"... แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทาไมมีเมฆอย่างนี้ ทาไม
จะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ก็เคยได้ยินเรื่องการทาฝน ก็มา
ปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทาได้มี มีหนังสือ เคยอ่าน
หนังสือทาได้... "
เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย-
เดช เสด็จพระราชดาเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และ
เกษตรกรที่ขาด แคลนน้า อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหา
กรุณาธิคุณ พระราชทาน โครงการพระราชดาริ " ฝนหลวง " ให้กับ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์
เทวกุล ไปดาเนินการ ซึ่งต่อมา ได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง ปฏิบัติการ
ฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เมื่อปี ๒๕๑๒ ด้วยความสาเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้ง
สานักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดาริฝนหลวง ต่อไป
ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"
        การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้มุ่งใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวล
อากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนาไอน้าหรือความชื้น
เข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00
น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้าจากมวลอากาศได้
เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้าในมวลอากาศ ทางด้านเหนือลม
ของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมี
ที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็น
ระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วมในบริเวณ
ปฏิบัติการสาหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน"
เป็นขั้นตอนที่เมฆกาลังก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสาคัญมากในการ
ปฏิบัติการ เพราะจะต้องเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป
ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์การทาฝนควบคู่ไปพร้อม
กันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใด
จึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ
updraft มิฉะนั้นจะทาให้เมฆสลาย
ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี"
เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ
กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆ
จะมีเม็ดน้าขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมี
เม็ดน้าเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สาคัญ ต้อง
อาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ
updraft หรือทาให้อายุของ updraft หมดไป สาหรับการปฏิบัติการใน
ขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทาฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น
คือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน
เครื่องมือและอุปกรณ์

1. เครื่องมืออุตุนิยมวิทยาใช้ในการตรวจวัดและศึกษาสภาพอากาศ
ประกอบการวางแผนปฏิบัติการนอกเหนือจากแผนที่อากาศภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้รับสนับสนุนเป็น
ประจาวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีใช้ได้แก่
 เครื่องวัดลมชั้นบน (Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็ว ลมระดับสูงจากผิวดิน
    ขึ้นไป
 เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (Radiosonde) เป็นเครื่องมืออิเล็คทรอนิคส์ประกอบด้วยเครื่องส่ง
    วิทยุ ซึ่งจะติดไปกับบอลลูนและเครื่องรับสัญญาณวิทยุซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิ
    ความชื้นของบรรยากาศในระดับต่างๆ
 เครื่องเรดาร์ ตรวจอากาศ (Weather Radar) ที่มีใช้อยู่เป็นแบบติดรถยนต์เคลื่อนที่ได้มี
    ประสิทธิภาพสามารถบอกบริเวณที่มีฝนตกและความแรงหรือปริมาณน้าฝนและการเคลื่อนที่ของ
    กลุ่มฝนได้ในรัศมี 200-400 กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้วยังใช้เป็น
    หลักฐานในการประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย
 เครื่องมือตรวจอากาศผิวพื้นต่างๆ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ความเร็วและ
     ทิศทางลมเครื่องวัดปริมาณน้าฝนเป็นต้น
2. เครื่องมือเตรียมสารเคมี ได้แก่เครื่องบดสารเคมีเครื่องผสมสารเคมีทั้งแบบน้าและ
แบบผงถังและกรวยโปรยสารเคมีเป็นต้น
3. เครื่องมือสื่อสารใช้ในการติดต่อสื่อสารและสั่งการระหว่างนักวิชาการบนเครื่องบิน
กับฐานปฏิบัติการหรือระหว่างฐานปฏิบัติการ 2 แห่ง หรือใช้รายงานผลระหว่างฐาน
ปฏิบัติงานสานักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่ายร่วมของวิทยุตารวจศูนย์สื่อสาร
สานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยวิทยุเกษตรและกรมไปรษณีย์โทรเลขเครื่องมือ
สื่อสารที่ใช้ในปัจจุบันได้แก่วิทยุซิงเกิลไซด์แบนด์ วิทยุ FM.1, FM.5 เครื่องโทร
พิมพ์ เป็นต้น
 4. เครื่องมือทางวิชาการอื่นๆ เช่นอุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบัติการเข็มทิศแผนที่
กล้องส่องทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมีกล้องถ่ายภาพและอื่นๆ
5. สถานีเรดาร์ฝนหลวง ในบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ภายใต้จัดเป็น
เครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงสุด ใช้เพื่อวางแผนการทดลองและ
ติดตามประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงสาธิตเครื่องมือชนิดนี้ทางานโดยใช้ระบบ
คอมพิวเตอร์ ควบคุมการสั่งการการเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูลสามารถนาข้อมูล
กลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทึกในรูปแบบการทางาน
กล่าวคือข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกข้อมูล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่
สามารถนามาใช้ได้ตลอดซึ่งเชื่อมต่อกับระบบเรดาร์การแสดงผล/ข้อมูลโดย
จอภาพขนาด 20 นิ้ว สถานที่ตั้ง ที่เรียกว่าสถานีเรดาร์ฝนหลวงนี้อยู่ที่ ตาบล
ยางเปียง อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
ประโยชน์
การทาฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนาน้าจากฟ้า
จะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยใน
ท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจานวนเมฆ และสภาพของทิศทางลม
ประกอบกัน ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น
และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อ
มวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวล
อากาศ จะลดต่าลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่าลงนั้น
มากพอก็จะทาให้ไอน้าในมวลอากาศอิ่มตัว
จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้าในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิด
เป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย สูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้น
เร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อ
กระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆ ให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน
และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไก ระบบการกลั่นตัว
ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
จัดทาโดย

    นางสาววรรณพร สุขทวี

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 เลขที่ 28

โครงการฝนหลวง

  • 1.
    "... แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆทาไมมีเมฆอย่างนี้ ทาไม จะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ก็เคยได้ยินเรื่องการทาฝน ก็มา ปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทาได้มี มีหนังสือ เคยอ่าน หนังสือทาได้... "
  • 2.
    เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย- เดช เสด็จพระราชดาเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และ เกษตรกรที่ขาด แคลนน้า อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหา กรุณาธิคุณ พระราชทาน โครงการพระราชดาริ " ฝนหลวง " ให้กับ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดาเนินการ ซึ่งต่อมา ได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง ปฏิบัติการ ฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี ๒๕๑๒ ด้วยความสาเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้ง สานักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดาริฝนหลวง ต่อไป
  • 3.
    ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน" การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้มุ่งใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวล อากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนาไอน้าหรือความชื้น เข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้าจากมวลอากาศได้ เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้าในมวลอากาศ ทางด้านเหนือลม ของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมี ที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็น ระยะทางสั้น ๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วมในบริเวณ ปฏิบัติการสาหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
  • 4.
    ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน" เป็นขั้นตอนที่เมฆกาลังก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสาคัญมากในการ ปฏิบัติการเพราะจะต้องเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์การทาฝนควบคู่ไปพร้อม กันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใด จึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทาให้เมฆสลาย
  • 5.
    ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี" เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวงเมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆ จะมีเม็ดน้าขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมี เม็ดน้าเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สาคัญ ต้อง อาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทาให้อายุของ updraft หมดไป สาหรับการปฏิบัติการใน ขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทาฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น คือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน
  • 6.
    เครื่องมือและอุปกรณ์ 1. เครื่องมืออุตุนิยมวิทยาใช้ในการตรวจวัดและศึกษาสภาพอากาศ ประกอบการวางแผนปฏิบัติการนอกเหนือจากแผนที่อากาศภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้รับสนับสนุนเป็น ประจาวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีใช้ได้แก่  เครื่องวัดลมชั้นบน(Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็ว ลมระดับสูงจากผิวดิน ขึ้นไป  เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (Radiosonde) เป็นเครื่องมืออิเล็คทรอนิคส์ประกอบด้วยเครื่องส่ง วิทยุ ซึ่งจะติดไปกับบอลลูนและเครื่องรับสัญญาณวิทยุซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นของบรรยากาศในระดับต่างๆ  เครื่องเรดาร์ ตรวจอากาศ (Weather Radar) ที่มีใช้อยู่เป็นแบบติดรถยนต์เคลื่อนที่ได้มี ประสิทธิภาพสามารถบอกบริเวณที่มีฝนตกและความแรงหรือปริมาณน้าฝนและการเคลื่อนที่ของ กลุ่มฝนได้ในรัศมี 200-400 กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้วยังใช้เป็น หลักฐานในการประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย
  • 7.
     เครื่องมือตรวจอากาศผิวพื้นต่างๆ เช่นเครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ความเร็วและ ทิศทางลมเครื่องวัดปริมาณน้าฝนเป็นต้น 2. เครื่องมือเตรียมสารเคมี ได้แก่เครื่องบดสารเคมีเครื่องผสมสารเคมีทั้งแบบน้าและ แบบผงถังและกรวยโปรยสารเคมีเป็นต้น 3. เครื่องมือสื่อสารใช้ในการติดต่อสื่อสารและสั่งการระหว่างนักวิชาการบนเครื่องบิน กับฐานปฏิบัติการหรือระหว่างฐานปฏิบัติการ 2 แห่ง หรือใช้รายงานผลระหว่างฐาน ปฏิบัติงานสานักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่ายร่วมของวิทยุตารวจศูนย์สื่อสาร สานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยวิทยุเกษตรและกรมไปรษณีย์โทรเลขเครื่องมือ สื่อสารที่ใช้ในปัจจุบันได้แก่วิทยุซิงเกิลไซด์แบนด์ วิทยุ FM.1, FM.5 เครื่องโทร พิมพ์ เป็นต้น 4. เครื่องมือทางวิชาการอื่นๆ เช่นอุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบัติการเข็มทิศแผนที่ กล้องส่องทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมีกล้องถ่ายภาพและอื่นๆ
  • 8.
    5. สถานีเรดาร์ฝนหลวง ในบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ภายใต้จัดเป็น เครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงสุดใช้เพื่อวางแผนการทดลองและ ติดตามประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงสาธิตเครื่องมือชนิดนี้ทางานโดยใช้ระบบ คอมพิวเตอร์ ควบคุมการสั่งการการเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูลสามารถนาข้อมูล กลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทึกในรูปแบบการทางาน กล่าวคือข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกข้อมูล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ สามารถนามาใช้ได้ตลอดซึ่งเชื่อมต่อกับระบบเรดาร์การแสดงผล/ข้อมูลโดย จอภาพขนาด 20 นิ้ว สถานที่ตั้ง ที่เรียกว่าสถานีเรดาร์ฝนหลวงนี้อยู่ที่ ตาบล ยางเปียง อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
  • 9.
    ประโยชน์ การทาฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนาน้าจากฟ้า จะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยใน ท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจานวนเมฆและสภาพของทิศทางลม ประกอบกัน ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อ มวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวล อากาศ จะลดต่าลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่าลงนั้น มากพอก็จะทาให้ไอน้าในมวลอากาศอิ่มตัว
  • 10.
    จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้าในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิด เป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วยสูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้น เร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อ กระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆ ให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไก ระบบการกลั่นตัว ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • 11.
    จัดทาโดย นางสาววรรณพร สุขทวี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 เลขที่ 28