรณไตรย ไดรับเลือกเปน
ผูใหญบาน         ทางหมู 14 นายสุรพล วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายถาวร วังคะ
ฮาต ไดรบเลือกเปนผูใหญบาน.
             ั             

       ตอไปนี้จะเลาถึงเหตุการณ สถานที่ หรือสิ่งตางๆ ที่เกิดที่มีขนในบานคําชะอี
                                                                     ึ้

                                    การปานหวยนอย
       หวยนอย เปนสายหวยเล็กๆ จึงเรียกวา "หวยนอย" บางตอนกวางแควาเดียว แตลกมาก
                                                                                  ึ
เปนสายหวยทีไมยาวนัก อยูตดกับหมูบานทางทิศตะวันตก ไหลตกหวยคันแทใหญ
             ่              ิ
13

            ผูที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย (นองของพอตาของคุณสันดร คนศื่อ
เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บานหวยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกวา “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลกคนโต
                                                                                            ู
ชื่อสงคราม นายสงครามนีเ้ กิดปสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงใหชอวา "สงคราม" นายบัง
                                                                           ื่
ไดมาตังศาลาที่ริมหวยนอยนี้ทําเปนโรงฆาสัตว ก็เลยวานพี่นองขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การ
         ้
ถมดินใหเปนคันกันน้ํานี้ทองถิ่นอีสานเรียกวา "ปาน" ตอไปจะใชคํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ําไวสําหรับ
                          ้      
ลางเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส พุง ของสัตวที่ชําแหละ พอหนาน้าหลากก็พง พังแลวก็ปานอีก
                                                                         ํ      ั
หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน (หมูที่ 1) นายไหลมีที่นาอยูทนาขี้    ี่
หมู เห็นประโยชนจากน้ําหวยนอย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพอของกํานันแถม
แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เขาสูนาขี้หมูโดยจะชวยปานหวยนอยใหเปนคัน
ปานที่แนนหนา นายบังเปนคนใจกวางมองการณไกลและเห็นประโยชนรวมกัน จึงตกลง นายไหล
จึงชวนพี่นองชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค 7 - 8 คน) มาขุดเหมืองใหน้ําเขานา พรอมกับไหววานพี่
นองระดมกําลังมาปานหวยนอยจนเปนคันปานที่ใหญและแนนหนา ประกอบกับชวงนั้น กิ่งอําเภอ
คําชะอียังอยูทบานคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เปนหัวหนากิ่ง ไดลงมาควบคุมดูแลการปานดวย
                   ี่
ทําใหการดําเนินการเปนอยางดี (สิน สุวรรณไตรย. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ ) ปานหวยนอย
ตรงนี้ตอมาเรียกวา "ปานหลวง" ก็เลยมีฝายหวยนอยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มี
ปญหา เพราะทําดวยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําใหคลองพังอยูบอยๆ จะเขาหนานาแตละป
                                                                              
ตองซอมคันคลองเสียกอน มีเรืองเลาขานวา ปหนึ่งฝนตกหนักน้ําหลากมามากจนเหมืองหวยนอย
                                        ่
พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ไดไปยืนดูตรงใกลที่มันพัง ขณะทีดูเพลินอยูนั้นดินที่ตรงที่ลงเจียงยืนอยู
                                                              ่                      ุ
เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไมทันระวังตกก็ตกลงไปน้ําทวมหัวลิบ และถูกน้ําพัดไปไกล โผล
ขึ้นมาก็วายเขาฝงเพราะเปนคนแข็งแรงและวายน้ําเกง คนจึงลือเลาขานวา “ลุงเจียงตกหวยนอย”
(ตองขอโทษลูกหลานของทานดวยทีเ่ ก็บเรื่องนี้มาเลา มิไดมีเจตนาจะลบหลูแตประการใด แตเปน
เรื่องที่ระทึกขวัญทีเ่ กิดขึนในบานเรา )
                               ้
           อยูมาเมือประมาณ 20 กวาปมานี้ ทางกรมชลประทานไดมาปรับคันฝาย คันคลอง และที่
                        ่
ระบายน้ําตามหลักวิชาการ จึงไดฝายอยางถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นบวานายบัง สุวรรณไตรย นาย
                                                                       ั
ไหล สุวรรณไตรย ตลอดทังญาติพี่นองรุนนัน ไดเอื้อประโยชนตอทองถิ่นบานคําชะอีอยางมากมาย
                                   ้              ้
ทั้งไดน้ําเขานา เปนแหลงเพาะพันธุปลา ตาน้ําใตดินก็ตื้นสะดวกแกการขุดบอน้ํา (น้ําสราง) ไดน้ํา
รดพืชผักสวนครัว และเปนที่จดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ํา) วังคะ
                                      ั
ฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จอ) สุวรรณไตรย. 2 ต.ค.
2552 : สัมภาษณ)
14

         สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เปนนายกรัฐมนตรี ไดผนเงินออกสูชนบท บานคําชะอีได
                                                            ั
เงินผันกอนนี้มารื้อไมสะพานหวยคันแทใหญแลวเอามาสรางเปนสะพานขามหวยนอย เรียกกันติด
ปากวา “สะพานคึกฤทธิ”    ์
           สะพานคึกฤทธิ์ถกใชมานานป จนผุพัง ชํารุด ในป พ.ศ. 2552 ไดงบประมาณจากกรม
                            ู
ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูประสานของบสวนนี้มาใหจํานวน 2 ลานบาท
เพื่อสรางสะพานขามหวยนอยแทนสะพานคึกฤทธิ์ เปนสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอยางแนนหนา
เปนสะพาน 3 แยก คือสรางแยกเขาเกาะสวรรคดวย.


                                        ปานแกงมวงไข
         แกงมวงไข เปนแกงที่อยูในลําหวยคันแทใหญฟากหวยนอยออกไปทางทิศตะวันตก (บาน
ตาดโตนในอดีตก็ตงอยูติดกับแกงมวงไขฝงทิศตะวันตก) ติดฝงหวยตรงที่เปนแกงนี้มีตนมวงไข
                    ั้                                                          
จึงพากันเรียกวา "แกงมวงไข" มาจนทุกวันนี้
         แรงจูงใจที่ทําใหมีการปานหวยคันแทใหญตรงแกงมวงไขนี้ ก็คือกอนหนานั้น นาหนอง
แจงเปนนาที่แหงแลงกันดาร การทํานาเปนไปดวยความยากลําบากมาก อาศัยน้ําฟาอยางเดียวที่จะ
หลอเลี้ยงตนขาว ไดผลผลิตไมคุมกับแรงงานและเวลาทีเ่ สียไป ทําใหชาวนาหนองแจงบาง
ครอบครัวมีปญหาไมมีขาวจะกิน ตองหาขอกูยืมขาวญาติพี่นองพอประทังชีวตไปแตละวัน จึงพา
                                                                           ิ
กันคิดหาวิธแกไขเพือไดน้ํามาหลอเลี้ยงตนขาวในหนานา จึงไดคดกันที่จะปานหวยคันแทตรงแกง
               ี      ่                                           ิ
มวงไขนี้เพือทดน้ําเขา
             ่
         เริ่มแรกก็มี ลุงไท (ปูกํานันสกล คนซื่อ) ลุงดํา (ปูของคุณครูสนทนา สุวรรณไตรย) ลุง
                               
จารยเฮือง (พอคุณถนอม วังคะฮาต) ลุงแอ (นายสีเนา คุณพอของคุณประเนิม คนศื่อ) ลุงนาว (ปู
ของคุณปริญญา วังคะฮาต) ลุงเสริฐ (คุณพอของคุณครูชะโย สุวรรณไตรย) เปนผูนํา และชาวนา
                                                                                 
หนองแจงอีกหลายคน
         เนื่องจากบริเวณนี้เปนแกง คือเกงหิน การปานจึงใชวธีเจาะกอนหินเปนหลุมแลวเอาไม
                                                              ิ
แกนลอนทั้งลําตน ใหญประมาณเทาขาขึ้นไป (ไมแกนลอน คือไมเนือแข็งที่แหง กระพี้ผุพงรวง
                                                                    ้                  ั
หมดแลวเหลือแตแกนที่แข็งเทานั้น) ตั้งขึนและหยอนลงไปในหลุม ทําเชนนีหลายหลุมขวางลําหวย
                                            ้                             ้
จนจรดทั้งสองฝง แลวเอาไมแกนลอนขนาดเดียวกันวางขวางอิงขนาบเสาซอนกันขึ้นมา แลวระดม
กันเอากอนหินมาวางซอนๆ กัน แถวแรกใหชดติดกับไมที่วางแนวขวาง แลววางทับซอนกันเปน
                                                 ิ
ชั้นๆ กอนหินที่นํามาวางทับซอนกันนี้มีจํานวนนับไมถวน ทั้งกอนใหญกอนเล็กคิดวามากกวาพัน
กอนขึ้นไป เปนคันปานจนสูงไดระดับที่ตองการคือเมื่อน้ําเออมาแลวตองไหลเขานา ทําอยูดวย
ความเพียรเปนเวลาหลายเดือน เมือเสร็จแลวก็พากนขุดคลองเขานา เมื่อถึงฤดูฝนน้ําหลากมาก็เออ
                                     ่
15

สูงขึ้นๆ และไหลออกตามคลองสมความปรารถนา ยังความปติยินแกคณะที่พากันริเริ่ม และชาวนา
หนองแจงทั้งมวล จากนันมา การทํานาหนองแจงก็งายขึน น้ําทาอุดมสมบูรณ ขาวก็ออนนุมนากิน
                         ้                             ้                            
          อยางไรก็ตาม ตอนเริ่มปานแรกๆ นันก็มปญหาเหมือนกัน คือเมื่อน้ํามามากมันจะกัดเซาะ
                                              ้ ี
คันปานทีติดฝงหวยพังลง บางปก็พังขางเดียว บางปก็พงทั้งสองขาง ตองพากัน “แถม” คันปาน
           ่                                                ั
กันหลายครั้งหลายป จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2508 ลุงแอ (นายสีเนา) ไดเขาไปของบประมาณที่
อําเภอ ปลัดสรสีห (ไมทราบนามสกุล) ใหมา 10,000 บาท (สมัยนั้นถือวามาก) ลุงแอจึงมาซื้อ
ปูนซีเมนต กรวดหิน ดินทราย แลวระดมแรงชาวนาหนองแจงอีก ผสมปูนปดทับคันปานที่ตดกับ          ิ
ฝงทั้งสองขางและเทเชื่อมกับฝงดวย ในที่สดก็อยูไมพังอีกเลย นับวาลุงแอไดประสานกับอําเภอจน
                                            ุ
เอื้อประโยชนตอชาวนาหนองแจงเปนอเนกอนันต
                
          ตอมาประมาณป 2540 หนวย นพค. 24 ไดมาพัฒนาและอยูประจําที่ตําบลคําชะอี ไดชวย
ยกคันปาน (คันฝาย) ใหใหมใหถูกตองตามหลักวิชาการ จึงไดคันปานที่มั่นคงแข็งแรงมาจวบเทา
ทุกวันนี้
 ทุกวันนี้ พอฝนมา น้ําก็เขานาหนองแจงในทันที ไดทํานาหัวปกอนเพือน เปนนาที่ทํางายที่สดใน
                                                                       ่                     ุ
                                     เจตอําเภอคําชะอี หนองสูง.


                               ฝายน้ําลนหวยคันแทนอย
          ฝายนีอยูใกลบานกกไฮ แตเจาของนาทีไดรับประโยชนจากฝายนี้สวนใหญเปนชาวบานคํา
                  ้                                ่
ชะอี เปนฝายทีกั้นหวยคันแทนอยเพือทดน้ําเขานาของทุงนาใหม
                    ่                     ่
          แตกอนนั้นทุงนาใหมเปนทองทุงที่แหงแลงมาก น้ําทํานาแตละปอาศัยน้ําฟา (น้ําฝน) ป
ไหนฝนดีกไดผลิตผลพอสมควร ปไหนฝนไมดีกแทบจะไมไดปกดําเลย ปลอยใหเปนทุงเลี้ยงวัว
              ็                                       
เลี้ยงควายของชาวลานคําชะอีและบานกกไฮ เจาของนาบางคนไมมแมขาวจะกิน ตองไปกูขาวจาก
                                                                       ี
พี่นองที่มนาหนองแจงพอประทังชีวิต
           ี
          ดวยความแหงแลง อัตคัดขัดสนทําใหเจาของนาทุงนาใหมตองกระเสือกกระสนหาวิธี
แกปญหาเพื่อใหไดน้ําทํานา พอป 2513 มีชาวนา 6 คน ไดแก นายขอม เสียงล้ํา นายลําทอง วัง
      
คะฮาต นายนายกด กุลวงค นายยอม สุวรรณไตรย นายหลุด สลางสิงห และนายปาน วังคะ
ฮาต (ทั้ง 6 คนนี้ ปจจุบนยังเหลืออยูแตนายกด กุลวงค นอกนันเสียชีวตหมดแลว) รวมปรึกษากัน
                           ั                                      ้      ิ
และรวมลงขันกันไดเงิน 4,000 บาท เพือหาทางที่จะทําฝายกั้นน้าสายหวยคันแทนอย แตเมือไป
                                            ่                        ํ                         ่
ติดตอรถไถปรากฏวาเขาคิดราคา 12,000 บาท (สมัยนั้นถือวาแพงมาก) จึงไดขอเรี่ยไรจากเจานา
ที่มีที่นาอยูทุงนาใหม ในที่สดก็ทําฝายกั้นน้ําไดสําเร็จ แตการทําฝายตอนแรกยังขากหลักวิชาการอยู
                               ุ
คือ กั้นเอาน้ําทั้งลําหวยเขานา เมื่อน้ํามาจะไหลบาเขาทวมนาจนมองดูทงนาใหมเปนทะเลกวางใหญ
                                                                           ุ
เกือบสุดสายตา คันทาพังเปนแทบ ทั้งกวางและลึก สายหวยคันแทนอยกําลังจะเปลียนทาง      ่
16

         ชาวนาผูนําทั้ง 6 ทาน จึงทําเรืองไปยังกรมชลประทานใหมาชวยปรับแตงคันฝายใหถกหลัก
                                         ่                                               ู
วิชาการ และทางกรมชลฯ ก็ไดออกมาทําใหและเสร็จเมื่อป 2525 ทําที่ระบายน้ําใหดวย แตพอถึง
ฤดูน้ําหลากคันฝายกลับพังลงจนหมด
         พอป 2526 กรมชลฯ จึงไดออกมาทําใหใหมใหดกวาเดิม และอยูไดจนถึงทุกวันนี้
                                                       ี            
         ปจจุบันชาวทุงนาใหมพลอยลืมตาอาปากได เพราะมีน้ําพอที่จะทํานา ทําใหยิ้มกับบานกับ
เมืองเขาได (นายกด กุลวงค. 3 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ)



                                         เสือใหญอาละวาด
            เหตุการณนเี้ กิดขึ้นที่บานศรีมงคล เมื่อประมาณป พ.ศ. 2491 ไดมเี สือใหญออกอาละวาด
เสือ ในที่นเี้ ปนเสือจริงๆ ไมใชคนทีชอบหาปลน หาลัก ฉก ชิง วิ่ง ราว เปนเสือโครง หรือ
                                          ่
ลายพาดกลอนตัวใหญ วัดจากปลายจมูกถึงหาง 7 ศอก ออกดักจับกินวัว ควายชาวบาน ทําให
ชาวบานหวาดกลัวอกสั่นขวัญผวา ไมกลาออกจากบานไปทํามาหากิน มีครั้งหนึงมันออกจับกินมา่
ที่นาถ้ําบิ้ง ริมหวยคันแทใหญ ใกลบานศรีมงคล เมือมันฆามาไดแลวมันกินไมหมด นายดี
                                                           ่
สุวรรณไตรย (คุณพอของนายพลอย สุวรรณไตรย) เปนคนรูปรางสูงใหญแข็งแรง จิตใจกลาหาญ
(ตอนนั้นแกอยูบานศรีมงคล) แกเชื่อวาเสือตัวดังกลาวตองออกมากินซากมาที่เหลือเปนแน (ซาก
ภาษาผูไทยจะเรียกวา "ซะ" เดียวนี้ไมคอยไดยิน) แกจึงชวนเพื่อนอีกคนหนึ่งชือตี้ ไปคอยดักยิง
                                                                                  ่
โดยขัดหางบนตนไมคนละหางและคนละฟากของซากมา ปนที่ใชเปนปนแกบ กระบอกเบอเรอ
ลูกปนเทามะขามปองลูกโตๆ คนละกระบอก ถึงคราวชะตาขาดของเสือตัวนี้ เวลาประมาณ 2 ทุม
มันก็ไดออกมากินซากที่เหลือจริงๆ และออกมาทางนายดี นายดีก็ยงทันที เสียงปนดังไปถึงบาน
                                                                     ิ
หนองกะปาด เจาลายพาดกลอนตัวนั้นก็ตายคาซากตรงนัน นายดีและนายตี้ก็มาบอกญาติพี่นอง
                                                             ้                                 
หลายคนไปชวยกันหามเขามาบาน (เพราะทางเกวียนไปไมถึง) มีความเชื่อวาการหามเสือที่ตาย
แลวถาเอาตีนของมันชี้ฟา จะทําใหฟาฝนแลง จึงพากันหาไมมาทําขาหยั่งอยางแนนหนาแลวเอา
                             
ซากเสือขึนวางพาดบนขาหยั่งในลักษณะยืน แลวพากันหาเขามา ที่ละ 4 คน เปลียนชุดกัน จนถึง
             ้                                                                         ่
บาน พอรุงเชาก็ใสเกวียนมาใหพี่นองชาวบานไดดูกน และยังไดเอาใหชาวบานคําชะอีไดดดวยโดย
                                                        ั                                 ู
เอามาที่หนาโรงเรียนบานคําชะอี ผูคนแตกตืนกันไปดูจนแนนขนัด (ตอนนั้นขาพเจาผูเขียน นาย
                                                  ่
ณรงค อุปญญ ยังเด็กอยูมากแตพอจําความได คุณพอพาไปดูและไดเอาขี่คอทานจึงไดเห็น และ
               
ตอนนันเปนโรค "แสดเสือ" เขาวาไมสบายหายใจหอบเหมือนลักษณะเสือหายใจ เขาวาอีกวาถาได
        ้
ขี่เสือแลวจะหาย คุณพอจึงอยากจะใหขเี่ สือเพื่อแกโรคแสดเสือ พอทานจะเอาลงจากคอทานเทานัน      ้
ขาพเจารองใหจาอยางหนักเลยเพราะกลัวมาก ก็เลยไมไดขี่เสือ)
            หลังจากนั้นเขาก็พากันชําแหละแบงเนื้อสูกันกิน หนังตากแหงแลวเอาไปขายที่มุกดาหาร
                                                       
17

        เหตุการณนถึงแมเกิดทีบานศรีมงคล แตเปนที่กลาวขวัญและระทึกขวัญมาถึงบานคําชะอี
                  ี้          ่
ดวย (สาคร สุวรรณไตรย ประเนิม คนซื่อ. 3 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ และนางบอน อุปญญ       
บานศรีมงคล. 6 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ )


                                                   เจาปูทะดา
          ไดสัมภาษณนายแปว สุวรรณไตรย (ลุงเตา ทีเ่ ปนเจาจ้ําคนปจจุบัน) เมือวันที่10 เมษายน
                                                                                            ่
2542 ตอนนันทานอายุ 78 ป จึงไดเรียบเรียงเพิ่มเติมคําบอกเลาของทานใหมมาเลาสูฟง ดังตอไปนี้
                ้
          เจาปูทะดา หรือเจาปูดานตึงนี้มีมากวา 100 ปแลว เมือมาตังหมูบานคําชะอีใหมๆ วัดวา
                                                                         ่         ้
อาราม พระภิกษุสงฆก็ยังไมมี ทําใหขาดหลักที่พงทางใจ ปูแก (ปูทวด) ของนายแปวชื่อ เสือ
                                                             ึ่
ทํางานทีหนองสูง (หลวงทรงฤทธิรอน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารเมืองหนองสูงสมัยนัน) จึงได
          ่                                                                                            ้
ขึ้นไปเชิญเอาเจาปูมาจากเมืองบก เมืองวัง มาไวทหัวดานตึงเพื่อเปนเคารพสักการะแกชาวบาน
                                                                ี่
เมื่อเชิญมาตอนแรกนั้นเรียกเจาปูวา “มเหศักดิ” ไดมาเรียกวา “ทะดา” หรือ “ถะดา” เมื่อภายหลัง
                                                         ์
ทางทองถินผูไทยอื่นๆ ก็มีเจาปูเ ชนเดียวกัน เชน เรณูนคร เขาวง แตจะเรียกเจาปูวา “ถะหลา” ซึ่ง
             ่                                                                                 
ฟงก็ใกลเคียงกันอยู
          ธรรมดาที่ใดมีเจาปู จะตองมีผูทเี่ ปนสื่อกับเจาปู เพือเปนผูนํากลาวสักการะ และการเซน
                                                                        ่       
ไหว ผูทเี่ ปนสื่อกับเจาปูนี้เรียกวา “เจาจ้ํา” การเรียกเจาจ้ํานี้ก็ขึ้นกับฐานะของผูเ รียก วาเปน ลูก
หรือ หลาน หรือเหลน ฯลฯ ของเจาจ้ํา แลวเรียกใหถก เชน พอจ้ํา ตาจ้ํา ปูจ้ํา ฯลฯ คนที่มีฐานะ
                                                                   ู
เดียวกันกับเจาจ้ํา เชนเปนเพื่อนก็อาจจะเรียกวา “จ้ํา” เฉยๆ ก็ได คนทีเ่ ปนเจาจ้ํานี้จะเปนทีนับหนา ่
ถือตา เปนทีเ่ คารพนับถือกันมาก
          เจาปูทะดาตอนเชิญมาแรกๆ ก็มีปูแกนายของแปว (ทาวเสือ) เปนเจาจ้ํา และตกทอดมายัง
ลูกหลาน ดังตอไปนี้
          เมื่อทาวเสือถึงแกกรรม ทาวสิงห ผูลก (คนละสิงหกับพระไกรสรราช เจาเมืองหนองสูงคน
                                                       ู
แรก) เปนเจาจ้ําตอ
          เมื่อทาวสิงหถงแกกรรม ก็ตกทอดมายังนายเกียง (พอนายแปว)
                            ึ
          เมื่อนายเกียงถึงแกกรรมก็มปญหาไมมผูรับตอเพราะนายอุน ลูกคนโต (เปนพี่ชายของนาย
                                            ี              ี                      
แปว) ไมรับเพราะยังเปนบาว (หนุมโสด) อยู อายสาว จึงอยากใหเปลียนไปยังเชือสายอื่นบาง จึง
                                                                                      ่       ้
ยกไปใหพอของนายเขียน สุวรรณไตรย (ปูของผูชวยประมาณ สวรรณไตรย) พอของนายเขียนก็
                                                     
ไมรับ ประกอบกับเจาปูกไมอยากอยูกบพอของนายเขียน ชาวบานจึงพากันขอรองใหนายอุนรับ
                                ็               ั
เปนเจาจ้ํา สุดทายนายอุนก็ปฏิเสธไมไดก็เลยรับเอาทั้งๆที่ยงเปนบาวอยู
                                                                     ั
          เมื่อนายอุนถึงแกกรรมก็มีปญหาอีก เพราะลูกของนายอุนก็ยังเล็ก นายแปวก็ไมรับเอา ทํา
                                              
ใหวางเจาจ้ําอยู 2 ป เจาปูกเ็ ลย “กวนบาน” ผูคนตายกันบอยมาก ยังความอกสั่นขวัญผวากันถวน
18

หนา จึงไปหาหมอดู หมอเหยา สองดู (ตามพิธีของหมอ) ก็ทราบวา เพราะขาดเจาจ้ํา เจาปูไมมีที่
ยึดไมมีที่พัก “กะพายไทกะมืไดบอนปง กะพายถงกะมิไดบอนหอย” (สะพายไถกไมมีทปลง(วาง)
                                                                                ็      ี่
สะพายถง(ยาม)ก็ไมมีทแขวน) ก็เลยออกมากวนบาน กระทําใหมีอนเปนไป
                            ี่                                       ั
         เมื่อบานเมืองเดือดรอน ลุงจารยเกต (นายกอก สุวรรณไตรย) ลุงนาง (นายแสง แสนโสม
คุณพอของกํานันแถม แสนโสม) ลุงขอม (นายขีน เสียงล้า) ปานาว (นางสด วังคะฮาต คุณยาของ
                                                             ํ
คุณปริญญา วังคะฮาต) ไดพากันมาขอรองไหววอนใหนายแปวรับเปนเจาจ้ํา “เปนเจาผี มันมิหนัก
มิหนาผิเลอเดาะ” (เปนเจาผี คือเปนเจาจ้ํามันไมหนักไมหนาอะไรหรอก) นายแปวก็เลยรับเปนเจา
จ้ํามาจนถึงปจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ (พ.ศ. 2552) นายแปวอายุ 88 ป เปนเจาจ้ํามานานกวา 40 ปแลว
         การเลี้ยงเจาปูจะเวน สอง ป ไปเลี้ยงในปที่สาม เรียกวา “สองปฮาม สามปคอบ” (ฮาม
แปลวา ละเวน หรือละทิ้ง คอบ ภาษาลาวคือ ขอบ ในที่นี่ แปลวา บอกกลาว) มักจะเลี้ยงในเดือน
5 หรือเดือน 6 ถาไมเลียงเจาปูจะกวนลูกหลาน “เอ็ดเหอเขาด๋ํา คลําเหอเขาไข” คือกระทําให
                          ้
ลูกหลานชาวบานเจ็บไขไดปวย
        การจ้ํา คําวา “จ้ํา” มีหลายความหมาย เชน จุม, จิ้ม, เสียบ, แทง, เซนไหว, บูชา ใน
ที่นี้หมายถึง จุม หรือเซนไหว หรือบูชา คือการเซนไหวบชาโดยเอาปนขาว หรือคําขาวจุมลงใน
                                                              ู
อาหารทีเปนเครืองเซน แลววางลงตรงที่เราจะเซนไหวพรอมกับกลาวเรียกหาสิ่งลึกลับหรือสิง
                     ่                                                                           ่
ศักดิ์สิทธิ์ทเี่ ราเคารพ บูชา
         การจ้ําเจาปูทะดาบานคําชะอีนี้มี 2 ลักษณะ คือ
         1. จ้ําตอนเลี้ยงตามกาลเวลา คือ สองปฮาม สามปคอบ เมื่อถึงเวลาจะเลียงชาวบานก็จะ
                                                                                       ้
พากันไปที่ศาลเจาปู มีฆอง กลอง เปนเครืองเสพ เครื่องงัน ใหสนุก พรอมทั้งจะจัดหาเครื่องบูชา มี
                                             ่
“โจย” หรือกรวย ในกรวยมีคําหมาก คําพลู บุหรี่ กอกยาใสขันกระหยอง 15 ขัน เครื่องเซนไหว
เปนอาหารพื้นเมืองใสโตก (ถาด) 1 พา เนื้อใชเนือวัว หรือเนื้อควาย (ไก หมู ไมเอา) ทําเปนลาบสุก
                                                     ้
ลาบแดง (ลาบเลือด) อาหารที่เจาปูทะดาชอบคือ ลาบเลือด มีซี้นหาบ ซี้นหาม หาบ 4 หาม 4 คือ
                                       
ปาดเอาเนื้อโตประมาณนิ้วชี้ ยาวประมาณ 1 คืบ แลวเอาตอกเสียบรอย 12 ชิน ใสไมคานหาบ 4
                                                                                 ้
หาบ 8 ชิ้น (ไมคานหาบก็หาไมเล็กๆ โตประมาณเทานิ้วกอย ยาวประมาณ 1 แขน) ให 4 คนหาบ
หรือคนเดียวหาบทัง 4 ไมคานก็ได ใสไมคานหาม 4 ไมคานๆ ละ 1 ชิ้น หามไมคานละ 2 คน หรือใช
                       ้
เพียง 1ไมคานใสเนื้อทัง 4 ชิ้น ใช 2 คนหามก็ได แลวจัด “ชาง” (เหลาอุ หรือเหลาไห) “มา”
                           ้
(เหลาขาว) ไวให ดอกไมเทียนคู (ไมมีขน 5 ขัน 8 ) เมือจัดพรอมแลวก็มอบเจาจ้ําเพือทําพิธีจ้ํา
                                                ั           ่                                ่
         ความจ้ํา “ เออ... เจาปูเอย ผูเ ปนมเหศักดิหลักเมิง มือนี้แมนมื้อเลง มือเกอ ลุหลานซาว
                                                       ์          ้                  ้
บานฮักหอม จัดแนวอยูแนวกิ๋นมาซูมาหา เหอมากิ๋นเส มิเหอยูตะหลง มิเหอลงตะลาง มิเหอไป
คางมองอื่น มิเหอมือหนาวายัง มือหลังวามิแลว มืเหอถามกิ๋นนําลุนําหลาน... ขัดของแนวเลอเห
                         ้           ้
อเทมลุเทมหลาน เหอเบาะเหอเวาละไดตกแตงแปงเหอ เหอไปเบาะฟาเบาะฝนเหอตกลงมา เจา
19

เปนผูฮูจัก ตี๋นกวางมือยาว หูแจงตาใส เอา... กิ๋นอิ่มแลวเหอลงมาซูมาเทม มาฟอนมาลํานําเดว มัก
ผูเลอเหอลงมาซูผูนน คอบวาลุหลานทังนัน...”
                          ั้                       ้
           (คําศัพท เปน – เปน, หลักเมิง – หลักเมืง, มือ - วัน, เลง – เลียง, เกอ – ใหอาหาร, ลุ
                                                                   ้           ้
– ลูก, ฮักหอม – รักชอบ, กิ๋น – กิน, มาซู – มาสู, เหอ – ให, เส – เสีย, ตะหลง – ไปหลงทีอื่น,         ่
ตะลาง – ใตถุน, ไป – ไป, มอง – ที่, วา – วา, แนวเลอ – อยางไร, เทม – เทียม สิง หรือทับ,
เบาะ –บอก, แปง – แปลง, ฮูจัก – รูจัก, ตี๋น – ตีน, ตา – ตา, นําเดว – ดวยกัน, มัก – ชอบ, ผู
เลอ - ผูใด, คอบวา – เพราะวา )
           เมื่อเจาจ้ํา จ้ําเสร็จแลวเจาปูจะลงทับลงเทียมคนที่เจาปูชอบ เพราะวาเจาจ้ําไดบอกไววา “ กิ๋
นอิ่มแลวเหอลงมาซูมาเทม... มักผูเลอเหอลงมาซูผนั้น” ถาเจาปูลงมาทับผูใด ผูนั้นจะแสดงอาการ
                                                          ู                      
ทันที คือ ใจสั่นมากเขา มากเขา แลวสินสามัญสํานึก เปลี่ยนบุคลิกเปนอีกคนละคน กลากลั่น กลิง
                                               ้                                                         ้
เกลือกไปทั่วบริเวณ ถาทานโกรธก็จะแสดงอาการฟดฟด โมโหโกรธา ชี้เหนาชี้ตา ออกปากวาไม
พอใจที่ลกหลานทําไมดอยางอยางนี้ ตัวแทนชาวบานก็จะหาขัน 5 มาไหวมายอมขออโหสิกรรม
            ู                    ี
อยางนั้นอยางนี้ เมื่อเจาปู(ในรางเทียม) สงบแลวแลวก็มากินเครื่องเซน แลวออกฟอนออกรําเขากับ
เสียงฆองเสียงกลองกับลูกหลาน ถาทานไมมีเรื่องโกรธ เมือเทียมผูใดแลวผูนนก็จะฟอนจะรํา กลาว
                                                                       ่             ั้
ดีใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ พรอมทังกินเครื่องเซนไปพลาง
                                       ้
           ไมเชือก็อยาลบหลู เพราะมีเรื่องเหลือเชื่อใหคด คือบางครังรางเทียมหรือรางทรงกลิง
                  ่                                            ิ             ้                      ้
เกลือกไปมาบางที่มีตอไมแหลมคมทิ่มแทง แตรางทรงก็ไมเปนอะไร ไมมบาดแผล บางครั้งทําอะไร
                                                                                 ี
ไดผิดแผกไปจากที่ตอนมีสามัญสํานึก อยางเชน ในปจจุบนนี้ รางเทียมของเจาปูเปนสุภาพสตรี
                                                                         ั
(ขออภัยที่ตองสงวนนาม) ปกติสุภาพสตรีทานนี้จะเปนคนอนามัยจัด ทานอาหารที่สะอาดถูกหลัก
                
อนามัย เหลา บุหรี่ไมแตะตอง ใสหนากากปดจมูกอยูประจํา อารมดี แจมใส ราเริง สุภาพ
เรียบรอยมากสมเปนกุลสตรี แตพอเจาปูเขาเทียมแลวกลายเปนคนละคน คือ ดื่มเหลา สูบบุหรี่ (ยา
ฉุน) กินลาบเลือดไดอยางสบาย ถาเจาปูโกรธก็แสดงอารมณเกรี้ยวกราด ชี้หนาคนโนนคนนี้ เมื่อ
เจาปูออกแลวและรูสึกตัวขึ้นมาก็ทําหนาอายๆ ลุกขึนไดกเ็ ดิน หรือขี่มอเตอร็ไซคกลับบาน.
                                                             ้
           2. จ้ําตอนที่มีคนมาขึ้น (บน) เจาปู คือบางทีมีชาวบานบางคนจะเดินทางไปไกล เชนไป
กรุงเทพฯ กรุงไทย หรือลูกหลานจะไปสอบเรียนตอ หรือสอบบรรจุ หรือชาวบานจัดงานรื่นเริง
อะไรสักอยาง ฯลฯ ก็จะไปขึนเจาปูเพื่อใหชวยคุมครองใหอยูรอดปลอดภัย แคลวคลาดจาก
                                     ้
ภยันตราย หรือใหไดสมประสงค ผูที่ตองการขึ้นเจาปูก็จะเอาเหลาขาว 1 ขวดไปที่บานเจาจ้ํา แลว
                                                 
บอกความประสงคให จาจ้ําก็จะดําเนินการ จ้ําใหเอง เมือไดสมประสงคแลวผูขึ้นเจาปูก็จะไป
                                                                     ่
“คอบ” คือไปบอกใหถกตองตามประเพณี “ไปลา มาบอก” อีกครั้งหนึ่ง โดยเอาเนื้อประมาณสัก
                               ู
ครึ่งกิโลกรัม ไปใหเจาจ้ํา เพื่อใหเจาจ้ําไดทําอาหารเครืองเซนไหว แลวจ้ําบอกกลาวตามทีผูไปขึ้น
                                                                 ่                               ่
เจาปูไดใหความไว
20

            ยังมีวิธงายๆ อีกวิธีหนึงคือ ไปที่หอเจาปู จุดธูป 1 ดอก แลวประนมมือวากลาวใหทาน
                     ี              ่
คุมครอง และเมื่อสมประสงคแลวก็ไปคอบอีกครั้งหนึง                  ่
            เมื่อเชิญเจาปูมาใหมๆ ไดสรางหอใหทานอยูในปาดานทิศตะวันตกของดานตึง
                                                           
เรียกวา “หอเจาปู” อยูมา พ.ศ. 2500 ทานอาจารยแถม ศรีหาจักร เห็นวาอยูลกเกินไป จึงชวน
                                                                                  ึ
ชาวบานยายออกมาหางจากทีเ่ ดิมประมาณ 20 กวาเมตร
            พ.ศ. 2528 เจาปูไดสิง (ทับ) รางเทียมบอกวาอยากจะออกจากปาลึก จะไดเห็นผูคน
ลูกหลาน รถ รา บาง จึงไดยายอีกครั้งหนึ่งออกมาอยูที่ดานใกลริมถนนใหญ สรางดวยไมใหดและ
                                                                                                 ี
แนนหนากวาเดิม
            อยูมาถึงพ.ศ. 2548 ชาวบานคําชะอีทั้ง 4 หมูบานเห็นวาหอเจาปูชํารุดผุพังมากแลวตาม
                                                             
อายุขย เห็นสมควรที่จะสรางหอใหมใหถาวรกวานี้ ประกอบกับคุณสิงหชัย มงคล คหบดีจาก
        ั
กรุงเทพฯ และเปนสายบุญของสํานักสงฆดานตึงไดเห็นและศรัทธาไนความศักดิ์สิทธิของเจาปูจึง    ์
ไดมอบปจจัยสวนตัว 200,000 บาท เพือสรางหอเจาปู ทีเ่ หลือนอกนั้นใหชาวบานพิจารณาหามา
                                              ่
สมทบ ในเบื้องแรกไดจัดคณะกรรมการดําเนินการ 6 – 7 คน นําโดยคุณครูวิบล สวรรณไตรย ไป   ู
ดูรูปแบบของหอเจาปูที่อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
            เดือน เมษายน พ.ศ. 2549 ไดสรางหอหรือศาลเจาปูหลังใหมขึ้น ออกแบบโดย นายไพบูลย
แสนโสม (ลูกชายของกํานันแถม แสนโสม) เปนอาคารกออิฐถือปูนอยางดี
            เมื่อกอสรางหอเสร็จแลวทางคณะกรรมการดําเนินงานและชาวบานเห็นสมควรสรางองค
เจาปูขึ้นเพื่อเปนตังแทนแหงการเคารพสักการะ จึงไดจัดหาทุนโดยการจัดทําผาปาวันพอขึ้น เมื่อ
ไดทนแลว ครูวิบูลย จึงประสานหาโรงงานที่จะหลอองคเจาปูตั้งหลายแหง แตละแหงคิดราคาแพงๆ
      ุ
ทั้งนั้น อยางต่ําที่สด 60,000 บาท บางแหงเปนแสนขึน จนทอใจ บังเอิญใหนกถึง นายเวส สุวรรณ
                         ุ                                     ้                 ึ
ไตรย (มัคนายกวัดสุทัศนฯ กรุงเทพ และเปนพิธีกรระดับประเทศ) คนบานคําชะอีและเปนพีนอง          ่
กัน จึงไดประสานแบบเดาสุมไป นายเวสรูจักและสนิทสนมกับเจาของโรงงาน “สาครหลอพระ”
อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฮะเชิงเทรา จึงไดตดตอไปสอบถามและตอรองราคา ปรากฏวาทางงาน
                                                    ิ
นี้ยอมลดราคาลงมาเหลือแค 40,00 0 บาท นับวาถูกมาก
            ปลายป 2549 ครูวิบูลย และ นายณรงค อุปญญ จึงลงไปหานายเวส เพื่อจะไปตกลง
วาจาง โดยประสานกับนายกรี คนซื่อ (คนบานคําชะอี แตไปดังที่พนมสารคาม) และไดอาศัยรถ
นายกรีนี้พาไปพนมสารคาม ไดตกลงวาจางกับโรงานสาครหลอพระเปนที่เรียบรอย โดยเอารูป
ใบหนาเจาปูที่ อาจารยจํารัก สุวรรณไตรย วาดไวใหเปนแบบ
            26 มกราคม 2550 ทางโรงงานใหลงไปดูและติชม “หุน” ที่ปนเสร็จ เพือจะไดแกไข คณะ
                                                                                       ่
ที่ลงไปครั้งนั้น มี คุณครูวิบลย สุวรรณไตรย คุณครูเวลา คนซื่อ คุณครูชนะ สุวรรณไตรย
                                 ู
คุณครูชัยรัตน สุวรรณไตรย นายพัฒนา คนซื่อ (หัวหนานายชางกรมทางในขณะนัน) นายเวิด        ้
21

สุวรรณไตรย (พี่ชายของนายเวส สุวรรณไตรย) นายประกาศิต สุวรรณไตรย (เจาของรถตูที่พา
ไป) ภรรยานายประกาศิตพรอมลูกสาว และผูเขียน นายณรงค อุปญญ มีนายกรี คนซื่อ รอรับที่
                                                                 
พนมสารคาม และนายกรีไดพาไปทานขาวทีบานของนายวิเชียร ตันเจริญ (เจานายของนายกรี และ
                                            ่
นายวิเชียร ตันเจริญ เปนพอของนายสุชาติ ตันเจริญ นัการเมืองที่มีชอเสียง)
                                                                   ื่
         14 มกราคม 2550 มีการเททอง (สัมฤทธิ์) หลอองคเจาปู โดยนายณรงค อุปญญ เปน
                                                                                
ประธานเททอง นายเวส เปนพราหมกระทําพิธบวงสรวง และอานโองการ นายกรีเปนผูนํารถพาไป
                                              ี                                   
จากกรุงเทพไปพนมสารคาม
         27 มีนาคม 2550 ยายกรี นายเวส พรอมคณะ นํารูปหลอของเจาปูขึ้นมาถึงบานคําชะอี
โดยรถยนตของนายกรีบรรทุกมา และกระทําพิธบวงสรวง อานโองการบูชาฤกษ บัดพลีบูชา โดย
                                                ี
นายเวส สุวรรณไตรย เสร็จแลว โห 3 รา แลวเชิญรูปหลอเจาปูขึ้นประดิษฐยง หอ หรือศาล หลัง
                                                                         ั
ใหม ทามกลางพี่นองชาวบานคําชะอีและบานใกลเคียงมารวมพิธีอยางลนหลาม
         13 เมษายน 2550 อันเปนวันสงกรานต ไดทําพิธีสมโภชเจาปูดวย ในภาคกลางคืนมี
มหรสพคงงัน มีจดดอกไมไฟ และจุดพลุถวาย 80 นัด
                    ุ
         บัดนี้ รูปหลอแทนองคเจาปูไดประดิษฐานโดดเดนเปนสงา ในศาลหลังใหม หันหนาใส
                                    
บานคําชะอี เพื่อดูแล และปกปอง คุมครองชาวบานคําชะอีตลอดจนลูก หลาน เหลน หลอน...
สืบๆไป.


                               โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี
          ในสมัยกอน การจัดการศึกษายังไมทงถึง ประชาชนทั่วไปนอยคนนักที่จะมีโอกาสไดเรียน
                                             ั่
หนังสือ ผูทไดเรียนนับวาเปนผูที่มีความกระตือรือรนและพยายามอยางยิง และสวนมากจะอาศัย
              ี่                                                      ่
เรียนที่ “วัด” บางคนบวชเรียน บางคนไปขอเปนเด็กวัดทํางานใหวัดทุกอยาง ขอใหไดเรียน
นับวา “วัด” เปนแหลงการศึกษา เปนคุณูปการ เปนเนือนาบุญอันยิงใหญตอวงการศึกษาในสมัย
                                                       ้           ่    
นั้น
          ในบานคําชะอีก็มีลกษณะเดียวกัน อยากเรียนหนังสือก็ตองอาศัยวัด และวัดโพธิ์ศรีแกว
                            ั
นอกจากจะสอนนักธรรม (สําหรับผูบวชเรียน ) แลวก็เคยเปดสอนประชาชนทั่วไปใหอานออก
เขียนได ถึงแมการศึกษายังไมเปนระบบก็ตาม ทําใหมีหลายคนที่อานออกเขียนไดมาจากวัด
                                                                 
          โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เดิมชือ โรงเรียนบานคําชะอี “ราษฎรประดิษฐ” เริ่มกอตัง
                                           ่                                              ้
เมื่อ พ.ศ. 2459 จากปริญญานิพนธของ อาจารยนําชัย อุปญญ ( พ.ศ. 2538) ไดบันทึกรายนาม
                                                         
ครูใหญ – อาจารยใหญ ดังนี้
22

          1. นายกรี สุวรรณธรรม               ครูใหญ     พ.ศ. 2459 – 2461
          2. นายดอง จันทรสาขา               ครูใหญ     พ.ศ. 2461 – 2462
          3. นายคําแดง สรอยคําหลา           ครูใหญ     พ.ศ. 2462 – 2463
          4. นายผาย กัณวงค                  ครูใหญ     พ.ศ. 2463 – 2465
          5. นายใหม แสนวิเศษ                ครูใหญ     พ.ศ. 2465 – 2471
          6. นายสาย กระแสเสน                 ครูใหญ     พ.ศ. 2471 – 2472
          7. นายบุ ติยะโคตร                  ครูใหญ     พ.ศ. 2472 – 2478
          8. นายวิชัย คําจันทร              ครูใหญ     พ.ศ. 2478 – 2485
          9. นายมี กุลสิงห                  ครูใหญ     พ.ศ. 2485 – ( 4 เดือน )
         10. นายขุน แลนโคตร                  ครูใหญ     พ.ศ. 2485 – 2490
         11. นายแปลง ธรรมประสาน ครูใหญ                  พ.ศ. 2490 – ( 3 เดือน )
         12. นายขุน แสนโคตร                  ครูใหญ     พ.ศ. 2490 – 2491
         13. นายสิงห โพธิไสย                ครูใหญ     พ.ศ. 2491 – 2501
         14. นายแถม ศรีหาจักร                ครูใหญ     พ.ศ. 2501 – 2505
         15. นายวิเชียร บุตรดีวงศ           ครูใหญ     พ.ศ. 2505 – 2509
          16. นายจันทร ดวงศรี              ครูใหญ      พ.ศ. 2509 – 2524
          17. นายจินดา จิตจักร              อาจารยใหญ พ.ศ. 2524 – 2528
          18. นายนพดล อุปญญ               อาจารยใหญ พ.ศ. 2528 – ปจจุบัน
          นี้เปนบันทึกในปริญญานิพนธของอาจารยนําชย อุปญญ เมื่อ พ.ศ. 2538 ผูเ ลาจึงไดหา
                                                           
ขอมูลเพิ่มเติมอีก ดังนี้
           นายนพดล อุปญญ ดํารงตําแหนงอาจารยใหญ เมื่อ พ.ศ. 2528 ยังไมครบเกษียณราชการ
                          
ก็เสียชีวิตดวยโรคตับแข็ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 นายนําชัย อุปญญ ผูชวยอาจารยใหญจึง
                                                                         
รักษาการแทน จนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 อาจารยนําชัย ก็ยายไปโรงเรียนบานโนนยาง อําเภอ
หนองสูง อาจารยใหญคนตอมา คือ :-
          19. นายอุตสาหะ กลางประพันธ อาจารยใหญ พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2543
          20. นายถิระ นามอุทัย                           พ.ศ. 2543 – 2543
          21. นายธีระ เสียงล้ํา ( ผูอานวยการ )
                                       ํ                 9 พ.ย. 2543 - ปจจุบัน

        ในชวงที่นายสิงห โพธืไสย ( ชาวบานทั่วไปจะเรียกทานดวยความเคารพวา “ครูใหญ
สิงห” ผูเลาขออนุญาตเรียกทานตามชาวบาน ) ดํารงตําแหนงครูใหญอยูนนจํานวนนักเรียนเริ่ม
                                                                     ี้
มากขึ้น จนอาคารเรียนหลังเการองรับไมได ครูใหญสงหจงชักชวนชาวบานระดมแรงสรางอาคาร
                                                 ิ ึ
23

เรียนหลังใหม เปนอาคารหลังใหญมาก 2 ชัน 13 หองเรียน เสา 37 ตน ใหญที่สดในเขตอําเภอคํา
                                                    ้                              ุ
ชะอี การหาตัวไมก็ระดมชาวบาน เสา 30 กวา ตาน ก็ตกใหชาวบานชวยกันหาถากในดงในปาทัง                    ้
ใกลและไกล ตกให 4 – 6 ครัวเรือน ตอหนึ่งตน หรือมากกวาหนึ่งตนก็ได การลากเสาออกจากปาก็
ใชวิธีแบบภูมิปญญาชาวบาน คือยืมเกวียนชาวบานสําหรับบรรทุกเสา เสาแตละตนทังใหญและยาว
                                                                                          ้
หนักมาก วัวลากไมไหว ตองระดมกําลังของนักเรียนลากออกมา เมือเอาเสาบรรทุกเกียวนเรียบรอย
                                                                           ่
แลว ก็เอาเชือกหนังเสนยาวผูกกับเกวียนอยางแนนหนา แลวตอยาวออกมาขางหนาหลายเสนใหยาว
พอที่จะใหนกเรียนหลายคนชักลากอยางทุลกทุเล โดยมีครูเปนผูควบคุม ทางสมัยนันเปนทาง
               ั                                  ั                                      ้
เกวียนแคบๆ สองขางทางเปนปาทึบ ตรงทางโคงตองชวยกันเบนหัวเสาทีละนิดจนกวาจะตรงทาง
แลวจึงลากตอ ถึงทางโคงอีกก็ชวยกันเบนหัวเสาอีก ดังนี้เรือยไป และทางก็เปนทางที่มฝุนเยอะ
                                                                   ่                           ี
เทาหลายเทาของนักเรียนย่ําลงไป พรอมทั้งบางครังก็ไดเตะเอาฝุนดวยเพราะทางขรุขระ ทําใหฝุน
                                                        ้
คลุงตลอดทาง หายใจเอาฝุนเขาไป พอสังน้ํามูก ปรากฏวาน้ํามูกดําปเลย การลากเสามานีลากไดวัน
                                             ่                                                      ้
ละตน สองตน แลวแตวาจะยืมเกวียนชาวบานไดมากนอยขนาดไหน และดูกําลังขอนักเรียนดวย
ทุกคนเหนื่อยแตสนุกและมีความสุข ครูใหญสงหทานมีจตวิทยาสูงมาก ปลอบขวัญใหกําลังใจ
                                                      ิ        ิ
ตลอด ทานบอกวา “ขุดน้ําบอ กอศาลา ยอขาผูเฒา” นี้จะไดบญมาก ขุดน้ําบอ ก็คือขุดบอน้ําให
                                                                       ุ
คนทั้งหลายไดดื่มไดใช กอศาลาคือสรางศาลาไมวาศาลาริมทาง หรือศาลาโรงเรียน ยอขาผูเฒา
แปลวายกขาผูเฒา หมายถึงการปดกวาดถนนหนทาง มีเศษไมหรือหนามก็เอาออกไปทิง ทําสิ่ง                  ้
เหลานีถือวามีบญมาก
        ้          ุ
          เมื่อไดเสาครบแลวก็หาไมโครงตางๆ ทั้งกระดานพื้น กระดานฝา อันนี้เปนเรื่องของ
ชาวบานระดมกันจัดหา เมื่อทุกสิ่งทุกอยางพรอมแลว ก็วาจางชางชาวญวนจากมุกดาหารโดยมี
                                                                 
“องมอด” เปนหัวหนาชางมาสรางจนแลวเสร็จในป 2500
          เมื่อสรางเสร็จแลวก็มการฉลองที่ยิ่งใหญมากในสมัยนั้น มีการเตรียมงายอยางยิงใหญ มี
                                ี                                                                ่
การแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะ การฟอนของนักเรียนหญิงตังแต ป. 1 ถึง ป. 4 ใน
                                                                              ้
สมัยนั้นนักเรียน ป. 4 เกือบเปนสาวแลว โดยโรงเรียนไดเชิญ นายบุญชัย ไวสูศก (นองชายของ
                                                                                     ึ
คุณครูเวชณิชย ไวสูศก ซึ่งตอมาก็คอคุณครูบุญชัย ไวสูศก) ตอนนั้นนายบุญชัยยังเปนนักเรียนอยู
                         ึ               ื                     ึ
( เขาใจวาเปนนักเรียน ม.ปลาย ) ทานสอนฟอน 2 รายการที่มีเพลงประกอบ รายการทีหนึ่งมีเพลง     ่
“แมเอยงามจริง งามเหลือทุกสิงเปรียบเปรย เกินหาคําใดเอย มาเฉลยคําอาง...”
                                  ่
 ( ตอมาจนผูเ ลาเปนหนุมจึงไดรูวาเปน “เพลงกินรีเลนน้ํา ) รายการที่สองใชเพลงพมารําขวาน “รํา
เถิดนองแมรูปทองขอเชิญมารํา จะชาอยูไฉนดูใครๆเขาออกมารํา ตามทํานองเสียงเพลงรองสงนํา
                                                
...” สองเพลงนี้เปนที่ฮือฮามากรองไดกนทั้งหมูบานทุกระดับชัน ขนาดออกไปเลียงควายอยูกลาง
                                            ั                        ้                 ้               
ทุงก็ยงไดยนมาจากหลังควาย (ไมใชจากวิทยุแตจากปากของเด็กเลียงควาย เพราะวิทยุสมัยนั้นทัง
       ั ิ                                                               ้                                 ้
บานคําชะอีมเี พียงสองเครื่อง คือของเจกหมาคํา เตี่ยของคุณบุญชวย แซเซีย และอีกเครื่องจํา
24

ไมไดวาเปนของใคร วิทยุสมัยนั้นใชถานเปนลัง ประมาณ 6 โหล ) การแสดงรายที่สองนี้ นายบุญ
ชัยไดคิดประยุกตเครื่องประกอบการฟอน คือ เศษกระดานพื้น กระดานฝาที่เหลือจากการสราง
โรงเรียน ตัดเอากวางยาวประมาณ 7 X 12 ซม. ใหผูฟอนถือคนละสองอัน เวลาฟอนในทาทีเ่ อามือ
สองขางขึ้นเหนือศีรษะก็จะเอาไมทถือนี้กระทบกันใหรับกับจังหวะเพลง ดูแลวพรอมกันสวยงาม
                                        ี่
มาก เปนที่ฮือฮามาก สวนผูเลาตอนนั้นอยู ป. 3 แสดงหมอลําหมู โดยแสดงเปนพอพระยา แตถา
พี่ชายอยูพชายจะเปนพอพระยา ผูเ ลาก็เลนเปนเสนาหมากขี้กา และเปนทาว และแตงกลอนลําให
               ี่
คนอื่นลํา เรื่องที่แสดงคือ จําปาสี่ตน ตัวนางอัคคีคอ ด.ญ. มาลาตรี อุปญญ (พี่สาวของอาจารยนํา
                                                   ื                      
ชัย อุปญญ ) นาง คํากองคือ ด.ญ. สําลี ศรีหาจักร (พี่สาวของคุณเกียรติศกดิ์ ศรีหาจาจักร) และ
                                                                              ั
ด.ญ.ปราศรัย คนซื่อ (ภรรยาของผูใหญวันเทศ กุลวงค) สับเปลี่ยนกัน นางสนม ก็มี ด.ญ.กอดแกว
                                           
แสนโสม (นองสาวของคุณทองไพ แสนโสม) เสนาหมากขี้กาที่สรางสีสนใหแกคณะมากที่สด คือ
                                                                             ั                 ุ
ด.ช. เดนชัย สุวรรณไตรย (อาจารยเดนชย สุวรรณไตรย) มีมุกตลกมากมาย หมอแคนคือ นาย
เถาวัลย อุปญญ พี่ชายคนโตของผูเลา ถาแกไมอยูกให ด.ช. อุดม คําใบ แทนพอกลอมแกลมไปได
                                                      ็
และอีก 3 – 4 คน จําไมได (หมอลําคณะนี้มีแตเด็กๆ แตดงมาก ไดแสดงแลกพริกใครอยากชมตอง
                                                          ั
เอาพริกมาแลก ไดพริกตังหลายกิโลกรัม และยังรับงานทังในบาน และตางบาน งานละ 20 บาท
                              ้                             ้
สมัยนั้นถือวามากและคุมคา หมอลําคณะนีไดสลายลงเมื่อครอบครัวของผูเ ลายายไปนิคมคําสรอย
                                             ้
เมื่อป 2501)
             ครูใหญสงห ทานเปนคนบานหนองหาง อําเภอกุฉินารายณ จังหวัดกาฬสินธุ แตมามี
                     ิ
ภรรยาที่บานคําชะอี ในชวงที่ทานเปนครูใหญ นอกจากพาชาวบานสรางอาคารเรียนแลว ทานก็ได
พัฒนาโรงเรียนใหกาวหนาขึ้นอยูในแนวหนาของอําเภอคําชะอี จนไดเขียนปายติดที่หนาอาคาร
หลังที่ทานพาสรางวา “โรงเรียนโพธิไสยวิทยา”
           
             ตอมา ในชวงที่ ครูใหญแถม ศรีหาจักร เปนครูใหญนั้น ก็มีเรื่องฮือฮา ตื่นเตน และดีใจ
สําหรับชาวบานคําชะอี คือ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต นายกรัฐมนตรี ไดมาเยี่ยมบานคําชะอี
ทั้งนี้เนื่องจากวา สมัยเปนเด็ก เด็กชายแถม และเด็กชายสฤษดิ์ มีบานอยูในซอยเดียวกันใน
                                                                         
มุกดาหาร จึงเปนเพื่อนที่รักกันมาก ไปไหนไปดวยกัน “ ... ทานสฤษดิ์เปนคนชอบเทียว ชอบเลน
                                                                                     ่
สมัยนั้นยังไมมอะไรใหเลน วันๆ มีแตเลนน้ําโขง เลนในน้าตื้นๆ เพราะยังวายน้าไมเกงโยเฉพาะ
                  ี                                       ํ                   ํ
สฤษดิ์วายน้ํายังไมแข็ง เพราะเปนคนอวนอุยอาย... เขาก็ชอบเปนหัวหนา พาคิดหาเรืองเลนสนุกๆ
                                                                                  ่
เพื่อนๆ ก็เลยตั้งใหเปนหัวโจก แตเวลาสฤษดิ์จะไปไหน สฤษดิ์จะไมลืมเพือน...” นี่เปนคําเลาสวน
                                                                           ่
หนึ่งของครูใหญแถมทีเ่ ลาถึงความเปนเพื่อนกับจอมพลสฤษดิ์ อยูมา พ.ต. หลวงเรืองเดชอนันต (
ทองดี ธนรัชต ) พอของเด็กชายสฤษดิ์กไดนําเด็กชายสฤษดิ์เขาหนังสือทีกรุงเทพ จนเวลาผานไป
                                        ็                              ่
หลายป เด็กชายสฤษดิ์กไดกลายเปนจอมพลสฤษดิ์นายกรัฐมนตรี แตไมเคยลืมเพื่อนเมือสมัยเปน
                          ็                                                            ่
เด็ก เมื่อจอมพลสฤษดิ์มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน ไดเลยมาที่มุกดาหาร (สมัยนันเปนอําเภอขึ้น
                                                                                ้
25

นครพนม ) จึงไดขึ้นแฮริคอปเตอรมาเยียมครูใหญแถมที่บานคําชะอี ชาวบานใหการตอนอยาง
                                          ่               
ใหญโต เมือทานขึ้นอาคารเรียนหลังทีครูใหญสิงหพาสราง ทานก็ตบันไดชันมากขึ้นใหแกไข
             ่                          ่                          ิ
ตอมาครูใหญแถมจึงไดแกไข เมื่อจอมพลสฤษดิ์จะกลับทานไดเอาเงินสวนตัวใหครูใหญแถมใน
ฐานะเพื่อนรักเกา เมือครูใหญแถมกลับถึงบานเอาเงินออกมานับดูเปนเงิน 20,000 บาท (สมัยนั้นมี
                        ่
คามากเหลือเกิน ) ที่เลามานีเ้ ปนเหตุการณตอนหนึ่งในชวงที่ครูใหญแถมเปนครูใหญที่นี่
          ปจจุบัน โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี ไดรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาใหนักเรียนเปนผูที่
“ เกง ดี มีความสุข” เปดการเรียนการสอนตั้งแตระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาตอนปลาย
ภายใตการอํานวยการของ ทานผูอํานวยการธีระ เสียงล้ํา นักบริหารมืออาชีพ บริหารทั้งการศึกษา
                                   
และบริหารชุมชนดวย ทานเขากับชุมชนไดดีมาก จึงสามารถดึงบุคลากรในทองถิ่นเขามาสนับสนุน
การศึกษา ยังผลใหการศึกษากางหนาอยางนาชื่นชม.
          หมายเหตุ ผอ. ธีระ เสียงล้ํา เปนชาวบานหวยทราย และเปนที่นาชืนชมวาบานหวยทราย
                                                                           ่
มีบุคลากรในวงการศึกษาทีเ่ ปนถึงระดับผูอํานวยการในปจจุบัน ถึง 8 คน คือ
                                            
          1. นายสมบัติ ผิวขํา
          2. นายอุทศ ผิวขํา
                      ิ
          3. นายธีระ เสียงล้ํา
          4. นายสมปอง เสียงล้ํา (นองนายธีระ เสียงล้า)  ํ
          5. นายกิตติศักดิ์ เสียงล้ํา
          6. นายนิพนธ เสียงล้ํา
          7. นายอาทิตย อมรสิน (เขยบานหวยทราย)
          8. นายชัยยา สาระไชย (เขยบานหวยทราย)
( นายกิตติศกดิ์ เสียงล้ํา ผูใหขอมูล เมื่อ 1 พ.ย. 2552)
               ั             


                                โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม
          ผูที่จุดประกายในเรื่องการตั้งโรงเรียนนี้ คือ อาจารยบรรเลง อุปญญ อาจารยใหญ
โรงเรียนบานนาปุงในขณะนั้น (ทานเสียชีวิตเมือ 8 พฤษภาคม 2546 ) อาจารยบรรเลงเปนเพื่อน
                                                ่
รักกับ อาจารยอรุณ ธานี อาจารยใหญโรงเรียนคําบกวิทยาคารในขณะนั้น ทั้งสองทานนี้ไดพบกัน
ในวันหนึ่ง อาจารยอรุณไดปรารภกับกับอาจารยบรรเลงวาจะขอเปดสาขาของโรงเรียนคําบกวิทยา
คาร ที่บานคําชะอีจะไดไหม อาจารยบรรเลงก็มีความตองการอยางแรงกลาอยูแลวที่จะใหมี
โรงเรียนมัธยมในหมูบานจึงเห็นดวยในหลักการ แตไดบอกอาจารยอรุณวาจะขอปรึกษากับ
                      
ชาวบานดูกอน 
26

           ไมกี่วันตอมาอาจารยบรรเลงก็ไดเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมใหญของชาวบานคําชะอีที่วัดโพธิ์
ศรีแกว ชาวบานทุกคนเห็นดวย แตไมเห็นดวยที่จะใหเปนสาขาของโรงเรียนคําบกวิทยาคาร
อาจารยวิบูลย สุวรรณไตรย จากโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เสนออยากใหเปนสาขาของโรงเรียน
คําชะอีวิทยาคาร อําเภอคําชะอี ชาวบานทุกคนเห็นดวย วันตอมา อาจารยวิบูลย จึงไดปรึกษากับ
อาจารยเพียร สุวรรณไตรย ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวทยาคารในขณะนั้น อาจารยเพียร ตกลง
                                                              ิ
ทันทีโดยไมตองคิด โดยใหสภาตําบลคําชะอีทําเรื่องเสนอมา ทางสภาตําบลคําชะอีโดย กํานันแถม
แสนโสม เปนประธานสภาฯ มีอาจารยวิบลย เปนเลขาสภาฯ ก็ไดทําเรื่องขอใหโรงเรียนคําชะอี
                                                   ู
วิทยาคาร มาเปด โรงคําคําชะอีวิทยาคาร สาขาบานคําชะอี ขึ้นที่บานคําชะอี และไดรับอนุมัติทนทีั
           ในที่สด โรงเรียนคําชะอีวทยาคาร สาขาบานคําชะอี ก็ไดเปดรับนักเรียนรุนแรกในป
                     ุ                   ิ
การศึกษา 2534 โดยโรงเรียนคําชะอีวทยาคารไดสง อาจารยประพันธ วังคะฮาต ผูชวย
                                               ิ
ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวทยายาคาร มาเปนผูประสานงาน ใชที่ทําการสภาตําบลคําชะอี (ตอน
                                  ิ
นั้นที่ทําการสภาตําบลคําชะอีอยูทบริเวณสถานีอนามัยในปจจุบัน ตอมาไดรื้อลงไปสรางใหมทหนา
                                      ี่                                                       ี่
วัดโพธิศรีแกว เดี๋ยวนี้เปนทีทําการผูใหญบานหมู 11 ) เปนอาคารเรียนชั่วคราว ตอมา อาจารย
         ์                                   
ประพันธ ไดรับคําสังกรมสามัญศึกษาใหไปดํารงตําแหนงอาจารยใหญโรงเรียนดงหลวงวิทยา อ. ดง
                        ่
หลวง จ. มุกดาหาร โรงเรียนคําชะอีวิทยาคารจึงมีคําสังให อาจารยสงเสริม เมืองฮาม อาจารย 2
                                                           ่
รัดับ 5 โรงเรียนคําชะอีวทยาคาร มาเปนผูประสานแทน ตอมาชาวบานไดชวยกันสรางอาคารเรียน
                              ิ
ชั่วคราวให 1 หลัง โดยการนําของ กํานันแถม แสนโสม (เปนทั้งกํานันและประธานสภาตําบลคําชะ
อีในขณะนั้น) ผูใหญเหมย สุวรรณไตรย ผูใหญสกล คนซื่อ ผูใหญเปอะ วังคะฮาต ผูชวยผูใหญ
                                                     
วันเทศ กุลวงค อาจารยวิบลย สุวรรณไตรย อาจารยพิน สุวรรณไตรย (ทานอาจารยพินผูนี้เปน
                                ู                                                          
นักประสานสิบทิศที่มีศกยภาพสูงมากหาผูเ สมอไมได ) พรอมทั้งชาวบานทัง 4 หมูบาน และ
                            ั                                               ้
หมูบานอื่นๆ นับเปนความรวมมือครั้งยิงใหญมากครั้งหนึงในประวัติบานคําชะอี ไมมงบประมาณ
                                                 ่           ่                       ี
แมสลึงเดียวแตเอาแรงกายแรงใจและพลังสามัคคีสเู อา ขอบริจาคจากชาวบานตามกําลังศรัทธา บาง
คนก็บริจาคตนไมแลวพากันไปเลื่อย ใครมีเลื่อยยนต อยางเชน คุณสันดร คนซือ ก็เอามาเลื่อยใหฟรี
                                                                               ่
เงินที่ชาวบริจาคเปนคาน้ํามัน เงินซื้อสังกะสีไมมเี พราะราคาตั้ง 30,000 บาท อาจารยวิบลยก็ไป
                                                                                         ู
“เซ็น” เอาจาก “รานสุขุมภัณฑ” อําเภอบัวขาว ซึ่งทางรานก็ใจดีและเห็นความสําคัญของการศึกษา
ก็ให “เซ็น” มา เปนเวลาหลายเดือนกวาจะหาเงินไปใชไดหมด
           ตอนแรกๆ ก็มปญหาเรื่องทีดินบางนิดหนอย กลาวคือ ทีดนตรงที่ตั้งโรงเรียนคําชะอีพิทยา
                          ี                ่                       ่ ิ
คม นี้ เปนที่ดนของ ราชพัสดุ โดยใหโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เปนผูดูแล และโรงเรียนชุมชน
                   ิ                                                    
บานคําชะอีไดทําเปนสวนเกษตรของนักเรียน อาจารยนพดล อุปญญ อาจารยใหญของโรงเรียน
                                                                    
ชุมชนฯ ขณะนั้น ทานก็เปนนักพัฒนาดานการศึกษา และทานมีโครงการเปดโรงเรียนประถม
ขยายโอกาสอยูแลว พอชาวบานขอตั้งโรงเรียนมัธยมขึนทานก็เลยสะดุดความคิดนิดหนึง ตอเมื่อ
                                                         ้                             ่
27

ไดพดคุยทําความเขาใจกับชาวบาน และสอดคลองกับความคิดของทานอยูแลว ทานก็ตกลงมอบ
      ู                                                                   
ที่ดินดังกลาวนี้ให และใหความรวมมืออยางเต็มที่
           ชาวบานพากันสรางอาคารชั่วคราวได 1 หลัง ในป พ.ศ. 2536 นายบรรจง พงษศาสตร
อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้น ไดมาตรวจราชการที่โรงเรียนดงมอญวิทยาคม อ.เมือง จ.
มุกดาหาร อาจารยเพียรจึงไดเชิญทานมาทีโรงเรียนสาขาของคําชะอีวิทยาคารแหงนี้ เพื่อใหชาวได
                                                ่
มอบอาคารเรียนชั่วคราวให ทานก็ไดมาและรับมอบอาคารเรียนชั่วคราวเมือวันที่ 18 มิถุนายน
                                                                            ่
2536 ชาวบานไดใหการตอนรับอยางอบอุน มีพิธบายศรี สูขวัญให และผูกผาขาวมารอบเอวใหตง
                                                       ี                                      ั้
หลายผืน จนทานประทับใจในความ “เยอะแยะ” ของผาขาวมา และขณะเดียวกันนี้ทางชาวบานก็
ไดขอทานเปดโรงเรียนสาขาแหงนีใหเปนเอกเทศ ทานก็รบปากวา จะพิจารณาใหเปน “หนึ่งใน
                                    ้                         ั
รอย” ของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศที่จะเปดในปงบประมาณ 2537 แตขอใหทําเรื่องไปยังกรม
สามัญศึกษาโดยดวน
           เมื่อทานกลับแลวทางสภาตําบลและชาวบานก็ประชุมใหญอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะหาชื่อของ
โรงเรียน ตางก็มแนวคิดหลายแนวคิด เชนบางทานก็วานาจะเอาชื่อของบรรพบุรุษในอดีตทีเ่ คย
                     ี
สรางบานแปลงเมืองเรามา เชน ขุนคําชะอีบํารุง ขุนนิคมคําชะอี เจาชัยอภิเดช ฯลฯ บางคนก็ออก
ความเห็นวานาจะใหมีคําวา “คําชะอี” แลวหาคําตอทาย ก็นึกถึงโรงเรียนคําชะอีวิทยาคารซึ่งเปน
โรงเรียนแม ก็นาจะเอาคําตอทายทีใกลเคียงกับโรงเรียนแม สุดทายทีประชุมก็เอาชื่อวา “โรงเรียน
                                      ่                             ่
คําชะอีพิทยาคม” เมื่อไดชอโรงเรียนแลวก็ทาหนังสือเพือขอเปดเปนโรงเรียนเอกเทศโดยได
                               ื่                 ํ       ่
ดําเนินการตามขั้นตอนทันที หนังสืออีกชุดหนึงไดนําลงไปหาทานเองที่กรมสามัญศึกษา
                                                      ่
           ที่ลงไปคราวนัน มี 1. กํานันแถม แสนโสม 2. ผูใหญเหมย สุวรรณไตรย 3. ผูใหญเปอะ
                           ้
วังคะฮาต 4. นายวันเทศ กุลวงค 5. อาจารยวบูลย สุวรรณไตรย 6. ผูใหญเสนาะ อุปญญ
                                                    ิ                  
7. อาจารยนําชัย อุปญญ 8. นายสันดร คนซื่อ 9. อาจารยพัฒนี สุรรณไตรย 10. นางวินัย วัง
                         
คะฮาต 11. นางปราศรัย กุลวงค 12. นางทองมี ไวสูศก 13. นางคําเผิน แสนโสม 14. นาง
                                                            ึ
ประสงค สวัวสดิวงศชัย ลงไปคราวนั้นบังเอิญอธิบดีไมอยู ทานติดราชการทีอื่น จึงฝากหนังสือให
                                                                                ่
เจาหนาทีไวโดยบอกวาชาวบานคําชะอีนําหนังสือขอเปนโรงเรียนมัธยมเปนเอกเทศมาเสนอใหทาน
             ่
อธิบดีพิจารณา เจาหนามีทานนีเ้ คยไดตดตามทานอธิบดีมาที่บานคําชะอีเมือคราวมอบอาคารเรียน
                             ่              ิ                                 ่
ชั่ว เมื่อรําลึกไดก็รองออทันทีพรอมทังถามคืนวา “บานที่มอบผาขาวมาใหเยอะแยะนันเรอะ” ทาง
                                         ้                                       ้
คณะก็ตอบวาใชแลว เจาหนาทานนันก็พอใจและรับปากวาจะนําหนังสือนําเรียนทานอธิบดีให
                                        ้
           ในที่สดวันแหงความปลาบปลื้มก็มาถึง วันที่ 2 กุมภาพันธ 2537 กระทรวงศึกษาธิการ ได
                  ุ
ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมัธยมในอําเภอคําชะอีอีกหนึ่งโรง ชื่อวา “โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม”
มีนายสถิต จิตจักร ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวิทยาคารเปนผูบริหารคนแรก ( อาจารยเพียร นัน
                                                                                       ้
ไดยายไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลแลว)
28

         ตอมา กรมสามัญศึกษาไดมีคําสังที่ 2292/2537 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 แตงตั้งให
                                          ่
นายสงเสริม เมืองฮาม มาดํารงตําแหนง ครูใหญ – อาจารยใหญ และผูอํานวยการระดับ 8 มา
                                                                          
จนถึงปจจุบน (พ.ศ.2552)
              ั
         โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม เปนโรงเรียนที่ชาวบานใหความสนใจสงบุตรหลานเขาเรียน ไม
วาในเขตบานคําชะอี หรือจากบานอืน ทองถิ่นอื่น นอกจากนี้ยงมีผูเห็นความสําคัญของศึกษามาให
                                       ่                     ั
ความอุปการะ โดยมอบเงินเพื่อเปนทุนการศึกษาของนักเรียน ดังตอไปนี้ :-
         1. พระเดชพระคุณเจา พระวิเทศธรรมรังษี เจาอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือ
หลวงตาชี ไดกรุณามอบเงินจํานวน 200,000 บาท เพื่อตังเปนมูลนิธิ ชือวา “มูลนิธิหลวงพอพระ
                                                          ้             ่
มหาสุรศักดิ์ ชีวานนฺโท” ปจจุบันเปนเงินถึง 624,756 กวาบาทแลว นอกจากนีทานยังใหงบ
                                                                             ้
สิ่งกอสรางและการสอนอีกหลายอยาง เชน
         - อาคารเรียน ขนาด 4 หองเรียน เปนเงิน 1,200,000 บาท
         - อัฒจรรยเชียรกีฬา เปนเงิน 144,750 บาท
         - อาคารเกษตร            เปนเงิน 100,000 บาท
         - สื่อการสอนเทคโนโลจี เชน เครื่องฉายภาพขามศีรษะ และอีกหลายรายการ
         นอกจากนี้ทานยังใหทุนการศึกษาแกนกเรียนที่ขดสน โดยใหทุนเรียนตั้งแตระดับมัธยม
                                                ั       ั
จนถึงระดับอุดมศึกษา มีผูจบปริญญาตรีออกมามีงานทําแลวหลายคน และกําลังเรียนตอปริญญาโท
ก็มี นับวาพระเดชพระคุณทานมีเมตาบารมีคุณูปการตอโรงเรียนอยางอเนกอนันต
         พระวิเทศธรรมรังษี เดิมทานชื่อ พระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนฺโท ไดบวชเรียนที่วัดโพธิ์ศรี
แกวบานคําชะอี เปนศิษยของทานพระครูลุน เขมิโย ทานเปนผูที่เรียนเกงมากจนสอบเปรียญได
เปนมหามหา คนทังหลายจึงนมัสการเรียกทานวา “พระมหาสุรศักดิ” ทานมีความเจริญในธรรม
                      ้                                             ์
จนตําแหนงสูงขึนเรื่อยๆ จนปจจุบนทานดํารงตําแหนงเจาอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศ
                  ้                  ั
สหรัฐอเมริกา ทานเปนพระที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศมีลูกศิษยลูกหามากมาย
         เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ 2546 ทานมาเยียมโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม ทางโรงเรียนจัดพิธี
                                                  ่
บายศรีสูขวัญและอวยพรปใหมใหทาน มีโรงเรียนหลายโรงเรียนทีทานใหความอุปการะนํารายการ
                                                                ่
แสดงมาแสดงเฉลิมฉลองงานนีใหทาน ตอนนั้นขาพเจานายณรงค อุปญญ ผูเลา ยังสอนอยูมี่
                                  ้                                   
โรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา ไดนํานักเรียนมาแสดงดนตรีไทยเพือเฉลิมฉลองงานดวย
                                                                  ่
         2. กองทุนการศึกษา เพียร – ประภาพร สุวรรณไตรย เริ่มแรกเปนเงิน 10,000 บาท
ปจจุบันเปนเงิน 30,000 กวาบาทแลว
         3. กองทุนประพันธ – ฟาหยาด เริ่มแรก (ป 2536) เปนเงิน 2,000 บาท ปจจุบันเปนเงิน
167,453 บาท
         4. กองทุน นิชนันท – เสาวนิตย วังคะฮาต เริ่มแรก เปนเงิน 100,000 บาท ปจจุบัน
29

เปนเงิน 194,101 บาท
          คุณนิชนันท และเสาวนิตย วังคะฮาต เปนสองสาวพี่นองชาวบานคําชะอี เปนบุตรสาว
ของ นายวันทอง และนางพลอย วังคะฮาต สองสาวนี้แตงงานและทํามาหากินทีกรุงเทพ มีฐานะดี
                                                                             ่
ถึงขันคหบดี แตยังเปนคนติดดิน รักบานเกิด ไมลืมชาติกาเนิด ไมถอเนื้อถือตัววาเปนผูมีฐานะดี
      ้                                                ํ        ื
กลับมาเยียมบานก็ยงใหความเปนกันเองกับญาติพี่นองอยางเสมอตนเสมอปลายโดยไมรังเกียจ
           ่         ั                             
เดียดฉันท ที่สําคัญคือเปนคนมีวิสยทัศนกวางไกล มองเห็นความสําคัญของการศึกษา จึงไดมาตั้ง
                                      ั
กองทุนใหแกโรงเรียนดังกลาวแลว และยังเปนผูใหความอุปถัมภบํารุงวัดวาศาสนาอีกหลายแหง
                                               
 ไมแน ในอนาคตอันไมไกล สองสาวคนดีศรีวังคะฮาตนี้อาจจะมาตั้งมูลนิธิใหแกโรงเรียนคําชะอี
พิทยาคมอีกมูลนิธิหนึ่งก็เปนเรื่องที่เปนไปได
          โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม โดยการบริหารของ ผูอํานวยการสงเสริม เมืองฮาม รวมกับคณะ
ครูและบุคลากรทุกฝายไดพากันทุมเทพัฒนาการศึกษาใหแกเยาวชนลูกหลานจนกาวหนา นักเรียน
มีผลงานมากมายจนมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล จนไดรบการคัดเลือกใหนกเรียนและคุณครูหลาย
                                                     ั                ั
ทานใหไปศึกษาดูงานตางประเทศ เชน สิงคโปร ฟลิปปนส มาแลวหลายครั้ง และคงจะพัฒนาไป
เรื่อยๆ โดยไมหยุดยั้ง สมเปนสถานทีที่ขัดเกลาจิตวิญญาณของเยาวชนใหมงสูความเปนสาธุชน.
                                        ่                               ุ


                                 โรงไฟฟาบานคําชะอี
           กอน พ.ศ. 2511 ยอนลงไปสูอดีต บานคําชะอียงไมมไฟฟาใช ตกกลางคืนก็อาศัยแสง “กะ
                                                          ั ี
บอง” ภาษากลางวา “ไต” หรือตะเกียง อยางที่สุดคือตะเกียงเจาพายุ แตมนอยหลังคาเรือนที่มี
                                                                            ี
ตะเกียงเจาพายุ จะมีแตรานคาและผูมีอนจะกิน เชน ครู เปนตน สวนไฟฟาเห็นเฉพาะในโอกาสที่
                                            ั
รถขายยามาฉายหนัง ซึ่งมีเขามาปละหน
           โรงไฟฟาบานคําชะอีนั้น เริ่มตั้งเมือ พ.ศ. 2511 สมัยนั้นมีนายตรอง อุปญญ เปนกํานัน ผู
                                               ่                                  
ที่เปนหัวเรี่ยวหัวแรงที่สําคัญที่ทําเรื่องขอโรงไฟฟา คือ นายสมนึก เคนโพธิ์ พัฒนาการตําบลคําชะ
อีในขณะนั้น ทานเปนคนจังหวัดขอนแกน แตไดมาเปนเขยของบานคําชะอี เมืองบประมาณตก
                                                                                ่
มาแลว ชาวบานก็ระดมกันหาเสา ซึ่งเปนเสาไมเนือแข็ง ติดตั้งฝงจนรอบหมูบาน แลวจัดหาตัวไม
                                                     ้                        
เพื่อตั้งโรงไฟฟา และบานพักของเจาหนาที่ โดยเริ่มดําเนินการกอสรางเมื่อประมาณเดือน
กุมภาพันธ 2511 พอถึงปลายปก็สําเร็จและไดจายกระแสไฟฟาเขาตามบานเรือนภายในหมูบาน
           สถานที่ตงโรงไฟฟาและบานพักเจาหนาที่นั้น ในปจจุบันนีคือตรงมุมรั้วโรงเรียนคําชะอี
                    ั้                                                ้
พิทยาคมทางทิศใตดานตะวันออก ใกลบานพักครู เปนโรงไฟฟาทีใชเครื่องจักรปน แตละวันจะเริ่ม
                                                                    ่
ปลอยกระแสไฟตั้งแตเวลา 18 : 00 – 24 : 00 น.
30

          ชาวบานทุกครัวเรือนตางชืนชมยินดีที่มไฟฟาใช จึงพากันจัดงานฉลองโรงไฟฟาอยาง
                                      ่             ี
ยิ่งใหญ รวมลงขันกันจางหมอลําเรื่องตอกลอนคณะที่โดงดังที่สดของภาคอีสานในสมัยนั้น คือ
                                                                   ุ
“คณะรังสิมันต” มีหมอลํา ทองคํา เพ็งดี (พระเอก) และ หมอลําฉวีวรรณ ดําเนิน (นางเอก) ซึ่งลํา
ไดไพเราะมากทั้งทํานองและเสียงลํา จึงเรียกกันงายๆ วา “หมอลําคณะทองคํา-ฉวีวรรณ” สถานที่
จัดงานใชสนามโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี การมีหมอลําคณะดังมาลําสมัยนั้นเปนทีฮือฮามาก ขาว
                                                                                    ่
โจษจันไปไกลถึงตางหมูบาน ตางตําบล ตางอําเภอ ตางจังหวัด มีคนมาดูอยางมืดฟามัวดิน
          เจาหนาที่ที่มีหนาที่ควบการเปด – ปด เครื่องกําเนิดไฟฟา และจายกระแสไฟฟา เรียกวา
“หัวหนาหนวยบริการไฟฟายอย” หัวหนาหนวยคนแรกที่ทางการไฟฟาสงมาคือ “นายสม
ประสงค ศรีหาจักร” ( คนบานคําชะอี ชื่อเลนวา “ตึ๋ง” เปนลูกชายของทานอาจารยแถม ศรีหาจักร
และเปนพี่ชายของนายเกียรติศกดิ์ ศรีหาจักร (หรือคุณเถิกเพ็ญแขซาวด) เมื่อนายสมประสงค
                                   ั
เสียชีวิต ทางการไฟฟาก็ไดสง “นายวิชิต อวนไตร” มาแทน เมื่อนายวิชิตยาย “นายไพบูลย วิเศษ
                                 
สุนทร” มาแทน
          ตอมาเมือประมาณ พ.ศ. 2515 การไฟฟาก็ไดพฒนามาเรื่อยๆ ทางการไฟฟาไดจัดงบมา
                  ่                                         ั
พัฒนา เสาเดิมที่เปนเสาไมกเ็ ปลี่ยนเปนเสาดอนกรีตเสริมเหล็ก และไฟฟาเดิมที่ใชเครื่องจักรปน
กระแสไฟก็มาเปนไฟฟาเขือน และปลอยกระแสไฟฟาตลอด 24 ชั่วโมง โรงไฟฟาเดิมก็รื้อถอน
                              ่
เดี๋ยวนี้บริเวณโรงไฟฟาเดิมก็เปนสวนหนึ่งของโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม
          นายไพบูลย วิเศษสุนทร หัวหนาหนวยก็ไดยายเขามุกดหาร ตําแหนงหัวหนาหนวยก็วาง
ลง คงมีแตผูควบคุมการจายกระแสไฟฟา จนกระทั่ง พ.ศ. 2524 การไฟฟาจึงไดสง นาย สมพงษ
                                                                                  
นานโพธิ์ศรี (คนอําเภอนาแก จ. นครพนม) มาเปนหัวหนาหนวยแทนจนถึงปจจุบันนี้ และตอมา
นายสมพงษ ก็ไดเปนเขยบานคําชะอีจนถึงปจจุบน         ั
          พ.ศ. 2536 ทางการไฟฟามีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางการบริหารงาน โดยไดยุบหนวย
บริการไฟฟายอยบานคําชะอีไปรวมกับ “การไฟฟาสวนภูมิภาคสาขาอําเภอคําชะอี” มาจนถึง
ปจจุบัน ( นายเหมย สุวรรณไตรย นายสมพงษ นานโพธิ์ศรี. 1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ )



                               การประปาบานคําชะอี
        การประปาบานคําชะอีเริ่มมีในสมัยนายสมนึก เคนโพธิ์ เปนพัฒนาการตําบลคําชะอี ผูที่
ดึงงบประมาณมาใหคือ นายแสวง ธวัชวะชุม ส.ส. นครพนมในสมัยนั้น โดยใชน้ําจาก
หวยนอนมาผลิตน้ําประปา มีการสรางถังพักตรงกลางหมูบาน (ตรงขามบานของคุณเกียรติศกดิ์
                                                                                        ั
ศรีหาจักร) มีการวางทอเรียบรอย และไดปลอยน้ําไดชั่วระยะหนึ่ง แตเนื่องจากบานคําชะอีเปน
31

หมูบานทีอุดมสมบูรณ ในน้ํามีปลา ในนามีขาว ใตพนดินมีตาน้ําอยูมากมาย บานเรือนแตละหลัง
           ่                                                ื้
มีบอน้ําใชเอง จึงไมมใครสนใจใชน้ําประปา จะมีกเ็ พียงสวนนอย ในที่สุดการประปาชุดแรกนีก็มี
                       ี                                                                      ้
อันลมเลิกไป คงเหลือเพียงถังรางเปนอนุสรณใหเราเห็นจนทุกวันนี้
          ปจจุบัน การประปาบานคําชะอีมีอยู 3 แหง คือ
          1. ในหมูที่ 1 อยูที่ตลาดสด ตรงขามโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม เปนงบของ
กรมอนามัยจัดสรางให โดยมอบให อบ.ต. ดูแลตังแต 23 เมษายน 2542
                                                     ้
          2. ในหมูที่ 4 อยูที่วดโพธิ์ศรีแกว ซึ่งอยู 2 จุด คือที่หนาวัด จุดนี้เปนงบของ
                                 ั
ทหารสรางให และที่หลังวัด จุดนีเ้ ปนงบของกรมสงเสริมการปกครองทองถิน จํานวน 2,290,000
                                                                                      ่
บาท มอบให อบ.ต. ดูแลตังแตวันที่ 3 มิถุนายน 2551
                             ้
          3. ในหมู 14 จุดนี้อยูไกลหนอย คือ อยูนาวังสะนามติดหวยคันแทนอยหางจากบาน
ประมาณ 2 กม. เปนงบของกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น จํานวน 1,495,000 บาท มอบให
อบ.ต. ดูแลตั้งแตวนที่ 30 พฤศจิกายน 2549
                    ั
           การประปาบานคําชะอีจะมีปญหามากในเรืองแหลงน้ํา ดังนั้น แทนที่จะมีถังประปาแหง
                                                          ่
เดียวสามารถใหไดทั่วทั้งสีหมูบาน กลับมี ถึง 3 แหง 4 จุด แตก็ยงจายใหชาวบานไมทงถึง ตอนนี้
                           ่                                           ั                   ั่
คงไดแตรอการสรางฝายหวยคันแทใหญ ซึงยังไมทราบวาจะไดมาเมื่อไร คงไดแตรอเรื่อยไป
                                              ้
 ( จากเอกสารของ อบ.ต. คําชะอี และายเหมย สุวรรณไตรย. 1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ )



                             ศูนยพัฒนาเด็กเล็กบานคําชะอี

         ศูนยพฒนาเด็กเล็กบานคําชะอีกอตังเมื่อป 2523 สมัย นายจําลอง อุปญญ เปนกํานัน นาย
               ั                           ้                              
แถม แสนโสม เปนผูใหญบาน นายหิมะ สุวรรณไตรย หมอ ร.พ.ช. โดยไดแรงบันดาลจากที่ไดไป
                    
ประชุม อบรมและไดเห็นทีอื่นมีศนยพฒนาเด็กเล็ก จึงนําแนวคิดมาประชุมปรึกษาหารือกับ
                          ่     ู ั
ชาวบาน และพัฒนาการตําบลสามทาน คือนายสมนึก เคนโพธิ์ นายลวน ทะสา และนายพิกล            ุ
รอบคอบ พัฒนาการทังสามทานนี้เปนกําลังสําคัญในการดําเนินการจนไดรับงบประมาณมาสราง
                      ้
อาคาร มีนายเหมย สุวรรณไตรย นายบานชื่น สุวรรณไตรย เปนชาง ( นายเหมย สุวรรณไตรย.
1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ )         เมื่อสรางเสร็จแลว ไดประชุมชาวบานเพือสรรหาผูดูแลเด็ก
                                                                        ่         
(ผดด.) ในตอนแรกไดกําหนดวา ผูที่จะมาเปนผดด. ตองเปนหญิงสาวโสด รักเด็ก เมือพรอมแลว
                                                                                ่
จึงไดประกาศรับสมัครเด็กอายุ 3 – 6 ป มาเขาศูนย และไดเรียนเชิญทานอาจารยจินดา จิตจักร มา
เปด เงินเดือนของ ผดด. ก็เก็บจากผูปกครองทีนําเด็กมาเขาศูนย คนละ 60 บาท ตอเดือน เพราะ
                                              ่
งบประมาณจากทางการยังไมมี
32

         ศูนยฯ แหงนี้ไดพฒนาขึนมาเรื่อยๆ ตอมามีหนวยงานพัฒนาชุมชนเขามาดูและเรื่อง
                           ั    ้
งบประมาณตางๆ ทั้งคาอาหารกลางวัน คาอาหารเสริม (นม) รวมทั้งคาตอบแทนของครูผดูแลเด็ก
                                                                                   ู
และอุปกรณการเรียนการสอนทุกอยาง ในปจจุบัน (2552 ) ไดโอนใหองคการบริหารสวนตําบล
คําชะอี เปนผูดูและรับผิดชอบ โดยไมมการเก็บคาบํารุง มีคณะกรรมการศูนยเปนผูบริหารจัดการ
                                      ี                                    
         ศูนยพฒนาเด็กเล็ดบานคําชะอีในปจจุบัน มีเด็กอยูในความดูแล 63 คน มึครูผดูและเด็ก 3
                ั                                                              ู
คน คือ
         1. นางจงลาวัลย พลวงศ
         2. นางเตรียมจินดา แสนโสม
         3. นางณัฐธยา สุวรรณไตรย
   ครูในอดีต
       1. น.ส.    วัชราภรณ สุวรรณไตรย
       2. น.ส.    ประยงค ธงศิลป
       3. น.ส.    โสภา สุวรรณไตรย
       4. น.ส.    เพชรา อุปญญ
       5. น.ส.    มาลาศรี วังคะฮาต
       6. น.ส.    บุษกรณ เมืองฮาม
       7. น.ส.    มัจฉา สุวรรณไตรย
       8. น.ส.    พลรม กุลวงค
       9. น.ส.    ระบอบ วังคะฮาต
       10. น.ส.   ลําพูน อินทรภูวา
       11. น.ส.   สัญญาลักษณ คนซือ ่
   ทําเนียบคณะกรรมการ
       1. นายบุญทวี สุวรรณไตรย           ประธาน
       2. นายวิบลย สุวรรณไตรย
                ู                              รองประธาน
       3. นางคุณากรณ กิตอาษา
                         ิ                     เลขา
       4. นางอนาโลม ราชชมพู                    เหรัญญิก
       5. นางนิตยา สุวรรณไตรย                 กรรมการ
       6. นางรัตนาภรณ คนซื่อ                  กรรมการ
       7. นายนราธิป อุปญญ            กรรมการ
       8. นายวรธรรม วังคะฮาต                   กรรมการ
       (จากเอกสารประวัติศูนยพัฒนาเด็กเล็กบานคําชะอี)
33



                                 ตลาดสดบานคําชะอี
           กอนมาเปนตลาดสดดังที่เห็นในปจจุบันนีนั้น สมัยที่กงอําเภอคําชะอียังอยูทบานคําชะอี
                                                  ้           ิ่                    ี่
ตรงนี้จะเปนที่ตงที่ทําการกิ่ง ( เรียกกันประสาชาวบานวา “ศาล” และขออนุญาตเรียกตามนี้ ถึงแม
                     ั้
ไมใชศาลก็ตาม ) ตอนผูเ ลาเปนเด็กยังทันเห็นและพี่ชายเคยพาไปเก็บกระดาษทีเ่ จาหนาทีไมใชและ
                                                                                        ่
นําออกทิ้งนอกศาลเรียกวา “เจี้ยศาล” เพื่อนํามาเขียนรูปเลน เมื่อกิ่งถูกยายเขาบานนําเที่ยงก็เลย
รางเปนที่ราชพัสดุเรื่อยมา
           แรกเริ่มเดิมทีนั้น นางพลรม สุวรรณไตรย (สกุลเดิม กุลวงค) เปนคนแรกที่มาตังแผงลอย
                                                                                           ้
เล็กๆ จําหนายสินคาเบ็ดเตล็ดเล็กๆ นอยๆ พรอมทั้งมีอาหารตามสั่ง เนืองจากเห็นวาตรงนี้เปนทางสี่
                                                                      ่
แยกและเปนที่พักรอรถของชาวบานศรีมงคล บานแกงชางเนียม บานโนนสวาง และบานนาปุง
เผื่อมีผูมารอรถจะไดแวะซื้ออะไรติดไมติดมือกลับบานบาง ประกอบกับมี โรงเรียนมัธยมคําชะอี
พิทยาคมไดมาตังอยูที่ฝงถนนตรงขาม มีนักเรียนมาอุดหนุนมากขึน จึงไดชวนเพื่อนอีกมาตั้งแผง
                        ้                                       ้
ลอยขาย
           ตอมาสมัย นายเหมย สุวรรณไตรย เปนกํานันตําบลคําชะอี (พ.ศ. 2540 – 2543 )
ไดทําโครงการของตําบลเพือจะสรางหองแถวเปนศูนยสาธิตการตลาด และใหกลุมแมคาดังกลาว
                              ่
เชา ก็ปรากฏวาไดผลดีมีผูเชาเพือเปนรานขายสินคาจนเต็ม
                                  ่
           ตอมา พ.ศ. 2542 ทางองคการบริหารสวนตําบลคําชะอีก็ไดงบประมาณ 357,580 บาท
สรางตลาดสดขึนทางทิศใตใกลกับหองแถว กวาง 11.5 เมตร ยาว 15 เมตร สูง 4 เมตร และเปน
                   ้
ตลาดสดบานคําชะอีมาจนถึงทุกวันนี้.


                                   สถานีอนามัยตําบลคําชะอี
        สถานีอนามัยบานคําชะอี เปนสถานีอนามัยประจําตําบล แรกเริ่มนั้นสรางเมื่อพ.ศ. 2511
สถานที่เดิมนันอยูที่หนาวัดโพธิ์ศรีแกว ดวยความรวมรวมไมรวมมือของชาวบานในการจัดหาตัว
             ้
ไมมาสราง แตก็ไดเพียงยกโครง มุงหลังคาเขาพื้น ตอจากนั้น คุณครูแถม ศรีหาจักร ก็รับภาระ
ตอในการหาไมกระดานฝา หนาตาง ใหชางชาวบานเปนผูสรางให เปนอาคารไมทงหลัง ทรงสูง
                                                                                  ั้
เหมือนกับธรรมดาทั่วไป แตใหญกวาบาน
        ป พ.ศ. 2512 น.ส. เฉลิมขวัญ ศรีหาจักร (นางเฉลิมขวัญ จันทคาม ) ลูกสาวของคุณครู
แถม สอบบรรจุไดตําแหนง “ผดุงครรภอนามัยจัตวา” ก็เลยมาบรรจุลงที่นี่พอดี
        อยูมาไดยายที่ทําการขึ้นไปอยูในที่ราชพัสดุขางสถานีตํารวจ และอยูที่นี่มาจนถึงปจจุบัน
                                        
34

          นางเฉลิมขวัญปฏิบัตหนาทีอยูทนี่จนกระทั้งป 2535 จึงไดยายไปเปนหัวหนาสถานีอนามัย
                                ิ     ่ ี่
ตําบลคําบกเพื่อรับตําแหนงที่สงขึ้น ทางการไดให นางศรีถาวร สุวรรณไตรย มาเปนหัวหนาสถานี
                                  ู
อนามัยแหงนีแทน ้
          ป. พ.ศ. 2536 นางเฉลิมขวัญซึ่งประจําอยูที่สถานีอนามัยตําบลคําบกสอบเลือนระดับเปน
                                                                                 ่
“เจาหนาทีบริหารงานสาธารณสุข 6” ได จึงไดยายกลับมารับตําแหนงหัวหนาสถานีอนามัยที่นอีก
             ่                                                                              ี่
ครั้งหนึ่งเมื่อป พ.ศ. 2537 สวนนางศรีถาวร ยายไปเปนหัวหนาสถานีอนามัยตําบลคําบก
          นางเฉลิมขวัญเกษียณอายุราชการเมือ ป พ.ศ. 2545 ทางอนามัยไดสง นายสําคัญ อาจหาญ
                                             ่
(ชาวบานน้ําเที่ยง แตเปนเขยบานคําชะอี) มาแทน และนายสําคัญไดลาออกราชการ ( ตามโครงการ
เกษียณราชการกอนกําหนดที่เรียกกันวา เออรลี่ รีไทร ) เมือป พ.ศ. 2548 ทางอนามัยไดสง นางวง
                                                          ่                           
จันทร เมืองฮาม มาแทน
          นางวงจันทร เมืองฮาม เมื่อดํารงตําแหนงหัวหนาสถานีอนามัยแหงนี้ ก็ไดทุมเทพัฒนา
รวมกับเจาที่และชาวบาน เพือใหเปนสถานีอนามัยที่มีความพรอมที่จะใหบริการแกชาวบานในดาน
                              ่
สุขภาพพลานามัย มีโครงการหลายอยางเพื่อสนับสนุนความอยูดีมีสขของชาว เชนสนับสนุนโครง
                                                                     ุ
TO BE NUMBER ONE ตั้งและสนับสนุน ชมรมสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุบานคําชะอี ซึ่ง
ชมรมนี้ไดบทบาทสําคัญในการสรางเสริมสุขภาพใหแกตนเองดวยการออกกําลังแบ AEROBIC
DANCE (แอโรบิค ดานซ) ทําใหสขภาพของสมาชิกดีขึ้น เชน โรคความดัน โรคเบาหวานลดลง
                                    ุ
เปนตัวอยางดานการมีสุขภาพดีทําใหผูสูงไดมารวมเปนสมาชิกมากขึ้นๆ นอกจากนี้ ยังไดรับ
คัดเลือกจาก การทองเที่ยวและกีฬาจังหวัดมุกดาหาร ใหเปนตัวแทนของจังหวัดเขารวมแขงขันใน
งานมหกรรมกีฬาผูสูงอายุแหงประเทศเมือป 2551 ที่จังหวัดมหาสารคาม และป 2552 ที่จังหวัด
                                           ่
เพชรบุรี ทั้งสองครั้งก็ไดถวยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลับมา นับเปนผลงานทีนาภาคภูมใจ
                                                                                ่         ิ
อยางยิ่ง เพราะชมรมนี้ตดหนึงในสามของทุกจังหวัดทั่วประเทศ และถือวาเปนผลงานของสถานี
                          ิ ่
อนามัยตําบลคําชะอี โดยการสนับสนุนของนางวงจันทร หัวหนาสถานีพรอมทั้งเจาหนาทีอนามัย   ่
ทุกทาน.


                             องคการบริหารสวนตําบลคําชะอี
         ตอนแรกนั้นเปนสภาตําบลคําชะอีตามกฎหมายวาสภาตําบล เริ่มมีสมัยนายตรอง อุปญญ    
เปนกํานัน ยังไมมีที่ทําการสภาตําบล ตองอาศัยศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ศรีแกวเปนที่ประชุม
         มาเปนรูปเปนรางที่ชดเจนสมัย นายแถม แสนโสม เปนกํานันโดยกํานันนันเปน
                              ั                                               ้
ประธานสภาโดยตําแหนง สรางที่ทําการสภา ฯ ตรงบริเวณที่เปนอนามัยทุกวันนี้ ตอมาไดรื้อถอน
มาสรางที่หนาวัดโพธิ์ศรีแกว ( เดี๋ยวนีเ้ ปนที่ทําการผูใหญบานหมูที่ 11 )
                                                               
35

          23 กุมภาพันธ 2540 เปลี่ยนจากสภาตําบลมาเปนองคการบริหารสวนตําบล มีนายก
องคการบริหารสวนตําบลที่มาจากการเลือกตั้งเปนผูบริหาร เรียกยอๆ วา นายก อบ.ต. อยูในตํา
                                                                                    
แหนงวาระละ4 ป ซึ่ง อบ.ต. คําชะอี มีนายกฯ มาแลว 2 คน คือ นายกิติศกดิ์ สุวรรณไตรย หนึ่ง
                                                                      ั
วาระแตไมครบวาระ เพราะบรรจุเจาหนาที่ อบ.ต. ได เลยลาออก คนที่สองคือ นายุทธศักดิ์
อุปญญ ดํารงตําแหนงสองวาระ
    
          ป พ.ศ. 2546 ไดยายที่ทําการมาอยูทขางปาชาดานตึงมาจนถึงปจจุบัน
                                              ี่
          ป พ.ศ. 2548 ไดงบประมาณสรางอาคารทีทําการใหม 3,990,900 บาท แตอนุมัติมาไดมา
                                                    ่
สรางแทๆ ในป พ.ศ. 2551
          ในอนาคตอันใกลนี้คิดวาจะไดยกฐานะเปนบาล ซึ่งชาวบานคําชะอีกไดแตรอ
                                                                            ็
ผูที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเปนนายกเทศมนตรีกไดแตเตรียมตัวรอ จะรอเกอหรือเปลายังสงสัย.
                                                 ็


                                      ประกวดหมูบาน อพป.
        เปนนโยบายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยที่จะใหประชาชนไดอยูดีมีสุขทั้ง                
กายและใจ จึงกําหนดใหมีโครงการ “หมูบาน อพ.ป.” ยอมาจารคําวา “ หมูบานอาสาพัฒนาและ
ปองกันตนเอง ” คือใหประชาชนแตละหมูบานไดรูจักการพัฒนาวิถีชีวิตของตนเองเพือยกระดับ
                                                                                             ่
จากสภาพเดิมใหสงขึ้น และขณะเดียวกันก็ใหรูจักปองกันตนเองจากภัยคุกคามตางๆ ทังภัย
                   ู                                                                      ้
ธรรมชาติและภัยอันเกิดจากมนุษย เมือโครงการนี้เปนรูปเปนราง ก็มการประกวดแขงขันกัน ตอน
                                      ่                                 ี
แรกแขงขันถึงระดับประเทศ ตอมาจึงกําหนดใหเปนแคระดับภาค เพราะแตละภาคนั้นวิถีชีวต               ิ
ความเปนอยูของประชาชนตางกัน
        บานคําชะอีก็ไดรับการตัดเลือกเขาแขงขันเมื่อ ป 2530 แตในระดับจังหวัดแพบานภู
อําเภอหนองสูง บานภูก็เลยเปนตัวแทนของจังหวัดมุกดาหารเขาแขงขันระดับภาค แตก็แพ
        พอป 2531 บานคําชะอีไดรับคัดเลือกเปนตังแทนของจังหวัดเขาแขงขันระดับภาค เพราะ
ทางการเห็นวาบานคําชะอีมีความพรอมสูง
        เมื่อไดรับการคัดเลือกเขาแขงขันในระดับภาค ประชาชนทุกหมูเหลาในบานคําชะอีโดยการ
นําของ “กํานันแถม แสนโสม” มี อาจารยจินดา จิตจักร อาจารยพิน สุวรรณไตรย อาจารยวบูลย              ิ
สุวรรณไตรย สามที่ปรึกษาที่เขมแข็งไรเทียมทาน ก็เรงพัฒนาหมูบานในดานตางๆ ที่สอดคลองกับ
                                                                      
เกณฑการประเมิน ทั่งทังหมูบานมีการสรางรั้วและทาสีขาว ประดับประดาตกแตงรั้วบานและ
                         ้
บริเวณบานใหสวยงาม ที่รั้วหนาบานก็ปลูกพืชผัก ใหสอดคลองกับคําวา “ พืช ผัก สวนครัว รั้วกิน
ได” มีการเขียนปายบานเลขที่ทกหลังคาเรือน เขียนปายคําขวัญปลุกใจตางๆ ทั้งปายเล็กปายใหญ
                                 ุ
ติดตามรั้วบาน ทีทํางานของกลุม และที่สําคัญ (ผูเ ลาก็มีหนาที่อยูในกลุมผูเ ขียนปาย ซึงมีหลายคน
                                                                                           ่
36

สวนมากเปนครู เชน ครูกุน เวฬุวนารักษ ครูสนทนา สุวรรณไตรย ครูธนวัฒน ธีระสุจิ ครูมนตรี
นรบัตร ครูนําชัยอุปญญ เปนตน ขออภัยที่จําไมไดหมด ) มีการจัดเวรยามดูแลหมูบาน จําทับที่
                         
ดับเพลิง เปนตนกิจกรรมของกลุมองคกรตางๆ ของชุมชนซึ่งมีมานานแลว แตไมเปนรูปเปนรางที่
ชัดเจน ก็พากันจัดใหเปนระบบระเบียบอยางดี เชน ดานการปกครอง ดานปองกัน ดานการคลัง
ดานสาธารณสุข ดานการศึกษา ดานสิงแวดลอม เปนตน ซึ่งมีประมาณ 30 กวาองคกร ใหแตละ
                                        ่
องคการมีคณะกรรมการที่ชดเจน และประธานของแตละองคกรเตรียมกลาวรายงานในวันที่
                             ั
เจาหนาที่มาประเมินใหคะแนน โดยมีขอกําหนดวา ผูที่จะกลาวรายงานนันตองเปนราษฎรชาวบาน
                                                                             ้
ธรรมดา บางองคกรจึงมีราษฎรธรรมดาปลอมหลายองคกร พากันฝกซอมการกลาวรายงานใหมี
สําเนียงพูดเหมือนชาวบานๆ (ทําทีพดไทยไมคอยจะเลื่อนไหล) ก็ไดหัวเราะกันเสียงขรม
                                      ู
          กลางคืนแทบจะทุกคืนตองลงประชุมกันที่วดโพธิ์ศรีแกวเพื่อตรวจสอบความพรอม และมี
                                                    ั
การฝกซอมการปรบมือแบบ อพป. และรองเพลงหลายเพลงลวนแตปลุกเราใจใหใฝพัฒนา
          ทางเจาหนาที่ของอําเภอก็ทุมเทลงมาชวย โดยยกอําทั้งอําเภอลงมานําโดย ทานนายอําเภอ
ปราโมทย สัจจะรักษ ทานผูนไดมอบเงินมาชวยเตรียมงาน ถึง 10,000 บาท และลงมาบัญชาการ
                                 ี้
ดวยตัวทานเองโดยไมเห็นแกความเหน็ดเหนือย ทานเปนคนติดดิน คลุกคลีกบชาวบานอยางเปน
                                            ่                                    ั
กันเองโดยไมถอตัว บางวันดวยความออนเพลียทานก็นอนพักเหนื่อยปะปนกับชาวบาน นา
                   ื
สรรเสริญยิ่ง ปจจุบน (พ.ศ. 2552) ทราบขาววา ทานไดเปน ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน นับวา
                       ั
สมควรอยางยิง และขอแสดงความดีใจกับทานดวย
                 ่
          ทางจังหวัด โดย ทานผูวา ฯ ไมตรี นัยกุล ก็สงใหเจาหนาที่ที่มีประสบการณลงมาชวย
                                                      ั่
รวมกับทางอําเภอคําชะอี
          คูแขงของเราคือบานโพน อําเภอคํามวง จังหวัดกาฬสินธุ ซึ่งบานผูไทยเหมือนกัน กอนที่
                                                                               
คณะกรรมการจะมาประเมินราว 5 – 6 วัน ไดพากันแอบไปสอดแนมดูขอเดนขอดอยของบานโพน
                                                                           
เพื่อเอามาปรับปรุงบานคําชะอี ที่ไปตอนนั้นมีกํานันแถม ครูวิบูลย และอีกหลานคน (ขอโทษที่จํา
ไมได) รวมทังผูเลาดวย
               ้
          ตนป พ.ศ. 2532 คณะกรรมการประเมินจากกองทัพภาค 2 โดคราช โดยมีหลายหนวยงาน
รวมเปนกรรมการก็ออกมาประเมิน
          ความเหนือยใจ เหนือยกายหายเปนปลิดทิง เมื่อผลการประเมินปรากฏออกมา
                     ่         ่                  ้
          “หมูบาน อพป. คําชะอีชนะเลิศในระดับภาค” ซึ่งเปนระดับสูงสุดของโครงการประกวด
ไดรางวัล 60,000 บาท พรอมโลเกียรติยศ บานคําชะอีไดสงตัวแทนโดยมีกํานันแถม แสนโสม
เปนผูนํา ไดลงไปรับโลเมือวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 ที่กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา โดย
                           ่
มี พล.ท.อิสระพงษ หนุนภักดี เปนผูมอบ
37

           บานคําชะอีเรา ซึ่งเปนบานผูไทยไมธรรมดา ถาไดรวมใจพรอมเพียงกันแลว สามารถทํา
                                        
ไดตงแต “สากกะเบือ ยันเรือรบ”
    ั้
( ครูวิบูลย สุวรรณไตรย ครูพิน สุวรรณไรย นางทองมี ไวสูศึก. 4 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ)



                                   ถึงคราวเปนอําเภอราง
           จากการไดอานหนังสือประวัติผไทยหลายเลม ก็เลยทราบวา ชนเผาผูไทย เปนชนเผาที่ถก
                                            ู                                                         ู
สาปไมใหมีความเจริญรุงเรืองทันชนเผาอื่น เรื่องมีอยูวา
                            
           ตอนทีผูไทยอพยพจากเมืองแถงมาอยูกับเจาอนุรุธราชเจานครเวียงจันทน มีทาวกา ( คงมี
                  ่                               
ผิวสีคล้ําจึงเรียกวา กา ) เปนหัวหนา เจาอนุรุธฯ จึงใหไปอยูเมืองวัง และตอมาไดเปนเจาเมืองวัง
เจาอนุรุธฯไดประทานนางสนมชื่อวา นางลาว เปนชายา ( เมีย )
มีบุตรชายดวยกัน 2 คน คือ ทาวก่ํา ( คงยิ่งดํากวาทาวกาผูพอ ) และทาวแกว เมื่อทาวกาตาย ทาว
                                                             
ก่ําไดเปนเจาเมืองแทน และตั้งทาวแกวเปนอุปฮาด (อุปราช) ทาวก่ําเจาเมืองมีนิสัยไมดี รีดนาทา
เรนราษฎร สรางกฎระเบียบใหมเพือประโยชนตน สวนทาวแกวเปนคนดีพรอมทุกอยาง ทาวก่ํา
                                       ่
จึงกลัวทาวแกวยึดอํานาจชิงเอาเมืองจึงหาทางฆาทาวแกวตาย นางลาวผูเ ปนแมโกรธมาก พีนอง       ่
กันแทๆ ทําไมฆากันไดลงคอ ดวยความโกรธจัดจึงสาปแชงไมใหเผาผูไทยเจริญรุงเรือง “อยาใหได
                                                                           
อยูเรือนพื้นแปนแผนกระดานกับเขาเลย” พอนานมาเมือสางโศรกแลวนางลาวก็ไดคดวาสาปแชง
                                                               ่                          ิ
รุนแรงไป ก็กลัววาลูกหลานรุน 10 ป 100 ป ... ในอนาคตจะไมเจริญ จึงแกคําสาปใหผอนลง โดย
อธิษฐานกับกอนทั่ง (เหล็กแทงใหญสําหรับวางพราใสตอนตีพรา) วา “ใหเขาเจริญรุงเรื่องก็ตอเมือ
                                                                                                  ่
กนทั่งกอนนี้เปอยเปนตม” วาแลวก็โยนกอนทั่งกอนนั้นลงแมน้ําโขง
           จึงเปนทีนาสังเกตวา ทองถิ่นใด เมืองใดที่เปนของผูไทยมักจะมีอันเปนไปที่ขดขวางความ
                    ่                                                                   ั
เจริญ เชน เมืองหนองสูงก็ยายไปอยูนาแก เมืองเรณุนคร ก็ยายเขาธาตุพนม เมืองกุดสิม ( หรือ
                                         
กุดฉิม ) ก็ยายเขาบัวขาว ฯลฯ ก็นาคิด
           แตในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงตรัสวา สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไมมีสงใด             ิ่
ยั่งยืน มีการเกิดเปนเบืองตน มีการเปลี่ยนแปลงเปนทามกลาง และเสื่อมสลายแตกดับเปนขั้น
                          ้
สุดทาย
           บานคําชะอีก็คงอยูในกรอบของพระพุทธดํารัสนี้
                                
           ไดรับการยกฐานะเปนกิ่งอําเภอตั้งป พ.ศ. 2484 อยูมาทางการเห็นวากิ่งอําเภอคําชะอีอยูใน
ปา การคมนาคมไมสะดวกประกอบกับมีไขปาชุกชุม เจาหนาที่ที่มาประจําเปนไขปาตายไปหลาย
ราย ดังนัน ในป พ.ศ. 2492 (สมัยนายอวน เคหาศัย เปนหัวหนากิ่ง) จึงไดยายที่ทําการกิ่งไปตั้งอยูที่
            ้                                                                  
บานน้ําเที่ยงหางจากบานคําชะอีขนไปทางทิศเหนือ 10 กิโลเมตร แตยงใชชื่อ "กิงอําเภอคําชะอี" อยู
                                    ึ้                                   ั        ่
38

           6 มิถุนายน 2499 ไดรับยกฐานะเปน "อําเภอคําชะอี" ที่ทาการอําเภอก็ยังคงอยูที่บานน้ํา
                                                                  ํ                 
เที่ยงเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน สวนบานคําชะอีก็เปนเพียง "อําเภอราง" มีฐานะเปนตําบลคําชะอี
ขึ้นกับอําเภอคําชะอี และมีฐานะเปนเพียงเจาของชือ "อําเภอคําชะอี" เทานั้น
                                                  ่

       ถึงแมจะเปนแค "อําเภอราง" ก็ขอใหเราชาวบานคําชะอีไดไดมีความภูมใจ ใหหวงแหนผืน
                                                                                ิ
แผนดินทีอุดมสมบูรณแผนนี้ที่บรรพบุรุษไดจับจองไวให เราผูเปน ลูก หลาน เหลน โหลน ... จง
         ่
รวมใจพัฒนาใหเจริญรุดหนาตอๆ ไป และจงตระหนักเสมอวา "บานคําชะอีแหงนี้ เปนที่
บรรพบุรุษเราเคยอยู เปนที่ปเู ราตาย เราจะรักษาไว เมื่อถึงกาลเราตาย เราก็จักฝงกายไวทนี่"
                                                                                        ี่

                     ----------------------00000000000--------------------------



        ผูไทยดํา ชาวเมืองวัง เมื่อครั้งกอน        ถูกกวาดตอน ขามโขงมา จาละหวั่น
ครั้งปราบศึก เจาอนุ วงคเวียงจันทน                จึงพากัน มาพักคาง กลางวนานต
        แลวหักลาง ถางพง ดงบังอี่                  ริมสายน้ํา "คําแมงอี" เปนที่ฐาน
ใหเปนสวน เปนนา อยูชานาน                        พัฒนา มาเปนบาน "คําชะอี"
        รอยหกสิบ ปกวา อายุบาน                   เราสืบสาน วัฒนธรรม นําวิถี
ไดยึดหลัก พุทธรรม นําชีวี                          พรอมภักดี องกษัตริย ขัตติยา
        เราสรางบาน แปลงเมือง จนเรืองรุง          รวมผดุง ประเทศชาติ ศาสนา
สามัคคี รวมพลัง พัฒนา                               จนกาวหนา ลือเสียง อยางเกรียงไกร.

                                                              ณรงค อุปญญ.
                                                                       
39


                                  เอกสารอางอิง

     1. บทบาทของพอลามชาวผูไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร.
ปริญญานิพนธ ของ นําชัย อุปญญ : พฤษภาคม 2538
     2. เมืองมุกดาหาร. สุรจิตต จันทรสาขา : ตุลาคม 2543
     3. ที่ระลึก อนุสรณงานณาปนกิจศพ อาจารยนําชัย อุปญญ : พฤศจิกายน 2545
     4. เลาเรื่องเมืองหนองสูง. พูลสวัสดิ์ อาจวิชัย : มีนาคม 2537
     5. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยนําชัย อุปญญ : 25 พฤศจิกายน 2545
     6. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยนภดล อุปญญ : 16 เมษายน 2540
     7. บันทึกประวัติ นายฟอง อุปญญ อดีตกํานันตําบลคําชะอี. นําชัย อุปญญ :
         ม.ป.ป.
     8. อนุสรณืงานฌาปนกิจศพ อาจารยแถม ศรีหาจักร : 25 สิงหาคม 2544
     9. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยบรรเลง อุปญญ : 10 พฤษภาคม 2546
     10. คูมือนักเรียน โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม (ม.ป.ป. )
     11. บันทึกประวัติวัดปาสุภัททาราม. อาจารยสอนแกว จันทะวัง (ม.ป.ป.)
     12. บันทึกประวัติวัดโพธิ์ศรีแกว นายบุญเพ็ง คนซื่อ นายสวัสดิ์ สุวรรณไตรย
         : 19 ก.ค. 2539
40


                             รายนามผูใหสัมภาษณ

        บุคคลที่ใหสัมภาษณตอไปนี้ ใหการสัมภาษณหลายครั้ง หลายเรื่อง โดยไดบันทึก
ในเนื้อหาที่เลาแลว จะมีเฉพาะบางคนที่สัมภาษณครั้งเดียวจึงไดระบุวันที่ใหสัมภาษณ
ลงไปดวย จึงขอขอบคุณทุกทานที่ใหสมภาษณ ใหมูลที่เปนประโยชนในการเลาในครั้งนี้
                                        ั
        1. นายเฉลย สุวรรณไตรย
        2. นายนี วังคะฮาต (บานนาปุง)
        3. นายเหรียญชัย เหมหาญ
        4. นายสาคร สุวรรณไตรย
        5. ลุงเซียงสา อินทิลาด บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
        6. ลุงสะหวาง ไซยะจัก บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
        7. ปามอน ไซยะจัก บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551
        8. นายสิน สุวรรณไตรย
        9. นายอินทา วังคะฮาต (ลุงก่ํา)
        10. นายเหมย สุวรรณไตรย
        11. นายสกล คนซื่อ
        12. นายประเนิม คนซื่อ
        13. นายเกียรติศักดิ์ (จอ) สุวรรณไตรย
        14. นางบอน อุปญญ (บานศรีมงคล)
        15. นายแปว สุวรรณไตรย
        16. นายสมพงษ นานโพธิ์ศรี
        17. นางเฉลิมขวัญ จันทะคาม
        18. นางวงจันทร เมืองฮาม
        19. นายกด กุลวงค
        20. นางทองมี ไวสูศึก

เล่าขานบ้านคำชะอี

  • 1.
    1 เลาขานเรื่องบานคําชะอี โดยณรงค อุปญญ กอนเขามาอยู ตรงที่เปนหมูบานคําชะอี กอนหนาที่จะกําเนิดเกิดเปนหมูบานนัน ไดเปนสวนหนึ่งของ ้ บริเวณดงหนาปาทึบอันกวางใหญ ซึ่งเปนดงที่อดมสมบูรณมากและมีเนินเขาหลายลูกที่เปนตน ุ กําเนิดของลําหวยหลายสายกระจัดกระจายอยู มีลําหวยทีใหญและยาวสุดที่สดในบริเวณนี้ ตนของ ่ ุ ลําหวยสายนี้อยูที่ภูสีฐานอําเภอคําชะอี ไหลผานอําเภอหนองสูง อําเภอนิคมคําสรอย มีลําหวยหลาย สายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกทีกลาวแลวไหลมาสมทบทําใหเปนลําหวยสายใหญ แลวไปตกแมน้ํา ่ โขงทีอําเภอดอนตาล ลําหวยสายใหญสายนี้เรียกวา "หวยบังอี่" ดงหนาปาทึบทังสองฟากฝงลํา ่ ้ หวยบังอี่นี้จึงเรียกวา "ดงบังอี" เปนดงทีกวางใหญกินเนือที่อําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อําเภอ ่ ่ ้ นิคมคําสรอยและอําเภอดอนตาล ทังหมดนี้อยูในเขตจังหวัดมุกดาหาร ้ บรรพบุรุษเดิม ผูไทยเราเคยมีประวัติเลาขานถึงความยิงใหญตงแตสมัย “อาณาจักรนานเจา” เรื่อยลง ่ ั้ มาถึง “สิบสองเจาไทย” หรือ “สิบสองจุไทย” ที่จะกลาวตอไปนี้จะกลาวเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษ ของผูไทยชาวบานคําชะอีพอสังเขปเทานัน ้ บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอี ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เปนชนเผา ผูไทยดํา เทาที่ผูรูคนพบไดบันทึกไววาเดิมผูไทยเผานี้มนิวาสถานอยูที่ เมืองแถน หรือ เมืองแถง   ี (หรือ เมืองนานอยออยหนู หรือ เมืองน้ํานอยออยหนู) เมืองนี้ในปจจุบันคือ เมืองเดียนเบียนฟู ใน ประเทศเวียดนาม ที่เรียกวา ผูไทยดํา นั้น ไมใชวาผูไทยเผานี้มผิวสีดํา เพราะผิวผูไทยนันออกจะดําแดง ถึง ี ้ ขาวแดง แตเรียกตามสีของเสื้อผาเครื่องแตงกายที่ผไทยเผานี้ชอบใชสดํา เพราะในสมัยนันชนเผานี้ ู ี ้ ไดรูจักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมือสกัดออกมาแลวจะไดสีเปนสีคราม ตอมาพืชชนิดนี้จึง ่ เรียกวา "ตนคราม" กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากตนครามนี้มขบวนการที่ซับซอนพอสมควร ซึ่ง ี นับเปนภูมปญญาอันสูงสงของบรรพบุรษสมัยนัน ที่ยงไมรูจักคําวา "เทคโนโลจี" เลย เมื่อนําผา ิ ุ ้ ั (ที่ผลิตดวยมือและมีขบวนการที่ซับซอนเชนกัน) มายอมกับสีที่สกัดไดนเี้ สร็จแลวจะไดผาสีดํา คราม ซึ่งในความรูสึกของผูไทยเผานี้วาเปนสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผาสีดําครามนี้มาตัดเย็บ (ดวยมือ) เปนเสื้อ กางเกง ผาถุง หรือแมกระทั่งเครื่องนุงหมอื่นๆ เสื้อผาสีดําครามนี้จะเปนทีนิยม  ่ ใสเปนประจําไมวาจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีตางๆ
  • 2.
    2 การแตงกายดวยเสือผาสีดํานี้จึงเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของผูไทยเผานี้ จึงไดรับขนานนามวา "ผู ้  ไทยดํา" สวนผูไทยอีกเผาหนึงอยูที่ "เมืองไล" ซึ่งเปนเมืองคูแฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยูตอน ่  เหนือของเมืองแถนขึนไปใกลกับดินแดนจีน คงจะยอมผาสีครามไดเชนเดียวกัน แตเนืองจากอยู ้ ่ ใกลจีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุงขาวหมขาว ผูไทยเมืองไลนี้จึงนุงชอบขาวหมขาว เหมือนชาวจีน เลยไดขนานนามวา "ผูไทยขาว" อยูมาเมืองแถนเกิดทุพภิกขภัย คือภัยจากธรรมชาติ ฟาฝนไมตกตองตามฤดูกาล ขาวยาก หมากแพง เจาเมืองไมสามารถแกปญหาได หนําซ้ําเจาเมืองอาจไปขมเหงรังแกชาวเมืองก็เปนได  ชาวเมืองแถนกลุมใหญกลุมหนึงจึงอพยพหนีลงมาอาศัยอยูกับเจาอนุรุธราชเจาเมืองเวียงจันทน ่ เจาเมืองเวียงจันทจึงใหผไทยกลุมนีไปอยูที่ "เมืองวัง" และตอมาไดขยับขยายไปเปนอีก ู ้ หลายเมือง เชน เมืองบก เมืองผาบัง เมืองอางคํา เมืองพิน เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคําออ เมืองเซียงฮม เมืองพาน เปนตน (เมืองเหลานี้อยูในแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว)  บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอีเปนชาวเมืองวัง ถูกกวาดตอน ประเทศลาวไดตกเปนเมืองขึ้นของสยามใยสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2369 เจาอนุวงษเวียงจันทนเปนกบฏตอกรุงเทพ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ใหกองทัพ สยามขึ้นไปปราบไดสําเร็จและไดกวาดตอนผูคน รวมทังผูไทยเมืองตางๆ เขามาอยูทางฝงขวาของ ้   แมน้ําโขงดวย ผูไทยทีถูกกวาดตอนมานี้บางกลุมขออาศัยอยูใกลแมม้ําโขงเพราะใกลกับบานเกา  ่ เมืองเกาทีเ่ คยอยูเดิม เชน ที่จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัด มุกดาหาร เปนตน บางกลุมก็ใหไปอยูใกลๆ กับกรุงเทพฯ เชนที่อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ ยังมีชาวผูไทยอีกเปนจํานวนมากที่ทิ้งบานทิงเมืองหลบหนีภัยสงครามเขาไปอยูปา ซึ่ง  ้  กองทัพสยามไมสามารถกวาดตอนลงมาได ครั้นบานเมืองสงบจึงกลับออกมาตังบานตั้งเมืองอีก ้ ในปจจุบน ชาวผูไทยทีอยูทางฝงลาวจึงมีอยูมากมายหลายเมือง ั  ่  ผูไทยเมืองวังและเมืองคําออกลุมหนึงทีถูกกวาดตอนมา จํานวน 1,658 คน มี "ทาวสิงห" ่ ่ เจาเมืองคําออเปนผูนําไดขอเขาไปอยูกับ พระจันทรสุริยวงค (พรหม) เจาเมืองมุกดาหารคนที่ 3  (พ.ศ. 2384 – 2405) สันนิษฐานวา เจาเมืองมุกดาหารใหผูไทยกลุมนี้ไปอยูที่เมืองใหม ปจจุบันคือ บริเวณตั้งแตสแยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนสง พรอมทั้งที่ริมถนนพิทักษพนมเขตดานทิศ ี่ เหนือตั้งแตสแยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโคงเมืองใหม คือตรงขามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทาง ี่ เหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท ตอนนั้นเปน “ปาไมกุง ไมจิก ไมฮัง” ไดสัมภาษณ นาย
  • 3.
    3 ประดิษฐ สลางสิงห อายุ63 ป เมือวันที่ 5 ต.ค. 2552 ไดยืนยันวา มีพนองชาวบานคําบกรุนปู ่ ี่ (ซึ่งเปนผูไทยเชื้อสายเดียวกับบานคําชะอี) กลุมหนึ่ง ไดยอนกลับขึ้นไปอยูบริเวณดังกลาวนี้เมื่อ   100 ปกวามานี้ เพราะคงจะเห็นวาเปนทีบรรพบุรุษเคยอยู และขณะนั้นกลายเปนที่รกรางวางเปลา ่ ไมมีเจาของ เมือขึ้นไปอยูแลวก็แผวถางเปนทีทํามาหากินและจับจองเปนของตน จนไดเปน ่  ่ เจาของที่ดนบริเวณนีอยางกวางขวาง อยูมาความเจริญเขามาถึงก็ไดแบงขายใหนักธุรกิจไปเสียเปน ิ ้ สวนมาก โดยเฉพาะที่ตดกับถนนใหญ ในปจจุบันนี้ พี่นองของนายประดิษฐรนลูกรุนหลานก็ ิ ุ  ยังอยูที่นี่ และไปมาหาสูกนเปนระจํา และมีนามสกุล “สลางสิงห” ยกเวนผูหญิงทีแตงงานไปแลว ั ่ สวนภาษาพูดนันเปนลาวไปแลว เพราะถูกลาวกลืน . ้ หาที่อยูใหม อยูกบเจาเมืองมุกดาหารชั่วระยะหนึ่งก็ขออนุญาตจากเจาเมืองมุกดาหารออกสํารวจหา ั ทําเลที่จะตั้งหลักแหลงแหงใหม เมื่อไดรบอนุญาตแลวจึงใหคณะออกสํารวจเรื่อยมาทางทิศ ั ตะวันตกของเมืองมุกดาหาร โดยใหทาวสิงหเจาเมืองคําออเปนผูนํา (เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดเกลาใหตั้ง หนองสูงเปน "เมืองหนองสูง" ทาวสิงหเจาเมืองคําออผูนก็ไดรับโปรดเกลาใหเปน "พระไกรสร ี้ ราช" เจาเมืองหนองสูงคนแรก) ตอนแรกไดมาพักอยูทแหงหนึ่ง (อยูระหวางบานตากแดดและบาน ี่ หนองเอียนทุง) แตเห็นวาบริเวณดังกลาว "เปนโคก เปนแหล เปนแฮ เปนทราย เอ็ดโสนมิพอได ่  เอ็ดไฮมิพอกิน" (เปนโคก เปนแหล เปนแห(ลูกรัง) เปนทราย ทําสวนไมพอได ทําไรไมพอกิน) ผู ๋ ไทยไมชอบอยู บริเวณทีผูไทยชอบอยูคือใกลภูเขา (มองเห็นภูเขาแลวรูสึกสบายใจ) ใกลสายน้ํา ลํา ่ หวย “ขึ้นบนภูใหไดกินกระรอก กระแต ลงในน้ําใหไดกนปลากังปูหน” จึงไดสํารวจตอเรื่อยลงมา ิ ้ ิ ทางทิศใตเขาสูดงบังอี่ซึ่งเปนดงหนาปาทึบ จนมาเห็นบริเวณแหงหนึงมีสายน้ําเล็กๆ และบริเวณ ่ รอบๆ ก็อดมสมบูรณชุมชื้นเหมาะแกการเพาะปลูก ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจที่จะพักอยูที่นเี่ พื่อ ุ สํารวจที่ทางตอไป สวนชาวเมืองคําออนันไดเดินสํารวจตอลงไปทางทิศใตจนไดที่เหมาะสมแหง ้ หนึ่งซึ่งหางจากลงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงพักและจับจองไวเพื่อที่จะตั้งเปนหลักแหลง ซึ่งใน ปจจุบันนี้คอ บานหนองสูง ื ที่มาของชื่อหมูบาน  สาเหตุที่ตงชื่อของหมูบานวา "คําชะอี" นั้นไดมีผเู ลาใหฟง ซึ่งมีหลายความเห็น ั้  ดังตอไปนี้ 1. สายน้ําตรงที่ชาวเมืองวังพักอยูตอนแรกนีเ้ ปนสายน้ําซับ ซึ่งผูไทยเรียกวา "น้ําคํา" มี  น้ําใสเย็นไหลตลอดป ในปาบริเวณรอบๆ มีจกจั่นชนิดหนึงจํานวนเรือนหมื่นอาศัยอยู เสียงมันรอง ั ่
  • 4.
    4 ที่หูผูไทยไดยนเปนเสียง "อี ๆๆ ๆ..." ลากเสียงยาวตอกัน ผูไทยจึงเรียกวา "จักจั่นแมงอี" ตามเสียง ิ รองของมัน ตอนกลางวันมันจะพากันบินลงกินน้ําที่สายน้าคํานี้ทุกวันจนสิ้นอายุขัยของมัน จึง ํ เรียกสายน้ําแหงนี้วา "สายคําแมงอี" อยูมาก็เพี้ยนเปน "คําสระอี" แลวก็เพียนอีกเปน "คําชะอี" ้ ชื่อของหมูบานจึงเปน "บานคําแมงอี" แลวเปลี่ยนเปน "บานคําสระอี" สุดทายกลายมาเปน "บาน  คําชะอี" จนถึงปจจุบน ั 2. "คําชะอี" เปนชื่อของตนไมชนิดหนึงที่มีอยูทั่วไปในดงนี้ ดอกสีเหลือง มีกลินหอม ่ ่ เปลือกและแกนลําตนก็หอมเหมือนดอก ชาวบานมักนิยมนํามาอบเสื้อผาทําใหเสือผามีกลิ่นหอม ้ ดวย จึงไดเอานามของตนไมนี้มาเปนชื่อของหมูบาน ตนไมชนิดนีไดสญพันธไปนานแลว  ้ ู 3. ตอนผูเ ขียนเปนเด็ก คุณแมเคยเลาใหฟง และเมือโตขึนมาก็มีคุณลุงฮัน (นายโจม คน ่ ้ ซื่อ คุณพอของนายสันดร คนซื่อ) ไดเลาใหฟงอีกมีเนือความตองกันวา ตอนแรกนั้นหมูบานนี้มี ้  ชื่อวา "บานดงหมากบา ปาเครือเขือง" เพราะรอบๆหมูบานนั้นเปนปารกมีเครือเถาสะบา และเครือ  เถาเขืองมากมาย วันหนึงผูชายชื่อวา "ตาคํา" ไดสะพายของเดินเขาปา อาจจะหาของปาอยางใด ่ อยางหนึ่ง เถาสะบาก็เกาะเกียวเอาของที่สะพายนั้น แกตองหยุดปลดออก อีกไมนานก็ไปติดเถา ่ เขือง ตองหยุดปลดอีก ทําใหการเดินปาเปนไปอยางลําบากทุลักทุเลเพราะเถาสะบาและเถาเขือง เหตุการณทถูกเถาสะบาและเถาเขืองมาเกี่ยวติดของบอยเขาๆ แกก็โมโหจนเหลืออด ก็เลย "ปอย" ี่ (สาป) ใหเสือมาคาบเอาของไปกิน อยูมาตาคําไดวางของไว ตัวเองไปธุระ (คิดวาอาจจะไปถาย ทุกข) จึงไดวางของไว พอกลับมาหาของปรากฏวาของไดหายไปแลว เห็นแตรอยเทาเสือตรงที่วาง ของไวนั้น ก็เลยแปลกใจวาทําไมเพียงแคคําปอยนีเ้ สือก็คาบเอาไปจริงๆ แกก็เลยครวญกับตัวเอง ดวยความแปลกใจวา "อี๋ เนาะ เพิ้งเดเนาะ อี๋ อี๋ ๆ ๆ ๆ ๆ" (เอ เปนจริงแทนะ เอ เอ ๆ ๆ ๆ) อยูมาคน ก็เรียกดงนั้นวา "ดงตาคําอี" จึงไดเอาชื่อดงนี้มาเปนชื่อหมูบาน "คําชะอี" สามความเห็นนี้ขอ ฝากทานผูอานพิจารณา นอกจากนี้ยงมีผูเชือวา ชือบานคําชะอี เอามาจากชือ บานคําสะอี ที่เมืองพินประเทศลาว ั ่ ่ ่ และเชื่อวาผูไทยบานคําชะอีเคยอยูทนั่น เมือถูกกวาดตอนอพยพมาจึงเอานามบานเดิมมาตังชื่อบาน ี่ ่ ้ ใหมแหงนี้ เรืองนี้ ผูเขียนไดไปถึงบานคําสะอี ครั้งแรกเมือวันที่ 23 กุมภาพันธ 2551 ได ่ ่ สัมภาษณผูเฒาสามคน คือลุงเซียงสา อินทิลาด (สะกดตามภาษาลาว) อายุ 70 ป ลุงสะหวาง ไซ ยะจัก อายุ 73 ป และปามอน ไซยะจัก เมียลุงสะหวาง อายุ 72 ป ไดความวา บรรพบุรุษมาจาก บานหวยสาน บานเฟอง เมืองเซโปน อพยพมาอยูกับชาวบานนาแซง (ซึ่งติดกับบานคําสะอี) และ  ไดมาตังบานคําสะอีขนเมือ ป ค.ศ. 1933 (ตรงกับ พ.ศ. 2476) อายุบาน 76 ป แตบานคําชะอีเรา ้ ึ้ ่ อายุ ประมาณ 160 กวาป เปนอันเชื่อไดวา ชื่อ “บานคําชะอี” ไมไดเอาชือมาจาก “บานคําสะอี” ่ เมืองพิน ประเทศลาวแนนอน และภาษาพูดของชาวบานคําสะอีเปนภาษาผูไทยอยู แตสําเนียงไม
  • 5.
    5 เหมือนผูไทยบานคําชะอี ขณะที่สัมภาษณ ผูเฒาทั้งสามยังไดทกผูเ ขียนวา “ฟงเสงเจาแลว คือเสง ั ไทเมิงวัง” (ฟงเสียงสําเนียงพูดเจาแลว เหมือนเสียงชาวเมืองวัง) ที่พักตอนแรก บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ “ดานตึง” อยูที่ริมสายน้ําคําดานตะวันออกนั้น (ตั้งแตหนา เมรุออกมาจนถึงถนนใหญและขามฟากไปทางทิศตะวันออก) เปนลานหินเรียบสลับกับที่โลง เมือ ่ เดินย่ําลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง "ตึง ๆ" ทุกครั้งที่เทาย่ําลง เปนทีนาอัศจรรย บรรพบุรษเชือวามี ่ ุ ่ โพลงหรือถ้ําอยูใตลานหิน เมือย่ําเทาลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงกองดังตึงๆ ดังกลาวแลว จึง  ่ ไดขนานนามบริเวณนี้วา "ดานตึง" มาจนถึงปจจุบัน แตในปจจุบันนีเ้ สียงกองดังตึงๆ ไมไดยินแลวเพราะมีการเอาดินมาถมใหสูงขึ้นเพือปรับ ่ บริเวณแหงนี้ใหเหมาะแกการใชสอย เชน ทําเปนที่สรางเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เปนตน ผูนํา จากหนังสือ "เมืองมุกดาหาร" ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ "เลาเรื่องเมืองหนอง สูง" ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานไดวาผูไทยเมืองวังระดับผูนําทีอพยพมาพรอมกับ ่ ทาวสิงหเจาเมืองคําออในครั้งนั้น มี ทาวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (นาจะเปนตนสกุล "สุวรรณ ไตรย" ) พระศรีวังคะฮาต (นาจะเปนตนสกุล "วังคะฮาต") ทาวอุปคุต (จะเปนตนสกุลใดไม ทราบ) พรอมทังญาติพี่นอง ลูกนอง และริวารอีกทีไมปรากฏชื่อ เชื่อวามาเปนคณะมีมากกวา 20 ้  ่ คน และตองมีอาวุธครบมือ จะมานอยคนไมไดเพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยงเปนดงหนาปาทึบ ดงชางปา ั เสือ ภัยอันตรายมีอยูรอบดาน สํารวจพื้นที่ พอไดพักและสรางเพิงที่พกเปนที่เก็บ "ขาวไถ ขาวถง กระบอกพริก ปลาแดก เกลือ เครื่อง ั นอน" ตางๆ แลว ชาวเมืองวังกลุมนี้ก็พากันแบงเปนคณะแยกทางออกสํารวจปารอบๆดานตึงนัน ้ ทุกทิศทางจากระยะใกลแลวก็ไกลออกไปเรือยๆ ใครชอบตรงใดทีเ่ ปนที่ราบเหมาะที่จะเปนนาก็ ่ หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีนอย ที่ดนที่เปนดงหนาปามีมากมายและไมมีการ ิ หวงหามแตอยางใด แตละคนก็ไดที่ดนที่ตัวเองสํารวจและจับจองกันอยางกวางขวาง บางคนเอา ิ ทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต (นาขี้หมู นาหนองแจง) บางคนก็เอาทางทิศ ตะวันตก เปนตน และเมือพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแลวเห็นวาเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหลง ่ ที่นี่ กลาวคือ มีที่ราบกวางขวางอยูทามกลางภูหลายลูกออมถึงสามดาน ทางทิศตะวันออกมีภู (ตอมา
  • 6.
    6 เรียกภูนาหลวง) ทอดยาวตอลงไปทางทิศใตถงภูผากูด (ตอนนั้นยังไมตงชือ)ไกลลงไปทางดานทิศ ึ ั้ ่ ใตถงบริเวณที่ทาวสิงหและชาวเมืองคําออสํารวจ (เชือวาผูไทยพีนองสองเมืองนี้ตองติดตอกัน ึ  ่  ่  ตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจอกอ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบานแกง ชางเนียม) สวนสายน้ําลําหวยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายหวยยาวสองสาย (หวยคันแทใหญ และหวย คันแทนอย) ใกลๆ ที่จะตั้งเปนบานก็มีสายหวยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เปนสายหวยที่ตอ จากสายคําแมงอีลงไปตกหวยคันแทใหญ (ปจจุบันคือหวยสายนา) ทางตะวันตกก็มอีกสายหนึ่ง ี ไหลตกหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน (ปจจุบนคือหวยนอยซึ่งอยูตดหมูบานทางทิศตะวันตก) สรุป ั ิ แลวก็คอ "ขึ้นภูก็ไดกนกระรอก กระแต ลงน้ําก็ไดกินปลากั้งปูหน" จึงตกลงใจแนนอนวาจะพากัน ื ิ ิ ตั้งหลักปกฐานกันทีนี่ ประกอบกับทีไดประสานไปยังพีนองเมืองคําออก็ทราบวาจะตั้งหลักแหลงที่ ่ ่ ่  นั่นเหมือนกัน (บานหนองสูง) เห็นวาดีแลวพี่นองสองเมืองที่เคยฝาทุกขฝายากมาดวยกันจะไดอยู  ใกลกัน จะไดไปมาหาสูและชวยเหลือซึ่งกันและกัน (ตอมาก็เปนจริงตามนั้น) เริ่มลงมือ เมื่อหักลางถางพงลงเปนสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหลงที่นแลว ก็เขาไปแจงเจาเมืองทราบ ี่ และอพยพครอบครัวตามมาแลวเขาไปอยูประจําที่สวนของตน "เครื่องปลูก ของฝง" จากการทํา สวนตอนแรกก็จะปลูก "ขาวไร" เปนหลัก ที่รองลงมาก็มฝาย คราม ฟกทอง แตงชนิดตางๆ พริก ี เปนตน คือคิดดูวาสิ่งจําเปนตอชีวิตในรอบปนั้นมีอะไร ก็ทําการหาสะสมเพื่อแกการที่จะตั้งเปน  หลักแหลงยาวนานตอไป สวนปู ปลา ตามลําหวยตางๆ มีมากมาย "เปนชั้น เปนหลืบ" สัตวปา ทั้ง เล็กและใหญธรรมชาติสรรสรางไวใหอยางเหลือเฟอ พอปที่ 2 - 3 - 4 ตอไมเล็ก ตอไมใหญ บางสวนก็เริ่มผุพง จึงไดเริ่มที่จะปรับเปนนาและขยายใหเปนนาออกไปเรื่อยๆ ั ประชากรเพิ่มเริ่มเปนชุมชน สวนพี่นองที่อยูเมืองวังที่หนีหลบเรนไปอยูตามปาเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบานเมืองสงบ แลวก็ไดกลับเขามาอยูเมืองวังอีก และไดสืบทราบวา พี่นองที่ถูกกวาดตอนไปอยูทางฝงขวาของ   แมน้ําโขงเมือคราวสงครามนั้น กลุมหนึ่งอยูทบานคําชะอี เมืองมุกดาหาร ดวยความรัก คิดถึงและ ่ ี่ หวงไยตอญาติพี่นอง จึงไดเดินทางมาเยียมเยียน (สมัยนันไปงายมางายเพราะลาวยังเปนของไทย  ่ ้ อยู จะยากแตตองนั่งเรือพายขามแมน้ําโขงและตองเดินทางดวยเทาเปนเวลาหลายคืนเพราะจาก บานคําชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ไดเห็นสภาพพื้นที่เปนที่ราบกวางขวาง ดินดี และอุดมสมบูรณ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพนองไดหลายคนอพยพตามมาอยูดวย และ ี่ 
  • 7.
    7 หลายปตอมา ลูกหลานไดเกิดมาจํานวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเปนบานเล็กๆ เปนชุมชนยอมๆกระจาย กันอยู เชน บานคําสระอี เอาชือตามสายคําแมงอี ตอมาก็เปน บานคําชะอี เปนบานที่ใหญกวาเพื่อน ่ ปจจุบันก็คอหมูที่ 4 และ 14 ื บานโพนแดง บานนีอยูตดกับหวยคันแทใหญตรงทีเ่ ปนหวยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอก ้ ิ นี้เปนวังน้ําลึก น้ําใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสตวประหลาดสีเทาคอนขางดําโผลขึ้นมาเหนือน้ํา ตรง ั ลําคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผูไทยเรียกวา "คอกาน" วังนี้จึงไดชอวา "วังคอกาน" ใตวงคอ ื้ ั กานลงไปเปนแกงหิน (แกงหิน) จึงทําใหวงคอกานเปนวังน้ําลึก "น้ําเจิ่งนอง" อยูตลอดป แกงหิน ั  ตรงนี้จึงเรียกวา "แกงวังนอง" บานโพนแดงตั้งอยูทางฝงขวาของแกงวังนอง (การเรียกฝงของหวย  หรือฝงแมน้ําวาฝงไหนเปนฝงซาย ฝงไหนเปนฝงขวานั้น มีขอตกลงเปนสากลวา ใหหนหนาไปตาม     ั ทางน้ําไหล ฝงทีอยูทางขวามือเรียกวาฝงขวา ฝงที่อยูทางซายมือเรียกวาฝงซาย) มีเนื้อที่ประมาณ ่    ตั้งแตทดินคุณอินทา วังคะฮาต ที่ดนของคุณครูบญเพ็ง สุวรรณไตรย แผขึ้นทางทิศเหนือรวมเอา ี่ ิ ุ ที่เปน "สํานักสงฆแกงวังนอง" หรือที่เรียกกันติดปากวา "วัดแกงวงนอง" ดวย บานฟากหวย อยูฝงชวาของหวยคันแทใหญเหนือบานโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตร  ตามลําหวย บานนี้อยูตรงขามกับโรงสีใหญเจริญทรัพย  บานตาดโตน อยูฝงขวาของหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน แตอยูเหนือบานฟากหวยขึ้นไป  ประมาณ 800 เมตร ตามลําหวย บานตาดโตนนี้จะใหญเปนที่สองรองจากบานคําชะอี เพราะมีวัด วาอาราม บานหนองไหล อยูติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยูทางตะวันตกของนาหนองแจง   ไหลลงสูหวยคันแทนอย บานหนองไหลในปจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคลาย วังคะฮาต (พอตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณขางเคียง อยูมา บานโพนแดง บานฟากหวย บานตาดโตน บานหนองไหล ก็รางเพราะอพยพเขามา อยูบานใหญ คือบานคําชะอี เพราะที่เคยอยูเดิมนันเห็นวามันเหมาะที่จะเปนนามากวา และก็มี ้ หลายครอบครัวอพยพไปอยูถิ่นอื่น จังหวัดอืน  ่ ชุมชนขยาย บานคําชะอีไดพัฒนาขึ้นกลายเปนบานใหญขึ้นมาเรือยๆ พ.ศ. 2450 ไดรบยกฐานะเปน ่ ั ตําบลคําชะอีขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร มีกานันปกครองเรื่อยมาดังนี:- ํ ้ 1. เจาพรหมรินทร (นายตอน สุวรรณไตรย) พ.ศ. 2450 – 2452 2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต) พ.ศ. 2452 – 2462 3. ขุนคําชะอีบํารุง (นายเนียม สุวรรณไตรย) พ.ศ. 2462 – 2467
  • 8.
    8 4. ขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) พ.ศ. 2467 – 2482 5. นายฟอง อุปญญ พ.ศ. 2482 – 2487 6. นายคลอย วังคะฮาต พ.ศ. 2487 – 2503 7. นายตรอง อุปญญ  พ.ศ. 2503 – 2514 8. นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ พ.ศ. 2514 – 2524 9. นายแถม แสนโสม พ.ศ. 2524 – 2540 10. นายเหมย สุวรรณไตรย พ.ศ. 2540 – 2543 11. นายสกล คนซื่อ พ.ศ. 2543 – 2546 12. ทองปาน หาญจริง พ.ศ. 2546 – 2549 13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย พ.ศ. 2549 – ปจจุบัน จากลําดับที่ 1 – 9 สืบคนโดย อาจารยนําชัย อุปญญ  จะเห็นวากํานันแตละคนนั้นเปนคนบานคําชะอี ยกเวนเมือสิ้นวาระของกํานันคนที่ 10 ่ (นายสกล คนซือ) ชาวบานคําชะอีมีความแตกแยกดานความคิด เมือเลือกกํานันคนที่ 11 จึงไดคน ่ ่ บานหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมือสิ้นวาระแลวจึงเลือกกํานันคนที่ 12 ไดคนบานคํา ่ ชะอีอีกครั้งหนึ่ง ยกฐานะ สมัย นายฟอง อุปญญ เปนกํานันตําบลคําชะอีนั้นไดทําเรืองขอยกฐานะตําบลคําชะอี  ่ ขึ้นเปนกิงอําเภอคําชะอี และไดรบการยกฐานะเปน "กิงอําเภอคําชะอี" เมือวันที่ 5 มิถุนายน 2484 ่ ั ่ ่ ปลัดอําเภอผูเ ปนหัวหนากิ่ง (สมัยนันไมทราบวาเรียกตําแหนงวาอยางไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ ้ วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอวน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย. 4 ต.ค. 2552 : สัมมภาษณ) ที่ทําการ กิ่งอยูตรงตลาด อบ.ต. ตรงขามกับโรงเรียนคําชะอีพิทยาคมในปจจุบน สถานีตํารวจอยูบริเวณ ั ขางบานอาจารยบุษบา อุปญญ ดานทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณทีเ่ ปนศูนยพฒนาเด็กเล็กใน ั ปจจุบัน และกอนหนาที่จะตั้งสถานีตํารวจนั้น บริเวณนี้เคยเปนวัดปามากอน มีตนโพใหญอยู 3 ตน อยูขางบานอาจารยพิน สุวรรณไตรยหนึ่งตน อยูฟากทางดานทิศตะวันออกขางสวนอาจารยเพียร สุวรรณไตรยหนึ่งตน ใกลตนโพตนนี้กํานันฟองไดขดบอน้า เปนบอรูปทรงกระบอก ใหน้ําทีใสเย็น ุ ํ ่ รสดี ผนังบอกออิฐอยางแนนหนาเพื่อปองผนังบอพัง ขอบบอสูงประมาณหนึ่งเมตรกออิฐโบกปูน อยางดีและแนนหนา นับเปนบอน้ําที่ดีที่สดในหมูบานคําชะอี ชาวบานทั่วไปเรียกบอน้ําแหงนี้วา ุ  "น้ําสรางหลวง" แตเดียวนี้ถกถมไปแลวไมเหลือรองรอยอีกเลย ตนโพอีกตนหนึ่งอยูทางทิศเหนือ ๋ ู ขางบานคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามตนแผกิ่งกานสาขาเปนที่รมครึ้ม อยูมาวัดปาแหงนีไดยายมาอยู ้ แหงใหมเปนวัดโพธิ์ศรีแกว บริเวณนี้กเ็ ลยเปนวัดราง (ตอนผูเขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนีมาก) ้
  • 9.
    9 เดี๋ยวนี้ตนโพทั้งสามตนไดแกตายและถูกโคนลงแลวเมือประมาณ 30 กวาปมานี่เองคุกที่ขง ่ ั นักโทษนันอยูแถวบานนางเพียน วังคะฮาต (คุณแมของคุณครูสุรพล วังคะฮาต) ้  ้ วางผังหมูบาน  ครั้นเมื่อตําบลคําชะอีไดตั้งเปนกิ่งอําเภอแลวก็ไดจดผังหมูบานปรับถนน ตัดซอยไวอยาง ั  เปนสัดเปนสวน ในปจจุบันบานคําชะอีจึงเปนบานที่มีแผนผังของหมูบานเปนสัดเปนสวนเรียบรอย  กวาหมูบานอืนๆ ่ ตามแผนผังของหมูบาน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธของอาจารยนําขัย อุปญญ ได  สืบคนไดวา ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (สาน สีหไตรย ) นายอําเภอมุกดาหาร ไดออกมา วางแผนเมืองรวมกันกับชาวบาน โดยไดตดถนนหนทางบานคําชะอีจากบานเหนือและใต และไดให ั ชื่อถนน ดังนี้ :- 1. ถนนคําชะอี ตั้งใหเปนเกียรติ์แกขุนคําชะอีบํารุง { (นายนารี วังคะฮาต ) (อันนี้นาจะผิด เพราะขุนคําชะอีบํารุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย กํานันคนที่ 3 พ.ศ. 2462 – 2467 สวนนายนารี คือขุนนิคมคําชะอี โปรดดูรายชื่อ กํานัน : ณรงค) } 2. ถนนศรีมงคล ตังใหเปนเกียรติ์แก พระมหามงคล พระนักพัฒนาทองถินในสมัยนัน ้ ่ ้ 3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผนดินปจจุบัน สายมุกดาหาร – กาฬสินธุ) (เชื่อวาตั้งใหเปนเกียรติ์แก พระชลประทาน หรือ "เจาพระชล" : ณรงค) 4. ซอยบริหารบํารุง เปนชื่อของ หลวงบริหารชนบท 5. ซอยผดุงนิคม ตังขือใหเปนเกียรติ์แก กํานันขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) ้ ่ 6. ซอยอุดมราษฎร ตังใหเปนเกียรติ์แก ราษฎรที่ชวยกันพัฒนา ้ 7. ซอยสะอาดนิรันดร (ไมทราบที่มา) 8. ซอยคําจันทรดําริ เปนชือของครูใหญสมัยนั้น (นายวิชย คําจันทร เดิมชื่อ นายทองคํา ่ ั คําจันทร) อดีตครูใหญโรงเรียนบานคําชะอี 9. ซอยสีหไตรย เปนนามสกุลของหลวงบริหารชนบท หลวงบริหารชนบทเดิมชื่อ สาน สีหไตรย ดํารงตําแหนงนายอําเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหวาง พ.ศ. 2476 – 2482 แลวยายไปดํารงตําแหนงขาหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม ( เมือง มุกดาหาร : สุรจิตต จันทรสาขา หนา 88) 10. ซอยวิไลวรรณ (เปนชือของผูใหญบาน) ่   (ไมปรากฏเห็นผูใหญบานหมูใดที่มีชื่อนี้ ใหดูการแยกหมูบาน : ณรงค )
  • 10.
    10 11. ซอยอุปญญประดิษฐ ตั้งใหเปนเกียรติ์แกนายฟอง อุปญญ อยูทางทิศเหนือของ   หมูบานคําชะอี ในบริเวณกิงอําเภอคําชะอีเกา ปจจุบันทางไปบานนาปุง และแถวๆ ปาชาดานตึง ่  (ปจจุบันไมมีแลว : ณรงค) (ปริญญานิพนธ บทบาทของพอลามชาวผูไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัด มุกดาหาร : นําชัย อุปญญ 2538 หนา 60 - 61)  พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คําชะอี มีความประสงคอยากจะติดปายชื่อถนน-ซอย ตางๆ เพื่อให เปนสัดสวนที่ชดเจน โดยกําหนดใหถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เปนเสนแบงเขต ฟากถนนทาง ั ทิศตะวันออกใหเปนซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเวนหมายเลข 2) สวนฟากถนนทางทิศ ตะวันตกใหเปนซอยหมายเลขตั้งแต 12 – 18 โดยใหนายณรงค อุปญญ (ผูเ ขียน) คิดตั้งชือซอยให  ่ โดยใหมีชอคลองจองกัน ดังนี้ :- ื่ 12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเปนซอยเขาสํานักสงฆแกงวังนอง วัดหรือสํานักสงฆถอเปน ื หนทางสูความสงบ สูทางสวรรควิมาน จึงเอาคําวา "วิมาน" มาตอทายคําวา "วังนอง" โดยแผลง  "วิ" ใหเปน "พิ" ตามหลักภาษาไทย จึงใหชื่อเปนซอย "วังนองพิมาน" 13. ซอยประสานนฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจงและผูที่เห็นประโยชนไดรวมกัน ประสานดําเนินการสรางซอยนีขึ้น โดยมี กํานันแถม แสนโสม นายลําทอง วังคะฮาต และอีกหลาย ้ คนเปนผูนํา แลวพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเปนคาเครื่องจักรใน การกอสราง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ ) นายณรงค อุปญญ เปนผูดําเนินการดานเอกสารหนังสือ  ยินยอมบริจาคที่ดน และอีกหลายคนรวมกันประสานงานจนแทบจะกลาวไดวาทั้งหมูบานเลย ิ  ซอยนี้จึงไดมีขนมา ึ้ 14. ซอยกิจจําเริญ ตังใหเปนเกียรติ์แกนายลําทอง วังคะฮาต (หรือ "ลุงจําเริญ" เพราะ ้ ทานมีลกคนแรกชื่อ นายจําเริญ เจาของโรงสี "เจริญทรัพย" ในปจจุบัน ) ทานเปนนักธุรกิจมีหนา ู มีตา เปนที่เคารพนับถือแกบุคคลในซอยและบุคลทั่วไป 15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งใหเปนเกียรติ์แก นายโจม วัคะฮาต (หรือ "ตาเจียง" เพราะ ทานมีลกคนแรกชื่อ นางเจียง) ทานเปนผูมีความรูความสามารถในหลายดาน เปนชางตีเหล็ก ชาง ู ทําหลาปนฝาย ชางไม พูดงายๆ คือสารพัดชาง เปนหมอน้ามันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ําดําเขียว  ํ ลูกหลานชาวบานตกตนไมควายชน หรืออุบัตใดๆ ไดรับบาดเจ็บ ก็มาหาทานชวยเยียวยา คารักษา ิ แลวแตจะให ไมเคยเรียกรอง นอกจากนี้ทานยังเปนผูมีพรสวรรคในดานศิลปะการบันเทิง ทาน เปนผูนําในการฟอน "ละครกลองตุม" และมีฝมือในการดีด สี ตี เปา ไดไพเราะมาก 16. ซอยเกาะสวรรค เปนซอยทีไปสุดที่หวยนอย ที่หวยนอยมีเกาะอยูกลางหวย ชาวบาน ่  ใหชื่อวา "เกาะสวรรค" (ในปจจุบน คือ พ.ศ. 2552 ไดสรางสะพานขามหวยนอยและขามไปยังเกาะ ั
  • 11.
    11 สวรรคแลว มีลักษณะเปนสะพานสามแยก โดยทาน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูดงงบประมาณ ึ แผนดินมาให) 17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ วา "ซอยดอกบัว" เพราะซอยนี้ไปสินสุดที่หวยนอย ้ ในหวยนอยมีดอกบัวขึ้นอยูมากมาย ชาวบานในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเปนนามซอย 18. ซอยดวงฤดี ตังขึนมาเพียงเพือใหคําแรกคือ "ดวง" ไปสัมผัสกับคําวา "หลวง" ใน ้ ้ ่ ซอยพันดอกบัวหลวง และคําทายคือ "ดี" ใหไปสัมผัสกับคําวา "ศรี" ในถนนศรีมงคล การแยกหมูบาน  บานคําชะอีไดขยายตัวเปนชุมชนใหญขนมาเปนลําดับ เมื่อ พ.ศ. 2450 ไดรบการยกฐานะ ึ้ ั เปนตําบลดังไดกลาวแลว เพื่อใหมีความคลองตัวในการปกครองและการพัฒนา จึงไดมีการแยก หมูบานขึ้น การแยกหมูบานนี้แยกเมือปใดไมปรากฏแนชด แตเชื่อวาแยกเมื่อสมัยขุนนิคมคําชะอี  ่ ั เปนกํานัน (นายอินทา วังคะฮาต หรือลงุก่ํา. 28 ก.ย.2552 : สัมภาษณ) โดยใหคุมบานดอน (คุม เจาชัยอภิเดช) เปนหมูที่ 2 มีนายนัน สุวรรณไตรย (คุณปูของอาจารยถาวร สุวรรณไตรย) เปน  ผูใหญบานคนแรก เมือสิ้นวาระแลว นายกิ เสียงล้ํา ก็ไดเปนผูใหญบานคนที่ 2 ยังไมครบวาระ ่ ทางขุนนิคมฯ ก็จะแยกหมูบานอีกใหเปนหมูที่ 4 (หมูที่ 3 บานหวยทรายเอาไป ) โดยใหยบหมูที่ 2 ุ เพราะจํานวนคนนอยประกอบกับตอนนันบานกกไฮก็ขอตังหมูบานจึงไดยกหมู 2 ไปใหบานกกไฮ ้ ้ หมูที่ 2 เดิมก็มารวมกับหมูที่ 4 โดยใชซอยหนาวัดโพธิ์ศรีแกวไปยังหวยนอยเปนเสนแบงหมูบาน  ฟากซอยดานทิศใตลงมาเปนหมูที่ 4 ฟากซอยดานทิศเหนือขึ้นไปเปนหมูที่ 1 (นายเหมย สุวรรณ   ไตรย นายสกล คนซื่อ. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ) เมื่อแยกหมูบานเปนหมู 1 และหมู 4 แลว หมู 1 ก็ไดเลือก นายฟอง อุปญญ เปนผูใหญบาน   สวนหมูที่ 4 มีกํานันขุนนิคมฯ เปนผูปกครอง  เมื่อกํานันขุนนิคมออกตามวาระ (พ.ศ. 2482) นายฟอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน สวนหมูที่  4 ไดเลือก นายคลอย วังคะฮาต (ลูกของขุนนิคมฯ) เปนผูใหญบาน  กํานันฟอง อุปญญ ไดลาออกเมื่อ พ.ศ. 2487 นายคลอย วังคะฮาต ก็ไดรับเลือกเปน  กํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือกนายไหล สุวรรณไตรย (คุณพอของอาจารยเข็มทอง สุวรรณไตรย) เปนผูใหญบาน เปนไดไมถงปก็ก็หมดวาระ ชาวบานจึงยายใส (ไมมีการเลือก)นายเครือ สุวรรณ ึ ไตรย (คุณตาของอาจารยบรรเลง อุปญญ ) เปนผูใหญบาน (เฉลย สุวรรณไตรย นายอินทา วัง   คะฮาต. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ) เมือนายเครือ สุวรรณไตรย ออกตามวาระ นายตรอง อุปญญ ่  ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1  เมื่อกํานันคลอย วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2503) นายตรอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน  สวนหมูที่ 4 ก็ไดเลือกนายเครือ วังคะฮาต (ลูกคนสุดทองของกํานันขุนนิคมฯ ) เปนผูใหญบาน
  • 12.
    12 กํานันตรอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2514) นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ (นองชายของ   กํานันตรอง) ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1 เปนผูใหญบานไดไมนานก็สมัครกํานันและไดรบเลือกเปน ั กํานันแทนนายตรอง อุปญญ สวนหมูที่ 4 เมื่อนายเครือ วังคะฮาต ออกตามวาระ นายแถม แสน   โสม ก็ไดเปนผูใหญบานแทน   เมื่อกํานันจําลอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2524) นายแถม แสนโสม ก็ไดรบเลือกเปน  ั กํานัน สวนหมูที่ 1 ก็ไดเลือกนายเหมย สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน ในสมัยทีนายแถม แสนโสม เปนกํานันนี้ไดมีการแยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 11 เมือ พ.ศ. ่  ่ 2527 มีนายเปอะ วังคะฮาต เปนผูใหญบานคนแรก เมื่อกํานันแถม แสนโสม ออกตามวาระ (พ.ศ. 2540) นายเหมย สุวรรณไตรย ก็ไดรบ ั เลือกเปนกํานัน สวนหมู 4 ไดเลือก นายสกล คนซื่อ เปนผูใหญบาน ทางหมู 11 ผูใหญเปอะ วังคะ  ฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2533) นายวันเทศ กุลวงค ก็ไดรับเลือกเปนผูใหญบานแทน เมื่อกํานันเหมย สุวรรณไตรย ออกตามวาระ (พ.ศ. 2543) นายสกล คนซื่อ ก็ไดรับเลือก เปนกํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือก นายจันทา สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน และในสมัยนีไดมีการ  ้ แยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 14 เมือ 30 กรกฎาคม 2545 นายสุรพล วังคะฮาต ไดรบเลือกเปน  ่ ั ผูใหญบานคนแรก เมื่อกํานันสกล คนซือ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2546) นายทองปาน หาญจริง บานหนองกะ ่ ปาด ไดรบเลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 1 นายจันทา สุวรรณไตรยฺ ออกตามวาระ นายบุญทวี ั สุวรรณไตรย ไดรบเลือกเปนผูใหญบานแทน หมูที่ 4 ไดเลือกนายวิมล สุวรรณไตรย เปน ั  ผูใหญบาน เมื่อกํานันทองปาน หาญจริง ออกตามวาระ (พ.ศ. 2549) นายบุญทวี สุวรรณไตรย ไดรบ ั เลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 4 ผูใหญบานยังเปนคนเดิมคือนายวิมล สุวรรณไตรย สวนหมูที่ 11  นายวันเทศ กลุวงค ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายสารีบุตร สุวรรณไตรย ไดรับเลือกเปน ผูใหญบาน ทางหมู 14 นายสุรพล วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายถาวร วังคะ ฮาต ไดรบเลือกเปนผูใหญบาน. ั  ตอไปนี้จะเลาถึงเหตุการณ สถานที่ หรือสิ่งตางๆ ที่เกิดที่มีขนในบานคําชะอี ึ้ การปานหวยนอย หวยนอย เปนสายหวยเล็กๆ จึงเรียกวา "หวยนอย" บางตอนกวางแควาเดียว แตลกมาก ึ เปนสายหวยทีไมยาวนัก อยูตดกับหมูบานทางทิศตะวันตก ไหลตกหวยคันแทใหญ ่ ิ
  • 13.
    13 ผูที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย (นองของพอตาของคุณสันดร คนศื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บานหวยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกวา “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลกคนโต  ู ชื่อสงคราม นายสงครามนีเ้ กิดปสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงใหชอวา "สงคราม" นายบัง ื่ ไดมาตังศาลาที่ริมหวยนอยนี้ทําเปนโรงฆาสัตว ก็เลยวานพี่นองขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การ ้ ถมดินใหเปนคันกันน้ํานี้ทองถิ่นอีสานเรียกวา "ปาน" ตอไปจะใชคํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ําไวสําหรับ ้  ลางเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส พุง ของสัตวที่ชําแหละ พอหนาน้าหลากก็พง พังแลวก็ปานอีก ํ ั หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน (หมูที่ 1) นายไหลมีที่นาอยูทนาขี้ ี่ หมู เห็นประโยชนจากน้ําหวยนอย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพอของกํานันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เขาสูนาขี้หมูโดยจะชวยปานหวยนอยใหเปนคัน ปานที่แนนหนา นายบังเปนคนใจกวางมองการณไกลและเห็นประโยชนรวมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่นองชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค 7 - 8 คน) มาขุดเหมืองใหน้ําเขานา พรอมกับไหววานพี่ นองระดมกําลังมาปานหวยนอยจนเปนคันปานที่ใหญและแนนหนา ประกอบกับชวงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยูทบานคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เปนหัวหนากิ่ง ไดลงมาควบคุมดูแลการปานดวย ี่ ทําใหการดําเนินการเปนอยางดี (สิน สุวรรณไตรย. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ ) ปานหวยนอย ตรงนี้ตอมาเรียกวา "ปานหลวง" ก็เลยมีฝายหวยนอยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มี ปญหา เพราะทําดวยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําใหคลองพังอยูบอยๆ จะเขาหนานาแตละป  ตองซอมคันคลองเสียกอน มีเรืองเลาขานวา ปหนึ่งฝนตกหนักน้ําหลากมามากจนเหมืองหวยนอย ่ พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ไดไปยืนดูตรงใกลที่มันพัง ขณะทีดูเพลินอยูนั้นดินที่ตรงที่ลงเจียงยืนอยู ่ ุ เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไมทันระวังตกก็ตกลงไปน้ําทวมหัวลิบ และถูกน้ําพัดไปไกล โผล ขึ้นมาก็วายเขาฝงเพราะเปนคนแข็งแรงและวายน้ําเกง คนจึงลือเลาขานวา “ลุงเจียงตกหวยนอย” (ตองขอโทษลูกหลานของทานดวยทีเ่ ก็บเรื่องนี้มาเลา มิไดมีเจตนาจะลบหลูแตประการใด แตเปน เรื่องที่ระทึกขวัญทีเ่ กิดขึนในบานเรา ) ้ อยูมาเมือประมาณ 20 กวาปมานี้ ทางกรมชลประทานไดมาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ ่ ระบายน้ําตามหลักวิชาการ จึงไดฝายอยางถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นบวานายบัง สุวรรณไตรย นาย ั ไหล สุวรรณไตรย ตลอดทังญาติพี่นองรุนนัน ไดเอื้อประโยชนตอทองถิ่นบานคําชะอีอยางมากมาย ้ ้ ทั้งไดน้ําเขานา เปนแหลงเพาะพันธุปลา ตาน้ําใตดินก็ตื้นสะดวกแกการขุดบอน้ํา (น้ําสราง) ไดน้ํา รดพืชผักสวนครัว และเปนที่จดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ํา) วังคะ ั ฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จอ) สุวรรณไตรย. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ)
  • 14.
    14 สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เปนนายกรัฐมนตรี ไดผนเงินออกสูชนบท บานคําชะอีได ั เงินผันกอนนี้มารื้อไมสะพานหวยคันแทใหญแลวเอามาสรางเปนสะพานขามหวยนอย เรียกกันติด ปากวา “สะพานคึกฤทธิ” ์ สะพานคึกฤทธิ์ถกใชมานานป จนผุพัง ชํารุด ในป พ.ศ. 2552 ไดงบประมาณจากกรม ู ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูประสานของบสวนนี้มาใหจํานวน 2 ลานบาท เพื่อสรางสะพานขามหวยนอยแทนสะพานคึกฤทธิ์ เปนสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอยางแนนหนา เปนสะพาน 3 แยก คือสรางแยกเขาเกาะสวรรคดวย. ปานแกงมวงไข แกงมวงไข เปนแกงที่อยูในลําหวยคันแทใหญฟากหวยนอยออกไปทางทิศตะวันตก (บาน ตาดโตนในอดีตก็ตงอยูติดกับแกงมวงไขฝงทิศตะวันตก) ติดฝงหวยตรงที่เปนแกงนี้มีตนมวงไข ั้     จึงพากันเรียกวา "แกงมวงไข" มาจนทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทําใหมีการปานหวยคันแทใหญตรงแกงมวงไขนี้ ก็คือกอนหนานั้น นาหนอง แจงเปนนาที่แหงแลงกันดาร การทํานาเปนไปดวยความยากลําบากมาก อาศัยน้ําฟาอยางเดียวที่จะ หลอเลี้ยงตนขาว ไดผลผลิตไมคุมกับแรงงานและเวลาทีเ่ สียไป ทําใหชาวนาหนองแจงบาง ครอบครัวมีปญหาไมมีขาวจะกิน ตองหาขอกูยืมขาวญาติพี่นองพอประทังชีวตไปแตละวัน จึงพา  ิ กันคิดหาวิธแกไขเพือไดน้ํามาหลอเลี้ยงตนขาวในหนานา จึงไดคดกันที่จะปานหวยคันแทตรงแกง ี ่ ิ มวงไขนี้เพือทดน้ําเขา ่ เริ่มแรกก็มี ลุงไท (ปูกํานันสกล คนซื่อ) ลุงดํา (ปูของคุณครูสนทนา สุวรรณไตรย) ลุง  จารยเฮือง (พอคุณถนอม วังคะฮาต) ลุงแอ (นายสีเนา คุณพอของคุณประเนิม คนศื่อ) ลุงนาว (ปู ของคุณปริญญา วังคะฮาต) ลุงเสริฐ (คุณพอของคุณครูชะโย สุวรรณไตรย) เปนผูนํา และชาวนา  หนองแจงอีกหลายคน เนื่องจากบริเวณนี้เปนแกง คือเกงหิน การปานจึงใชวธีเจาะกอนหินเปนหลุมแลวเอาไม ิ แกนลอนทั้งลําตน ใหญประมาณเทาขาขึ้นไป (ไมแกนลอน คือไมเนือแข็งที่แหง กระพี้ผุพงรวง ้ ั หมดแลวเหลือแตแกนที่แข็งเทานั้น) ตั้งขึนและหยอนลงไปในหลุม ทําเชนนีหลายหลุมขวางลําหวย ้ ้ จนจรดทั้งสองฝง แลวเอาไมแกนลอนขนาดเดียวกันวางขวางอิงขนาบเสาซอนกันขึ้นมา แลวระดม กันเอากอนหินมาวางซอนๆ กัน แถวแรกใหชดติดกับไมที่วางแนวขวาง แลววางทับซอนกันเปน ิ ชั้นๆ กอนหินที่นํามาวางทับซอนกันนี้มีจํานวนนับไมถวน ทั้งกอนใหญกอนเล็กคิดวามากกวาพัน กอนขึ้นไป เปนคันปานจนสูงไดระดับที่ตองการคือเมื่อน้ําเออมาแลวตองไหลเขานา ทําอยูดวย ความเพียรเปนเวลาหลายเดือน เมือเสร็จแลวก็พากนขุดคลองเขานา เมื่อถึงฤดูฝนน้ําหลากมาก็เออ ่
  • 15.
    15 สูงขึ้นๆ และไหลออกตามคลองสมความปรารถนา ยังความปติยินแกคณะที่พากันริเริ่มและชาวนา หนองแจงทั้งมวล จากนันมา การทํานาหนองแจงก็งายขึน น้ําทาอุดมสมบูรณ ขาวก็ออนนุมนากิน ้  ้  อยางไรก็ตาม ตอนเริ่มปานแรกๆ นันก็มปญหาเหมือนกัน คือเมื่อน้ํามามากมันจะกัดเซาะ ้ ี คันปานทีติดฝงหวยพังลง บางปก็พังขางเดียว บางปก็พงทั้งสองขาง ตองพากัน “แถม” คันปาน ่ ั กันหลายครั้งหลายป จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2508 ลุงแอ (นายสีเนา) ไดเขาไปของบประมาณที่ อําเภอ ปลัดสรสีห (ไมทราบนามสกุล) ใหมา 10,000 บาท (สมัยนั้นถือวามาก) ลุงแอจึงมาซื้อ ปูนซีเมนต กรวดหิน ดินทราย แลวระดมแรงชาวนาหนองแจงอีก ผสมปูนปดทับคันปานที่ตดกับ ิ ฝงทั้งสองขางและเทเชื่อมกับฝงดวย ในที่สดก็อยูไมพังอีกเลย นับวาลุงแอไดประสานกับอําเภอจน ุ เอื้อประโยชนตอชาวนาหนองแจงเปนอเนกอนันต  ตอมาประมาณป 2540 หนวย นพค. 24 ไดมาพัฒนาและอยูประจําที่ตําบลคําชะอี ไดชวย ยกคันปาน (คันฝาย) ใหใหมใหถูกตองตามหลักวิชาการ จึงไดคันปานที่มั่นคงแข็งแรงมาจวบเทา ทุกวันนี้ ทุกวันนี้ พอฝนมา น้ําก็เขานาหนองแจงในทันที ไดทํานาหัวปกอนเพือน เปนนาที่ทํางายที่สดใน  ่ ุ เจตอําเภอคําชะอี หนองสูง. ฝายน้ําลนหวยคันแทนอย ฝายนีอยูใกลบานกกไฮ แตเจาของนาทีไดรับประโยชนจากฝายนี้สวนใหญเปนชาวบานคํา ้ ่ ชะอี เปนฝายทีกั้นหวยคันแทนอยเพือทดน้ําเขานาของทุงนาใหม ่ ่ แตกอนนั้นทุงนาใหมเปนทองทุงที่แหงแลงมาก น้ําทํานาแตละปอาศัยน้ําฟา (น้ําฝน) ป ไหนฝนดีกไดผลิตผลพอสมควร ปไหนฝนไมดีกแทบจะไมไดปกดําเลย ปลอยใหเปนทุงเลี้ยงวัว ็  เลี้ยงควายของชาวลานคําชะอีและบานกกไฮ เจาของนาบางคนไมมแมขาวจะกิน ตองไปกูขาวจาก ี พี่นองที่มนาหนองแจงพอประทังชีวิต ี ดวยความแหงแลง อัตคัดขัดสนทําใหเจาของนาทุงนาใหมตองกระเสือกกระสนหาวิธี แกปญหาเพื่อใหไดน้ําทํานา พอป 2513 มีชาวนา 6 คน ไดแก นายขอม เสียงล้ํา นายลําทอง วัง  คะฮาต นายนายกด กุลวงค นายยอม สุวรรณไตรย นายหลุด สลางสิงห และนายปาน วังคะ ฮาต (ทั้ง 6 คนนี้ ปจจุบนยังเหลืออยูแตนายกด กุลวงค นอกนันเสียชีวตหมดแลว) รวมปรึกษากัน ั ้ ิ และรวมลงขันกันไดเงิน 4,000 บาท เพือหาทางที่จะทําฝายกั้นน้าสายหวยคันแทนอย แตเมือไป ่ ํ ่ ติดตอรถไถปรากฏวาเขาคิดราคา 12,000 บาท (สมัยนั้นถือวาแพงมาก) จึงไดขอเรี่ยไรจากเจานา ที่มีที่นาอยูทุงนาใหม ในที่สดก็ทําฝายกั้นน้ําไดสําเร็จ แตการทําฝายตอนแรกยังขากหลักวิชาการอยู ุ คือ กั้นเอาน้ําทั้งลําหวยเขานา เมื่อน้ํามาจะไหลบาเขาทวมนาจนมองดูทงนาใหมเปนทะเลกวางใหญ ุ เกือบสุดสายตา คันทาพังเปนแทบ ทั้งกวางและลึก สายหวยคันแทนอยกําลังจะเปลียนทาง ่
  • 16.
    16 ชาวนาผูนําทั้ง 6 ทาน จึงทําเรืองไปยังกรมชลประทานใหมาชวยปรับแตงคันฝายใหถกหลัก ่ ู วิชาการ และทางกรมชลฯ ก็ไดออกมาทําใหและเสร็จเมื่อป 2525 ทําที่ระบายน้ําใหดวย แตพอถึง ฤดูน้ําหลากคันฝายกลับพังลงจนหมด พอป 2526 กรมชลฯ จึงไดออกมาทําใหใหมใหดกวาเดิม และอยูไดจนถึงทุกวันนี้ ี  ปจจุบันชาวทุงนาใหมพลอยลืมตาอาปากได เพราะมีน้ําพอที่จะทํานา ทําใหยิ้มกับบานกับ เมืองเขาได (นายกด กุลวงค. 3 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ) เสือใหญอาละวาด เหตุการณนเี้ กิดขึ้นที่บานศรีมงคล เมื่อประมาณป พ.ศ. 2491 ไดมเี สือใหญออกอาละวาด เสือ ในที่นเี้ ปนเสือจริงๆ ไมใชคนทีชอบหาปลน หาลัก ฉก ชิง วิ่ง ราว เปนเสือโครง หรือ ่ ลายพาดกลอนตัวใหญ วัดจากปลายจมูกถึงหาง 7 ศอก ออกดักจับกินวัว ควายชาวบาน ทําให ชาวบานหวาดกลัวอกสั่นขวัญผวา ไมกลาออกจากบานไปทํามาหากิน มีครั้งหนึงมันออกจับกินมา่ ที่นาถ้ําบิ้ง ริมหวยคันแทใหญ ใกลบานศรีมงคล เมือมันฆามาไดแลวมันกินไมหมด นายดี ่ สุวรรณไตรย (คุณพอของนายพลอย สุวรรณไตรย) เปนคนรูปรางสูงใหญแข็งแรง จิตใจกลาหาญ (ตอนนั้นแกอยูบานศรีมงคล) แกเชื่อวาเสือตัวดังกลาวตองออกมากินซากมาที่เหลือเปนแน (ซาก ภาษาผูไทยจะเรียกวา "ซะ" เดียวนี้ไมคอยไดยิน) แกจึงชวนเพื่อนอีกคนหนึ่งชือตี้ ไปคอยดักยิง  ่ โดยขัดหางบนตนไมคนละหางและคนละฟากของซากมา ปนที่ใชเปนปนแกบ กระบอกเบอเรอ ลูกปนเทามะขามปองลูกโตๆ คนละกระบอก ถึงคราวชะตาขาดของเสือตัวนี้ เวลาประมาณ 2 ทุม มันก็ไดออกมากินซากที่เหลือจริงๆ และออกมาทางนายดี นายดีก็ยงทันที เสียงปนดังไปถึงบาน ิ หนองกะปาด เจาลายพาดกลอนตัวนั้นก็ตายคาซากตรงนัน นายดีและนายตี้ก็มาบอกญาติพี่นอง ้  หลายคนไปชวยกันหามเขามาบาน (เพราะทางเกวียนไปไมถึง) มีความเชื่อวาการหามเสือที่ตาย แลวถาเอาตีนของมันชี้ฟา จะทําใหฟาฝนแลง จึงพากันหาไมมาทําขาหยั่งอยางแนนหนาแลวเอา  ซากเสือขึนวางพาดบนขาหยั่งในลักษณะยืน แลวพากันหาเขามา ที่ละ 4 คน เปลียนชุดกัน จนถึง ้ ่ บาน พอรุงเชาก็ใสเกวียนมาใหพี่นองชาวบานไดดูกน และยังไดเอาใหชาวบานคําชะอีไดดดวยโดย  ั ู เอามาที่หนาโรงเรียนบานคําชะอี ผูคนแตกตืนกันไปดูจนแนนขนัด (ตอนนั้นขาพเจาผูเขียน นาย ่ ณรงค อุปญญ ยังเด็กอยูมากแตพอจําความได คุณพอพาไปดูและไดเอาขี่คอทานจึงไดเห็น และ  ตอนนันเปนโรค "แสดเสือ" เขาวาไมสบายหายใจหอบเหมือนลักษณะเสือหายใจ เขาวาอีกวาถาได ้ ขี่เสือแลวจะหาย คุณพอจึงอยากจะใหขเี่ สือเพื่อแกโรคแสดเสือ พอทานจะเอาลงจากคอทานเทานัน ้ ขาพเจารองใหจาอยางหนักเลยเพราะกลัวมาก ก็เลยไมไดขี่เสือ) หลังจากนั้นเขาก็พากันชําแหละแบงเนื้อสูกันกิน หนังตากแหงแลวเอาไปขายที่มุกดาหาร 
  • 17.
    17 เหตุการณนถึงแมเกิดทีบานศรีมงคล แตเปนที่กลาวขวัญและระทึกขวัญมาถึงบานคําชะอี ี้ ่ ดวย (สาคร สุวรรณไตรย ประเนิม คนซื่อ. 3 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ และนางบอน อุปญญ  บานศรีมงคล. 6 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ ) เจาปูทะดา ไดสัมภาษณนายแปว สุวรรณไตรย (ลุงเตา ทีเ่ ปนเจาจ้ําคนปจจุบัน) เมือวันที่10 เมษายน ่ 2542 ตอนนันทานอายุ 78 ป จึงไดเรียบเรียงเพิ่มเติมคําบอกเลาของทานใหมมาเลาสูฟง ดังตอไปนี้ ้ เจาปูทะดา หรือเจาปูดานตึงนี้มีมากวา 100 ปแลว เมือมาตังหมูบานคําชะอีใหมๆ วัดวา  ่ ้ อาราม พระภิกษุสงฆก็ยังไมมี ทําใหขาดหลักที่พงทางใจ ปูแก (ปูทวด) ของนายแปวชื่อ เสือ ึ่ ทํางานทีหนองสูง (หลวงทรงฤทธิรอน หนึ่งในคณะกรรมการบริหารเมืองหนองสูงสมัยนัน) จึงได ่ ้ ขึ้นไปเชิญเอาเจาปูมาจากเมืองบก เมืองวัง มาไวทหัวดานตึงเพื่อเปนเคารพสักการะแกชาวบาน ี่ เมื่อเชิญมาตอนแรกนั้นเรียกเจาปูวา “มเหศักดิ” ไดมาเรียกวา “ทะดา” หรือ “ถะดา” เมื่อภายหลัง ์ ทางทองถินผูไทยอื่นๆ ก็มีเจาปูเ ชนเดียวกัน เชน เรณูนคร เขาวง แตจะเรียกเจาปูวา “ถะหลา” ซึ่ง ่   ฟงก็ใกลเคียงกันอยู ธรรมดาที่ใดมีเจาปู จะตองมีผูทเี่ ปนสื่อกับเจาปู เพือเปนผูนํากลาวสักการะ และการเซน ่  ไหว ผูทเี่ ปนสื่อกับเจาปูนี้เรียกวา “เจาจ้ํา” การเรียกเจาจ้ํานี้ก็ขึ้นกับฐานะของผูเ รียก วาเปน ลูก หรือ หลาน หรือเหลน ฯลฯ ของเจาจ้ํา แลวเรียกใหถก เชน พอจ้ํา ตาจ้ํา ปูจ้ํา ฯลฯ คนที่มีฐานะ ู เดียวกันกับเจาจ้ํา เชนเปนเพื่อนก็อาจจะเรียกวา “จ้ํา” เฉยๆ ก็ได คนทีเ่ ปนเจาจ้ํานี้จะเปนทีนับหนา ่ ถือตา เปนทีเ่ คารพนับถือกันมาก เจาปูทะดาตอนเชิญมาแรกๆ ก็มีปูแกนายของแปว (ทาวเสือ) เปนเจาจ้ํา และตกทอดมายัง ลูกหลาน ดังตอไปนี้ เมื่อทาวเสือถึงแกกรรม ทาวสิงห ผูลก (คนละสิงหกับพระไกรสรราช เจาเมืองหนองสูงคน ู แรก) เปนเจาจ้ําตอ เมื่อทาวสิงหถงแกกรรม ก็ตกทอดมายังนายเกียง (พอนายแปว) ึ เมื่อนายเกียงถึงแกกรรมก็มปญหาไมมผูรับตอเพราะนายอุน ลูกคนโต (เปนพี่ชายของนาย ี ี  แปว) ไมรับเพราะยังเปนบาว (หนุมโสด) อยู อายสาว จึงอยากใหเปลียนไปยังเชือสายอื่นบาง จึง ่ ้ ยกไปใหพอของนายเขียน สุวรรณไตรย (ปูของผูชวยประมาณ สวรรณไตรย) พอของนายเขียนก็  ไมรับ ประกอบกับเจาปูกไมอยากอยูกบพอของนายเขียน ชาวบานจึงพากันขอรองใหนายอุนรับ ็ ั เปนเจาจ้ํา สุดทายนายอุนก็ปฏิเสธไมไดก็เลยรับเอาทั้งๆที่ยงเปนบาวอยู  ั เมื่อนายอุนถึงแกกรรมก็มีปญหาอีก เพราะลูกของนายอุนก็ยังเล็ก นายแปวก็ไมรับเอา ทํา  ใหวางเจาจ้ําอยู 2 ป เจาปูกเ็ ลย “กวนบาน” ผูคนตายกันบอยมาก ยังความอกสั่นขวัญผวากันถวน
  • 18.
    18 หนา จึงไปหาหมอดู หมอเหยาสองดู (ตามพิธีของหมอ) ก็ทราบวา เพราะขาดเจาจ้ํา เจาปูไมมีที่ ยึดไมมีที่พัก “กะพายไทกะมืไดบอนปง กะพายถงกะมิไดบอนหอย” (สะพายไถกไมมีทปลง(วาง) ็ ี่ สะพายถง(ยาม)ก็ไมมีทแขวน) ก็เลยออกมากวนบาน กระทําใหมีอนเปนไป ี่ ั เมื่อบานเมืองเดือดรอน ลุงจารยเกต (นายกอก สุวรรณไตรย) ลุงนาง (นายแสง แสนโสม คุณพอของกํานันแถม แสนโสม) ลุงขอม (นายขีน เสียงล้า) ปานาว (นางสด วังคะฮาต คุณยาของ ํ คุณปริญญา วังคะฮาต) ไดพากันมาขอรองไหววอนใหนายแปวรับเปนเจาจ้ํา “เปนเจาผี มันมิหนัก มิหนาผิเลอเดาะ” (เปนเจาผี คือเปนเจาจ้ํามันไมหนักไมหนาอะไรหรอก) นายแปวก็เลยรับเปนเจา จ้ํามาจนถึงปจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ (พ.ศ. 2552) นายแปวอายุ 88 ป เปนเจาจ้ํามานานกวา 40 ปแลว การเลี้ยงเจาปูจะเวน สอง ป ไปเลี้ยงในปที่สาม เรียกวา “สองปฮาม สามปคอบ” (ฮาม แปลวา ละเวน หรือละทิ้ง คอบ ภาษาลาวคือ ขอบ ในที่นี่ แปลวา บอกกลาว) มักจะเลี้ยงในเดือน 5 หรือเดือน 6 ถาไมเลียงเจาปูจะกวนลูกหลาน “เอ็ดเหอเขาด๋ํา คลําเหอเขาไข” คือกระทําให ้ ลูกหลานชาวบานเจ็บไขไดปวย การจ้ํา คําวา “จ้ํา” มีหลายความหมาย เชน จุม, จิ้ม, เสียบ, แทง, เซนไหว, บูชา ใน ที่นี้หมายถึง จุม หรือเซนไหว หรือบูชา คือการเซนไหวบชาโดยเอาปนขาว หรือคําขาวจุมลงใน ู อาหารทีเปนเครืองเซน แลววางลงตรงที่เราจะเซนไหวพรอมกับกลาวเรียกหาสิ่งลึกลับหรือสิง ่ ่ ศักดิ์สิทธิ์ทเี่ ราเคารพ บูชา การจ้ําเจาปูทะดาบานคําชะอีนี้มี 2 ลักษณะ คือ 1. จ้ําตอนเลี้ยงตามกาลเวลา คือ สองปฮาม สามปคอบ เมื่อถึงเวลาจะเลียงชาวบานก็จะ ้ พากันไปที่ศาลเจาปู มีฆอง กลอง เปนเครืองเสพ เครื่องงัน ใหสนุก พรอมทั้งจะจัดหาเครื่องบูชา มี  ่ “โจย” หรือกรวย ในกรวยมีคําหมาก คําพลู บุหรี่ กอกยาใสขันกระหยอง 15 ขัน เครื่องเซนไหว เปนอาหารพื้นเมืองใสโตก (ถาด) 1 พา เนื้อใชเนือวัว หรือเนื้อควาย (ไก หมู ไมเอา) ทําเปนลาบสุก ้ ลาบแดง (ลาบเลือด) อาหารที่เจาปูทะดาชอบคือ ลาบเลือด มีซี้นหาบ ซี้นหาม หาบ 4 หาม 4 คือ  ปาดเอาเนื้อโตประมาณนิ้วชี้ ยาวประมาณ 1 คืบ แลวเอาตอกเสียบรอย 12 ชิน ใสไมคานหาบ 4 ้ หาบ 8 ชิ้น (ไมคานหาบก็หาไมเล็กๆ โตประมาณเทานิ้วกอย ยาวประมาณ 1 แขน) ให 4 คนหาบ หรือคนเดียวหาบทัง 4 ไมคานก็ได ใสไมคานหาม 4 ไมคานๆ ละ 1 ชิ้น หามไมคานละ 2 คน หรือใช ้ เพียง 1ไมคานใสเนื้อทัง 4 ชิ้น ใช 2 คนหามก็ได แลวจัด “ชาง” (เหลาอุ หรือเหลาไห) “มา” ้ (เหลาขาว) ไวให ดอกไมเทียนคู (ไมมีขน 5 ขัน 8 ) เมือจัดพรอมแลวก็มอบเจาจ้ําเพือทําพิธีจ้ํา ั ่ ่ ความจ้ํา “ เออ... เจาปูเอย ผูเ ปนมเหศักดิหลักเมิง มือนี้แมนมื้อเลง มือเกอ ลุหลานซาว ์ ้ ้ บานฮักหอม จัดแนวอยูแนวกิ๋นมาซูมาหา เหอมากิ๋นเส มิเหอยูตะหลง มิเหอลงตะลาง มิเหอไป คางมองอื่น มิเหอมือหนาวายัง มือหลังวามิแลว มืเหอถามกิ๋นนําลุนําหลาน... ขัดของแนวเลอเห ้ ้ อเทมลุเทมหลาน เหอเบาะเหอเวาละไดตกแตงแปงเหอ เหอไปเบาะฟาเบาะฝนเหอตกลงมา เจา
  • 19.
    19 เปนผูฮูจัก ตี๋นกวางมือยาว หูแจงตาใสเอา... กิ๋นอิ่มแลวเหอลงมาซูมาเทม มาฟอนมาลํานําเดว มัก ผูเลอเหอลงมาซูผูนน คอบวาลุหลานทังนัน...” ั้ ้ (คําศัพท เปน – เปน, หลักเมิง – หลักเมืง, มือ - วัน, เลง – เลียง, เกอ – ใหอาหาร, ลุ ้ ้ – ลูก, ฮักหอม – รักชอบ, กิ๋น – กิน, มาซู – มาสู, เหอ – ให, เส – เสีย, ตะหลง – ไปหลงทีอื่น, ่ ตะลาง – ใตถุน, ไป – ไป, มอง – ที่, วา – วา, แนวเลอ – อยางไร, เทม – เทียม สิง หรือทับ, เบาะ –บอก, แปง – แปลง, ฮูจัก – รูจัก, ตี๋น – ตีน, ตา – ตา, นําเดว – ดวยกัน, มัก – ชอบ, ผู เลอ - ผูใด, คอบวา – เพราะวา ) เมื่อเจาจ้ํา จ้ําเสร็จแลวเจาปูจะลงทับลงเทียมคนที่เจาปูชอบ เพราะวาเจาจ้ําไดบอกไววา “ กิ๋ นอิ่มแลวเหอลงมาซูมาเทม... มักผูเลอเหอลงมาซูผนั้น” ถาเจาปูลงมาทับผูใด ผูนั้นจะแสดงอาการ ู   ทันที คือ ใจสั่นมากเขา มากเขา แลวสินสามัญสํานึก เปลี่ยนบุคลิกเปนอีกคนละคน กลากลั่น กลิง ้ ้ เกลือกไปทั่วบริเวณ ถาทานโกรธก็จะแสดงอาการฟดฟด โมโหโกรธา ชี้เหนาชี้ตา ออกปากวาไม พอใจที่ลกหลานทําไมดอยางอยางนี้ ตัวแทนชาวบานก็จะหาขัน 5 มาไหวมายอมขออโหสิกรรม ู ี อยางนั้นอยางนี้ เมื่อเจาปู(ในรางเทียม) สงบแลวแลวก็มากินเครื่องเซน แลวออกฟอนออกรําเขากับ เสียงฆองเสียงกลองกับลูกหลาน ถาทานไมมีเรื่องโกรธ เมือเทียมผูใดแลวผูนนก็จะฟอนจะรํา กลาว ่ ั้ ดีใจในเรื่องนั้นเรื่องนี้ พรอมทังกินเครื่องเซนไปพลาง ้ ไมเชือก็อยาลบหลู เพราะมีเรื่องเหลือเชื่อใหคด คือบางครังรางเทียมหรือรางทรงกลิง ่ ิ ้ ้ เกลือกไปมาบางที่มีตอไมแหลมคมทิ่มแทง แตรางทรงก็ไมเปนอะไร ไมมบาดแผล บางครั้งทําอะไร ี ไดผิดแผกไปจากที่ตอนมีสามัญสํานึก อยางเชน ในปจจุบนนี้ รางเทียมของเจาปูเปนสุภาพสตรี ั (ขออภัยที่ตองสงวนนาม) ปกติสุภาพสตรีทานนี้จะเปนคนอนามัยจัด ทานอาหารที่สะอาดถูกหลัก  อนามัย เหลา บุหรี่ไมแตะตอง ใสหนากากปดจมูกอยูประจํา อารมดี แจมใส ราเริง สุภาพ เรียบรอยมากสมเปนกุลสตรี แตพอเจาปูเขาเทียมแลวกลายเปนคนละคน คือ ดื่มเหลา สูบบุหรี่ (ยา ฉุน) กินลาบเลือดไดอยางสบาย ถาเจาปูโกรธก็แสดงอารมณเกรี้ยวกราด ชี้หนาคนโนนคนนี้ เมื่อ เจาปูออกแลวและรูสึกตัวขึ้นมาก็ทําหนาอายๆ ลุกขึนไดกเ็ ดิน หรือขี่มอเตอร็ไซคกลับบาน. ้ 2. จ้ําตอนที่มีคนมาขึ้น (บน) เจาปู คือบางทีมีชาวบานบางคนจะเดินทางไปไกล เชนไป กรุงเทพฯ กรุงไทย หรือลูกหลานจะไปสอบเรียนตอ หรือสอบบรรจุ หรือชาวบานจัดงานรื่นเริง อะไรสักอยาง ฯลฯ ก็จะไปขึนเจาปูเพื่อใหชวยคุมครองใหอยูรอดปลอดภัย แคลวคลาดจาก ้ ภยันตราย หรือใหไดสมประสงค ผูที่ตองการขึ้นเจาปูก็จะเอาเหลาขาว 1 ขวดไปที่บานเจาจ้ํา แลว  บอกความประสงคให จาจ้ําก็จะดําเนินการ จ้ําใหเอง เมือไดสมประสงคแลวผูขึ้นเจาปูก็จะไป ่ “คอบ” คือไปบอกใหถกตองตามประเพณี “ไปลา มาบอก” อีกครั้งหนึ่ง โดยเอาเนื้อประมาณสัก ู ครึ่งกิโลกรัม ไปใหเจาจ้ํา เพื่อใหเจาจ้ําไดทําอาหารเครืองเซนไหว แลวจ้ําบอกกลาวตามทีผูไปขึ้น ่ ่ เจาปูไดใหความไว
  • 20.
    20 ยังมีวิธงายๆ อีกวิธีหนึงคือ ไปที่หอเจาปู จุดธูป 1 ดอก แลวประนมมือวากลาวใหทาน ี ่ คุมครอง และเมื่อสมประสงคแลวก็ไปคอบอีกครั้งหนึง ่ เมื่อเชิญเจาปูมาใหมๆ ไดสรางหอใหทานอยูในปาดานทิศตะวันตกของดานตึง  เรียกวา “หอเจาปู” อยูมา พ.ศ. 2500 ทานอาจารยแถม ศรีหาจักร เห็นวาอยูลกเกินไป จึงชวน  ึ ชาวบานยายออกมาหางจากทีเ่ ดิมประมาณ 20 กวาเมตร พ.ศ. 2528 เจาปูไดสิง (ทับ) รางเทียมบอกวาอยากจะออกจากปาลึก จะไดเห็นผูคน ลูกหลาน รถ รา บาง จึงไดยายอีกครั้งหนึ่งออกมาอยูที่ดานใกลริมถนนใหญ สรางดวยไมใหดและ  ี แนนหนากวาเดิม อยูมาถึงพ.ศ. 2548 ชาวบานคําชะอีทั้ง 4 หมูบานเห็นวาหอเจาปูชํารุดผุพังมากแลวตาม  อายุขย เห็นสมควรที่จะสรางหอใหมใหถาวรกวานี้ ประกอบกับคุณสิงหชัย มงคล คหบดีจาก ั กรุงเทพฯ และเปนสายบุญของสํานักสงฆดานตึงไดเห็นและศรัทธาไนความศักดิ์สิทธิของเจาปูจึง ์ ไดมอบปจจัยสวนตัว 200,000 บาท เพือสรางหอเจาปู ทีเ่ หลือนอกนั้นใหชาวบานพิจารณาหามา ่ สมทบ ในเบื้องแรกไดจัดคณะกรรมการดําเนินการ 6 – 7 คน นําโดยคุณครูวิบล สวรรณไตรย ไป ู ดูรูปแบบของหอเจาปูที่อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เดือน เมษายน พ.ศ. 2549 ไดสรางหอหรือศาลเจาปูหลังใหมขึ้น ออกแบบโดย นายไพบูลย แสนโสม (ลูกชายของกํานันแถม แสนโสม) เปนอาคารกออิฐถือปูนอยางดี เมื่อกอสรางหอเสร็จแลวทางคณะกรรมการดําเนินงานและชาวบานเห็นสมควรสรางองค เจาปูขึ้นเพื่อเปนตังแทนแหงการเคารพสักการะ จึงไดจัดหาทุนโดยการจัดทําผาปาวันพอขึ้น เมื่อ ไดทนแลว ครูวิบูลย จึงประสานหาโรงงานที่จะหลอองคเจาปูตั้งหลายแหง แตละแหงคิดราคาแพงๆ ุ ทั้งนั้น อยางต่ําที่สด 60,000 บาท บางแหงเปนแสนขึน จนทอใจ บังเอิญใหนกถึง นายเวส สุวรรณ ุ ้ ึ ไตรย (มัคนายกวัดสุทัศนฯ กรุงเทพ และเปนพิธีกรระดับประเทศ) คนบานคําชะอีและเปนพีนอง ่ กัน จึงไดประสานแบบเดาสุมไป นายเวสรูจักและสนิทสนมกับเจาของโรงงาน “สาครหลอพระ” อําเภอพนมสารคาม จังหวัดฮะเชิงเทรา จึงไดตดตอไปสอบถามและตอรองราคา ปรากฏวาทางงาน ิ นี้ยอมลดราคาลงมาเหลือแค 40,00 0 บาท นับวาถูกมาก ปลายป 2549 ครูวิบูลย และ นายณรงค อุปญญ จึงลงไปหานายเวส เพื่อจะไปตกลง วาจาง โดยประสานกับนายกรี คนซื่อ (คนบานคําชะอี แตไปดังที่พนมสารคาม) และไดอาศัยรถ นายกรีนี้พาไปพนมสารคาม ไดตกลงวาจางกับโรงานสาครหลอพระเปนที่เรียบรอย โดยเอารูป ใบหนาเจาปูที่ อาจารยจํารัก สุวรรณไตรย วาดไวใหเปนแบบ 26 มกราคม 2550 ทางโรงงานใหลงไปดูและติชม “หุน” ที่ปนเสร็จ เพือจะไดแกไข คณะ ่ ที่ลงไปครั้งนั้น มี คุณครูวิบลย สุวรรณไตรย คุณครูเวลา คนซื่อ คุณครูชนะ สุวรรณไตรย ู คุณครูชัยรัตน สุวรรณไตรย นายพัฒนา คนซื่อ (หัวหนานายชางกรมทางในขณะนัน) นายเวิด ้
  • 21.
    21 สุวรรณไตรย (พี่ชายของนายเวส สุวรรณไตรย)นายประกาศิต สุวรรณไตรย (เจาของรถตูที่พา ไป) ภรรยานายประกาศิตพรอมลูกสาว และผูเขียน นายณรงค อุปญญ มีนายกรี คนซื่อ รอรับที่  พนมสารคาม และนายกรีไดพาไปทานขาวทีบานของนายวิเชียร ตันเจริญ (เจานายของนายกรี และ ่ นายวิเชียร ตันเจริญ เปนพอของนายสุชาติ ตันเจริญ นัการเมืองที่มีชอเสียง) ื่ 14 มกราคม 2550 มีการเททอง (สัมฤทธิ์) หลอองคเจาปู โดยนายณรงค อุปญญ เปน  ประธานเททอง นายเวส เปนพราหมกระทําพิธบวงสรวง และอานโองการ นายกรีเปนผูนํารถพาไป ี  จากกรุงเทพไปพนมสารคาม 27 มีนาคม 2550 ยายกรี นายเวส พรอมคณะ นํารูปหลอของเจาปูขึ้นมาถึงบานคําชะอี โดยรถยนตของนายกรีบรรทุกมา และกระทําพิธบวงสรวง อานโองการบูชาฤกษ บัดพลีบูชา โดย ี นายเวส สุวรรณไตรย เสร็จแลว โห 3 รา แลวเชิญรูปหลอเจาปูขึ้นประดิษฐยง หอ หรือศาล หลัง ั ใหม ทามกลางพี่นองชาวบานคําชะอีและบานใกลเคียงมารวมพิธีอยางลนหลาม 13 เมษายน 2550 อันเปนวันสงกรานต ไดทําพิธีสมโภชเจาปูดวย ในภาคกลางคืนมี มหรสพคงงัน มีจดดอกไมไฟ และจุดพลุถวาย 80 นัด ุ บัดนี้ รูปหลอแทนองคเจาปูไดประดิษฐานโดดเดนเปนสงา ในศาลหลังใหม หันหนาใส  บานคําชะอี เพื่อดูแล และปกปอง คุมครองชาวบานคําชะอีตลอดจนลูก หลาน เหลน หลอน... สืบๆไป. โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี ในสมัยกอน การจัดการศึกษายังไมทงถึง ประชาชนทั่วไปนอยคนนักที่จะมีโอกาสไดเรียน ั่ หนังสือ ผูทไดเรียนนับวาเปนผูที่มีความกระตือรือรนและพยายามอยางยิง และสวนมากจะอาศัย ี่ ่ เรียนที่ “วัด” บางคนบวชเรียน บางคนไปขอเปนเด็กวัดทํางานใหวัดทุกอยาง ขอใหไดเรียน นับวา “วัด” เปนแหลงการศึกษา เปนคุณูปการ เปนเนือนาบุญอันยิงใหญตอวงการศึกษาในสมัย ้ ่  นั้น ในบานคําชะอีก็มีลกษณะเดียวกัน อยากเรียนหนังสือก็ตองอาศัยวัด และวัดโพธิ์ศรีแกว ั นอกจากจะสอนนักธรรม (สําหรับผูบวชเรียน ) แลวก็เคยเปดสอนประชาชนทั่วไปใหอานออก เขียนได ถึงแมการศึกษายังไมเปนระบบก็ตาม ทําใหมีหลายคนที่อานออกเขียนไดมาจากวัด  โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เดิมชือ โรงเรียนบานคําชะอี “ราษฎรประดิษฐ” เริ่มกอตัง ่ ้ เมื่อ พ.ศ. 2459 จากปริญญานิพนธของ อาจารยนําชัย อุปญญ ( พ.ศ. 2538) ไดบันทึกรายนาม  ครูใหญ – อาจารยใหญ ดังนี้
  • 22.
    22 1. นายกรี สุวรรณธรรม ครูใหญ พ.ศ. 2459 – 2461 2. นายดอง จันทรสาขา ครูใหญ พ.ศ. 2461 – 2462 3. นายคําแดง สรอยคําหลา ครูใหญ พ.ศ. 2462 – 2463 4. นายผาย กัณวงค ครูใหญ พ.ศ. 2463 – 2465 5. นายใหม แสนวิเศษ ครูใหญ พ.ศ. 2465 – 2471 6. นายสาย กระแสเสน ครูใหญ พ.ศ. 2471 – 2472 7. นายบุ ติยะโคตร ครูใหญ พ.ศ. 2472 – 2478 8. นายวิชัย คําจันทร ครูใหญ พ.ศ. 2478 – 2485 9. นายมี กุลสิงห ครูใหญ พ.ศ. 2485 – ( 4 เดือน ) 10. นายขุน แลนโคตร ครูใหญ พ.ศ. 2485 – 2490 11. นายแปลง ธรรมประสาน ครูใหญ พ.ศ. 2490 – ( 3 เดือน ) 12. นายขุน แสนโคตร ครูใหญ พ.ศ. 2490 – 2491 13. นายสิงห โพธิไสย ครูใหญ พ.ศ. 2491 – 2501 14. นายแถม ศรีหาจักร ครูใหญ พ.ศ. 2501 – 2505 15. นายวิเชียร บุตรดีวงศ ครูใหญ พ.ศ. 2505 – 2509 16. นายจันทร ดวงศรี ครูใหญ พ.ศ. 2509 – 2524 17. นายจินดา จิตจักร อาจารยใหญ พ.ศ. 2524 – 2528 18. นายนพดล อุปญญ  อาจารยใหญ พ.ศ. 2528 – ปจจุบัน นี้เปนบันทึกในปริญญานิพนธของอาจารยนําชย อุปญญ เมื่อ พ.ศ. 2538 ผูเ ลาจึงไดหา  ขอมูลเพิ่มเติมอีก ดังนี้ นายนพดล อุปญญ ดํารงตําแหนงอาจารยใหญ เมื่อ พ.ศ. 2528 ยังไมครบเกษียณราชการ  ก็เสียชีวิตดวยโรคตับแข็ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2540 นายนําชัย อุปญญ ผูชวยอาจารยใหญจึง  รักษาการแทน จนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 อาจารยนําชัย ก็ยายไปโรงเรียนบานโนนยาง อําเภอ หนองสูง อาจารยใหญคนตอมา คือ :- 19. นายอุตสาหะ กลางประพันธ อาจารยใหญ พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2543 20. นายถิระ นามอุทัย พ.ศ. 2543 – 2543 21. นายธีระ เสียงล้ํา ( ผูอานวยการ ) ํ 9 พ.ย. 2543 - ปจจุบัน ในชวงที่นายสิงห โพธืไสย ( ชาวบานทั่วไปจะเรียกทานดวยความเคารพวา “ครูใหญ สิงห” ผูเลาขออนุญาตเรียกทานตามชาวบาน ) ดํารงตําแหนงครูใหญอยูนนจํานวนนักเรียนเริ่ม ี้ มากขึ้น จนอาคารเรียนหลังเการองรับไมได ครูใหญสงหจงชักชวนชาวบานระดมแรงสรางอาคาร ิ ึ
  • 23.
    23 เรียนหลังใหม เปนอาคารหลังใหญมาก 2ชัน 13 หองเรียน เสา 37 ตน ใหญที่สดในเขตอําเภอคํา ้ ุ ชะอี การหาตัวไมก็ระดมชาวบาน เสา 30 กวา ตาน ก็ตกใหชาวบานชวยกันหาถากในดงในปาทัง ้ ใกลและไกล ตกให 4 – 6 ครัวเรือน ตอหนึ่งตน หรือมากกวาหนึ่งตนก็ได การลากเสาออกจากปาก็ ใชวิธีแบบภูมิปญญาชาวบาน คือยืมเกวียนชาวบานสําหรับบรรทุกเสา เสาแตละตนทังใหญและยาว  ้ หนักมาก วัวลากไมไหว ตองระดมกําลังของนักเรียนลากออกมา เมือเอาเสาบรรทุกเกียวนเรียบรอย ่ แลว ก็เอาเชือกหนังเสนยาวผูกกับเกวียนอยางแนนหนา แลวตอยาวออกมาขางหนาหลายเสนใหยาว พอที่จะใหนกเรียนหลายคนชักลากอยางทุลกทุเล โดยมีครูเปนผูควบคุม ทางสมัยนันเปนทาง ั ั ้ เกวียนแคบๆ สองขางทางเปนปาทึบ ตรงทางโคงตองชวยกันเบนหัวเสาทีละนิดจนกวาจะตรงทาง แลวจึงลากตอ ถึงทางโคงอีกก็ชวยกันเบนหัวเสาอีก ดังนี้เรือยไป และทางก็เปนทางที่มฝุนเยอะ ่ ี เทาหลายเทาของนักเรียนย่ําลงไป พรอมทั้งบางครังก็ไดเตะเอาฝุนดวยเพราะทางขรุขระ ทําใหฝุน ้ คลุงตลอดทาง หายใจเอาฝุนเขาไป พอสังน้ํามูก ปรากฏวาน้ํามูกดําปเลย การลากเสามานีลากไดวัน  ่ ้ ละตน สองตน แลวแตวาจะยืมเกวียนชาวบานไดมากนอยขนาดไหน และดูกําลังขอนักเรียนดวย ทุกคนเหนื่อยแตสนุกและมีความสุข ครูใหญสงหทานมีจตวิทยาสูงมาก ปลอบขวัญใหกําลังใจ ิ ิ ตลอด ทานบอกวา “ขุดน้ําบอ กอศาลา ยอขาผูเฒา” นี้จะไดบญมาก ขุดน้ําบอ ก็คือขุดบอน้ําให ุ คนทั้งหลายไดดื่มไดใช กอศาลาคือสรางศาลาไมวาศาลาริมทาง หรือศาลาโรงเรียน ยอขาผูเฒา แปลวายกขาผูเฒา หมายถึงการปดกวาดถนนหนทาง มีเศษไมหรือหนามก็เอาออกไปทิง ทําสิ่ง ้ เหลานีถือวามีบญมาก ้ ุ เมื่อไดเสาครบแลวก็หาไมโครงตางๆ ทั้งกระดานพื้น กระดานฝา อันนี้เปนเรื่องของ ชาวบานระดมกันจัดหา เมื่อทุกสิ่งทุกอยางพรอมแลว ก็วาจางชางชาวญวนจากมุกดาหารโดยมี  “องมอด” เปนหัวหนาชางมาสรางจนแลวเสร็จในป 2500 เมื่อสรางเสร็จแลวก็มการฉลองที่ยิ่งใหญมากในสมัยนั้น มีการเตรียมงายอยางยิงใหญ มี ี ่ การแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะ การฟอนของนักเรียนหญิงตังแต ป. 1 ถึง ป. 4 ใน ้ สมัยนั้นนักเรียน ป. 4 เกือบเปนสาวแลว โดยโรงเรียนไดเชิญ นายบุญชัย ไวสูศก (นองชายของ ึ คุณครูเวชณิชย ไวสูศก ซึ่งตอมาก็คอคุณครูบุญชัย ไวสูศก) ตอนนั้นนายบุญชัยยังเปนนักเรียนอยู ึ ื  ึ ( เขาใจวาเปนนักเรียน ม.ปลาย ) ทานสอนฟอน 2 รายการที่มีเพลงประกอบ รายการทีหนึ่งมีเพลง ่ “แมเอยงามจริง งามเหลือทุกสิงเปรียบเปรย เกินหาคําใดเอย มาเฉลยคําอาง...” ่ ( ตอมาจนผูเ ลาเปนหนุมจึงไดรูวาเปน “เพลงกินรีเลนน้ํา ) รายการที่สองใชเพลงพมารําขวาน “รํา เถิดนองแมรูปทองขอเชิญมารํา จะชาอยูไฉนดูใครๆเขาออกมารํา ตามทํานองเสียงเพลงรองสงนํา  ...” สองเพลงนี้เปนที่ฮือฮามากรองไดกนทั้งหมูบานทุกระดับชัน ขนาดออกไปเลียงควายอยูกลาง ั ้ ้  ทุงก็ยงไดยนมาจากหลังควาย (ไมใชจากวิทยุแตจากปากของเด็กเลียงควาย เพราะวิทยุสมัยนั้นทัง ั ิ ้ ้ บานคําชะอีมเี พียงสองเครื่อง คือของเจกหมาคํา เตี่ยของคุณบุญชวย แซเซีย และอีกเครื่องจํา
  • 24.
    24 ไมไดวาเปนของใคร วิทยุสมัยนั้นใชถานเปนลัง ประมาณ6 โหล ) การแสดงรายที่สองนี้ นายบุญ ชัยไดคิดประยุกตเครื่องประกอบการฟอน คือ เศษกระดานพื้น กระดานฝาที่เหลือจากการสราง โรงเรียน ตัดเอากวางยาวประมาณ 7 X 12 ซม. ใหผูฟอนถือคนละสองอัน เวลาฟอนในทาทีเ่ อามือ สองขางขึ้นเหนือศีรษะก็จะเอาไมทถือนี้กระทบกันใหรับกับจังหวะเพลง ดูแลวพรอมกันสวยงาม ี่ มาก เปนที่ฮือฮามาก สวนผูเลาตอนนั้นอยู ป. 3 แสดงหมอลําหมู โดยแสดงเปนพอพระยา แตถา พี่ชายอยูพชายจะเปนพอพระยา ผูเ ลาก็เลนเปนเสนาหมากขี้กา และเปนทาว และแตงกลอนลําให ี่ คนอื่นลํา เรื่องที่แสดงคือ จําปาสี่ตน ตัวนางอัคคีคอ ด.ญ. มาลาตรี อุปญญ (พี่สาวของอาจารยนํา  ื  ชัย อุปญญ ) นาง คํากองคือ ด.ญ. สําลี ศรีหาจักร (พี่สาวของคุณเกียรติศกดิ์ ศรีหาจาจักร) และ  ั ด.ญ.ปราศรัย คนซื่อ (ภรรยาของผูใหญวันเทศ กุลวงค) สับเปลี่ยนกัน นางสนม ก็มี ด.ญ.กอดแกว  แสนโสม (นองสาวของคุณทองไพ แสนโสม) เสนาหมากขี้กาที่สรางสีสนใหแกคณะมากที่สด คือ ั ุ ด.ช. เดนชัย สุวรรณไตรย (อาจารยเดนชย สุวรรณไตรย) มีมุกตลกมากมาย หมอแคนคือ นาย เถาวัลย อุปญญ พี่ชายคนโตของผูเลา ถาแกไมอยูกให ด.ช. อุดม คําใบ แทนพอกลอมแกลมไปได ็ และอีก 3 – 4 คน จําไมได (หมอลําคณะนี้มีแตเด็กๆ แตดงมาก ไดแสดงแลกพริกใครอยากชมตอง ั เอาพริกมาแลก ไดพริกตังหลายกิโลกรัม และยังรับงานทังในบาน และตางบาน งานละ 20 บาท ้ ้ สมัยนั้นถือวามากและคุมคา หมอลําคณะนีไดสลายลงเมื่อครอบครัวของผูเ ลายายไปนิคมคําสรอย ้ เมื่อป 2501) ครูใหญสงห ทานเปนคนบานหนองหาง อําเภอกุฉินารายณ จังหวัดกาฬสินธุ แตมามี ิ ภรรยาที่บานคําชะอี ในชวงที่ทานเปนครูใหญ นอกจากพาชาวบานสรางอาคารเรียนแลว ทานก็ได พัฒนาโรงเรียนใหกาวหนาขึ้นอยูในแนวหนาของอําเภอคําชะอี จนไดเขียนปายติดที่หนาอาคาร หลังที่ทานพาสรางวา “โรงเรียนโพธิไสยวิทยา”  ตอมา ในชวงที่ ครูใหญแถม ศรีหาจักร เปนครูใหญนั้น ก็มีเรื่องฮือฮา ตื่นเตน และดีใจ สําหรับชาวบานคําชะอี คือ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต นายกรัฐมนตรี ไดมาเยี่ยมบานคําชะอี ทั้งนี้เนื่องจากวา สมัยเปนเด็ก เด็กชายแถม และเด็กชายสฤษดิ์ มีบานอยูในซอยเดียวกันใน  มุกดาหาร จึงเปนเพื่อนที่รักกันมาก ไปไหนไปดวยกัน “ ... ทานสฤษดิ์เปนคนชอบเทียว ชอบเลน ่ สมัยนั้นยังไมมอะไรใหเลน วันๆ มีแตเลนน้ําโขง เลนในน้าตื้นๆ เพราะยังวายน้าไมเกงโยเฉพาะ ี ํ ํ สฤษดิ์วายน้ํายังไมแข็ง เพราะเปนคนอวนอุยอาย... เขาก็ชอบเปนหัวหนา พาคิดหาเรืองเลนสนุกๆ  ่ เพื่อนๆ ก็เลยตั้งใหเปนหัวโจก แตเวลาสฤษดิ์จะไปไหน สฤษดิ์จะไมลืมเพือน...” นี่เปนคําเลาสวน ่ หนึ่งของครูใหญแถมทีเ่ ลาถึงความเปนเพื่อนกับจอมพลสฤษดิ์ อยูมา พ.ต. หลวงเรืองเดชอนันต ( ทองดี ธนรัชต ) พอของเด็กชายสฤษดิ์กไดนําเด็กชายสฤษดิ์เขาหนังสือทีกรุงเทพ จนเวลาผานไป ็ ่ หลายป เด็กชายสฤษดิ์กไดกลายเปนจอมพลสฤษดิ์นายกรัฐมนตรี แตไมเคยลืมเพื่อนเมือสมัยเปน ็ ่ เด็ก เมื่อจอมพลสฤษดิ์มาตรวจราชการที่ภาคอีสาน ไดเลยมาที่มุกดาหาร (สมัยนันเปนอําเภอขึ้น ้
  • 25.
    25 นครพนม ) จึงไดขึ้นแฮริคอปเตอรมาเยียมครูใหญแถมที่บานคําชะอีชาวบานใหการตอนอยาง ่  ใหญโต เมือทานขึ้นอาคารเรียนหลังทีครูใหญสิงหพาสราง ทานก็ตบันไดชันมากขึ้นใหแกไข ่ ่ ิ ตอมาครูใหญแถมจึงไดแกไข เมื่อจอมพลสฤษดิ์จะกลับทานไดเอาเงินสวนตัวใหครูใหญแถมใน ฐานะเพื่อนรักเกา เมือครูใหญแถมกลับถึงบานเอาเงินออกมานับดูเปนเงิน 20,000 บาท (สมัยนั้นมี ่ คามากเหลือเกิน ) ที่เลามานีเ้ ปนเหตุการณตอนหนึ่งในชวงที่ครูใหญแถมเปนครูใหญที่นี่ ปจจุบัน โรงเรียนชุมชนบานคําชะอี ไดรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาใหนักเรียนเปนผูที่ “ เกง ดี มีความสุข” เปดการเรียนการสอนตั้งแตระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาตอนปลาย ภายใตการอํานวยการของ ทานผูอํานวยการธีระ เสียงล้ํา นักบริหารมืออาชีพ บริหารทั้งการศึกษา  และบริหารชุมชนดวย ทานเขากับชุมชนไดดีมาก จึงสามารถดึงบุคลากรในทองถิ่นเขามาสนับสนุน การศึกษา ยังผลใหการศึกษากางหนาอยางนาชื่นชม. หมายเหตุ ผอ. ธีระ เสียงล้ํา เปนชาวบานหวยทราย และเปนที่นาชืนชมวาบานหวยทราย ่ มีบุคลากรในวงการศึกษาทีเ่ ปนถึงระดับผูอํานวยการในปจจุบัน ถึง 8 คน คือ  1. นายสมบัติ ผิวขํา 2. นายอุทศ ผิวขํา ิ 3. นายธีระ เสียงล้ํา 4. นายสมปอง เสียงล้ํา (นองนายธีระ เสียงล้า) ํ 5. นายกิตติศักดิ์ เสียงล้ํา 6. นายนิพนธ เสียงล้ํา 7. นายอาทิตย อมรสิน (เขยบานหวยทราย) 8. นายชัยยา สาระไชย (เขยบานหวยทราย) ( นายกิตติศกดิ์ เสียงล้ํา ผูใหขอมูล เมื่อ 1 พ.ย. 2552) ั   โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม ผูที่จุดประกายในเรื่องการตั้งโรงเรียนนี้ คือ อาจารยบรรเลง อุปญญ อาจารยใหญ โรงเรียนบานนาปุงในขณะนั้น (ทานเสียชีวิตเมือ 8 พฤษภาคม 2546 ) อาจารยบรรเลงเปนเพื่อน ่ รักกับ อาจารยอรุณ ธานี อาจารยใหญโรงเรียนคําบกวิทยาคารในขณะนั้น ทั้งสองทานนี้ไดพบกัน ในวันหนึ่ง อาจารยอรุณไดปรารภกับกับอาจารยบรรเลงวาจะขอเปดสาขาของโรงเรียนคําบกวิทยา คาร ที่บานคําชะอีจะไดไหม อาจารยบรรเลงก็มีความตองการอยางแรงกลาอยูแลวที่จะใหมี โรงเรียนมัธยมในหมูบานจึงเห็นดวยในหลักการ แตไดบอกอาจารยอรุณวาจะขอปรึกษากับ  ชาวบานดูกอน 
  • 26.
    26 ไมกี่วันตอมาอาจารยบรรเลงก็ไดเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมใหญของชาวบานคําชะอีที่วัดโพธิ์ ศรีแกว ชาวบานทุกคนเห็นดวย แตไมเห็นดวยที่จะใหเปนสาขาของโรงเรียนคําบกวิทยาคาร อาจารยวิบูลย สุวรรณไตรย จากโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เสนออยากใหเปนสาขาของโรงเรียน คําชะอีวิทยาคาร อําเภอคําชะอี ชาวบานทุกคนเห็นดวย วันตอมา อาจารยวิบูลย จึงไดปรึกษากับ อาจารยเพียร สุวรรณไตรย ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวทยาคารในขณะนั้น อาจารยเพียร ตกลง  ิ ทันทีโดยไมตองคิด โดยใหสภาตําบลคําชะอีทําเรื่องเสนอมา ทางสภาตําบลคําชะอีโดย กํานันแถม แสนโสม เปนประธานสภาฯ มีอาจารยวิบลย เปนเลขาสภาฯ ก็ไดทําเรื่องขอใหโรงเรียนคําชะอี ู วิทยาคาร มาเปด โรงคําคําชะอีวิทยาคาร สาขาบานคําชะอี ขึ้นที่บานคําชะอี และไดรับอนุมัติทนทีั ในที่สด โรงเรียนคําชะอีวทยาคาร สาขาบานคําชะอี ก็ไดเปดรับนักเรียนรุนแรกในป ุ ิ การศึกษา 2534 โดยโรงเรียนคําชะอีวทยาคารไดสง อาจารยประพันธ วังคะฮาต ผูชวย ิ ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวทยายาคาร มาเปนผูประสานงาน ใชที่ทําการสภาตําบลคําชะอี (ตอน ิ นั้นที่ทําการสภาตําบลคําชะอีอยูทบริเวณสถานีอนามัยในปจจุบัน ตอมาไดรื้อลงไปสรางใหมทหนา ี่ ี่ วัดโพธิศรีแกว เดี๋ยวนี้เปนทีทําการผูใหญบานหมู 11 ) เปนอาคารเรียนชั่วคราว ตอมา อาจารย ์  ประพันธ ไดรับคําสังกรมสามัญศึกษาใหไปดํารงตําแหนงอาจารยใหญโรงเรียนดงหลวงวิทยา อ. ดง ่ หลวง จ. มุกดาหาร โรงเรียนคําชะอีวิทยาคารจึงมีคําสังให อาจารยสงเสริม เมืองฮาม อาจารย 2 ่ รัดับ 5 โรงเรียนคําชะอีวทยาคาร มาเปนผูประสานแทน ตอมาชาวบานไดชวยกันสรางอาคารเรียน ิ ชั่วคราวให 1 หลัง โดยการนําของ กํานันแถม แสนโสม (เปนทั้งกํานันและประธานสภาตําบลคําชะ อีในขณะนั้น) ผูใหญเหมย สุวรรณไตรย ผูใหญสกล คนซื่อ ผูใหญเปอะ วังคะฮาต ผูชวยผูใหญ  วันเทศ กุลวงค อาจารยวิบลย สุวรรณไตรย อาจารยพิน สุวรรณไตรย (ทานอาจารยพินผูนี้เปน ู  นักประสานสิบทิศที่มีศกยภาพสูงมากหาผูเ สมอไมได ) พรอมทั้งชาวบานทัง 4 หมูบาน และ ั ้ หมูบานอื่นๆ นับเปนความรวมมือครั้งยิงใหญมากครั้งหนึงในประวัติบานคําชะอี ไมมงบประมาณ ่ ่ ี แมสลึงเดียวแตเอาแรงกายแรงใจและพลังสามัคคีสเู อา ขอบริจาคจากชาวบานตามกําลังศรัทธา บาง คนก็บริจาคตนไมแลวพากันไปเลื่อย ใครมีเลื่อยยนต อยางเชน คุณสันดร คนซือ ก็เอามาเลื่อยใหฟรี ่ เงินที่ชาวบริจาคเปนคาน้ํามัน เงินซื้อสังกะสีไมมเี พราะราคาตั้ง 30,000 บาท อาจารยวิบลยก็ไป ู “เซ็น” เอาจาก “รานสุขุมภัณฑ” อําเภอบัวขาว ซึ่งทางรานก็ใจดีและเห็นความสําคัญของการศึกษา ก็ให “เซ็น” มา เปนเวลาหลายเดือนกวาจะหาเงินไปใชไดหมด ตอนแรกๆ ก็มปญหาเรื่องทีดินบางนิดหนอย กลาวคือ ทีดนตรงที่ตั้งโรงเรียนคําชะอีพิทยา ี ่ ่ ิ คม นี้ เปนที่ดนของ ราชพัสดุ โดยใหโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี เปนผูดูแล และโรงเรียนชุมชน ิ  บานคําชะอีไดทําเปนสวนเกษตรของนักเรียน อาจารยนพดล อุปญญ อาจารยใหญของโรงเรียน  ชุมชนฯ ขณะนั้น ทานก็เปนนักพัฒนาดานการศึกษา และทานมีโครงการเปดโรงเรียนประถม ขยายโอกาสอยูแลว พอชาวบานขอตั้งโรงเรียนมัธยมขึนทานก็เลยสะดุดความคิดนิดหนึง ตอเมื่อ ้ ่
  • 27.
    27 ไดพดคุยทําความเขาใจกับชาวบาน และสอดคลองกับความคิดของทานอยูแลว ทานก็ตกลงมอบ ู  ที่ดินดังกลาวนี้ให และใหความรวมมืออยางเต็มที่ ชาวบานพากันสรางอาคารชั่วคราวได 1 หลัง ในป พ.ศ. 2536 นายบรรจง พงษศาสตร อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้น ไดมาตรวจราชการที่โรงเรียนดงมอญวิทยาคม อ.เมือง จ. มุกดาหาร อาจารยเพียรจึงไดเชิญทานมาทีโรงเรียนสาขาของคําชะอีวิทยาคารแหงนี้ เพื่อใหชาวได ่ มอบอาคารเรียนชั่วคราวให ทานก็ไดมาและรับมอบอาคารเรียนชั่วคราวเมือวันที่ 18 มิถุนายน ่ 2536 ชาวบานไดใหการตอนรับอยางอบอุน มีพิธบายศรี สูขวัญให และผูกผาขาวมารอบเอวใหตง  ี ั้ หลายผืน จนทานประทับใจในความ “เยอะแยะ” ของผาขาวมา และขณะเดียวกันนี้ทางชาวบานก็ ไดขอทานเปดโรงเรียนสาขาแหงนีใหเปนเอกเทศ ทานก็รบปากวา จะพิจารณาใหเปน “หนึ่งใน ้ ั รอย” ของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศที่จะเปดในปงบประมาณ 2537 แตขอใหทําเรื่องไปยังกรม สามัญศึกษาโดยดวน เมื่อทานกลับแลวทางสภาตําบลและชาวบานก็ประชุมใหญอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะหาชื่อของ โรงเรียน ตางก็มแนวคิดหลายแนวคิด เชนบางทานก็วานาจะเอาชื่อของบรรพบุรุษในอดีตทีเ่ คย ี สรางบานแปลงเมืองเรามา เชน ขุนคําชะอีบํารุง ขุนนิคมคําชะอี เจาชัยอภิเดช ฯลฯ บางคนก็ออก ความเห็นวานาจะใหมีคําวา “คําชะอี” แลวหาคําตอทาย ก็นึกถึงโรงเรียนคําชะอีวิทยาคารซึ่งเปน โรงเรียนแม ก็นาจะเอาคําตอทายทีใกลเคียงกับโรงเรียนแม สุดทายทีประชุมก็เอาชื่อวา “โรงเรียน ่ ่ คําชะอีพิทยาคม” เมื่อไดชอโรงเรียนแลวก็ทาหนังสือเพือขอเปดเปนโรงเรียนเอกเทศโดยได ื่ ํ ่ ดําเนินการตามขั้นตอนทันที หนังสืออีกชุดหนึงไดนําลงไปหาทานเองที่กรมสามัญศึกษา ่ ที่ลงไปคราวนัน มี 1. กํานันแถม แสนโสม 2. ผูใหญเหมย สุวรรณไตรย 3. ผูใหญเปอะ ้ วังคะฮาต 4. นายวันเทศ กุลวงค 5. อาจารยวบูลย สุวรรณไตรย 6. ผูใหญเสนาะ อุปญญ ิ  7. อาจารยนําชัย อุปญญ 8. นายสันดร คนซื่อ 9. อาจารยพัฒนี สุรรณไตรย 10. นางวินัย วัง  คะฮาต 11. นางปราศรัย กุลวงค 12. นางทองมี ไวสูศก 13. นางคําเผิน แสนโสม 14. นาง ึ ประสงค สวัวสดิวงศชัย ลงไปคราวนั้นบังเอิญอธิบดีไมอยู ทานติดราชการทีอื่น จึงฝากหนังสือให ่ เจาหนาทีไวโดยบอกวาชาวบานคําชะอีนําหนังสือขอเปนโรงเรียนมัธยมเปนเอกเทศมาเสนอใหทาน ่ อธิบดีพิจารณา เจาหนามีทานนีเ้ คยไดตดตามทานอธิบดีมาที่บานคําชะอีเมือคราวมอบอาคารเรียน ่ ิ ่ ชั่ว เมื่อรําลึกไดก็รองออทันทีพรอมทังถามคืนวา “บานที่มอบผาขาวมาใหเยอะแยะนันเรอะ” ทาง  ้ ้ คณะก็ตอบวาใชแลว เจาหนาทานนันก็พอใจและรับปากวาจะนําหนังสือนําเรียนทานอธิบดีให ้ ในที่สดวันแหงความปลาบปลื้มก็มาถึง วันที่ 2 กุมภาพันธ 2537 กระทรวงศึกษาธิการ ได ุ ประกาศจัดตั้งโรงเรียนมัธยมในอําเภอคําชะอีอีกหนึ่งโรง ชื่อวา “โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม” มีนายสถิต จิตจักร ผูอํานวยการโรงเรียนคําชะอีวิทยาคารเปนผูบริหารคนแรก ( อาจารยเพียร นัน  ้ ไดยายไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลแลว)
  • 28.
    28 ตอมา กรมสามัญศึกษาไดมีคําสังที่ 2292/2537 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 แตงตั้งให ่ นายสงเสริม เมืองฮาม มาดํารงตําแหนง ครูใหญ – อาจารยใหญ และผูอํานวยการระดับ 8 มา  จนถึงปจจุบน (พ.ศ.2552) ั โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม เปนโรงเรียนที่ชาวบานใหความสนใจสงบุตรหลานเขาเรียน ไม วาในเขตบานคําชะอี หรือจากบานอืน ทองถิ่นอื่น นอกจากนี้ยงมีผูเห็นความสําคัญของศึกษามาให ่ ั ความอุปการะ โดยมอบเงินเพื่อเปนทุนการศึกษาของนักเรียน ดังตอไปนี้ :- 1. พระเดชพระคุณเจา พระวิเทศธรรมรังษี เจาอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือ หลวงตาชี ไดกรุณามอบเงินจํานวน 200,000 บาท เพื่อตังเปนมูลนิธิ ชือวา “มูลนิธิหลวงพอพระ ้ ่ มหาสุรศักดิ์ ชีวานนฺโท” ปจจุบันเปนเงินถึง 624,756 กวาบาทแลว นอกจากนีทานยังใหงบ ้ สิ่งกอสรางและการสอนอีกหลายอยาง เชน - อาคารเรียน ขนาด 4 หองเรียน เปนเงิน 1,200,000 บาท - อัฒจรรยเชียรกีฬา เปนเงิน 144,750 บาท - อาคารเกษตร เปนเงิน 100,000 บาท - สื่อการสอนเทคโนโลจี เชน เครื่องฉายภาพขามศีรษะ และอีกหลายรายการ นอกจากนี้ทานยังใหทุนการศึกษาแกนกเรียนที่ขดสน โดยใหทุนเรียนตั้งแตระดับมัธยม ั ั จนถึงระดับอุดมศึกษา มีผูจบปริญญาตรีออกมามีงานทําแลวหลายคน และกําลังเรียนตอปริญญาโท ก็มี นับวาพระเดชพระคุณทานมีเมตาบารมีคุณูปการตอโรงเรียนอยางอเนกอนันต พระวิเทศธรรมรังษี เดิมทานชื่อ พระมหาสุรศักดิ์ ชีวานนฺโท ไดบวชเรียนที่วัดโพธิ์ศรี แกวบานคําชะอี เปนศิษยของทานพระครูลุน เขมิโย ทานเปนผูที่เรียนเกงมากจนสอบเปรียญได เปนมหามหา คนทังหลายจึงนมัสการเรียกทานวา “พระมหาสุรศักดิ” ทานมีความเจริญในธรรม ้ ์ จนตําแหนงสูงขึนเรื่อยๆ จนปจจุบนทานดํารงตําแหนงเจาอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศ ้ ั สหรัฐอเมริกา ทานเปนพระที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศมีลูกศิษยลูกหามากมาย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ 2546 ทานมาเยียมโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม ทางโรงเรียนจัดพิธี ่ บายศรีสูขวัญและอวยพรปใหมใหทาน มีโรงเรียนหลายโรงเรียนทีทานใหความอุปการะนํารายการ ่ แสดงมาแสดงเฉลิมฉลองงานนีใหทาน ตอนนั้นขาพเจานายณรงค อุปญญ ผูเลา ยังสอนอยูมี่ ้  โรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา ไดนํานักเรียนมาแสดงดนตรีไทยเพือเฉลิมฉลองงานดวย ่ 2. กองทุนการศึกษา เพียร – ประภาพร สุวรรณไตรย เริ่มแรกเปนเงิน 10,000 บาท ปจจุบันเปนเงิน 30,000 กวาบาทแลว 3. กองทุนประพันธ – ฟาหยาด เริ่มแรก (ป 2536) เปนเงิน 2,000 บาท ปจจุบันเปนเงิน 167,453 บาท 4. กองทุน นิชนันท – เสาวนิตย วังคะฮาต เริ่มแรก เปนเงิน 100,000 บาท ปจจุบัน
  • 29.
    29 เปนเงิน 194,101 บาท คุณนิชนันท และเสาวนิตย วังคะฮาต เปนสองสาวพี่นองชาวบานคําชะอี เปนบุตรสาว ของ นายวันทอง และนางพลอย วังคะฮาต สองสาวนี้แตงงานและทํามาหากินทีกรุงเทพ มีฐานะดี ่ ถึงขันคหบดี แตยังเปนคนติดดิน รักบานเกิด ไมลืมชาติกาเนิด ไมถอเนื้อถือตัววาเปนผูมีฐานะดี ้ ํ ื กลับมาเยียมบานก็ยงใหความเปนกันเองกับญาติพี่นองอยางเสมอตนเสมอปลายโดยไมรังเกียจ ่ ั  เดียดฉันท ที่สําคัญคือเปนคนมีวิสยทัศนกวางไกล มองเห็นความสําคัญของการศึกษา จึงไดมาตั้ง ั กองทุนใหแกโรงเรียนดังกลาวแลว และยังเปนผูใหความอุปถัมภบํารุงวัดวาศาสนาอีกหลายแหง  ไมแน ในอนาคตอันไมไกล สองสาวคนดีศรีวังคะฮาตนี้อาจจะมาตั้งมูลนิธิใหแกโรงเรียนคําชะอี พิทยาคมอีกมูลนิธิหนึ่งก็เปนเรื่องที่เปนไปได โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม โดยการบริหารของ ผูอํานวยการสงเสริม เมืองฮาม รวมกับคณะ ครูและบุคลากรทุกฝายไดพากันทุมเทพัฒนาการศึกษาใหแกเยาวชนลูกหลานจนกาวหนา นักเรียน มีผลงานมากมายจนมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล จนไดรบการคัดเลือกใหนกเรียนและคุณครูหลาย ั ั ทานใหไปศึกษาดูงานตางประเทศ เชน สิงคโปร ฟลิปปนส มาแลวหลายครั้ง และคงจะพัฒนาไป เรื่อยๆ โดยไมหยุดยั้ง สมเปนสถานทีที่ขัดเกลาจิตวิญญาณของเยาวชนใหมงสูความเปนสาธุชน. ่ ุ โรงไฟฟาบานคําชะอี กอน พ.ศ. 2511 ยอนลงไปสูอดีต บานคําชะอียงไมมไฟฟาใช ตกกลางคืนก็อาศัยแสง “กะ ั ี บอง” ภาษากลางวา “ไต” หรือตะเกียง อยางที่สุดคือตะเกียงเจาพายุ แตมนอยหลังคาเรือนที่มี ี ตะเกียงเจาพายุ จะมีแตรานคาและผูมีอนจะกิน เชน ครู เปนตน สวนไฟฟาเห็นเฉพาะในโอกาสที่ ั รถขายยามาฉายหนัง ซึ่งมีเขามาปละหน โรงไฟฟาบานคําชะอีนั้น เริ่มตั้งเมือ พ.ศ. 2511 สมัยนั้นมีนายตรอง อุปญญ เปนกํานัน ผู ่  ที่เปนหัวเรี่ยวหัวแรงที่สําคัญที่ทําเรื่องขอโรงไฟฟา คือ นายสมนึก เคนโพธิ์ พัฒนาการตําบลคําชะ อีในขณะนั้น ทานเปนคนจังหวัดขอนแกน แตไดมาเปนเขยของบานคําชะอี เมืองบประมาณตก ่ มาแลว ชาวบานก็ระดมกันหาเสา ซึ่งเปนเสาไมเนือแข็ง ติดตั้งฝงจนรอบหมูบาน แลวจัดหาตัวไม ้  เพื่อตั้งโรงไฟฟา และบานพักของเจาหนาที่ โดยเริ่มดําเนินการกอสรางเมื่อประมาณเดือน กุมภาพันธ 2511 พอถึงปลายปก็สําเร็จและไดจายกระแสไฟฟาเขาตามบานเรือนภายในหมูบาน สถานที่ตงโรงไฟฟาและบานพักเจาหนาที่นั้น ในปจจุบันนีคือตรงมุมรั้วโรงเรียนคําชะอี ั้ ้ พิทยาคมทางทิศใตดานตะวันออก ใกลบานพักครู เปนโรงไฟฟาทีใชเครื่องจักรปน แตละวันจะเริ่ม ่ ปลอยกระแสไฟตั้งแตเวลา 18 : 00 – 24 : 00 น.
  • 30.
    30 ชาวบานทุกครัวเรือนตางชืนชมยินดีที่มไฟฟาใช จึงพากันจัดงานฉลองโรงไฟฟาอยาง ่ ี ยิ่งใหญ รวมลงขันกันจางหมอลําเรื่องตอกลอนคณะที่โดงดังที่สดของภาคอีสานในสมัยนั้น คือ ุ “คณะรังสิมันต” มีหมอลํา ทองคํา เพ็งดี (พระเอก) และ หมอลําฉวีวรรณ ดําเนิน (นางเอก) ซึ่งลํา ไดไพเราะมากทั้งทํานองและเสียงลํา จึงเรียกกันงายๆ วา “หมอลําคณะทองคํา-ฉวีวรรณ” สถานที่ จัดงานใชสนามโรงเรียนชุมชนบานคําชะอี การมีหมอลําคณะดังมาลําสมัยนั้นเปนทีฮือฮามาก ขาว ่ โจษจันไปไกลถึงตางหมูบาน ตางตําบล ตางอําเภอ ตางจังหวัด มีคนมาดูอยางมืดฟามัวดิน เจาหนาที่ที่มีหนาที่ควบการเปด – ปด เครื่องกําเนิดไฟฟา และจายกระแสไฟฟา เรียกวา “หัวหนาหนวยบริการไฟฟายอย” หัวหนาหนวยคนแรกที่ทางการไฟฟาสงมาคือ “นายสม ประสงค ศรีหาจักร” ( คนบานคําชะอี ชื่อเลนวา “ตึ๋ง” เปนลูกชายของทานอาจารยแถม ศรีหาจักร และเปนพี่ชายของนายเกียรติศกดิ์ ศรีหาจักร (หรือคุณเถิกเพ็ญแขซาวด) เมื่อนายสมประสงค ั เสียชีวิต ทางการไฟฟาก็ไดสง “นายวิชิต อวนไตร” มาแทน เมื่อนายวิชิตยาย “นายไพบูลย วิเศษ  สุนทร” มาแทน ตอมาเมือประมาณ พ.ศ. 2515 การไฟฟาก็ไดพฒนามาเรื่อยๆ ทางการไฟฟาไดจัดงบมา ่ ั พัฒนา เสาเดิมที่เปนเสาไมกเ็ ปลี่ยนเปนเสาดอนกรีตเสริมเหล็ก และไฟฟาเดิมที่ใชเครื่องจักรปน กระแสไฟก็มาเปนไฟฟาเขือน และปลอยกระแสไฟฟาตลอด 24 ชั่วโมง โรงไฟฟาเดิมก็รื้อถอน ่ เดี๋ยวนี้บริเวณโรงไฟฟาเดิมก็เปนสวนหนึ่งของโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม นายไพบูลย วิเศษสุนทร หัวหนาหนวยก็ไดยายเขามุกดหาร ตําแหนงหัวหนาหนวยก็วาง ลง คงมีแตผูควบคุมการจายกระแสไฟฟา จนกระทั่ง พ.ศ. 2524 การไฟฟาจึงไดสง นาย สมพงษ  นานโพธิ์ศรี (คนอําเภอนาแก จ. นครพนม) มาเปนหัวหนาหนวยแทนจนถึงปจจุบันนี้ และตอมา นายสมพงษ ก็ไดเปนเขยบานคําชะอีจนถึงปจจุบน ั พ.ศ. 2536 ทางการไฟฟามีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางการบริหารงาน โดยไดยุบหนวย บริการไฟฟายอยบานคําชะอีไปรวมกับ “การไฟฟาสวนภูมิภาคสาขาอําเภอคําชะอี” มาจนถึง ปจจุบัน ( นายเหมย สุวรรณไตรย นายสมพงษ นานโพธิ์ศรี. 1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ ) การประปาบานคําชะอี การประปาบานคําชะอีเริ่มมีในสมัยนายสมนึก เคนโพธิ์ เปนพัฒนาการตําบลคําชะอี ผูที่ ดึงงบประมาณมาใหคือ นายแสวง ธวัชวะชุม ส.ส. นครพนมในสมัยนั้น โดยใชน้ําจาก หวยนอนมาผลิตน้ําประปา มีการสรางถังพักตรงกลางหมูบาน (ตรงขามบานของคุณเกียรติศกดิ์  ั ศรีหาจักร) มีการวางทอเรียบรอย และไดปลอยน้ําไดชั่วระยะหนึ่ง แตเนื่องจากบานคําชะอีเปน
  • 31.
    31 หมูบานทีอุดมสมบูรณ ในน้ํามีปลา ในนามีขาวใตพนดินมีตาน้ําอยูมากมาย บานเรือนแตละหลัง ่ ื้ มีบอน้ําใชเอง จึงไมมใครสนใจใชน้ําประปา จะมีกเ็ พียงสวนนอย ในที่สุดการประปาชุดแรกนีก็มี ี ้ อันลมเลิกไป คงเหลือเพียงถังรางเปนอนุสรณใหเราเห็นจนทุกวันนี้ ปจจุบัน การประปาบานคําชะอีมีอยู 3 แหง คือ 1. ในหมูที่ 1 อยูที่ตลาดสด ตรงขามโรงเรียนคําชะอีพิทยาคม เปนงบของ กรมอนามัยจัดสรางให โดยมอบให อบ.ต. ดูแลตังแต 23 เมษายน 2542 ้ 2. ในหมูที่ 4 อยูที่วดโพธิ์ศรีแกว ซึ่งอยู 2 จุด คือที่หนาวัด จุดนี้เปนงบของ ั ทหารสรางให และที่หลังวัด จุดนีเ้ ปนงบของกรมสงเสริมการปกครองทองถิน จํานวน 2,290,000 ่ บาท มอบให อบ.ต. ดูแลตังแตวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ้ 3. ในหมู 14 จุดนี้อยูไกลหนอย คือ อยูนาวังสะนามติดหวยคันแทนอยหางจากบาน ประมาณ 2 กม. เปนงบของกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น จํานวน 1,495,000 บาท มอบให อบ.ต. ดูแลตั้งแตวนที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ั การประปาบานคําชะอีจะมีปญหามากในเรืองแหลงน้ํา ดังนั้น แทนที่จะมีถังประปาแหง ่ เดียวสามารถใหไดทั่วทั้งสีหมูบาน กลับมี ถึง 3 แหง 4 จุด แตก็ยงจายใหชาวบานไมทงถึง ตอนนี้ ่ ั ั่ คงไดแตรอการสรางฝายหวยคันแทใหญ ซึงยังไมทราบวาจะไดมาเมื่อไร คงไดแตรอเรื่อยไป ้ ( จากเอกสารของ อบ.ต. คําชะอี และายเหมย สุวรรณไตรย. 1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ ) ศูนยพัฒนาเด็กเล็กบานคําชะอี ศูนยพฒนาเด็กเล็กบานคําชะอีกอตังเมื่อป 2523 สมัย นายจําลอง อุปญญ เปนกํานัน นาย ั ้  แถม แสนโสม เปนผูใหญบาน นายหิมะ สุวรรณไตรย หมอ ร.พ.ช. โดยไดแรงบันดาลจากที่ไดไป  ประชุม อบรมและไดเห็นทีอื่นมีศนยพฒนาเด็กเล็ก จึงนําแนวคิดมาประชุมปรึกษาหารือกับ ่ ู ั ชาวบาน และพัฒนาการตําบลสามทาน คือนายสมนึก เคนโพธิ์ นายลวน ทะสา และนายพิกล ุ รอบคอบ พัฒนาการทังสามทานนี้เปนกําลังสําคัญในการดําเนินการจนไดรับงบประมาณมาสราง ้ อาคาร มีนายเหมย สุวรรณไตรย นายบานชื่น สุวรรณไตรย เปนชาง ( นายเหมย สุวรรณไตรย. 1 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ ) เมื่อสรางเสร็จแลว ไดประชุมชาวบานเพือสรรหาผูดูแลเด็ก ่  (ผดด.) ในตอนแรกไดกําหนดวา ผูที่จะมาเปนผดด. ตองเปนหญิงสาวโสด รักเด็ก เมือพรอมแลว ่ จึงไดประกาศรับสมัครเด็กอายุ 3 – 6 ป มาเขาศูนย และไดเรียนเชิญทานอาจารยจินดา จิตจักร มา เปด เงินเดือนของ ผดด. ก็เก็บจากผูปกครองทีนําเด็กมาเขาศูนย คนละ 60 บาท ตอเดือน เพราะ ่ งบประมาณจากทางการยังไมมี
  • 32.
    32 ศูนยฯ แหงนี้ไดพฒนาขึนมาเรื่อยๆ ตอมามีหนวยงานพัฒนาชุมชนเขามาดูและเรื่อง ั ้ งบประมาณตางๆ ทั้งคาอาหารกลางวัน คาอาหารเสริม (นม) รวมทั้งคาตอบแทนของครูผดูแลเด็ก ู และอุปกรณการเรียนการสอนทุกอยาง ในปจจุบัน (2552 ) ไดโอนใหองคการบริหารสวนตําบล คําชะอี เปนผูดูและรับผิดชอบ โดยไมมการเก็บคาบํารุง มีคณะกรรมการศูนยเปนผูบริหารจัดการ  ี  ศูนยพฒนาเด็กเล็ดบานคําชะอีในปจจุบัน มีเด็กอยูในความดูแล 63 คน มึครูผดูและเด็ก 3 ั  ู คน คือ 1. นางจงลาวัลย พลวงศ 2. นางเตรียมจินดา แสนโสม 3. นางณัฐธยา สุวรรณไตรย ครูในอดีต 1. น.ส. วัชราภรณ สุวรรณไตรย 2. น.ส. ประยงค ธงศิลป 3. น.ส. โสภา สุวรรณไตรย 4. น.ส. เพชรา อุปญญ 5. น.ส. มาลาศรี วังคะฮาต 6. น.ส. บุษกรณ เมืองฮาม 7. น.ส. มัจฉา สุวรรณไตรย 8. น.ส. พลรม กุลวงค 9. น.ส. ระบอบ วังคะฮาต 10. น.ส. ลําพูน อินทรภูวา 11. น.ส. สัญญาลักษณ คนซือ ่ ทําเนียบคณะกรรมการ 1. นายบุญทวี สุวรรณไตรย ประธาน 2. นายวิบลย สุวรรณไตรย ู รองประธาน 3. นางคุณากรณ กิตอาษา ิ เลขา 4. นางอนาโลม ราชชมพู เหรัญญิก 5. นางนิตยา สุวรรณไตรย กรรมการ 6. นางรัตนาภรณ คนซื่อ กรรมการ 7. นายนราธิป อุปญญ กรรมการ 8. นายวรธรรม วังคะฮาต กรรมการ (จากเอกสารประวัติศูนยพัฒนาเด็กเล็กบานคําชะอี)
  • 33.
    33 ตลาดสดบานคําชะอี กอนมาเปนตลาดสดดังที่เห็นในปจจุบันนีนั้น สมัยที่กงอําเภอคําชะอียังอยูทบานคําชะอี ้ ิ่ ี่ ตรงนี้จะเปนที่ตงที่ทําการกิ่ง ( เรียกกันประสาชาวบานวา “ศาล” และขออนุญาตเรียกตามนี้ ถึงแม ั้ ไมใชศาลก็ตาม ) ตอนผูเ ลาเปนเด็กยังทันเห็นและพี่ชายเคยพาไปเก็บกระดาษทีเ่ จาหนาทีไมใชและ ่ นําออกทิ้งนอกศาลเรียกวา “เจี้ยศาล” เพื่อนํามาเขียนรูปเลน เมื่อกิ่งถูกยายเขาบานนําเที่ยงก็เลย รางเปนที่ราชพัสดุเรื่อยมา แรกเริ่มเดิมทีนั้น นางพลรม สุวรรณไตรย (สกุลเดิม กุลวงค) เปนคนแรกที่มาตังแผงลอย ้ เล็กๆ จําหนายสินคาเบ็ดเตล็ดเล็กๆ นอยๆ พรอมทั้งมีอาหารตามสั่ง เนืองจากเห็นวาตรงนี้เปนทางสี่ ่ แยกและเปนที่พักรอรถของชาวบานศรีมงคล บานแกงชางเนียม บานโนนสวาง และบานนาปุง เผื่อมีผูมารอรถจะไดแวะซื้ออะไรติดไมติดมือกลับบานบาง ประกอบกับมี โรงเรียนมัธยมคําชะอี พิทยาคมไดมาตังอยูที่ฝงถนนตรงขาม มีนักเรียนมาอุดหนุนมากขึน จึงไดชวนเพื่อนอีกมาตั้งแผง ้  ้ ลอยขาย ตอมาสมัย นายเหมย สุวรรณไตรย เปนกํานันตําบลคําชะอี (พ.ศ. 2540 – 2543 ) ไดทําโครงการของตําบลเพือจะสรางหองแถวเปนศูนยสาธิตการตลาด และใหกลุมแมคาดังกลาว ่ เชา ก็ปรากฏวาไดผลดีมีผูเชาเพือเปนรานขายสินคาจนเต็ม ่ ตอมา พ.ศ. 2542 ทางองคการบริหารสวนตําบลคําชะอีก็ไดงบประมาณ 357,580 บาท สรางตลาดสดขึนทางทิศใตใกลกับหองแถว กวาง 11.5 เมตร ยาว 15 เมตร สูง 4 เมตร และเปน ้ ตลาดสดบานคําชะอีมาจนถึงทุกวันนี้. สถานีอนามัยตําบลคําชะอี สถานีอนามัยบานคําชะอี เปนสถานีอนามัยประจําตําบล แรกเริ่มนั้นสรางเมื่อพ.ศ. 2511 สถานที่เดิมนันอยูที่หนาวัดโพธิ์ศรีแกว ดวยความรวมรวมไมรวมมือของชาวบานในการจัดหาตัว ้ ไมมาสราง แตก็ไดเพียงยกโครง มุงหลังคาเขาพื้น ตอจากนั้น คุณครูแถม ศรีหาจักร ก็รับภาระ ตอในการหาไมกระดานฝา หนาตาง ใหชางชาวบานเปนผูสรางให เปนอาคารไมทงหลัง ทรงสูง ั้ เหมือนกับธรรมดาทั่วไป แตใหญกวาบาน ป พ.ศ. 2512 น.ส. เฉลิมขวัญ ศรีหาจักร (นางเฉลิมขวัญ จันทคาม ) ลูกสาวของคุณครู แถม สอบบรรจุไดตําแหนง “ผดุงครรภอนามัยจัตวา” ก็เลยมาบรรจุลงที่นี่พอดี อยูมาไดยายที่ทําการขึ้นไปอยูในที่ราชพัสดุขางสถานีตํารวจ และอยูที่นี่มาจนถึงปจจุบัน 
  • 34.
    34 นางเฉลิมขวัญปฏิบัตหนาทีอยูทนี่จนกระทั้งป 2535 จึงไดยายไปเปนหัวหนาสถานีอนามัย ิ ่ ี่ ตําบลคําบกเพื่อรับตําแหนงที่สงขึ้น ทางการไดให นางศรีถาวร สุวรรณไตรย มาเปนหัวหนาสถานี ู อนามัยแหงนีแทน ้ ป. พ.ศ. 2536 นางเฉลิมขวัญซึ่งประจําอยูที่สถานีอนามัยตําบลคําบกสอบเลือนระดับเปน  ่ “เจาหนาทีบริหารงานสาธารณสุข 6” ได จึงไดยายกลับมารับตําแหนงหัวหนาสถานีอนามัยที่นอีก ่ ี่ ครั้งหนึ่งเมื่อป พ.ศ. 2537 สวนนางศรีถาวร ยายไปเปนหัวหนาสถานีอนามัยตําบลคําบก นางเฉลิมขวัญเกษียณอายุราชการเมือ ป พ.ศ. 2545 ทางอนามัยไดสง นายสําคัญ อาจหาญ ่ (ชาวบานน้ําเที่ยง แตเปนเขยบานคําชะอี) มาแทน และนายสําคัญไดลาออกราชการ ( ตามโครงการ เกษียณราชการกอนกําหนดที่เรียกกันวา เออรลี่ รีไทร ) เมือป พ.ศ. 2548 ทางอนามัยไดสง นางวง ่  จันทร เมืองฮาม มาแทน นางวงจันทร เมืองฮาม เมื่อดํารงตําแหนงหัวหนาสถานีอนามัยแหงนี้ ก็ไดทุมเทพัฒนา รวมกับเจาที่และชาวบาน เพือใหเปนสถานีอนามัยที่มีความพรอมที่จะใหบริการแกชาวบานในดาน ่ สุขภาพพลานามัย มีโครงการหลายอยางเพื่อสนับสนุนความอยูดีมีสขของชาว เชนสนับสนุนโครง ุ TO BE NUMBER ONE ตั้งและสนับสนุน ชมรมสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุบานคําชะอี ซึ่ง ชมรมนี้ไดบทบาทสําคัญในการสรางเสริมสุขภาพใหแกตนเองดวยการออกกําลังแบ AEROBIC DANCE (แอโรบิค ดานซ) ทําใหสขภาพของสมาชิกดีขึ้น เชน โรคความดัน โรคเบาหวานลดลง ุ เปนตัวอยางดานการมีสุขภาพดีทําใหผูสูงไดมารวมเปนสมาชิกมากขึ้นๆ นอกจากนี้ ยังไดรับ คัดเลือกจาก การทองเที่ยวและกีฬาจังหวัดมุกดาหาร ใหเปนตัวแทนของจังหวัดเขารวมแขงขันใน งานมหกรรมกีฬาผูสูงอายุแหงประเทศเมือป 2551 ที่จังหวัดมหาสารคาม และป 2552 ที่จังหวัด ่ เพชรบุรี ทั้งสองครั้งก็ไดถวยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลับมา นับเปนผลงานทีนาภาคภูมใจ ่ ิ อยางยิ่ง เพราะชมรมนี้ตดหนึงในสามของทุกจังหวัดทั่วประเทศ และถือวาเปนผลงานของสถานี ิ ่ อนามัยตําบลคําชะอี โดยการสนับสนุนของนางวงจันทร หัวหนาสถานีพรอมทั้งเจาหนาทีอนามัย ่ ทุกทาน. องคการบริหารสวนตําบลคําชะอี ตอนแรกนั้นเปนสภาตําบลคําชะอีตามกฎหมายวาสภาตําบล เริ่มมีสมัยนายตรอง อุปญญ  เปนกํานัน ยังไมมีที่ทําการสภาตําบล ตองอาศัยศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ศรีแกวเปนที่ประชุม มาเปนรูปเปนรางที่ชดเจนสมัย นายแถม แสนโสม เปนกํานันโดยกํานันนันเปน ั ้ ประธานสภาโดยตําแหนง สรางที่ทําการสภา ฯ ตรงบริเวณที่เปนอนามัยทุกวันนี้ ตอมาไดรื้อถอน มาสรางที่หนาวัดโพธิ์ศรีแกว ( เดี๋ยวนีเ้ ปนที่ทําการผูใหญบานหมูที่ 11 ) 
  • 35.
    35 23 กุมภาพันธ 2540 เปลี่ยนจากสภาตําบลมาเปนองคการบริหารสวนตําบล มีนายก องคการบริหารสวนตําบลที่มาจากการเลือกตั้งเปนผูบริหาร เรียกยอๆ วา นายก อบ.ต. อยูในตํา  แหนงวาระละ4 ป ซึ่ง อบ.ต. คําชะอี มีนายกฯ มาแลว 2 คน คือ นายกิติศกดิ์ สุวรรณไตรย หนึ่ง ั วาระแตไมครบวาระ เพราะบรรจุเจาหนาที่ อบ.ต. ได เลยลาออก คนที่สองคือ นายุทธศักดิ์ อุปญญ ดํารงตําแหนงสองวาระ  ป พ.ศ. 2546 ไดยายที่ทําการมาอยูทขางปาชาดานตึงมาจนถึงปจจุบัน ี่ ป พ.ศ. 2548 ไดงบประมาณสรางอาคารทีทําการใหม 3,990,900 บาท แตอนุมัติมาไดมา ่ สรางแทๆ ในป พ.ศ. 2551 ในอนาคตอันใกลนี้คิดวาจะไดยกฐานะเปนบาล ซึ่งชาวบานคําชะอีกไดแตรอ ็ ผูที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเปนนายกเทศมนตรีกไดแตเตรียมตัวรอ จะรอเกอหรือเปลายังสงสัย. ็ ประกวดหมูบาน อพป. เปนนโยบายของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยที่จะใหประชาชนไดอยูดีมีสุขทั้ง  กายและใจ จึงกําหนดใหมีโครงการ “หมูบาน อพ.ป.” ยอมาจารคําวา “ หมูบานอาสาพัฒนาและ ปองกันตนเอง ” คือใหประชาชนแตละหมูบานไดรูจักการพัฒนาวิถีชีวิตของตนเองเพือยกระดับ  ่ จากสภาพเดิมใหสงขึ้น และขณะเดียวกันก็ใหรูจักปองกันตนเองจากภัยคุกคามตางๆ ทังภัย ู ้ ธรรมชาติและภัยอันเกิดจากมนุษย เมือโครงการนี้เปนรูปเปนราง ก็มการประกวดแขงขันกัน ตอน ่ ี แรกแขงขันถึงระดับประเทศ ตอมาจึงกําหนดใหเปนแคระดับภาค เพราะแตละภาคนั้นวิถีชีวต ิ ความเปนอยูของประชาชนตางกัน บานคําชะอีก็ไดรับการตัดเลือกเขาแขงขันเมื่อ ป 2530 แตในระดับจังหวัดแพบานภู อําเภอหนองสูง บานภูก็เลยเปนตัวแทนของจังหวัดมุกดาหารเขาแขงขันระดับภาค แตก็แพ พอป 2531 บานคําชะอีไดรับคัดเลือกเปนตังแทนของจังหวัดเขาแขงขันระดับภาค เพราะ ทางการเห็นวาบานคําชะอีมีความพรอมสูง เมื่อไดรับการคัดเลือกเขาแขงขันในระดับภาค ประชาชนทุกหมูเหลาในบานคําชะอีโดยการ นําของ “กํานันแถม แสนโสม” มี อาจารยจินดา จิตจักร อาจารยพิน สุวรรณไตรย อาจารยวบูลย ิ สุวรรณไตรย สามที่ปรึกษาที่เขมแข็งไรเทียมทาน ก็เรงพัฒนาหมูบานในดานตางๆ ที่สอดคลองกับ  เกณฑการประเมิน ทั่งทังหมูบานมีการสรางรั้วและทาสีขาว ประดับประดาตกแตงรั้วบานและ ้ บริเวณบานใหสวยงาม ที่รั้วหนาบานก็ปลูกพืชผัก ใหสอดคลองกับคําวา “ พืช ผัก สวนครัว รั้วกิน ได” มีการเขียนปายบานเลขที่ทกหลังคาเรือน เขียนปายคําขวัญปลุกใจตางๆ ทั้งปายเล็กปายใหญ ุ ติดตามรั้วบาน ทีทํางานของกลุม และที่สําคัญ (ผูเ ลาก็มีหนาที่อยูในกลุมผูเ ขียนปาย ซึงมีหลายคน  ่
  • 36.
    36 สวนมากเปนครู เชน ครูกุนเวฬุวนารักษ ครูสนทนา สุวรรณไตรย ครูธนวัฒน ธีระสุจิ ครูมนตรี นรบัตร ครูนําชัยอุปญญ เปนตน ขออภัยที่จําไมไดหมด ) มีการจัดเวรยามดูแลหมูบาน จําทับที่  ดับเพลิง เปนตนกิจกรรมของกลุมองคกรตางๆ ของชุมชนซึ่งมีมานานแลว แตไมเปนรูปเปนรางที่ ชัดเจน ก็พากันจัดใหเปนระบบระเบียบอยางดี เชน ดานการปกครอง ดานปองกัน ดานการคลัง ดานสาธารณสุข ดานการศึกษา ดานสิงแวดลอม เปนตน ซึ่งมีประมาณ 30 กวาองคกร ใหแตละ ่ องคการมีคณะกรรมการที่ชดเจน และประธานของแตละองคกรเตรียมกลาวรายงานในวันที่ ั เจาหนาที่มาประเมินใหคะแนน โดยมีขอกําหนดวา ผูที่จะกลาวรายงานนันตองเปนราษฎรชาวบาน ้ ธรรมดา บางองคกรจึงมีราษฎรธรรมดาปลอมหลายองคกร พากันฝกซอมการกลาวรายงานใหมี สําเนียงพูดเหมือนชาวบานๆ (ทําทีพดไทยไมคอยจะเลื่อนไหล) ก็ไดหัวเราะกันเสียงขรม ู กลางคืนแทบจะทุกคืนตองลงประชุมกันที่วดโพธิ์ศรีแกวเพื่อตรวจสอบความพรอม และมี ั การฝกซอมการปรบมือแบบ อพป. และรองเพลงหลายเพลงลวนแตปลุกเราใจใหใฝพัฒนา ทางเจาหนาที่ของอําเภอก็ทุมเทลงมาชวย โดยยกอําทั้งอําเภอลงมานําโดย ทานนายอําเภอ ปราโมทย สัจจะรักษ ทานผูนไดมอบเงินมาชวยเตรียมงาน ถึง 10,000 บาท และลงมาบัญชาการ ี้ ดวยตัวทานเองโดยไมเห็นแกความเหน็ดเหนือย ทานเปนคนติดดิน คลุกคลีกบชาวบานอยางเปน ่ ั กันเองโดยไมถอตัว บางวันดวยความออนเพลียทานก็นอนพักเหนื่อยปะปนกับชาวบาน นา ื สรรเสริญยิ่ง ปจจุบน (พ.ศ. 2552) ทราบขาววา ทานไดเปน ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน นับวา ั สมควรอยางยิง และขอแสดงความดีใจกับทานดวย ่ ทางจังหวัด โดย ทานผูวา ฯ ไมตรี นัยกุล ก็สงใหเจาหนาที่ที่มีประสบการณลงมาชวย ั่ รวมกับทางอําเภอคําชะอี คูแขงของเราคือบานโพน อําเภอคํามวง จังหวัดกาฬสินธุ ซึ่งบานผูไทยเหมือนกัน กอนที่  คณะกรรมการจะมาประเมินราว 5 – 6 วัน ไดพากันแอบไปสอดแนมดูขอเดนขอดอยของบานโพน  เพื่อเอามาปรับปรุงบานคําชะอี ที่ไปตอนนั้นมีกํานันแถม ครูวิบูลย และอีกหลานคน (ขอโทษที่จํา ไมได) รวมทังผูเลาดวย ้ ตนป พ.ศ. 2532 คณะกรรมการประเมินจากกองทัพภาค 2 โดคราช โดยมีหลายหนวยงาน รวมเปนกรรมการก็ออกมาประเมิน ความเหนือยใจ เหนือยกายหายเปนปลิดทิง เมื่อผลการประเมินปรากฏออกมา ่ ่ ้ “หมูบาน อพป. คําชะอีชนะเลิศในระดับภาค” ซึ่งเปนระดับสูงสุดของโครงการประกวด ไดรางวัล 60,000 บาท พรอมโลเกียรติยศ บานคําชะอีไดสงตัวแทนโดยมีกํานันแถม แสนโสม เปนผูนํา ไดลงไปรับโลเมือวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 ที่กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา โดย ่ มี พล.ท.อิสระพงษ หนุนภักดี เปนผูมอบ
  • 37.
    37 บานคําชะอีเรา ซึ่งเปนบานผูไทยไมธรรมดา ถาไดรวมใจพรอมเพียงกันแลว สามารถทํา  ไดตงแต “สากกะเบือ ยันเรือรบ” ั้ ( ครูวิบูลย สุวรรณไตรย ครูพิน สุวรรณไรย นางทองมี ไวสูศึก. 4 พ.ย. 2552 : สัมภาษณ) ถึงคราวเปนอําเภอราง จากการไดอานหนังสือประวัติผไทยหลายเลม ก็เลยทราบวา ชนเผาผูไทย เปนชนเผาที่ถก ู ู สาปไมใหมีความเจริญรุงเรืองทันชนเผาอื่น เรื่องมีอยูวา  ตอนทีผูไทยอพยพจากเมืองแถงมาอยูกับเจาอนุรุธราชเจานครเวียงจันทน มีทาวกา ( คงมี ่  ผิวสีคล้ําจึงเรียกวา กา ) เปนหัวหนา เจาอนุรุธฯ จึงใหไปอยูเมืองวัง และตอมาไดเปนเจาเมืองวัง เจาอนุรุธฯไดประทานนางสนมชื่อวา นางลาว เปนชายา ( เมีย ) มีบุตรชายดวยกัน 2 คน คือ ทาวก่ํา ( คงยิ่งดํากวาทาวกาผูพอ ) และทาวแกว เมื่อทาวกาตาย ทาว  ก่ําไดเปนเจาเมืองแทน และตั้งทาวแกวเปนอุปฮาด (อุปราช) ทาวก่ําเจาเมืองมีนิสัยไมดี รีดนาทา เรนราษฎร สรางกฎระเบียบใหมเพือประโยชนตน สวนทาวแกวเปนคนดีพรอมทุกอยาง ทาวก่ํา ่ จึงกลัวทาวแกวยึดอํานาจชิงเอาเมืองจึงหาทางฆาทาวแกวตาย นางลาวผูเ ปนแมโกรธมาก พีนอง ่ กันแทๆ ทําไมฆากันไดลงคอ ดวยความโกรธจัดจึงสาปแชงไมใหเผาผูไทยเจริญรุงเรือง “อยาใหได  อยูเรือนพื้นแปนแผนกระดานกับเขาเลย” พอนานมาเมือสางโศรกแลวนางลาวก็ไดคดวาสาปแชง ่ ิ รุนแรงไป ก็กลัววาลูกหลานรุน 10 ป 100 ป ... ในอนาคตจะไมเจริญ จึงแกคําสาปใหผอนลง โดย อธิษฐานกับกอนทั่ง (เหล็กแทงใหญสําหรับวางพราใสตอนตีพรา) วา “ใหเขาเจริญรุงเรื่องก็ตอเมือ   ่ กนทั่งกอนนี้เปอยเปนตม” วาแลวก็โยนกอนทั่งกอนนั้นลงแมน้ําโขง จึงเปนทีนาสังเกตวา ทองถิ่นใด เมืองใดที่เปนของผูไทยมักจะมีอันเปนไปที่ขดขวางความ ่ ั เจริญ เชน เมืองหนองสูงก็ยายไปอยูนาแก เมืองเรณุนคร ก็ยายเขาธาตุพนม เมืองกุดสิม ( หรือ  กุดฉิม ) ก็ยายเขาบัวขาว ฯลฯ ก็นาคิด แตในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงตรัสวา สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไมมีสงใด ิ่ ยั่งยืน มีการเกิดเปนเบืองตน มีการเปลี่ยนแปลงเปนทามกลาง และเสื่อมสลายแตกดับเปนขั้น ้ สุดทาย บานคําชะอีก็คงอยูในกรอบของพระพุทธดํารัสนี้  ไดรับการยกฐานะเปนกิ่งอําเภอตั้งป พ.ศ. 2484 อยูมาทางการเห็นวากิ่งอําเภอคําชะอีอยูใน ปา การคมนาคมไมสะดวกประกอบกับมีไขปาชุกชุม เจาหนาที่ที่มาประจําเปนไขปาตายไปหลาย ราย ดังนัน ในป พ.ศ. 2492 (สมัยนายอวน เคหาศัย เปนหัวหนากิ่ง) จึงไดยายที่ทําการกิ่งไปตั้งอยูที่ ้  บานน้ําเที่ยงหางจากบานคําชะอีขนไปทางทิศเหนือ 10 กิโลเมตร แตยงใชชื่อ "กิงอําเภอคําชะอี" อยู ึ้ ั ่
  • 38.
    38 6 มิถุนายน 2499 ไดรับยกฐานะเปน "อําเภอคําชะอี" ที่ทาการอําเภอก็ยังคงอยูที่บานน้ํา ํ  เที่ยงเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน สวนบานคําชะอีก็เปนเพียง "อําเภอราง" มีฐานะเปนตําบลคําชะอี ขึ้นกับอําเภอคําชะอี และมีฐานะเปนเพียงเจาของชือ "อําเภอคําชะอี" เทานั้น ่ ถึงแมจะเปนแค "อําเภอราง" ก็ขอใหเราชาวบานคําชะอีไดไดมีความภูมใจ ใหหวงแหนผืน ิ แผนดินทีอุดมสมบูรณแผนนี้ที่บรรพบุรุษไดจับจองไวให เราผูเปน ลูก หลาน เหลน โหลน ... จง ่ รวมใจพัฒนาใหเจริญรุดหนาตอๆ ไป และจงตระหนักเสมอวา "บานคําชะอีแหงนี้ เปนที่ บรรพบุรุษเราเคยอยู เปนที่ปเู ราตาย เราจะรักษาไว เมื่อถึงกาลเราตาย เราก็จักฝงกายไวทนี่" ี่ ----------------------00000000000-------------------------- ผูไทยดํา ชาวเมืองวัง เมื่อครั้งกอน ถูกกวาดตอน ขามโขงมา จาละหวั่น ครั้งปราบศึก เจาอนุ วงคเวียงจันทน จึงพากัน มาพักคาง กลางวนานต แลวหักลาง ถางพง ดงบังอี่ ริมสายน้ํา "คําแมงอี" เปนที่ฐาน ใหเปนสวน เปนนา อยูชานาน พัฒนา มาเปนบาน "คําชะอี" รอยหกสิบ ปกวา อายุบาน เราสืบสาน วัฒนธรรม นําวิถี ไดยึดหลัก พุทธรรม นําชีวี พรอมภักดี องกษัตริย ขัตติยา เราสรางบาน แปลงเมือง จนเรืองรุง รวมผดุง ประเทศชาติ ศาสนา สามัคคี รวมพลัง พัฒนา จนกาวหนา ลือเสียง อยางเกรียงไกร. ณรงค อุปญญ. 
  • 39.
    39 เอกสารอางอิง 1. บทบาทของพอลามชาวผูไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร. ปริญญานิพนธ ของ นําชัย อุปญญ : พฤษภาคม 2538 2. เมืองมุกดาหาร. สุรจิตต จันทรสาขา : ตุลาคม 2543 3. ที่ระลึก อนุสรณงานณาปนกิจศพ อาจารยนําชัย อุปญญ : พฤศจิกายน 2545 4. เลาเรื่องเมืองหนองสูง. พูลสวัสดิ์ อาจวิชัย : มีนาคม 2537 5. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยนําชัย อุปญญ : 25 พฤศจิกายน 2545 6. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยนภดล อุปญญ : 16 เมษายน 2540 7. บันทึกประวัติ นายฟอง อุปญญ อดีตกํานันตําบลคําชะอี. นําชัย อุปญญ : ม.ป.ป. 8. อนุสรณืงานฌาปนกิจศพ อาจารยแถม ศรีหาจักร : 25 สิงหาคม 2544 9. อนุสรณงานฌาปนกิจศพ อาจารยบรรเลง อุปญญ : 10 พฤษภาคม 2546 10. คูมือนักเรียน โรงเรียนคําชะอีพิทยาคม (ม.ป.ป. ) 11. บันทึกประวัติวัดปาสุภัททาราม. อาจารยสอนแกว จันทะวัง (ม.ป.ป.) 12. บันทึกประวัติวัดโพธิ์ศรีแกว นายบุญเพ็ง คนซื่อ นายสวัสดิ์ สุวรรณไตรย : 19 ก.ค. 2539
  • 40.
    40 รายนามผูใหสัมภาษณ บุคคลที่ใหสัมภาษณตอไปนี้ ใหการสัมภาษณหลายครั้ง หลายเรื่อง โดยไดบันทึก ในเนื้อหาที่เลาแลว จะมีเฉพาะบางคนที่สัมภาษณครั้งเดียวจึงไดระบุวันที่ใหสัมภาษณ ลงไปดวย จึงขอขอบคุณทุกทานที่ใหสมภาษณ ใหมูลที่เปนประโยชนในการเลาในครั้งนี้ ั 1. นายเฉลย สุวรรณไตรย 2. นายนี วังคะฮาต (บานนาปุง) 3. นายเหรียญชัย เหมหาญ 4. นายสาคร สุวรรณไตรย 5. ลุงเซียงสา อินทิลาด บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551 6. ลุงสะหวาง ไซยะจัก บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551 7. ปามอน ไซยะจัก บานคําสะอี เมืองพิน ประเทศลาว : 23 ก.พ. 2551 8. นายสิน สุวรรณไตรย 9. นายอินทา วังคะฮาต (ลุงก่ํา) 10. นายเหมย สุวรรณไตรย 11. นายสกล คนซื่อ 12. นายประเนิม คนซื่อ 13. นายเกียรติศักดิ์ (จอ) สุวรรณไตรย 14. นางบอน อุปญญ (บานศรีมงคล) 15. นายแปว สุวรรณไตรย 16. นายสมพงษ นานโพธิ์ศรี 17. นางเฉลิมขวัญ จันทะคาม 18. นางวงจันทร เมืองฮาม 19. นายกด กุลวงค 20. นางทองมี ไวสูศึก