Gram Negative Cocci
• มีรูปร่างทรงกลม หรือค่อนข้างกลม
• การย้อมสีด้วยวิธี แกรมสเต็น gram's stain แสดงให้เห็นเชื้อที่มีลักษณะกลมสั้นๆ ติดสีแดง
เกาะอยู่กันเป็นคู่ๆ เรียกว่า gram negative diplococci ( แกรม เน็กกาทีฟ ดิฟโพคอคไซ )
Gram Negative Cocci
จากภาพเป็นลักษณะจาเพาะของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ( ไนซีเรีย โกโนเรียอี )
คือถูกกินโดยเม็ดเลือดขาว ตัวอย่างจากหนองที่ออกมาจากผู้ป่วยกามโรค โรคหนองใน
“
• แบคทีเรีย Gram Negative Cocci
ที่มีความสาคัญทางการแพทย์ โดยพบเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง
ได้บ่อย คือ
N. gonorrhoeae
N. meningitidis
เมื่อย้อมแกรมแบคทีเรียทั้ง 3 species จะเห็นเซลล์
รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ส่วนใหญ่อยู่เป็นคู่โดยหันส่วนที่เว้าเข้าหากันเหมือนรูปไต จึง
เรียกว่า diplococci
Neisseria
Neisseria
Meningitidis
Gram Negative Cocci
Neisseria
Gonorrhoe
 Neisseria meningitidis
เป็น แบคทีเรีย กรัมลบรูปกลมอยู่เป็นคู่ อาศัยอยู่ได้ในหลายสภาวะ เป็นที่รู้จักในฐานะเป็น
เชื้อก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและ โรคติดเชื้อเมนิงโกคอคคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่นอื่นๆ เช่น
meningococcemia เชื้อนี้เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของเด็กและสตรีมีครรภ์ใน
ประเทศอุตสาหกรรมและมีการระบาดในกะปิทวีปแอฟริกาและเอเชีย
 Neisseria meningitidis
• โรคไข้กาฬหลังแอ่น คือโรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยบางคนที่ติดเชื้อชนิดนี้จะมี
อาการที่รุนแรง และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้ เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดจาก
เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Neisseria meningitides
เชื้อก่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น Neisseria meningitidis จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
• อาการของโรค
มีไข้สูงทันที ปวดศีรษะอย่างรุนแรงคลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง และกลัวแสง
มีผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechial rash) ร่วมกับปื้นสีชมพู (pink macules)
อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) ส่วนผู้ป่วยที่เกิดภาวะติด
เชื้อมีนิงโกคอกคัสในกระแสโลหิต (meningococcaemia) (ดังรูป) หรือภาวะโลหิต
เป็นพิษ (meningococcal sepsis)เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด
รูป เด็กทารกเพศหญิงอายุ 4 เดือน มีภาวะติดเชื้อ Meningococcal ในกระแสโลหิต (meningococcaemia) พบ ลักษณะเนื้อตายที่แขน ขา
(4 month old female with gangreneof hands and lower extremities due to meningococcemia)
 Neisseria gonorrhoe
เป็นสาเหตุของโรคหนองในหรือโกโนเรีย ซึ่งเป็นโรคที่รู้จักกันมานานตั้งแต่
130 ปีก่อนคริสตศักราช(A.D 130) ซึ่งสมัยนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเกิดจากน้ำกามหลั่ง
ออกมามากในราวปี ค.ศ.1500 คิดว่าโรคหนองในเป็นอาการเริ่มต้นของซิฟิลิสหนองใน
(โกโนเรีย) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค)
• ลักษณะรูปร่างของเชื้อ Neisseria gonorrhoe
มีลักษณะรูปร่างทรงกลม ติดสีแกรมลบ เซลล์มักอยู่เป็นคู่โดยเอาด้านแบนเข้าหา
กันคล้ายเม็ดกาแฟ เซลล์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 ไมโครเมตร ไม่เคลื่อนที่ไม่สร้างสปอร์
เชื้อที่มีความรุนแรงในการเกิดโรคอาจมีแคปซูลและพิไล
เชื้อโกโนค็อกไคนี้จะทำให้เกิดโรคกับคนเท่านั้น ไม่เกิดกับสัตว์ยกเว้นการทดลองให้ติด
เชื้อในลิงการติดต่อโดยทางเพศสัมพันธ์ เชื้อนี่จะทำลายเยื่อเมือกของทางเดินระบบปัสสาวะและ
สืบพันธุ์ ตา ทวารหนัก ลำคอ ทำให้หนองรุนแรง และเชื้อจะบุกรุกเข้าเนื้อเยื้อ ทำให้เกิดการ
อักเสบเรื้อรังและเกิดเส้นใยผิดปกติ(fibrosis)
• ลักษณะการก่อโรค
• อาการที่พบในผู้ชาย
ส่วนใหญ่คือปวดขัดเวลาปัสสาวะ และมีการอักเสบของท่อ
ปัสสาวะร่วมด้วยเสมอ มีหนองไหลและมีอาการปวดแสบปวดร้อน หาก
ไม่รักษาการอักเสบอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงและลูกอัณฑะ
• อาการที่พบในผู้หญิง
ระยะเริ่มต้นคืนมีอาการปัสสาวะปวดและมีตกขาวมากขึ้น
นอกจากนั้นอาจมีการอักเสบของท่อปัสสาวะช่องคลอด ปากมดลูก ร่วมด้วย
แต่มีมากราย อาจเป็นโรคหนองในโดยไม่มีอาการชัดเจน หากปล่อยทิ้งไว้โรค
จะลุกลามขั้นไปจนเกิดภาวะติดเชื้อหนองในเฉียบพลัน ในอุ้งเชิงกรานได้
• อาการของหนองใน
• อาการในเด็ก
เด็กอาจติดเชื้อโกโนเรียที่ตาของเด็กทารกแรกคลอด(Ophthalmai
neonatorum)โดยติดเชื้อจากช่องคลอดของมารดาที่เป็นโรค ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดงมี
ขี้ตามาก มีไข้สูง มักเกิดอาการหลังคลอด 2-3 วันซึ่งมีผลร้ายแรงที่ทำให้ตาบอด ได้ ถ้า
รักษาไม่ทัน ดังนั้นเด็กทารกแรกคลอดจะได้รับการป้ายตาด้วยซิบเวอร์ไนเตรต 1%
ภาพ การติดเชื้อโกโนเรียที่ตาของเด็กทารกแรกคลอด (Ophthalmai neonatorum)
Thank You
นางสาว มณฑิฌา สิงหชาติ เลขที่ 56 รหัสนักศึกษา 593046058
นางสาว มนัชญา ขันชารี เลขที่ 57 รหัสนักศึกษา 593046059
นางสาว มนัญญา ธีระธำรงรักษ์ เลขที่ 58 รหัสนักศึกษา 593046060
นางสาว มัณฑนา บุญราศีร เลขที่ 59 รหัสนักศึกษา 593046061
นาย รัตนากร ปุ่นปาน เลขที่ 60 รหัสนักศึกษา 593046063
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเวชระเบียน
จัดทำโดย

Gram negative cocci

  • 1.
  • 2.
    • มีรูปร่างทรงกลม หรือค่อนข้างกลม •การย้อมสีด้วยวิธี แกรมสเต็น gram's stain แสดงให้เห็นเชื้อที่มีลักษณะกลมสั้นๆ ติดสีแดง เกาะอยู่กันเป็นคู่ๆ เรียกว่า gram negative diplococci ( แกรม เน็กกาทีฟ ดิฟโพคอคไซ ) Gram Negative Cocci จากภาพเป็นลักษณะจาเพาะของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ( ไนซีเรีย โกโนเรียอี ) คือถูกกินโดยเม็ดเลือดขาว ตัวอย่างจากหนองที่ออกมาจากผู้ป่วยกามโรค โรคหนองใน
  • 3.
    “ • แบคทีเรีย GramNegative Cocci ที่มีความสาคัญทางการแพทย์ โดยพบเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง ได้บ่อย คือ N. gonorrhoeae N. meningitidis เมื่อย้อมแกรมแบคทีเรียทั้ง 3 species จะเห็นเซลล์ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ส่วนใหญ่อยู่เป็นคู่โดยหันส่วนที่เว้าเข้าหากันเหมือนรูปไต จึง เรียกว่า diplococci
  • 4.
  • 5.
     Neisseria meningitidis เป็นแบคทีเรีย กรัมลบรูปกลมอยู่เป็นคู่ อาศัยอยู่ได้ในหลายสภาวะ เป็นที่รู้จักในฐานะเป็น เชื้อก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและ โรคติดเชื้อเมนิงโกคอคคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่นอื่นๆ เช่น meningococcemia เชื้อนี้เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของเด็กและสตรีมีครรภ์ใน ประเทศอุตสาหกรรมและมีการระบาดในกะปิทวีปแอฟริกาและเอเชีย
  • 6.
     Neisseria meningitidis •โรคไข้กาฬหลังแอ่น คือโรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยบางคนที่ติดเชื้อชนิดนี้จะมี อาการที่รุนแรง และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้ เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดจาก เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Neisseria meningitides เชื้อก่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น Neisseria meningitidis จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
  • 7.
    • อาการของโรค มีไข้สูงทันที ปวดศีรษะอย่างรุนแรงคลื่นไส้อาเจียน คอแข็ง และกลัวแสง มีผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechial rash) ร่วมกับปื้นสีชมพู (pink macules) อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) ส่วนผู้ป่วยที่เกิดภาวะติด เชื้อมีนิงโกคอกคัสในกระแสโลหิต (meningococcaemia) (ดังรูป) หรือภาวะโลหิต เป็นพิษ (meningococcal sepsis)เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด รูป เด็กทารกเพศหญิงอายุ 4 เดือน มีภาวะติดเชื้อ Meningococcal ในกระแสโลหิต (meningococcaemia) พบ ลักษณะเนื้อตายที่แขน ขา (4 month old female with gangreneof hands and lower extremities due to meningococcemia)
  • 8.
     Neisseria gonorrhoe เป็นสาเหตุของโรคหนองในหรือโกโนเรียซึ่งเป็นโรคที่รู้จักกันมานานตั้งแต่ 130 ปีก่อนคริสตศักราช(A.D 130) ซึ่งสมัยนั้นเข้าใจผิด คิดว่าเกิดจากน้ำกามหลั่ง ออกมามากในราวปี ค.ศ.1500 คิดว่าโรคหนองในเป็นอาการเริ่มต้นของซิฟิลิสหนองใน (โกโนเรีย) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค)
  • 9.
    • ลักษณะรูปร่างของเชื้อ Neisseriagonorrhoe มีลักษณะรูปร่างทรงกลม ติดสีแกรมลบ เซลล์มักอยู่เป็นคู่โดยเอาด้านแบนเข้าหา กันคล้ายเม็ดกาแฟ เซลล์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 ไมโครเมตร ไม่เคลื่อนที่ไม่สร้างสปอร์ เชื้อที่มีความรุนแรงในการเกิดโรคอาจมีแคปซูลและพิไล
  • 10.
    เชื้อโกโนค็อกไคนี้จะทำให้เกิดโรคกับคนเท่านั้น ไม่เกิดกับสัตว์ยกเว้นการทดลองให้ติด เชื้อในลิงการติดต่อโดยทางเพศสัมพันธ์ เชื้อนี่จะทำลายเยื่อเมือกของทางเดินระบบปัสสาวะและ สืบพันธุ์ตา ทวารหนัก ลำคอ ทำให้หนองรุนแรง และเชื้อจะบุกรุกเข้าเนื้อเยื้อ ทำให้เกิดการ อักเสบเรื้อรังและเกิดเส้นใยผิดปกติ(fibrosis) • ลักษณะการก่อโรค
  • 11.
    • อาการที่พบในผู้ชาย ส่วนใหญ่คือปวดขัดเวลาปัสสาวะ และมีการอักเสบของท่อ ปัสสาวะร่วมด้วยเสมอมีหนองไหลและมีอาการปวดแสบปวดร้อน หาก ไม่รักษาการอักเสบอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงและลูกอัณฑะ • อาการที่พบในผู้หญิง ระยะเริ่มต้นคืนมีอาการปัสสาวะปวดและมีตกขาวมากขึ้น นอกจากนั้นอาจมีการอักเสบของท่อปัสสาวะช่องคลอด ปากมดลูก ร่วมด้วย แต่มีมากราย อาจเป็นโรคหนองในโดยไม่มีอาการชัดเจน หากปล่อยทิ้งไว้โรค จะลุกลามขั้นไปจนเกิดภาวะติดเชื้อหนองในเฉียบพลัน ในอุ้งเชิงกรานได้ • อาการของหนองใน
  • 12.
    • อาการในเด็ก เด็กอาจติดเชื้อโกโนเรียที่ตาของเด็กทารกแรกคลอด(Ophthalmai neonatorum)โดยติดเชื้อจากช่องคลอดของมารดาที่เป็นโรค ทำให้เยื่อบุตาอักเสบตาแดงมี ขี้ตามาก มีไข้สูง มักเกิดอาการหลังคลอด 2-3 วันซึ่งมีผลร้ายแรงที่ทำให้ตาบอด ได้ ถ้า รักษาไม่ทัน ดังนั้นเด็กทารกแรกคลอดจะได้รับการป้ายตาด้วยซิบเวอร์ไนเตรต 1% ภาพ การติดเชื้อโกโนเรียที่ตาของเด็กทารกแรกคลอด (Ophthalmai neonatorum)
  • 13.
  • 14.
    นางสาว มณฑิฌา สิงหชาติเลขที่ 56 รหัสนักศึกษา 593046058 นางสาว มนัชญา ขันชารี เลขที่ 57 รหัสนักศึกษา 593046059 นางสาว มนัญญา ธีระธำรงรักษ์ เลขที่ 58 รหัสนักศึกษา 593046060 นางสาว มัณฑนา บุญราศีร เลขที่ 59 รหัสนักศึกษา 593046061 นาย รัตนากร ปุ่นปาน เลขที่ 60 รหัสนักศึกษา 593046063 ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเวชระเบียน จัดทำโดย