Embed presentation
Download as PDF, PPTX


แม้การขยายตัวของเมืองจะทำให้คนเมืองเข้าถึงโรงพยาบาลดีๆ ที่มีเทคโนโลยี มีเครื่องมือที่ทันสมัย และมีแพทย์เป็นจำนวนมาก แต่สภาพแวดล้อมของเมืองหลายแห่งในปัจจุบันกลับไม่เอื้อให้คนเมืองมีสุขภาพที่ดีได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินที่เต็มไปด้วยสารกันบูด ขาดความสดใหม่ สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวที่มีน้อยมาก ถนนหนทางที่เห็นรถยนต์สำคัญกว่าคน อีกทั้งสังคมคนเมืองที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แย่งกันกินแย่งกันใช้ ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาวะทางกาย ทางใจ และทางปัญญา ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ศึกษามหานครและเมืองจึงให้ความสำคัญกับการค้นหาแนวทางและประสบการณ์การใช้ Placemaking เพื่อนำมาใช้พัฒนาเมืองไปสู่สุขภาวะ จากรายงานของ County Health Rankings ระบุว่า สุขภาพคนเราจะดีหรือแย่นั้นขึ้นอยู่กับการบริการสุขภาพที่เราใช้เพียง 20% เท่านั้น ส่วนอีก 80% ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต (30%) สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม (40%) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (10%) นั่นหมายความว่า ปัจจัยจำพวกระดับการศึกษา งาน รายได้ การสนับสนุนทางสังคม ความปลอดภัยในชุมชน ที่อยู่อาศัย ระบบขนส่ง ตลอดจนการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย มีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเรามากถึง 80% ดังที่ เมโลดี้ กู๊ดแมน (Melody Goodman) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เคยกล่าวไว้ว่า “รหัสไปรษณีย์ของบ้านที่คุณอยู่ สามารถคาดการณ์สุขภาพของคุณได้ดีกว่ารหัสพันธุกรรมของคุณเองเสียอีก” ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอาศัยอยู่ในเขตชุมชนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งมักจะไม่มีพื้นที่ให้คนเดินหรือออก กำลังกาย ไม่มีการดูแลรักษาทางเท้า สวนสาธารณะ ต้นไม้ และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตและแหล่งขายผักผลไม้สดๆ สุขภาพของคุณก็อาจไม่ดีเท่าไรนัก ฉะนั้น หนทางหนึ่งที่จะทำให้เรารับมือกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้และนำเมืองไปสู่ สุขภาวะได้คือ Placemaking นั่นเอง อย่างไรก็ตาม นวัตกรรม Placemaking ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือที่ทำได้ง่าย มีตุ้นทุนต่ำ เห็นผลได้ทันที หากแต่จะประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในเมืองที่ไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับ แต่ต้องเกิดจากใจที่รู้สึกเป็นเจ้าของเมือง อยากจะเข้าร่วม อยากจะลงมือทำ อยากจะพัฒนาเมืองในแนวทางของตัวเอง Placemaking จึงจะเกิดขึ้น และกลายเป็นความภาคภูมิใจที่สะท้อนตัวตนของเมืองขึ้นมาได้ นอกจากนี้ เมื่อ Placemaking สามารถดึงผู้คนให้มารวมตัวกัน จนเกิดเป็นพื้นที่สาธารณะหรือกิจกรรมที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวขึ้นมาได้แล้ว สุขภาวะของเมืองก็จะเป็นผลที่ตามมา
