Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Soup Monwiset
2,658 views
8470 5077
whatever
Business
◦
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 11 times
1
/ 124
2
/ 124
3
/ 124
4
/ 124
5
/ 124
6
/ 124
7
/ 124
8
/ 124
9
/ 124
10
/ 124
11
/ 124
12
/ 124
13
/ 124
14
/ 124
15
/ 124
16
/ 124
17
/ 124
18
/ 124
19
/ 124
20
/ 124
21
/ 124
22
/ 124
23
/ 124
24
/ 124
25
/ 124
26
/ 124
27
/ 124
28
/ 124
29
/ 124
30
/ 124
31
/ 124
32
/ 124
33
/ 124
34
/ 124
35
/ 124
36
/ 124
37
/ 124
38
/ 124
39
/ 124
40
/ 124
41
/ 124
42
/ 124
43
/ 124
44
/ 124
45
/ 124
46
/ 124
47
/ 124
48
/ 124
49
/ 124
50
/ 124
51
/ 124
52
/ 124
53
/ 124
54
/ 124
55
/ 124
56
/ 124
57
/ 124
58
/ 124
59
/ 124
60
/ 124
61
/ 124
62
/ 124
63
/ 124
64
/ 124
65
/ 124
66
/ 124
67
/ 124
68
/ 124
69
/ 124
70
/ 124
71
/ 124
72
/ 124
73
/ 124
74
/ 124
75
/ 124
76
/ 124
77
/ 124
78
/ 124
79
/ 124
80
/ 124
81
/ 124
82
/ 124
83
/ 124
84
/ 124
85
/ 124
86
/ 124
87
/ 124
88
/ 124
89
/ 124
90
/ 124
91
/ 124
92
/ 124
93
/ 124
94
/ 124
95
/ 124
96
/ 124
97
/ 124
98
/ 124
99
/ 124
100
/ 124
101
/ 124
102
/ 124
103
/ 124
104
/ 124
105
/ 124
106
/ 124
107
/ 124
108
/ 124
109
/ 124
110
/ 124
111
/ 124
112
/ 124
113
/ 124
114
/ 124
115
/ 124
116
/ 124
117
/ 124
118
/ 124
119
/ 124
120
/ 124
121
/ 124
122
/ 124
123
/ 124
124
/ 124
More Related Content
PDF
สมุดบันทึกกิจกรรม ทัศนะศึกษาสัปดาห์วิทยาศาสตร์
by
แวมไพร์ แวมไพร์
DOCX
แบบประเมิน ความพึงพอใจ
by
Pawit Chamruang
PPTX
บทที่ 2 การสร้างและการใช้เครื่องมือและประเมินการเรียนรู้
by
ืnattakamon thongprung
DOC
ตัวชี้วัดเวิร์ด
by
mouseza
DOC
ใบงานเรื่องอารมณ์และความเครียด
by
tassanee chaicharoen
PDF
ใบงานที่ 1.1 เรื่อง ประเภทแหล่งข้อมูล
by
Thanawut Rattanadon
PDF
กากกาแฟสครับผิว
by
Jitrapron Tongon
PDF
อินธนูครู
by
ธวัช บุตรศรี
สมุดบันทึกกิจกรรม ทัศนะศึกษาสัปดาห์วิทยาศาสตร์
by
แวมไพร์ แวมไพร์
แบบประเมิน ความพึงพอใจ
by
Pawit Chamruang
บทที่ 2 การสร้างและการใช้เครื่องมือและประเมินการเรียนรู้
by
ืnattakamon thongprung
ตัวชี้วัดเวิร์ด
by
mouseza
ใบงานเรื่องอารมณ์และความเครียด
by
tassanee chaicharoen
ใบงานที่ 1.1 เรื่อง ประเภทแหล่งข้อมูล
by
Thanawut Rattanadon
กากกาแฟสครับผิว
by
Jitrapron Tongon
อินธนูครู
by
ธวัช บุตรศรี
What's hot
PDF
บทที่ 3
by
Jutarat Bussadee
PDF
ข้อสอบการงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.5
by
โรงเรียนอนุบาลระนอง
DOC
21 วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวิชาการ
by
Proud N. Boonrak
PDF
แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ๑
by
bangonchin
PDF
แบบฝึกการอ่านชุดที่ 1
by
พัน พัน
PDF
IS1 - 1.2 การตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถาม
by
Ploykarn Lamdual
PDF
แบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ผอ.ณัฏฐ์ดนัย รุ่งกลิ่นขจรกุล
by
natdhanai rungklin
PPT
สื่อและแหล่งการเรียนรู้
by
poms0077
PDF
โครงงานฉบับสมบูรณ์
by
paifahnutya
DOC
การวิจัยเชิงสำรวจ
by
khuwawa2513
PDF
การอ่านแปลความ ตีความและขยายความ
by
Surapong Klamboot
PDF
แบบรายงานการแสดงทางวิทยาศาสตร์
by
สมศรี หอมเนียม
PDF
แนวข้อสอบเอกประถมศึกษา
by
P'kob Nong'kob
PDF
แผนKpa ส่งจริง (ซ่อมแซม)
by
ทับทิม เจริญตา
PDF
หน่วยย่อยที่ 3 แรงพยุง
by
krupornpana55
PDF
การเขียนเรื่องจากจินตนาการ
by
Puzzle Chalermwan
PDF
โครงงานเรื่อง การศึกษาต้นไม้ในโรงเรียน
by
พัน พัน
PDF
โครงงานชาผักสมุนไพรพื้นบ้าน
by
Chok Ke
PDF
โครงงานเว็บไซต์โทษของบุหรี่
by
พัน พัน
PDF
การชั้งการตวง
by
Oopip' Orranicha
บทที่ 3
by
Jutarat Bussadee
ข้อสอบการงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.5
by
โรงเรียนอนุบาลระนอง
21 วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวิชาการ
by
Proud N. Boonrak
แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ๑
by
bangonchin
แบบฝึกการอ่านชุดที่ 1
by
พัน พัน
IS1 - 1.2 การตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถาม
by
Ploykarn Lamdual
แบบรายงานผลการปฏิบัติงาน ผอ.ณัฏฐ์ดนัย รุ่งกลิ่นขจรกุล
by
natdhanai rungklin
สื่อและแหล่งการเรียนรู้
by
poms0077
โครงงานฉบับสมบูรณ์
by
paifahnutya
การวิจัยเชิงสำรวจ
by
khuwawa2513
การอ่านแปลความ ตีความและขยายความ
by
Surapong Klamboot
แบบรายงานการแสดงทางวิทยาศาสตร์
by
สมศรี หอมเนียม
แนวข้อสอบเอกประถมศึกษา
by
P'kob Nong'kob
แผนKpa ส่งจริง (ซ่อมแซม)
by
ทับทิม เจริญตา
หน่วยย่อยที่ 3 แรงพยุง
by
krupornpana55
การเขียนเรื่องจากจินตนาการ
by
Puzzle Chalermwan
โครงงานเรื่อง การศึกษาต้นไม้ในโรงเรียน
by
พัน พัน
โครงงานชาผักสมุนไพรพื้นบ้าน
by
Chok Ke
โครงงานเว็บไซต์โทษของบุหรี่
by
พัน พัน
การชั้งการตวง
by
Oopip' Orranicha
Viewers also liked
PDF
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
by
Aekapoj Poosathan
PDF
บทคัดย่อ
by
Krudoremon
PDF
(คู่มือ)หนังสือเรียนสสวท พื้นฐานวิทย์ดวงดาวและโลกชองเรา
by
KruPa Jggdd
DOCX
บทที่ 8 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผล
by
มะม่วงกระล่อน จริงๆ
PDF
วิจัยในชั้นเรียน ปี57
by
Kongkrit Pimpa
PDF
เทคนิคและวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ด
by
sornblog2u
PDF
บรรณานุกรม
by
krupornpana55
PDF
10บรรณานุกรม
by
krupornpana55
PDF
โครงงานเรื่อง กล้วย (กล้วยแขก)
by
Np Vnk
PDF
โครงงานภาษาอังกฤษ
by
Samrit Kung
DOC
หน้าปกรายงาน
by
ต้น ชุมพล
PDF
009 รายงาน
by
Piyarerk Bunkoson
PDF
สารบัญ.
by
Kanistha Chudchum
DOCX
ตัวอย่างบทคัดย่อ
by
sukanya5729
PDF
โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม Gsp ออกแบบลายไทย
by
กก กอล์ฟ
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
by
Aekapoj Poosathan
บทคัดย่อ
by
Krudoremon
(คู่มือ)หนังสือเรียนสสวท พื้นฐานวิทย์ดวงดาวและโลกชองเรา
by
KruPa Jggdd
บทที่ 8 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผล
by
มะม่วงกระล่อน จริงๆ
วิจัยในชั้นเรียน ปี57
by
Kongkrit Pimpa
เทคนิคและวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ด
by
sornblog2u
บรรณานุกรม
by
krupornpana55
10บรรณานุกรม
by
krupornpana55
โครงงานเรื่อง กล้วย (กล้วยแขก)
by
Np Vnk
โครงงานภาษาอังกฤษ
by
Samrit Kung
หน้าปกรายงาน
by
ต้น ชุมพล
009 รายงาน
by
Piyarerk Bunkoson
สารบัญ.
by
Kanistha Chudchum
ตัวอย่างบทคัดย่อ
by
sukanya5729
โครงงานเรื่องการใช้โปรแกรม Gsp ออกแบบลายไทย
by
กก กอล์ฟ
Similar to 8470 5077
PDF
งานวิจัย
by
ssusere8181b
DOCX
ส่งวิจัยในชั้นเรียน1.59
by
Natthapon Inhom
PDF
บทที่ 2วิจัยการอ่าน
by
Kanjana Pothinam
PDF
คู่มือครู เล่มที่ ๑ เรื่อง คำมูล
by
phornphan1111
PDF
คู่มือครู เล่มที่ ๑ เรื่อง คำมูล
by
phornphan1111
DOCX
Abstract
by
Faculty of Education, Khon Kaen University
PDF
บทคัดย่อผลงานทางวิชาการครูสุพักตร์ ทองแสง
by
Piyarerk Bunkoson
PPT
Thesis oral presentaton
by
บรรลุ แดนดงยิ่ง
DOCX
วิจัยNew2556
by
Kapook Bank
PPT
วิจัยชั้นเรียน ดอยเต่า
by
NDuangkaew
DOC
1
by
Mintra Ngramsub
PDF
การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา
by
kruthai40
PDF
รายงานผลจุดเน้นที่ 1
by
kruchaily
PDF
รายงานผลจุดเน้นที่ 1
by
kruchaily
PDF
จุดเน้นการดำเนินงาน ที่ 1
by
kruchaily
PDF
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการเขียนบันทึกสนทนาโต้ตอบผ่านทางเฟสบุ๊ค
by
Salisa Khonkhayan
PDF
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการเขียนบันทึกสนทนาโต้ตอบผ่านทางเฟสบุ๊ค
by
Salisa Khonkhayan
PDF
Report54 1-edit
by
kruchaily
PDF
Chapter 3
by
Success SC Slac
PPT
วิจัยภาษาอังกฤษ
by
Gratae
งานวิจัย
by
ssusere8181b
ส่งวิจัยในชั้นเรียน1.59
by
Natthapon Inhom
บทที่ 2วิจัยการอ่าน
by
Kanjana Pothinam
คู่มือครู เล่มที่ ๑ เรื่อง คำมูล
by
phornphan1111
คู่มือครู เล่มที่ ๑ เรื่อง คำมูล
by
phornphan1111
Abstract
by
Faculty of Education, Khon Kaen University
บทคัดย่อผลงานทางวิชาการครูสุพักตร์ ทองแสง
by
Piyarerk Bunkoson
Thesis oral presentaton
by
บรรลุ แดนดงยิ่ง
วิจัยNew2556
by
Kapook Bank
วิจัยชั้นเรียน ดอยเต่า
by
NDuangkaew
1
by
Mintra Ngramsub
การวิจัยการอ่านแบบพาโนรามา
by
kruthai40
รายงานผลจุดเน้นที่ 1
by
kruchaily
รายงานผลจุดเน้นที่ 1
by
kruchaily
จุดเน้นการดำเนินงาน ที่ 1
by
kruchaily
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการเขียนบันทึกสนทนาโต้ตอบผ่านทางเฟสบุ๊ค
by
Salisa Khonkhayan
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการเขียนบันทึกสนทนาโต้ตอบผ่านทางเฟสบุ๊ค
by
Salisa Khonkhayan
Report54 1-edit
by
kruchaily
Chapter 3
by
Success SC Slac
วิจัยภาษาอังกฤษ
by
Gratae
8470 5077
1.
การศึกษา ผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 นางสุมาลิน ทองเจือ ครู คศ.3 โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา รายงานการวิจัยในชั้นเรียน หลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู รหัสนักศึกษา 491003000007 ภาคใต จังหวัดพังงา
2.
ข ชื่องานวิจัย การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ชื่อนักศึกษา นางสุมาลิน ทองเจือ ชื่อโรงเรียน / สถานศึกษา โรงเรียนบานบางจัน ชื่ออาจารยที่ปรึกษา นางสาวนวลจิต ถิรพัฒนพันธ ปที่ทําการวิจัย 2550 บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการ อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย สมมุติฐานการวิจัย คือ (1) แบบฝกการอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ 80 / 80 (2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการใช แบบฝก (3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป ประชากร เปน นักเรียนโรงเรียนบานบางจัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8 คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ไดแก (1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน (2) คูมือการใชแบบฝกฯ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและ หลังเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา t – test ผลการศึกษาพบวา 1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ย รอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑ ที่ตั้งไว 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ย ของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบ
3.
ค ความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร
หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุติฐาน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ยเทากับ 4.72
4.
ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดรับความอนุเคราะหชวยเหลือและใหคําแนะนําอยางดียิ่งจาก นางสาว นวลจิต ถิรพัฒนพันธ ศึกษานิเทศกสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา ซึ่งเปนอาจารยที่ปรึกษา ประจําหลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู (ภาคใต) ผูวิจัยขอขอบพระคุณไว ณ โอกาสนี้ ประโยชนและคุณคาของงานวิจัยในชั้นเรียนเลมนี้ คงเปนประโยชนแกผูรวมวิชาชีพ ครูและผูสนใจที่จะรวมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา อันจะชวย พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพสูงสุดตอไป สุมาลิน ทองเจือ มีนาคม 2550
5.
จ สารบัญตาราง หนา ตารางที่ 1 แสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกฯ
49 ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียน และหลังเรียน 50 ตารางที่ 3 แสดงผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก 51
6.
ฉ สารบัญภาพ หนา แผนภาพที่ 2.1 แสดงกรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา
35 แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก 40 แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู 42 แผนภาพที่ 3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ 43 แผนภาพที่ 3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม 45 แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช 48
7.
ช สารบัญ หนา บทคัดยอ ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญตาราง
จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทนํา 1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1 วัตถุประสงคของการวิจัย 3 สมมุติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามคําศัพท 4 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 5 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ 6 แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 7 แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 14 ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน 21 แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก 22 เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ 31 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก 32 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย 36 ประชากรและกลุมตัวอยาง 36 รูปแบบการวิจัย 36 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 37 การเก็บรวบรวมขอมูล 45 การวิเคราะหขอมูล 45 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล 49 การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกฯ 49 การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ 50
8.
ซ การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการใชแบบฝกฯ 51 บทที่ 5
สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ 52 สรุปการวิจัย 52 อภิปรายผล 54 ขอเสนอแนะ 55 บรรณานุกรม 57 ภาคผนวก 62 1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม 62 2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 104 3 ตารางแสดงคะแนน 113 ประวัติผูวิจัย 116
9.
ฌ บทที่ 1 บทนํา 1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ
พ.ศ.2542 มาตราที่ 22กําหนดแนวทางในการจัดการ เรียนการสอนไววา“ การจัดการศึกษาตองยึดหลัก ผูเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรูและ พัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญ ” ( กระทรวงศึกษาธิการ 2544: 21 ) กระบวนการ เรียนรูที่เนนผูเรียนสําคัญที่สุด จึงเปนจุดมุงหมายในการศึกษาเพื่อมุงพัฒนาคนและชีวิตใหเกิด ประสบการณการเรียนรูเต็มความสามารถ สอดคลองกับความถนัด ความสนใจและความตองการ ของผูเรียน ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน การเรียนรูภาษาไทยซึ่งเปนทักษะพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการ เรียนรูของผูเรียนที่จะตองไดรับการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพ เพราะเปนวิชาพื้นฐานในการเชื่อมโยง สูการเรียนรูในสาระการเรียนรูอื่นๆ หากผูเรียนมีพัฒนาการดานภาษาไทยออน จะสงผลกระทบตอ กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ ไปดวย ดังนั้นการพัฒนาทักษะการเรียนรูดานภาษาไทยจึงมีความจําเปน อยางยิ่ง กระแสความหวงใยของคนไทยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทยและการใชภาษาไทยได ปรากฏผลอยูเนื่องๆ โดยพบวา ผูเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปที่ 6 บางคนยังอานหนังสือไมออก เขียนไมได ใชคําเขียนผิดความหมาย ผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาบางคน มีปญหาเรื่องความเขาใจ การอานและความออนดอยเรื่องการเขียน มีความสามารถทางภาษายังไมเพียงพอที่จะกาวไปสู การศึกษาในชั้นที่สูงขึ้น กอใหเกิดปญหาในการเรียนรู ความจําเปนในการพัฒนาผูเรียนตั้งแต ระดับชั้นประถมศึกษาโดยเฉพาะระดับชวงชั้นที่ 1 (ป.1-3 ) จึงเปนการสรางความเขมแข็งทาง ภาษาไทยใหแกผูเรียนเพื่อใหสามารถใชภาษาเปนเครื่องมือในการเรียนรู และพัฒนาตนเองไดอยาง มีประสิทธิภาพ เพื่อเปนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในระหวางเรียนใหแกผูเรียน การฝกใหผูเรียนได เรียนรูซ้ําๆ หลายครั้ง ทั้งการฝกดวยตนเองหรือใหครูผูสอนคอยฝกฝนอยางตอเนื่อง จึงเปน สิ่งจําเปนและควรทําทันทีที่พบวาผูเรียนมีปญหาในการเรียนเนื้อหายอยๆ ในแตละเรื่อง หากปลอย ไวตอนเนื้อหารวมหรือเนื้อหาใหญๆก็จะยิ่งสะสมปญหามากขึ้น ผูเรียนจะเกิดความเบื่อหนาย ทอถอยและมีเจตคติที่ไมดีตอวิชาภาษาไทยในอนาคต
10.
ญ การใชวิธีการสอนแบบเดิมๆ ไมมีสื่อในการเรียน สื่อไมเราความสนใจ
ขาดแรงจูงใจ ครูผูสอนมักจะนําเอาหนังสือ หรือแบบฝกหัดที่มีอยูทั่วๆ ไปมาเปนคูมือการสอนโดยไมได วิเคราะหถึงความเหมาะสม ซึ่งบางอยางก็ใชได แตบางอยางไมสอดคลองกับสภาพและปญหาของ นักเรียน เชน ยากเกินไปหรืองายเกินไป หากครูผูสอนสรางแบบฝกการอานและการเขียนขึ้นมาใช เอง โดยสรางจากสภาพปญหาที่เกิดจากการเรียนรูของนักเรียน นาจะมีผลดีกวาการใชแบบฝกที่คน อื่นสรางให เกี่ยวกับเรื่องนี้กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2536: คํานํา) ไดใหขอเสนอแนะ ไววา “ การจัดทําแบบฝกหัดเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษานั้น ครูอาจคิดเพิ่มเติมขึ้นเองและทํา แบบฝกหัดเพิ่มเติมได” การที่นักเรียนไดเรียนเรื่องการอานและเขียนคําซึ่งเปนปญหาการเรียนรู ของผูเรียนจากแบบฝกหัดบอยๆ จะทําใหนักเรียนจดจําสามารถอานและเขียนคําเหลานั้นไดถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็จะดีขึ้น ซึ่งสอดคลองกับสุรางค จันทนเอม (2514: 30) ที่ไดกลาว ไววา “การที่มีแบบฝกหัดชวยใหผูเรียนไดฝกซ้ํา และการทบทวนในสิ่งที่ฝกซ้ําอยูเสมอนั้นจะทํา ใหนักเรียนจดจําในเรื่องที่เรียนได...” และกรรณิการ ศุกรเวทยศิริ (2533: 2) ที่กลาววา “แบบฝกหัดเปนสื่อการเรียนอยางหนึ่ง ครูสามารถนําไปใชประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนได” จากการทดสอบหลักเกณฑทางภาษากลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานและเขียน คําของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ปรากฏผลไมนาพึงพอใจ โดยเฉพาะ ทักษะการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน นักเรียนสวนใหญเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ผิด ทําใหความหมายของคําผิดไป เนื่องจากไมไดรับการฝกฝนอยางตอเนื่อง ขาดสื่อในการฝกเฉพาะเรื่อง จึงสงผลใหนักเรียนไมเขาใจหลักการอานและการเขียนรวมทั้งการนํา คําไปใชใหตรงกับรูปประโยคและความหมาย ผูสอนเห็นวาจําเปนตองแกไขอยางเรงดวน จากที่กลาวมาสรุปไดวา การอานและการเขียนคําตางๆ ตามหลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตอง มีความสําคัญเปนพื้นฐานในการเรียนภาษาและเรียนวิชาอื่นๆ ถาเด็กมีทักษะการอานและการเขียน ดียอมทําใหผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยดีไปดวย ครูจะตองฝกการอานและการเขียนตาม หลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตองใหแกเด็กอยางถูกวิธี โดยพยายามหาวิธีสอนและจัดกิจกรรมให เหมาะสมกับนักเรียนแตละระดับ ควรจัดกิจกรรมในการสอนการอานและการเขียนคําใหเกิด ความรูและสนุกสนาน การฝกอยางถูกวิธีเทานั้นที่จะทําใหเด็กเกิดความชํานาญคลองแคลววองไว และการฝกที่ดีนั้นจะตองมีสื่อคือ แบบฝกที่มีคุณภาพ ดังนั้นผูวิจัยจึงสรางแบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่3 ขึ้นใชฝกกับนักเรียนที่มีปญหาในเรื่อง ดังกลาว ซึ่งผลที่ไดนั้นจะเปนแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อแกปญหาที่นักเรียน อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ไมถูกตองใหไดผลดียิ่งขึ้น และยังสงผลใหคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ดานทักษะภาษาไทยของนักเรียนดีขึ้นกวาเดิม
11.
ฎ 2. วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 3. สมมติฐานการวิจัย 1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร( ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ 80 / 80 2. ทักษะการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการ ใช แบบฝก 3. นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยตั้งแตมากขึ้นไป 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 รูปแบบการวิจัย เปนการวิจัยเชิงทดลอง 4.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ 4.2.1 ตัวแปรตน คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใชแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 4.2.2 ตัวแปรตาม คือ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
12.
ฏ - ความพึงพอใจของผูเรียนที่มีตอแบบฝก 4.3 ประชากร
เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549จํานวน 8 คน 4.4 ขอบขายเนื้อหา เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่3 4.5 เครื่องมือในการวิจัย ประกอบดวย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษา ปที่ 3 2) แผนการจัดการเรียนรู( คูมือการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3) จํานวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบกอนและหลังเรียน (ใชแบบทดสอบฉบับเดียวกัน จํานวน 10ขอ) 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 5. นิยามคําศัพท แบบฝก หมายถึง แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ซึ่งมีองคประกอบ ดังนี้ วัตถุประสงค แบบทดสอบกอนเรียน ใบความรู แบบฝกการอาน แบบฝกการเขียน แบบทดสอบหลังเรียน ประสิทธิภาพของแบบฝก ตามเกณฑ 80 / 80 หมายถึง นักเรียนทําแบบฝกในระหวาง เรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 % และหลังการใชแบบฝกในการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนผลการ ทดสอบหลังเรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 % ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผูเรียนมีความรูความเขาใจในการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน วัดเปนคะแนน โดยใชแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ความพึงพอใจของผูเรียน หมายถึง ความชื่นชอบ / ชื่นชม ความรูสึกที่มีความสุขในการ เรียนรูเมื่อไดใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ความนาสนใจ เนื้อหา สาระทําใหผูเรียนมีความรูเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลผลจากระดับเฉลี่ย จากแบบสอบถามความพึงพอใจ
13.
ฐ 6. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 6.1 ชวยพัฒนานักเรียนใหมีความรูความเขาใจ
มีทักษะในการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน 6.2 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรูใหกับผูเรียนใน เนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 6.3 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนใหผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และ เพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียนใหสูงขึ้น 6.4 เพื่อเปนแนวทางสําหรับประยุกตใชในวิชาอื่น ๆ 6.5 เพื่อเปนแนวทางสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
14.
ฑ บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดตรวจสอบเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวของ และกรอบความคิด ทฤษฎีอันเปนพื้นฐานในการดําเนินการวิจัย
ดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 1.1 ความหมายของการอาน 1.2 จุดมุงหมายของการอาน 1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน 1.4 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน 1.5 ความสําคัญของการอาน 1.6 ประโยชนของการอาน 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 2.1 ความหมายของการเขียน 2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน 2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน 2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน 3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน 4. แนวคิดเกี่ยวกับการฝก 4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัด 4.2 ประโยชนของแบบฝก 4.3 จิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก 4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี 4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก 4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด 4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก 4.5.3 ขั้นตอนในการสรางแบบฝก 5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก
15.
ฒ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 1.1 ความหมายของการอาน การอานเปนทักษะหนึ่งที่มีความสําคัญในการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย นักวิชาการหรือนักการศึกษา
และนักจิตวิทยาหลายทาน ไดใหความหมายของการอานไว หลากหลายความหมาย ดังตอไปนี้ อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 10) ไดใหความหมายการอานไววา การอานคือการ แปลความของสัญลักษณที่ใชแทนคําพูดใหไดความหมายอยางสมบูรณ โดยอาศัยประสบการณเดิม ของผูอานเขาชวยแปล และรวบรวมความคิดเขาดวยกันจนเกิดภาพในสิ่งที่อานชัดเจน ที่เราเรียกวา มโนภาพ แตบางครั้งความรูที่ไดรับของแตละคนอาจจะไดไมเทากัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกตาง ระหวางบุคคล แมนมาส ชวลิต (2534 : 232) ไดใหความหมายการอานวา “การอานคือ การ ใชศักยภาพของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฎการณขอมูล ขาวสาร เรื่องราว ประสบการณ ความคิด ความรูสึกและจินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ ซึ่งมีผูแสดงออกโดยใช สัญลักษณที่เปนลายลักษณที่มนุษยประดิษฐขึ้นเพื่อการสื่อสาร การอานเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตอง เรียนเชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูเทานั้นไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับ ความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอานเนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใช การได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและเลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ” ศศิธร อินตุน (2535 : 12) กลาววาการอาน ไมใชเพียงสะกดถูกเทานั้นหากยัง ตองสามารถวินิจฉัยพิจารณาความหมายที่ไดจากการอานนั้นไดอยางลึกซึ่งและแตกฉานเกิดความรู ความคิด และสามารถนําเอาความคิดจากการอานไปใชในชีวิตประจําวันได นภดล จันทรเพ็ญ (2535: 73) กลาววา การอานเปนการแปลความหมายของ ตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ เครื่องสื่อความหมายตางๆ ที่ปรากฏแกตาออกมาเปนความคิด ความเขาใจเชิงสื่อสาร แลวผูอานสามารถนําความคิด ความเขาใจนั้นไปใชประโยชนไดตอไป ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 3) ไดใหความหมายการอานวา “การอานมิใชแต เพียงการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยางเดียว การอานเปนกระบวนการถายทอดความหมายจาก ตัวอักษรออกมาเปนความคิด และจากความคิดที่ไดจากการอานผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู เปนเครื่องชวยพิจารณาตัดสินใจนําแนวคิดที่ไดจากการอานไปใชประโยชนตอไป” จากการศึกษาความหมายของการอาน สรุปไดวา การอานคือ การใชศักยภาพ ของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฏการณ ขอมูล ขาวสาร เรื่องราว ประสบการณ
16.
ณ ความคิด ความรูสึก จินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ
และเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตองเรียน เชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูการอานไมใชเปนการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยาง เดียวไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอาน เนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใชการได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและ เลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถแปลความหมายจากตัวอักษรหรือภาพใหเปน เรื่องราวเปนแนวคิด โดยผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู ในการแปลความหมายของตัวอักษร และสัญลักษณถายทอดออกมาเปนคําพูด และสื่อความหมายไดถูกตองตามจุดหมายของผูเขียนที่ ใชตัวอักษรหรือภาพเปนสื่อกลางในการถายทอดการเรียนรูใหแกผูเรียน 1.2 จุดมุงหมายของการอาน การอานเปนทักษะที่จําเปนในการดํารงชีวิต ชวยทําใหเกิดความงอกงามทาง สติปญญาเปนวิธีการหนึ่งที่มนุษยใชศึกษาหาความรูใหแกตนเองตลอดมา การอานมีจุดมุงหมายที่ แตกตางกัน เชน อานเพื่อพัฒนาสติปญญา อานเพื่อพัฒนาความคิด และเพิ่มพูนประสบการณ นอกเหนือความบันเทิงทางอารมณที่ไดรับนักการศึกษาหลายๆ ทานไดใหความคิดเห็นตอ จุดมุงหมายของการอาน ไวดังนี้ กัลยา ยวนมาลัย (2539: 12) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานออกเปน 4 ประเภทดังนี้ 1. อานเพื่อความรู เปนการอานเพื่อตองการรูในสิ่งที่ผูอานพบปญหา หรือ ตองการใหความรูงอกเงย 2. อานเพื่อใหเกิดความคิด เปนการอานสิ่งพิมพที่แสดงทรรศนะ ซึ่งไดแก บทความ บทวิจารณ วิจัยตางๆ 3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ชวยใหเกิดความบันเทิงควบคูไปกับการ คิด 4. อานเพื่อตอบสนองความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ตองชดเชยความตองการ ที่ยังขาดอยู เชน เมื่อเกิดความรูสึกเบื่อ ไมสบาย เปนตน วรรณี โสมประยูร (2542: 127) ไดตั้งจุดมุงหมายในการอานดังนี้ 1. การอานเพื่อคนควาหาความรูเพิ่มเติม 2. การอานเพื่อความบันเทิง 3. การอานเพื่อใชเวลาวางใหเปนประโยชน 4. การอานเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง
17.
ด 5. การอานเพื่อวิเคราะหวิจารณจากขอมูลที่ได 6. การอานเพื่อหาประเด็นวาสวนไหนเปนขอเท็จจริง
สวนใดเปนจริง 7. การอานเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่องที่อาน 8. การอานเพื่อปฏิบัติตาม 9. การอานเพื่อออกเสียงใหถูกตองชัดเจน มีน้ําเสียงเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ยุพิน จันทรเรือง (2544: 43) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานดังนี้ 1. อานเพื่อความรู 2. อานเพื่อความคิด 3. อานเพื่อความบันเทิง ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 7-8) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานไดดังนี้ 1. อานเพื่อความรู 2. อานเพื่อใหเกิดความคิด 3. อานเพื่อความเพลิดเพลิน 4. อานเพื่อความจรรโลงใจ 5. อานเพื่อสนองความตองการอื่นๆ ดังนั้นจึงสรุปไดวา จุดมุงหมายของการอานทั่วไปถาจะจําแนกประเภทใหญๆ ได 2 ประเภท คืออานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง โดยการอานทั้ง 2 ประเภทเปนการอาน ที่สรางความรูความคิดผูอานสามารถนําไปใชตัดสินใจ แกปญหา และสรางทางเลือกในการดําเนิน ชีวิตตลอดจนเปนการฝกใหมีนิสัยรักการอาน 1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปและสาระการเรียนรูรายป เกี่ยวกับการอานของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้ สาระที่ 1 การอาน มาตรฐาน 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรู และความคิดไปใชตัดสินใจ แกปญหาและสราง วิสัยทัศนในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป 1. อานไดถูกตองตามหลักการอาน 2. อานไดถูกตองคลองแคลว
18.
ต 3. เขาใจความหมายของคําและขอความที่อาน 4. เขาใจความสําคัญและรายละเอียดของเรื่อง 5.
หาคําสําคัญของเรื่องได 6. ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนภาพความคิดเปนเครื่องมือพัฒนาความเขาใจ 7. รูจักใชคําถามจากเรื่องที่อานกําหนดแนวทางปฏิบัติได 8. สามารถอานในใจและอานออกเสียงบทรอยกรองและรอยแกวที่ยากขึ้นได รวดเร็วตามลักษณะคําประพันธและอักขรวิธีได 9. จําบทรอยกรองที่ไพเราะได 10. เลือกอานหนังสือที่เปนประโยชนได 11. มีมารยาทในการอาน 12. มีนิสัยรักการอาน สาระการเรียนรู 1. การอานคําพื้นฐานซึ่งเปนคําที่ใชในชีวิตประจําวัน และรวมคําที่ใชเรียนรูใน กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ 2. การอานแจกลูกและสะกดคําในมาตราแม ก กา แมกง กน กม เกย เกอว กก กด และแมกบทั้งคําที่สะกดตรงตามมาตราตัวสะกด และคําที่สะกดไมตรงตามมาตราตัวสะกด คํา ที่มีตัวการันต ตัวอักษรควบ อักษรนําคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน 3. การผันวรรณยุกต คําที่มีพยัญชนะตน เปนอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ํา 4. การอานและเขาใจความหมายของคําในประโยคและขอความ 5. การอานในใจ การจับใจความของเรื่องที่อาน โดยหาคําสําคัญตั้งคําถาม คาดคะเนเหตุการณที่ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนความคิด 6. การแสดงความรู และความคิดตอเรื่องที่อาน 7. การนําความรูและขอคิดที่ไดรับจากการอานไปใชในชีวิตประจําวัน 8. การอานออกเสียงรอยแกว และรอยกรองถูกตองตามอักขรวิธีและลักษณะคํา ประพันธและการอานทํานองเสนาะ 9. การทองจําบทอาขยานและบทรอยกรอง สรุปไดวา จุดมุงหมายในการสอนอานมี 3 ประการหลัก คือ 1. มุงพัฒนาศัพทใหมๆ โดยใหนักเรียนอานและเขียนคําใหถูกตอง 2. มุงใหนักเรียนมีความเขาใจเรื่องที่อาน สามารถเรียงลําดับเหตุการณ เลาเรื่อง ใหผูอานเขาใจได
19.
ถ 3. มุงใหนักเรียนอานเพื่อฝกคิดอยางมีวิจารณญาน นําผลการอานไปใชใน ชีวิตประจําวันได 1.4
องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน การอาน เปนทักษะที่จําเปนสําหรับมนุษยที่ใชเปนเครื่องมือในการแสวงหา ความรูสิ่งตางๆ เปนทักษะที่มีความสําคัญซึ่ง นักการศึกษา ผูที่มีสวนเกี่ยวของไดกลาวไว ดังนี้ บันลือ พฤกษะวัน (2534: 7) กลาววา ทักษะการอานนั้นเปนงานที่ยิ่งใหญใน การจัดการเรียนการสอน และเปนพื้นฐานที่สําคัญแกการเรียนรูสรรพวิทยาการทั้งปวง องคประกอบที่จะชวยใหเกิดความพรอมในการอาน ควรพิจารณาดังนี้ 1. ความพรอมทางกาย 2. ความพรอมทางจิตใจหรือสติปญญา 3. ความพรอมทางอารมณ– สังคม 4. ความพรอมทางจิตวิทยา 5. ความพรอมทางพื้นฐานประสบการณ อันเกิดจากการเลี้ยงดูจากทางบานและ สภาพแวดลอม กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 31) ไดกลาวถึงองคประกอบสําคัญที่มีผลตอการเรียนรู จากการอาน ซึ่งขึ้นอยูกับปจจัยเบื้องตนในตัวผูอานดังนี้ 1. ประสบการณของผูอานในเรื่องที่อาน 2. ความสามารถดานภาษา คือรูคําศัพท ถอยคํา สํานวน โวหาร และ ความหมายตางๆ 3. ความสามารถในการคิด 4. ความสนใจและความเชื่อ 5. จุดประสงคในการอาน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539 : 5) กลาววาองคประกอบที่สําคัญเกี่ยวกับการ อานมีอยู 3 ดาน คือ 1. ดานสังคม หมายถึง สิ่งแวดลอมที่อยูรอบตัวนักเรียน ในการสอนครูควรนํา เรื่องที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและความเปนอยูของนักเรียนในทองถิ่นนั้นๆ มาจัดทําเปนหนังสือ แบบเรียน หรือหนังสืออานประกอบ 2. ดานความพรอม หมายถึง ความพรอมทางดานรางกาย อารมณ และ สติปญญาที่สามารถเริ่มอานได
20.
ท 3. ดานโรงเรียน โรงเรียนเปนสถานที่สําคัญในการจัดบรรยากาศหรือกิจกรรมให ตอบสนองกับความตองการของนักเรียน
โดยเฉพาะการปลูกฝงใหมีทัศนคติที่ดีตอการอานและ การรักการอาน วรรณี โสมประยูร (2542 : 122) ไดกลาวถึงองคประกอบที่สําคัญในการอาน ของเด็กสรุปไดดังนี้ 1. ทางดานรางกาย เชน สายตา ปาก และหู 2. ทางดานจิตใจ เชน ความตองการ ความสนใจ และความศรัทธา 3. ทางดานสติปญญา เชน การรับรู การนําประสบการณเดิมมาใช การใชภาษา ใหถูกตอง และความสามารถในการเรียน 4. ทางดานประสบการณพื้นฐาน 5. ดานวุฒิภาวะ อารมณ แรงจูงใจ และบุคลิกภาพ 6. ดานสิ่งแวดลอม ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 15) กลาววาองคประกอบที่สําคัญที่จะชวยใหเกิด ความพรอมในการอานขึ้นอยูกับองคประกอบ 4 ดาน คือ 1. ดานสมอง 2. ดานรางกาย 3. ดานอารมณและสังคม 4. ดานประสบการณและอื่นๆ สรุปไดวา เด็กที่จะสามารถอานหนังสือและมีทักษะในการอานที่ดี ตองมี องคประกอบในดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม และประสบการณในการอานพรอม ทุกดาน เด็กจึงจะประสบผลสําเร็จในการอาน 1.5 ความสําคัญของการอาน ทักษะการอาน เปนทักษะที่มนุษยใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูสิ่งตางๆ โดยมีจุดมุงหมายหลัก 2 ประเด็นใหญๆ คือ อานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง ความสําคัญของการอานจะนอย หรือมากเพียงใด ยอมขึ้นอยูกับจุดมุงหมายในการอานแตละครั้ง ดังที่นักการศึกษาหลายๆ ไดกลาวถึงความสําคัญ ดังนี้ ชุติมา สัจจานนท (2525: 9 อางใน ดวงคิด ดวงภักดิ์ 2539 : 13) กลาวถึง ความสําคัญในการอานไววา“การอานทําใหผูอานไดรับความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด และชวย ปรับปรุงบุคลิกภาพ นอกจากนี้ยังทําใหเกิดความกาวหนาในอาชีพชวยแกปญหา ใชเวลาวางใหเกิด
21.
ธ ประโยชนเกิดความจรรโลงใจไดคติธรรมจากเรื่องที่อานไดพักผอนและไดรับความเพลิดเพลิน ทัน ตอเหตุการณสนองความพอใจสวนตัว สงเสริมความสนใจทางวิชาการและอาชีพ” ศิริพร
ลิมตระการ (2539: 6) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานสรุปไดดังนี้ 1. การอานหนังสือทําใหไดเนื้อหาสาระความรูมากกวาการศึกษาหาความรูดวยวิธี อื่น เชน การฟง 2. ผูอานสามารถอานหนังสือไดโดยไมจัดเวลาและสถานที่ 3. หนังสือเก็บไวไดนานกวาอยางอื่น 4. ผูอานสามารถฝกการคิดและจินตนาการไดเองในการอาน 5. การอานสงเสริมใหสมองดีและมีสมาธินาน 6. ผูอานเปนผูกําหนดการอานไดดวยตนเองวาจะอานคราวๆ อานละเอียด หรือ อานทุกตัวอักษรก็ได 7. หนังสือมีหลายรูปแบบและราคาถูก 8. ผูอานเกิดความคิดเห็นไดดวยตัวเองในการอาน 9. ผูรักการอานจะรูสึกมีความสุข เมื่อไดสัมผัสหนังสือ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539: 1) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานวา“การ อานเปนเครื่องมือสําคัญในการเสาะแสวงหาความรู การรูและใชวิธีการอานที่ถูกตองจึงเปน สิ่งจําเปนสําหรับผูอานทุกคน การรูจักฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอจะชวยใหผูอานมีพื้นฐานใน การอานที่ดี ทั้งจะชวยใหเกิดความชํานาญ และมีความรูกวางขวางดวย” จากแนวคิดของนักศึกษาดังกลาว สรุปไดวาการอานมีความสําคัญตอมนุษยเปน อยางมาก ใชเปนเครื่องมือในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง ราคาถูก เก็บรักษางายและผูอาน สามารถกําหนดวิธีการอานไดดวยตนเอง หากไดรับการฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอ ผูอานก็จะ เปนผูที่มีความรูกวางขวาง พัฒนาความคิด ชวยแกปญหา มีความสามารถนําความรูที่ไดมาใชใน การดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ 1.6 ประโยชนของการอาน อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 12) กลาวถึงประโยชนของการอานวา “การอานมี ประโยชนมากมายหลายประการ ผูอานจะไดรับประโยชนจากการอานมากนอยเพียงใดจากการ อานยอมขึ้นอยูกับความเขาใจของผูอานเปนสําคัญ กลาวคือ สามารถผสมผสานความรูเดิม ประสบการณเดิมที่ไดรับเขากับความรูใหมที่ไดอานแลวขยายความรู ความจําใหไกลไปจากเดิม
22.
น อยางสมเหตุ สมผล ซึ่งความเขาใจดังกลาวจะแสดงออกดวยพฤติกรรม
3 ประการ คือ การแปล ความ การตีความ และการขยายความ” วรรณี โสมประยูร (2542: 121) กลาววาการอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุก วัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้ 1. การอานมีประโยชนยิ่งในการศึกษาทุกระดับ 2. ในชีวิตประจําวันทั่วไป คนเราตองอาศัยการอานเพื่อติดตอสื่อสาร เพื่อทํา ความเขาใจรวมกัน 3. การอานชวยใหบุคคลนําความรูและประสบการณจากสิ่งที่อานไปพัฒนาอาชีพ ใหประสบผลสําเร็จ 4. การอานชวยสนองความตองการพื้นฐานของบุคคลในดานตางๆ 5. การอานทําใหเปนผูรอบรู เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย 6. การอานชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน รูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน 7. การคิดเรื่องราวในอดีต ทําใหอนุชนรูจักอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของคน ไทยเอาไว และสามารถพัฒนาใหเจริญรุงเรืองตอไปได สรุปไดวา การอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุกวัย การอานชวยใหผูอานไดรับ ความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด ชวยปรับปรุงบุคลิกภาพ และชวยใหประสบผลสําเร็จในการ ดํารงชีวิตในทุกดาน ทั้งดานการเรียน การดูแลตนเอง การใชชีวิตในสังคมและการประกอบอาชีพ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 2.1 ความหมายของการเขียน นภดล จันทรเพ็ญ (2535 : 91) ไดใหความหมายวาการเขียน คือ การแสดงออก ในการติดตอสื่อสารอยางหนึ่งของมนุษยโดยอาศัยภาษาตัวอักษรเปนสื่อเพื่อถายทอดความรูสึกนึก คิด ความตองการ และความในใจของเราใหกับผูอื่นทราบ การเขียนนี้มีลักษณะเปนการสื่อสารที่ ถาวรสามารถคงอยูนาน ตรวจสอบได เปนหลักฐานอางอิงนานนับพันนับหมื่นป ถามีการเก็บ รักษาใหคงสภาพเดิมไวได ศิริพร ลิมตระการ (2539: 18) ไดใหความหมายการเขียนวา การเขียนคือ “กระบวนการแหงคิดในการแสดงออกเพื่อสื่อสารใหผูอื่นรับรู ในการเขียนมีองคประกอบตางๆ เขามาเกี่ยวของคือ ไวยากรณ หรือโครงสรางทางภาษา ความเขาใจในการฟง การอาน หรือแมแต การพูด”
23.
บ อวยพร พานิช (2539:
2) กลาววา การเขียน วาเปนการเรียบเรียงความคิดออกมา เปนตัวสาร ผูเขียนตองเรียนรูกลวิธีในการเขียนเรื่องการใชคํา ประโยค และหลักภาษาตางๆ ทั้ง ตองผานการฝกฝน เพื่อสื่อสารกับบุคคลระดับตางๆ และผานสื่อตางๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ ดนยา วงศธนะชัย (2542 : 24) กลาววา การเขียนวาหมายถึง การถายทอด ความรู ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกมาเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ กัน จากความหมายของการเขียนสรุปไดวา การเขียนเปนสิ่งสําคัญและจําเปนตอชีวิต เพราะเปนเครื่องมืออันสําคัญที่จะบันทึก หรือถายทอดเรื่องราวตางๆ โดยใชตัวหนังสือและ เครื่องหมายตางๆ เปนสัญลักษณ ถายทอดความรู ความคิด และประสบการณตางๆ ที่ไดรับ ออกมาเปนอักษรเปนสัญลักษณ เพื่อใชเปนหลักฐาน หรือใหผูที่สนใจในการอานไดศึกษา และ รับรูเรื่องราวที่ผูเขียนตองการใหทราบ สามารถใชขอมูลที่เขียนเปนหลักฐานอางอิงได 2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายและสาระการเรียนรูรายป เกี่ยวกับการเขียนของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้ สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐานการเรียนรูที่ ท 1.2 ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคนควาได อยางมีประสิทธิภาพ ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป 1. เขียนคําที่ยากขึ้นไดถูกความหมาย 2. เขียนสะกดการันตถูกตอง 3. เขียนประโยค ขอความ เรื่องราว ความรูสึก ความตองการได 4. ใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียนของตนเอง 5. มีมารยาทในการเขียน 6. มีนิสัยรักการเขียน 7. มีทักษะการเขียนบันทึกความรู ประสบการณเรื่องราวในชีวิตประจําวันสั้นๆ สาระการเรียนรูรายป 1. เขียนคําไดถูกความหมายและสะกดการันตถูกตองใชความรูและประสบการณ
24.
ป เขียนประโยคขอความและเรื่องราวแสดงความคิด ความรูสึก และความตองการและจินตนาการ รวม
ทั้งใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียน 2. มีมารยาทในการเขียน และนิสัยรักการเขียน และใชทักษะการเขียนจดบันทึก ความรูประสบการณและเรื่องราวในชีวิตประจําวัน เนื่องจากการเขียนมีความสําคัญตอบุคคลเปนอยางมาก ในการใชติดตอสื่อสาร บันทึกระบายความรูสึก ถายทอดเรื่องราวในแตละยุคแตละสมัย ใหผูอาน หรือผูที่ตองการศึกษา ไดรูถึงเรื่องราวตางๆ ดังนั้นการเขียนจึงมีจุดมุงหมายหลายอยางแตกตางกันไป ดังที่มีผูกลาวไว ดังตอไปนี้ กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 116) ไดแบงจุดมุงหมายของการเขียนตามลักษณะ ตามวัตถุประสงคของผูเขียนดังนี้ 1. เขียนเพื่อเลาเรื่อง คือนําเหตุการณหรือเรื่องราวตางๆ มาถายทอดออกมาดวย การเขียน 2. เขียนเพื่ออธิบาย เพื่อใหผูอานเขาใจและปฏิบัติตาม 3. การเขียนเพื่อโฆษณา– จูงใจ คือการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดความรูสึกคลอยตาม 4. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อเปนเครื่องชวยในการ ตัดสินใจ 5. เขียนเพื่อปลุกใจ เพื่อใหเกิดความมั่นคง หรือใหเกิดกําลังในการที่จะตอสูกับ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง 6. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ การเขียนลักษณะนี้ตองใชถอยคําที่สละสลวย ประณีตงดงาม หรือใชคําที่ชวนใหผูอานสรางจินตนาการ 7. การเขียนเพื่อลอเลียนหรือเสียดสี เขียนเพื่อตําหนิ หรือทักทวงแตใชวิธีการ นุมนวล เอกฉัท จาระเมธีธน (2539: 117) กลาววา จุดมุงหมายของการเขียน คือ การ ถายทอดความรู ความตองการ ความรูสึกออกเปนตัวหนังสือใหผูอาน และเขาใจจุดประสงคของ การเขียน การเขียนทุกครั้งตองคํานึงถึงผูอานเปนสําคัญวาผูอาน มีพื้นฐานความรู ความคิดอยางไร ควรเขียนอยางไรจึงจะเกิดผลตามความประสงค ตอจากนั้นจึงกําหนดรูปแบบ วิธีการเขียน การ ใชภาษาและเนื้อหาใหเหมาะสมกับผูอาน การเขียนจึงประสบความสําเร็จตามความตั้งใจ อลิสา วานิชดี (2539: 44) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายของการเขียน ไวดังนี้ 1. งานเขียนเชิงแสดงออก (Expressive) เชน บทสนทนา บันทึกสวนตัว คํา ประกาศความเชื่อ คําประกาศอิสรภาพ และระเบียบขอตกลง
25.
ผ 2. งานเขียนเชิงสํารวจใหขอมูล (Referential)
เชน ขาว รายงาน สรุป สาระนุ กรม ตําราวิชาการ 3. งานวรรณกรรม (Literary) เชน เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ ละคร รายการ โทรทัศน ภาพยนตร 4. งานเขียนเชิงโนมนาวจิตใจ (Persuasive) เชนโฆษณา สุนทรพจนทาง การเมือง บทบรรณาธิการ คําสั่งสอนทางศาสนา ดนยา วงศธนะชัย (2542: 24) กลาววา การเขียน คือการถายทอดความรู ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ กัน การ จะใชวิธีการใดในการเขียนนั้นยอมแลวแตจุมุงหมายในการเขียน ดังนี้ คือ 1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง คือการเขียนเพื่อถายทอดเรื่องราว เหตุการณ ประสบการณและความรู 2. การเขียนเพื่ออธิบาย คือการเขียนที่ทําใหผูอานเขาใจเรื่องที่เขียน 3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คือการเขียนเพื่อบอกความคิดเห็นของผูเขียน เกี่ยวกับเรื่องราวตางๆ อาจประกอบดวยคําแนะนํา ขอคิด ขอเตือนใจ 4. การเขียนเพื่อโนมนาวและโฆษณา คือการเขียนที่มีจุดมุงหมายจะทําใหผูอาน ยอมรับสิ่งที่ผูเขียนเสนอ 5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ คือการเขียนเพื่อถายทอดอารมณและความรูสึก สูผูอาน ใหผูอานสรางจินตนาการหรือสรางอารมณ และมโนภาพตามที่ผูเขียนตองการ วรรณี โสมประยูร (2542: 139) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายในการเขียนหลายอยาง ดังนี้ 1. เพื่อคัดลายมือหรือเขียนใหถูกตองตามลักษณะตัวอักษร ใหเปนระเบียบ ชัดเจนและอานเขาใจงาย 2. เพื่อเปนการฝกฝนทักษะการเรียนใหพัฒนางอกงามขึ้นตามควรแกวัย 3. เพื่อใหมีทักษะการเขียนสะกดคําถูกตองตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอนถูกตอง และเขียนไดรวดเร็ว 4. เพื่อใหรูจักเลือกภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5. เพื่อใหสามารถรวบรวมและลําดับความคิด แลวบันทึก สรุป และยอใจความ เรื่องที่อานหรือฟงได 6. เพื่อถายทอดใหมีจินตนาการ ความคิดริเริ่มสรางสรรค และความรูสึกนึกคิด เปนเรื่องราวใหผูอื่นเขาใจความหมายอยางแจมแจง
26.
ฝ 7. เพื่อใหสามารถสังเกต จดจํา
และเลือกเฟนถอยคํา หรือสํานวนโวหารให ถูกตองตามหลักภาษา และสื่อความหมายไดตรงตามที่ตองการ 8. เพื่อใหมีทักษะการเขียนประเภทตางๆ และสามารถนําหลักการเขียนไปใชให เกิดประโยชนในชีวิตประจําวัน 9. เพื่อเปนการใชเวลาวางใหเปนประโยชนดวยการเขียนตามที่ตนเองสนใจและมี ความถนัด 10. เพื่อใหเห็นความสําคัญและคุณคาของการเขียนวามีประโยชนตอการประกอบ อาชีพ การศึกษาหาความรู และอื่นๆ ผอบ โปษกฤษณะ (2544: 52-53) กลาววา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้ 1. เพื่ออธิบาย 2. เพื่อพรรณนา 3. เพื่อเปรียบความรูสึก 4. เพื่อเลาเรื่องใหผูอื่นทราบ สรุปไดวา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้ เขียนเพื่อเลาเรื่องราว เขียนเพื่ออธิบาย แสดงความคิดเห็น เขียนเพื่อโฆษณา จูงใจ และเขียนเพื่อถายทอดอารมณ ความรูสึก รวมทั้งเพื่อ ถายทอดความรูที่ไดเรียนรู ผูวิจัยจึงเลือกเอาจุดมุงหมายดังกลาวมาเปนแนวทางในการจัดทําแบบ ฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน เพื่อนํามาใช เปนสื่อการเรียน ใหผูเรียนได เขียนถายทอดสิ่งที่เรียนรูใหผูอื่นไดรับทราบ เพื่อยืนยันวาไดเกิดการเรียนรูหรือเพื่อประเมินผลการ เรียนรูที่เกิดขึ้นในตัวผูเรียน 2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน การเขียนถือเปนการสื่อสารที่มีองคประกอบหลายประการซึ่งมีผูกลาวไว ดังตอไปนี้ อวยพร พานิช (2539: 9-15) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสารดวยการ เขียน ซึ่งพอสรุปไดดังตอไปนี้ 1. ผูสงสาร – ผูรับสาร - ผูสงสาร ไดแกนักเขียน นักพูด นักจัดรายการ - ผูรับสาร ไดแก ผูที่ที่รับขอมูลโดยการฟง อาน และการดู แลวนมา ตีความ 2. สาร คือ เนื้อหาที่ผูเขียนเพื่อตองการจะสื่อใหผูอานไดรู
27.
พ 3. สื่อ /
ชองทางการสื่อสาร เชน สื่อธรรมชาติ สื่อมนุษย สื่อสิ่งพิมพ สื่อ อิเล็กทรอนิกส สื่อเคลื่อนที่ และสื่อพื้นบาน 4. ผลของการสื่อสาร คือพฤติกรรม ทาทีของผูรับสารที่แสดงออกตอ ขอความที่ผูเขียนสื่อใหรู ฐะปะนีย สาครทรรพ (2539: 357-359) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสาร ที่สําคัญวา ไดแกสิ่งตอไปนี้ 1. ผูสงสาร ไดแก ผูเขียน ผูพูด 2. สารที่สงออกไป ไดแก ขอความที่เขียน หรือ คําพูด 3. ผูรับสาร ไดแก ผูอาน ผูฟง วรรณี โสมประยูร (2542: 142) ไดกลาวถึงองคประกอบใหญๆ 4 ประการ ดังนี้ 1. ผูเขียน (ผูสงสาร) 2. ภาษา (สาร) 3. เครื่องมือที่ทําใหเกิดสาร (เชนอักษร ดินสอ สมุด ปากกา) 4. ผูอาน (ผูรับสาร) จากการศึกษาองคประกอบสําคัญที่เกี่ยวของกับการเขียน สรุปไดวา การเขียนมี องคประกอบที่สําคัญดังนี้ คือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียน สื่อหรืออุปกรณที่ใชในการทําให เกิดสารและผูอาน ดังนั้นในการจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บันผูวิจัยคือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียนคือเนื้อหาจากแบบเรียนภาษาไทยภาษาพาทีและ วรรณคดีลํานํา ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3 สื่อหรืออุปกรณคือแบบฝก ประกอบไปดวย สาระ ความรู แบบฝก และผูอาน คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน การเขียนมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากในการใชสื่อสารอยางหนึ่ง การเขียนเปนการใชขอความเปนสื่อใหผูอานไดเขาใจตรงกับผูเขียน การเขียนวกวน ไมชัดเจน หรือเยิ่นเยอ อานจับใจความยาก ผูอานก็ไมสามารถเขาใจไดชัดเจนและไมสามารถปฏิบัติไดตาม วัตถุประสงคของการเรียน ดังนั้นการเขียนจึงมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากดังที่ไดมี นักศึกษาไดกลาวไวดังนี้ นภดล จันทรเพ็ญ (2335: 91) ไดกลาวถึงประโยชนและความสําคัญของการ เขียน ดังนี้
28.
ฟ 1. การเขียนเปนการสื่อสารของมนุษย 2. การเขียนเปนการถายทอดความรูและสติปญญาของมนุษย 3.
การเขียนสามารถสรางความสามัคคีในมนุษยชาติ 4. การเขียนเปนเครื่องระบายออกทางอารมณของมนุษย 5. การเขียนสามารถทําใหมนุษยประสบความสําเร็จในชีวิต อวยพร พานิช (2539: 29) กลาววา การเขียนมีความสําคัญดังนี้ 1. เปนการเขารหัสเพื่อการสื่อสาร เพื่อบันทึกความคิดเปนตัวอักษร 2. เปนวิธีการในการสื่อสารระหวางบุคคล กลุม และสื่อสารมวลชน 3. ชวยใหขอมูล ชวยโนมนาวจิตใจ และชวยใหเกิดความบันเทิง 4. ชวยใหเกิดความเขาใจอันดี กวาการพูด 5. ใชเปนหลักฐาน คนควา อางอิงได วัลยา ชางขวัญยืน (2539: 41) กลาววาการเขียนมีความสําคัญและประโยชนดังนี้ 1. ทําใหคนเราไมตองใชวิธีการจําอีกตอไป 2. ทําใหเกิดการวิเคราะหวิจารณขึ้น 3. ทําใหเกิดพัฒนาการทางความคิดของมนุษย 4. ทําใหคนในสังคมสามารถรวบรวมความรูเก็บไวใหคนรุนตอมาไดศึกษาหา ความรู 5. ทําใหการบันทึกแมนยํา และถาวรไมจํากัดเวลาและสถานที่ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 223) ไดกลาวถึงความสําคัญของการ เขียนวา “การเขียนงานชนิดใดก็ตาม กอนลงมือเขียนจะตองคิด ขั้นตอนการคิดมีหลากหลาย และ ดําเนินไปตามธรรมชาติของการคิด เมื่อคิดแลวจึงลงมือกระทําและนําไปใชใหเหมาะสมกับ สถานการณ ถานักเรียนคิดไมได วางแผนการดําเนินการไมเปน นําไปใชไมถูกตอง ก็ยอมไม เกิดผลหรือเกิดผลอยางไรประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเขียนเรียงความนั้นนักเรียนตองใชศาสตร และศิลปทุมเทในการเขียนอยางเต็มความสามารถ งานเขียนนั้นจึงมีคุณคา นาสนใจ มีผูกลาววา ผูใดเขียนเรียงความไดดียอมสามารถเขียนงานอื่นไดดีเชนกัน ดังนั้นครูจึงควรชี้แนะ สงเสริมให นักเรียนคิดและเขียนอยางถูกแนวทาง ก็จะทําใหนักเรียนเขาใจ คิดเปน นําความรู ความคิดไปใช ในการเขียนไดอยางถูกตอง” นภาลัย สุวรรณธาดา(2546: 1) กลาววาการเขียนหนังสือที่ดีมีความสําคัญ ดังตอไปนี้ 1. สื่อความหมายไดถูกตอง ตรงประเด็น ผูอานและผูเขียนเขาใจตรงกัน
29.
ภ 2. สรางความเขาใจและมนุษยสัมพันธที่ดีตอกัน 3. ประหยัดเวลาในการตีความหรือตรวจสอบขอมูล 4.
งายตอการปฏิบัติ 5. ทําใหงานมีประสบความสําเร็จตามความมุงหมาย 6. เปนภาพลักษณที่ดีของหนวยงาน 7. เปนตัวอยางตอไป 8. เปนการธํารงรักษาภาษา ซึ่งเปนเอกลักษณของชาติ จากการศึกษาความสําคัญและประโยชนของการเขียนทําใหทราบวาการเขียนมี ความสําคัญและมีประโยชนตอมนุษยมากในการใชสื่อสาร บันทึกเรื่องราว เก็บไวเปนหลักฐาน อางอิงได ดังนั้นควรจะมีการฝกฝนการเขียนอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถเขียนขอความตางๆ ได ถูกตอง อานแลวสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตองเขาใจไดงาย 3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน การอานและการเขียนมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ทั้งนี้เพราะ 2 ทักษะนี้เปน ปฏิสัมพันธกัน กลาวคือ การที่จะเขาใจเรื่องที่อานนั้น ผูอานตองเขาใจความคิดผูเขียนและ เพื่อที่จะเขาใจวาผูเขียนเขียนอยางไร จะตองเริ่มตนโดยพยายามรวบรวมและเรียบเรียงขอมูล ทั้งหมดที่ผูอานไดมาจากความเขาใจ ออกเปนโครงสรางของขอความ ซึ่งจะทําใหเห็นโครงเรื่อง ของผูเขียน เพื่อแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียน กัลยา ยวนมาลัย (2539: 137) กลาวถึงความสัมพันธระหวางการอานและ การเขียนวา “เมื่อผูเขียนไดเขียนเรื่องราวตางๆ รูปแบบตางๆ หรือดวยจุดประสงคตางๆ ออกมา ผูอานมีความสามารถและมีความพรอมในการรับรูเขาใจเรื่องราวที่อานไดดีเพียงใด เขาใจ ความประสงคของผูเขียนหรือไม ทั้งนี้ผูอานตองมีความตองการที่จะอาน มีประสบการณในเรื่องที่ อาน และมีทัศนคติตอเรื่องราวที่อาน และการเขียนสําเร็จตามความมุงหมาย” ศิริพร ลิมตระการ (อางใน ดนยา วงศธนะชัย 2542: 20) ไดกลาวถึง ความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียนวา 1. กระบวนการอาน – การเขียน ประกอบดวยสวนยอย 4 สวน คือ ผูเขียนหรือผูสราง รหัส (encoder) เรื่องที่ผูเขียนแตงขึ้น (texe) ผูอานหรือผูแปลรหัส (decoder) บริบท หรือ สิ่งแวดลอม (context)
30.
ม 1.1 ความสัมพันธระหวางผูเขียนและอาน ในดานการสื่อความหมายผูเขียนเปน แหลงขอมูล
มีความคิดที่ตองการจะสื่อออกไปใหผูอานทราบ 1.2 ความสัมพันธของเรื่องกับสิ่งแวดลอม เรื่องประกอบดวยความคิดความหมายซึ่งผู แตงไดแตงขึ้นเพื่อสื่อความหมาย ซึ่งประกอบไปดวยสิ่งตางๆ เชน สังคม วัฒนธรรม เวลา และ สถานการณ เปนตน 2. การอานและการเขียนสงเสริมซึ่งกันและกัน ดนยา วงศธนะชัย (2542: 23) ไดกลาวถึงความสัมพันธของการอานและการ เขียนวา 1. นักเขียนที่ดีมักจะเปนนักอานที่ดี 2. นักเขียนเกง มักจะอานมากกวานักเขียนที่ไมเกง 3. นักอานที่เกงมักเขียนประโยคไดดีกวานักอานที่ไมเกง สรุปจากการศึกษา ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน จึงไดนํามาเปน แนวทางในกาจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน โดยนักเรียนได อานและไดเขียนในแบบฝกพรอมกันเพื่อพัฒนาทักษะการอานและการเขียนไปพรอมๆ กัน ซึ่งจะ ทําใหการพัฒนาทักษะทั้ง 2ดานสําเร็จตามจุดมุงหมาย 4. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก 4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝก ไดมีผูกลาวถึงความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัดไวดังนี้ ศศิธร สุทธิแพทย (2517 : 63) กลาววาแบบฝกหัดเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ครูตอง ใหแบบฝกหัดที่เหมาะสม เพื่อฝกหลังจากที่ไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนไปแลว ใหมีความรู กวางขวาง จึงถือวาแบบฝกหัดเปนอุปกรณการเรียนการสอนอยางหนึ่ง ซึ่งครูสามารถนําไปใช ประกอบกิจกรรมการสอนไดเปนอยางดี ชวยใหการเรียนการสอนของครูประสบผลสําเร็จ ออมนอย เจริญธรรม (2533: 54) กลาววา แบบฝกเปนอุปกรณการสอนอยาง หนึ่ง ที่สรางขึ้นมาเพื่อฝกทักษะนักเรียนหลังจากเรียนเนื้อหาไปแลว ชวยทําใหเด็กมีพัฒนาการทาง ภาษาดีขึ้น เพราะทําใหนักเรียนมีโอกาสนําความรูที่ไดเรียนมาแลวฝกใหเกิดความเขาใจกวางขวาง มากขึ้น แบบฝกสามารถฝกทักษะทางภาษาไดทุกๆ ดาน ถานักเรียนมีโอกาสฝกหัดจนเกิด ความเขาใจจริงๆ แบบฝกชวยใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบความสําเร็จ
31.
ย ขจีรัตน หงสประสงค (2534:
15) กลาววาแบบฝกเปนอุปกรณการเรียนการ สอนอยางหนึ่ง ที่ครูใชฝกทักษะหลังจากที่นักเรียนไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนแลว โดยสรางขึ้น เพื่อเสริมสรางทักษะใหแกนักเรียน มีลักษณะเปนแบบฝกหัดที่มีกิจกรรมใหนักเรียนกระทํา โดยมี จุดมุงหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน จินตนา ใบกาซูยี (2535: 17) กลาววา แบบฝกหรือแบบฝกหัดเปนสื่อการเรียน สําหรับใหผูเรียนไดฝกปฏิบัติ เพื่อชวยเสริมใหเกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน นอมศรี เคท (2536: 54) กลาววา เมื่อครูไดสอนเนื้อหา แนวคิดหรือหลักการ เรื่องใดเรื่องหนึ่งใหกับนักเรียน และนักเรียนมีความรูความเขาใจในเรื่องนั้นแลว ขั้นตอไปครู จําเปนตองจัดกิจกรรมใหนักเรียนไดฝกฝน เพื่อใหมีความชํานาญ คลองแคลว ถูกตอง แมนยํา และรวดเร็ว หรือที่เรียกวาฝกฝนเพื่อใหเกิดทักษะ วรสุดา บุญยไวโรจน (2536: 37) กลาววา แบบฝกหัดเปนสื่อการสอนที่จัดทํา ขึ้นเพื่อใหผูเรียนไดศึกษา ทําความเขาใจ และฝกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกตอง และเกิดทักษะในเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแบบฝกหัดยังเปนเครื่องชวยบงชี้ใหครูทราบวาผูเรียนหรือผูใชแบบฝกหัด มีความรูความเขาใจในบทเรียน และสามารถนําความรูนั้นไปใชไดมากนอยเพียงใด ผูเรียนมี จุดเดนที่ควรสงเสริมหรือมีจุดดอยที่ตองปรับปรุงแกไข ตรงไหน อยางไร แบบฝกหัดจึงเปน เครื่องมือสําคัญที่ครูทุกคนใชในการตรวจสอบความรู ความเขาใจ และพัฒนาทักษะของนักเรียน ในวิชาตางๆ สงบ ลักษณะ (2536: 61) กลาววา ชุดแบบฝกเปนสื่อใชฝกทักษะการคิด การวิเคราะห การแกปญหา และการปฏิบัติของนักเรียน นิยมใชในกลุมวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร จากความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือ แบบฝกหัด จึงพอสรุปไดวา แบบฝกหรือแบบฝกหัด คือสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใชฝก ทักษะใหกับผูเรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในชวงหนึ่งๆ เพื่อฝกฝนใหเกิดความรูความเขาใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่องนั้นๆ อยางกวางขวางมากขึ้นดังนั้นแบบฝกจึงมีความสําคัญตอ ผูเรียนไมนอย ในการที่จะชวยเสริมสรางทักษะใหกับผูเรียนไดเกิดการเรียนรูและเขาใจเร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กวางขวางขึ้น ทําใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสําเร็จอยางมี ประสิทธิภาพ 4.2 ประโยชนของแบบฝก
32.
ร แพตตี้ (Patty. 1963
: 469-472 อางใน ประภา ตันติวุฒิ 2542: 28) ไดกลาวถึงแบบ ฝกกับการเรียนรูไว 10 ประการ สรุปไดดังนี้ 1. เปนสวนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เปนอุปกรณการสอนที่ชวย ลดภาระครูไดมาก เพราะแบบฝกเปนสิ่งที่จัดทําขึ้นอยางเปนระบบและมีระเบียบ 2. ชวยเสริมทักษะ แบบฝกหัดเปนเครื่องมือที่ชวยเด็กในการฝกทักษะ แตทั้งนี้จะตอง อาศัยการสงเสริมและความเอาใจใสจากครูผูสอนดวย 3. ชวยในเรื่องตามแตกตางระหวางบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกตาง กัน การใหเด็กทําแบบฝกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะชวยใหเด็กประสบผลสําเร็จ ในดานจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝกหัดจึงไมใชสมุดฝกที่ครูจะใหแกเด็กบทตอบท หรือหนาตอหนา แตเปนแหลงประสบการณเฉพาะสําหรับเด็กที่ตองการความชวยเหลือพิเศษ และเปนเครื่องมือชวยที่มีคาของครูที่จะสนองความตองการเปนรายบุคคลในชั้น 4. แบบฝกหัดชวยเสริมใหทักษะคงทน ลักษณะการฝกเพื่อชวยใหเกิดผลดังกลาวนั้นไดแก 1) ฝกทันทีหลังจากที่เด็กไดเรียนรูในเรื่องนั้นๆ 2) ฝกซ้ําหลายๆ ครั้ง 3) เนนเฉพาะในเรื่องที่ผิด 5. แบบฝกหัดที่ใชจะเปนเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแตละครั้ง 6. แบบฝกหัดที่จัดทําขึ้นเปนรูปเลมเด็กสามารถเก็บไวใชเปนแนวทางเพื่อทบทวนดวย ตัวเองไดตอไป 7. การใหเด็กทําแบบฝกหัดชวยใหครูมองเห็นจุดเดนหรือปญหาตางๆ ของเด็กไดชัดเจน ซึ่งจะชวยใหครูดําเนินการปรับปรุงแกไขปญหานั้นๆ ไดทันทวงที 8. แบบฝกหัดที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยูในหนังสือแบบเรียนจะชวยใหเด็กไดฝกฝน อยางเต็มที่ 9. แบบฝกที่จัดพิมพไวเรียบรอยแลว จะชวยทําใหครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาใน การที่จะตองเตรียมสรางแบบฝกอยูเสมอ ในดานผูเรียนก็ไมตองเสียเวลาในการลอกแบบฝกหัดจาก ตําราเรียนหรือกระดานดําทําใหมีเวลาและโอกาสไดฝกฝนทักษะตางๆ มากขึ้น 10. แบบฝกหัดชวยประหยัดคาใชจาย เพราะการจัดพิมพขึ้นเปนรูปเลมที่แนนอน ยอม ลงทุนต่ํากวาการที่จะใชวิธีพิมพลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้มีประโยชนในการที่ผูเรียน สามารถบันทึกและมองเห็นความกาวหนาของตนเองไดอยางมีระบบและเปนระเบียบ
33.
ล 4.3 หลักจิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก การสรางแบบฝกที่ดี จําเปนตองคํานึงถึงหลักจิตวิทยาเปนสําคัญ
เพราะจะชวยได แบบฝก ที่เหมาะสมกับผูเรียนมากขึ้น ดังนั้น ในการสรางแบบฝก ครั้งนี้ ไดอาศัยหลักสําคัญตาม ทฤษฎีการเรียนรูทางจิตวิทยามาใช พรรณี ชูทัย (2522: 192-195) ไดเสนอแนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวของกับ แบบฝก สรุปไดดังนี้ 1. กฎการเรียนรู ของธอรนไดค (Thomdike) แบบฝก ที่สรางตามหลัก จิตวิทยานี้ นักเรียนควรรูคําตอบการทําแบบฝก หลังทําแบบฝกเสร็จ 2. การฝกหัดของวัตสัน (Watson) แบบฝก ตามหลักจิตวิทยานี้เนน การทําซ้ําๆ เพื่อจําไดนานและเขียนไดถูกตอง เพราะการเขียนเปนทักษะที่ตองฝกหัดอยูเสมอ 3. การเสริมแรงของ ธอรนไดค (Thomdike) ในการสอนฝกทักษะ ครู ตองใหกําลังใจนักเรียน เพื่อใหนักเรียนเกิดความภูมิใจในตนเองและรูสึกประสบความสําเร็จใน งานที่ทํา 4. แรงจูงใจ เปนสิ่งสําคัญในการเรียน ครูตองกระตุนใหนักเรียนตื่นตัว อยากรูอยากเรียน แบบฝก ตองมีสิ่งที่นาสนใจใหนักเรียนอยากฝกและเกิดการเรียนรู สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (2523:52-62) กลาวถึงหลัก จิตวิทยาที่ใชในการสรางแบบฝก สรุปไดดังนี้ 1. กฎการเรียนรูของ ธอรนไดค (Thomdike) เกี่ยวกับการฝกหัดซึ่ง สอดคลองกับการทดลองของ วัตสัน (Watson) นั่นคือ สิ่งใดก็ตามที่มีการฝกหัดหรือกระทํา บอยๆ ยอมทําใหผูฝกคลองแคลวสามารถทําไดดี 2. ความแตกตางระหวางบุคคล เปนสิ่งที่ควรคํานึงดวย นักเรียนมี ความถนัด ความสามารถ และความสนใจตางกัน การสรางแบบฝก ที่เหมาะสมตองไมยากหรือ งายเกินไป และควรมีหลายแบบ ใหเหมาะสมกับความแตกตางระหวางบุคคล 3. การจูงใจนักเรียนในการทําแบบฝก ควรจัดแบบฝก จากงายไปหายาก เพื่อดึงดูดความสนใจทําใหนักเรียนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝก 4. การนําสิ่งที่มีความหมายตอชีวิตและการเรียนรูมาใหนักเรียนทํา ภาษา ที่ใชพูดใชเขียนในชีวิตประจําวัน ทําใหผูเรียนไดเรียนจากสิ่งใกลตัว ทําใหจําแมนและนําความรู ไปใชประโยชนไดดวย จากแนวคิดดังกลาวขางตน ผูวิจัยไดใชแนวทางตามหลักจิตวิทยาในการสราง แบบฝก ดังนี้
34.
ว 1. กฎการเรียนรูของธอรนไดค (Thomdike)
คือการสรางแบบฝก หลายๆ แบบฝก ใหนักเรียนไดทําซ้ําๆ ทําใหเกิดทักษะ 2. ความแตกตางระหวางบุคคล คือการสรางแบบฝกที่ไมยากหรือไมงายเกินไป 3. กฎแหงผล คือการที่นักเรียนไดทราบผลการทํางานของตน ดวยการเฉลย คําตอบให จะชวยใหนักเรียนทราบขอบกพรองเพื่อปรับปรุงแกไข และเปนการสรางความพอใจ ใหแกนักเรียน 4. การจูงใจคือการจัดแบบฝก เรียงตามลําดับจากแบบฝก งายไปสูเรื่องที่ยากขึ้น การใชภาพและรูปแบบการจัดทําที่หลากหลายเปนสิ่งเราใหนักเรียนอยากรู อยากเรียน 4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี แบบฝกเปนเครื่องมือสําคัญที่จะชวยเสริมทางทักษะใหกับผูเรียน การสรางแบบฝก ใหมีประสิทธิภาพจึงจําเปนจะตองศึกษาองคประกอบและลักษณะของแบบฝก เพื่อเลือกใชให เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน วรสุดา บญยไวโรจน (2536: 37) กลาวแนะนําใหผูสรางแบบฝกไดยึดลักษณะ ของแบบฝกที่ดีไวดังนี้ 1. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคําสั่งและวิธีทํา คําสั่งหรือตัวอยางแสงดวิธีทําที่ ไมใชไมควรยาวเกินไปเพราะจะทําใหเขาใจยาก ควรปรับใหงายเหมาะสมกับผูใช ทั้งนี้เพื่อให นักเรียนสามารถศึกษาดวยตนเองไดถาตองการ 2. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของการฝก ลงทุน นอยใชไดนานๆ และทันสมัยอยูเสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใชในแบบฝกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน 4. แบบฝกหัดที่ดีควรแยกฝกเปนเรื่องๆ แตละเรื่องไมควรยาวเกินไป แตควรมีกิจกรรม หลายรูปแบบ เพื่อเราใหนักเรียนเกิดความสนใจและไมนาเบื่อหนายในการทํา และเพื่อฝกทักษะ ใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชํานาญ 5. แบบฝกหัดที่ดีควรมีทั่งแบบกําหนดใหแบบใหตอบโดยเสรี การเลือกใชคํา ขอความ หรือรูปภาพในแบบฝกหัด ควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อวา แบบฝกหัดที่สรางขึ้นจะไดกอนใหเกิดความเพลิดเพลินและพอใจแกผูใช ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู ที่วาเด็กมักจะเรียนรูไดเร็วในการกระทําที่กอนใหเกิดความถึงพอใจ 6. แบบฝกหัดที่ดีควรเปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษาดวยตนเอง ใหรูจักคนควา รวบรวมสิ่ง ที่พบเห็นบอยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช จะทําใหนักเรียนเขาใจเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น และจะรูจักนํา
35.
ศ ความรูไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางถูกตอง มีหลักเกณฑและมองเห็นวาสิ่งที่เขาไดฝกฝนนั้นมี ความหมายตอเขาตลอดไป 7. แบบฝกหัดที่ดีควรตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล
ผูเรียนแตละคนมี ความแตกตางกันในหลายๆ ดาน เชน ความตองการ ความสนใจ ความพรอม ระดับสติปญญา และประสบการณ ฯลฯ ฉะนั้นการทําแบบฝกหัดแตละเรื่องควรจัดทําใหมากพอและมีทุกระดับ ตั้งแตงาย ปานกลาง จนถึงระดับคอนขางยาก เพื่อวาทั้งเด็กเกง กลาง และออนจะไดเลิกทําได ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อใหเด็กทุกคนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝกหัด 8. แบบฝกหัดที่ดีควรสามารถเราความสนใจของนักเรียนไดตั้งแตหนาปกไปจนถึงหนา สุดทาย 9. แบบฝกหัดที่ดีควรไดรับการปรับปรุงควบคูไปกับหนังสือแบบเรียนอยูเสมอ และควร ใชไดดีทั้งในและนอกหองเรียน 10. แบบฝกหัดที่ดีควรเปนแบบฝกหัดที่สามารถประเมิน และจําแนกความเจริญงอกงาม ของเด็กไดดวย ดังนั้นลักษณะของแบบฝกที่ดี จึงควรคํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูผูเรียนไดศึกษาดวย ตนเอง ความครอบคลุมและสอดคลองกับเนื้อหา รูปแบบนาสนใจ คําสั่งชัดเจน บิลโลว (Billow 1962 : 87 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ ของแบบฝกที่ดีไว สรุปไดวา แบบฝกที่ดีตองดึงดูดความสนใจและสมาธิของเด็ก เรียงลําดับจาก งายไปหายาก เปดโอกาสใหเด็กฝกเฉพาะอยาง ใชภาษเหมาะสมกับวัย วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิหลังทางภาษาใหเด็ก รีเวอร (River 1968 97-705 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ ของแบบฝกไว สรุปไดวา บทเรียนทุกเรื่องควรมีแบบฝกใหนักเรียนฝกมากพอ การฝกแตละครั้ง ควรเปนบทฝกสั้นๆ การใชประโยคและคําศัพทสอดคลองกับชีวิตประจําวัน เปนแบบฝกที่ สงเสริมความคิด ควรเปนแบบฝกหลายๆ รูปแบบ และควรฝกจากสิ่งที่นักเรียนเรียนมาแลว และ สามารถนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได สรุปไดวา แบบฝกที่ดีควรดึงดูดความสนใจของผูเรียนได โดยใชภาพ หรือ ขอความที่ตรงกับความสนใจของผูเรียน เรียงลําดับจากงายไปยาก ใชภาษาที่เหมาะสมกับวัย สามารถใชกับผูเรียนที่เรียนเกงและเรียนออนได สงเสริมความคิดและสามารถนําไปใชใน ชีวิตประจําวันของผูเรียนได สอดคลองกับแนวทางปฏิบัติดังนี้ ใชหลักจิตวิทยา ใชภาษาถูกตอง ใหความหมายตอชีวิต คิดไดเร็วและสนุก ปลุกความสนใจ เหมาะสมกับวัยและความสามารถ อาจศึกษาไดดวยตนเอง
36.
ษ 4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก 4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด สุนันทา
สุนทรประเสริฐ (2544: 11) กลาวถึง สวนประกอบของแบบ ฝกหรือแบบฝกหัด ไวดังนี้ 1. คูมือการใชแบบฝก เปนเอกสารสําคัญประกอบการใชแบบฝกวาใช เพื่ออะไร และมีวิธีการใชอยางไร เชน ใชเปนงานฝกทายบทเรียน ใชเปนการบาน หรือใชสอน ซอมเสริม ควรประกอบดวย - สวนประกอบของแบบฝก จะระบุวาในแบบฝกชุดนี้มีแบบฝกทั้งหมดกี่ชุด อะไรบาง และมีสวนประกอบอื่นๆ หรือไม เชน แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน - สิ่งที่ครูหรือนักเรียนตองเตรียม (ถามี) จะเปนการบอกใหครูหรือนักเรียน เตรียมตัวใหพรอมลวงหนากอนเรียน - จุดประสงคในการใชแบบฝก - ขั้นตอนในการใชบอกขอๆ ตามลําดับการใช และอาจเขียนในรูปของแนว การสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น - เฉลยแบบฝกในแตละชุด 2. แบบฝก เปนสื่อที่สรางขึ้นเพื่อใหผูเรียนฝกทักษะเพื่อใหเกิดการเรียนรู ที่ถาวร ควรมีสวนประกอบดังนี้ - ชื่อแบบฝกในแตละชุดยอย - จุดประสงคหรือผลการเรียนรูที่คาดหวัง - คําสั่ง - ตัวอยาง - แบบฝก - ภาพประกอบ - ขอสอบกอนและหลังเรียน - แบบประเมินบันทึกผลการใช 4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 12 – 17) กลาวถึง การสรางแบบฝก เพื่อใชประกอบในการจัดการเรียนการสอน ในวิชาตางๆ นั้น จะเนนสื่อการสอนในลักษณะ
37.
ส เอกสารแบบฝกหัดเปนสวนสําคัญ ดังนั้นการสรางจึงควรใหมีความสมบูรณที่สุดทั้งในดานเนื้อหา รูปแบบและกลวิธีในการนําไปใช ซึ่งควรเปนเทคนิคของแตละคน
โดยไดใหขอเสนอแนะไวดังนี้ 1. พึงระลึกเสมอวาตองใหผูเรียนศึกษาเนื้อหากอนใชแบบฝก 2. ในแตละแบบฝกอาจมีเนื้อหาสรุปยอหรือเปนหลักเกณฑไวในผูเรียนไดศึกษาทบทวน กอนก็ได 3. ควรสรางแบบฝกใหครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงคที่ตองการและไมยากหรืองาย จนเกินไป 4. คํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูของเด็กใหเหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความแตกตาง ของผูเรียน 5. ควรศึกษาแนวทางการสรางแบบฝกใหเขาใจกอนปฏิบัติการสราง อาจนําหลักการของ ผูอื่น หรือทฤษฎีการเรียนรูของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกตใช ใหเหมาะสมกับ เนื้อหา และสภาพการณได 6. ควรมีคูมือการใชแบบฝก เพื่อใหผูสอนคนอื่นนําไปใชไดอยางกวางขวาง หากไมมี คูมือตองมีคําชี้แจงขั้นตอนการใชที่ชัดเจน แนบไปในแบบฝกหัดดวย 7. การสรางแบบฝก ควรพิจารณารูปแบบใหเหมาะสมกับธรรมชาติของแตละเนื้อหาวิชา รูปแบบจึงควรแตกตางกันตามสภาพการณ 8. การออกแบบชุดฝกควรมีความหลากหลาย ไมซ้ําซาก ไมใชรูปแบบเดียวเพราะจําทํา ใหผูเรียนเกิดความเบื่อหนาย ควรมีแบบฝกหลายๆ แบบ เพื่อฝกใหผูเรียนไดเกิดทักษะอยาง กวางขวาง และสงเสริมความคิดสรางสรรคอีกดวย 9. การใชภาพประกอบเปนสิ่งสําคัญที่จะชวยใหแบบฝกนั้นนาสนใจ และยังเปนการพัก สายตาใหกับผูเรียนอีกดวย 10. การสรางแบบฝกหากตองการใหสมบูรณครบถวน ควรสรางในลักษณะของเอกสาร ประกอบการสอน (ศึกษารายละเอียดจากคูมือการฝกอบรมปฏิบัติการ “การผลิตเอกสาร ประกอบการสอน”) แตเนนความหลากหลายของแบบฝกมากกวา และเนื้อหาที่สรุปไวจะมีเพียง ยอๆ 11. แบบฝกตองมีความถูกตอง อยาใหมีขอผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนกับยื่น ยาพิษใหกับลูกศิษยโดยรูเทาไมถึงการณ เขาจะจําในสิ่งที่ผิดๆ ตลอดไป 12. คําสั่งในแบบฝกเปนสิ่งสําคัญ ที่มิควรมองขามไป เพราะคําสั่งคือประตูบานใหญที่จะ ไขความรูความเขาใจของผูเรียนเขาไปสูความสําเร็จ คําสั่งจึงตองสั้นกะทัดรัด ชัดเจน และเขาใจ ไดงาย ไมทําใหผูเรียนสับสน
38.
ห 13. การกําหนดเวลาในการใชแบบฝกในแตละชุดควรใหเหมาะสมกับเนื้อหา และ ความสนใจของผูเรียน 14.
กระดาษที่ใชควรมีคุณภาพเหมาะสม มีความเหนียวและทนทาน ไมเปราะบาง หรือ ขาดงายจนเกินไป 4.4.3 ขั้นตอนการสรางแบบฝก สํานักคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2531: 174 อางใน ดวงคิด วงศภักดิ์ 2539 : 23) ไดเสนอขันตอนการสรางแบบฝกสําหรับขาราชการครู เปนเอกสาร แนวทางการทําผลงานวิชาการ มีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาปญหาและความตองการ โดยศึกษาจากการผานจุดประสงคการเรียนและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากเปนไปไดศึกษาความตอเนื่องของปญหาทุกระดับชั้น 2. วิเคราะหเนื้อหาหรือทักษะที่เปนปญหาออกเปนเนื้อหาทักษะยอยๆ เพื่อใชใน การสรางแบบฝก แบบทดสอบ 3. พิจารณาวัตถุประสงค รูปแบบ และขั้นตอนการใชแบบฝกการอาน 4. สรางแบบทดสอบ เชน แบบทดสอบเชิงสํารวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย ขอบกพรอง แบบทดสอบความกาวหนาเฉพาะเรื่อง 5. สรางบัตรฝกหัด เพื่อพัฒนาทักษะยอย แตละทักษะในแตละบัตรจะมีคําถาม ใหนักเรียนตอบ การกําหนดรูปแบบ พิจารณาตามความเหมาะสม 6. สรางบัตรอางอิง เพื่อใชอธิบายคําตอบ หรือแนวการตอบแตละเรื่อง 7. สรางแบบบันทึกความกาวหนา เพื่อใชบันทึกผลการทดลอง 8. นําแบบฝกหัดไปทดลองใช เพื่อหาขอบกพรอง 9. ปรับปรุงแกไข 10. รวบรวมเปนชุด จัดทําคําชี้แจง คูมือการใช สารบัญ เพื่อเปนประโยชน ตอไป 5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ
39.
ฬ กิตติมา ปรีดีดิลก (2529
: 321 – 322) กลาววา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกชอบ หรือพอใจที่มีตอองคประกอบและสิ่งจูงใจในดานตางๆ และไดรับการตอบสนองความตองการที่ เหมาะสม จรัส โพธิ์จันทร(2531 : 17) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง ความรูของ บุคคลตอหนวยหรือองคกร ซึ่งอาจเปนความรูสึกทางบวก เปนกลางหรือทางลบ ความรูสึกเหลานี้ มีผลตองาน กลาวคือ หากโนมเอียงไปในทางบวกในทางปฏิบัติงานจะสงผลตอกําลังใจ ผูปฏิบัติงานในทางที่ดี แตหากความรูสึกเอียงไปในทางลบการปฏิบัติงานจะตองปรับปรุงพัฒนา ยุคล ทองตัน (2533 : 14) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ ไววา ความพึงพอใจเปน เรื่องของความรูสึกที่ดี ความสุขของบุคคลที่เกิดจากไดรับบริการที่จะสงผลดีตองาน สวน ความ ไมพอใจนั้นจะมีผลตรงกันขาม มาลินี เชษฐโชติศักดิ์(2534 : 28) กลาววาความพึงพอใจ เปนความรูสึกหรือทัศนคติ ทางบวกของบุคคลที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อสิ่งนั้นตอบสนองความตองการใหแก บุคคลนั้นได สมยศ นาวีการ (2534 : 39) ไดใหความหมายความพึงพอใจวา หมายถึงความรุนแรง ของความตองการของผูใชบริการเพื่อผลลัพธอยางใดอยางหนึ่ง ความพึงพอใจอาจเปนไดทั้ง ทางบวกและทางลบภายใตสถานการณการทํางาน การใหบริการ การปรับปรุงพัฒนา กอใหเกิด ความพึงพอใจในทางบวก สวนความขัดแยงการตําหนิหรือการลงโทษแบบตาง ๆ ยอมกอใหเกิด ความพึงพอใจในทางลบ พิน คงพูล(2535 : 21) ไดสรุปความหมายความพึงพอใจ ไววา ความรูสึกรัก ชอบ ยินดี เต็มใจ หรือเจตคติที่ดีตองานที่บุคคลไดรับบริการ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของ บุคคลหรือองคกรและเกิดจากการไดรับการตอบสนองความตองการทั้งดานวัตถุและดานจิตใจ ธารา เครือละมาย ไดใหความหมายของความพึงพอใจวาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจ หรือทาทีของจิตใจ หรือทัศนคติของบุคลที่มีตอลักษณะงานที่ปฏิบัติ รวมทั้งสิ่งแวดลอมที่ เกี่ยวของกับงานที่ปฏิบัติ ซึ่งสิ่งแวดลอมดังกลาวมีสวนเกี่ยวของกับขวัญของบุคคลนั้นดวย จากความหมายของความพึงพอใจที่รวบรวมมานี้สวนใหญจะมีความคิดเห็นคลายคลึงกัน หากพิจารณาความหมายที่กลาวขางตน พอจะสรุปไดวา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือ ทาทีหรือทัศนคติของบุคคล ที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เปนความรูสึกที่มี ความสุขเมื่อไดรับความสําเร็จ ตามความมุงหมายตามความตองการ เปนระดับความพอใจที่มีตอ งานที่กระทํา ซึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจและทัศนคติของบุคคลที่มีตอสภาพการทํางานหรือ การปฏิบัตินั้นๆ ความรูสึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความตองการของบุคคลไดรับการตอบสนองหรือ
40.
อ บรรลุตามจุดมุงหมายในระดับหนึ่ง ความรูสึกดังกลาวจะลดลง หรือไมเกิดขึ้นหากความตองการ หรือจุดหมายนั้นไมไดรับการตอบสนอง
และความพึงพอใจหรือทัศนคติ นั้นเปนคําที่ใชแทนกัน ได 6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอานและแบบฝก ดวงคิด ดวงภักดิ์ (2539) การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่สอง โรงเรียนสันติคีรี จังหวัดเลย จํานวน 40 คน ผลการวิจัยพบวา ชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญที่พัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพ 95.50/63.15 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว 60/60 คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน และหลังเรียนแตกตางกันอยางไรมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 และจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียน นักเรียนมีความสนใจ ตั้งใจแลกระตือรือรนที่จะเรียน นิตยา เดชแล (2540) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและ ความคงทนในการเรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนและ การสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา จํานวนนักเรียน 48 คน ผลการวิจัยพบวา ผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความ วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่นักเรียน โดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ความคงทนในการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานเพื่อจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน และนักเรียนที่เรียนโดยการ สอนแบบปกติ ไมแตกตางกัน ทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํา ยากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบาน คําปาหวาน จํานวน 30 คน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมีประสิทธิภาพ ชวยให นักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง แบบฝกชวยใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น บุปผา ลวนเล็ก (2541: บทคัดยอ) การพัฒนาชุดการสอนการอานจับใจความ วิชาภาษาไทยสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โดยใชหนังสือสําหรับเด็กเปนสื่อหลัก กลุม ตัวอยางที่ใชในการวิจัยเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานรวมไทย สํานักงาน การประถมศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ ปการศึกษา 2538 จํานวน 30 คน ไดมาดวยวิธีการสุม ตัวอยางงาย ผลการวิจัยพบวา ชุดการสอนที่สรางขึ้นทั้ง 6 หนวยมีประสิทธิภาพ 81.11/80.00
41.
ฮ 79.33/80.33 79.66/81.00 78.24/79.67
และ 81.00/80.33 เปนไปตามเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอนเพิ่มขึ้นอยามีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความคิดเห็นตอการเรียนจากชุดการสอนในระดับดีมาก สมเดช เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการ อานภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดาน การรูจักคําแบบฝกทั่วไป ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานี จํานวน 60 คน แบบแผนในการทดลองครั้งนี้คือ Randomized control Group Posttest only design ผลการทดลองพบวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปมีความสามารถใน การอานสูงกวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และดานการวัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียน ซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของที่นักการศึกษาไดทําการวิจัย เกี่ยวกับการอานจะ เห็นวาแบบฝกชวยพัฒนาการอานและเจตคติตอการอานของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทํา ใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทย 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนและแบบฝก วันเพ็ญ เนียมสุข (2538: บทคัดยอ) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการ เขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง โรงเรียนศีลขันธาราม จังหวัดอางทอง จํานวน 60 คน ผลการวิจัยพบวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรค มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน และเจตคติตอการเขียนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบวานักเรียนทั้งสองกลุมมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เขียนและเจตคติตอการเขียนสูงขึ้นเมื่อไดเรียนโดยใชแบบฝกทั้งสองแบบแลว สมจิตร เสารศรีจันทร (2538: บทคัดยอ) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝก ทักษะการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม โดยใชแบบฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ จํานวนนักเรียน 80 คน ผลการวิจัยพบวา ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกวากอนเรียน ทั้งกลุมทดลองที่เรียนโดยใชแบบฝกทักษะการเขียนสะกดคํา และกลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ ผลสัมฤทธิ์ของกลุมทดลอง ซึ่งเรียนโดยใชแบบฝกทักษะ
42.
กก การเขียนสะกดคําสูงกวากลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ โดยมีคาความตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 จํานง
โปธาเกี๋ยง (2538: บทคัดยอ) ศึกษาผลการใชแบบฝกการเขียนสะกดคํา ยากเพื่อ การสอนซอมเสริม สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวา ภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม จํานวน 28 คน ผลการวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สราง ขึ้น ไดยึดหลักการคือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึง ความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และ ความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อใหเกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่ ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วรรณา แซตั้ง (2541 บทคัดยอ) การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนวัดทรัพยสโมสร สํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑมาตรฐาน รอยละ 80/80 และศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําของ นักเรียนภายหลังการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา ผลการทดลองพบวา 1) แบบฝกหัด การเขียนสะกดคํามีประสิทธิภาพตามเกณฑมาตรฐานรอยละ 80/80 ตามที่ตั้งไว 2) นักเรียนที่ ไดรับการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํามีผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําสูงกวากอนสอน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของซึ่งไดศึกษามา จะพบวาแบบฝกชวยพัฒนาการ เขียนและเจตคติตอการเขียนของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทําใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการเขียนภาษาไทย ทั้งนี้ผูวิจัยไดสรุปเปนกรอบแนวคิดและทฤษฎีใน การศึกษาได ดังนี้ ความสําคัญของการอานและการเขียน - กระบวนการอานและการเขียน - ความสามารถในการอานและการเขียน - เปนเครื่องมือสําคัญในการเรียนและ สภาพการจัดกิจกรรมการอานและการเขียน - ครูไมใชสื่อการเรียนรูที่เหมาะสม - นักเรียนอานและเขียนหนังสือไมถูกตอง - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยคอนขางต่ํา
43.
ขข แผนภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา กระตุนใหผูเรียน เกิดพัฒนาการการอาน และการเขียน เนื้อเรื่องการอานและการเขียน คําที่ใชบรร
รร (ร หัน) และ บัน การจัดการเรียนการสอน โดยใชแบบฝกเปนสื่อการเรียนรู นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สาระ การเรียนรูภาษาไทยสูงขึ้น นักเรียนมีความรูความสามารถการอาน และการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันสูงขึ้น
44.
คค บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค (1) เพื่อทดสอบ ประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนั้นเพื่อใหการศึกษาในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ สูงสุด ผูวิจัยจึงกําหนด วิธีการวิจัย ดังรายละเอียดที่จะเสนอตามลําดับตอไปนี้ 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 2. รูปแบบการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 5. การวิเคราะหขอมูล 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 1.1 ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา จํานวน 8 คน 2. รูปแบบการวิจัย รูปแบบการวิจัยเปนการวิจัยเชิงกึ่งทดลองศึกษาผลกอนและหลังการทดลอง ดังนี้ เมื่อกําหนดให X หมายถึง สื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน O1 หมายถึง ทดสอบกอนการทดลอง O2 หมายถึง ทดสอบหลังการทดลอง O1 X O2
45.
งง 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม 3.1.1
แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน จํานวน 13 แบบฝก 3.1.2 แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครู ) จํานวน 5 แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง 3.2 เครื่องมือวัด 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยที่มีขอคําถามเหมือนกัน แตสลับลําดับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ 3.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน การดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยไดดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชใน การวิจัย ตามขั้นตอนดังนี้ 1. สรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอนตอไปนี้ 1) วิเคราะหปญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เชน - ปญหาที่เกิดขึ้นในขณะทําการสอน - ปญหาการไมผานผลการเรียนรูที่คาดหวังของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไมพึงประสงค - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และ หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 เพื่อทราบขอบขายสาระและมาตรฐานการเรียนรู.กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย ที่หลักสูตรกําหนดสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 เพื่อวิเคราะห เนื้อหา ผลการเรียนรูที่คาดหวังที่เกี่ยวของกับปญหาที่จะนํามาทําการวิจัย 3) กําหนดแนวทางแกปญหาที่เกิดขึ้นจากขอ 1 โดยการสรางแบบฝก และเลือก เนื้อหาในสวนที่จะสรางแบบฝกนั้น วาจะทําเรื่องใด กําหนดเนื้อหาสาระและรางโครงเรื่องไว
46.
จจ 4) ศึกษาทฤษฏีหรือหลักการที่เกี่ยวของกับการอานและการเขียนคําในภาษาไทย ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับแบบฝก เพื่อทราบแนวทางการจัดทําแบบฝก
ขั้นตอนการเขียนและ รายละเอียดในแตละขั้นตอน แบบฝกเลมนี้ผูวิจัยไดนําแนวทางการจัดทําแบบฝกของนางสุนันทา สุนทรประเสริฐ อาจารย 3 ระดับ 9 มาประยุกตใชในการจัดทําเปนแบบฝก 5) ออกแบบ แบบฝกแตละชุดใหมีรูปแบบที่หลากหลาย นาสนใจ การอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย มีการฝกทั้งการอานและการเขียน มีลักษณะสั้นๆ งายๆ เรียงลําดับเนื้อหาจากงายไปหายากมีความหลากหลายในวิธีการทําแบบฝก มีภาพประกอบเพื่อเรา ความสนใจ มีคําสั่งที่ชัดเจน งายตอการปฏิบัติ มีขนาดตัวอักษรที่เหมาะสมกับวัย จํานวน 13 แบบ ฝก ใชเวลาฝกทั้งหมด 5 ชั่วโมง โดยเรียนรูตามคูมือการใชแบบฝกของครู (แผนการจัด การ เรียนรูการใชแบบฝก) สวนประกอบของแบบฝกที่จัดทํา ประกอบไปดวย 1. หนาปก 2. คํานํา 3. คําชี้แจง 4. ขั้นตอนการฝก 5. แบบทดสอบกอน/ หลังเรียน 6. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 7. สาระความรูคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) 8. การฝกอานคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) 9. แบบฝก ที่ 1 - 8 10. สาระความรูคําไทยที่ใช“ บัน” นําหนา 11. การฝกอานคําที่ใชบัน 12. แบบฝก ที่ 9 - 13 13. เฉลย 6) ลงมือสรางแบบฝกในแตละแบบฝก พรอมทั้งขอสอบกอนและหลังเรียน ให สอดคลองกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง 7) จัดทําฉบับรางตามรูปแบบใหครบถวน 8) สงใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบนําแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช ที่สรางเสร็จแลว ไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหากับระดับชั้นการสอน การ จัดลําดับเนื้อหา การใชภาษา การใชภาพประกอบและสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง แลว ปรับปรุงแกไข ตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน และหาคาความสอดคลองของ แบบฝก
47.
ฉฉ การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ไดคาความสอดคลองของแบบฝก การอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 1.00 9) นําไปทดลองใช แลวบันทึกผลเพื่อนํามาปรับปรุงแกไขสวนที่บกพรองนํา แบบ ฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 จํานวน 3 คน โรงเรียนวัดนากลางมิตรภาพที่ 163 อําเภอตะกั่วทุง จังหวัดพังงา ทดลองอาน เพื่อตรวจสอบการสื่อความภาษา 10) ปรับปรุงตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จนมี ประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว 11) จัดพิมพตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 12) นําไปใชจริงและเผยแพรตอไป ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บันเปนแผนภาพ ตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.1 )
48.
ชช แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก สรุปขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก เรื่อง
การสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ขั้นวางแผน กําหนดแนวทางการสรางแบบฝก การทดลอง แกไขปรับปรุง ปรับปรุง -ศึกษาหลักสูตร -ศึกษาการ จัดทําแบบฝก ตรวจสอบ ความถูกตองของ รูปแบบโดย ผูเชี่ยวชาญ 3 ทาน - กําหนดจุดประสงคในการจัดทํา - กําหนดเนื้อหาและรางโครงเรื่องแบบฝก - สรางแบบฝก - สรางคูมือการใช (แผนการเรียนรูจํานวน 5 แผน) - สรางเครื่องมือหาความสอดคลอง - สรางเครื่องมือหาประสิทธิภาพ (แบบทดสอบ / แบบสอบถามความพึงพอใจ)) ปฏิบัติการ ตอเนื่อง ปรับปรุง แกไข ทดลองและหาประสิทธิภาพ - กลุมยอย3 คน - กลุมประชากร 8 คน -เก็บรวบรวมขอมูล -จัดกระทําขอมูล -วิเคราะหขอมูล -อภิปราย / สรุปผล -นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขึ้น -นักเรียนมีแบบฝกที่มี ประสิทธิภาพ -ผูสอนมีสื่อการสอนที่มี ประสิทธิภาพ -เผยแพรผลงาน ศึกษาปญหา วิธีดําเนินการ ผลการ ดําเนินการ
49.
ซซ 2. สรางแผนการจัดการเรียนรู ตามขั้นตอนตอไปนี้ ขั้นที่
1 วิเคราะหหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบานบางจัน พุทธศักราช 2546 เพื่อ ทราบขอบขายของคําอธิบายรายวิชา นํามาจัดทํา สาระการเรียนรูเฉพาะเรื่องที่สอดคลองกับปญหา การอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน จัดทํากําหนดขอบขายสาระการเรียนรู กําหนดเวลาเรียน ขั้นที่ 2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 3 เขียนแผนจัดการเรียนรู โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จํานวน 5 แผน ซึ่งมีหัวขอ ดังนี้ 3.3.1 สาระสําคัญ 3.3.2 ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 3.3.3 สาระการเรียนรู 3.3.4 กระบวนการจัดการเรียนรู 3.3.5 สื่อการเรียนรู 3.3.6 การวัดและประเมินผล 3.3.7 บันทึกผลการจัดการเรียนรู 3.3.8 ขอเสนอแนะ ขั้นที่ 4 นําแผนการจัดการเรียนรูทุกแผนที่สรางเสร็จแลวไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหา กับผลการเรียนรูที่คาดหวัง กระบวนการจัด การ เรียนรู การใชสื่อการเรียนรูและการวัดและประเมินผล ปรับปรุงแกไขแผนการจัดการเรียนรูตาม คําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน หาคาความสอดคลองของแผนการจัดการเรียนรู ไดคาความ สอดคลองของแผนการจัดการเรียนรูทั้ง 5 แผนอยูในระหวาง 0.80 – 1.00 ขั้นที่5 จัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง) ซึ่งสรุปขั้นตอนการสรางแผนการจัดการเรียนรู ไดดังแผนภาพตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.2 )
50.
ฌฌ 1.0 วิเคราะหหลักสูตร/สาระการเรียนรูปญหาการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน 2.0 ศึกษาเอกสารวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู 3.0 เขียนแผนจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 4.0 ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข 5.0 จัดทําจัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู 3. สรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ผูวิจัยไดสรางแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ตามขั้นตอน ตอไปนี้ ขั้นที่1 กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ โดยศึกษาจากหนังสือและผลงานวิจัยที่ เกี่ยวของกับการสรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแลวกําหนดรูปแบบเปนขอสอบปรนัย ชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก ขั้นที่2 สรางตารางวิเคราะหขอสอบ เพื่อเปนแนวทางในการออกขอสอบใหตรงกับ เนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง วัดพฤติกรรมการเรียนรูดาน ความรูความจํา ความเขาใจ การ นําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา ขั้นที่3 สรางแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู โดยการออกแบบทดสอบ กอนเรียนและหลังเรียน เพื่อใหสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังและเนื้อหา ตามตารางวิเคราะห ขอสอบ โดยสรางเปนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 15 ขอ ขั้นที่ 4 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ที่สรางเสร็จแลวหาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบเปนรายขอโดยใช ผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองและความเหมาะสมของเนื้อหา คําถาม คําสั่ง และการกําหนดเวลาในการจัดทํา คําเฉลยที่ถูกตอง แลวปรับปรุงแกไขแบบทดสอบ
51.
ญญ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ตามคําแนะนําของ ผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน ในเรื่องของภาษาที่ใชใหงายเหมาะสมกับวัยของนักเรียน เพื่อใหนักเรียน เขาใจคําถามและแกไขคําตอบบางขอที่ไมชัดเจนใหเปนคําตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแลวจึงหาความ สอดคลอง ไดแบบทดสอบไวจํานวน 10 ขอ มีคาความสอดคลองของแบบทดสอบฯ ทั้งฉบับ เทากับ 1.00 ขั้นที่5 จัดทําแบบทดสอบฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง ) ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบทดสอบเปนแผนภาพ ไดดังนี้( แผนภาพที่ 3.3 ) 1.0 กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ 2.0 สรางตารางวิเคราะหขอสอบตรงกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง 3.0 สรางแบบทดสอบ 4.0 ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข 5.0 จัดทําแบบทดสอบฉบับจริง แผนภาพที่3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ 4. สรางแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอน ตอไปนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ โดยวิเคราะหจากวัตถุประสงคในการ วิจัย แลวกําหนดโครงสรางเนื้อหาของแบบสอบถามใหสอดคลองกับวัตถุประสงคใน การวิจัย
52.
ฎฎ ขั้นที่ 2 กําหนดรูปแบบของคําถาม
ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามจากตํารา และของผูวิจัย คนอื่น ๆ ที่ทําการวิจัยในเรื่องคลาย ๆกัน กําหนดรูปแบบสอบถามเปนขอคําถามชนิดมาตราสวน ประมาณคา (Rating Scale ) 5 อันดับ(โกวิทย ประวาลพฤกษ 2536 : 635) และกําหนดคาน้ําหนักดังนี้ มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 5 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับมาก 4 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง 3 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับนอย 2 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับนอยที่สุด 1 คะแนน จากนั้นนํามาคํานวณคาเฉลี่ยกําหนดเกณฑในการแปลความหมายขอมูลที่เปนคาเฉลี่ย คาเฉลี่ยระหวาง 4.51 - 5.00 3.51 - 4.50 2.51 - 3.50 1.51 - 2.50 1.00 - 1.50 แปลผล มีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก มีความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจอยูในระดับนอย มีความพึงพอใจอยูในระดับนอยที่สุด ขั้นที่3 เขียนแบบสอบถามฉบับราง โดยเขียนตามเนื้อหาของแบบ สอบถามใน ขั้นที่1 และหลักในการสรางรูปแบบที่กําหนด จํานวน 10 ขอ ใหครอบคลุมรายการที่ตองการ ประเมินทั้งนี้ตองสอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจัย ขั้นที่4 ทดลองใชและปรับปรุง โดยการนําแบบสอบถามไปทดลองใชกับผูที่มีลักษณะ คลายกลุมตัวอยาง เพื่อพิจารณาความชัดเจนของขอคําถามเวลาในการทําแบบทดสอบ สัมภาษณผูตอบ ดานความเขาใจขอคําถาม ปญหาที่พบ วิจารณแบบสอบถาม แลวนําขอมูลที่ไดมาพิจารณาปรับปรุง แบบสอบถามโดยปรับปรุงเรื่องภาษาที่อานเขาใจยากใหอานแลวเขาใจงาย พิจารณาคัดเลือกตามขอมูลที่ไดจากการทดลองใชในครั้งนี้ไดจํานวน 7 ขอ ขั้นที่5 พิมพแบบสอบถามฉบับจริง หลังจากปรับปรุงแบบสอบถามแลว ใน การพิมพตองคํานึงถึงความชัดเจนในการอธิบายจุดประสงควิธีตอบการจัดรูปแบบใหสวยงาม ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนสรางแบบสอบถามความพึงพอใจ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ดัง แผนภาพ ตอไปนี้ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ( แผนภาพที่3.4 )
53.
ฏฏ 1.0 วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ 2.0 ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามและกําหนดรูปแบบของแบบสอบถาม 3.0 เขียนแบบสอบถามฉบับราง 4.0 ทดลองใชและปรับปรุง 5.0 พิมพแบบสอบถามฉบับจริง แผนภาพที่3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม ที่มา :
บุญชม ศรีสะอาด การวิจัยเบื้องตน พิมพครั้งที่2 กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพสุวีริยาสาสน 2535 หนา 66 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 1. เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน ( กอนใชแบบฝก ) 2. เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน) 3. เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก ) 4. เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ 5. การวิเคราะหขอมูล 5.1 หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) โดยกําหนดเกณฑประสิทธิภาพ 80 / 80 5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน / ผลการพัฒนา
54.
ฐฐ 5.3 หาคาเฉลี่ย ของผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียนแลวแปลผลตามเกณฑที่ กําหนด สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 1)
การหาประสิทธิภาพของแบบฝก ใชวิธีการคํานวณธรรมดา หาคา E1 และ E2 ไดดังนี้ การหาคา E1 คือ คาประสิทธิภาพของงานหรือแบบฝกหัด กระทําไดโดยการเอา คะแนนงานทุกชิ้นของนักเรียนแตละคนมารวมกัน แลวหาคาเฉลี่ยและเทียบสวนเปนรอยละ การหาคา E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ จะไมมีปญหาในการคํานวณมากนัก เพราะอาจทําไดโดยการเอาคะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมดรวมกัน หาคาเฉลี่ย แลวเทียบสวนเพื่อหาคารอยละ 2 ) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใชหาคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใชสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สาย ยศ 2528) การวิเคราะหขอมูล คํานวณคาคะแนนเฉลี่ย ( Mean) และสวนเบี่ยงแบน มาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) ของคะแนนกอนการทดลองและหลังการทดลองใช นวัตกรรมการเรียนการสอน โดยใชสูตรคํานวณ ดังนี้ X = ∑N X S.D. = Σ(X – X)2 N เมื่อ X คือ คาคะแนนเฉลี่ย S.D. คือ คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Σ คือ ผลรวมหรือผลบวก X คือ คาคะแนนของนักเรียนแตละคน N คือ จํานวนนักเรียนทั้งหมด สถิติที่ใชทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝกฯและหลังการใชแบบ ฝกฯ ใชสูตร t – dependent (ลวน สายยศ 2545)
55.
ฑฑ เมื่อ df =
n-1 t = ( ) ∑ − −∑ ∑ 2 2 1n DDn D D แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝก D2 แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝกยก กําลังสอง ∑D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตาง ∑ 2 D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตางยกกําลังสอง N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง 3) การวิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกฯ หาคาเฉลี่ย (Mean) โดยคํานวณจากสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ 2528) X = ∑N X X แทนคาเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนกลุมตัวอยาง N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง ซึ่งผูวิจัยไดสรุปแสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช ดังแผนภาพ ตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.5 )
56.
ฒฒ แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช จุดประสงคการวิจัย
วิธีการ เครื่องมือ สถิติที่ใช วิธีการ นําเสนอ 1. เพื่อทดสอบ ประสิทธิภาพของแบบ ฝกการอานและเขียนคํา ที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถม ศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนกอนและ หลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มี ตอแบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 -ทดสอบประสิทธิภาพ ทดสอบกอนเรียน/หลังเรียน -หาคาเฉลี่ยความพึงพอใจ ของผูเรียน - แบบฝกระหวาง เรียน - แบบทดสอบหลัง เรียน -แบบทดสอบกอน เรียน -แบบทดสอบหลัง เรียน แบบวัดความพึง พอใจ E1 / E2 (80/80) คาเฉลี่ย X รอยละ คาเฉลี่ย X หาคา S.D. หาคา t -dependent คาเฉลี่ย X ตาราง สรุป เชิง บรรยาย ตาราง สรุป เชิง บรรยาย ตาราง สรุป เชิง บรรยาย
57.
ณณ บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค ดังนี้ 1.
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดทําการวิเคราะหขอมูล โดยไดแยกเปน 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบ ฝก ตอนที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ตารางที่ 1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 จํานวนนักเรียน คะแนนแบบฝกระหวางเรียน คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 8 1677 66
58.
ดด เฉลี่ยรอยละ 91.54 82.50 จากตารางที่
1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 และมีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ แบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 2. การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอน และหลังการใชแบบฝก ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลัง การใช แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบันชั้นประถมศึกษาปที่ 3 การทดสอบ จํานวน(N ) คาเฉลี่ย − X คา S.D. t คะแนนกอนเรียน 8 6 1.31 คะแนนหลังเรียน 8 8.25 1.23 13.74 จากตารางที่ 2 การเปรียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอน เรียนและ หลังเรียน พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมี คาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวาง กอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการ อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมี นัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน
59.
ตต 3. การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอาน และเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคํา ที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 รายการประเมิน นักเรียนชั้น ป. 3 (N=8) − X ระดับความคิดเห็น 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจ เรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และบัน มากขึ้น 5.00 เห็นดวยมากที่สุด 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 4.50 เห็นดวยมาก 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 4.75 เห็นดวยมากที่สุด 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 4.63 เห็นดวยมากที่สุด 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 4.88 เห็นดวยมากที่สุด 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 4.63 เห็นดวยมากที่สุด 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 4.63 เห็นดวยมากที่สุด รวมเฉลี่ยทั้งหมด 4.72 เห็นดวยมากที่สุด จากตารางที่ 3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 พบวา เห็นดวยมากจํานวน 1 รายการ และเห็น ดวยมากที่สุดจํานวน 6 รายการ ทั้งนี้เมื่อวิเคราะหภาพรวมแลว พบวา นักเรียนเห็นดวยอยูใน ระดับมากที่สุดโดยมีคาเฉลี่ย 4.72
60.
ถถ บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ผูวิจัย ไดสรุปการวิจัย อภิปรายผล และขอเสนอแนะ ไวดังนี้ 1. สรุปการวิจัย สรุปการศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน 1.1 วัตถุประสงคของการวิจัย 1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1.2 สมมติฐานการวิจัย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตาม เกณฑ 80 / 80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ของ นักเรียนสูงขึ้นหลังการใช แบบฝก 3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป 1.3 วิธีดําเนินการวิจัย
61.
ทท 1) ประชากร เปนนักเรียนโรงเรียนบานบางจัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8 คน 2) เครื่องมือที่ใชในการศึกษา มีดังนี้ - แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จํานวน 13 แบบฝก - แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครูหรือแผนการ จัดการเรียนรู) จํานวน 5 แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกที่ มีขอคําตอบเหมือนกันแตสลับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ - แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน 1.4 การเก็บรวบรวมขอมูล 1) เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน (กอนใชแบบฝก ) 2) เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน) 3) เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก ) 4) เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ 1.5การวิเคราะหขอมูล 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) ประสิทธิภาพ 80 / 80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน ใช คาเฉลี่ย S.D.และ การทดสอบดวยคา t – dependent 3) หาคาเฉลี่ยผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียน 1.6 สรุปผลการวิจัย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมี คาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูง กวาเกณฑที่ตั้งไว
62.
ธธ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มี คาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ
6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการ ทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียน สรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72 2. อภิปรายผล 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 กําหนดเกณฑไว 80 ผลการทดสอบสูงกวา เกณฑที่กําหนด สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 สูงกวาเกณฑที่กําหนด ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑที่ตั้งไว แสดงให เห็นวาแบบฝกเลมนี้มีความเหมาะสมที่จะนํามาใชกับผูเรียน ทําใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและพัฒนา ความบกพรองในดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันได ซึ่งสอดคลองกับ วรสุดา บุญยไวโรจน (2529: 57-58) ไดเสนอแนะลักษณะของแบบฝกที่ดีสรุปไดวา แบบฝกที่ดี ควรมีคําสั่งที่ไมยาวเกินไปและชัดเจนควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของ การฝก ภาษาที่ใชควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน, ควรแยกฝกเปนเรื่องๆ มี กิจกรรมหลายรูปแบบ และขอความหรือรูปภาพในแบบฝกควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับ ความสนใจของผูเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 6 และหลัง การใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนคาเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกอนใชแบบฝกและหลังการใชแบบฝก สรุปผลไดวาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝกอยางมีนัยสําคัญทางสถิตที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุติฐานที่ วางไว แสดงใหเห็นวาเมื่อผูเรียนเรียนรูดวยแบบฝกเลมนี้ทําใหผูเรียนมีความสามารถในการเรียนรู เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันเพิ่มขึ้น สอดคลองกับงานวิจัยของ สมเดช เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป
63.
นน ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานี
ผลการทดลองพบวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํา มีความสามารถในการอานสูง กวานักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และดานการ วัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวย แบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวานักเรียนที่เรียนซอม เสริมดวย แบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และ ผลการวิจัยของจํานง โปธา เกี๋ยง(2538: บทคัดยอ) การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริม สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวาภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) ผลการวิจัย พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สรางขึ้น ไดยึดหลักการ คือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึงความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อให เกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 รวมทั้งงานวิจัยของทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอาน และการเขียนสะกดคํายากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบานคําปาหวาน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมี ประสิทธิภาพ ชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง และแบบฝกชวยใหผูเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีระดับความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72 แสดงให เห็นวาผูเรียนชอบวิธีการเรียนรูดวยแบบฝก เกิดความพึงพอใจที่จะเรียนรูและชอบแบบฝกที่มี ภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 3. ขอเสนอแนะ 3.1 ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช 1) การจัดทําแบบฝกในแตละครั้ง ครูตองศึกษาวิเคราะหเนื้อหาของกลุมวิชาวามีความ เหมาะสมที่จะนํามาใชจัดทําเปนแบบฝกหรือไม เพราะบางเนื้อหาการฝกใหผูเรียนกระทําดวย แบบฝกจะไมสามารถฝกผูเรียนได ตองอาศัยการอธิบายจากผูสอน ดังนั้นจึงตองจัดทําแบบฝกใหมี
64.
บบ ความเหมาะสมกับเนื้อหาของกลุมสาระการเรียนรู ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูดวยตนเองได มิฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นจะไมสามารถพัฒนาผูเรียนไดตามที่คาดหวัง 2)
กอนการจัดทําแบบฝกควรวิเคราะหผูเรียนกอนวามีทักษะในการอานมากนอย เพียงใด หากความสามารถในการอานคอนขางต่ํา การเรียนรูดวยแบบฝกก็ไมเกิดประโยชน เพราะ ผูเรียนตองศึกษาดวยตนเองเปนสวนใหญ ถาผูเรียนอานไมได ก็ไมสามารถใชแบบฝกไดดวย ตนเอง ครูตองคอยชวยเหลือ ทําใหไมเกิดผลดีนัก ควรเรียนรูดวยวิธีอื่นจะเหมาะสมกวา 3) การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการ เรียนรูใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยและในกลุมสาระการเรียนรู อื่นๆ ตอไป ผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และเพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียน ใหสูงขึ้น 3.2 ขอเสนอแนะในการวิจัยขั้นตอไป 1) การศึกษาในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรู ใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ในกลุมสาระการเรียนรูอื่นๆตอไป 2) ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการอานและการเขียนโดยใชการวิจัยประเภทอื่นๆ เชน การทดลองสอนอานและเขียนโดยวิธีอื่นๆ เชน วิธีการใชกิจกรรม เกม เพลง และนิทาน
65.
ปป บรรณานุกรม กรรณิการ พวงเกษม (2534)
การสอนเขียนเรื่องโดยใชจินตนาการทางสรางสรรคใน ระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช กิตติมา ปรีดีดิลก (2529) ทฤษฎีบริหารองคการ กรุงเทพมหานคร ชนะการพิมพ กัลยา ยวนมาลัย (2539) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร โกวิท ประวาลพฤกษ และคณะ(2520) การประเมินผลแนวใหม คูมือสําหรับครูประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร องคการสงเคราะหทหารผานศึก กรมวิชาการ (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว ----------. (2544) คูมือการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย กรุงเทพมหานคร องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.) คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, สํานักงาน (2543) ปฎิรูปการเรียนรูผูเรียนสําคัญที่สุด พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร คุรุสภา จรัส โพธิจันทร (2531) “ความพึงพอใจในการทํางานของอาจารยวิทยาลัยพยาบาลใน ภาคเหนือ” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนคริทรวิโรฒ จํานง โปธาเกี๋ยง (2538) “การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริมสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ชโลบล ทัศวิล (2541) “ผลการใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคทางภาษาไทยสําหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การ ประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ฐะปะนีย นาครทรรพ (2539) “การสอนทักษะเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอนชุด การสอนภาษาไทย หนวยที่ 6 หนาที่ 351-365 นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ดนยา วงศธนะชัย (2542) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) หนา 20 – 30 พิษณุโลก สถาบันราชภัฎพิบูลสงคราม คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร ดวงคิด วงศภักดิ์ (2539) “การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ สําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
66.
ผผ มหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ทิพยสุดา
จงกล (2541) “การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํายากวิชา ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นภดล จันทรเพ็ญ (2535) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร ตนออ นภาลัย สุวรรณธาดา (2539) “หนวยที่ 3 กระบวนการเขียนเชิงปฏิบัติการ” ในเอกสารการสอน ชุดวิชาการใชภาษาไทย (ฉบับปรับปรุง) นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร นิตยา เดชแล (2540) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและความคงทนในการ เรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน และการสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา” วิทยานิพนธปริญญา มหาบัณฑิต สาขา การประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม นิตยาวดี คงไพฑูรย (2542) “การพัฒนาแบบฝกการเขียนเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 กลุมโรงเรียนเขาพนม จังหวัดกระบี่” วิทยานิพนธ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ศึกษาศาสตร(หลักสูตรและการสอน) บัณฑิต วิทยาลัย บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2535) ระเบียบวิจัยทางสังคมศาสตร พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร การพิมพพระนคร บันลือ พฤกษะวัน (2534) มิติใหมในการสอนอาน ภาคปฏิบัติ อันดับที่ 3 การพัฒนาความ พรอมในการอาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช ประภา ตันติวุฒิ (2542) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติในการเขียนเชิงสรางสรรค โดยใช แบบฝกที่สรางจากนิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปทมา แตงอวบ 2538 “การใชนาฎการเพื่อสรางเจตคติที่ดีในการเรียนวรรณดคีไทย เรื่อง ขุนชาง ขุนแผน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนวัดพุทธบูชา กรุงเทพมหานคร” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผะอบ โปษกฤษณ (2544) ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร อักษรพิทยา
67.
ฝฝ พิน คงพูล (2535)
“ความพึงพอใจตอบทบาทหนาที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการการ ประถมศึกษาจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต” วิทยานิพนธปริญญาคุรุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พรรณี ชูทัย (2522) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร พรรณี ชูทัย เจนจิต (2538) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ตนออ แกรมมี่ พิยดา วันเพ็ญ (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุม สปช. เรื่อง สิ่งแวดลอม ทางสังคม ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ดวยการสอนโดยใชทักษะกระบวนการ 9 ประการ กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ภูริภัทร ทิศร (2543) “การอานมีประโยชน โปรดมารักการอาน” วารสารวิชาการ 3 , 7 (กรกฎาคม) : 10 – 13 มาลินี เชษฐโชติศักดิ์ (2534) “ปจจัยที่มีผลตอการทําประกันชีวิตในประเทศไทย” วิทยานิพนธ ปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แมนมาส ชวลิต (2534) กิจกรรมสงเสริมการอาน ในการรณรงคเพื่อสงเสริมนิสัยรักการอาน กรุงเทพมหานคร การศาสนา ยุคล ทองตัน (2533) “ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของขาราชการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ยุพิน จันทรเรือง (2544) “ทักษะทางภาษาเพื่อพัฒนาปญญา” ใน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร และการสืบคน คณะมนุษยศาสตร และสังคมศาสตร สถาบันราชภัฎเชียงราย วรรณา แซตั้ง (2541) “การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคําสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที่ 1” ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วรรณี โสมประยูร (2542) การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช วันเพ็ญ เนียมสุข (2538) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียนของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการเขียนที่ ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
68.
พพ วัลยา ชางขวัญยืน (2539)
“ลักษณะภาษาเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทยหนวยที่ 2 หนา 37– 39 นนทบุรี สาขาศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิชาการ,กรม (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว วิทยา ดํารงเกียรติ (2531) การเขียนในงานสงเสริม เชียงใหม สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแมโจ ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544) การอานและการสรางนิสัยรักการอาน พิมพครั้งที่ 5 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช ศศิธร อินตุน (2535) “การพัฒนาแบบฝกการอานการจับใจความสําคัญสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ศิริพร ลิมตระการ (2539) “ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน” ใน เอกสารประกอบการสอนชุด วิชา การอานภาษาไทย หนวยที่ 1 หนา 1-36 นนทบุรี ศึกษาธิการ กระทรวง (2542) การสังเคราะหงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร การศาสนา __________ . (2520) คูมือหนังสือเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 2 เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพสวนทองถิ่น __________ . (2545) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ สมจิตร เสารศรีจันทร (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝกทักษะการเขียนสะกดคํา ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม โดยใชแบบ ฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑ สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สมเดช เจริญชนม (2541) “การเปรียบเทียบความสามารถ และเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอาน ดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรทราวิโรฒ สมยศ นาวีการ (2534) การบริหารองคกรหรือหนวยงาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร บรรณกิจ
69.
ฟฟ สวนา พรพัฒนกุล (2522)
จิตวิทยาทั่วไป กรุงเทพมหานคร แสงรุงการพิมพ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย (2523) วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร วัฒนาพานิช สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2544) การประเมินผลภาษาไทย กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร อลิสา วานิชดี (2539) “หลักการเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสาร ธุรกิจ หนวยที่ 2 หนา 35-65 นนทบุรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศิลปะศาสตร อวยพร พานิช (2539) “ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอน ชุดวิชา การเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ หนวยที่ 1 หนา 1-34 นนทบุรี สาขาวิชาศิลปะศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อัญชัญ เผาพัฒน (2534) “การพัฒนาบทเรียนเพื่อสงเสริมการสอนอานโดยใชนิทานพื้นบานใน ระดับประถมศึกษาปที่ 2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม เอกฉัท จารุเมธีชน (2539) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร
70.
ภภ ภาคผนวก 1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม - แบบฝก -
แผนการจัดการเรียนรู
71.
มม แบบฝก การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 นางสุมาลิน ทองเจือ โรงเรียนบานบางจัน
72.
ยย สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา คํานํา การเรียนการสอนภาษาไทยในชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีจุดเนนที่ผูเรียนจะตองฝก การอานและการเขียนอยางถูกตองมีความแมนยําในหลักเกณฑทางภาษาเพื่อใชเปน ทักษะพื้นฐานในการเรียนรูในชั้นตอ
ๆ ไป พฤติกรรมของผูเรียนในชั้นประถมศึกษาปที่ 3สวนใหญพบวาชอบทําแบบฝกหัด และมักจะแขงขันการนับคะแนนที่ไดจากการทําแบบฝกหัดถูกตองวาใครทําไดถูกตอง มากนอยกวากัน แบบฝกหัดนาจะเปนแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนาผูเรียนได จากการประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนที่ผานมาพบปญหาดานการอานและ เขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ผูสอนจึงคิดคนวิธีการแกปญหาดังกลาวโดยใช แบบฝก สุมาลิน ทองเจือ
73.
รร คําชี้แจง แบบฝกหัดการอานและเขียนคําที่ใชใชบรร รร(ร หัน)
และ บัน ชั้นประถมศึกษาป ที่ 3 ไดจัดทําขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ให ผูเรียนไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลิน สนองพฤติกรรมของผูเรียนที่ชอบทําแบบฝกหัด แบบฝกฉบับนี้ประกอบดวยเนื้อหาความรูหลักเกณฑการอานคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันจํานวน 13 แบบฝก คําแนะนําในการใชแบบฝก 1. ครูควรเตรียมอุปกรณในการฝกใหพรอม เชน แบบฝก/แบบบันทึกพฤติกรรม การอาน 2. ครูควรอธิบายใหนักเรียนทราบจุดประสงคของการฝกแตละครั้งและให นักเรียนไดเห็นประโยชนที่นักเรียนจะไดรับจากการใชแบบฝกฉบับนี้ 3. ในการฝกครูควรใหนักเรียนมีสวนรวมมากที่สุด เชน รวมเฉลยคําตอบ/ พฤติกรรมการฝกอาน 4. ครูสามารถจัดกิจกรรมการฝกไดทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน 5. กอนฝกในแตละแบบฝก ควรมีการทดสอบกอนฝก บันทึกพฤติกรรมการ อาน และหลังจากทําแบบฝกจนเกิดทักษะแลว ควรมีการทดสอบหลังเรียน อีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบถึงพัฒนาการของผูเรียนกอนและหลังฝก
74.
ลล ขั้นตอนการฝก 1. ทดสอบกอนเรียน 2. อานเนื้อหาคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) 3. ฝกอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 4. ทําแบบฝก 5. อานเนื้อหาคําที่ใช บัน 6. ฝกอานคําที่ใชบัน 7. ทําแบบฝก 8. ทดสอบหลังเรียน
75.
วว แบบทดสอบกอนเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.
คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 5. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
76.
ศศ 8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก.
บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก 10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
77.
ษษ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. บอกลักษณะของคําที่ใชบรร รร
(ร หัน) และ บันได 2. อานออกเสียงคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบันได 3. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง
78.
สส สาระความรู การอานคําที่มี รร (ร
หัน) รร เรียกกวา ร หัน เมื่อผสมกับพยัญชนะมีหลักการในการอานดังนี้ 1. เมื่ออยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน (รร เปลี่ยนรูปเปนไมหันอากาศ และ น เปนตัวสะกด) เชน กรร อานวา กัน เชน กรรเชียง บรร อานวา บัน เชน บรรจง 2. เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน (ม สะกด จึงออกเสียง มะ) สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง (พ สะกด จึงออกเสียง พะ) 3. ยกเวนตัวสะกดมีไมทัณฑฆาตกํากับอยู ใหอานออกเสียง อัน ตามเดิม เชน สรรค อานวา สัน ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
79.
หห ฝกอานคําที่มี บรร ,
รร (ร หัน) เมื่อ รร อยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน ดังนี้ กรรไกร อานวา กัน-ไกร บรรทัด อานวา บัน-ทัด กรรเชียง อานวา กัน-เชียง บรรทุก อานวา บัน-ทุก กรรโชก อานวา กัน-โชก บรรพต อานวา บัน-พต จรรยา อานวา จัน-ยา บรรยาย อานวา บัน-ยาย จรรโลง อานวา จัน-โลง บรรเลง อานวา บัน-เลง จัดสรร อานวา จัด-สัน พรรษา อานวา พัน-สา จํานรรจา อานวา จํา-นัน-จา มรรยาท อานวา มัน-ยาด บรรจง อานวา บัน-จง สรรเสริญ อานวา สัน-เสิน บรรจบ อานวา บัน-จบ หรรษา อานวา หัน-สา บรรจุ อานวา บัน-จุ อรรณพ อานวา อัน-นบ เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน (ยกเวนบางคํายังคง อานออกเสียง อัน เชนคําที่ตัวสะกด มีทัณฑฆาตกํากับอยูเปนตน) กรรมกร อานวา กํา-มะ-กอน รัฐธรรมนูญ อานวา รัด-ถะ-ทํา-มะนูน กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน วรรณคดี อานวา วัน-นะ-คะ-ดี ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง ธรรมชาติ อานวา ทํา-มะ-ชาด สรางสรรค อานวา สาง-สัน ธรรมดา อานวา ทํา-มะ-ดา สวรรค อานวา สะ-หวัน ผิวพรรณ อานวา ผิว-พัน สุวรรณภูมิ อานวา สุ-วัน-นะ-พูม พระขรรค อานวา พระ-ขัน มหัศจรรย อานวา มะ-หัด-สะ-จัน มีครรภ อานวา มี-คัน อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
80.
ฬฬ แบบฝกที่ 1 ใหนักเรียนฝกการเขียนสะกดคําและแจกลูกจากคําตอไปนี้ 1. กรร
อานวา ................................................................ 2. ขรร อานวา ................................................................ 3. ครร อานวา ................................................................ 4. สรร อานวา ................................................................ 5. จรร อานวา ................................................................ 6. บรร อานวา ................................................................ 7. พรร อานวา ................................................................ 8. มรร อานวา ................................................................ 9. วรร อานวา ................................................................ 10. หรร อานวา ................................................................
81.
ออ แบบฝกที่ 2 เขียนคําอานคําที่มี รร
(ร หัน) ที่กําหนดให ใหถูกตอง 1. หรรษา ..................................................................................... 2. ธรรม ..................................................................................... 3. บรรยาย ..................................................................................... 4. สรรเสริญ ..................................................................................... 5. มรรยาท ..................................................................................... 6. วัฒนธรรม ..................................................................................... 7. วรรณคดี ..................................................................................... 8. ธรรมชาติ ..................................................................................... 9. กระทรวงธรรมการ ..................................................................................... 10. หฤหรรษ ..................................................................................... 11. พระขรรค ..................................................................................... 12. ทรงครรภ ..................................................................................... 13. ยุติธรรม ..................................................................................... 14. อนิจกรรม ..................................................................................... 15. หัตถกรรม ..................................................................................... 16. สวรรค ..................................................................................... 17. ธรรมดา ..................................................................................... 18. กรรมการ ..................................................................................... 19. บรรทุก ..................................................................................... 20. กรรเชียง .....................................................................................
82.
ฮฮ แบบฝกที่ 3 เขียนคําที่มี รร
(ร หัน) ตามเสียงอาน ใหถูกตอง คําอาน คํา 1 หะ – รึ– หัน 2 จํา – นัน – จา 3 บัน –ทัด 4 ทํา 5 พระ –ขัน 6 ซง – คัน 7 ยุด – ติ –ทํา 8 อะ – นิด –จะ –กํา 9 สัน – เสิน 10 หัด – ถะ – กํา 11 สะ – หวัน 12 กํา – มะ – กาน 13 บัน –ทุก 14 มัน – ยาด 15 วัด – ทะ – นะ – ทํา 16 ทํา – มะ – ดา 17 กัน –เชียง 18 วัน – นะ – คะ – ดี 19 บัน –ยาย 20 ทํา – มะ – ชาด
83.
กกก คําอาน คํา 21 บัน
–ดา – สัก 22 อะ – นิด –จะ –กํา 23 ซง – ทํา 24 บัน –ทม 25 อา – ทัน 26 บัน –ไล 27 แพร – พัน 28 เวน – กํา 29 สิน – ละ – ปะ – กํา 30 ผิว – พัน 31 คํา –สับ – พะ – นาม 32 รัด – ถะ – ทํา –มะ – นูน 33 บัน –จง 34 บัน –ยา – กาด 35 บัน –ยาย
84.
ขขข แบบฝกที่ 4 ทําเครื่องหมา X
ขอที่ ร ไมใช ร หัน 1. ก. ทรงครรภ ข. รัชสมัย ค. สวรรค ง. ธรรมดา 2. ก. บรรยาย ข. พรรษา ค. ระยา ง. กรรมการ 3. ก. รวดเร็ว ข. เวรกรรม ค. สรรเสริญ ง. อาธรรม 4. ก. รวบรัด ข. พระธรรม ค. รัฐธรรมนูญ ง. ธรรมดา 5. ก. ยุติธรรม ข. รุงเรือง ค. บรรทม ง. บรรทุก 6. ก. จํานรรจา ข. อนิจกรรม ค. มรรยาท ง. รวบรวม 7. ก. บรรลัย ข. หัตถกรรม ค. บรรดาศักดิ์ ง. เหรียญ 8. ก. หฤหรรษ ข. แพรพรรณ ค. แรงงาน ง. กรรเชียง 9. ก. พระขรรค ข. วรรณคดี ค. ระเบียง ง.บรรณานุกรม 10. ก. ธรรมชาติ ข. รัฐบาล ค. วัฒนธรรม ง. บรรพบุรุษ ใหนักเรียนฝกเขียนคําอานตอไปนี้ คําอาน คําเขียน 1. บัน –ทัด บรรทัด 2. บัน –ทุก ................................................. 3. บัน –เทา ................................................. 4. บัน –จุ ................................................. 5. บัน –จง ................................................. 6. บัน –จบ ................................................. 7. บัน –เลง ................................................. 8. บัน –ยาย ................................................. 9. บัน –ดา ................................................. 10. กัน –ไกร .................................................
85.
คคค แบบฝกที่ 5 นําความหมายทางขวามือ มาเติมลงหนาขอความใหถูกตองสัมพันธกัน 1.
..................... สีของผิว ชนิด ธรรมดา 2. ..................... อยูประจําที่วัดชวง 3 เดือนในฤดูฝน ศิลปกรรม 3. ..................... กิริยาวาจา มีความหมายวาเรียบรอย ครรภ 4. ..................... อาการหรือความเปนไปแหงธรรมชาติ ธรรมชาติ 5. ..................... ทอง พรรณ 6. ..................... สิ่งที่เกิดมีและเปนอยูตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ จําพรรษา ภาพภูมิประเทศ 7. ..................... สิ่งที่เปนศิลปะ สิ่งที่ผิดสรางขึ้นเปนศิลปะ วัฒนธรรม 8. ..................... ยกยอง พระขรรค 9. ..................... สิ่งที่ทําใหเกิดความเจริญงอกงามแกหมูคณะ มรรยาท 10. ..................... ดาบ หอก มีด อาวุธคลายหอกแตดามสั้น สรรเสริญ ตอนที่ 2 เติมคํา รร (ร หัน) ในชองวางใหถูกตอง 1. ........................ดาศักดิ์ 11. อา........................ 2. อนิจ........................ 12. ..........................จุ 3. ทรง........................ 13. คํา.....................นาม 4. ..........................ทม 14. รัฐ.....................นูญ 5. จํา.......................จา 15. ..........................จง 6. ...........................ลัย 16. ..........................ยากาศ 7. แพร....................... 17. ...........................ยาย 8. เวร......................... 18. ...........................บุรุษ 9. ศิลป.................... 19. ...........................เลง 10. ผิว....................... 20. ............................ณานุกรม
86.
งงง แบบฝกที่ 6 หาคําที่มีความหมาย รร
(ร หัน) ไมมีตัวสะกด และคํา รร(ร หัน) มีตัวสะกดมาเติม ตามปายที่กําหนดใหในตารางอยางละ 5 คํา คํา รร (ร หัน)ไมมีตัวสะกด คํา รร (ร หัน) มีตัวสะกด 1. ...................................................... 1. ...................................................... 2. ...................................................... 2. ...................................................... 3. ...................................................... 3. ...................................................... 4. ...................................................... 4. ...................................................... 5. ...................................................... 5. ......................................................
87.
จจจ แบบฝกที่ 7 นักเรียนโยงเสนคําที่มี รร
(ร หัน) กับคําอานใหถูกตอง 1. จํา – นัน –จา ก. ธรรมดา 2. ทํา – มะ – ดา ข. บรรทัด 3. กํา – มะ – กาน ค. จํานรรจา 4. บัน – ทัด ง. กรรมการ 5. กัน – ไกร จ. บรรยาย 6. เวน – วัก ฉ. เวนวรรค 7. บัน – ยาย ช. กรรไกร
88.
ฉฉฉ แบบฝกที่ 8 ตอนที่ 1
ใหนักเรียนเลือกคํา * ที่มีความหมายสัมพันธกับคําหรือขอความตอไปนี้ บรรจุ บรรทัด บรรทุก บรรเทา บรรดา บรรยาย บรรเลง 1. ไม ...........................อันนี้หัก 2. รถ ..........................ขนของหนักเกินไป 3. ............................นักเรียนกําลังฟงคํา ..........................ของครู 4. อยาซื้อยา..........................ปวดมากินเอง 5. มีการ ......................เพลงชาติที่หนาเสาธง ตอนที่ 2 นักเรียนเขียนคําที่มี รร (ร หัน) ในประโยคตามเสียงอานใหถูกตอง 1. พอซื้อบาน.......................ในเมือง (จัด –สัน) 2. เทวดาอยูบน.......................(สะ – หวัน) 3. โดเรมอนมีของนา..........................มากมายในกระเปา (อัด – สะ –จัน) 4. ฉันชอบไปเที่ยวน้ําตกดู ..............................(ทํา – มะ – ชาด) 5. ครูพานักเรียนไปแหเทียนในวัน ............................(เขา – พัน – สา) 6. ครูใหนักเรียนคัดลายมือดวยตัว.........................เต็มบรรทัด (บัน – จง) 7. นักดนตรี.........................เพลงสรรเสริญพระบารมี (บัน – เลง) 8. .............................เปนคําสั่งสอนของพระพุทธเจา (พระ – ทํา) 9. ทุกคนที่มางานเลี้ยงฉลองตางสุขสันต ..........................กันทั่วหนา (หัน – สา) 10. สามี ..........................คูนี้ชวยกันทํามาหากินจนร่ํารวย (พัน – ระ – ยา)
89.
ชชช สาระความรู คําไทยที่ใช “บัน” นําหนา บันดาลลงบันได
บันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง บันโดยบันโหยไห บันเหินไปจากรวงรัง บันทึงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแตงตน คําบันนั้นฉงน ระวังปนกับ “ร –หัน” ฝกอานคําที่ใช บัน บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
90.
ซซซ แบบฝกที่ 9 เขียนคําที่ใช “บัน”
ลงในภาพ
91.
ฌฌฌ แบบฝกที่ 10 ใหนักเรียนคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 1
จบ และครึ่งบรรทัด 1 จบ บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ใหนักเรียนแตงประโยคจากคําที่กําหนดให บันดาล บันได บันทึก บันเทิง บันลือ .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................................
92.
ญญญ แบบฝกที่ 11 การใช บัน,
รร(ร หัน) บ.......เทิง บ..........พชา บ.......ได บ.......ลือ ค........ชิต บ.........ทัดฐาน บ........ดาล บ..........ทึก บ.......ทุก พระข...........ค ไอศว..........ย ศตว.......ษ อาถ..........พณ บ........จถรณ พี่ขาหนูอยากกินทอฟฟจังเลย พี่ชวยเติม รร (ร หัน) หรือ _ัน ลงในทอฟฟหนอย ซิคะ
93.
ฎฎฎ แบบฝกที่ 12 จงเขียนเครื่องหมาย (ü)
ไวหลังคําที่เขียนถูก และเติมเครื่องหมายผิด ( X) ไวหลังคํา ที่เขียนผิด คําแนะนํา ถาเด็กไมสามารถทําได ควรใหยอนกลับไปดูเรื่อง ฝกอาน – ฝกเขียน คําที่ใช บัน ซึ่งในปจจุบันมีใชอยู 5 คํา ดังนั้น คําอื่น ๆ ตองใช บรร จึงจะถูกตอง บรรจง.................. บันจง ...................... บรรพต................... บันพ................. บรรจบ................. บันจบ ...................... บรรพบุรุษ............. บันพบุรุ............ บรรจุ.... ............... บันจุ ....................... บรรยง .................. บันยง................. บรรเจิด ............... บันเจิด...................... บรรยากาศ............ บันยากาศ.......... บรรณาการ.......... บันณาการ............... บรรยาย................. บันยาย................ บรรณาธิการ....... บันณาธิการ............. บรรลัย.................. บันลัย................. บรรณารักษ......... บันณารักษ............... บรรลุ.................... บันลุ.................. บรรดา................. บันดา....................... บรรเลง................. บันเลง................ บรรทม................ บันทม..................... บรรหาร............... บันหาร............... บรรทัด................ บันทัด..................... บรรดาล............... บันดาล.............. บรรทุก................ บันทุก..................... บรรได................. บันได................ บรรเทา............... บันเทา.................... บรรทึก................ บันทึก............... บรรพชา.............. บันพชา.................. บรรเทิง............... บันเทิง.............. บรรพชิต.............. บันพชิต................. บรรลือ................ บันลือ...............
94.
ฏฏฏ แบบฝกที่ 13 ทําเครื่องหมาย ü
หนาคําที่เขียนถูกตอง และ Xหนาคําที่เขียนไมถูกตอง 1. .....................บันทม ....................บรรทม 2. .....................บันทึก ....................บรรทึก 3. .....................บันยากาศ ....................บรรยากาศ 4 ......................บันเทา ....................บรรเทา 5 ......................บันโดย ....................บรรโดย 6 ......................บันจง ....................บรรจง 7. ......................บันจุ ....................บรรจุ 8. ......................บัณณาการ ....................บรรณาการ 9. ......................บันดาล ....................บรรดาล 10. ......................บันดาศักดิ์ ....................บรรดาศักดิ์ 11. ......................บันณารักษ ....................บรรณารักษ 12. ......................บันณาธิการ ....................บรรณาธิการ 13. ......................บันทัด ....................บรรทัด 14. .......................บันได ....................บรรได 15. .......................บันจบ ....................บรรจบ 16. .......................บันเลง ....................บรรเลง 17. .......................บันเทิง ....................บรรเทิง 18. .......................บันทุก ....................บรรทุก 19. .......................บันลือ ....................บรรลือ 20. .......................บันณานุกรม ....................บรรณานุกรม 21. .......................บันพบุรุษ ....................บรรพบุรุษ 22. .......................บันจถรณ ....................บรรจถรณ 23. .......................บันพชา ....................บรรพชา 24. .......................บันพต ....................บรรพต 25. ....................... บันพชิต ....................บรรพชิต
95.
ฐฐฐ แบบทดสอบหลังเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.
คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 5. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 6. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
96.
ฑฑฑ 9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก.
บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง 10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
97.
ฒฒฒ เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน 1. ค. 6.
ก. 2. ก. 7. ก. 3. ค. 8. ก. 4. ก. 9. ค. 5. ข. 10. ข. แบบฝกที่ 1 กรร อานวา กัน ขรร อานวา ขัน ครร อานวา คัน สรร อานวา สัน จรร อานวา จัน บรร อานวา บัน พรร อานวา พัน มรร อานวา มัน วรร อานวา วัน หรร อานวา หัน แบบฝกที่ 2 1. พัน –สา 2. ทํา 3. บัน – ยาย 4. สัน –เสิน 5. มัน – ยาด 6. วัด – ทะ – นะ - ทํา 7. วัน – นะ – คะ ดี 8. ทํา – มะ – ชาด 9. กระ – ซวง –ทํา – มะ – กาน 10. หะ – รึ – หัน 11. พระ – ขัน 12. ซง – คัน 13. ยุด –ติ – ทํา 14. อะ – นิด – จะ – กํา 15. หัด – ถะ –กํา 16. สะ – หวัน 17. ทํา –มะ – ดา 18. กํา – มะ –กาน 19. บัน – ทุก 20. กัน –เชียง
98.
ณณณ แบบฝกที่ 3 1. หฤหรรษ
2. จํานรรจา 3. บรรทัด 4. ธรรมะ 5. พระขรรค 6. ทรงครรภ 7. ยุติธรรม 8. อนิจกรรม 9. สรรเสริญ 10. หัตถกรรม 11. สวรรค 12. กรรมการ 13. บรรทุก 14. มรรยาท 15. วัฒนธรรม 16. ธรรมดา 17. กรรเชียง 18. วรรณคดี 19. บรรยาย 20. ธรรมชาติ 21. บรรดาศักดิ์ 22. อนิจกรรม 23. ทรงธรรม 24. บรรทม 25. อาธรรม 26. บรรลัย 27. แพรพรรณ 28. เวรกรรม 29. ศิลปกรรม 30. ผิวพรรณ 31. คําสรรพนาม 32. รัฐธรรมนูญ 33. บรรจง 34. บรรยากาศ 35. บรรยาย แบบฝกที่ 4 1. ข 2. ค 3. ก 4. ก 5. ข 6. ง 7. ง 8. ค 9. ค 10. ข 1. บรรทัด 6. บรรจบ 2. บรรทุก 7. บรรเลง 3. บรรเทา 8. บรรยาย 4. บรรจุ 9. บรรดา 5. บรรจง 10. กรรไกร แบบฝกที่ 5 1. พรรณ 2. จําพรรษา 3. มรรยาท 4. ธรรมดา 5. ครรภ หรือ ธรรม 6. ธรรมชาติ 7. ศิลปกรรม 8. สรรเสริญ 9. วัฒนธรรม 10. พระขรรค
99.
ดดด ตอนที่ 2 1. บรรดาศักดิ์
2. อนิจกรรม 3. ทรงธรรม 4. บรรทม 5. จํานรรจา 6. บรรลัย 7. แพรพรรณ 8. เวรกรรม 9. ศิลปกรรม 10. ผิวพรรณ 11. อาธรรม 12. บรรจุ 13. คําสรรพนาม 14. รัฐธรรมนูญ 15. บรรจง 16. บรรยากาศ 17. บรรยาย 18. บรรพบุรุษ 19. บรรเลง 20. บรรณานุกรม แบบฝกที่ 6 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 7 1. ค 2. ก 3. ง 4. ข 5. ช 6. ฉ 7. จ แบบฝกที่ 8 ตอนที่ 1 1. บรรทัด 2. บรรทุก 3. บรรดา, บรรยาย 4. บรรเทา 5. บรรเลง
100.
ตตต ตอนที่ 2 1. จัดสรร
6. บรรจง 2. สวรรค 7. บรรเลง 3. อัศจรรย 8. พระธรรม 4. ธรรมชาติ 9. หรรษา 5. เขาพรรษา 10. ภรรยา แบบฝกที่ 9 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 10 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 11 1. บันได 8. ครรชิต 2. บันเทิง 9. พระขรรค 3. บันทึก 10. ศตวรรษ 4. บันลือ 11. บรรทัดฐาน 5. บันดาล 12. บรรจถรณ 6. บรรพชา 13. อาถรรพณ 7. ไอศวรรย 14. บรรทุก
101.
ถถถ แบบฝกที่ 12 เฉลยคําที่ถูกคือ บรรจง –บรรจบ
–บรรจุ –บรรเจิด– บรรณาการ – บรรณาธิการ – บรรณารักษ- บรรดา บรรทม –บรรทัด – บรรทุก – บรรเทา – บรรพชา – บรรพชิต –บรรพต – บรรพบุรุษ บรรยง – บรรยากาศ –บรรยาย – บรรลัย – บรรลุ– บรรเลง – บรรหาร – และ บันดาล บันได– บันทึก –บันเทิง – บันลือ แบบฝกที่ 13 1. X, ü 2. ü, X 3. X, ü 4. X, ü 5. ü, X 6. X, ü 7 X, ü 8. X, ü 9. ü, X 10. X, ü 11. X, ü 12. X, ü 13. X, ü 14. ü, X 15. X, ü 16. X, ü 17. ü, X 18. X, ü 19. ü, X 20. X, ü 21. X, ü 22. X, ü 23. X, ü 24. X, ü 25. X, ü แบบทดสอบหลังเรียน 1. ค. 6. ข. 2. ก. 7. ก. 3. ค. 8. ค. 4. ก. 9. ข. 5. ก. 10. ก.
102.
ททท แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เวลา 1 ชั่วโมง ********************************************************************* แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑการอานที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง การ ฝกอานอยางสม่ําเสมอชวยใหอานไดถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษการใชภาษาในภาษาไทย รูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. บอกลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ได 2. อานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง สาระการเรียนรู ลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) การอานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูนําบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) มาใหนักเรียน อานที่ละคํา ( โดยไมตองชี้แนะ ) 2. ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จาก บัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตองหรือไม / ทําไมถึง อานอยางนั้น ขั้นการเรียนรู 1. ครูอานบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ใหนักเรียนฟงที่ ละคํา แลวใหนักเรียนอานตาม 2. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ 3. ครูรวมสรุปความรูที่นักเรียนอาน ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัตรคําที่ ละคํา ( ตามความเขาใจของตนเอง ) 2. นักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตอง หรือไม / เหตุผลที่อานอยางนั้น ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนอานออกเสียงบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ตามครู 2. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ 3. นักเรียนรวมสรุปความรูที่อาน ขั้นสรุป 1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน 2. นักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2
103.
ธธธ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล
ชิ้นงานของผูเรียน 1. บัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ชั้นประถมศึกษา ปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 1 , 2 1. แบบฝกที่ 1 2. แบบฝกที่ 2 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... .
104.
นนน แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 เวลา 1 ชั่วโมง ********************************************************************* แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑการเขียนที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนเขียนไดอยางถูกตอง การ ฝกเขียนอยางสม่ําเสมอชวยใหเขียนไดถูกตอง และเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง 2. ครูรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่นักเรียนอาน ขั้นการเรียนรู 1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม 2. ครูแจกบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ใหนักเรียนกลุม ละ 1 ชุด ใหฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกัน ในกลุมโดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที 3. ครูเก็บบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)จากนักเรียนแต ละกลุม 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัญชีคําที่ครูแจกใหศึกษา โดยครู ใหเขียนตามคําบอกในกระดานดํา และมีกติกาวา ผูเขียนที่ออกมาเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใด เขียนไดถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน 2. นักเรียนรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่อาน ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนแบงกลุมเปน 2 กลุม 2. นักเรียนรับบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)กลุมละ 1 ชุด ฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกันในกลุม โดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที 3. นักเรียนทั้ง 2 กลุม คืนบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ใหคุณครู 4. นักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ตามคําบอกของครูในกระดานดํา โดยผูเขียนที่ ออกไปเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใดเขียนได ถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4
105.
บบบ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล
ชิ้นงานของผูเรียน 1. บัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. เกมแขงขันเขียนคํา 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ชั้นประถมศึกษาป ที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 3 , 4 1. แบบฝกที่ 3 2. แบบฝกที่ 4 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
106.
ปปป แผนการจัดการเรียนรู โดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การฝกอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมายของคํา ที่ใช บรร รร (ร หัน) แตละคํา ชวยใหผูเรียนอานและเขียนไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใช ภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม 2 กลุม 2. ครูแจกบัตรคําใหนักเรียนกลุมละ 1 ชุด 3. ครูใหนักเรียนเลนเกมคูฉันอยูไหน โดยใหนักเรียน จับคูบัตรคําใหตรงกับความหมายของคํา กลุมใดจับคู ไดเสร็จกอนและถูกตองมากที่สุดเปนผูชนะ ขั้นการเรียนรู 1. ครูใหนักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับเกมที่เลนวาให ประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกันอยางไรระหวาง การเรียนรูถึงความหมายของคําและการเขียนคํา 2. ครูสรุปใหนักเรียนฟงสั้นๆ อีกครั้ง ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม ( จํานวนเทาๆ กัน ) 2. นักเรียนรับบัตรคํากลุมละ 1 ชุด 3. นักเรียนฟงกติกาการเลนเกมคูฉันอยูไหน และเริ่ม เลนเมื่อครูใหสัญญาณ ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนรวมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เกมที่เลนวาใหประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกัน อยางไรระหวางการเรียนรูถึงความหมายของคําและการ เขียนคํา 2. นักเรียนฟงสรุปสาระความรูจากการเลนเกม ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8
107.
ผผผ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล
ชิ้นงานของผูเรียน 1. บัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. เกมคูฉันอยูไหน 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 5 , 6 ,7 , 8 1. แบบฝกที่ 5 2. แบบฝกที่ 6 3. แบบฝกที่ 7 4. แบบฝกที่ 8 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
108.
ฝฝฝ แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑทางภาษาเกี่ยวกับการใช บัน อยางถูกตอง รวมทั้งการฝกการอานและเขียนอยาง สม่ําเสมอ จะ ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการ อนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บัน ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บัน กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจาก สาระความรูในแบบฝกหนาที่ .... ขั้นการเรียนรู 1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม ใหแตละกลุมสงตัวแทน ออกมาเขียนคําที่ใช บัน ที่ปรากฏในแผนภูมิ ( กาพย ) ใหไดมากที่สุด กลุมใดเสร็จกอนและไดจํานวนคํามาก ที่สุดกลุมนั้นชนะ 2. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความหมายของคําที่ใช บัน ทั้ง 13 คํา 3. ครูชี้แนะใหนักเรียนสังเกตวาถาจํากาพยบทนี้ได นักเรียนก็จะเขียนคํา บัน ไดถูกคํา นอกจากนั้นก็จะ เปน บรร ใหพยายามทองกาพยบทนี้ใหได ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจากสาระ ความรูในแบบฝกหนาที่ .... พรอมกัน ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม แตละกลุมสงตัวแทน ออกมาเขียนคําที่ใช บัน 2. นักเรียนรวมสนทนาถึงความหมายของคําที่ใช บัน ทั้ง 13 คํา 3. นักเรียนฟงคําชี้แนะและรวมสังเกตกาพยที่อาน ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10
109.
พพพ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล
ชิ้นงานของผูเรียน 1. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน - แบบฝกที่ 1 , 2 1. แบบฝกที่ 9 2. แบบฝกที่ 10 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
110.
ฟฟฟ แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร
หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การฝกอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมาย ของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน แตละคํา จะชวยใหผูเรียนอาน , เขียน และใชคํา บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” จากแผนภูมิเพลง พรอมทําจังหวะประกอบโดยครูรอง นํา ขั้นการเรียนรู 1. ครูสรุปความรูจากเนื้อเพลงใหนักเรียนฟงวา คําที่ใช บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง, บันลือ 2. ครูใหนักเรียนแบงเปน 2 กลุม 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน กลุมใดเสร็จกอน ถูกตองมากที่สุด กลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” จากแผนภูมิเพลงตามครู พรอมทําจังหวะประกอบ ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนฟงสรุปความรูจากเนื้อเพลง คําที่ใช บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง , บันลือ 2. นักเรียนแบงเปน 2 กลุม 3. นักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13
111.
ภภภ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล
ชิ้นงานของผูเรียน 1. แผนภูมิเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” 2. เกมแขงขันเขียนคํา 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน ) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การรองเพลง - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การรองเพลง - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 11 , 12 , 13 1. แบบฝกที่ 11 2. แบบฝกที่ 12 3. แบบฝกที่ 13 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................. ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
112.
มมม ภาคผนวก 2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย - แบบประเมินแบบฝกฯ
โดย ผูเชี่ยวชาญ - แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรูโดย ผูเชี่ยวชาญ - แบบทดสอบกอนเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน - แบบสอบถามความพึงพอใจ
113.
ยยย แบบประเมินแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร ,
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดย ผูเชี่ยวชาญ ...............................................................................................................................................คําชี้แจง ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของการพัฒนาแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงในชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความ คิดเห็นของทาน ดังนี้ +1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม 0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม / ไมมีความเหมาะสม -1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน ดานเนื้อหา +1 0 -1 หมายเหตุ 1. ตรงตามเนื้อหาของหนังสือเรียนทักษะทางภาษา กลุมสาระการเรียนรู ภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ 2. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังของหลักสูตรแกนกลางและ หลักสูตรสถานศึกษา 3. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดเร็วขึ้น 4. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดดีขึ้น 5. มีความเหมาะสมกับพื้นฐานความรูเดิมของผูเรียน 6. มีความเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผูเรียน 7. ภาษาที่ใชมีความเหมาะสม เขาใจงาย ชัดเจน 8. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝกมีความชัดเจน ผูเรียนเขาใจงาย เมื่อ อานแลวสามารถปฏิบัติตามได 9.แบบฝกในแตละแบบฝกมีความยากงายเหมาะสมกับวัยของผูเรียน สนองความแตกตางระหวางบุคคลตั้งแตงาย ปานกลางจนถึงระดับ คอนขางยาก 10.แบบฝกแตละแบบฝกมีรูปแบบหลากหลายในการฝก ทั้งแบบ เลือกตอบ เลือกใชคํา ขอความ เติมคํา เขียนคําอาน หาความสัมพันธ แตง ประโยค ฯลฯ
114.
รรร ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญ หมายเหตุ รายการประเมิน ดานลักษณะรูปเลม + 1
0 - 1 1. ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสมกับวัยของผูเรียน 2. ภาพประกอบกอใหเกิดความเพลิดเพลิน เราความสนใจ ไมนา เบื่อใน การฝก 3. ขนาดเหมาะสมกับวัยของผูเรียน กะทัดรัด สะดวกในการใช 4. รูปเลมสวยงาม ดานคุณคาและประโยชนที่ผูเรียนจะไดรับ 1. มีความรูความเขาใจในเรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (รหัน) และ บัน มากขึ้น 2. ชวยใหนักเรียนเกิดทักษะในการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มากขึ้น 3. นําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 4. ผูเรียน มีสื่อชวยในการเรียนรู 5. สงเสริมใหผูเรียนรักการทํางาน มีความรับผิดชอบ ดานแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน 1. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 2. ตรงตามเนื้อหา 3. มีความยาก งายเหมาะกับผูเรียน ( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ ( ............................................................ ) ตําแหนง ......................................................................
115.
ลลล แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร
หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดย ผูเชี่ยวชาญ ...............................................................................................................................................คําชี้แจง ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรูการสอนซอมเสริม ที่ใชแบบฝกการอาน และเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงใน ชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความคิดเห็นของทานดังนี้ +1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม 0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม/ ไมมีความเหมาะสม -1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน + 1 0 - 1 หมายเหตุ 1. องคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูครบถวน 2. ความสอดคลองระหวางแนวคิดกับเนื้อหา 3. ความสัมพันธระหวางเนื้อหากับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 4. ความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวังกับกระบวนการจัดการ เรียนรู 5. ขั้นตอนการจัดกระบวนการจัดการเรียนรูตามแผนการจัดการเรียนรูสื่อ ความหมายชัดเจน เขาใจงาย 6. นําสื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) และ บัน ที่ผลิต มาใชไดสอดคลองกับกระบวนการจัดการเรียนรู 7. ระบุวิธีการและ เครื่องมือการประเมินผลไดเหมาะสม 8. วิธีการประเมินผลสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 9. กําหนดภาระงานใหผูเรียนปฏิบัติงานในแตละแผนการจัดการเรียนรูไว อยางชัดเจน ( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ ( ............................................................ )
116.
ววว ตําแหนง .................................................................... แบบทดสอบกอนเรียน เขียน •
ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 5. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย 8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
117.
ศศศ 9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ
” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก 10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
118.
ษษษ แบบทดสอบหลังเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.
คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 5. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 6. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
119.
สสส 9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก.
บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง 10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
120.
หหห แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ............................................................................................................................................... คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียน ü แสดงความพึงพอใจในชองที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของตน ที่มี ตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ระดับความพึงพอใจ รายการประเมิน มาก ที่ สุด 5 มาก 4 ปาน กลาง 3 นอย 2 นอย ที่สุด 1 หมาย เหตุ 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก ขึ้น 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได
121.
ฬฬฬ ภาคผนวก 3 ตารางแสดงคะแนน - ตารางคะแนนจากแบบสอบถามความพึงพอใจ -
ตารางคะแนนทดสอบกอนเรียน / ระหวางเรียน / ทดสอบหลังเรียน
122.
อออ วิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ระดับความพึงพอใจ รายการประเมิน มาก ที่สุด 5 มาก 4 ปาน กลาง 3 นอย 2 นอย ที่สุด 1 คาเฉลี่ย 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก ขึ้น 8 - - - - 5 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 5 2 1 - - 4.50 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 6 2 - - - 4.75 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 5 3 - - - 4.63 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 7 1 - - - 4.88 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 6 1 1 - - 4.63 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 6 1 1 - - 4.63 ระดับเฉลี่ย 215 40 9 - - 4.72
123.
ฮฮฮ
124.
กกกก ประวัติผูวิจัย ชื่อ นางสุมาลิน ทองเจือ ประวัติการศึกษา
จบการศึกษา ปริญญาตรี (ศษ.บ) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิชาเอก ประถมศึกษา จบการศึกษา ปริญญาโท(ศษ.ม.) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศึกษาศาสตร แขนงวิชา หลักสูตรและการสอน สถานที่ทํางาน โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา โทร. 081 – 1778 - 522 ตําแหนง ครู คศ.3
Download