โลกาภิวัตน
      โลกาภิวัตน (มักเขียนผิดเปน โลกาภิวัตน) หรือ โลกานุวัตร (อังกฤษ: globalization)[1] คือ ผลจาก
การพัฒนาการติดตอสื่อสาร การคมนาคมขนสง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงใหเห็นถึงการเจริญเติบโต
ของความสัมพันธทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหวางปจเจกบุคคล ชุมชน
หนวยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทังโลก
                            ้
          โลกาภิวัตน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพรกระจายไปทั่วโลก;
การทีประชาคมโลกไมวาจะอยู ณ จุดใด สามารถรับรู สัมพันธ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นไดอยาง
        ่
รวดเร็วกวางขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเปนตน" โลกาภิวัตน เปนคําศัพทเฉพาะทีบัญญัติ
                                                                                                 ่
ขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณของสังคมโลกที่เหตุการณทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดลอม และวัฒนธรรมที่
เกิดขึ้นในสวนหนึงของโลก สงผลกระทบอันรวดเร็วและสําคัญตอสวนอื่นๆของโลก
                   ่
       โลกาภิวัตน หมายถึงกระบวนการทีประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเปนสังคมเดี่ยว กระบวนการนี้
                                     ่
เกิดจากแรงของอิทธิพลรวมทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีและสังคม-วัฒนธรรมและการเมือง[2]


ประวัติ
        คําวา “โลกาภิวัตน” ในภาษาอังกฤษคือ “Globalization” สามารถสืบยอนไปไดถึง พ.ศ.
2487 (1944) แตไดนํามาใชโดยนักเศรษฐศาสตรตั้งแตปพ.ศ. 2524 (1981) มานี้เอง อยางไรก็ดี แนวคิดยังไม
                                                      
แพรหลายและเปนที่นิยมจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 2538 (1995) เปนตนมา แนวคิดแรกสุดและการพยากรณถึง
การหลอมรวมของสังคมของโลกเกิดจากขอเขียนของนักประกอบการทีผันตัวเปนศาสนาจารยชื่อ “ชารลส
                                                                  ่
ทาซ รัสเซลล (Charles Taze Russell) ผูใชคําวา “บรรษัทยักษใหญ” (corporate giants [5]) เมื่อป พ.ศ.
2440 นักวิทยาศาสตรสังคมหลายทานไดพยายามแสดงใหเห็นความตอเนื่องระหวางแนวโนมรวมสมัยของ
โลกาภิวัตนกับยุคกอนหนานั้น[3]ยุคแรกของโลกาภิวัตน (ในความหมายเต็ม) ระหวางคริสตศตวรรษที่ 19 (พ.ศ.
2344 –พ.ศ. 2443) เปนการเติบโตที่รวดเร็วมากในดานการคานานาชาติระหวางจักรวรรดิอํานาจใน
ยุโรป อาณานิคมของยุโรปและสหรัฐฯ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกาภิวัตนไดเริ่มขึ้นใหมและถูก
ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีทกาวหนาใหญๆ ที่ชวยทําใหลดคาใชจายและราคาสินคาลงไดมาก
                           ี่
         โลกาภิวัตนถูกมองวาเปนกระบวนการที่ใชเวลาเปนศตวรรษที่ติดตามการขยายตัวของประชากรและ
การเจริญเติบโตทางอารยธรรมที่ถกเรงในอัตราสูงมากในชวง 50 ปทผานมา รูปแบบโลกาภิวัตนยุคแรกๆ มีมา
                                  ู                              ี่
ตั้งแตสมัยจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิพาเธีย (จักรวรรดิอหรานระหวาง พ.ศ. 296 – พ.ศ. 763) และสมัยราชวงศ
                                                     ิ
ฮั่นเมื่อเสนทางสายไหมทีเ่ ริมจากจีนไปถึงชายแดนของจักรวรรดิพาเทียและตอเนื่องไปสูกรุงโรม ยุคทองของ
                             ่
อิสลามนับเปนตัวอยางหนึ่งเมื่อพอคาและนักสํารวจชาวมุสลิมวางรากฐานเศรษฐกิจของโลกยุคแรกไปทั่ว
“โลกเกา” ยังผลใหเกิดโลกาภิวัตนกับพืชผล การคา ความรูและเทคโนโลยีตอมาถึงระหวางยุคของจักรวรรดิ
                                                         
มองโกลซึงมีความเจริญมากขึ้นตามเสนทางสายไหม การบูรณาการโลกาภิวัตนมีความตอเนื่องมาถึงยุค
         ่
ขยายตัวทางการคาของยุโรป เมื่อถึงคริสตศตวรรษ ที่ 16 และ17 (ระหวาง พ.ศ. 2043 – พ.ศ. 2242) เมื่อ
จักรวรรดิโปรตุเกสและจักรวรรดิสเปนไดแผขยายไปทั่วทุกมุมโลกหลังจากที่ไดขยายไปถึงอเมริกา
       โลกาภิวัตนกลายเปนปรากฏการณทางธุรกิจในคริสตศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 2143 – พ.ศ. 2242) เมื่อ
บริษัทดัทชอินเดียตะวันออก ซึ่งถือกันวาเปน “บรรษัทขามชาติ” แรกไดรบการจัดตั้งขึ้น แตเนื่องจากการมี
                                                                     ั
ความเสี่ยงทีสงมากในการคาระหวางประเทศ บริษัทดัทชอินเดียตะวันออกไดกลายเปนบริษัทแรกของโลกที่ใช
            ู่
วิธีกระจายความเสี่ยง ยอมใหมีการรวมเปนเจาของดวยการออกหุนซึ่งเปนปจจัยผลักดันทีสําคัญทีทําใหเกิด
                                                                                     ่        ่
โลกาภิวัตน
        การปลอยหรือการเปดเสรีทางการคาในคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งบางครั้งเรียกกันวา “ยุคแรกแหงโลกาภิ
วัตน” เปนยุคที่มลักษณะการเจริญเติบโตของการคาและการลงทุนของโลกในอัตราทีรวดเร็วระหวางจักรวรรดิ
                  ี                                                            ่
อํานาจยุโรปกับอาณานิคมอละตอมากับสหรัฐฯ ในยุคนี้เองที่พื้นที่บริเวณใตสะฮาราและหมูเกาะแปซิฟกถูกจัด
                                                                                               
รวมเขาไวในระบบโลก “ยุคแรกแหงโลกาภิวัตน” เริมแตกสลายเมือสงครามโลกครั้งที่ 1 เริมขึ้น และตอมาได
                                               ่             ่                        ่
ลมสลายในชวงวิกฤติมาตรฐานทองคําในชวงระหวาง พ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2478
โลกาภิวัตนสมัยใหม
        โลกาภิวัตนในยุคตั้งแตสงครามโลกครังที่ 2 เปนผลที่ตามมาจากการวางแผนของนักเศรษฐศาสตรและ
                                             ้
ผลประโยชนทางธุรกิจ รวมทังนักการเมืองไดตระหนักถึงคาใชจายที่สัมพันธกับลัทธิคุมครอง (Protectionism)
                             ้
การถดถอยของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ผลงานของพวกเขาไดนําไปสูการประชุม “เบรท
ตัน วูด” (Bretton Woods) ที่ทําใหเกิดสถาบันนานาชาติหลายแหงที่มีวัตถุประสงคคอยเฝามองกระบวนการ
โลกาภิวัตนที่ฟนตัวใหม คอยสงเสริมการเจริญเติบโตและจัดการกับปญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา สถาบันดังกลาว
ไดแก “ธนาคารสากลเพื่อการฟนฟูและการพัฒนา" (ธนาคารโลก) และกองทุนการเงินระหวางประเทศ ทั้งสอง
สถาบันแสวงหาเทคโนโลยีขั้นกาวหนาตางๆ มาใช เพื่อการลดตนทุนการคา มีการเจรจาทางการคา ที่เดิมอยู
ภายใตความอุปถัมภของ GATT ซึ่งจัดการใหมีการประชุมเพื่อเจรจาตกลงยกเลิกขอจํากัดทีกีดขวางการคาโดย
                                                                                        ่
เสรีอยางตอเนื่อง การประชุมรอบอุรุกวัย(พ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2538) นําไปสูการกอตังองคการการคา
                                                                                 ้
โลก (WTO) เพื่อใชเปนที่ไกลเกลี่ยขอขัดแยงทางการคา และเพื่อจัดวางพื้นฐานใหการคาเปนในบรรทัดฐาน
เดียวกัน ขอตกลงทวิภาคี และพหุภาคีทางการคา รวมถึงสวนของ “สนธิสญญามาสทริชท” ( Maastricht
                                                                        ั
Treaty) ของยุโรป และมีการตกลงและลงนามใน “ขอตกลงการคาเสรีอเมริกาเหนือ” (NAFTA) เพื่อใหบรรลุ
เปาหมายในการลดอัตราภาษีและการกีดกันทางการคา ผลของการตกลงนีทําใหสินคาที่ไดรับการอุดหนุนจาก
                                                                          ้
รัฐบาลอเมริกันไหลบาทวมทนตลาดตางประเทศ
[แก]การวัดความเปนโลกาภิวัตน
Japanese อาหารจานดวน แมคโดแนลด ของญี่ปุนนับเปนตัวอยางที่แสดงใหเห็นถึงการหลอมรวมเปนหนึง
                                                                                            ่
เดียวของความเปนนานาชาติ
       เมื่อมองโลกาภิวัตนเฉพาะทางเศรษฐกิจ การวัดอาจทําไดหลายทางที่แตกตางกัน โดยดูจากการรวม
ศูนยการเคลือนไหวทางเศรษฐกิจที่อาจบงชี้ความเปนโลกาภิวัตนเห็นได 4 แนวดังนี:้
             ่

      ทรัพยากรและสินคาและบริการ เชน ความตองการทรัพยากรธรรมชาติ การสงออกและนําเขาสินคาที่
       เปนสัดสวนกับรายไดตอหัวของประชาชาติ
      แรงงานและคน เชน อัตราการยายถิ่นฐานเขาและออกโดยชังน้ําหนักกับประชากร
                                                                 ่
      เงินทุน เชน การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน การไหลเขาและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงทีเ่ ปนสัดสวน
       กับรายไดประชาชาติและรายไดตอหัวของประชากร
      อํานาจและเทคโนโลยี เชน ความมั่นคง การยายขั้วทางการเมือง การเคลื่อนไหวกองกําลังติดอาวุธ การ
       เคลื่อนไหวของงานวิจัยและพัฒนา สัดสวนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา) ใช
       เทคโนโลยีที่เกิดใหม (เทคโนโลยีขั้นกาวหนา เชน การใชอาวุธใหม การใช
       โทรศัพท รถยนต อินเทอรเน็ตบรอดแบนด ฯลฯ)
        นั่นคือ เปนการวัดดูวาชาติ หรือวัฒนธรรมนั้นๆ มีความเปนโลกาภิวัตนตั้งแตตนมาถึงในปที่ทําการวัด
ลาสุด โดยการใชตัวแทนงายๆ เชน การเคลื่อนไหลของสินคาเขา-ออก การยายถิ่นฐาน หรือเงินลงทุนทางตรง
จากตางประเทศดังกลาวขางตน
         เนื่องจากโลกาภิวัตนไมใชปรากฏการณอยางเดียวทางเศรษฐกิจ การใชการเขาสูปญหาดวยวิธีแบบ
                                                                                       
หลายตัวแปรมาเปนตัวชี้วัดความเปนโลกาภิวัตนจงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” (Think tank) ใน
                                                   ึ
สวิสเซอรแลนด KOF ดัชนีมุงชี้วัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ไดแก เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากการ
ใชตัวชี้วัดหลักทังสามตัวนี้แลว ดัชนีรวมของโลกาภิวัตนและตัวชี้วัดกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหวจริงทาง
                  ้
เศรษฐกิจ ขอจํากัดทางเศรษฐกิจ ขอมูลเกี่ยวกับการติดตอของบุคคล ขอมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของขอมูล
ขาวสาร และขอมูลของความใกลชิดติดตอกันทางวัฒนธรรม เหลานี้ถูกนํามาใชในการคํานวณดวย มีการ
เผยแพรขอมูลนี้เปนรายป เปนขอมูลรวมของประเทศตางๆ 122 ประเทศดังในรายละเอียดใน “Dreher,
Gaston and Martens (2008)” [6].
        จากดัชนีดังกลาว ประเทศที่เปนโลกาภิวัตนมากทีสุดในโลกไดแกเบลเยียม ตามดวย
                                                      ่
ออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอรแลนด ประเทศที่เปนโลกาภิวัตนนอยที่สุดตามดัชนี KOF
ไดแกไฮติ เมียนมาร สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุด[4] การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตนในฐานะเปน
                                                    ี
กระบวนการทีเ่ ปนปฏิสัมพันธของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)
       เอ.ที. เคียรนีย ( A.T. Kearney) และวารสารนโยบายตางประเทศ ( Foreign Policy Magazine) ได
รวมกันตีพิมพ “ดัชนีโลกาภิวัตน” (Globalization Index) ขึ้นอีกแหลงหนึง จากดัชนีเมือ พ.ศ. 2549 ผล
                                                                         ่           ่
ปรากฏวา สิงคโปร ไอรแลนด สวิตเซอรแลนด สหรัฐอเมริกา เนเธอรแลนดแคนาดา และเดนมารกเปน
ประเทศทีเ่ ปนโลกาภิวัตนมากทีสุด อียิปต อินโดนีเซีย อินเดียและอิหรานเปนโลกาภิวัตนนอยที่สุด สวนไทยอยู
                                  ่
ในลําดับที่ 45 และจากดัชนีในปถัดมาคือ พ.ศ. 2550 อับดับความเปนโลกาภิวัตนของไทย ตกลงไปอยูที่อันดับ 
ที่ 59
[แก]ผลกระทบของโลกาภิวัตน
       โลกาภิวัตนมีผลกระทบตอโลกในหลายแงมม เชน
                                           ุ

      อุตสาหกรรม – การปรากฏของตลาดการผลิตที่เกิดขึ้นทั่วโลก และชองทางเขาถึงผลิตภัณฑ
       ตางประเทศทีกวางขึ้นสําหรับผูบริโภคและบริษัท
                    ่                
      การเงิน – การปรากฏขึ้นของตลาดการเงินทั่วโลกและการเขาถึงเงินลงทุนจากแหลงภายนอกที่งายและ
       สะดวกขึ้นของบริษัทตางๆ ประเทศและรัฐต่ํากวาประเทศทีประสงคของกูยืม
                                                               ่
      เศรษฐกิจ - การยอมรับตลาดรวมของโลกบนพื้นฐานแหงเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนสินคาและทุน
      การเมือง - การเมืองโลกาภิวัตนหมายถึงการสรางสรรครัฐบาลโลกที่จะทําหนาที่กํากับดูแล
       ความสัมพันธระหวางชาติและใหหลักประกันสิทธิ์ทเี่ กิดจากสังคมและเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน
       [5]
           ในทางการเมือง สหรัฐฯ ไดรับประโยชนจากการครองอํานาจในโลกในหมูชาติมหาอํานาจ ซึงสวน่
       หนึ่งมาจากความเขมแข็งทางเศรษฐกิจและความั่งคังของประเทศ ดวยอิทธิพลของโลกาภิวัตนและจาก
                                                         ่
       การชวยเหลือของสหรัฐฯ ประเทศจีนไดเจริญเติบโตอยางมหาศาลในชวงเพียงทศวรรษที่ผานมา หาก
       จีนมีความเจริญเติบโตในอัตราตามแนวโนมนี้ตอไป เปนไปไดที่จะเกิดการเคลือนยายศูนยอํานาจใน
                                                                             ่
       ระหวางประเทศผูนําภายใน 20 ปขางหนา ประเทศจีนจะมีความมั่งคั่ง มีอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่
       สามรถทาทายสหรัฐฯ ในการเปนประเทศมหาอํานาจผูนํา[6]
      ขอมูลขาวสาร – มีการเพิมการไหลบาของขอมูลขาวสารระหวางพื้นหรือภูมิภาคที่อยูหางไกลกันมาก
                               ่                                                      
      วัฒนธรรม – การเจริญเติบโตของการติดตอสัมพันธขามวัฒนธรรม เกิดมีประเภทใหมๆ ในดานความ
       สํานึกและเอกลักษณ เชน “โลกาภิวัตนนิยม” - ซึ่งครอบคลุมการแพรกระจายทางวัฒนธรรมและการ
ไดบริโภคผลิตภัณฑและความคิดจากตางประเทศ การรับเทคโนโลยีใหมมาใชและการเขารวมใน
    “วัฒนธรรมโลก”
   นิเวศวิทยา – การปรากฏขึ้นของความทาทายในปญหาสภาวะแวดลอมในระดับโลกที่ไมสามารถ
    แกปญหาไดโดยปราศจากความรวมระดับนานาชาติ เชนปญหา “การเปลี่ยนแปลงของ
    ภูมิอากาศ” มลภาวะทางน้ําและอากาศที่ครอบคลุมหลายเขตประเทศ การทําประมงเกินขีด
    ความสามารถในการรองรับ การกระจายของพันธุพืชและสัตวที่ไมพึงประสงค การสรางโรงงานเปน
    จํานวนมากในประเทศกําลังพัฒนาที่กอมลภาวะไดอยางเสรี
   สังคม – ความสําเร็จในการบอกรับขาวสารโดยไมเสียคาใชจายสําหรับประชาชนของทุกชาติในโลก
   การขนสง – การลดจํานวนลงไปเรือยๆ ของรถยุโรปในถนนของยุโรป (อาจกลาวไดเชนเดียวกันสําหรับ
                                        ่
    อเมริกา) และการสิ้นปญหาเรื่องระยะทางที่เกิดจากการใชเทคโนโลยีตางๆ มาชวยลดเวลาการ
    เดินทาง [ตองการอางอิง]
   การแลกเปลี่ยนทีมากขึ้นของวัฒนธรรมสากล
                        ่
        การขยายตัวของ “อเนกวัฒนธรรมนิยม” และการเขาถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งาย

            ขึ้นสําหรับปจเจกบุคคล (เชนการสงออกภาพยนตรของฮอลลีวูดและบอลลีวูด หรืออุตสาหกรรม
            ภาพยนตรของอินเดีย) อยางไรก็ดี การนําเขาวัฒนธรรมอาจทําใหเกิดการกลืนทางวัฒนธรรม
            ทองถิ่นไดงาย มีผลใหความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีนอยลงจากการผสมผสานระหวางกัน
                                                                     
            เกิดเปนวัฒนธรรมพันทาง หรืออาจถูกกลืนโดยการคอยๆ รับวัฒนธรรมใหมมาใชโดยสิ้นเชิง
            ตัวอยางที่เห็นไดชัดเจนทีสุดในกรณีนี้ไดแกการรับวัฒนธรรมตะวันตก (Westernization) ของ
                                      ่
            หลายประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ แตการรับวัฒนธรรมจีน ( Sinicization) ไดเกิดขึ้นทั่วเอเชียมานาน
            นับศตวรรษแลว
   การเดินทางและการทองเที่ยวระหวางประเทศที่มากขึ้น
        การเขาเมืองที่มากขึ้น รวมทั้งการเขาเมืองที่ผิดกฎหมาย

        การแพรขยายของสินคาบริโภคของทองถิ่น (เชนอาหาร) สูตางประเทศมากขึ้น

        การคลังไคลแฟชั่นวัฒนธรรมยอดนิยมระดับโลก เชน คาราโอเกะ, โปเกมอน, ซุโดกุ, นูมะ นูมะ
                     ่
            , โอริกามิ, Idol series, ยูทูบ, ออรกัต, เฟซบุก, และ มายสเปซ
        กีฬาระดับโลก เชน ฟุตบอลโลก และกีฬาโอลิมปก

        การเกิดหรือการพัฒนาชุดของ “คุณคาสากล” universal value

   ดานเทคนิค/กฎหมาย
        การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานของระบบการติดตอสื่อสารระดับโลก และการเพิมการเคลื่อนไหว
                                                                                      ่
            ของขอมูลขาวสารขามพรมแดนที่ใชเทคโนโลยี เชน อินเทอรเน็ต ดาวเทียมสื่อสาร เคเบิลใยแกว
            ใตน้ํา และโทรศัพทมือถือ
       การเพิมจํานวนของมาตรฐานที่นําออกใชทั่วโลก เชน กฎหมายลิขสิทธิ์ การจดทะเบียน
                    ่
              ลิขสิทธิ์ และการตกลงทางการคาโลก
         การผลักดันโดยผูสนับสนุนใหมศาลอาญานานาชาติ ( international criminal court) และ
                                        ี
              ศาลยุติธรรมนานาชาติ (en:International Court of JusticeIInternational Court of
              justice)
   การตระหนักดานเพศ – โดยทั่วไป การมองโลกาภิวัตนเฉพาะดานเศรษฐกิจเปนเรื่องงาย แตในดานเพศ
    นี้มีเบื้องหลังในความหมายทางสังคมทีหนักแนน โลกาภิวัตนมีความหมายในปฏิสัมพันธทางวัฒนธรรม
                                           ่
    ระหวางประเทศตางๆ หลายประเทศ โลกาภิวัตนอาจสงผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงในดานความ
    เสมอภาคทางเพศ และประเด็นนีเ้ องที่นําไปสูการตระหนักถึงความไมเสมอภาคของสตรีเพศ (บางครัง
                                                                                                  ้
    เปนความโหดราย) ทีเ่ ปนอยูในหลายประเทศทั่วโลก ตัวอยางเชน สตรีในในหลายประเทศในแอฟริกาที่
    สตรีจะตองถูกขริบอวัยวะเพศดวยวิธีการที่เปนอันตราย ซึงโลกเพิ่งรับรูและทําใหประเพณีนี้ลดนอยลง
                                                           ่

    ที่มา : United Nations Development Program. 1992 Human Development Report
โลกาภิวัตนกับความพอเพียง

                     ในยุคบริโภคนิยมและการสื่อสารไรพรมแดน คําวา “ใชชีวิตอยางพอเพียง” หากใหหลับตา
นึกภาพ ความพอเพียงเปรียบไปก็คงเหมือนเปลวเทียนกลางกระแสลมแหงโลกาภิวัฒน ที่กระหน่ําและ
โหมซัดสังคมไทย จนเหลือแคแสงสวางอันริบหรี่ทรอวันดับมอดลงในทีสุด
                                                    ี่                      ่
      ทามกลางกระแสแหงโลกาภิวัฒน เยาวชนหนุมสาวตางพากันลุมหลงไปกับสื่อเทคโนโลยีอันทันสมัย
ตางๆไมวาจะเปนโทรศัพทมือถือรุนใหมๆ อุปกรณไฮเทคหรือโปรแกรมอินเทอรเน็ตแปลกใหม ที่เยายวน
ความตื่นเตนและความอยากรูอยากเห็น ไมวาจะเปนเรื่องการแสดงออกทางเพศในลักษณะที่ไม
                                 
เหมาะสม หรือการไดสนิทสนมรูจกกับเพื่อนหรือคนรักในโลกไซเบอรทงๆ ที่ไมเคยรูจกหนาตาหรือตัวตน
                                    ั                                    ั้           ั
จริงๆ เลย ซึ่งการลุมหลงในเรื่องอันไรสาระและแกนสารของชีวิตเชนนี้ หากเยาวชนซึมซับพฤติกรรมอยาง
                       
นี้เปนประจํา นานวันเขาจะนําไปสูการมีทัศนคติ ความเชื่อ หรือคานิยมในทางทีผิด จนอาจนําไปสูปญหา
                                                                                    ่                
สังคมดานตางๆ อีกมากมาย กรณีตัวอยางทีเ่ ปนขาวโดงดังไปพักใหญ คือขาวเกียวกับเยาวชนนักศึกษา
                                                                                  ่
หลายคนตางพากันไปเลนอินเทอรเน็ตคาเฟ ซึงผูประกอบการใชกลยุทธทางการตลาดโดยขาดจรรยาบรรณ
                                                ่ 
และจิตสํานึกรับผิดชอบตอสังคม ดาวนโหลดโปรแกรม “แคมฟลอกซ” (Cam Frog)ใหลูกคาเขาไปใชบริการ
กระทําการโชวลามกอนาจารใหผูใชบริการรายอื่นๆ รับชม ซึ่งเปน การกระทําที่ผิดตามกฎหมายอาญา ผู
แสดงตองไดรับโทษทั้งการปรับและจําคุก กระทรวงวัฒนธรรมโดยศูนยเฝาระวังทางวัฒนธรรม ไดติดตาม
พฤติกรรมนี้มาพักหนึ่งในการรวบรวมขอมูล ขอเท็จจริงทั้งหมดแจงหนวยงานทีรับผิดชอบดําเนินการตาม
                                                                                ่
กฎหมาย และประกอบกับการไดรับความรวมมือดวยดีจากเครือขายเฝาระวังทางวัฒนธรรม ซึงเปน          ่
ผูประกอบการอินเทอรเน็ตที่คิดดีและทําดี ไดใหเบาะแส และรายละเอียดขอมูลเพิ่มเติม จนทําใหปญหา    
ดังกลาวไดรบการแกไขในทีสุด ศูนยเฝาระวังทางวัฒนธรรม ขอขอบคุณและแสดงความชื่นชมผูมสวน
                ั              ่                                                                 ี
เกี่ยวของในการใหความรวมมือทุกทาน ทุกหนวยงานมา ณ โอกาสนี้
      หากจะกลาวไปแลว ปญหาสังคมที่กอดคอกันมากับเทคโนโลยีอันทันสมัยนั้น สวนหนึ่ง เปนปญหาที่
      หนวยงานซึ่งรับผิดชอบสามารถปองกันหรือแกไขได แตสวนหนึงก็ตองยอมรับกันวา เรื่องเหลานั้นคือ
                                                                       ่
      สัญญาณบงบอกถึงความออนแอทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ ที่นาวิตกเมื่อเยาวชนคนหนุม
      สาวอันเปนกําลังในการพัฒนาประเทศชาติ กลับตกเปนเปานิ่งรอวันรวงหลนและลมสลายอันเกิดจาก
      การเสพยเทคโนโลยี และบริโภคขอมูลขาวสารอยางไรสติ ขาดการยั้งคิดและนับวันจะทวีความรุนแรง
      ยิ่งขึ้น ฟงดูอาจนากลัวแตความจริงก็เปนเชนนั้น วัยรุนและหนุมสาวในสังคมไทยยุคนี้ สวนใหญมัก
      สับสนและหลงลืมขอเท็จจริงบางอยางเกี่ยวกับตัวเองไป เพราะกระบวนการคิดอยางเปนเหตุเปนผลที่
      จะชี้นําพวกเขาใหเดินไปในทิศทางที่ควรจะเปนนั้น ไดคอยๆถูกฆาตัดตอนและชี้นําโดยกระแสบริโภค
      นิยมแหงโลกาภิวัฒน จนแทบยากตอการเยียวยา
                     อยางไรก็ตามหากจะกลาวอยางเปนธรรมและตรงไปตรงมา กระแสบริโภคนิยม
      เทคโนโลยีและการสื่อสารอันไรพรมแดนมิใชเรื่องเลวรายเสียทั้งหมด หากพิจารณากันอยาง
จริงจัง จะพบวามันกลายเปนสิ่งจําเปนในการดําเนินชีวิตของมนุษย ประโยชนของมันมีมากมาย
    มหาศาล ซึงหากเราใชเปนและบริโภคดวยความมีสติรูเทาทัน ผลกระทบในดานลบของมันก็แทบจะไม
                 ่
    มีความหมาย การฝนตานและปฏิเสธจึงไมนาจะใชทางออกที่เหมาะสม ดังนั้นการรูจักเลือกสรรรับขอมูล
    ขาวสาร เลือกบริโภคสินคาและเทคโนโลยีโดยใชแนวคิดความพอเพียง นาจะเปนทางออกที่ดีทสุดอีกทาง
                                                                                             ี่
    เลือกหนึง่
    เยาวชนควรจะไดรับการปลูกฝงแนวคิดความพอเพียงใหเขาใจอยางจริงจังตอเนื่อง จนสามารถใช
    เหตุผลในการแยกแยะเพื่อเลือกรับขอมูลขาวสารทีมีประโยชน บริโภคสินคาและเทคโนโลยีอยางรูเทา
                                                           ่
    ทัน เหมาะสมกับความตองการ กําลังเงิน สภาพแวดลอม ในจํานวนที่ไมมากไมนอยจนเกินไป และ
    การบริโภคนั้นตองไมเบียดเบียนตนเองและผูอื่น ปลูกฝงและสรางภูมิคุมกันทางดานกระบวนการคิด
    โดยการใชเหตุผล กระตุนใหมีการฝกคิดอยางเปนระบบ จนสามารถเตรียมตัวพรอมรับการ
                              
    เปลี่ยนแปลงทางสังคมดานตางๆ ไดอยางเขาใจและปรับใชการเปลี่ยนแปลงนั้นใหเกิดประโยชนกบ      ั
    ตัวเองและสังคมสวนรวมไดใหมากทีสุด จนสามารถมีภูมิคุมกันในการปองกันและรับผลกระทบในดานลบ
                                         ่
    ที่อาจเกิดขึ้นได
   แนนอนวายอมไมใชเรื่องงายทีจะทําใหเยาวชนซึ่งตกอยูในกระแสเชี่ยวกรากของ เทคโนโลยีลอตาลอ
                                    ่                                                           
    ใจ และคอยแตจะเชิญชวนใหบริโภคอยางไรพรมแดนไรขีดจํากัด เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด
    และพฤติกรรมในชั่วขามคืน โดยเฉพาะในการปรับกระบวนการคิดการใชเหตุผล ซึ่งลวนเปนเรื่อง
    นามธรรมที่ตองใชเวลาในการคอยๆ ซึมซับ วิเคราะห และกวาจะถึงขั้นที่สามารถสังเคราะหมาใชไดใน
    ชีวิตจริง จนเกิดเปนภูมิคุมกันที่ถาวรยั่งยืนนั้น จะตองใชเวลาในการปลูกฝงที่ยาวนาน
   สถาบันทีเ่ กี่ยวของไมวาจะเปนครอบครัว สถานศึกษา สื่อ และองคกรอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชนลวนมี
    หนาที่ตองรับผิดชอบโดยตรง ในการที่จะดูแลประคับประคองเทียนแหงความพอเพียง ไมใหดับวูบไป
    จนไมเหลือแสงสวางใดนําทาง ถึงเวลาหรือยังทีเ่ ราตองรวมมือรวมใจกันระดมสรรพกําลังในการหา
    มาตรการปองกันและแกไขปญหานี้อยางจริงจังและจริงใจเสียที
   ปจจุบนสมรภูมสงครามลาอาณานิคมกลายเปนเรื่องเพอเจอ โลกใบนี้คงเหลือสมรภูมิเดียวที่ยงดําเนิน
           ั          ิ                                                                    ั
    ตอไปคือสมรภูมิแหงการ“ขาย” ในสงคราม “แยงชิงลูกคา” ขายทุกอยางที่ขวางหนา ซื้อทุกอยางที่ใจ
    ตองการ ชนะขาดคําเดียวคือยึดครอง “ลูกคา” ใหมากทีสุดและทําลายวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นใหสิ้นซาก
                                                                 ่
    ไปอยางรวดเร็วและรุนแรง แลวสรางวัฒนธรรมใหม เปนวัฒนธรรมแหง “การบริโภคที่ไรพรมแดน” ซึ่ง
    โดยความเห็นสวนตัวของผูเขียน คิดวาเปนสงครามแทจริงซึงนากลัวทีสุดเพราะไมใชแคเรืองของการ
                                                                   ่       ่             ่
    สูญเสียดินแดนเพียงอยางเดียว “หากแตสูญเสียสิ้น ซึ่งตัวตนและจิตวิญญาณ”

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/jessada5577/2010/06/17/entry-3

โลกาภิวัตน์

  • 1.
    โลกาภิวัตน โลกาภิวัตน (มักเขียนผิดเปน โลกาภิวัตน) หรือ โลกานุวัตร (อังกฤษ: globalization)[1] คือ ผลจาก การพัฒนาการติดตอสื่อสาร การคมนาคมขนสง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงใหเห็นถึงการเจริญเติบโต ของความสัมพันธทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหวางปจเจกบุคคล ชุมชน หนวยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทังโลก ้ โลกาภิวัตน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพรกระจายไปทั่วโลก; การทีประชาคมโลกไมวาจะอยู ณ จุดใด สามารถรับรู สัมพันธ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นไดอยาง ่ รวดเร็วกวางขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเปนตน" โลกาภิวัตน เปนคําศัพทเฉพาะทีบัญญัติ ่ ขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณของสังคมโลกที่เหตุการณทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดลอม และวัฒนธรรมที่ เกิดขึ้นในสวนหนึงของโลก สงผลกระทบอันรวดเร็วและสําคัญตอสวนอื่นๆของโลก ่ โลกาภิวัตน หมายถึงกระบวนการทีประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเปนสังคมเดี่ยว กระบวนการนี้ ่ เกิดจากแรงของอิทธิพลรวมทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีและสังคม-วัฒนธรรมและการเมือง[2] ประวัติ คําวา “โลกาภิวัตน” ในภาษาอังกฤษคือ “Globalization” สามารถสืบยอนไปไดถึง พ.ศ. 2487 (1944) แตไดนํามาใชโดยนักเศรษฐศาสตรตั้งแตปพ.ศ. 2524 (1981) มานี้เอง อยางไรก็ดี แนวคิดยังไม  แพรหลายและเปนที่นิยมจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 2538 (1995) เปนตนมา แนวคิดแรกสุดและการพยากรณถึง การหลอมรวมของสังคมของโลกเกิดจากขอเขียนของนักประกอบการทีผันตัวเปนศาสนาจารยชื่อ “ชารลส ่ ทาซ รัสเซลล (Charles Taze Russell) ผูใชคําวา “บรรษัทยักษใหญ” (corporate giants [5]) เมื่อป พ.ศ. 2440 นักวิทยาศาสตรสังคมหลายทานไดพยายามแสดงใหเห็นความตอเนื่องระหวางแนวโนมรวมสมัยของ โลกาภิวัตนกับยุคกอนหนานั้น[3]ยุคแรกของโลกาภิวัตน (ในความหมายเต็ม) ระหวางคริสตศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2344 –พ.ศ. 2443) เปนการเติบโตที่รวดเร็วมากในดานการคานานาชาติระหวางจักรวรรดิอํานาจใน ยุโรป อาณานิคมของยุโรปและสหรัฐฯ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกาภิวัตนไดเริ่มขึ้นใหมและถูก ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีทกาวหนาใหญๆ ที่ชวยทําใหลดคาใชจายและราคาสินคาลงไดมาก ี่ โลกาภิวัตนถูกมองวาเปนกระบวนการที่ใชเวลาเปนศตวรรษที่ติดตามการขยายตัวของประชากรและ การเจริญเติบโตทางอารยธรรมที่ถกเรงในอัตราสูงมากในชวง 50 ปทผานมา รูปแบบโลกาภิวัตนยุคแรกๆ มีมา ู ี่ ตั้งแตสมัยจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิพาเธีย (จักรวรรดิอหรานระหวาง พ.ศ. 296 – พ.ศ. 763) และสมัยราชวงศ ิ ฮั่นเมื่อเสนทางสายไหมทีเ่ ริมจากจีนไปถึงชายแดนของจักรวรรดิพาเทียและตอเนื่องไปสูกรุงโรม ยุคทองของ ่ อิสลามนับเปนตัวอยางหนึ่งเมื่อพอคาและนักสํารวจชาวมุสลิมวางรากฐานเศรษฐกิจของโลกยุคแรกไปทั่ว “โลกเกา” ยังผลใหเกิดโลกาภิวัตนกับพืชผล การคา ความรูและเทคโนโลยีตอมาถึงระหวางยุคของจักรวรรดิ 
  • 2.
    มองโกลซึงมีความเจริญมากขึ้นตามเสนทางสายไหม การบูรณาการโลกาภิวัตนมีความตอเนื่องมาถึงยุค ่ ขยายตัวทางการคาของยุโรป เมื่อถึงคริสตศตวรรษ ที่ 16 และ17 (ระหวาง พ.ศ. 2043 – พ.ศ. 2242) เมื่อ จักรวรรดิโปรตุเกสและจักรวรรดิสเปนไดแผขยายไปทั่วทุกมุมโลกหลังจากที่ไดขยายไปถึงอเมริกา โลกาภิวัตนกลายเปนปรากฏการณทางธุรกิจในคริสตศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 2143 – พ.ศ. 2242) เมื่อ บริษัทดัทชอินเดียตะวันออก ซึ่งถือกันวาเปน “บรรษัทขามชาติ” แรกไดรบการจัดตั้งขึ้น แตเนื่องจากการมี ั ความเสี่ยงทีสงมากในการคาระหวางประเทศ บริษัทดัทชอินเดียตะวันออกไดกลายเปนบริษัทแรกของโลกที่ใช ู่ วิธีกระจายความเสี่ยง ยอมใหมีการรวมเปนเจาของดวยการออกหุนซึ่งเปนปจจัยผลักดันทีสําคัญทีทําใหเกิด ่ ่ โลกาภิวัตน การปลอยหรือการเปดเสรีทางการคาในคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งบางครั้งเรียกกันวา “ยุคแรกแหงโลกาภิ วัตน” เปนยุคที่มลักษณะการเจริญเติบโตของการคาและการลงทุนของโลกในอัตราทีรวดเร็วระหวางจักรวรรดิ ี ่ อํานาจยุโรปกับอาณานิคมอละตอมากับสหรัฐฯ ในยุคนี้เองที่พื้นที่บริเวณใตสะฮาราและหมูเกาะแปซิฟกถูกจัด  รวมเขาไวในระบบโลก “ยุคแรกแหงโลกาภิวัตน” เริมแตกสลายเมือสงครามโลกครั้งที่ 1 เริมขึ้น และตอมาได ่ ่ ่ ลมสลายในชวงวิกฤติมาตรฐานทองคําในชวงระหวาง พ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2478 โลกาภิวัตนสมัยใหม โลกาภิวัตนในยุคตั้งแตสงครามโลกครังที่ 2 เปนผลที่ตามมาจากการวางแผนของนักเศรษฐศาสตรและ ้ ผลประโยชนทางธุรกิจ รวมทังนักการเมืองไดตระหนักถึงคาใชจายที่สัมพันธกับลัทธิคุมครอง (Protectionism) ้ การถดถอยของการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ผลงานของพวกเขาไดนําไปสูการประชุม “เบรท ตัน วูด” (Bretton Woods) ที่ทําใหเกิดสถาบันนานาชาติหลายแหงที่มีวัตถุประสงคคอยเฝามองกระบวนการ โลกาภิวัตนที่ฟนตัวใหม คอยสงเสริมการเจริญเติบโตและจัดการกับปญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา สถาบันดังกลาว ไดแก “ธนาคารสากลเพื่อการฟนฟูและการพัฒนา" (ธนาคารโลก) และกองทุนการเงินระหวางประเทศ ทั้งสอง สถาบันแสวงหาเทคโนโลยีขั้นกาวหนาตางๆ มาใช เพื่อการลดตนทุนการคา มีการเจรจาทางการคา ที่เดิมอยู ภายใตความอุปถัมภของ GATT ซึ่งจัดการใหมีการประชุมเพื่อเจรจาตกลงยกเลิกขอจํากัดทีกีดขวางการคาโดย ่ เสรีอยางตอเนื่อง การประชุมรอบอุรุกวัย(พ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2538) นําไปสูการกอตังองคการการคา ้ โลก (WTO) เพื่อใชเปนที่ไกลเกลี่ยขอขัดแยงทางการคา และเพื่อจัดวางพื้นฐานใหการคาเปนในบรรทัดฐาน เดียวกัน ขอตกลงทวิภาคี และพหุภาคีทางการคา รวมถึงสวนของ “สนธิสญญามาสทริชท” ( Maastricht ั Treaty) ของยุโรป และมีการตกลงและลงนามใน “ขอตกลงการคาเสรีอเมริกาเหนือ” (NAFTA) เพื่อใหบรรลุ เปาหมายในการลดอัตราภาษีและการกีดกันทางการคา ผลของการตกลงนีทําใหสินคาที่ไดรับการอุดหนุนจาก ้ รัฐบาลอเมริกันไหลบาทวมทนตลาดตางประเทศ [แก]การวัดความเปนโลกาภิวัตน
  • 3.
    Japanese อาหารจานดวน แมคโดแนลดของญี่ปุนนับเปนตัวอยางที่แสดงใหเห็นถึงการหลอมรวมเปนหนึง ่ เดียวของความเปนนานาชาติ เมื่อมองโลกาภิวัตนเฉพาะทางเศรษฐกิจ การวัดอาจทําไดหลายทางที่แตกตางกัน โดยดูจากการรวม ศูนยการเคลือนไหวทางเศรษฐกิจที่อาจบงชี้ความเปนโลกาภิวัตนเห็นได 4 แนวดังนี:้ ่  ทรัพยากรและสินคาและบริการ เชน ความตองการทรัพยากรธรรมชาติ การสงออกและนําเขาสินคาที่ เปนสัดสวนกับรายไดตอหัวของประชาชาติ  แรงงานและคน เชน อัตราการยายถิ่นฐานเขาและออกโดยชังน้ําหนักกับประชากร ่  เงินทุน เชน การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน การไหลเขาและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงทีเ่ ปนสัดสวน กับรายไดประชาชาติและรายไดตอหัวของประชากร  อํานาจและเทคโนโลยี เชน ความมั่นคง การยายขั้วทางการเมือง การเคลื่อนไหวกองกําลังติดอาวุธ การ เคลื่อนไหวของงานวิจัยและพัฒนา สัดสวนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา) ใช เทคโนโลยีที่เกิดใหม (เทคโนโลยีขั้นกาวหนา เชน การใชอาวุธใหม การใช โทรศัพท รถยนต อินเทอรเน็ตบรอดแบนด ฯลฯ) นั่นคือ เปนการวัดดูวาชาติ หรือวัฒนธรรมนั้นๆ มีความเปนโลกาภิวัตนตั้งแตตนมาถึงในปที่ทําการวัด ลาสุด โดยการใชตัวแทนงายๆ เชน การเคลื่อนไหลของสินคาเขา-ออก การยายถิ่นฐาน หรือเงินลงทุนทางตรง จากตางประเทศดังกลาวขางตน เนื่องจากโลกาภิวัตนไมใชปรากฏการณอยางเดียวทางเศรษฐกิจ การใชการเขาสูปญหาดวยวิธีแบบ  หลายตัวแปรมาเปนตัวชี้วัดความเปนโลกาภิวัตนจงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” (Think tank) ใน ึ สวิสเซอรแลนด KOF ดัชนีมุงชี้วัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ไดแก เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากการ ใชตัวชี้วัดหลักทังสามตัวนี้แลว ดัชนีรวมของโลกาภิวัตนและตัวชี้วัดกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหวจริงทาง ้ เศรษฐกิจ ขอจํากัดทางเศรษฐกิจ ขอมูลเกี่ยวกับการติดตอของบุคคล ขอมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของขอมูล ขาวสาร และขอมูลของความใกลชิดติดตอกันทางวัฒนธรรม เหลานี้ถูกนํามาใชในการคํานวณดวย มีการ
  • 4.
    เผยแพรขอมูลนี้เปนรายป เปนขอมูลรวมของประเทศตางๆ 122ประเทศดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)” [6]. จากดัชนีดังกลาว ประเทศที่เปนโลกาภิวัตนมากทีสุดในโลกไดแกเบลเยียม ตามดวย ่ ออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอรแลนด ประเทศที่เปนโลกาภิวัตนนอยที่สุดตามดัชนี KOF ไดแกไฮติ เมียนมาร สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุด[4] การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตนในฐานะเปน ี กระบวนการทีเ่ ปนปฏิสัมพันธของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006) เอ.ที. เคียรนีย ( A.T. Kearney) และวารสารนโยบายตางประเทศ ( Foreign Policy Magazine) ได รวมกันตีพิมพ “ดัชนีโลกาภิวัตน” (Globalization Index) ขึ้นอีกแหลงหนึง จากดัชนีเมือ พ.ศ. 2549 ผล ่ ่ ปรากฏวา สิงคโปร ไอรแลนด สวิตเซอรแลนด สหรัฐอเมริกา เนเธอรแลนดแคนาดา และเดนมารกเปน ประเทศทีเ่ ปนโลกาภิวัตนมากทีสุด อียิปต อินโดนีเซีย อินเดียและอิหรานเปนโลกาภิวัตนนอยที่สุด สวนไทยอยู ่ ในลําดับที่ 45 และจากดัชนีในปถัดมาคือ พ.ศ. 2550 อับดับความเปนโลกาภิวัตนของไทย ตกลงไปอยูที่อันดับ  ที่ 59 [แก]ผลกระทบของโลกาภิวัตน โลกาภิวัตนมีผลกระทบตอโลกในหลายแงมม เชน ุ  อุตสาหกรรม – การปรากฏของตลาดการผลิตที่เกิดขึ้นทั่วโลก และชองทางเขาถึงผลิตภัณฑ ตางประเทศทีกวางขึ้นสําหรับผูบริโภคและบริษัท ่   การเงิน – การปรากฏขึ้นของตลาดการเงินทั่วโลกและการเขาถึงเงินลงทุนจากแหลงภายนอกที่งายและ สะดวกขึ้นของบริษัทตางๆ ประเทศและรัฐต่ํากวาประเทศทีประสงคของกูยืม ่  เศรษฐกิจ - การยอมรับตลาดรวมของโลกบนพื้นฐานแหงเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนสินคาและทุน  การเมือง - การเมืองโลกาภิวัตนหมายถึงการสรางสรรครัฐบาลโลกที่จะทําหนาที่กํากับดูแล ความสัมพันธระหวางชาติและใหหลักประกันสิทธิ์ทเี่ กิดจากสังคมและเศรษฐกิจของโลกาภิวัตน [5] ในทางการเมือง สหรัฐฯ ไดรับประโยชนจากการครองอํานาจในโลกในหมูชาติมหาอํานาจ ซึงสวน่ หนึ่งมาจากความเขมแข็งทางเศรษฐกิจและความั่งคังของประเทศ ดวยอิทธิพลของโลกาภิวัตนและจาก ่ การชวยเหลือของสหรัฐฯ ประเทศจีนไดเจริญเติบโตอยางมหาศาลในชวงเพียงทศวรรษที่ผานมา หาก จีนมีความเจริญเติบโตในอัตราตามแนวโนมนี้ตอไป เปนไปไดที่จะเกิดการเคลือนยายศูนยอํานาจใน  ่ ระหวางประเทศผูนําภายใน 20 ปขางหนา ประเทศจีนจะมีความมั่งคั่ง มีอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ สามรถทาทายสหรัฐฯ ในการเปนประเทศมหาอํานาจผูนํา[6]  ขอมูลขาวสาร – มีการเพิมการไหลบาของขอมูลขาวสารระหวางพื้นหรือภูมิภาคที่อยูหางไกลกันมาก ่   วัฒนธรรม – การเจริญเติบโตของการติดตอสัมพันธขามวัฒนธรรม เกิดมีประเภทใหมๆ ในดานความ สํานึกและเอกลักษณ เชน “โลกาภิวัตนนิยม” - ซึ่งครอบคลุมการแพรกระจายทางวัฒนธรรมและการ
  • 5.
    ไดบริโภคผลิตภัณฑและความคิดจากตางประเทศ การรับเทคโนโลยีใหมมาใชและการเขารวมใน “วัฒนธรรมโลก”  นิเวศวิทยา – การปรากฏขึ้นของความทาทายในปญหาสภาวะแวดลอมในระดับโลกที่ไมสามารถ แกปญหาไดโดยปราศจากความรวมระดับนานาชาติ เชนปญหา “การเปลี่ยนแปลงของ ภูมิอากาศ” มลภาวะทางน้ําและอากาศที่ครอบคลุมหลายเขตประเทศ การทําประมงเกินขีด ความสามารถในการรองรับ การกระจายของพันธุพืชและสัตวที่ไมพึงประสงค การสรางโรงงานเปน จํานวนมากในประเทศกําลังพัฒนาที่กอมลภาวะไดอยางเสรี  สังคม – ความสําเร็จในการบอกรับขาวสารโดยไมเสียคาใชจายสําหรับประชาชนของทุกชาติในโลก  การขนสง – การลดจํานวนลงไปเรือยๆ ของรถยุโรปในถนนของยุโรป (อาจกลาวไดเชนเดียวกันสําหรับ ่ อเมริกา) และการสิ้นปญหาเรื่องระยะทางที่เกิดจากการใชเทคโนโลยีตางๆ มาชวยลดเวลาการ เดินทาง [ตองการอางอิง]  การแลกเปลี่ยนทีมากขึ้นของวัฒนธรรมสากล ่  การขยายตัวของ “อเนกวัฒนธรรมนิยม” และการเขาถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งาย ขึ้นสําหรับปจเจกบุคคล (เชนการสงออกภาพยนตรของฮอลลีวูดและบอลลีวูด หรืออุตสาหกรรม ภาพยนตรของอินเดีย) อยางไรก็ดี การนําเขาวัฒนธรรมอาจทําใหเกิดการกลืนทางวัฒนธรรม ทองถิ่นไดงาย มีผลใหความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีนอยลงจากการผสมผสานระหวางกัน  เกิดเปนวัฒนธรรมพันทาง หรืออาจถูกกลืนโดยการคอยๆ รับวัฒนธรรมใหมมาใชโดยสิ้นเชิง ตัวอยางที่เห็นไดชัดเจนทีสุดในกรณีนี้ไดแกการรับวัฒนธรรมตะวันตก (Westernization) ของ ่ หลายประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ แตการรับวัฒนธรรมจีน ( Sinicization) ไดเกิดขึ้นทั่วเอเชียมานาน นับศตวรรษแลว  การเดินทางและการทองเที่ยวระหวางประเทศที่มากขึ้น  การเขาเมืองที่มากขึ้น รวมทั้งการเขาเมืองที่ผิดกฎหมาย  การแพรขยายของสินคาบริโภคของทองถิ่น (เชนอาหาร) สูตางประเทศมากขึ้น  การคลังไคลแฟชั่นวัฒนธรรมยอดนิยมระดับโลก เชน คาราโอเกะ, โปเกมอน, ซุโดกุ, นูมะ นูมะ ่ , โอริกามิ, Idol series, ยูทูบ, ออรกัต, เฟซบุก, และ มายสเปซ  กีฬาระดับโลก เชน ฟุตบอลโลก และกีฬาโอลิมปก  การเกิดหรือการพัฒนาชุดของ “คุณคาสากล” universal value  ดานเทคนิค/กฎหมาย  การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานของระบบการติดตอสื่อสารระดับโลก และการเพิมการเคลื่อนไหว ่ ของขอมูลขาวสารขามพรมแดนที่ใชเทคโนโลยี เชน อินเทอรเน็ต ดาวเทียมสื่อสาร เคเบิลใยแกว ใตน้ํา และโทรศัพทมือถือ
  • 6.
    การเพิมจํานวนของมาตรฐานที่นําออกใชทั่วโลก เชน กฎหมายลิขสิทธิ์ การจดทะเบียน ่ ลิขสิทธิ์ และการตกลงทางการคาโลก  การผลักดันโดยผูสนับสนุนใหมศาลอาญานานาชาติ ( international criminal court) และ  ี ศาลยุติธรรมนานาชาติ (en:International Court of JusticeIInternational Court of justice)  การตระหนักดานเพศ – โดยทั่วไป การมองโลกาภิวัตนเฉพาะดานเศรษฐกิจเปนเรื่องงาย แตในดานเพศ นี้มีเบื้องหลังในความหมายทางสังคมทีหนักแนน โลกาภิวัตนมีความหมายในปฏิสัมพันธทางวัฒนธรรม ่ ระหวางประเทศตางๆ หลายประเทศ โลกาภิวัตนอาจสงผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงในดานความ เสมอภาคทางเพศ และประเด็นนีเ้ องที่นําไปสูการตระหนักถึงความไมเสมอภาคของสตรีเพศ (บางครัง  ้ เปนความโหดราย) ทีเ่ ปนอยูในหลายประเทศทั่วโลก ตัวอยางเชน สตรีในในหลายประเทศในแอฟริกาที่ สตรีจะตองถูกขริบอวัยวะเพศดวยวิธีการที่เปนอันตราย ซึงโลกเพิ่งรับรูและทําใหประเพณีนี้ลดนอยลง ่ ที่มา : United Nations Development Program. 1992 Human Development Report
  • 7.
    โลกาภิวัตนกับความพอเพียง ในยุคบริโภคนิยมและการสื่อสารไรพรมแดน คําวา “ใชชีวิตอยางพอเพียง” หากใหหลับตา นึกภาพ ความพอเพียงเปรียบไปก็คงเหมือนเปลวเทียนกลางกระแสลมแหงโลกาภิวัฒน ที่กระหน่ําและ โหมซัดสังคมไทย จนเหลือแคแสงสวางอันริบหรี่ทรอวันดับมอดลงในทีสุด ี่ ่ ทามกลางกระแสแหงโลกาภิวัฒน เยาวชนหนุมสาวตางพากันลุมหลงไปกับสื่อเทคโนโลยีอันทันสมัย ตางๆไมวาจะเปนโทรศัพทมือถือรุนใหมๆ อุปกรณไฮเทคหรือโปรแกรมอินเทอรเน็ตแปลกใหม ที่เยายวน ความตื่นเตนและความอยากรูอยากเห็น ไมวาจะเปนเรื่องการแสดงออกทางเพศในลักษณะที่ไม  เหมาะสม หรือการไดสนิทสนมรูจกกับเพื่อนหรือคนรักในโลกไซเบอรทงๆ ที่ไมเคยรูจกหนาตาหรือตัวตน ั ั้ ั จริงๆ เลย ซึ่งการลุมหลงในเรื่องอันไรสาระและแกนสารของชีวิตเชนนี้ หากเยาวชนซึมซับพฤติกรรมอยาง  นี้เปนประจํา นานวันเขาจะนําไปสูการมีทัศนคติ ความเชื่อ หรือคานิยมในทางทีผิด จนอาจนําไปสูปญหา ่  สังคมดานตางๆ อีกมากมาย กรณีตัวอยางทีเ่ ปนขาวโดงดังไปพักใหญ คือขาวเกียวกับเยาวชนนักศึกษา ่ หลายคนตางพากันไปเลนอินเทอรเน็ตคาเฟ ซึงผูประกอบการใชกลยุทธทางการตลาดโดยขาดจรรยาบรรณ ่  และจิตสํานึกรับผิดชอบตอสังคม ดาวนโหลดโปรแกรม “แคมฟลอกซ” (Cam Frog)ใหลูกคาเขาไปใชบริการ กระทําการโชวลามกอนาจารใหผูใชบริการรายอื่นๆ รับชม ซึ่งเปน การกระทําที่ผิดตามกฎหมายอาญา ผู แสดงตองไดรับโทษทั้งการปรับและจําคุก กระทรวงวัฒนธรรมโดยศูนยเฝาระวังทางวัฒนธรรม ไดติดตาม พฤติกรรมนี้มาพักหนึ่งในการรวบรวมขอมูล ขอเท็จจริงทั้งหมดแจงหนวยงานทีรับผิดชอบดําเนินการตาม ่ กฎหมาย และประกอบกับการไดรับความรวมมือดวยดีจากเครือขายเฝาระวังทางวัฒนธรรม ซึงเปน ่ ผูประกอบการอินเทอรเน็ตที่คิดดีและทําดี ไดใหเบาะแส และรายละเอียดขอมูลเพิ่มเติม จนทําใหปญหา  ดังกลาวไดรบการแกไขในทีสุด ศูนยเฝาระวังทางวัฒนธรรม ขอขอบคุณและแสดงความชื่นชมผูมสวน ั ่ ี เกี่ยวของในการใหความรวมมือทุกทาน ทุกหนวยงานมา ณ โอกาสนี้ หากจะกลาวไปแลว ปญหาสังคมที่กอดคอกันมากับเทคโนโลยีอันทันสมัยนั้น สวนหนึ่ง เปนปญหาที่ หนวยงานซึ่งรับผิดชอบสามารถปองกันหรือแกไขได แตสวนหนึงก็ตองยอมรับกันวา เรื่องเหลานั้นคือ ่ สัญญาณบงบอกถึงความออนแอทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ ที่นาวิตกเมื่อเยาวชนคนหนุม สาวอันเปนกําลังในการพัฒนาประเทศชาติ กลับตกเปนเปานิ่งรอวันรวงหลนและลมสลายอันเกิดจาก การเสพยเทคโนโลยี และบริโภคขอมูลขาวสารอยางไรสติ ขาดการยั้งคิดและนับวันจะทวีความรุนแรง ยิ่งขึ้น ฟงดูอาจนากลัวแตความจริงก็เปนเชนนั้น วัยรุนและหนุมสาวในสังคมไทยยุคนี้ สวนใหญมัก สับสนและหลงลืมขอเท็จจริงบางอยางเกี่ยวกับตัวเองไป เพราะกระบวนการคิดอยางเปนเหตุเปนผลที่ จะชี้นําพวกเขาใหเดินไปในทิศทางที่ควรจะเปนนั้น ไดคอยๆถูกฆาตัดตอนและชี้นําโดยกระแสบริโภค นิยมแหงโลกาภิวัฒน จนแทบยากตอการเยียวยา อยางไรก็ตามหากจะกลาวอยางเปนธรรมและตรงไปตรงมา กระแสบริโภคนิยม เทคโนโลยีและการสื่อสารอันไรพรมแดนมิใชเรื่องเลวรายเสียทั้งหมด หากพิจารณากันอยาง
  • 8.
    จริงจัง จะพบวามันกลายเปนสิ่งจําเปนในการดําเนินชีวิตของมนุษย ประโยชนของมันมีมากมาย มหาศาล ซึงหากเราใชเปนและบริโภคดวยความมีสติรูเทาทัน ผลกระทบในดานลบของมันก็แทบจะไม ่ มีความหมาย การฝนตานและปฏิเสธจึงไมนาจะใชทางออกที่เหมาะสม ดังนั้นการรูจักเลือกสรรรับขอมูล ขาวสาร เลือกบริโภคสินคาและเทคโนโลยีโดยใชแนวคิดความพอเพียง นาจะเปนทางออกที่ดีทสุดอีกทาง ี่ เลือกหนึง่ เยาวชนควรจะไดรับการปลูกฝงแนวคิดความพอเพียงใหเขาใจอยางจริงจังตอเนื่อง จนสามารถใช เหตุผลในการแยกแยะเพื่อเลือกรับขอมูลขาวสารทีมีประโยชน บริโภคสินคาและเทคโนโลยีอยางรูเทา ่ ทัน เหมาะสมกับความตองการ กําลังเงิน สภาพแวดลอม ในจํานวนที่ไมมากไมนอยจนเกินไป และ การบริโภคนั้นตองไมเบียดเบียนตนเองและผูอื่น ปลูกฝงและสรางภูมิคุมกันทางดานกระบวนการคิด โดยการใชเหตุผล กระตุนใหมีการฝกคิดอยางเปนระบบ จนสามารถเตรียมตัวพรอมรับการ  เปลี่ยนแปลงทางสังคมดานตางๆ ไดอยางเขาใจและปรับใชการเปลี่ยนแปลงนั้นใหเกิดประโยชนกบ ั ตัวเองและสังคมสวนรวมไดใหมากทีสุด จนสามารถมีภูมิคุมกันในการปองกันและรับผลกระทบในดานลบ ่ ที่อาจเกิดขึ้นได  แนนอนวายอมไมใชเรื่องงายทีจะทําใหเยาวชนซึ่งตกอยูในกระแสเชี่ยวกรากของ เทคโนโลยีลอตาลอ ่  ใจ และคอยแตจะเชิญชวนใหบริโภคอยางไรพรมแดนไรขีดจํากัด เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด และพฤติกรรมในชั่วขามคืน โดยเฉพาะในการปรับกระบวนการคิดการใชเหตุผล ซึ่งลวนเปนเรื่อง นามธรรมที่ตองใชเวลาในการคอยๆ ซึมซับ วิเคราะห และกวาจะถึงขั้นที่สามารถสังเคราะหมาใชไดใน ชีวิตจริง จนเกิดเปนภูมิคุมกันที่ถาวรยั่งยืนนั้น จะตองใชเวลาในการปลูกฝงที่ยาวนาน  สถาบันทีเ่ กี่ยวของไมวาจะเปนครอบครัว สถานศึกษา สื่อ และองคกรอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชนลวนมี หนาที่ตองรับผิดชอบโดยตรง ในการที่จะดูแลประคับประคองเทียนแหงความพอเพียง ไมใหดับวูบไป จนไมเหลือแสงสวางใดนําทาง ถึงเวลาหรือยังทีเ่ ราตองรวมมือรวมใจกันระดมสรรพกําลังในการหา มาตรการปองกันและแกไขปญหานี้อยางจริงจังและจริงใจเสียที  ปจจุบนสมรภูมสงครามลาอาณานิคมกลายเปนเรื่องเพอเจอ โลกใบนี้คงเหลือสมรภูมิเดียวที่ยงดําเนิน ั ิ ั ตอไปคือสมรภูมิแหงการ“ขาย” ในสงคราม “แยงชิงลูกคา” ขายทุกอยางที่ขวางหนา ซื้อทุกอยางที่ใจ ตองการ ชนะขาดคําเดียวคือยึดครอง “ลูกคา” ใหมากทีสุดและทําลายวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้นใหสิ้นซาก ่ ไปอยางรวดเร็วและรุนแรง แลวสรางวัฒนธรรมใหม เปนวัฒนธรรมแหง “การบริโภคที่ไรพรมแดน” ซึ่ง โดยความเห็นสวนตัวของผูเขียน คิดวาเปนสงครามแทจริงซึงนากลัวทีสุดเพราะไมใชแคเรืองของการ ่ ่ ่ สูญเสียดินแดนเพียงอยางเดียว “หากแตสูญเสียสิ้น ซึ่งตัวตนและจิตวิญญาณ” ที่มา : http://www.oknation.net/blog/jessada5577/2010/06/17/entry-3