ความรู้ที่เกี่ยวกับภาคตัดกรวย
ภาคตัดกรวย   ( conic section  หรือ  conic)  ในทางคณิตศาสตร์ หมายถึง  เส้นโค้ง ที่ได้จากการตัด พื้นผิวกรวย กลม ด้วย ระนาบ แบน ภาคตัดกรวยนี้ถูกตั้งเป็นหัวข้อศึกษาตั้งแต่สมัย  200  ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย  อพอลโลเนียส  แห่ง  เพอร์ กา  ผู้ซึ่งศึกษาภาคตัดกรวยและค้นพบสมบัติหลายประการของภาคตัดกรวย ต่อมากรณีการศึกษาภาคตัดกรวยถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายแบบ ได้แก่ ในปี พ . ศ . 2133 ( ค . ศ . 1590)  กาลิเลโอ กาลิเลอี พบว่าขีปนาวุธที่ยิงขึ้นไปในมุมที่กำหนดมีวิถีการเคลื่อนที่โค้งแบบพาราโบลา ,  ใน พ . ศ . 2152 ( ค . ศ . 1609)  โยฮันส์ เคปเลอร์ พบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์รอบนอกเป็นรูปวงรี เป็นต้น
ชนิดของภาคตัดกรวย   วงกลม  และ  วงรี  คือ เส้นโค้งซึ่งได้จากการตัดกรวย ด้วยระนาบ ให้ได้ เส้นโค้งปิด   ( เป็นวง )  วงกลมนั้นถือเป็นกรณีพิเศษของวงรี โดยแนวของระนาบในการตัดนั้น ตั้งฉากกับแกนกลางของกรวย หากระนาบตัดกรวยในแนวขนานกับเส้นขอบของกรวย หรือเรียก เส้นกำเนิดกรวย  ( generator line)  จะได้เส้นโค้งเรียกว่า  พาราโบลา  หากระนาบไม่อยู่ในแนวขนานเส้นขอบ และตัด   กรวยได้เส้นโค้งเปิดไม่เป็นวง จะเรียกเส้นโค้งนี้ว่า  ไฮเพอร์โบลา  จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ระนาบจะตัดกรวยทั้งครึ่งบน และครึ่งล่าง ได้เป็นเส้นโค้งที่ขาดจากกันสองเส้น ในกรณีที่เรียกว่าในภาษาอังกฤษว่า ดีเจนเนอเรต ระนาบจะตัดผ่านจุดยอดของกรวย และได้ผลของการตัดเป็น  จุด   เส้นตรง  หรือ เส้นตรงสองเส้นตัดกัน กรณีเหล่านี้ไม่ได้ถูกรวมไว้ในภาคตัดกรวย
ภาคตัดกรวยจากทางเดินของจุด     แต่ละประเภทของภาคตัดกรวยนั้น สามารถนิยามโดยการใช้เส้นทางเดินของจุด โดยทุก ๆ จุด  P   บนเส้นทางเดิน จะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะดังนี้
วงกลม   :  ระยะ ( P,C ) =  r   โดยที่  C คือจุดตายตัวเรียกว่า  จุดศูนย์กลาง  และ  r   คือค่าคงที่ เรียกว่า  รัศมี   พาราโบลา   :  ระยะ ( P,F ) =  ระยะ ( P,L )  โดยที่  F   คือจุดตายตัว เรียกว่า  จุดโฟกัส  และ  L   คือ เส้นตรง กำหนดตายตัว และไม่ผ่านจุดโฟกัส เรียกว่า  ไดเรกทริกซ์   วงรี   :  ระยะ ( P,A ) +  ระยะ ( P,B ) =  d   โดยที่  A ,   B   เป็นจุดตายตัวสองจุดที่แตกต่างกัน เรียกว่า  จุดโฟกัส  และ  d   เป็นค่าคงที่ ที่มีค่ามากกว่า ระยะ ( A,B )  เรียกว่า  เส้นผ่านศูนย์กลางหลัก   ไฮเพอร์โบลา   :  ระยะ ( P,A ) -  ระยะ ( P,B ) =  d   โดยที่  A ,   B   เป็นจุดตายตัวสองจุดที่แตกต่างกัน เรียกว่า  จุดโฟกัส  และ  d   เป็นค่าคงที่ ที่มีค่าน้อยกว่า ระยะ ( A
ความเยื้อง  ( Eccentricity)  ค่าความเยื้อง หรือ ค่าความเบี่ยงเบนจากศูนย์กลาง  ( eccentricity)  ของภาคตัดกรวย เป็นค่าบ่งชี้ถึงความเบี้ยว หรือ เบี่ยงเบนไปจากความกลม โดยเมื่อความเยื้องมีค่าลดลง รูปร่างของภาคตัดกรวยที่ได้จะมีรูปร่างเข้าใกล้ทรงกลมมากขึ้น ถ้าเส้นตรง  L   คือไดเรกทริกซ์ และ  F   คือ จุดโฟกัส ค่าความเยื้อง หาได้จาก
คือ ระยะทางจากจุด ใดๆ บนภาคตัดกรวย ไปยังจุดโฟกัส  คือ ระยะทางจากจุด ใดๆ บนภาคตัดกรวย ไปตั้งฉากกับไดเรกทริกซ์  รูปร่างของภาคตัดกรวยที่ได้ ขึ้นกับค่า โดย เป็นรูปวงรี  เป็นรูปพาราโบลา  เป็นรูปไฮเพอร์โบลา  โดยที่
 
ภาคตัดกรวยกับเรขาคณิตวิเคราะห์     บน ระบบพิกัด คาร์ ทีเซียน  กราฟของสมการสองตัวแปร กำลังสอง   ( quadratic equation)  จะเป็นรูปภาคตัดกรวยเสมอ หากเราพิจารณาสมการที่อยู่ในรูป   ถ้า  h 2 =  ab   แล้ว จะได้สมการของรูป  พาราโบลา   ถ้า  h 2  <   ab   และ  a   b   และ / หรือ  h 0  แล้ว จะได้สมการของรูป  วงรี   ถ้า  h 2  >   ab   แล้ว จะได้สมการของรูป  ไฮเพอร์โบลา   ถ้า  h 2  <   ab   and   a  =  b   and   h  = 0  แล้ว จะได้สมการของรูป  วงกลม   ถ้า  a  +  b  = 0  แล้ว จะได้สมการของรูป  ไฮเพอร์โบลามุมฉาก   แล้ว :
รูปแสดงการตัดกรวยด้วยระนาดในแนวต่าง ๆ
เซมิเลตัสเรกตัม และ ระบบพิกัดเชิงขั้ว  เซมิเลตัสเรกตัม ของภาคตัดกรวย ปกติเขียนแทนด้วย  l   คือ ระยะทางจากจุดโฟกัสหนึ่ง ไปยังภาคตัดกรวย โดยวัดตั้งฉากกับแกนหลัก  ( major axis )  มีความสัมพันธ์กับ  a   และ  b   โดย  หรือ  ใน ระบบพิกัดเชิงขั้ว นั้น ภาคตัดกรวยที่มีจุดโฟกัสหนึ่งอยู่ที่จุดออริจิน และอีกจุดหนึ่ง ( หากมี )  บนแกน  x   ด้านบวก จะกำหนดโดยสมการต่อไปนี้  
เซไมลาตัสเรกตัมของวงรี
คุณสมบัติทั่วไป ภาคตัดกรวยนั้นมีรูปร่างที่มนสม่ำเสมอ ไม่มี จุดเปลี่ยนโค้ง   ( inflection point)  ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญต่อการใช้งานหลายประเภท เช่น การใช้งานเกี่ยวกับ แอโรไดนามิกส์  ซึ่งพื้นผิวนั้นจำเป็นต้องออกแบบเพื่อให้ของไหล ไหลผ่านอย่างสม่ำเสมอ  ( laminar   flow)  เพื่อป้องกันการเกิด การไหลทะลัก   ( turbulence)
การประยุกต์ใช้งาน   ภาคตัดกรวยนั้นได้มีความสำคัญต่อ ดาราศาสตร์  โดย วงโคจรของวัตถุสองชิ้นซึ่งมี แรงดึงดูด กระทำต่อกัน ตามกฏของ นิว ตัน  นั้นจะมีรูปร่างเป็นภาคตัดกรวย หาก จุดศูนย์กลางมวล   ( center of mass)  ร่วมของทั้งสองวัตถุนั้นอยู่นิ่ง หากทั้งสองนั้นถูกดึงดูดอยู่ด้วยกัน ทางเดินของทั้งสองนั้นจะเป็นรูปวงรี หากวัตถุทั้งสองวิ่งออกจากกัน ทางเดินจะเป็นรูปพาราโบลา หรือ ไฮเปอร์โบลา ดู  ปัญหาวัตถุ  N  ชิ้น
ใน เรขาคณิตเชิงภาพฉาย   ( projective geometry)  นั้น ภาพฉายบนระนาบ ของภาคตัดกรวยแต่ละชนิดนั้นจะเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการฉาย หรือที่เรียกว่า  การแปลงเชิงภาพฉาย   ( projective transformation) สำหรับการประยุกต์ใช้งานเฉพาะของภาคตัดกรวยแต่ละชนิดนั้น ดูที่บทความ  วงกลม   วงรี   พาราโบลา   ไฮเพอร์โบลา
ความรู้นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลใหม่ ๆ

ภาคตัดกรวย

  • 1.
  • 2.
    ภาคตัดกรวย ( conic section หรือ conic) ในทางคณิตศาสตร์ หมายถึง เส้นโค้ง ที่ได้จากการตัด พื้นผิวกรวย กลม ด้วย ระนาบ แบน ภาคตัดกรวยนี้ถูกตั้งเป็นหัวข้อศึกษาตั้งแต่สมัย 200 ปีก่อนคริสต์ศักราชโดย อพอลโลเนียส แห่ง เพอร์ กา ผู้ซึ่งศึกษาภาคตัดกรวยและค้นพบสมบัติหลายประการของภาคตัดกรวย ต่อมากรณีการศึกษาภาคตัดกรวยถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายแบบ ได้แก่ ในปี พ . ศ . 2133 ( ค . ศ . 1590) กาลิเลโอ กาลิเลอี พบว่าขีปนาวุธที่ยิงขึ้นไปในมุมที่กำหนดมีวิถีการเคลื่อนที่โค้งแบบพาราโบลา , ใน พ . ศ . 2152 ( ค . ศ . 1609) โยฮันส์ เคปเลอร์ พบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์รอบนอกเป็นรูปวงรี เป็นต้น
  • 3.
    ชนิดของภาคตัดกรวย วงกลม และ วงรี คือ เส้นโค้งซึ่งได้จากการตัดกรวย ด้วยระนาบ ให้ได้ เส้นโค้งปิด ( เป็นวง ) วงกลมนั้นถือเป็นกรณีพิเศษของวงรี โดยแนวของระนาบในการตัดนั้น ตั้งฉากกับแกนกลางของกรวย หากระนาบตัดกรวยในแนวขนานกับเส้นขอบของกรวย หรือเรียก เส้นกำเนิดกรวย ( generator line) จะได้เส้นโค้งเรียกว่า พาราโบลา หากระนาบไม่อยู่ในแนวขนานเส้นขอบ และตัด กรวยได้เส้นโค้งเปิดไม่เป็นวง จะเรียกเส้นโค้งนี้ว่า ไฮเพอร์โบลา จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ระนาบจะตัดกรวยทั้งครึ่งบน และครึ่งล่าง ได้เป็นเส้นโค้งที่ขาดจากกันสองเส้น ในกรณีที่เรียกว่าในภาษาอังกฤษว่า ดีเจนเนอเรต ระนาบจะตัดผ่านจุดยอดของกรวย และได้ผลของการตัดเป็น จุด เส้นตรง หรือ เส้นตรงสองเส้นตัดกัน กรณีเหล่านี้ไม่ได้ถูกรวมไว้ในภาคตัดกรวย
  • 4.
    ภาคตัดกรวยจากทางเดินของจุด แต่ละประเภทของภาคตัดกรวยนั้น สามารถนิยามโดยการใช้เส้นทางเดินของจุด โดยทุก ๆ จุด P บนเส้นทางเดิน จะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะดังนี้
  • 5.
    วงกลม   : ระยะ ( P,C ) = r โดยที่ C คือจุดตายตัวเรียกว่า จุดศูนย์กลาง และ r คือค่าคงที่ เรียกว่า รัศมี พาราโบลา   : ระยะ ( P,F ) = ระยะ ( P,L ) โดยที่ F คือจุดตายตัว เรียกว่า จุดโฟกัส และ L คือ เส้นตรง กำหนดตายตัว และไม่ผ่านจุดโฟกัส เรียกว่า ไดเรกทริกซ์ วงรี   : ระยะ ( P,A ) + ระยะ ( P,B ) = d โดยที่ A , B เป็นจุดตายตัวสองจุดที่แตกต่างกัน เรียกว่า จุดโฟกัส และ d เป็นค่าคงที่ ที่มีค่ามากกว่า ระยะ ( A,B ) เรียกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางหลัก ไฮเพอร์โบลา   : ระยะ ( P,A ) - ระยะ ( P,B ) = d โดยที่ A , B เป็นจุดตายตัวสองจุดที่แตกต่างกัน เรียกว่า จุดโฟกัส และ d เป็นค่าคงที่ ที่มีค่าน้อยกว่า ระยะ ( A
  • 6.
    ความเยื้อง (Eccentricity) ค่าความเยื้อง หรือ ค่าความเบี่ยงเบนจากศูนย์กลาง ( eccentricity) ของภาคตัดกรวย เป็นค่าบ่งชี้ถึงความเบี้ยว หรือ เบี่ยงเบนไปจากความกลม โดยเมื่อความเยื้องมีค่าลดลง รูปร่างของภาคตัดกรวยที่ได้จะมีรูปร่างเข้าใกล้ทรงกลมมากขึ้น ถ้าเส้นตรง L คือไดเรกทริกซ์ และ F คือ จุดโฟกัส ค่าความเยื้อง หาได้จาก
  • 7.
    คือ ระยะทางจากจุด ใดๆบนภาคตัดกรวย ไปยังจุดโฟกัส คือ ระยะทางจากจุด ใดๆ บนภาคตัดกรวย ไปตั้งฉากกับไดเรกทริกซ์ รูปร่างของภาคตัดกรวยที่ได้ ขึ้นกับค่า โดย เป็นรูปวงรี เป็นรูปพาราโบลา เป็นรูปไฮเพอร์โบลา โดยที่
  • 8.
  • 9.
    ภาคตัดกรวยกับเรขาคณิตวิเคราะห์ บน ระบบพิกัด คาร์ ทีเซียน กราฟของสมการสองตัวแปร กำลังสอง ( quadratic equation) จะเป็นรูปภาคตัดกรวยเสมอ หากเราพิจารณาสมการที่อยู่ในรูป ถ้า h 2 = ab แล้ว จะได้สมการของรูป พาราโบลา ถ้า h 2 < ab และ a b และ / หรือ h 0 แล้ว จะได้สมการของรูป วงรี ถ้า h 2 > ab แล้ว จะได้สมการของรูป ไฮเพอร์โบลา ถ้า h 2 < ab and a = b and h = 0 แล้ว จะได้สมการของรูป วงกลม ถ้า a + b = 0 แล้ว จะได้สมการของรูป ไฮเพอร์โบลามุมฉาก แล้ว :
  • 10.
  • 11.
    เซมิเลตัสเรกตัม และ ระบบพิกัดเชิงขั้ว เซมิเลตัสเรกตัม ของภาคตัดกรวย ปกติเขียนแทนด้วย l คือ ระยะทางจากจุดโฟกัสหนึ่ง ไปยังภาคตัดกรวย โดยวัดตั้งฉากกับแกนหลัก ( major axis ) มีความสัมพันธ์กับ a และ b โดย หรือ ใน ระบบพิกัดเชิงขั้ว นั้น ภาคตัดกรวยที่มีจุดโฟกัสหนึ่งอยู่ที่จุดออริจิน และอีกจุดหนึ่ง ( หากมี ) บนแกน x ด้านบวก จะกำหนดโดยสมการต่อไปนี้  
  • 12.
  • 13.
    คุณสมบัติทั่วไป ภาคตัดกรวยนั้นมีรูปร่างที่มนสม่ำเสมอ ไม่มีจุดเปลี่ยนโค้ง ( inflection point) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญต่อการใช้งานหลายประเภท เช่น การใช้งานเกี่ยวกับ แอโรไดนามิกส์ ซึ่งพื้นผิวนั้นจำเป็นต้องออกแบบเพื่อให้ของไหล ไหลผ่านอย่างสม่ำเสมอ ( laminar flow) เพื่อป้องกันการเกิด การไหลทะลัก ( turbulence)
  • 14.
    การประยุกต์ใช้งาน ภาคตัดกรวยนั้นได้มีความสำคัญต่อ ดาราศาสตร์ โดย วงโคจรของวัตถุสองชิ้นซึ่งมี แรงดึงดูด กระทำต่อกัน ตามกฏของ นิว ตัน นั้นจะมีรูปร่างเป็นภาคตัดกรวย หาก จุดศูนย์กลางมวล ( center of mass) ร่วมของทั้งสองวัตถุนั้นอยู่นิ่ง หากทั้งสองนั้นถูกดึงดูดอยู่ด้วยกัน ทางเดินของทั้งสองนั้นจะเป็นรูปวงรี หากวัตถุทั้งสองวิ่งออกจากกัน ทางเดินจะเป็นรูปพาราโบลา หรือ ไฮเปอร์โบลา ดู ปัญหาวัตถุ N ชิ้น
  • 15.
    ใน เรขาคณิตเชิงภาพฉาย ( projective geometry) นั้น ภาพฉายบนระนาบ ของภาคตัดกรวยแต่ละชนิดนั้นจะเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการฉาย หรือที่เรียกว่า การแปลงเชิงภาพฉาย ( projective transformation) สำหรับการประยุกต์ใช้งานเฉพาะของภาคตัดกรวยแต่ละชนิดนั้น ดูที่บทความ วงกลม วงรี พาราโบลา ไฮเพอร์โบลา
  • 16.