ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้
ความเป็นมาของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้
• ชนในกลุ่มของภาคใต้ของไทย มีหลายเผ่าพันธุ์และมีหลายกลุ่ม ในอดีตมีการ
ติดต่อค้าขาย มีความสัมพันธ์กับอินเดีย จีน ชวา - มลายูตลอดจนติดต่อกับคน
ไทยในภาคกลาง ที่เดินทางไปค้าขายติดต่อกันด้วย ในชนบทความเจริญยังเข้า
ไปไม่ถึง ลักษณะของ ดนตรีพื้นบ้าน จึงเป็นลักษณะเรียบง่าย ประดิษฐ์อย่าง
ง่าย ๆ จากวัสดุใกล้ตัวมีการรักษาเอกลักษณ์ และยอมให้มีการพัฒนาได้น้อย
มาก ดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิม น่าจะมาจากเผ่าพันธุ์ เงาะซาไก ประเภทเครื่องตี
โดยใช้ไม้ไผ่ลาขนาดต่าง ๆ กัน ตัดออกเป็นท่อน สั้นบ้างยาวบ้าง ตัดปากขอ
งกระบอกไม้ไผ่ ตรงหรือเฉียง บ้างก็หุ้มด้วยใบไม้กาบของต้นพืช ใช้บรรเลง
(ตี) ประกอบการขับร้องและเต้นรา เครื่องดนตรี ค่อย ๆ พัฒนามาเป็นแตร
กรับ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีมาแต่เดิมทั้งสิ้น
ความสาคัญของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้
• ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ไดัรับใช้สังคม
ของชาวใต้พอสรุปได้ดังนี้
• 1. บรรเลงเพื่อความรื่นเริง คลายความ
เหน็ดเหนื่อย จากการทางาน ซึ่งจะ
บรรเลงควบคู่กันไป กับการละเล่นและ
การแสดงเสมอ เพราะดนตรีพื้นบ้าน
ภาคใต้นั้น จะไม่นิยมบรรเลงล้วน ๆ
เพื่อฟังโดยตรง แต่จะนิยมบรรเลง
ประกอบการแสดง
• 2. บรรเลงประกอบพิธีกรรม เพื่อบวงสรวง หรือติดต่อกับสิ่งลี้ลับ เพราะ
ในอดีตสังคมส่วนใหญ่ ติดอยู่กับความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ เช่น มะตือรี
ของชาวไทยมุสสลิม โต๊ะครึม ของชาวไทยพุทธ ที่ใช้เพื่อบรรเลงในงาน
ศพ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการนาวิญญาณสู่สุคติ การบรรเลงกาหลอ ใน
งานศพบทเพลงส่วนหนึ่ง เป็นการบรรเลงเพื่ออ้อนวอนเทพเจ้า ดนตรี
ชนิดนี้จึงมุ่งให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพให้เกิดความขลัง ยาเกรง
• 3. ใช้บรรเลงเพื่อการสื่อสาร บอกข่าว เช่น การประโคมปืด และประโคม
โพน เป็นสัญญาณบอกข่าวว่าที่วัดมีการทาเรือพระ (ในเทศกาลชักพระ)
จะได้เตรียมข้าวของไว้ทาบุญ และไปช่วยตกแต่งเรือพระ หรือการได้ยิน
เสียงบรรเลงกาหลอ ก้องไปตามสายลมก็บอกให้รู้ว่ามีงานศพ ชาวบ้านก็
จะไปช่วยทาบุญงานศพกันที่วัดนั้น ๆ โดยจะสืบถามว่าเป็นใคร ก็จะไป
เคารพศพ โดยไม่ต้องพิมพ์บัตรเชิญ เหมือนปัจจุบันนี้
• 4. ใช้บรรเลงเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เช่น การ
บรรเลงกรือโต๊ะ หรือบานอโดยชาวบ้าน จะช่วยกันสร้างดนตรีชนิดนี้
ขึ้นมา ประจาหมู่บ้านของตน และจะใช้ตีแข่งขันกับหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อ
เป็นการสนุกสนาน และแสดงพลังความสามัคคี เพราะขณะที่จะมีการ
ประกวดจะต้องช่วยกันทา ถ้าแพ้ก็ถือว่าเป็นการปราชัยของคนทั้ง
หมู่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน ในโอกาสต่อไปก็
จะต้องช่วยกันทาใหม่ ให้ดีกว่าเก่า
เครื่องดนตรีพื้นบ้านของภาคใต้
• 1. ประเภทดีด ในภาคใต้ไม่มีเครื่อง
ดนตรีประเภทนี้ จะมีแต่ของพวก
เงาะซาไก ที่ใช้ไม้ไผ่ 1 ปล้องมากรีด
เอาผิวของไม้ไผ่ให้ เป็นริ้ว ๆ ทา
หมอนรองริ้วผิวไม้ไผ่หลาย ๆ ริ้ว
แล้วใช้นิ้วดีดหากพบการบรรเลง
ด้วยจะเข้หรือพิณ เป็นเครื่องดนตรี
ของภาคอื่น ที่เข้าไปในระยะหลัง
ซึ่งไม่นับเป็นดนตรีพื้นบ้าน ของ
ภาคใต้
2. ประเภทตี ของภาคใต้มีหลายชนิด ได้แก่
• 2.1 ทับ เป็นกลองทาด้วยไม้เนื้อแข็งเอวคอดปากบาน ท้ายเรียวบานออก
เล็กน้อย ขึงด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว ขึงหนังด้วยหวายรัดดึงให้ตึง มีหลาย
ขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง ด้านหน้า 5 นิ้ว ใช้บรรเลงประกอบ การ
แสดงหนังตะลุง เรียกว่า ทับหนัง ขนาด 8 นิ้ว ใช้บรรเลงประกอบ การ
เล่นโนราเรียกว่า ทับโนรา ขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ใช้บรรเลงในการเล่นโต๊ะ
ครึม เรียกว่า ทับโต๊ะครึม
• 2.2 โหม่ง คือ ฆ้องคู่ทาด้วยโลหะ
ใบเล็ก 1 ใบ ใบใหญ่ 1 ใบ ประกอบ
อยู่ในกล่องไม้ให้เกิดเสียงก้อง เวลา
บรรเลงมีไม้ตีหุ้มยางหรือผ้า ไม่ให้
เสียงแตกและมีไม้เนื้อแข็ง 4 เหลี่ยม
1 อัน เอาไว้สัมผัสกับหน้าโหม่งให้
หยุดเสียง ใช้บรรเลงประกอบการ
เล่นหนังตะลุง โนรา และลิเกป่า แต่
เดิมใช้ไม้ทาโหม่ง เรียกว่า โหม่ง
ฟาก ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็น
หล่อด้วยเหล็ก และทองเหลือง มา
โดยลาดับ เรียกว่า โหม่งเหล็กและ
โหม่งหล่อ
• 2.3 กลอง มี 2 ลักษณะคือ หุ้มหรือขึงด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว และสอง
หน้า ได้แก่
• 2.3.1โทน หรือกลองทัด (คล้ายกลองเพลของภาคกลาง) ปกติจะใช้ตี
บอกเวลา และใช้ตีในเทศกาลออกพรรษา ใช้ประโคมเรือพระ (ชักพระ
และใช้ตีแข่งขันกันด้วยที่เรียกว่า แข่งโพน หรือ ชันโพน (ประชัน)
• 2.3.2 กลองตุ๊ก ลักษณะเหมือน
กลองโนรา แต่มีขนาดเล็กกว่า
มาก ขึงด้วยหนัง 2 หน้า ใช้
บรรเลงประกอบ การแสดง
หนังตะลุง
•
2.3.3 กลองโนรา จัดว่าเหมือน
กลองตุ๊ก แต่ใหญ่กว่ามาก ขึงด้วย
หนัง 2 หน้า ใช้บรรเลง
ประกอบการแสดงโนรา
• 2.3.4 กลองโทน หรือกลองแขก เป็นกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์2 หน้า หัว
ท้ายไม่เท่ากัน ขนาดยาว 60 - 70 เซนติเมตร ตีด้วยแขนงไผ่หรือหวาย ตี
ได้ทั้ง 2 หน้า ใช้บรรเลงประกอบการเล่นกาหลอ ประกอบการแสดง ซี
ละ และมะโย่ง
• 2.3.5 ปืด เป็นกลอง 2 หน้า
ลักษณะคล้ายตะโพนของภาค
กลาง และมีขาตั้งเป็นไม้แบบ
ตะโพนไทย ใช้ตีเวลาประโคม
เรือพระเทศการลพรรษา และใช้
ตีแข่งขันที่เรียกว่า แข่งปืด หรือ
ชันปืด (ประชัน)
• 2.3.6 รามะนา ขึงหน้ากลอง
ด้วยหนังหน้าเดียว ตัวกลอง
สั้น หน้ากลองกว้างมากขนาด
45 - 50 เซนติเมตร ตัวกลอง
หนาราว 14 - 70 เซนติเมตร
ใช้ประกอบการเล่น ลิเกป่า
ลิเกฮูลู มะโย่ง และรองเง็ง
• 2.3.7 บานอ ลักษณะคล้ายรามะนา แต่มีขนาดหน้าตัดใหญ่กว่ามาก ขึง
ด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว หน้ากลองนิยมเขียนลวดลาย ด้วยสีสันสวยงาม
ใช้ตีพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ลูก และ ใช้แข่งขันกัน
2.4 เครื่องตีที่ทาด้วยไม้ล้วน ๆ และเครื่องประกอบจังหวะ
• 2.4.1 กรือโต๊ะ ทาด้วยไม้เนื้อแข็งขุด เป็นทรงคล้ายกระโถน ขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-25 เซนติเมตร เรียกว่า ตัวกรือโต๊ะ และบน
ปากของตัวกรือโต๊ะ จะใช้ไม้เนื้อแข็งหนายาวกว่าตัวกรือโต๊ะพาดอยู่
เจาะรูตรงกลางให้ตรงกับปากของตัวกรือโต๊ะ และมีสลักไม้4 ด้าน
กั้นอยุ่มีแผ่นไม้วาง ขนาดยาว 40 - 70 เซนติเมตร วางอยู่เรียกว่า เด๊าว์
หรือใบ เวลาตีใช้ไม้พันยางเพื่อให้มีแรงสั่นสะเทือน ตีลงบนใบ เสียงก็
จะก้องลงไปยังตัวกรือโต๊ะ นิยมใช้แข่งขันกันเท่านั้น เรียกว่าแข่งกรือ
โต๊ะ
• 2.4.2 ฆ้อง ทาด้วยโลหะหล่อ ใช้
บรรเลงประกอบการเล่นกาหลอ
มะโย่ง ซีละ โนราแขก และลิเกป่า
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
25 - 30 เซนติเมตร
2.4.3 แตระ แกระ หรือซีแระ ทาด้วย
ไม้ไผ่เกิดเสียงด้วยการกระทบกัน ใช้
ตีประกอบการเล่นโนรา โนราแขก
และมะโย่ง
2.4.4 หรับ และฉิ่ง ใช้ตีประกอบ
ดนตรี หนังตะลุงและโนรา
3. ประเภทเป่ า ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ ประเภทเครื่องเป่ ามีดังนี้
• 3.1 ปี่ต้น นิยมใช้บรรเลง
ประกอบ การแสดงในโนราสมัย
โบราณ (ปัจจุบันไม่นิยม)
• 3.3 ปี่ห้อ หรือปี่ฮ้อ ใช้
บรรเลงในวงดนตรีกาหลอ
หรือเรียกว่า ปี่กาหลอ
• 3.2 ปี่กลาง หรือเรียกว่า ปี่หนัง
ตะลุงปี่โนรา ใช้ประกอบการ
แสดงหนังตะลุงและโนราใน
ปัจจุบันลักษณะตัวปี่ทาด้วยไม้
เนื้อแข็ง เจาะรูยาวตลอด ตัวปี่มีรู
สาหรับปิดเปิดเสียง ประกอบด้วย
ลิ้นปี่ (เหมือนปี่ใน)
4. ประเภทสี ได้แก่
• 4.1 ซอด้วง ชาวภาคใต้บางกลุ่ม
เรียกซออี้ ใช้บรรเลงประกอบ การ
แสดงโนราและหนังตะลุง ลักษณะ
เหมือนซอด้วง ของภาคกลาง แต่
กะโหลกซอ จะใหญ่กว่าของภาค
กลาง มี 2 สายเช่นเดียวกัน
• 4.2 ซออู้ใช้ประกอบการแสดง
โนราและหนังตะลุง ลักษณะ
เหมือนซออู้ภาคกลาง มี 2 สาย
เวลาบรรเลงจะเป็นตัว ช่วยทาให้
เสียงอื่นที่แหลมลดลง เป็นการ
ประสานเสียงที่ดี
• 4.3 ซอฆือปะ เหมือนซอสามสาย ของภาคกลางใช้บรรเลง ประกอบการ
เล่นมะโย่ง มะตือรีและโนราแขก
ลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้
• 1. เครื่องดนตรีพื้นบ้านของภาคใต้ส่วนใหญ่ และดั้งเดิม จะเป็นเครื่องตี
และที่จัดได้ว่าเป็นเครื่องสาคัญ คือทับ รามะนา กลอง และโหม่ง
รองลงมาคือ เครื่องเป่า เครื่องสี เครื่องดีด เกือบจะไม่มีบทบาทเลย
• 2. ผู้บรรเลงผู้เล่น จะเป็นแต่ชายล้วน เพราะถือว่าการเล่นดนตรีเพื่อ
พิธีกรรม ถ้าหญิงเล่นจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ไป และเครื่องดนตรี
บางอย่างต้องใช้แรงมาก
• 3. วัตถุประสงค์ในการเล่นที่สาคัญ คือ เพื่อประกอบพิธีกรรม รองลงมา
คือเพื่อความรื่นเริง
อ้างอิง
• http://kanchanapisek.or.th/kp8/thai/link2_2so
uth.htm

เครื่องดนตรีพื้นบ้านในภาคใต้

  • 1.
  • 2.
    ความเป็นมาของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ • ชนในกลุ่มของภาคใต้ของไทย มีหลายเผ่าพันธุ์และมีหลายกลุ่มในอดีตมีการ ติดต่อค้าขาย มีความสัมพันธ์กับอินเดีย จีน ชวา - มลายูตลอดจนติดต่อกับคน ไทยในภาคกลาง ที่เดินทางไปค้าขายติดต่อกันด้วย ในชนบทความเจริญยังเข้า ไปไม่ถึง ลักษณะของ ดนตรีพื้นบ้าน จึงเป็นลักษณะเรียบง่าย ประดิษฐ์อย่าง ง่าย ๆ จากวัสดุใกล้ตัวมีการรักษาเอกลักษณ์ และยอมให้มีการพัฒนาได้น้อย มาก ดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิม น่าจะมาจากเผ่าพันธุ์ เงาะซาไก ประเภทเครื่องตี โดยใช้ไม้ไผ่ลาขนาดต่าง ๆ กัน ตัดออกเป็นท่อน สั้นบ้างยาวบ้าง ตัดปากขอ งกระบอกไม้ไผ่ ตรงหรือเฉียง บ้างก็หุ้มด้วยใบไม้กาบของต้นพืช ใช้บรรเลง (ตี) ประกอบการขับร้องและเต้นรา เครื่องดนตรี ค่อย ๆ พัฒนามาเป็นแตร กรับ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีมาแต่เดิมทั้งสิ้น
  • 3.
    ความสาคัญของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ • ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ไดัรับใช้สังคม ของชาวใต้พอสรุปได้ดังนี้ • 1.บรรเลงเพื่อความรื่นเริง คลายความ เหน็ดเหนื่อย จากการทางาน ซึ่งจะ บรรเลงควบคู่กันไป กับการละเล่นและ การแสดงเสมอ เพราะดนตรีพื้นบ้าน ภาคใต้นั้น จะไม่นิยมบรรเลงล้วน ๆ เพื่อฟังโดยตรง แต่จะนิยมบรรเลง ประกอบการแสดง
  • 4.
    • 2. บรรเลงประกอบพิธีกรรมเพื่อบวงสรวง หรือติดต่อกับสิ่งลี้ลับ เพราะ ในอดีตสังคมส่วนใหญ่ ติดอยู่กับความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ เช่น มะตือรี ของชาวไทยมุสสลิม โต๊ะครึม ของชาวไทยพุทธ ที่ใช้เพื่อบรรเลงในงาน ศพ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการนาวิญญาณสู่สุคติ การบรรเลงกาหลอ ใน งานศพบทเพลงส่วนหนึ่ง เป็นการบรรเลงเพื่ออ้อนวอนเทพเจ้า ดนตรี ชนิดนี้จึงมุ่งให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพให้เกิดความขลัง ยาเกรง
  • 5.
    • 3. ใช้บรรเลงเพื่อการสื่อสารบอกข่าว เช่น การประโคมปืด และประโคม โพน เป็นสัญญาณบอกข่าวว่าที่วัดมีการทาเรือพระ (ในเทศกาลชักพระ) จะได้เตรียมข้าวของไว้ทาบุญ และไปช่วยตกแต่งเรือพระ หรือการได้ยิน เสียงบรรเลงกาหลอ ก้องไปตามสายลมก็บอกให้รู้ว่ามีงานศพ ชาวบ้านก็ จะไปช่วยทาบุญงานศพกันที่วัดนั้น ๆ โดยจะสืบถามว่าเป็นใคร ก็จะไป เคารพศพ โดยไม่ต้องพิมพ์บัตรเชิญ เหมือนปัจจุบันนี้
  • 6.
    • 4. ใช้บรรเลงเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะเช่น การ บรรเลงกรือโต๊ะ หรือบานอโดยชาวบ้าน จะช่วยกันสร้างดนตรีชนิดนี้ ขึ้นมา ประจาหมู่บ้านของตน และจะใช้ตีแข่งขันกับหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อ เป็นการสนุกสนาน และแสดงพลังความสามัคคี เพราะขณะที่จะมีการ ประกวดจะต้องช่วยกันทา ถ้าแพ้ก็ถือว่าเป็นการปราชัยของคนทั้ง หมู่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน ในโอกาสต่อไปก็ จะต้องช่วยกันทาใหม่ ให้ดีกว่าเก่า
  • 7.
    เครื่องดนตรีพื้นบ้านของภาคใต้ • 1. ประเภทดีดในภาคใต้ไม่มีเครื่อง ดนตรีประเภทนี้ จะมีแต่ของพวก เงาะซาไก ที่ใช้ไม้ไผ่ 1 ปล้องมากรีด เอาผิวของไม้ไผ่ให้ เป็นริ้ว ๆ ทา หมอนรองริ้วผิวไม้ไผ่หลาย ๆ ริ้ว แล้วใช้นิ้วดีดหากพบการบรรเลง ด้วยจะเข้หรือพิณ เป็นเครื่องดนตรี ของภาคอื่น ที่เข้าไปในระยะหลัง ซึ่งไม่นับเป็นดนตรีพื้นบ้าน ของ ภาคใต้
  • 8.
    2. ประเภทตี ของภาคใต้มีหลายชนิดได้แก่ • 2.1 ทับ เป็นกลองทาด้วยไม้เนื้อแข็งเอวคอดปากบาน ท้ายเรียวบานออก เล็กน้อย ขึงด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว ขึงหนังด้วยหวายรัดดึงให้ตึง มีหลาย ขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง ด้านหน้า 5 นิ้ว ใช้บรรเลงประกอบ การ แสดงหนังตะลุง เรียกว่า ทับหนัง ขนาด 8 นิ้ว ใช้บรรเลงประกอบ การ เล่นโนราเรียกว่า ทับโนรา ขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ใช้บรรเลงในการเล่นโต๊ะ ครึม เรียกว่า ทับโต๊ะครึม
  • 9.
    • 2.2 โหม่งคือ ฆ้องคู่ทาด้วยโลหะ ใบเล็ก 1 ใบ ใบใหญ่ 1 ใบ ประกอบ อยู่ในกล่องไม้ให้เกิดเสียงก้อง เวลา บรรเลงมีไม้ตีหุ้มยางหรือผ้า ไม่ให้ เสียงแตกและมีไม้เนื้อแข็ง 4 เหลี่ยม 1 อัน เอาไว้สัมผัสกับหน้าโหม่งให้ หยุดเสียง ใช้บรรเลงประกอบการ เล่นหนังตะลุง โนรา และลิเกป่า แต่ เดิมใช้ไม้ทาโหม่ง เรียกว่า โหม่ง ฟาก ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็น หล่อด้วยเหล็ก และทองเหลือง มา โดยลาดับ เรียกว่า โหม่งเหล็กและ โหม่งหล่อ
  • 10.
    • 2.3 กลองมี 2 ลักษณะคือ หุ้มหรือขึงด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว และสอง หน้า ได้แก่ • 2.3.1โทน หรือกลองทัด (คล้ายกลองเพลของภาคกลาง) ปกติจะใช้ตี บอกเวลา และใช้ตีในเทศกาลออกพรรษา ใช้ประโคมเรือพระ (ชักพระ และใช้ตีแข่งขันกันด้วยที่เรียกว่า แข่งโพน หรือ ชันโพน (ประชัน)
  • 11.
    • 2.3.2 กลองตุ๊กลักษณะเหมือน กลองโนรา แต่มีขนาดเล็กกว่า มาก ขึงด้วยหนัง 2 หน้า ใช้ บรรเลงประกอบ การแสดง หนังตะลุง • 2.3.3 กลองโนรา จัดว่าเหมือน กลองตุ๊ก แต่ใหญ่กว่ามาก ขึงด้วย หนัง 2 หน้า ใช้บรรเลง ประกอบการแสดงโนรา
  • 12.
    • 2.3.4 กลองโทนหรือกลองแขก เป็นกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์2 หน้า หัว ท้ายไม่เท่ากัน ขนาดยาว 60 - 70 เซนติเมตร ตีด้วยแขนงไผ่หรือหวาย ตี ได้ทั้ง 2 หน้า ใช้บรรเลงประกอบการเล่นกาหลอ ประกอบการแสดง ซี ละ และมะโย่ง
  • 13.
    • 2.3.5 ปืดเป็นกลอง 2 หน้า ลักษณะคล้ายตะโพนของภาค กลาง และมีขาตั้งเป็นไม้แบบ ตะโพนไทย ใช้ตีเวลาประโคม เรือพระเทศการลพรรษา และใช้ ตีแข่งขันที่เรียกว่า แข่งปืด หรือ ชันปืด (ประชัน)
  • 14.
    • 2.3.6 รามะนาขึงหน้ากลอง ด้วยหนังหน้าเดียว ตัวกลอง สั้น หน้ากลองกว้างมากขนาด 45 - 50 เซนติเมตร ตัวกลอง หนาราว 14 - 70 เซนติเมตร ใช้ประกอบการเล่น ลิเกป่า ลิเกฮูลู มะโย่ง และรองเง็ง
  • 15.
    • 2.3.7 บานอลักษณะคล้ายรามะนา แต่มีขนาดหน้าตัดใหญ่กว่ามาก ขึง ด้วยหนังสัตว์หน้าเดียว หน้ากลองนิยมเขียนลวดลาย ด้วยสีสันสวยงาม ใช้ตีพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ลูก และ ใช้แข่งขันกัน
  • 16.
    2.4 เครื่องตีที่ทาด้วยไม้ล้วน ๆและเครื่องประกอบจังหวะ • 2.4.1 กรือโต๊ะ ทาด้วยไม้เนื้อแข็งขุด เป็นทรงคล้ายกระโถน ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-25 เซนติเมตร เรียกว่า ตัวกรือโต๊ะ และบน ปากของตัวกรือโต๊ะ จะใช้ไม้เนื้อแข็งหนายาวกว่าตัวกรือโต๊ะพาดอยู่ เจาะรูตรงกลางให้ตรงกับปากของตัวกรือโต๊ะ และมีสลักไม้4 ด้าน กั้นอยุ่มีแผ่นไม้วาง ขนาดยาว 40 - 70 เซนติเมตร วางอยู่เรียกว่า เด๊าว์ หรือใบ เวลาตีใช้ไม้พันยางเพื่อให้มีแรงสั่นสะเทือน ตีลงบนใบ เสียงก็ จะก้องลงไปยังตัวกรือโต๊ะ นิยมใช้แข่งขันกันเท่านั้น เรียกว่าแข่งกรือ โต๊ะ
  • 17.
    • 2.4.2 ฆ้องทาด้วยโลหะหล่อ ใช้ บรรเลงประกอบการเล่นกาหลอ มะโย่ง ซีละ โนราแขก และลิเกป่า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร 2.4.3 แตระ แกระ หรือซีแระ ทาด้วย ไม้ไผ่เกิดเสียงด้วยการกระทบกัน ใช้ ตีประกอบการเล่นโนรา โนราแขก และมะโย่ง 2.4.4 หรับ และฉิ่ง ใช้ตีประกอบ ดนตรี หนังตะลุงและโนรา
  • 18.
    3. ประเภทเป่ าดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ ประเภทเครื่องเป่ ามีดังนี้ • 3.1 ปี่ต้น นิยมใช้บรรเลง ประกอบ การแสดงในโนราสมัย โบราณ (ปัจจุบันไม่นิยม)
  • 19.
    • 3.3 ปี่ห้อหรือปี่ฮ้อ ใช้ บรรเลงในวงดนตรีกาหลอ หรือเรียกว่า ปี่กาหลอ • 3.2 ปี่กลาง หรือเรียกว่า ปี่หนัง ตะลุงปี่โนรา ใช้ประกอบการ แสดงหนังตะลุงและโนราใน ปัจจุบันลักษณะตัวปี่ทาด้วยไม้ เนื้อแข็ง เจาะรูยาวตลอด ตัวปี่มีรู สาหรับปิดเปิดเสียง ประกอบด้วย ลิ้นปี่ (เหมือนปี่ใน)
  • 20.
    4. ประเภทสี ได้แก่ •4.1 ซอด้วง ชาวภาคใต้บางกลุ่ม เรียกซออี้ ใช้บรรเลงประกอบ การ แสดงโนราและหนังตะลุง ลักษณะ เหมือนซอด้วง ของภาคกลาง แต่ กะโหลกซอ จะใหญ่กว่าของภาค กลาง มี 2 สายเช่นเดียวกัน • 4.2 ซออู้ใช้ประกอบการแสดง โนราและหนังตะลุง ลักษณะ เหมือนซออู้ภาคกลาง มี 2 สาย เวลาบรรเลงจะเป็นตัว ช่วยทาให้ เสียงอื่นที่แหลมลดลง เป็นการ ประสานเสียงที่ดี
  • 21.
    • 4.3 ซอฆือปะเหมือนซอสามสาย ของภาคกลางใช้บรรเลง ประกอบการ เล่นมะโย่ง มะตือรีและโนราแขก
  • 22.
    ลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ • 1. เครื่องดนตรีพื้นบ้านของภาคใต้ส่วนใหญ่และดั้งเดิม จะเป็นเครื่องตี และที่จัดได้ว่าเป็นเครื่องสาคัญ คือทับ รามะนา กลอง และโหม่ง รองลงมาคือ เครื่องเป่า เครื่องสี เครื่องดีด เกือบจะไม่มีบทบาทเลย
  • 23.
    • 2. ผู้บรรเลงผู้เล่นจะเป็นแต่ชายล้วน เพราะถือว่าการเล่นดนตรีเพื่อ พิธีกรรม ถ้าหญิงเล่นจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ไป และเครื่องดนตรี บางอย่างต้องใช้แรงมาก
  • 24.
    • 3. วัตถุประสงค์ในการเล่นที่สาคัญคือ เพื่อประกอบพิธีกรรม รองลงมา คือเพื่อความรื่นเริง
  • 25.