1
นันทกเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๓. นันทกเปตวัตถุ
เรื่องนันทกเปรต (เรื่องนี้เกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๒๐๐ ปี)
(เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า)
[๖๕๘] มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคลกะ
เป็นใหญ่แห่งชาวสุรัฏฐวิสัย เสด็จไปเฝ้ าพระเจ้าโมริยะแล้ว
กลับมาถึงทางที่จะไปยังสุรัฏฐวิสัยอีก
[๖๕๙] เสด็จมาถึงทางโค้ง ในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็ นเวลาร้อน
ได้ทอดพระเนตรเห็นทางที่น่ารื่นรมย์ เป็นทางทรายที่เปรตเนรมิตไว้นั้น
[๖๖๐] จึงตรัสบอกนายสารถีว่า “ทางนี้น่ารื่นรมย์ ปลอดภัย สะดวก
ปลอดโปร่ง สารถี พวกเราตรงไปทางนี้แหละ
จากที่นี้ไปไม่ไกลก็จะถึงสุรัฏฐประเทศ”
[๖๖๑] พระเจ้าสุรัฏฐ์ ได้เสด็จพระราชดาเนินไปทางนั้น
พร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่า บุรุษคนหนึ่งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์
ดังนี้ว่า
[๖๖๒] “พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัว
น่าขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ
[๖๖๓] พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต
กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งมา ข้าพระองค์ได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”
[๖๖๔] พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงตกพระทัย ตรัสกับนายสารถีดังนี้ว่า
“พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า
ทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ
[๖๖๕] พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต
กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งมา เราได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว”
[๖๖๖] จึงเสด็จขึ้นคอช้าง ทอดพระเนตรไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ
ทรงเห็นต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง มีร่มหนาทึบดี เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ
ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ
[๖๖๗] จึงรับสั่งกับนายสารถีว่า “ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจสีเมฆ
ทั้งสีและสัณฐานคล้ายเมฆ ปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม”
(นายสารถีกราบทูลว่า)
[๖๖๘] “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า นั้นต้นไทรย้อย มีร่มหนาทึบดี
เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ”
2
[๖๖๙] พระเจ้าสุรัฏฐ์เสด็จพระราชดาเนินไปจนถึงป่าใหญ่
ซึ่งเขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ ปรากฏอยู่
[๖๗๐] เสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ต้นไม้
ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมทั้งหมู่อามาตย์ข้าราชบริพาร
ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้าเต็มและขนมที่ถูกพระทัย
[๖๗๑] บุรุษผู้มีรูปลักษณ์ดั่งเทพ ประดับอาภรณ์พร้อมสรรพ
เข้าไปเฝ้ าพระเจ้าสุรัฏฐ์แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า
[๖๗๒] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว
และก็มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงกาจัดศัตรู
เชิญพระองค์ผู้ประเสริฐเสวยน้า และเสวยขนมเถิด
[๖๗๓] พระเจ้าสุรัฏฐ์พร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพาร
พากันดื่มน้าและกินขนมแล้ว จึงตรัสถามว่า
[๖๗๔] ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ
พวกเราไม่รู้จักจึงขอถามท่าน พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร
(นันทกเปรตกราบทูลว่า)
[๖๗๕] ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์
ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต มาจากถิ่นสุรัฏฐวิสัย มาอยู่ที่นี้
(พระราชาตรัสถามว่า)
[๖๗๖] เมื่อก่อน ท่านอยู่ในสุรัฏฐวิสัย มีปกตินิสัยอย่างไร
มีความประพฤติอย่างไร เพราะความดีอะไร ท่านจึงมีอานุภาพอย่างนี้
(นันทกเปรตกราบทูลว่า)
[๖๗๗] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู
ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น อามาตย์ ข้าราชบริพาร
และพราหมณ์ ปุโรหิต ก็เชิญสดับด้วย
[๖๗๘] ขอเดชะ(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์เป็นบุรุษ อยู่ในสุรัฏฐวิสัย
เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ (แสดงความเห็นผิดว่า การทาบุญ
การให้ทานเป็นต้นไม่มีผล) ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
[๖๗๙] เมื่อชนเหล่าอื่นกาลังทาบุญให้ทาน ข้าพเจ้าก็ทาอันตรายเสีย
ซ้ายังห้ามหมู่ชนว่า
[๖๘๐] ผลทานไม่มี ผลแห่งความสารวมจักมีแต่ที่ไหน
ใครผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครเล่าจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนได้
[๖๘๑] สัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน
ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลจึงไม่ต้องมี กาลังหรือความเพียรก็ไม่ต้องมี
ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน
3
[๖๘๒] ธรรมดาผลทานย่อมไม่มี
ใครจะทาบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดด้วยทานไม่ได้
สัตว์ย่อมได้สุขหรือทุกข์ที่ควรได้เอง สุขหรือทุกข์ที่เกิดจากการแปรผัน
สัตว์นามาเอง
[๖๘๓] มารดาไม่มี บิดาไม่มี พี่ชายไม่มี น้องชายไม่มี โลกนี้ไม่มี
โลกหน้าไม่มี ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล การบูชาก็ไม่มีผล
ทานและการบูชาที่ตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล
[๖๘๔] คนแม้ฆ่าคน (หรือ) ตัดคอคนอื่น ก็ไม่ชื่อว่าใครฆ่าใคร
เป็นแต่ศัสตรา เสียบเข้าไปในระหว่างช่องกายทั้ง ๗ ช่อง (คาว่า กายทั้ง ๗
ในลัทธินี้ หมายถึงสภาวะ ๗ กอง ได้แก่ กองแห่งธาตุดิน น้า ไฟ ลม
ทุกข์และชีวะ)
[๖๘๕] ชีวะ (คาว่า ชีวะ ในที่นี้ เทวดากล่าวหมายถึง ดวงชีพ
ตรงกับอาตมันหรืออัตตาของลัทธิพราหมณ์) ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ถูกตัด
ไม่ถูกทาลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้าอ้อย บางคราวสูง
๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถจะตัดชีวะให้ขาดได้
[๖๘๖] เหมือนเมื่อกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไป
กลุ่มด้ายนั้นย่อมคลายกลิ้งไปได้ ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ย่อมแหวกหนีออกไปจากร่างได้
[๖๘๗] เหมือนบุคคลออกจากบ้านหนึ่ง เข้าสู่บ้านหนึ่ง ฉันใด
ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง
[๖๘๘] เหมือนบุคคลออกจากเรือนหลังหนึ่ง เข้าสู่อีกเรือนหลังหนึ่ง
ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง
[๖๘๙] ครั้นสิ้นกาหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป
สัตว์ทั้งหลายจะเป็ นพาลหรือบัณฑิตก็ตาม จักยังสังสารวัฏให้สิ้นไปแล้ว
จักทาที่สุดทุกข์ได้เอง
[๖๙๐] สุขและทุกข์ เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระบุง
พระชินเจ้าย่อมรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หมู่สัตว์นอกนี้ล้วนเป็ นผู้ลุ่มหลง
[๖๙๑] เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้ จึงได้เป็ นคนหลง
ถูกโมหะครอบงา เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
[๖๙๒] ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักตาย
จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส
[๖๙๓] นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน
กรรมสร้างจาแนกไว้เป็นส่วนๆ ล้อมรอบด้วยกาแพงเหล็ก
ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก
4
[๖๙๔] พื้นนรกนั้นล้วนเป็ นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง
ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล
[๖๙๕] ล่วงไป ๑๐๐,๐๐๐ ปี ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอื้ออึง
(ว่า เพื่อนยากทั้งหลายเมื่อพวกท่านไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณ ๑๐๐,๐๐๐
ปีล่วงไปแล้ว) ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ๑๐๐ โกฏิปีเป็นกาหนดของนรก
[๖๙๖] ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล และติเตียนพระอริยะ
ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิปี
[๖๙๗] ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นเป็ นเวลายาวนาน
นี้เป็นผลกรรมอันชั่วช้าของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น
ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกอย่างหนัก
[๖๙๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ
ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น
ขอความเจริญจงมีแด่ข้าพระองค์และอุตตราธิดาของข้าพระองค์
[๖๙๙] นางทาแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล
รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ และยินดีในทาน
[๗๐๐] เป็นสะใภ้ตระกูลอื่นก็ยังคงรักษาศีลไม่บกพร่องอยู่เป็นนิตย์
และเป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสิริ
[๗๐๑] ภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลสมบูรณ์ สารวมตา มีสติ คุ้มครองอินทรีย์
สารวมระวังเป็ นอันดี เข้ามาบิณฑบาตยังหมู่บ้าน
[๗๐๒] เดินไปตามลาดับตรอก ได้มาถึงบ้านนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุนั้นแล้ว
[๗๐๓] นางได้ถวายน้าดื่มเต็มขันและขนมอย่างวิจิตรแล้ว อุทิศว่า
ขอผลทานที่ดิฉันถวายแล้วนี้ จงสาเร็จแก่บิดาของดิฉันซึ่งตายไปแล้วเถิด เจ้าค่ะ
[๗๐๔] ในขณะที่นางอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากก็เกิดขึ้น
ข้าพระองค์สาเร็จความประสงค์ดังปรารถนา บริโภคกามสุขอยู่
เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช
[๗๐๕] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ
ขอพระองค์จงทรงสดับความนั้น บัณฑิตกล่าวว่า
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศของโลก พร้อมทั้งเทวโลก
ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี
ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
[๗๐๖] ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคมีองค์ ๘
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราช
ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี จงทรงถึงพระธรรมนั้น
ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
5
[๗๐๗] พระอริยบุคคลผู้บรรลุอริยมรรค ๔
และพระอริยบุคคลผู้ดารงอยู่ในอริยผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรง มีศีล
สมาธิและปัญญา ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี
ทรงถึงพระสงฆ์นั้น ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
[๗๐๘] ขอพระองค์ทรงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคาเท็จ
ไม่เสวยน้าจัณฑ์เถิด
(พระราชาตรัสว่า)
[๗๐๙] เทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็ นผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา
เราจะทาตามคาของท่าน ท่านเป็ นอาจารย์ของเรา
[๗๑๐] เราขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็ นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์
พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึก
[๗๑๑] เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก
ยินดีเฉพาะภรรยาของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้าเมา
[๗๑๒] เราจะผ่อนคลายความเห็นชั่ว
เหมือนโปรยแกลบให้ลอยไปตามลมแรง
หรือเหมือนทิ้งเศษไม้ใบหญ้าลงกระแสน้าเชี่ยว และยินดีในพระพุทธศาสนา
[๗๑๓] พระเจ้าสุรัฏฐ์เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นชั่ว
ทรงนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จทรงรถพระที่นั่ง
บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก
นันทกเปตวัตถุที่ ๓ จบ
-----------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔
๓. นันทิกาเปตวัตถุ
อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓
เรื่องนันทกเปรตนี้ มีดังนี้.
การอุบัติขึ้นของเรื่องนั้นเป็ นอย่างไร?
นับแต่พระศาสดาปรินิพพานล่วงไปได้ ๒๐๐ ปี ในสุรัฐวิสัย
ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ปิงคละ.
เสนาบดีของพระราชานั้น ชื่อว่านันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ
มีความผิดแปลก เที่ยวยกย่องการถือผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว
ไม่มีผล ดังนี้.
ธิดาของนายนันทกะนั้นเป็ นอุบาสิกาชื่อว่าอุตตรา เขาได้ยกให้แต่งงานในตระกูล
ที่เสมอกัน.
6
ฝ่ายนันทกเสนาบดีทากาละแล้ว
บังเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ต้นไทรใหญ่ ในดงไฟไหม้.
เมื่อนันทกเสนาบดีนั้นทากาละแล้ว
นางอุตตราได้ถวายหม้อน้าดื่มเต็มด้วยน้าหอมสะอาดและเยือกเย็น
และขันอันเต็มด้วยขนม เพียบพร้อมด้วยสีกลิ่นและรสที่ปรุงด้วยขนมกุมมาส
แด่พระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง แล้วอุทิศว่า
ขอทักษิณานี้จงสาเร็จแก่บิดาของเราเถิด. น้าดื่มอันเป็ นทิพย์
และขนมอันหาประมาณมิได้ ปรากฏแก่เปรตนั้น เพราะทานนั้น.
เขาเห็นดังนั้นจึงคิดอย่างนี้ว่าเราทากรรมอันลามกหนอที่ให้มหาชนถือ
เอาผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ย่อมไม่มีผล ดังนี้ ก็บัดนี้
พระเจ้าปิงคละเสด็จไปโอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก,
พระองค์ประทานโอวาทแล้วจักเสด็จกลับมา เอาเถอะ เราจักบรรเทานัตถิกทิฏฐิ.
ไม่นานนัก พระเจ้าปิงคละได้ให้โอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก
เมื่อจะเสด็จกลับจึงทรงดาเนินไปทางนั้น.
ลาดับนั้น เปรตนั้นนิรมิตรหนทางนั้น ให้บ่ายหน้าไปยังที่อยู่ของตน.
ในเวลาเที่ยงตรง พระราชาเสด็จไปตามทางนั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไป
หนทางข้างหน้าปรากฏอยู่ แต่หนทางข้างหลังไม่ปรากฏแก่พระองค์.
บุรุษผู้ไปหลังเขาทั้งหมด เห็นทางหายไปจึงกลัว ร้องลั่น
วิ่งไปกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตกพระหทัย มีพระหทัยสลด
ประทับอยู่บนคอช้าง ตรวจดูทิศทั้ง ๔ เห็นต้นไทรอันเป็ นที่อยู่ของเปรต
จึงได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังต้นไทรนั้น พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา.
ครั้นพระราชาเสด็จถึงที่นั้นโดยลาดับ
เปรตประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงเข้าไปเฝ้ าพระราชา กระทาปฏิสันถาร
ได้ถวายขนมและน้าดื่ม.
พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทรงสงสนาน เสวยขนมแล้วดื่มน้า
ระงับความเหน็ดเหนื่อยในหนทาง จึงตรัสถามเปรตโดยนัยมีอาทิว่า
ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นคนธรรพ์.
เปรตได้กราบทูลเรื่องของตนตั้งแต่ต้น
จึงปลดเปลื้องพระราชาจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้ดารงอยู่ในสรณะและศีล.
เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย
จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคล
ได้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ เสด็จไปเฝ้ าพระโมริยะแล้ว กลับมายังสุรัฐประเทศ
เสด็จมาถึงที่มีเปือกตมในเวลาเที่ยงซึ่งเป็ นเวลาร้อน
7
ได้ทอดพระเนตรเห็นทางอันน่ารื่นรมย์ เป็นทางที่เปรตนิรมิตรไว้
จึงตรัสบอกนายสารถีว่า
ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็ นทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย
ดูก่อนนายสารถี ท่านจงตรงไปทางนี้แหละ
เมื่อเราไปโดยทางนี้จักถึงเขตเมืองสุรัฐเร็วทีเดียว
พระเจ้าสุรัฐได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา
บุรุษคนหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัว ได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฐว่า
พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า
เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ
พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สานักพวกอมนุษย์
กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพึงกลัว
พระเจ้าสุรัฐทรงสะดุ้งพระหทัย ตรัสกะนายสารถีว่า
พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า
เพราะทางปรากฏเฉพาะหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด
พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สานักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้ งไป
เราได้ยินเสียงน่าสะพึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศทั้ง ๔
ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐาน
คล้ายเมฆ จึงรับสั่งกะนายสารถีว่า
ป่าใหญ่เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ
มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม ?
นายสารถีกราบทูลว่า :-
ข้าแต่มหาราช นั่นเป็ นต้นไทรมีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่ม
มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ
พระเจ้าสุรัฐเสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ปรากฏอยู่แล้ว เสด็จลงจากคอช้าง
เข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่อามาตย์ราชบริพาร
ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ามีน้าเต็มและขนมอันหวานอร่อย
บุรุษมีเพศดังเทวดาประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง
เข้าไปเฝ้ าพระเจ้าสุรัฐแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชพระองค์
เสด็จมาดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กาจัดศัตรู
เชิญพระองค์เสวยน้าและขนมเถิดพระเจ้าข้า
พระเจ้าสุรัฐพร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพาร
พากันดื่มน้าและขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทพ เป็นคนธรรพ์
หรือเป็นท้าวสักกะปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จักขอถาม
พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร?
นันทกเปรตกราบทูลว่า :-
8
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์
ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฐมาอยู่ที่นี่.
พระราชาตรัสถามว่า :-
เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฐมีปกติอย่างไร
มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพอย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อย่างไร?
นันทกเปรตตอบว่า :-
ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์
อามาตย์ราชบริพารและพราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็ นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฐ
เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็ นคนทุศีล เป็ นคนตระหนี่
บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ห้ามปรามมหาชนซึ่งพากันทาบุญให้ทาน
ทาอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กาลังให้ทาน ได้ห้ามว่า ผลแห่งทาน ไม่มี
ผลแห่งการสารวม จักมีแต่ที่ไหน ใครๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี
ใครจักฝึกฝนบุคคล ผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วได้เล่า
สัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล
จักมีแต่ที่ไหน กาลังหรือความเพียรไม่มี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน
ผลแห่งทานไม่มี ทานและศีล ไม่ทาบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้
สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์
อันเกิดแต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่นจากโลกนี้ก็ไม่มี
ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล
แม้ทานอันบุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่น และตัดศีรษะบุรุษอื่น
จะจัดว่าบุรุษนั้นทาลายชีวิตของผู้อื่น หาได้ไม่ ไม่มีใครฆ่าใคร
เป็นแต่ศัตราย่อมเข้าไปในระหว่างช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น
ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทาลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม
บางคราวกลมเหมือนงบน้าอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์
ใครเล่าสามารถตัดชีพให้ขาดได้
เหมือนหลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้วหลอดด้ายนั้น
อันด้ายคลายอยู่ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้น
ย่อมแหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ออกไปจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่นฉันใด
ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคลออกจากเรือนหลังนี้ แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่นฉันใด
แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้นกาหนด
๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป
สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นพาลทั้งที่เป็นบัณฑิตจักยังสงสารให้สิ้นไปแล้ว
จักทาที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขและทุกข์เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระเช้า
9
พระชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง
เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้จึงได้เป็ นคนหลง ถูกโมหะครอบงา
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ ภายใน ๖ เดือน
ข้าพระองค์จักทากาลกิริยา จักตกไปในนรกอันเผ็ดร้อนร้ายกาจโดยส่วนเดียว
นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตูจาแนกออกเป็นส่วนๆ ล้อมด้วยกาแพงเหล็ก
ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้น เป็ นเหล็กแดง ลุกเป็ นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไป
๑๐๐ โยชน์ โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี
ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงได้ยินเสียงในนรกนั้นว่า แน่ะ เพื่อนยาก
เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว
ข้าแต่มหาราชเจ้า
แสนโกฏิปีเป็นกาหนดอายุของสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก
ชนทั้งหลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า
ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกแสนโกฏิปี
ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนานนี้
เป็นผลแห่งกรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกนัก
ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดศัตรูเป็นที่ที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น
ขอพระองค์จงทรงสดับคาของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์
ธิดาของข้าพระองค์ชื่ออุตตรา ทาแต่ความดี
ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล ยินดีในทานและการจาแนกทาน
รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ มีปกติทาไม่ให้ขาดในสิกขา
เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลอื่น
เป็นอุบาสิกาของพระมหาศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงศิริ
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์
นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน
มีจักษุทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครองทวารสารวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลาดับตรอก
เข้าไปสู่บ้านนั้น นางได้ถวายน้าขันหนึ่งและขนมมีรสหวาน อร่อยแล้ว
อุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้จงพลันสาเร็จแก่บิดาของดิฉันที่ตายไปแล้วเถอะ
ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิดแก่ข้าพระองค์
ข้าพระองค์มีความประสงค์สาเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภคกามสุข
เหมือนดังท้าวเวสวัณมหาราช
ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น
ขอพระองค์จงทรงสดับคาของข้าพระองค์
พระพุทธเจ้าอันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี
10
จงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด
ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตะด้วยมรรคมีองค์ ๘
ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงมรรคมีองค์ ๘
และอมตะบท ว่าเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔
จาพวกผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จาพวก นี้เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติ ซื่อตรง
ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี
จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็ นสรณะเถิด ขอพระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคาเท็จ
ไม่ทรงดื่มน้าจัณฑ์เถิด.
พระราชาตรัสว่า :-
ดูก่อนเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแก่เรา
ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจักทาตามคาของท่าน
ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรมและพระสงฆ์อันยอดเยี่ยม กว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ
เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
และยินดีด้วยพระมเหสีของตน จะไม่พูดเท็จ จะไม่ดื่มน้าเมา
เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า เหมือนโปรยแกลบอันลอยไปตามลมอันแรง
เหมือนทั้งหญ้าและใบไม้ ลอยไปในแม่น้ามีกระแสอันเชี่ยว
จักเป็นผู้ยินดีในพระพุทธศาสนา
พระเจ้าสุรัฐ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นอันชั่วช้า
ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง
บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก กลับคืนสู่พระนคร.
พระราชาเสด็จขึ้นสู่ราชรถของพระองค์อันเป็ นรถพระที่นั่งเสด็จ
ครั้นเสด็จขึ้นแล้วได้ถึงพระนครของพระองค์ในวันนั้นนั่นเอง
ด้วยอานุภาพของเทวดา แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง.
สมัยต่อมา ท้าวเธอตรัสบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลายจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่พระเถระทั้งหลาย.
พระเถระทั้งหลายจึงยกขึ้นสู่สังคายนาในตติยสังคีติ.
จบอรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓
-----------------------------------------------------

๓๘. นันทกเปตวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 นันทกเปตวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. นันทกเปตวัตถุ เรื่องนันทกเปรต (เรื่องนี้เกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๒๐๐ ปี) (เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า) [๖๕๘] มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคลกะ เป็นใหญ่แห่งชาวสุรัฏฐวิสัย เสด็จไปเฝ้ าพระเจ้าโมริยะแล้ว กลับมาถึงทางที่จะไปยังสุรัฏฐวิสัยอีก [๖๕๙] เสด็จมาถึงทางโค้ง ในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็ นเวลาร้อน ได้ทอดพระเนตรเห็นทางที่น่ารื่นรมย์ เป็นทางทรายที่เปรตเนรมิตไว้นั้น [๖๖๐] จึงตรัสบอกนายสารถีว่า “ทางนี้น่ารื่นรมย์ ปลอดภัย สะดวก ปลอดโปร่ง สารถี พวกเราตรงไปทางนี้แหละ จากที่นี้ไปไม่ไกลก็จะถึงสุรัฏฐประเทศ” [๖๖๑] พระเจ้าสุรัฏฐ์ ได้เสด็จพระราชดาเนินไปทางนั้น พร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่า บุรุษคนหนึ่งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ ดังนี้ว่า [๖๖๒] “พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัว น่าขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ [๖๖๓] พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งมา ข้าพระองค์ได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว” [๖๖๔] พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงตกพระทัย ตรัสกับนายสารถีดังนี้ว่า “พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัวน่าขนพองสยองเกล้า ทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ [๖๖๕] พวกเราเดินผิดทางเสียแล้ว เห็นจะมาใกล้พวกเปรต กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งมา เราได้ยินเสียงพิลึกน่าสะพรึงกลัว” [๖๖๖] จึงเสด็จขึ้นคอช้าง ทอดพระเนตรไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ ทรงเห็นต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง มีร่มหนาทึบดี เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ [๖๖๗] จึงรับสั่งกับนายสารถีว่า “ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานคล้ายเมฆ ปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม” (นายสารถีกราบทูลว่า) [๖๖๘] “ข้าแต่พระมหาราชเจ้า นั้นต้นไทรย้อย มีร่มหนาทึบดี เขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆ”
  • 2.
    2 [๖๖๙] พระเจ้าสุรัฏฐ์เสด็จพระราชดาเนินไปจนถึงป่าใหญ่ ซึ่งเขียวชอุ่มคล้ายสีเมฆ ทั้งสีและสัณฐานก็คล้ายเมฆปรากฏอยู่ [๖๗๐] เสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ต้นไม้ ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมทั้งหมู่อามาตย์ข้าราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้าเต็มและขนมที่ถูกพระทัย [๖๗๑] บุรุษผู้มีรูปลักษณ์ดั่งเทพ ประดับอาภรณ์พร้อมสรรพ เข้าไปเฝ้ าพระเจ้าสุรัฏฐ์แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า [๖๗๒] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และก็มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงกาจัดศัตรู เชิญพระองค์ผู้ประเสริฐเสวยน้า และเสวยขนมเถิด [๖๗๓] พระเจ้าสุรัฏฐ์พร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้าและกินขนมแล้ว จึงตรัสถามว่า [๖๗๔] ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักจึงขอถามท่าน พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร (นันทกเปรตกราบทูลว่า) [๖๗๕] ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต มาจากถิ่นสุรัฏฐวิสัย มาอยู่ที่นี้ (พระราชาตรัสถามว่า) [๖๗๖] เมื่อก่อน ท่านอยู่ในสุรัฏฐวิสัย มีปกตินิสัยอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร เพราะความดีอะไร ท่านจึงมีอานุภาพอย่างนี้ (นันทกเปรตกราบทูลว่า) [๖๗๗] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น อามาตย์ ข้าราชบริพาร และพราหมณ์ ปุโรหิต ก็เชิญสดับด้วย [๖๗๘] ขอเดชะ(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์เป็นบุรุษ อยู่ในสุรัฏฐวิสัย เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ (แสดงความเห็นผิดว่า การทาบุญ การให้ทานเป็นต้นไม่มีผล) ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย [๖๗๙] เมื่อชนเหล่าอื่นกาลังทาบุญให้ทาน ข้าพเจ้าก็ทาอันตรายเสีย ซ้ายังห้ามหมู่ชนว่า [๖๘๐] ผลทานไม่มี ผลแห่งความสารวมจักมีแต่ที่ไหน ใครผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครเล่าจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนได้ [๖๘๑] สัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกัน ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลจึงไม่ต้องมี กาลังหรือความเพียรก็ไม่ต้องมี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน
  • 3.
    3 [๖๘๒] ธรรมดาผลทานย่อมไม่มี ใครจะทาบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดด้วยทานไม่ได้ สัตว์ย่อมได้สุขหรือทุกข์ที่ควรได้เอง สุขหรือทุกข์ที่เกิดจากการแปรผัน สัตว์นามาเอง [๖๘๓]มารดาไม่มี บิดาไม่มี พี่ชายไม่มี น้องชายไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล การบูชาก็ไม่มีผล ทานและการบูชาที่ตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล [๖๘๔] คนแม้ฆ่าคน (หรือ) ตัดคอคนอื่น ก็ไม่ชื่อว่าใครฆ่าใคร เป็นแต่ศัสตรา เสียบเข้าไปในระหว่างช่องกายทั้ง ๗ ช่อง (คาว่า กายทั้ง ๗ ในลัทธินี้ หมายถึงสภาวะ ๗ กอง ได้แก่ กองแห่งธาตุดิน น้า ไฟ ลม ทุกข์และชีวะ) [๖๘๕] ชีวะ (คาว่า ชีวะ ในที่นี้ เทวดากล่าวหมายถึง ดวงชีพ ตรงกับอาตมันหรืออัตตาของลัทธิพราหมณ์) ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ถูกตัด ไม่ถูกทาลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้าอ้อย บางคราวสูง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถจะตัดชีวะให้ขาดได้ [๖๘๖] เหมือนเมื่อกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไป กลุ่มด้ายนั้นย่อมคลายกลิ้งไปได้ ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแหวกหนีออกไปจากร่างได้ [๖๘๗] เหมือนบุคคลออกจากบ้านหนึ่ง เข้าสู่บ้านหนึ่ง ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง [๖๘๘] เหมือนบุคคลออกจากเรือนหลังหนึ่ง เข้าสู่อีกเรือนหลังหนึ่ง ฉันใด ถึงชีวะนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างหนึ่ง เข้าสู่อีกร่างหนึ่ง [๖๘๙] ครั้นสิ้นกาหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป สัตว์ทั้งหลายจะเป็ นพาลหรือบัณฑิตก็ตาม จักยังสังสารวัฏให้สิ้นไปแล้ว จักทาที่สุดทุกข์ได้เอง [๖๙๐] สุขและทุกข์ เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระบุง พระชินเจ้าย่อมรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หมู่สัตว์นอกนี้ล้วนเป็ นผู้ลุ่มหลง [๖๙๑] เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้ จึงได้เป็ นคนหลง ถูกโมหะครอบงา เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ และด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย [๖๙๒] ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักตาย จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส [๖๙๓] นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน กรรมสร้างจาแนกไว้เป็นส่วนๆ ล้อมรอบด้วยกาแพงเหล็ก ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก
  • 4.
    4 [๖๙๔] พื้นนรกนั้นล้วนเป็ นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อนแผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล [๖๙๕] ล่วงไป ๑๐๐,๐๐๐ ปี ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอื้ออึง (ว่า เพื่อนยากทั้งหลายเมื่อพวกท่านไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปีล่วงไปแล้ว) ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ๑๐๐ โกฏิปีเป็นกาหนดของนรก [๖๙๖] ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล และติเตียนพระอริยะ ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิปี [๖๙๗] ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นเป็ นเวลายาวนาน นี้เป็นผลกรรมอันชั่วช้าของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกอย่างหนัก [๖๙๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ทรงสดับความนั้น ขอความเจริญจงมีแด่ข้าพระองค์และอุตตราธิดาของข้าพระองค์ [๖๙๙] นางทาแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ และยินดีในทาน [๗๐๐] เป็นสะใภ้ตระกูลอื่นก็ยังคงรักษาศีลไม่บกพร่องอยู่เป็นนิตย์ และเป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสิริ [๗๐๑] ภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลสมบูรณ์ สารวมตา มีสติ คุ้มครองอินทรีย์ สารวมระวังเป็ นอันดี เข้ามาบิณฑบาตยังหมู่บ้าน [๗๐๒] เดินไปตามลาดับตรอก ได้มาถึงบ้านนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุนั้นแล้ว [๗๐๓] นางได้ถวายน้าดื่มเต็มขันและขนมอย่างวิจิตรแล้ว อุทิศว่า ขอผลทานที่ดิฉันถวายแล้วนี้ จงสาเร็จแก่บิดาของดิฉันซึ่งตายไปแล้วเถิด เจ้าค่ะ [๗๐๔] ในขณะที่นางอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากก็เกิดขึ้น ข้าพระองค์สาเร็จความประสงค์ดังปรารถนา บริโภคกามสุขอยู่ เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช [๗๐๕] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ทรงปราบอริราช ทรงผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์จงทรงสดับความนั้น บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เลิศของโลก พร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด [๗๐๖] ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคมีองค์ ๘ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราช ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี จงทรงถึงพระธรรมนั้น ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด
  • 5.
    5 [๗๐๗] พระอริยบุคคลผู้บรรลุอริยมรรค ๔ และพระอริยบุคคลผู้ดารงอยู่ในอริยผล๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรง มีศีล สมาธิและปัญญา ขอพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ทรงถึงพระสงฆ์นั้น ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึกเถิด [๗๐๘] ขอพระองค์ทรงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคาเท็จ ไม่เสวยน้าจัณฑ์เถิด (พระราชาตรัสว่า) [๗๐๙] เทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็ นผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจะทาตามคาของท่าน ท่านเป็ นอาจารย์ของเรา [๗๑๐] เราขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็ นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์ว่าเป็ นที่พึ่งที่ระลึก [๗๑๑] เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้าเมา [๗๑๒] เราจะผ่อนคลายความเห็นชั่ว เหมือนโปรยแกลบให้ลอยไปตามลมแรง หรือเหมือนทิ้งเศษไม้ใบหญ้าลงกระแสน้าเชี่ยว และยินดีในพระพุทธศาสนา [๗๑๓] พระเจ้าสุรัฏฐ์เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นชั่ว ทรงนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก นันทกเปตวัตถุที่ ๓ จบ ----------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของ อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๓. นันทิกาเปตวัตถุ อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓ เรื่องนันทกเปรตนี้ มีดังนี้. การอุบัติขึ้นของเรื่องนั้นเป็ นอย่างไร? นับแต่พระศาสดาปรินิพพานล่วงไปได้ ๒๐๐ ปี ในสุรัฐวิสัย ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ปิงคละ. เสนาบดีของพระราชานั้น ชื่อว่านันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความผิดแปลก เที่ยวยกย่องการถือผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ไม่มีผล ดังนี้. ธิดาของนายนันทกะนั้นเป็ นอุบาสิกาชื่อว่าอุตตรา เขาได้ยกให้แต่งงานในตระกูล ที่เสมอกัน.
  • 6.
    6 ฝ่ายนันทกเสนาบดีทากาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่ต้นไทรใหญ่ ในดงไฟไหม้. เมื่อนันทกเสนาบดีนั้นทากาละแล้ว นางอุตตราได้ถวายหม้อน้าดื่มเต็มด้วยน้าหอมสะอาดและเยือกเย็น และขันอันเต็มด้วยขนม เพียบพร้อมด้วยสีกลิ่นและรสที่ปรุงด้วยขนมกุมมาส แด่พระขีณาสพเถระรูปหนึ่งแล้วอุทิศว่า ขอทักษิณานี้จงสาเร็จแก่บิดาของเราเถิด. น้าดื่มอันเป็ นทิพย์ และขนมอันหาประมาณมิได้ ปรากฏแก่เปรตนั้น เพราะทานนั้น. เขาเห็นดังนั้นจึงคิดอย่างนี้ว่าเราทากรรมอันลามกหนอที่ให้มหาชนถือ เอาผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ย่อมไม่มีผล ดังนี้ ก็บัดนี้ พระเจ้าปิงคละเสด็จไปโอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก, พระองค์ประทานโอวาทแล้วจักเสด็จกลับมา เอาเถอะ เราจักบรรเทานัตถิกทิฏฐิ. ไม่นานนัก พระเจ้าปิงคละได้ให้โอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก เมื่อจะเสด็จกลับจึงทรงดาเนินไปทางนั้น. ลาดับนั้น เปรตนั้นนิรมิตรหนทางนั้น ให้บ่ายหน้าไปยังที่อยู่ของตน. ในเวลาเที่ยงตรง พระราชาเสด็จไปตามทางนั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไป หนทางข้างหน้าปรากฏอยู่ แต่หนทางข้างหลังไม่ปรากฏแก่พระองค์. บุรุษผู้ไปหลังเขาทั้งหมด เห็นทางหายไปจึงกลัว ร้องลั่น วิ่งไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตกพระหทัย มีพระหทัยสลด ประทับอยู่บนคอช้าง ตรวจดูทิศทั้ง ๔ เห็นต้นไทรอันเป็ นที่อยู่ของเปรต จึงได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังต้นไทรนั้น พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา. ครั้นพระราชาเสด็จถึงที่นั้นโดยลาดับ เปรตประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงเข้าไปเฝ้ าพระราชา กระทาปฏิสันถาร ได้ถวายขนมและน้าดื่ม. พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทรงสงสนาน เสวยขนมแล้วดื่มน้า ระงับความเหน็ดเหนื่อยในหนทาง จึงตรัสถามเปรตโดยนัยมีอาทิว่า ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นคนธรรพ์. เปรตได้กราบทูลเรื่องของตนตั้งแต่ต้น จึงปลดเปลื้องพระราชาจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้ดารงอยู่ในสรณะและศีล. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าปิงคล ได้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ เสด็จไปเฝ้ าพระโมริยะแล้ว กลับมายังสุรัฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มีเปือกตมในเวลาเที่ยงซึ่งเป็ นเวลาร้อน
  • 7.
    7 ได้ทอดพระเนตรเห็นทางอันน่ารื่นรมย์ เป็นทางที่เปรตนิรมิตรไว้ จึงตรัสบอกนายสารถีว่า ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็นทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย ดูก่อนนายสารถี ท่านจงตรงไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้จักถึงเขตเมืองสุรัฐเร็วทีเดียว พระเจ้าสุรัฐได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา บุรุษคนหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัว ได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฐว่า พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สานักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้ งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพึงกลัว พระเจ้าสุรัฐทรงสะดุ้งพระหทัย ตรัสกะนายสารถีว่า พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็ นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สานักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้ งไป เราได้ยินเสียงน่าสะพึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศทั้ง ๔ ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐาน คล้ายเมฆ จึงรับสั่งกะนายสารถีว่า ป่าใหญ่เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม ? นายสารถีกราบทูลว่า :- ข้าแต่มหาราช นั่นเป็ นต้นไทรมีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชะอุ่ม มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ พระเจ้าสุรัฐเสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ปรากฏอยู่แล้ว เสด็จลงจากคอช้าง เข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่อามาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ามีน้าเต็มและขนมอันหวานอร่อย บุรุษมีเพศดังเทวดาประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง เข้าไปเฝ้ าพระเจ้าสุรัฐแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชพระองค์ เสด็จมาดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กาจัดศัตรู เชิญพระองค์เสวยน้าและขนมเถิดพระเจ้าข้า พระเจ้าสุรัฐพร้อมด้วยอามาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้าและขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทพ เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จักขอถาม พวกเราจะพึงรู้จักท่านได้อย่างไร? นันทกเปรตกราบทูลว่า :-
  • 8.
    8 ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฐมาอยู่ที่นี่. พระราชาตรัสถามว่า :- เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฐมีปกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพอย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อย่างไร? นันทกเปรตตอบว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์ อามาตย์ราชบริพารและพราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็ นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฐ เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็ นคนทุศีล เป็ นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ห้ามปรามมหาชนซึ่งพากันทาบุญให้ทาน ทาอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กาลังให้ทาน ได้ห้ามว่า ผลแห่งทาน ไม่มี ผลแห่งการสารวม จักมีแต่ที่ไหน ใครๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝนบุคคล ผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วได้เล่า สัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล จักมีแต่ที่ไหน กาลังหรือความเพียรไม่มี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน ผลแห่งทานไม่มี ทานและศีล ไม่ทาบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้ สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์ อันเกิดแต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่นจากโลกนี้ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล แม้ทานอันบุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่น และตัดศีรษะบุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทาลายชีวิตของผู้อื่น หาได้ไม่ ไม่มีใครฆ่าใคร เป็นแต่ศัตราย่อมเข้าไปในระหว่างช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทาลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้าอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือนหลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้วหลอดด้ายนั้น อันด้ายคลายอยู่ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้น ย่อมแหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ออกไปจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่นฉันใด ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลออกจากเรือนหลังนี้ แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่นฉันใด แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้นกาหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นพาลทั้งที่เป็นบัณฑิตจักยังสงสารให้สิ้นไปแล้ว จักทาที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขและทุกข์เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกระเช้า
  • 9.
    9 พระชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้จึงได้เป็นคนหลง ถูกโมหะครอบงา เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักทากาลกิริยา จักตกไปในนรกอันเผ็ดร้อนร้ายกาจโดยส่วนเดียว นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตูจาแนกออกเป็นส่วนๆ ล้อมด้วยกาแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้น เป็ นเหล็กแดง ลุกเป็ นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงได้ยินเสียงในนรกนั้นว่า แน่ะ เพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว ข้าแต่มหาราชเจ้า แสนโกฏิปีเป็นกาหนดอายุของสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกแสนโกฏิปี ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนานนี้ เป็นผลแห่งกรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกนัก ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดศัตรูเป็นที่ที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคาของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ธิดาของข้าพระองค์ชื่ออุตตรา ทาแต่ความดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล ยินดีในทานและการจาแนกทาน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ มีปกติทาไม่ให้ขาดในสิกขา เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลอื่น เป็นอุบาสิกาของพระมหาศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงศิริ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีจักษุทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครองทวารสารวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลาดับตรอก เข้าไปสู่บ้านนั้น นางได้ถวายน้าขันหนึ่งและขนมมีรสหวาน อร่อยแล้ว อุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้จงพลันสาเร็จแก่บิดาของดิฉันที่ตายไปแล้วเถอะ ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิดแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความประสงค์สาเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภคกามสุข เหมือนดังท้าวเวสวัณมหาราช ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้กาจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคาของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าอันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี
  • 10.
    10 จงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตะด้วยมรรคมีองค์ ๘ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงมรรคมีองค์๘ และอมตะบท ว่าเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔ จาพวกผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จาพวก นี้เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติ ซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็ นสรณะเถิด ขอพระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ตรัสคาเท็จ ไม่ทรงดื่มน้าจัณฑ์เถิด. พระราชาตรัสว่า :- ดูก่อนเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแก่เรา ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจักทาตามคาของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อันยอดเยี่ยม กว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และยินดีด้วยพระมเหสีของตน จะไม่พูดเท็จ จะไม่ดื่มน้าเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า เหมือนโปรยแกลบอันลอยไปตามลมอันแรง เหมือนทั้งหญ้าและใบไม้ ลอยไปในแม่น้ามีกระแสอันเชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีในพระพุทธศาสนา พระเจ้าสุรัฐ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นอันชั่วช้า ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก กลับคืนสู่พระนคร. พระราชาเสด็จขึ้นสู่ราชรถของพระองค์อันเป็ นรถพระที่นั่งเสด็จ ครั้นเสด็จขึ้นแล้วได้ถึงพระนครของพระองค์ในวันนั้นนั่นเอง ด้วยอานุภาพของเทวดา แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง. สมัยต่อมา ท้าวเธอตรัสบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่พระเถระทั้งหลาย. พระเถระทั้งหลายจึงยกขึ้นสู่สังคายนาในตติยสังคีติ. จบอรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓ -----------------------------------------------------