แผนที่ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ และสารสนเทศทางภูมิศาสตร์
ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)
       GIS (Geographic Information System) หรือ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ “…เป็นเครื่องมือที่ใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พื้นที่ (Spatial Context) โดยข้อมูลลักษณะต่างๆในพื้นที่ที่ทาการศึกษา จะถูก
นามาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดและรายละเอียดของ
ข้อมูลนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามต้องการ"

   ขบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลใน GIS แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. Manual Approach เป็นการนาข้อมูลในรูปแผนที่หรือลายเส้นต่างๆถ่ายลงบนแผ่นใส แล้วนามาซ้อนทับ
กัน ที่เรียกว่า “overlay techniques” ในแต่ละปัจจัย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แต่วิธีการนี้มีข้อจากัด
ในเรื่องของจานวนแผ่นใสที่จะนามาซ้อนทับกัน ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์ด้วยสายตา (Eye
Interpretation) จะกระทาได้ในจานวนของแผ่นใสที่ค่อนข้างจากัด และจาเป็นต้องใช้เนื้อที่และวัสดุในการ
เก็บ ข้อมูลค่อนข้างมาก

2. Computer Assisted Approach เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของตัวเลขหรือดิจิตอล (digital) โดยการ
เปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลแผนที่หรือลายเส้นให้อยู่ในรูปของตัวเลขแล้วทาการซ้อนทับกันโดยการนาหลัก
คณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์เข้ามาช่วย วิธีการนี้จะช่วยให้ลดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลลงและสามารถเรียกแสดง
หรือทาการวิเคราะห์ได้โดยง่าย

หัวใจที่สาคัญของระบบ GIS คือ ข้อมูลด้านเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งจะถูกนาเข้าระบบด้วยการแปลงให้อยู่
ในรูปของ Vector โดยเครื่องมือนาเข้า Digitizer ซึ่งข้อมูลจะมีความสัมพันธ์กันในเชิงตาแหน่งเช่นเดียวกับที่
อยู่ในแผนที่ การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะ Vector มีข้อดีในแง่การประหยัดเนื้อที่การจัดเก็บ และการขยายภาพ
ให้ใหญ่บนจอภาพโดยยังแสดงความคมชัดเหมือนเดิม การเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่สามารถออกแบการจัดเก็บ
ตามประโยชน์การใช้สอย โดยแบ่งเป็นชั้น (Layer) ต่าง ๅ เช่น ถนน, แม่น้า, ลักษณะชั้นดิน, ลักษณะชั้น
บรรยากาศ ฯลฯ เมื่อต้องการทาการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ใช้สามารถที่จะเลือกข้อมูลเชิงพื้นที่ชั้นต่างๆที่ต้องการ
มาซ้อนทับกัน (Overlay) โดยกาหนดเงื่อนไขที่ต้องการเข้าไปในระบบ ระบบ GIS จะแสดงพื้นที่หรือจุดที่ตั้ง
ของสถานที่ที่ผู้ใช้ต้องการ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะแสดงด้วยความเข้มของสีที่แตกต่างกัน ทาให้ผู้ใช้
สามารถเข้าใจได้ง่าย นอกจากระบบ GIS จะจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่นแผนที่แสดงการใช้ที่ดิน ฯลฯ แล้ว
ระบบยังสามารถจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่เชิงพื้นที่โดยให้มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ ได้แก่ ข้อมูลแสดง
คุณลักษณะต่างๆ (Attribute Data) เช่น ข้อมูลด้านประชากร, ข้อมูลรายละเอียดลูกค้า เป็นต้น ซึ่งการจัดเก็บ
ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูปฐานข้อมูลเดียว (Relational Database) ทาให้การจัดเก็บข้อมูลไม่ซ้าซ้อน และง่าย
ต่อการเรียกใช้ข้อมูลนั้นๆ

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลในระบบ GIS ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

    1. Graphic หรือ Spatial Data (ข้อมูลเชิงภาพ) แบ่งลักษณะของ graphic ได้เป็น feature 3
       ประเภท คือ

[พิมพ์ข้อความ]
    Point feature 1 (จุด) ใช้อ้างอิงถึงตาแหน่งที่ตั้งของสิ่งต่างๆ ในแผนที่ เช่น ที่ตั้งของบ่อน้า
                 ที่ตั้งของเสาไฟ
                Line feature (เส้น) เป็นจุดของชุดที่เรียกต่อกัน โดยใช้แทนลักษณะที่เป็นเส้น เช่น แม่น้า,
                 ถนน
                Polygon feature (พื้นที่รอบรูปปิด) เป็นเส้นรอบรูปปิด ใช้แทนลักษณะที่เป็น หรือพื้นที่
                 เช่น พื้นที่ป่า ขอบเขตการปกครอง : ประเทศ จังหวัด อาเภอ ตาบล

    2. Non graphic หรือ Assrobite Data เป็นข้อมูลบอกคุณลักษณะต่างๆของ feature เช่น ชื่อถนน
       ความกว้างของถนน

ส่วนประกอบของระบบ GIS มีดังนี้

    1. ฮาร์ดแวร์ (Hard ware) : คอมพิวเตอร์ ใช้เก็บประมวลผลและแสดงผลข้อมูลแผนที่
    2. ซอร์ฟแวร์ (GIS Soft ware) ควรจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ สามารถสร้างความสัมพันธ์
       ระหว่างข้อมูลที่เป็น graphic และ attribute สามารถเพิ่มเติม แก้ไขข้อมูล และเรียกดึงข้อมูลมาใช้ได้
       ง่าย สะดวก รวดเร็ว อีกทั้งมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลข้อมูลในรูปที่เข้าใจได้
       ง่าย เช่น รายงาน ตาราง หรือ แผนที่
    3. ข้อมูลนาเข้า (Data) ข้อมูลเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของแผนที่ เลข (Digital Map Data) หรือได้จาก
       ข้อมูลหรือไฟล์ (file) จากงานสารวจภาคสนาม (ground survey) หรือข้อมูลนี้ได้จากโปรแกรมอื่น
       รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ
    4. ขั้นตอนการทางาน (procedure) ประกอบด้วย ขั้นตอนการเตรียมข้อมูล นาเข้า แก้ไข วิเคราะห์
       และแสดงผลข้อมูล
    5. บุคลากร (Staff และ Expertise) จะต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้ในระบบ GIS

สาเหตุที่ทาให้ระบบ GIS ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบ GIS มีข้อได้เปรียบมากกว่าการใช้แผนที่
ในเรื่อง การจัดเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงการรวมข้อมูลในเชิงพื้นที่ทั้งหมดให้ให้อยู่ใน
ลักษณะฐานข้อมูลเดียว ซึ่งทาให้มีประโยชน์ในแง่การวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งในเรื่องของระยะเวลา และต้นทุนในการจัดทา ตัวอย่างจะเห็นได้จากเมื่อผู้บริหารทาการวางแผนด้านพื้นที่
ระบบ GIS ช่วยในการวิเคราะห์พื้นที่ในหลายรูปแบบสาหรับแผนงานที่ต่างๆ กัน เพื่อตอบคาถาม (what-if
question) และ ช่วยในการผลิตเอกสารอ้างอิงได้ในขณะที่การทาวิเคราะห์แบบดั้งเดิมต้องใช้ระยะเวลานาน
และเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นระบบ GIS จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสาคัญเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจใน
ด้านการบริหารสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมา Remote Sensing
           Remote Sensing
         ความหมายของ Remote Sensingในอดีตที่ผ่านมาเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial
         Photograph) และทางภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Imagery) เป็นคาที่ใช้แยกจากกัน ต่อมา
         ได้มีการกาหนดศัพท์ให้รวมใช้เรียกคาทั้งสองรวมกัน ตลอดจนถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับ
         ข้อมูลซึ่งได้จากตัวรับสัญญาณระยะไกลที่เรียกว่า Remote Sensingคาว่า รีโมทเซนซิ่ง
         (Remote Sensing) เป็นประโยคที่ประกอบขึ้นมาจากการรวม 2 คา ซึ่งแยกออกได้ดังนี้

[พิมพ์ข้อความ]
คือ Remote = ระยะไกล และ Sensing = การรับรู้ จากการรวมคา 2 คาเข้าด้วยกัน คา
         ว่า "Remote Sensing" จึงหมายถึง "การรับรู้จากระยะไกล"โดยนิยามความหมายนี้ได้กล่าว
         ไว้ว่า “เป็นการสารวจตรวจสอบคุณสมบัติสิ่งใดๆ ก็ตาม โดยที่มิได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น
         เลย”
         ดังนั้นคาว่า "Remote Sensing" จึงมีความหมายที่นิยมเรียกอย่างหนึ่งว่า การสารวจจาก
         ระยะไกล โดยความหมายรวม รีโมทเซนซิ่ง จึงจัดเป็นวิทยาศาสตร์ และศิลปะการได้มาซึ่ง
         ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ พื้นที่ หรือปรากฏการณ์จากเครื่องมือบันทึกข้อมูล โดยปราศจากการเข้าไป
         สัมผัสวัตถุเป้าหมาย
         ทั้งนี้ อาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ

         - คลื่นรังสี (Spectral)

         - รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นผิวโลก (Spatial)
         - การเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (Temporal)
         ปัจจุบันข้อมูลด้านนี้ได้นามาใช้ในการศึกษาและวิจัยอย่างแพร่หลาย เพราะให้ผลประโยชน์
         หลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการสารวจและเก็บข้อมูลมีความถูกต้อง
         และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์
         อย่างไรก็ตาม การรับรู้จากระยะไกลก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าโดยมีการประดิษฐ์ คิดค้น
         เครื่องมือรับสัญญาณที่มีประสิทธิภาพสูง เทคนิคที่นามาใช้ในการแปลตีความ ก็ได้รับการ
         พัฒนาควบคู่กันไปให้มีความถูกต้อง แม่นยา และรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงปรากฏว่ามีการนาข้อมูลทั้ง
         ภาพถ่ายทางอากาศ และ ภาพถ่ายดาวเทียม มาใช้ประโยชน์เพื่อสารวจหาข้อมูลและทาแผนที่
         เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
          องค์ประกอบของการสารวจระยะไกล ประกอบด้วย
               แหล่งกาเนิดพลังงาน (Source of Energy)
               วัตถุและปรากฏการณ์ต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth Surface Features)
               เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูล (Sensor)

 การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์

 1.การเตรียมภาพ (Data Preparation)

 2.   การเตรียมข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Processing)
 3.   การปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล (Image Enhancement)
 4.   การกาหนดประเภทข้อมูล (Nomenclature)
 5.   การจาแนกประเภทข้อมูล (Classification)
 6.   การวิเคราะห์หลังการจาแนกประเภทข้อมูล (Post-Classification)

[พิมพ์ข้อความ]
7. การวิเคราะห์ความถูกต้อง
  การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม (Data Analysis)
 1. การแปลภาพด้วยสายตา
 2. การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์
                                          ดาวเทียม

           ความหมาย
           ดาวเทียม (อังกฤษ: Satellite) คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ที่สามารถโคจรรอบโลก โดย
           อาศัยแรงดึงดูดของโลก ส่งผลให้สามารถโคจรรอบโลกได้ในลักษณะเดียวกันกับที่ดวงจันทร์โคจร
           รอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ วัตถุประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อใช้ ทางการทหาร การ
           สื่อสาร การรายงานสภาพอากาศ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เช่นการสารวจทางธรณีวิทยา
           สังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ รวมถึงการสังเกตวัตถุ
           และดวงดาว ดาราจักร ต่างๆ
           ประเภทของดาวเทียม
           1) ดาวเทียมสื่อสาร
           2) ดาวเทียมสารวจ
           3) ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ
           4) ดาวเทียมทางการทหาร
           5) ดาวเทียมด้านวิทยาศาสตร์

        การแบ่งประเภทตามการใช้งาน
        1.ดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารแบบจุดต่อจุด เช่น PALAPA THAICOM
        2.ดาวเทียมสื่อสารระหว่างดาวเทียม เช่น TDRS
        3.ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเคลื่อนที่บนบก ในน้า และในอากาศ เช่น INMASAT
        4.ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรศัพท์ เช่น ASTRA
        5.ดาวเทียมเพื่อการสารวจโลก สารวจทรัพยากรธรรมชาติ เช่น LANDSAT
        6.ดาวเทียมเพื่อการสารวจอวกาศ เช่น METEOR EXPLORER
        7.ดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ เช่น GMS NOAA 6-9
        8.ดาวเทียมเพื่อการปฏิบัติในห้วงอวกาศ เช่น SPAS SKYLAB
        9.ดาวเทียมเพื่อกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น JAS-1 JAS-2 AO-40
        10.ดาวเทียมเพื่อการกาหนดตาแหน่ง เช่น NAVSTAR
        11.ดาวเทียมเพื่อการนาร่องเรือ และ อากาศยาน เช่น TRANSIT COSMOS
        ประเภทของดาวเทียมในปัจจุบันผลิตขึ้นที่เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ของการใช้งานในด้านต่างๆ เช่น
        1.เพื่อการรายงานสภาพอากาศ/ อุตุนิยมวิทยา Meteorological Satellite
        METEOSAT,INSAT,GMS – 5
        2.เพื่อการสารวจโลก สารวจทรัพยากรธรรมชาติ Earth Observation Satellite
        LANDSAT,SPOT,RADARSAT
[พิมพ์ข้อความ]
3.เพื่อการสารวจอวกาศ Astronomical Satellites IRAS (Infrared Astronomy Satellite),
        NASA’ s second Small Astronomy Satellite (SAS_2), European Celestial Observation
        Satellite (COS_B)
        4.เพื่อการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ Space Stations SPAS,SKYLAB
        5.เพื่อการกาหนดตาแหน่ง Navigation Satellites GPS,GRONASS,GALILEO
        6.เพื่อการสื่อสาร Communication Satellites THAICOM,PALAPA,GMS
                                   ระบบกาหนดตาแหน่งบนโลก
                               (Global Positioning System: GPS)

  ความหมาย

                      เป็นระบบดาวเทียมที่ออกแบบและจัดสร้างโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในการนา
           หน (Navigation)
                      เป็นเครื่องมือหาตาแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลกโดยอาศัยสัญญาณอ้างอิงจาก
           ระบบดาวเทียม ทาหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอสโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ
           ว่า “เครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม”
                      เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่สามารถพกพาติดตัวได้ โดย
           สามารถใช้กาหนดพิกัดของผิวโลกได้อย่างแม่นยา ค่าที่อ่านได้จะเป็นค่าละติจูดและลองจิจูด
           หรือ ค่ายูทีเอ็ม (Universal Transverse Mercator: UTM)
                                       องค์ประกอบหลักของระบบ GPS




           1. ระบบดาวเทียมในวงโคจรรอบโลก ( The Space segment)
           2. สถานีควบคุม ( The Control segment)
           3. ผู้ใช้งานสัญญาณจีพีเอส ( The User segment)

[พิมพ์ข้อความ]
หลักการทางานของระบบ GPS
  GPS บอกพิกัดบนพื้นโลกโดยใช้ดาวเทียม การรับสัญญาณจากดาวเทียมที่โคจรอยู่เต็มท้องฟ้า 24 ดวง
  รับสัญญาณอย่างน้อยต้อง 3 ดวง GPS เป็นเครื่องมือหาตาแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลก โดยอาศัย
  สัญญาณอ้างอิงจากระบบดาวเทียม ที่ทาหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอสโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ
  ว่า “เครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม” GPS ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ
                                      ประโยชน์ของระบบ GPS

   1. บอกตาแหน่งว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน
   2. บันทึกเส้นทางว่าเราไปไหนมาบ้าง
   3. ระบบนาร่องนาทางไปจุดหมายที่กาหนด (เครื่องบิน)
   4. ระบบติดตามยานพาหนะ
   5. ใช้ในการกาหนดจุดพิกัดผิวโลก เพื่องานด้านระบบสารสนเทศภูมศาสตร์ หรือข้อมูลคาวเทียม
   6. ใช้ในการสารวจรังวัดที่ดิน การสารวจพื้นที่ และการทาแผนที่
   7. ใช้ในกิจกรรมทางทหาร
   8. ใช้ในการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
   9. การสารวจพื้นที่ และการทาแผนที่
  10. ใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของคน สิ่งของ
  11. ใช้ในการควบคุมเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร
  12. ใช้ในการขนส่งทางทะเล
  13. ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและสิ่งก่อสร้าง
  14. ใช้อ้างอิงในการวัดเวลาที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก
  15. ใช้ในการออกแบบเครือข่ายคานวณตาแหน่งที่ตั้ง เช่น โรงไฟฟ้า ระบบน้ามัน
  16. ใช้ติดตามความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม
  17. ใช้ในการติดตามอนุรักษ์และควบคุมสัตว์
  18. ประยุกต์ใช้ด้านกีฬา
  19. ใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว
  20. ใช้ในด้านความมั่นคงทางทหาร
  21. ใช้สารวจรังวัด ทาแผนที่


                                       ความหมายของแผนที่
         พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของแผนที่ไว้ว่า “แผนที่ คือ สิ่งที่
แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่ปรุงแต่งขึ้น โดยแสดงลงในพื้นแบนราบ ด้วยการย่อ
ให้เล็กลงตามขนาดที่ต้องการและอาศัยเครื่องหมายกับสัญลักษณ์ที่กาหนดขึ้น”
       แผนที่ หมายถึง การนาเอารูปภาพสิ่งต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth’ surface) มาย่อส่วนให้เล็กลง
แล้วนามาเขียนลงกระดาษแผ่นราบ สิ่งต่างๆบนพื้นโลกประกอบ ไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ


[พิมพ์ข้อความ]
(nature)และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (manmade) สิ่งเหล่านี้แสดงบนแผนที่โดยใช้สี เส้นหรือรูปร่างต่างๆที่เป็น
สัญลักษณ์แทน
ความสาคัญและประโยชน์ของแผนที่
         แผนที่มีความสาคัญ คือเป็นเครื่องช่วยในการดาเนินงาน หรือประกอบกิจการต่างๆมนุษย์รู้จัก ใช้
แผนที่มาตั้งแต่โบราณ ประโยชน์ ของแผนที่ในสมัยนั้น คือใช้เป็นเครื่องแสดงเส้นทางเดิน ถิ่นที่อยู่
อาศัย แหล่งอาหารในทางภูมิศาสตร์ถือว่าแผนที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มีความสาคัญต่อ
การศึกษาข้อมูลเพื่อประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง ปัจจุบันแผนที่ถูกนา
ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่างกว้างขวางตามความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีจากการที่จานวนประชากร
เพิ่มจานวนขึ้นอย่าง รวดเร็ว ความจาเป็นในการวางผังเมืองให้ เหมาะสม กับการขยายตัวของชุมชนและการ
อนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติจึงเพิ่มมากตาม แผนที่จึงมีความสาคัญต่อ การนาข้อมูลไปคิดวิเคราะห์เพื่อหา
ศักยภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศตลอดจนทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประโยชน์ของแผนที่มี
มากมาย แต่ได้จัดไว้ ตามการดาเนินกิจกรรมใหญ่ๆ ดังนี้
1. ประโยชน์ทางด้านการเมืองการปกครองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ
ให้คงอยู่ จาเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง หรือที่เรียกกันว่า "ภูมิรัฐศาสตร์" และเครื่องมือ
ที่สาคัญของนักภูมิรัฐศาสตร์ ก็คือ แผนที่ เพื่อใช้ศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์และนามาวางแผนดาเนินการเตรียม
รับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น แนวพรมแดนระหว่างประเทศ จาเป็นต้องอาศัยแผนที่ในการ
วางแผนดาเนินการ เตรียมรับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง แผนที่ในกิจกรรมทางการเมือง
นอกจากแผนที่แนวเขตแดนซึ่งสาคัญแล้ว ยังต้องเกี่ยวข้องกับแผนที่ต่าง ๆ มากมาย
2. ประโยชน์ทางด้านการทหารในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตร์ของทหาร จาเป็นต้อง หาข้อมูลหรือ
ข่าวสารที่เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ และตาแหน่งทางสิ่งแวดล้อมที่ถูก ต้องแน่นอนเกี่ยวกับระยะทาง ความสูง
เส้นทาง ลักษณะภูมิประเทศที่สาคัญ
3. ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เศรษฐกิจ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นอยู่ ของประชาชนภายในชาติ
เพราะฉะนั้นทุกประเทศก็มุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตนเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงการดาเนินงานเพื่อพัฒนา
เศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา แผนที่ เป็นสิ่งแรกที่ต้องผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานในการวางแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ต้องอาศัยแผนที่เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ทราบทาเลที่ตั้ง สภาพทางกายภาพ
แหล่งทรัพยากรและแผนที่ยังช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ได้มากขึ้น ทาให้
วางแผนและพัฒนาเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ ด้านสังคม สภาพแวดล้อมทางสังคมมีการ
เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่เห็นชัดคือสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทาให้สภาพแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลง
ไปการศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยแผนที่เป็นสาคัญ และอาจช่วยให้การดาเนินการวางแผนพัฒนา
สังคมเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง
4. ประโยชน์ทางด้านจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ ทาให้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเดิม
เปลี่ยนแปลงไปการศึกษาความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมต้องอาศัยการอ่านรายละเอียดในแผนที่ทั้งในอดีต
และปัจจุบันเพื่อเปรียบเทียบกัน เพื่อประโยชน์ในการหาข้อมูล หรือสมมุติฐานของ เหตุการณ์ที่จะเกิดใน
อนาคตเพื่อหามาตรการและวางแผนการป้องกันผลกระทบจาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่จะเกิดในอนาคต
หรือเพื่อวางแผนพัฒนาสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องอีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการวาง ผังเมือง
ให้เหมาะสมกับการขยายตัวของชุมชนนอกจากนี้ในการศึกษาทางด้านโบราณคดีก็ต้องอาศัยแผนที่ เพื่อค้นหา
แหล่งชุมชนโบราณอีกด้วย
[พิมพ์ข้อความ]
5. ประโยชน์ด้านการเรียนการสอน แผนที่เป็นตัวส่งเสริมกระตุ้นความสนใจ และก่อให้เกิดความเข้าใจใน
บทเรียนดีขึ้นใช้เป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางด้านกายภาพ ภูมิภาค วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สถิติและการกระจายของ
สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฏการณ์ต่าง ๆใช้เป็นเครื่องช่วยแสดงภาพรวมของพื้นที่
หรือของภูมิภาค อันจะนาไปศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของพื้นที่
6. ประโยชน์ด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว แผนที่มีความจาเป็นต่อนักท่องเที่ยวในอันที่จะทาให้รู้จักสถานที่
ท่องเที่ยวได้ง่าย สะดวกในการวางแผนการเดินทาง หรือเลือกสถานที่ท่องเที่ยวตามความเหมาะสม
 การจาแนกชนิดของแผนที่

       ปัจจุบันการจาแนกชนิดของแผนที่ อาจจาแนกได้หลายแบบแล้วแต่จะยึดถือสิ่งใดเป็นหลักในการ
จาแนก เช่น

1. การจาแนกชนิดของแผนที่ตามลักษณะที่ปรากฏบนแผนที่ แบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ

          1.1 แผนที่ลายเส้น ( Line Map ) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดในพื้นที่ด้วยเส้นและองค์ประกอบของ
เส้น ซึ่งอาจเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ท่อนเส้น หรือเส้นใด ๆ ที่ประกอบเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถนนแสดงด้วยเส้น
คู่ขนาน อาคารแสดงด้วยเส้นประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม สัญลักษณ์ที่แสดงรายละเอียดเป็นรูปที่ประกอบด้วย
ลายเส้น แผนที่ ลายเส้นยังหมายรวมถึงแผนที่แบบแบนราบและแผนที่ทรวดทรง ซึ่งถ้ารายละเอียดที่แสดง
ประกอบด้วยลายเส้นแล้วถือว่าเป็นแผนที่ลายเส้นทั้งสิ้น
        1.2 แผนที่ภาพถ่าย ( Photo Map ) เป็นแผนที่ซึ่งมีรายละเอียดในแผนที่ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย
กล้องถ่ายภาพ ซึงอาจถ่ายภาพจากเครื่องบินหรือดาวเทียม การผลิตแผนที่ทาด้วยวิธีการนาเอาภาพถ่ายมาทา
               ่
การดัดแก้ แล้วนามาต่อเป็นภาพแผ่นเดียวกันในบริเวณที่ต้องการ แล้วนามาใส่เส้นโครงพิกัด ใส่รายละเอียด
ประจาขอบระวาง แผนที่ภาพถ่ายสามารถทาได้รวดเร็ว แต่การอ่านค่อนข้างยากเพราะต้องอาศัยเครื่องมือและ
ความชานาญ
          1.3 แผนที่แบบผสม ( Annotated Map ) เป็นแบบที่ผสมระหว่างแผนที่ลายเส้นกับแผนที่ภาพถ่าย
โดยรายละเอียดที่เป็นพื้นฐานส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดที่ได้จากการถ่ายภาพ ส่วนรายละเอียดที่สาคัญ ๆ
เช่น แม่น้า ลาคลอง ถนนหรือเส้นทาง รวมทั้งอาคารที่ต้องการเน้นให้เห็นเด่นชัดก็แสดงด้วยลายเส้น พิมพ์แยก
สีให้เห็นเด่นชัดปัจจุบันนิยมใช้มาก เพราะสะดวกและง่ายแก่การอ่าน มีทั้งแบบแบนราบ และแบบพิมพ์นูน
ส่วนใหญ่มีสีมากกว่าสองสีขึ้นไป
2. การจาแนกชนิดของแผนที่ตามขนาดของมาตราส่วน
        ประเทศต่าง ๆ อาจแบ่งชนิดของแผนที่ตามขนาดมาตราส่วนไม่เหมือนกัน ที่กล่าวต่อไปนี้เป็นการแบ่ง
แผนที่ตามขนาดมาตราส่วนแบบหนึ่งเท่านั้น
        2.1 แบ่งมาตราส่วนสาหรับนักภูมิศาสตร์
                 2.1.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนเล็กว่า 1:1,000,000
                 2.1.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:250,000 ถึง 1:1,000,000

[พิมพ์ข้อความ]
2.1.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:250,000
        2.2 แบ่งมาตราส่วนสาหรับนักการทหาร
                 2.2.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วน 1:600,000 และเล็กกว่า
                 2.2.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:600,000 แต่เล็กกว่า
1:75,000
                 2.2.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:75,000 และใหญ่กว่า
3. การจาแนกชนิดแผนที่ตามลักษณะการใช้งานและชนิดของรายละเอียดที่แสดงไว้ในแผนที่
        3.1 แผนที่ทั่วไป (General Map) เป็นแผนที่พื้นฐานที่ใช้อยู่ทั่วไปหรือที่เรียกว่า Base map
              3.1.1 แผนที่แสดงทางราบ (Planimetric Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดที่ปรากฏบนผิว
โลกเฉพาะสัณฐานทางราบเท่านั้น
                3.1.2 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดทั้งทางแนวราบ
และแนวดิ่ง หรืออาจแสดงให้เห็นเป็น 3 มิติ
      3.2 แผนที่พิเศษ (Special Map or Thematic Map) สร้างขึ้นบนแผนที่พื้นฐาน เพื่อใช้ในกิจการ
เฉพาะอย่าง
4. การจาแนกตามมาตรฐานของสมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่ระหว่างประเทศ(ICA) สมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่
ระหว่างประเทศ ได้จาแนกชนิดแผนที่ออกเป็น 3 ชนิด
        4.1 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic map) รวมทั้งผังเมืองและแผนที่ภูมิศาสตร์ เป็นแผนที่ที่ให้
รายละเอียด โดยทั่วๆ ไป ของภูมิประเทศ โดยสร้างเป็นแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วนขนาดเล็ก กลาง และ
ขนาดใหญ่ และได้ข้อมูลมาจากภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่มาตราส่วนเล็กบางทีเรียกว่า
เป็นแผนที่ภูมิศาสตร์ (Geographical map) แผนที่ทั่วไป (General map) และแผนที่มาตราส่วนเล็กมากๆ ก็
อาจอยู่ในรูปของแผนที่เล่ม (Atlas map)
       4.2 ชาร์ตและแผนที่เส้นทาง (Charts and road map) เป็นแผนที่ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือ
ประกอบการเดินทาง โดยปกติจะเป็นแผนที่มาตราส่วนกลาง หรือมาตราส่วนเล็ก และแสดงเฉพาะสิ่งที่เป็นที่
น่าสนใจของผู้ใช้ เช่น ชาร์ตเดินเรือ ชาร์ตด้านอุทกศาสตร์ เป็นต้น
         4.3 แผนที่พิเศษ (Thematic and special map) ปัจจุบันมีความสาคัญมากขึ้น เพราะสามารถใช้
ประกอบการทาวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ การวางแผนและใช้ในงานด้านวิศวกรรม แผนที่ชนิดนี้จะแสดงข้อมูล
เฉพาะเรื่องลงไป เช่น แผนที่ดิน แผนที่ประชากร แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ แผนที่ธรณีวิทยา เป็นต้น
นอกจากที่กล่าวมานี้ เรายังสามารถจาแนกแผนที่โดยยึดหลักเกณฑ์อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ ครั้งที่พิมพ์ ฯลฯ แต่ไม่
เป็นที่นิยมเพราะหลักเกณฑ์ ไม่แน่นอน
การแสดงข้อมูลในแผนที่

[พิมพ์ข้อความ]
ในการทาแผนที่ทุกชนิดนอกจากจะต้องเขียนแผนที่ให้ถูกต้องตามมาตราส่วนและทิศทางแล้วยังต้องมี
วิธีการแสดงข้อมูลให้เหมาะสมด้วย เพื่อว่าผู้อ่านแผนที่จะได้สามารถเข้าใจแผนที่นั้นโดยถูกต้อง ลักษณะของ
ข้อมูลที่นามาแสดงในแผนที่โดยทั่วๆ ไปมีอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ
        1.   การแสดงข้อมูลเชิงที่ตั้งและอาณาเขต
        2.   การแสดงข้อมูลเชิงปริมาณ
        3.   การแสดงข้อมูลเชิงความหนาแน่น
        4.   การแสดงข้อมูลเชิงค่าเท่า
        5.   การแสดงข้อมูลเชิงการเคลื่อนที่
                                      ประวัติและความเป็นมาของแผนที่
         ความสามรถในการทาแผนที่เป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ชาติ พฤติกรรมที่ แสดงออกทาง
แผนที่มีมานานแล้ว พวกเอสกิโมรู้จักการทาแผนที่ด้วยการใช้ไม้สลักติดลงบนหนังแมวน้าแสดงแหล่งล่าสัตว์
ตกปลา ชาวเกาะมาร์แชลใช้เปลือกหอยแทนเกาะ ก้านมะพร้าว แทนเส้นทางการเดินเรือละบริเวณที่มีคลื่น
จัด พวก nomad ที่เร่ร่อนทะเลทรายตามที่ต่างๆ จะใช้โดยขีดบนผืนทราย
          - แผนที่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือแผนที่ของชาวเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2,300ปี ก่อนปีพุทธศักราช
         - สมัยกรีกโบราณ เป็นผู้วางรากฐานในการทาแผนที่ เริ่มด้วยการพิสูจน์ปี พ.ศ.323ว่าโลกกลม และ
มีการวัดขนาดของโลกโดย อีแรโตสเตนีส โดยใช้หลักทาคณิตศาสตร์ โดยสร้างเส้นสมมุติที่เรียกว่า เส้นขนาน
และเส้นเมอริเดียน
         - ต่อมาปี พ.ศ. 370ปี ปโตเลมี นาเอาผลงานของอีแรโตสเตนีสมาปรับปรุงกาหนดค่ามุม
ของเส้นขนานและเว้นเมอริเดียน




[พิมพ์ข้อความ]

ใบความรู้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์

  • 1.
    แผนที่ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ และสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์(GIS) GIS (Geographic Information System) หรือ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ “…เป็นเครื่องมือที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พื้นที่ (Spatial Context) โดยข้อมูลลักษณะต่างๆในพื้นที่ที่ทาการศึกษา จะถูก นามาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดและรายละเอียดของ ข้อมูลนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามต้องการ" ขบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลใน GIS แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. Manual Approach เป็นการนาข้อมูลในรูปแผนที่หรือลายเส้นต่างๆถ่ายลงบนแผ่นใส แล้วนามาซ้อนทับ กัน ที่เรียกว่า “overlay techniques” ในแต่ละปัจจัย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แต่วิธีการนี้มีข้อจากัด ในเรื่องของจานวนแผ่นใสที่จะนามาซ้อนทับกัน ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์ด้วยสายตา (Eye Interpretation) จะกระทาได้ในจานวนของแผ่นใสที่ค่อนข้างจากัด และจาเป็นต้องใช้เนื้อที่และวัสดุในการ เก็บ ข้อมูลค่อนข้างมาก 2. Computer Assisted Approach เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของตัวเลขหรือดิจิตอล (digital) โดยการ เปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลแผนที่หรือลายเส้นให้อยู่ในรูปของตัวเลขแล้วทาการซ้อนทับกันโดยการนาหลัก คณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์เข้ามาช่วย วิธีการนี้จะช่วยให้ลดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลลงและสามารถเรียกแสดง หรือทาการวิเคราะห์ได้โดยง่าย หัวใจที่สาคัญของระบบ GIS คือ ข้อมูลด้านเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งจะถูกนาเข้าระบบด้วยการแปลงให้อยู่ ในรูปของ Vector โดยเครื่องมือนาเข้า Digitizer ซึ่งข้อมูลจะมีความสัมพันธ์กันในเชิงตาแหน่งเช่นเดียวกับที่ อยู่ในแผนที่ การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะ Vector มีข้อดีในแง่การประหยัดเนื้อที่การจัดเก็บ และการขยายภาพ ให้ใหญ่บนจอภาพโดยยังแสดงความคมชัดเหมือนเดิม การเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่สามารถออกแบการจัดเก็บ ตามประโยชน์การใช้สอย โดยแบ่งเป็นชั้น (Layer) ต่าง ๅ เช่น ถนน, แม่น้า, ลักษณะชั้นดิน, ลักษณะชั้น บรรยากาศ ฯลฯ เมื่อต้องการทาการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ใช้สามารถที่จะเลือกข้อมูลเชิงพื้นที่ชั้นต่างๆที่ต้องการ มาซ้อนทับกัน (Overlay) โดยกาหนดเงื่อนไขที่ต้องการเข้าไปในระบบ ระบบ GIS จะแสดงพื้นที่หรือจุดที่ตั้ง ของสถานที่ที่ผู้ใช้ต้องการ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะแสดงด้วยความเข้มของสีที่แตกต่างกัน ทาให้ผู้ใช้ สามารถเข้าใจได้ง่าย นอกจากระบบ GIS จะจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่นแผนที่แสดงการใช้ที่ดิน ฯลฯ แล้ว ระบบยังสามารถจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่เชิงพื้นที่โดยให้มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ ได้แก่ ข้อมูลแสดง คุณลักษณะต่างๆ (Attribute Data) เช่น ข้อมูลด้านประชากร, ข้อมูลรายละเอียดลูกค้า เป็นต้น ซึ่งการจัดเก็บ ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูปฐานข้อมูลเดียว (Relational Database) ทาให้การจัดเก็บข้อมูลไม่ซ้าซ้อน และง่าย ต่อการเรียกใช้ข้อมูลนั้นๆ โดยสรุปแล้ว ข้อมูลในระบบ GIS ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. Graphic หรือ Spatial Data (ข้อมูลเชิงภาพ) แบ่งลักษณะของ graphic ได้เป็น feature 3 ประเภท คือ [พิมพ์ข้อความ]
  • 2.
    Point feature 1 (จุด) ใช้อ้างอิงถึงตาแหน่งที่ตั้งของสิ่งต่างๆ ในแผนที่ เช่น ที่ตั้งของบ่อน้า ที่ตั้งของเสาไฟ  Line feature (เส้น) เป็นจุดของชุดที่เรียกต่อกัน โดยใช้แทนลักษณะที่เป็นเส้น เช่น แม่น้า, ถนน  Polygon feature (พื้นที่รอบรูปปิด) เป็นเส้นรอบรูปปิด ใช้แทนลักษณะที่เป็น หรือพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่า ขอบเขตการปกครอง : ประเทศ จังหวัด อาเภอ ตาบล 2. Non graphic หรือ Assrobite Data เป็นข้อมูลบอกคุณลักษณะต่างๆของ feature เช่น ชื่อถนน ความกว้างของถนน ส่วนประกอบของระบบ GIS มีดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hard ware) : คอมพิวเตอร์ ใช้เก็บประมวลผลและแสดงผลข้อมูลแผนที่ 2. ซอร์ฟแวร์ (GIS Soft ware) ควรจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ สามารถสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลที่เป็น graphic และ attribute สามารถเพิ่มเติม แก้ไขข้อมูล และเรียกดึงข้อมูลมาใช้ได้ ง่าย สะดวก รวดเร็ว อีกทั้งมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลข้อมูลในรูปที่เข้าใจได้ ง่าย เช่น รายงาน ตาราง หรือ แผนที่ 3. ข้อมูลนาเข้า (Data) ข้อมูลเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของแผนที่ เลข (Digital Map Data) หรือได้จาก ข้อมูลหรือไฟล์ (file) จากงานสารวจภาคสนาม (ground survey) หรือข้อมูลนี้ได้จากโปรแกรมอื่น รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ 4. ขั้นตอนการทางาน (procedure) ประกอบด้วย ขั้นตอนการเตรียมข้อมูล นาเข้า แก้ไข วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูล 5. บุคลากร (Staff และ Expertise) จะต้องเป็นบุคลากรที่มีความรู้ในระบบ GIS สาเหตุที่ทาให้ระบบ GIS ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบ GIS มีข้อได้เปรียบมากกว่าการใช้แผนที่ ในเรื่อง การจัดเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงการรวมข้อมูลในเชิงพื้นที่ทั้งหมดให้ให้อยู่ใน ลักษณะฐานข้อมูลเดียว ซึ่งทาให้มีประโยชน์ในแง่การวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของระยะเวลา และต้นทุนในการจัดทา ตัวอย่างจะเห็นได้จากเมื่อผู้บริหารทาการวางแผนด้านพื้นที่ ระบบ GIS ช่วยในการวิเคราะห์พื้นที่ในหลายรูปแบบสาหรับแผนงานที่ต่างๆ กัน เพื่อตอบคาถาม (what-if question) และ ช่วยในการผลิตเอกสารอ้างอิงได้ในขณะที่การทาวิเคราะห์แบบดั้งเดิมต้องใช้ระยะเวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นระบบ GIS จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสาคัญเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจใน ด้านการบริหารสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมา Remote Sensing Remote Sensing ความหมายของ Remote Sensingในอดีตที่ผ่านมาเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photograph) และทางภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Imagery) เป็นคาที่ใช้แยกจากกัน ต่อมา ได้มีการกาหนดศัพท์ให้รวมใช้เรียกคาทั้งสองรวมกัน ตลอดจนถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ข้อมูลซึ่งได้จากตัวรับสัญญาณระยะไกลที่เรียกว่า Remote Sensingคาว่า รีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) เป็นประโยคที่ประกอบขึ้นมาจากการรวม 2 คา ซึ่งแยกออกได้ดังนี้ [พิมพ์ข้อความ]
  • 3.
    คือ Remote =ระยะไกล และ Sensing = การรับรู้ จากการรวมคา 2 คาเข้าด้วยกัน คา ว่า "Remote Sensing" จึงหมายถึง "การรับรู้จากระยะไกล"โดยนิยามความหมายนี้ได้กล่าว ไว้ว่า “เป็นการสารวจตรวจสอบคุณสมบัติสิ่งใดๆ ก็ตาม โดยที่มิได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น เลย” ดังนั้นคาว่า "Remote Sensing" จึงมีความหมายที่นิยมเรียกอย่างหนึ่งว่า การสารวจจาก ระยะไกล โดยความหมายรวม รีโมทเซนซิ่ง จึงจัดเป็นวิทยาศาสตร์ และศิลปะการได้มาซึ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ พื้นที่ หรือปรากฏการณ์จากเครื่องมือบันทึกข้อมูล โดยปราศจากการเข้าไป สัมผัสวัตถุเป้าหมาย ทั้งนี้ อาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ - คลื่นรังสี (Spectral) - รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นผิวโลก (Spatial) - การเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (Temporal) ปัจจุบันข้อมูลด้านนี้ได้นามาใช้ในการศึกษาและวิจัยอย่างแพร่หลาย เพราะให้ผลประโยชน์ หลายประการ อาทิเช่น ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการสารวจและเก็บข้อมูลมีความถูกต้อง และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม การรับรู้จากระยะไกลก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าโดยมีการประดิษฐ์ คิดค้น เครื่องมือรับสัญญาณที่มีประสิทธิภาพสูง เทคนิคที่นามาใช้ในการแปลตีความ ก็ได้รับการ พัฒนาควบคู่กันไปให้มีความถูกต้อง แม่นยา และรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงปรากฏว่ามีการนาข้อมูลทั้ง ภาพถ่ายทางอากาศ และ ภาพถ่ายดาวเทียม มาใช้ประโยชน์เพื่อสารวจหาข้อมูลและทาแผนที่ เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน องค์ประกอบของการสารวจระยะไกล ประกอบด้วย แหล่งกาเนิดพลังงาน (Source of Energy) วัตถุและปรากฏการณ์ต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth Surface Features) เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูล (Sensor) การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ 1.การเตรียมภาพ (Data Preparation) 2. การเตรียมข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Processing) 3. การปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล (Image Enhancement) 4. การกาหนดประเภทข้อมูล (Nomenclature) 5. การจาแนกประเภทข้อมูล (Classification) 6. การวิเคราะห์หลังการจาแนกประเภทข้อมูล (Post-Classification) [พิมพ์ข้อความ]
  • 4.
    7. การวิเคราะห์ความถูกต้อง การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม (Data Analysis) 1. การแปลภาพด้วยสายตา 2. การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม ความหมาย ดาวเทียม (อังกฤษ: Satellite) คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ที่สามารถโคจรรอบโลก โดย อาศัยแรงดึงดูดของโลก ส่งผลให้สามารถโคจรรอบโลกได้ในลักษณะเดียวกันกับที่ดวงจันทร์โคจร รอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ วัตถุประสงค์ของสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อใช้ ทางการทหาร การ สื่อสาร การรายงานสภาพอากาศ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เช่นการสารวจทางธรณีวิทยา สังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ รวมถึงการสังเกตวัตถุ และดวงดาว ดาราจักร ต่างๆ ประเภทของดาวเทียม 1) ดาวเทียมสื่อสาร 2) ดาวเทียมสารวจ 3) ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ 4) ดาวเทียมทางการทหาร 5) ดาวเทียมด้านวิทยาศาสตร์ การแบ่งประเภทตามการใช้งาน 1.ดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารแบบจุดต่อจุด เช่น PALAPA THAICOM 2.ดาวเทียมสื่อสารระหว่างดาวเทียม เช่น TDRS 3.ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเคลื่อนที่บนบก ในน้า และในอากาศ เช่น INMASAT 4.ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรศัพท์ เช่น ASTRA 5.ดาวเทียมเพื่อการสารวจโลก สารวจทรัพยากรธรรมชาติ เช่น LANDSAT 6.ดาวเทียมเพื่อการสารวจอวกาศ เช่น METEOR EXPLORER 7.ดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ เช่น GMS NOAA 6-9 8.ดาวเทียมเพื่อการปฏิบัติในห้วงอวกาศ เช่น SPAS SKYLAB 9.ดาวเทียมเพื่อกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น JAS-1 JAS-2 AO-40 10.ดาวเทียมเพื่อการกาหนดตาแหน่ง เช่น NAVSTAR 11.ดาวเทียมเพื่อการนาร่องเรือ และ อากาศยาน เช่น TRANSIT COSMOS ประเภทของดาวเทียมในปัจจุบันผลิตขึ้นที่เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ของการใช้งานในด้านต่างๆ เช่น 1.เพื่อการรายงานสภาพอากาศ/ อุตุนิยมวิทยา Meteorological Satellite METEOSAT,INSAT,GMS – 5 2.เพื่อการสารวจโลก สารวจทรัพยากรธรรมชาติ Earth Observation Satellite LANDSAT,SPOT,RADARSAT [พิมพ์ข้อความ]
  • 5.
    3.เพื่อการสารวจอวกาศ Astronomical SatellitesIRAS (Infrared Astronomy Satellite), NASA’ s second Small Astronomy Satellite (SAS_2), European Celestial Observation Satellite (COS_B) 4.เพื่อการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ Space Stations SPAS,SKYLAB 5.เพื่อการกาหนดตาแหน่ง Navigation Satellites GPS,GRONASS,GALILEO 6.เพื่อการสื่อสาร Communication Satellites THAICOM,PALAPA,GMS ระบบกาหนดตาแหน่งบนโลก (Global Positioning System: GPS) ความหมาย เป็นระบบดาวเทียมที่ออกแบบและจัดสร้างโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในการนา หน (Navigation) เป็นเครื่องมือหาตาแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลกโดยอาศัยสัญญาณอ้างอิงจาก ระบบดาวเทียม ทาหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอสโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ว่า “เครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม” เป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่สามารถพกพาติดตัวได้ โดย สามารถใช้กาหนดพิกัดของผิวโลกได้อย่างแม่นยา ค่าที่อ่านได้จะเป็นค่าละติจูดและลองจิจูด หรือ ค่ายูทีเอ็ม (Universal Transverse Mercator: UTM) องค์ประกอบหลักของระบบ GPS 1. ระบบดาวเทียมในวงโคจรรอบโลก ( The Space segment) 2. สถานีควบคุม ( The Control segment) 3. ผู้ใช้งานสัญญาณจีพีเอส ( The User segment) [พิมพ์ข้อความ]
  • 6.
    หลักการทางานของระบบ GPS GPS บอกพิกัดบนพื้นโลกโดยใช้ดาวเทียม การรับสัญญาณจากดาวเทียมที่โคจรอยู่เต็มท้องฟ้า 24 ดวง รับสัญญาณอย่างน้อยต้อง 3 ดวง GPS เป็นเครื่องมือหาตาแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์บนพื้นผิวโลก โดยอาศัย สัญญาณอ้างอิงจากระบบดาวเทียม ที่ทาหน้าที่ส่งสัญญาณจีพีเอสโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ว่า “เครื่องมือหาพิกัดด้วยดาวเทียม” GPS ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ประโยชน์ของระบบ GPS 1. บอกตาแหน่งว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน 2. บันทึกเส้นทางว่าเราไปไหนมาบ้าง 3. ระบบนาร่องนาทางไปจุดหมายที่กาหนด (เครื่องบิน) 4. ระบบติดตามยานพาหนะ 5. ใช้ในการกาหนดจุดพิกัดผิวโลก เพื่องานด้านระบบสารสนเทศภูมศาสตร์ หรือข้อมูลคาวเทียม 6. ใช้ในการสารวจรังวัดที่ดิน การสารวจพื้นที่ และการทาแผนที่ 7. ใช้ในกิจกรรมทางทหาร 8. ใช้ในการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 9. การสารวจพื้นที่ และการทาแผนที่ 10. ใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของคน สิ่งของ 11. ใช้ในการควบคุมเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร 12. ใช้ในการขนส่งทางทะเล 13. ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและสิ่งก่อสร้าง 14. ใช้อ้างอิงในการวัดเวลาที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก 15. ใช้ในการออกแบบเครือข่ายคานวณตาแหน่งที่ตั้ง เช่น โรงไฟฟ้า ระบบน้ามัน 16. ใช้ติดตามความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม 17. ใช้ในการติดตามอนุรักษ์และควบคุมสัตว์ 18. ประยุกต์ใช้ด้านกีฬา 19. ใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว 20. ใช้ในด้านความมั่นคงทางทหาร 21. ใช้สารวจรังวัด ทาแผนที่ ความหมายของแผนที่ พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของแผนที่ไว้ว่า “แผนที่ คือ สิ่งที่ แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่ปรุงแต่งขึ้น โดยแสดงลงในพื้นแบนราบ ด้วยการย่อ ให้เล็กลงตามขนาดที่ต้องการและอาศัยเครื่องหมายกับสัญลักษณ์ที่กาหนดขึ้น” แผนที่ หมายถึง การนาเอารูปภาพสิ่งต่างๆ บนพื้นผิวโลก (Earth’ surface) มาย่อส่วนให้เล็กลง แล้วนามาเขียนลงกระดาษแผ่นราบ สิ่งต่างๆบนพื้นโลกประกอบ ไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ [พิมพ์ข้อความ]
  • 7.
    (nature)และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (manmade) สิ่งเหล่านี้แสดงบนแผนที่โดยใช้สีเส้นหรือรูปร่างต่างๆที่เป็น สัญลักษณ์แทน ความสาคัญและประโยชน์ของแผนที่ แผนที่มีความสาคัญ คือเป็นเครื่องช่วยในการดาเนินงาน หรือประกอบกิจการต่างๆมนุษย์รู้จัก ใช้ แผนที่มาตั้งแต่โบราณ ประโยชน์ ของแผนที่ในสมัยนั้น คือใช้เป็นเครื่องแสดงเส้นทางเดิน ถิ่นที่อยู่ อาศัย แหล่งอาหารในทางภูมิศาสตร์ถือว่าแผนที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลทางภูมิศาสตร์ มีความสาคัญต่อ การศึกษาข้อมูลเพื่อประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง ปัจจุบันแผนที่ถูกนา ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่างกว้างขวางตามความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีจากการที่จานวนประชากร เพิ่มจานวนขึ้นอย่าง รวดเร็ว ความจาเป็นในการวางผังเมืองให้ เหมาะสม กับการขยายตัวของชุมชนและการ อนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติจึงเพิ่มมากตาม แผนที่จึงมีความสาคัญต่อ การนาข้อมูลไปคิดวิเคราะห์เพื่อหา ศักยภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศตลอดจนทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประโยชน์ของแผนที่มี มากมาย แต่ได้จัดไว้ ตามการดาเนินกิจกรรมใหญ่ๆ ดังนี้ 1. ประโยชน์ทางด้านการเมืองการปกครองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ ให้คงอยู่ จาเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องภูมิศาสตร์การเมือง หรือที่เรียกกันว่า "ภูมิรัฐศาสตร์" และเครื่องมือ ที่สาคัญของนักภูมิรัฐศาสตร์ ก็คือ แผนที่ เพื่อใช้ศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์และนามาวางแผนดาเนินการเตรียม รับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น แนวพรมแดนระหว่างประเทศ จาเป็นต้องอาศัยแผนที่ในการ วางแผนดาเนินการ เตรียมรับหรือแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง แผนที่ในกิจกรรมทางการเมือง นอกจากแผนที่แนวเขตแดนซึ่งสาคัญแล้ว ยังต้องเกี่ยวข้องกับแผนที่ต่าง ๆ มากมาย 2. ประโยชน์ทางด้านการทหารในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตร์ของทหาร จาเป็นต้อง หาข้อมูลหรือ ข่าวสารที่เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ และตาแหน่งทางสิ่งแวดล้อมที่ถูก ต้องแน่นอนเกี่ยวกับระยะทาง ความสูง เส้นทาง ลักษณะภูมิประเทศที่สาคัญ 3. ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เศรษฐกิจ เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นอยู่ ของประชาชนภายในชาติ เพราะฉะนั้นทุกประเทศก็มุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตนเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงการดาเนินงานเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา แผนที่ เป็นสิ่งแรกที่ต้องผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานในการวางแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ต้องอาศัยแผนที่เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ทราบทาเลที่ตั้ง สภาพทางกายภาพ แหล่งทรัพยากรและแผนที่ยังช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมและความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ได้มากขึ้น ทาให้ วางแผนและพัฒนาเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ ด้านสังคม สภาพแวดล้อมทางสังคมมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่เห็นชัดคือสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทาให้สภาพแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลง ไปการศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยแผนที่เป็นสาคัญ และอาจช่วยให้การดาเนินการวางแผนพัฒนา สังคมเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง 4. ประโยชน์ทางด้านจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ ทาให้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเดิม เปลี่ยนแปลงไปการศึกษาความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมต้องอาศัยการอ่านรายละเอียดในแผนที่ทั้งในอดีต และปัจจุบันเพื่อเปรียบเทียบกัน เพื่อประโยชน์ในการหาข้อมูล หรือสมมุติฐานของ เหตุการณ์ที่จะเกิดใน อนาคตเพื่อหามาตรการและวางแผนการป้องกันผลกระทบจาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่จะเกิดในอนาคต หรือเพื่อวางแผนพัฒนาสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องอีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการวาง ผังเมือง ให้เหมาะสมกับการขยายตัวของชุมชนนอกจากนี้ในการศึกษาทางด้านโบราณคดีก็ต้องอาศัยแผนที่ เพื่อค้นหา แหล่งชุมชนโบราณอีกด้วย [พิมพ์ข้อความ]
  • 8.
    5. ประโยชน์ด้านการเรียนการสอน แผนที่เป็นตัวส่งเสริมกระตุ้นความสนใจและก่อให้เกิดความเข้าใจใน บทเรียนดีขึ้นใช้เป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางด้านกายภาพ ภูมิภาค วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สถิติและการกระจายของ สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และปรากฏการณ์ต่าง ๆใช้เป็นเครื่องช่วยแสดงภาพรวมของพื้นที่ หรือของภูมิภาค อันจะนาไปศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของพื้นที่ 6. ประโยชน์ด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว แผนที่มีความจาเป็นต่อนักท่องเที่ยวในอันที่จะทาให้รู้จักสถานที่ ท่องเที่ยวได้ง่าย สะดวกในการวางแผนการเดินทาง หรือเลือกสถานที่ท่องเที่ยวตามความเหมาะสม การจาแนกชนิดของแผนที่ ปัจจุบันการจาแนกชนิดของแผนที่ อาจจาแนกได้หลายแบบแล้วแต่จะยึดถือสิ่งใดเป็นหลักในการ จาแนก เช่น 1. การจาแนกชนิดของแผนที่ตามลักษณะที่ปรากฏบนแผนที่ แบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ 1.1 แผนที่ลายเส้น ( Line Map ) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดในพื้นที่ด้วยเส้นและองค์ประกอบของ เส้น ซึ่งอาจเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ท่อนเส้น หรือเส้นใด ๆ ที่ประกอบเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถนนแสดงด้วยเส้น คู่ขนาน อาคารแสดงด้วยเส้นประกอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม สัญลักษณ์ที่แสดงรายละเอียดเป็นรูปที่ประกอบด้วย ลายเส้น แผนที่ ลายเส้นยังหมายรวมถึงแผนที่แบบแบนราบและแผนที่ทรวดทรง ซึ่งถ้ารายละเอียดที่แสดง ประกอบด้วยลายเส้นแล้วถือว่าเป็นแผนที่ลายเส้นทั้งสิ้น 1.2 แผนที่ภาพถ่าย ( Photo Map ) เป็นแผนที่ซึ่งมีรายละเอียดในแผนที่ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย กล้องถ่ายภาพ ซึงอาจถ่ายภาพจากเครื่องบินหรือดาวเทียม การผลิตแผนที่ทาด้วยวิธีการนาเอาภาพถ่ายมาทา ่ การดัดแก้ แล้วนามาต่อเป็นภาพแผ่นเดียวกันในบริเวณที่ต้องการ แล้วนามาใส่เส้นโครงพิกัด ใส่รายละเอียด ประจาขอบระวาง แผนที่ภาพถ่ายสามารถทาได้รวดเร็ว แต่การอ่านค่อนข้างยากเพราะต้องอาศัยเครื่องมือและ ความชานาญ 1.3 แผนที่แบบผสม ( Annotated Map ) เป็นแบบที่ผสมระหว่างแผนที่ลายเส้นกับแผนที่ภาพถ่าย โดยรายละเอียดที่เป็นพื้นฐานส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดที่ได้จากการถ่ายภาพ ส่วนรายละเอียดที่สาคัญ ๆ เช่น แม่น้า ลาคลอง ถนนหรือเส้นทาง รวมทั้งอาคารที่ต้องการเน้นให้เห็นเด่นชัดก็แสดงด้วยลายเส้น พิมพ์แยก สีให้เห็นเด่นชัดปัจจุบันนิยมใช้มาก เพราะสะดวกและง่ายแก่การอ่าน มีทั้งแบบแบนราบ และแบบพิมพ์นูน ส่วนใหญ่มีสีมากกว่าสองสีขึ้นไป 2. การจาแนกชนิดของแผนที่ตามขนาดของมาตราส่วน ประเทศต่าง ๆ อาจแบ่งชนิดของแผนที่ตามขนาดมาตราส่วนไม่เหมือนกัน ที่กล่าวต่อไปนี้เป็นการแบ่ง แผนที่ตามขนาดมาตราส่วนแบบหนึ่งเท่านั้น 2.1 แบ่งมาตราส่วนสาหรับนักภูมิศาสตร์ 2.1.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนเล็กว่า 1:1,000,000 2.1.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:250,000 ถึง 1:1,000,000 [พิมพ์ข้อความ]
  • 9.
    2.1.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:250,000 2.2 แบ่งมาตราส่วนสาหรับนักการทหาร 2.2.1 แผนที่มาตราส่วนเล็ก ได้แก่ แผนที่มาตราส่วน 1:600,000 และเล็กกว่า 2.2.2 แผนที่มาตราส่วนกลาง ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:600,000 แต่เล็กกว่า 1:75,000 2.2.3 แผนที่มาตราส่วนใหญ่ ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนตั้งแต่ 1:75,000 และใหญ่กว่า 3. การจาแนกชนิดแผนที่ตามลักษณะการใช้งานและชนิดของรายละเอียดที่แสดงไว้ในแผนที่ 3.1 แผนที่ทั่วไป (General Map) เป็นแผนที่พื้นฐานที่ใช้อยู่ทั่วไปหรือที่เรียกว่า Base map 3.1.1 แผนที่แสดงทางราบ (Planimetric Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดที่ปรากฏบนผิว โลกเฉพาะสัณฐานทางราบเท่านั้น 3.1.2 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) เป็นแผนที่แสดงรายละเอียดทั้งทางแนวราบ และแนวดิ่ง หรืออาจแสดงให้เห็นเป็น 3 มิติ 3.2 แผนที่พิเศษ (Special Map or Thematic Map) สร้างขึ้นบนแผนที่พื้นฐาน เพื่อใช้ในกิจการ เฉพาะอย่าง 4. การจาแนกตามมาตรฐานของสมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่ระหว่างประเทศ(ICA) สมาคมคาร์โตกร๊าฟฟี่ ระหว่างประเทศ ได้จาแนกชนิดแผนที่ออกเป็น 3 ชนิด 4.1 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic map) รวมทั้งผังเมืองและแผนที่ภูมิศาสตร์ เป็นแผนที่ที่ให้ รายละเอียด โดยทั่วๆ ไป ของภูมิประเทศ โดยสร้างเป็นแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วนขนาดเล็ก กลาง และ ขนาดใหญ่ และได้ข้อมูลมาจากภาพถ่ายทางอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่มาตราส่วนเล็กบางทีเรียกว่า เป็นแผนที่ภูมิศาสตร์ (Geographical map) แผนที่ทั่วไป (General map) และแผนที่มาตราส่วนเล็กมากๆ ก็ อาจอยู่ในรูปของแผนที่เล่ม (Atlas map) 4.2 ชาร์ตและแผนที่เส้นทาง (Charts and road map) เป็นแผนที่ที่สร้างขึ้นเป็นเครื่องมือ ประกอบการเดินทาง โดยปกติจะเป็นแผนที่มาตราส่วนกลาง หรือมาตราส่วนเล็ก และแสดงเฉพาะสิ่งที่เป็นที่ น่าสนใจของผู้ใช้ เช่น ชาร์ตเดินเรือ ชาร์ตด้านอุทกศาสตร์ เป็นต้น 4.3 แผนที่พิเศษ (Thematic and special map) ปัจจุบันมีความสาคัญมากขึ้น เพราะสามารถใช้ ประกอบการทาวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ การวางแผนและใช้ในงานด้านวิศวกรรม แผนที่ชนิดนี้จะแสดงข้อมูล เฉพาะเรื่องลงไป เช่น แผนที่ดิน แผนที่ประชากร แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ แผนที่ธรณีวิทยา เป็นต้น นอกจากที่กล่าวมานี้ เรายังสามารถจาแนกแผนที่โดยยึดหลักเกณฑ์อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ ครั้งที่พิมพ์ ฯลฯ แต่ไม่ เป็นที่นิยมเพราะหลักเกณฑ์ ไม่แน่นอน การแสดงข้อมูลในแผนที่ [พิมพ์ข้อความ]
  • 10.
    ในการทาแผนที่ทุกชนิดนอกจากจะต้องเขียนแผนที่ให้ถูกต้องตามมาตราส่วนและทิศทางแล้วยังต้องมี วิธีการแสดงข้อมูลให้เหมาะสมด้วย เพื่อว่าผู้อ่านแผนที่จะได้สามารถเข้าใจแผนที่นั้นโดยถูกต้อง ลักษณะของ ข้อมูลที่นามาแสดงในแผนที่โดยทั่วๆไปมีอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ 1. การแสดงข้อมูลเชิงที่ตั้งและอาณาเขต 2. การแสดงข้อมูลเชิงปริมาณ 3. การแสดงข้อมูลเชิงความหนาแน่น 4. การแสดงข้อมูลเชิงค่าเท่า 5. การแสดงข้อมูลเชิงการเคลื่อนที่ ประวัติและความเป็นมาของแผนที่ ความสามรถในการทาแผนที่เป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ชาติ พฤติกรรมที่ แสดงออกทาง แผนที่มีมานานแล้ว พวกเอสกิโมรู้จักการทาแผนที่ด้วยการใช้ไม้สลักติดลงบนหนังแมวน้าแสดงแหล่งล่าสัตว์ ตกปลา ชาวเกาะมาร์แชลใช้เปลือกหอยแทนเกาะ ก้านมะพร้าว แทนเส้นทางการเดินเรือละบริเวณที่มีคลื่น จัด พวก nomad ที่เร่ร่อนทะเลทรายตามที่ต่างๆ จะใช้โดยขีดบนผืนทราย - แผนที่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือแผนที่ของชาวเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2,300ปี ก่อนปีพุทธศักราช - สมัยกรีกโบราณ เป็นผู้วางรากฐานในการทาแผนที่ เริ่มด้วยการพิสูจน์ปี พ.ศ.323ว่าโลกกลม และ มีการวัดขนาดของโลกโดย อีแรโตสเตนีส โดยใช้หลักทาคณิตศาสตร์ โดยสร้างเส้นสมมุติที่เรียกว่า เส้นขนาน และเส้นเมอริเดียน - ต่อมาปี พ.ศ. 370ปี ปโตเลมี นาเอาผลงานของอีแรโตสเตนีสมาปรับปรุงกาหนดค่ามุม ของเส้นขนานและเว้นเมอริเดียน [พิมพ์ข้อความ]