การศึกษา
ผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
นางสุมาลิน ทองเจือ
ครู คศ.3
โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
หลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู
รหัสนักศึกษา 491003000007 ภาคใต จังหวัดพังงา
ข
ชื่องานวิจัย การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ชื่อนักศึกษา นางสุมาลิน ทองเจือ
ชื่อโรงเรียน / สถานศึกษา โรงเรียนบานบางจัน
ชื่ออาจารยที่ปรึกษา นางสาวนวลจิต ถิรพัฒนพันธ
ปที่ทําการวิจัย 2550
บทคัดยอ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียน
คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการ
อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย สมมุติฐานการวิจัย คือ (1) แบบฝกการอาน
และเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ 80 / 80 (2) ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการใช
แบบฝก (3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป ประชากร เปน
นักเรียนโรงเรียนบานบางจัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8
คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ไดแก (1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร
หัน) และ บัน (2) คูมือการใชแบบฝกฯ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและ
หลังเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)
และ บัน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
คา t – test
ผลการศึกษาพบวา
1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี
คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ย
รอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑ
ที่ตั้งไว
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ย
ของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบ
ค
ความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา
คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
เปนไปตามสมมุติฐาน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ยเทากับ 4.72
ง
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดรับความอนุเคราะหชวยเหลือและใหคําแนะนําอยางดียิ่งจาก นางสาว
นวลจิต ถิรพัฒนพันธ ศึกษานิเทศกสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา ซึ่งเปนอาจารยที่ปรึกษา
ประจําหลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู (ภาคใต) ผูวิจัยขอขอบพระคุณไว ณ โอกาสนี้
ประโยชนและคุณคาของงานวิจัยในชั้นเรียนเลมนี้ คงเปนประโยชนแกผูรวมวิชาชีพ
ครูและผูสนใจที่จะรวมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา อันจะชวย
พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพสูงสุดตอไป
สุมาลิน ทองเจือ
มีนาคม 2550
จ
สารบัญตาราง
หนา
ตารางที่ 1 แสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกฯ 49
ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียน
และหลังเรียน 50
ตารางที่ 3 แสดงผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก 51
ฉ
สารบัญภาพ
หนา
แผนภาพที่ 2.1 แสดงกรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา 35
แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก 40
แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู 42
แผนภาพที่ 3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ 43
แผนภาพที่ 3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม 45
แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช 48
ช
สารบัญ
หนา
บทคัดยอ ข
กิตติกรรมประกาศ ง
สารบัญตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทที่ 1 บทนํา 1
ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1
วัตถุประสงคของการวิจัย 3
สมมุติฐานของการวิจัย 3
ขอบเขตของการวิจัย 3
นิยามคําศัพท 4
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 5
บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ 6
แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 7
แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 14
ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน 21
แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก 22
เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ 31
งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก 32
บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย 36
ประชากรและกลุมตัวอยาง 36
รูปแบบการวิจัย 36
เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 37
การเก็บรวบรวมขอมูล 45
การวิเคราะหขอมูล 45
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล 49
การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกฯ 49
การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ 50
ซ
การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการใชแบบฝกฯ 51
บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ 52
สรุปการวิจัย 52
อภิปรายผล 54
ขอเสนอแนะ 55
บรรณานุกรม 57
ภาคผนวก 62
1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม 62
2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 104
3 ตารางแสดงคะแนน 113
ประวัติผูวิจัย 116
ฌ
บทที่ 1
บทนํา
1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 มาตราที่ 22กําหนดแนวทางในการจัดการ
เรียนการสอนไววา“ การจัดการศึกษาตองยึดหลัก ผูเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรูและ
พัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญ ” ( กระทรวงศึกษาธิการ 2544: 21 ) กระบวนการ
เรียนรูที่เนนผูเรียนสําคัญที่สุด จึงเปนจุดมุงหมายในการศึกษาเพื่อมุงพัฒนาคนและชีวิตใหเกิด
ประสบการณการเรียนรูเต็มความสามารถ สอดคลองกับความถนัด ความสนใจและความตองการ
ของผูเรียน
ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน การเรียนรูภาษาไทยซึ่งเปนทักษะพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการ
เรียนรูของผูเรียนที่จะตองไดรับการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพ เพราะเปนวิชาพื้นฐานในการเชื่อมโยง
สูการเรียนรูในสาระการเรียนรูอื่นๆ หากผูเรียนมีพัฒนาการดานภาษาไทยออน จะสงผลกระทบตอ
กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ ไปดวย ดังนั้นการพัฒนาทักษะการเรียนรูดานภาษาไทยจึงมีความจําเปน
อยางยิ่ง กระแสความหวงใยของคนไทยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทยและการใชภาษาไทยได
ปรากฏผลอยูเนื่องๆ โดยพบวา ผูเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปที่ 6 บางคนยังอานหนังสือไมออก
เขียนไมได ใชคําเขียนผิดความหมาย ผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาบางคน มีปญหาเรื่องความเขาใจ
การอานและความออนดอยเรื่องการเขียน มีความสามารถทางภาษายังไมเพียงพอที่จะกาวไปสู
การศึกษาในชั้นที่สูงขึ้น กอใหเกิดปญหาในการเรียนรู ความจําเปนในการพัฒนาผูเรียนตั้งแต
ระดับชั้นประถมศึกษาโดยเฉพาะระดับชวงชั้นที่ 1 (ป.1-3 ) จึงเปนการสรางความเขมแข็งทาง
ภาษาไทยใหแกผูเรียนเพื่อใหสามารถใชภาษาเปนเครื่องมือในการเรียนรู และพัฒนาตนเองไดอยาง
มีประสิทธิภาพ เพื่อเปนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในระหวางเรียนใหแกผูเรียน การฝกใหผูเรียนได
เรียนรูซ้ําๆ หลายครั้ง ทั้งการฝกดวยตนเองหรือใหครูผูสอนคอยฝกฝนอยางตอเนื่อง จึงเปน
สิ่งจําเปนและควรทําทันทีที่พบวาผูเรียนมีปญหาในการเรียนเนื้อหายอยๆ ในแตละเรื่อง หากปลอย
ไวตอนเนื้อหารวมหรือเนื้อหาใหญๆก็จะยิ่งสะสมปญหามากขึ้น ผูเรียนจะเกิดความเบื่อหนาย
ทอถอยและมีเจตคติที่ไมดีตอวิชาภาษาไทยในอนาคต
ญ
การใชวิธีการสอนแบบเดิมๆ ไมมีสื่อในการเรียน สื่อไมเราความสนใจ ขาดแรงจูงใจ
ครูผูสอนมักจะนําเอาหนังสือ หรือแบบฝกหัดที่มีอยูทั่วๆ ไปมาเปนคูมือการสอนโดยไมได
วิเคราะหถึงความเหมาะสม ซึ่งบางอยางก็ใชได แตบางอยางไมสอดคลองกับสภาพและปญหาของ
นักเรียน เชน ยากเกินไปหรืองายเกินไป หากครูผูสอนสรางแบบฝกการอานและการเขียนขึ้นมาใช
เอง โดยสรางจากสภาพปญหาที่เกิดจากการเรียนรูของนักเรียน นาจะมีผลดีกวาการใชแบบฝกที่คน
อื่นสรางให เกี่ยวกับเรื่องนี้กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2536: คํานํา) ไดใหขอเสนอแนะ
ไววา “ การจัดทําแบบฝกหัดเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษานั้น ครูอาจคิดเพิ่มเติมขึ้นเองและทํา
แบบฝกหัดเพิ่มเติมได” การที่นักเรียนไดเรียนเรื่องการอานและเขียนคําซึ่งเปนปญหาการเรียนรู
ของผูเรียนจากแบบฝกหัดบอยๆ จะทําใหนักเรียนจดจําสามารถอานและเขียนคําเหลานั้นไดถูกตอง
และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็จะดีขึ้น ซึ่งสอดคลองกับสุรางค จันทนเอม (2514: 30) ที่ไดกลาว
ไววา “การที่มีแบบฝกหัดชวยใหผูเรียนไดฝกซ้ํา และการทบทวนในสิ่งที่ฝกซ้ําอยูเสมอนั้นจะทํา
ใหนักเรียนจดจําในเรื่องที่เรียนได...” และกรรณิการ ศุกรเวทยศิริ (2533: 2) ที่กลาววา
“แบบฝกหัดเปนสื่อการเรียนอยางหนึ่ง ครูสามารถนําไปใชประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนได”
จากการทดสอบหลักเกณฑทางภาษากลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานและเขียน
คําของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ปรากฏผลไมนาพึงพอใจ โดยเฉพาะ
ทักษะการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน นักเรียนสวนใหญเขียนคําที่ใช บรร
รร(ร หัน) และ บัน ผิด ทําใหความหมายของคําผิดไป เนื่องจากไมไดรับการฝกฝนอยางตอเนื่อง
ขาดสื่อในการฝกเฉพาะเรื่อง จึงสงผลใหนักเรียนไมเขาใจหลักการอานและการเขียนรวมทั้งการนํา
คําไปใชใหตรงกับรูปประโยคและความหมาย ผูสอนเห็นวาจําเปนตองแกไขอยางเรงดวน
จากที่กลาวมาสรุปไดวา การอานและการเขียนคําตางๆ ตามหลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตอง
มีความสําคัญเปนพื้นฐานในการเรียนภาษาและเรียนวิชาอื่นๆ ถาเด็กมีทักษะการอานและการเขียน
ดียอมทําใหผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยดีไปดวย ครูจะตองฝกการอานและการเขียนตาม
หลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตองใหแกเด็กอยางถูกวิธี โดยพยายามหาวิธีสอนและจัดกิจกรรมให
เหมาะสมกับนักเรียนแตละระดับ ควรจัดกิจกรรมในการสอนการอานและการเขียนคําใหเกิด
ความรูและสนุกสนาน การฝกอยางถูกวิธีเทานั้นที่จะทําใหเด็กเกิดความชํานาญคลองแคลววองไว
และการฝกที่ดีนั้นจะตองมีสื่อคือ แบบฝกที่มีคุณภาพ ดังนั้นผูวิจัยจึงสรางแบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่3 ขึ้นใชฝกกับนักเรียนที่มีปญหาในเรื่อง
ดังกลาว ซึ่งผลที่ไดนั้นจะเปนแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อแกปญหาที่นักเรียน
อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ไมถูกตองใหไดผลดียิ่งขึ้น และยังสงผลใหคุณภาพ
ผลสัมฤทธิ์ดานทักษะภาษาไทยของนักเรียนดีขึ้นกวาเดิม
ฎ
2. วัตถุประสงคของการวิจัย
1. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
3. สมมติฐานการวิจัย
1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร( ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ 80 / 80
2. ทักษะการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการ
ใช แบบฝก
3. นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยตั้งแตมากขึ้นไป
4. ขอบเขตการวิจัย
4.1 รูปแบบการวิจัย เปนการวิจัยเชิงทดลอง
4.2 ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
4.2.1 ตัวแปรตน คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใชแบบฝกการอานและเขียน
คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
4.2.2 ตัวแปรตาม คือ
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)
และ บัน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ฏ
- ความพึงพอใจของผูเรียนที่มีตอแบบฝก
4.3 ประชากร เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน
ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549จํานวน 8 คน
4.4 ขอบขายเนื้อหา เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันสําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่3
4.5 เครื่องมือในการวิจัย ประกอบดวย
1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษา
ปที่ 3
2) แผนการจัดการเรียนรู( คูมือการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3) จํานวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง
3) แบบทดสอบกอนและหลังเรียน (ใชแบบทดสอบฉบับเดียวกัน จํานวน 10ขอ)
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
5. นิยามคําศัพท
แบบฝก หมายถึง แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ซึ่งมีองคประกอบ ดังนี้ วัตถุประสงค แบบทดสอบกอนเรียน ใบความรู
แบบฝกการอาน แบบฝกการเขียน แบบทดสอบหลังเรียน
ประสิทธิภาพของแบบฝก ตามเกณฑ 80 / 80 หมายถึง นักเรียนทําแบบฝกในระหวาง
เรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 % และหลังการใชแบบฝกในการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนผลการ
ทดสอบหลังเรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 %
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผูเรียนมีความรูความเขาใจในการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) และ บัน วัดเปนคะแนน โดยใชแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอาน
และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ความพึงพอใจของผูเรียน หมายถึง ความชื่นชอบ / ชื่นชม ความรูสึกที่มีความสุขในการ
เรียนรูเมื่อไดใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ความนาสนใจ เนื้อหา
สาระทําใหผูเรียนมีความรูเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลผลจากระดับเฉลี่ย จากแบบสอบถามความพึงพอใจ
ฐ
6. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
6.1 ชวยพัฒนานักเรียนใหมีความรูความเขาใจ มีทักษะในการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน
6.2 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรูใหกับผูเรียนใน
เนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
6.3 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนใหผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และ
เพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียนใหสูงขึ้น
6.4 เพื่อเปนแนวทางสําหรับประยุกตใชในวิชาอื่น ๆ
6.5 เพื่อเปนแนวทางสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
ฑ
บทที่ 2
วรรณกรรมที่เกี่ยวของ
การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดตรวจสอบเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวของ และกรอบความคิด
ทฤษฎีอันเปนพื้นฐานในการดําเนินการวิจัย ดังนี้
1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน
1.1 ความหมายของการอาน
1.2 จุดมุงหมายของการอาน
1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน
1.4 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน
1.5 ความสําคัญของการอาน
1.6 ประโยชนของการอาน
2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน
2.1 ความหมายของการเขียน
2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน
2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน
2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน
3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน
4. แนวคิดเกี่ยวกับการฝก
4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัด
4.2 ประโยชนของแบบฝก
4.3 จิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก
4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี
4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก
4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด
4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก
4.5.3 ขั้นตอนในการสรางแบบฝก
5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ
6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก
ฒ
1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน
1.1 ความหมายของการอาน
การอานเปนทักษะหนึ่งที่มีความสําคัญในการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย
นักวิชาการหรือนักการศึกษา และนักจิตวิทยาหลายทาน ไดใหความหมายของการอานไว
หลากหลายความหมาย ดังตอไปนี้
อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 10) ไดใหความหมายการอานไววา การอานคือการ
แปลความของสัญลักษณที่ใชแทนคําพูดใหไดความหมายอยางสมบูรณ โดยอาศัยประสบการณเดิม
ของผูอานเขาชวยแปล และรวบรวมความคิดเขาดวยกันจนเกิดภาพในสิ่งที่อานชัดเจน ที่เราเรียกวา
มโนภาพ แตบางครั้งความรูที่ไดรับของแตละคนอาจจะไดไมเทากัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกตาง
ระหวางบุคคล
แมนมาส ชวลิต (2534 : 232) ไดใหความหมายการอานวา “การอานคือ การ
ใชศักยภาพของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฎการณขอมูล ขาวสาร เรื่องราว
ประสบการณ ความคิด ความรูสึกและจินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ ซึ่งมีผูแสดงออกโดยใช
สัญลักษณที่เปนลายลักษณที่มนุษยประดิษฐขึ้นเพื่อการสื่อสาร การอานเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตอง
เรียนเชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูเทานั้นไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับ
ความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอานเนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใช
การได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและเลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ”
ศศิธร อินตุน (2535 : 12) กลาววาการอาน ไมใชเพียงสะกดถูกเทานั้นหากยัง
ตองสามารถวินิจฉัยพิจารณาความหมายที่ไดจากการอานนั้นไดอยางลึกซึ่งและแตกฉานเกิดความรู
ความคิด และสามารถนําเอาความคิดจากการอานไปใชในชีวิตประจําวันได
นภดล จันทรเพ็ญ (2535: 73) กลาววา การอานเปนการแปลความหมายของ
ตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ เครื่องสื่อความหมายตางๆ ที่ปรากฏแกตาออกมาเปนความคิด
ความเขาใจเชิงสื่อสาร แลวผูอานสามารถนําความคิด ความเขาใจนั้นไปใชประโยชนไดตอไป
ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 3) ไดใหความหมายการอานวา “การอานมิใชแต
เพียงการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยางเดียว การอานเปนกระบวนการถายทอดความหมายจาก
ตัวอักษรออกมาเปนความคิด และจากความคิดที่ไดจากการอานผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู
เปนเครื่องชวยพิจารณาตัดสินใจนําแนวคิดที่ไดจากการอานไปใชประโยชนตอไป”
จากการศึกษาความหมายของการอาน สรุปไดวา การอานคือ การใชศักยภาพ
ของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฏการณ ขอมูล ขาวสาร เรื่องราว ประสบการณ
ณ
ความคิด ความรูสึก จินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ และเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตองเรียน
เชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูการอานไมใชเปนการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยาง
เดียวไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอาน
เนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใชการได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและ
เลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถแปลความหมายจากตัวอักษรหรือภาพใหเปน
เรื่องราวเปนแนวคิด โดยผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู ในการแปลความหมายของตัวอักษร
และสัญลักษณถายทอดออกมาเปนคําพูด และสื่อความหมายไดถูกตองตามจุดหมายของผูเขียนที่
ใชตัวอักษรหรือภาพเปนสื่อกลางในการถายทอดการเรียนรูใหแกผูเรียน
1.2 จุดมุงหมายของการอาน
การอานเปนทักษะที่จําเปนในการดํารงชีวิต ชวยทําใหเกิดความงอกงามทาง
สติปญญาเปนวิธีการหนึ่งที่มนุษยใชศึกษาหาความรูใหแกตนเองตลอดมา การอานมีจุดมุงหมายที่
แตกตางกัน เชน อานเพื่อพัฒนาสติปญญา อานเพื่อพัฒนาความคิด และเพิ่มพูนประสบการณ
นอกเหนือความบันเทิงทางอารมณที่ไดรับนักการศึกษาหลายๆ ทานไดใหความคิดเห็นตอ
จุดมุงหมายของการอาน ไวดังนี้
กัลยา ยวนมาลัย (2539: 12) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานออกเปน 4
ประเภทดังนี้
1. อานเพื่อความรู เปนการอานเพื่อตองการรูในสิ่งที่ผูอานพบปญหา หรือ
ตองการใหความรูงอกเงย
2. อานเพื่อใหเกิดความคิด เปนการอานสิ่งพิมพที่แสดงทรรศนะ ซึ่งไดแก
บทความ บทวิจารณ วิจัยตางๆ
3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ชวยใหเกิดความบันเทิงควบคูไปกับการ
คิด
4. อานเพื่อตอบสนองความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ตองชดเชยความตองการ
ที่ยังขาดอยู เชน เมื่อเกิดความรูสึกเบื่อ ไมสบาย เปนตน
วรรณี โสมประยูร (2542: 127) ไดตั้งจุดมุงหมายในการอานดังนี้
1. การอานเพื่อคนควาหาความรูเพิ่มเติม
2. การอานเพื่อความบันเทิง
3. การอานเพื่อใชเวลาวางใหเปนประโยชน
4. การอานเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง
ด
5. การอานเพื่อวิเคราะหวิจารณจากขอมูลที่ได
6. การอานเพื่อหาประเด็นวาสวนไหนเปนขอเท็จจริง สวนใดเปนจริง
7. การอานเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่องที่อาน
8. การอานเพื่อปฏิบัติตาม
9. การอานเพื่อออกเสียงใหถูกตองชัดเจน มีน้ําเสียงเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง
ยุพิน จันทรเรือง (2544: 43) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานดังนี้
1. อานเพื่อความรู
2. อานเพื่อความคิด
3. อานเพื่อความบันเทิง
ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 7-8) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานไดดังนี้
1. อานเพื่อความรู
2. อานเพื่อใหเกิดความคิด
3. อานเพื่อความเพลิดเพลิน
4. อานเพื่อความจรรโลงใจ
5. อานเพื่อสนองความตองการอื่นๆ
ดังนั้นจึงสรุปไดวา จุดมุงหมายของการอานทั่วไปถาจะจําแนกประเภทใหญๆ ได
2 ประเภท คืออานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง โดยการอานทั้ง 2 ประเภทเปนการอาน
ที่สรางความรูความคิดผูอานสามารถนําไปใชตัดสินใจ แกปญหา และสรางทางเลือกในการดําเนิน
ชีวิตตลอดจนเปนการฝกใหมีนิสัยรักการอาน
1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน
หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น
ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปและสาระการเรียนรูรายป
เกี่ยวกับการอานของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้
สาระที่ 1 การอาน
มาตรฐาน 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรู และความคิดไปใชตัดสินใจ แกปญหาและสราง
วิสัยทัศนในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน
ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป
1. อานไดถูกตองตามหลักการอาน
2. อานไดถูกตองคลองแคลว
ต
3. เขาใจความหมายของคําและขอความที่อาน
4. เขาใจความสําคัญและรายละเอียดของเรื่อง
5. หาคําสําคัญของเรื่องได
6. ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนภาพความคิดเปนเครื่องมือพัฒนาความเขาใจ
7. รูจักใชคําถามจากเรื่องที่อานกําหนดแนวทางปฏิบัติได
8. สามารถอานในใจและอานออกเสียงบทรอยกรองและรอยแกวที่ยากขึ้นได
รวดเร็วตามลักษณะคําประพันธและอักขรวิธีได
9. จําบทรอยกรองที่ไพเราะได
10. เลือกอานหนังสือที่เปนประโยชนได
11. มีมารยาทในการอาน
12. มีนิสัยรักการอาน
สาระการเรียนรู
1. การอานคําพื้นฐานซึ่งเปนคําที่ใชในชีวิตประจําวัน และรวมคําที่ใชเรียนรูใน
กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ
2. การอานแจกลูกและสะกดคําในมาตราแม ก กา แมกง กน กม เกย เกอว กก
กด และแมกบทั้งคําที่สะกดตรงตามมาตราตัวสะกด และคําที่สะกดไมตรงตามมาตราตัวสะกด คํา
ที่มีตัวการันต ตัวอักษรควบ อักษรนําคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน
3. การผันวรรณยุกต คําที่มีพยัญชนะตน เปนอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ํา
4. การอานและเขาใจความหมายของคําในประโยคและขอความ
5. การอานในใจ การจับใจความของเรื่องที่อาน โดยหาคําสําคัญตั้งคําถาม
คาดคะเนเหตุการณที่ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนความคิด
6. การแสดงความรู และความคิดตอเรื่องที่อาน
7. การนําความรูและขอคิดที่ไดรับจากการอานไปใชในชีวิตประจําวัน
8. การอานออกเสียงรอยแกว และรอยกรองถูกตองตามอักขรวิธีและลักษณะคํา
ประพันธและการอานทํานองเสนาะ
9. การทองจําบทอาขยานและบทรอยกรอง
สรุปไดวา จุดมุงหมายในการสอนอานมี 3 ประการหลัก คือ
1. มุงพัฒนาศัพทใหมๆ โดยใหนักเรียนอานและเขียนคําใหถูกตอง
2. มุงใหนักเรียนมีความเขาใจเรื่องที่อาน สามารถเรียงลําดับเหตุการณ เลาเรื่อง
ใหผูอานเขาใจได
ถ
3. มุงใหนักเรียนอานเพื่อฝกคิดอยางมีวิจารณญาน นําผลการอานไปใชใน
ชีวิตประจําวันได
1.4 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน
การอาน เปนทักษะที่จําเปนสําหรับมนุษยที่ใชเปนเครื่องมือในการแสวงหา
ความรูสิ่งตางๆ เปนทักษะที่มีความสําคัญซึ่ง นักการศึกษา ผูที่มีสวนเกี่ยวของไดกลาวไว ดังนี้
บันลือ พฤกษะวัน (2534: 7) กลาววา ทักษะการอานนั้นเปนงานที่ยิ่งใหญใน
การจัดการเรียนการสอน และเปนพื้นฐานที่สําคัญแกการเรียนรูสรรพวิทยาการทั้งปวง
องคประกอบที่จะชวยใหเกิดความพรอมในการอาน ควรพิจารณาดังนี้
1. ความพรอมทางกาย
2. ความพรอมทางจิตใจหรือสติปญญา
3. ความพรอมทางอารมณ– สังคม
4. ความพรอมทางจิตวิทยา
5. ความพรอมทางพื้นฐานประสบการณ อันเกิดจากการเลี้ยงดูจากทางบานและ
สภาพแวดลอม
กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 31) ไดกลาวถึงองคประกอบสําคัญที่มีผลตอการเรียนรู
จากการอาน ซึ่งขึ้นอยูกับปจจัยเบื้องตนในตัวผูอานดังนี้
1. ประสบการณของผูอานในเรื่องที่อาน
2. ความสามารถดานภาษา คือรูคําศัพท ถอยคํา สํานวน โวหาร และ
ความหมายตางๆ
3. ความสามารถในการคิด
4. ความสนใจและความเชื่อ
5. จุดประสงคในการอาน
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539 : 5) กลาววาองคประกอบที่สําคัญเกี่ยวกับการ
อานมีอยู 3 ดาน คือ
1. ดานสังคม หมายถึง สิ่งแวดลอมที่อยูรอบตัวนักเรียน ในการสอนครูควรนํา
เรื่องที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและความเปนอยูของนักเรียนในทองถิ่นนั้นๆ มาจัดทําเปนหนังสือ
แบบเรียน หรือหนังสืออานประกอบ
2. ดานความพรอม หมายถึง ความพรอมทางดานรางกาย อารมณ และ
สติปญญาที่สามารถเริ่มอานได
ท
3. ดานโรงเรียน โรงเรียนเปนสถานที่สําคัญในการจัดบรรยากาศหรือกิจกรรมให
ตอบสนองกับความตองการของนักเรียน โดยเฉพาะการปลูกฝงใหมีทัศนคติที่ดีตอการอานและ
การรักการอาน
วรรณี โสมประยูร (2542 : 122) ไดกลาวถึงองคประกอบที่สําคัญในการอาน
ของเด็กสรุปไดดังนี้
1. ทางดานรางกาย เชน สายตา ปาก และหู
2. ทางดานจิตใจ เชน ความตองการ ความสนใจ และความศรัทธา
3. ทางดานสติปญญา เชน การรับรู การนําประสบการณเดิมมาใช การใชภาษา
ใหถูกตอง และความสามารถในการเรียน
4. ทางดานประสบการณพื้นฐาน
5. ดานวุฒิภาวะ อารมณ แรงจูงใจ และบุคลิกภาพ
6. ดานสิ่งแวดลอม
ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 15) กลาววาองคประกอบที่สําคัญที่จะชวยใหเกิด
ความพรอมในการอานขึ้นอยูกับองคประกอบ 4 ดาน คือ
1. ดานสมอง
2. ดานรางกาย
3. ดานอารมณและสังคม
4. ดานประสบการณและอื่นๆ
สรุปไดวา เด็กที่จะสามารถอานหนังสือและมีทักษะในการอานที่ดี ตองมี
องคประกอบในดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม และประสบการณในการอานพรอม
ทุกดาน เด็กจึงจะประสบผลสําเร็จในการอาน
1.5 ความสําคัญของการอาน
ทักษะการอาน เปนทักษะที่มนุษยใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูสิ่งตางๆ
โดยมีจุดมุงหมายหลัก 2 ประเด็นใหญๆ คือ อานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง
ความสําคัญของการอานจะนอย หรือมากเพียงใด ยอมขึ้นอยูกับจุดมุงหมายในการอานแตละครั้ง
ดังที่นักการศึกษาหลายๆ ไดกลาวถึงความสําคัญ ดังนี้
ชุติมา สัจจานนท (2525: 9 อางใน ดวงคิด ดวงภักดิ์ 2539 : 13) กลาวถึง
ความสําคัญในการอานไววา“การอานทําใหผูอานไดรับความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด และชวย
ปรับปรุงบุคลิกภาพ นอกจากนี้ยังทําใหเกิดความกาวหนาในอาชีพชวยแกปญหา ใชเวลาวางใหเกิด
ธ
ประโยชนเกิดความจรรโลงใจไดคติธรรมจากเรื่องที่อานไดพักผอนและไดรับความเพลิดเพลิน ทัน
ตอเหตุการณสนองความพอใจสวนตัว สงเสริมความสนใจทางวิชาการและอาชีพ”
ศิริพร ลิมตระการ (2539: 6) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานสรุปไดดังนี้
1. การอานหนังสือทําใหไดเนื้อหาสาระความรูมากกวาการศึกษาหาความรูดวยวิธี
อื่น เชน การฟง
2. ผูอานสามารถอานหนังสือไดโดยไมจัดเวลาและสถานที่
3. หนังสือเก็บไวไดนานกวาอยางอื่น
4. ผูอานสามารถฝกการคิดและจินตนาการไดเองในการอาน
5. การอานสงเสริมใหสมองดีและมีสมาธินาน
6. ผูอานเปนผูกําหนดการอานไดดวยตนเองวาจะอานคราวๆ อานละเอียด หรือ
อานทุกตัวอักษรก็ได
7. หนังสือมีหลายรูปแบบและราคาถูก
8. ผูอานเกิดความคิดเห็นไดดวยตัวเองในการอาน
9. ผูรักการอานจะรูสึกมีความสุข เมื่อไดสัมผัสหนังสือ
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539: 1) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานวา“การ
อานเปนเครื่องมือสําคัญในการเสาะแสวงหาความรู การรูและใชวิธีการอานที่ถูกตองจึงเปน
สิ่งจําเปนสําหรับผูอานทุกคน การรูจักฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอจะชวยใหผูอานมีพื้นฐานใน
การอานที่ดี ทั้งจะชวยใหเกิดความชํานาญ และมีความรูกวางขวางดวย”
จากแนวคิดของนักศึกษาดังกลาว สรุปไดวาการอานมีความสําคัญตอมนุษยเปน
อยางมาก ใชเปนเครื่องมือในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง ราคาถูก เก็บรักษางายและผูอาน
สามารถกําหนดวิธีการอานไดดวยตนเอง หากไดรับการฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอ ผูอานก็จะ
เปนผูที่มีความรูกวางขวาง พัฒนาความคิด ชวยแกปญหา มีความสามารถนําความรูที่ไดมาใชใน
การดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ
1.6 ประโยชนของการอาน
อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 12) กลาวถึงประโยชนของการอานวา “การอานมี
ประโยชนมากมายหลายประการ ผูอานจะไดรับประโยชนจากการอานมากนอยเพียงใดจากการ
อานยอมขึ้นอยูกับความเขาใจของผูอานเปนสําคัญ กลาวคือ สามารถผสมผสานความรูเดิม
ประสบการณเดิมที่ไดรับเขากับความรูใหมที่ไดอานแลวขยายความรู ความจําใหไกลไปจากเดิม
น
อยางสมเหตุ สมผล ซึ่งความเขาใจดังกลาวจะแสดงออกดวยพฤติกรรม 3 ประการ คือ การแปล
ความ การตีความ และการขยายความ”
วรรณี โสมประยูร (2542: 121) กลาววาการอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุก
วัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้
1. การอานมีประโยชนยิ่งในการศึกษาทุกระดับ
2. ในชีวิตประจําวันทั่วไป คนเราตองอาศัยการอานเพื่อติดตอสื่อสาร เพื่อทํา
ความเขาใจรวมกัน
3. การอานชวยใหบุคคลนําความรูและประสบการณจากสิ่งที่อานไปพัฒนาอาชีพ
ใหประสบผลสําเร็จ
4. การอานชวยสนองความตองการพื้นฐานของบุคคลในดานตางๆ
5. การอานทําใหเปนผูรอบรู เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย
6. การอานชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน รูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน
7. การคิดเรื่องราวในอดีต ทําใหอนุชนรูจักอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของคน
ไทยเอาไว และสามารถพัฒนาใหเจริญรุงเรืองตอไปได
สรุปไดวา การอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุกวัย การอานชวยใหผูอานไดรับ
ความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด ชวยปรับปรุงบุคลิกภาพ และชวยใหประสบผลสําเร็จในการ
ดํารงชีวิตในทุกดาน ทั้งดานการเรียน การดูแลตนเอง การใชชีวิตในสังคมและการประกอบอาชีพ
2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน
2.1 ความหมายของการเขียน
นภดล จันทรเพ็ญ (2535 : 91) ไดใหความหมายวาการเขียน คือ การแสดงออก
ในการติดตอสื่อสารอยางหนึ่งของมนุษยโดยอาศัยภาษาตัวอักษรเปนสื่อเพื่อถายทอดความรูสึกนึก
คิด ความตองการ และความในใจของเราใหกับผูอื่นทราบ การเขียนนี้มีลักษณะเปนการสื่อสารที่
ถาวรสามารถคงอยูนาน ตรวจสอบได เปนหลักฐานอางอิงนานนับพันนับหมื่นป ถามีการเก็บ
รักษาใหคงสภาพเดิมไวได
ศิริพร ลิมตระการ (2539: 18) ไดใหความหมายการเขียนวา การเขียนคือ
“กระบวนการแหงคิดในการแสดงออกเพื่อสื่อสารใหผูอื่นรับรู ในการเขียนมีองคประกอบตางๆ
เขามาเกี่ยวของคือ ไวยากรณ หรือโครงสรางทางภาษา ความเขาใจในการฟง การอาน หรือแมแต
การพูด”
บ
อวยพร พานิช (2539: 2) กลาววา การเขียน วาเปนการเรียบเรียงความคิดออกมา
เปนตัวสาร ผูเขียนตองเรียนรูกลวิธีในการเขียนเรื่องการใชคํา ประโยค และหลักภาษาตางๆ ทั้ง
ตองผานการฝกฝน เพื่อสื่อสารกับบุคคลระดับตางๆ และผานสื่อตางๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ
ดนยา วงศธนะชัย (2542 : 24) กลาววา การเขียนวาหมายถึง การถายทอด
ความรู ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกมาเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ
กัน
จากความหมายของการเขียนสรุปไดวา การเขียนเปนสิ่งสําคัญและจําเปนตอชีวิต
เพราะเปนเครื่องมืออันสําคัญที่จะบันทึก หรือถายทอดเรื่องราวตางๆ โดยใชตัวหนังสือและ
เครื่องหมายตางๆ เปนสัญลักษณ ถายทอดความรู ความคิด และประสบการณตางๆ ที่ไดรับ
ออกมาเปนอักษรเปนสัญลักษณ เพื่อใชเปนหลักฐาน หรือใหผูที่สนใจในการอานไดศึกษา และ
รับรูเรื่องราวที่ผูเขียนตองการใหทราบ สามารถใชขอมูลที่เขียนเปนหลักฐานอางอิงได
2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น
ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายและสาระการเรียนรูรายป
เกี่ยวกับการเขียนของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้
สาระที่ 2 การเขียน
มาตรฐานการเรียนรูที่ ท 1.2 ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และ
เขียนเรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคนควาได
อยางมีประสิทธิภาพ
ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป
1. เขียนคําที่ยากขึ้นไดถูกความหมาย
2. เขียนสะกดการันตถูกตอง
3. เขียนประโยค ขอความ เรื่องราว ความรูสึก ความตองการได
4. ใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียนของตนเอง
5. มีมารยาทในการเขียน
6. มีนิสัยรักการเขียน
7. มีทักษะการเขียนบันทึกความรู ประสบการณเรื่องราวในชีวิตประจําวันสั้นๆ
สาระการเรียนรูรายป
1. เขียนคําไดถูกความหมายและสะกดการันตถูกตองใชความรูและประสบการณ
ป
เขียนประโยคขอความและเรื่องราวแสดงความคิด ความรูสึก และความตองการและจินตนาการ
รวม ทั้งใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียน
2. มีมารยาทในการเขียน และนิสัยรักการเขียน และใชทักษะการเขียนจดบันทึก
ความรูประสบการณและเรื่องราวในชีวิตประจําวัน
เนื่องจากการเขียนมีความสําคัญตอบุคคลเปนอยางมาก ในการใชติดตอสื่อสาร
บันทึกระบายความรูสึก ถายทอดเรื่องราวในแตละยุคแตละสมัย ใหผูอาน หรือผูที่ตองการศึกษา
ไดรูถึงเรื่องราวตางๆ ดังนั้นการเขียนจึงมีจุดมุงหมายหลายอยางแตกตางกันไป ดังที่มีผูกลาวไว
ดังตอไปนี้
กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 116) ไดแบงจุดมุงหมายของการเขียนตามลักษณะ
ตามวัตถุประสงคของผูเขียนดังนี้
1. เขียนเพื่อเลาเรื่อง คือนําเหตุการณหรือเรื่องราวตางๆ มาถายทอดออกมาดวย
การเขียน
2. เขียนเพื่ออธิบาย เพื่อใหผูอานเขาใจและปฏิบัติตาม
3. การเขียนเพื่อโฆษณา– จูงใจ คือการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดความรูสึกคลอยตาม
4. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อเปนเครื่องชวยในการ
ตัดสินใจ
5. เขียนเพื่อปลุกใจ เพื่อใหเกิดความมั่นคง หรือใหเกิดกําลังในการที่จะตอสูกับ
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
6. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ การเขียนลักษณะนี้ตองใชถอยคําที่สละสลวย
ประณีตงดงาม หรือใชคําที่ชวนใหผูอานสรางจินตนาการ
7. การเขียนเพื่อลอเลียนหรือเสียดสี เขียนเพื่อตําหนิ หรือทักทวงแตใชวิธีการ
นุมนวล
เอกฉัท จาระเมธีธน (2539: 117) กลาววา จุดมุงหมายของการเขียน คือ การ
ถายทอดความรู ความตองการ ความรูสึกออกเปนตัวหนังสือใหผูอาน และเขาใจจุดประสงคของ
การเขียน การเขียนทุกครั้งตองคํานึงถึงผูอานเปนสําคัญวาผูอาน มีพื้นฐานความรู ความคิดอยางไร
ควรเขียนอยางไรจึงจะเกิดผลตามความประสงค ตอจากนั้นจึงกําหนดรูปแบบ วิธีการเขียน การ
ใชภาษาและเนื้อหาใหเหมาะสมกับผูอาน การเขียนจึงประสบความสําเร็จตามความตั้งใจ
อลิสา วานิชดี (2539: 44) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายของการเขียน ไวดังนี้
1. งานเขียนเชิงแสดงออก (Expressive) เชน บทสนทนา บันทึกสวนตัว คํา
ประกาศความเชื่อ คําประกาศอิสรภาพ และระเบียบขอตกลง
ผ
2. งานเขียนเชิงสํารวจใหขอมูล (Referential) เชน ขาว รายงาน สรุป สาระนุ
กรม ตําราวิชาการ
3. งานวรรณกรรม (Literary) เชน เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ ละคร รายการ
โทรทัศน ภาพยนตร
4. งานเขียนเชิงโนมนาวจิตใจ (Persuasive) เชนโฆษณา สุนทรพจนทาง
การเมือง บทบรรณาธิการ คําสั่งสอนทางศาสนา
ดนยา วงศธนะชัย (2542: 24) กลาววา การเขียน คือการถายทอดความรู
ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ กัน การ
จะใชวิธีการใดในการเขียนนั้นยอมแลวแตจุมุงหมายในการเขียน ดังนี้ คือ
1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง คือการเขียนเพื่อถายทอดเรื่องราว เหตุการณ
ประสบการณและความรู
2. การเขียนเพื่ออธิบาย คือการเขียนที่ทําใหผูอานเขาใจเรื่องที่เขียน
3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คือการเขียนเพื่อบอกความคิดเห็นของผูเขียน
เกี่ยวกับเรื่องราวตางๆ อาจประกอบดวยคําแนะนํา ขอคิด ขอเตือนใจ
4. การเขียนเพื่อโนมนาวและโฆษณา คือการเขียนที่มีจุดมุงหมายจะทําใหผูอาน
ยอมรับสิ่งที่ผูเขียนเสนอ
5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ คือการเขียนเพื่อถายทอดอารมณและความรูสึก
สูผูอาน ใหผูอานสรางจินตนาการหรือสรางอารมณ และมโนภาพตามที่ผูเขียนตองการ
วรรณี โสมประยูร (2542: 139) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายในการเขียนหลายอยาง
ดังนี้
1. เพื่อคัดลายมือหรือเขียนใหถูกตองตามลักษณะตัวอักษร ใหเปนระเบียบ
ชัดเจนและอานเขาใจงาย
2. เพื่อเปนการฝกฝนทักษะการเรียนใหพัฒนางอกงามขึ้นตามควรแกวัย
3. เพื่อใหมีทักษะการเขียนสะกดคําถูกตองตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอนถูกตอง
และเขียนไดรวดเร็ว
4. เพื่อใหรูจักเลือกภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส
5. เพื่อใหสามารถรวบรวมและลําดับความคิด แลวบันทึก สรุป และยอใจความ
เรื่องที่อานหรือฟงได
6. เพื่อถายทอดใหมีจินตนาการ ความคิดริเริ่มสรางสรรค และความรูสึกนึกคิด
เปนเรื่องราวใหผูอื่นเขาใจความหมายอยางแจมแจง
ฝ
7. เพื่อใหสามารถสังเกต จดจํา และเลือกเฟนถอยคํา หรือสํานวนโวหารให
ถูกตองตามหลักภาษา และสื่อความหมายไดตรงตามที่ตองการ
8. เพื่อใหมีทักษะการเขียนประเภทตางๆ และสามารถนําหลักการเขียนไปใชให
เกิดประโยชนในชีวิตประจําวัน
9. เพื่อเปนการใชเวลาวางใหเปนประโยชนดวยการเขียนตามที่ตนเองสนใจและมี
ความถนัด
10. เพื่อใหเห็นความสําคัญและคุณคาของการเขียนวามีประโยชนตอการประกอบ
อาชีพ การศึกษาหาความรู และอื่นๆ
ผอบ โปษกฤษณะ (2544: 52-53) กลาววา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้
1. เพื่ออธิบาย
2. เพื่อพรรณนา
3. เพื่อเปรียบความรูสึก
4. เพื่อเลาเรื่องใหผูอื่นทราบ
สรุปไดวา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้ เขียนเพื่อเลาเรื่องราว เขียนเพื่ออธิบาย
แสดงความคิดเห็น เขียนเพื่อโฆษณา จูงใจ และเขียนเพื่อถายทอดอารมณ ความรูสึก รวมทั้งเพื่อ
ถายทอดความรูที่ไดเรียนรู ผูวิจัยจึงเลือกเอาจุดมุงหมายดังกลาวมาเปนแนวทางในการจัดทําแบบ
ฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน เพื่อนํามาใช เปนสื่อการเรียน ใหผูเรียนได
เขียนถายทอดสิ่งที่เรียนรูใหผูอื่นไดรับทราบ เพื่อยืนยันวาไดเกิดการเรียนรูหรือเพื่อประเมินผลการ
เรียนรูที่เกิดขึ้นในตัวผูเรียน
2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน
การเขียนถือเปนการสื่อสารที่มีองคประกอบหลายประการซึ่งมีผูกลาวไว
ดังตอไปนี้
อวยพร พานิช (2539: 9-15) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสารดวยการ
เขียน ซึ่งพอสรุปไดดังตอไปนี้
1. ผูสงสาร – ผูรับสาร
- ผูสงสาร ไดแกนักเขียน นักพูด นักจัดรายการ
- ผูรับสาร ไดแก ผูที่ที่รับขอมูลโดยการฟง อาน และการดู แลวนมา
ตีความ
2. สาร คือ เนื้อหาที่ผูเขียนเพื่อตองการจะสื่อใหผูอานไดรู
พ
3. สื่อ / ชองทางการสื่อสาร เชน สื่อธรรมชาติ สื่อมนุษย สื่อสิ่งพิมพ สื่อ
อิเล็กทรอนิกส สื่อเคลื่อนที่ และสื่อพื้นบาน
4. ผลของการสื่อสาร คือพฤติกรรม ทาทีของผูรับสารที่แสดงออกตอ
ขอความที่ผูเขียนสื่อใหรู
ฐะปะนีย สาครทรรพ (2539: 357-359) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสาร
ที่สําคัญวา ไดแกสิ่งตอไปนี้
1. ผูสงสาร ไดแก ผูเขียน ผูพูด
2. สารที่สงออกไป ไดแก ขอความที่เขียน หรือ คําพูด
3. ผูรับสาร ไดแก ผูอาน ผูฟง
วรรณี โสมประยูร (2542: 142) ไดกลาวถึงองคประกอบใหญๆ 4 ประการ
ดังนี้
1. ผูเขียน (ผูสงสาร)
2. ภาษา (สาร)
3. เครื่องมือที่ทําใหเกิดสาร (เชนอักษร ดินสอ สมุด ปากกา)
4. ผูอาน (ผูรับสาร)
จากการศึกษาองคประกอบสําคัญที่เกี่ยวของกับการเขียน สรุปไดวา การเขียนมี
องคประกอบที่สําคัญดังนี้ คือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียน สื่อหรืออุปกรณที่ใชในการทําให
เกิดสารและผูอาน ดังนั้นในการจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ
บันผูวิจัยคือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียนคือเนื้อหาจากแบบเรียนภาษาไทยภาษาพาทีและ
วรรณคดีลํานํา ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3 สื่อหรืออุปกรณคือแบบฝก ประกอบไปดวย สาระ
ความรู แบบฝก และผูอาน คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน
การเขียนมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากในการใชสื่อสารอยางหนึ่ง
การเขียนเปนการใชขอความเปนสื่อใหผูอานไดเขาใจตรงกับผูเขียน การเขียนวกวน ไมชัดเจน
หรือเยิ่นเยอ อานจับใจความยาก ผูอานก็ไมสามารถเขาใจไดชัดเจนและไมสามารถปฏิบัติไดตาม
วัตถุประสงคของการเรียน ดังนั้นการเขียนจึงมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากดังที่ไดมี
นักศึกษาไดกลาวไวดังนี้
นภดล จันทรเพ็ญ (2335: 91) ไดกลาวถึงประโยชนและความสําคัญของการ
เขียน ดังนี้
ฟ
1. การเขียนเปนการสื่อสารของมนุษย
2. การเขียนเปนการถายทอดความรูและสติปญญาของมนุษย
3. การเขียนสามารถสรางความสามัคคีในมนุษยชาติ
4. การเขียนเปนเครื่องระบายออกทางอารมณของมนุษย
5. การเขียนสามารถทําใหมนุษยประสบความสําเร็จในชีวิต
อวยพร พานิช (2539: 29) กลาววา การเขียนมีความสําคัญดังนี้
1. เปนการเขารหัสเพื่อการสื่อสาร เพื่อบันทึกความคิดเปนตัวอักษร
2. เปนวิธีการในการสื่อสารระหวางบุคคล กลุม และสื่อสารมวลชน
3. ชวยใหขอมูล ชวยโนมนาวจิตใจ และชวยใหเกิดความบันเทิง
4. ชวยใหเกิดความเขาใจอันดี กวาการพูด
5. ใชเปนหลักฐาน คนควา อางอิงได
วัลยา ชางขวัญยืน (2539: 41) กลาววาการเขียนมีความสําคัญและประโยชนดังนี้
1. ทําใหคนเราไมตองใชวิธีการจําอีกตอไป
2. ทําใหเกิดการวิเคราะหวิจารณขึ้น
3. ทําใหเกิดพัฒนาการทางความคิดของมนุษย
4. ทําใหคนในสังคมสามารถรวบรวมความรูเก็บไวใหคนรุนตอมาไดศึกษาหา
ความรู
5. ทําใหการบันทึกแมนยํา และถาวรไมจํากัดเวลาและสถานที่
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 223) ไดกลาวถึงความสําคัญของการ
เขียนวา “การเขียนงานชนิดใดก็ตาม กอนลงมือเขียนจะตองคิด ขั้นตอนการคิดมีหลากหลาย และ
ดําเนินไปตามธรรมชาติของการคิด เมื่อคิดแลวจึงลงมือกระทําและนําไปใชใหเหมาะสมกับ
สถานการณ ถานักเรียนคิดไมได วางแผนการดําเนินการไมเปน นําไปใชไมถูกตอง ก็ยอมไม
เกิดผลหรือเกิดผลอยางไรประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเขียนเรียงความนั้นนักเรียนตองใชศาสตร
และศิลปทุมเทในการเขียนอยางเต็มความสามารถ งานเขียนนั้นจึงมีคุณคา นาสนใจ มีผูกลาววา
ผูใดเขียนเรียงความไดดียอมสามารถเขียนงานอื่นไดดีเชนกัน ดังนั้นครูจึงควรชี้แนะ สงเสริมให
นักเรียนคิดและเขียนอยางถูกแนวทาง ก็จะทําใหนักเรียนเขาใจ คิดเปน นําความรู ความคิดไปใช
ในการเขียนไดอยางถูกตอง”
นภาลัย สุวรรณธาดา(2546: 1) กลาววาการเขียนหนังสือที่ดีมีความสําคัญ
ดังตอไปนี้
1. สื่อความหมายไดถูกตอง ตรงประเด็น ผูอานและผูเขียนเขาใจตรงกัน
ภ
2. สรางความเขาใจและมนุษยสัมพันธที่ดีตอกัน
3. ประหยัดเวลาในการตีความหรือตรวจสอบขอมูล
4. งายตอการปฏิบัติ
5. ทําใหงานมีประสบความสําเร็จตามความมุงหมาย
6. เปนภาพลักษณที่ดีของหนวยงาน
7. เปนตัวอยางตอไป
8. เปนการธํารงรักษาภาษา ซึ่งเปนเอกลักษณของชาติ
จากการศึกษาความสําคัญและประโยชนของการเขียนทําใหทราบวาการเขียนมี
ความสําคัญและมีประโยชนตอมนุษยมากในการใชสื่อสาร บันทึกเรื่องราว เก็บไวเปนหลักฐาน
อางอิงได ดังนั้นควรจะมีการฝกฝนการเขียนอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถเขียนขอความตางๆ ได
ถูกตอง อานแลวสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตองเขาใจไดงาย
3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน
การอานและการเขียนมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ทั้งนี้เพราะ 2 ทักษะนี้เปน
ปฏิสัมพันธกัน กลาวคือ การที่จะเขาใจเรื่องที่อานนั้น ผูอานตองเขาใจความคิดผูเขียนและ
เพื่อที่จะเขาใจวาผูเขียนเขียนอยางไร จะตองเริ่มตนโดยพยายามรวบรวมและเรียบเรียงขอมูล
ทั้งหมดที่ผูอานไดมาจากความเขาใจ ออกเปนโครงสรางของขอความ ซึ่งจะทําใหเห็นโครงเรื่อง
ของผูเขียน เพื่อแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียน
กัลยา ยวนมาลัย (2539: 137) กลาวถึงความสัมพันธระหวางการอานและ
การเขียนวา “เมื่อผูเขียนไดเขียนเรื่องราวตางๆ รูปแบบตางๆ หรือดวยจุดประสงคตางๆ ออกมา
ผูอานมีความสามารถและมีความพรอมในการรับรูเขาใจเรื่องราวที่อานไดดีเพียงใด เขาใจ
ความประสงคของผูเขียนหรือไม ทั้งนี้ผูอานตองมีความตองการที่จะอาน มีประสบการณในเรื่องที่
อาน และมีทัศนคติตอเรื่องราวที่อาน และการเขียนสําเร็จตามความมุงหมาย”
ศิริพร ลิมตระการ (อางใน ดนยา วงศธนะชัย 2542: 20) ไดกลาวถึง
ความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียนวา
1. กระบวนการอาน – การเขียน ประกอบดวยสวนยอย 4 สวน คือ ผูเขียนหรือผูสราง
รหัส (encoder) เรื่องที่ผูเขียนแตงขึ้น (texe) ผูอานหรือผูแปลรหัส (decoder) บริบท หรือ
สิ่งแวดลอม (context)
ม
1.1 ความสัมพันธระหวางผูเขียนและอาน ในดานการสื่อความหมายผูเขียนเปน
แหลงขอมูล มีความคิดที่ตองการจะสื่อออกไปใหผูอานทราบ
1.2 ความสัมพันธของเรื่องกับสิ่งแวดลอม เรื่องประกอบดวยความคิดความหมายซึ่งผู
แตงไดแตงขึ้นเพื่อสื่อความหมาย ซึ่งประกอบไปดวยสิ่งตางๆ เชน สังคม วัฒนธรรม เวลา และ
สถานการณ เปนตน
2. การอานและการเขียนสงเสริมซึ่งกันและกัน
ดนยา วงศธนะชัย (2542: 23) ไดกลาวถึงความสัมพันธของการอานและการ
เขียนวา
1. นักเขียนที่ดีมักจะเปนนักอานที่ดี
2. นักเขียนเกง มักจะอานมากกวานักเขียนที่ไมเกง
3. นักอานที่เกงมักเขียนประโยคไดดีกวานักอานที่ไมเกง
สรุปจากการศึกษา ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน จึงไดนํามาเปน
แนวทางในกาจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน โดยนักเรียนได
อานและไดเขียนในแบบฝกพรอมกันเพื่อพัฒนาทักษะการอานและการเขียนไปพรอมๆ กัน ซึ่งจะ
ทําใหการพัฒนาทักษะทั้ง 2ดานสําเร็จตามจุดมุงหมาย
4. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก
4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝก
ไดมีผูกลาวถึงความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัดไวดังนี้
ศศิธร สุทธิแพทย (2517 : 63) กลาววาแบบฝกหัดเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ครูตอง
ใหแบบฝกหัดที่เหมาะสม เพื่อฝกหลังจากที่ไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนไปแลว ใหมีความรู
กวางขวาง จึงถือวาแบบฝกหัดเปนอุปกรณการเรียนการสอนอยางหนึ่ง ซึ่งครูสามารถนําไปใช
ประกอบกิจกรรมการสอนไดเปนอยางดี ชวยใหการเรียนการสอนของครูประสบผลสําเร็จ
ออมนอย เจริญธรรม (2533: 54) กลาววา แบบฝกเปนอุปกรณการสอนอยาง
หนึ่ง ที่สรางขึ้นมาเพื่อฝกทักษะนักเรียนหลังจากเรียนเนื้อหาไปแลว ชวยทําใหเด็กมีพัฒนาการทาง
ภาษาดีขึ้น เพราะทําใหนักเรียนมีโอกาสนําความรูที่ไดเรียนมาแลวฝกใหเกิดความเขาใจกวางขวาง
มากขึ้น แบบฝกสามารถฝกทักษะทางภาษาไดทุกๆ ดาน ถานักเรียนมีโอกาสฝกหัดจนเกิด
ความเขาใจจริงๆ แบบฝกชวยใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบความสําเร็จ
ย
ขจีรัตน หงสประสงค (2534: 15) กลาววาแบบฝกเปนอุปกรณการเรียนการ
สอนอยางหนึ่ง ที่ครูใชฝกทักษะหลังจากที่นักเรียนไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนแลว โดยสรางขึ้น
เพื่อเสริมสรางทักษะใหแกนักเรียน มีลักษณะเปนแบบฝกหัดที่มีกิจกรรมใหนักเรียนกระทํา โดยมี
จุดมุงหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน
จินตนา ใบกาซูยี (2535: 17) กลาววา แบบฝกหรือแบบฝกหัดเปนสื่อการเรียน
สําหรับใหผูเรียนไดฝกปฏิบัติ เพื่อชวยเสริมใหเกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน
นอมศรี เคท (2536: 54) กลาววา เมื่อครูไดสอนเนื้อหา แนวคิดหรือหลักการ
เรื่องใดเรื่องหนึ่งใหกับนักเรียน และนักเรียนมีความรูความเขาใจในเรื่องนั้นแลว ขั้นตอไปครู
จําเปนตองจัดกิจกรรมใหนักเรียนไดฝกฝน เพื่อใหมีความชํานาญ คลองแคลว ถูกตอง แมนยํา
และรวดเร็ว หรือที่เรียกวาฝกฝนเพื่อใหเกิดทักษะ
วรสุดา บุญยไวโรจน (2536: 37) กลาววา แบบฝกหัดเปนสื่อการสอนที่จัดทํา
ขึ้นเพื่อใหผูเรียนไดศึกษา ทําความเขาใจ และฝกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกตอง และเกิดทักษะในเรื่อง
ใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแบบฝกหัดยังเปนเครื่องชวยบงชี้ใหครูทราบวาผูเรียนหรือผูใชแบบฝกหัด
มีความรูความเขาใจในบทเรียน และสามารถนําความรูนั้นไปใชไดมากนอยเพียงใด ผูเรียนมี
จุดเดนที่ควรสงเสริมหรือมีจุดดอยที่ตองปรับปรุงแกไข ตรงไหน อยางไร แบบฝกหัดจึงเปน
เครื่องมือสําคัญที่ครูทุกคนใชในการตรวจสอบความรู ความเขาใจ และพัฒนาทักษะของนักเรียน
ในวิชาตางๆ
สงบ ลักษณะ (2536: 61) กลาววา ชุดแบบฝกเปนสื่อใชฝกทักษะการคิด
การวิเคราะห การแกปญหา และการปฏิบัติของนักเรียน นิยมใชในกลุมวิชาภาษาไทย
คณิตศาสตร วิทยาศาสตร
จากความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือ
แบบฝกหัด จึงพอสรุปไดวา แบบฝกหรือแบบฝกหัด คือสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใชฝก
ทักษะใหกับผูเรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในชวงหนึ่งๆ เพื่อฝกฝนใหเกิดความรูความเขาใจ
รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่องนั้นๆ อยางกวางขวางมากขึ้นดังนั้นแบบฝกจึงมีความสําคัญตอ
ผูเรียนไมนอย ในการที่จะชวยเสริมสรางทักษะใหกับผูเรียนไดเกิดการเรียนรูและเขาใจเร็วขึ้น
ชัดเจนขึ้น กวางขวางขึ้น ทําใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสําเร็จอยางมี
ประสิทธิภาพ
4.2 ประโยชนของแบบฝก
ร
แพตตี้ (Patty. 1963 : 469-472 อางใน ประภา ตันติวุฒิ 2542: 28) ไดกลาวถึงแบบ
ฝกกับการเรียนรูไว 10 ประการ สรุปไดดังนี้
1. เปนสวนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เปนอุปกรณการสอนที่ชวย
ลดภาระครูไดมาก เพราะแบบฝกเปนสิ่งที่จัดทําขึ้นอยางเปนระบบและมีระเบียบ
2. ชวยเสริมทักษะ แบบฝกหัดเปนเครื่องมือที่ชวยเด็กในการฝกทักษะ แตทั้งนี้จะตอง
อาศัยการสงเสริมและความเอาใจใสจากครูผูสอนดวย
3. ชวยในเรื่องตามแตกตางระหวางบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกตาง
กัน การใหเด็กทําแบบฝกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะชวยใหเด็กประสบผลสําเร็จ
ในดานจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝกหัดจึงไมใชสมุดฝกที่ครูจะใหแกเด็กบทตอบท
หรือหนาตอหนา แตเปนแหลงประสบการณเฉพาะสําหรับเด็กที่ตองการความชวยเหลือพิเศษ
และเปนเครื่องมือชวยที่มีคาของครูที่จะสนองความตองการเปนรายบุคคลในชั้น
4. แบบฝกหัดชวยเสริมใหทักษะคงทน
ลักษณะการฝกเพื่อชวยใหเกิดผลดังกลาวนั้นไดแก
1) ฝกทันทีหลังจากที่เด็กไดเรียนรูในเรื่องนั้นๆ
2) ฝกซ้ําหลายๆ ครั้ง
3) เนนเฉพาะในเรื่องที่ผิด
5. แบบฝกหัดที่ใชจะเปนเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแตละครั้ง
6. แบบฝกหัดที่จัดทําขึ้นเปนรูปเลมเด็กสามารถเก็บไวใชเปนแนวทางเพื่อทบทวนดวย
ตัวเองไดตอไป
7. การใหเด็กทําแบบฝกหัดชวยใหครูมองเห็นจุดเดนหรือปญหาตางๆ ของเด็กไดชัดเจน
ซึ่งจะชวยใหครูดําเนินการปรับปรุงแกไขปญหานั้นๆ ไดทันทวงที
8. แบบฝกหัดที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยูในหนังสือแบบเรียนจะชวยใหเด็กไดฝกฝน
อยางเต็มที่
9. แบบฝกที่จัดพิมพไวเรียบรอยแลว จะชวยทําใหครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาใน
การที่จะตองเตรียมสรางแบบฝกอยูเสมอ ในดานผูเรียนก็ไมตองเสียเวลาในการลอกแบบฝกหัดจาก
ตําราเรียนหรือกระดานดําทําใหมีเวลาและโอกาสไดฝกฝนทักษะตางๆ มากขึ้น
10. แบบฝกหัดชวยประหยัดคาใชจาย เพราะการจัดพิมพขึ้นเปนรูปเลมที่แนนอน ยอม
ลงทุนต่ํากวาการที่จะใชวิธีพิมพลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้มีประโยชนในการที่ผูเรียน
สามารถบันทึกและมองเห็นความกาวหนาของตนเองไดอยางมีระบบและเปนระเบียบ
ล
4.3 หลักจิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก
การสรางแบบฝกที่ดี จําเปนตองคํานึงถึงหลักจิตวิทยาเปนสําคัญ เพราะจะชวยได
แบบฝก ที่เหมาะสมกับผูเรียนมากขึ้น ดังนั้น ในการสรางแบบฝก ครั้งนี้ ไดอาศัยหลักสําคัญตาม
ทฤษฎีการเรียนรูทางจิตวิทยามาใช
พรรณี ชูทัย (2522: 192-195) ไดเสนอแนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวของกับ
แบบฝก สรุปไดดังนี้
1. กฎการเรียนรู ของธอรนไดค (Thomdike) แบบฝก ที่สรางตามหลัก
จิตวิทยานี้ นักเรียนควรรูคําตอบการทําแบบฝก หลังทําแบบฝกเสร็จ
2. การฝกหัดของวัตสัน (Watson) แบบฝก ตามหลักจิตวิทยานี้เนน
การทําซ้ําๆ เพื่อจําไดนานและเขียนไดถูกตอง เพราะการเขียนเปนทักษะที่ตองฝกหัดอยูเสมอ
3. การเสริมแรงของ ธอรนไดค (Thomdike) ในการสอนฝกทักษะ ครู
ตองใหกําลังใจนักเรียน เพื่อใหนักเรียนเกิดความภูมิใจในตนเองและรูสึกประสบความสําเร็จใน
งานที่ทํา
4. แรงจูงใจ เปนสิ่งสําคัญในการเรียน ครูตองกระตุนใหนักเรียนตื่นตัว
อยากรูอยากเรียน แบบฝก ตองมีสิ่งที่นาสนใจใหนักเรียนอยากฝกและเกิดการเรียนรู
สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (2523:52-62) กลาวถึงหลัก
จิตวิทยาที่ใชในการสรางแบบฝก สรุปไดดังนี้
1. กฎการเรียนรูของ ธอรนไดค (Thomdike) เกี่ยวกับการฝกหัดซึ่ง
สอดคลองกับการทดลองของ วัตสัน (Watson) นั่นคือ สิ่งใดก็ตามที่มีการฝกหัดหรือกระทํา
บอยๆ ยอมทําใหผูฝกคลองแคลวสามารถทําไดดี
2. ความแตกตางระหวางบุคคล เปนสิ่งที่ควรคํานึงดวย นักเรียนมี
ความถนัด ความสามารถ และความสนใจตางกัน การสรางแบบฝก ที่เหมาะสมตองไมยากหรือ
งายเกินไป และควรมีหลายแบบ ใหเหมาะสมกับความแตกตางระหวางบุคคล
3. การจูงใจนักเรียนในการทําแบบฝก ควรจัดแบบฝก จากงายไปหายาก
เพื่อดึงดูดความสนใจทําใหนักเรียนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝก
4. การนําสิ่งที่มีความหมายตอชีวิตและการเรียนรูมาใหนักเรียนทํา ภาษา
ที่ใชพูดใชเขียนในชีวิตประจําวัน ทําใหผูเรียนไดเรียนจากสิ่งใกลตัว ทําใหจําแมนและนําความรู
ไปใชประโยชนไดดวย
จากแนวคิดดังกลาวขางตน ผูวิจัยไดใชแนวทางตามหลักจิตวิทยาในการสราง
แบบฝก ดังนี้
ว
1. กฎการเรียนรูของธอรนไดค (Thomdike) คือการสรางแบบฝก หลายๆ
แบบฝก ใหนักเรียนไดทําซ้ําๆ ทําใหเกิดทักษะ
2. ความแตกตางระหวางบุคคล คือการสรางแบบฝกที่ไมยากหรือไมงายเกินไป
3. กฎแหงผล คือการที่นักเรียนไดทราบผลการทํางานของตน ดวยการเฉลย
คําตอบให จะชวยใหนักเรียนทราบขอบกพรองเพื่อปรับปรุงแกไข และเปนการสรางความพอใจ
ใหแกนักเรียน
4. การจูงใจคือการจัดแบบฝก เรียงตามลําดับจากแบบฝก งายไปสูเรื่องที่ยากขึ้น
การใชภาพและรูปแบบการจัดทําที่หลากหลายเปนสิ่งเราใหนักเรียนอยากรู อยากเรียน
4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี
แบบฝกเปนเครื่องมือสําคัญที่จะชวยเสริมทางทักษะใหกับผูเรียน การสรางแบบฝก
ใหมีประสิทธิภาพจึงจําเปนจะตองศึกษาองคประกอบและลักษณะของแบบฝก เพื่อเลือกใชให
เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน
วรสุดา บญยไวโรจน (2536: 37) กลาวแนะนําใหผูสรางแบบฝกไดยึดลักษณะ
ของแบบฝกที่ดีไวดังนี้
1. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคําสั่งและวิธีทํา คําสั่งหรือตัวอยางแสงดวิธีทําที่
ไมใชไมควรยาวเกินไปเพราะจะทําใหเขาใจยาก ควรปรับใหงายเหมาะสมกับผูใช ทั้งนี้เพื่อให
นักเรียนสามารถศึกษาดวยตนเองไดถาตองการ
2. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของการฝก ลงทุน
นอยใชไดนานๆ และทันสมัยอยูเสมอ
3. ภาษาและภาพที่ใชในแบบฝกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน
4. แบบฝกหัดที่ดีควรแยกฝกเปนเรื่องๆ แตละเรื่องไมควรยาวเกินไป แตควรมีกิจกรรม
หลายรูปแบบ เพื่อเราใหนักเรียนเกิดความสนใจและไมนาเบื่อหนายในการทํา และเพื่อฝกทักษะ
ใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชํานาญ
5. แบบฝกหัดที่ดีควรมีทั่งแบบกําหนดใหแบบใหตอบโดยเสรี การเลือกใชคํา ขอความ
หรือรูปภาพในแบบฝกหัด ควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อวา
แบบฝกหัดที่สรางขึ้นจะไดกอนใหเกิดความเพลิดเพลินและพอใจแกผูใช ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู
ที่วาเด็กมักจะเรียนรูไดเร็วในการกระทําที่กอนใหเกิดความถึงพอใจ
6. แบบฝกหัดที่ดีควรเปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษาดวยตนเอง ใหรูจักคนควา รวบรวมสิ่ง
ที่พบเห็นบอยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช จะทําใหนักเรียนเขาใจเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น และจะรูจักนํา
ศ
ความรูไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางถูกตอง มีหลักเกณฑและมองเห็นวาสิ่งที่เขาไดฝกฝนนั้นมี
ความหมายตอเขาตลอดไป
7. แบบฝกหัดที่ดีควรตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล ผูเรียนแตละคนมี
ความแตกตางกันในหลายๆ ดาน เชน ความตองการ ความสนใจ ความพรอม ระดับสติปญญา
และประสบการณ ฯลฯ ฉะนั้นการทําแบบฝกหัดแตละเรื่องควรจัดทําใหมากพอและมีทุกระดับ
ตั้งแตงาย ปานกลาง จนถึงระดับคอนขางยาก เพื่อวาทั้งเด็กเกง กลาง และออนจะไดเลิกทําได
ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อใหเด็กทุกคนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝกหัด
8. แบบฝกหัดที่ดีควรสามารถเราความสนใจของนักเรียนไดตั้งแตหนาปกไปจนถึงหนา
สุดทาย
9. แบบฝกหัดที่ดีควรไดรับการปรับปรุงควบคูไปกับหนังสือแบบเรียนอยูเสมอ และควร
ใชไดดีทั้งในและนอกหองเรียน
10. แบบฝกหัดที่ดีควรเปนแบบฝกหัดที่สามารถประเมิน และจําแนกความเจริญงอกงาม
ของเด็กไดดวย
ดังนั้นลักษณะของแบบฝกที่ดี จึงควรคํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูผูเรียนไดศึกษาดวย
ตนเอง ความครอบคลุมและสอดคลองกับเนื้อหา รูปแบบนาสนใจ คําสั่งชัดเจน
บิลโลว (Billow 1962 : 87 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ
ของแบบฝกที่ดีไว สรุปไดวา แบบฝกที่ดีตองดึงดูดความสนใจและสมาธิของเด็ก เรียงลําดับจาก
งายไปหายาก เปดโอกาสใหเด็กฝกเฉพาะอยาง ใชภาษเหมาะสมกับวัย วัฒนธรรม ประเพณี
ภูมิหลังทางภาษาใหเด็ก
รีเวอร (River 1968 97-705 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ
ของแบบฝกไว สรุปไดวา บทเรียนทุกเรื่องควรมีแบบฝกใหนักเรียนฝกมากพอ การฝกแตละครั้ง
ควรเปนบทฝกสั้นๆ การใชประโยคและคําศัพทสอดคลองกับชีวิตประจําวัน เปนแบบฝกที่
สงเสริมความคิด ควรเปนแบบฝกหลายๆ รูปแบบ และควรฝกจากสิ่งที่นักเรียนเรียนมาแลว และ
สามารถนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได
สรุปไดวา แบบฝกที่ดีควรดึงดูดความสนใจของผูเรียนได โดยใชภาพ หรือ
ขอความที่ตรงกับความสนใจของผูเรียน เรียงลําดับจากงายไปยาก ใชภาษาที่เหมาะสมกับวัย
สามารถใชกับผูเรียนที่เรียนเกงและเรียนออนได สงเสริมความคิดและสามารถนําไปใชใน
ชีวิตประจําวันของผูเรียนได สอดคลองกับแนวทางปฏิบัติดังนี้ ใชหลักจิตวิทยา ใชภาษาถูกตอง
ใหความหมายตอชีวิต คิดไดเร็วและสนุก ปลุกความสนใจ เหมาะสมกับวัยและความสามารถ
อาจศึกษาไดดวยตนเอง
ษ
4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก
4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 11) กลาวถึง สวนประกอบของแบบ
ฝกหรือแบบฝกหัด ไวดังนี้
1. คูมือการใชแบบฝก เปนเอกสารสําคัญประกอบการใชแบบฝกวาใช
เพื่ออะไร และมีวิธีการใชอยางไร เชน ใชเปนงานฝกทายบทเรียน ใชเปนการบาน หรือใชสอน
ซอมเสริม ควรประกอบดวย
- สวนประกอบของแบบฝก จะระบุวาในแบบฝกชุดนี้มีแบบฝกทั้งหมดกี่ชุด
อะไรบาง และมีสวนประกอบอื่นๆ หรือไม เชน แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน
- สิ่งที่ครูหรือนักเรียนตองเตรียม (ถามี) จะเปนการบอกใหครูหรือนักเรียน
เตรียมตัวใหพรอมลวงหนากอนเรียน
- จุดประสงคในการใชแบบฝก
- ขั้นตอนในการใชบอกขอๆ ตามลําดับการใช และอาจเขียนในรูปของแนว
การสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น
- เฉลยแบบฝกในแตละชุด
2. แบบฝก เปนสื่อที่สรางขึ้นเพื่อใหผูเรียนฝกทักษะเพื่อใหเกิดการเรียนรู
ที่ถาวร ควรมีสวนประกอบดังนี้
- ชื่อแบบฝกในแตละชุดยอย
- จุดประสงคหรือผลการเรียนรูที่คาดหวัง
- คําสั่ง
- ตัวอยาง
- แบบฝก
- ภาพประกอบ
- ขอสอบกอนและหลังเรียน
- แบบประเมินบันทึกผลการใช
4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 12 – 17) กลาวถึง การสรางแบบฝก
เพื่อใชประกอบในการจัดการเรียนการสอน ในวิชาตางๆ นั้น จะเนนสื่อการสอนในลักษณะ
ส
เอกสารแบบฝกหัดเปนสวนสําคัญ ดังนั้นการสรางจึงควรใหมีความสมบูรณที่สุดทั้งในดานเนื้อหา
รูปแบบและกลวิธีในการนําไปใช ซึ่งควรเปนเทคนิคของแตละคน โดยไดใหขอเสนอแนะไวดังนี้
1. พึงระลึกเสมอวาตองใหผูเรียนศึกษาเนื้อหากอนใชแบบฝก
2. ในแตละแบบฝกอาจมีเนื้อหาสรุปยอหรือเปนหลักเกณฑไวในผูเรียนไดศึกษาทบทวน
กอนก็ได
3. ควรสรางแบบฝกใหครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงคที่ตองการและไมยากหรืองาย
จนเกินไป
4. คํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูของเด็กใหเหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความแตกตาง
ของผูเรียน
5. ควรศึกษาแนวทางการสรางแบบฝกใหเขาใจกอนปฏิบัติการสราง อาจนําหลักการของ
ผูอื่น หรือทฤษฎีการเรียนรูของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกตใช ใหเหมาะสมกับ
เนื้อหา และสภาพการณได
6. ควรมีคูมือการใชแบบฝก เพื่อใหผูสอนคนอื่นนําไปใชไดอยางกวางขวาง หากไมมี
คูมือตองมีคําชี้แจงขั้นตอนการใชที่ชัดเจน แนบไปในแบบฝกหัดดวย
7. การสรางแบบฝก ควรพิจารณารูปแบบใหเหมาะสมกับธรรมชาติของแตละเนื้อหาวิชา
รูปแบบจึงควรแตกตางกันตามสภาพการณ
8. การออกแบบชุดฝกควรมีความหลากหลาย ไมซ้ําซาก ไมใชรูปแบบเดียวเพราะจําทํา
ใหผูเรียนเกิดความเบื่อหนาย ควรมีแบบฝกหลายๆ แบบ เพื่อฝกใหผูเรียนไดเกิดทักษะอยาง
กวางขวาง และสงเสริมความคิดสรางสรรคอีกดวย
9. การใชภาพประกอบเปนสิ่งสําคัญที่จะชวยใหแบบฝกนั้นนาสนใจ และยังเปนการพัก
สายตาใหกับผูเรียนอีกดวย
10. การสรางแบบฝกหากตองการใหสมบูรณครบถวน ควรสรางในลักษณะของเอกสาร
ประกอบการสอน (ศึกษารายละเอียดจากคูมือการฝกอบรมปฏิบัติการ “การผลิตเอกสาร
ประกอบการสอน”) แตเนนความหลากหลายของแบบฝกมากกวา และเนื้อหาที่สรุปไวจะมีเพียง
ยอๆ
11. แบบฝกตองมีความถูกตอง อยาใหมีขอผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนกับยื่น
ยาพิษใหกับลูกศิษยโดยรูเทาไมถึงการณ เขาจะจําในสิ่งที่ผิดๆ ตลอดไป
12. คําสั่งในแบบฝกเปนสิ่งสําคัญ ที่มิควรมองขามไป เพราะคําสั่งคือประตูบานใหญที่จะ
ไขความรูความเขาใจของผูเรียนเขาไปสูความสําเร็จ คําสั่งจึงตองสั้นกะทัดรัด ชัดเจน และเขาใจ
ไดงาย ไมทําใหผูเรียนสับสน
ห
13. การกําหนดเวลาในการใชแบบฝกในแตละชุดควรใหเหมาะสมกับเนื้อหา และ
ความสนใจของผูเรียน
14. กระดาษที่ใชควรมีคุณภาพเหมาะสม มีความเหนียวและทนทาน ไมเปราะบาง หรือ
ขาดงายจนเกินไป
4.4.3 ขั้นตอนการสรางแบบฝก
สํานักคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2531: 174 อางใน
ดวงคิด วงศภักดิ์ 2539 : 23) ไดเสนอขันตอนการสรางแบบฝกสําหรับขาราชการครู เปนเอกสาร
แนวทางการทําผลงานวิชาการ มีขั้นตอนดังนี้
1. ศึกษาปญหาและความตองการ โดยศึกษาจากการผานจุดประสงคการเรียนและ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากเปนไปไดศึกษาความตอเนื่องของปญหาทุกระดับชั้น
2. วิเคราะหเนื้อหาหรือทักษะที่เปนปญหาออกเปนเนื้อหาทักษะยอยๆ เพื่อใชใน
การสรางแบบฝก แบบทดสอบ
3. พิจารณาวัตถุประสงค รูปแบบ และขั้นตอนการใชแบบฝกการอาน
4. สรางแบบทดสอบ เชน แบบทดสอบเชิงสํารวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย
ขอบกพรอง แบบทดสอบความกาวหนาเฉพาะเรื่อง
5. สรางบัตรฝกหัด เพื่อพัฒนาทักษะยอย แตละทักษะในแตละบัตรจะมีคําถาม
ใหนักเรียนตอบ การกําหนดรูปแบบ พิจารณาตามความเหมาะสม
6. สรางบัตรอางอิง เพื่อใชอธิบายคําตอบ หรือแนวการตอบแตละเรื่อง
7. สรางแบบบันทึกความกาวหนา เพื่อใชบันทึกผลการทดลอง
8. นําแบบฝกหัดไปทดลองใช เพื่อหาขอบกพรอง
9. ปรับปรุงแกไข
10. รวบรวมเปนชุด จัดทําคําชี้แจง คูมือการใช สารบัญ เพื่อเปนประโยชน
ตอไป
5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ
ความหมายของความพึงพอใจ
ฬ
กิตติมา ปรีดีดิลก (2529 : 321 – 322) กลาววา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกชอบ
หรือพอใจที่มีตอองคประกอบและสิ่งจูงใจในดานตางๆ และไดรับการตอบสนองความตองการที่
เหมาะสม
จรัส โพธิ์จันทร(2531 : 17) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง ความรูของ
บุคคลตอหนวยหรือองคกร ซึ่งอาจเปนความรูสึกทางบวก เปนกลางหรือทางลบ ความรูสึกเหลานี้
มีผลตองาน กลาวคือ หากโนมเอียงไปในทางบวกในทางปฏิบัติงานจะสงผลตอกําลังใจ
ผูปฏิบัติงานในทางที่ดี แตหากความรูสึกเอียงไปในทางลบการปฏิบัติงานจะตองปรับปรุงพัฒนา
ยุคล ทองตัน (2533 : 14) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ ไววา ความพึงพอใจเปน
เรื่องของความรูสึกที่ดี ความสุขของบุคคลที่เกิดจากไดรับบริการที่จะสงผลดีตองาน สวน
ความ ไมพอใจนั้นจะมีผลตรงกันขาม
มาลินี เชษฐโชติศักดิ์(2534 : 28) กลาววาความพึงพอใจ เปนความรูสึกหรือทัศนคติ
ทางบวกของบุคคลที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อสิ่งนั้นตอบสนองความตองการใหแก
บุคคลนั้นได
สมยศ นาวีการ (2534 : 39) ไดใหความหมายความพึงพอใจวา หมายถึงความรุนแรง
ของความตองการของผูใชบริการเพื่อผลลัพธอยางใดอยางหนึ่ง ความพึงพอใจอาจเปนไดทั้ง
ทางบวกและทางลบภายใตสถานการณการทํางาน การใหบริการ การปรับปรุงพัฒนา กอใหเกิด
ความพึงพอใจในทางบวก สวนความขัดแยงการตําหนิหรือการลงโทษแบบตาง ๆ ยอมกอใหเกิด
ความพึงพอใจในทางลบ
พิน คงพูล(2535 : 21) ไดสรุปความหมายความพึงพอใจ ไววา ความรูสึกรัก ชอบ
ยินดี เต็มใจ หรือเจตคติที่ดีตองานที่บุคคลไดรับบริการ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของ
บุคคลหรือองคกรและเกิดจากการไดรับการตอบสนองความตองการทั้งดานวัตถุและดานจิตใจ
ธารา เครือละมาย ไดใหความหมายของความพึงพอใจวาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจ
หรือทาทีของจิตใจ หรือทัศนคติของบุคลที่มีตอลักษณะงานที่ปฏิบัติ รวมทั้งสิ่งแวดลอมที่
เกี่ยวของกับงานที่ปฏิบัติ ซึ่งสิ่งแวดลอมดังกลาวมีสวนเกี่ยวของกับขวัญของบุคคลนั้นดวย
จากความหมายของความพึงพอใจที่รวบรวมมานี้สวนใหญจะมีความคิดเห็นคลายคลึงกัน
หากพิจารณาความหมายที่กลาวขางตน พอจะสรุปไดวา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือ
ทาทีหรือทัศนคติของบุคคล ที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เปนความรูสึกที่มี
ความสุขเมื่อไดรับความสําเร็จ ตามความมุงหมายตามความตองการ เปนระดับความพอใจที่มีตอ
งานที่กระทํา ซึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจและทัศนคติของบุคคลที่มีตอสภาพการทํางานหรือ
การปฏิบัตินั้นๆ ความรูสึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความตองการของบุคคลไดรับการตอบสนองหรือ
อ
บรรลุตามจุดมุงหมายในระดับหนึ่ง ความรูสึกดังกลาวจะลดลง หรือไมเกิดขึ้นหากความตองการ
หรือจุดหมายนั้นไมไดรับการตอบสนอง และความพึงพอใจหรือทัศนคติ นั้นเปนคําที่ใชแทนกัน
ได
6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก
6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอานและแบบฝก
ดวงคิด ดวงภักดิ์ (2539) การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ
สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่สอง โรงเรียนสันติคีรี จังหวัดเลย
จํานวน 40 คน ผลการวิจัยพบวา ชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญที่พัฒนาขึ้นมี
ประสิทธิภาพ 95.50/63.15 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว 60/60 คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน
และหลังเรียนแตกตางกันอยางไรมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 และจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียน
นักเรียนมีความสนใจ ตั้งใจแลกระตือรือรนที่จะเรียน
นิตยา เดชแล (2540) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและ
ความคงทนในการเรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนและ
การสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา จํานวนนักเรียน 48 คน ผลการวิจัยพบวา
ผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความ วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่นักเรียน
โดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 ความคงทนในการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานเพื่อจับใจความของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน และนักเรียนที่เรียนโดยการ
สอนแบบปกติ ไมแตกตางกัน
ทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํา
ยากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบาน
คําปาหวาน จํานวน 30 คน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมีประสิทธิภาพ ชวยให
นักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง แบบฝกชวยใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
บุปผา ลวนเล็ก (2541: บทคัดยอ) การพัฒนาชุดการสอนการอานจับใจความ
วิชาภาษาไทยสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โดยใชหนังสือสําหรับเด็กเปนสื่อหลัก กลุม
ตัวอยางที่ใชในการวิจัยเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานรวมไทย สํานักงาน
การประถมศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ ปการศึกษา 2538 จํานวน 30 คน ไดมาดวยวิธีการสุม
ตัวอยางงาย ผลการวิจัยพบวา ชุดการสอนที่สรางขึ้นทั้ง 6 หนวยมีประสิทธิภาพ 81.11/80.00
ฮ
79.33/80.33 79.66/81.00 78.24/79.67 และ 81.00/80.33 เปนไปตามเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอนเพิ่มขึ้นอยามีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และนักเรียนมีความคิดเห็นตอการเรียนจากชุดการสอนในระดับดีมาก
สมเดช เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการ
อานภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดาน
การรูจักคําแบบฝกทั่วไป ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานี
จํานวน 60 คน แบบแผนในการทดลองครั้งนี้คือ Randomized control Group Posttest only
design ผลการทดลองพบวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปมีความสามารถใน
การอานสูงกวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
และดานการวัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียน
ซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวา
นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของที่นักการศึกษาไดทําการวิจัย เกี่ยวกับการอานจะ
เห็นวาแบบฝกชวยพัฒนาการอานและเจตคติตอการอานของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทํา
ใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทย
6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนและแบบฝก
วันเพ็ญ เนียมสุข (2538: บทคัดยอ) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียน
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการ
เขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง โรงเรียนศีลขันธาราม จังหวัดอางทอง จํานวน 60 คน
ผลการวิจัยพบวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรค มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน
และเจตคติตอการเขียนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบวานักเรียนทั้งสองกลุมมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เขียนและเจตคติตอการเขียนสูงขึ้นเมื่อไดเรียนโดยใชแบบฝกทั้งสองแบบแลว
สมจิตร เสารศรีจันทร (2538: บทคัดยอ) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝก
ทักษะการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม
โดยใชแบบฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ จํานวนนักเรียน 80 คน ผลการวิจัยพบวา
ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกวากอนเรียน ทั้งกลุมทดลองที่เรียนโดยใชแบบฝกทักษะการเขียนสะกดคํา
และกลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ ผลสัมฤทธิ์ของกลุมทดลอง ซึ่งเรียนโดยใชแบบฝกทักษะ
กก
การเขียนสะกดคําสูงกวากลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ โดยมีคาความตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่
ระดับ .01
จํานง โปธาเกี๋ยง (2538: บทคัดยอ) ศึกษาผลการใชแบบฝกการเขียนสะกดคํา
ยากเพื่อ การสอนซอมเสริม สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวา
ภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ
อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม จํานวน 28 คน ผลการวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ
เขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สราง
ขึ้น ไดยึดหลักการคือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึง
ความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และ
ความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อใหเกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่
ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
วรรณา แซตั้ง (2541 บทคัดยอ) การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา สําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนวัดทรัพยสโมสร สํานักงานเขตหนองจอก
กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑมาตรฐาน รอยละ 80/80 และศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําของ
นักเรียนภายหลังการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา ผลการทดลองพบวา 1) แบบฝกหัด
การเขียนสะกดคํามีประสิทธิภาพตามเกณฑมาตรฐานรอยละ 80/80 ตามที่ตั้งไว 2) นักเรียนที่
ไดรับการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํามีผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําสูงกวากอนสอน
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของซึ่งไดศึกษามา จะพบวาแบบฝกชวยพัฒนาการ
เขียนและเจตคติตอการเขียนของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทําใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการเขียนภาษาไทย ทั้งนี้ผูวิจัยไดสรุปเปนกรอบแนวคิดและทฤษฎีใน
การศึกษาได ดังนี้
ความสําคัญของการอานและการเขียน
- กระบวนการอานและการเขียน
- ความสามารถในการอานและการเขียน
- เปนเครื่องมือสําคัญในการเรียนและ
สภาพการจัดกิจกรรมการอานและการเขียน
- ครูไมใชสื่อการเรียนรูที่เหมาะสม
- นักเรียนอานและเขียนหนังสือไมถูกตอง
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยคอนขางต่ํา
ขข
แผนภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา
กระตุนใหผูเรียน
เกิดพัฒนาการการอาน
และการเขียน
เนื้อเรื่องการอานและการเขียน
คําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน
การจัดการเรียนการสอน
โดยใชแบบฝกเปนสื่อการเรียนรู
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สาระ
การเรียนรูภาษาไทยสูงขึ้น
นักเรียนมีความรูความสามารถการอาน
และการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ
บันสูงขึ้น
คค
บทที่ 3
วิธีดําเนินการวิจัย
การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค (1) เพื่อทดสอบ
ประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) เพื่อ
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนั้นเพื่อใหการศึกษาในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ
สูงสุด ผูวิจัยจึงกําหนด วิธีการวิจัย ดังรายละเอียดที่จะเสนอตามลําดับตอไปนี้
1. ประชากรและกลุมตัวอยาง
2. รูปแบบการวิจัย
3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
4. การเก็บรวบรวมขอมูล
5. การวิเคราะหขอมูล
1. ประชากรและกลุมตัวอยาง
1.1 ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่
2 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา จํานวน 8 คน
2. รูปแบบการวิจัย
รูปแบบการวิจัยเปนการวิจัยเชิงกึ่งทดลองศึกษาผลกอนและหลังการทดลอง ดังนี้
เมื่อกําหนดให
X หมายถึง สื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
O1 หมายถึง ทดสอบกอนการทดลอง
O2 หมายถึง ทดสอบหลังการทดลอง
O1 X O2
งง
3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
3.1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม
3.1.1 แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน จํานวน 13 แบบฝก
3.1.2 แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน
คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครู ) จํานวน 5
แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง
3.2 เครื่องมือวัด
3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยที่มีขอคําถามเหมือนกัน
แตสลับลําดับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ
3.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร
หัน) และ บัน
การดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยไดดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชใน
การวิจัย ตามขั้นตอนดังนี้
1. สรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอนตอไปนี้
1) วิเคราะหปญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เชน
- ปญหาที่เกิดขึ้นในขณะทําการสอน
- ปญหาการไมผานผลการเรียนรูที่คาดหวังของนักเรียน
- ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไมพึงประสงค
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2) ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และ
หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 เพื่อทราบขอบขายสาระและมาตรฐานการเรียนรู.กลุม
สาระการเรียนรูภาษาไทย ที่หลักสูตรกําหนดสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 เพื่อวิเคราะห
เนื้อหา ผลการเรียนรูที่คาดหวังที่เกี่ยวของกับปญหาที่จะนํามาทําการวิจัย
3) กําหนดแนวทางแกปญหาที่เกิดขึ้นจากขอ 1 โดยการสรางแบบฝก และเลือก
เนื้อหาในสวนที่จะสรางแบบฝกนั้น วาจะทําเรื่องใด กําหนดเนื้อหาสาระและรางโครงเรื่องไว
จจ
4) ศึกษาทฤษฏีหรือหลักการที่เกี่ยวของกับการอานและการเขียนคําในภาษาไทย
ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับแบบฝก เพื่อทราบแนวทางการจัดทําแบบฝก ขั้นตอนการเขียนและ
รายละเอียดในแตละขั้นตอน แบบฝกเลมนี้ผูวิจัยไดนําแนวทางการจัดทําแบบฝกของนางสุนันทา
สุนทรประเสริฐ อาจารย 3 ระดับ 9 มาประยุกตใชในการจัดทําเปนแบบฝก
5) ออกแบบ แบบฝกแตละชุดใหมีรูปแบบที่หลากหลาย นาสนใจ การอานและเขียน
คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย มีการฝกทั้งการอานและการเขียน มีลักษณะสั้นๆ งายๆ
เรียงลําดับเนื้อหาจากงายไปหายากมีความหลากหลายในวิธีการทําแบบฝก มีภาพประกอบเพื่อเรา
ความสนใจ มีคําสั่งที่ชัดเจน งายตอการปฏิบัติ มีขนาดตัวอักษรที่เหมาะสมกับวัย จํานวน 13 แบบ
ฝก ใชเวลาฝกทั้งหมด 5 ชั่วโมง โดยเรียนรูตามคูมือการใชแบบฝกของครู (แผนการจัด การ
เรียนรูการใชแบบฝก) สวนประกอบของแบบฝกที่จัดทํา ประกอบไปดวย
1. หนาปก
2. คํานํา
3. คําชี้แจง
4. ขั้นตอนการฝก
5. แบบทดสอบกอน/ หลังเรียน
6. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
7. สาระความรูคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน)
8. การฝกอานคําที่ใช บรร , รร (ร หัน)
9. แบบฝก ที่ 1 - 8
10. สาระความรูคําไทยที่ใช“ บัน” นําหนา
11. การฝกอานคําที่ใชบัน
12. แบบฝก ที่ 9 - 13
13. เฉลย
6) ลงมือสรางแบบฝกในแตละแบบฝก พรอมทั้งขอสอบกอนและหลังเรียน ให
สอดคลองกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง
7) จัดทําฉบับรางตามรูปแบบใหครบถวน
8) สงใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบนําแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช ที่สรางเสร็จแลว
ไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหากับระดับชั้นการสอน การ
จัดลําดับเนื้อหา การใชภาษา การใชภาพประกอบและสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง แลว
ปรับปรุงแกไข ตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน และหาคาความสอดคลองของ แบบฝก
ฉฉ
การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดคาความสอดคลองของแบบฝก การอาน
และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 1.00
9) นําไปทดลองใช แลวบันทึกผลเพื่อนํามาปรับปรุงแกไขสวนที่บกพรองนํา แบบ
ฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่
3 จํานวน 3 คน โรงเรียนวัดนากลางมิตรภาพที่ 163 อําเภอตะกั่วทุง จังหวัดพังงา ทดลองอาน
เพื่อตรวจสอบการสื่อความภาษา
10) ปรับปรุงตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จนมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว
11) จัดพิมพตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
12) นําไปใชจริงและเผยแพรตอไป
ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ
บันเปนแผนภาพ ตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.1 )
ชช
แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก
สรุปขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก
เรื่อง การสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ขั้นวางแผน
กําหนดแนวทางการสรางแบบฝก การทดลอง แกไขปรับปรุง
ปรับปรุง
-ศึกษาหลักสูตร
-ศึกษาการ
จัดทําแบบฝก
ตรวจสอบ
ความถูกตองของ
รูปแบบโดย
ผูเชี่ยวชาญ
3 ทาน
- กําหนดจุดประสงคในการจัดทํา
- กําหนดเนื้อหาและรางโครงเรื่องแบบฝก
- สรางแบบฝก
- สรางคูมือการใช (แผนการเรียนรูจํานวน 5 แผน)
- สรางเครื่องมือหาความสอดคลอง
- สรางเครื่องมือหาประสิทธิภาพ (แบบทดสอบ /
แบบสอบถามความพึงพอใจ))
ปฏิบัติการ
ตอเนื่อง
ปรับปรุง
แกไข
ทดลองและหาประสิทธิภาพ
- กลุมยอย3 คน
- กลุมประชากร 8 คน
-เก็บรวบรวมขอมูล
-จัดกระทําขอมูล
-วิเคราะหขอมูล
-อภิปราย / สรุปผล
-นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนสูงขึ้น
-นักเรียนมีแบบฝกที่มี
ประสิทธิภาพ
-ผูสอนมีสื่อการสอนที่มี
ประสิทธิภาพ
-เผยแพรผลงาน
ศึกษาปญหา
วิธีดําเนินการ ผลการ
ดําเนินการ
ซซ
2. สรางแผนการจัดการเรียนรู ตามขั้นตอนตอไปนี้
ขั้นที่ 1 วิเคราะหหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบานบางจัน พุทธศักราช 2546 เพื่อ
ทราบขอบขายของคําอธิบายรายวิชา นํามาจัดทํา สาระการเรียนรูเฉพาะเรื่องที่สอดคลองกับปญหา
การอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน จัดทํากําหนดขอบขายสาระการเรียนรู
กําหนดเวลาเรียน
ขั้นที่ 2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 3 เขียนแผนจัดการเรียนรู โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร
หัน) และ บัน จํานวน 5 แผน ซึ่งมีหัวขอ ดังนี้
3.3.1 สาระสําคัญ
3.3.2 ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
3.3.3 สาระการเรียนรู
3.3.4 กระบวนการจัดการเรียนรู
3.3.5 สื่อการเรียนรู
3.3.6 การวัดและประเมินผล
3.3.7 บันทึกผลการจัดการเรียนรู
3.3.8 ขอเสนอแนะ
ขั้นที่ 4 นําแผนการจัดการเรียนรูทุกแผนที่สรางเสร็จแลวไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน
3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหา กับผลการเรียนรูที่คาดหวัง กระบวนการจัด การ
เรียนรู การใชสื่อการเรียนรูและการวัดและประเมินผล ปรับปรุงแกไขแผนการจัดการเรียนรูตาม
คําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน หาคาความสอดคลองของแผนการจัดการเรียนรู ไดคาความ
สอดคลองของแผนการจัดการเรียนรูทั้ง 5 แผนอยูในระหวาง 0.80 – 1.00
ขั้นที่5 จัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง)
ซึ่งสรุปขั้นตอนการสรางแผนการจัดการเรียนรู ไดดังแผนภาพตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.2 )
ฌฌ
1.0
วิเคราะหหลักสูตร/สาระการเรียนรูปญหาการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
2.0
ศึกษาเอกสารวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู
3.0
เขียนแผนจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
4.0
ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข
5.0
จัดทําจัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ
แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู
3. สรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร
หัน) และ บัน ผูวิจัยไดสรางแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ตามขั้นตอน ตอไปนี้
ขั้นที่1 กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ โดยศึกษาจากหนังสือและผลงานวิจัยที่
เกี่ยวของกับการสรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแลวกําหนดรูปแบบเปนขอสอบปรนัย ชนิด
เลือกตอบ 4 ตัวเลือก
ขั้นที่2 สรางตารางวิเคราะหขอสอบ เพื่อเปนแนวทางในการออกขอสอบใหตรงกับ
เนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง วัดพฤติกรรมการเรียนรูดาน ความรูความจํา ความเขาใจ การ
นําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา
ขั้นที่3 สรางแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู โดยการออกแบบทดสอบ
กอนเรียนและหลังเรียน เพื่อใหสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังและเนื้อหา ตามตารางวิเคราะห
ขอสอบ โดยสรางเปนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 15 ขอ
ขั้นที่ 4 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) และ บัน ที่สรางเสร็จแลวหาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบเปนรายขอโดยใช
ผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองและความเหมาะสมของเนื้อหา คําถาม
คําสั่ง และการกําหนดเวลาในการจัดทํา คําเฉลยที่ถูกตอง แลวปรับปรุงแกไขแบบทดสอบ
ญญ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามคําแนะนําของ
ผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน ในเรื่องของภาษาที่ใชใหงายเหมาะสมกับวัยของนักเรียน เพื่อใหนักเรียน
เขาใจคําถามและแกไขคําตอบบางขอที่ไมชัดเจนใหเปนคําตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแลวจึงหาความ
สอดคลอง ไดแบบทดสอบไวจํานวน 10 ขอ มีคาความสอดคลองของแบบทดสอบฯ ทั้งฉบับ
เทากับ 1.00
ขั้นที่5 จัดทําแบบทดสอบฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง )
ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบทดสอบเปนแผนภาพ ไดดังนี้( แผนภาพที่ 3.3 )
1.0
กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ
2.0
สรางตารางวิเคราะหขอสอบตรงกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง
3.0
สรางแบบทดสอบ
4.0
ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข
5.0
จัดทําแบบทดสอบฉบับจริง
แผนภาพที่3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ
4. สรางแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอน ตอไปนี้
ขั้นที่ 1 วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ โดยวิเคราะหจากวัตถุประสงคในการ
วิจัย แลวกําหนดโครงสรางเนื้อหาของแบบสอบถามใหสอดคลองกับวัตถุประสงคใน
การวิจัย
ฎฎ
ขั้นที่ 2 กําหนดรูปแบบของคําถาม ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามจากตํารา และของผูวิจัย
คนอื่น ๆ ที่ทําการวิจัยในเรื่องคลาย ๆกัน กําหนดรูปแบบสอบถามเปนขอคําถามชนิดมาตราสวน
ประมาณคา (Rating Scale ) 5 อันดับ(โกวิทย ประวาลพฤกษ 2536 : 635) และกําหนดคาน้ําหนักดังนี้
มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 5 คะแนน
มีความพึงพอใจในระดับมาก 4 คะแนน
มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง 3 คะแนน
มีความพึงพอใจในระดับนอย 2 คะแนน
มีความพึงพอใจในระดับนอยที่สุด 1 คะแนน
จากนั้นนํามาคํานวณคาเฉลี่ยกําหนดเกณฑในการแปลความหมายขอมูลที่เปนคาเฉลี่ย
คาเฉลี่ยระหวาง
4.51 - 5.00
3.51 - 4.50
2.51 - 3.50
1.51 - 2.50
1.00 - 1.50
แปลผล
มีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด
มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก
มีความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง
มีความพึงพอใจอยูในระดับนอย
มีความพึงพอใจอยูในระดับนอยที่สุด
ขั้นที่3 เขียนแบบสอบถามฉบับราง โดยเขียนตามเนื้อหาของแบบ สอบถามใน
ขั้นที่1 และหลักในการสรางรูปแบบที่กําหนด จํานวน 10 ขอ ใหครอบคลุมรายการที่ตองการ
ประเมินทั้งนี้ตองสอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจัย
ขั้นที่4 ทดลองใชและปรับปรุง โดยการนําแบบสอบถามไปทดลองใชกับผูที่มีลักษณะ
คลายกลุมตัวอยาง เพื่อพิจารณาความชัดเจนของขอคําถามเวลาในการทําแบบทดสอบ สัมภาษณผูตอบ
ดานความเขาใจขอคําถาม ปญหาที่พบ วิจารณแบบสอบถาม แลวนําขอมูลที่ไดมาพิจารณาปรับปรุง
แบบสอบถามโดยปรับปรุงเรื่องภาษาที่อานเขาใจยากใหอานแลวเขาใจงาย
พิจารณาคัดเลือกตามขอมูลที่ไดจากการทดลองใชในครั้งนี้ไดจํานวน 7 ขอ
ขั้นที่5 พิมพแบบสอบถามฉบับจริง หลังจากปรับปรุงแบบสอบถามแลว ใน
การพิมพตองคํานึงถึงความชัดเจนในการอธิบายจุดประสงควิธีตอบการจัดรูปแบบใหสวยงาม
ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนสรางแบบสอบถามความพึงพอใจ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ดัง
แผนภาพ ตอไปนี้ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ( แผนภาพที่3.4 )
ฏฏ
1.0
วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ
2.0
ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามและกําหนดรูปแบบของแบบสอบถาม
3.0
เขียนแบบสอบถามฉบับราง
4.0
ทดลองใชและปรับปรุง
5.0
พิมพแบบสอบถามฉบับจริง
แผนภาพที่3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม
ที่มา : บุญชม ศรีสะอาด การวิจัยเบื้องตน พิมพครั้งที่2 กรุงเทพมหานคร
สํานักพิมพสุวีริยาสาสน 2535 หนา 66
4. การเก็บรวบรวมขอมูล
1. เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน ( กอนใชแบบฝก )
2. เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน)
3. เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก )
4. เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ
5. การวิเคราะหขอมูล
5.1 หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) โดยกําหนดเกณฑประสิทธิภาพ 80 / 80
5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน / ผลการพัฒนา
ฐฐ
5.3 หาคาเฉลี่ย ของผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียนแลวแปลผลตามเกณฑที่
กําหนด
สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล
1) การหาประสิทธิภาพของแบบฝก
ใชวิธีการคํานวณธรรมดา หาคา E1 และ E2 ไดดังนี้
การหาคา E1 คือ คาประสิทธิภาพของงานหรือแบบฝกหัด กระทําไดโดยการเอา
คะแนนงานทุกชิ้นของนักเรียนแตละคนมารวมกัน แลวหาคาเฉลี่ยและเทียบสวนเปนรอยละ
การหาคา E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ จะไมมีปญหาในการคํานวณมากนัก
เพราะอาจทําไดโดยการเอาคะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมดรวมกัน หาคาเฉลี่ย
แลวเทียบสวนเพื่อหาคารอยละ
2 ) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สถิติที่ใชหาคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใชสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สาย
ยศ 2528)
การวิเคราะหขอมูล คํานวณคาคะแนนเฉลี่ย ( Mean) และสวนเบี่ยงแบน
มาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) ของคะแนนกอนการทดลองและหลังการทดลองใช
นวัตกรรมการเรียนการสอน โดยใชสูตรคํานวณ ดังนี้
X = ∑N
X
S.D. = Σ(X – X)2
N
เมื่อ X คือ คาคะแนนเฉลี่ย
S.D. คือ คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
Σ คือ ผลรวมหรือผลบวก
X คือ คาคะแนนของนักเรียนแตละคน
N คือ จํานวนนักเรียนทั้งหมด
สถิติที่ใชทดสอบสมมติฐาน
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝกฯและหลังการใชแบบ
ฝกฯ ใชสูตร t – dependent (ลวน สายยศ 2545)
ฑฑ
เมื่อ df = n-1
t =
( )
∑
−
−∑ ∑
2
2
1n
DDn
D
D แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝก
D2
แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝกยก
กําลังสอง
∑D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตาง
∑ 2
D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตางยกกําลังสอง
N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง
3) การวิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกฯ
หาคาเฉลี่ย (Mean) โดยคํานวณจากสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ 2528)
X = ∑N
X
X แทนคาเฉลี่ย
∑X แทน ผลรวมของคะแนนกลุมตัวอยาง
N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง
ซึ่งผูวิจัยไดสรุปแสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช ดังแผนภาพ ตอไปนี้
( แผนภาพที่ 3.5 )
ฒฒ
แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช
จุดประสงคการวิจัย วิธีการ เครื่องมือ สถิติที่ใช
วิธีการ
นําเสนอ
1. เพื่อทดสอบ
ประสิทธิภาพของแบบ
ฝกการอานและเขียนคํา
ที่ใช บรร รร(ร หัน)
และ บัน ชั้นประถม
ศึกษาปที่ 3
2. เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนกอนและ
หลังการใชแบบฝก
3. เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนที่มี
ตอแบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3
-ทดสอบประสิทธิภาพ
ทดสอบกอนเรียน/หลังเรียน
-หาคาเฉลี่ยความพึงพอใจ
ของผูเรียน
- แบบฝกระหวาง
เรียน
- แบบทดสอบหลัง
เรียน
-แบบทดสอบกอน
เรียน
-แบบทดสอบหลัง
เรียน
แบบวัดความพึง
พอใจ
E1 / E2
(80/80)
คาเฉลี่ย X
รอยละ
คาเฉลี่ย X
หาคา S.D.
หาคา
t -dependent
คาเฉลี่ย X
ตาราง
สรุป
เชิง
บรรยาย
ตาราง
สรุป
เชิง
บรรยาย
ตาราง
สรุป
เชิง
บรรยาย
ณณ
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหขอมูล
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค ดังนี้
1. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ
บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
การวิเคราะหขอมูล
ผูวิจัยไดทําการวิเคราะหขอมูล โดยไดแยกเปน 3 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)
และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบ
ฝก
ตอนที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
1. การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร
รร(ร หัน) และบัน
ตารางที่ 1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
จํานวนนักเรียน คะแนนแบบฝกระหวางเรียน คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน
8 1677 66
ดด
เฉลี่ยรอยละ 91.54 82.50
จากตารางที่ 1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54
และมีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ
แบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50
2. การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอน
และหลังการใชแบบฝก
ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลัง การใช
แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบันชั้นประถมศึกษาปที่ 3
การทดสอบ จํานวน(N ) คาเฉลี่ย
−
X คา S.D. t
คะแนนกอนเรียน 8 6 1.31
คะแนนหลังเรียน 8 8.25 1.23
13.74
จากตารางที่ 2 การเปรียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอน
เรียนและ
หลังเรียน พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมี
คาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวาง
กอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการ
อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมี
นัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน
ตต
3. การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก
การอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3
ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคํา
ที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
รายการประเมิน นักเรียนชั้น ป. 3 (N=8)
−
X ระดับความคิดเห็น
1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจ
เรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และบัน
มากขึ้น 5.00 เห็นดวยมากที่สุด
2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 4.50 เห็นดวยมาก
3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 4.75 เห็นดวยมากที่สุด
4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 4.63 เห็นดวยมากที่สุด
5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 4.88 เห็นดวยมากที่สุด
6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 4.63 เห็นดวยมากที่สุด
7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 4.63 เห็นดวยมากที่สุด
รวมเฉลี่ยทั้งหมด 4.72 เห็นดวยมากที่สุด
จากตารางที่ 3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 พบวา เห็นดวยมากจํานวน 1 รายการ และเห็น
ดวยมากที่สุดจํานวน 6 รายการ ทั้งนี้เมื่อวิเคราะหภาพรวมแลว พบวา นักเรียนเห็นดวยอยูใน
ระดับมากที่สุดโดยมีคาเฉลี่ย 4.72
ถถ
บทที่ 5
สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ
การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ผูวิจัย ไดสรุปการวิจัย อภิปรายผล และขอเสนอแนะ
ไวดังนี้
1. สรุปการวิจัย
สรุปการศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน
1.1 วัตถุประสงคของการวิจัย
1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
1.2 สมมติฐานการวิจัย
1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตาม
เกณฑ 80 / 80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ของ นักเรียนสูงขึ้นหลังการใช แบบฝก
3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป
1.3 วิธีดําเนินการวิจัย
ทท
1) ประชากร เปนนักเรียนโรงเรียนบานบางจัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8 คน
2) เครื่องมือที่ใชในการศึกษา มีดังนี้
- แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จํานวน 13 แบบฝก
- แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน
คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครูหรือแผนการ
จัดการเรียนรู) จํานวน 5 แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง
- แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) และบัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกที่
มีขอคําตอบเหมือนกันแตสลับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ
- แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร
รร(ร หัน) และ บัน
1.4 การเก็บรวบรวมขอมูล
1) เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน (กอนใชแบบฝก )
2) เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน)
3) เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก )
4) เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ
1.5การวิเคราะหขอมูล
1) หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) ประสิทธิภาพ 80 / 80
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน ใช คาเฉลี่ย S.D.และ
การทดสอบดวยคา t – dependent
3) หาคาเฉลี่ยผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียน
1.6 สรุปผลการวิจัย
1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมี
คาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูง
กวาเกณฑที่ตั้งไว
ธธ
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มี
คาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการ
ทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียน
สรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช
บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่
ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน
3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72
2. อภิปรายผล
1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี
คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 กําหนดเกณฑไว 80 ผลการทดสอบสูงกวา
เกณฑที่กําหนด สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 สูงกวาเกณฑที่กําหนด
ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑที่ตั้งไว แสดงให
เห็นวาแบบฝกเลมนี้มีความเหมาะสมที่จะนํามาใชกับผูเรียน ทําใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและพัฒนา
ความบกพรองในดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันได ซึ่งสอดคลองกับ
วรสุดา บุญยไวโรจน (2529: 57-58) ไดเสนอแนะลักษณะของแบบฝกที่ดีสรุปไดวา แบบฝกที่ดี
ควรมีคําสั่งที่ไมยาวเกินไปและชัดเจนควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของ
การฝก ภาษาที่ใชควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน, ควรแยกฝกเปนเรื่องๆ มี
กิจกรรมหลายรูปแบบ และขอความหรือรูปภาพในแบบฝกควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับ
ความสนใจของผูเรียน
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 6 และหลัง
การใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนคาเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนกอนใชแบบฝกและหลังการใชแบบฝก สรุปผลไดวาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝกอยางมีนัยสําคัญทางสถิตที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุติฐานที่
วางไว แสดงใหเห็นวาเมื่อผูเรียนเรียนรูดวยแบบฝกเลมนี้ทําใหผูเรียนมีความสามารถในการเรียนรู
เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันเพิ่มขึ้น สอดคลองกับงานวิจัยของ สมเดช
เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป
นน
ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานี ผลการทดลองพบวา
นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํา มีความสามารถในการอานสูง
กวานักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และดานการ
วัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวย
แบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวานักเรียนที่เรียนซอม
เสริมดวย แบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และ ผลการวิจัยของจํานง โปธา
เกี๋ยง(2538: บทคัดยอ) การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริม สําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวาภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) ผลการวิจัย
พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สรางขึ้น ไดยึดหลักการ คือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน
เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึงความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง
มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อให
เกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 รวมทั้งงานวิจัยของทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอาน
และการเขียนสะกดคํายากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบานคําปาหวาน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมี
ประสิทธิภาพ ชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง และแบบฝกชวยใหผูเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ
บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีระดับความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72 แสดงให
เห็นวาผูเรียนชอบวิธีการเรียนรูดวยแบบฝก เกิดความพึงพอใจที่จะเรียนรูและชอบแบบฝกที่มี
ภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ
3. ขอเสนอแนะ
3.1 ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช
1) การจัดทําแบบฝกในแตละครั้ง ครูตองศึกษาวิเคราะหเนื้อหาของกลุมวิชาวามีความ
เหมาะสมที่จะนํามาใชจัดทําเปนแบบฝกหรือไม เพราะบางเนื้อหาการฝกใหผูเรียนกระทําดวย
แบบฝกจะไมสามารถฝกผูเรียนได ตองอาศัยการอธิบายจากผูสอน ดังนั้นจึงตองจัดทําแบบฝกใหมี
บบ
ความเหมาะสมกับเนื้อหาของกลุมสาระการเรียนรู ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูดวยตนเองได มิฉะนั้น
ผลที่เกิดขึ้นจะไมสามารถพัฒนาผูเรียนไดตามที่คาดหวัง
2) กอนการจัดทําแบบฝกควรวิเคราะหผูเรียนกอนวามีทักษะในการอานมากนอย
เพียงใด หากความสามารถในการอานคอนขางต่ํา การเรียนรูดวยแบบฝกก็ไมเกิดประโยชน เพราะ
ผูเรียนตองศึกษาดวยตนเองเปนสวนใหญ ถาผูเรียนอานไมได ก็ไมสามารถใชแบบฝกไดดวย
ตนเอง ครูตองคอยชวยเหลือ ทําใหไมเกิดผลดีนัก ควรเรียนรูดวยวิธีอื่นจะเหมาะสมกวา
3) การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการ
เรียนรูใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยและในกลุมสาระการเรียนรู
อื่นๆ ตอไป ผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และเพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียน
ใหสูงขึ้น
3.2 ขอเสนอแนะในการวิจัยขั้นตอไป
1) การศึกษาในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรู
ใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ในกลุมสาระการเรียนรูอื่นๆตอไป
2) ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการอานและการเขียนโดยใชการวิจัยประเภทอื่นๆ
เชน การทดลองสอนอานและเขียนโดยวิธีอื่นๆ เชน วิธีการใชกิจกรรม เกม เพลง และนิทาน
ปป
บรรณานุกรม
กรรณิการ พวงเกษม (2534) การสอนเขียนเรื่องโดยใชจินตนาการทางสรางสรรคใน
ระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช
กิตติมา ปรีดีดิลก (2529) ทฤษฎีบริหารองคการ กรุงเทพมหานคร ชนะการพิมพ
กัลยา ยวนมาลัย (2539) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร
โกวิท ประวาลพฤกษ และคณะ(2520) การประเมินผลแนวใหม คูมือสําหรับครูประถมศึกษา
กรุงเทพมหานคร องคการสงเคราะหทหารผานศึก
กรมวิชาการ (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว
----------. (2544) คูมือการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย กรุงเทพมหานคร
องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.)
คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, สํานักงาน (2543) ปฎิรูปการเรียนรูผูเรียนสําคัญที่สุด
พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร คุรุสภา
จรัส โพธิจันทร (2531) “ความพึงพอใจในการทํางานของอาจารยวิทยาลัยพยาบาลใน
ภาคเหนือ” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ศรีนคริทรวิโรฒ
จํานง โปธาเกี๋ยง (2538) “การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริมสําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม
ชโลบล ทัศวิล (2541) “ผลการใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคทางภาษาไทยสําหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การ
ประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม
ฐะปะนีย นาครทรรพ (2539) “การสอนทักษะเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอนชุด
การสอนภาษาไทย หนวยที่ 6 หนาที่ 351-365 นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ดนยา วงศธนะชัย (2542) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) หนา 20 – 30 พิษณุโลก
สถาบันราชภัฎพิบูลสงคราม คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
ดวงคิด วงศภักดิ์ (2539) “การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
ผผ
มหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม
ทิพยสุดา จงกล (2541) “การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํายากวิชา
ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
นภดล จันทรเพ็ญ (2535) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร ตนออ
นภาลัย สุวรรณธาดา (2539) “หนวยที่ 3 กระบวนการเขียนเชิงปฏิบัติการ” ในเอกสารการสอน
ชุดวิชาการใชภาษาไทย (ฉบับปรับปรุง) นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร
นิตยา เดชแล (2540) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและความคงทนในการ
เรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน
และการสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา” วิทยานิพนธปริญญา
มหาบัณฑิต สาขา การประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม
นิตยาวดี คงไพฑูรย (2542) “การพัฒนาแบบฝกการเขียนเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 กลุมโรงเรียนเขาพนม จังหวัดกระบี่” วิทยานิพนธ
ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ศึกษาศาสตร(หลักสูตรและการสอน) บัณฑิต
วิทยาลัย
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2535) ระเบียบวิจัยทางสังคมศาสตร พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร
การพิมพพระนคร
บันลือ พฤกษะวัน (2534) มิติใหมในการสอนอาน ภาคปฏิบัติ อันดับที่ 3 การพัฒนาความ
พรอมในการอาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช
ประภา ตันติวุฒิ (2542) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติในการเขียนเชิงสรางสรรค โดยใช
แบบฝกที่สรางจากนิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 อําเภอเมือง
จังหวัดชลบุรี” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปทมา แตงอวบ 2538 “การใชนาฎการเพื่อสรางเจตคติที่ดีในการเรียนวรรณดคีไทย
เรื่อง ขุนชาง ขุนแผน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนวัดพุทธบูชา
กรุงเทพมหานคร” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผะอบ โปษกฤษณ (2544) ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร
อักษรพิทยา
ฝฝ
พิน คงพูล (2535) “ความพึงพอใจตอบทบาทหนาที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการการ
ประถมศึกษาจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต” วิทยานิพนธปริญญาคุรุศาสตรมหาบัณฑิต
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
พรรณี ชูทัย (2522) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ภาควิชาการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2538) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ตนออ แกรมมี่
พิยดา วันเพ็ญ (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุม สปช. เรื่อง สิ่งแวดลอม
ทางสังคม ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ดวยการสอนโดยใชทักษะกระบวนการ 9 ประการ
กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
ภูริภัทร ทิศร (2543) “การอานมีประโยชน โปรดมารักการอาน” วารสารวิชาการ 3 , 7
(กรกฎาคม) : 10 – 13
มาลินี เชษฐโชติศักดิ์ (2534) “ปจจัยที่มีผลตอการทําประกันชีวิตในประเทศไทย” วิทยานิพนธ
ปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
แมนมาส ชวลิต (2534) กิจกรรมสงเสริมการอาน ในการรณรงคเพื่อสงเสริมนิสัยรักการอาน
กรุงเทพมหานคร การศาสนา
ยุคล ทองตัน (2533) “ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของขาราชการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร
ยุพิน จันทรเรือง (2544) “ทักษะทางภาษาเพื่อพัฒนาปญญา” ใน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
และการสืบคน คณะมนุษยศาสตร และสังคมศาสตร สถาบันราชภัฎเชียงราย
วรรณา แซตั้ง (2541) “การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคําสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที่ 1” ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วรรณี โสมประยูร (2542) การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 3
กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช
วันเพ็ญ เนียมสุข (2538) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียนของนักเรียนชั้นประถม
ศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการเขียนที่
ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พพ
วัลยา ชางขวัญยืน (2539) “ลักษณะภาษาเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอาน
ภาษาไทยหนวยที่ 2 หนา 37– 39 นนทบุรี สาขาศิลปศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วิชาการ,กรม (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว
วิทยา ดํารงเกียรติ (2531) การเขียนในงานสงเสริม เชียงใหม สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแมโจ
ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544) การอานและการสรางนิสัยรักการอาน พิมพครั้งที่ 5
กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช
ศศิธร อินตุน (2535) “การพัฒนาแบบฝกการอานการจับใจความสําคัญสําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม
ศิริพร ลิมตระการ (2539) “ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน” ใน เอกสารประกอบการสอนชุด
วิชา การอานภาษาไทย หนวยที่ 1 หนา 1-36 นนทบุรี
ศึกษาธิการ กระทรวง (2542) การสังเคราะหงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทย
ระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร การศาสนา
__________ . (2520) คูมือหนังสือเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 2 เลมที่ 1
กรุงเทพมหานคร โรงพิมพสวนทองถิ่น
__________ . (2545) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 พิมพครั้งที่ 2
กรุงเทพมหานคร องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ
สมจิตร เสารศรีจันทร (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝกทักษะการเขียนสะกดคํา
ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม โดยใชแบบ
ฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑ
สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สมเดช เจริญชนม (2541) “การเปรียบเทียบความสามารถ และเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทย
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอาน
ดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต
ภาควิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรทราวิโรฒ
สมยศ นาวีการ (2534) การบริหารองคกรหรือหนวยงาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร
บรรณกิจ
ฟฟ
สวนา พรพัฒนกุล (2522) จิตวิทยาทั่วไป กรุงเทพมหานคร แสงรุงการพิมพ
สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย (2523) วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา
กรุงเทพมหานคร วัฒนาพานิช
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2544) การประเมินผลภาษาไทย กรุงเทพมหานคร
สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
อลิสา วานิชดี (2539) “หลักการเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสาร
ธุรกิจ หนวยที่ 2 หนา 35-65 นนทบุรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สาขาวิชาศิลปะศาสตร
อวยพร พานิช (2539) “ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอน
ชุดวิชา การเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ หนวยที่ 1 หนา 1-34 นนทบุรี
สาขาวิชาศิลปะศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อัญชัญ เผาพัฒน (2534) “การพัฒนาบทเรียนเพื่อสงเสริมการสอนอานโดยใชนิทานพื้นบานใน
ระดับประถมศึกษาปที่ 2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม
เอกฉัท จารุเมธีชน (2539) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร
ภภ
ภาคผนวก 1
เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม
- แบบฝก
- แผนการจัดการเรียนรู
มม
แบบฝก
การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
นางสุมาลิน ทองเจือ
โรงเรียนบานบางจัน
ยย
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา
คํานํา
การเรียนการสอนภาษาไทยในชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีจุดเนนที่ผูเรียนจะตองฝก
การอานและการเขียนอยางถูกตองมีความแมนยําในหลักเกณฑทางภาษาเพื่อใชเปน
ทักษะพื้นฐานในการเรียนรูในชั้นตอ ๆ ไป
พฤติกรรมของผูเรียนในชั้นประถมศึกษาปที่ 3สวนใหญพบวาชอบทําแบบฝกหัด
และมักจะแขงขันการนับคะแนนที่ไดจากการทําแบบฝกหัดถูกตองวาใครทําไดถูกตอง
มากนอยกวากัน แบบฝกหัดนาจะเปนแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนาผูเรียนได
จากการประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนที่ผานมาพบปญหาดานการอานและ
เขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ผูสอนจึงคิดคนวิธีการแกปญหาดังกลาวโดยใช
แบบฝก
สุมาลิน ทองเจือ
รร
คําชี้แจง
แบบฝกหัดการอานและเขียนคําที่ใชใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาป
ที่ 3 ไดจัดทําขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ให
ผูเรียนไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลิน สนองพฤติกรรมของผูเรียนที่ชอบทําแบบฝกหัด
แบบฝกฉบับนี้ประกอบดวยเนื้อหาความรูหลักเกณฑการอานคําที่ใชบรร
รร(ร หัน) และ บันการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันจํานวน 13 แบบฝก
คําแนะนําในการใชแบบฝก
1. ครูควรเตรียมอุปกรณในการฝกใหพรอม เชน แบบฝก/แบบบันทึกพฤติกรรม
การอาน
2. ครูควรอธิบายใหนักเรียนทราบจุดประสงคของการฝกแตละครั้งและให
นักเรียนไดเห็นประโยชนที่นักเรียนจะไดรับจากการใชแบบฝกฉบับนี้
3. ในการฝกครูควรใหนักเรียนมีสวนรวมมากที่สุด เชน รวมเฉลยคําตอบ/
พฤติกรรมการฝกอาน
4. ครูสามารถจัดกิจกรรมการฝกไดทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน
5. กอนฝกในแตละแบบฝก ควรมีการทดสอบกอนฝก บันทึกพฤติกรรมการ
อาน และหลังจากทําแบบฝกจนเกิดทักษะแลว ควรมีการทดสอบหลังเรียน
อีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบถึงพัฒนาการของผูเรียนกอนและหลังฝก
ลล
ขั้นตอนการฝก
1. ทดสอบกอนเรียน
2. อานเนื้อหาคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
3. ฝกอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
4. ทําแบบฝก
5. อานเนื้อหาคําที่ใช บัน
6. ฝกอานคําที่ใชบัน
7. ทําแบบฝก
8. ทดสอบหลังเรียน
วว
แบบทดสอบกอนเรียน
เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง
1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร
ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด
4. คําในขอใดเขียนถูก
ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ
5. คําในขอใดเขียนผิด
ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ
6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา
ก. กรรแสง กรรตุ
ข. บรรเทา สรรพสิ่ง
ค. สรรหา กรรมการ
7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง
ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก
ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย
ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
ศศ
8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด”
ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ
เพื่อน ๆ ”
ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด”
ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
ษษ
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. บอกลักษณะของคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บันได
2. อานออกเสียงคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบันได
3. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง
สส
สาระความรู
การอานคําที่มี รร (ร หัน)
รร เรียกกวา ร หัน เมื่อผสมกับพยัญชนะมีหลักการในการอานดังนี้
1. เมื่ออยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน (รร เปลี่ยนรูปเปนไมหันอากาศ และ
น เปนตัวสะกด) เชน
กรร อานวา กัน เชน กรรเชียง
บรร อานวา บัน เชน บรรจง
2. เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน
กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน (ม สะกด จึงออกเสียง มะ)
สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง (พ สะกด จึงออกเสียง พะ)
3. ยกเวนตัวสะกดมีไมทัณฑฆาตกํากับอยู ใหอานออกเสียง อัน ตามเดิม เชน
สรรค อานวา สัน
ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน
อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
หห
ฝกอานคําที่มี บรร , รร (ร หัน)
เมื่อ รร อยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน ดังนี้
กรรไกร อานวา กัน-ไกร บรรทัด อานวา บัน-ทัด
กรรเชียง อานวา กัน-เชียง บรรทุก อานวา บัน-ทุก
กรรโชก อานวา กัน-โชก บรรพต อานวา บัน-พต
จรรยา อานวา จัน-ยา บรรยาย อานวา บัน-ยาย
จรรโลง อานวา จัน-โลง บรรเลง อานวา บัน-เลง
จัดสรร อานวา จัด-สัน พรรษา อานวา พัน-สา
จํานรรจา อานวา จํา-นัน-จา มรรยาท อานวา มัน-ยาด
บรรจง อานวา บัน-จง สรรเสริญ อานวา สัน-เสิน
บรรจบ อานวา บัน-จบ หรรษา อานวา หัน-สา
บรรจุ อานวา บัน-จุ อรรณพ อานวา อัน-นบ
เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน (ยกเวนบางคํายังคง
อานออกเสียง อัน เชนคําที่ตัวสะกด มีทัณฑฆาตกํากับอยูเปนตน)
กรรมกร อานวา กํา-มะ-กอน รัฐธรรมนูญ อานวา รัด-ถะ-ทํา-มะนูน
กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน วรรณคดี อานวา วัน-นะ-คะ-ดี
ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง
ธรรมชาติ อานวา ทํา-มะ-ชาด สรางสรรค อานวา สาง-สัน
ธรรมดา อานวา ทํา-มะ-ดา สวรรค อานวา สะ-หวัน
ผิวพรรณ อานวา ผิว-พัน สุวรรณภูมิ อานวา สุ-วัน-นะ-พูม
พระขรรค อานวา พระ-ขัน มหัศจรรย อานวา มะ-หัด-สะ-จัน
มีครรภ อานวา มี-คัน อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
ฬฬ
แบบฝกที่ 1
ใหนักเรียนฝกการเขียนสะกดคําและแจกลูกจากคําตอไปนี้
1. กรร อานวา ................................................................
2. ขรร อานวา ................................................................
3. ครร อานวา ................................................................
4. สรร อานวา ................................................................
5. จรร อานวา ................................................................
6. บรร อานวา ................................................................
7. พรร อานวา ................................................................
8. มรร อานวา ................................................................
9. วรร อานวา ................................................................
10. หรร อานวา ................................................................
ออ
แบบฝกที่ 2
เขียนคําอานคําที่มี รร (ร หัน) ที่กําหนดให ใหถูกตอง
1. หรรษา .....................................................................................
2. ธรรม .....................................................................................
3. บรรยาย .....................................................................................
4. สรรเสริญ .....................................................................................
5. มรรยาท .....................................................................................
6. วัฒนธรรม .....................................................................................
7. วรรณคดี .....................................................................................
8. ธรรมชาติ .....................................................................................
9. กระทรวงธรรมการ .....................................................................................
10. หฤหรรษ .....................................................................................
11. พระขรรค .....................................................................................
12. ทรงครรภ .....................................................................................
13. ยุติธรรม .....................................................................................
14. อนิจกรรม .....................................................................................
15. หัตถกรรม .....................................................................................
16. สวรรค .....................................................................................
17. ธรรมดา .....................................................................................
18. กรรมการ .....................................................................................
19. บรรทุก .....................................................................................
20. กรรเชียง .....................................................................................
ฮฮ
แบบฝกที่ 3
เขียนคําที่มี รร (ร หัน) ตามเสียงอาน ใหถูกตอง
คําอาน คํา
1 หะ – รึ– หัน
2 จํา – นัน – จา
3 บัน –ทัด
4 ทํา
5 พระ –ขัน
6 ซง – คัน
7 ยุด – ติ –ทํา
8 อะ – นิด –จะ –กํา
9 สัน – เสิน
10 หัด – ถะ – กํา
11 สะ – หวัน
12 กํา – มะ – กาน
13 บัน –ทุก
14 มัน – ยาด
15 วัด – ทะ – นะ – ทํา
16 ทํา – มะ – ดา
17 กัน –เชียง
18 วัน – นะ – คะ – ดี
19 บัน –ยาย
20 ทํา – มะ – ชาด
กกก
คําอาน คํา
21 บัน –ดา – สัก
22 อะ – นิด –จะ –กํา
23 ซง – ทํา
24 บัน –ทม
25 อา – ทัน
26 บัน –ไล
27 แพร – พัน
28 เวน – กํา
29 สิน – ละ – ปะ – กํา
30 ผิว – พัน
31 คํา –สับ – พะ – นาม
32 รัด – ถะ – ทํา –มะ – นูน
33 บัน –จง
34 บัน –ยา – กาด
35 บัน –ยาย
ขขข
แบบฝกที่ 4
ทําเครื่องหมา X ขอที่ ร ไมใช ร หัน
1. ก. ทรงครรภ ข. รัชสมัย ค. สวรรค ง. ธรรมดา
2. ก. บรรยาย ข. พรรษา ค. ระยา ง. กรรมการ
3. ก. รวดเร็ว ข. เวรกรรม ค. สรรเสริญ ง. อาธรรม
4. ก. รวบรัด ข. พระธรรม ค. รัฐธรรมนูญ ง. ธรรมดา
5. ก. ยุติธรรม ข. รุงเรือง ค. บรรทม ง. บรรทุก
6. ก. จํานรรจา ข. อนิจกรรม ค. มรรยาท ง. รวบรวม
7. ก. บรรลัย ข. หัตถกรรม ค. บรรดาศักดิ์ ง. เหรียญ
8. ก. หฤหรรษ ข. แพรพรรณ ค. แรงงาน ง. กรรเชียง
9. ก. พระขรรค ข. วรรณคดี ค. ระเบียง ง.บรรณานุกรม
10. ก. ธรรมชาติ ข. รัฐบาล ค. วัฒนธรรม ง. บรรพบุรุษ
ใหนักเรียนฝกเขียนคําอานตอไปนี้
คําอาน คําเขียน
1. บัน –ทัด บรรทัด
2. บัน –ทุก .................................................
3. บัน –เทา .................................................
4. บัน –จุ .................................................
5. บัน –จง .................................................
6. บัน –จบ .................................................
7. บัน –เลง .................................................
8. บัน –ยาย .................................................
9. บัน –ดา .................................................
10. กัน –ไกร .................................................
คคค
แบบฝกที่ 5
นําความหมายทางขวามือ มาเติมลงหนาขอความใหถูกตองสัมพันธกัน
1. ..................... สีของผิว ชนิด ธรรมดา
2. ..................... อยูประจําที่วัดชวง 3 เดือนในฤดูฝน ศิลปกรรม
3. ..................... กิริยาวาจา มีความหมายวาเรียบรอย ครรภ
4. ..................... อาการหรือความเปนไปแหงธรรมชาติ ธรรมชาติ
5. ..................... ทอง พรรณ
6. ..................... สิ่งที่เกิดมีและเปนอยูตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ จําพรรษา
ภาพภูมิประเทศ
7. ..................... สิ่งที่เปนศิลปะ สิ่งที่ผิดสรางขึ้นเปนศิลปะ วัฒนธรรม
8. ..................... ยกยอง พระขรรค
9. ..................... สิ่งที่ทําใหเกิดความเจริญงอกงามแกหมูคณะ มรรยาท
10. ..................... ดาบ หอก มีด อาวุธคลายหอกแตดามสั้น สรรเสริญ
ตอนที่ 2 เติมคํา รร (ร หัน) ในชองวางใหถูกตอง
1. ........................ดาศักดิ์ 11. อา........................
2. อนิจ........................ 12. ..........................จุ
3. ทรง........................ 13. คํา.....................นาม
4. ..........................ทม 14. รัฐ.....................นูญ
5. จํา.......................จา 15. ..........................จง
6. ...........................ลัย 16. ..........................ยากาศ
7. แพร....................... 17. ...........................ยาย
8. เวร......................... 18. ...........................บุรุษ
9. ศิลป.................... 19. ...........................เลง
10. ผิว....................... 20. ............................ณานุกรม
งงง
แบบฝกที่ 6
หาคําที่มีความหมาย รร (ร หัน) ไมมีตัวสะกด และคํา รร(ร หัน) มีตัวสะกดมาเติม
ตามปายที่กําหนดใหในตารางอยางละ 5 คํา
คํา รร (ร หัน)ไมมีตัวสะกด คํา รร (ร หัน) มีตัวสะกด
1. ...................................................... 1. ......................................................
2. ...................................................... 2. ......................................................
3. ...................................................... 3. ......................................................
4. ...................................................... 4. ......................................................
5. ...................................................... 5. ......................................................
จจจ
แบบฝกที่ 7
นักเรียนโยงเสนคําที่มี รร (ร หัน) กับคําอานใหถูกตอง
1. จํา – นัน –จา ก. ธรรมดา
2. ทํา – มะ – ดา ข. บรรทัด
3. กํา – มะ – กาน ค. จํานรรจา
4. บัน – ทัด ง. กรรมการ
5. กัน – ไกร จ. บรรยาย
6. เวน – วัก ฉ. เวนวรรค
7. บัน – ยาย ช. กรรไกร
ฉฉฉ
แบบฝกที่ 8
ตอนที่ 1 ใหนักเรียนเลือกคํา * ที่มีความหมายสัมพันธกับคําหรือขอความตอไปนี้
บรรจุ บรรทัด บรรทุก บรรเทา
บรรดา บรรยาย บรรเลง
1. ไม ...........................อันนี้หัก
2. รถ ..........................ขนของหนักเกินไป
3. ............................นักเรียนกําลังฟงคํา ..........................ของครู
4. อยาซื้อยา..........................ปวดมากินเอง
5. มีการ ......................เพลงชาติที่หนาเสาธง
ตอนที่ 2 นักเรียนเขียนคําที่มี รร (ร หัน) ในประโยคตามเสียงอานใหถูกตอง
1. พอซื้อบาน.......................ในเมือง (จัด –สัน)
2. เทวดาอยูบน.......................(สะ – หวัน)
3. โดเรมอนมีของนา..........................มากมายในกระเปา (อัด – สะ –จัน)
4. ฉันชอบไปเที่ยวน้ําตกดู ..............................(ทํา – มะ – ชาด)
5. ครูพานักเรียนไปแหเทียนในวัน ............................(เขา – พัน – สา)
6. ครูใหนักเรียนคัดลายมือดวยตัว.........................เต็มบรรทัด (บัน – จง)
7. นักดนตรี.........................เพลงสรรเสริญพระบารมี (บัน – เลง)
8. .............................เปนคําสั่งสอนของพระพุทธเจา (พระ – ทํา)
9. ทุกคนที่มางานเลี้ยงฉลองตางสุขสันต ..........................กันทั่วหนา (หัน – สา)
10. สามี ..........................คูนี้ชวยกันทํามาหากินจนร่ํารวย (พัน – ระ – ยา)
ชชช
สาระความรู
คําไทยที่ใช “บัน” นําหนา
บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
บันโดยบันโหยไห บันเหินไปจากรวงรัง
บันทึงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล
บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแตงตน
คําบันนั้นฉงน ระวังปนกับ “ร –หัน”
ฝกอานคําที่ใช บัน
บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
ซซซ
แบบฝกที่ 9
เขียนคําที่ใช “บัน” ลงในภาพ
ฌฌฌ
แบบฝกที่ 10
ใหนักเรียนคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 1 จบ และครึ่งบรรทัด 1 จบ
บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี
รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
..............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ใหนักเรียนแตงประโยคจากคําที่กําหนดให
บันดาล บันได บันทึก บันเทิง บันลือ
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
ญญญ
แบบฝกที่ 11
การใช บัน, รร(ร หัน)
บ.......เทิง บ..........พชา บ.......ได
บ.......ลือ ค........ชิต บ.........ทัดฐาน
บ........ดาล บ..........ทึก บ.......ทุก
พระข...........ค ไอศว..........ย ศตว.......ษ
อาถ..........พณ บ........จถรณ
พี่ขาหนูอยากกินทอฟฟจังเลย พี่ชวยเติม
รร (ร หัน) หรือ _ัน ลงในทอฟฟหนอย
ซิคะ
ฎฎฎ
แบบฝกที่ 12
จงเขียนเครื่องหมาย (ü) ไวหลังคําที่เขียนถูก และเติมเครื่องหมายผิด ( X) ไวหลังคํา
ที่เขียนผิด
คําแนะนํา ถาเด็กไมสามารถทําได ควรใหยอนกลับไปดูเรื่อง ฝกอาน – ฝกเขียน
คําที่ใช บัน ซึ่งในปจจุบันมีใชอยู 5 คํา ดังนั้น คําอื่น ๆ ตองใช บรร จึงจะถูกตอง
บรรจง.................. บันจง ...................... บรรพต................... บันพ.................
บรรจบ................. บันจบ ...................... บรรพบุรุษ............. บันพบุรุ............
บรรจุ.... ............... บันจุ ....................... บรรยง .................. บันยง.................
บรรเจิด ............... บันเจิด...................... บรรยากาศ............ บันยากาศ..........
บรรณาการ.......... บันณาการ............... บรรยาย................. บันยาย................
บรรณาธิการ....... บันณาธิการ............. บรรลัย.................. บันลัย.................
บรรณารักษ......... บันณารักษ............... บรรลุ.................... บันลุ..................
บรรดา................. บันดา....................... บรรเลง................. บันเลง................
บรรทม................ บันทม..................... บรรหาร............... บันหาร...............
บรรทัด................ บันทัด..................... บรรดาล............... บันดาล..............
บรรทุก................ บันทุก..................... บรรได................. บันได................
บรรเทา............... บันเทา.................... บรรทึก................ บันทึก...............
บรรพชา.............. บันพชา.................. บรรเทิง............... บันเทิง..............
บรรพชิต.............. บันพชิต................. บรรลือ................ บันลือ...............
ฏฏฏ
แบบฝกที่ 13
ทําเครื่องหมาย ü หนาคําที่เขียนถูกตอง และ Xหนาคําที่เขียนไมถูกตอง
1. .....................บันทม ....................บรรทม
2. .....................บันทึก ....................บรรทึก
3. .....................บันยากาศ ....................บรรยากาศ
4 ......................บันเทา ....................บรรเทา
5 ......................บันโดย ....................บรรโดย
6 ......................บันจง ....................บรรจง
7. ......................บันจุ ....................บรรจุ
8. ......................บัณณาการ ....................บรรณาการ
9. ......................บันดาล ....................บรรดาล
10. ......................บันดาศักดิ์ ....................บรรดาศักดิ์
11. ......................บันณารักษ ....................บรรณารักษ
12. ......................บันณาธิการ ....................บรรณาธิการ
13. ......................บันทัด ....................บรรทัด
14. .......................บันได ....................บรรได
15. .......................บันจบ ....................บรรจบ
16. .......................บันเลง ....................บรรเลง
17. .......................บันเทิง ....................บรรเทิง
18. .......................บันทุก ....................บรรทุก
19. .......................บันลือ ....................บรรลือ
20. .......................บันณานุกรม ....................บรรณานุกรม
21. .......................บันพบุรุษ ....................บรรพบุรุษ
22. .......................บันจถรณ ....................บรรจถรณ
23. .......................บันพชา ....................บรรพชา
24. .......................บันพต ....................บรรพต
25. ....................... บันพชิต ....................บรรพชิต
ฐฐฐ
แบบทดสอบหลังเรียน
เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง
1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร
ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด
4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา
ก. กรรแสง กรรตุ
ข. บรรเทา สรรพสิ่ง
ค. สรรหา กรรมการ
5. คําในขอใดเขียนถูก
ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ
6. คําในขอใดเขียนผิด
ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ
7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด”
ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ
เพื่อน ๆ ”
ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
ฑฑฑ
9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด”
ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง
ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก
ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย
ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
ฒฒฒ
เฉลย
แบบทดสอบกอนเรียน
1. ค. 6. ก.
2. ก. 7. ก.
3. ค. 8. ก.
4. ก. 9. ค.
5. ข. 10. ข.
แบบฝกที่ 1
กรร อานวา กัน
ขรร อานวา ขัน
ครร อานวา คัน
สรร อานวา สัน
จรร อานวา จัน
บรร อานวา บัน
พรร อานวา พัน
มรร อานวา มัน
วรร อานวา วัน
หรร อานวา หัน
แบบฝกที่ 2
1. พัน –สา 2. ทํา 3. บัน – ยาย
4. สัน –เสิน 5. มัน – ยาด 6. วัด – ทะ – นะ - ทํา
7. วัน – นะ – คะ ดี 8. ทํา – มะ – ชาด 9. กระ – ซวง –ทํา – มะ – กาน
10. หะ – รึ – หัน 11. พระ – ขัน 12. ซง – คัน
13. ยุด –ติ – ทํา 14. อะ – นิด – จะ – กํา 15. หัด – ถะ –กํา
16. สะ – หวัน 17. ทํา –มะ – ดา 18. กํา – มะ –กาน
19. บัน – ทุก 20. กัน –เชียง
ณณณ
แบบฝกที่ 3
1. หฤหรรษ 2. จํานรรจา 3. บรรทัด 4. ธรรมะ
5. พระขรรค 6. ทรงครรภ 7. ยุติธรรม 8. อนิจกรรม
9. สรรเสริญ 10. หัตถกรรม 11. สวรรค 12. กรรมการ
13. บรรทุก 14. มรรยาท 15. วัฒนธรรม 16. ธรรมดา
17. กรรเชียง 18. วรรณคดี 19. บรรยาย 20. ธรรมชาติ
21. บรรดาศักดิ์ 22. อนิจกรรม 23. ทรงธรรม 24. บรรทม
25. อาธรรม 26. บรรลัย 27. แพรพรรณ 28. เวรกรรม
29. ศิลปกรรม 30. ผิวพรรณ 31. คําสรรพนาม 32. รัฐธรรมนูญ
33. บรรจง 34. บรรยากาศ 35. บรรยาย
แบบฝกที่ 4
1. ข 2. ค 3. ก 4. ก 5. ข 6. ง
7. ง 8. ค 9. ค 10. ข
1. บรรทัด 6. บรรจบ
2. บรรทุก 7. บรรเลง
3. บรรเทา 8. บรรยาย
4. บรรจุ 9. บรรดา
5. บรรจง 10. กรรไกร
แบบฝกที่ 5
1. พรรณ 2. จําพรรษา 3. มรรยาท 4. ธรรมดา
5. ครรภ หรือ ธรรม 6. ธรรมชาติ 7. ศิลปกรรม 8. สรรเสริญ
9. วัฒนธรรม 10. พระขรรค
ดดด
ตอนที่ 2
1. บรรดาศักดิ์ 2. อนิจกรรม 3. ทรงธรรม 4. บรรทม
5. จํานรรจา 6. บรรลัย 7. แพรพรรณ 8. เวรกรรม
9. ศิลปกรรม 10. ผิวพรรณ 11. อาธรรม 12. บรรจุ
13. คําสรรพนาม 14. รัฐธรรมนูญ 15. บรรจง 16. บรรยากาศ
17. บรรยาย 18. บรรพบุรุษ 19. บรรเลง 20. บรรณานุกรม
แบบฝกที่ 6
ครูตรวจเฉลย
แบบฝกที่ 7
1. ค
2. ก
3. ง
4. ข
5. ช
6. ฉ
7. จ
แบบฝกที่ 8
ตอนที่ 1
1. บรรทัด
2. บรรทุก
3. บรรดา, บรรยาย
4. บรรเทา
5. บรรเลง
ตตต
ตอนที่ 2
1. จัดสรร 6. บรรจง
2. สวรรค 7. บรรเลง
3. อัศจรรย 8. พระธรรม
4. ธรรมชาติ 9. หรรษา
5. เขาพรรษา 10. ภรรยา
แบบฝกที่ 9
ครูตรวจเฉลย
แบบฝกที่ 10
ครูตรวจเฉลย
แบบฝกที่ 11
1. บันได 8. ครรชิต
2. บันเทิง 9. พระขรรค
3. บันทึก 10. ศตวรรษ
4. บันลือ 11. บรรทัดฐาน
5. บันดาล 12. บรรจถรณ
6. บรรพชา 13. อาถรรพณ
7. ไอศวรรย 14. บรรทุก
ถถถ
แบบฝกที่ 12
เฉลยคําที่ถูกคือ
บรรจง –บรรจบ –บรรจุ –บรรเจิด– บรรณาการ – บรรณาธิการ – บรรณารักษ-
บรรดา
บรรทม –บรรทัด – บรรทุก – บรรเทา – บรรพชา – บรรพชิต –บรรพต – บรรพบุรุษ
บรรยง – บรรยากาศ –บรรยาย – บรรลัย – บรรลุ– บรรเลง – บรรหาร – และ บันดาล
บันได– บันทึก –บันเทิง – บันลือ
แบบฝกที่ 13
1. X, ü 2. ü, X 3. X, ü 4. X, ü
5. ü, X 6. X, ü 7 X, ü 8. X, ü
9. ü, X 10. X, ü 11. X, ü 12. X, ü
13. X, ü 14. ü, X 15. X, ü 16. X, ü
17. ü, X 18. X, ü 19. ü, X 20. X, ü
21. X, ü 22. X, ü 23. X, ü 24. X, ü
25. X, ü
แบบทดสอบหลังเรียน
1. ค. 6. ข.
2. ก. 7. ก.
3. ค. 8. ค.
4. ก. 9. ข.
5. ก. 10. ก.
ททท
แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เวลา 1 ชั่วโมง
*********************************************************************
แนวคิด
การเรียนรูหลักเกณฑการอานที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง การ
ฝกอานอยางสม่ําเสมอชวยใหอานไดถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษการใชภาษาในภาษาไทย
รูปแบบหนึ่ง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. บอกลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ได
2. อานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง
สาระการเรียนรู
ลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
การอานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
กระบวนการจัดการเรียนรู
บทบาทครู บทบาทนักเรียน
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูนําบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) มาใหนักเรียน
อานที่ละคํา ( โดยไมตองชี้แนะ )
2. ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จาก
บัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตองหรือไม / ทําไมถึง
อานอยางนั้น
ขั้นการเรียนรู
1. ครูอานบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ใหนักเรียนฟงที่
ละคํา แลวใหนักเรียนอานตาม
2. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
3. ครูรวมสรุปความรูที่นักเรียนอาน
ขั้นสรุป
1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง
2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัตรคําที่
ละคํา ( ตามความเขาใจของตนเอง )
2. นักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) จากบัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตอง
หรือไม / เหตุผลที่อานอยางนั้น
ขั้นการเรียนรู
1. นักเรียนอานออกเสียงบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
ตามครู
2. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
3. นักเรียนรวมสรุปความรูที่อาน
ขั้นสรุป
1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน
2. นักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2
ธธธ
สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล ชิ้นงานของผูเรียน
1. บัตรคําที่ใช บรร รร
(ร หัน)
2. แบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) ชั้นประถมศึกษา
ปที่ 3
1. สังเกต
- การอาน
- การรวมอภิปราย
แสดงความคิดเห็น
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. ตรวจผลงาน
1. แบบสังเกต
- การอาน
- การรวมอภิปราย
แสดงความคิดเห็น
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. แบบฝกที่ 1 , 2
1. แบบฝกที่ 1
2. แบบฝกที่ 2
บันทึกผลการจัดการเรียนรู
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
.
นนน
แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 เวลา 1 ชั่วโมง
*********************************************************************
แนวคิด
การเรียนรูหลักเกณฑการเขียนที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนเขียนไดอยางถูกตอง การ
ฝกเขียนอยางสม่ําเสมอชวยใหเขียนไดถูกตอง และเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ไดถูกตอง
สาระการเรียนรู
การเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
กระบวนการจัดการเรียนรู
บทบาทครู บทบาทนักเรียน
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง
2. ครูรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่นักเรียนอาน
ขั้นการเรียนรู
1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม
2. ครูแจกบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ใหนักเรียนกลุม
ละ 1 ชุด ใหฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกัน
ในกลุมโดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที
3. ครูเก็บบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)จากนักเรียนแต
ละกลุม
4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช
บรร รร (ร หัน) จากบัญชีคําที่ครูแจกใหศึกษา โดยครู
ใหเขียนตามคําบอกในกระดานดํา และมีกติกาวา
ผูเขียนที่ออกมาเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใด
เขียนไดถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ
ขั้นสรุป
1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่
โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน
2. นักเรียนรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่อาน
ขั้นการเรียนรู
1. นักเรียนแบงกลุมเปน 2 กลุม
2. นักเรียนรับบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)กลุมละ 1
ชุด ฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกันในกลุม
โดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที
3. นักเรียนทั้ง 2 กลุม คืนบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
ใหคุณครู
4. นักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) ตามคําบอกของครูในกระดานดํา โดยผูเขียนที่
ออกไปเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใดเขียนได
ถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ
ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4
บบบ
สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล ชิ้นงานของผูเรียน
1. บัญชีคําที่ใช บรร รร
(ร หัน)
2. เกมแขงขันเขียนคํา
3. แบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) ชั้นประถมศึกษาป
ที่ 3
1. สังเกต
- การอาน
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. ตรวจผลงาน
1. แบบสังเกต
- การอาน
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. แบบฝกที่ 3 , 4
1. แบบฝกที่ 3
2. แบบฝกที่ 4
บันทึกผลการจัดการเรียนรู
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ปปป
แผนการจัดการเรียนรู โดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 เวลา 1 ชั่วโมง
************************************************************************
แนวคิด
การฝกอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมายของคํา
ที่ใช บรร รร (ร หัน) แตละคํา ชวยใหผูเรียนอานและเขียนไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใช
ภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง
สาระการเรียนรู
การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)
กระบวนการจัดการเรียนรู
บทบาทครู บทบาทนักเรียน
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม 2 กลุม
2. ครูแจกบัตรคําใหนักเรียนกลุมละ 1 ชุด
3. ครูใหนักเรียนเลนเกมคูฉันอยูไหน โดยใหนักเรียน
จับคูบัตรคําใหตรงกับความหมายของคํา กลุมใดจับคู
ไดเสร็จกอนและถูกตองมากที่สุดเปนผูชนะ
ขั้นการเรียนรู
1. ครูใหนักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับเกมที่เลนวาให
ประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกันอยางไรระหวาง
การเรียนรูถึงความหมายของคําและการเขียนคํา
2. ครูสรุปใหนักเรียนฟงสั้นๆ อีกครั้ง
ขั้นสรุป
1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม ( จํานวนเทาๆ กัน )
2. นักเรียนรับบัตรคํากลุมละ 1 ชุด
3. นักเรียนฟงกติกาการเลนเกมคูฉันอยูไหน และเริ่ม
เลนเมื่อครูใหสัญญาณ
ขั้นการเรียนรู
1. นักเรียนรวมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
เกมที่เลนวาใหประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกัน
อยางไรระหวางการเรียนรูถึงความหมายของคําและการ
เขียนคํา
2. นักเรียนฟงสรุปสาระความรูจากการเลนเกม
ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8
ผผผ
สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล ชิ้นงานของผูเรียน
1. บัตรคําที่ใช บรร รร
(ร หัน)
2. เกมคูฉันอยูไหน
3. แบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใชบรร รร
(ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
1. สังเกต
- การอาน
- การรวมอภิปราย
แสดงความคิดเห็น
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. ตรวจผลงาน
1. แบบสังเกต
- การอาน
- การรวมอภิปราย
แสดงความคิดเห็น
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. แบบฝกที่ 5 , 6 ,7 , 8
1. แบบฝกที่ 5
2. แบบฝกที่ 6
3. แบบฝกที่ 7
4. แบบฝกที่ 8
บันทึกผลการจัดการเรียนรู
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ฝฝฝ
แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 เวลา 1 ชั่วโมง
************************************************************************
แนวคิด
การเรียนรูหลักเกณฑทางภาษาเกี่ยวกับการใช บัน อยางถูกตอง รวมทั้งการฝกการอานและเขียนอยาง
สม่ําเสมอ จะ ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการ
อนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อานและเขียนคําที่ใช บัน ไดถูกตอง
สาระการเรียนรู
การอานและเขียนคําที่ใช บัน
กระบวนการจัดการเรียนรู
บทบาทครู บทบาทนักเรียน
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูใหนักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจาก
สาระความรูในแบบฝกหนาที่ ....
ขั้นการเรียนรู
1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม ใหแตละกลุมสงตัวแทน
ออกมาเขียนคําที่ใช บัน ที่ปรากฏในแผนภูมิ ( กาพย )
ใหไดมากที่สุด กลุมใดเสร็จกอนและไดจํานวนคํามาก
ที่สุดกลุมนั้นชนะ
2. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความหมายของคําที่ใช บัน
ทั้ง 13 คํา
3. ครูชี้แนะใหนักเรียนสังเกตวาถาจํากาพยบทนี้ได
นักเรียนก็จะเขียนคํา บัน ไดถูกคํา นอกจากนั้นก็จะ
เปน บรร ใหพยายามทองกาพยบทนี้ใหได
ขั้นสรุป
1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจากสาระ
ความรูในแบบฝกหนาที่ .... พรอมกัน
ขั้นการเรียนรู
1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม แตละกลุมสงตัวแทน
ออกมาเขียนคําที่ใช บัน
2. นักเรียนรวมสนทนาถึงความหมายของคําที่ใช บัน
ทั้ง 13 คํา
3. นักเรียนฟงคําชี้แนะและรวมสังเกตกาพยที่อาน
ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10
พพพ
สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล ชิ้นงานของผูเรียน
1. แบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร รร
(ร หัน) และ บัน ชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3
1. สังเกต
- การอาน
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. ตรวจผลงาน
1. แบบสังเกต
- การอาน
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
- แบบฝกที่ 1 , 2
1. แบบฝกที่ 9
2. แบบฝกที่ 10
บันทึกผลการจัดการเรียนรู
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
ฟฟฟ
แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 เวลา 1 ชั่วโมง
************************************************************************
แนวคิด
การฝกอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมาย
ของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน แตละคํา จะชวยใหผูเรียนอาน , เขียน และใชคํา บรร รร (ร หัน) และ บัน
ไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง
1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง
สาระการเรียนรู
การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน
กระบวนการจัดการเรียนรู
บทบาทครู บทบาทนักเรียน
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูใหนักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด”
จากแผนภูมิเพลง พรอมทําจังหวะประกอบโดยครูรอง
นํา
ขั้นการเรียนรู
1. ครูสรุปความรูจากเนื้อเพลงใหนักเรียนฟงวา คําที่ใช
บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ
บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง, บันลือ
2. ครูใหนักเรียนแบงเปน 2 กลุม
3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน
กลุมใดเสร็จกอน ถูกตองมากที่สุด กลุมนั้นชนะ
ขั้นสรุป
1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13
ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด”
จากแผนภูมิเพลงตามครู พรอมทําจังหวะประกอบ
ขั้นการเรียนรู
1. นักเรียนฟงสรุปความรูจากเนื้อเพลง คําที่ใช
บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ
บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง , บันลือ
2. นักเรียนแบงเปน 2 กลุม
3. นักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน
ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13
ภภภ
สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผล ชิ้นงานของผูเรียน
1. แผนภูมิเพลง การใช
“บัน น หนู สะกด”
2. เกมแขงขันเขียนคํา
3. แบบฝกการอานและ
เขียนคําที่ใช บรร , รร
(ร หัน ) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
1. สังเกต
- การรองเพลง
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. ตรวจผลงาน
1. แบบสังเกต
- การรองเพลง
- การเลนเกม
( เนนคุณธรรมการ
ปฏิบัติตามกติกา /
ความรวมมือในหมู
คณะ/การยอมรับ
ความสามารถของ
ผูอื่น / ชื่นชมยินดี)
- การปฏิบัติงาน
ระหวางเรียน
2. แบบฝกที่ 11 , 12 , 13
1. แบบฝกที่ 11
2. แบบฝกที่ 12
3. แบบฝกที่ 13
บันทึกผลการจัดการเรียนรู
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
ขอเสนอแนะ
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
มมม
ภาคผนวก 2
เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
- แบบประเมินแบบฝกฯ โดย ผูเชี่ยวชาญ
- แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรูโดย ผูเชี่ยวชาญ
- แบบทดสอบกอนเรียน
- แบบทดสอบหลังเรียน
- แบบสอบถามความพึงพอใจ
ยยย
แบบประเมินแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดย ผูเชี่ยวชาญ
...............................................................................................................................................คําชี้แจง
ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของการพัฒนาแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน)
และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงในชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความ
คิดเห็นของทาน ดังนี้
+1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม
0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม / ไมมีความเหมาะสม
-1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม
ความเห็นของ
ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน
ดานเนื้อหา +1 0 -1
หมายเหตุ
1. ตรงตามเนื้อหาของหนังสือเรียนทักษะทางภาษา กลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ
2. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังของหลักสูตรแกนกลางและ
หลักสูตรสถานศึกษา
3. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดเร็วขึ้น
4. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดดีขึ้น
5. มีความเหมาะสมกับพื้นฐานความรูเดิมของผูเรียน
6. มีความเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผูเรียน
7. ภาษาที่ใชมีความเหมาะสม เขาใจงาย ชัดเจน
8. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝกมีความชัดเจน ผูเรียนเขาใจงาย เมื่อ
อานแลวสามารถปฏิบัติตามได
9.แบบฝกในแตละแบบฝกมีความยากงายเหมาะสมกับวัยของผูเรียน
สนองความแตกตางระหวางบุคคลตั้งแตงาย ปานกลางจนถึงระดับ
คอนขางยาก
10.แบบฝกแตละแบบฝกมีรูปแบบหลากหลายในการฝก ทั้งแบบ
เลือกตอบ เลือกใชคํา ขอความ เติมคํา เขียนคําอาน หาความสัมพันธ แตง
ประโยค ฯลฯ
รรร
ความเห็นของ
ผูเชี่ยวชาญ
หมายเหตุ
รายการประเมิน
ดานลักษณะรูปเลม + 1 0 - 1
1. ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสมกับวัยของผูเรียน
2. ภาพประกอบกอใหเกิดความเพลิดเพลิน เราความสนใจ ไมนา เบื่อใน
การฝก
3. ขนาดเหมาะสมกับวัยของผูเรียน กะทัดรัด สะดวกในการใช
4. รูปเลมสวยงาม
ดานคุณคาและประโยชนที่ผูเรียนจะไดรับ
1. มีความรูความเขาใจในเรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (รหัน)
และ บัน มากขึ้น
2. ชวยใหนักเรียนเกิดทักษะในการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน)
และ บัน มากขึ้น
3. นําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได
4. ผูเรียน มีสื่อชวยในการเรียนรู
5. สงเสริมใหผูเรียนรักการทํางาน มีความรับผิดชอบ
ดานแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน
1. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง
2. ตรงตามเนื้อหา
3. มีความยาก งายเหมาะกับผูเรียน
( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ
( ............................................................ )
ตําแหนง ......................................................................
ลลล
แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู
โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
โดย ผูเชี่ยวชาญ
...............................................................................................................................................คําชี้แจง
ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรูการสอนซอมเสริม ที่ใชแบบฝกการอาน
และเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงใน
ชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความคิดเห็นของทานดังนี้
+1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม
0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม/ ไมมีความเหมาะสม
-1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม
ความเห็นของ
ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน
+ 1 0 - 1
หมายเหตุ
1. องคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูครบถวน
2. ความสอดคลองระหวางแนวคิดกับเนื้อหา
3. ความสัมพันธระหวางเนื้อหากับผลการเรียนรูที่คาดหวัง
4. ความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวังกับกระบวนการจัดการ
เรียนรู
5. ขั้นตอนการจัดกระบวนการจัดการเรียนรูตามแผนการจัดการเรียนรูสื่อ
ความหมายชัดเจน เขาใจงาย
6. นําสื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) และ
บัน ที่ผลิต มาใชไดสอดคลองกับกระบวนการจัดการเรียนรู
7. ระบุวิธีการและ เครื่องมือการประเมินผลไดเหมาะสม
8. วิธีการประเมินผลสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง
9. กําหนดภาระงานใหผูเรียนปฏิบัติงานในแตละแผนการจัดการเรียนรูไว
อยางชัดเจน
( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ
( ............................................................ )
ววว
ตําแหนง ....................................................................
แบบทดสอบกอนเรียน
เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง
1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร
ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด
4. คําในขอใดเขียนถูก
ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ
5. คําในขอใดเขียนผิด
ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ
6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา
ก. กรรแสง กรรตุ
ข. บรรเทา สรรพสิ่ง
ค. สรรหา กรรมการ
7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง
ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก
ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย
ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด”
ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
ศศศ
9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ
เพื่อน ๆ ”
ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด”
ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
ษษษ
แบบทดสอบหลังเรียน
เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง
1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร
ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ
3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร
ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด
4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา
ก. กรรแสง กรรตุ
ข. บรรเทา สรรพสิ่ง
ค. สรรหา กรรมการ
5. คําในขอใดเขียนถูก
ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ
6. คําในขอใดเขียนผิด
ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ
7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด”
ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ
เพื่อน ๆ ”
ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
สสส
9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด”
ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง
ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก
ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย
ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
หหห
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก
การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
...............................................................................................................................................
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียน ü แสดงความพึงพอใจในชองที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของตน ที่มี
ตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ระดับความพึงพอใจ
รายการประเมิน
มาก
ที่
สุด
5
มาก
4
ปาน
กลาง
3
นอย
2
นอย
ที่สุด
1
หมาย
เหตุ
1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง
การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก
ขึ้น
2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น
3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน
4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน
5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ
6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก
7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได
ฬฬฬ
ภาคผนวก 3
ตารางแสดงคะแนน
- ตารางคะแนนจากแบบสอบถามความพึงพอใจ
- ตารางคะแนนทดสอบกอนเรียน / ระหวางเรียน / ทดสอบหลังเรียน
อออ
วิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก
การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร (ร หัน) และ บัน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ระดับความพึงพอใจ
รายการประเมิน
มาก
ที่สุด
5
มาก
4
ปาน
กลาง
3
นอย
2
นอย
ที่สุด
1
คาเฉลี่ย
1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง
การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก
ขึ้น
8 - - - - 5
2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 5 2 1 - - 4.50
3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 6 2 - - - 4.75
4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 5 3 - - - 4.63
5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 7 1 - - - 4.88
6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 6 1 1 - - 4.63
7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 6 1 1 - - 4.63
ระดับเฉลี่ย 215 40 9 - - 4.72
ฮฮฮ
กกกก
ประวัติผูวิจัย
ชื่อ นางสุมาลิน ทองเจือ
ประวัติการศึกษา จบการศึกษา ปริญญาตรี (ศษ.บ) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วิชาเอก ประถมศึกษา
จบการศึกษา ปริญญาโท(ศษ.ม.) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สาขาวิชาศึกษาศาสตร แขนงวิชา หลักสูตรและการสอน
สถานที่ทํางาน โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา
โทร. 081 – 1778 - 522
ตําแหนง ครู คศ.3

8470 5077

  • 1.
    การศึกษา ผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 นางสุมาลิน ทองเจือ ครู คศ.3 โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา รายงานการวิจัยในชั้นเรียน หลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู รหัสนักศึกษา 491003000007 ภาคใต จังหวัดพังงา
  • 2.
    ข ชื่องานวิจัย การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ชื่อนักศึกษา นางสุมาลิน ทองเจือ ชื่อโรงเรียน / สถานศึกษา โรงเรียนบานบางจัน ชื่ออาจารยที่ปรึกษา นางสาวนวลจิต ถิรพัฒนพันธ ปที่ทําการวิจัย 2550 บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการ อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย สมมุติฐานการวิจัย คือ (1) แบบฝกการอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ 80 / 80 (2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการใช แบบฝก (3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป ประชากร เปน นักเรียนโรงเรียนบานบางจัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8 คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ไดแก (1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน (2) คูมือการใชแบบฝกฯ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและ หลังเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา t – test ผลการศึกษาพบวา 1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ย รอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑ ที่ตั้งไว 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ย ของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบ
  • 3.
    ค ความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (รหัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุติฐาน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ยเทากับ 4.72
  • 4.
    ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรรรร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดรับความอนุเคราะหชวยเหลือและใหคําแนะนําอยางดียิ่งจาก นางสาว นวลจิต ถิรพัฒนพันธ ศึกษานิเทศกสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา ซึ่งเปนอาจารยที่ปรึกษา ประจําหลักสูตรการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู (ภาคใต) ผูวิจัยขอขอบพระคุณไว ณ โอกาสนี้ ประโยชนและคุณคาของงานวิจัยในชั้นเรียนเลมนี้ คงเปนประโยชนแกผูรวมวิชาชีพ ครูและผูสนใจที่จะรวมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา อันจะชวย พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพสูงสุดตอไป สุมาลิน ทองเจือ มีนาคม 2550
  • 5.
    จ สารบัญตาราง หนา ตารางที่ 1 แสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกฯ49 ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียน และหลังเรียน 50 ตารางที่ 3 แสดงผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก 51
  • 6.
    ฉ สารบัญภาพ หนา แผนภาพที่ 2.1 แสดงกรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา35 แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก 40 แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู 42 แผนภาพที่ 3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ 43 แผนภาพที่ 3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม 45 แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช 48
  • 7.
    ช สารบัญ หนา บทคัดยอ ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญตารางจ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทนํา 1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1 วัตถุประสงคของการวิจัย 3 สมมุติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามคําศัพท 4 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 5 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ 6 แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 7 แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 14 ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน 21 แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก 22 เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ 31 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก 32 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย 36 ประชากรและกลุมตัวอยาง 36 รูปแบบการวิจัย 36 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 37 การเก็บรวบรวมขอมูล 45 การวิเคราะหขอมูล 45 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล 49 การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกฯ 49 การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ 50
  • 8.
    ซ การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการใชแบบฝกฯ 51 บทที่ 5สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ 52 สรุปการวิจัย 52 อภิปรายผล 54 ขอเสนอแนะ 55 บรรณานุกรม 57 ภาคผนวก 62 1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม 62 2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 104 3 ตารางแสดงคะแนน 113 ประวัติผูวิจัย 116
  • 9.
    ฌ บทที่ 1 บทนํา 1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติพ.ศ.2542 มาตราที่ 22กําหนดแนวทางในการจัดการ เรียนการสอนไววา“ การจัดการศึกษาตองยึดหลัก ผูเรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรูและ พัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญ ” ( กระทรวงศึกษาธิการ 2544: 21 ) กระบวนการ เรียนรูที่เนนผูเรียนสําคัญที่สุด จึงเปนจุดมุงหมายในการศึกษาเพื่อมุงพัฒนาคนและชีวิตใหเกิด ประสบการณการเรียนรูเต็มความสามารถ สอดคลองกับความถนัด ความสนใจและความตองการ ของผูเรียน ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน การเรียนรูภาษาไทยซึ่งเปนทักษะพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการ เรียนรูของผูเรียนที่จะตองไดรับการพัฒนาใหมีประสิทธิภาพ เพราะเปนวิชาพื้นฐานในการเชื่อมโยง สูการเรียนรูในสาระการเรียนรูอื่นๆ หากผูเรียนมีพัฒนาการดานภาษาไทยออน จะสงผลกระทบตอ กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ ไปดวย ดังนั้นการพัฒนาทักษะการเรียนรูดานภาษาไทยจึงมีความจําเปน อยางยิ่ง กระแสความหวงใยของคนไทยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทยและการใชภาษาไทยได ปรากฏผลอยูเนื่องๆ โดยพบวา ผูเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปที่ 6 บางคนยังอานหนังสือไมออก เขียนไมได ใชคําเขียนผิดความหมาย ผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาบางคน มีปญหาเรื่องความเขาใจ การอานและความออนดอยเรื่องการเขียน มีความสามารถทางภาษายังไมเพียงพอที่จะกาวไปสู การศึกษาในชั้นที่สูงขึ้น กอใหเกิดปญหาในการเรียนรู ความจําเปนในการพัฒนาผูเรียนตั้งแต ระดับชั้นประถมศึกษาโดยเฉพาะระดับชวงชั้นที่ 1 (ป.1-3 ) จึงเปนการสรางความเขมแข็งทาง ภาษาไทยใหแกผูเรียนเพื่อใหสามารถใชภาษาเปนเครื่องมือในการเรียนรู และพัฒนาตนเองไดอยาง มีประสิทธิภาพ เพื่อเปนการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในระหวางเรียนใหแกผูเรียน การฝกใหผูเรียนได เรียนรูซ้ําๆ หลายครั้ง ทั้งการฝกดวยตนเองหรือใหครูผูสอนคอยฝกฝนอยางตอเนื่อง จึงเปน สิ่งจําเปนและควรทําทันทีที่พบวาผูเรียนมีปญหาในการเรียนเนื้อหายอยๆ ในแตละเรื่อง หากปลอย ไวตอนเนื้อหารวมหรือเนื้อหาใหญๆก็จะยิ่งสะสมปญหามากขึ้น ผูเรียนจะเกิดความเบื่อหนาย ทอถอยและมีเจตคติที่ไมดีตอวิชาภาษาไทยในอนาคต
  • 10.
    ญ การใชวิธีการสอนแบบเดิมๆ ไมมีสื่อในการเรียน สื่อไมเราความสนใจขาดแรงจูงใจ ครูผูสอนมักจะนําเอาหนังสือ หรือแบบฝกหัดที่มีอยูทั่วๆ ไปมาเปนคูมือการสอนโดยไมได วิเคราะหถึงความเหมาะสม ซึ่งบางอยางก็ใชได แตบางอยางไมสอดคลองกับสภาพและปญหาของ นักเรียน เชน ยากเกินไปหรืองายเกินไป หากครูผูสอนสรางแบบฝกการอานและการเขียนขึ้นมาใช เอง โดยสรางจากสภาพปญหาที่เกิดจากการเรียนรูของนักเรียน นาจะมีผลดีกวาการใชแบบฝกที่คน อื่นสรางให เกี่ยวกับเรื่องนี้กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2536: คํานํา) ไดใหขอเสนอแนะ ไววา “ การจัดทําแบบฝกหัดเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษานั้น ครูอาจคิดเพิ่มเติมขึ้นเองและทํา แบบฝกหัดเพิ่มเติมได” การที่นักเรียนไดเรียนเรื่องการอานและเขียนคําซึ่งเปนปญหาการเรียนรู ของผูเรียนจากแบบฝกหัดบอยๆ จะทําใหนักเรียนจดจําสามารถอานและเขียนคําเหลานั้นไดถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็จะดีขึ้น ซึ่งสอดคลองกับสุรางค จันทนเอม (2514: 30) ที่ไดกลาว ไววา “การที่มีแบบฝกหัดชวยใหผูเรียนไดฝกซ้ํา และการทบทวนในสิ่งที่ฝกซ้ําอยูเสมอนั้นจะทํา ใหนักเรียนจดจําในเรื่องที่เรียนได...” และกรรณิการ ศุกรเวทยศิริ (2533: 2) ที่กลาววา “แบบฝกหัดเปนสื่อการเรียนอยางหนึ่ง ครูสามารถนําไปใชประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนได” จากการทดสอบหลักเกณฑทางภาษากลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานและเขียน คําของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ปรากฏผลไมนาพึงพอใจ โดยเฉพาะ ทักษะการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน นักเรียนสวนใหญเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ผิด ทําใหความหมายของคําผิดไป เนื่องจากไมไดรับการฝกฝนอยางตอเนื่อง ขาดสื่อในการฝกเฉพาะเรื่อง จึงสงผลใหนักเรียนไมเขาใจหลักการอานและการเขียนรวมทั้งการนํา คําไปใชใหตรงกับรูปประโยคและความหมาย ผูสอนเห็นวาจําเปนตองแกไขอยางเรงดวน จากที่กลาวมาสรุปไดวา การอานและการเขียนคําตางๆ ตามหลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตอง มีความสําคัญเปนพื้นฐานในการเรียนภาษาและเรียนวิชาอื่นๆ ถาเด็กมีทักษะการอานและการเขียน ดียอมทําใหผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยดีไปดวย ครูจะตองฝกการอานและการเขียนตาม หลักเกณฑทางภาษาที่ถูกตองใหแกเด็กอยางถูกวิธี โดยพยายามหาวิธีสอนและจัดกิจกรรมให เหมาะสมกับนักเรียนแตละระดับ ควรจัดกิจกรรมในการสอนการอานและการเขียนคําใหเกิด ความรูและสนุกสนาน การฝกอยางถูกวิธีเทานั้นที่จะทําใหเด็กเกิดความชํานาญคลองแคลววองไว และการฝกที่ดีนั้นจะตองมีสื่อคือ แบบฝกที่มีคุณภาพ ดังนั้นผูวิจัยจึงสรางแบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่3 ขึ้นใชฝกกับนักเรียนที่มีปญหาในเรื่อง ดังกลาว ซึ่งผลที่ไดนั้นจะเปนแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อแกปญหาที่นักเรียน อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ไมถูกตองใหไดผลดียิ่งขึ้น และยังสงผลใหคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ดานทักษะภาษาไทยของนักเรียนดีขึ้นกวาเดิม
  • 11.
    ฎ 2. วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 3. สมมติฐานการวิจัย 1. แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร( ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ 80 / 80 2. ทักษะการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบันของนักเรียนสูงขึ้นหลังการ ใช แบบฝก 3. นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยตั้งแตมากขึ้นไป 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 รูปแบบการวิจัย เปนการวิจัยเชิงทดลอง 4.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ 4.2.1 ตัวแปรตน คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใชแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 4.2.2 ตัวแปรตาม คือ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
  • 12.
    ฏ - ความพึงพอใจของผูเรียนที่มีตอแบบฝก 4.3 ประชากรเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549จํานวน 8 คน 4.4 ขอบขายเนื้อหา เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่3 4.5 เครื่องมือในการวิจัย ประกอบดวย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษา ปที่ 3 2) แผนการจัดการเรียนรู( คูมือการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3) จํานวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบกอนและหลังเรียน (ใชแบบทดสอบฉบับเดียวกัน จํานวน 10ขอ) 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 5. นิยามคําศัพท แบบฝก หมายถึง แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ซึ่งมีองคประกอบ ดังนี้ วัตถุประสงค แบบทดสอบกอนเรียน ใบความรู แบบฝกการอาน แบบฝกการเขียน แบบทดสอบหลังเรียน ประสิทธิภาพของแบบฝก ตามเกณฑ 80 / 80 หมายถึง นักเรียนทําแบบฝกในระหวาง เรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 % และหลังการใชแบบฝกในการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนผลการ ทดสอบหลังเรียนไดคะแนนอยูในระดับ 80 % ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผูเรียนมีความรูความเขาใจในการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน วัดเปนคะแนน โดยใชแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ความพึงพอใจของผูเรียน หมายถึง ความชื่นชอบ / ชื่นชม ความรูสึกที่มีความสุขในการ เรียนรูเมื่อไดใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ความนาสนใจ เนื้อหา สาระทําใหผูเรียนมีความรูเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลผลจากระดับเฉลี่ย จากแบบสอบถามความพึงพอใจ
  • 13.
    ฐ 6. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 6.1 ชวยพัฒนานักเรียนใหมีความรูความเขาใจมีทักษะในการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน 6.2 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรูใหกับผูเรียนใน เนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 6.3 เปนแนวทางในการพัฒนาการสอนใหผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และ เพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียนใหสูงขึ้น 6.4 เพื่อเปนแนวทางสําหรับประยุกตใชในวิชาอื่น ๆ 6.5 เพื่อเปนแนวทางสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
  • 14.
    ฑ บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ การวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดตรวจสอบเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวของ และกรอบความคิด ทฤษฎีอันเปนพื้นฐานในการดําเนินการวิจัยดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 1.1 ความหมายของการอาน 1.2 จุดมุงหมายของการอาน 1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน 1.4 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน 1.5 ความสําคัญของการอาน 1.6 ประโยชนของการอาน 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 2.1 ความหมายของการเขียน 2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน 2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน 2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน 3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน 4. แนวคิดเกี่ยวกับการฝก 4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัด 4.2 ประโยชนของแบบฝก 4.3 จิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก 4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี 4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก 4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด 4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก 4.5.3 ขั้นตอนในการสรางแบบฝก 5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก
  • 15.
    ฒ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการอาน 1.1 ความหมายของการอาน การอานเปนทักษะหนึ่งที่มีความสําคัญในการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย นักวิชาการหรือนักการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายทาน ไดใหความหมายของการอานไว หลากหลายความหมาย ดังตอไปนี้ อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 10) ไดใหความหมายการอานไววา การอานคือการ แปลความของสัญลักษณที่ใชแทนคําพูดใหไดความหมายอยางสมบูรณ โดยอาศัยประสบการณเดิม ของผูอานเขาชวยแปล และรวบรวมความคิดเขาดวยกันจนเกิดภาพในสิ่งที่อานชัดเจน ที่เราเรียกวา มโนภาพ แตบางครั้งความรูที่ไดรับของแตละคนอาจจะไดไมเทากัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกตาง ระหวางบุคคล แมนมาส ชวลิต (2534 : 232) ไดใหความหมายการอานวา “การอานคือ การ ใชศักยภาพของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฎการณขอมูล ขาวสาร เรื่องราว ประสบการณ ความคิด ความรูสึกและจินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ ซึ่งมีผูแสดงออกโดยใช สัญลักษณที่เปนลายลักษณที่มนุษยประดิษฐขึ้นเพื่อการสื่อสาร การอานเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตอง เรียนเชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูเทานั้นไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับ ความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอานเนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใช การได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและเลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ” ศศิธร อินตุน (2535 : 12) กลาววาการอาน ไมใชเพียงสะกดถูกเทานั้นหากยัง ตองสามารถวินิจฉัยพิจารณาความหมายที่ไดจากการอานนั้นไดอยางลึกซึ่งและแตกฉานเกิดความรู ความคิด และสามารถนําเอาความคิดจากการอานไปใชในชีวิตประจําวันได นภดล จันทรเพ็ญ (2535: 73) กลาววา การอานเปนการแปลความหมายของ ตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ เครื่องสื่อความหมายตางๆ ที่ปรากฏแกตาออกมาเปนความคิด ความเขาใจเชิงสื่อสาร แลวผูอานสามารถนําความคิด ความเขาใจนั้นไปใชประโยชนไดตอไป ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544: 3) ไดใหความหมายการอานวา “การอานมิใชแต เพียงการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยางเดียว การอานเปนกระบวนการถายทอดความหมายจาก ตัวอักษรออกมาเปนความคิด และจากความคิดที่ไดจากการอานผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู เปนเครื่องชวยพิจารณาตัดสินใจนําแนวคิดที่ไดจากการอานไปใชประโยชนตอไป” จากการศึกษาความหมายของการอาน สรุปไดวา การอานคือ การใชศักยภาพ ของสมองเพื่อรับรู แปลความหมายและเขาใจปรากฏการณ ขอมูล ขาวสาร เรื่องราว ประสบการณ
  • 16.
    ณ ความคิด ความรูสึก จินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆและเปนทักษะพื้นฐาน ซึ่งตองเรียน เชนเดียวกับทักษะพื้นฐานอื่นๆ การเรียนรูการอานไมใชเปนการอานออกเสียงตามตัวอักษรอยาง เดียวไมเพียงพอตองฝกฝนหรือพัฒนาระดับความสามารถใหเพิ่มขึ้นอยูเสมอ ใหสามารถอาน เนื้อหาซึ่งยากและซับซอน ใหเขาใจและนํามาใชการได ใหมีนิสัยรักการอานรูจักวิเคราะหและ เลือกสิ่งที่อานไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถแปลความหมายจากตัวอักษรหรือภาพใหเปน เรื่องราวเปนแนวคิด โดยผสานกับประสบการณเดิมที่มีอยู ในการแปลความหมายของตัวอักษร และสัญลักษณถายทอดออกมาเปนคําพูด และสื่อความหมายไดถูกตองตามจุดหมายของผูเขียนที่ ใชตัวอักษรหรือภาพเปนสื่อกลางในการถายทอดการเรียนรูใหแกผูเรียน 1.2 จุดมุงหมายของการอาน การอานเปนทักษะที่จําเปนในการดํารงชีวิต ชวยทําใหเกิดความงอกงามทาง สติปญญาเปนวิธีการหนึ่งที่มนุษยใชศึกษาหาความรูใหแกตนเองตลอดมา การอานมีจุดมุงหมายที่ แตกตางกัน เชน อานเพื่อพัฒนาสติปญญา อานเพื่อพัฒนาความคิด และเพิ่มพูนประสบการณ นอกเหนือความบันเทิงทางอารมณที่ไดรับนักการศึกษาหลายๆ ทานไดใหความคิดเห็นตอ จุดมุงหมายของการอาน ไวดังนี้ กัลยา ยวนมาลัย (2539: 12) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานออกเปน 4 ประเภทดังนี้ 1. อานเพื่อความรู เปนการอานเพื่อตองการรูในสิ่งที่ผูอานพบปญหา หรือ ตองการใหความรูงอกเงย 2. อานเพื่อใหเกิดความคิด เปนการอานสิ่งพิมพที่แสดงทรรศนะ ซึ่งไดแก บทความ บทวิจารณ วิจัยตางๆ 3. อานเพื่อความบันเทิง เปนการอานที่ชวยใหเกิดความบันเทิงควบคูไปกับการ คิด 4. อานเพื่อตอบสนองความตองการอื่นๆ เปนการอานที่ตองชดเชยความตองการ ที่ยังขาดอยู เชน เมื่อเกิดความรูสึกเบื่อ ไมสบาย เปนตน วรรณี โสมประยูร (2542: 127) ไดตั้งจุดมุงหมายในการอานดังนี้ 1. การอานเพื่อคนควาหาความรูเพิ่มเติม 2. การอานเพื่อความบันเทิง 3. การอานเพื่อใชเวลาวางใหเปนประโยชน 4. การอานเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง
  • 17.
    ด 5. การอานเพื่อวิเคราะหวิจารณจากขอมูลที่ได 6. การอานเพื่อหาประเด็นวาสวนไหนเปนขอเท็จจริงสวนใดเปนจริง 7. การอานเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่องที่อาน 8. การอานเพื่อปฏิบัติตาม 9. การอานเพื่อออกเสียงใหถูกตองชัดเจน มีน้ําเสียงเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ยุพิน จันทรเรือง (2544: 43) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานดังนี้ 1. อานเพื่อความรู 2. อานเพื่อความคิด 3. อานเพื่อความบันเทิง ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 7-8) ไดแบงจุดมุงหมายของการอานไดดังนี้ 1. อานเพื่อความรู 2. อานเพื่อใหเกิดความคิด 3. อานเพื่อความเพลิดเพลิน 4. อานเพื่อความจรรโลงใจ 5. อานเพื่อสนองความตองการอื่นๆ ดังนั้นจึงสรุปไดวา จุดมุงหมายของการอานทั่วไปถาจะจําแนกประเภทใหญๆ ได 2 ประเภท คืออานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง โดยการอานทั้ง 2 ประเภทเปนการอาน ที่สรางความรูความคิดผูอานสามารถนําไปใชตัดสินใจ แกปญหา และสรางทางเลือกในการดําเนิน ชีวิตตลอดจนเปนการฝกใหมีนิสัยรักการอาน 1.3 จุดมุงหมายในการสอนอานของนักเรียน หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายปและสาระการเรียนรูรายป เกี่ยวกับการอานของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้ สาระที่ 1 การอาน มาตรฐาน 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรู และความคิดไปใชตัดสินใจ แกปญหาและสราง วิสัยทัศนในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป 1. อานไดถูกตองตามหลักการอาน 2. อานไดถูกตองคลองแคลว
  • 18.
    ต 3. เขาใจความหมายของคําและขอความที่อาน 4. เขาใจความสําคัญและรายละเอียดของเรื่อง 5.หาคําสําคัญของเรื่องได 6. ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนภาพความคิดเปนเครื่องมือพัฒนาความเขาใจ 7. รูจักใชคําถามจากเรื่องที่อานกําหนดแนวทางปฏิบัติได 8. สามารถอานในใจและอานออกเสียงบทรอยกรองและรอยแกวที่ยากขึ้นได รวดเร็วตามลักษณะคําประพันธและอักขรวิธีได 9. จําบทรอยกรองที่ไพเราะได 10. เลือกอานหนังสือที่เปนประโยชนได 11. มีมารยาทในการอาน 12. มีนิสัยรักการอาน สาระการเรียนรู 1. การอานคําพื้นฐานซึ่งเปนคําที่ใชในชีวิตประจําวัน และรวมคําที่ใชเรียนรูใน กลุมสาระการเรียนรูอื่นๆ 2. การอานแจกลูกและสะกดคําในมาตราแม ก กา แมกง กน กม เกย เกอว กก กด และแมกบทั้งคําที่สะกดตรงตามมาตราตัวสะกด และคําที่สะกดไมตรงตามมาตราตัวสะกด คํา ที่มีตัวการันต ตัวอักษรควบ อักษรนําคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน 3. การผันวรรณยุกต คําที่มีพยัญชนะตน เปนอักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ํา 4. การอานและเขาใจความหมายของคําในประโยคและขอความ 5. การอานในใจ การจับใจความของเรื่องที่อาน โดยหาคําสําคัญตั้งคําถาม คาดคะเนเหตุการณที่ใชแผนภาพโครงเรื่อง หรือแผนความคิด 6. การแสดงความรู และความคิดตอเรื่องที่อาน 7. การนําความรูและขอคิดที่ไดรับจากการอานไปใชในชีวิตประจําวัน 8. การอานออกเสียงรอยแกว และรอยกรองถูกตองตามอักขรวิธีและลักษณะคํา ประพันธและการอานทํานองเสนาะ 9. การทองจําบทอาขยานและบทรอยกรอง สรุปไดวา จุดมุงหมายในการสอนอานมี 3 ประการหลัก คือ 1. มุงพัฒนาศัพทใหมๆ โดยใหนักเรียนอานและเขียนคําใหถูกตอง 2. มุงใหนักเรียนมีความเขาใจเรื่องที่อาน สามารถเรียงลําดับเหตุการณ เลาเรื่อง ใหผูอานเขาใจได
  • 19.
    ถ 3. มุงใหนักเรียนอานเพื่อฝกคิดอยางมีวิจารณญาน นําผลการอานไปใชใน ชีวิตประจําวันได 1.4องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการอาน การอาน เปนทักษะที่จําเปนสําหรับมนุษยที่ใชเปนเครื่องมือในการแสวงหา ความรูสิ่งตางๆ เปนทักษะที่มีความสําคัญซึ่ง นักการศึกษา ผูที่มีสวนเกี่ยวของไดกลาวไว ดังนี้ บันลือ พฤกษะวัน (2534: 7) กลาววา ทักษะการอานนั้นเปนงานที่ยิ่งใหญใน การจัดการเรียนการสอน และเปนพื้นฐานที่สําคัญแกการเรียนรูสรรพวิทยาการทั้งปวง องคประกอบที่จะชวยใหเกิดความพรอมในการอาน ควรพิจารณาดังนี้ 1. ความพรอมทางกาย 2. ความพรอมทางจิตใจหรือสติปญญา 3. ความพรอมทางอารมณ– สังคม 4. ความพรอมทางจิตวิทยา 5. ความพรอมทางพื้นฐานประสบการณ อันเกิดจากการเลี้ยงดูจากทางบานและ สภาพแวดลอม กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 31) ไดกลาวถึงองคประกอบสําคัญที่มีผลตอการเรียนรู จากการอาน ซึ่งขึ้นอยูกับปจจัยเบื้องตนในตัวผูอานดังนี้ 1. ประสบการณของผูอานในเรื่องที่อาน 2. ความสามารถดานภาษา คือรูคําศัพท ถอยคํา สํานวน โวหาร และ ความหมายตางๆ 3. ความสามารถในการคิด 4. ความสนใจและความเชื่อ 5. จุดประสงคในการอาน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539 : 5) กลาววาองคประกอบที่สําคัญเกี่ยวกับการ อานมีอยู 3 ดาน คือ 1. ดานสังคม หมายถึง สิ่งแวดลอมที่อยูรอบตัวนักเรียน ในการสอนครูควรนํา เรื่องที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและความเปนอยูของนักเรียนในทองถิ่นนั้นๆ มาจัดทําเปนหนังสือ แบบเรียน หรือหนังสืออานประกอบ 2. ดานความพรอม หมายถึง ความพรอมทางดานรางกาย อารมณ และ สติปญญาที่สามารถเริ่มอานได
  • 20.
    ท 3. ดานโรงเรียน โรงเรียนเปนสถานที่สําคัญในการจัดบรรยากาศหรือกิจกรรมให ตอบสนองกับความตองการของนักเรียนโดยเฉพาะการปลูกฝงใหมีทัศนคติที่ดีตอการอานและ การรักการอาน วรรณี โสมประยูร (2542 : 122) ไดกลาวถึงองคประกอบที่สําคัญในการอาน ของเด็กสรุปไดดังนี้ 1. ทางดานรางกาย เชน สายตา ปาก และหู 2. ทางดานจิตใจ เชน ความตองการ ความสนใจ และความศรัทธา 3. ทางดานสติปญญา เชน การรับรู การนําประสบการณเดิมมาใช การใชภาษา ใหถูกตอง และความสามารถในการเรียน 4. ทางดานประสบการณพื้นฐาน 5. ดานวุฒิภาวะ อารมณ แรงจูงใจ และบุคลิกภาพ 6. ดานสิ่งแวดลอม ศรีรัตน เจิ่งกลิ่นจันทร (2544: 15) กลาววาองคประกอบที่สําคัญที่จะชวยใหเกิด ความพรอมในการอานขึ้นอยูกับองคประกอบ 4 ดาน คือ 1. ดานสมอง 2. ดานรางกาย 3. ดานอารมณและสังคม 4. ดานประสบการณและอื่นๆ สรุปไดวา เด็กที่จะสามารถอานหนังสือและมีทักษะในการอานที่ดี ตองมี องคประกอบในดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ สังคม และประสบการณในการอานพรอม ทุกดาน เด็กจึงจะประสบผลสําเร็จในการอาน 1.5 ความสําคัญของการอาน ทักษะการอาน เปนทักษะที่มนุษยใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูสิ่งตางๆ โดยมีจุดมุงหมายหลัก 2 ประเด็นใหญๆ คือ อานเพื่อความรู และอานเพื่อความบันเทิง ความสําคัญของการอานจะนอย หรือมากเพียงใด ยอมขึ้นอยูกับจุดมุงหมายในการอานแตละครั้ง ดังที่นักการศึกษาหลายๆ ไดกลาวถึงความสําคัญ ดังนี้ ชุติมา สัจจานนท (2525: 9 อางใน ดวงคิด ดวงภักดิ์ 2539 : 13) กลาวถึง ความสําคัญในการอานไววา“การอานทําใหผูอานไดรับความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด และชวย ปรับปรุงบุคลิกภาพ นอกจากนี้ยังทําใหเกิดความกาวหนาในอาชีพชวยแกปญหา ใชเวลาวางใหเกิด
  • 21.
    ธ ประโยชนเกิดความจรรโลงใจไดคติธรรมจากเรื่องที่อานไดพักผอนและไดรับความเพลิดเพลิน ทัน ตอเหตุการณสนองความพอใจสวนตัว สงเสริมความสนใจทางวิชาการและอาชีพ” ศิริพรลิมตระการ (2539: 6) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานสรุปไดดังนี้ 1. การอานหนังสือทําใหไดเนื้อหาสาระความรูมากกวาการศึกษาหาความรูดวยวิธี อื่น เชน การฟง 2. ผูอานสามารถอานหนังสือไดโดยไมจัดเวลาและสถานที่ 3. หนังสือเก็บไวไดนานกวาอยางอื่น 4. ผูอานสามารถฝกการคิดและจินตนาการไดเองในการอาน 5. การอานสงเสริมใหสมองดีและมีสมาธินาน 6. ผูอานเปนผูกําหนดการอานไดดวยตนเองวาจะอานคราวๆ อานละเอียด หรือ อานทุกตัวอักษรก็ได 7. หนังสือมีหลายรูปแบบและราคาถูก 8. ผูอานเกิดความคิดเห็นไดดวยตัวเองในการอาน 9. ผูรักการอานจะรูสึกมีความสุข เมื่อไดสัมผัสหนังสือ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2539: 1) ไดกลาวถึงความสําคัญของการอานวา“การ อานเปนเครื่องมือสําคัญในการเสาะแสวงหาความรู การรูและใชวิธีการอานที่ถูกตองจึงเปน สิ่งจําเปนสําหรับผูอานทุกคน การรูจักฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอจะชวยใหผูอานมีพื้นฐานใน การอานที่ดี ทั้งจะชวยใหเกิดความชํานาญ และมีความรูกวางขวางดวย” จากแนวคิดของนักศึกษาดังกลาว สรุปไดวาการอานมีความสําคัญตอมนุษยเปน อยางมาก ใชเปนเครื่องมือในการศึกษาหาความรูดวยตนเอง ราคาถูก เก็บรักษางายและผูอาน สามารถกําหนดวิธีการอานไดดวยตนเอง หากไดรับการฝกฝนการอานอยางสม่ําเสมอ ผูอานก็จะ เปนผูที่มีความรูกวางขวาง พัฒนาความคิด ชวยแกปญหา มีความสามารถนําความรูที่ไดมาใชใน การดําเนินชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ 1.6 ประโยชนของการอาน อัญชัญ เผาพัฒน (2534: 12) กลาวถึงประโยชนของการอานวา “การอานมี ประโยชนมากมายหลายประการ ผูอานจะไดรับประโยชนจากการอานมากนอยเพียงใดจากการ อานยอมขึ้นอยูกับความเขาใจของผูอานเปนสําคัญ กลาวคือ สามารถผสมผสานความรูเดิม ประสบการณเดิมที่ไดรับเขากับความรูใหมที่ไดอานแลวขยายความรู ความจําใหไกลไปจากเดิม
  • 22.
    น อยางสมเหตุ สมผล ซึ่งความเขาใจดังกลาวจะแสดงออกดวยพฤติกรรม3 ประการ คือ การแปล ความ การตีความ และการขยายความ” วรรณี โสมประยูร (2542: 121) กลาววาการอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุก วัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้ 1. การอานมีประโยชนยิ่งในการศึกษาทุกระดับ 2. ในชีวิตประจําวันทั่วไป คนเราตองอาศัยการอานเพื่อติดตอสื่อสาร เพื่อทํา ความเขาใจรวมกัน 3. การอานชวยใหบุคคลนําความรูและประสบการณจากสิ่งที่อานไปพัฒนาอาชีพ ใหประสบผลสําเร็จ 4. การอานชวยสนองความตองการพื้นฐานของบุคคลในดานตางๆ 5. การอานทําใหเปนผูรอบรู เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย 6. การอานชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน รูจักใชเวลาวางใหเปนประโยชน 7. การคิดเรื่องราวในอดีต ทําใหอนุชนรูจักอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของคน ไทยเอาไว และสามารถพัฒนาใหเจริญรุงเรืองตอไปได สรุปไดวา การอานมีประโยชนตอคนทุกเพศทุกวัย การอานชวยใหผูอานไดรับ ความรูเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิด ชวยปรับปรุงบุคลิกภาพ และชวยใหประสบผลสําเร็จในการ ดํารงชีวิตในทุกดาน ทั้งดานการเรียน การดูแลตนเอง การใชชีวิตในสังคมและการประกอบอาชีพ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียน 2.1 ความหมายของการเขียน นภดล จันทรเพ็ญ (2535 : 91) ไดใหความหมายวาการเขียน คือ การแสดงออก ในการติดตอสื่อสารอยางหนึ่งของมนุษยโดยอาศัยภาษาตัวอักษรเปนสื่อเพื่อถายทอดความรูสึกนึก คิด ความตองการ และความในใจของเราใหกับผูอื่นทราบ การเขียนนี้มีลักษณะเปนการสื่อสารที่ ถาวรสามารถคงอยูนาน ตรวจสอบได เปนหลักฐานอางอิงนานนับพันนับหมื่นป ถามีการเก็บ รักษาใหคงสภาพเดิมไวได ศิริพร ลิมตระการ (2539: 18) ไดใหความหมายการเขียนวา การเขียนคือ “กระบวนการแหงคิดในการแสดงออกเพื่อสื่อสารใหผูอื่นรับรู ในการเขียนมีองคประกอบตางๆ เขามาเกี่ยวของคือ ไวยากรณ หรือโครงสรางทางภาษา ความเขาใจในการฟง การอาน หรือแมแต การพูด”
  • 23.
    บ อวยพร พานิช (2539:2) กลาววา การเขียน วาเปนการเรียบเรียงความคิดออกมา เปนตัวสาร ผูเขียนตองเรียนรูกลวิธีในการเขียนเรื่องการใชคํา ประโยค และหลักภาษาตางๆ ทั้ง ตองผานการฝกฝน เพื่อสื่อสารกับบุคคลระดับตางๆ และผานสื่อตางๆ ไดอยางมีประสิทธิภาพ ดนยา วงศธนะชัย (2542 : 24) กลาววา การเขียนวาหมายถึง การถายทอด ความรู ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกมาเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ กัน จากความหมายของการเขียนสรุปไดวา การเขียนเปนสิ่งสําคัญและจําเปนตอชีวิต เพราะเปนเครื่องมืออันสําคัญที่จะบันทึก หรือถายทอดเรื่องราวตางๆ โดยใชตัวหนังสือและ เครื่องหมายตางๆ เปนสัญลักษณ ถายทอดความรู ความคิด และประสบการณตางๆ ที่ไดรับ ออกมาเปนอักษรเปนสัญลักษณ เพื่อใชเปนหลักฐาน หรือใหผูที่สนใจในการอานไดศึกษา และ รับรูเรื่องราวที่ผูเขียนตองการใหทราบ สามารถใชขอมูลที่เขียนเปนหลักฐานอางอิงได 2.2 จุดมุงหมายของการสอนเขียนของนักเรียน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระการเรียนรูภาษาไทย ชวงชั้น ที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไดกําหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังรายและสาระการเรียนรูรายป เกี่ยวกับการเขียนของชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนี้ สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐานการเรียนรูที่ ท 1.2 ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคนควาได อยางมีประสิทธิภาพ ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป 1. เขียนคําที่ยากขึ้นไดถูกความหมาย 2. เขียนสะกดการันตถูกตอง 3. เขียนประโยค ขอความ เรื่องราว ความรูสึก ความตองการได 4. ใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียนของตนเอง 5. มีมารยาทในการเขียน 6. มีนิสัยรักการเขียน 7. มีทักษะการเขียนบันทึกความรู ประสบการณเรื่องราวในชีวิตประจําวันสั้นๆ สาระการเรียนรูรายป 1. เขียนคําไดถูกความหมายและสะกดการันตถูกตองใชความรูและประสบการณ
  • 24.
    ป เขียนประโยคขอความและเรื่องราวแสดงความคิด ความรูสึก และความตองการและจินตนาการ รวมทั้งใชกระบวนการเขียนพัฒนางานเขียน 2. มีมารยาทในการเขียน และนิสัยรักการเขียน และใชทักษะการเขียนจดบันทึก ความรูประสบการณและเรื่องราวในชีวิตประจําวัน เนื่องจากการเขียนมีความสําคัญตอบุคคลเปนอยางมาก ในการใชติดตอสื่อสาร บันทึกระบายความรูสึก ถายทอดเรื่องราวในแตละยุคแตละสมัย ใหผูอาน หรือผูที่ตองการศึกษา ไดรูถึงเรื่องราวตางๆ ดังนั้นการเขียนจึงมีจุดมุงหมายหลายอยางแตกตางกันไป ดังที่มีผูกลาวไว ดังตอไปนี้ กัลยา ยวนมาลัย (2539 : 116) ไดแบงจุดมุงหมายของการเขียนตามลักษณะ ตามวัตถุประสงคของผูเขียนดังนี้ 1. เขียนเพื่อเลาเรื่อง คือนําเหตุการณหรือเรื่องราวตางๆ มาถายทอดออกมาดวย การเขียน 2. เขียนเพื่ออธิบาย เพื่อใหผูอานเขาใจและปฏิบัติตาม 3. การเขียนเพื่อโฆษณา– จูงใจ คือการเขียนเพื่อใหผูอานเกิดความรูสึกคลอยตาม 4. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในจุดใดจุดหนึ่ง เพื่อเปนเครื่องชวยในการ ตัดสินใจ 5. เขียนเพื่อปลุกใจ เพื่อใหเกิดความมั่นคง หรือใหเกิดกําลังในการที่จะตอสูกับ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง 6. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ การเขียนลักษณะนี้ตองใชถอยคําที่สละสลวย ประณีตงดงาม หรือใชคําที่ชวนใหผูอานสรางจินตนาการ 7. การเขียนเพื่อลอเลียนหรือเสียดสี เขียนเพื่อตําหนิ หรือทักทวงแตใชวิธีการ นุมนวล เอกฉัท จาระเมธีธน (2539: 117) กลาววา จุดมุงหมายของการเขียน คือ การ ถายทอดความรู ความตองการ ความรูสึกออกเปนตัวหนังสือใหผูอาน และเขาใจจุดประสงคของ การเขียน การเขียนทุกครั้งตองคํานึงถึงผูอานเปนสําคัญวาผูอาน มีพื้นฐานความรู ความคิดอยางไร ควรเขียนอยางไรจึงจะเกิดผลตามความประสงค ตอจากนั้นจึงกําหนดรูปแบบ วิธีการเขียน การ ใชภาษาและเนื้อหาใหเหมาะสมกับผูอาน การเขียนจึงประสบความสําเร็จตามความตั้งใจ อลิสา วานิชดี (2539: 44) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายของการเขียน ไวดังนี้ 1. งานเขียนเชิงแสดงออก (Expressive) เชน บทสนทนา บันทึกสวนตัว คํา ประกาศความเชื่อ คําประกาศอิสรภาพ และระเบียบขอตกลง
  • 25.
    ผ 2. งานเขียนเชิงสํารวจใหขอมูล (Referential)เชน ขาว รายงาน สรุป สาระนุ กรม ตําราวิชาการ 3. งานวรรณกรรม (Literary) เชน เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ ละคร รายการ โทรทัศน ภาพยนตร 4. งานเขียนเชิงโนมนาวจิตใจ (Persuasive) เชนโฆษณา สุนทรพจนทาง การเมือง บทบรรณาธิการ คําสั่งสอนทางศาสนา ดนยา วงศธนะชัย (2542: 24) กลาววา การเขียน คือการถายทอดความรู ประสบการณ ความคิด ความรูสึกหรือจินตนาการออกเปนตัวหนังสือ โดยวิธีการตางๆ กัน การ จะใชวิธีการใดในการเขียนนั้นยอมแลวแตจุมุงหมายในการเขียน ดังนี้ คือ 1. การเขียนเพื่อเลาเรื่อง คือการเขียนเพื่อถายทอดเรื่องราว เหตุการณ ประสบการณและความรู 2. การเขียนเพื่ออธิบาย คือการเขียนที่ทําใหผูอานเขาใจเรื่องที่เขียน 3. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คือการเขียนเพื่อบอกความคิดเห็นของผูเขียน เกี่ยวกับเรื่องราวตางๆ อาจประกอบดวยคําแนะนํา ขอคิด ขอเตือนใจ 4. การเขียนเพื่อโนมนาวและโฆษณา คือการเขียนที่มีจุดมุงหมายจะทําใหผูอาน ยอมรับสิ่งที่ผูเขียนเสนอ 5. การเขียนเพื่อสรางจินตนาการ คือการเขียนเพื่อถายทอดอารมณและความรูสึก สูผูอาน ใหผูอานสรางจินตนาการหรือสรางอารมณ และมโนภาพตามที่ผูเขียนตองการ วรรณี โสมประยูร (2542: 139) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายในการเขียนหลายอยาง ดังนี้ 1. เพื่อคัดลายมือหรือเขียนใหถูกตองตามลักษณะตัวอักษร ใหเปนระเบียบ ชัดเจนและอานเขาใจงาย 2. เพื่อเปนการฝกฝนทักษะการเรียนใหพัฒนางอกงามขึ้นตามควรแกวัย 3. เพื่อใหมีทักษะการเขียนสะกดคําถูกตองตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอนถูกตอง และเขียนไดรวดเร็ว 4. เพื่อใหรูจักเลือกภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส 5. เพื่อใหสามารถรวบรวมและลําดับความคิด แลวบันทึก สรุป และยอใจความ เรื่องที่อานหรือฟงได 6. เพื่อถายทอดใหมีจินตนาการ ความคิดริเริ่มสรางสรรค และความรูสึกนึกคิด เปนเรื่องราวใหผูอื่นเขาใจความหมายอยางแจมแจง
  • 26.
    ฝ 7. เพื่อใหสามารถสังเกต จดจําและเลือกเฟนถอยคํา หรือสํานวนโวหารให ถูกตองตามหลักภาษา และสื่อความหมายไดตรงตามที่ตองการ 8. เพื่อใหมีทักษะการเขียนประเภทตางๆ และสามารถนําหลักการเขียนไปใชให เกิดประโยชนในชีวิตประจําวัน 9. เพื่อเปนการใชเวลาวางใหเปนประโยชนดวยการเขียนตามที่ตนเองสนใจและมี ความถนัด 10. เพื่อใหเห็นความสําคัญและคุณคาของการเขียนวามีประโยชนตอการประกอบ อาชีพ การศึกษาหาความรู และอื่นๆ ผอบ โปษกฤษณะ (2544: 52-53) กลาววา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้ 1. เพื่ออธิบาย 2. เพื่อพรรณนา 3. เพื่อเปรียบความรูสึก 4. เพื่อเลาเรื่องใหผูอื่นทราบ สรุปไดวา จุดมุงหมายในการเขียนมีดังนี้ เขียนเพื่อเลาเรื่องราว เขียนเพื่ออธิบาย แสดงความคิดเห็น เขียนเพื่อโฆษณา จูงใจ และเขียนเพื่อถายทอดอารมณ ความรูสึก รวมทั้งเพื่อ ถายทอดความรูที่ไดเรียนรู ผูวิจัยจึงเลือกเอาจุดมุงหมายดังกลาวมาเปนแนวทางในการจัดทําแบบ ฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน เพื่อนํามาใช เปนสื่อการเรียน ใหผูเรียนได เขียนถายทอดสิ่งที่เรียนรูใหผูอื่นไดรับทราบ เพื่อยืนยันวาไดเกิดการเรียนรูหรือเพื่อประเมินผลการ เรียนรูที่เกิดขึ้นในตัวผูเรียน 2.3 องคประกอบสําคัญเกี่ยวกับการเขียน การเขียนถือเปนการสื่อสารที่มีองคประกอบหลายประการซึ่งมีผูกลาวไว ดังตอไปนี้ อวยพร พานิช (2539: 9-15) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสารดวยการ เขียน ซึ่งพอสรุปไดดังตอไปนี้ 1. ผูสงสาร – ผูรับสาร - ผูสงสาร ไดแกนักเขียน นักพูด นักจัดรายการ - ผูรับสาร ไดแก ผูที่ที่รับขอมูลโดยการฟง อาน และการดู แลวนมา ตีความ 2. สาร คือ เนื้อหาที่ผูเขียนเพื่อตองการจะสื่อใหผูอานไดรู
  • 27.
    พ 3. สื่อ /ชองทางการสื่อสาร เชน สื่อธรรมชาติ สื่อมนุษย สื่อสิ่งพิมพ สื่อ อิเล็กทรอนิกส สื่อเคลื่อนที่ และสื่อพื้นบาน 4. ผลของการสื่อสาร คือพฤติกรรม ทาทีของผูรับสารที่แสดงออกตอ ขอความที่ผูเขียนสื่อใหรู ฐะปะนีย สาครทรรพ (2539: 357-359) ไดกลาวถึงองคประกอบของการสื่อสาร ที่สําคัญวา ไดแกสิ่งตอไปนี้ 1. ผูสงสาร ไดแก ผูเขียน ผูพูด 2. สารที่สงออกไป ไดแก ขอความที่เขียน หรือ คําพูด 3. ผูรับสาร ไดแก ผูอาน ผูฟง วรรณี โสมประยูร (2542: 142) ไดกลาวถึงองคประกอบใหญๆ 4 ประการ ดังนี้ 1. ผูเขียน (ผูสงสาร) 2. ภาษา (สาร) 3. เครื่องมือที่ทําใหเกิดสาร (เชนอักษร ดินสอ สมุด ปากกา) 4. ผูอาน (ผูรับสาร) จากการศึกษาองคประกอบสําคัญที่เกี่ยวของกับการเขียน สรุปไดวา การเขียนมี องคประกอบที่สําคัญดังนี้ คือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียน สื่อหรืออุปกรณที่ใชในการทําให เกิดสารและผูอาน ดังนั้นในการจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บันผูวิจัยคือ ผูเขียนขอความ เนื้อหาที่ใชเขียนคือเนื้อหาจากแบบเรียนภาษาไทยภาษาพาทีและ วรรณคดีลํานํา ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3 สื่อหรืออุปกรณคือแบบฝก ประกอบไปดวย สาระ ความรู แบบฝก และผูอาน คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2.4 ความสําคัญและประโยชนของการเขียน การเขียนมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากในการใชสื่อสารอยางหนึ่ง การเขียนเปนการใชขอความเปนสื่อใหผูอานไดเขาใจตรงกับผูเขียน การเขียนวกวน ไมชัดเจน หรือเยิ่นเยอ อานจับใจความยาก ผูอานก็ไมสามารถเขาใจไดชัดเจนและไมสามารถปฏิบัติไดตาม วัตถุประสงคของการเรียน ดังนั้นการเขียนจึงมีความสําคัญและมีประโยชนเปนอยางมากดังที่ไดมี นักศึกษาไดกลาวไวดังนี้ นภดล จันทรเพ็ญ (2335: 91) ไดกลาวถึงประโยชนและความสําคัญของการ เขียน ดังนี้
  • 28.
    ฟ 1. การเขียนเปนการสื่อสารของมนุษย 2. การเขียนเปนการถายทอดความรูและสติปญญาของมนุษย 3.การเขียนสามารถสรางความสามัคคีในมนุษยชาติ 4. การเขียนเปนเครื่องระบายออกทางอารมณของมนุษย 5. การเขียนสามารถทําใหมนุษยประสบความสําเร็จในชีวิต อวยพร พานิช (2539: 29) กลาววา การเขียนมีความสําคัญดังนี้ 1. เปนการเขารหัสเพื่อการสื่อสาร เพื่อบันทึกความคิดเปนตัวอักษร 2. เปนวิธีการในการสื่อสารระหวางบุคคล กลุม และสื่อสารมวลชน 3. ชวยใหขอมูล ชวยโนมนาวจิตใจ และชวยใหเกิดความบันเทิง 4. ชวยใหเกิดความเขาใจอันดี กวาการพูด 5. ใชเปนหลักฐาน คนควา อางอิงได วัลยา ชางขวัญยืน (2539: 41) กลาววาการเขียนมีความสําคัญและประโยชนดังนี้ 1. ทําใหคนเราไมตองใชวิธีการจําอีกตอไป 2. ทําใหเกิดการวิเคราะหวิจารณขึ้น 3. ทําใหเกิดพัฒนาการทางความคิดของมนุษย 4. ทําใหคนในสังคมสามารถรวบรวมความรูเก็บไวใหคนรุนตอมาไดศึกษาหา ความรู 5. ทําใหการบันทึกแมนยํา และถาวรไมจํากัดเวลาและสถานที่ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 223) ไดกลาวถึงความสําคัญของการ เขียนวา “การเขียนงานชนิดใดก็ตาม กอนลงมือเขียนจะตองคิด ขั้นตอนการคิดมีหลากหลาย และ ดําเนินไปตามธรรมชาติของการคิด เมื่อคิดแลวจึงลงมือกระทําและนําไปใชใหเหมาะสมกับ สถานการณ ถานักเรียนคิดไมได วางแผนการดําเนินการไมเปน นําไปใชไมถูกตอง ก็ยอมไม เกิดผลหรือเกิดผลอยางไรประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเขียนเรียงความนั้นนักเรียนตองใชศาสตร และศิลปทุมเทในการเขียนอยางเต็มความสามารถ งานเขียนนั้นจึงมีคุณคา นาสนใจ มีผูกลาววา ผูใดเขียนเรียงความไดดียอมสามารถเขียนงานอื่นไดดีเชนกัน ดังนั้นครูจึงควรชี้แนะ สงเสริมให นักเรียนคิดและเขียนอยางถูกแนวทาง ก็จะทําใหนักเรียนเขาใจ คิดเปน นําความรู ความคิดไปใช ในการเขียนไดอยางถูกตอง” นภาลัย สุวรรณธาดา(2546: 1) กลาววาการเขียนหนังสือที่ดีมีความสําคัญ ดังตอไปนี้ 1. สื่อความหมายไดถูกตอง ตรงประเด็น ผูอานและผูเขียนเขาใจตรงกัน
  • 29.
    ภ 2. สรางความเขาใจและมนุษยสัมพันธที่ดีตอกัน 3. ประหยัดเวลาในการตีความหรือตรวจสอบขอมูล 4.งายตอการปฏิบัติ 5. ทําใหงานมีประสบความสําเร็จตามความมุงหมาย 6. เปนภาพลักษณที่ดีของหนวยงาน 7. เปนตัวอยางตอไป 8. เปนการธํารงรักษาภาษา ซึ่งเปนเอกลักษณของชาติ จากการศึกษาความสําคัญและประโยชนของการเขียนทําใหทราบวาการเขียนมี ความสําคัญและมีประโยชนตอมนุษยมากในการใชสื่อสาร บันทึกเรื่องราว เก็บไวเปนหลักฐาน อางอิงได ดังนั้นควรจะมีการฝกฝนการเขียนอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถเขียนขอความตางๆ ได ถูกตอง อานแลวสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตองเขาใจไดงาย 3. ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน การอานและการเขียนมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน ทั้งนี้เพราะ 2 ทักษะนี้เปน ปฏิสัมพันธกัน กลาวคือ การที่จะเขาใจเรื่องที่อานนั้น ผูอานตองเขาใจความคิดผูเขียนและ เพื่อที่จะเขาใจวาผูเขียนเขียนอยางไร จะตองเริ่มตนโดยพยายามรวบรวมและเรียบเรียงขอมูล ทั้งหมดที่ผูอานไดมาจากความเขาใจ ออกเปนโครงสรางของขอความ ซึ่งจะทําใหเห็นโครงเรื่อง ของผูเขียน เพื่อแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียน กัลยา ยวนมาลัย (2539: 137) กลาวถึงความสัมพันธระหวางการอานและ การเขียนวา “เมื่อผูเขียนไดเขียนเรื่องราวตางๆ รูปแบบตางๆ หรือดวยจุดประสงคตางๆ ออกมา ผูอานมีความสามารถและมีความพรอมในการรับรูเขาใจเรื่องราวที่อานไดดีเพียงใด เขาใจ ความประสงคของผูเขียนหรือไม ทั้งนี้ผูอานตองมีความตองการที่จะอาน มีประสบการณในเรื่องที่ อาน และมีทัศนคติตอเรื่องราวที่อาน และการเขียนสําเร็จตามความมุงหมาย” ศิริพร ลิมตระการ (อางใน ดนยา วงศธนะชัย 2542: 20) ไดกลาวถึง ความสัมพันธระหวางการอานกับการเขียนวา 1. กระบวนการอาน – การเขียน ประกอบดวยสวนยอย 4 สวน คือ ผูเขียนหรือผูสราง รหัส (encoder) เรื่องที่ผูเขียนแตงขึ้น (texe) ผูอานหรือผูแปลรหัส (decoder) บริบท หรือ สิ่งแวดลอม (context)
  • 30.
    ม 1.1 ความสัมพันธระหวางผูเขียนและอาน ในดานการสื่อความหมายผูเขียนเปน แหลงขอมูลมีความคิดที่ตองการจะสื่อออกไปใหผูอานทราบ 1.2 ความสัมพันธของเรื่องกับสิ่งแวดลอม เรื่องประกอบดวยความคิดความหมายซึ่งผู แตงไดแตงขึ้นเพื่อสื่อความหมาย ซึ่งประกอบไปดวยสิ่งตางๆ เชน สังคม วัฒนธรรม เวลา และ สถานการณ เปนตน 2. การอานและการเขียนสงเสริมซึ่งกันและกัน ดนยา วงศธนะชัย (2542: 23) ไดกลาวถึงความสัมพันธของการอานและการ เขียนวา 1. นักเขียนที่ดีมักจะเปนนักอานที่ดี 2. นักเขียนเกง มักจะอานมากกวานักเขียนที่ไมเกง 3. นักอานที่เกงมักเขียนประโยคไดดีกวานักอานที่ไมเกง สรุปจากการศึกษา ความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน จึงไดนํามาเปน แนวทางในกาจัดทําแบบฝกการอานและการเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบัน โดยนักเรียนได อานและไดเขียนในแบบฝกพรอมกันเพื่อพัฒนาทักษะการอานและการเขียนไปพรอมๆ กัน ซึ่งจะ ทําใหการพัฒนาทักษะทั้ง 2ดานสําเร็จตามจุดมุงหมาย 4. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝก 4.1 ความหมายและความสําคัญของแบบฝก ไดมีผูกลาวถึงความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือแบบฝกหัดไวดังนี้ ศศิธร สุทธิแพทย (2517 : 63) กลาววาแบบฝกหัดเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง ครูตอง ใหแบบฝกหัดที่เหมาะสม เพื่อฝกหลังจากที่ไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนไปแลว ใหมีความรู กวางขวาง จึงถือวาแบบฝกหัดเปนอุปกรณการเรียนการสอนอยางหนึ่ง ซึ่งครูสามารถนําไปใช ประกอบกิจกรรมการสอนไดเปนอยางดี ชวยใหการเรียนการสอนของครูประสบผลสําเร็จ ออมนอย เจริญธรรม (2533: 54) กลาววา แบบฝกเปนอุปกรณการสอนอยาง หนึ่ง ที่สรางขึ้นมาเพื่อฝกทักษะนักเรียนหลังจากเรียนเนื้อหาไปแลว ชวยทําใหเด็กมีพัฒนาการทาง ภาษาดีขึ้น เพราะทําใหนักเรียนมีโอกาสนําความรูที่ไดเรียนมาแลวฝกใหเกิดความเขาใจกวางขวาง มากขึ้น แบบฝกสามารถฝกทักษะทางภาษาไดทุกๆ ดาน ถานักเรียนมีโอกาสฝกหัดจนเกิด ความเขาใจจริงๆ แบบฝกชวยใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบความสําเร็จ
  • 31.
    ย ขจีรัตน หงสประสงค (2534:15) กลาววาแบบฝกเปนอุปกรณการเรียนการ สอนอยางหนึ่ง ที่ครูใชฝกทักษะหลังจากที่นักเรียนไดเรียนเนื้อหาจากแบบเรียนแลว โดยสรางขึ้น เพื่อเสริมสรางทักษะใหแกนักเรียน มีลักษณะเปนแบบฝกหัดที่มีกิจกรรมใหนักเรียนกระทํา โดยมี จุดมุงหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน จินตนา ใบกาซูยี (2535: 17) กลาววา แบบฝกหรือแบบฝกหัดเปนสื่อการเรียน สําหรับใหผูเรียนไดฝกปฏิบัติ เพื่อชวยเสริมใหเกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน นอมศรี เคท (2536: 54) กลาววา เมื่อครูไดสอนเนื้อหา แนวคิดหรือหลักการ เรื่องใดเรื่องหนึ่งใหกับนักเรียน และนักเรียนมีความรูความเขาใจในเรื่องนั้นแลว ขั้นตอไปครู จําเปนตองจัดกิจกรรมใหนักเรียนไดฝกฝน เพื่อใหมีความชํานาญ คลองแคลว ถูกตอง แมนยํา และรวดเร็ว หรือที่เรียกวาฝกฝนเพื่อใหเกิดทักษะ วรสุดา บุญยไวโรจน (2536: 37) กลาววา แบบฝกหัดเปนสื่อการสอนที่จัดทํา ขึ้นเพื่อใหผูเรียนไดศึกษา ทําความเขาใจ และฝกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกตอง และเกิดทักษะในเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแบบฝกหัดยังเปนเครื่องชวยบงชี้ใหครูทราบวาผูเรียนหรือผูใชแบบฝกหัด มีความรูความเขาใจในบทเรียน และสามารถนําความรูนั้นไปใชไดมากนอยเพียงใด ผูเรียนมี จุดเดนที่ควรสงเสริมหรือมีจุดดอยที่ตองปรับปรุงแกไข ตรงไหน อยางไร แบบฝกหัดจึงเปน เครื่องมือสําคัญที่ครูทุกคนใชในการตรวจสอบความรู ความเขาใจ และพัฒนาทักษะของนักเรียน ในวิชาตางๆ สงบ ลักษณะ (2536: 61) กลาววา ชุดแบบฝกเปนสื่อใชฝกทักษะการคิด การวิเคราะห การแกปญหา และการปฏิบัติของนักเรียน นิยมใชในกลุมวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร จากความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับความหมายและความสําคัญของแบบฝกหรือ แบบฝกหัด จึงพอสรุปไดวา แบบฝกหรือแบบฝกหัด คือสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใชฝก ทักษะใหกับผูเรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในชวงหนึ่งๆ เพื่อฝกฝนใหเกิดความรูความเขาใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่องนั้นๆ อยางกวางขวางมากขึ้นดังนั้นแบบฝกจึงมีความสําคัญตอ ผูเรียนไมนอย ในการที่จะชวยเสริมสรางทักษะใหกับผูเรียนไดเกิดการเรียนรูและเขาใจเร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กวางขวางขึ้น ทําใหการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสําเร็จอยางมี ประสิทธิภาพ 4.2 ประโยชนของแบบฝก
  • 32.
    ร แพตตี้ (Patty. 1963: 469-472 อางใน ประภา ตันติวุฒิ 2542: 28) ไดกลาวถึงแบบ ฝกกับการเรียนรูไว 10 ประการ สรุปไดดังนี้ 1. เปนสวนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เปนอุปกรณการสอนที่ชวย ลดภาระครูไดมาก เพราะแบบฝกเปนสิ่งที่จัดทําขึ้นอยางเปนระบบและมีระเบียบ 2. ชวยเสริมทักษะ แบบฝกหัดเปนเครื่องมือที่ชวยเด็กในการฝกทักษะ แตทั้งนี้จะตอง อาศัยการสงเสริมและความเอาใจใสจากครูผูสอนดวย 3. ชวยในเรื่องตามแตกตางระหวางบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกตาง กัน การใหเด็กทําแบบฝกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะชวยใหเด็กประสบผลสําเร็จ ในดานจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝกหัดจึงไมใชสมุดฝกที่ครูจะใหแกเด็กบทตอบท หรือหนาตอหนา แตเปนแหลงประสบการณเฉพาะสําหรับเด็กที่ตองการความชวยเหลือพิเศษ และเปนเครื่องมือชวยที่มีคาของครูที่จะสนองความตองการเปนรายบุคคลในชั้น 4. แบบฝกหัดชวยเสริมใหทักษะคงทน ลักษณะการฝกเพื่อชวยใหเกิดผลดังกลาวนั้นไดแก 1) ฝกทันทีหลังจากที่เด็กไดเรียนรูในเรื่องนั้นๆ 2) ฝกซ้ําหลายๆ ครั้ง 3) เนนเฉพาะในเรื่องที่ผิด 5. แบบฝกหัดที่ใชจะเปนเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแตละครั้ง 6. แบบฝกหัดที่จัดทําขึ้นเปนรูปเลมเด็กสามารถเก็บไวใชเปนแนวทางเพื่อทบทวนดวย ตัวเองไดตอไป 7. การใหเด็กทําแบบฝกหัดชวยใหครูมองเห็นจุดเดนหรือปญหาตางๆ ของเด็กไดชัดเจน ซึ่งจะชวยใหครูดําเนินการปรับปรุงแกไขปญหานั้นๆ ไดทันทวงที 8. แบบฝกหัดที่จัดขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยูในหนังสือแบบเรียนจะชวยใหเด็กไดฝกฝน อยางเต็มที่ 9. แบบฝกที่จัดพิมพไวเรียบรอยแลว จะชวยทําใหครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาใน การที่จะตองเตรียมสรางแบบฝกอยูเสมอ ในดานผูเรียนก็ไมตองเสียเวลาในการลอกแบบฝกหัดจาก ตําราเรียนหรือกระดานดําทําใหมีเวลาและโอกาสไดฝกฝนทักษะตางๆ มากขึ้น 10. แบบฝกหัดชวยประหยัดคาใชจาย เพราะการจัดพิมพขึ้นเปนรูปเลมที่แนนอน ยอม ลงทุนต่ํากวาการที่จะใชวิธีพิมพลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้มีประโยชนในการที่ผูเรียน สามารถบันทึกและมองเห็นความกาวหนาของตนเองไดอยางมีระบบและเปนระเบียบ
  • 33.
    ล 4.3 หลักจิตวิทยาการเรียนรูกับการสรางแบบฝก การสรางแบบฝกที่ดี จําเปนตองคํานึงถึงหลักจิตวิทยาเปนสําคัญเพราะจะชวยได แบบฝก ที่เหมาะสมกับผูเรียนมากขึ้น ดังนั้น ในการสรางแบบฝก ครั้งนี้ ไดอาศัยหลักสําคัญตาม ทฤษฎีการเรียนรูทางจิตวิทยามาใช พรรณี ชูทัย (2522: 192-195) ไดเสนอแนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวของกับ แบบฝก สรุปไดดังนี้ 1. กฎการเรียนรู ของธอรนไดค (Thomdike) แบบฝก ที่สรางตามหลัก จิตวิทยานี้ นักเรียนควรรูคําตอบการทําแบบฝก หลังทําแบบฝกเสร็จ 2. การฝกหัดของวัตสัน (Watson) แบบฝก ตามหลักจิตวิทยานี้เนน การทําซ้ําๆ เพื่อจําไดนานและเขียนไดถูกตอง เพราะการเขียนเปนทักษะที่ตองฝกหัดอยูเสมอ 3. การเสริมแรงของ ธอรนไดค (Thomdike) ในการสอนฝกทักษะ ครู ตองใหกําลังใจนักเรียน เพื่อใหนักเรียนเกิดความภูมิใจในตนเองและรูสึกประสบความสําเร็จใน งานที่ทํา 4. แรงจูงใจ เปนสิ่งสําคัญในการเรียน ครูตองกระตุนใหนักเรียนตื่นตัว อยากรูอยากเรียน แบบฝก ตองมีสิ่งที่นาสนใจใหนักเรียนอยากฝกและเกิดการเรียนรู สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย (2523:52-62) กลาวถึงหลัก จิตวิทยาที่ใชในการสรางแบบฝก สรุปไดดังนี้ 1. กฎการเรียนรูของ ธอรนไดค (Thomdike) เกี่ยวกับการฝกหัดซึ่ง สอดคลองกับการทดลองของ วัตสัน (Watson) นั่นคือ สิ่งใดก็ตามที่มีการฝกหัดหรือกระทํา บอยๆ ยอมทําใหผูฝกคลองแคลวสามารถทําไดดี 2. ความแตกตางระหวางบุคคล เปนสิ่งที่ควรคํานึงดวย นักเรียนมี ความถนัด ความสามารถ และความสนใจตางกัน การสรางแบบฝก ที่เหมาะสมตองไมยากหรือ งายเกินไป และควรมีหลายแบบ ใหเหมาะสมกับความแตกตางระหวางบุคคล 3. การจูงใจนักเรียนในการทําแบบฝก ควรจัดแบบฝก จากงายไปหายาก เพื่อดึงดูดความสนใจทําใหนักเรียนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝก 4. การนําสิ่งที่มีความหมายตอชีวิตและการเรียนรูมาใหนักเรียนทํา ภาษา ที่ใชพูดใชเขียนในชีวิตประจําวัน ทําใหผูเรียนไดเรียนจากสิ่งใกลตัว ทําใหจําแมนและนําความรู ไปใชประโยชนไดดวย จากแนวคิดดังกลาวขางตน ผูวิจัยไดใชแนวทางตามหลักจิตวิทยาในการสราง แบบฝก ดังนี้
  • 34.
    ว 1. กฎการเรียนรูของธอรนไดค (Thomdike)คือการสรางแบบฝก หลายๆ แบบฝก ใหนักเรียนไดทําซ้ําๆ ทําใหเกิดทักษะ 2. ความแตกตางระหวางบุคคล คือการสรางแบบฝกที่ไมยากหรือไมงายเกินไป 3. กฎแหงผล คือการที่นักเรียนไดทราบผลการทํางานของตน ดวยการเฉลย คําตอบให จะชวยใหนักเรียนทราบขอบกพรองเพื่อปรับปรุงแกไข และเปนการสรางความพอใจ ใหแกนักเรียน 4. การจูงใจคือการจัดแบบฝก เรียงตามลําดับจากแบบฝก งายไปสูเรื่องที่ยากขึ้น การใชภาพและรูปแบบการจัดทําที่หลากหลายเปนสิ่งเราใหนักเรียนอยากรู อยากเรียน 4.4 ลักษณะของแบบฝกที่ดี แบบฝกเปนเครื่องมือสําคัญที่จะชวยเสริมทางทักษะใหกับผูเรียน การสรางแบบฝก ใหมีประสิทธิภาพจึงจําเปนจะตองศึกษาองคประกอบและลักษณะของแบบฝก เพื่อเลือกใชให เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน วรสุดา บญยไวโรจน (2536: 37) กลาวแนะนําใหผูสรางแบบฝกไดยึดลักษณะ ของแบบฝกที่ดีไวดังนี้ 1. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคําสั่งและวิธีทํา คําสั่งหรือตัวอยางแสงดวิธีทําที่ ไมใชไมควรยาวเกินไปเพราะจะทําใหเขาใจยาก ควรปรับใหงายเหมาะสมกับผูใช ทั้งนี้เพื่อให นักเรียนสามารถศึกษาดวยตนเองไดถาตองการ 2. แบบฝกหัดที่ดีควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของการฝก ลงทุน นอยใชไดนานๆ และทันสมัยอยูเสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใชในแบบฝกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน 4. แบบฝกหัดที่ดีควรแยกฝกเปนเรื่องๆ แตละเรื่องไมควรยาวเกินไป แตควรมีกิจกรรม หลายรูปแบบ เพื่อเราใหนักเรียนเกิดความสนใจและไมนาเบื่อหนายในการทํา และเพื่อฝกทักษะ ใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชํานาญ 5. แบบฝกหัดที่ดีควรมีทั่งแบบกําหนดใหแบบใหตอบโดยเสรี การเลือกใชคํา ขอความ หรือรูปภาพในแบบฝกหัด ควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อวา แบบฝกหัดที่สรางขึ้นจะไดกอนใหเกิดความเพลิดเพลินและพอใจแกผูใช ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู ที่วาเด็กมักจะเรียนรูไดเร็วในการกระทําที่กอนใหเกิดความถึงพอใจ 6. แบบฝกหัดที่ดีควรเปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษาดวยตนเอง ใหรูจักคนควา รวบรวมสิ่ง ที่พบเห็นบอยๆ หรือที่ตัวเองเคยใช จะทําใหนักเรียนเขาใจเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น และจะรูจักนํา
  • 35.
    ศ ความรูไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางถูกตอง มีหลักเกณฑและมองเห็นวาสิ่งที่เขาไดฝกฝนนั้นมี ความหมายตอเขาตลอดไป 7. แบบฝกหัดที่ดีควรตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคลผูเรียนแตละคนมี ความแตกตางกันในหลายๆ ดาน เชน ความตองการ ความสนใจ ความพรอม ระดับสติปญญา และประสบการณ ฯลฯ ฉะนั้นการทําแบบฝกหัดแตละเรื่องควรจัดทําใหมากพอและมีทุกระดับ ตั้งแตงาย ปานกลาง จนถึงระดับคอนขางยาก เพื่อวาทั้งเด็กเกง กลาง และออนจะไดเลิกทําได ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อใหเด็กทุกคนประสบความสําเร็จในการทําแบบฝกหัด 8. แบบฝกหัดที่ดีควรสามารถเราความสนใจของนักเรียนไดตั้งแตหนาปกไปจนถึงหนา สุดทาย 9. แบบฝกหัดที่ดีควรไดรับการปรับปรุงควบคูไปกับหนังสือแบบเรียนอยูเสมอ และควร ใชไดดีทั้งในและนอกหองเรียน 10. แบบฝกหัดที่ดีควรเปนแบบฝกหัดที่สามารถประเมิน และจําแนกความเจริญงอกงาม ของเด็กไดดวย ดังนั้นลักษณะของแบบฝกที่ดี จึงควรคํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูผูเรียนไดศึกษาดวย ตนเอง ความครอบคลุมและสอดคลองกับเนื้อหา รูปแบบนาสนใจ คําสั่งชัดเจน บิลโลว (Billow 1962 : 87 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ ของแบบฝกที่ดีไว สรุปไดวา แบบฝกที่ดีตองดึงดูดความสนใจและสมาธิของเด็ก เรียงลําดับจาก งายไปหายาก เปดโอกาสใหเด็กฝกเฉพาะอยาง ใชภาษเหมาะสมกับวัย วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิหลังทางภาษาใหเด็ก รีเวอร (River 1968 97-705 อางในประภา ตันติวุฒิ 2542: 26) กลาวถึงลักษณะ ของแบบฝกไว สรุปไดวา บทเรียนทุกเรื่องควรมีแบบฝกใหนักเรียนฝกมากพอ การฝกแตละครั้ง ควรเปนบทฝกสั้นๆ การใชประโยคและคําศัพทสอดคลองกับชีวิตประจําวัน เปนแบบฝกที่ สงเสริมความคิด ควรเปนแบบฝกหลายๆ รูปแบบ และควรฝกจากสิ่งที่นักเรียนเรียนมาแลว และ สามารถนําไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได สรุปไดวา แบบฝกที่ดีควรดึงดูดความสนใจของผูเรียนได โดยใชภาพ หรือ ขอความที่ตรงกับความสนใจของผูเรียน เรียงลําดับจากงายไปยาก ใชภาษาที่เหมาะสมกับวัย สามารถใชกับผูเรียนที่เรียนเกงและเรียนออนได สงเสริมความคิดและสามารถนําไปใชใน ชีวิตประจําวันของผูเรียนได สอดคลองกับแนวทางปฏิบัติดังนี้ ใชหลักจิตวิทยา ใชภาษาถูกตอง ใหความหมายตอชีวิต คิดไดเร็วและสนุก ปลุกความสนใจ เหมาะสมกับวัยและความสามารถ อาจศึกษาไดดวยตนเอง
  • 36.
    ษ 4.5 แนวทางการพัฒนาแบบฝก 4.5.1 สวนประกอบของแบบฝกหรือแบบฝกหัด สุนันทาสุนทรประเสริฐ (2544: 11) กลาวถึง สวนประกอบของแบบ ฝกหรือแบบฝกหัด ไวดังนี้ 1. คูมือการใชแบบฝก เปนเอกสารสําคัญประกอบการใชแบบฝกวาใช เพื่ออะไร และมีวิธีการใชอยางไร เชน ใชเปนงานฝกทายบทเรียน ใชเปนการบาน หรือใชสอน ซอมเสริม ควรประกอบดวย - สวนประกอบของแบบฝก จะระบุวาในแบบฝกชุดนี้มีแบบฝกทั้งหมดกี่ชุด อะไรบาง และมีสวนประกอบอื่นๆ หรือไม เชน แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน - สิ่งที่ครูหรือนักเรียนตองเตรียม (ถามี) จะเปนการบอกใหครูหรือนักเรียน เตรียมตัวใหพรอมลวงหนากอนเรียน - จุดประสงคในการใชแบบฝก - ขั้นตอนในการใชบอกขอๆ ตามลําดับการใช และอาจเขียนในรูปของแนว การสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น - เฉลยแบบฝกในแตละชุด 2. แบบฝก เปนสื่อที่สรางขึ้นเพื่อใหผูเรียนฝกทักษะเพื่อใหเกิดการเรียนรู ที่ถาวร ควรมีสวนประกอบดังนี้ - ชื่อแบบฝกในแตละชุดยอย - จุดประสงคหรือผลการเรียนรูที่คาดหวัง - คําสั่ง - ตัวอยาง - แบบฝก - ภาพประกอบ - ขอสอบกอนและหลังเรียน - แบบประเมินบันทึกผลการใช 4.5.2 รูปแบบของการสรางแบบฝก สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 12 – 17) กลาวถึง การสรางแบบฝก เพื่อใชประกอบในการจัดการเรียนการสอน ในวิชาตางๆ นั้น จะเนนสื่อการสอนในลักษณะ
  • 37.
    ส เอกสารแบบฝกหัดเปนสวนสําคัญ ดังนั้นการสรางจึงควรใหมีความสมบูรณที่สุดทั้งในดานเนื้อหา รูปแบบและกลวิธีในการนําไปใช ซึ่งควรเปนเทคนิคของแตละคนโดยไดใหขอเสนอแนะไวดังนี้ 1. พึงระลึกเสมอวาตองใหผูเรียนศึกษาเนื้อหากอนใชแบบฝก 2. ในแตละแบบฝกอาจมีเนื้อหาสรุปยอหรือเปนหลักเกณฑไวในผูเรียนไดศึกษาทบทวน กอนก็ได 3. ควรสรางแบบฝกใหครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงคที่ตองการและไมยากหรืองาย จนเกินไป 4. คํานึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรูของเด็กใหเหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความแตกตาง ของผูเรียน 5. ควรศึกษาแนวทางการสรางแบบฝกใหเขาใจกอนปฏิบัติการสราง อาจนําหลักการของ ผูอื่น หรือทฤษฎีการเรียนรูของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกตใช ใหเหมาะสมกับ เนื้อหา และสภาพการณได 6. ควรมีคูมือการใชแบบฝก เพื่อใหผูสอนคนอื่นนําไปใชไดอยางกวางขวาง หากไมมี คูมือตองมีคําชี้แจงขั้นตอนการใชที่ชัดเจน แนบไปในแบบฝกหัดดวย 7. การสรางแบบฝก ควรพิจารณารูปแบบใหเหมาะสมกับธรรมชาติของแตละเนื้อหาวิชา รูปแบบจึงควรแตกตางกันตามสภาพการณ 8. การออกแบบชุดฝกควรมีความหลากหลาย ไมซ้ําซาก ไมใชรูปแบบเดียวเพราะจําทํา ใหผูเรียนเกิดความเบื่อหนาย ควรมีแบบฝกหลายๆ แบบ เพื่อฝกใหผูเรียนไดเกิดทักษะอยาง กวางขวาง และสงเสริมความคิดสรางสรรคอีกดวย 9. การใชภาพประกอบเปนสิ่งสําคัญที่จะชวยใหแบบฝกนั้นนาสนใจ และยังเปนการพัก สายตาใหกับผูเรียนอีกดวย 10. การสรางแบบฝกหากตองการใหสมบูรณครบถวน ควรสรางในลักษณะของเอกสาร ประกอบการสอน (ศึกษารายละเอียดจากคูมือการฝกอบรมปฏิบัติการ “การผลิตเอกสาร ประกอบการสอน”) แตเนนความหลากหลายของแบบฝกมากกวา และเนื้อหาที่สรุปไวจะมีเพียง ยอๆ 11. แบบฝกตองมีความถูกตอง อยาใหมีขอผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนกับยื่น ยาพิษใหกับลูกศิษยโดยรูเทาไมถึงการณ เขาจะจําในสิ่งที่ผิดๆ ตลอดไป 12. คําสั่งในแบบฝกเปนสิ่งสําคัญ ที่มิควรมองขามไป เพราะคําสั่งคือประตูบานใหญที่จะ ไขความรูความเขาใจของผูเรียนเขาไปสูความสําเร็จ คําสั่งจึงตองสั้นกะทัดรัด ชัดเจน และเขาใจ ไดงาย ไมทําใหผูเรียนสับสน
  • 38.
    ห 13. การกําหนดเวลาในการใชแบบฝกในแตละชุดควรใหเหมาะสมกับเนื้อหา และ ความสนใจของผูเรียน 14.กระดาษที่ใชควรมีคุณภาพเหมาะสม มีความเหนียวและทนทาน ไมเปราะบาง หรือ ขาดงายจนเกินไป 4.4.3 ขั้นตอนการสรางแบบฝก สํานักคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2531: 174 อางใน ดวงคิด วงศภักดิ์ 2539 : 23) ไดเสนอขันตอนการสรางแบบฝกสําหรับขาราชการครู เปนเอกสาร แนวทางการทําผลงานวิชาการ มีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาปญหาและความตองการ โดยศึกษาจากการผานจุดประสงคการเรียนและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากเปนไปไดศึกษาความตอเนื่องของปญหาทุกระดับชั้น 2. วิเคราะหเนื้อหาหรือทักษะที่เปนปญหาออกเปนเนื้อหาทักษะยอยๆ เพื่อใชใน การสรางแบบฝก แบบทดสอบ 3. พิจารณาวัตถุประสงค รูปแบบ และขั้นตอนการใชแบบฝกการอาน 4. สรางแบบทดสอบ เชน แบบทดสอบเชิงสํารวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย ขอบกพรอง แบบทดสอบความกาวหนาเฉพาะเรื่อง 5. สรางบัตรฝกหัด เพื่อพัฒนาทักษะยอย แตละทักษะในแตละบัตรจะมีคําถาม ใหนักเรียนตอบ การกําหนดรูปแบบ พิจารณาตามความเหมาะสม 6. สรางบัตรอางอิง เพื่อใชอธิบายคําตอบ หรือแนวการตอบแตละเรื่อง 7. สรางแบบบันทึกความกาวหนา เพื่อใชบันทึกผลการทดลอง 8. นําแบบฝกหัดไปทดลองใช เพื่อหาขอบกพรอง 9. ปรับปรุงแกไข 10. รวบรวมเปนชุด จัดทําคําชี้แจง คูมือการใช สารบัญ เพื่อเปนประโยชน ตอไป 5. เอกสารที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ
  • 39.
    ฬ กิตติมา ปรีดีดิลก (2529: 321 – 322) กลาววา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกชอบ หรือพอใจที่มีตอองคประกอบและสิ่งจูงใจในดานตางๆ และไดรับการตอบสนองความตองการที่ เหมาะสม จรัส โพธิ์จันทร(2531 : 17) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง ความรูของ บุคคลตอหนวยหรือองคกร ซึ่งอาจเปนความรูสึกทางบวก เปนกลางหรือทางลบ ความรูสึกเหลานี้ มีผลตองาน กลาวคือ หากโนมเอียงไปในทางบวกในทางปฏิบัติงานจะสงผลตอกําลังใจ ผูปฏิบัติงานในทางที่ดี แตหากความรูสึกเอียงไปในทางลบการปฏิบัติงานจะตองปรับปรุงพัฒนา ยุคล ทองตัน (2533 : 14) ไดใหความหมายของความพึงพอใจ ไววา ความพึงพอใจเปน เรื่องของความรูสึกที่ดี ความสุขของบุคคลที่เกิดจากไดรับบริการที่จะสงผลดีตองาน สวน ความ ไมพอใจนั้นจะมีผลตรงกันขาม มาลินี เชษฐโชติศักดิ์(2534 : 28) กลาววาความพึงพอใจ เปนความรูสึกหรือทัศนคติ ทางบวกของบุคคลที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ตอเมื่อสิ่งนั้นตอบสนองความตองการใหแก บุคคลนั้นได สมยศ นาวีการ (2534 : 39) ไดใหความหมายความพึงพอใจวา หมายถึงความรุนแรง ของความตองการของผูใชบริการเพื่อผลลัพธอยางใดอยางหนึ่ง ความพึงพอใจอาจเปนไดทั้ง ทางบวกและทางลบภายใตสถานการณการทํางาน การใหบริการ การปรับปรุงพัฒนา กอใหเกิด ความพึงพอใจในทางบวก สวนความขัดแยงการตําหนิหรือการลงโทษแบบตาง ๆ ยอมกอใหเกิด ความพึงพอใจในทางลบ พิน คงพูล(2535 : 21) ไดสรุปความหมายความพึงพอใจ ไววา ความรูสึกรัก ชอบ ยินดี เต็มใจ หรือเจตคติที่ดีตองานที่บุคคลไดรับบริการ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของ บุคคลหรือองคกรและเกิดจากการไดรับการตอบสนองความตองการทั้งดานวัตถุและดานจิตใจ ธารา เครือละมาย ไดใหความหมายของความพึงพอใจวาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจ หรือทาทีของจิตใจ หรือทัศนคติของบุคลที่มีตอลักษณะงานที่ปฏิบัติ รวมทั้งสิ่งแวดลอมที่ เกี่ยวของกับงานที่ปฏิบัติ ซึ่งสิ่งแวดลอมดังกลาวมีสวนเกี่ยวของกับขวัญของบุคคลนั้นดวย จากความหมายของความพึงพอใจที่รวบรวมมานี้สวนใหญจะมีความคิดเห็นคลายคลึงกัน หากพิจารณาความหมายที่กลาวขางตน พอจะสรุปไดวา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือ ทาทีหรือทัศนคติของบุคคล ที่มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปจจัยตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เปนความรูสึกที่มี ความสุขเมื่อไดรับความสําเร็จ ตามความมุงหมายตามความตองการ เปนระดับความพอใจที่มีตอ งานที่กระทํา ซึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจและทัศนคติของบุคคลที่มีตอสภาพการทํางานหรือ การปฏิบัตินั้นๆ ความรูสึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความตองการของบุคคลไดรับการตอบสนองหรือ
  • 40.
    อ บรรลุตามจุดมุงหมายในระดับหนึ่ง ความรูสึกดังกลาวจะลดลง หรือไมเกิดขึ้นหากความตองการ หรือจุดหมายนั้นไมไดรับการตอบสนองและความพึงพอใจหรือทัศนคติ นั้นเปนคําที่ใชแทนกัน ได 6. งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอาน การเขียนภาษาไทยและแบบฝก 6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการอานและแบบฝก ดวงคิด ดวงภักดิ์ (2539) การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่สอง โรงเรียนสันติคีรี จังหวัดเลย จํานวน 40 คน ผลการวิจัยพบวา ชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญที่พัฒนาขึ้นมี ประสิทธิภาพ 95.50/63.15 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว 60/60 คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน และหลังเรียนแตกตางกันอยางไรมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 และจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียน นักเรียนมีความสนใจ ตั้งใจแลกระตือรือรนที่จะเรียน นิตยา เดชแล (2540) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและ ความคงทนในการเรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนและ การสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา จํานวนนักเรียน 48 คน ผลการวิจัยพบวา ผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความ วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่นักเรียน โดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ความคงทนในการเรียนรูภาษาไทย ดานการอานเพื่อจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน และนักเรียนที่เรียนโดยการ สอนแบบปกติ ไมแตกตางกัน ทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํา ยากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบาน คําปาหวาน จํานวน 30 คน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมีประสิทธิภาพ ชวยให นักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง แบบฝกชวยใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น บุปผา ลวนเล็ก (2541: บทคัดยอ) การพัฒนาชุดการสอนการอานจับใจความ วิชาภาษาไทยสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โดยใชหนังสือสําหรับเด็กเปนสื่อหลัก กลุม ตัวอยางที่ใชในการวิจัยเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานรวมไทย สํานักงาน การประถมศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ ปการศึกษา 2538 จํานวน 30 คน ไดมาดวยวิธีการสุม ตัวอยางงาย ผลการวิจัยพบวา ชุดการสอนที่สรางขึ้นทั้ง 6 หนวยมีประสิทธิภาพ 81.11/80.00
  • 41.
    ฮ 79.33/80.33 79.66/81.00 78.24/79.67และ 81.00/80.33 เปนไปตามเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอนเพิ่มขึ้นอยามีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความคิดเห็นตอการเรียนจากชุดการสอนในระดับดีมาก สมเดช เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการ อานภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดาน การรูจักคําแบบฝกทั่วไป ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานี จํานวน 60 คน แบบแผนในการทดลองครั้งนี้คือ Randomized control Group Posttest only design ผลการทดลองพบวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปมีความสามารถใน การอานสูงกวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และดานการวัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียน ซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของที่นักการศึกษาไดทําการวิจัย เกี่ยวกับการอานจะ เห็นวาแบบฝกชวยพัฒนาการอานและเจตคติตอการอานของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทํา ใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทย 6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนและแบบฝก วันเพ็ญ เนียมสุข (2538: บทคัดยอ) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการ เขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง โรงเรียนศีลขันธาราม จังหวัดอางทอง จํานวน 60 คน ผลการวิจัยพบวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรค มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน และเจตคติตอการเขียนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนที่ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบวานักเรียนทั้งสองกลุมมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เขียนและเจตคติตอการเขียนสูงขึ้นเมื่อไดเรียนโดยใชแบบฝกทั้งสองแบบแลว สมจิตร เสารศรีจันทร (2538: บทคัดยอ) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝก ทักษะการเขียนสะกดคําภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม โดยใชแบบฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ จํานวนนักเรียน 80 คน ผลการวิจัยพบวา ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกวากอนเรียน ทั้งกลุมทดลองที่เรียนโดยใชแบบฝกทักษะการเขียนสะกดคํา และกลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ ผลสัมฤทธิ์ของกลุมทดลอง ซึ่งเรียนโดยใชแบบฝกทักษะ
  • 42.
    กก การเขียนสะกดคําสูงกวากลุมควบคุมที่เรียนตามปกติ โดยมีคาความตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 จํานงโปธาเกี๋ยง (2538: บทคัดยอ) ศึกษาผลการใชแบบฝกการเขียนสะกดคํา ยากเพื่อ การสอนซอมเสริม สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวา ภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม จํานวน 28 คน ผลการวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สราง ขึ้น ไดยึดหลักการคือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึง ความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และ ความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อใหเกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่ ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วรรณา แซตั้ง (2541 บทคัดยอ) การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนวัดทรัพยสโมสร สํานักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ตามเกณฑมาตรฐาน รอยละ 80/80 และศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําของ นักเรียนภายหลังการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํา ผลการทดลองพบวา 1) แบบฝกหัด การเขียนสะกดคํามีประสิทธิภาพตามเกณฑมาตรฐานรอยละ 80/80 ตามที่ตั้งไว 2) นักเรียนที่ ไดรับการเรียนดวยแบบฝกหัดการเขียนสะกดคํามีผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคําสูงกวากอนสอน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของซึ่งไดศึกษามา จะพบวาแบบฝกชวยพัฒนาการ เขียนและเจตคติตอการเขียนของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทําใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีตอการเขียนภาษาไทย ทั้งนี้ผูวิจัยไดสรุปเปนกรอบแนวคิดและทฤษฎีใน การศึกษาได ดังนี้ ความสําคัญของการอานและการเขียน - กระบวนการอานและการเขียน - ความสามารถในการอานและการเขียน - เปนเครื่องมือสําคัญในการเรียนและ สภาพการจัดกิจกรรมการอานและการเขียน - ครูไมใชสื่อการเรียนรูที่เหมาะสม - นักเรียนอานและเขียนหนังสือไมถูกตอง - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยคอนขางต่ํา
  • 43.
    ขข แผนภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดและทฤษฎีในการศึกษา กระตุนใหผูเรียน เกิดพัฒนาการการอาน และการเขียน เนื้อเรื่องการอานและการเขียน คําที่ใชบรรรร (ร หัน) และ บัน การจัดการเรียนการสอน โดยใชแบบฝกเปนสื่อการเรียนรู นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สาระ การเรียนรูภาษาไทยสูงขึ้น นักเรียนมีความรูความสามารถการอาน และการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันสูงขึ้น
  • 44.
    คค บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรรรร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค (1) เพื่อทดสอบ ประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก (3) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดังนั้นเพื่อใหการศึกษาในครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ สูงสุด ผูวิจัยจึงกําหนด วิธีการวิจัย ดังรายละเอียดที่จะเสนอตามลําดับตอไปนี้ 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 2. รูปแบบการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 5. การวิเคราะหขอมูล 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 1.1 ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนบานบางจัน จังหวัดพังงา จํานวน 8 คน 2. รูปแบบการวิจัย รูปแบบการวิจัยเปนการวิจัยเชิงกึ่งทดลองศึกษาผลกอนและหลังการทดลอง ดังนี้ เมื่อกําหนดให X หมายถึง สื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน O1 หมายถึง ทดสอบกอนการทดลอง O2 หมายถึง ทดสอบหลังการทดลอง O1 X O2
  • 45.
    งง 3. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่เปนนวัตกรรม 3.1.1แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน จํานวน 13 แบบฝก 3.1.2 แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครู ) จํานวน 5 แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง 3.2 เครื่องมือวัด 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยที่มีขอคําถามเหมือนกัน แตสลับลําดับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ 3.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน การดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยไดดําเนินการสรางเครื่องมือที่ใชใน การวิจัย ตามขั้นตอนดังนี้ 1. สรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอนตอไปนี้ 1) วิเคราะหปญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เชน - ปญหาที่เกิดขึ้นในขณะทําการสอน - ปญหาการไมผานผลการเรียนรูที่คาดหวังของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไมพึงประสงค - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และ หลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 เพื่อทราบขอบขายสาระและมาตรฐานการเรียนรู.กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย ที่หลักสูตรกําหนดสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 เพื่อวิเคราะห เนื้อหา ผลการเรียนรูที่คาดหวังที่เกี่ยวของกับปญหาที่จะนํามาทําการวิจัย 3) กําหนดแนวทางแกปญหาที่เกิดขึ้นจากขอ 1 โดยการสรางแบบฝก และเลือก เนื้อหาในสวนที่จะสรางแบบฝกนั้น วาจะทําเรื่องใด กําหนดเนื้อหาสาระและรางโครงเรื่องไว
  • 46.
    จจ 4) ศึกษาทฤษฏีหรือหลักการที่เกี่ยวของกับการอานและการเขียนคําในภาษาไทย ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับแบบฝก เพื่อทราบแนวทางการจัดทําแบบฝกขั้นตอนการเขียนและ รายละเอียดในแตละขั้นตอน แบบฝกเลมนี้ผูวิจัยไดนําแนวทางการจัดทําแบบฝกของนางสุนันทา สุนทรประเสริฐ อาจารย 3 ระดับ 9 มาประยุกตใชในการจัดทําเปนแบบฝก 5) ออกแบบ แบบฝกแตละชุดใหมีรูปแบบที่หลากหลาย นาสนใจ การอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดย มีการฝกทั้งการอานและการเขียน มีลักษณะสั้นๆ งายๆ เรียงลําดับเนื้อหาจากงายไปหายากมีความหลากหลายในวิธีการทําแบบฝก มีภาพประกอบเพื่อเรา ความสนใจ มีคําสั่งที่ชัดเจน งายตอการปฏิบัติ มีขนาดตัวอักษรที่เหมาะสมกับวัย จํานวน 13 แบบ ฝก ใชเวลาฝกทั้งหมด 5 ชั่วโมง โดยเรียนรูตามคูมือการใชแบบฝกของครู (แผนการจัด การ เรียนรูการใชแบบฝก) สวนประกอบของแบบฝกที่จัดทํา ประกอบไปดวย 1. หนาปก 2. คํานํา 3. คําชี้แจง 4. ขั้นตอนการฝก 5. แบบทดสอบกอน/ หลังเรียน 6. ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 7. สาระความรูคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) 8. การฝกอานคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) 9. แบบฝก ที่ 1 - 8 10. สาระความรูคําไทยที่ใช“ บัน” นําหนา 11. การฝกอานคําที่ใชบัน 12. แบบฝก ที่ 9 - 13 13. เฉลย 6) ลงมือสรางแบบฝกในแตละแบบฝก พรอมทั้งขอสอบกอนและหลังเรียน ให สอดคลองกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง 7) จัดทําฉบับรางตามรูปแบบใหครบถวน 8) สงใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบนําแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช ที่สรางเสร็จแลว ไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหากับระดับชั้นการสอน การ จัดลําดับเนื้อหา การใชภาษา การใชภาพประกอบและสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง แลว ปรับปรุงแกไข ตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน และหาคาความสอดคลองของ แบบฝก
  • 47.
    ฉฉ การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ไดคาความสอดคลองของแบบฝก การอาน และเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 1.00 9) นําไปทดลองใช แลวบันทึกผลเพื่อนํามาปรับปรุงแกไขสวนที่บกพรองนํา แบบ ฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 จํานวน 3 คน โรงเรียนวัดนากลางมิตรภาพที่ 163 อําเภอตะกั่วทุง จังหวัดพังงา ทดลองอาน เพื่อตรวจสอบการสื่อความภาษา 10) ปรับปรุงตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จนมี ประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว 11) จัดพิมพตนฉบับแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 12) นําไปใชจริงและเผยแพรตอไป ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บันเปนแผนภาพ ตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.1 )
  • 48.
    ชช แผนภาพที่ 3.1 แสดงขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก สรุปขั้นตอนการสรางและทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝก เรื่องการสรางแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ขั้นวางแผน กําหนดแนวทางการสรางแบบฝก การทดลอง แกไขปรับปรุง ปรับปรุง -ศึกษาหลักสูตร -ศึกษาการ จัดทําแบบฝก ตรวจสอบ ความถูกตองของ รูปแบบโดย ผูเชี่ยวชาญ 3 ทาน - กําหนดจุดประสงคในการจัดทํา - กําหนดเนื้อหาและรางโครงเรื่องแบบฝก - สรางแบบฝก - สรางคูมือการใช (แผนการเรียนรูจํานวน 5 แผน) - สรางเครื่องมือหาความสอดคลอง - สรางเครื่องมือหาประสิทธิภาพ (แบบทดสอบ / แบบสอบถามความพึงพอใจ)) ปฏิบัติการ ตอเนื่อง ปรับปรุง แกไข ทดลองและหาประสิทธิภาพ - กลุมยอย3 คน - กลุมประชากร 8 คน -เก็บรวบรวมขอมูล -จัดกระทําขอมูล -วิเคราะหขอมูล -อภิปราย / สรุปผล -นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขึ้น -นักเรียนมีแบบฝกที่มี ประสิทธิภาพ -ผูสอนมีสื่อการสอนที่มี ประสิทธิภาพ -เผยแพรผลงาน ศึกษาปญหา วิธีดําเนินการ ผลการ ดําเนินการ
  • 49.
    ซซ 2. สรางแผนการจัดการเรียนรู ตามขั้นตอนตอไปนี้ ขั้นที่1 วิเคราะหหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบานบางจัน พุทธศักราช 2546 เพื่อ ทราบขอบขายของคําอธิบายรายวิชา นํามาจัดทํา สาระการเรียนรูเฉพาะเรื่องที่สอดคลองกับปญหา การอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน จัดทํากําหนดขอบขายสาระการเรียนรู กําหนดเวลาเรียน ขั้นที่ 2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 3 เขียนแผนจัดการเรียนรู โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จํานวน 5 แผน ซึ่งมีหัวขอ ดังนี้ 3.3.1 สาระสําคัญ 3.3.2 ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 3.3.3 สาระการเรียนรู 3.3.4 กระบวนการจัดการเรียนรู 3.3.5 สื่อการเรียนรู 3.3.6 การวัดและประเมินผล 3.3.7 บันทึกผลการจัดการเรียนรู 3.3.8 ขอเสนอแนะ ขั้นที่ 4 นําแผนการจัดการเรียนรูทุกแผนที่สรางเสร็จแลวไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหา กับผลการเรียนรูที่คาดหวัง กระบวนการจัด การ เรียนรู การใชสื่อการเรียนรูและการวัดและประเมินผล ปรับปรุงแกไขแผนการจัดการเรียนรูตาม คําแนะนําของผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน หาคาความสอดคลองของแผนการจัดการเรียนรู ไดคาความ สอดคลองของแผนการจัดการเรียนรูทั้ง 5 แผนอยูในระหวาง 0.80 – 1.00 ขั้นที่5 จัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง) ซึ่งสรุปขั้นตอนการสรางแผนการจัดการเรียนรู ไดดังแผนภาพตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.2 )
  • 50.
    ฌฌ 1.0 วิเคราะหหลักสูตร/สาระการเรียนรูปญหาการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน 2.0 ศึกษาเอกสารวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู 3.0 เขียนแผนจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน 4.0 ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข 5.0 จัดทําจัดทําแผนการสอนฉบับสมบูรณ แผนภาพที่ 3.2 แสดงขั้นตอนการสรางแผนการเรียนรู 3. สรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ผูวิจัยไดสรางแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ตามขั้นตอน ตอไปนี้ ขั้นที่1 กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ โดยศึกษาจากหนังสือและผลงานวิจัยที่ เกี่ยวของกับการสรางแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแลวกําหนดรูปแบบเปนขอสอบปรนัย ชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก ขั้นที่2 สรางตารางวิเคราะหขอสอบ เพื่อเปนแนวทางในการออกขอสอบใหตรงกับ เนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง วัดพฤติกรรมการเรียนรูดาน ความรูความจํา ความเขาใจ การ นําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา ขั้นที่3 สรางแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู โดยการออกแบบทดสอบ กอนเรียนและหลังเรียน เพื่อใหสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังและเนื้อหา ตามตารางวิเคราะห ขอสอบ โดยสรางเปนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 15 ขอ ขั้นที่ 4 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ที่สรางเสร็จแลวหาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบเปนรายขอโดยใช ผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความสอดคลองและความเหมาะสมของเนื้อหา คําถาม คําสั่ง และการกําหนดเวลาในการจัดทํา คําเฉลยที่ถูกตอง แลวปรับปรุงแกไขแบบทดสอบ
  • 51.
    ญญ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ตามคําแนะนําของ ผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน ในเรื่องของภาษาที่ใชใหงายเหมาะสมกับวัยของนักเรียน เพื่อใหนักเรียน เขาใจคําถามและแกไขคําตอบบางขอที่ไมชัดเจนใหเปนคําตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแลวจึงหาความ สอดคลอง ไดแบบทดสอบไวจํานวน 10 ขอ มีคาความสอดคลองของแบบทดสอบฯ ทั้งฉบับ เทากับ 1.00 ขั้นที่5 จัดทําแบบทดสอบฉบับสมบูรณ ( นําไปใชจริง ) ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนการสรางแบบทดสอบเปนแผนภาพ ไดดังนี้( แผนภาพที่ 3.3 ) 1.0 กําหนดรูปแบบของแบบทดสอบ 2.0 สรางตารางวิเคราะหขอสอบตรงกับเนื้อหาและผลการเรียนรูที่คาดหวัง 3.0 สรางแบบทดสอบ 4.0 ตรวจสอบความถูกตอง / ปรับปรุงแกไข 5.0 จัดทําแบบทดสอบฉบับจริง แผนภาพที่3.3 แสดงขั้นตอนการสรางแบบทดสอบ 4. สรางแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ตามขั้นตอน ตอไปนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ โดยวิเคราะหจากวัตถุประสงคในการ วิจัย แลวกําหนดโครงสรางเนื้อหาของแบบสอบถามใหสอดคลองกับวัตถุประสงคใน การวิจัย
  • 52.
    ฎฎ ขั้นที่ 2 กําหนดรูปแบบของคําถามศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามจากตํารา และของผูวิจัย คนอื่น ๆ ที่ทําการวิจัยในเรื่องคลาย ๆกัน กําหนดรูปแบบสอบถามเปนขอคําถามชนิดมาตราสวน ประมาณคา (Rating Scale ) 5 อันดับ(โกวิทย ประวาลพฤกษ 2536 : 635) และกําหนดคาน้ําหนักดังนี้ มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 5 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับมาก 4 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง 3 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับนอย 2 คะแนน มีความพึงพอใจในระดับนอยที่สุด 1 คะแนน จากนั้นนํามาคํานวณคาเฉลี่ยกําหนดเกณฑในการแปลความหมายขอมูลที่เปนคาเฉลี่ย คาเฉลี่ยระหวาง 4.51 - 5.00 3.51 - 4.50 2.51 - 3.50 1.51 - 2.50 1.00 - 1.50 แปลผล มีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก มีความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง มีความพึงพอใจอยูในระดับนอย มีความพึงพอใจอยูในระดับนอยที่สุด ขั้นที่3 เขียนแบบสอบถามฉบับราง โดยเขียนตามเนื้อหาของแบบ สอบถามใน ขั้นที่1 และหลักในการสรางรูปแบบที่กําหนด จํานวน 10 ขอ ใหครอบคลุมรายการที่ตองการ ประเมินทั้งนี้ตองสอดคลองกับวัตถุประสงคของการวิจัย ขั้นที่4 ทดลองใชและปรับปรุง โดยการนําแบบสอบถามไปทดลองใชกับผูที่มีลักษณะ คลายกลุมตัวอยาง เพื่อพิจารณาความชัดเจนของขอคําถามเวลาในการทําแบบทดสอบ สัมภาษณผูตอบ ดานความเขาใจขอคําถาม ปญหาที่พบ วิจารณแบบสอบถาม แลวนําขอมูลที่ไดมาพิจารณาปรับปรุง แบบสอบถามโดยปรับปรุงเรื่องภาษาที่อานเขาใจยากใหอานแลวเขาใจงาย พิจารณาคัดเลือกตามขอมูลที่ไดจากการทดลองใชในครั้งนี้ไดจํานวน 7 ขอ ขั้นที่5 พิมพแบบสอบถามฉบับจริง หลังจากปรับปรุงแบบสอบถามแลว ใน การพิมพตองคํานึงถึงความชัดเจนในการอธิบายจุดประสงควิธีตอบการจัดรูปแบบใหสวยงาม ซึ่งผูวิจัยไดสรุปขั้นตอนสรางแบบสอบถามความพึงพอใจ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ดัง แผนภาพ ตอไปนี้ ตามรูปแบบของบุญชม ศรีสะอาด ( แผนภาพที่3.4 )
  • 53.
    ฏฏ 1.0 วิเคราะหลักษณะของขอมูลที่ตองการ 2.0 ศึกษาวิธีการสรางแบบสอบถามและกําหนดรูปแบบของแบบสอบถาม 3.0 เขียนแบบสอบถามฉบับราง 4.0 ทดลองใชและปรับปรุง 5.0 พิมพแบบสอบถามฉบับจริง แผนภาพที่3.4 แสดงขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม ที่มา :บุญชม ศรีสะอาด การวิจัยเบื้องตน พิมพครั้งที่2 กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพสุวีริยาสาสน 2535 หนา 66 4. การเก็บรวบรวมขอมูล 1. เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน ( กอนใชแบบฝก ) 2. เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน) 3. เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก ) 4. เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ 5. การวิเคราะหขอมูล 5.1 หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) โดยกําหนดเกณฑประสิทธิภาพ 80 / 80 5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน / ผลการพัฒนา
  • 54.
    ฐฐ 5.3 หาคาเฉลี่ย ของผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียนแลวแปลผลตามเกณฑที่ กําหนด สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 1)การหาประสิทธิภาพของแบบฝก ใชวิธีการคํานวณธรรมดา หาคา E1 และ E2 ไดดังนี้ การหาคา E1 คือ คาประสิทธิภาพของงานหรือแบบฝกหัด กระทําไดโดยการเอา คะแนนงานทุกชิ้นของนักเรียนแตละคนมารวมกัน แลวหาคาเฉลี่ยและเทียบสวนเปนรอยละ การหาคา E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ จะไมมีปญหาในการคํานวณมากนัก เพราะอาจทําไดโดยการเอาคะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมดรวมกัน หาคาเฉลี่ย แลวเทียบสวนเพื่อหาคารอยละ 2 ) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใชหาคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใชสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สาย ยศ 2528) การวิเคราะหขอมูล คํานวณคาคะแนนเฉลี่ย ( Mean) และสวนเบี่ยงแบน มาตรฐาน (Standard Deviation หรือ S.D.) ของคะแนนกอนการทดลองและหลังการทดลองใช นวัตกรรมการเรียนการสอน โดยใชสูตรคํานวณ ดังนี้ X = ∑N X S.D. = Σ(X – X)2 N เมื่อ X คือ คาคะแนนเฉลี่ย S.D. คือ คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Σ คือ ผลรวมหรือผลบวก X คือ คาคะแนนของนักเรียนแตละคน N คือ จํานวนนักเรียนทั้งหมด สถิติที่ใชทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝกฯและหลังการใชแบบ ฝกฯ ใชสูตร t – dependent (ลวน สายยศ 2545)
  • 55.
    ฑฑ เมื่อ df =n-1 t = ( ) ∑ − −∑ ∑ 2 2 1n DDn D D แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝก D2 แทน ความแตกตางของคะแนนกอนและหลังการใชแบบฝกยก กําลังสอง ∑D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตาง ∑ 2 D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกตางยกกําลังสอง N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง 3) การวิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกฯ หาคาเฉลี่ย (Mean) โดยคํานวณจากสูตร (ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ 2528) X = ∑N X X แทนคาเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนกลุมตัวอยาง N แทน จํานวนนักเรียนกลุมตัวอยาง ซึ่งผูวิจัยไดสรุปแสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช ดังแผนภาพ ตอไปนี้ ( แผนภาพที่ 3.5 )
  • 56.
    ฒฒ แผนภาพที่ 3.5 แสดงการวิเคราะหเครื่องมือและสถิติที่ใช จุดประสงคการวิจัยวิธีการ เครื่องมือ สถิติที่ใช วิธีการ นําเสนอ 1. เพื่อทดสอบ ประสิทธิภาพของแบบ ฝกการอานและเขียนคํา ที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถม ศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนกอนและ หลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มี ตอแบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 -ทดสอบประสิทธิภาพ ทดสอบกอนเรียน/หลังเรียน -หาคาเฉลี่ยความพึงพอใจ ของผูเรียน - แบบฝกระหวาง เรียน - แบบทดสอบหลัง เรียน -แบบทดสอบกอน เรียน -แบบทดสอบหลัง เรียน แบบวัดความพึง พอใจ E1 / E2 (80/80) คาเฉลี่ย X รอยละ คาเฉลี่ย X หาคา S.D. หาคา t -dependent คาเฉลี่ย X ตาราง สรุป เชิง บรรยาย ตาราง สรุป เชิง บรรยาย ตาราง สรุป เชิง บรรยาย
  • 57.
    ณณ บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค ดังนี้ 1.เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดทําการวิเคราะหขอมูล โดยไดแยกเปน 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบ ฝก ตอนที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. การวิเคราะหประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ตารางที่ 1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 จํานวนนักเรียน คะแนนแบบฝกระหวางเรียน คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 8 1677 66
  • 58.
    ดด เฉลี่ยรอยละ 91.54 82.50 จากตารางที่1 ผลการทดสอบประสิทธิภาพแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 และมีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ แบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 2. การวิเคราะหเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอน และหลังการใชแบบฝก ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลัง การใช แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน)และบันชั้นประถมศึกษาปที่ 3 การทดสอบ จํานวน(N ) คาเฉลี่ย − X คา S.D. t คะแนนกอนเรียน 8 6 1.31 คะแนนหลังเรียน 8 8.25 1.23 13.74 จากตารางที่ 2 การเปรียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอน เรียนและ หลังเรียน พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ 6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมี คาเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวาง กอนเรียนและหลังเรียนสรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการ อานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมี นัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน
  • 59.
    ตต 3. การวิเคราะหผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอาน และเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคํา ที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 รายการประเมิน นักเรียนชั้น ป. 3 (N=8) − X ระดับความคิดเห็น 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจ เรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และบัน มากขึ้น 5.00 เห็นดวยมากที่สุด 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 4.50 เห็นดวยมาก 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 4.75 เห็นดวยมากที่สุด 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 4.63 เห็นดวยมากที่สุด 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 4.88 เห็นดวยมากที่สุด 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 4.63 เห็นดวยมากที่สุด 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 4.63 เห็นดวยมากที่สุด รวมเฉลี่ยทั้งหมด 4.72 เห็นดวยมากที่สุด จากตารางที่ 3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 พบวา เห็นดวยมากจํานวน 1 รายการ และเห็น ดวยมากที่สุดจํานวน 6 รายการ ทั้งนี้เมื่อวิเคราะหภาพรวมแลว พบวา นักเรียนเห็นดวยอยูใน ระดับมากที่สุดโดยมีคาเฉลี่ย 4.72
  • 60.
    ถถ บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผลและขอเสนอแนะ การศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน ผูวิจัย ไดสรุปการวิจัย อภิปรายผล และขอเสนอแนะ ไวดังนี้ 1. สรุปการวิจัย สรุปการศึกษาผลการใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานบางจัน 1.1 วัตถุประสงคของการวิจัย 1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนและหลังการใชแบบฝก 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1.2 สมมติฐานการวิจัย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน มีประสิทธิภาพ ตาม เกณฑ 80 / 80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ของ นักเรียนสูงขึ้นหลังการใช แบบฝก 3) นักเรียนมีความพึงพอใจตอแบบฝกที่ใชในระดับเฉลี่ยมากขึ้นไป 1.3 วิธีดําเนินการวิจัย
  • 61.
    ทท 1) ประชากร เปนนักเรียนโรงเรียนบานบางจันชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 จํานวน 8 คน 2) เครื่องมือที่ใชในการศึกษา มีดังนี้ - แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน จํานวน 13 แบบฝก - แผนจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เรื่องแบบฝกการอานและเขียน คําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 (คูมือการใชแบบฝกของครูหรือแผนการ จัดการเรียนรู) จํานวน 5 แผน ใชเวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และบัน ฉบับกอนเรียนและหลังเรียน โดยเปนแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกที่ มีขอคําตอบเหมือนกันแตสลับขอกัน จํานวนฉบับละ 10 ขอ - แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน 1.4 การเก็บรวบรวมขอมูล 1) เก็บคะแนนทดสอบกอนเรียน (กอนใชแบบฝก ) 2) เก็บคะแนนแบบฝกทุกแบบฝก (คะแนนระหวางเรียน) 3) เก็บคะแนนทดสอบหลังเรียน ( หลังใชแบบฝก ) 4) เก็บรวบรวมผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอแบบฝกฯ 1.5การวิเคราะหขอมูล 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝกฯ ( E1/ E 2 ) ประสิทธิภาพ 80 / 80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอนและหลังเรียน ใช คาเฉลี่ย S.D.และ การทดสอบดวยคา t – dependent 3) หาคาเฉลี่ยผลการสอบถามความพึงพอใจของผูเรียน 1.6 สรุปผลการวิจัย 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีคะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมี คาเฉลี่ยรอยละ 82.50 ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูง กวาเกณฑที่ตั้งไว
  • 62.
    ธธ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝก มี คาเฉลี่ยของคะแนนกอนเรียนเทากับ6 คาเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนมีคาเทากับ 8.25 ผลการ ทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียน สรุปวา คะแนนการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรูดวยแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 สูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 เปนไปตามสมมุตฐาน 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72 2. อภิปรายผล 1) แบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มี คะแนนแบบฝกระหวางเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 91.54 กําหนดเกณฑไว 80 ผลการทดสอบสูงกวา เกณฑที่กําหนด สวนคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคาเฉลี่ยรอยละ 82.50 สูงกวาเกณฑที่กําหนด ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝกเลมนี้เทากับ 91.54 / 82.50 สูงกวาเกณฑที่ตั้งไว แสดงให เห็นวาแบบฝกเลมนี้มีความเหมาะสมที่จะนํามาใชกับผูเรียน ทําใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและพัฒนา ความบกพรองในดานการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันได ซึ่งสอดคลองกับ วรสุดา บุญยไวโรจน (2529: 57-58) ไดเสนอแนะลักษณะของแบบฝกที่ดีสรุปไดวา แบบฝกที่ดี ควรมีคําสั่งที่ไมยาวเกินไปและชัดเจนควรมีความหมายตอผูเรียนและตรงตามจุดมุงหมายของ การฝก ภาษาที่ใชควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรูของผูเรียน, ควรแยกฝกเปนเรื่องๆ มี กิจกรรมหลายรูปแบบ และขอความหรือรูปภาพในแบบฝกควรเปนสิ่งที่นักเรียนคุนเคยและตรงกับ ความสนใจของผูเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 6 และหลัง การใชแบบฝก มีคาเฉลี่ยเทากับ 8.25 ผลการทดสอบความแตกตางของคะแนนคาเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกอนใชแบบฝกและหลังการใชแบบฝก สรุปผลไดวาคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังใชแบบฝกสูงกวากอนใชแบบฝกอยางมีนัยสําคัญทางสถิตที่ระดับ .05 เปนไปตามสมมุติฐานที่ วางไว แสดงใหเห็นวาเมื่อผูเรียนเรียนรูดวยแบบฝกเลมนี้ทําใหผูเรียนมีความสามารถในการเรียนรู เรื่องการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บันเพิ่มขึ้น สอดคลองกับงานวิจัยของ สมเดช เจริญชนม (2541) การเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป
  • 63.
    นน ของโรงเรียนบานโพหวาย อําเภอเมืองสุราษฎรธานี จังหวัดสุราษฎรธานีผลการทดลองพบวา นักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํา มีความสามารถในการอานสูง กวานักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทั่วไป อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และดานการ วัดเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทยของนักเรียนพบวาหลังการทดลองนักเรียนที่เรียนซอมเสริมดวย แบบฝกทักษะการอานดานการรูจักคํามีเจตคติที่ดีตอการอานภาษาไทยสูงกวานักเรียนที่เรียนซอม เสริมดวย แบบฝกทั่วไปอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และ ผลการวิจัยของจํานง โปธา เกี๋ยง(2538: บทคัดยอ) การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริม สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ที่ใชภาษาอื่นมากกวาภาษาไทย กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานเมืองนะ อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคํากอนและหลังเรียน โดยใชคา ที(t-test) ผลการวิจัย พบวา แบบฝกการเขียนสะกดคํายากที่สรางขึ้น ไดยึดหลักการ คือมีจุดมุงหมายในการฝกที่ชัดเจน เปนไปตามลําดับความยากงาย คํานึงถึงความแตกตางของเด็ก มีคําชี้แจงที่ชัดเจน มีความถูกตอง มีหลายแบบ เหมาะสมกับเวลา และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการฝกฝนหลายๆ ครั้ง เพื่อให เกิดทักษะในการเขียนสะกดคําที่ถูกตอง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 รวมทั้งงานวิจัยของทิพยสุดา จงกล (2541) การพัฒนาแบบฝกทักษะการอาน และการเขียนสะกดคํายากวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 กลุมทดลองนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบานคําปาหวาน ผลการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้พบวาแบบฝกมี ประสิทธิภาพ ชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามเกณฑที่ตั้งไวจริง และแบบฝกชวยใหผูเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีระดับความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด คาเฉลี่ย 4.72 แสดงให เห็นวาผูเรียนชอบวิธีการเรียนรูดวยแบบฝก เกิดความพึงพอใจที่จะเรียนรูและชอบแบบฝกที่มี ภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 3. ขอเสนอแนะ 3.1 ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช 1) การจัดทําแบบฝกในแตละครั้ง ครูตองศึกษาวิเคราะหเนื้อหาของกลุมวิชาวามีความ เหมาะสมที่จะนํามาใชจัดทําเปนแบบฝกหรือไม เพราะบางเนื้อหาการฝกใหผูเรียนกระทําดวย แบบฝกจะไมสามารถฝกผูเรียนได ตองอาศัยการอธิบายจากผูสอน ดังนั้นจึงตองจัดทําแบบฝกใหมี
  • 64.
    บบ ความเหมาะสมกับเนื้อหาของกลุมสาระการเรียนรู ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูดวยตนเองได มิฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นจะไมสามารถพัฒนาผูเรียนไดตามที่คาดหวัง 2)กอนการจัดทําแบบฝกควรวิเคราะหผูเรียนกอนวามีทักษะในการอานมากนอย เพียงใด หากความสามารถในการอานคอนขางต่ํา การเรียนรูดวยแบบฝกก็ไมเกิดประโยชน เพราะ ผูเรียนตองศึกษาดวยตนเองเปนสวนใหญ ถาผูเรียนอานไมได ก็ไมสามารถใชแบบฝกไดดวย ตนเอง ครูตองคอยชวยเหลือ ทําใหไมเกิดผลดีนัก ควรเรียนรูดวยวิธีอื่นจะเหมาะสมกวา 3) การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการ เรียนรูใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยและในกลุมสาระการเรียนรู อื่นๆ ตอไป ผูเรียนไดรับการแกปญหาที่ถูกทาง และเพิ่มทักษะเฉพาะดานที่เปนปญหาของผูเรียน ใหสูงขึ้น 3.2 ขอเสนอแนะในการวิจัยขั้นตอไป 1) การศึกษาในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อใชแกปญหาการเรียนรู ใหกับผูเรียนในเนื้อหาตางๆ ในกลุมสาระการเรียนรูอื่นๆตอไป 2) ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการอานและการเขียนโดยใชการวิจัยประเภทอื่นๆ เชน การทดลองสอนอานและเขียนโดยวิธีอื่นๆ เชน วิธีการใชกิจกรรม เกม เพลง และนิทาน
  • 65.
    ปป บรรณานุกรม กรรณิการ พวงเกษม (2534)การสอนเขียนเรื่องโดยใชจินตนาการทางสรางสรรคใน ระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช กิตติมา ปรีดีดิลก (2529) ทฤษฎีบริหารองคการ กรุงเทพมหานคร ชนะการพิมพ กัลยา ยวนมาลัย (2539) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร โกวิท ประวาลพฤกษ และคณะ(2520) การประเมินผลแนวใหม คูมือสําหรับครูประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร องคการสงเคราะหทหารผานศึก กรมวิชาการ (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว ----------. (2544) คูมือการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย กรุงเทพมหานคร องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.) คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, สํานักงาน (2543) ปฎิรูปการเรียนรูผูเรียนสําคัญที่สุด พิมพครั้งที่ 4 กรุงเทพมหานคร คุรุสภา จรัส โพธิจันทร (2531) “ความพึงพอใจในการทํางานของอาจารยวิทยาลัยพยาบาลใน ภาคเหนือ” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนคริทรวิโรฒ จํานง โปธาเกี๋ยง (2538) “การใชแบบฝกการเขียนสะกดคํายากเพื่อการสอนซอมเสริมสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ชโลบล ทัศวิล (2541) “ผลการใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคทางภาษาไทยสําหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การ ประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ฐะปะนีย นาครทรรพ (2539) “การสอนทักษะเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอนชุด การสอนภาษาไทย หนวยที่ 6 หนาที่ 351-365 นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ดนยา วงศธนะชัย (2542) การอานเพื่อชีวิต (Reading for Life) หนา 20 – 30 พิษณุโลก สถาบันราชภัฎพิบูลสงคราม คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร ดวงคิด วงศภักดิ์ (2539) “การพัฒนาชุดฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ สําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 2 ที่ใชภาษาไทยเปนภาษาที่2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตร
  • 66.
    ผผ มหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ทิพยสุดาจงกล (2541) “การพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการเขียนสะกดคํายากวิชา ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นภดล จันทรเพ็ญ (2535) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร ตนออ นภาลัย สุวรรณธาดา (2539) “หนวยที่ 3 กระบวนการเขียนเชิงปฏิบัติการ” ในเอกสารการสอน ชุดวิชาการใชภาษาไทย (ฉบับปรับปรุง) นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร นิตยา เดชแล (2540) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอานเพื่อจับใจความและความคงทนในการ เรียนรูวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ระหวางการสอนแบบกลุมเพื่อนชวยเพื่อน และการสอนปกติ โรงเรียนวังนอยวิทยาภูมิ จังหวัดอยุธยา” วิทยานิพนธปริญญา มหาบัณฑิต สาขา การประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม นิตยาวดี คงไพฑูรย (2542) “การพัฒนาแบบฝกการเขียนเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรคของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 กลุมโรงเรียนเขาพนม จังหวัดกระบี่” วิทยานิพนธ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ศึกษาศาสตร(หลักสูตรและการสอน) บัณฑิต วิทยาลัย บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2535) ระเบียบวิจัยทางสังคมศาสตร พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร การพิมพพระนคร บันลือ พฤกษะวัน (2534) มิติใหมในการสอนอาน ภาคปฏิบัติ อันดับที่ 3 การพัฒนาความ พรอมในการอาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช ประภา ตันติวุฒิ (2542) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติในการเขียนเชิงสรางสรรค โดยใช แบบฝกที่สรางจากนิทานพื้นบาน สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปทมา แตงอวบ 2538 “การใชนาฎการเพื่อสรางเจตคติที่ดีในการเรียนวรรณดคีไทย เรื่อง ขุนชาง ขุนแผน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนวัดพุทธบูชา กรุงเทพมหานคร” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผะอบ โปษกฤษณ (2544) ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย พิมพครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร อักษรพิทยา
  • 67.
    ฝฝ พิน คงพูล (2535)“ความพึงพอใจตอบทบาทหนาที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการการ ประถมศึกษาจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต” วิทยานิพนธปริญญาคุรุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พรรณี ชูทัย (2522) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร พรรณี ชูทัย เจนจิต (2538) จิตวิทยาการเรียนการสอน กรุงเทพมหานคร ตนออ แกรมมี่ พิยดา วันเพ็ญ (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุม สปช. เรื่อง สิ่งแวดลอม ทางสังคม ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ดวยการสอนโดยใชทักษะกระบวนการ 9 ประการ กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ภูริภัทร ทิศร (2543) “การอานมีประโยชน โปรดมารักการอาน” วารสารวิชาการ 3 , 7 (กรกฎาคม) : 10 – 13 มาลินี เชษฐโชติศักดิ์ (2534) “ปจจัยที่มีผลตอการทําประกันชีวิตในประเทศไทย” วิทยานิพนธ ปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย แมนมาส ชวลิต (2534) กิจกรรมสงเสริมการอาน ในการรณรงคเพื่อสงเสริมนิสัยรักการอาน กรุงเทพมหานคร การศาสนา ยุคล ทองตัน (2533) “ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของขาราชการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร” ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ยุพิน จันทรเรือง (2544) “ทักษะทางภาษาเพื่อพัฒนาปญญา” ใน ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร และการสืบคน คณะมนุษยศาสตร และสังคมศาสตร สถาบันราชภัฎเชียงราย วรรณา แซตั้ง (2541) “การสรางแบบฝกหัดการเขียนสะกดคําสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที่ 1” ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วรรณี โสมประยูร (2542) การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา พิมพครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช วันเพ็ญ เนียมสุข (2538) “การศึกษาผลสัมฤทธิ์และเจตคติตอการเขียนของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปที่ 4 ที่เรียนโดยใชแบบฝกการเขียนเชิงสรางสรรคและแบบฝกการเขียนที่ ครูเปนผูกําหนดเนื้อเรื่อง” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  • 68.
    พพ วัลยา ชางขวัญยืน (2539)“ลักษณะภาษาเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอาน ภาษาไทยหนวยที่ 2 หนา 37– 39 นนทบุรี สาขาศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิชาการ,กรม (2546) การจัดสาระการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 กรุงเทพมหานคร คุรุสภาลาดพราว วิทยา ดํารงเกียรติ (2531) การเขียนในงานสงเสริม เชียงใหม สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแมโจ ศรีรัตน เจิงกลิ่นจันทร (2544) การอานและการสรางนิสัยรักการอาน พิมพครั้งที่ 5 กรุงเทพมหานคร ไทยวัฒนาพานิช ศศิธร อินตุน (2535) “การพัฒนาแบบฝกการอานการจับใจความสําคัญสําหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 3” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม ศิริพร ลิมตระการ (2539) “ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการอาน” ใน เอกสารประกอบการสอนชุด วิชา การอานภาษาไทย หนวยที่ 1 หนา 1-36 นนทบุรี ศึกษาธิการ กระทรวง (2542) การสังเคราะหงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร การศาสนา __________ . (2520) คูมือหนังสือเรียนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 2 เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพสวนทองถิ่น __________ . (2545) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ สมจิตร เสารศรีจันทร (2538) “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการฝกทักษะการเขียนสะกดคํา ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม โดยใชแบบ ฝกทักษะที่สรางขึ้น กับการสอนปกติ” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑ สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สมเดช เจริญชนม (2541) “การเปรียบเทียบความสามารถ และเจตคติที่มีตอการอานภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่เรียนซอมเสริมดวยแบบฝกทักษะการอาน ดานการรูจักคํากับแบบฝกทั่วไป” วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรทราวิโรฒ สมยศ นาวีการ (2534) การบริหารองคกรหรือหนวยงาน พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร บรรณกิจ
  • 69.
    ฟฟ สวนา พรพัฒนกุล (2522)จิตวิทยาทั่วไป กรุงเทพมหานคร แสงรุงการพิมพ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย (2523) วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร วัฒนาพานิช สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (2544) การประเมินผลภาษาไทย กรุงเทพมหานคร สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร อลิสา วานิชดี (2539) “หลักการเขียน” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสาร ธุรกิจ หนวยที่ 2 หนา 35-65 นนทบุรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศิลปะศาสตร อวยพร พานิช (2539) “ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการเขียนเพื่อการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอน ชุดวิชา การเขียนเพื่อการสื่อสารธุรกิจ หนวยที่ 1 หนา 1-34 นนทบุรี สาขาวิชาศิลปะศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อัญชัญ เผาพัฒน (2534) “การพัฒนาบทเรียนเพื่อสงเสริมการสอนอานโดยใชนิทานพื้นบานใน ระดับประถมศึกษาปที่ 2” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม เอกฉัท จารุเมธีชน (2539) การใชภาษาไทย กรุงเทพมหานคร โอเดียนสโตร
  • 70.
  • 71.
    มม แบบฝก การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 นางสุมาลิน ทองเจือ โรงเรียนบานบางจัน
  • 72.
    ยย สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา คํานํา การเรียนการสอนภาษาไทยในชั้นประถมศึกษาปที่ 3 มีจุดเนนที่ผูเรียนจะตองฝก การอานและการเขียนอยางถูกตองมีความแมนยําในหลักเกณฑทางภาษาเพื่อใชเปน ทักษะพื้นฐานในการเรียนรูในชั้นตอๆ ไป พฤติกรรมของผูเรียนในชั้นประถมศึกษาปที่ 3สวนใหญพบวาชอบทําแบบฝกหัด และมักจะแขงขันการนับคะแนนที่ไดจากการทําแบบฝกหัดถูกตองวาใครทําไดถูกตอง มากนอยกวากัน แบบฝกหัดนาจะเปนแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนาผูเรียนได จากการประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนที่ผานมาพบปญหาดานการอานและ เขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ผูสอนจึงคิดคนวิธีการแกปญหาดังกลาวโดยใช แบบฝก สุมาลิน ทองเจือ
  • 73.
    รร คําชี้แจง แบบฝกหัดการอานและเขียนคําที่ใชใชบรร รร(ร หัน)และ บัน ชั้นประถมศึกษาป ที่ 3 ไดจัดทําขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ให ผูเรียนไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลิน สนองพฤติกรรมของผูเรียนที่ชอบทําแบบฝกหัด แบบฝกฉบับนี้ประกอบดวยเนื้อหาความรูหลักเกณฑการอานคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันการเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันจํานวน 13 แบบฝก คําแนะนําในการใชแบบฝก 1. ครูควรเตรียมอุปกรณในการฝกใหพรอม เชน แบบฝก/แบบบันทึกพฤติกรรม การอาน 2. ครูควรอธิบายใหนักเรียนทราบจุดประสงคของการฝกแตละครั้งและให นักเรียนไดเห็นประโยชนที่นักเรียนจะไดรับจากการใชแบบฝกฉบับนี้ 3. ในการฝกครูควรใหนักเรียนมีสวนรวมมากที่สุด เชน รวมเฉลยคําตอบ/ พฤติกรรมการฝกอาน 4. ครูสามารถจัดกิจกรรมการฝกไดทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน 5. กอนฝกในแตละแบบฝก ควรมีการทดสอบกอนฝก บันทึกพฤติกรรมการ อาน และหลังจากทําแบบฝกจนเกิดทักษะแลว ควรมีการทดสอบหลังเรียน อีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบถึงพัฒนาการของผูเรียนกอนและหลังฝก
  • 74.
    ลล ขั้นตอนการฝก 1. ทดสอบกอนเรียน 2. อานเนื้อหาคําที่ใชบรร รร (ร หัน) 3. ฝกอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 4. ทําแบบฝก 5. อานเนื้อหาคําที่ใช บัน 6. ฝกอานคําที่ใชบัน 7. ทําแบบฝก 8. ทดสอบหลังเรียน
  • 75.
    วว แบบทดสอบกอนเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 5. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
  • 76.
    ศศ 8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก.บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก 10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
  • 77.
    ษษ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. บอกลักษณะของคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บันได 2. อานออกเสียงคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และบันได 3. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง
  • 78.
    สส สาระความรู การอานคําที่มี รร (รหัน) รร เรียกกวา ร หัน เมื่อผสมกับพยัญชนะมีหลักการในการอานดังนี้ 1. เมื่ออยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน (รร เปลี่ยนรูปเปนไมหันอากาศ และ น เปนตัวสะกด) เชน กรร อานวา กัน เชน กรรเชียง บรร อานวา บัน เชน บรรจง 2. เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน (ม สะกด จึงออกเสียง มะ) สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง (พ สะกด จึงออกเสียง พะ) 3. ยกเวนตัวสะกดมีไมทัณฑฆาตกํากับอยู ใหอานออกเสียง อัน ตามเดิม เชน สรรค อานวา สัน ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
  • 79.
    หห ฝกอานคําที่มี บรร ,รร (ร หัน) เมื่อ รร อยูหลังพยัญชนะตน ใหอานออกเสียง อัน ดังนี้ กรรไกร อานวา กัน-ไกร บรรทัด อานวา บัน-ทัด กรรเชียง อานวา กัน-เชียง บรรทุก อานวา บัน-ทุก กรรโชก อานวา กัน-โชก บรรพต อานวา บัน-พต จรรยา อานวา จัน-ยา บรรยาย อานวา บัน-ยาย จรรโลง อานวา จัน-โลง บรรเลง อานวา บัน-เลง จัดสรร อานวา จัด-สัน พรรษา อานวา พัน-สา จํานรรจา อานวา จํา-นัน-จา มรรยาท อานวา มัน-ยาด บรรจง อานวา บัน-จง สรรเสริญ อานวา สัน-เสิน บรรจบ อานวา บัน-จบ หรรษา อานวา หัน-สา บรรจุ อานวา บัน-จุ อรรณพ อานวา อัน-นบ เมื่อมีตัวสะกด ใหอานออกเสียง อะ ผสมเสียงตัวสะกด เชน (ยกเวนบางคํายังคง อานออกเสียง อัน เชนคําที่ตัวสะกด มีทัณฑฆาตกํากับอยูเปนตน) กรรมกร อานวา กํา-มะ-กอน รัฐธรรมนูญ อานวา รัด-ถะ-ทํา-มะนูน กรรมการ อานวา กํา-มะ-กาน วรรณคดี อานวา วัน-นะ-คะ-ดี ดึกดําบรรพ อานวา ดึก-ดํา-บัน สรรพสิ่ง อานวา สับ-พะ-สิ่ง ธรรมชาติ อานวา ทํา-มะ-ชาด สรางสรรค อานวา สาง-สัน ธรรมดา อานวา ทํา-มะ-ดา สวรรค อานวา สะ-หวัน ผิวพรรณ อานวา ผิว-พัน สุวรรณภูมิ อานวา สุ-วัน-นะ-พูม พระขรรค อานวา พระ-ขัน มหัศจรรย อานวา มะ-หัด-สะ-จัน มีครรภ อานวา มี-คัน อัศจรรย อานวา อัด-สะ-จัน
  • 80.
    ฬฬ แบบฝกที่ 1 ใหนักเรียนฝกการเขียนสะกดคําและแจกลูกจากคําตอไปนี้ 1. กรรอานวา ................................................................ 2. ขรร อานวา ................................................................ 3. ครร อานวา ................................................................ 4. สรร อานวา ................................................................ 5. จรร อานวา ................................................................ 6. บรร อานวา ................................................................ 7. พรร อานวา ................................................................ 8. มรร อานวา ................................................................ 9. วรร อานวา ................................................................ 10. หรร อานวา ................................................................
  • 81.
    ออ แบบฝกที่ 2 เขียนคําอานคําที่มี รร(ร หัน) ที่กําหนดให ใหถูกตอง 1. หรรษา ..................................................................................... 2. ธรรม ..................................................................................... 3. บรรยาย ..................................................................................... 4. สรรเสริญ ..................................................................................... 5. มรรยาท ..................................................................................... 6. วัฒนธรรม ..................................................................................... 7. วรรณคดี ..................................................................................... 8. ธรรมชาติ ..................................................................................... 9. กระทรวงธรรมการ ..................................................................................... 10. หฤหรรษ ..................................................................................... 11. พระขรรค ..................................................................................... 12. ทรงครรภ ..................................................................................... 13. ยุติธรรม ..................................................................................... 14. อนิจกรรม ..................................................................................... 15. หัตถกรรม ..................................................................................... 16. สวรรค ..................................................................................... 17. ธรรมดา ..................................................................................... 18. กรรมการ ..................................................................................... 19. บรรทุก ..................................................................................... 20. กรรเชียง .....................................................................................
  • 82.
    ฮฮ แบบฝกที่ 3 เขียนคําที่มี รร(ร หัน) ตามเสียงอาน ใหถูกตอง คําอาน คํา 1 หะ – รึ– หัน 2 จํา – นัน – จา 3 บัน –ทัด 4 ทํา 5 พระ –ขัน 6 ซง – คัน 7 ยุด – ติ –ทํา 8 อะ – นิด –จะ –กํา 9 สัน – เสิน 10 หัด – ถะ – กํา 11 สะ – หวัน 12 กํา – มะ – กาน 13 บัน –ทุก 14 มัน – ยาด 15 วัด – ทะ – นะ – ทํา 16 ทํา – มะ – ดา 17 กัน –เชียง 18 วัน – นะ – คะ – ดี 19 บัน –ยาย 20 ทํา – มะ – ชาด
  • 83.
    กกก คําอาน คํา 21 บัน–ดา – สัก 22 อะ – นิด –จะ –กํา 23 ซง – ทํา 24 บัน –ทม 25 อา – ทัน 26 บัน –ไล 27 แพร – พัน 28 เวน – กํา 29 สิน – ละ – ปะ – กํา 30 ผิว – พัน 31 คํา –สับ – พะ – นาม 32 รัด – ถะ – ทํา –มะ – นูน 33 บัน –จง 34 บัน –ยา – กาด 35 บัน –ยาย
  • 84.
    ขขข แบบฝกที่ 4 ทําเครื่องหมา Xขอที่ ร ไมใช ร หัน 1. ก. ทรงครรภ ข. รัชสมัย ค. สวรรค ง. ธรรมดา 2. ก. บรรยาย ข. พรรษา ค. ระยา ง. กรรมการ 3. ก. รวดเร็ว ข. เวรกรรม ค. สรรเสริญ ง. อาธรรม 4. ก. รวบรัด ข. พระธรรม ค. รัฐธรรมนูญ ง. ธรรมดา 5. ก. ยุติธรรม ข. รุงเรือง ค. บรรทม ง. บรรทุก 6. ก. จํานรรจา ข. อนิจกรรม ค. มรรยาท ง. รวบรวม 7. ก. บรรลัย ข. หัตถกรรม ค. บรรดาศักดิ์ ง. เหรียญ 8. ก. หฤหรรษ ข. แพรพรรณ ค. แรงงาน ง. กรรเชียง 9. ก. พระขรรค ข. วรรณคดี ค. ระเบียง ง.บรรณานุกรม 10. ก. ธรรมชาติ ข. รัฐบาล ค. วัฒนธรรม ง. บรรพบุรุษ ใหนักเรียนฝกเขียนคําอานตอไปนี้ คําอาน คําเขียน 1. บัน –ทัด บรรทัด 2. บัน –ทุก ................................................. 3. บัน –เทา ................................................. 4. บัน –จุ ................................................. 5. บัน –จง ................................................. 6. บัน –จบ ................................................. 7. บัน –เลง ................................................. 8. บัน –ยาย ................................................. 9. บัน –ดา ................................................. 10. กัน –ไกร .................................................
  • 85.
    คคค แบบฝกที่ 5 นําความหมายทางขวามือ มาเติมลงหนาขอความใหถูกตองสัมพันธกัน 1...................... สีของผิว ชนิด ธรรมดา 2. ..................... อยูประจําที่วัดชวง 3 เดือนในฤดูฝน ศิลปกรรม 3. ..................... กิริยาวาจา มีความหมายวาเรียบรอย ครรภ 4. ..................... อาการหรือความเปนไปแหงธรรมชาติ ธรรมชาติ 5. ..................... ทอง พรรณ 6. ..................... สิ่งที่เกิดมีและเปนอยูตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ จําพรรษา ภาพภูมิประเทศ 7. ..................... สิ่งที่เปนศิลปะ สิ่งที่ผิดสรางขึ้นเปนศิลปะ วัฒนธรรม 8. ..................... ยกยอง พระขรรค 9. ..................... สิ่งที่ทําใหเกิดความเจริญงอกงามแกหมูคณะ มรรยาท 10. ..................... ดาบ หอก มีด อาวุธคลายหอกแตดามสั้น สรรเสริญ ตอนที่ 2 เติมคํา รร (ร หัน) ในชองวางใหถูกตอง 1. ........................ดาศักดิ์ 11. อา........................ 2. อนิจ........................ 12. ..........................จุ 3. ทรง........................ 13. คํา.....................นาม 4. ..........................ทม 14. รัฐ.....................นูญ 5. จํา.......................จา 15. ..........................จง 6. ...........................ลัย 16. ..........................ยากาศ 7. แพร....................... 17. ...........................ยาย 8. เวร......................... 18. ...........................บุรุษ 9. ศิลป.................... 19. ...........................เลง 10. ผิว....................... 20. ............................ณานุกรม
  • 86.
    งงง แบบฝกที่ 6 หาคําที่มีความหมาย รร(ร หัน) ไมมีตัวสะกด และคํา รร(ร หัน) มีตัวสะกดมาเติม ตามปายที่กําหนดใหในตารางอยางละ 5 คํา คํา รร (ร หัน)ไมมีตัวสะกด คํา รร (ร หัน) มีตัวสะกด 1. ...................................................... 1. ...................................................... 2. ...................................................... 2. ...................................................... 3. ...................................................... 3. ...................................................... 4. ...................................................... 4. ...................................................... 5. ...................................................... 5. ......................................................
  • 87.
    จจจ แบบฝกที่ 7 นักเรียนโยงเสนคําที่มี รร(ร หัน) กับคําอานใหถูกตอง 1. จํา – นัน –จา ก. ธรรมดา 2. ทํา – มะ – ดา ข. บรรทัด 3. กํา – มะ – กาน ค. จํานรรจา 4. บัน – ทัด ง. กรรมการ 5. กัน – ไกร จ. บรรยาย 6. เวน – วัก ฉ. เวนวรรค 7. บัน – ยาย ช. กรรไกร
  • 88.
    ฉฉฉ แบบฝกที่ 8 ตอนที่ 1ใหนักเรียนเลือกคํา * ที่มีความหมายสัมพันธกับคําหรือขอความตอไปนี้ บรรจุ บรรทัด บรรทุก บรรเทา บรรดา บรรยาย บรรเลง 1. ไม ...........................อันนี้หัก 2. รถ ..........................ขนของหนักเกินไป 3. ............................นักเรียนกําลังฟงคํา ..........................ของครู 4. อยาซื้อยา..........................ปวดมากินเอง 5. มีการ ......................เพลงชาติที่หนาเสาธง ตอนที่ 2 นักเรียนเขียนคําที่มี รร (ร หัน) ในประโยคตามเสียงอานใหถูกตอง 1. พอซื้อบาน.......................ในเมือง (จัด –สัน) 2. เทวดาอยูบน.......................(สะ – หวัน) 3. โดเรมอนมีของนา..........................มากมายในกระเปา (อัด – สะ –จัน) 4. ฉันชอบไปเที่ยวน้ําตกดู ..............................(ทํา – มะ – ชาด) 5. ครูพานักเรียนไปแหเทียนในวัน ............................(เขา – พัน – สา) 6. ครูใหนักเรียนคัดลายมือดวยตัว.........................เต็มบรรทัด (บัน – จง) 7. นักดนตรี.........................เพลงสรรเสริญพระบารมี (บัน – เลง) 8. .............................เปนคําสั่งสอนของพระพุทธเจา (พระ – ทํา) 9. ทุกคนที่มางานเลี้ยงฉลองตางสุขสันต ..........................กันทั่วหนา (หัน – สา) 10. สามี ..........................คูนี้ชวยกันทํามาหากินจนร่ํารวย (พัน – ระ – ยา)
  • 89.
    ชชช สาระความรู คําไทยที่ใช “บัน” นําหนา บันดาลลงบันไดบันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง บันโดยบันโหยไห บันเหินไปจากรวงรัง บันทึงถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแตงตน คําบันนั้นฉงน ระวังปนกับ “ร –หัน” ฝกอานคําที่ใช บัน บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
  • 90.
  • 91.
    ฌฌฌ แบบฝกที่ 10 ใหนักเรียนคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 1จบ และครึ่งบรรทัด 1 จบ บันดาลลงบันได บันทึกใหดูจงดี รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ใหนักเรียนแตงประโยคจากคําที่กําหนดให บันดาล บันได บันทึก บันเทิง บันลือ .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................................
  • 92.
    ญญญ แบบฝกที่ 11 การใช บัน,รร(ร หัน) บ.......เทิง บ..........พชา บ.......ได บ.......ลือ ค........ชิต บ.........ทัดฐาน บ........ดาล บ..........ทึก บ.......ทุก พระข...........ค ไอศว..........ย ศตว.......ษ อาถ..........พณ บ........จถรณ พี่ขาหนูอยากกินทอฟฟจังเลย พี่ชวยเติม รร (ร หัน) หรือ _ัน ลงในทอฟฟหนอย ซิคะ
  • 93.
    ฎฎฎ แบบฝกที่ 12 จงเขียนเครื่องหมาย (ü)ไวหลังคําที่เขียนถูก และเติมเครื่องหมายผิด ( X) ไวหลังคํา ที่เขียนผิด คําแนะนํา ถาเด็กไมสามารถทําได ควรใหยอนกลับไปดูเรื่อง ฝกอาน – ฝกเขียน คําที่ใช บัน ซึ่งในปจจุบันมีใชอยู 5 คํา ดังนั้น คําอื่น ๆ ตองใช บรร จึงจะถูกตอง บรรจง.................. บันจง ...................... บรรพต................... บันพ................. บรรจบ................. บันจบ ...................... บรรพบุรุษ............. บันพบุรุ............ บรรจุ.... ............... บันจุ ....................... บรรยง .................. บันยง................. บรรเจิด ............... บันเจิด...................... บรรยากาศ............ บันยากาศ.......... บรรณาการ.......... บันณาการ............... บรรยาย................. บันยาย................ บรรณาธิการ....... บันณาธิการ............. บรรลัย.................. บันลัย................. บรรณารักษ......... บันณารักษ............... บรรลุ.................... บันลุ.................. บรรดา................. บันดา....................... บรรเลง................. บันเลง................ บรรทม................ บันทม..................... บรรหาร............... บันหาร............... บรรทัด................ บันทัด..................... บรรดาล............... บันดาล.............. บรรทุก................ บันทุก..................... บรรได................. บันได................ บรรเทา............... บันเทา.................... บรรทึก................ บันทึก............... บรรพชา.............. บันพชา.................. บรรเทิง............... บันเทิง.............. บรรพชิต.............. บันพชิต................. บรรลือ................ บันลือ...............
  • 94.
    ฏฏฏ แบบฝกที่ 13 ทําเครื่องหมาย üหนาคําที่เขียนถูกตอง และ Xหนาคําที่เขียนไมถูกตอง 1. .....................บันทม ....................บรรทม 2. .....................บันทึก ....................บรรทึก 3. .....................บันยากาศ ....................บรรยากาศ 4 ......................บันเทา ....................บรรเทา 5 ......................บันโดย ....................บรรโดย 6 ......................บันจง ....................บรรจง 7. ......................บันจุ ....................บรรจุ 8. ......................บัณณาการ ....................บรรณาการ 9. ......................บันดาล ....................บรรดาล 10. ......................บันดาศักดิ์ ....................บรรดาศักดิ์ 11. ......................บันณารักษ ....................บรรณารักษ 12. ......................บันณาธิการ ....................บรรณาธิการ 13. ......................บันทัด ....................บรรทัด 14. .......................บันได ....................บรรได 15. .......................บันจบ ....................บรรจบ 16. .......................บันเลง ....................บรรเลง 17. .......................บันเทิง ....................บรรเทิง 18. .......................บันทุก ....................บรรทุก 19. .......................บันลือ ....................บรรลือ 20. .......................บันณานุกรม ....................บรรณานุกรม 21. .......................บันพบุรุษ ....................บรรพบุรุษ 22. .......................บันจถรณ ....................บรรจถรณ 23. .......................บันพชา ....................บรรพชา 24. .......................บันพต ....................บรรพต 25. ....................... บันพชิต ....................บรรพชิต
  • 95.
    ฐฐฐ แบบทดสอบหลังเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 5. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 6. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
  • 96.
    ฑฑฑ 9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก.บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง 10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
  • 97.
    ฒฒฒ เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน 1. ค. 6.ก. 2. ก. 7. ก. 3. ค. 8. ก. 4. ก. 9. ค. 5. ข. 10. ข. แบบฝกที่ 1 กรร อานวา กัน ขรร อานวา ขัน ครร อานวา คัน สรร อานวา สัน จรร อานวา จัน บรร อานวา บัน พรร อานวา พัน มรร อานวา มัน วรร อานวา วัน หรร อานวา หัน แบบฝกที่ 2 1. พัน –สา 2. ทํา 3. บัน – ยาย 4. สัน –เสิน 5. มัน – ยาด 6. วัด – ทะ – นะ - ทํา 7. วัน – นะ – คะ ดี 8. ทํา – มะ – ชาด 9. กระ – ซวง –ทํา – มะ – กาน 10. หะ – รึ – หัน 11. พระ – ขัน 12. ซง – คัน 13. ยุด –ติ – ทํา 14. อะ – นิด – จะ – กํา 15. หัด – ถะ –กํา 16. สะ – หวัน 17. ทํา –มะ – ดา 18. กํา – มะ –กาน 19. บัน – ทุก 20. กัน –เชียง
  • 98.
    ณณณ แบบฝกที่ 3 1. หฤหรรษ2. จํานรรจา 3. บรรทัด 4. ธรรมะ 5. พระขรรค 6. ทรงครรภ 7. ยุติธรรม 8. อนิจกรรม 9. สรรเสริญ 10. หัตถกรรม 11. สวรรค 12. กรรมการ 13. บรรทุก 14. มรรยาท 15. วัฒนธรรม 16. ธรรมดา 17. กรรเชียง 18. วรรณคดี 19. บรรยาย 20. ธรรมชาติ 21. บรรดาศักดิ์ 22. อนิจกรรม 23. ทรงธรรม 24. บรรทม 25. อาธรรม 26. บรรลัย 27. แพรพรรณ 28. เวรกรรม 29. ศิลปกรรม 30. ผิวพรรณ 31. คําสรรพนาม 32. รัฐธรรมนูญ 33. บรรจง 34. บรรยากาศ 35. บรรยาย แบบฝกที่ 4 1. ข 2. ค 3. ก 4. ก 5. ข 6. ง 7. ง 8. ค 9. ค 10. ข 1. บรรทัด 6. บรรจบ 2. บรรทุก 7. บรรเลง 3. บรรเทา 8. บรรยาย 4. บรรจุ 9. บรรดา 5. บรรจง 10. กรรไกร แบบฝกที่ 5 1. พรรณ 2. จําพรรษา 3. มรรยาท 4. ธรรมดา 5. ครรภ หรือ ธรรม 6. ธรรมชาติ 7. ศิลปกรรม 8. สรรเสริญ 9. วัฒนธรรม 10. พระขรรค
  • 99.
    ดดด ตอนที่ 2 1. บรรดาศักดิ์2. อนิจกรรม 3. ทรงธรรม 4. บรรทม 5. จํานรรจา 6. บรรลัย 7. แพรพรรณ 8. เวรกรรม 9. ศิลปกรรม 10. ผิวพรรณ 11. อาธรรม 12. บรรจุ 13. คําสรรพนาม 14. รัฐธรรมนูญ 15. บรรจง 16. บรรยากาศ 17. บรรยาย 18. บรรพบุรุษ 19. บรรเลง 20. บรรณานุกรม แบบฝกที่ 6 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 7 1. ค 2. ก 3. ง 4. ข 5. ช 6. ฉ 7. จ แบบฝกที่ 8 ตอนที่ 1 1. บรรทัด 2. บรรทุก 3. บรรดา, บรรยาย 4. บรรเทา 5. บรรเลง
  • 100.
    ตตต ตอนที่ 2 1. จัดสรร6. บรรจง 2. สวรรค 7. บรรเลง 3. อัศจรรย 8. พระธรรม 4. ธรรมชาติ 9. หรรษา 5. เขาพรรษา 10. ภรรยา แบบฝกที่ 9 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 10 ครูตรวจเฉลย แบบฝกที่ 11 1. บันได 8. ครรชิต 2. บันเทิง 9. พระขรรค 3. บันทึก 10. ศตวรรษ 4. บันลือ 11. บรรทัดฐาน 5. บันดาล 12. บรรจถรณ 6. บรรพชา 13. อาถรรพณ 7. ไอศวรรย 14. บรรทุก
  • 101.
    ถถถ แบบฝกที่ 12 เฉลยคําที่ถูกคือ บรรจง –บรรจบ–บรรจุ –บรรเจิด– บรรณาการ – บรรณาธิการ – บรรณารักษ- บรรดา บรรทม –บรรทัด – บรรทุก – บรรเทา – บรรพชา – บรรพชิต –บรรพต – บรรพบุรุษ บรรยง – บรรยากาศ –บรรยาย – บรรลัย – บรรลุ– บรรเลง – บรรหาร – และ บันดาล บันได– บันทึก –บันเทิง – บันลือ แบบฝกที่ 13 1. X, ü 2. ü, X 3. X, ü 4. X, ü 5. ü, X 6. X, ü 7 X, ü 8. X, ü 9. ü, X 10. X, ü 11. X, ü 12. X, ü 13. X, ü 14. ü, X 15. X, ü 16. X, ü 17. ü, X 18. X, ü 19. ü, X 20. X, ü 21. X, ü 22. X, ü 23. X, ü 24. X, ü 25. X, ü แบบทดสอบหลังเรียน 1. ค. 6. ข. 2. ก. 7. ก. 3. ค. 8. ค. 4. ก. 9. ข. 5. ก. 10. ก.
  • 102.
    ททท แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรรรร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เวลา 1 ชั่วโมง ********************************************************************* แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑการอานที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง การ ฝกอานอยางสม่ําเสมอชวยใหอานไดถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษการใชภาษาในภาษาไทย รูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. บอกลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ได 2. อานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง สาระการเรียนรู ลักษณะของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) การอานออกเสียงคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูนําบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) มาใหนักเรียน อานที่ละคํา ( โดยไมตองชี้แนะ ) 2. ครูนําอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จาก บัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตองหรือไม / ทําไมถึง อานอยางนั้น ขั้นการเรียนรู 1. ครูอานบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ใหนักเรียนฟงที่ ละคํา แลวใหนักเรียนอานตาม 2. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ 3. ครูรวมสรุปความรูที่นักเรียนอาน ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัตรคําที่ ละคํา ( ตามความเขาใจของตนเอง ) 2. นักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัตรคําที่นักเรียนอานวาอานถูกตอง หรือไม / เหตุผลที่อานอยางนั้น ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนอานออกเสียงบัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ตามครู 2. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ 3. นักเรียนรวมสรุปความรูที่อาน ขั้นสรุป 1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน 2. นักเรียนทําแบบฝกที่ 1 , 2
  • 103.
    ธธธ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผลชิ้นงานของผูเรียน 1. บัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ชั้นประถมศึกษา ปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 1 , 2 1. แบบฝกที่ 1 2. แบบฝกที่ 2 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... .
  • 104.
    นนน แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรรรร (ร หัน) และบัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 เวลา 1 ชั่วโมง ********************************************************************* แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑการเขียนที่ถูกตองตามหลักเกณฑทางภาษา ชวยใหผูเรียนเขียนไดอยางถูกตอง การ ฝกเขียนอยางสม่ําเสมอชวยใหเขียนไดถูกตอง และเกิดความมั่นใจ เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กันอีกครั้ง 2. ครูรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่นักเรียนอาน ขั้นการเรียนรู 1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม 2. ครูแจกบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)ใหนักเรียนกลุม ละ 1 ชุด ใหฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกัน ในกลุมโดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที 3. ครูเก็บบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)จากนักเรียนแต ละกลุม 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) จากบัญชีคําที่ครูแจกใหศึกษา โดยครู ใหเขียนตามคําบอกในกระดานดํา และมีกติกาวา ผูเขียนที่ออกมาเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใด เขียนไดถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานสาระความรูในแบบฝกหนาที่ โดยอานออกเสียงพรอมๆ กัน 2. นักเรียนรวมอภิปรายสรุปสาระความรูที่อาน ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนแบงกลุมเปน 2 กลุม 2. นักเรียนรับบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน)กลุมละ 1 ชุด ฝกอานและจําลักษณะการเขียนคํารวมกันในกลุม โดยใหเวลาศึกษากลุมละ 15 นาที 3. นักเรียนทั้ง 2 กลุม คืนบัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ใหคุณครู 4. นักเรียนแตละกลุมแขงขันการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ตามคําบอกของครูในกระดานดํา โดยผูเขียนที่ ออกไปเขียนคําแตละคําตองไมซ้ํากัน กลุมใดเขียนได ถูกตองมากกวากลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 3 , 4
  • 105.
    บบบ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผลชิ้นงานของผูเรียน 1. บัญชีคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. เกมแขงขันเขียนคํา 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ชั้นประถมศึกษาป ที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 3 , 4 1. แบบฝกที่ 3 2. แบบฝกที่ 4 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
  • 106.
    ปปป แผนการจัดการเรียนรู โดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรรรร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การฝกอานและการเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมายของคํา ที่ใช บรร รร (ร หัน) แตละคํา ชวยใหผูเรียนอานและเขียนไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใช ภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม 2 กลุม 2. ครูแจกบัตรคําใหนักเรียนกลุมละ 1 ชุด 3. ครูใหนักเรียนเลนเกมคูฉันอยูไหน โดยใหนักเรียน จับคูบัตรคําใหตรงกับความหมายของคํา กลุมใดจับคู ไดเสร็จกอนและถูกตองมากที่สุดเปนผูชนะ ขั้นการเรียนรู 1. ครูใหนักเรียนรวมอภิปรายเกี่ยวกับเกมที่เลนวาให ประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกันอยางไรระหวาง การเรียนรูถึงความหมายของคําและการเขียนคํา 2. ครูสรุปใหนักเรียนฟงสั้นๆ อีกครั้ง ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม ( จํานวนเทาๆ กัน ) 2. นักเรียนรับบัตรคํากลุมละ 1 ชุด 3. นักเรียนฟงกติกาการเลนเกมคูฉันอยูไหน และเริ่ม เลนเมื่อครูใหสัญญาณ ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนรวมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เกมที่เลนวาใหประโยชนอยางไร มีความสัมพันธกัน อยางไรระหวางการเรียนรูถึงความหมายของคําและการ เขียนคํา 2. นักเรียนฟงสรุปสาระความรูจากการเลนเกม ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 5 , 6 , 7 , 8
  • 107.
    ผผผ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผลชิ้นงานของผูเรียน 1. บัตรคําที่ใช บรร รร (ร หัน) 2. เกมคูฉันอยูไหน 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใชบรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การรวมอภิปราย แสดงความคิดเห็น - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 5 , 6 ,7 , 8 1. แบบฝกที่ 5 2. แบบฝกที่ 6 3. แบบฝกที่ 7 4. แบบฝกที่ 8 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
  • 108.
    ฝฝฝ แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การเรียนรูหลักเกณฑทางภาษาเกี่ยวกับการใช บัน อยางถูกตอง รวมทั้งการฝกการอานและเขียนอยาง สม่ําเสมอ จะ ชวยใหผูเรียนอานไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการ อนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บัน ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บัน กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจาก สาระความรูในแบบฝกหนาที่ .... ขั้นการเรียนรู 1. ครูแบงนักเรียนเปน 2 กลุม ใหแตละกลุมสงตัวแทน ออกมาเขียนคําที่ใช บัน ที่ปรากฏในแผนภูมิ ( กาพย ) ใหไดมากที่สุด กลุมใดเสร็จกอนและไดจํานวนคํามาก ที่สุดกลุมนั้นชนะ 2. ครูสนทนากับนักเรียนถึงความหมายของคําที่ใช บัน ทั้ง 13 คํา 3. ครูชี้แนะใหนักเรียนสังเกตวาถาจํากาพยบทนี้ได นักเรียนก็จะเขียนคํา บัน ไดถูกคํา นอกจากนั้นก็จะ เปน บรร ใหพยายามทองกาพยบทนี้ใหได ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนอานคําไทยที่ใช บัน นําหนาจากสาระ ความรูในแบบฝกหนาที่ .... พรอมกัน ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนแบงกลุม 2 กลุม แตละกลุมสงตัวแทน ออกมาเขียนคําที่ใช บัน 2. นักเรียนรวมสนทนาถึงความหมายของคําที่ใช บัน ทั้ง 13 คํา 3. นักเรียนฟงคําชี้แนะและรวมสังเกตกาพยที่อาน ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 9 , 10
  • 109.
    พพพ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผลชิ้นงานของผูเรียน 1. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ชั้น ประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การอาน - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การอาน - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน - แบบฝกที่ 1 , 2 1. แบบฝกที่ 9 2. แบบฝกที่ 10 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
  • 110.
    ฟฟฟ แผนการจัดการเรียนรูโดย ใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร รร(รหัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 เวลา 1 ชั่วโมง ************************************************************************ แนวคิด การฝกอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน อยางสม่ําเสมอ และเรียนรูเกี่ยวกับความหมาย ของคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน แตละคํา จะชวยใหผูเรียนอาน , เขียน และใชคํา บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดอยางถูกตอง ชัดเจนและเกิดความมั่นใจในการใชภาษามากขึ้น เปนการอนุรักษภาษาไทยรูปแบบหนึ่ง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน ไดถูกตอง สาระการเรียนรู การอานและเขียนคําที่ใช บรร รร (ร หัน) และ บัน กระบวนการจัดการเรียนรู บทบาทครู บทบาทนักเรียน ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูใหนักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” จากแผนภูมิเพลง พรอมทําจังหวะประกอบโดยครูรอง นํา ขั้นการเรียนรู 1. ครูสรุปความรูจากเนื้อเพลงใหนักเรียนฟงวา คําที่ใช บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง, บันลือ 2. ครูใหนักเรียนแบงเปน 2 กลุม 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน กลุมใดเสร็จกอน ถูกตองมากที่สุด กลุมนั้นชนะ ขั้นสรุป 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนรองเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” จากแผนภูมิเพลงตามครู พรอมทําจังหวะประกอบ ขั้นการเรียนรู 1. นักเรียนฟงสรุปความรูจากเนื้อเพลง คําที่ใช บัน ที่ใชอยูเปนประจํามีอยู 5 คํา คือ บันดาล , บันได , บันทึก , บันเทิง , บันลือ 2. นักเรียนแบงเปน 2 กลุม 3. นักเรียนแตละกลุมแขงขันกันเขียนคําที่ใช บัน ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบฝกที่ 11 , 12 , 13
  • 111.
    ภภภ สื่อการเรียน วิธีการประเมินผล เครื่องมือการประเมินผลชิ้นงานของผูเรียน 1. แผนภูมิเพลง การใช “บัน น หนู สะกด” 2. เกมแขงขันเขียนคํา 3. แบบฝกการอานและ เขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน ) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 1. สังเกต - การรองเพลง - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. ตรวจผลงาน 1. แบบสังเกต - การรองเพลง - การเลนเกม ( เนนคุณธรรมการ ปฏิบัติตามกติกา / ความรวมมือในหมู คณะ/การยอมรับ ความสามารถของ ผูอื่น / ชื่นชมยินดี) - การปฏิบัติงาน ระหวางเรียน 2. แบบฝกที่ 11 , 12 , 13 1. แบบฝกที่ 11 2. แบบฝกที่ 12 3. แบบฝกที่ 13 บันทึกผลการจัดการเรียนรู ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................. ขอเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................
  • 112.
    มมม ภาคผนวก 2 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย - แบบประเมินแบบฝกฯโดย ผูเชี่ยวชาญ - แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรูโดย ผูเชี่ยวชาญ - แบบทดสอบกอนเรียน - แบบทดสอบหลังเรียน - แบบสอบถามความพึงพอใจ
  • 113.
    ยยย แบบประเมินแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดย ผูเชี่ยวชาญ ...............................................................................................................................................คําชี้แจง ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของการพัฒนาแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงในชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความ คิดเห็นของทาน ดังนี้ +1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม 0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม / ไมมีความเหมาะสม -1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน ดานเนื้อหา +1 0 -1 หมายเหตุ 1. ตรงตามเนื้อหาของหนังสือเรียนทักษะทางภาษา กลุมสาระการเรียนรู ภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ 2. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวังของหลักสูตรแกนกลางและ หลักสูตรสถานศึกษา 3. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดเร็วขึ้น 4. ชวยใหนักเรียนเขาใจบทเรียนไดดีขึ้น 5. มีความเหมาะสมกับพื้นฐานความรูเดิมของผูเรียน 6. มีความเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผูเรียน 7. ภาษาที่ใชมีความเหมาะสม เขาใจงาย ชัดเจน 8. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝกมีความชัดเจน ผูเรียนเขาใจงาย เมื่อ อานแลวสามารถปฏิบัติตามได 9.แบบฝกในแตละแบบฝกมีความยากงายเหมาะสมกับวัยของผูเรียน สนองความแตกตางระหวางบุคคลตั้งแตงาย ปานกลางจนถึงระดับ คอนขางยาก 10.แบบฝกแตละแบบฝกมีรูปแบบหลากหลายในการฝก ทั้งแบบ เลือกตอบ เลือกใชคํา ขอความ เติมคํา เขียนคําอาน หาความสัมพันธ แตง ประโยค ฯลฯ
  • 114.
    รรร ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญ หมายเหตุ รายการประเมิน ดานลักษณะรูปเลม + 10 - 1 1. ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสมกับวัยของผูเรียน 2. ภาพประกอบกอใหเกิดความเพลิดเพลิน เราความสนใจ ไมนา เบื่อใน การฝก 3. ขนาดเหมาะสมกับวัยของผูเรียน กะทัดรัด สะดวกในการใช 4. รูปเลมสวยงาม ดานคุณคาและประโยชนที่ผูเรียนจะไดรับ 1. มีความรูความเขาใจในเรื่องการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (รหัน) และ บัน มากขึ้น 2. ชวยใหนักเรียนเกิดทักษะในการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มากขึ้น 3. นําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 4. ผูเรียน มีสื่อชวยในการเรียนรู 5. สงเสริมใหผูเรียนรักการทํางาน มีความรับผิดชอบ ดานแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน 1. สอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 2. ตรงตามเนื้อหา 3. มีความยาก งายเหมาะกับผูเรียน ( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ ( ............................................................ ) ตําแหนง ......................................................................
  • 115.
    ลลล แบบประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู โดยใชแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (รหัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดย ผูเชี่ยวชาญ ...............................................................................................................................................คําชี้แจง ใหทานพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรูการสอนซอมเสริม ที่ใชแบบฝกการอาน และเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โดยกาเครื่องหมาย ü ลงใน ชอง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความคิดเห็นของทานดังนี้ +1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม 0 เมื่อไมแนใจวารายการประเมินที่ระบุมีความเหมาะสม/ ไมมีความเหมาะสม -1 เมื่อแนใจวารายการประเมินที่ระบุไมมีความเหมาะสม ความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญรายการประเมิน + 1 0 - 1 หมายเหตุ 1. องคประกอบของแผนการจัดการเรียนรูครบถวน 2. ความสอดคลองระหวางแนวคิดกับเนื้อหา 3. ความสัมพันธระหวางเนื้อหากับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 4. ความสัมพันธระหวางผลการเรียนรูที่คาดหวังกับกระบวนการจัดการ เรียนรู 5. ขั้นตอนการจัดกระบวนการจัดการเรียนรูตามแผนการจัดการเรียนรูสื่อ ความหมายชัดเจน เขาใจงาย 6. นําสื่อแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร ,รร (ร หัน) และ บัน ที่ผลิต มาใชไดสอดคลองกับกระบวนการจัดการเรียนรู 7. ระบุวิธีการและ เครื่องมือการประเมินผลไดเหมาะสม 8. วิธีการประเมินผลสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 9. กําหนดภาระงานใหผูเรียนปฏิบัติงานในแตละแผนการจัดการเรียนรูไว อยางชัดเจน ( ลงชื่อ ) ................................................................ ผูตรวจสอบ ( ............................................................ )
  • 116.
    ววว ตําแหนง .................................................................... แบบทดสอบกอนเรียน เขียน •ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 5. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 6. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 7. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย 8. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด
  • 117.
    ศศศ 9 “ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก 10. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก. บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง
  • 118.
    ษษษ แบบทดสอบหลังเรียน เขียน • ลอมรอบตัวอักษรหนาคําตอบที่ถูกตอง 1.คําที่ใช รร ร ตัวหนาทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 2. คําที่ใช รร ร ตัวหลังทําหนาที่อะไร ก. ตัวสะกด ข. ตัวการันต ค. ไมหันอากาศ 3. ถามีพยัญชนะตัวอื่นตามหลัง รร เวลาอานจะออกเสียงเปนตัวอะไร ก. ไมหันอากาศ ข. ตัวการันต ค. ตัวสะกด 4. คําในขอใดที่ รร ออกเสียง อัน ทุกคํา ก. กรรแสง กรรตุ ข. บรรเทา สรรพสิ่ง ค. สรรหา กรรมการ 5. คําในขอใดเขียนถูก ก. บันได ข. บันทัด ค. บันจุ 6. คําในขอใดเขียนผิด ก. บรรทม ข. บรรเทิง ค. บรรจุ 7. “ แมใชไม.............วัดผาแลวจึงตัด” ก. บรรทัด ข. บันทัด ค. บัณทัด 8. “ ชางถายรูปคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อ.........ภาพการแสดงของประกายและ เพื่อน ๆ ” ก. บันเทิง ข. บันดาล ค. บันทึก
  • 119.
    สสส 9. “ วิไลกําลัง.............น้ําหวานลงในขวด” ก.บันจุ ข. บรรจุ ค. บรรเลง 10. ขอใดใช “ บัน ” ไดถูกตอง ก. เลาขานุการกําลังจดบันทึก ข. นักเรียนกําลังฟงครูบันยาย ค. ขอใหทุกคนเขียนลายมือบันจงหนอย
  • 120.
    หหห แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ............................................................................................................................................... คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียน ü แสดงความพึงพอใจในชองที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของตน ที่มี ตอแบบฝกการอานและเขียนคําที่ใช บรร , รร (ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ระดับความพึงพอใจ รายการประเมิน มาก ที่ สุด 5 มาก 4 ปาน กลาง 3 นอย 2 นอย ที่สุด 1 หมาย เหตุ 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก ขึ้น 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได
  • 121.
    ฬฬฬ ภาคผนวก 3 ตารางแสดงคะแนน - ตารางคะแนนจากแบบสอบถามความพึงพอใจ -ตารางคะแนนทดสอบกอนเรียน / ระหวางเรียน / ทดสอบหลังเรียน
  • 122.
    อออ วิเคราะหแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอแบบฝก การอานและเขียนคําที่ใชบรร , รร(ร หัน) และ บัน ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ระดับความพึงพอใจ รายการประเมิน มาก ที่สุด 5 มาก 4 ปาน กลาง 3 นอย 2 นอย ที่สุด 1 คาเฉลี่ย 1. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเรื่อง การอานและเขียนคําที่ใชบรร ,รร (ร หัน) และ บัน มาก ขึ้น 8 - - - - 5 2. แบบฝกเลมนี้ชวยใหนักเรียนเขาใจสิ่งที่เรียนไดเร็วขึ้น 5 2 1 - - 4.50 3. คําสั่งและวิธีทําในแตละแบบฝก ชัดเจน 6 2 - - - 4.75 4. ตัวอักษรอานงาย ชัดเจน 5 3 - - - 4.63 5. มีภาพประกอบ ทําใหเกิดความสวยงาม ดูไมนาเบื่อ 7 1 - - - 4.88 6. มีขนาดที่ถูกใจ ใชสะดวก 6 1 1 - - 4.63 7. นักเรียนนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันได 6 1 1 - - 4.63 ระดับเฉลี่ย 215 40 9 - - 4.72
  • 123.
  • 124.
    กกกก ประวัติผูวิจัย ชื่อ นางสุมาลิน ทองเจือ ประวัติการศึกษาจบการศึกษา ปริญญาตรี (ศษ.บ) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิชาเอก ประถมศึกษา จบการศึกษา ปริญญาโท(ศษ.ม.) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศึกษาศาสตร แขนงวิชา หลักสูตรและการสอน สถานที่ทํางาน โรงเรียนบานบางจัน อําเภอตะกั่วทุง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพังงา โทร. 081 – 1778 - 522 ตําแหนง ครู คศ.3