สรุป สาระสำา คัญ ของสวัส ดิก ารเกี่ย วกับ การศึก ษาของบุต ร

ความหมาย

 เงิน สวัส ดิก ารเกี่ย วกับ การศึก ษาของบุต ร หมายถึง เงินที่ทาง
ราชการช่วยเหลือเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำาหรับบุตรของ
ข้าราชการ ข้าราชการบำานาญ และลูกจ้างประจำา ได้แก่
1. ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำา ซึ่งรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากเงิน
งบประมาณ รายจ่าย
หมวดเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำาของกระทรวง กรม ยกเว้น
- ข้าราชการการเมือง
- ข้าราชการตำารวจชั้นพลตำารวจที่อยู่ในระหว่างเข้ารับการอบรม
ในสถานศึกษาของกรมตำารวจซึ่งเป็นการศึกษาอบรมก่อนเข้า
ปฏิบัติราชการประจำา
- ลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้าง
2. ผู้ได้รับบำานาญปกติหรือผู้ได้รับบำานาญพิเศษเหตุทุพพลภาพ
ตามกฎหมายว่าด้วยบำาเหน็จ
บำานาญข้าราชการ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตามข้อบังคับ
กระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด
 บุต ร หมายความว่า บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุครบ ๓ ปีแต่
ไม่เกิน ๒๕ ปี ทั้งนี้ ไม่รวมถึง
บุตรบุญธรรมและบุตรซึ่งบิดามารดาได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้
อืน
่
บุตรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับเงินการศึกษาของบุตร
ได้แก่
1. บุตรคนที่ 1 ถึงคนที่ 3 โดยนับเรียงตามลำาดับเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้
ไม่ว่าเป็นบุตร ที่เกิดจาก
การสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำานาจปกครองของตนหรือไม่
2. กรณีผู้มีสิทธิผู้ใดยังไม่มีบุตรหรือมีบุตรที่มีสิทธิได้รับเงิน
สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร
ยังไม่ครบ 3 คน ต่อมามีบุตรแฝดทำาให้จำานวนบุตรเกิน 3 คน ให้
ผู้นั้นมีสิทธิได้รับสวัสดิการสำาหรับบุตรคนที่ 1 ถึงคนสุดท้าย แต่
บุตรแฝดดังกล่าวจะต้องเป็นบุตรซึ่งเกิดจากคู่สมรส หรือเป็นบุตร
ของตนเองในกรณีที่หญิงเป็นผู้ใช้สิทธิ
3. บุตรที่เกินกว่า 3 คน แต่ในจำานวน 3 คนนั้น ถ้าตาย กายพิการ
หรือเป็นคนไร้ความสามารถ วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สม
ประกอบก่อนอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ให้เอาบุตรลำาดับต่อไปนำามา
เบิกได้ให้ครบ 3 คน อย่างเดิม จนกว่าจะหมดสิทธิ
 สถานศึก ษาของทางราชการ หมายความว่า
1. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะ
เทียบเท่าวิทยาลัยในสังกัด
หรืออยู่ในกำากับของกระทรวงศึกษาธิการหรือที่อยู่ในกำากับของรัฐ
2. วิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบเท่า
วิทยาลัยในสังกัด หรืออยู่ใน
กำากับของกระทรวงศึกษาธิการ หรือส่วนราชการอื่นที่ ก.พ.รับรอง
คุณวุฒิ
3. โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำากับของกระทรวงศึกษาธิการ
มหาวิทยาลัย วิทยาลัย องค์การ
บริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำาบล
กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มี
กฎหมายจัดตั้ง และให้หมายความรวมถึงโรงเรียนที่เรียกชื่ออย่าง
อืนที่มีการจัดระดับชั้นเรียนด้วย
่
4. โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำากับของส่วนราชการอื่น หรือ
องค์การของรัฐบาลที่ ก.พ.รับรองคุณวุฒิ
5. โรงเรียนในสังกัดส่วนราชการที่กระทรวงการคลังกำาหนด
6. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีการจัดระดับชั้นเรียนในสังกัดส่วน
ราชการ
 สถานศึก ษาเอกชน หมายความว่า
1. สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษา
เอกชน
2. โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาใน
ระบบโรงเรียน และให้รวมถึง
โรงเรียนนานาชาติ
 เงิน บำา รุง การศึก ษา หมายความว่า เงินประเภทต่าง ๆ ที่สถาน
ศึกษาของทางราชการเรียกเก็บตาม
อัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัด
หรือที่กำากับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล
องค์การบริหารส่วนตำาบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล
 เงิน ค่า เล่า เรีย น หมายความว่า เงินค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่า
ธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งสถานศึกษา
ของเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวง
ศึกษาธิการ
 ค่า ธรรมเนีย มการเรีย น หมายถึง เงินที่สถานศึกษาเอกชนเรียก
เก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจาก
ส่วนราชการที่ควบคุมดูแลสถานศึกษานั้น และให้หมายความรวม
ถึงค่าธรรมเนียมอื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย
 ปีก ารศึก ษา หมายความว่า ปีการศึกษาที่กำาหนดโดยกระทรวง
ศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือ ที่กำากับ มหาวิทยาลัย
องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำาบล
กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี
กฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล
การใช้ส ิท ธิ
1. กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา หรือผู้ได้
รับบำานาญ เบี้ยหวัด ให้คู่สมรส
ฝ่ า ยใดฝ่ า ยหนึ่ ง เป็ น ผู้ ใ ช้ สิ ท ธิ ข อรั บ เงิ น สวั ส ดิ ก ารเกี่ ย วกั บ การ
ศึกษาของบุตรทุกคนแต่เพียงฝ่ายเดียว
1.1 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา
หรือผู้ได้รับบำานาญ เบี้ยหวัดที่อยู่ใน
ส่วนราชการผู้เบิกแห่งเดียวกัน ผู้ใช้สิทธิจะต้องรับรองตนเอง
ในใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ
การศึกษาของบุตรว่าตนเป็นผูใช้สทธิเบิกเงินสวัสดิการเกียวกับ
้
ิ
่
การศึกษาของบุตรแต่เพียงฝ่ายเดียว
1.2 กรณีผู้ใช้สิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา หรือ
ผู้ได้รับบำานาญ เบี้ยหวัดอยู่ต่างส่วนราชการผู้เบิก ก่อนการใช้
สิทธิตามวรรคแรกและในกรณีที่เปลี่ยนส่วนราชการผู้เบิกของผู้
ใช้สิทธิผู้ใช้สิทธิจะต้องรับรองตนเองว่าเป็นผู้ใช้สิทธิแต่เพียง
ฝ่ายเดียว โดยส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือส่วนราชการผู้เบิก
บำานาญ เบี้ยหวัดของผู้ใช้สิทธิต้องแจ้งการใช้สิทธิตามที่ผู้นั้น
ร้องขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือส่วนราชการผู้เบิกบำานาญ
เบี้ยหวัดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และตอบรับตามแบบที่
กรมบัญชีกลางกำาหนด
2. กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษา
ของบุตรและใช้สิทธิจากหน่วยงาน
อื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของ
บุตรตามพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิขอรับ
เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้ เฉพาะส่วนที่ตำ่ากว่า
สิทธิที่พึงจะได้รับตามที่กำาหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการ
เกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
3. กรณีบดาหรือมารดาทีชอบด้วยกฎหมายของบุตรทีได้หย่า หรือแยก
ิ
่
่
กันอยูโดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย (ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค
่
0417/ว 36 ลงวันที่ 6 กันยายน 2549 เรื่อง การเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ
เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรและการรักษาพยาบาลสำาหรับบุตรในกรณีที่ผู้มี
สิทธิและคู่สมรสได้หย่าหรือแยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย)

3.1 กรณีผู้มีสิทธิและคู่สมรสเป็นข้าราชการทั้งสองฝ่าย ให้ฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตรของตนได้
แม้จะมิได้เป็นฝ่ายที่ปกครองหรืออุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน
โดยผูใช้สทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตร จะต้องรับรองตนเอง
้
ิ
ว่าเป็นผูใช้สทธิแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยให้สวนราชการ เจ้าสังกัด
้
ิ
่
แจ้งการใช้สทธิเบิกเงินสวัสดิการให้สวนราชการเจ้าสังกัดของคู่
ิ
่
สมรส อีกฝ่ายได้ทราบ และตอบรับให้กับส่วนราชการเจ้าสังกัด
ของผู้ใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตรตามแบบที่กรมบัญชี
กลางกำาหนด
3.2 กรณีผู้มีสิทธิฝ่ายเดียวเป็นข้าราชการ เมื่อหย่ากับคู่สมรสหรือ
แยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตาม
กฎหมายกับคู่สมรสผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการ
สำาหรับบุตรของตนได้ แม้จะมิได้
เป็นฝ่ายปกครองหรืออุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน
3.3 กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการ
ศึกษาของบุตรจากหน่วยงานอื่น
เมื่อหย่าหรือแยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย แม้ผู้มีสิทธิ
จะมิได้เป็นฝ่ายปกครองหรือ อุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน ผู้มีสิทธิ
สามารถใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้
เฉพาะส่วนที่ตำ่ากว่าสิทธิที่พึงจะได้รับตามที่กำาหนดไว้ใน
กฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
การอนุม ัต ิ
1. ผู้มีอำานาจอนุมัติการเบิกจ่ายในราชการบริหารส่วนกลาง ให้เป็น
อำานาจของหัวหน้าส่วนราชการ
ระดับกรม หรือผู้ทหัวหน้าส่วนราชการมอบหมาย ซึ่งดำารง
ี่
ตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่าระดับ ๖ หรือเทียบเท่า
2. ผู้มีอำานาจอนุมัติการเบิกจ่ายหน่วยงานในราชการบริหารส่วน
กลางที่มีสำานักงานอยู่ในส่วนภูมิภาค
หรือแยกต่างหากจากกระทรวง กรม หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
จะมอบหมายให้หวหน้าหน่วยงานนันเป็นผู้อนุมัติการเบิกจ่ายเงิน
ั
้
ก็ได้
3. ผู้มีอำำนำจอนุมัติกำรเบิกจ่ำยในรำชกำรบริหำรส่วนภูมิภำคให้
หัวหน้ำส่วนรำชกำรผู้เบิกเป็นผู้อนุมัติ
4. กำรอนุมัติกำรเบิกจ่ำยเงินค่ำกำรศึกษำของบุตรของข้ำรำชกำรที่
ได้รับคำำสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติรำชกำร
ยังท้องที่อื่นในสังกัดส่วนรำชกำรเดียวกันแต่อยู่ต่ำงสำำนักเบิกเงิน
เดือน หรือในส่วนรำชกำรต่ำงสังกัดซึ่งยังรับเงินเดือนจำกสังกัดเดิม
ให้ยื่นขอรับเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำของบุตร ณ ส่วน
รำชกำรที่ ไปช่วยปฏิบัติรำชกำรได้ โดยให้ผู้มีอำำนำจอนุมัติกำร
เบิกจ่ำย ณ ส่วนรำชกำรที่ไปช่วยปฏิบัติรำชกำรเป็นผู้อนุมัติ และ
ให้จดส่งสำำเนำคู่ฉบับให้กับส่วนรำชกำรที่เบิกจ่ำยเงินเดือนเพื่อ
ั
ทรำบด้วย
ระยะเวลำกำรขอเบิก
1. กำรขอเบิกเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร กรณีสถำนศึกษำ
เก็บเงินเป็นรำยภำคเรียน ต้องยื่น
หลักฐำนขอเบิกภำยใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเปิดภำคเรียนของแต่ละ
ภำค
2. กำรขอเบิกเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร กรณีสถำนศึกษำ
เก็บเงินเป็นรำยปีกำรศึกษำต้องยื่น
หลักฐำนขอเบิกภำยใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเปิดภำคเรียนแรกของปี
กำรศึกษำนั้น ๆ
หลัก ฐำนประกอบกำรเบิก จ่ำ ยเงิน เกี่ย วกับ กำรศึก ษำของบุต ร
1. แบบฟอร์มกำรขอรับเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร (แบบ
7200)
2. ใบเสร็จรับเงินค่ำกำรศึกษำของสถำนศึกษำนั้น ๆ
3. ใบอนุญำตให้เก็บค่ำเล่ำเรียนของสถำนศึกษำเอกชน
4. หลักฐำนอื่น ๆ เช่น สำำเนำทะเบียนสมรส สำำเนำทะเบียนบ้ำน
สำำเนำสูติบัตร สำำเนำใบรับรองบุตร
สำำเนำใบมรณบัตร (กรณีหญิงใช้สิทธิเบิกแทนสำมีที่ถึงแก่กรรม)
สำำเนำใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนำมสกุล เป็นต้น
ประเภทและอัต รำกำรเบิก จ่ำ ย มีด ัง นี้
1. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของทำงรำชกำรในหลักสูตรระดับไม่สูง
กว่ำอนุปริญญำหรือเทียบเท่ำและหลักสูตรนันแยกต่ำงหำกจำก
้
หลักสูตรปริญญำตรี ให้ได้รบเงินบำำรุงกำรศึกษำเต็มจำำนวนทีได้จำย
ั
่
่
ไปจริง
2. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของรำชกำรในหลักสูตรระดับปริญญำ
ตรี ให้ได้รับเงินบำำรุงกำรศึกษำ
เต็มจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง
3. บุตรทีศกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับไม่สงกว่ำ
่ ึ
ู
มัธยมศึกษำตอนปลำยหรือเทียบเท่ำ ให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนเต็ม
จำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง
4. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับสูงกว่ำ
มัธยมศึกษำตอนปลำยหรือเทียบเท่ำ
แต่ไม่สูงกว่ำอนุปริญญำหรือเทียบเท่ำ และหลักสูตรนั้นแยกต่ำง
หำกจำกหลักสูตรระดับปริญญำตรี ให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนครึ่ง
หนึ่งของจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง
5. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญำ
ตรีให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนครึ่งหนึ่งของจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง
6. กำรเบิกจ่ำยเงินตำม (1)-(5) ต้องเป็นไปตำมประเภทและไม่เกิน
อัตรำที่กระทรวงกำรคลังกำำหนด (ตำมหนังสือกระทรวงกำรคลัง
ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 196 ลงวันที่ 17 พฤษภำคม 2549
เรื่อง ประเภทและอัตรำเงินบำำรุงกำรศึกษำและเงินค่ำเล่ำเรียน และ
ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 477 ลงวันที่ 2 ธันวำคม 2548 เรื่อง
อัตรำเงินบำำรุงกำรศึกษำและค่ำเล่ำเรียนในหลักสูตรระดับปริญญำ
ตรี)
7 สำำหรับบุตรทีศกษำในหลักสูตรระดับปริญญำตรีตำม (2) หรือ (5) จะ
่ ึ
ต้องเป็นกำรศึกษำในระดับปริญญำตรีเป็นหลักสูตรแรกเท่ำนั้น (ตำม
หนังสือกรมบัญชีกลำง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 15 ลงวันที่ 13
มกรำคม 2549 เรื่อง ซ้อมควำมเข้ำใจเกี่ยวกับกำรเบิกจ่ำยเงิน
สวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำของบุตรในหลักสูตรระดับปริญญำตรี)
************************
2. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของราชการในหลักสูตรระดับปริญญา
ตรี ให้ได้รับเงินบำารุงการศึกษา
เต็มจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง
3. บุตรทีศกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับไม่สงกว่า
่ ึ
ู
มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็ม
จำานวนที่ได้จ่ายไปจริง
4. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับสูงกว่า
มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
แต่ไม่สูงกว่าอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และหลักสูตรนั้นแยกต่าง
หากจากหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่ง
หนึ่งของจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง
5. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญา
ตรีให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง
6. การเบิกจ่ายเงินตาม (1)-(5) ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกิน
อัตราที่กระทรวงการคลังกำาหนด (ตามหนังสือกระทรวงการคลัง
ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 196 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2549
เรื่อง ประเภทและอัตราเงินบำารุงการศึกษาและเงินค่าเล่าเรียน และ
ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 477 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เรื่อง
อัตราเงินบำารุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญา
ตรี)
7 สำาหรับบุตรทีศกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรีตาม (2) หรือ (5) จะ
่ ึ
ต้องเป็นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรแรกเท่านั้น (ตาม
หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 15 ลงวันที่ 13
มกราคม 2549 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน
สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรในหลักสูตรระดับปริญญาตรี)
************************

6 study

  • 1.
    สรุป สาระสำา คัญของสวัส ดิก ารเกี่ย วกับ การศึก ษาของบุต ร ความหมาย  เงิน สวัส ดิก ารเกี่ย วกับ การศึก ษาของบุต ร หมายถึง เงินที่ทาง ราชการช่วยเหลือเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำาหรับบุตรของ ข้าราชการ ข้าราชการบำานาญ และลูกจ้างประจำา ได้แก่ 1. ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำา ซึ่งรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากเงิน งบประมาณ รายจ่าย หมวดเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำาของกระทรวง กรม ยกเว้น - ข้าราชการการเมือง - ข้าราชการตำารวจชั้นพลตำารวจที่อยู่ในระหว่างเข้ารับการอบรม ในสถานศึกษาของกรมตำารวจซึ่งเป็นการศึกษาอบรมก่อนเข้า ปฏิบัติราชการประจำา - ลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้าง 2. ผู้ได้รับบำานาญปกติหรือผู้ได้รับบำานาญพิเศษเหตุทุพพลภาพ ตามกฎหมายว่าด้วยบำาเหน็จ บำานาญข้าราชการ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตามข้อบังคับ กระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด  บุต ร หมายความว่า บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุครบ ๓ ปีแต่ ไม่เกิน ๒๕ ปี ทั้งนี้ ไม่รวมถึง บุตรบุญธรรมและบุตรซึ่งบิดามารดาได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ อืน ่ บุตรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับเงินการศึกษาของบุตร ได้แก่ 1. บุตรคนที่ 1 ถึงคนที่ 3 โดยนับเรียงตามลำาดับเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นบุตร ที่เกิดจาก การสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำานาจปกครองของตนหรือไม่ 2. กรณีผู้มีสิทธิผู้ใดยังไม่มีบุตรหรือมีบุตรที่มีสิทธิได้รับเงิน สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร ยังไม่ครบ 3 คน ต่อมามีบุตรแฝดทำาให้จำานวนบุตรเกิน 3 คน ให้ ผู้นั้นมีสิทธิได้รับสวัสดิการสำาหรับบุตรคนที่ 1 ถึงคนสุดท้าย แต่ บุตรแฝดดังกล่าวจะต้องเป็นบุตรซึ่งเกิดจากคู่สมรส หรือเป็นบุตร ของตนเองในกรณีที่หญิงเป็นผู้ใช้สิทธิ 3. บุตรที่เกินกว่า 3 คน แต่ในจำานวน 3 คนนั้น ถ้าตาย กายพิการ หรือเป็นคนไร้ความสามารถ วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สม ประกอบก่อนอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ให้เอาบุตรลำาดับต่อไปนำามา เบิกได้ให้ครบ 3 คน อย่างเดิม จนกว่าจะหมดสิทธิ
  • 2.
     สถานศึก ษาของทางราชการหมายความว่า 1. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะ เทียบเท่าวิทยาลัยในสังกัด หรืออยู่ในกำากับของกระทรวงศึกษาธิการหรือที่อยู่ในกำากับของรัฐ 2. วิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบเท่า วิทยาลัยในสังกัด หรืออยู่ใน กำากับของกระทรวงศึกษาธิการ หรือส่วนราชการอื่นที่ ก.พ.รับรอง คุณวุฒิ 3. โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำากับของกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย องค์การ บริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำาบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มี กฎหมายจัดตั้ง และให้หมายความรวมถึงโรงเรียนที่เรียกชื่ออย่าง อืนที่มีการจัดระดับชั้นเรียนด้วย ่ 4. โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำากับของส่วนราชการอื่น หรือ องค์การของรัฐบาลที่ ก.พ.รับรองคุณวุฒิ 5. โรงเรียนในสังกัดส่วนราชการที่กระทรวงการคลังกำาหนด 6. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีการจัดระดับชั้นเรียนในสังกัดส่วน ราชการ  สถานศึก ษาเอกชน หมายความว่า 1. สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษา เอกชน 2. โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาใน ระบบโรงเรียน และให้รวมถึง โรงเรียนนานาชาติ  เงิน บำา รุง การศึก ษา หมายความว่า เงินประเภทต่าง ๆ ที่สถาน ศึกษาของทางราชการเรียกเก็บตาม อัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือที่กำากับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำาบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล  เงิน ค่า เล่า เรีย น หมายความว่า เงินค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่า ธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งสถานศึกษา ของเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวง ศึกษาธิการ  ค่า ธรรมเนีย มการเรีย น หมายถึง เงินที่สถานศึกษาเอกชนเรียก เก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจาก
  • 3.
    ส่วนราชการที่ควบคุมดูแลสถานศึกษานั้น และให้หมายความรวม ถึงค่าธรรมเนียมอื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย  ปีการศึก ษา หมายความว่า ปีการศึกษาที่กำาหนดโดยกระทรวง ศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือ ที่กำากับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำาบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี กฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล การใช้ส ิท ธิ 1. กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา หรือผู้ได้ รับบำานาญ เบี้ยหวัด ให้คู่สมรส ฝ่ า ยใดฝ่ า ยหนึ่ ง เป็ น ผู้ ใ ช้ สิ ท ธิ ข อรั บ เงิ น สวั ส ดิ ก ารเกี่ ย วกั บ การ ศึกษาของบุตรทุกคนแต่เพียงฝ่ายเดียว 1.1 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา หรือผู้ได้รับบำานาญ เบี้ยหวัดที่อยู่ใน ส่วนราชการผู้เบิกแห่งเดียวกัน ผู้ใช้สิทธิจะต้องรับรองตนเอง ในใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ การศึกษาของบุตรว่าตนเป็นผูใช้สทธิเบิกเงินสวัสดิการเกียวกับ ้ ิ ่ การศึกษาของบุตรแต่เพียงฝ่ายเดียว 1.2 กรณีผู้ใช้สิทธิมีคู่สมรสเป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำา หรือ ผู้ได้รับบำานาญ เบี้ยหวัดอยู่ต่างส่วนราชการผู้เบิก ก่อนการใช้ สิทธิตามวรรคแรกและในกรณีที่เปลี่ยนส่วนราชการผู้เบิกของผู้ ใช้สิทธิผู้ใช้สิทธิจะต้องรับรองตนเองว่าเป็นผู้ใช้สิทธิแต่เพียง ฝ่ายเดียว โดยส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือส่วนราชการผู้เบิก บำานาญ เบี้ยหวัดของผู้ใช้สิทธิต้องแจ้งการใช้สิทธิตามที่ผู้นั้น ร้องขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือส่วนราชการผู้เบิกบำานาญ เบี้ยหวัดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และตอบรับตามแบบที่ กรมบัญชีกลางกำาหนด 2. กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษา ของบุตรและใช้สิทธิจากหน่วยงาน อื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของ บุตรตามพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิขอรับ เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้ เฉพาะส่วนที่ตำ่ากว่า สิทธิที่พึงจะได้รับตามที่กำาหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการ เกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
  • 4.
    3. กรณีบดาหรือมารดาทีชอบด้วยกฎหมายของบุตรทีได้หย่า หรือแยก ิ ่ ่ กันอยูโดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย(ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ่ 0417/ว 36 ลงวันที่ 6 กันยายน 2549 เรื่อง การเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรและการรักษาพยาบาลสำาหรับบุตรในกรณีที่ผู้มี สิทธิและคู่สมรสได้หย่าหรือแยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย) 3.1 กรณีผู้มีสิทธิและคู่สมรสเป็นข้าราชการทั้งสองฝ่าย ให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตรของตนได้ แม้จะมิได้เป็นฝ่ายที่ปกครองหรืออุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน โดยผูใช้สทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตร จะต้องรับรองตนเอง ้ ิ ว่าเป็นผูใช้สทธิแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยให้สวนราชการ เจ้าสังกัด ้ ิ ่ แจ้งการใช้สทธิเบิกเงินสวัสดิการให้สวนราชการเจ้าสังกัดของคู่ ิ ่ สมรส อีกฝ่ายได้ทราบ และตอบรับให้กับส่วนราชการเจ้าสังกัด ของผู้ใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการสำาหรับบุตรตามแบบที่กรมบัญชี กลางกำาหนด 3.2 กรณีผู้มีสิทธิฝ่ายเดียวเป็นข้าราชการ เมื่อหย่ากับคู่สมรสหรือ แยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตาม กฎหมายกับคู่สมรสผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการ สำาหรับบุตรของตนได้ แม้จะมิได้ เป็นฝ่ายปกครองหรืออุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน 3.3 กรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการ ศึกษาของบุตรจากหน่วยงานอื่น เมื่อหย่าหรือแยกกันอยู่โดยมิได้หย่ากันตามกฎหมาย แม้ผู้มีสิทธิ จะมิได้เป็นฝ่ายปกครองหรือ อุปการะเลี้ยงดูบุตรของตน ผู้มีสิทธิ สามารถใช้สิทธิขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้ เฉพาะส่วนที่ตำ่ากว่าสิทธิที่พึงจะได้รับตามที่กำาหนดไว้ใน กฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร การอนุม ัต ิ 1. ผู้มีอำานาจอนุมัติการเบิกจ่ายในราชการบริหารส่วนกลาง ให้เป็น อำานาจของหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกรม หรือผู้ทหัวหน้าส่วนราชการมอบหมาย ซึ่งดำารง ี่ ตำาแหน่งไม่ตำ่ากว่าระดับ ๖ หรือเทียบเท่า 2. ผู้มีอำานาจอนุมัติการเบิกจ่ายหน่วยงานในราชการบริหารส่วน กลางที่มีสำานักงานอยู่ในส่วนภูมิภาค หรือแยกต่างหากจากกระทรวง กรม หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม จะมอบหมายให้หวหน้าหน่วยงานนันเป็นผู้อนุมัติการเบิกจ่ายเงิน ั ้ ก็ได้
  • 5.
    3. ผู้มีอำำนำจอนุมัติกำรเบิกจ่ำยในรำชกำรบริหำรส่วนภูมิภำคให้ หัวหน้ำส่วนรำชกำรผู้เบิกเป็นผู้อนุมัติ 4. กำรอนุมัติกำรเบิกจ่ำยเงินค่ำกำรศึกษำของบุตรของข้ำรำชกำรที่ ได้รับคำำสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติรำชกำร ยังท้องที่อื่นในสังกัดส่วนรำชกำรเดียวกันแต่อยู่ต่ำงสำำนักเบิกเงิน เดือนหรือในส่วนรำชกำรต่ำงสังกัดซึ่งยังรับเงินเดือนจำกสังกัดเดิม ให้ยื่นขอรับเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำของบุตร ณ ส่วน รำชกำรที่ ไปช่วยปฏิบัติรำชกำรได้ โดยให้ผู้มีอำำนำจอนุมัติกำร เบิกจ่ำย ณ ส่วนรำชกำรที่ไปช่วยปฏิบัติรำชกำรเป็นผู้อนุมัติ และ ให้จดส่งสำำเนำคู่ฉบับให้กับส่วนรำชกำรที่เบิกจ่ำยเงินเดือนเพื่อ ั ทรำบด้วย ระยะเวลำกำรขอเบิก 1. กำรขอเบิกเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร กรณีสถำนศึกษำ เก็บเงินเป็นรำยภำคเรียน ต้องยื่น หลักฐำนขอเบิกภำยใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเปิดภำคเรียนของแต่ละ ภำค 2. กำรขอเบิกเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร กรณีสถำนศึกษำ เก็บเงินเป็นรำยปีกำรศึกษำต้องยื่น หลักฐำนขอเบิกภำยใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเปิดภำคเรียนแรกของปี กำรศึกษำนั้น ๆ หลัก ฐำนประกอบกำรเบิก จ่ำ ยเงิน เกี่ย วกับ กำรศึก ษำของบุต ร 1. แบบฟอร์มกำรขอรับเงินสวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำบุตร (แบบ 7200) 2. ใบเสร็จรับเงินค่ำกำรศึกษำของสถำนศึกษำนั้น ๆ 3. ใบอนุญำตให้เก็บค่ำเล่ำเรียนของสถำนศึกษำเอกชน 4. หลักฐำนอื่น ๆ เช่น สำำเนำทะเบียนสมรส สำำเนำทะเบียนบ้ำน สำำเนำสูติบัตร สำำเนำใบรับรองบุตร สำำเนำใบมรณบัตร (กรณีหญิงใช้สิทธิเบิกแทนสำมีที่ถึงแก่กรรม) สำำเนำใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนำมสกุล เป็นต้น ประเภทและอัต รำกำรเบิก จ่ำ ย มีด ัง นี้ 1. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของทำงรำชกำรในหลักสูตรระดับไม่สูง กว่ำอนุปริญญำหรือเทียบเท่ำและหลักสูตรนันแยกต่ำงหำกจำก ้ หลักสูตรปริญญำตรี ให้ได้รบเงินบำำรุงกำรศึกษำเต็มจำำนวนทีได้จำย ั ่ ่ ไปจริง
  • 6.
    2. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของรำชกำรในหลักสูตรระดับปริญญำ ตรี ให้ได้รับเงินบำำรุงกำรศึกษำ เต็มจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง 3.บุตรทีศกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับไม่สงกว่ำ ่ ึ ู มัธยมศึกษำตอนปลำยหรือเทียบเท่ำ ให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนเต็ม จำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง 4. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับสูงกว่ำ มัธยมศึกษำตอนปลำยหรือเทียบเท่ำ แต่ไม่สูงกว่ำอนุปริญญำหรือเทียบเท่ำ และหลักสูตรนั้นแยกต่ำง หำกจำกหลักสูตรระดับปริญญำตรี ให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนครึ่ง หนึ่งของจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง 5. บุตรที่ศึกษำในสถำนศึกษำของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญำ ตรีให้ได้รับเงินค่ำเล่ำเรียนครึ่งหนึ่งของจำำนวนที่ได้จ่ำยไปจริง 6. กำรเบิกจ่ำยเงินตำม (1)-(5) ต้องเป็นไปตำมประเภทและไม่เกิน อัตรำที่กระทรวงกำรคลังกำำหนด (ตำมหนังสือกระทรวงกำรคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 196 ลงวันที่ 17 พฤษภำคม 2549 เรื่อง ประเภทและอัตรำเงินบำำรุงกำรศึกษำและเงินค่ำเล่ำเรียน และ ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 477 ลงวันที่ 2 ธันวำคม 2548 เรื่อง อัตรำเงินบำำรุงกำรศึกษำและค่ำเล่ำเรียนในหลักสูตรระดับปริญญำ ตรี) 7 สำำหรับบุตรทีศกษำในหลักสูตรระดับปริญญำตรีตำม (2) หรือ (5) จะ ่ ึ ต้องเป็นกำรศึกษำในระดับปริญญำตรีเป็นหลักสูตรแรกเท่ำนั้น (ตำม หนังสือกรมบัญชีกลำง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 15 ลงวันที่ 13 มกรำคม 2549 เรื่อง ซ้อมควำมเข้ำใจเกี่ยวกับกำรเบิกจ่ำยเงิน สวัสดิกำรเกี่ยวกับกำรศึกษำของบุตรในหลักสูตรระดับปริญญำตรี) ************************
  • 7.
    2. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของราชการในหลักสูตรระดับปริญญา ตรี ให้ได้รับเงินบำารุงการศึกษา เต็มจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง 3.บุตรทีศกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับไม่สงกว่า ่ ึ ู มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็ม จำานวนที่ได้จ่ายไปจริง 4. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับสูงกว่า มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า แต่ไม่สูงกว่าอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และหลักสูตรนั้นแยกต่าง หากจากหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่ง หนึ่งของจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง 5. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญา ตรีให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจำานวนที่ได้จ่ายไปจริง 6. การเบิกจ่ายเงินตาม (1)-(5) ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกิน อัตราที่กระทรวงการคลังกำาหนด (ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 196 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 เรื่อง ประเภทและอัตราเงินบำารุงการศึกษาและเงินค่าเล่าเรียน และ ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 477 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เรื่อง อัตราเงินบำารุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนในหลักสูตรระดับปริญญา ตรี) 7 สำาหรับบุตรทีศกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรีตาม (2) หรือ (5) จะ ่ ึ ต้องเป็นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรแรกเท่านั้น (ตาม หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0409.5/ว 15 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรในหลักสูตรระดับปริญญาตรี) ************************