1
โครงเรื่อง
บทนำ
ระบบสุขภาพในอุดมคติ
ตอน ๑
ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติ
ตอน ๒
ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการ
ตอน ๓
ระบบนโยบายสาธารณะ
บทสรุป
ระบบสุขภาพองครวม
2
โครงการสงเสริมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะ
(Smart Primary Health Care System)
จุดคานงัดสูระบบสุขภาพองครวม
(ยกรางจากการปรึกษาหารือ)
โดย ประเวศ วะสี
เมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
3
บทนำ
๑
ระบบสุขภาพในอุดมคติ
สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปญญา
สุขภาพจึงไมได หมายถึง มดหมอ หยูกยา และโรงพยาบาลเทานั้น
แตบูรณาการอยูในการพัฒนาทั้งหมด
ดังมีคำกลาววา "สุขภาพคือทั้งหมด" (Health is the whole)
ระบบสุขภาพจึงกินความถึง ๓ ระบบ ที่คลายกันอยู คือ
๑. ระบบบริการสุขภาพ
๒. ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการ
๓. ระบบนโยบายสาธารณะ
ระบบบริการสุขภาพมี ๓ ระดับ คือ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ
การพัฒนาอยางบูรณาการทำใหเกิดความสมดุล ความสมดุล คือ ความเปนปรกติ ความสุข
หรือสุขภาวะของคนทั้งมวล
นโยบายสาธารณที่ดีทำใหเกิดประโยชนสุขตอมหาชน หรือสุขภาวะของคนทั้งมวล
ระบบสุขภาพจึงประกอบดวย ทั้ง ๓ ระบบ ที่ซอนทับ หรือคลองกันอยู
ระบบบริการปฐมภูมิ มีอาณาบริเวณตั้งแตในบานของประชาชน คือ การดูแลรักษาตัวเองและ
ครอบครัว ไปจนถึงใกลบานและชุมชน
ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิซอนทับกันอยูกับ ระบบสุขภาพชุมชน
4
ตอน ๑
ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติ
๑. วัตถุประสงค คนไทยทุกคน ไมวาจะจนอยางไร ไดรับบริการที่สะดวก ทั่วถึง เปนธรรม
และคุณภาพดีที่สุด
๒. องคประกอบของระบบ
๑. โครงสรางของระบบบริการ
๒. จิต หรือการทำหนาที่ ซึ่งอาจเรียกวา ปญญา
๓. การสนับสนุนทางการเงิน
๔. การสนับสนุนทางนโยบาย
๓. องคกรที่รับผิดชอบ
๑. องคกรหลัก-กระทรวงสาธารณสุข องคกรชุมชน องคกรทองถิ่น
๒. องคกรสนับสนุน องคกรตระกูลส. ทั้งหลาย และอื่น ๆ
๔. จุดคานงัด คือ ระบบบริการปฐมภูมิ ระบบบริการปฐมภูมิ ที่ทั่วถึง เปนธรรม และมีคุณภาพสูง
นอกจากเปนปจจัยใหเกิดสุขภาพถวนหนาแลว ยังมีผลกระทบทำใหระบบบริการ
ระดับอื่น ๆ ทั้งหมดดีขึ้น ทำใหคาใชจายทั้งหมดลดลง เรียกวาเปน Good HeaIth at
Low Cost หรือระบบสุขภาพดีที่มีคุณลักษณะ ๓ ประการ
คือ EQE E = Equity
Q = Quality
E = Efficiency
๕. ยุทธศาสตร ระดมสรรพกำลังสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ
๖. จุดยุทธศาสตร โรงพยาบาลชุมชน
๗. โครงสรางระบบบริการปฐมภูมิ
ประกอบดวย ๗ หนวย คือ
5
(๑) ประชาชนทุกคนสามารถดูแลตนเอง และครอบครัว
(๒) รานขายยาในชุมชน
(๓) หนวยสุขภาพในชุมชน ๑ หนวยตอประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ เรียกวา หนวย ๑ : ๑,๐๐๐
(๔) ศูนยการแพทยแผนไทยและทางเลือก ตำบลละ ๑ แหง
(๕) คลินิคเอกชนที่ตั้งอยูใกลชิดชุมชน
(๖) สถานีอนามัยตำบล หรือ รพ.สต. ซึ่งมีครบทุกตำบล
(๗) โรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอ
.............................................................................................................................................................................................
ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เชื่อมโยงกับ
(๘) โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งมีทุกจังหวัด ซึ่งเปนทุติยฦมิ
(๙) โรงพยาบาลศูนย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีผูเชี่ยวชาญเฉพาะ
ทาง ซึ่งเปนตติยภูมิ
ทั้ง ๙ หนวย เชื่อมโยงกันดวยเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลที่ทันสมัย ทำใหขอมูล ความรู การ
ปรึกษาหารือ และเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติ ไหลเวียนติดตอถึงกันอยางทั่วถึง
ขอมูลประสบการณและความรูที่เกิดจากการเชื่อมโยงหนวยทั้ง ๙ จะมีปริมาณมหาศาล
สามารถนำมาสังเคราะหเปนนโยบาย และทำ AI ที่เหมาะแกการใชงานทุกระดับ เพิ่มคุณภาพและ
ประสิทธิภาพขึ้นไปเรื่อย ๆ ไมมีที่สั้นสุด
6
๘. การวิจัยและพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ
ตองมีการวิจัยและพัฒนาในแตละหนวยบริการทั้ง ๙ หนวย และการทำงานรวมกันถึง
ปญหาที่พบ การทำหนาที่ ความเหมาะสมของบุคลากร เทคโนโลยีที่ใช การคลอบคลุมประชากร
ครบถวน การประเมินผล และการปรับปรุง
นี่คือการวิจัยระบบที่สำคัญที่สุด
๙. โรงพยาบาลชุมชนทำหนาที่วิจัย และพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ในพื้นที่แตละอำเภอ ทั่ว
ประเทศประมาณ ๘๐๐ อำเภอ
โรงพยาบาลชุมชนจะกลายเปนสถาบันทางวิชาการ
(District Hospital Academy)
ที่ทำหนาที่ทั้งใหบริการ วิจัย และพัฒนาระบบ และสถาบันพัฒนากำลังคนทางดาน
สุขภาพที่เหมาะสมที่สุด ตามแนว 21st
century Health Professions Education
รพ.สต.
๖.
ร้านขายยา
๒.
คลินิคเอกชน
๕.
ศูนย์การแพทย์แผนไทย
๔.
๗. โรงพยาบาลชุมชน
๘. โรงพยาบาลทั�วไป
๙. โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
โรงพยาบาลเอกชน
ภาพโครงสร้างระบบบริการสุขภาพ
๑ – ๗ = หน่วยบริการปฐมภูมิ
ประชาชน
ดูแลตนเอง
๑.
และครอบครัว
ศูนย์สุขภาพในชุมชน
๓.
๙ หน่วย
๑ : ๑,๐๐๐
7
โรงพยาบาลชุมชนมีถึง ๘๐๐ แหง จะเชื่อมโยงกันเปนเครือขายสถาบันวิชาการที่มีพลัง
มหาศาล ในการพัฒนาแผนดินไทยใหเปนแผนดินศานติสุข
ผูอำนวยการและบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนที่เกง ๆ และกัมมันตะมีจำนวนมาก
สามารถทำไดอยางรวดเร็วและกวาง
๑๐. การสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลชุมชนควรไดรับการสนับสนุนอยางเต็มที่ ทั้ง
ดานความรู เทคโนโลยี และงบประมาณ เปนตน จากทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย เชน สวรส.
มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ องคกรตระกูลส. ทั้งหมด มูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดีไดตั้งกองทุน
สนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนถือเปนตัวอยางที่ดี มหาวิทยาลัยทั้งหมดควรสนับสนุนโรงพยาบาล
ชุมชน และชุมชน
๑๑. การสนับสนุนดวยเทคโนโลยีดิจิทัลใหเปนระบบอัจฉริยะ ควรมีศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทาง
สุขภาพ เพื่อนำเทคโนโลยีที่กาวหนาที่สุดมาใชในระบบสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตหรือมีความ
เปนอัจฉริยะ
ศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ ควรทำงานวิจัยและพัฒนาควบคูไปกับโรงพยาบาล
ชุมชน ๘๐๐ แหง โรงพยาบาลชุมชนซึ่งจะเปนสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ เมื่อทำงาน
ควบคูกันกับศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ จะทำใหสะดวกและเพิ่มศักยภาพซึ่งกันและกัน
ศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ ประกอบไปดวยผูเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่
กาวหนาทันสมัยระดับโลก และผูเชี่ยวชาญในการบูรณาการขอมูลสุขภาพ ควรเปนอิสระ อยู
ภายใตความเปนเจาของรวมของสำนักบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข คณะ
แพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ และกสทช.
๑๒. ระบบการเงินสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิอัจฉริยะ สปสช.
ควรมีบทบาทในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิใหมีแรงจูงใจที่จะทำหนาที่ บริบาล
ประชาชนอยางสมบูรณ และมีคุณภาพ ทั้ง ๔ ดาน คือ ปองกันโรค เสริมสรางสุขภาพดี รักษา
โรค และฟนฟูสุขภาพ
ซึ่งควรรวมถึงสามารถดูแลปญหาการแพทยฉุกเฉินไดอยางทันทวงที รวมทั้งบริบาล
ผูสูงอายุทั้งหมดดวยคุณภาพสูง
8
๑๓. การพัฒนาและรับรองคุณภาพของระบบบริการปฐมภูมิ
สรพ. (สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล) ทำงานมากวา ๒๐ ป ไดผลดีมากและมี
ความเขมแข็ง ควรขยายความหมายของคำวา สถานพยาบาล ใหครอบคลุมโครงสรางของ
ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมดดวย
การมีสรพ.มาชวยพัฒนาและรับรองคุณภาพระบบบริการปฐมภูมิ จะทำใหระบบ
บริการปฐมภูมิมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำใหวงจรการพัฒนาครบรอบ คือ ผลการประเมิน
คุณภาพจะเปนขอมูลปอนกลับ ทำใหระบบปรับตัวใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง
อนึ่ง กระบวนการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล คือ การสงเสริมการเรียนรูรวมกันใน
การปฏิบัติหรือ PILA (Participatory Interaction Learning through Action) ซึ่งเปน
กระบวนการที่ทรงพลังยิ่งในการกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ใน
ทุกมิติ อีกชื่อหนึ่งของ PILA คือ CBL (Context - Based Learning)
ในเวลากวา ๒๐ ป แหงการทำงานของสรพ. ไดสรางบุคลากรสุขภาพที่มีประสบการณ
PILA หลายหมื่นคน เชนเดียวกับโครงการ R2R (Routine to Research) ที่คณะแพทย
ศาสตรศิริราชไดกำลังดำเนินการอยู กำลังบุคลากรสุขภาพหลายหมื่นคนที่มีประสบการณ
PILA จะเปนพลังพัฒนาคุณภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ
๑๔. การเริ่มตนโครงการ เพื่อใหเริ่มตนได ควรเริ่มดวยองคกรจำนวนนอยกอน แลวคอยขยายความ
รวมมือไปสูทั้งหมด
๓ องคกรที่ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ คือ
(๑) สำนักบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหนาที่โดยตรง
(๒) คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีความสนใจมากถึงกับตั้งกองทุนสนับสนุน
โรงพยาบาลชุมชน เพียงเริ่มตนกองทุนนี้ก็มี ๑๐๐ ลานบาทแลว มีศักยภาพที่จะเติบโต
กวานี้มาก อีกประการหนึ่ง คณบดีกำลังมีดำริที่จะจัดตั้งสถาบันสนับสนุนการขับเคลื่อน
นโยบายสาธารณะ ในมูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยที่คนของรามาธิบดีหลายคนมี
ประสบการณขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ ๆ ไปสูความสำเร็จ ระบบนโยบายสาธารณะใน
อุดมคติเปน ๑ ใน ๓ ของระบบสุขภาพในอุดมคติ ตามที่กลาวในขอ ๑ ตอนที่ ๑
อีกประการหนึ่งรามาธิบดีมีผูเชี่ยวชาญ Health Informatics (นายแพทยบุญชัย)
ที่มีความมุงมั่นจะสรางระบบขอมูลสุขภาพบูรณาการ ซึ่งเปนเรื่องใหญและสำคัญมาก
โครงการสงเสริมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะที่กำลังกลาวอยูนี้ จะเปนหนาตาง
แหงโอกาสที่จะพัฒนาระบบขอมูลสุขภาพบูรณาการ ซึ่งมีความหมายใหญมากหลายดาน
9
(๓) มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ (มสช.) ในฐานะผูริเริ่มและมีความสนใจเรื่องนี้มาก มสช.
ทำงานรวมกับผูอำนวยการโรงพยาบาลกลุมหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันเปน “สถาบันพัฒนา
สุขภาพองครวม” ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติตามที่ออกแบบไวและกลาวมาขางตน
นั่นแหละคือระบบสุขภาพองครวม ฉะนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาพองครวมในมสช. ที่
ผูอำนวยการโรงพยาบาลชุมชนรวมตัวกันกอตัวขึ้นมานี่แหละ นาจะเปนจุดเริ่มตนของ
การที่วาโรงพยาบาลชุมชน คือ สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือ
ระบบสุขภาพชุมชนนั่นเอง
สปสช. และ สสส. ความมุงมั่นรวมกันของทั้ง ๒ องคกร นี้คือการมีระบบ
สุขภาพในอุดมคติ ฉะนั้น จึงควรมีสวนรวมและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ
สุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะอยางเต็มที่ เพราะเปนจุดยุทธศาสตรหรือจุดคานงัด ที่จะทำให
ระบบสุขภาพทั้งหมดดีขึ้น
10
ตอน ๒
ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการในอุดมคติ
ถามีการพัฒนาอยางบูรณาการเต็มพื้นที่ จะเกิดแผนดินศานติสุข หรือสุขภาวะเต็มแผนดิน
ฉะนั้น จึงถือวาการพัฒนาอยางบูรณาการก็อยูในระบบสุขภาพ ตามคำที่วา “สุขภาพคือทั้งหมด”
(Health is the whole)
การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)
กับการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการคือเรื่องเดียวกัน
มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) กำหนดให
มีคณะกรรมการพชอ. ในแตละอำเภอ ที่มีนายอำเภอเปนประธาน มีสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) เปน
เลขานุการ
คุณภาพชีวิตระดับอำเภอก็คือ คนทั้งอำเภอมีสุขภาวะ เปนสุขภาวะเกิดจากความสมดุล ความ
สมดุลเกิดจากการพัฒนาอยางบูรณาการ ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิหรือระบบสุขภาพชุมชน เปน
สวนหนึ่งของระบบสุขภาวะอำเภอ
พชอ. ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในอำเภอ และการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการ จึงเปน
เรื่องทับซอนกัน และควรบูรณาการอยูในกันและกัน
ไดออกแบบการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข0
*
โดยแตละอำเภอมีจุด
บริหารจัดการ ๑๑๑ จุด คือ
อำเภอ ๑
ตำบล ๑๐
หมูบาน ๑๐๐
= ๑๑๑
*
คูมือพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข โดย ศาสตราจารยนายแพทยประเวศ วะสี
11
แตละจุดบริหารจัดการการพัฒนาอยางบูรณาการให ๘ มิติ เชื่อมโยงอยูในกันและกัน ไดแก
เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดลอม –
วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย
โดยมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เปนจุดคานงัด
เมื่อทุกหมูบาน ทุกตำบล ทุกอำเภอ มีการพัฒนาอยางบูรณาการทั้ง ๘ มิติ โดยมีสัมมาชีพเปน
จุดคานงัด หมายถึงงัดไปสูทุกเรื่อง ก็จะเกิดความรมเย็นเปนสุขทั้งอำเภอ จึงเรียกวาแผนดินศานติสุข
หรือแผนดินสุขภาวะ
สังเกตวาสุขภาพไมใชเรื่องแยกสวนแตบูรณาการอยูกับอีก ๗ มิติ เพราะสุขภาพคือทั้งหมด
ระบบบริการสุขภาพเปนสวนหนึ่งของสุขภาพองครวม
ดังมีรายละเอียดอยูใน คูมือพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข เครื่องมือที่ใชใน
การพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ คือการเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติของคนทั้งอำเภอ และคนจาก
ภายนอกที่เขามาเกี่ยวของ ซึ่งเปนการเรียนรูที่ใหญที่สุด อำเภอทั้งอำเภอจึงกลายเปนมหาวิทยาลัยใน
รูปใหม ซึ่งดีกวา อาจเรียกวา “มหาวิชชาลัยอำเภอ” ทั้งประเทศจะมีถึง ๘๐๐ มหาวิชชาลัยอำเภอ
เปนเครื่องเรียนรูรวมกันของคนทั้งประเทศ เปนเรื่องยิ่งใหญมากและสามารถแกปญหาไดทุกเรื่อง อาจ
เรียกวา “การศึกษารักษาทุกโรค” ทั้งหมดเปน
Education for All
All for Education
Education Cure All
การพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ จึงถือเปน ๑ ใน ๓ ของระบบสุขภาพ ดวยประการฉะนี้
อนึ่ง ในพื้นที่มีผูเกษียณอายุจากอาชีพตาง ๆ ที่ยังมีไฟอยูจำนวนมาก แตไมรูจะมีบทบาท
อยางไรดีจึงจะมีความหมาย แตเมื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการอยางนี้ ทุกคนมีบทบาท
ไดหมดอยางมีประโยชนยิ่ง โครงการคลังสมองนาจะทำความเขาใจเรื่องนี้ และนี่ก็คือการรวมจัดการ
พัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ ตามความใฝฝนของสภาพัฒนฯ นั่นเอง
อนึ่ง ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใชสงเสริมการพัฒนาพื้นที่อยางเต็มที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพและลด
ความเหลื่อมล้ำ
12
ตอน ๓
ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะในอุดมคติ
นโยบายสาธารณะที่ดี เปนปจจัยหนึ่งที่สำคัญของการมีสุขภาพดี นโยบายสาธารณะที่ดีจะทำ
ใหเกิดสังคมสุขภาวะตามคำนิยามของคำวา สุขภาพ คือสุขภาวะที่สมบูรณ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม
และทางปญญา
สช. ถูกสรางขึ้นมาเพื่อเปนเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ๑๕ ปผานมา ไดจัดสมัชชา
สุขภาพแหงชาติขึ้นเปนประจำป ซึ่งเปนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีสวนรวม สสส. ไดลงทุน
สนับสนุนแผนงานวิจัยนโยบายสาธารณะอยู ๒ สมัย สมัยละ ๕ ป ดวยงบประมาณหลายรอยลานบาท
นอกจากนั้นยังสนับสนุนโครงการเครือขายพัฒนาศักยภาพผูนำสาธารณสุขแนวใหม (คศน.) เปนเวลา
กวา ๑๐ ป สรางผูนำรุนใหมจากอาชีพตาง ๆ ขึ้นมากวา ๑๖๐ คน และตั้งเปนมูลนิธิคศน. ผูนำรุนใหม
เหลานี้เหมาะที่จะเปนผูนำขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และอื่น ๆ
ขณะนี้เราเขาใจวิธีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะไปสูความสำเร็จ* ที่เรียกวาสัมฤทธิศาสตรแลว
รอเวลาจัดทัพการขับเคลื่อนไปสูชัยชนะเทานั้น
“กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีสวนรวม” หรือ P4
(Participatory Public Policy Process) นี้
เมื่อทำอยางครบวงจร จะนำคนจากทุกภาคสวนเขามาเชื่อมโยงกันอยางครบวงจร ๑๒ ขั้นตอน
สูความสำเร็จ เปนทั้งกระบวนการทางสังคม กระบวนการทางปญญา กระบวนการทางการเมืองและ
ประชาธิปไตย จะนำประเทศไทยไปสูการลงตัวหมดทุกดาน
ทั้ง เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดลอม – วัฒนธรรม –
สุขภาพ – การศึกษา และประชาธิปไตย
พรรคการเมืองจะกลายเปนสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ นักการเมืองจะกลายเปน
ผูเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ คนไทยจะกลายเปนคนเกงและคนดี เพราะระบบดี
อุปมาเหมือนระบบนาิกา ที่มีฟนเฟองเล็กใหญประกอบกันเขาอยางถูกตอง แตละสวนทำหนาที่ของ
ตนเองอยางถูกตองและสัมพันธกับสวนอื่น ๆ สงใหองครวม คือ นาิกาเดินตรงเวลา ไมมีชิ้นสวนใด
เกะกะเกเร เพราะตางเชื่อมโยงสัมพันธกันอยางแนบแนน
13
ระบบของประเทศที่ดีทำใหเกิดความเปนองครวม ประเทศไทยที่มีคุณสมบัติใหมอันมหัศจรรย
คนไทยทุกคนจะเปนคนเกง คนดี ไมแตกแถวเกะกะเกเร ที่คนไทยเหมือนคนไมดีไมเกงนั้น เพราะเรา
ขาดการคิดเชิงระบบ รวมทั้งมหาวิทยาลัยทั้งหลายดวย
ที่เราพยายามปฏิรูปตาง ๆ แลวไมสำเร็จ เพราะไมมีใครปฏิรูปใครได แต P4 จะเปน
กระบวนการที่คนไทยทั้งหมดเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติ อันนำไปสูการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอยาง
ลึกซึ้ง (Transformation) ในทุกมิติ อยางที่ทุกคนยินดีและมีความสุขรวมกัน เรียกวาเปน
Transformative Force ก็ได อันนำไปสู Transform Thailand P4 จะนำไปสูสังคมศานติสุข หรือ
สังคมสุขภาวะขนาดใหญ จึงถือวากระบวนการนโยบายสาธารณะเปนสวนหนึ่งของ ระบบสุขภาพใน
อุดมคติ
จึงเห็นไดวา ระบบสุขภาพในอุดมคติประกอบดวย
๑. ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติ
๒. ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการในอุดมคติ
๓. ระบบนโยบายสาธารณะในอุดมคติ
รวมเปน ระบบสุขภาพองครวม
เมื่อมีความเปนองครวม จะมีคุณสมบัติใหมอันมหัศจรรย ผุดบังเกิดขึ้น
คุณสมบัติใหมอันมหัศจรรยของสุขภาพองครวมเปนอยางไร ทุกทานสามารถจินตนาการเอาได
เพื่อใหเห็นภาพเปรียบเทียบ เมื่อเครื่องบินที่ประกอบชิ้นสวนครบเปนองครวม มันมีคุณสมบัติ
ใหม คือ บินได ในขณะที่ชิ้นสวนตาง ๆ ไมมีชิ้นใดบินไดเลย
14
บทสรุป
ระบบสุขภาพในอุดมคติ หรือระบบสุขภาพองครวมนั้น เปนทุกสิ่งทุกอยาง สุดแตจะหาคำพูด
มานิยาม เชน Health Equity หรือ Health Justice เปนสันติภาพ (Peace is Health / Health is
Peace) เปนสิ่งสูงสุด (Summum Bonum) เปนจุดมุงมั่นรวมกันของมนุษยชาติ ฯลฯ
ที่วาเปนทุกสิ่งทุกอยาง เพราะ “สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the whole)
เรามีทรัพยากรและเครื่องมือมาก แตขาดการออกแบบ
วัตถุประสงคกำหนดระบบและโครงสราง
เชน ถาวัตถุประสงคคือตองการอะไรที่บินได ก็ตองออกแบบระบบและโครงสรางเครื่องบิน
แลวเอาชิ้นสวนมาประกอบตามโครงสราง พอครบเปนองครวมเครื่องบินก็เกิดคุณสมบัติใหมอัน
มหัศจรรย
การออกแบบระบบและโครงสรางระบบสุขภาพองครวม ดำเนินตามหลักการที่วานี้ ขอใหผูที่
อยากทำเรื่องดี ๆ ซึ่งมีมากมาย ลองพิจารณาถึงวิธีคิดเชิงระบบและการจัดการ นอกเหนือไปจากการ
คิดเชิงเทคนิคและพฤติกรรมสวนบุคคลแตเพียงอยางเดียว
จากประสบการณในชีวิตอันยาวนานของผม ที่ฝนใฝอยากใหประเทศไทยดีขึ้น แตไมมีความรู
อะไรเลย
ผมสรุปวา คนไทยมีความดีหลายอยาง บางอยางก็เดนมาก แตขาดสมรรถนะในการคิดเชิง
ระบบและการจัดการ คงคิดแตทางเทคนิคและพฤติกรรมสวนบุคคลเทานั้น ระบบการศึกษาก็คิดเชนนี้
จึงติดอยูในสภาวะวิกฤตเรื้อรัง ไมสามารถออกจากสภาวะวิกฤตได
การรวมพัฒนาระบบสุขภาพในอุดมคติ นาจะเปนยุทธศาสตรที่ดีที่สุด สันติที่สุด ใชปญญามาก
ที่สุด ที่ทำใหประเทศไทยเปลี่ยนผาน (Transform) ทุกมิติ ไปสูการเปนประเทศสุขภาวะ หรือแผนดิน
ศานติสุข
15
ถาองคกรตระกูลส. ทั้งหมด มีความมุงมั่นรวมกันที่ระบบสุขภาพองครวม นาจะมีแรงโนมถวง
(gravity) ที่จะดึงทุกภาคสวนเขามารวม เปนมวลใหญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบคลุมหมดทั้งประเทศ
และทั้งโลก สมกับเปนความฝนใหญขององคกรสุขภาพ ที่วา
“Health and well - being of mandkind around the world”
ขอฝากประเทศไทยไวกับคนรุนใหมทุกคน คือ คนไทยที่อายุนอยกวาผมทุกคน
ประเวศ วะสี
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕

G health system.pdf

  • 1.
  • 2.
    2 โครงการสงเสริมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะ (Smart Primary HealthCare System) จุดคานงัดสูระบบสุขภาพองครวม (ยกรางจากการปรึกษาหารือ) โดย ประเวศ วะสี เมื่อ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
  • 3.
    3 บทนำ ๑ ระบบสุขภาพในอุดมคติ สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปญญา สุขภาพจึงไมได หมายถึง มดหมอ หยูกยา และโรงพยาบาลเทานั้น แตบูรณาการอยูในการพัฒนาทั้งหมด ดังมีคำกลาววา "สุขภาพคือทั้งหมด" (Health is the whole) ระบบสุขภาพจึงกินความถึง ๓ ระบบ ที่คลายกันอยู คือ ๑. ระบบบริการสุขภาพ ๒. ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการ ๓. ระบบนโยบายสาธารณะ ระบบบริการสุขภาพมี ๓ ระดับ คือ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ การพัฒนาอยางบูรณาการทำใหเกิดความสมดุล ความสมดุล คือ ความเปนปรกติ ความสุข หรือสุขภาวะของคนทั้งมวล นโยบายสาธารณที่ดีทำใหเกิดประโยชนสุขตอมหาชน หรือสุขภาวะของคนทั้งมวล ระบบสุขภาพจึงประกอบดวย ทั้ง ๓ ระบบ ที่ซอนทับ หรือคลองกันอยู ระบบบริการปฐมภูมิ มีอาณาบริเวณตั้งแตในบานของประชาชน คือ การดูแลรักษาตัวเองและ ครอบครัว ไปจนถึงใกลบานและชุมชน ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิซอนทับกันอยูกับ ระบบสุขภาพชุมชน
  • 4.
    4 ตอน ๑ ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติ ๑. วัตถุประสงคคนไทยทุกคน ไมวาจะจนอยางไร ไดรับบริการที่สะดวก ทั่วถึง เปนธรรม และคุณภาพดีที่สุด ๒. องคประกอบของระบบ ๑. โครงสรางของระบบบริการ ๒. จิต หรือการทำหนาที่ ซึ่งอาจเรียกวา ปญญา ๓. การสนับสนุนทางการเงิน ๔. การสนับสนุนทางนโยบาย ๓. องคกรที่รับผิดชอบ ๑. องคกรหลัก-กระทรวงสาธารณสุข องคกรชุมชน องคกรทองถิ่น ๒. องคกรสนับสนุน องคกรตระกูลส. ทั้งหลาย และอื่น ๆ ๔. จุดคานงัด คือ ระบบบริการปฐมภูมิ ระบบบริการปฐมภูมิ ที่ทั่วถึง เปนธรรม และมีคุณภาพสูง นอกจากเปนปจจัยใหเกิดสุขภาพถวนหนาแลว ยังมีผลกระทบทำใหระบบบริการ ระดับอื่น ๆ ทั้งหมดดีขึ้น ทำใหคาใชจายทั้งหมดลดลง เรียกวาเปน Good HeaIth at Low Cost หรือระบบสุขภาพดีที่มีคุณลักษณะ ๓ ประการ คือ EQE E = Equity Q = Quality E = Efficiency ๕. ยุทธศาสตร ระดมสรรพกำลังสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ ๖. จุดยุทธศาสตร โรงพยาบาลชุมชน ๗. โครงสรางระบบบริการปฐมภูมิ ประกอบดวย ๗ หนวย คือ
  • 5.
    5 (๑) ประชาชนทุกคนสามารถดูแลตนเอง และครอบครัว (๒)รานขายยาในชุมชน (๓) หนวยสุขภาพในชุมชน ๑ หนวยตอประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ เรียกวา หนวย ๑ : ๑,๐๐๐ (๔) ศูนยการแพทยแผนไทยและทางเลือก ตำบลละ ๑ แหง (๕) คลินิคเอกชนที่ตั้งอยูใกลชิดชุมชน (๖) สถานีอนามัยตำบล หรือ รพ.สต. ซึ่งมีครบทุกตำบล (๗) โรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอ ............................................................................................................................................................................................. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เชื่อมโยงกับ (๘) โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งมีทุกจังหวัด ซึ่งเปนทุติยฦมิ (๙) โรงพยาบาลศูนย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีผูเชี่ยวชาญเฉพาะ ทาง ซึ่งเปนตติยภูมิ ทั้ง ๙ หนวย เชื่อมโยงกันดวยเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลที่ทันสมัย ทำใหขอมูล ความรู การ ปรึกษาหารือ และเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติ ไหลเวียนติดตอถึงกันอยางทั่วถึง ขอมูลประสบการณและความรูที่เกิดจากการเชื่อมโยงหนวยทั้ง ๙ จะมีปริมาณมหาศาล สามารถนำมาสังเคราะหเปนนโยบาย และทำ AI ที่เหมาะแกการใชงานทุกระดับ เพิ่มคุณภาพและ ประสิทธิภาพขึ้นไปเรื่อย ๆ ไมมีที่สั้นสุด
  • 6.
    6 ๘. การวิจัยและพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ตองมีการวิจัยและพัฒนาในแตละหนวยบริการทั้ง ๙หนวย และการทำงานรวมกันถึง ปญหาที่พบ การทำหนาที่ ความเหมาะสมของบุคลากร เทคโนโลยีที่ใช การคลอบคลุมประชากร ครบถวน การประเมินผล และการปรับปรุง นี่คือการวิจัยระบบที่สำคัญที่สุด ๙. โรงพยาบาลชุมชนทำหนาที่วิจัย และพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ในพื้นที่แตละอำเภอ ทั่ว ประเทศประมาณ ๘๐๐ อำเภอ โรงพยาบาลชุมชนจะกลายเปนสถาบันทางวิชาการ (District Hospital Academy) ที่ทำหนาที่ทั้งใหบริการ วิจัย และพัฒนาระบบ และสถาบันพัฒนากำลังคนทางดาน สุขภาพที่เหมาะสมที่สุด ตามแนว 21st century Health Professions Education รพ.สต. ๖. ร้านขายยา ๒. คลินิคเอกชน ๕. ศูนย์การแพทย์แผนไทย ๔. ๗. โรงพยาบาลชุมชน ๘. โรงพยาบาลทั�วไป ๙. โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน ภาพโครงสร้างระบบบริการสุขภาพ ๑ – ๗ = หน่วยบริการปฐมภูมิ ประชาชน ดูแลตนเอง ๑. และครอบครัว ศูนย์สุขภาพในชุมชน ๓. ๙ หน่วย ๑ : ๑,๐๐๐
  • 7.
    7 โรงพยาบาลชุมชนมีถึง ๘๐๐ แหงจะเชื่อมโยงกันเปนเครือขายสถาบันวิชาการที่มีพลัง มหาศาล ในการพัฒนาแผนดินไทยใหเปนแผนดินศานติสุข ผูอำนวยการและบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนที่เกง ๆ และกัมมันตะมีจำนวนมาก สามารถทำไดอยางรวดเร็วและกวาง ๑๐. การสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลชุมชนควรไดรับการสนับสนุนอยางเต็มที่ ทั้ง ดานความรู เทคโนโลยี และงบประมาณ เปนตน จากทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย เชน สวรส. มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ องคกรตระกูลส. ทั้งหมด มูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดีไดตั้งกองทุน สนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนถือเปนตัวอยางที่ดี มหาวิทยาลัยทั้งหมดควรสนับสนุนโรงพยาบาล ชุมชน และชุมชน ๑๑. การสนับสนุนดวยเทคโนโลยีดิจิทัลใหเปนระบบอัจฉริยะ ควรมีศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทาง สุขภาพ เพื่อนำเทคโนโลยีที่กาวหนาที่สุดมาใชในระบบสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตหรือมีความ เปนอัจฉริยะ ศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ ควรทำงานวิจัยและพัฒนาควบคูไปกับโรงพยาบาล ชุมชน ๘๐๐ แหง โรงพยาบาลชุมชนซึ่งจะเปนสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ เมื่อทำงาน ควบคูกันกับศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ จะทำใหสะดวกและเพิ่มศักยภาพซึ่งกันและกัน ศูนยนวัตกรรมดิจิทัลทางสุขภาพ ประกอบไปดวยผูเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ กาวหนาทันสมัยระดับโลก และผูเชี่ยวชาญในการบูรณาการขอมูลสุขภาพ ควรเปนอิสระ อยู ภายใตความเปนเจาของรวมของสำนักบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข คณะ แพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ และกสทช. ๑๒. ระบบการเงินสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิอัจฉริยะ สปสช. ควรมีบทบาทในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิใหมีแรงจูงใจที่จะทำหนาที่ บริบาล ประชาชนอยางสมบูรณ และมีคุณภาพ ทั้ง ๔ ดาน คือ ปองกันโรค เสริมสรางสุขภาพดี รักษา โรค และฟนฟูสุขภาพ ซึ่งควรรวมถึงสามารถดูแลปญหาการแพทยฉุกเฉินไดอยางทันทวงที รวมทั้งบริบาล ผูสูงอายุทั้งหมดดวยคุณภาพสูง
  • 8.
    8 ๑๓. การพัฒนาและรับรองคุณภาพของระบบบริการปฐมภูมิ สรพ. (สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล)ทำงานมากวา ๒๐ ป ไดผลดีมากและมี ความเขมแข็ง ควรขยายความหมายของคำวา สถานพยาบาล ใหครอบคลุมโครงสรางของ ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมดดวย การมีสรพ.มาชวยพัฒนาและรับรองคุณภาพระบบบริการปฐมภูมิ จะทำใหระบบ บริการปฐมภูมิมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำใหวงจรการพัฒนาครบรอบ คือ ผลการประเมิน คุณภาพจะเปนขอมูลปอนกลับ ทำใหระบบปรับตัวใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง อนึ่ง กระบวนการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล คือ การสงเสริมการเรียนรูรวมกันใน การปฏิบัติหรือ PILA (Participatory Interaction Learning through Action) ซึ่งเปน กระบวนการที่ทรงพลังยิ่งในการกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ใน ทุกมิติ อีกชื่อหนึ่งของ PILA คือ CBL (Context - Based Learning) ในเวลากวา ๒๐ ป แหงการทำงานของสรพ. ไดสรางบุคลากรสุขภาพที่มีประสบการณ PILA หลายหมื่นคน เชนเดียวกับโครงการ R2R (Routine to Research) ที่คณะแพทย ศาสตรศิริราชไดกำลังดำเนินการอยู กำลังบุคลากรสุขภาพหลายหมื่นคนที่มีประสบการณ PILA จะเปนพลังพัฒนาคุณภาพของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ๑๔. การเริ่มตนโครงการ เพื่อใหเริ่มตนได ควรเริ่มดวยองคกรจำนวนนอยกอน แลวคอยขยายความ รวมมือไปสูทั้งหมด ๓ องคกรที่ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ คือ (๑) สำนักบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหนาที่โดยตรง (๒) คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีความสนใจมากถึงกับตั้งกองทุนสนับสนุน โรงพยาบาลชุมชน เพียงเริ่มตนกองทุนนี้ก็มี ๑๐๐ ลานบาทแลว มีศักยภาพที่จะเติบโต กวานี้มาก อีกประการหนึ่ง คณบดีกำลังมีดำริที่จะจัดตั้งสถาบันสนับสนุนการขับเคลื่อน นโยบายสาธารณะ ในมูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยที่คนของรามาธิบดีหลายคนมี ประสบการณขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ ๆ ไปสูความสำเร็จ ระบบนโยบายสาธารณะใน อุดมคติเปน ๑ ใน ๓ ของระบบสุขภาพในอุดมคติ ตามที่กลาวในขอ ๑ ตอนที่ ๑ อีกประการหนึ่งรามาธิบดีมีผูเชี่ยวชาญ Health Informatics (นายแพทยบุญชัย) ที่มีความมุงมั่นจะสรางระบบขอมูลสุขภาพบูรณาการ ซึ่งเปนเรื่องใหญและสำคัญมาก โครงการสงเสริมระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะที่กำลังกลาวอยูนี้ จะเปนหนาตาง แหงโอกาสที่จะพัฒนาระบบขอมูลสุขภาพบูรณาการ ซึ่งมีความหมายใหญมากหลายดาน
  • 9.
    9 (๓) มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ (มสช.)ในฐานะผูริเริ่มและมีความสนใจเรื่องนี้มาก มสช. ทำงานรวมกับผูอำนวยการโรงพยาบาลกลุมหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันเปน “สถาบันพัฒนา สุขภาพองครวม” ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติตามที่ออกแบบไวและกลาวมาขางตน นั่นแหละคือระบบสุขภาพองครวม ฉะนั้น สถาบันพัฒนาสุขภาพองครวมในมสช. ที่ ผูอำนวยการโรงพยาบาลชุมชนรวมตัวกันกอตัวขึ้นมานี่แหละ นาจะเปนจุดเริ่มตนของ การที่วาโรงพยาบาลชุมชน คือ สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือ ระบบสุขภาพชุมชนนั่นเอง สปสช. และ สสส. ความมุงมั่นรวมกันของทั้ง ๒ องคกร นี้คือการมีระบบ สุขภาพในอุดมคติ ฉะนั้น จึงควรมีสวนรวมและสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบบริการ สุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะอยางเต็มที่ เพราะเปนจุดยุทธศาสตรหรือจุดคานงัด ที่จะทำให ระบบสุขภาพทั้งหมดดีขึ้น
  • 10.
    10 ตอน ๒ ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการในอุดมคติ ถามีการพัฒนาอยางบูรณาการเต็มพื้นที่ จะเกิดแผนดินศานติสุขหรือสุขภาวะเต็มแผนดิน ฉะนั้น จึงถือวาการพัฒนาอยางบูรณาการก็อยูในระบบสุขภาพ ตามคำที่วา “สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the whole) การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) กับการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการคือเรื่องเดียวกัน มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) กำหนดให มีคณะกรรมการพชอ. ในแตละอำเภอ ที่มีนายอำเภอเปนประธาน มีสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) เปน เลขานุการ คุณภาพชีวิตระดับอำเภอก็คือ คนทั้งอำเภอมีสุขภาวะ เปนสุขภาวะเกิดจากความสมดุล ความ สมดุลเกิดจากการพัฒนาอยางบูรณาการ ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิหรือระบบสุขภาพชุมชน เปน สวนหนึ่งของระบบสุขภาวะอำเภอ พชอ. ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในอำเภอ และการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการ จึงเปน เรื่องทับซอนกัน และควรบูรณาการอยูในกันและกัน ไดออกแบบการพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข0 * โดยแตละอำเภอมีจุด บริหารจัดการ ๑๑๑ จุด คือ อำเภอ ๑ ตำบล ๑๐ หมูบาน ๑๐๐ = ๑๑๑ * คูมือพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข โดย ศาสตราจารยนายแพทยประเวศ วะสี
  • 11.
    11 แตละจุดบริหารจัดการการพัฒนาอยางบูรณาการให ๘ มิติเชื่อมโยงอยูในกันและกัน ไดแก เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดลอม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย โดยมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ เปนจุดคานงัด เมื่อทุกหมูบาน ทุกตำบล ทุกอำเภอ มีการพัฒนาอยางบูรณาการทั้ง ๘ มิติ โดยมีสัมมาชีพเปน จุดคานงัด หมายถึงงัดไปสูทุกเรื่อง ก็จะเกิดความรมเย็นเปนสุขทั้งอำเภอ จึงเรียกวาแผนดินศานติสุข หรือแผนดินสุขภาวะ สังเกตวาสุขภาพไมใชเรื่องแยกสวนแตบูรณาการอยูกับอีก ๗ มิติ เพราะสุขภาพคือทั้งหมด ระบบบริการสุขภาพเปนสวนหนึ่งของสุขภาพองครวม ดังมีรายละเอียดอยูใน คูมือพัฒนาอำเภออยางบูรณาการสูแผนดินศานติสุข เครื่องมือที่ใชใน การพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ คือการเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติของคนทั้งอำเภอ และคนจาก ภายนอกที่เขามาเกี่ยวของ ซึ่งเปนการเรียนรูที่ใหญที่สุด อำเภอทั้งอำเภอจึงกลายเปนมหาวิทยาลัยใน รูปใหม ซึ่งดีกวา อาจเรียกวา “มหาวิชชาลัยอำเภอ” ทั้งประเทศจะมีถึง ๘๐๐ มหาวิชชาลัยอำเภอ เปนเครื่องเรียนรูรวมกันของคนทั้งประเทศ เปนเรื่องยิ่งใหญมากและสามารถแกปญหาไดทุกเรื่อง อาจ เรียกวา “การศึกษารักษาทุกโรค” ทั้งหมดเปน Education for All All for Education Education Cure All การพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ จึงถือเปน ๑ ใน ๓ ของระบบสุขภาพ ดวยประการฉะนี้ อนึ่ง ในพื้นที่มีผูเกษียณอายุจากอาชีพตาง ๆ ที่ยังมีไฟอยูจำนวนมาก แตไมรูจะมีบทบาท อยางไรดีจึงจะมีความหมาย แตเมื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการอยางนี้ ทุกคนมีบทบาท ไดหมดอยางมีประโยชนยิ่ง โครงการคลังสมองนาจะทำความเขาใจเรื่องนี้ และนี่ก็คือการรวมจัดการ พัฒนาพื้นที่อยางบูรณาการ ตามความใฝฝนของสภาพัฒนฯ นั่นเอง อนึ่ง ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใชสงเสริมการพัฒนาพื้นที่อยางเต็มที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพและลด ความเหลื่อมล้ำ
  • 12.
    12 ตอน ๓ ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะในอุดมคติ นโยบายสาธารณะที่ดี เปนปจจัยหนึ่งที่สำคัญของการมีสุขภาพดีนโยบายสาธารณะที่ดีจะทำ ใหเกิดสังคมสุขภาวะตามคำนิยามของคำวา สุขภาพ คือสุขภาวะที่สมบูรณ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปญญา สช. ถูกสรางขึ้นมาเพื่อเปนเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ๑๕ ปผานมา ไดจัดสมัชชา สุขภาพแหงชาติขึ้นเปนประจำป ซึ่งเปนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีสวนรวม สสส. ไดลงทุน สนับสนุนแผนงานวิจัยนโยบายสาธารณะอยู ๒ สมัย สมัยละ ๕ ป ดวยงบประมาณหลายรอยลานบาท นอกจากนั้นยังสนับสนุนโครงการเครือขายพัฒนาศักยภาพผูนำสาธารณสุขแนวใหม (คศน.) เปนเวลา กวา ๑๐ ป สรางผูนำรุนใหมจากอาชีพตาง ๆ ขึ้นมากวา ๑๖๐ คน และตั้งเปนมูลนิธิคศน. ผูนำรุนใหม เหลานี้เหมาะที่จะเปนผูนำขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และอื่น ๆ ขณะนี้เราเขาใจวิธีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะไปสูความสำเร็จ* ที่เรียกวาสัมฤทธิศาสตรแลว รอเวลาจัดทัพการขับเคลื่อนไปสูชัยชนะเทานั้น “กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีสวนรวม” หรือ P4 (Participatory Public Policy Process) นี้ เมื่อทำอยางครบวงจร จะนำคนจากทุกภาคสวนเขามาเชื่อมโยงกันอยางครบวงจร ๑๒ ขั้นตอน สูความสำเร็จ เปนทั้งกระบวนการทางสังคม กระบวนการทางปญญา กระบวนการทางการเมืองและ ประชาธิปไตย จะนำประเทศไทยไปสูการลงตัวหมดทุกดาน ทั้ง เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม – สิ่งแวดลอม – วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา และประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะกลายเปนสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ นักการเมืองจะกลายเปน ผูเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ คนไทยจะกลายเปนคนเกงและคนดี เพราะระบบดี อุปมาเหมือนระบบนาิกา ที่มีฟนเฟองเล็กใหญประกอบกันเขาอยางถูกตอง แตละสวนทำหนาที่ของ ตนเองอยางถูกตองและสัมพันธกับสวนอื่น ๆ สงใหองครวม คือ นาิกาเดินตรงเวลา ไมมีชิ้นสวนใด เกะกะเกเร เพราะตางเชื่อมโยงสัมพันธกันอยางแนบแนน
  • 13.
    13 ระบบของประเทศที่ดีทำใหเกิดความเปนองครวม ประเทศไทยที่มีคุณสมบัติใหมอันมหัศจรรย คนไทยทุกคนจะเปนคนเกง คนดีไมแตกแถวเกะกะเกเร ที่คนไทยเหมือนคนไมดีไมเกงนั้น เพราะเรา ขาดการคิดเชิงระบบ รวมทั้งมหาวิทยาลัยทั้งหลายดวย ที่เราพยายามปฏิรูปตาง ๆ แลวไมสำเร็จ เพราะไมมีใครปฏิรูปใครได แต P4 จะเปน กระบวนการที่คนไทยทั้งหมดเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติ อันนำไปสูการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอยาง ลึกซึ้ง (Transformation) ในทุกมิติ อยางที่ทุกคนยินดีและมีความสุขรวมกัน เรียกวาเปน Transformative Force ก็ได อันนำไปสู Transform Thailand P4 จะนำไปสูสังคมศานติสุข หรือ สังคมสุขภาวะขนาดใหญ จึงถือวากระบวนการนโยบายสาธารณะเปนสวนหนึ่งของ ระบบสุขภาพใน อุดมคติ จึงเห็นไดวา ระบบสุขภาพในอุดมคติประกอบดวย ๑. ระบบบริการสุขภาพในอุดมคติ ๒. ระบบการพัฒนาอยางบูรณาการในอุดมคติ ๓. ระบบนโยบายสาธารณะในอุดมคติ รวมเปน ระบบสุขภาพองครวม เมื่อมีความเปนองครวม จะมีคุณสมบัติใหมอันมหัศจรรย ผุดบังเกิดขึ้น คุณสมบัติใหมอันมหัศจรรยของสุขภาพองครวมเปนอยางไร ทุกทานสามารถจินตนาการเอาได เพื่อใหเห็นภาพเปรียบเทียบ เมื่อเครื่องบินที่ประกอบชิ้นสวนครบเปนองครวม มันมีคุณสมบัติ ใหม คือ บินได ในขณะที่ชิ้นสวนตาง ๆ ไมมีชิ้นใดบินไดเลย
  • 14.
    14 บทสรุป ระบบสุขภาพในอุดมคติ หรือระบบสุขภาพองครวมนั้น เปนทุกสิ่งทุกอยางสุดแตจะหาคำพูด มานิยาม เชน Health Equity หรือ Health Justice เปนสันติภาพ (Peace is Health / Health is Peace) เปนสิ่งสูงสุด (Summum Bonum) เปนจุดมุงมั่นรวมกันของมนุษยชาติ ฯลฯ ที่วาเปนทุกสิ่งทุกอยาง เพราะ “สุขภาพคือทั้งหมด” (Health is the whole) เรามีทรัพยากรและเครื่องมือมาก แตขาดการออกแบบ วัตถุประสงคกำหนดระบบและโครงสราง เชน ถาวัตถุประสงคคือตองการอะไรที่บินได ก็ตองออกแบบระบบและโครงสรางเครื่องบิน แลวเอาชิ้นสวนมาประกอบตามโครงสราง พอครบเปนองครวมเครื่องบินก็เกิดคุณสมบัติใหมอัน มหัศจรรย การออกแบบระบบและโครงสรางระบบสุขภาพองครวม ดำเนินตามหลักการที่วานี้ ขอใหผูที่ อยากทำเรื่องดี ๆ ซึ่งมีมากมาย ลองพิจารณาถึงวิธีคิดเชิงระบบและการจัดการ นอกเหนือไปจากการ คิดเชิงเทคนิคและพฤติกรรมสวนบุคคลแตเพียงอยางเดียว จากประสบการณในชีวิตอันยาวนานของผม ที่ฝนใฝอยากใหประเทศไทยดีขึ้น แตไมมีความรู อะไรเลย ผมสรุปวา คนไทยมีความดีหลายอยาง บางอยางก็เดนมาก แตขาดสมรรถนะในการคิดเชิง ระบบและการจัดการ คงคิดแตทางเทคนิคและพฤติกรรมสวนบุคคลเทานั้น ระบบการศึกษาก็คิดเชนนี้ จึงติดอยูในสภาวะวิกฤตเรื้อรัง ไมสามารถออกจากสภาวะวิกฤตได การรวมพัฒนาระบบสุขภาพในอุดมคติ นาจะเปนยุทธศาสตรที่ดีที่สุด สันติที่สุด ใชปญญามาก ที่สุด ที่ทำใหประเทศไทยเปลี่ยนผาน (Transform) ทุกมิติ ไปสูการเปนประเทศสุขภาวะ หรือแผนดิน ศานติสุข
  • 15.
    15 ถาองคกรตระกูลส. ทั้งหมด มีความมุงมั่นรวมกันที่ระบบสุขภาพองครวมนาจะมีแรงโนมถวง (gravity) ที่จะดึงทุกภาคสวนเขามารวม เปนมวลใหญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบคลุมหมดทั้งประเทศ และทั้งโลก สมกับเปนความฝนใหญขององคกรสุขภาพ ที่วา “Health and well - being of mandkind around the world” ขอฝากประเทศไทยไวกับคนรุนใหมทุกคน คือ คนไทยที่อายุนอยกวาผมทุกคน ประเวศ วะสี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕