1
รายอแน
‫بعد...؛‬‫و‬ ‫هللا‬ ‫رسول‬ ‫عىل‬ ‫سالم‬‫ل‬‫ا‬‫و‬ ‫الصالة‬‫و‬ ‫امحلدهلل‬
ก า ร ถื อ ศี ล อ ด สุ น น ะ ฮ์ 6
วันในเดือนเชาวาลถือเป็นสุนนะฮ์ตามที่มีปรากฏในอัลหะดีษที่รายงานโดยอะบูอัยยูบ
อัลอันศอรี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า
“ผู้ใดถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน แล้วตามมาด้วยการถือศีลอดอีก 6 วันในเดือน
เชาวาล เท่ากับเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี” [บันทึกโดย มุสลิม, เลขที่ 1164]
ส่วนเมื่อถือศีลอดสุนนะฮ์ในเดือนเชาวาลครบ 6 วันแล้ว ในวันถัดมาคือวันที่ 8
เดือนเชาวาลชาวม ลายูถือเอาเป็ นวัน รายอแน (รายอ อันนั ม -อีดบวชหก )
ก็คงถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่มิใช่เรื่องของศาสนา เพราะคาว่า ฮารีรายอแน คงเรียกตามภาษา
อี ด ต า ม ศ า ส น บั ญ ญั ติ ( ٌّ‫ي‬ ِ‫ع‬ ْ‫ر‬َ‫ٌٌّّش‬‫د‬ْ‫ي‬ ِ‫ع‬ ) นั้ น ห ม า ย ถึ ง
วันสาคัญทางศาสนาที่มีกรณีเกี่ยวเนื่องกับการประกอบศาสนกิจเสร็จสิ้นแล้วมีการแสดงความยิ
น ดี ป ร า โ ม ท ย์ เ ช่ น อี ดิ ล ฟิ ฏ ร์ แ ล ะ วั น อ ะ เ ร า ะ ฟ ะ ฮ์
ซึ่งเป็นอีดสาหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์ซึ่งไปร่วมชุมนุมในการวุกุฟที่อะเราะฟะฮ์ อีดิลอัฎหา
ห รื อ อี ด หั จ ญี ร ว ม ถึ ง วั น ตั ช รี ก อี ก 3 วั น เ ป็ น ต้ น
อีดตามนัยนี้ เป็นเรื่องของศาสนามีข้อควรปฏิบัติอันเป็นเรื่องของการประกอบศาสนกิจ
(อิบาดะฮ์) เช่น การละหมาดอีด การจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ การฟังคุตบะฮ์ การเชือดอุฎหิยะฮ์
(กุรบาน) และการห้ามถือศีลอดในวันอีดทั้งสอง ฯลฯ
ดั ง นั้ น ก า ร เ รี ย ก “ร อ ย อ แ น ” ห รื อ อี ด ห ก
ถ้ า เรี ย ก ต า ม ค ว าม ห ม า ย ท างภ า ษ าแ ล ะ ป ร ะ เพ ณี ก็ เป็ น สิ่งที่ ท า ไ ด้
แต่ถ้าเรียกตามความหมายที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้ (อิศฏิลาหี้ ย์) ก็ถือว่าเป็นการอุตริกรรม
(บิดอะฮ์) เพราะเป็ นสิ่งที่ไม่มีในหลักการของศาสนา ไม่มี สุนนะฮ์ระบุว่าในวันที่ 8
เดือ นเชาวาล ห ลังจากถื อศีลอด 6 วัน ครบแล้ วให้ ถือเอาวันนั้ นเป็ นวันอี ด
การไปกาหนดเช่นนั้นทั้งๆ ที่ไม่มีตัวบทรับรองจึงถือเป็นอุตริกรรม (บิดอะฮ์)
2
ในประเทศอียิปต์ก็มีเรื่องในทานองนี้ คือ เรียกวันออกบวช 6 ว่า “อีดิลอับรอร”
(ٌِّ‫رار‬ْ‫ب‬َ‫أل‬‫ا‬ٌٌّّ‫د‬ْ‫ي‬ِ‫)ع‬ โด ยผู้ คนจะไปรวม ตัวกัน ที่มั สญิ ดอัลหุ สัยน์ หรือมั สญิ ดซัยนั บ
แล้วก็มีการกลับไปทาอาหารพิเศษ เช่น ข้าวหุงกับนมรับประทานกันที่บ้าน ชัยค์มุหัมมัด
อั บ ดุ ส ส ะ ล า ม คิ ฎิ ร อั ช ชุ ก็ อ ย รี ก ล่ า ว ว่ า
การกระทาดังกล่าวเป็นอุตริกรรมและท่านเรียกอีดนี้ว่า “อีดิลฟุจญาร” หมายถึงอีดของคนชั่ว
ไม่ใช่ “อีดิลอับรอร” คือ อีดของคนดี
[มุหัมมัด อับดุสสะลาม คิฎิร อัชชุก็อยรี, “อัสสุนัน วัลมุบตะดะอาตฯ” หน้า 163]
อิบนุตัยมียะฮ์ กล่าวว่า
“ส่วน ก าร ยึด ช่ วงเวลาใด ช่วงเว ลาห นึ่ งว่าเป็ น ช่ว งเวลาที่ ป ระ เสริ ฐ
น อ ก เห นื อ ไ ป จ า ก ช่ ว งเว ล า ที่ มี ร ะ บุ ไว้ แ บ บ อ ย่ า งท า งศ าส น า เช่ น
บางคืนในเดือนเราะบีอุลเอาวัลที่เรียกว่า 'คืน เมาลิด' หรือบางคืนในเดือนเราะญับ
หรือวันที่ 18 ของเดือนซุลหิจญะฮ์ หรือศุกร์แรกของเดือนเราะญับ หรือวันที่ 8
เ ดื อ น เ ช า ว า ล ซึ่ ง ผู้ ไ ร้ ค ว า ม รู้ เ รี ย ก มั น ว่ า 'อี ดิ ล อั บ ร อ ร '
ล้วนแล้วแต่เป็นบิดอะฮ์อุตริกรรมที่บรรดาสะลัฟ (ชนยุคแรก) ไม่ได้สนับสนุนให้กระทา
3
และพวกเขาก็ไม่เคยปฏิบัติ วัลลอฮุสุบหานะฮุวะตะอาลาอะอ์ลัม” [อิบนุตัยมียะฮ์, “มัจญ์มูอ์
อัลฟะตาวา” เล่ม 25 หน้า 298 และ “อัลอิคติยาร อัลฟิกฮียะฮ์” หน้า 199]
อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล ฮั ย ต ะ มี ก ล่ า ว ว่ า “เ ป็ น ที่ ชั ด เ จ น ยิ่ ง ว่ า
ไ ม่ อ นุ ญ า ต ใ ห้ ผู้ ใ ด ยึ ด มั่ น แ ล ะ ศ รั ท ธ า ว่ า วั น ที่ 8
ของเดือนเชาวาลเป็นวันอีดที่มีถูกบัญญัติไว้ในอิสลาม ดั่งเช่นวันอีดิลฟิ ฏร์และอีดิลอัฎหา
ยิ่ ง ก ว่ า นั้ น อุ ล ะ ม า อ์ บ า ง ท่ า น ถึ ง กั บ ร ะ บุ ว่ า
ไม่อนุญาตให้เรียกวันนั้นว่าวันอีดที่ควรแก่การแสดงออกด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ของวันอีด
เช่ น ก า รสว ม เสื้ อ ผ้ า ที่ สวย งาม ก ารจั ด เลี้ ย งอ าห า รที่ ห ลา ก ห ลาย ช นิ ด
และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เฉกเช่นการปฏิบัติในวันอีดิลฟิฏร์และอีดิลอัฎหา”
[อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมี, “อัลฟะตาวา อัลกุบรอ อัลฟิกฮียะฮ์” เล่ม 1 หน้า 272]
ชัยค์มุหัมมัด อิบนุศอลิห์ อัลอุษัยมีน กล่าวว่า
‫نون‬‫يظ‬‫ناس‬‫ل‬‫ا‬‫بعض‬ ‫ن‬‫أ‬‫ار‬‫ر‬‫ب‬‫ال‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫نه‬‫و‬ّ‫م‬‫س‬‫ي‬‫و‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫نه‬‫أ‬‫نون‬‫يظ‬‫شهر‬‫ل‬‫ا‬‫هذا‬ ‫من‬‫ثامن‬‫ل‬‫ا‬‫يوم‬‫ل‬‫ا‬
،‫يح‬‫بصح‬ ‫ليس‬‫وهذا‬‫جيوز‬ ‫ال‬ ‫و‬‫أ‬‫يامه‬‫ص‬‫جيوز‬‫هل‬ ‫ل‬‫سأ‬‫ي‬ ‫بعضهم‬ ‫ن‬‫ا‬ ‫حىت‬‫نه‬‫و‬‫ك‬ ‫تقاد‬‫ع‬‫ا‬ :‫عين‬‫أ‬
‫ال‬‫و‬‫ش‬ ‫من‬‫ثامن‬‫ل‬‫ا‬‫يوم‬‫ل‬‫فا‬ ،‫يح‬‫بصح‬ ‫ليس‬‫ا‬ً‫يد‬‫ع‬‫يوم‬ ‫هو‬ ‫منا‬‫ا‬‫و‬ ‫للفجار‬ ‫وال‬ ‫ار‬‫ر‬‫ب‬‫لل‬ ‫ا‬ً‫يد‬‫ع‬ ‫ليس‬
‫ة‬ّ‫ي‬‫ع‬‫رش‬‫ل‬‫ا‬ ‫ياد‬‫ع‬‫ال‬ ‫ن‬‫ل‬ ‫ا؛‬ً‫بد‬‫أ‬ ‫يد‬‫لع‬‫ا‬ ‫شعائر‬ ‫من‬ٌ‫ء‬‫يش‬‫فيه‬ ‫ث‬ َ‫حيد‬‫ن‬‫أ‬‫جيوز‬‫وال‬،‫ايم‬‫ال‬‫سائر‬‫ك‬
،‫اها‬‫و‬‫س‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫سالم‬‫اال‬ ‫يف‬ ‫ليس‬‫و‬ ،‫امجلعة‬ ‫يد‬‫ع‬‫و‬ ‫حضى‬‫ال‬ ‫يد‬‫ع‬‫و‬ ‫الفطر‬ ‫يد‬‫ع‬ :‫ثالثة‬
“ มุ ส ลิ ม บ า ง ค น มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า วั น ที่ 8
ข อ ง เ ดื อ น เ ช า ว า ล เ ป็ น วั น อี ด แ ล ะ พ ว ก เ ข า เ รี ย ก วั น นี้ ว่ า
"อีดิลอับรอร"จนถึงกับมีบางคนในหมู่พวกเขาถามว่า "อนุญาตให้ถือศีลอดในวันนี้ หรือไม่
4
เพราะวันนี้ เป็นวันอีดิลอับรอร?" ความเชื่อที่ว่าวันนี้ เป็ นวันอีดไม่ถูกต้องเพราะวันที่ 8
ของเดือนเชาวาลไม่ได้เป็นวันอีดสาหรับผู้ปฏิบัติดี (อับรอร) หรือผู้ปฏิบัติไม่ดี (ฟุจญาร)
แต่มันเป็ นเพียงวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้มีการอุตริด้วยพิธีกรรมต่างๆ
ที่เป็ นสัญลักษณ์ของวันอีดเป็ นอันขาด และจงอย่าละทิ้ งการถือศีลอดในวันนั้ น
แ ละจ งอ ย่ าอุ ต ริ ด้ วย ก าร จั ด เลี้ ย งอ าห าร ต่ างๆ แ ละ ก ารให้ บ ริ จ าค ท าน
เพราะแท้จริงบัญญัติวันอีดในอิสลามมีเพียง 3 วันเท่านั้น นั่นคือ อีดิลฟิ ฏร์ อีดิลอัฎหา
และอีดวันศุกร์ และจะไม่มีวันอีดในอิสลามอื่นจากนั้น”
binothaimeen.net/content/108
ละหมาดตัสบีห์
ละหมาดตัสบีห์เป็นละหมาดสุนัตชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบปฏิบัติแตกต่างไปจากละหมาดโ
ดยทั่วๆ ไป
และหะดีษเกี่ยวกับละหมาดตัสบีห์ก็เป็นหะดีษที่ค่อนข้างมีปัญหาในด้านสายรายงาน
ด้ ว ย เ ห ตุ นี้
บรรดานักวิชาการจึงมีทัศนะขัดแย้งกันอย่างมากเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของหะดีษเรื่องละหมา
ดตัสบีห์
อิบนุ ลเญ าซี กล่าวว่า หะดีษเรื่องละห มาด ตัสบีห์ เป็ น หะดี ษเมาฎู อ์
หรือหะดีษที่ถูกกุขึ้นมา [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 596]
อิมามอันนะวะวี ได้กล่าวว่า อัลอุก็อยลี, อิบนุลอะเราะบี และนักวิชาการอื่นๆ กล่าวว่า
ไม่ มี ห ะดี ษ เศ า ะหี้ ห์ แ ล ะห ะดี ษ ห ะสั น เล ย ใ น เรื่ อ ง ล ะห ม าด ตั ส บี ห์
(คือเป็นหะดีษเฎาะอีฟทั้งหมด) [“‫ح‬‫ع‬‫أ‬‫مو‬‫أ‬‫ج‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า 55]
แ ต่ ตั ว อิ ม า ม อั น น ะ ว ะ วี เอ ง ก ลั บ ลั งเล แ ล ะ สั บ ส น ใ น เรื่ อ ง นี้
โดยท่านได้กล่าวสอดคล้องกับคากล่าวของนักวิชาการข้างต้นว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์
เป็นหะดีษเฎาะอีฟ [“‫ح‬‫ع‬‫أ‬‫مو‬‫أ‬‫ج‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า 5]
แต่ขณะเดียวกันท่านกลับกล่าวใน “ ِ‫َات‬‫غ‬ُّ‫ل‬‫ل‬‫ا‬َ‫و‬ ِ‫ء‬‫أ‬ ‫أ‬‫ْس‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ذ‬‫أ‬َ‫”َت‬ ว่า หะดีษเรื่องละหมาด
ตั ส บี ห์ เป็ น ห ะดี ษ ห ะสั น แ ละ ใน “ ‫ح‬‫ر‬ َ‫َك‬ ‫أ‬‫ذ‬ َ‫ل‬ َ‫ا‬” ข อ งท่ า น ห น้ า 168-169
ก็โน้มเอียงไปในด้านการยอมรับความหะสันของละหมาดตัสบีห์นี้
5
เช่ น เ ดี ย ว กั บ อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล อั ส เ ก า ะ ล า นี ที่ ก ล่ า ว ว่ า
สายรายงานของหะดีษเรื่อละหมาดตัสบีห์ทั้งหมด เป็ นสายรายงานที่เฎาะอีฟ [“ ‫ح‬‫ص‬‫أ‬‫ي‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ت‬
ِ ‫أ‬‫ِي‬‫ب‬َ‫ح‬‫أ‬‫ل‬‫”ا‬ เล่ม 2 หน้า 7]
แ ต่ ท่ า น ก ลั บ ก ล่ า ว ใ น ลั ก ษ ณ ะ “โ น้ ม เ อี ย ง ”
ไปในทางยอมรับหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์โดยปรากฏใน “ِ‫ر‬َ‫َك‬‫أ‬‫ف‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ج‬ِ‫ئ‬‫ا‬َ‫ت‬َ‫ن‬” และ “‫ةح‬َ‫ر‬ِّ‫ف‬َ‫ك‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ال‬ َ‫ص‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬”
แ ละได้ ย อ ม รั บ ห ะ ดี ษ อ ย่ าง “ชั ด เจน ” ใน “ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ث‬‫أ‬‫ي‬ ِ‫اد‬ َ‫ح‬ َ‫أ‬ ‫أ‬‫ن‬ َ‫ع‬ ٌ‫ة‬َ‫ب‬ِ‫و‬ ‫أ‬‫ج‬ َ‫أ‬” ว่ า
หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ เป็ นหะดีษหะสันลิฆ็อยริฮิ
อัลอัลบานีย์ [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬ َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬ เล่ม 1 หน้ า 419]; อะห์มัด มุหัมมัด ชากิร
[“ ‫ح‬‫ع‬ِ‫ام‬َ‫ج‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬‫ح‬‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ح‬ َّ‫لص‬‫ح‬‫ا‬ ” เล่ม 2 หน้า 352] และมุบาร็อกปูรี [“ ‫أ‬‫ى‬ ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้ า 601]
กล่าวสอดคล้องกันว่า ภาพรวมของหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ ถือเป็ นหะดีษหะสัน
อะบูบักร์ อัลอาญิรี, อะบูมุหัมมัด อับดุรเราะหี้ ม อัลมิศรี, อะบุลหะสัน อัลมุก็อดดิซี
ถือว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ เป็ นหะดีษเศาะหี้ ห์ ดังคากล่าวของอัลมุนซิรี
[“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 598]
ก่ อ น ที่ จ ะ วิ เค ร า ะ ห์ ข้ อ เท็ จ จ ริ ง ข อ งค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ข้ า ง ต้ น
ก็จะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเนื้อหาของหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ดังต่อไปนี้
มีรายงานว่า ท่านนะบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ลุงของท่าน
คือท่านอับบาส บินอับดุลมุฏฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า
6
“ลุงจ๋ า! นี้ แ น่ ะ ฉั น จ ะ ม อ บ ให้ ลุ ง 10 ป ระ ก าร เมื่ อ ลุ งป ฏิ บั ติ มั น
พ ร ะ อ ง ค์ อั ล ล อ ฮ์ ก็ จ ะ ท ร ง อ ภั ย โ ท ษ ใ ห้ ลุ ง ใ น บ า ป ข อ ง ลุ ง
ทั้ งต อ น เริ่ม ต้ น แ ละต อ น สุด ท้ าย ขอ งมัน , ทั้ งให ม่ แ ละทั้ งเก่ าขอ งมัน ,
ทั้งที่ผิดพลาดและที่เจตนาของมัน, ทั้งเล็กและทั้งใหญ่ของมัน, ทั้งที่ลับและที่แจ้งของมัน
(นี่แหละคือการอภัยโทษ) 10 ประการ (ที่ฉันกล่าวไว้ และวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งการอภัยโทษ
10 ป ร ะ ก า ร ดั ง ก ล่ า ว ก็ คื อ ) ใ ห้ ลุ งล ะ ห ม า ด 4 ร็อ ก อ ะ ฮ์ ใ น ทุ ก ๆ
ร็อกอะฮ์ให้ อ่านฟาติหะฮ์และอ่านสูเราะฮ์ เมื่อลุงอ่านสูเราะฮ์เสร็จในร็อกอะฮ์แรกแล้ว
ก็ให้ กล่าวในขณะกาลังยืนตรง (ก่อนรุกูอ์) ว่า “สุบหานัลลอฮ์, วัลหัมดุลิลลาฮ์,
ว ะ ล า อิ ล า ฮ ะ อิ ล ลั ล ล อ ฮ์ , วั ล ล อ ฮุ อั ก บั ร ” 15 ค รั้ ง ,
ต่ อ ม าให้ ลุ งก้ ม รุ กู อ์ แ ละ ให้ ก ล่ าว อ ย่างนั้ น ใน ข ณ ะ รุกู อ์ 10 ค รั้ ง, ต่ อ ม า
ให้ เงยศีรษะขึ้ นและกล่าวมันขณะยืนตรง (อิอ์ติดาล) อีก 10 ครั้ง, ต่อมาก็ให้ ลงสุญูด
7
(ค รั้ ง แ ร ก ) แ ล ะ ใ ห้ ก ล่ า ว มั น (ใ น ข ณ ะ สุ ญู ด ) 10 ค รั้ ง ,
ต่อมาให้เงยศีรษะขึ้นจากสุญูดและให้อ่านมัน (ขณะนั่งพักระหว่างสองสุญูด) 10 ครั้ง,
ต่อมาก็ให้ ลงสุญูด (ครั้งที่สอง) และให้ อ่านมัน (ขณะกาลังสุญูด) อีก 10 ครั้ง,
ต่อมาก็ให้เงยขึ้นจากสุญูด (ขึ้นมานั่งก่อนลุกขึ้นยืนทาร็อกอะฮ์ที่สอง) และให้อ่านมัน
(ขณะนั่ง) อีก 10 ครั้ง, รวมแล้วเป็ น 75 ครั้งในแต่ละร็อกอะฮ์, ให้ลุงทาอย่างนั้นใน 4
ร็อกอะฮ์ หากลุงมี ความสามารถ ก็ให้ ลุงกระทามั นทุ กๆ วัน, หากไม่ สามารถ
ก็ให้ ทามันสัปดาห์ละครั้ง, หากไม่สามารถ ก็ให้ทามันเดือนละครั้ง, หากไม่สามารถ
ก็ให้ทามันปีละครั้ง, และหากไม่สามารถอีก ก็ให้ลุงทามันสัก 1 ครั้งในชั่วชีวิตลุงก็ได้”
[บันทึกโดย อะบูดาวูด หะดีษที่ 1297; อิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1387; อิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่
1216 และอัลหากิม ใน “ ‫ح‬‫ك‬َ‫ر‬ ‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 1 หน้า 463 โดยรายงานมาจากอิบนุอับบาส
เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา]
อธิบาย-วิเคราะห์
ความจริงหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์นี้มีรายงานมาหลายกระแสจากเศาะหาบะฮ์จานวน
10 ท่าน ดังจะได้กล่าวต่อไป
นั กวิชาการหะดีษได้ ตรวจสอบดูแล้ วป รากฏ ว่า ทุ กๆ ก ระแสของมั น
ไ ม่ มี ก ร ะ แ ส ใ ด เ ล ย ที่ จ ะ ถู ก ต้ อ ง ส ม บู ร ณ์ ใ น ตั ว เ อ ง ,
ทว่าแต่ละกระแสล้วนมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น
แ ต่ ก ระแ สข้ างต้ น นี้ ซึ่งเป็ น สาน วน จาก ก ารบั น ทึ ก ข อ งอ ะบู ด าวู ด
ถือเป็ นกระแสรายงานที่ดีที่สุดของหะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีสายรายงานดังต่อไปนี้
1. อับดุรเราะห์มาน บินบุชร์ บินอัลหะกัม อันนัยสาบูรี
2. มูสา บินอับดุลอะซีซ
3. อัลหะกัม บินอะบาน
4. อิกริมะฮ์
5. อับดุลลอฮ์ อิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
6. ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
8
อัลมุนซิรี ได้กล่าวใน “ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ه‬‫أ‬َّ‫الَّت‬َ‫و‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫غ‬‫أ‬َّ‫لَّت‬َ‫ا‬” ของท่านว่า
“อะบูบักร์ บุ ตรชายของอะบูดาวูดกล่าวว่า ฉันได้ยินบิดาของฉันกล่าวว่า :
ในเรื่องละหมาดตัสบีห์นั้น ไม่มีหะดีษใดที่ถูกต้องนอกจากบทนี้ เพียงบทเดียว, และมุสลิม
บิ น อั ล หั จ ญ า จ ญ์ (เจ้ า ข อ งห ะ ดี ษ เศ า ะ หี้ ห์ มุ ส ลิ ม ) ก ล่ า ว ว่ า :
ไ ม่ ป ร า ก ฏ มี ส า ย ร า ย ง า น ใ ด ใ น ห ะ ดี ษ (ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ )
นี้ ที่จะสวยงามยิ่งไปกว่าสายรายงานนี้ อีกแล้ว (ท่านหมายถึงการรายงานของอิกริมะฮ์
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ดังข้างต้น)” [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 598]
อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี ได้กล่าวใน “‫ح‬‫ة‬َ‫ر‬ِّ‫ف‬َ‫ك‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ال‬ َ‫ص‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” ว่า
“บรรดาผู้ รายงานของสายรายงานห ะดีษ บทนี้ ไม่ มี ปั ญ หา! อิ กริมะฮ์
ได้รับการยอมรับจากบุคอรี, อัลหะกัม ก็พอจะเชื่อถือได้, มูสา บินอับดุลอะซีซ ถูกยะห์ยา
บิ น ม ะ อี น ก ล่ า ว วิ จ า ร ณ์ ว่ า ฉั น เ ห็ น ว่ า เ ข า ไ ม่ มี ปั ญ ห า ใ ด ๆ
และอันนะสาอีก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน, อะลี บิน อัลมะดีนี กล่าว (วิจารณ์) ว่า
ส า ย ร า ย ง า น นี้ เ ป็ น ห นึ่ ง จ า ก เ งื่ อ น ไ ข ข อ ง ห ะ ดี ษ ห ะ สั น
เนื่องจากมันมีหลักฐานยืนยันมากมายที่ช่วยสนับสนุนให้มันมีน้าหนักมากยิ่งขึ้น” [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬
‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 599]
นี่ คื อ
มุมมองของนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงหลายท่านเกี่ยวกับสายรายงานของหะดีษข้างต้น
แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการแล้ว สายรายงานของหะดีษบทนี้ ไม่อาจเรียกได้ว่า
เป็ นสายรายงานที่เศาะหี้ ห์ หรือสายรายงานที่หะสันได้เลย
9
ทั้งนี้ เพราะผู้รายงานลาดับที่ 2 คือ มูสา บิน อับดุลอะซีซ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 175)
และผู้รายงานลาดับที่ 3 คือ อัลหะกัม บินอะบาน (เสียชีวิต ฮ.ศ. 154) นั้ น แม้ทั้ง 2
ท่ าน นั้ น จ ะเป็ น ผู้ ที่ พ อ จะเชื่ อ ถื อ ได้ ( ٌ‫ق‬ ‫أ‬‫و‬ ‫دح‬ َ‫)ص‬ แ ต่ มู สาก็ยั งถู ก วิ จาร ณ์ ว่ า
มีความบกพร่องในด้านความทรงจา (ِ‫ظ‬‫أ‬‫ف‬ِ‫ح‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ء‬ ِّ َ‫س‬ ), และอัลหะกัมก็ยังถูกวิจารณ์ว่า
มีความผิดพลาด ( ‫َا‬‫ه‬‫أ‬‫و‬َ‫أ‬ٌ‫م‬ ) อยู่บ้าง [โปรดดู “ ِ‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ذ‬‫أ‬َّ‫الَّت‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ر‬‫أ‬‫ق‬َ‫ت‬” เล่ม 2 หน้า 285-286 และเล่ม
1 หน้า 190]
ผู้ ราย งาน ที่ มี ค วาม บ ก พ ร่อ งด้ าน ค วาม ท ร งจ าแ ละค วาม ผิ ด พ ลาด
มิใช่คุณสมบัติของผู้รายงานของหะดีษเศาะหี้ห์หรือหะดีษหะสัน
อาจจะกล่าวได้เพียงแค่ว่า สายรายงานหะดีษข้างต้นนั้นมีคุณสมบัติ “ใกล้เคียง”
สายรายงานของหะดีษหะสันมากที่สุดเท่านั้น
ทั้งนี้ เนื่องจากความบกพร่องในด้านความทรงจาหรือความผิดพลาดอยู่บ้าง
ต า ม ห ลั ก วิ ช า ก า ร ห ะ ดี ษ ถื อ ว่ า เป็ น ข้ อ บ ก พ ร่ อ งเ พี ย งเล็ ก น้ อ ย
ซึ่งอาจจะได้รับการเสริมและสนับสนุนจากรายงานอื่นให้มีน้าหนักน่าเชื่อถือขึ้นมาได้
และตามข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้วก็คือ หะดีษบทนี้ ได้รับการสนับสนุน!
เพ ราะมี การรายงาน ม าโดย เศาะห าบ ะฮ์ อื่น ๆ รวม ทั้ งห ม ด เป็ น 10 ท่ าน
(ด้วยสายรายงานที่ต่อเนื่อง) ดังต่อไปนี้
1. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ อิบนุอับบาส ร.ฎ. ดังการบันทึกข้างต้น
2. รายงานมาจากอัลฟัฎล์ อิบนุอับบาส ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานีย์
ใน “ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬ ”]
3. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ บินอัลอาศ ร.ฎ. (บันทึกโดยอะบูดาวูด หะดีษที่
1298 และอิบนุชาฮีน ใน “ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫غ‬‫أ‬َّ‫لَّت‬َ‫ا‬”]
4. รายงานมาจากอะบูรอฟิอ์ ร.ฎ. คนรับใช้ของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ
วะสัลลัม [บันทึกโดยอัตติรมิซี หะดีษที่ 482 และอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1386]
5. รายงานมาจากอิบนุอุมัร ร.ฎ. [บันทึกโดยอัลหากิม ใน “ ‫ح‬‫ك‬َ‫ر‬‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า
464]
6. รายงานมาจากอัลอับบาส ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานี ใน
“َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬”]
7. รายงานมาจากอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ ร.ฎ. [บันทึกโดยอัดดาเราะกุฏนี]
8. รายงานมาٌّจากญะอ์ฟัร อิบนุอะบีฏอลิบ ร.ฎ. [บันทึกโดยอิบรอฮีม บินอะห์มัด
บินญะอ์ฟัร อัลฆ็อรกี ใน “ ِ‫ئ‬‫ا‬َ‫و‬َ‫ف‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬‫دح‬ ”]
10
9. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ บินญะอ์ฟัร ร.ฎ. [บันทึกโดยอัดดาเราะกุฏนี]
10. รายงานมาจากอุมมุสะละมะฮ์ ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานีย์ ใน
“َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬”]
นอกจากนี้หะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ ยังถูกรายงานมา “ด้วยสายรายงานที่มุรสัล”
จากตาบิอีนอีกหลายท่าน ดังการบันทึกของอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬
เล่ ม 2 ห น้ า 1782] (ห ะ ดี ษ มุ ร สั ล คื อ ห ะ ดี ษ ซึ่ งต า บิ อี น ผู้ ร า ย งา น
มิ ได้ ระบุ นามเศาะหาบะฮ์ที่เป็ น คนกลางระหว่างตัวเขากับท่าน เราะสูลุลลอฮ์
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไว้ด้วย)
อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี ได้กล่าวในการตอบปัญหาหะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ว่า
“และที่ถูกต้องก็คือ มัน (หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์) อยู่ในระดับหะดีษหะสัน
อันเนื่องมาจากมันมีกระแสรายงานมาจานวนมาก ซึ่งทาให้กระแสแรกของมัน (คือกระแสของ
อิบนุอับบาส ร.ฎ. ข้างต้น) มีน้าหนักแข็งแรงขึ้นมาได้” [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫ُت‬ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ” เล่ม 2 หน้า
1782]
ชัยค์อะห์มัด มุหัมมัด ชากิร นักวิชาการหะดีษชาวอียิปต์ ได้กล่าวว่า
“และแน่นอน เราได้อธิบายให้ทราบแล้วถึงสถานภาพผู้รายงานของสายรายงานหะดีษ
นี้ (ห มายถึงห ะดีษ ละหม าด ตัสบี ห์ ที่บั น ทึก โดยอัต ติรมิ ซี ห ม ายเลข 482)
และจากการอธิบายนั้นทาให้เป็นที่ชัดเจนว่า หะดีษนี้ เป็ นหะดีษหะสัน” [“ ‫ح‬‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ح‬ َّ‫لص‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ع‬ِ‫م‬‫ا‬َ‫ج‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬”
ซึ่งเป็นหนังสืออธิบาย หะดีษอัตติรมิซี เล่ม 2 หน้า 352]
มุบาร็อกปูรี นักวิชาการหะดีษชาวอินเดีย ได้กล่าวว่า
“นักวิชาการมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์นั้น
เป็ นหะดีษเศาะหี้ ห์, หรือหะดีษหะสัน, หรือหะดีษเฎาะอีฟ, หรือหะดีษเมาฎูอ์?
11
ซึ่งตามรูปการณ์ที่ปรากฏสาหรับฉันก็คือ สถานภาพของมันไม่ลดต่าไปกว่าหะดีษหะสัน (คือ
อย่างน้อยต้องเป็นหะดีษหะสัน)” [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 601]
และชัยค์อัลอัลบานี นักวิชาการหะดีษผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบัน
ได้กล่าวว่า
“ในสายรายงานของหะดีษบทนี้ มีชื่อมูสา บิน อับดุลอะซีซ ซึ่งรายงานมาจากอัลหะกัม
บินอะบาน ทั้งสองท่านนี้ เฎาะอีฟในด้านความทรงจา, อัลหากิมได้บ่งชี้ใน “ ‫كح‬َ‫ر‬‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” (เล่ม
1 ห น้ า 463), ร ว ม ทั้ ง อั ซ ซ ะ ฮ ะ บี ด้ ว ย ว่ า
(ห ะ ดี ษ เรื่อ งละ ห ม าด ตั สบี ห์ จ าก ก าร รา ย งาน ข อ ง อิ บ นุ อั บ บ า ส ร .ฎ .)
เป็ นหะดีษที่มีน้าหนักเพราะได้รับการสนับสนุนจากกระแสอื่น, นี่คือ ความถูกต้อง!
เพราะหะดีษเรื่องนี้ มีรายงานมาเป็นจานวนมากมายหลายกระแส และยังมีหลักฐานยืนยัน
(ٌ‫د‬ِ‫اه‬ َ‫)ش‬ อีกจานวนม าก ซึ่งผู้ ที่ได้ ประสบพ บ เห็ นมั น ย่อมจะฟั น ธงได้ เลยว่า
หะดีษนี้มีพื้นฐานและที่มาที่ไป . . .” [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬ เล่ม 1 หน้า 419]
อย่างไรก็ตามชัยค์อับดุลอะซีซ บินอับดุลลอฮ์ บินบาซ ได้มีทัศนะว่า :
บรรดานักวิชาการได้มีความเห็นขัดแย้งกันในหะดีษเกี่ยวกับละหมาดตัสบีห์
และที่ถูกต้องนั้ น ไม่เศาะหี้ ห์ เพราะเป็นหะดีษที่ตัวบทเพี้ ยนและมุงกัร (ถูกปฏิเสธ)
12
และขัดแย้งกับบรรดาหะดีษเศาะหี้ ห์ที่เป็นที่รู้กันจากท่านนะบี ในการละหมาดสุนนะฮ์,
ละหมาดซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติให้แก่บ่าวของพระองค์ ในการรุกูอ์ของมัน, การสุญูดของมัน
และอื่นจากนั้ น และเพราะเหตุนี้ ที่ถูกต้องคือ คาพูดของผู้ที่กล่าวว่า ไม่ เศาะหี้ ห์
ดังที่เราได้ระบุ ไว้แล้ว และ เพราะว่า บรรดาสายรายงานของมันทั้ งหมดเฎาะอีฟ
(อ่อนหลักฐาน) วัลลอฮุวะลียุตเตาฟีก [“‫متنوعة‬ ‫ومقاالت‬ ‫فتاوى‬ ‫”مجموع‬ เล่ม 11 หน้า 426]
อีกทั้งชัยค์มุหัมมัด บินศอลิห์ อัลอุษัยมีน ก็มีทัศนะว่า :
และสาหรับการละหมาดตัสบีห์นั้น ที่ถูกต้อง มันไม่ใช่สุนนะฮ แต่ทว่ามันเป็นบิดอะฮ์
และหะดีษที่ท่านได้ระบุในคาถามของท่านนั้น (หะดีษที่บันทึกโดยอะบูดาวูด เลขที่ 1297)
ไม่เศาะหี้ ห์ อิมามอะห์มัด ขออัลลอฮ์เมตตาต่อท่าน ได้กล่าวว่า “การละหมาดตัสบีห์
ไม่ ได้ ท าให้ ข้ าพ เจ้ าภู มิ ใ จ ” มี ผู้ ถ าม ว่า “ ท าไม ห รือ ?” ท่ าน ก ล่ าว ว่ า
“ในนั้ นไม่มี หะดีษเศาะหี้ ห์ เลย” และท่านได้ สะบัดมื อของท่าน เหมื อนกั บว่า
มันเป็ นสิ่งต้องห้ าม และอิมามอันนะวาวี กล่าวว่า หะดีษของมันเฎาะอีฟ
และในนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงระเบียบการละหมาดที่เป็นที่รู้กัน และ อัลอุก็อยลีกล่าวว่า
ในมัน (ละหมาดตัสบีห์) ไม่มีหะดีษที่มั่นคง และอะบูบักร์ อิบนุลอะเราะบี กล่าวว่า “ในมัน
ไม่มีหะดีษเศาะหี้ห์ และไม่มีหะดีษหะสัน”
[“‫ميي‬‫لعث‬‫ا‬ ‫صاحل‬ ‫بن‬ ‫محمد‬ ‫يخ‬‫الش‬ ‫فضيةل‬ ‫ورسائل‬ ‫فتاوى‬ ‫”مجموع‬ เล่ม 14 หน้า 329]
13
14
อัลกอ ฎี หุ สัยน์ เจ้ าขอ งต ารา “อั ต ต ะฮ์ ซี บ ” และ “อัต ต ะติ ม ม ะฮ์ ”
ตลอดจนอัรรูยานีระบุไว้ในตอนท้ายบท อัลญะนาอิซ จากตารา “อัลบะหฺร์” ของท่านว่า
ส่งเสริมให้ละหมาด ตัสบีห์เนื่องจากมีหะดีษรายงานมา ซึ่งอิมามอันนะวาวี (ร.ฮ.) กล่าวว่า
ในการส่งเสริมให้ละหมาดตัสบีห์นี้มีประเด็นต้องพิจารณาเพราะหะดีษละหมาดตัสบีห์นั้นอ่อน
(เฎาะอีฟ) และในการละหมาดตัสบีห์มีการเปลี่ยนระเบียบของการละหมาดที่รู้กัน
ดั ง นั้ น จึ ง ส ม ค ว ร ว่ า อ ย่ า ไ ด้ ก ร ะ ท า โ ด ย ไ ม่ มี ห ะ ดี ษ
และหะดีษของการละหมาดตัสบีห์นั้นไม่มั่นคง (ไม่เศาะหี้ ห์) คือ หะดีษที่รายงานโดย อิบนุ
อับบาส ว่า ท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวแก่ท่านอัลอับบาสว่า :
(อัลหะดีษ) . . . รายงานโดย อะบูดาวูด, อิบนุมาญะฮ์, อิบนุคุซัยมะฮ์ในเศาะหี้ ห์ของเขา
15
และคนอื่นๆ และอัตติรมิซีรายงานเอาไว้ จากริวายะฮ์ของอะบีรอฟิอ์ด้วยความหมาย
อัตติรมิ ซีกล่าวว่า : ถู กรายงานจากท่านน ะบี (ศ็อลลัลลอฮุ อ ะลัยฮิ วะสัลลัม )
ใน ก าร ละ ห ม าด ตั สบี ห์ ม าก ก ว่ าห นึ่ งห ะ ดี ษ แ ละ อั ต ติ ร มิ ซี ก ล่ าวว่ า :
โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เศาะหี้ห์
และอิบนุลมุบาร็อก และอีกหลายคนจากนักวิชาการมีความเห็นในเรื่องการละหมาด
ตัสบีห์และกล่าวถึงความประเสริฐเอาไว้ “อัลอุก็อยลี กล่าวว่า : ในการละหมาดตัสบีห์ไม่มี
หะดีษที่มั่ นคงเลย และอะบูบักร์ อิบนุลอะเราะบี และคนอื่นๆ ก็กล่าวไว้เช่นนี้
ว่าในเรื่องนี้ไม่มีหะดีษเศาะหี้ ห์และหะสันรายงานมา วัลลอฮุอะอ์ลัม” [“‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬
เล่ม 3 หน้า 546-547]
ชัยค์มุหัมมัด นะญีบ อัลมุฏีอีย์ กล่าวไว้ในเชิงอรรถใต้เส้นเล่มและหน้าเดียวกันนี้ว่า
อิ บ นุ ลเญ าซี ได้ ก ล่าวห ะดี ษ นี้ ไว้ ใน ต ารา “อั ล เม าฎู อ าต ” ข อ งเข า
และอิบ นุ หะญั รกล่าวว่า : สายรายงานหะดีษ ของอิบ นุ อับ บาสไม่ เป็ นอะไร
อยู่ในข่ายเงื่อนไขของหะดีษหะสัน เพราะมีสายรายงานอื่นๆ มาเสริม และอิบนุ ลเญาซี
ทาเสียด้วยการระบุหะดีษเรื่องการละหมาด ตัสบีห์เอาไว้ในตารา “อัลเมาฎูอาต”
และอัสสะยูฏีกล่าวไว้ใน “อัลละอาลิอ์” โดยถ่ายทอดจากอิบนุ หะญัรว่า “จริงๆ
แ ล้ ว สาย ราย งา น ทั้ งห ม ด ข อ งห ะ ดี ษ ละ ห ม า ด ตั สบี ห์ เฎ า ะอี ฟ ( อ่ อ น )
และแท้จริงหะดีษของอิบนุอับบาสนั้นใกล้เคียงจากเงื่อนไขของหะดีษหะสันนอกเสียจากว่าเป็น
ห ะ ดี ษ ช าซ (ٌّ‫ذ‬ ‫ا‬َ‫)ش‬ เนื่ อ งจา ก รา ยงาน โด ย รุ น แ ร งไม่ มี สาย ร าย งาน เสริ ม
แ ล ะ ยื น ยั น ที่ อ ยู่ ใ น ข่ า ย ก า ร พิ จ า ร ณ า
และรูป ของการละห มาดตั สบี ห์ ก็ค้ าน กั บ รูป แ บ บ ของการละหม าดทั่ วไป
และแท้จริงมีนักปราชญ์บางท่านได้แต่งตาราในการยืนยันว่าอยู่ในระดับหะสันหลายเล่มด้วยกัน
” [เชิงอรรถ “‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬ เล่ม 3 หน้า 547]
16
สัยยิด สาบิก ก็ระบุเรื่องการละหมาดตัสบีห์เอาไว้ในหนังสือ “ฟิกฮุสสุนนะฮ์” ของท่าน
และอ้างถึง อัลหาฟิ ซ ว่า : แท้จริง อัลหะดีษนี้ ถูกรายงานจากสายรายงานจานวนมาก
และจากกลุ่มหนึ่งจากชนรุ่นเศาะหาบะฮ์
ชั ย ค์ อั ล อั ล บ า นี
ก็ไม่ได้ติงระดับของสายรายงานหะดีษที่เป็นหลักฐานในการละหมาดตัสบีห์ที่สัยยิด สาบิก
ระบุเอาไว้ เพียงแต่ติงการออกชื่อ อัลหาฟิ ซ ว่า สัยยิด สาบิก ไม่ระบุให้ชัดเจนว่า อัลหาฟิ ซ
ที่อ้างถึงคือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี หรือไม่ เพราะอัลหาฟิ ซที่ถูกอ้างถึงในเรื่องนี้ คือ
อัลหาฟิซ อัลมุนซิรี ซึ่งถ้อยความที่ถูกกล่าวถึงใน “ฟิ กฮุสสุนนะฮ์” อยู่ในตารา “อัตตัรฆีบฯ”
(1/238) [“‫نة‬‫الس‬ ‫فقه‬ ‫عىل‬ ‫التعليق‬ ‫يف‬ ‫املنة‬ ‫”متام‬ หน้า 260]
แสดงให้เห็นว่า ชัยค์อัลอัลบานีก็ยอมรับระดับของสายรายงานในเรื่องการละหมาด
ตัสบีห์ นี่คือประเด็นเกี่ยวกับหลักฐานของการละหมาดตัสบีห์
ส่ว น ป ร ะเด็น ที่ พี่ น้ อ งมุ สลิ ม ม ลายู ใน 3 จั งห วั ด ช าย แ ด น ภ าค ใ ต้
ละหมาดตัสบีห์ในยามเช้าของวันรายอแนที่มัสญิดแบบบัรญะมาอะฮ์นั้นก็คงถือตามนักวิชาการ
ที่ให้น้าหนักกับหลักฐานในเรื่องการละหมาดตัสบีห์ที่มีระดับหะสัน เนื่องจากมีสายรายงานมาก
[“‫الطالبي‬ ‫عانة‬‫”ا‬ เล่ ม 1 ห น้ า 299] แ ละมี อ านิ สงค์ ผลบุ ญ ที่ ห าที่ สิ้ น สุด ไม่ ได้
คื อ มี บุ ญ ม าก ห าก ได้ ละห ม าด นี้ จน ก ระ ทั่ งนั ก วิ ชาก ารบ างท่ าน ร ะบุ ว่ า
“จะไม่รับฟังถึงความประเสริฐยิ่งใหญ่ของการละหมาดตัสบีห์และจะละทิ้งการละหมาดนี้นอกจ
ากคนที่กระทาเบาความในเรื่องศาสนา” [“‫الطالبي‬ ‫نة‬‫ا‬‫ع‬‫”ا‬ เล่ม 1 หน้า 300]
ซึ่ ง ก า ร ก ล่ า ว ใ น ท า น อ ง นี้ ดู จ ะ เ ป็ น สิ่ ง ที่ ไ ม่ บั ง ค ว ร นั ก
เพราะอิมามอันนะวาวีและอีกหลายท่านก็ไม่ให้น้าหนักกับสายรายงานของหะดีษที่เป็นหลักฐาน
17
ใ น เ รื่ อ ง ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์
จึงกลายเป็นว่าอิมามอันนะวาวีและนักวิชาการอีกหลายท่านกระทาเบาความในเรื่องศาสนาหรือ
อ ย่ า ง ไ ร ? แ ต่ ที่ ค่ อ น ข้ า ง แ น่ ใ จ ไ ด้ ก็ คื อ
พี่น้องมุสลิมมลายูเห็นด้วยกับคาพูดในทานองนี้แต่มุ่งหมายถึงเรื่องการมีผลบุญมากมายจึงให้
ความสาคัญ
ที นี้ ป ร ะ เ ด็ น มั น อ ยู่ ต ร ง ที่ ว่ า
การละหมาดตัสบีห์นั้ นมีสุนนะฮ์ให้ละหมาดแบบญะมาอะฮฺหรือไม่ ? คาตอบก็คือ
ไม่ มี สุน น ะฮ์ ให้ ก ระ ท าแ บ บ ญ ะม าอ ะฮฺ [“‫الطالبي‬ ‫عانة‬‫”ا‬ เล่ม 1 ห น้ า 299]
และถ้ าไม่ มี สุนนะฮ์ ให้ กระทาแ บบญ ะมาอะฮฺแล้วไปกระทาแบบญ ะมาอะฮ์
เช่ น นี้ ก าร ละห ม าด จ ะ ใช้ ได้ ห รือ ไม่ ? ใน ต ารา “ อั น นิ ฮ า ยะ ฮ์ ” ร ะบุ ว่ า
“ถ้าหากละหมาดแบบญะมาอะฮฺก็ไม่ถือว่ามักรูฮ์ แต่เห็นต่างกันว่าจะได้ผลบุญหรือไม่?
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าได้ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ได้ [อ้างแล้ว เล่ม 1 หน้า 284]
ใ น ต า ร า “ อั ล มั จ ญ์ มู อ์ ฯ ”
ก็ระบุว่าถ้าหากละหมาดแบบญะมาอะฮฺก็ถือว่าการละหมาดนั้นใช้ได้ [“‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬ เล่ม
3 หน้ า 499] อย่างไรก็ตามการปฏิบัติในสิ่งที่ไม่มี สุนนะฮ์ ให้ กระทาในทานองนี้
เรีย กว่า “คิ ลาฟุ ลเอ าล า” ซึ่ งห ม ายค วาม ว่าค้ าน กับ สิ่งที่ ดี ก ว่าห รือ ดีที่ สุด
แต่ไม่ถึงมักรูฮ์ตามกฎเกณฑ์ในมัซฮับ อันนี้ ว่าถึงการละหมาดตัสบีห์แบบญามาอะฮฺ
ต่อ ม าก็คื อ ป ระเด็น ก ารก าห น ด เวลาแ ละสาเห ตุ ข องก ารละห ม าด ตั สบี ห์
คือไปกาหนดว่าถ้าออกอีดรายอแน ก็จะละหมาดตัสบีห์กัน เวลาก็คือวันที่ 8 เชาวาล
ห รื อ ใ น ท า น อ ง เ ดี ย ว กั น คื อ
ค่าคืนสุดท้ายของเดือนเราะมะฎอนที่หลายมัสญิดละหมาดตัสบีห์กัน
ในตารา “อัลอิห์ ยาอ์ฯ” ของอิมามอัลเฆาะซาลี ระบุ ว่า “การละหมาดนี้
(ห ม ายถึ งละห ม าด ตั สบี ห์ มี ร่องรอ ยถู ก รายงาน ม าตาม ป ระ เด็น ข อ งมั น
และจะไม่ถูกจากัดด้วยเวลาและสาเหตุ” [อ้างจาก “‫الطالبي‬ ‫نة‬‫ا‬‫ع‬‫”ا‬ เล่ม 1 หน้ า 299]
อิ ม า ม อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล ฮั ย ต ะ มี ก ล่ า ว ว่ า :
“สิ่ ง ที่ ป ร า ก ฏ ชั ด เ จ น จ า ก ค า พู ด ข อ ง บ ร ร ด า นั ก วิ ช า ก า ร คื อ
ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ เ ป็ น ก า ร ล ะ ห ม า ด สุ น น ะ ฮ์ มุ ฏ ล ะ เ ก า ะ ฮ์
จึ ง ห ะ ร อ ม ที่ จ ะ ก ร ะ ท า ใ น เ ว ล า ที่ ห้ า ม ล ะ ห ม า ด
แ ล ะ ป ร ะ เด็ น ที่ ว่ า ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ เป็ น ล ะ ห ม า ด แ บ บ มุ ฏ ลั ก
ก็คือเป็นการละหมาดที่ไม่มีเงื่อนไขผูกพันด้วยกับเวลาหนึ่งเวลาใด และสาเหตุหนึ่งสาเหตุใด .
. . และเป็ นที่รู้กันว่าการละหมาดตัสบีห์ เป็ นสุนนะฮ์ มุ ฏละเกาะฮฺ
18
ก็คือจะไม่ถูกชดใช้ (เกาะฎออ์) เพราะเป็นการละหมาดที่ไม่มีเวลาที่ถูกกาหนดแน่นอน . . .”
[“‫الفقهية‬ ‫الكربى‬ ‫”الفتاوى‬ เล่ม 1 หน้า 271]
ดั งนั้ น เมื่ อ ไ ป ก า ห น ด วั น เว ล า แ ล ะ ส า เห ตุ ( คื อ อ อ ก บ ว ช 6)
ในการละหมาดตัสบีห์ก็ถือว่าเป็นการกระทาที่ไม่มีสุนนะฮ์ที่ชัดเจนและเจาะจงในเรื่องระบุมาก็เ
ข้าข่ายว่า คิลาฟุสสุนนะฮ์ คือค้านกับสุนนะฮ์ แต่ไม่ถึงขั้นว่าทาไม่ได้หรือละหมาดไม่เศาะห์
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้าไม่กาหนดวันหรือเวลาที่จะละหมาดประเภทแบบนี้ก็คงไม่ได้กระทากัน
จึงไม่พ้นว่าต้องมีนัดละหมาดตัสบีห์กัน ซึ่งถ้ามีเจตนาว่าถือเอาสะดวกก็คงไม่เสียหายอันใด
แต่ถ้ ากาหนดกัน จน เป็ น กิจจะลักษณ ะเลยว่าถ้ าวันออกอีดบวช 6 รายอแน
จะต้องละหมาดตัสบีห์เสมอไป ก็จะเข้าข่ายค้านกับสุนนะฮ์ได้
สรุปแล้ว หะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ – ตามทัศนะของผู้เขียน – ถือว่าเป็ น
“ห ะ ดี ษ ห ะ สั น ลิ ฆ็ อ ย ริ ฮิ ”
คือเป็นหะดีษที่สวยงามเพราะได้รับการสนับสนุนจากหะดีษกระแสอื่นๆ อีกจานวนมาก
ดังข้อมูลที่ได้นาเสนอไปแล้วนั้น
ส่วนในเรื่องเวลาการปฏิบัติละหมาดตัสบีห์ ตามหะดีษซึ่งรายงานมาโดยอับดุลลอฮ์
บินอัมร์ บินอัลอาศ ร.ฎ. ดังที่บันทึกโดยอะบูดาวูด หะดีษที่ 1298 ระบุว่า ท่านนะบี
ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนาให้ ละหมาดตัสบีห์หลังจากตะวันคล้อย
(ก่อนละหมาดซุฮ์ริ)
ถ้าหากปฏิบัติในเวลาดังกล่าวไม่ได้ ก็ให้ละหมาดในตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนก็ได้
ดังข้อความตอนท้ายของหะดีษบทนั้น
และวิธีละหมาดตัสบีห์ตามรูปการณ์ที่ปรากฏในหะดีษของอิบนุอับบาส ร.ฎ.
ที่ผ่ าน มาก็คือ ให้ล ะห ม าด ทั้ ง 4 ร็อ กอะฮ์โดย ให้ สะลามเพี ย งค รั้ งเดี ย ว
ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน ดังคากล่าวของมุบาร็อกปูรี [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬
‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 595]
‫اب‬‫و‬‫َبلص‬ ‫عمل‬‫أ‬ ‫وهللا‬

รายอแน-ออกอีดบวช 6, ละหมาดตัสบีห์

  • 1.
    1 รายอแน ‫بعد...؛‬‫و‬ ‫هللا‬ ‫رسول‬‫عىل‬ ‫سالم‬‫ل‬‫ا‬‫و‬ ‫الصالة‬‫و‬ ‫امحلدهلل‬ ก า ร ถื อ ศี ล อ ด สุ น น ะ ฮ์ 6 วันในเดือนเชาวาลถือเป็นสุนนะฮ์ตามที่มีปรากฏในอัลหะดีษที่รายงานโดยอะบูอัยยูบ อัลอันศอรี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า “ผู้ใดถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน แล้วตามมาด้วยการถือศีลอดอีก 6 วันในเดือน เชาวาล เท่ากับเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี” [บันทึกโดย มุสลิม, เลขที่ 1164] ส่วนเมื่อถือศีลอดสุนนะฮ์ในเดือนเชาวาลครบ 6 วันแล้ว ในวันถัดมาคือวันที่ 8 เดือนเชาวาลชาวม ลายูถือเอาเป็ นวัน รายอแน (รายอ อันนั ม -อีดบวชหก ) ก็คงถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่มิใช่เรื่องของศาสนา เพราะคาว่า ฮารีรายอแน คงเรียกตามภาษา อี ด ต า ม ศ า ส น บั ญ ญั ติ ( ٌّ‫ي‬ ِ‫ع‬ ْ‫ر‬َ‫ٌٌّّش‬‫د‬ْ‫ي‬ ِ‫ع‬ ) นั้ น ห ม า ย ถึ ง วันสาคัญทางศาสนาที่มีกรณีเกี่ยวเนื่องกับการประกอบศาสนกิจเสร็จสิ้นแล้วมีการแสดงความยิ น ดี ป ร า โ ม ท ย์ เ ช่ น อี ดิ ล ฟิ ฏ ร์ แ ล ะ วั น อ ะ เ ร า ะ ฟ ะ ฮ์ ซึ่งเป็นอีดสาหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์ซึ่งไปร่วมชุมนุมในการวุกุฟที่อะเราะฟะฮ์ อีดิลอัฎหา ห รื อ อี ด หั จ ญี ร ว ม ถึ ง วั น ตั ช รี ก อี ก 3 วั น เ ป็ น ต้ น อีดตามนัยนี้ เป็นเรื่องของศาสนามีข้อควรปฏิบัติอันเป็นเรื่องของการประกอบศาสนกิจ (อิบาดะฮ์) เช่น การละหมาดอีด การจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ การฟังคุตบะฮ์ การเชือดอุฎหิยะฮ์ (กุรบาน) และการห้ามถือศีลอดในวันอีดทั้งสอง ฯลฯ ดั ง นั้ น ก า ร เ รี ย ก “ร อ ย อ แ น ” ห รื อ อี ด ห ก ถ้ า เรี ย ก ต า ม ค ว าม ห ม า ย ท างภ า ษ าแ ล ะ ป ร ะ เพ ณี ก็ เป็ น สิ่งที่ ท า ไ ด้ แต่ถ้าเรียกตามความหมายที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้ (อิศฏิลาหี้ ย์) ก็ถือว่าเป็นการอุตริกรรม (บิดอะฮ์) เพราะเป็ นสิ่งที่ไม่มีในหลักการของศาสนา ไม่มี สุนนะฮ์ระบุว่าในวันที่ 8 เดือ นเชาวาล ห ลังจากถื อศีลอด 6 วัน ครบแล้ วให้ ถือเอาวันนั้ นเป็ นวันอี ด การไปกาหนดเช่นนั้นทั้งๆ ที่ไม่มีตัวบทรับรองจึงถือเป็นอุตริกรรม (บิดอะฮ์)
  • 2.
    2 ในประเทศอียิปต์ก็มีเรื่องในทานองนี้ คือ เรียกวันออกบวช6 ว่า “อีดิลอับรอร” (ٌِّ‫رار‬ْ‫ب‬َ‫أل‬‫ا‬ٌٌّّ‫د‬ْ‫ي‬ِ‫)ع‬ โด ยผู้ คนจะไปรวม ตัวกัน ที่มั สญิ ดอัลหุ สัยน์ หรือมั สญิ ดซัยนั บ แล้วก็มีการกลับไปทาอาหารพิเศษ เช่น ข้าวหุงกับนมรับประทานกันที่บ้าน ชัยค์มุหัมมัด อั บ ดุ ส ส ะ ล า ม คิ ฎิ ร อั ช ชุ ก็ อ ย รี ก ล่ า ว ว่ า การกระทาดังกล่าวเป็นอุตริกรรมและท่านเรียกอีดนี้ว่า “อีดิลฟุจญาร” หมายถึงอีดของคนชั่ว ไม่ใช่ “อีดิลอับรอร” คือ อีดของคนดี [มุหัมมัด อับดุสสะลาม คิฎิร อัชชุก็อยรี, “อัสสุนัน วัลมุบตะดะอาตฯ” หน้า 163] อิบนุตัยมียะฮ์ กล่าวว่า “ส่วน ก าร ยึด ช่ วงเวลาใด ช่วงเว ลาห นึ่ งว่าเป็ น ช่ว งเวลาที่ ป ระ เสริ ฐ น อ ก เห นื อ ไ ป จ า ก ช่ ว งเว ล า ที่ มี ร ะ บุ ไว้ แ บ บ อ ย่ า งท า งศ าส น า เช่ น บางคืนในเดือนเราะบีอุลเอาวัลที่เรียกว่า 'คืน เมาลิด' หรือบางคืนในเดือนเราะญับ หรือวันที่ 18 ของเดือนซุลหิจญะฮ์ หรือศุกร์แรกของเดือนเราะญับ หรือวันที่ 8 เ ดื อ น เ ช า ว า ล ซึ่ ง ผู้ ไ ร้ ค ว า ม รู้ เ รี ย ก มั น ว่ า 'อี ดิ ล อั บ ร อ ร ' ล้วนแล้วแต่เป็นบิดอะฮ์อุตริกรรมที่บรรดาสะลัฟ (ชนยุคแรก) ไม่ได้สนับสนุนให้กระทา
  • 3.
    3 และพวกเขาก็ไม่เคยปฏิบัติ วัลลอฮุสุบหานะฮุวะตะอาลาอะอ์ลัม” [อิบนุตัยมียะฮ์,“มัจญ์มูอ์ อัลฟะตาวา” เล่ม 25 หน้า 298 และ “อัลอิคติยาร อัลฟิกฮียะฮ์” หน้า 199] อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล ฮั ย ต ะ มี ก ล่ า ว ว่ า “เ ป็ น ที่ ชั ด เ จ น ยิ่ ง ว่ า ไ ม่ อ นุ ญ า ต ใ ห้ ผู้ ใ ด ยึ ด มั่ น แ ล ะ ศ รั ท ธ า ว่ า วั น ที่ 8 ของเดือนเชาวาลเป็นวันอีดที่มีถูกบัญญัติไว้ในอิสลาม ดั่งเช่นวันอีดิลฟิ ฏร์และอีดิลอัฎหา ยิ่ ง ก ว่ า นั้ น อุ ล ะ ม า อ์ บ า ง ท่ า น ถึ ง กั บ ร ะ บุ ว่ า ไม่อนุญาตให้เรียกวันนั้นว่าวันอีดที่ควรแก่การแสดงออกด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ของวันอีด เช่ น ก า รสว ม เสื้ อ ผ้ า ที่ สวย งาม ก ารจั ด เลี้ ย งอ าห า รที่ ห ลา ก ห ลาย ช นิ ด และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เฉกเช่นการปฏิบัติในวันอีดิลฟิฏร์และอีดิลอัฎหา” [อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมี, “อัลฟะตาวา อัลกุบรอ อัลฟิกฮียะฮ์” เล่ม 1 หน้า 272] ชัยค์มุหัมมัด อิบนุศอลิห์ อัลอุษัยมีน กล่าวว่า ‫نون‬‫يظ‬‫ناس‬‫ل‬‫ا‬‫بعض‬ ‫ن‬‫أ‬‫ار‬‫ر‬‫ب‬‫ال‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫نه‬‫و‬ّ‫م‬‫س‬‫ي‬‫و‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫نه‬‫أ‬‫نون‬‫يظ‬‫شهر‬‫ل‬‫ا‬‫هذا‬ ‫من‬‫ثامن‬‫ل‬‫ا‬‫يوم‬‫ل‬‫ا‬ ،‫يح‬‫بصح‬ ‫ليس‬‫وهذا‬‫جيوز‬ ‫ال‬ ‫و‬‫أ‬‫يامه‬‫ص‬‫جيوز‬‫هل‬ ‫ل‬‫سأ‬‫ي‬ ‫بعضهم‬ ‫ن‬‫ا‬ ‫حىت‬‫نه‬‫و‬‫ك‬ ‫تقاد‬‫ع‬‫ا‬ :‫عين‬‫أ‬ ‫ال‬‫و‬‫ش‬ ‫من‬‫ثامن‬‫ل‬‫ا‬‫يوم‬‫ل‬‫فا‬ ،‫يح‬‫بصح‬ ‫ليس‬‫ا‬ً‫يد‬‫ع‬‫يوم‬ ‫هو‬ ‫منا‬‫ا‬‫و‬ ‫للفجار‬ ‫وال‬ ‫ار‬‫ر‬‫ب‬‫لل‬ ‫ا‬ً‫يد‬‫ع‬ ‫ليس‬ ‫ة‬ّ‫ي‬‫ع‬‫رش‬‫ل‬‫ا‬ ‫ياد‬‫ع‬‫ال‬ ‫ن‬‫ل‬ ‫ا؛‬ً‫بد‬‫أ‬ ‫يد‬‫لع‬‫ا‬ ‫شعائر‬ ‫من‬ٌ‫ء‬‫يش‬‫فيه‬ ‫ث‬ َ‫حيد‬‫ن‬‫أ‬‫جيوز‬‫وال‬،‫ايم‬‫ال‬‫سائر‬‫ك‬ ،‫اها‬‫و‬‫س‬ ‫يد‬‫ع‬ ‫سالم‬‫اال‬ ‫يف‬ ‫ليس‬‫و‬ ،‫امجلعة‬ ‫يد‬‫ع‬‫و‬ ‫حضى‬‫ال‬ ‫يد‬‫ع‬‫و‬ ‫الفطر‬ ‫يد‬‫ع‬ :‫ثالثة‬ “ มุ ส ลิ ม บ า ง ค น มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า วั น ที่ 8 ข อ ง เ ดื อ น เ ช า ว า ล เ ป็ น วั น อี ด แ ล ะ พ ว ก เ ข า เ รี ย ก วั น นี้ ว่ า "อีดิลอับรอร"จนถึงกับมีบางคนในหมู่พวกเขาถามว่า "อนุญาตให้ถือศีลอดในวันนี้ หรือไม่
  • 4.
    4 เพราะวันนี้ เป็นวันอีดิลอับรอร?" ความเชื่อที่ว่าวันนี้เป็ นวันอีดไม่ถูกต้องเพราะวันที่ 8 ของเดือนเชาวาลไม่ได้เป็นวันอีดสาหรับผู้ปฏิบัติดี (อับรอร) หรือผู้ปฏิบัติไม่ดี (ฟุจญาร) แต่มันเป็ นเพียงวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้มีการอุตริด้วยพิธีกรรมต่างๆ ที่เป็ นสัญลักษณ์ของวันอีดเป็ นอันขาด และจงอย่าละทิ้ งการถือศีลอดในวันนั้ น แ ละจ งอ ย่ าอุ ต ริ ด้ วย ก าร จั ด เลี้ ย งอ าห าร ต่ างๆ แ ละ ก ารให้ บ ริ จ าค ท าน เพราะแท้จริงบัญญัติวันอีดในอิสลามมีเพียง 3 วันเท่านั้น นั่นคือ อีดิลฟิ ฏร์ อีดิลอัฎหา และอีดวันศุกร์ และจะไม่มีวันอีดในอิสลามอื่นจากนั้น” binothaimeen.net/content/108 ละหมาดตัสบีห์ ละหมาดตัสบีห์เป็นละหมาดสุนัตชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบปฏิบัติแตกต่างไปจากละหมาดโ ดยทั่วๆ ไป และหะดีษเกี่ยวกับละหมาดตัสบีห์ก็เป็นหะดีษที่ค่อนข้างมีปัญหาในด้านสายรายงาน ด้ ว ย เ ห ตุ นี้ บรรดานักวิชาการจึงมีทัศนะขัดแย้งกันอย่างมากเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของหะดีษเรื่องละหมา ดตัสบีห์ อิบนุ ลเญ าซี กล่าวว่า หะดีษเรื่องละห มาด ตัสบีห์ เป็ น หะดี ษเมาฎู อ์ หรือหะดีษที่ถูกกุขึ้นมา [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 596] อิมามอันนะวะวี ได้กล่าวว่า อัลอุก็อยลี, อิบนุลอะเราะบี และนักวิชาการอื่นๆ กล่าวว่า ไม่ มี ห ะดี ษ เศ า ะหี้ ห์ แ ล ะห ะดี ษ ห ะสั น เล ย ใ น เรื่ อ ง ล ะห ม าด ตั ส บี ห์ (คือเป็นหะดีษเฎาะอีฟทั้งหมด) [“‫ح‬‫ع‬‫أ‬‫مو‬‫أ‬‫ج‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า 55] แ ต่ ตั ว อิ ม า ม อั น น ะ ว ะ วี เอ ง ก ลั บ ลั งเล แ ล ะ สั บ ส น ใ น เรื่ อ ง นี้ โดยท่านได้กล่าวสอดคล้องกับคากล่าวของนักวิชาการข้างต้นว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ เป็นหะดีษเฎาะอีฟ [“‫ح‬‫ع‬‫أ‬‫مو‬‫أ‬‫ج‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า 5] แต่ขณะเดียวกันท่านกลับกล่าวใน “ ِ‫َات‬‫غ‬ُّ‫ل‬‫ل‬‫ا‬َ‫و‬ ِ‫ء‬‫أ‬ ‫أ‬‫ْس‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ذ‬‫أ‬َ‫”َت‬ ว่า หะดีษเรื่องละหมาด ตั ส บี ห์ เป็ น ห ะดี ษ ห ะสั น แ ละ ใน “ ‫ح‬‫ر‬ َ‫َك‬ ‫أ‬‫ذ‬ َ‫ل‬ َ‫ا‬” ข อ งท่ า น ห น้ า 168-169 ก็โน้มเอียงไปในด้านการยอมรับความหะสันของละหมาดตัสบีห์นี้
  • 5.
    5 เช่ น เดี ย ว กั บ อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล อั ส เ ก า ะ ล า นี ที่ ก ล่ า ว ว่ า สายรายงานของหะดีษเรื่อละหมาดตัสบีห์ทั้งหมด เป็ นสายรายงานที่เฎาะอีฟ [“ ‫ح‬‫ص‬‫أ‬‫ي‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ت‬ ِ ‫أ‬‫ِي‬‫ب‬َ‫ح‬‫أ‬‫ل‬‫”ا‬ เล่ม 2 หน้า 7] แ ต่ ท่ า น ก ลั บ ก ล่ า ว ใ น ลั ก ษ ณ ะ “โ น้ ม เ อี ย ง ” ไปในทางยอมรับหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์โดยปรากฏใน “ِ‫ر‬َ‫َك‬‫أ‬‫ف‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ج‬ِ‫ئ‬‫ا‬َ‫ت‬َ‫ن‬” และ “‫ةح‬َ‫ر‬ِّ‫ف‬َ‫ك‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ال‬ َ‫ص‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” แ ละได้ ย อ ม รั บ ห ะ ดี ษ อ ย่ าง “ชั ด เจน ” ใน “ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ث‬‫أ‬‫ي‬ ِ‫اد‬ َ‫ح‬ َ‫أ‬ ‫أ‬‫ن‬ َ‫ع‬ ٌ‫ة‬َ‫ب‬ِ‫و‬ ‫أ‬‫ج‬ َ‫أ‬” ว่ า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ เป็ นหะดีษหะสันลิฆ็อยริฮิ อัลอัลบานีย์ [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬ َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬ เล่ม 1 หน้ า 419]; อะห์มัด มุหัมมัด ชากิร [“ ‫ح‬‫ع‬ِ‫ام‬َ‫ج‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬‫ح‬‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ح‬ َّ‫لص‬‫ح‬‫ا‬ ” เล่ม 2 หน้า 352] และมุบาร็อกปูรี [“ ‫أ‬‫ى‬ ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้ า 601] กล่าวสอดคล้องกันว่า ภาพรวมของหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ ถือเป็ นหะดีษหะสัน อะบูบักร์ อัลอาญิรี, อะบูมุหัมมัด อับดุรเราะหี้ ม อัลมิศรี, อะบุลหะสัน อัลมุก็อดดิซี ถือว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ เป็ นหะดีษเศาะหี้ ห์ ดังคากล่าวของอัลมุนซิรี [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 598] ก่ อ น ที่ จ ะ วิ เค ร า ะ ห์ ข้ อ เท็ จ จ ริ ง ข อ งค ว า ม ขั ด แ ย้ ง ข้ า ง ต้ น ก็จะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเนื้อหาของหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์ดังต่อไปนี้ มีรายงานว่า ท่านนะบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ลุงของท่าน คือท่านอับบาส บินอับดุลมุฏฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า
  • 6.
    6 “ลุงจ๋ า! นี้แ น่ ะ ฉั น จ ะ ม อ บ ให้ ลุ ง 10 ป ระ ก าร เมื่ อ ลุ งป ฏิ บั ติ มั น พ ร ะ อ ง ค์ อั ล ล อ ฮ์ ก็ จ ะ ท ร ง อ ภั ย โ ท ษ ใ ห้ ลุ ง ใ น บ า ป ข อ ง ลุ ง ทั้ งต อ น เริ่ม ต้ น แ ละต อ น สุด ท้ าย ขอ งมัน , ทั้ งให ม่ แ ละทั้ งเก่ าขอ งมัน , ทั้งที่ผิดพลาดและที่เจตนาของมัน, ทั้งเล็กและทั้งใหญ่ของมัน, ทั้งที่ลับและที่แจ้งของมัน (นี่แหละคือการอภัยโทษ) 10 ประการ (ที่ฉันกล่าวไว้ และวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งการอภัยโทษ 10 ป ร ะ ก า ร ดั ง ก ล่ า ว ก็ คื อ ) ใ ห้ ลุ งล ะ ห ม า ด 4 ร็อ ก อ ะ ฮ์ ใ น ทุ ก ๆ ร็อกอะฮ์ให้ อ่านฟาติหะฮ์และอ่านสูเราะฮ์ เมื่อลุงอ่านสูเราะฮ์เสร็จในร็อกอะฮ์แรกแล้ว ก็ให้ กล่าวในขณะกาลังยืนตรง (ก่อนรุกูอ์) ว่า “สุบหานัลลอฮ์, วัลหัมดุลิลลาฮ์, ว ะ ล า อิ ล า ฮ ะ อิ ล ลั ล ล อ ฮ์ , วั ล ล อ ฮุ อั ก บั ร ” 15 ค รั้ ง , ต่ อ ม าให้ ลุ งก้ ม รุ กู อ์ แ ละ ให้ ก ล่ าว อ ย่างนั้ น ใน ข ณ ะ รุกู อ์ 10 ค รั้ ง, ต่ อ ม า ให้ เงยศีรษะขึ้ นและกล่าวมันขณะยืนตรง (อิอ์ติดาล) อีก 10 ครั้ง, ต่อมาก็ให้ ลงสุญูด
  • 7.
    7 (ค รั้ งแ ร ก ) แ ล ะ ใ ห้ ก ล่ า ว มั น (ใ น ข ณ ะ สุ ญู ด ) 10 ค รั้ ง , ต่อมาให้เงยศีรษะขึ้นจากสุญูดและให้อ่านมัน (ขณะนั่งพักระหว่างสองสุญูด) 10 ครั้ง, ต่อมาก็ให้ ลงสุญูด (ครั้งที่สอง) และให้ อ่านมัน (ขณะกาลังสุญูด) อีก 10 ครั้ง, ต่อมาก็ให้เงยขึ้นจากสุญูด (ขึ้นมานั่งก่อนลุกขึ้นยืนทาร็อกอะฮ์ที่สอง) และให้อ่านมัน (ขณะนั่ง) อีก 10 ครั้ง, รวมแล้วเป็ น 75 ครั้งในแต่ละร็อกอะฮ์, ให้ลุงทาอย่างนั้นใน 4 ร็อกอะฮ์ หากลุงมี ความสามารถ ก็ให้ ลุงกระทามั นทุ กๆ วัน, หากไม่ สามารถ ก็ให้ ทามันสัปดาห์ละครั้ง, หากไม่สามารถ ก็ให้ทามันเดือนละครั้ง, หากไม่สามารถ ก็ให้ทามันปีละครั้ง, และหากไม่สามารถอีก ก็ให้ลุงทามันสัก 1 ครั้งในชั่วชีวิตลุงก็ได้” [บันทึกโดย อะบูดาวูด หะดีษที่ 1297; อิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1387; อิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่ 1216 และอัลหากิม ใน “ ‫ح‬‫ك‬َ‫ر‬ ‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 1 หน้า 463 โดยรายงานมาจากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา] อธิบาย-วิเคราะห์ ความจริงหะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์นี้มีรายงานมาหลายกระแสจากเศาะหาบะฮ์จานวน 10 ท่าน ดังจะได้กล่าวต่อไป นั กวิชาการหะดีษได้ ตรวจสอบดูแล้ วป รากฏ ว่า ทุ กๆ ก ระแสของมั น ไ ม่ มี ก ร ะ แ ส ใ ด เ ล ย ที่ จ ะ ถู ก ต้ อ ง ส ม บู ร ณ์ ใ น ตั ว เ อ ง , ทว่าแต่ละกระแสล้วนมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น แ ต่ ก ระแ สข้ างต้ น นี้ ซึ่งเป็ น สาน วน จาก ก ารบั น ทึ ก ข อ งอ ะบู ด าวู ด ถือเป็ นกระแสรายงานที่ดีที่สุดของหะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีสายรายงานดังต่อไปนี้ 1. อับดุรเราะห์มาน บินบุชร์ บินอัลหะกัม อันนัยสาบูรี 2. มูสา บินอับดุลอะซีซ 3. อัลหะกัม บินอะบาน 4. อิกริมะฮ์ 5. อับดุลลอฮ์ อิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา 6. ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
  • 8.
    8 อัลมุนซิรี ได้กล่าวใน “‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ه‬‫أ‬َّ‫الَّت‬َ‫و‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫غ‬‫أ‬َّ‫لَّت‬َ‫ا‬” ของท่านว่า “อะบูบักร์ บุ ตรชายของอะบูดาวูดกล่าวว่า ฉันได้ยินบิดาของฉันกล่าวว่า : ในเรื่องละหมาดตัสบีห์นั้น ไม่มีหะดีษใดที่ถูกต้องนอกจากบทนี้ เพียงบทเดียว, และมุสลิม บิ น อั ล หั จ ญ า จ ญ์ (เจ้ า ข อ งห ะ ดี ษ เศ า ะ หี้ ห์ มุ ส ลิ ม ) ก ล่ า ว ว่ า : ไ ม่ ป ร า ก ฏ มี ส า ย ร า ย ง า น ใ ด ใ น ห ะ ดี ษ (ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ ) นี้ ที่จะสวยงามยิ่งไปกว่าสายรายงานนี้ อีกแล้ว (ท่านหมายถึงการรายงานของอิกริมะฮ์ จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ดังข้างต้น)” [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 598] อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี ได้กล่าวใน “‫ح‬‫ة‬َ‫ر‬ِّ‫ف‬َ‫ك‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ال‬ َ‫ص‬ِ‫خ‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” ว่า “บรรดาผู้ รายงานของสายรายงานห ะดีษ บทนี้ ไม่ มี ปั ญ หา! อิ กริมะฮ์ ได้รับการยอมรับจากบุคอรี, อัลหะกัม ก็พอจะเชื่อถือได้, มูสา บินอับดุลอะซีซ ถูกยะห์ยา บิ น ม ะ อี น ก ล่ า ว วิ จ า ร ณ์ ว่ า ฉั น เ ห็ น ว่ า เ ข า ไ ม่ มี ปั ญ ห า ใ ด ๆ และอันนะสาอีก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน, อะลี บิน อัลมะดีนี กล่าว (วิจารณ์) ว่า ส า ย ร า ย ง า น นี้ เ ป็ น ห นึ่ ง จ า ก เ งื่ อ น ไ ข ข อ ง ห ะ ดี ษ ห ะ สั น เนื่องจากมันมีหลักฐานยืนยันมากมายที่ช่วยสนับสนุนให้มันมีน้าหนักมากยิ่งขึ้น” [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 599] นี่ คื อ มุมมองของนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงหลายท่านเกี่ยวกับสายรายงานของหะดีษข้างต้น แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการแล้ว สายรายงานของหะดีษบทนี้ ไม่อาจเรียกได้ว่า เป็ นสายรายงานที่เศาะหี้ ห์ หรือสายรายงานที่หะสันได้เลย
  • 9.
    9 ทั้งนี้ เพราะผู้รายงานลาดับที่ 2คือ มูสา บิน อับดุลอะซีซ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 175) และผู้รายงานลาดับที่ 3 คือ อัลหะกัม บินอะบาน (เสียชีวิต ฮ.ศ. 154) นั้ น แม้ทั้ง 2 ท่ าน นั้ น จ ะเป็ น ผู้ ที่ พ อ จะเชื่ อ ถื อ ได้ ( ٌ‫ق‬ ‫أ‬‫و‬ ‫دح‬ َ‫)ص‬ แ ต่ มู สาก็ยั งถู ก วิ จาร ณ์ ว่ า มีความบกพร่องในด้านความทรงจา (ِ‫ظ‬‫أ‬‫ف‬ِ‫ح‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ء‬ ِّ َ‫س‬ ), และอัลหะกัมก็ยังถูกวิจารณ์ว่า มีความผิดพลาด ( ‫َا‬‫ه‬‫أ‬‫و‬َ‫أ‬ٌ‫م‬ ) อยู่บ้าง [โปรดดู “ ِ‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ذ‬‫أ‬َّ‫الَّت‬ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ر‬‫أ‬‫ق‬َ‫ت‬” เล่ม 2 หน้า 285-286 และเล่ม 1 หน้า 190] ผู้ ราย งาน ที่ มี ค วาม บ ก พ ร่อ งด้ าน ค วาม ท ร งจ าแ ละค วาม ผิ ด พ ลาด มิใช่คุณสมบัติของผู้รายงานของหะดีษเศาะหี้ห์หรือหะดีษหะสัน อาจจะกล่าวได้เพียงแค่ว่า สายรายงานหะดีษข้างต้นนั้นมีคุณสมบัติ “ใกล้เคียง” สายรายงานของหะดีษหะสันมากที่สุดเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากความบกพร่องในด้านความทรงจาหรือความผิดพลาดอยู่บ้าง ต า ม ห ลั ก วิ ช า ก า ร ห ะ ดี ษ ถื อ ว่ า เป็ น ข้ อ บ ก พ ร่ อ งเ พี ย งเล็ ก น้ อ ย ซึ่งอาจจะได้รับการเสริมและสนับสนุนจากรายงานอื่นให้มีน้าหนักน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ และตามข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้วก็คือ หะดีษบทนี้ ได้รับการสนับสนุน! เพ ราะมี การรายงาน ม าโดย เศาะห าบ ะฮ์ อื่น ๆ รวม ทั้ งห ม ด เป็ น 10 ท่ าน (ด้วยสายรายงานที่ต่อเนื่อง) ดังต่อไปนี้ 1. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ อิบนุอับบาส ร.ฎ. ดังการบันทึกข้างต้น 2. รายงานมาจากอัลฟัฎล์ อิบนุอับบาส ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานีย์ ใน “ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬ ”] 3. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ บินอัลอาศ ร.ฎ. (บันทึกโดยอะบูดาวูด หะดีษที่ 1298 และอิบนุชาฮีน ใน “ ‫ح‬‫ب‬‫أ‬‫ي‬ِ‫غ‬‫أ‬َّ‫لَّت‬َ‫ا‬”] 4. รายงานมาจากอะบูรอฟิอ์ ร.ฎ. คนรับใช้ของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม [บันทึกโดยอัตติรมิซี หะดีษที่ 482 และอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1386] 5. รายงานมาจากอิบนุอุมัร ร.ฎ. [บันทึกโดยอัลหากิม ใน “ ‫ح‬‫ك‬َ‫ر‬‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” เล่ม 4 หน้า 464] 6. รายงานมาจากอัลอับบาส ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานี ใน “َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬”] 7. รายงานมาจากอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ ร.ฎ. [บันทึกโดยอัดดาเราะกุฏนี] 8. รายงานมาٌّจากญะอ์ฟัร อิบนุอะบีฏอลิบ ร.ฎ. [บันทึกโดยอิบรอฮีม บินอะห์มัด บินญะอ์ฟัร อัลฆ็อรกี ใน “ ِ‫ئ‬‫ا‬َ‫و‬َ‫ف‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬‫دح‬ ”]
  • 10.
    10 9. รายงานมาจากอับดุลลอฮ์ บินญะอ์ฟัรร.ฎ. [บันทึกโดยอัดดาเราะกุฏนี] 10. รายงานมาจากอุมมุสะละมะฮ์ ร.ฎ. [บันทึกโดยอะบูนุอัยม์ อัลอัศบะฮานีย์ ใน “َ ‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬َّ‫ت‬‫ح‬‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ن‬َ‫َب‬ ‫أ‬‫ر‬‫ح‬‫ق‬”] นอกจากนี้หะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ ยังถูกรายงานมา “ด้วยสายรายงานที่มุรสัล” จากตาบิอีนอีกหลายท่าน ดังการบันทึกของอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬ เล่ ม 2 ห น้ า 1782] (ห ะ ดี ษ มุ ร สั ล คื อ ห ะ ดี ษ ซึ่ งต า บิ อี น ผู้ ร า ย งา น มิ ได้ ระบุ นามเศาะหาบะฮ์ที่เป็ น คนกลางระหว่างตัวเขากับท่าน เราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไว้ด้วย) อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี ได้กล่าวในการตอบปัญหาหะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ว่า “และที่ถูกต้องก็คือ มัน (หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์) อยู่ในระดับหะดีษหะสัน อันเนื่องมาจากมันมีกระแสรายงานมาจานวนมาก ซึ่งทาให้กระแสแรกของมัน (คือกระแสของ อิบนุอับบาส ร.ฎ. ข้างต้น) มีน้าหนักแข็งแรงขึ้นมาได้” [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫ُت‬ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ” เล่ม 2 หน้า 1782] ชัยค์อะห์มัด มุหัมมัด ชากิร นักวิชาการหะดีษชาวอียิปต์ ได้กล่าวว่า “และแน่นอน เราได้อธิบายให้ทราบแล้วถึงสถานภาพผู้รายงานของสายรายงานหะดีษ นี้ (ห มายถึงห ะดีษ ละหม าด ตัสบี ห์ ที่บั น ทึก โดยอัต ติรมิ ซี ห ม ายเลข 482) และจากการอธิบายนั้นทาให้เป็นที่ชัดเจนว่า หะดีษนี้ เป็ นหะดีษหะสัน” [“ ‫ح‬‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ح‬ َّ‫لص‬‫ح‬‫ا‬ ‫ح‬‫ع‬ِ‫م‬‫ا‬َ‫ج‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” ซึ่งเป็นหนังสืออธิบาย หะดีษอัตติรมิซี เล่ม 2 หน้า 352] มุบาร็อกปูรี นักวิชาการหะดีษชาวอินเดีย ได้กล่าวว่า “นักวิชาการมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า หะดีษเรื่องละหมาดตัสบีห์นั้น เป็ นหะดีษเศาะหี้ ห์, หรือหะดีษหะสัน, หรือหะดีษเฎาะอีฟ, หรือหะดีษเมาฎูอ์?
  • 11.
    11 ซึ่งตามรูปการณ์ที่ปรากฏสาหรับฉันก็คือ สถานภาพของมันไม่ลดต่าไปกว่าหะดีษหะสัน (คือ อย่างน้อยต้องเป็นหะดีษหะสัน)”[“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 601] และชัยค์อัลอัลบานี นักวิชาการหะดีษผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบัน ได้กล่าวว่า “ในสายรายงานของหะดีษบทนี้ มีชื่อมูสา บิน อับดุลอะซีซ ซึ่งรายงานมาจากอัลหะกัม บินอะบาน ทั้งสองท่านนี้ เฎาะอีฟในด้านความทรงจา, อัลหากิมได้บ่งชี้ใน “ ‫كح‬َ‫ر‬‫دأ‬َ‫ت‬ ‫أ‬‫مس‬‫أ‬‫ل‬َ‫ا‬” (เล่ม 1 ห น้ า 463), ร ว ม ทั้ ง อั ซ ซ ะ ฮ ะ บี ด้ ว ย ว่ า (ห ะ ดี ษ เรื่อ งละ ห ม าด ตั สบี ห์ จ าก ก าร รา ย งาน ข อ ง อิ บ นุ อั บ บ า ส ร .ฎ .) เป็ นหะดีษที่มีน้าหนักเพราะได้รับการสนับสนุนจากกระแสอื่น, นี่คือ ความถูกต้อง! เพราะหะดีษเรื่องนี้ มีรายงานมาเป็นจานวนมากมายหลายกระแส และยังมีหลักฐานยืนยัน (ٌ‫د‬ِ‫اه‬ َ‫)ش‬ อีกจานวนม าก ซึ่งผู้ ที่ได้ ประสบพ บ เห็ นมั น ย่อมจะฟั น ธงได้ เลยว่า หะดีษนี้มีพื้นฐานและที่มาที่ไป . . .” [“ِ‫ح‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ب‬‫ا‬ َ‫ص‬َ‫م‬‫أ‬‫ل‬‫ا‬ ِ‫ة‬َ‫َك‬ ‫أ‬‫ش‬ِ‫م‬ ‫ح‬‫ق‬‫أ‬‫ي‬ِ‫ق‬‫أ‬َ‫”ُت‬ เล่ม 1 หน้า 419] อย่างไรก็ตามชัยค์อับดุลอะซีซ บินอับดุลลอฮ์ บินบาซ ได้มีทัศนะว่า : บรรดานักวิชาการได้มีความเห็นขัดแย้งกันในหะดีษเกี่ยวกับละหมาดตัสบีห์ และที่ถูกต้องนั้ น ไม่เศาะหี้ ห์ เพราะเป็นหะดีษที่ตัวบทเพี้ ยนและมุงกัร (ถูกปฏิเสธ)
  • 12.
    12 และขัดแย้งกับบรรดาหะดีษเศาะหี้ ห์ที่เป็นที่รู้กันจากท่านนะบี ในการละหมาดสุนนะฮ์, ละหมาดซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติให้แก่บ่าวของพระองค์ในการรุกูอ์ของมัน, การสุญูดของมัน และอื่นจากนั้ น และเพราะเหตุนี้ ที่ถูกต้องคือ คาพูดของผู้ที่กล่าวว่า ไม่ เศาะหี้ ห์ ดังที่เราได้ระบุ ไว้แล้ว และ เพราะว่า บรรดาสายรายงานของมันทั้ งหมดเฎาะอีฟ (อ่อนหลักฐาน) วัลลอฮุวะลียุตเตาฟีก [“‫متنوعة‬ ‫ومقاالت‬ ‫فتاوى‬ ‫”مجموع‬ เล่ม 11 หน้า 426] อีกทั้งชัยค์มุหัมมัด บินศอลิห์ อัลอุษัยมีน ก็มีทัศนะว่า : และสาหรับการละหมาดตัสบีห์นั้น ที่ถูกต้อง มันไม่ใช่สุนนะฮ แต่ทว่ามันเป็นบิดอะฮ์ และหะดีษที่ท่านได้ระบุในคาถามของท่านนั้น (หะดีษที่บันทึกโดยอะบูดาวูด เลขที่ 1297) ไม่เศาะหี้ ห์ อิมามอะห์มัด ขออัลลอฮ์เมตตาต่อท่าน ได้กล่าวว่า “การละหมาดตัสบีห์ ไม่ ได้ ท าให้ ข้ าพ เจ้ าภู มิ ใ จ ” มี ผู้ ถ าม ว่า “ ท าไม ห รือ ?” ท่ าน ก ล่ าว ว่ า “ในนั้ นไม่มี หะดีษเศาะหี้ ห์ เลย” และท่านได้ สะบัดมื อของท่าน เหมื อนกั บว่า มันเป็ นสิ่งต้องห้ าม และอิมามอันนะวาวี กล่าวว่า หะดีษของมันเฎาะอีฟ และในนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงระเบียบการละหมาดที่เป็นที่รู้กัน และ อัลอุก็อยลีกล่าวว่า ในมัน (ละหมาดตัสบีห์) ไม่มีหะดีษที่มั่นคง และอะบูบักร์ อิบนุลอะเราะบี กล่าวว่า “ในมัน ไม่มีหะดีษเศาะหี้ห์ และไม่มีหะดีษหะสัน” [“‫ميي‬‫لعث‬‫ا‬ ‫صاحل‬ ‫بن‬ ‫محمد‬ ‫يخ‬‫الش‬ ‫فضيةل‬ ‫ورسائل‬ ‫فتاوى‬ ‫”مجموع‬ เล่ม 14 หน้า 329]
  • 13.
  • 14.
    14 อัลกอ ฎี หุสัยน์ เจ้ าขอ งต ารา “อั ต ต ะฮ์ ซี บ ” และ “อัต ต ะติ ม ม ะฮ์ ” ตลอดจนอัรรูยานีระบุไว้ในตอนท้ายบท อัลญะนาอิซ จากตารา “อัลบะหฺร์” ของท่านว่า ส่งเสริมให้ละหมาด ตัสบีห์เนื่องจากมีหะดีษรายงานมา ซึ่งอิมามอันนะวาวี (ร.ฮ.) กล่าวว่า ในการส่งเสริมให้ละหมาดตัสบีห์นี้มีประเด็นต้องพิจารณาเพราะหะดีษละหมาดตัสบีห์นั้นอ่อน (เฎาะอีฟ) และในการละหมาดตัสบีห์มีการเปลี่ยนระเบียบของการละหมาดที่รู้กัน ดั ง นั้ น จึ ง ส ม ค ว ร ว่ า อ ย่ า ไ ด้ ก ร ะ ท า โ ด ย ไ ม่ มี ห ะ ดี ษ และหะดีษของการละหมาดตัสบีห์นั้นไม่มั่นคง (ไม่เศาะหี้ ห์) คือ หะดีษที่รายงานโดย อิบนุ อับบาส ว่า ท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวแก่ท่านอัลอับบาสว่า : (อัลหะดีษ) . . . รายงานโดย อะบูดาวูด, อิบนุมาญะฮ์, อิบนุคุซัยมะฮ์ในเศาะหี้ ห์ของเขา
  • 15.
    15 และคนอื่นๆ และอัตติรมิซีรายงานเอาไว้ จากริวายะฮ์ของอะบีรอฟิอ์ด้วยความหมาย อัตติรมิซีกล่าวว่า : ถู กรายงานจากท่านน ะบี (ศ็อลลัลลอฮุ อ ะลัยฮิ วะสัลลัม ) ใน ก าร ละ ห ม าด ตั สบี ห์ ม าก ก ว่ าห นึ่ งห ะ ดี ษ แ ละ อั ต ติ ร มิ ซี ก ล่ าวว่ า : โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เศาะหี้ห์ และอิบนุลมุบาร็อก และอีกหลายคนจากนักวิชาการมีความเห็นในเรื่องการละหมาด ตัสบีห์และกล่าวถึงความประเสริฐเอาไว้ “อัลอุก็อยลี กล่าวว่า : ในการละหมาดตัสบีห์ไม่มี หะดีษที่มั่ นคงเลย และอะบูบักร์ อิบนุลอะเราะบี และคนอื่นๆ ก็กล่าวไว้เช่นนี้ ว่าในเรื่องนี้ไม่มีหะดีษเศาะหี้ ห์และหะสันรายงานมา วัลลอฮุอะอ์ลัม” [“‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬ เล่ม 3 หน้า 546-547] ชัยค์มุหัมมัด นะญีบ อัลมุฏีอีย์ กล่าวไว้ในเชิงอรรถใต้เส้นเล่มและหน้าเดียวกันนี้ว่า อิ บ นุ ลเญ าซี ได้ ก ล่าวห ะดี ษ นี้ ไว้ ใน ต ารา “อั ล เม าฎู อ าต ” ข อ งเข า และอิบ นุ หะญั รกล่าวว่า : สายรายงานหะดีษ ของอิบ นุ อับ บาสไม่ เป็ นอะไร อยู่ในข่ายเงื่อนไขของหะดีษหะสัน เพราะมีสายรายงานอื่นๆ มาเสริม และอิบนุ ลเญาซี ทาเสียด้วยการระบุหะดีษเรื่องการละหมาด ตัสบีห์เอาไว้ในตารา “อัลเมาฎูอาต” และอัสสะยูฏีกล่าวไว้ใน “อัลละอาลิอ์” โดยถ่ายทอดจากอิบนุ หะญัรว่า “จริงๆ แ ล้ ว สาย ราย งา น ทั้ งห ม ด ข อ งห ะ ดี ษ ละ ห ม า ด ตั สบี ห์ เฎ า ะอี ฟ ( อ่ อ น ) และแท้จริงหะดีษของอิบนุอับบาสนั้นใกล้เคียงจากเงื่อนไขของหะดีษหะสันนอกเสียจากว่าเป็น ห ะ ดี ษ ช าซ (ٌّ‫ذ‬ ‫ا‬َ‫)ش‬ เนื่ อ งจา ก รา ยงาน โด ย รุ น แ ร งไม่ มี สาย ร าย งาน เสริ ม แ ล ะ ยื น ยั น ที่ อ ยู่ ใ น ข่ า ย ก า ร พิ จ า ร ณ า และรูป ของการละห มาดตั สบี ห์ ก็ค้ าน กั บ รูป แ บ บ ของการละหม าดทั่ วไป และแท้จริงมีนักปราชญ์บางท่านได้แต่งตาราในการยืนยันว่าอยู่ในระดับหะสันหลายเล่มด้วยกัน ” [เชิงอรรถ “‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬ เล่ม 3 หน้า 547]
  • 16.
    16 สัยยิด สาบิก ก็ระบุเรื่องการละหมาดตัสบีห์เอาไว้ในหนังสือ“ฟิกฮุสสุนนะฮ์” ของท่าน และอ้างถึง อัลหาฟิ ซ ว่า : แท้จริง อัลหะดีษนี้ ถูกรายงานจากสายรายงานจานวนมาก และจากกลุ่มหนึ่งจากชนรุ่นเศาะหาบะฮ์ ชั ย ค์ อั ล อั ล บ า นี ก็ไม่ได้ติงระดับของสายรายงานหะดีษที่เป็นหลักฐานในการละหมาดตัสบีห์ที่สัยยิด สาบิก ระบุเอาไว้ เพียงแต่ติงการออกชื่อ อัลหาฟิ ซ ว่า สัยยิด สาบิก ไม่ระบุให้ชัดเจนว่า อัลหาฟิ ซ ที่อ้างถึงคือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานี หรือไม่ เพราะอัลหาฟิ ซที่ถูกอ้างถึงในเรื่องนี้ คือ อัลหาฟิซ อัลมุนซิรี ซึ่งถ้อยความที่ถูกกล่าวถึงใน “ฟิ กฮุสสุนนะฮ์” อยู่ในตารา “อัตตัรฆีบฯ” (1/238) [“‫نة‬‫الس‬ ‫فقه‬ ‫عىل‬ ‫التعليق‬ ‫يف‬ ‫املنة‬ ‫”متام‬ หน้า 260] แสดงให้เห็นว่า ชัยค์อัลอัลบานีก็ยอมรับระดับของสายรายงานในเรื่องการละหมาด ตัสบีห์ นี่คือประเด็นเกี่ยวกับหลักฐานของการละหมาดตัสบีห์ ส่ว น ป ร ะเด็น ที่ พี่ น้ อ งมุ สลิ ม ม ลายู ใน 3 จั งห วั ด ช าย แ ด น ภ าค ใ ต้ ละหมาดตัสบีห์ในยามเช้าของวันรายอแนที่มัสญิดแบบบัรญะมาอะฮ์นั้นก็คงถือตามนักวิชาการ ที่ให้น้าหนักกับหลักฐานในเรื่องการละหมาดตัสบีห์ที่มีระดับหะสัน เนื่องจากมีสายรายงานมาก [“‫الطالبي‬ ‫عانة‬‫”ا‬ เล่ ม 1 ห น้ า 299] แ ละมี อ านิ สงค์ ผลบุ ญ ที่ ห าที่ สิ้ น สุด ไม่ ได้ คื อ มี บุ ญ ม าก ห าก ได้ ละห ม าด นี้ จน ก ระ ทั่ งนั ก วิ ชาก ารบ างท่ าน ร ะบุ ว่ า “จะไม่รับฟังถึงความประเสริฐยิ่งใหญ่ของการละหมาดตัสบีห์และจะละทิ้งการละหมาดนี้นอกจ ากคนที่กระทาเบาความในเรื่องศาสนา” [“‫الطالبي‬ ‫نة‬‫ا‬‫ع‬‫”ا‬ เล่ม 1 หน้า 300] ซึ่ ง ก า ร ก ล่ า ว ใ น ท า น อ ง นี้ ดู จ ะ เ ป็ น สิ่ ง ที่ ไ ม่ บั ง ค ว ร นั ก เพราะอิมามอันนะวาวีและอีกหลายท่านก็ไม่ให้น้าหนักกับสายรายงานของหะดีษที่เป็นหลักฐาน
  • 17.
    17 ใ น เรื่ อ ง ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ จึงกลายเป็นว่าอิมามอันนะวาวีและนักวิชาการอีกหลายท่านกระทาเบาความในเรื่องศาสนาหรือ อ ย่ า ง ไ ร ? แ ต่ ที่ ค่ อ น ข้ า ง แ น่ ใ จ ไ ด้ ก็ คื อ พี่น้องมุสลิมมลายูเห็นด้วยกับคาพูดในทานองนี้แต่มุ่งหมายถึงเรื่องการมีผลบุญมากมายจึงให้ ความสาคัญ ที นี้ ป ร ะ เ ด็ น มั น อ ยู่ ต ร ง ที่ ว่ า การละหมาดตัสบีห์นั้ นมีสุนนะฮ์ให้ละหมาดแบบญะมาอะฮฺหรือไม่ ? คาตอบก็คือ ไม่ มี สุน น ะฮ์ ให้ ก ระ ท าแ บ บ ญ ะม าอ ะฮฺ [“‫الطالبي‬ ‫عانة‬‫”ا‬ เล่ม 1 ห น้ า 299] และถ้ าไม่ มี สุนนะฮ์ ให้ กระทาแ บบญ ะมาอะฮฺแล้วไปกระทาแบบญ ะมาอะฮ์ เช่ น นี้ ก าร ละห ม าด จ ะ ใช้ ได้ ห รือ ไม่ ? ใน ต ารา “ อั น นิ ฮ า ยะ ฮ์ ” ร ะบุ ว่ า “ถ้าหากละหมาดแบบญะมาอะฮฺก็ไม่ถือว่ามักรูฮ์ แต่เห็นต่างกันว่าจะได้ผลบุญหรือไม่? ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าได้ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ได้ [อ้างแล้ว เล่ม 1 หน้า 284] ใ น ต า ร า “ อั ล มั จ ญ์ มู อ์ ฯ ” ก็ระบุว่าถ้าหากละหมาดแบบญะมาอะฮฺก็ถือว่าการละหมาดนั้นใช้ได้ [“‫املهذب‬ ‫رشح‬ ‫”اجملموع‬ เล่ม 3 หน้ า 499] อย่างไรก็ตามการปฏิบัติในสิ่งที่ไม่มี สุนนะฮ์ ให้ กระทาในทานองนี้ เรีย กว่า “คิ ลาฟุ ลเอ าล า” ซึ่ งห ม ายค วาม ว่าค้ าน กับ สิ่งที่ ดี ก ว่าห รือ ดีที่ สุด แต่ไม่ถึงมักรูฮ์ตามกฎเกณฑ์ในมัซฮับ อันนี้ ว่าถึงการละหมาดตัสบีห์แบบญามาอะฮฺ ต่อ ม าก็คื อ ป ระเด็น ก ารก าห น ด เวลาแ ละสาเห ตุ ข องก ารละห ม าด ตั สบี ห์ คือไปกาหนดว่าถ้าออกอีดรายอแน ก็จะละหมาดตัสบีห์กัน เวลาก็คือวันที่ 8 เชาวาล ห รื อ ใ น ท า น อ ง เ ดี ย ว กั น คื อ ค่าคืนสุดท้ายของเดือนเราะมะฎอนที่หลายมัสญิดละหมาดตัสบีห์กัน ในตารา “อัลอิห์ ยาอ์ฯ” ของอิมามอัลเฆาะซาลี ระบุ ว่า “การละหมาดนี้ (ห ม ายถึ งละห ม าด ตั สบี ห์ มี ร่องรอ ยถู ก รายงาน ม าตาม ป ระ เด็น ข อ งมั น และจะไม่ถูกจากัดด้วยเวลาและสาเหตุ” [อ้างจาก “‫الطالبي‬ ‫نة‬‫ا‬‫ع‬‫”ا‬ เล่ม 1 หน้ า 299] อิ ม า ม อิ บ นุ ห ะ ญั ร อั ล ฮั ย ต ะ มี ก ล่ า ว ว่ า : “สิ่ ง ที่ ป ร า ก ฏ ชั ด เ จ น จ า ก ค า พู ด ข อ ง บ ร ร ด า นั ก วิ ช า ก า ร คื อ ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ เ ป็ น ก า ร ล ะ ห ม า ด สุ น น ะ ฮ์ มุ ฏ ล ะ เ ก า ะ ฮ์ จึ ง ห ะ ร อ ม ที่ จ ะ ก ร ะ ท า ใ น เ ว ล า ที่ ห้ า ม ล ะ ห ม า ด แ ล ะ ป ร ะ เด็ น ที่ ว่ า ก า ร ล ะ ห ม า ด ตั ส บี ห์ เป็ น ล ะ ห ม า ด แ บ บ มุ ฏ ลั ก ก็คือเป็นการละหมาดที่ไม่มีเงื่อนไขผูกพันด้วยกับเวลาหนึ่งเวลาใด และสาเหตุหนึ่งสาเหตุใด . . . และเป็ นที่รู้กันว่าการละหมาดตัสบีห์ เป็ นสุนนะฮ์ มุ ฏละเกาะฮฺ
  • 18.
    18 ก็คือจะไม่ถูกชดใช้ (เกาะฎออ์) เพราะเป็นการละหมาดที่ไม่มีเวลาที่ถูกกาหนดแน่นอน. . .” [“‫الفقهية‬ ‫الكربى‬ ‫”الفتاوى‬ เล่ม 1 หน้า 271] ดั งนั้ น เมื่ อ ไ ป ก า ห น ด วั น เว ล า แ ล ะ ส า เห ตุ ( คื อ อ อ ก บ ว ช 6) ในการละหมาดตัสบีห์ก็ถือว่าเป็นการกระทาที่ไม่มีสุนนะฮ์ที่ชัดเจนและเจาะจงในเรื่องระบุมาก็เ ข้าข่ายว่า คิลาฟุสสุนนะฮ์ คือค้านกับสุนนะฮ์ แต่ไม่ถึงขั้นว่าทาไม่ได้หรือละหมาดไม่เศาะห์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้าไม่กาหนดวันหรือเวลาที่จะละหมาดประเภทแบบนี้ก็คงไม่ได้กระทากัน จึงไม่พ้นว่าต้องมีนัดละหมาดตัสบีห์กัน ซึ่งถ้ามีเจตนาว่าถือเอาสะดวกก็คงไม่เสียหายอันใด แต่ถ้ ากาหนดกัน จน เป็ น กิจจะลักษณ ะเลยว่าถ้ าวันออกอีดบวช 6 รายอแน จะต้องละหมาดตัสบีห์เสมอไป ก็จะเข้าข่ายค้านกับสุนนะฮ์ได้ สรุปแล้ว หะดีษเรื่องการละหมาดตัสบีห์ – ตามทัศนะของผู้เขียน – ถือว่าเป็ น “ห ะ ดี ษ ห ะ สั น ลิ ฆ็ อ ย ริ ฮิ ” คือเป็นหะดีษที่สวยงามเพราะได้รับการสนับสนุนจากหะดีษกระแสอื่นๆ อีกจานวนมาก ดังข้อมูลที่ได้นาเสนอไปแล้วนั้น ส่วนในเรื่องเวลาการปฏิบัติละหมาดตัสบีห์ ตามหะดีษซึ่งรายงานมาโดยอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ บินอัลอาศ ร.ฎ. ดังที่บันทึกโดยอะบูดาวูด หะดีษที่ 1298 ระบุว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนาให้ ละหมาดตัสบีห์หลังจากตะวันคล้อย (ก่อนละหมาดซุฮ์ริ) ถ้าหากปฏิบัติในเวลาดังกล่าวไม่ได้ ก็ให้ละหมาดในตอนกลางวันหรือตอนกลางคืนก็ได้ ดังข้อความตอนท้ายของหะดีษบทนั้น และวิธีละหมาดตัสบีห์ตามรูปการณ์ที่ปรากฏในหะดีษของอิบนุอับบาส ร.ฎ. ที่ผ่ าน มาก็คือ ให้ล ะห ม าด ทั้ ง 4 ร็อ กอะฮ์โดย ให้ สะลามเพี ย งค รั้ งเดี ย ว ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน ดังคากล่าวของมุบาร็อกปูรี [“ ‫أ‬‫ى‬ِ‫ذ‬َ‫و‬‫أ‬‫ح‬َ ‫أ‬‫ال‬ ‫ح‬‫ة‬َ‫ف‬‫أ‬ ‫ح‬‫”ُت‬ เล่ม 2 หน้า 595] ‫اب‬‫و‬‫َبلص‬ ‫عمل‬‫أ‬ ‫وهللا‬