รายวิชา080101 มนุษย์กบการสร้างสรรค์
                     ั
พระพิฆเนศวร (ภาษาสันสกฤต : คเณศ) หรื อ พระพิฆเนศ หรื อ พระพิฆเณศ
หรื อ พระพิฆเณศวร หรื อ พระพิฆเณศ หรื อ พระคเณศ หรื อ คณปติ เป็ นเทพในศาสนา
พราหมณ์ นับถือว่าเป็ นเทพเจ้าแห่งความรู ้ เป็ นผูมีปัญญาเป็ นเลิศ ปราดเปรื่ องใน
                                                 ้
ศิลปวิทยาทุกแขนง เป็ นหัวหน้านาคณะข้ามความขัดข้อง (ผูเ้ ป็ นใหญ่เหนือความ
ขัดข้อง)
พระพิฆเนศวรเป็ นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวีมีรูปกายเป็ นมนุษย์ มี
เศียรเป็ นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็ น "วิฆเนศ" นันคือ เจ้า (อิศ)
                                                                   ่
แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และ
อีกความหมายถึง ท่านเป็ นเทพเจ้าแห่งความสาเร็ จในทุกศาสตร์สรรพสิ่ งหรื อเทพเจ้า
แห่งการเริ่ มต้นใหม่ท้ งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รู ปกายที่อวนพีน้ น
                       ั                                                  ้       ั
มีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็ นช้างมีความหมาย หมายถึงผูมีปัญญา
                                                                      ้
มาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่ งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัส
                                                                 ั
พิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมีพาหนะคือ หนู ซึ่ งอาจเปรี ยบได้กบความคิด ที่พง  ุ่
พล่าน รวดเร็ ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากากับเป็ นดังเจ้านายในใจตน
                                                       ่
่ ั
    ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบาเพ็ญสมาธิ เป็ นระยะเวลานานอยูน้ น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยูองค์  ่
เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ท่ีจะมีผมาคอยดูแลพระองค์และป้ องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อ
                                               ู้
          ่
ความ วุนวายในพระตาหนัก
    ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็ นพระโอรสที่จะเป็ นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพ เสด็จออกไปตามพระกิจ
            ่
ต่างๆมีอยูคราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตาหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อ
จะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้วาเป็ นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่
                                                                ่
ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็ นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา
     เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้พลาง ถามว่ารู ้ไหมว่ากาลังห้าม
ใครอยู่ ฝ่ ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จาเป็ นที่จะต้องรู ้วาเป็ นใครเพราะตนกาลังทาตาม บัญชาของพระแม่
                                                         ่
                                    ้ ั
ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทาการต่อสูกนอย่างรุ นแรง จนเทพทัวทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่
                                                                  ่
จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถกตรี ศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป
                                        ู
     ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสี ยงดังกึกก้องไปทัวจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและ
                                                                    ่
                                                                       ็
ถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่ างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติกทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อ
พระสวามีที่มีใจโหดเหี้ ยมทา ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็ นพระโอรสของพระนางเอง
     เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทาให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่
แต่กเ็ กิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิงใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจ
                                                           ่
เนื่องจากหากดวงอาทิตย์ข้ ึน แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้ นขึ้นมาได้เมื่อเห็น
เช่นนั้นพระศิวะเลยโยนตรี ศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่ งที่มีชีวิตแรก
ที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นาเอาศีรษะช้างมาซึ่ งพระศิวะทรงนาศีรษะมาต่อ
ให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็ นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระ
พิฆเนศวร ซึ่ งแปลว่าเทพผูขจัดปั ดเป่ าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ
                           ้
พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทาพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพือความสาเร็ จของพิธี
                                                               ่
นั้น
     เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึง
พระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้
1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่ งเป็ นส่ วนสาคัญของการมีชีวต    ิ
                                          ่
2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็ นมนุษย์ที่อยูบนพื้นปฐพี
3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
4. เสี ยงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคาว่า โอม ซึ่งเป็ นเสี ยงแสดงถึงความเป็ น
สัจจะของสุริยจักรวาล
5. พระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนาพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะ
และหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง
6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้ องกันและพันฝ่ าความยากลาบาก
7. มือขวาล่างทรงงาที่หกครึ่ งซึ่ งพระองค์ทรงใช้เป็ นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้
                       ั
มหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็ นสัญลักษณ์แห่ งความเสี ยสละ
8. อีกมือทรงลูกประคาที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้ จะต้องเป็ นไปอย่างต่อเนื่ องตลอดเวลา
9.ขนมโมณฑกะหรื อขนมหวานลัดดูในงวงเป็ นการชี้ นาว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ หวานชื่ น
                                                            ั
ในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ให้กบคน อื่นๆ
10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้ อมที่รับฟั งสิ่ งที่เราร้องเรี ยนและเรี ยกหา
          ั ่                                ่
11. งูที่พนอยูรอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยูโดยรอบ
12. หนูที่ทรงใช้เป็ นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่ งมีชีวิตที่เล็ก
และเป็ นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก
   ปางที่ 1 : พระบาล คณปติ (Bala Ganapati)
    อวตารภาคเด็ก : ปางอันเป็ นทีรักของทุกคนและ
                                   ่
    เด็กๆ
    "โอม ศรี บาลา คณปติ ยะนะมะฮา"
                                       ่ ั
    เป็ นพระพิฆเนศในวัยเด็ก คลานอยูกบพื้น หรื อ
    อิริยาบทอื่นๆ เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนลักษณะ มี
    วรรณะสี แดงเข้มมี 4 กร
    บาลคณปติ หมายถึง สี ทองของพระเจ้าทรงถือ
    อ้อย มะม่วง กล้วย ขนุนและทรงกินมะขวิด
    แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และภาวะการ
    เจริ ญเติบโต
   นิยมบูชาในบ้านเรื อน หรื อโรงเรี ยนที่มีเด็กเล็ก
    เด็กนักเรี ยน เช่น โรงเรี ยนอนุบาลและชั้น
    ประถม สถานรับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ
   ปางที่ 2 : พระตรุ ณ คณปติ
    (Taruna Ganapati)
    อวตารภาควัยหนุ่ม : ปางทีให้ คุณประโยชน์ ใน
                              ่
    กิจการงาน
    "โอม ศรี ตรุ ณะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดงอมส้มเหมือนอาทิตย์ยามแรกอรุ ณ
    มี 8ทรงข้าว ต้นอ้อย ตะบอง บ่วงบาศ งาหัก
    ผลฝรั่ง ขนมโมทกะ และขนมอื่นๆ ปางนี้เป็ น
    ตัวแทนการเจริ ญเติบโต ความเป็ นหนุ่มสาว
   นิยมตั้งบูชาไว้ตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย
    หรื อสถานที่ทางานที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัย
    กระตือรื อร้น
   ปางที่ 3 : พระภักติ คณปติ
    (Bhakti Ganapati)
    ปางบูชาขอพระเวท เพื่อความสมบูรณ์เติม
    เต็มของชีวิต
    "โอม ศรี ภัคดี คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ขาวบริ สุทธิ์ดงพระจันทร์ เต็มดวง
                           ั่
    ในฤดูเก็บเกี่ยว มี 4ทรงมะม่วง กล้วย ลูก
    มะพร้าว
    และถ้วยข้าวปาส(ปรุ งด้วยนมสด และ
    ข้าวสาร มีรสหวาน) พระภัคติ คณปติ
    หมายถึงผูภกดีอย่างแท้จริ ง
               ้ ั
   บูชาเพือความสุ ขสมหวังในชีวต หรื อเพือ
           ่                      ิ        ่
    หลุดพ้น
   ปางที่ 4 : พระวีระ คณปติ (Veera
    Ganapati)
    อวตารแห่ งนักรบ ปางออกศึก และปราบ
    มาร ให้ อานาจในการบริหารปกครอง และ
    ความเป็ นผู้นา
    "โอม ศรี วีระ คณปติ ยะนะมะฮา
   วรรณะสี แดงโลหิต มี 16 กร ทรงอาวุธ
    และสิ่ งมงคลต่างๆคือ โล่ หอก ค้อน คทา
    ธงชัย จักรตรา พญางู ขวาน คันศร ลูกศร
    ตรี เพชร ขอสับช้าง อสูร กระบี่ ตะบอง
    และบ่วงบาศ พระกรเหล่านั้นกางออก
    ประดุจรัศมีอานาจแห่งดวงอาทิตย์
                  ั
    อานวยผลให้กบองค์กรบริ หารราชการ
    แผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย
    ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงาน
                ้ ้
    ทุกประเภท
   ปางที่ 5 : พระศักติ คณปติ
    (Shakti Ganapati)
    ปางทรงอานาจเหนือการงาน การเงิน
    และความรัก
    "โอม ศรี ศักติ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แป้ งจันทร์ มี 4 กร ประทานพร
    ทรงมาลัย บ่าวบาศ และกรหนึ่งโอบพระ
                       ่
    ชายาที่ประทับอยูหน้าตักด้านซ้าย
    รัศมีสีแดงส้ม สื่ อถึงพลังอานาจที่อยู่
    เหนือสรรพสิ่ ง
   อานวยผลให้ชีวิตครอบครัวมีความสุ ข
    และประสบความสาเร็ จในหน้าที่การ
    งาน
   ปางที่ 6 : พระทวิชา คณปติ
    (Dwija Ganapati)
    ปางของการบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิ ด
    กิจการใหม่
    "โอม ศรี ทวิชา คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ขาวมี 4 เศียร 4ทรงลูกปะคา ไม้
    ครู (หรื อพลอง) กาน้ า และคัมภีร์
    เป็ นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ความ
    พากเพียร และแสวงหาวิชาความรู ้
                 ั ้
    อานวยผลให้กบผูประกอบกิจการต่างๆ
    นักธุรกิจ นักลงทุน นักสารวจ นักบุกเบิก
    คนทางานต่างแดน เป็ นต้น
   ปางที่ 7 : พระสิ ทธิ คณปติ
    (Siddhi Ganapati)
    ปางประทานความสมบูรณ์ และทรัพย์
    สมบัติ
    "โอม ศรี สิ ทธิ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงช่อดอกไม้
    มะม่วง ต้นอ้อย และขวาน ส่ วนงวงนั้นชู
    ขนม
    คอยประทานความร่ ารวย และความอุดม
                 ั
    สมบูรณ์ให้กบโลก
   อานวยผลด้านทรัพย์สินเงินทอง และ
    ความอุดมสมบูรณ์
   ปางที่ 8 : พระอุจฉิษฏะ คณปติ
    (Uchhishta Ganapati)
    ปางเสน่ หา และความสาเร็จสม
    ปรารถนา
    "โอม ศรี อุจฉิษฏะ คณปติ ยะนะมะ
    ฮา"
   วรรณะสี ฟ้าเทาดุจเมฆา มี 6 กร
    ประทับนังโดยพระกรหนึ่งโอบอุม
               ่                  ้
                 ่ ั
    ศักติชายาอยูที่ตกด้านซ้าย
    ส่ วนพระกรอื่นถือลูกประคา ลูกทับทิม
    พิณ รวงข้าว และดอกบัว
   อานวยผลให้เกิดเสน่ห์ และ
    ความสาเร็ จในด้านต่างๆตามแต่จะขอ
    พร
   ปางที่ 9 : พระวิฆณา คณปติ
    (Vighna Ganapati)
    ปางขจัดอุปสรรค และแก้ไขปัญหา
    "โอม ศรี วิฆนา คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ทองคา มี 8 กร ทรงมาลัย
    ขวาน
   ดอกไม้ จักรตรา หอยสังข์ ต้นอ้อย(เป็ น
    คันศร) บ่วงบาศ และตะบอง
   อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่
    ตามแต่จะอธิษฐาน
   ปางที่ 10 : พระกษิประ คณปติ
    (Kshipra Ganapati)
    ปางประทานพรให้ สาเร็จรวดเร็ว
    "โอม ศรี กษิประ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดงเข้มดุจกุหลาบ มี 4 กร เป็ น
    ผูให้ศีลให้พร ประทานพรให้เกิด
      ้
    ผลสาเร็ จอย่างรวดเร็ ว
    ทรงตะบอง งาหัก บ่วงบาศ และช่อ
    ดอกไม้
   อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่
    ตามแต่จะอธิษฐาน
   ปางที่ 11 : พระเหรัมภะ คณปติ
    (Heramba Ganapati)
    ปางปกปองคุ้มครอง
             ้
    "โอม ศรี เหรัมภะ คณปติ ยะนะมะฮา
   วรรณะสี ขาว มี 5 เศียร 10 กร ประทับนังบน
                                         ่
    หลังสิ งโต หมายถึง พลังอานาจในการ
    ปกครองบริ วาร กางพระกรประดุจรัศมีคมกัน ุ้
    สรรพภัย พระหัตถ์ซายประทานพร พระหัตถ์
                        ้
    ขวาอานวยพรทรงมะม่วง ลูกประคา ขนม
    โมทกะ งาหัก บ่วงบาศ ค้อน ขวาน
    และพวงมาลัย บูชาเพือขจัดความอ่อนแอ ไร้
                          ่
    พลัง
   เป็ นปางหนึ่งที่พระราชาในอินเดียนิยมบูชา
    กันมาก อานวยผลด้านการปกป้ องคุมครอง
                                      ้
    บริ วาร การบริ หาร ปกครองของผูนา้
   ปางที่ 12 : พระมหา คณปติ
     (Maha Ganapati)
    ปางประทานความสุ ขอันยิงใหญ่ ให้
                               ่
    ครอบครัว
    "โอม ศรี มหา คณปติ ยะนะมะฮา
   วรรณะสี แดง มี 10 กร 3 เนตร ประดับ
    จันทร์ เสี้ ยวบนมงกุฎปางนี้ทรงอุมชายา คือ
                                    ้
    พระนางพุทธิ และพระนางสิ ทธิไว้บนตัก
    ทั้งสองข้าง
    (บางตาราว่าอุมองค์เดียว)ทรงโถใส่ อญมณี
                    ้                  ั
    รวงข้าว จักรตรา บ่วงบาศ ดอกลิลลี่ ต้น
    อ้อย (เป็ นคันศร) ดอกบัว และลูกทับทิม
    แดง
   อานวยผลให้ครอบครัวเกิดความสมบูรณ์
    พูนสุ ข มีทรัพย์สิน และบริ วารมาก
   ปางที่ 13 : พระวิชัย คณปติ
    (Vijaya Ganapati)
    ปางกาจัดอุปสรรค และความมืดมิด
    "โอม ศรี วิชะยา คณปติ ยะนะมะฮา"
    วรรณะสี แดง มี 4 กร ประทับบนตัวหนู
    หมายถึงการทาลาย ความมืดมิด
    และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไป
    ทรงกระบอง ผลมะม่วง และบ่วงบาศ
                           ั
    อานวยผลทางปั ญญาให้กบครู บาอาจารย์
    ปั ญญาชน ศิลปิ น นักคิด นักเขียน และ
    ช่างฝี มือทุกแขนง
   ปางที่ 14 : พระลักษมี คณปติ
    (Lakshmi Ganapati)
    ปางแห่ งความมั่งมีศรีสุข และปรีชาญาณ
    "โอม ศรี ลักษมี คณปติ ยะนะมะฮา
   วรรณะสี ขาว มี 8 กร เป็ นเทพแห่งการให้ที่
    บริ สุทธิ์ สี ขาวหมายถึงการมีสติปัญญาสูงส่ ง
    พระหัตถ์ท้ งสองข้างโอบอุมพระชายา 1 หรื อ
                   ั           ้
    2 พระองค์ คือพระนางพุทธิ และพระนาง
    สิ ทธิ (บางตาราว่าหนึ่งในนั้นคือพระลักษมี
    จึงเรี ยกว่า ลักษมี คณปติ)
    ทรงผลทับทิมแดง ช่อกัลปพฤกษ์ นกแก้ว
    ตะบอง บ่วงบาศ โถใส่ อญมณี และกระบี่
                             ั
   อานวยผลทางด้านสติปัญญา และความมังมี     ่
    ศรี สุข
   ปางที่ 15 : พระนฤตยะ คณปติ
    (Nritya Gannapati)
    ปางนาฏศิลป์ เจ้ าแห่ งลีลาการร่ ายรา และ
    ศิลปะการแสดง
    "โอม ศรี นฤตยะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี เหลืองทอง มี ๔ กร เป็ นนักเต้น
    ร่ ายราระบาฟ้ อน และเป็ นนักแสดงที่สร้าง
    ความบันเทิง และความสุ ขให้ชาวโลก
    ประทับยืนเข่าขวาเหยียบบนดอกบัวทรงะ
    บอง บ่วงบาศ และขวาน

   ควรตั้งบูชาในวิทยาลัยนาฏศิลป์ โรงเรี ยน
    สอนเต้นรา บัลเล่ต์ โยคะดัดตน โรงเรี ยน
    สอนการแสดง โรงละคร โรงถ่ายทา
    ภาพยนตร์ และสถานบันเทิงต่างๆตามความ
    เหมาะสม
   ปางที่ 16 : พระอุทวะ คณปติ
    (Urdhva Ganapati)
    ปางช่ วยให้ สมปรารถนาในทุกสิ่ ง
    "โอม ศรี อุทวะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ทอง มี 6 กร พระกรข้างหนึ่ง
    โอบพระชายาไว้บนตัก ด้านซ้ายทรงถือ
    ดอกบัว
    คบเพลิง ช่อดอกไม้ งาหัก ลูกศร คันศร
    ทาจากต้นอ้อย และรวงข้าว
   ในนิกายตันตระ นิยมบูชาปางนี้เพือ่
    ประโยชน์ในการทาพิธีดานเสน่ห์
                           ้
    อานวยผลให้สมปรารถนาทุกประการ
   ปางที่ 17 : พระเอกอักษรา คณปติ
     (Ekaakshara Ganapati)
    ปางทรงอานาจด้ านพระเวท
    "โอม ศรี เอกา อักษรา คณปติ ยะนะมะ
    ฮา"
   วรรณะสี แดง มี 4 กร มีดวงตาที่สาม
    ประดับจันทร์เสี้ ยวอยูเ่ หนือเศียร
    กรหนึ่งประทานพรทรงะบอง บ่วงบาศ
    และผลทับทิม ประทับเหนือพาหนะคือ
    หนู
   อานวยผลด้านป้ องกันอาถรรพณ์ และ
    คุณไสยสาหรับบุคคลทัวไป และผูร่ า
                              ่        ้
    เรี ยนด้านพระเวท หรื อสรรพศาสตร์ดาน  ้
    ต่างๆ
   ปางที่ 18 : พระวระ คณปติ (Vara
    Ganapati)
    ปางแห่ งความรักที่สุขสมหวัง
    "โอม ศรี วะระ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดง มี 4 กร 3 เนตร มีดวงตาที่
    สาม อันเป็ นดวงตาแห่งสติปัญญา และมี
    จันทร์เสี้ ยวประดับเหนือเศียร กรหนึ่ง
    โอบกอดชายาบนตักทรงชามขนม
    ตะบอง และบ่วงบาศ ที่งวงชูโถใส่น้ าผึ้ง
   อานวยผลให้สมหวังในความรัก ควรตั้ง
    บูชาไว้ในร้านเสื้ อผ้า ร้านค้าที่เกี่ยวกับ
    การสมรส การแต่งงาน และความรัก
    ฯลฯ
   ปางที่ 19 : พระตรีอกษรา คณปติ
                       ั
    (Tryakshara Ganapati)
    ปางกาเนิดอักขระโอม
    "โอม ศรี ตรีอกษรา คณปติ ยะนะมะฮา"
                  ั
   วรรณะสี ทอง มี 4ทรงะบอง บ่วงบาศ
                              ่
    มะม่วง และมีขนมโมทกะอยูที่งวง
   อานวยผลด้านการเรี ยนพระเวท และ
    อักษรศาสตร์
   ปางที่ 20 : พระกศิปะ ปรสั ท คณปติ
    (Kshipra-Prasada Ganapati)
    ปางประทานทรัพย์ และความรอบรู้
    "โอม ศรี กศิปะ ปรสั ท คณปติ ยะนะมะ
    ฮา"
   วรรณะสี แดง มี 6 กร ท้องที่ใหญ่น้ นเป็ น
                                      ั
    สัญลักษณ์ของจักรวาล หมายถึงความอุดม
    สมบูรณ์แห่งโภคทรัพย์ และความรอบรู ้อน    ั
    กว้างไกลทรง้นทับทิม ตะบอง บ่วงบาศ
    ดอกบัว และผลทับทิม
   เหมาะสาหรับตั้งบูชาในสถานศึกษา
    มหาวิทยาลัย สถานอบรมวิชาชีพต่างๆ
    หรื อบริ ษทห้างร้านทัวไป
              ั          ่
   ปางที่ 21 : พระหริทรา คณปติ
     (Haridra Ganapati)
    ปางรวยเสน่ ห์ และรวยทรัพย์
    "โอม ศรี หริทรา คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี เนื้อ หรื อสี เหลืองอ่อน มี 3 เนตร
    4ทรงกระบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ
    ใช้อานาจของบ่วงเพือร้อยรัดศรัทธาของ
                           ่
                                        ้
    ผูเ้ ลื่อมใส และตะบองผลักดันให้กาวเดิน
    ไปข้างหน้า
   อานวยผลให้ทุกคนที่อยากมีเสน่ห์ และ
    ร่ ารวย เช่น ดารานักแสดง นักดนตรี
    นักร้อง ดีเจ พิธีกร หรื อผูให้ความบันเทิง
                               ้
    แก่ผชม ซึ่งต้องใช้พรสวรรค์ และเสน่ห์
             ู้
    ส่ วนตัว
   ปางที่ 22 : พระเอกทันตะ คณปติ
    (Ekadanta Ganapati)
    ปางสาเร็จทุกสิ่ ง
    "โอม ศรี เอกทันตะ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ
    มะฮา"
    วรรณะสี ฟ้า มี 4ทรงขวาน (เพือใช้กาจัดอ
                                ่
    วิชา)
   ทรงลูกประคา (เพืออธิษฐาน) ผลไม้
                      ่
   และงาข้างที่หกั
    เอกทันตะหมายถึงเทพเจ้าผูมีงาข้างเดียว
                             ้
   อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทุกสิ่ ง
    ตามแต่จะอธิษฐาน
   ปางที่ 23 : พระสะริสติ คณปติ
    (Shrishti Ganapati)
    ปางออกเดินทาง และสร้ างสรรค์ สิ่งใหม่
    "โอม ศรี สะริสติ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ
    มะฮา"
   วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ขี่หนูเป็ น
    พาหนะทรงะบอง มะม่วง และบ่วงบาศ
                  ั ้
    อานวยผลให้กบผูประกอบอาชีพด้านการ
    เดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น นักบิน สจ๊วต
    แอร์โฮสเตส กัปตันเรื อ มัคคุเทศก์ ผู ้
    ทางานด้านสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่หยุดนิ่ง
    เช่น นักคิด นักเขียน นักโฆษณา นัก
    ออกแบบ เป็ นต้น
   ปางที่ 24 : พระอุททันตะ คณปติ
    (Uddanda Ganapati)
    ปางกาจัดภูตผี และคุณไสย
    "โอม ศรี อุททันตะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดง มี 10ทรงโถใส่ขนม หรื อ
    น้ าผึ้ง ดอกบัว ดอกลิลลี่สีฟ้า คทา ต้นอ้อย
    กิ่งไม้ บ่วงบาศ พวงมาลัย และผลทับทิม
    โดยใช้กรซ้ายโอบพระชายาอยูที่ตก  ่ ั
    ด้านซ้าย
   อานวยผลด้านขจัดทุกข์ภย และอาถรรพณ์
                               ั
    ต่างๆ บันดาลให้ครอบครัวมีความสุ ข
   ปางที่ 25 : พระรีนาโมจัน คณปติ
    (Runamochana Ganapati)
    ปางแก้กรรม และขจัดหนีสิน้
    "โอม ศรีโอมจัน คณปติ ยะนะมะฮา"

    วรรณะสี ขาว มี 4 กร มีหน้าที่ปลดปล่อย
    มนุษย์ออกจากพันธนาการ คาสาป
    และความผิดพลาดทั้งหลายทรงะบอง
    บ่วงบาศ และขนมโมทกะ
   เหมาะบูชาสาหรับผูตองการเปลี่ยนแปลง
                          ้้
    ชีวิตใหม่ให้ดีข้ ึน (พลิกดวงชะตา) แก้ไข
    กรรมเก่า ปลดหนี้สิน ล้างมลทินทั้งปวง
   ปางที่ 26 : พระตันติ คณปติ
    (Dhundhi Ganapati)
    ปางขุมทรัพย์ ทางปัญญา
    "โอม ศรี ตันติ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดง มี ๔ทรงูกประคา ขวาน
    โถใส่อญมณี ที่แสดงขุมทรัพย์ของผูมี
            ั                       ้
    พุทธิปัญญา
                 ั ้
    อานวยผลให้กบผูทางานด้านใช้
    ความคิด ใช้ปัญญาสร้างสรรค์ทุกแขนง
   ปางที่ 27 : พระทวิมุข คณปติ
    (Dwimukha Ganapati)
    ปาง 2 เศียร
    "โอม ศรี ทวิมุข คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี เนื้อ มี 2 เศียร 4ทรงะบอง
    บ่วงบาศ และโถอัญมณี เป็ นปางที่เป็ นคน
                  ั
    ที่ปรับตัวได้กบทุกคนให้ทรัพย์มาก และ
    ขจัดอวิชา
                   ั ้
    อานวยผลให้กบผูทางานด้าน
    ประชาสัมพันธ์ ด้านติดต่อเจรจา
    ประสานงาน เป็ นสื่ อกลางต่างๆ นักการ
    ทูต นักจิตวิทยาที่ตองใช้มนุษย์สัมพันธ์
                        ้
    สู ง
   ปางที่ 28 : พระตรีมุข คณปติ
    (Trimukha Ganapati)
    ปาง 3 เศียร
    "โอม ศรี ตรีมุข คณปติ ยะนะมะฮา"

    วรรณะสี แดง หรื อสี ชมพูสด มี 3 เศียร 6 กร
    สามเศียรหมายถึง ภพทั้งสาม (สวรรค์,โอ
    มนุษย์, บาดาล)
    ปางหนึ่งประทับนังบนดอกบัว ทรงประทาน
                     ่
    พร พระหัตถ์ขวาประทานอภัย
    พระหัตถ์ซายอานวยพร กรอื่นๆทรงถือ
              ้
    ตะบอง ลูกปะคา บ่วงบาศ และโถใส่น้ าผึ้ง
   อานวยผลทางด้านโภคทรัพย์ มีอานาจ และ
    แคล้วคลาดปลอดภัย
   ปางที่ 29 : พระสิ งหะ คณปติ
    (Sinha Ganapati)
    ปางประทับราชสี ห์
    "โอม ศรี สิ งหะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ขาว มี 8 กร พระหัตถ์ขวาประทาน
    อภัย พระหัตถ์ซายอานวยพรทรงช่อดอกไม้
                    ้
    ราชสี ห์ พิณ ดอกบัว โถอัญมณี ประทับบน
    สิ งโต (คล้ายพระเหรัมภะคณปติ) หมายถึง
    พลังอานาจในการปกครองบริ วาร ผิววรกาย
    ขาวเป็ นสัญลักษณ์ของพลังบริ สุทธิ์ หรื อการ
    หลุดพ้น
   การอานวยผลและสถานที่สาหรับตั้งบูชา เป็ น
    ดุจเดียวกับ พระเหรัมภะคณปติ และพระ
                              ั
    วีรคณปติ คืออานวยผลให้กบองค์กรบริ หาร
    ราชการแผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย
    ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงานทุก
                ้ ้
    ประเภท
   ปางที่ 30 : พระโยคะ คณปติ
    (Yoga Ganapati)
    ปางแห่ งพระเวท หรือปางสมาธิกรรมฐาน
    "โอม ศรี โยคะ คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงูกประคา ต้นอ้อย
    บ่วงบาศ และขอสับช้าง เป็ นปางแห่งพระ
    เวท และการรักษาโรคภัยต่างๆ
                 ั
    อานวยผลให้กบผูเ้ ป็ นอาจารย์ และ
    นักศึกษาโยคะสมาธิแบบต่างๆ เหมาะ
    สาหรับตั้งบูชาไว้ในสถานศึกษา
    หรื อบูชาไว้ใน เทวสถาน เทวาลัย โรงเรี ยน
    สอนศาสนาฮินดู ห้องพระ ห้องปฏิบติ ั
    ธรรมภายในบ้าน เป็ นต้น
   ปางที่ 31 : พระทุรคา คณปติ
     (Durga Ganapati)
    ปางมหาอานาจ
    "โอม ศรี ทุรคา คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี ทอง มี 8ทรงกระบอง คันศร ลูกศร
    บ่วงบาศ ธงชัย ลูกประคา และขนมโมทกะ
   เป็ นปางที่พระราชาในชมพูทวีปนิยม
    สักการบูชามากปางหนึ่ง
                 ่ ้
    อานวยผลดีตอผูมีหน้าที่ราชการ ทหาร
    ตารวจ ข้าราชการ ฝ่ ายปกครอง ผูบริ หาร
                                  ้
    หัวหน้าหน่วยงานทุกระดับ
   ปางที่ 32 : พระสั งกตะหะรา คณปติ
    (Sankatahara Ganapati)
    ปางทาลายอุปสรรค และความเศร้ าหมอง
    "โอม ศรี สั งกตะ หะรา คณปติ ยะนะมะฮา"
   วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ประทับนังบน
                                   ่
    ดอกบัวสี แดง พระหัตถ์ขวาอานวยพร
    พระหัตถ์ซายโอบชายาบนตักซ้าย ส่ วนกร
                ้
    อื่นทรงถือชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ
   อานวยผลให้ครอบครัวมีความสุ ข หรื อ
    ประสบความสาเร็ จ ตามแต่จะอธิษฐานขอ
    พระพิฆเณศ
มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็ นสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของรัฐในสังกัด
ทบวงมหาวิทยาลัย เดิมคือโรงเรี ยนประณี ตศิลปกรรมสังกัดกรมศิลปากร เปิ ดสอน
วิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ขาราชการและนักเรี ยนในสมัยนั้นโดยไม่เก็บ
                                            ้
ค่าเล่าเรี ยน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนซึ่ ง
เดินทางมารับราชการในประเทศ ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยูหว รัชกาลที่ ๖ เป็ นผูก่อตั้งโรงเรี ยน แห่งนี้ข้ ึน และได้เจริ ญเติบโตเป็ นลาดับ
        ่ ั                  ้
เรื่ อยมา จนกระทังได้รับการยกฐานะขึ้นเป็ น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๒
                   ่
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็ นคณะ
วิชาแรก (ปั จจุบนคือคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘
                 ั
จัดตั้งคณะสถาปั ตยกรรมไทย (ซึ่ งต่อมาได้ปรับหลักสู ตรและเปลี่ยน ชื่อเป็ นคณะ
สถาปั ตยกรรมศาสตร์ ) และคณะโบราณคดี หลังจากนั้นได้จดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ ขึ้น
                                                                  ั
ในปี ต่อมา
   ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิ ดคณะวิชาและสาขาวิชาที่
    หลากหลายขึ้น แต่เนื่องจากบริ เวณพื้นที่ในวังท่าพระคับแคบมาก ไม่สามารถจะขยาย
    พื้นที่ออกไปได้ จึงได้ขยายเขตการศึกษาไปยังพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัด
    นครปฐม โดยจัดตั้งคณะ
   อักษรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๓ และคณะวิทยาศาสตร์
    พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามลาดับ หลังจากนั้น จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๙ คณะ
    เทคโนโลยี อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และจัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ข้ ึน เมื่อ พ.ศ.
    ๒๕๔๒ เพือให้เป็ น มหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์ ทางด้านศิลปะมากยิงขึ้น
               ่                                                     ่
พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายเขตการศึกษาไปจัดตั้ง วิทยาเขตแห่ง
ใหม่ ที่จงหวัดเพชรบุรี เพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ใช้ชื่อว่า "วิทยาเขต
         ั
สารสนเทศเพชรบุรี" จัดตั้งคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ.
๒๕๔๔ คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่ อสาร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และวิทยาลัยนานาชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖

        มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการ
จัดตั้ง บัณฑิตวิทยาลัยขึ้น เพือรับผิดชอบในการดาเนินการ
                              ่
พระพิฆเนศรเทพเจ้าแห่งศิลป
วิทยาการและการประพันธ์ประทับบนเมฆ
พระหัตถ์ขวาบนถือตรี ศล พระหัตถ์ขวาล่าง
                         ู
ถืองาช้าง พระหัตถ์ซายบนถือปาศะ (เชือก)
                     ้
พระหัตถ์ซายล่างถือครอบน้ า ประทับบน
           ้
ลวดลายกนก ภายใต้มีอกษรว่า
                       ั
"มหาวิทยาลัยศิลปากร" ประกาศใช้เมื่อ 21
สิ งหาคม พ.ศ.2494ซึ่ งคล้ายคลึงกับกรม
ศิลปากร
คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็ นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครู แห่ง
ศิลปะวิทยาการ 18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็ นเทพแห่ง
ศิลปะทั้งมวล และเป็ นเทพองค์สาคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่ งทางศาสนา
พราหมณ์ได้สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็ นเทพพระองค์แรกที่ตองบูชาก่อนเริ่ มพิธีใดๆ
                                                        ้
เป็ นการคารวะในฐานะบรมครู ผประสาทปั ญญาและความสาเร็ จ สามารถขจัด
                             ู้
                                                      ่
อุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสาเร็ จลุลวงได้ดวยดี หน่วยงาน
                                                            ้
ราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็ น
สัญลักษณ์
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ท้ งหมดแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของพระพิฆเนศวรที่มี
                                     ั
    ความสาคัญต่อประชาชนทัวไป โดยมีความเชื่อที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศวรว่า ท่านคือเทพเจ้า
                                 ่
    แห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง และยังมีความสาคัญ
    อย่างยิงต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรเนื่องจากเป็ นตราสัญลักษณ์ประจามหาวิทยาลัยจึงเป็ นที่เคารพ
           ่
    นับถือของนักศึกษาในรั้วศิลปากรทุกคน
ข้ อค้นพบทีได้ ่
    ◦ เนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากรอยูในความดูแลของกรมศิลปากรซึ่งใช้ตราสัญลักษณ์พระ
                                        ่
       พิฆเนศวรดังนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงใช้ตราสัญลักษณ์พระพิฆเนศวรด้วย พระ
       พิฆเนศวรคือเทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง
ข้ อคิดทีได้
         ่
    ◦ คนส่ วนใหญ่มกจะชอบขอพรจากพระพิฆเนศวรเพือที่จะประสบความสาเร็ จในเรื่ องต่างๆ
                       ั                               ่
       แต่จริ งๆ แล้วการขอพรจากพระพิฆเนศวรเป็ นได้แค่ที่พ่งทางใจเท่านั้น การที่เราจะ
                                                           ึ
                                    ่ ั
       ประสบความสาเร็ จได้ข้ ึนอยูกบการกระทาของเราเท่านั้นการทางานครั้งนี้ยงได้ทราบอีกว่า
                                                                           ั
                               ่
       องค์พระพิฆเนศวรมีอยูทุกที่ในมหาวิยาลัยศิลปากร รวมทั้งในหัวใจของเด็กศิลปากรด้วย
 www.thepjamlang.com/articles/233904/พระพิฆเนศ_32
  ปาง.html
 th.wikipedia.org/wiki/พระพิฆเนศวร
 www.su.ac.th
   นาย ถิรวุฒิ กลิ่นลออ            รหัส 07530418 คณะวิทยาศาสตร์
   นาย ธีรไนย ศรี ธรรมรงค์         รหัส 07530423 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว ปรางค์วลัย เพ็งมาก       รหัส 07530432 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว วิไลรัตน์ บุษบาบาล        รหัส 07530447 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว ศศิมาพร ขันทองดี          รหัส 07530452 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว อรทัย บุญฤทธิ์            รหัส 07530469 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว สุ มินตรา พามา            รหัส 07530603 คณะวิทยาศาสตร์
   นางสาว นลินทิพย์ สุรโชติเวศย์   รหัส 09530669 คณะวิศวกรรมศาสตร์
   นางสาว นันทนัช นันทอารี         รหัส 09530671 คณะวิศวกรรมศาสตร์
   นางสาว ปาลวจี บุณยบุตร          รหัส 09530701 คณะวิศวกรรมศาสตร์

มนุษย์กับการสร้างสรรค์

  • 1.
  • 3.
    พระพิฆเนศวร (ภาษาสันสกฤต :คเณศ) หรื อ พระพิฆเนศ หรื อ พระพิฆเณศ หรื อ พระพิฆเณศวร หรื อ พระพิฆเณศ หรื อ พระคเณศ หรื อ คณปติ เป็ นเทพในศาสนา พราหมณ์ นับถือว่าเป็ นเทพเจ้าแห่งความรู ้ เป็ นผูมีปัญญาเป็ นเลิศ ปราดเปรื่ องใน ้ ศิลปวิทยาทุกแขนง เป็ นหัวหน้านาคณะข้ามความขัดข้อง (ผูเ้ ป็ นใหญ่เหนือความ ขัดข้อง)
  • 4.
    พระพิฆเนศวรเป็ นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวีมีรูปกายเป็ นมนุษย์มี เศียรเป็ นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็ น "วิฆเนศ" นันคือ เจ้า (อิศ) ่ แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และ อีกความหมายถึง ท่านเป็ นเทพเจ้าแห่งความสาเร็ จในทุกศาสตร์สรรพสิ่ งหรื อเทพเจ้า แห่งการเริ่ มต้นใหม่ท้ งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รู ปกายที่อวนพีน้ น ั ้ ั มีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็ นช้างมีความหมาย หมายถึงผูมีปัญญา ้ มาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่ งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัส ั พิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมีพาหนะคือ หนู ซึ่ งอาจเปรี ยบได้กบความคิด ที่พง ุ่ พล่าน รวดเร็ ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากากับเป็ นดังเจ้านายในใจตน ่
  • 5.
    ่ ั ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบาเพ็ญสมาธิ เป็ นระยะเวลานานอยูน้ น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยูองค์ ่ เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ท่ีจะมีผมาคอยดูแลพระองค์และป้ องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อ ู้ ่ ความ วุนวายในพระตาหนัก ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็ นพระโอรสที่จะเป็ นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพ เสด็จออกไปตามพระกิจ ่ ต่างๆมีอยูคราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตาหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อ จะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้วาเป็ นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ ่ ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็ นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้พลาง ถามว่ารู ้ไหมว่ากาลังห้าม ใครอยู่ ฝ่ ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จาเป็ นที่จะต้องรู ้วาเป็ นใครเพราะตนกาลังทาตาม บัญชาของพระแม่ ่ ้ ั ปารวตี และทั้งสองก็ได้ทาการต่อสูกนอย่างรุ นแรง จนเทพทัวทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่ ่ จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถกตรี ศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป ู ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสี ยงดังกึกก้องไปทัวจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและ ่ ็ ถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่ างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติกทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อ พระสวามีที่มีใจโหดเหี้ ยมทา ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็ นพระโอรสของพระนางเอง เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทาให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่ แต่กเ็ กิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิงใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจ ่ เนื่องจากหากดวงอาทิตย์ข้ ึน แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้ นขึ้นมาได้เมื่อเห็น
  • 6.
    เช่นนั้นพระศิวะเลยโยนตรี ศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่ งที่มีชีวิตแรก ที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นาเอาศีรษะช้างมาซึ่งพระศิวะทรงนาศีรษะมาต่อ ให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็ นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระ พิฆเนศวร ซึ่ งแปลว่าเทพผูขจัดปั ดเป่ าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ ้ พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทาพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพือความสาเร็ จของพิธี ่ นั้น เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึง พระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้ 1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่ งเป็ นส่ วนสาคัญของการมีชีวต ิ ่ 2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็ นมนุษย์ที่อยูบนพื้นปฐพี 3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด 4. เสี ยงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคาว่า โอม ซึ่งเป็ นเสี ยงแสดงถึงความเป็ น สัจจะของสุริยจักรวาล
  • 7.
    5. พระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนาพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะ และหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง 6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่ าความยากลาบาก 7. มือขวาล่างทรงงาที่หกครึ่ งซึ่ งพระองค์ทรงใช้เป็ นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้ ั มหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็ นสัญลักษณ์แห่ งความเสี ยสละ 8. อีกมือทรงลูกประคาที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้ จะต้องเป็ นไปอย่างต่อเนื่ องตลอดเวลา 9.ขนมโมณฑกะหรื อขนมหวานลัดดูในงวงเป็ นการชี้ นาว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ หวานชื่ น ั ในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ให้กบคน อื่นๆ 10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้ อมที่รับฟั งสิ่ งที่เราร้องเรี ยนและเรี ยกหา ั ่ ่ 11. งูที่พนอยูรอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยูโดยรอบ 12. หนูที่ทรงใช้เป็ นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่ งมีชีวิตที่เล็ก และเป็ นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก
  • 9.
    ปางที่ 1 : พระบาล คณปติ (Bala Ganapati) อวตารภาคเด็ก : ปางอันเป็ นทีรักของทุกคนและ ่ เด็กๆ "โอม ศรี บาลา คณปติ ยะนะมะฮา"  ่ ั เป็ นพระพิฆเนศในวัยเด็ก คลานอยูกบพื้น หรื อ อิริยาบทอื่นๆ เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนลักษณะ มี วรรณะสี แดงเข้มมี 4 กร บาลคณปติ หมายถึง สี ทองของพระเจ้าทรงถือ อ้อย มะม่วง กล้วย ขนุนและทรงกินมะขวิด แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และภาวะการ เจริ ญเติบโต  นิยมบูชาในบ้านเรื อน หรื อโรงเรี ยนที่มีเด็กเล็ก เด็กนักเรี ยน เช่น โรงเรี ยนอนุบาลและชั้น ประถม สถานรับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ
  • 10.
    ปางที่ 2 : พระตรุ ณ คณปติ (Taruna Ganapati) อวตารภาควัยหนุ่ม : ปางทีให้ คุณประโยชน์ ใน ่ กิจการงาน "โอม ศรี ตรุ ณะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดงอมส้มเหมือนอาทิตย์ยามแรกอรุ ณ มี 8ทรงข้าว ต้นอ้อย ตะบอง บ่วงบาศ งาหัก ผลฝรั่ง ขนมโมทกะ และขนมอื่นๆ ปางนี้เป็ น ตัวแทนการเจริ ญเติบโต ความเป็ นหนุ่มสาว  นิยมตั้งบูชาไว้ตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรื อสถานที่ทางานที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัย กระตือรื อร้น
  • 11.
    ปางที่ 3 : พระภักติ คณปติ (Bhakti Ganapati) ปางบูชาขอพระเวท เพื่อความสมบูรณ์เติม เต็มของชีวิต "โอม ศรี ภัคดี คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ขาวบริ สุทธิ์ดงพระจันทร์ เต็มดวง ั่ ในฤดูเก็บเกี่ยว มี 4ทรงมะม่วง กล้วย ลูก มะพร้าว และถ้วยข้าวปาส(ปรุ งด้วยนมสด และ ข้าวสาร มีรสหวาน) พระภัคติ คณปติ หมายถึงผูภกดีอย่างแท้จริ ง ้ ั  บูชาเพือความสุ ขสมหวังในชีวต หรื อเพือ ่ ิ ่ หลุดพ้น
  • 12.
    ปางที่ 4 : พระวีระ คณปติ (Veera Ganapati) อวตารแห่ งนักรบ ปางออกศึก และปราบ มาร ให้ อานาจในการบริหารปกครอง และ ความเป็ นผู้นา "โอม ศรี วีระ คณปติ ยะนะมะฮา  วรรณะสี แดงโลหิต มี 16 กร ทรงอาวุธ และสิ่ งมงคลต่างๆคือ โล่ หอก ค้อน คทา ธงชัย จักรตรา พญางู ขวาน คันศร ลูกศร ตรี เพชร ขอสับช้าง อสูร กระบี่ ตะบอง และบ่วงบาศ พระกรเหล่านั้นกางออก ประดุจรัศมีอานาจแห่งดวงอาทิตย์  ั อานวยผลให้กบองค์กรบริ หารราชการ แผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงาน ้ ้ ทุกประเภท
  • 13.
    ปางที่ 5 : พระศักติ คณปติ (Shakti Ganapati) ปางทรงอานาจเหนือการงาน การเงิน และความรัก "โอม ศรี ศักติ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แป้ งจันทร์ มี 4 กร ประทานพร ทรงมาลัย บ่าวบาศ และกรหนึ่งโอบพระ ่ ชายาที่ประทับอยูหน้าตักด้านซ้าย รัศมีสีแดงส้ม สื่ อถึงพลังอานาจที่อยู่ เหนือสรรพสิ่ ง  อานวยผลให้ชีวิตครอบครัวมีความสุ ข และประสบความสาเร็ จในหน้าที่การ งาน
  • 14.
    ปางที่ 6 : พระทวิชา คณปติ (Dwija Ganapati) ปางของการบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิ ด กิจการใหม่ "โอม ศรี ทวิชา คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ขาวมี 4 เศียร 4ทรงลูกปะคา ไม้ ครู (หรื อพลอง) กาน้ า และคัมภีร์ เป็ นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ความ พากเพียร และแสวงหาวิชาความรู ้  ั ้ อานวยผลให้กบผูประกอบกิจการต่างๆ นักธุรกิจ นักลงทุน นักสารวจ นักบุกเบิก คนทางานต่างแดน เป็ นต้น
  • 15.
    ปางที่ 7 : พระสิ ทธิ คณปติ (Siddhi Ganapati) ปางประทานความสมบูรณ์ และทรัพย์ สมบัติ "โอม ศรี สิ ทธิ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงช่อดอกไม้ มะม่วง ต้นอ้อย และขวาน ส่ วนงวงนั้นชู ขนม คอยประทานความร่ ารวย และความอุดม ั สมบูรณ์ให้กบโลก  อานวยผลด้านทรัพย์สินเงินทอง และ ความอุดมสมบูรณ์
  • 16.
    ปางที่ 8 : พระอุจฉิษฏะ คณปติ (Uchhishta Ganapati) ปางเสน่ หา และความสาเร็จสม ปรารถนา "โอม ศรี อุจฉิษฏะ คณปติ ยะนะมะ ฮา"  วรรณะสี ฟ้าเทาดุจเมฆา มี 6 กร ประทับนังโดยพระกรหนึ่งโอบอุม ่ ้ ่ ั ศักติชายาอยูที่ตกด้านซ้าย ส่ วนพระกรอื่นถือลูกประคา ลูกทับทิม พิณ รวงข้าว และดอกบัว  อานวยผลให้เกิดเสน่ห์ และ ความสาเร็ จในด้านต่างๆตามแต่จะขอ พร
  • 17.
    ปางที่ 9 : พระวิฆณา คณปติ (Vighna Ganapati) ปางขจัดอุปสรรค และแก้ไขปัญหา "โอม ศรี วิฆนา คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ทองคา มี 8 กร ทรงมาลัย ขวาน  ดอกไม้ จักรตรา หอยสังข์ ต้นอ้อย(เป็ น คันศร) บ่วงบาศ และตะบอง  อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่ ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 18.
    ปางที่ 10 : พระกษิประ คณปติ (Kshipra Ganapati) ปางประทานพรให้ สาเร็จรวดเร็ว "โอม ศรี กษิประ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดงเข้มดุจกุหลาบ มี 4 กร เป็ น ผูให้ศีลให้พร ประทานพรให้เกิด ้ ผลสาเร็ จอย่างรวดเร็ ว ทรงตะบอง งาหัก บ่วงบาศ และช่อ ดอกไม้  อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่ ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 19.
    ปางที่ 11 : พระเหรัมภะ คณปติ (Heramba Ganapati) ปางปกปองคุ้มครอง ้ "โอม ศรี เหรัมภะ คณปติ ยะนะมะฮา  วรรณะสี ขาว มี 5 เศียร 10 กร ประทับนังบน ่ หลังสิ งโต หมายถึง พลังอานาจในการ ปกครองบริ วาร กางพระกรประดุจรัศมีคมกัน ุ้ สรรพภัย พระหัตถ์ซายประทานพร พระหัตถ์ ้ ขวาอานวยพรทรงมะม่วง ลูกประคา ขนม โมทกะ งาหัก บ่วงบาศ ค้อน ขวาน และพวงมาลัย บูชาเพือขจัดความอ่อนแอ ไร้ ่ พลัง  เป็ นปางหนึ่งที่พระราชาในอินเดียนิยมบูชา กันมาก อานวยผลด้านการปกป้ องคุมครอง ้ บริ วาร การบริ หาร ปกครองของผูนา้
  • 20.
    ปางที่ 12 : พระมหา คณปติ (Maha Ganapati) ปางประทานความสุ ขอันยิงใหญ่ ให้ ่ ครอบครัว "โอม ศรี มหา คณปติ ยะนะมะฮา  วรรณะสี แดง มี 10 กร 3 เนตร ประดับ จันทร์ เสี้ ยวบนมงกุฎปางนี้ทรงอุมชายา คือ ้ พระนางพุทธิ และพระนางสิ ทธิไว้บนตัก ทั้งสองข้าง (บางตาราว่าอุมองค์เดียว)ทรงโถใส่ อญมณี ้ ั รวงข้าว จักรตรา บ่วงบาศ ดอกลิลลี่ ต้น อ้อย (เป็ นคันศร) ดอกบัว และลูกทับทิม แดง  อานวยผลให้ครอบครัวเกิดความสมบูรณ์ พูนสุ ข มีทรัพย์สิน และบริ วารมาก
  • 21.
    ปางที่ 13 : พระวิชัย คณปติ (Vijaya Ganapati) ปางกาจัดอุปสรรค และความมืดมิด "โอม ศรี วิชะยา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง มี 4 กร ประทับบนตัวหนู หมายถึงการทาลาย ความมืดมิด และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไป ทรงกระบอง ผลมะม่วง และบ่วงบาศ  ั อานวยผลทางปั ญญาให้กบครู บาอาจารย์ ปั ญญาชน ศิลปิ น นักคิด นักเขียน และ ช่างฝี มือทุกแขนง
  • 22.
    ปางที่ 14 : พระลักษมี คณปติ (Lakshmi Ganapati) ปางแห่ งความมั่งมีศรีสุข และปรีชาญาณ "โอม ศรี ลักษมี คณปติ ยะนะมะฮา  วรรณะสี ขาว มี 8 กร เป็ นเทพแห่งการให้ที่ บริ สุทธิ์ สี ขาวหมายถึงการมีสติปัญญาสูงส่ ง พระหัตถ์ท้ งสองข้างโอบอุมพระชายา 1 หรื อ ั ้ 2 พระองค์ คือพระนางพุทธิ และพระนาง สิ ทธิ (บางตาราว่าหนึ่งในนั้นคือพระลักษมี จึงเรี ยกว่า ลักษมี คณปติ) ทรงผลทับทิมแดง ช่อกัลปพฤกษ์ นกแก้ว ตะบอง บ่วงบาศ โถใส่ อญมณี และกระบี่ ั  อานวยผลทางด้านสติปัญญา และความมังมี ่ ศรี สุข
  • 23.
    ปางที่ 15 : พระนฤตยะ คณปติ (Nritya Gannapati) ปางนาฏศิลป์ เจ้ าแห่ งลีลาการร่ ายรา และ ศิลปะการแสดง "โอม ศรี นฤตยะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี เหลืองทอง มี ๔ กร เป็ นนักเต้น ร่ ายราระบาฟ้ อน และเป็ นนักแสดงที่สร้าง ความบันเทิง และความสุ ขให้ชาวโลก ประทับยืนเข่าขวาเหยียบบนดอกบัวทรงะ บอง บ่วงบาศ และขวาน  ควรตั้งบูชาในวิทยาลัยนาฏศิลป์ โรงเรี ยน สอนเต้นรา บัลเล่ต์ โยคะดัดตน โรงเรี ยน สอนการแสดง โรงละคร โรงถ่ายทา ภาพยนตร์ และสถานบันเทิงต่างๆตามความ เหมาะสม
  • 24.
    ปางที่ 16 : พระอุทวะ คณปติ (Urdhva Ganapati) ปางช่ วยให้ สมปรารถนาในทุกสิ่ ง "โอม ศรี อุทวะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ทอง มี 6 กร พระกรข้างหนึ่ง โอบพระชายาไว้บนตัก ด้านซ้ายทรงถือ ดอกบัว คบเพลิง ช่อดอกไม้ งาหัก ลูกศร คันศร ทาจากต้นอ้อย และรวงข้าว  ในนิกายตันตระ นิยมบูชาปางนี้เพือ่ ประโยชน์ในการทาพิธีดานเสน่ห์ ้ อานวยผลให้สมปรารถนาทุกประการ
  • 25.
    ปางที่ 17 : พระเอกอักษรา คณปติ (Ekaakshara Ganapati) ปางทรงอานาจด้ านพระเวท "โอม ศรี เอกา อักษรา คณปติ ยะนะมะ ฮา"  วรรณะสี แดง มี 4 กร มีดวงตาที่สาม ประดับจันทร์เสี้ ยวอยูเ่ หนือเศียร กรหนึ่งประทานพรทรงะบอง บ่วงบาศ และผลทับทิม ประทับเหนือพาหนะคือ หนู  อานวยผลด้านป้ องกันอาถรรพณ์ และ คุณไสยสาหรับบุคคลทัวไป และผูร่ า ่ ้ เรี ยนด้านพระเวท หรื อสรรพศาสตร์ดาน ้ ต่างๆ
  • 26.
    ปางที่ 18 : พระวระ คณปติ (Vara Ganapati) ปางแห่ งความรักที่สุขสมหวัง "โอม ศรี วะระ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดง มี 4 กร 3 เนตร มีดวงตาที่ สาม อันเป็ นดวงตาแห่งสติปัญญา และมี จันทร์เสี้ ยวประดับเหนือเศียร กรหนึ่ง โอบกอดชายาบนตักทรงชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ ที่งวงชูโถใส่น้ าผึ้ง  อานวยผลให้สมหวังในความรัก ควรตั้ง บูชาไว้ในร้านเสื้ อผ้า ร้านค้าที่เกี่ยวกับ การสมรส การแต่งงาน และความรัก ฯลฯ
  • 27.
    ปางที่ 19 : พระตรีอกษรา คณปติ ั (Tryakshara Ganapati) ปางกาเนิดอักขระโอม "โอม ศรี ตรีอกษรา คณปติ ยะนะมะฮา" ั  วรรณะสี ทอง มี 4ทรงะบอง บ่วงบาศ ่ มะม่วง และมีขนมโมทกะอยูที่งวง  อานวยผลด้านการเรี ยนพระเวท และ อักษรศาสตร์
  • 28.
    ปางที่ 20 : พระกศิปะ ปรสั ท คณปติ (Kshipra-Prasada Ganapati) ปางประทานทรัพย์ และความรอบรู้ "โอม ศรี กศิปะ ปรสั ท คณปติ ยะนะมะ ฮา"  วรรณะสี แดง มี 6 กร ท้องที่ใหญ่น้ นเป็ น ั สัญลักษณ์ของจักรวาล หมายถึงความอุดม สมบูรณ์แห่งโภคทรัพย์ และความรอบรู ้อน ั กว้างไกลทรง้นทับทิม ตะบอง บ่วงบาศ ดอกบัว และผลทับทิม  เหมาะสาหรับตั้งบูชาในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานอบรมวิชาชีพต่างๆ หรื อบริ ษทห้างร้านทัวไป ั ่
  • 29.
    ปางที่ 21 : พระหริทรา คณปติ (Haridra Ganapati) ปางรวยเสน่ ห์ และรวยทรัพย์ "โอม ศรี หริทรา คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี เนื้อ หรื อสี เหลืองอ่อน มี 3 เนตร 4ทรงกระบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ ใช้อานาจของบ่วงเพือร้อยรัดศรัทธาของ ่ ้ ผูเ้ ลื่อมใส และตะบองผลักดันให้กาวเดิน ไปข้างหน้า  อานวยผลให้ทุกคนที่อยากมีเสน่ห์ และ ร่ ารวย เช่น ดารานักแสดง นักดนตรี นักร้อง ดีเจ พิธีกร หรื อผูให้ความบันเทิง ้ แก่ผชม ซึ่งต้องใช้พรสวรรค์ และเสน่ห์ ู้ ส่ วนตัว
  • 30.
    ปางที่ 22 : พระเอกทันตะ คณปติ (Ekadanta Ganapati) ปางสาเร็จทุกสิ่ ง "โอม ศรี เอกทันตะ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ มะฮา" วรรณะสี ฟ้า มี 4ทรงขวาน (เพือใช้กาจัดอ ่ วิชา)  ทรงลูกประคา (เพืออธิษฐาน) ผลไม้ ่  และงาข้างที่หกั เอกทันตะหมายถึงเทพเจ้าผูมีงาข้างเดียว ้  อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทุกสิ่ ง ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 31.
    ปางที่ 23 : พระสะริสติ คณปติ (Shrishti Ganapati) ปางออกเดินทาง และสร้ างสรรค์ สิ่งใหม่ "โอม ศรี สะริสติ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ มะฮา"  วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ขี่หนูเป็ น พาหนะทรงะบอง มะม่วง และบ่วงบาศ  ั ้ อานวยผลให้กบผูประกอบอาชีพด้านการ เดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น นักบิน สจ๊วต แอร์โฮสเตส กัปตันเรื อ มัคคุเทศก์ ผู ้ ทางานด้านสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่หยุดนิ่ง เช่น นักคิด นักเขียน นักโฆษณา นัก ออกแบบ เป็ นต้น
  • 32.
    ปางที่ 24 : พระอุททันตะ คณปติ (Uddanda Ganapati) ปางกาจัดภูตผี และคุณไสย "โอม ศรี อุททันตะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดง มี 10ทรงโถใส่ขนม หรื อ น้ าผึ้ง ดอกบัว ดอกลิลลี่สีฟ้า คทา ต้นอ้อย กิ่งไม้ บ่วงบาศ พวงมาลัย และผลทับทิม โดยใช้กรซ้ายโอบพระชายาอยูที่ตก ่ ั ด้านซ้าย  อานวยผลด้านขจัดทุกข์ภย และอาถรรพณ์ ั ต่างๆ บันดาลให้ครอบครัวมีความสุ ข
  • 33.
    ปางที่ 25 : พระรีนาโมจัน คณปติ (Runamochana Ganapati) ปางแก้กรรม และขจัดหนีสิน้ "โอม ศรีโอมจัน คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ขาว มี 4 กร มีหน้าที่ปลดปล่อย มนุษย์ออกจากพันธนาการ คาสาป และความผิดพลาดทั้งหลายทรงะบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ  เหมาะบูชาสาหรับผูตองการเปลี่ยนแปลง ้้ ชีวิตใหม่ให้ดีข้ ึน (พลิกดวงชะตา) แก้ไข กรรมเก่า ปลดหนี้สิน ล้างมลทินทั้งปวง
  • 34.
    ปางที่ 26 : พระตันติ คณปติ (Dhundhi Ganapati) ปางขุมทรัพย์ ทางปัญญา "โอม ศรี ตันติ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดง มี ๔ทรงูกประคา ขวาน โถใส่อญมณี ที่แสดงขุมทรัพย์ของผูมี ั ้ พุทธิปัญญา  ั ้ อานวยผลให้กบผูทางานด้านใช้ ความคิด ใช้ปัญญาสร้างสรรค์ทุกแขนง
  • 35.
    ปางที่ 27 : พระทวิมุข คณปติ (Dwimukha Ganapati) ปาง 2 เศียร "โอม ศรี ทวิมุข คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี เนื้อ มี 2 เศียร 4ทรงะบอง บ่วงบาศ และโถอัญมณี เป็ นปางที่เป็ นคน ั ที่ปรับตัวได้กบทุกคนให้ทรัพย์มาก และ ขจัดอวิชา  ั ้ อานวยผลให้กบผูทางานด้าน ประชาสัมพันธ์ ด้านติดต่อเจรจา ประสานงาน เป็ นสื่ อกลางต่างๆ นักการ ทูต นักจิตวิทยาที่ตองใช้มนุษย์สัมพันธ์ ้ สู ง
  • 36.
    ปางที่ 28 : พระตรีมุข คณปติ (Trimukha Ganapati) ปาง 3 เศียร "โอม ศรี ตรีมุข คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง หรื อสี ชมพูสด มี 3 เศียร 6 กร สามเศียรหมายถึง ภพทั้งสาม (สวรรค์,โอ มนุษย์, บาดาล) ปางหนึ่งประทับนังบนดอกบัว ทรงประทาน ่ พร พระหัตถ์ขวาประทานอภัย พระหัตถ์ซายอานวยพร กรอื่นๆทรงถือ ้ ตะบอง ลูกปะคา บ่วงบาศ และโถใส่น้ าผึ้ง  อานวยผลทางด้านโภคทรัพย์ มีอานาจ และ แคล้วคลาดปลอดภัย
  • 37.
    ปางที่ 29 : พระสิ งหะ คณปติ (Sinha Ganapati) ปางประทับราชสี ห์ "โอม ศรี สิ งหะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ขาว มี 8 กร พระหัตถ์ขวาประทาน อภัย พระหัตถ์ซายอานวยพรทรงช่อดอกไม้ ้ ราชสี ห์ พิณ ดอกบัว โถอัญมณี ประทับบน สิ งโต (คล้ายพระเหรัมภะคณปติ) หมายถึง พลังอานาจในการปกครองบริ วาร ผิววรกาย ขาวเป็ นสัญลักษณ์ของพลังบริ สุทธิ์ หรื อการ หลุดพ้น  การอานวยผลและสถานที่สาหรับตั้งบูชา เป็ น ดุจเดียวกับ พระเหรัมภะคณปติ และพระ ั วีรคณปติ คืออานวยผลให้กบองค์กรบริ หาร ราชการแผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงานทุก ้ ้ ประเภท
  • 38.
    ปางที่ 30 : พระโยคะ คณปติ (Yoga Ganapati) ปางแห่ งพระเวท หรือปางสมาธิกรรมฐาน "โอม ศรี โยคะ คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงูกประคา ต้นอ้อย บ่วงบาศ และขอสับช้าง เป็ นปางแห่งพระ เวท และการรักษาโรคภัยต่างๆ  ั อานวยผลให้กบผูเ้ ป็ นอาจารย์ และ นักศึกษาโยคะสมาธิแบบต่างๆ เหมาะ สาหรับตั้งบูชาไว้ในสถานศึกษา หรื อบูชาไว้ใน เทวสถาน เทวาลัย โรงเรี ยน สอนศาสนาฮินดู ห้องพระ ห้องปฏิบติ ั ธรรมภายในบ้าน เป็ นต้น
  • 39.
    ปางที่ 31 : พระทุรคา คณปติ (Durga Ganapati) ปางมหาอานาจ "โอม ศรี ทุรคา คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี ทอง มี 8ทรงกระบอง คันศร ลูกศร บ่วงบาศ ธงชัย ลูกประคา และขนมโมทกะ  เป็ นปางที่พระราชาในชมพูทวีปนิยม สักการบูชามากปางหนึ่ง ่ ้ อานวยผลดีตอผูมีหน้าที่ราชการ ทหาร ตารวจ ข้าราชการ ฝ่ ายปกครอง ผูบริ หาร ้ หัวหน้าหน่วยงานทุกระดับ
  • 40.
    ปางที่ 32 : พระสั งกตะหะรา คณปติ (Sankatahara Ganapati) ปางทาลายอุปสรรค และความเศร้ าหมอง "โอม ศรี สั งกตะ หะรา คณปติ ยะนะมะฮา"  วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ประทับนังบน ่ ดอกบัวสี แดง พระหัตถ์ขวาอานวยพร พระหัตถ์ซายโอบชายาบนตักซ้าย ส่ วนกร ้ อื่นทรงถือชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ  อานวยผลให้ครอบครัวมีความสุ ข หรื อ ประสบความสาเร็ จ ตามแต่จะอธิษฐานขอ พระพิฆเณศ
  • 41.
    มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็ นสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของรัฐในสังกัด ทบวงมหาวิทยาลัยเดิมคือโรงเรี ยนประณี ตศิลปกรรมสังกัดกรมศิลปากร เปิ ดสอน วิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ขาราชการและนักเรี ยนในสมัยนั้นโดยไม่เก็บ ้ ค่าเล่าเรี ยน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนซึ่ ง เดินทางมารับราชการในประเทศ ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยูหว รัชกาลที่ ๖ เป็ นผูก่อตั้งโรงเรี ยน แห่งนี้ข้ ึน และได้เจริ ญเติบโตเป็ นลาดับ ่ ั ้ เรื่ อยมา จนกระทังได้รับการยกฐานะขึ้นเป็ น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๒ ่ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็ นคณะ วิชาแรก (ปั จจุบนคือคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ั จัดตั้งคณะสถาปั ตยกรรมไทย (ซึ่ งต่อมาได้ปรับหลักสู ตรและเปลี่ยน ชื่อเป็ นคณะ สถาปั ตยกรรมศาสตร์ ) และคณะโบราณคดี หลังจากนั้นได้จดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ ขึ้น ั ในปี ต่อมา
  • 42.
    ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิ ดคณะวิชาและสาขาวิชาที่ หลากหลายขึ้น แต่เนื่องจากบริ เวณพื้นที่ในวังท่าพระคับแคบมาก ไม่สามารถจะขยาย พื้นที่ออกไปได้ จึงได้ขยายเขตการศึกษาไปยังพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัด นครปฐม โดยจัดตั้งคณะ  อักษรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๓ และคณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามลาดับ หลังจากนั้น จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๙ คณะ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และจัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ข้ ึน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ เพือให้เป็ น มหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์ ทางด้านศิลปะมากยิงขึ้น ่ ่
  • 43.
    พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายเขตการศึกษาไปจัดตั้งวิทยาเขตแห่ง ใหม่ ที่จงหวัดเพชรบุรี เพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ใช้ชื่อว่า "วิทยาเขต ั สารสนเทศเพชรบุรี" จัดตั้งคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่ อสาร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และวิทยาลัยนานาชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการ จัดตั้ง บัณฑิตวิทยาลัยขึ้น เพือรับผิดชอบในการดาเนินการ ่
  • 44.
    พระพิฆเนศรเทพเจ้าแห่งศิลป วิทยาการและการประพันธ์ประทับบนเมฆ พระหัตถ์ขวาบนถือตรี ศล พระหัตถ์ขวาล่าง ู ถืองาช้าง พระหัตถ์ซายบนถือปาศะ (เชือก) ้ พระหัตถ์ซายล่างถือครอบน้ า ประทับบน ้ ลวดลายกนก ภายใต้มีอกษรว่า ั "มหาวิทยาลัยศิลปากร" ประกาศใช้เมื่อ 21 สิ งหาคม พ.ศ.2494ซึ่ งคล้ายคลึงกับกรม ศิลปากร
  • 45.
    คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็ นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครู แห่ง ศิลปะวิทยาการ18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็ นเทพแห่ง ศิลปะทั้งมวล และเป็ นเทพองค์สาคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่ งทางศาสนา พราหมณ์ได้สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็ นเทพพระองค์แรกที่ตองบูชาก่อนเริ่ มพิธีใดๆ ้ เป็ นการคารวะในฐานะบรมครู ผประสาทปั ญญาและความสาเร็ จ สามารถขจัด ู้ ่ อุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสาเร็ จลุลวงได้ดวยดี หน่วยงาน ้ ราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็ น สัญลักษณ์
  • 51.
    จากข้อมูลที่รวบรวมได้ท้ งหมดแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของพระพิฆเนศวรที่มี ั ความสาคัญต่อประชาชนทัวไป โดยมีความเชื่อที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศวรว่า ท่านคือเทพเจ้า ่ แห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง และยังมีความสาคัญ อย่างยิงต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรเนื่องจากเป็ นตราสัญลักษณ์ประจามหาวิทยาลัยจึงเป็ นที่เคารพ ่ นับถือของนักศึกษาในรั้วศิลปากรทุกคน ข้ อค้นพบทีได้ ่ ◦ เนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากรอยูในความดูแลของกรมศิลปากรซึ่งใช้ตราสัญลักษณ์พระ ่ พิฆเนศวรดังนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงใช้ตราสัญลักษณ์พระพิฆเนศวรด้วย พระ พิฆเนศวรคือเทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง ข้ อคิดทีได้ ่ ◦ คนส่ วนใหญ่มกจะชอบขอพรจากพระพิฆเนศวรเพือที่จะประสบความสาเร็ จในเรื่ องต่างๆ ั ่ แต่จริ งๆ แล้วการขอพรจากพระพิฆเนศวรเป็ นได้แค่ที่พ่งทางใจเท่านั้น การที่เราจะ ึ ่ ั ประสบความสาเร็ จได้ข้ ึนอยูกบการกระทาของเราเท่านั้นการทางานครั้งนี้ยงได้ทราบอีกว่า ั ่ องค์พระพิฆเนศวรมีอยูทุกที่ในมหาวิยาลัยศิลปากร รวมทั้งในหัวใจของเด็กศิลปากรด้วย
  • 52.
     www.thepjamlang.com/articles/233904/พระพิฆเนศ_32 ปาง.html  th.wikipedia.org/wiki/พระพิฆเนศวร  www.su.ac.th
  • 53.
    นาย ถิรวุฒิ กลิ่นลออ รหัส 07530418 คณะวิทยาศาสตร์  นาย ธีรไนย ศรี ธรรมรงค์ รหัส 07530423 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว ปรางค์วลัย เพ็งมาก รหัส 07530432 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว วิไลรัตน์ บุษบาบาล รหัส 07530447 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว ศศิมาพร ขันทองดี รหัส 07530452 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว อรทัย บุญฤทธิ์ รหัส 07530469 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว สุ มินตรา พามา รหัส 07530603 คณะวิทยาศาสตร์  นางสาว นลินทิพย์ สุรโชติเวศย์ รหัส 09530669 คณะวิศวกรรมศาสตร์  นางสาว นันทนัช นันทอารี รหัส 09530671 คณะวิศวกรรมศาสตร์  นางสาว ปาลวจี บุณยบุตร รหัส 09530701 คณะวิศวกรรมศาสตร์