เอกสารเผยแพร่



บทสนทนากับผู้ไม่มีมัซฮับ


  ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย
     อาริฟีน แสงวิมาน




     พฤศจิกายน 2555
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                                     1


                                               บทนํา




                                     ...


      เอกสารเผยแผ่นี้ ได้ถอดความมาจากหนังสือ “อัลลามัซฮะบียะฮ์ อัคฏ่อรุ
บิดอะฮ์ ตุฮัดดิดุ อัชชะรีอะฮ์ อัลอิสลามียะฮ์” หน้า 133-148 ของท่าน อัลลามะฮ์
ศาสตราจารย์ มุฮัมมัด สะอีด ร่อมะฎอน อัลบูฏีย์ เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่าง
ผู้ประพันธ์หนังสือกับผู้ที่ไม่มีมัซฮับ ซึ่งเป็นการสนทนาที่น่าสนใจมาก ผู้แปลจึง
ถอดความเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้และแง่คิดทีเป็นประโยชน์ อินชาอัลลอฮฺ
                                                    ่
      อนึ่ ง กลุ่ ม ไม่ มี มั ซ ฮั บ กล่ า วกั บ กลุ่ ม ที่ ต ามมั ซ ฮั บ ทั้ ง สี่ ว่ า “อั ล ลอฮฺ ท รง
กําหนดให้ฏออัตต่อพระองค์และฏออัตต่อร่อซูลของพระองค์ แต่พวกท่านกลับฏอ
อัตต่อบรรดาอิหม่ามทั้งสี่แทนการฏออัตต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ ดังนั้น
หากการฏออั ตบรรดาอุล ะมาอฺ เ ป็น ที่ ย อมรับ ได้ แน่ น อนการฏออั ตต่ อ บรรดา
ศ่อฮาบะฮ์ย่อมเหมาะสมกว่าอิหม่ามทั้งสี่และบรรดาอุละมาอฺท่านอื่นๆ”
       เราขอตอบว่ า บรรดาอิ ห ม่ ามหรือ มัซ ฮั บ ทั้ งสี่ นั้ น มิ ใช่ สิ่ งที่ มาแทนที่ก าร
ตามอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และบรรดาตําราของอิหม่ามทั้งสี่นั้นมิใช่มา
แข่งขันกับกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ แต่มัซฮับทั้งสี่เป็นผู้ทํา
หน้าที่อธิบายอัลกุรอานและซุนนะฮ์ คอยช่วยเหลือและแจกแจงผู้ที่ต้องการเข้าใจ
อายะฮ์ต่างๆ ของอัลกุรอานและตัวบทต่างๆ ของซุนนะฮ์นั่นเอง
2                                                                       เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


          และเช่นเดียวกัน บรรดาอิหม่ามทั้งสี่มิใช่มาแทนที่เหล่าศ่อฮาบะฮ์และมิใช่
มาคัดค้านกับพวกเขา เนื่องจากบรรดาศ่อฮาบะฮ์นั้นมิได้เขียนตํารา มิได้ทําการ
พูดเรื่องฟิกฮฺนอกจากปัญหาข้อปลีกย่อยที่เกิดขึ้นในสมัยของพวกเขาเท่านั้นโดย
พวกเขาไม่พูด ในทุกประเด็น ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการตามเหล่าศ่อฮาบะฮ์ เขาก็ไม่
สามารถกระทําสิ่งดังกล่าวได้นอกจากต้องรวบรวมคําพูดของศ่อฮาบะฮ์ทั้งหมด
เท่ านั้ น แต่ค วามจริง บรรดาอิ ห ม่ ามทั้ งสี่ ไ ด้ร วบรวมไว้ห มดแล้ว เพราะฉะนั้ น
อิห ม่า มทั้ง สี่ คือ ผู้ม ารับ ใช้วิ ช าการของเหล่ า ศ่อ ฮาบะฮ์ แ ละตาบิ อีน ด้ว ยเหตุ นี้
ประชาชาติอิสลามจึงตามมัซฮับทั้งสี่ก็เพราะพวกเขารับใช้กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์
และรับใช้ฟิกฮฺของเหล่าศ่อฮาบะฮ์ ดังนั้นการไม่สนใจฟิกฮฺของมัซฮับทั้งสี่ ก็ย่อม
เป็นการกระทําเบาความกับองค์ความรูทเกี่ยวกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั่นเอง1
                                              ้ ี่
                                                                          อารีฟีน แสงวิมาน
                                                                          สถาบันอัลกุดวะฮ์




1
  แต่ผู้ที่ยกย่องตนเองว่าตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ แต่เมื่อต้องการเข้าใจรายละเอียดของอัลกุรอานและซุน
นะฮ์ ก็จะไปศึกษาคําอธิบายและการวินิจฉัยจากอุละมาอฺมัซฮับทั้งสี่และบรรดาอุละมาอฺท่านอื่นๆ โดยไม่
อ้างอิง แล้วหลังจากนั้นก็เลือกทัศนะที่ตนเองพอใจ และอ้างว่านี่แหละคือทัศนะของฉันที่ตามกิตาบุลลอฮฺและ
ซุนนะฮ์ ซึ่งการกระทําเยี่ยงดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นการขโมยของเข้าใจของอุละมาอฺและวิชาความรู้ของเขาจะ
ไม่บะร่อกัตไม่มีความจําเริญในการทําให้หัวใจเข้าหาและผูกพันอยู่กับอัลลอฮฺตะอาลา คือสมองได้เพียงแค่
ข้อมูลความรู้แต่หัวใจไม่ได้รับเตาฟีก.
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                                        3




                 บทสนทนาระหว่างอัลลามะฮ์ อัลบูฏีย์กับผู้ไม่มีมัซฮับ


       ท่านอัลลามะฮ์ อัชชัย ค์ มุฮัมมัด สะอีด ร่อมะฎอน อัลบูฏีย์ ได้กล่าวว่า:
บางทีห มวดนี้มีความสําคัญยิ่งกว่าหมวดอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ และสาเหตุที่มี
ความสําคัญนั้น มิใช่เพราะมีหลักฐานเชิงวิชาการใหม่ๆ แต่สาเหตุสําคัญก็คือ ท่าน
จะพบถึงปรากฏการณ์แห่งความตะอัศศุบหรือความมีมานะทิฐิที่ท่านไม่เคยพบมัน
มาก่อนจากสติปัญญาของมนุษย์คนใดเลย คือพวกเขากล่าวหาว่าเรานั้นตะอัศศุบ
แต่ท่านจะพบในหมวดนี้ว่า พวกเขามีความตะอัศศุบที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
         ในหมวดนี้ ท่านจะไม่พบว่าข้าพเจ้าได้พูดขึ้นมาเองหรือทําการละเมิดต่อ
ผู้ใด... และข้าพเจ้าก็จะไม่นํามาแม้สักถ้อยคําเดียวที่มาจากการคิดจินตนาการ2
และขอยืนยันว่า ข้าพเจ้าได้พูดกับพี่น้องผู้ร่วมสนทนาท่านหนึ่งว่า “ฉันจะนําสิ่งที่
ท่านพูดไปเผยแพร่” ซึ่งที่ข้าพเจ้าพูดไปนั้นมิใช่อื่นใดนอกจากต้องการปลุกให้เขา
คิดใคร่ครวญในสิ่งที่เขาได้พูดออกมา แต่เขาพูดขึ้นเสียงกับข้าพเจ้าว่า “ท่านจง
นําไปเผยแพร่ตามทีท่านต้องการเถอะ เพราะฉันไม่กลัวหรอก!”
                    ่
     ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะหลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อของเขา แต่เพียงพอแล้วที่ท่าน
ทราบว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้ที่ไม่มีมัซฮับ แต่พร้อมกันนั้นเขาก็เป็นคนดีและมี

2
   ท่านอัลลามะฮ์ อัชชัยค์ อัลบูฏีย์ ได้กล่าวไว้ในเชิงอรรถว่า “คําพูดของข้าพเจ้านี้ คือการโต้ตอบของเราต่อผู้
ที่มาอ้างในวันนี้ว่าเราได้ทําการเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนเนื้อหาเสวนา... ถ้าหากความเกรงกลัวอัลลอฮฺไม่
ยับยั้งเราให้กระทําสิ่งดังกล่าว แน่นอนว่าพยานผู้รู้เห็นเกือบสิบคนทีประจักษ์ด้วยสายตาและได้ยินด้วยหูของ
                                                                    ่
พวกเขาก็จะทําการคัดค้านเราอย่างแน่นอน. ดูเชิงอรรถ หน้า 133.
4                                                                      เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


คุณธรรมหากว่าไม่มรอยด่างพร้อยนี้มาเปรอะเปื้อนความคิดของเขาจนทําให้ดิ่งลง
                  ี
สู่ก้นเหวแห่งความตะอัศศุบอย่างน่าแปลกประหลาดนี้
        เขาผู้ นี้ ไ ด้ ม าพร้ อ มกั บ ชายหนุ่ ม ที่ บุ ค ลิ ก ดี และอุ ป นิ สั ย ของเขานั้ น ชอบ
ค้นคว้าหาความจริงตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สมควรแก่การค้นคว้า ข้าพเจ้าจึง
เริ่มทําการสนทนากับเขา
ข้าพเจ้า กล่า วกับเขาว่า : อะไรคือแนวทางของท่านเกี่ยวกับหลักหุกุ่มต่างๆ
      ของอัลลอฮฺ ท่านจะยึดเอาหุกุ่มต่างๆ จากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ หรือยึด
      เอามาจากบรรดาอุละมาอฺที่วินิจฉัยได้?
เขาตอบว่า: ฉันจะทําการตีแผ่ทัศนะของบรรดาอุละมาอฺและหลักฐานต่างๆ ของ
     พวกเขา หลั ง จากนั้ น ฉั น ก็ จ ะยึ ด ทั ศ นะที่ ใ กล้ เ คี ย งกั บ หลั ก ฐานของ
     กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์!
ข้าพเจ้าถามเขาว่า: ณ ที่ท่านมีเงินอยู่ 5000 ลีร่า(ซีเรีย) และระยะเวลาได้ผ่านไป
      6 เดือนโดยเงินยังถูกเก็บไว้ที่ท่าน หลังจากนั้นท่านก็นําเงินมาซื้อสินค้าและ
      นํามาทําการค้าขาย ดังนั้นซะกาตของสินค้านี้จะถูกจ่ายเมื่อใด? หลังจาก
      อีก 6 เดือน หรือหลังจากครบรอบ 1 ปีบริบูรณ์?
เขาคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “คําถามของท่านนี้หมายถึง ท่านกําลังจะ
บอกว่า บรรดาทรัพย์สินการค้านั้น จําเป็นต้องจ่ายซะกาตใช่ไหม?”
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ฉันกําลังถามท่าน และสิ่งที่ต้องการคือให้ท่านตอบฉันด้วย
      วิธีการที่เฉพาะของท่าน และนี่ก็คือห้องสมุดอยู่ที่ต่อหน้าท่านแล้ว ใน
      ห้องสมุดก็มีบรรดาตําราตัฟซีร หะดีษ และตําราต่างๆ ของอุละมาอฺที่อยู่ใน
      ระดับวินิจฉัยได้
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                 5


ชายคนนี้จึงทําการคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ท่านครับ นี่เป็นเรื่องศาสนา
ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลย การตอบเรื่องนี้มิใช่จะตอบได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้
จําเป็นต้องทําการพิจารณาไตร่ตรอง ทบทวน และศึกษาวิเคราะห์ และสิ่งดังกล่าว
ทั้งหมดนี้ จําเป็นต้องใช้เวลา ดังนันเรามาวิเคราะห์เรื่องอื่นกันเถอะ”
                                   ้
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงละจากคําถามนี้ และข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเขาว่า “ก็ดี... แล้ว
จําเป็นไหมที่มุสลิมทุกคนจะต้องตีแผ่หลักฐานของบรรดาอุละมาอฺ หลังจากนั้นก็
ยึดเอาบรรดาหลักฐานที่สอดคล้องกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์มากที่สุด”
เขาตอบว่า: ใช่ครับ
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ดังกล่าวนั้นก็หมายความว่า มนุษย์ทุกคนสามารถครอบครอง
      ศักยภาพในการอิจญฺติฮาด(วินิจฉัย)เช่นเดียวกับสิ่งที่ปราชญ์มัซฮับต่างๆ
      ครอบครอง ยิ่งกว่านั้นพวกเขาจะได้ครอบครองศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และ
      ความสมบูรณ์ยิ่งกว่า เพราะผู้ที่มีความสามารถจะตัดสินทัศนะของบรรดา
      อิหม่ามหรือมีความสามารถตัดสินให้ทัศนะของบรรดาอิหม่ามยู่บนบรรทัด
      ฐานของอัลกุรอานและซุนนะห์ได้นั้น แน่นอนเขาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้
      มากกว่าบรรดาอิหม่ามเหล่านันทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
                                   ้
เขากล่าวว่า: ความจริงแล้ว มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็น 3 จําพวก คือ 1) มุก็อลลิด
     (       ) ผู้ปฏิบัติตามผู้อื่น 2) มุตตะบิอฺ ( ) ผู้เจริญรอยตาม และ 3)
     มุจญฺตะฮิด (              ) ผู้วินิจฉัยเองได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถเปรียบเทีย บ
     ระหว่างมัซฮับได้และสามารถคัดสรรทัศนะที่ใกล้เคียงกับอัลกุรอานมาก
     ที่สุดได้นั้น เขาคือมุตตะบิอฺ (ผู้ที่เจริญรอยตาม) โดยเขาอยู่ในระดับกลาง
     ระหว่างการตักลีดตามผู้อื่นกับการวินิจฉัยเองได้
6                                                                        เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


ข้าพเจ้ากล่าวว่า: อะไรคือหน้าที่ของคนมุก็อลลิด?
เขาตอบว่า: คนมุก็อลลิดจะต้องปฏิบัติตามบรรดาปราชญ์มุจญฺตะฮิดที่เขาเห็น
     พ้อง
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: และจะเป็นบาปแก่คนมุก็อลลิดหรือไม่ จากการที่เขาต้องไป
      ตามปราชญ์ท่านหนึ่งจากบรรดาปราชญ์ที่อยู่ในระดับมุจญฺตะฮิด โดยเขา
      ยังคงสังกัดกับปราชญ์มุจญฺตะฮิดคนนั้นอยู่ตลอดโดยไม่แปรเปลี่ยนไปจาก
      เขาเลย
เขากล่าวว่า: ใช่แล้ว เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)แก่เขา
ข้าพเจ้าถามว่า: อะไรคือหลักฐานห้ามในเรื่องดังกล่าว?
เขาตอบว่ า : หลัก ฐานก็ คือ การที่เ ขาได้ เจาะจงกระทํา สิ่ง หนึ่ งที่อั ล ลอฮฺ ไม่ เคย
     กําหนดแก่เขา
ข้าพเจ้าถามว่า: กิรออะฮ์(วิธีการอ่าน)ใดจากกิรออะฮ์ทง 7 ที่ท่านใช้อ่านคัมภีร์อัล
                                                   ั้
      กุรอาน?
เขาตอบว่า: กิรออะห์หฟศ์3
                    ั
ข้าพเจ้าถามว่า: ท่านได้อ่านอัลกุรอานด้วยกิรออะฮ์หัฟศ์เป็นประจําหรือไม่? หรือ
      ว่าในแต่ละวันท่านได้อ่านอัลกุรอานแบบกิรออะฮ์อื่นที่สลับเปลี่ยนกันไป?
เขาตอบว่า: ฉันประจําอยู่กับการอ่านอัลกุรอานแบบกิรออะฮ์หฟศ์
                                                       ั


3
  กิรออะฮ์ [     ] คือแบบการอ่านหนึ่งจากแบบการอ่านทั้ง 7 ซึ่งกิรออะฮ์หัฟศ์นี้ คือกิรออะฮ์ที่เราและคน
ส่วนใหญ่อ่านกันในปัจจุบัน.
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                              7


ข้า พเจ้า ถามว่า : แล้ว อะไรทํา ให้ท่านเจาะจงอยู่กับ การอ่านแบบดังกล่าว ทั้ ง
       ที่ อั ล ลอฮฺ ก็ มิ ไ ด้ กํ า หนดให้ แ ก่ ท่ า น นอกจากพระองค์ เ พี ย งให้ ท่ า นอ่ า น
       อั ล กุ ร อานตามที่ มี ร ายงานอย่ า งต่ อ เนื่ อ ง(มุ ต ะวาติ ร )จากท่ า นนะบี ย์
       ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เท่านั้น
    เขาตอบว่า: เพราะว่าฉันไม่พร้อมที่จะศึกษาการอ่านแบบอื่น และมันไม่ใช่เรื่อง
        ง่ายสําหรับฉันที่จะอ่านนอกจากอ่านแบบวิธีน4เท่านั้น
                                                 ี้
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: บุคคลหนึ่งได้ศึกษาฟิกฮฺมัซฮับอัชชาฟีอีย์ โดยที่เขาก็คืออีกผู้
      หนึ่งที่ไม่พร้อมที่จะศึกษามัซฮับอื่นๆ และเขาก็ไม่สะดวกที่จะทําความ
      เข้าใจกับหุกุ่มต่างๆ ทางด้านศาสนานอกจากตามอิหม่ามท่านนี้ ดังนั้นหาก
      ท่านบังคับให้เขาต้องรู้จักข้อวินิจฉัยต่างๆ ของปวงปราชญ์ทั้งหมด ก็จําเป็น
      บนท่ า นเช่ น เดี ย วกั น ที่ จ ะต้ อ งศึ ก ษากิ ร ออะฮ์ ( หลั ก วิ ธี ก ารอ่ า น)ทั้ ง หมด
      จนกระทั่งท่านสามารถอ่านมันทั้งหมดได้ แต่ถ้าหากท่านได้ผ่อนปรนให้แก่
      ตัว ของท่า นเนื่องจากไม่มีความสามารถ ก็จําเป็น บนท่านต้อ งผ่อนปรน
      ให้แก่คนมุก็อลลิดนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ท่านเอามาจากไหนที่บอกว่า
      คนมุก็อลลิดนั้นจะต้องเปลี่ยนมัซฮับหนึ่งไปยังอีกมัซฮับหนึ่งทั้งที่อัลลอฮฺไม่
      เคยกําหนดสิ่งดังกล่าวแก่เขาเลย หมายถึง เสมือนกับ ที่พระองค์ไม่เคย
      กําหนดให้เขาต้องคงอยู่กับ มัซฮับ หนึ่งเป็น การเฉพาะ พระองค์ก็ไม่เคย
      กําหนดให้เขาต้องเปลี่ยนย้ายมัซฮับอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
เขากล่าวว่า: แท้จริงสิ่งที่ห้ามแก่เขาก็คือ การยึดติดอยู่กับมัซฮับหนึ่งพร้อมเชื่อมั่น
      ว่า อัลลอฮฺทรงสั่งใช้เขาให้ยึดมัซฮับดังกล่าว


4
    คืออ่านแบบกิรออะฮ์หัฟศ์เท่านั้น.
8                                                                               เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


ข้ า พเจ้ า กล่ า วว่ า : นี่ มั น คนละเรื่ อ งกั น และ(การเชื่ อ ว่ า อั ล ลอฮฺ ท รงใช้ ใ ห้ เ ขา
       สังกัดมัซฮับใดมัซฮับ หนึ่งนั้น เป็นสิ่งต้องห้าม)มัน ก็คือความจริงที่ไม่ต้อง
       สงสัย และไม่มีการคัดแย้ง ใดๆ แต่การที่เขาจะสังกัดมัซฮับ ปราชญ์มุจ ญฺ
       ตะฮิดเป็นการเฉพาะโดยเขาตระหนักรู้อยู่เสมอว่าอัลลอฮฺไม่เคยบังคับให้
       กระทําสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นบาปบนเขาหรือไม่?
เขากล่าวว่า: ไม่เป็นบาปแก่เขา
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่เจ้าของหนังสือปกอ่อน5 ที่ท่านได้นํามาสอนอยู่นั้น ได้กล่าว
      ขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านได้ยืนยันว่า “การสังกัดมัซฮับอิหม่ามเป็นการเฉพาะนั้น
      หะรอม” แต่ยิ่งกว่านั้น ในหนังสือปกอ่อนกลับยืนยันในบางหน้าว่า “บุคคล
      ที่ตาม(มัซฮับ)ของอิหม่ามท่านหนึ่งเป็นการเจาะจงอย่างเป็นประจําโดยไม่
      เปลี่ยนจาก(มัซฮับ)ของอิหม่ามท่านนั้นเลย ถือว่าเป็น กุฟุร!”
ชายคนนั้นกล่าวว่า: ไหนหรือ? แล้วเขาก็กลับไปทบทวนหนังสือปกอ่อนดังกล่าว
    ทําการใคร่ครวญถึงตัวบทและสํานวนต่างๆ และเขาก็ทําการใคร่ครวญ
    คําพูดเจ้าของหนังสือปกอ่อนที่ว่า “แต่ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ยึดอิหม่ามคนหนึ่งเป็น
    การเฉพาะเจาะจงในทุกๆ ประเด็น(ข้อปลีกย่อยต่างๆ ของศาสนา)นั้น เขา
    ย่อมเป็นผู้ตะอัศศุบ(มีมานะทิฐิ) เป็นผู้ที่กระทําความผิด ตักลีดตามแบบตา
    บอด เขานั้นย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากผู้ที่แบ่งแยกในศาสนาของพวกเขาและ
    พวกเขาก็แตกเป็นกลุ่มๆ” ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า จุดมุ่งหมายของอัลมะอฺซู
    มีย(์ เจ้าของหนังสือปกอ่อน) จากการยึดตามมัซฮับอิหม่ามคนเดียวเป็นการ


5
  คือ ชัยค์มุฮัมมัด ซุลฏอน อัลคุญันดีย์ อัลมะอฺซูมีย์ ผู้แต่งหนังสือปกอ่อนชื่อ “มุสลิมต้องสังกัมมัซฮับเป็นการ
เฉพาะจากมัซฮับทั้งสี่หรือไม่?”
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                            9


      เฉพาะนั้นเป็นกุฟุร คือหมายถึง เขายึดมั่นว่าดังกล่าวเป็นสิ่งที่วาญิบตาม
      หลักศาสนา ซึ่งสํานวนในหนังสือของอัลมะซูมีย์นี้มันตกไป
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: อะไรคือหลักฐานที่เขาได้มีเป้าหมายเช่นนี้ และเหตุใดท่านถึงไม่
      กล่าวว่า “ผู้แต่งหนังสือ(คืออัลมะซูมีย)์ ผิดพลาด?”
แต่ชายคนนี้พยายามยืนกรานว่าสํานวนของหนังสือถูกต้องแล้ว และสํานวน
หนังสือต้องอยู่บนการสมมุติถ้อยความที่ถูกตัดไป และผู้แต่งหนังสือได้รับการ
ปกป้องจากความผิดพลาดจากสํานวนการเขียนในหนังสือเล่มดังกล่าว
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่สํานวนของการสมมุติถ้อยคํานี้ ไม่สามารถมาแก้ต่างผู้ที่มา
      คัดค้านได้เลย และไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้น เพราะไม่มีมุสลิมคนใดเลย
      นอกจากเขารู้ว่าการตามอิหม่ามคนหนึ่งเป็นการเฉพาะจากอิหม่ามมัซฮับ
      ทั้งสี่นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่วาญิบตามหลักของศาสนา และไม่มีมุสลิมคนใดทํา
      การยึดสังกัดมัซฮับหนึ่งเป็นการเฉพาะนอกจากว่าเขาได้มีความปรารถนา
      และมีความสมัครใจจากตัวของเขาเอง
เขากล่าวว่า: มันเป็นอย่างไรหรือ? ทั้งที่ความจริงฉันได้ยินผู้คนมากมายและผู้มี
     ความรู้บางส่วนได้กล่าวว่า จําเป็นต้องสังกัดมัซฮับเป็นการเฉพาะตามหลัก
     ของศาสนา จนกระทั่งไม่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปยังมัซฮับอื่น
ข้าพเจ้ากล่าวแก่เขาว่า: ท่านจงกล่าวนามชื่อมาให้ฉันสักหนึ่งคนซิ จากสามัญชน
      หรือผู้รู้ ที่เขาได้กล่าวคําพูดเช่นนี้แก่ท่าน
ชายคนนั้นจึงหยุดนิ่ง แต่ทว่าเขารู้สึกแปลกใจที่คําพูดของฉันถูกต้อง และเขาก็
ยังคงลังเลสงสัยว่า ทุกสิ่งที่เขาได้จินตนาการนั้น คือผู้คนมากมายห้ามทําการ
ย้ายมัซฮับหนึ่งไปยังอีกมัซฮับหนึ่ง
10                                                                    เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ในวันนี้ท่านจะไม่พบผู้ใดสักคนที่เชื่อแบบคลุมเครือ
      เหลวไหลนี้ แต่พวกเขาได้รายงานเล่าจากยุคหลังบางช่วงในสมัยของอ็อตโต
      มัน(อุษมานียะฮ์) ว่า “พวกเขาถือเป็นบาปใหญ่การที่ผู้ยึดถือมัซฮับหะ
      นะฟีย์ได้เปลี่ยนจากมัซฮับของเขาไปยังมัซฮับอื่น” ซึ่งไม่สงสัยเลยว่า คําพูด
      ของพวกเขาดังกล่าวนั้น - หากการถ่ายทอดรายงานมีความถูกต้องจริง – ก็
      ถือเป็นความเขลาและมีมานะทิฐิที่คลั่งไคล้แบบตาบอด
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ท่านเอามาจากไหนหรือ? ในกรณีการ
      แบ่งแยกระหว่างคําว่า มุก็อลลิด (ผู้ตามคนอื่น) กับมุตตะบิอฺ (ผู้ตามโดยรู้
      หลักฐาน) มันเป็นการแบ่งแยกศัพท์ทางภาษาหรือศัพท์ทางวิชาการ?
เขาตอบว่า: ระหว่างทั้งสองคํานั้น มีความแตกต่างด้านศัพท์ทางภาษา
และข้ า พเจ้ า ได้ นํ า ตํ า ราอ้ า งอิ ง ทางด้ า นภาษาอาหรั บ เพื่ อ ให้ เ ขายื น ยั น ถึ ง การ
แบ่งแยกศัพท์ทางภาษาระหว่างสองคํานี้ แต่เขาไม่สามารถพบความแตกต่างได้
เลย
หลังจากนั้นข้าพเจ้ากล่าวว่า: แท้จริงท่านอะบูบักร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวแก่
      ชายชนบทที่ทําการคัดค้านรายได้(ต่อเดือนในการเป็นค่อลีฟะฮ์ของท่าน)ที่
      บรรดามุสลิมทั้งหลายให้การยอมรับว่า


        “เมื่อบรรดามุฮาญิรีนพอใจ แท้จริงพวกท่าน(ชาวอันศ็อร)ย่อมเป็นผู้ที่ตาม”
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                            11


          ท่านอะบูบักรได้ใช้สํานวนที่ว่า [ ] บนความหมายของการเห็นพ้องโดย
          ไม่มีสิทธิ์ในการพิจารณา วิเคราะห์ และโต้แย้งได้เลย6
เขากล่าวว่า: มันเป็นการแบ่งแยกศัพท์เชิงวิชาการ และฉันไม่มีสิทธิ์ในการให้ศัพท์
      เชิงวิชาการกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยกระนั้นหรือ?
ข้าพเจ้าตอบว่า: มิใช่เช่นนั้น แต่การให้ศัพท์เชิงวิชาการของท่านนี้ ไม่สามารถ
      เปลี่ยนข้อเท็จจริงได้หรอก เพราะว่าบุคคลที่ท่านเรียกเขาว่า “มุตตะบิอฺ”(ผู้
      เจริญตาม)นั้น บางครั้งเขาทราบถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ รู้วิธีการต่างๆ ใน
      การวินิจฉัย(อิจญฺติฮาด) แน่นอนว่าเขาย่อมเป็น “มุจญ์ตะฮิด(ผู้วินิจฉัยได้)”
      แต่หากว่าเขาไม่ทราบถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ อีกทั้งไม่สามารถวินิจฉัย
      หุกุ่มจากหลักฐานนั้นได้ แน่นอนเขาย่อมเป็นคน “มุก็อลลิด” และหากว่า
      ประเด็นปัญหาบางส่วนเขารู้หลักฐานเช่นนั้นเช่นนี้และในอีกบางประเด็น
      ปัญหาเขาไม่รู้หลักฐาน แน่นอนว่า เขาย่อมเป็นคนมุก็อลลิดในบางประเด็น
      และเป็นมุจญ์ตะฮิดในบางประเด็น ดังนั้นการแบ่งแยกจึงมีเพียงแค่สอง
      จําพวกในทุกกรณี7 และสถานะของทั้งสองนี้ ย่อมมีความชัดเจนและเป็นที่
      ทราบกันดี


6
    เช่นเดียวกัน คือคําตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ความว่า

"เมื่อกลุ่มชน(จากบรรดาชัยฏอนที่ลุ่มหลง)ที่ถูกตามได้ปลีกเอาตัวรอดจากกลุ่มชน(จากพวกมนุษย์)ที่ถือตาม
ในขณะพวกเหล่านั้นได้มองเห็นการลงโทษแล้ว(ในโลกหน้า) และบรรดาสัมพันธภาพก็ได้ขาดสะบั้นไปแล้ว
จากพวกเขา" [อัลบะกอเราะฮ์: 166]. ดังนั้นเราจะพบว่าอัลลอฮฺได้ตรัสสํานวนคําว่า    "การตาม" ณ ที่นี้
เป็นภาพลักษณ์ที่ต่ําต้อยยิ่งกว่าการตักลีดเสียอีก.
7
  คือแบ่งเป็นมุจญฺตะฮิดกับคนมุก็อลลิดเท่านั้น.
12                                                              เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


เขากล่าวว่า: แท้จริงคนมุตตะบิอฺ (เจริญรอยตาม) นั้น เขาคือผู้ที่สามารถแยกแยะ
      บรรดาทัศนะและหลักฐานต่างๆ ได้ และสามารถให้น้ําหนัก(ตัรญีห์) ทัศนะ
      หนึ่งเหนืออีกทัศนะหนึ่งได้ และนีก็คือระดับที่มีความโดดเด่นกว่าผู้ตักลีด
                                      ่
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: หากท่านมีเป้าหมาย ในการแยกแยะระหว่างทัศนะต่างๆ คือ
      การแยกแยะบางทั ศ นะที่ มีห ลั ก ฐานแข็ ง แรงและหลัก ฐานที่ อ่อ นได้ นั้ น
      ดังกล่าวย่อมอยู่ในระดับอิจญ์ติฮาดขั้นสูง ดังนั้นท่านสามารถที่จะทําให้ตัว
      ของท่านเองเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?
เขากล่าวว่า: ฉันจะกระทําสิ่งดังกล่าวให้สุดความสามารถของฉัน
ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ฉันรู้ว่าท่านได้ทําการฟัตวาว่า การฏ่อล๊าก(หย่า) 3 ใน
      ครั้งเดียวนั้น ตกแค่ 1 ฏ่อล๊าก ดังนั้นก่อนที่ท่านจะทําการฟัตวานี้ ท่านได้
      กลับไปทบทวนคํากล่าวของบรรดาอุละมาอฺและบรรดาหลักฐานต่างๆ ของ
      พวกเขาเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวแล้วหรือยัง? จากนั้นท่านก็ทําการแยกแยะแจก
      แจงระหว่างบรรดาหลักฐานเหล่านั้น แล้วทําการฟัตวาโดยอยู่บน(พื้นฐาน
      การทราบถึงทัศนะและบรรดาหลักฐานต่างๆ ของพวกเขา)แล้วหรือไม่?
      “แท้จริง อุวัยมิร อัลอิจญ์ลานีย์ ได้ทําการหย่าภรรยาของเขาทีเดียว 3 ครั้ง
      ต่อหน้าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หลังจากที่เขาได้ทํา
      การลิอาน (การกล่าวสาบานว่าภรรยาของตนทําซินาเพื่อปฏิเสธความอับ
      อายที่ มี ต่อ เขา) แต่ภ ายหลั งจากนั้ น เขาได้ก ล่ าวว่ า โอ้ท่ านร่ อซู ลุ ล ลอฮฺ
      ความจริงฉันโกหกต่อนาง หากฉันได้ทําการกักตัวนาง (จะได้หรือไม่?) ทั้งที่
      นางได้ถูกหย่า 3 แล้ว (แต่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็ได้ทํา
      การแยกระหว่างทั้งสองเนื่องจากหย่าทีเดียว 3 ครั้งถือว่าตก 3 ฏ่อล๊าก)
      ดังนั้นท่านรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหะดีษนี้ และท่านรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับข้อบ่งชี้
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                                13


        ของหะดีษตามหลักวินิจฉัยของมัซฮับของปราชญ์ส่วนมากและมัซฮับของ
        ท่านอิบนุตัยมียะฮ์?
เขากล่าวว่า: ฉันไม่เคยทราบถึงหะดีษนี้มาก่อนเลย
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ได้อย่างไรกัน การที่ท่านได้ทําการฟัตวาประเด็นปัญหานี้ โดย
      ขัด แย้ ง กั บ สิ่ง ที่ บ รรดามัซ ฮั บ ทั้ ง สี่ ไ ด้ล งมติ แ ล้ ว และท่ า นก็ มิไ ด้ ท ราบถึ ง
      บรรดาหลักฐานของพวกเขาทั้งในแง่ของความอ่อนหรือความมีน้ําหนักของ
      หลักฐาน! ดังนั้นท่านได้กลายเป็นผู้ทิ้งอุดมการณ์ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ โดย
      ท่านกําหนดอุดมการณ์แก่ตัวของท่านเองและพยายามให้เรายึดอุดมการณ์
      นั้นด้วย ซึ่งก็คืออุดมการณ์แห่งการ อิตติบาอฺ (การตามโดยรู้หลักฐาน)
      ตามที่ท่านได้ให้คํานิยามไว้!
เขากล่าวว่า: ในเรื่องดังกล่าวนั้น ณ ที่ฉัน ไม่มีตําราอย่างเพียงพอสําหรับการ
     นํามาตีแผ่มัซฮับของปวงปราชญ์และหลักฐานต่างๆ ของพวกเขาเลย
ข้าพเจ้ากล่าวว่า : อะไรที่ทําให้ท่านต้องรีบด่วนในการฟัตวา โดยขัดแย้งกับ
      ปราชญ์มุสลิมีนส่วนมาก ทั้งที่ท่านไม่เคยทราบถึงหลักฐานต่างๆ ของพวก
      เขาเลย?
เขากล่าวว่า: แล้วจะให้ฉันทําอย่างไร ในเมื่อฉันถูกถาม โดยในขณะนั้นฉันไม่มี
     อะไร นอกจากมีตําราอ้างอิงที่จํากัด
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ความจริงท่านมีความสามารถเฉกเช่นเดียวกับบรรดาอุละมาอฺ
      และบรรดาอิหม่ามทั้งหมด ก็คือ ท่านสามารถกล่าวว่า “ฉันไม่รู้” หรือท่าน
      สามารถทําการถ่ายทอดทัศนะของมัซฮับทั้งสี่ให้แก่ผู้ที่มาขอฟัตวา และ
      นําเสนอทัศนะของผู้ขัดแย้งกับมัซฮับทั้งสี่โดยมิต้องทําการฟัตวา(เจาะจง
14                                                           เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


       ฟันธง)กับทัศนะใดจากทั้งสอง ซึ่งท่านก็มีความสามารถที่จะกระทําสิ่ง
       ดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้น มันเป็นหน้าที่ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่
       ได้เกิดขึ้นกับท่านนั้น มันทําให้ท่านต้องหาทางออกแบบไหนก็ได้กระนั้น
       หรือ?
       ส่ว นการที่ท่านได้ทําการฟัต วาด้ว ยทัศนะความเห็น ที่ขัด แย้งกับ มติของ
       อิหม่ามทั้งสี่ โดยท่าน -ให้การยอมรับเองว่า– ไม่ได้ทราบถึงบรรดาหลักฐาน
       ของพวกเขา เนื่ อ งจากท่ า นถื อ ว่ า เป็ น ความเพี ย งพอแล้ ว ในการเปิ ด ใจ
       ยอมรับหลักฐานต่างๆ ของผู้ที่มีทัศนะขัดแย้ง(กับมัซฮับทั้งสี่)นั้น ถือว่าเป็น
       ความตะอัศศุบ(มีความทิฐ)ิ เป็นที่สุดที่พวกท่านมักนํามากล่าวหาพวกเรา
เขากล่าวว่า: ขอยืนยันว่า ฉันได้ทําการดูทัศนะต่างๆ ของอิมามทั้งสี่ในหนังสือ
     (นั ย ลุ ล เอาฏ็ อ ร) ของท่ า นอั ช เชากานี ย์ หนั ง สื อ สุ บุ ลุ ส สลาม (ของ
     ท่านอัสศ็อนอานีย)์ และหนังสือฟิกฮุสซุนนะฮ์ ของท่าน ซัยยิด ซาบิก แล้ว
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เหล่านี้เป็นตําราคู่ปรับของอิหม่ามทั้งสี่เกี่ยวกับประเด็นปัญหา
      นี้ ซึ่งตําราทั้งหมดนี้ พูดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น และทําการนําเสนอหลักฐาน
      ต่างๆ เพื่อให้น้ําหนักทางฝ่ายตนเท่านั้น ดังนั้นท่านจะพอใจกระนั้นหรือ
      การที่ท่านได้ตัดสินสองคู่กรณี โดยรับฟังคําพูดเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งรับฟัง
      คําพูดของบรรดาพยานและญาติใกล้ชิดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น?
เขาตอบว่า: ความจริงฉันไม่เห็นว่าการกระทําของฉันนี้ เป็นสิ่งที่น่าตําหนิแต่
     ประการใด และขอยืนยันว่า จําเป็นบนฉันต้องทําการฟัตวาให้กับผู้ที่มาถาม
     และนีก็คือขนาดความรู้ที่ฉันสามารถเข้าถึงด้วยความเข้าใจของฉันได้
          ่
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                           15


ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านเคยกล่าวว่า ท่านนั้นมุตตะบิอฺ (ผู้เจริญรอยตามโดยทราบ
      หลักฐานไม่ใช่ผู้ตักลีด) และจําเป็นบนเราทั้งหมดที่ต้องเป็นเช่นนั้นด้วย
      และท่านเองก็ได้เคยอธิบายมาแล้วว่า การอิตติบาอฺนั้น คือการนําเสนอตีแผ่
      ทัศนะต่างๆ ของมัซฮับทั้งหมด แล้วทําการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ
      และยึดมัซฮับที่ใกล้เคียงกับหลักฐานที่ถูกต้องที่สุด แต่ทว่าการกระทําของ
      ท่านเองนั้น ได้ขว้างอุดมการณ์ของท่านไปยังกําแพงเสียแล้ว ซึ่งท่านก็
      ทราบดีแล้วว่า มัซฮับทั้งสี่ได้ลงมติแล้วว่า การหย่าฏ่อล๊ากทีเดียวสามครั้ง
      ทําให้ตกสาม และท่านก็รู้ดีว่า พวกเขามีบรรดาหลักฐานยืนยันต่อสิ่ง
      ดังกล่าวโดยท่านไม่ยอมดูมันเลย พร้อมกันนั้นท่านก็ทําการเปลี่ยนจากการ
      ลงมติ(อิจญ์มาอฺ)ของพวกเขาไปยังทัศนะความเห็นที่ตัวท่านเองชื่น ชอบ
      หรือว่าท่านมีความมั่นใจมาก่อนแล้วว่า บรรดาหลักฐานของอิหม่ามทั้งสี่นั้น
      เป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง?
เขาตอบว่า: ไม่ แต่ทว่าฉันนั้นไม่เคยดูหลักฐานต่างๆ ของพวกเขาเลย เนื่องจาก
     ณ ที่ฉันไม่มีตําราอ้างอิงเกี่ยวกับหลักฐานดังกล่าว
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ดังนั้น เหตุใดท่านจึงไม่รอคอยก่อนเล่า? เหตุใดท่านจึงรีบร้อน?
      และอั ล ลอฮฺ ก็ มิ ไ ด้ บั ง คั บ ให้ ท่ า นต้ อ งกระทํ า การรี บ ร้ อ นในการฟั ต วาสิ่ ง
      ดังกล่าวเลย? หรือการที่ท่านไม่ได้ดูบรรดาหลักฐานต่างๆ ของปราชญ์ส่วน
      ใหญ่นั้น ทําให้ทัศนะของท่านอิบนุตัยมียะฮ์มีน้ําหนัก? แล้วการตะอัศศุบ
      (ความมานะทิฐิ) ที่พวกท่านได้พยายามกล่าวหาเราอย่างผิดๆ นั้นคือสิ่งอื่น
      ที่ไม่ใช่รูปแบบทีเหมือนกับการกระทําของท่านอันนี?
                       ่                                           ้
16                                                          เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


เขากล่าวว่า: ความจริงการที่ฉันได้เห็นว่าในตําราต่างๆ ที่เพียบพร้อมไปด้วย
     หลักฐานที่มีอยู่ ณ ที่ฉันนั้น ทําให้ฉันพอใจ และอัลลอฮฺก็มิได้บังคับแก่ฉัน
     มากกว่านี้
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เมื่อมุสลิมคนหนึ่งได้ดูตําราต่างๆ แล้วพบหลักฐานบทหนึ่งนั้น
      ถือว่าเป็นความเพียงพอสําหรับเขาแล้วหรือไม่ ในการที่จะทิ้งบรรดามัซฮับ
      ที่ขัดแย้งกับความเข้าใจของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยดูบรรดาหลักฐาน
      ของมัซฮับต่างๆ เหล่านั้นก็ตาม?
เขาตอบว่า: ดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเพียงสําหรับเขาแล้ว !
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเข้ารับศาสนาอิสลามใหม่ๆ ซึ่งเขาไม่มีส่วน
      ใดๆ จากการเรียนรู้อิสลามเลย แล้วเขาก็อ่านคําตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา
      ที่ว่า


      “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
      ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หัน
      ไป) แท้จริงอัลลอฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง” [อัลบะกอเราะฮ์ : 115]
      ดังนั้นสิ่งที่เข้าใจได้จากคําตรัสของพระองค์ก็คือ อนุญาตให้มุสลิมทําการ
      หันไปทางทิศใดก็ได้ตามที่เขาต้องการในการละหมาดตามความหมายผิว
      เผินของถ้อยคําที่ได้บ่งชี้ไว้ในอัลกุรอาน แต่ทว่าเขาได้ยินบรรดาอิหม่ามทั้งสี่
      ได้ลงมติว่าจําเป็นบนผู้ละหมาดต้องหันไปทางกะบะฮ์ และเขาก็รู้ดีว่า
      บรรดาอิหม่ามทั้งสี่นั้นก็มีหลักฐานยืนยันในสิ่งดังกล่าว แต่ทว่าเขาไม่เคยไป
      ดูหลักฐานเหล่านั้นเลย ดังนั้นจะให้เขาทําอย่างไรเมื่อเขาได้ทําการละหมาด
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                                      17


         จะให้เขาตามความพอใจของตนเองจากหลักฐานที่เขาได้รับ หรือว่าตาม
         บรรดาอิหม่ามที่มีมติค้านกับสิ่งที่เขาได้เข้าใจ?
เขาตอบว่า: ให้เขาตามความพอใจของตนเอง!!
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เขาได้ทําการละหมาดโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นต้น
      และการละหมาดของเขาจะใช้ได้หรือไม่?
เขาตอบว่า: ใช้ได้ เนื่องจากเขาถูกบัญญัติใช้ให้ตามความพอใจของตนเอง(ไม่ใช่
     คนอื่น)
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านจงใคร่ครวญเถิดว่า ความพอใจส่วนตัวของเขานั้น อาจจะ
      บ่งบอกให้เขาทราบว่า ไม่เป็นบาปแก่เขาที่จะทําการซินาภรรยาเพื่อนบ้าน
      ของเขา และไม่บาปที่เขาจะดื่มสุราให้เต็มท้องของเขา และไม่เป็นบาปที่
      เขาจะทําการปล้นทรัพย์สินของผู้คนโดยมิชอบ ดังนั้นอัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ
      สิ่งดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เขาด้วยความพึงพอใจส่วนตัวกระนั้นหรือ?
ชายคนนั้นหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า: ทุกๆ รูปแบบที่ท่านได้ถามฉันนี้ เป็น
    รูปแบบที่สมมุติขึ้นมาโดยมิได้เกิดขึ้นจริง
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: มันมิใช่รูปแบบที่สมมุติขึ้น แต่ส่วนมากแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
      และเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง ก็คือ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้ใดๆ
      เกี่ยวกับอิสลาม ไม่รู้เกี่ยวกับกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮ์ และเขาก็ได้ยินหรือ
      ได้อ่านพบอายะฮ์นี้8โดยบังเอิญ แล้วเขาก็รู้จากอายะฮ์นี้เหมือนกับคน

8
   คืออายะฮ์ที่: 115 ซูเราะฮ์อัลบะก่อเราะฮ์ ที่ว่า “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็น
สิทธิ์ของอัลลอฮฺดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หันไป) แท้จริงอัลลอ
ฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง”
18                                                          เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


      อาหรับทั่วไปที่รู้ถึงความหมายผิวเผิน(ของอายะฮ์ดังกล่าวนั้น)ว่า ไม่เป็น
      บาปในการที่ผู้ละหมาดทําการหันไปยังทิศใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ ทั้งที่
      เขาได้เห็น ผู้คนทํ าการหัน ไปยังกะบะฮ์ก็ ตามที ซึ่งดั งกล่า วเป็น เรื่อ ง
      ธรรมชาติที่สามารถจินตนาการและเกิดขึ้นกันได้ตราบใดที่ในบรรดามุสลิ
      มีนนั้นยังมีผู้ที่ไม่รู้หลักการใดๆ ของอิสลาม
      อย่างไรก็ตาม ท่านได้ทําการหุกุ่มตัดสินตามรูปแบบนี้ (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ
      ที่ส มมุติขึ้น หรือเกิดขึ้น จริงก็ตาม)ด้วยหุกุ่มที่เกิดขึ้นจริงและท่านมองว่า
      ความพอใจส่วนตัวนั้น คือ ตัวตัดสิน ในทุกๆ กรณี แต่การตัดสินของท่านนี้
      มันไปค้านในกรณีที่ท่านได้แบ่งผู้คนออกเป็น 3 จําพวก คือ พวกที่ตักลีดอุ
      ละมาอฺโดยไม่รู้หลักฐาน(มุก็อลลิด), พวกที่ตามอุละมาอฺโดยรู้หลักฐาน
      (มุตตะบิอ)ฺ , ผู้ที่วิเคราะห์วินิจฉัยหลักฐานได้(มุจญ์ตะฮิด)
เขากล่าวว่า: แท้จริงจําเป็นบนเขา ต้องทําการค้นคว้า เขาไม่เคยอ่านสักหะดีษ
     หนึ่งหรือไม่เคยอ่านอายะฮ์อื่นๆ เลยกระนั้นหรือ?
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ก็ ณ ที่เขา ไม่มีแหล่งตําราอ้างอิงค้นคว้าอย่างพร้อมสรรพเลย
      ซึ่งเหมือนกับที่ท่านไม่มีตําราอย่างพร้อมสรรพในขณะที่ทําการฟัตวาใน
      เรื่องฏ่อล๊าก(การหย่า 3) และชายคนนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะได้อ่านอายะฮ์
      อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ใช้ให้เจาะจงหันหน้าไปทางกิบละฮ์ ดังนั้นท่าน
      ยังคงยืนกรานว่า เขานั้นตามความพอใจส่วนตัวหรือเขาขัดมติของปวง
      ปราชญ์?
เขาตอบว่า: ใช่ (ยังคงยืนกรานเช่นนั้น) เมื่อเขาไม่มีความสามารถที่จะติดตามการ
     วิเคราะห์พิจารณาอย่างต่อเนื่องได้ แน่นอนว่าเขาจะถูกผ่อนปรนให้ และ
     เพียงพอแล้วที่เขาจะยึดในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ชี้นําให้เขาพิจารณาและวิเคราะห์!
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                                             19


ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ต่อไปฉันจะเผยแพร่คําพูดของท่านนี้ ซึ่งมันเป็นคําพูดที่เสี่ยง
      และแปลก!
เขากล่า วว่า : ท่านจงนํา ไปเผยแพร่ตามที่ท่านต้องการเถอะ เพราะฉัน ไม่กลัว
     หรอก
ข้า พเจ้า กล่า วว่า : ท่านจะกลัว ฉั น ได้อย่า งไร ในเมื่อท่านไม่ ได้กลั ว อัล ลอฮฺ
       ตะอาลา เนื่องจากด้วยคําพูดของท่านนี้ ท่านได้ทิ้งขว้างคําตรัสของอัลลอฮฺ
       ตะอาลา ที่ว่า “พวกท่านจงถามผู้ที่มีความรู้หากพวกท่านไม่รู้” [อันนะห์ลิ:
       43] ไปทีกําแพง(อย่างไม่สนใจมัน)เสียแล้ว!
                ่
ชายผู้นั้นกล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ บรรดาอิหม่ามทั้งสี่เหล่านั้นไม่มะอฺซูม(คือไม่ได้
      รับการปกป้องจากความผิด) สําหรับอายะฮ์ที่ท่านได้ยึดอยู่นั้น เป็นคําตรัส
      ของ(อัลลอฮฺ)ผู้ปราศจากความผิดพลาด ดังนั้นอย่างไรกัน ที่ชายหนุ่มคนนั้น
      จะทิ้ ง (คํ า ตรั ส ของอั ล ลอฮฺ ) ผู้ ป ราศจากความผิ ด แต่ ไ ปยึ ด ตามผู้ ที่ ไ ม่ ถู ก
      ปกป้องจากความผิด(มะซูม)?9
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ สิ่งที่มะอฺซูม (ได้รับการปกป้องจากความผิดนั้น) ก็
      คือความหมายที่แท้จริงที่อัลลอฮฺทรงต้องการจากคําตรัสของพระองค์ที่ว่า
      “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ

9
   ปัจจุบันมาเราจะพบผู้ที่ยกย่องทัศนะที่ตนเองเลือกว่า ตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ เพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่า
ทัศนะที่เขาเลือกนั้นถูกต้องไม่มีผิด ทั้งที่ความจริงแล้วทัศนะที่เขาเลือกเป็นเพียงความเข้าใจในแง่มุมหนึ่งจาก
ตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์เท่านั้นเอง ซึ่งความจริงแล้ว ตัวบทนั้นมะอฺซูมแต่ความเข้าใจของพวกเขานั้น
ไม่มะอฺซูม ซึ่งเราต้องแยกแยะให้ได้ แต่ปัญหาปัจจุบันก็คือ พวกเขายังคงยกย่องทัศนะตนเองว่าเป็นทัศนะ
ของอั ล ลอฮฺ แ ละร่ อ ซู ล เพื่ อ เก็ บ เกี่ ย วและสร้ า งความเข้ า ใจอั น ผิ ด กั บ คนเอาวามที่ ไ ม่ ส ามารถแยกแยะ
รายละเอียดในเรื่องศาสนาได้ ซึ่งการพยายามแอบอ้างเช่นนี้ เป็นความผิดเนื่องจากยกย่องตนเองและขัดกับ
หลักคุณธรรมของศ่อฮาบะฮ์และสะละฟุศศอลิห.์
20                                                              เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


           ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หัน
           ไป) แท้จริงอัลลอฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง” [อัลบะกอเราะฮ์ : 115]
           แต่สิ่งที่ไม่มะอฺซูมนั้น คือความเข้าใจของชายหนุ่มคนนี้ที่ห่างไกลจากการ
           เรียนรู้หลักการต่างๆ ของอิสลามและธรรมชาติของอัลกุรอาน กล่าวคือ
           การเปรียบเทียบที่ฉันได้ถามท่านนั้น คือเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสอง
           ความเข้าใจ คือ ระหว่างความเข้าใจของชายหนุ่มผู้ไม่มีความรู้กับความ
           เข้าใจของบรรดาอิหม่ามผู้วินิจ ฉัยได้ ซึ่งความเข้าใจของทั้งสองนั้นไม่
           มะอฺซูมหรอก แต่จะมีบุคคลหนึ่งจากทั้งสองที่เขาตกไปอยู่ในความโง่เขลา
           และเบี่ยงเบนจากความถูกต้อง(คือชายหนุ่มคนนี้) และอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมี
           ความลึกซึ้งในการวิจัย มีความรู้ และมีความละเอียดละออ (คือบรรดา
           อิหม่ามผู้วินิจฉัยได้)
ชายคนนั้นกล่าวว่า: แท้จริงอัลลอฮฺไม่ได้บัญญัติตกหนักบนเขามากไปกว่าสิ่งเขาที่
     ได้ทุ่มเทไป!
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านจงตอบคําถามฉันต่อไปนี้ : ชายคนหนึ่งมีบุตรที่กําลังป่วย
      เป็นโรคผื่น(เรื้อรัง) บรรดาแพทย์ของเมืองนั้นทั้งหมดได้ทําการตรวจดู และ
      พวกเขาก็ลงมติกันว่า ต้องให้เด็กได้รับการเยียวที่เป็นการเฉพาะ ดังนั้น
      บรรดาแพทย์จึงเตือนบิดาของเด็กให้ระวังการฉีดยารักษาบุตรของเขาด้วย
      เพนนิซิลลิน10 และบรรดานายแพทย์ก็บอกเขาว่า หากทําการฉีดด้ว ย
      ยาเพนซิลลิน ก็จะทําให้เด็กถึงแก่ชีวิตได้ แต่บิดาของเด็กเคยทราบจากการ
      อ่านข้อแจกแจงทางการแพทย์ว่า เพนนิซิลลินนั้นมีประโยชน์ในการรักษา
      โรคผื่น(เรื้อรัง) ดังนั้น เขาจึงยึดถือข้อมูลที่เคยทราบมา และทิ้งคําแนะนํา

10
     ยาปฏิชีวนะมีฤทธิฆาเชื้อราแบคทีเรีย.
                     ์ ่
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                                 21


       ของบรรดาแพทย์ เนื่องจากเขาไม่รู้ถึงหลักฐานของนายแพทย์ที่จะมายืนยัน
       ในสิ่งที่พวกเขาได้พูด(ว่าการเพนนิซิลลินเป็นอันตราย) ปรากฏว่าบิดาของ
       เด็กก็กระทําตามความพอใจส่วนตัว แล้วทําการเยียวยารักษาบุตรของเขา
       ด้วยการฉีดเพนนิซิลลิน ปรากฏว่าผลการฉีดเพนนิซิลลินนั้นทําให้เด็กต้อง
       กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ดังนั้นบิดาของเด็กจะถูกหมายเรียกมา
       สอบสอบสวนหรือเขาได้ก่ออาชญากรรมต่อสิ่งที่เขาได้กระทําหรือไม่?
       ชายคนนั้นจึงคิดพิจารณาสักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า กรณี(บิดาของเด็ก)นี้มิใช่
       เหมือนกับกรณี(ชายหนุ่ม)ดังกล่าว
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่ความจริงมันเป็นกรณีเดียวกัน กล่าวคือ บิดาของเด็กได้ยิน
      การลงมติของบรรดาแพทย์ ซึ่งเหมือนกับชายหนุ่มคนนั้นได้ยินมติของปวง
      ปราชญ์ว่าให้ละหมาดหันหน้าไปทางกิบละฮ์ แต่พ่อของเด็กยึดรายละเอียด
      ทางการแพทย์ ที่ เ ขาได้ อ่ า นเองโดยไม่ ยึ ด คํ า แนะนํ า อื่ น ที่ บ รรดาแพทย์
      ปัจจุบันได้บอกไว้ เช่นเดียวกันกับ ชายคนหนึ่งที่ได้ยึดปฏิบัติเรื่องการ
      ละหมาดหันไปทางทิศไหนก็ได้ตามตัวบทที่ได้อ่าน(จากซูเราะฮ์อัลบะก่อ
      เราะฮ์อายะฮ์ที่ 115) โดยไม่พิจารณาหลักฐานอื่นและพ่อของเด็กก็ได้ทํา
      การฉีดพินนิซิลลีน นี้ด้ว ยความพอใจส่ว นตัว เหมือนกับ ที่ชายหนุ่มได้
      ปฏิบัติการละหมาดหันไปทางทิศไหนก็ได้ด้วยความพอใจส่วนตัวเช่นกัน!
ชายคนนั้นกล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ อัลกุรอาน คือรัศมี คือรัศมี และรัศมีในข้อบ่งชี้
     ของอัลกุรอานนั้นมันจะเหมือนกับคําพูดอื่นหรือ?
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: รัศมีของอัลกุรอานมันจะสะท้อนไปยังสติปัญญาของของผู้
      พิจ ารณาและผู้ อ่ า นคนใดก็ ต าม หลั งจากนั้น เขาก็ จ ะสามารถเข้ า ใจอั ล
      กุรอานที่เป็นดังรัศมีตรงตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์กระนั้นหรือ? แล้วอะไร
22                                                                     เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์


        คือข้อแตกต่างระหว่างผู้มีความรู้และผู้ที่ไม่มีความรู้ตราบที่พวกเขาทั้งหมด
        ต่างก็กระหายจากรัศมี(ของอัลกุรอาน)นี?  ้
        ทั้งสองตัวอย่าง มีความเท่าเทียมกัน (คือตัวอย่างการหันหน้าไปทางกิบละฮ์
        และฉีดยาให้แก่เด็ก) โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างทั้งสองเลย และจําเป็น
        ที่ท่านจะต้องตอบฉันว่า เกี่ยวกับกรณีนี้จะให้นักค้นคว้าวิชาความรู้ตาม
        ความพอใจส่วนตนหรือให้เขาตามผู้ที่ชํานาญเฉพาะทาง?
ชายคนนั้นกล่าวว่า: แต่ความพอใจส่วนตัวนั้น คือหลักเดิม(ต้องยึดปฏิบัต)ิ
ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ให้เขาใช้ความพอใจส่วนตัว แล้วต่อมาสิ่งดังกล่าวทําให้เด็ก
      เสียชีวิต ดังนั้นเขาจะต้องรับผิดชอบตามหลักการศาสนาหรือต้องคดี
      หรือไม่?
ชายคนนั้นกล่าวเต็มปากเลยว่า: เขาไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ!
ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า: เราจงจบการวิเคราะห์และการสนทนากันเถิด หลังจาก
      ถ้อยคําที่ท่านได้พูดมันออกไปนี้ ระยะทางเดินร่วมกันระหว่างฉันกับท่านที่
      จะสามารถวิเคราะห์กันได้นั้นได้ขาดสะบั้นลงแล้ว และถือว่าเพียงพอที่ท่าน
      จะนําคําตอบที่แปลกประหลาดอันนี้ออกจากมติของศาสนาอิสลามทั้งหมด
      ไม่ซ.ิ .. ขอยืนยันหากพวกท่านไม่ใช่เป็นผู้ที่ตะอัศศุบ(คลั่งไคล้)เลยเถิด ก็จะ
      ไม่ มี ค วามหมายใดสํ า หรั บ การตะอั ศ ศุ บ (คลั่ ง ไคล้ ) อย่ า งเกิ น เลยบนผื น
      แผ่นดินนี้อีกแล้ว11



11
  หมายความว่าชายคนนั้นมีความตะอัศศุบเป็นอย่างมาก ซึ่งหากชายคนนั้นไม่ได้อยู่ในพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึง
ความตะอัศศุบ ต่อไปบนผืนแผ่นดินนี้ ก็คงหาความหมายตะอัศศุบไม่ได้อีกแล้ว.
บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ
            ้ ั                                                            23


        มุสลิมที่ไม่รู้(ญาฮิล) ที่ใช้ความพอใจส่วนตัวมาทําความเข้าใจสิ่งที่เขาได้
ศึกษาจากอัลกุรอาน ทําการละหมาดผินหน้าไปทางอื่นจากกิบละฮ์โดยขัดแย้งกับ
บรรดามุสลิมีนทั้งหมด แล้วการละหมาดของเขาใช้ได้! (กระนั้นหรือ?!) ชาย
ธรรมดาคนหนึ่งได้ใช้ความพอใจส่วนตัว ทําตนเองให้กลายเป็นแพทย์รักษาผู้ใดก็
ได้ตามที่เขาต้องการ และต่อไปผู้ป่วยก็จะตายด้วยน้ํามือของเขา แล้วถูกกล่าวแก่
ผู้ป่วยว่า อัลลอฮฺจะทรงทําให้ท่านหายป่วยเองกระนั้นหรือ!
      ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า เหตุใดที่พวกไม่มีมัซฮับเหล่านั้นถึงไม่ปล่อยให้เราใช้
ความพอใจส่วนตัวเช่นกันในการให้คนที่ไม่รู้หุกุ่มและหลักฐานต่างๆ ของศาสนา
ทําการยึดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งจากบรรดามัซฮับของปราชญ์มุจญฺตะฮิด เนื่องจาก
พวกเขามีความรู้แจ้งเห็นจริงในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ยิ่งกว่า

บทสนทนากับผู้ไม่มีมัซฮับ

  • 1.
  • 3.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 1 บทนํา ... เอกสารเผยแผ่นี้ ได้ถอดความมาจากหนังสือ “อัลลามัซฮะบียะฮ์ อัคฏ่อรุ บิดอะฮ์ ตุฮัดดิดุ อัชชะรีอะฮ์ อัลอิสลามียะฮ์” หน้า 133-148 ของท่าน อัลลามะฮ์ ศาสตราจารย์ มุฮัมมัด สะอีด ร่อมะฎอน อัลบูฏีย์ เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่าง ผู้ประพันธ์หนังสือกับผู้ที่ไม่มีมัซฮับ ซึ่งเป็นการสนทนาที่น่าสนใจมาก ผู้แปลจึง ถอดความเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้และแง่คิดทีเป็นประโยชน์ อินชาอัลลอฮฺ ่ อนึ่ ง กลุ่ ม ไม่ มี มั ซ ฮั บ กล่ า วกั บ กลุ่ ม ที่ ต ามมั ซ ฮั บ ทั้ ง สี่ ว่ า “อั ล ลอฮฺ ท รง กําหนดให้ฏออัตต่อพระองค์และฏออัตต่อร่อซูลของพระองค์ แต่พวกท่านกลับฏอ อัตต่อบรรดาอิหม่ามทั้งสี่แทนการฏออัตต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ ดังนั้น หากการฏออั ตบรรดาอุล ะมาอฺ เ ป็น ที่ ย อมรับ ได้ แน่ น อนการฏออั ตต่ อ บรรดา ศ่อฮาบะฮ์ย่อมเหมาะสมกว่าอิหม่ามทั้งสี่และบรรดาอุละมาอฺท่านอื่นๆ” เราขอตอบว่ า บรรดาอิ ห ม่ ามหรือ มัซ ฮั บ ทั้ งสี่ นั้ น มิ ใช่ สิ่ งที่ มาแทนที่ก าร ตามอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และบรรดาตําราของอิหม่ามทั้งสี่นั้นมิใช่มา แข่งขันกับกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ แต่มัซฮับทั้งสี่เป็นผู้ทํา หน้าที่อธิบายอัลกุรอานและซุนนะฮ์ คอยช่วยเหลือและแจกแจงผู้ที่ต้องการเข้าใจ อายะฮ์ต่างๆ ของอัลกุรอานและตัวบทต่างๆ ของซุนนะฮ์นั่นเอง
  • 4.
    2 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ และเช่นเดียวกัน บรรดาอิหม่ามทั้งสี่มิใช่มาแทนที่เหล่าศ่อฮาบะฮ์และมิใช่ มาคัดค้านกับพวกเขา เนื่องจากบรรดาศ่อฮาบะฮ์นั้นมิได้เขียนตํารา มิได้ทําการ พูดเรื่องฟิกฮฺนอกจากปัญหาข้อปลีกย่อยที่เกิดขึ้นในสมัยของพวกเขาเท่านั้นโดย พวกเขาไม่พูด ในทุกประเด็น ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการตามเหล่าศ่อฮาบะฮ์ เขาก็ไม่ สามารถกระทําสิ่งดังกล่าวได้นอกจากต้องรวบรวมคําพูดของศ่อฮาบะฮ์ทั้งหมด เท่ านั้ น แต่ค วามจริง บรรดาอิ ห ม่ ามทั้ งสี่ ไ ด้ร วบรวมไว้ห มดแล้ว เพราะฉะนั้ น อิห ม่า มทั้ง สี่ คือ ผู้ม ารับ ใช้วิ ช าการของเหล่ า ศ่อ ฮาบะฮ์ แ ละตาบิ อีน ด้ว ยเหตุ นี้ ประชาชาติอิสลามจึงตามมัซฮับทั้งสี่ก็เพราะพวกเขารับใช้กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ และรับใช้ฟิกฮฺของเหล่าศ่อฮาบะฮ์ ดังนั้นการไม่สนใจฟิกฮฺของมัซฮับทั้งสี่ ก็ย่อม เป็นการกระทําเบาความกับองค์ความรูทเกี่ยวกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์นั่นเอง1 ้ ี่ อารีฟีน แสงวิมาน สถาบันอัลกุดวะฮ์ 1 แต่ผู้ที่ยกย่องตนเองว่าตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ แต่เมื่อต้องการเข้าใจรายละเอียดของอัลกุรอานและซุน นะฮ์ ก็จะไปศึกษาคําอธิบายและการวินิจฉัยจากอุละมาอฺมัซฮับทั้งสี่และบรรดาอุละมาอฺท่านอื่นๆ โดยไม่ อ้างอิง แล้วหลังจากนั้นก็เลือกทัศนะที่ตนเองพอใจ และอ้างว่านี่แหละคือทัศนะของฉันที่ตามกิตาบุลลอฮฺและ ซุนนะฮ์ ซึ่งการกระทําเยี่ยงดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นการขโมยของเข้าใจของอุละมาอฺและวิชาความรู้ของเขาจะ ไม่บะร่อกัตไม่มีความจําเริญในการทําให้หัวใจเข้าหาและผูกพันอยู่กับอัลลอฮฺตะอาลา คือสมองได้เพียงแค่ ข้อมูลความรู้แต่หัวใจไม่ได้รับเตาฟีก.
  • 5.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 3 บทสนทนาระหว่างอัลลามะฮ์ อัลบูฏีย์กับผู้ไม่มีมัซฮับ ท่านอัลลามะฮ์ อัชชัย ค์ มุฮัมมัด สะอีด ร่อมะฎอน อัลบูฏีย์ ได้กล่าวว่า: บางทีห มวดนี้มีความสําคัญยิ่งกว่าหมวดอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ และสาเหตุที่มี ความสําคัญนั้น มิใช่เพราะมีหลักฐานเชิงวิชาการใหม่ๆ แต่สาเหตุสําคัญก็คือ ท่าน จะพบถึงปรากฏการณ์แห่งความตะอัศศุบหรือความมีมานะทิฐิที่ท่านไม่เคยพบมัน มาก่อนจากสติปัญญาของมนุษย์คนใดเลย คือพวกเขากล่าวหาว่าเรานั้นตะอัศศุบ แต่ท่านจะพบในหมวดนี้ว่า พวกเขามีความตะอัศศุบที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ในหมวดนี้ ท่านจะไม่พบว่าข้าพเจ้าได้พูดขึ้นมาเองหรือทําการละเมิดต่อ ผู้ใด... และข้าพเจ้าก็จะไม่นํามาแม้สักถ้อยคําเดียวที่มาจากการคิดจินตนาการ2 และขอยืนยันว่า ข้าพเจ้าได้พูดกับพี่น้องผู้ร่วมสนทนาท่านหนึ่งว่า “ฉันจะนําสิ่งที่ ท่านพูดไปเผยแพร่” ซึ่งที่ข้าพเจ้าพูดไปนั้นมิใช่อื่นใดนอกจากต้องการปลุกให้เขา คิดใคร่ครวญในสิ่งที่เขาได้พูดออกมา แต่เขาพูดขึ้นเสียงกับข้าพเจ้าว่า “ท่านจง นําไปเผยแพร่ตามทีท่านต้องการเถอะ เพราะฉันไม่กลัวหรอก!” ่ ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะหลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อของเขา แต่เพียงพอแล้วที่ท่าน ทราบว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้ที่ไม่มีมัซฮับ แต่พร้อมกันนั้นเขาก็เป็นคนดีและมี 2 ท่านอัลลามะฮ์ อัชชัยค์ อัลบูฏีย์ ได้กล่าวไว้ในเชิงอรรถว่า “คําพูดของข้าพเจ้านี้ คือการโต้ตอบของเราต่อผู้ ที่มาอ้างในวันนี้ว่าเราได้ทําการเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนเนื้อหาเสวนา... ถ้าหากความเกรงกลัวอัลลอฮฺไม่ ยับยั้งเราให้กระทําสิ่งดังกล่าว แน่นอนว่าพยานผู้รู้เห็นเกือบสิบคนทีประจักษ์ด้วยสายตาและได้ยินด้วยหูของ ่ พวกเขาก็จะทําการคัดค้านเราอย่างแน่นอน. ดูเชิงอรรถ หน้า 133.
  • 6.
    4 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ คุณธรรมหากว่าไม่มรอยด่างพร้อยนี้มาเปรอะเปื้อนความคิดของเขาจนทําให้ดิ่งลง ี สู่ก้นเหวแห่งความตะอัศศุบอย่างน่าแปลกประหลาดนี้ เขาผู้ นี้ ไ ด้ ม าพร้ อ มกั บ ชายหนุ่ ม ที่ บุ ค ลิ ก ดี และอุ ป นิ สั ย ของเขานั้ น ชอบ ค้นคว้าหาความจริงตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่สมควรแก่การค้นคว้า ข้าพเจ้าจึง เริ่มทําการสนทนากับเขา ข้าพเจ้า กล่า วกับเขาว่า : อะไรคือแนวทางของท่านเกี่ยวกับหลักหุกุ่มต่างๆ ของอัลลอฮฺ ท่านจะยึดเอาหุกุ่มต่างๆ จากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ หรือยึด เอามาจากบรรดาอุละมาอฺที่วินิจฉัยได้? เขาตอบว่า: ฉันจะทําการตีแผ่ทัศนะของบรรดาอุละมาอฺและหลักฐานต่างๆ ของ พวกเขา หลั ง จากนั้ น ฉั น ก็ จ ะยึ ด ทั ศ นะที่ ใ กล้ เ คี ย งกั บ หลั ก ฐานของ กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์! ข้าพเจ้าถามเขาว่า: ณ ที่ท่านมีเงินอยู่ 5000 ลีร่า(ซีเรีย) และระยะเวลาได้ผ่านไป 6 เดือนโดยเงินยังถูกเก็บไว้ที่ท่าน หลังจากนั้นท่านก็นําเงินมาซื้อสินค้าและ นํามาทําการค้าขาย ดังนั้นซะกาตของสินค้านี้จะถูกจ่ายเมื่อใด? หลังจาก อีก 6 เดือน หรือหลังจากครบรอบ 1 ปีบริบูรณ์? เขาคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “คําถามของท่านนี้หมายถึง ท่านกําลังจะ บอกว่า บรรดาทรัพย์สินการค้านั้น จําเป็นต้องจ่ายซะกาตใช่ไหม?” ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ฉันกําลังถามท่าน และสิ่งที่ต้องการคือให้ท่านตอบฉันด้วย วิธีการที่เฉพาะของท่าน และนี่ก็คือห้องสมุดอยู่ที่ต่อหน้าท่านแล้ว ใน ห้องสมุดก็มีบรรดาตําราตัฟซีร หะดีษ และตําราต่างๆ ของอุละมาอฺที่อยู่ใน ระดับวินิจฉัยได้
  • 7.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 5 ชายคนนี้จึงทําการคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ท่านครับ นี่เป็นเรื่องศาสนา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลย การตอบเรื่องนี้มิใช่จะตอบได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ จําเป็นต้องทําการพิจารณาไตร่ตรอง ทบทวน และศึกษาวิเคราะห์ และสิ่งดังกล่าว ทั้งหมดนี้ จําเป็นต้องใช้เวลา ดังนันเรามาวิเคราะห์เรื่องอื่นกันเถอะ” ้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงละจากคําถามนี้ และข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเขาว่า “ก็ดี... แล้ว จําเป็นไหมที่มุสลิมทุกคนจะต้องตีแผ่หลักฐานของบรรดาอุละมาอฺ หลังจากนั้นก็ ยึดเอาบรรดาหลักฐานที่สอดคล้องกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์มากที่สุด” เขาตอบว่า: ใช่ครับ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ดังกล่าวนั้นก็หมายความว่า มนุษย์ทุกคนสามารถครอบครอง ศักยภาพในการอิจญฺติฮาด(วินิจฉัย)เช่นเดียวกับสิ่งที่ปราชญ์มัซฮับต่างๆ ครอบครอง ยิ่งกว่านั้นพวกเขาจะได้ครอบครองศักยภาพที่ยิ่งใหญ่และ ความสมบูรณ์ยิ่งกว่า เพราะผู้ที่มีความสามารถจะตัดสินทัศนะของบรรดา อิหม่ามหรือมีความสามารถตัดสินให้ทัศนะของบรรดาอิหม่ามยู่บนบรรทัด ฐานของอัลกุรอานและซุนนะห์ได้นั้น แน่นอนเขาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มากกว่าบรรดาอิหม่ามเหล่านันทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ้ เขากล่าวว่า: ความจริงแล้ว มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็น 3 จําพวก คือ 1) มุก็อลลิด ( ) ผู้ปฏิบัติตามผู้อื่น 2) มุตตะบิอฺ ( ) ผู้เจริญรอยตาม และ 3) มุจญฺตะฮิด ( ) ผู้วินิจฉัยเองได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถเปรียบเทีย บ ระหว่างมัซฮับได้และสามารถคัดสรรทัศนะที่ใกล้เคียงกับอัลกุรอานมาก ที่สุดได้นั้น เขาคือมุตตะบิอฺ (ผู้ที่เจริญรอยตาม) โดยเขาอยู่ในระดับกลาง ระหว่างการตักลีดตามผู้อื่นกับการวินิจฉัยเองได้
  • 8.
    6 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: อะไรคือหน้าที่ของคนมุก็อลลิด? เขาตอบว่า: คนมุก็อลลิดจะต้องปฏิบัติตามบรรดาปราชญ์มุจญฺตะฮิดที่เขาเห็น พ้อง ข้าพเจ้ากล่าวว่า: และจะเป็นบาปแก่คนมุก็อลลิดหรือไม่ จากการที่เขาต้องไป ตามปราชญ์ท่านหนึ่งจากบรรดาปราชญ์ที่อยู่ในระดับมุจญฺตะฮิด โดยเขา ยังคงสังกัดกับปราชญ์มุจญฺตะฮิดคนนั้นอยู่ตลอดโดยไม่แปรเปลี่ยนไปจาก เขาเลย เขากล่าวว่า: ใช่แล้ว เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)แก่เขา ข้าพเจ้าถามว่า: อะไรคือหลักฐานห้ามในเรื่องดังกล่าว? เขาตอบว่ า : หลัก ฐานก็ คือ การที่เ ขาได้ เจาะจงกระทํา สิ่ง หนึ่ งที่อั ล ลอฮฺ ไม่ เคย กําหนดแก่เขา ข้าพเจ้าถามว่า: กิรออะฮ์(วิธีการอ่าน)ใดจากกิรออะฮ์ทง 7 ที่ท่านใช้อ่านคัมภีร์อัล ั้ กุรอาน? เขาตอบว่า: กิรออะห์หฟศ์3 ั ข้าพเจ้าถามว่า: ท่านได้อ่านอัลกุรอานด้วยกิรออะฮ์หัฟศ์เป็นประจําหรือไม่? หรือ ว่าในแต่ละวันท่านได้อ่านอัลกุรอานแบบกิรออะฮ์อื่นที่สลับเปลี่ยนกันไป? เขาตอบว่า: ฉันประจําอยู่กับการอ่านอัลกุรอานแบบกิรออะฮ์หฟศ์ ั 3 กิรออะฮ์ [ ] คือแบบการอ่านหนึ่งจากแบบการอ่านทั้ง 7 ซึ่งกิรออะฮ์หัฟศ์นี้ คือกิรออะฮ์ที่เราและคน ส่วนใหญ่อ่านกันในปัจจุบัน.
  • 9.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 7 ข้า พเจ้า ถามว่า : แล้ว อะไรทํา ให้ท่านเจาะจงอยู่กับ การอ่านแบบดังกล่าว ทั้ ง ที่ อั ล ลอฮฺ ก็ มิ ไ ด้ กํ า หนดให้ แ ก่ ท่ า น นอกจากพระองค์ เ พี ย งให้ ท่ า นอ่ า น อั ล กุ ร อานตามที่ มี ร ายงานอย่ า งต่ อ เนื่ อ ง(มุ ต ะวาติ ร )จากท่ า นนะบี ย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เท่านั้น เขาตอบว่า: เพราะว่าฉันไม่พร้อมที่จะศึกษาการอ่านแบบอื่น และมันไม่ใช่เรื่อง ง่ายสําหรับฉันที่จะอ่านนอกจากอ่านแบบวิธีน4เท่านั้น ี้ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: บุคคลหนึ่งได้ศึกษาฟิกฮฺมัซฮับอัชชาฟีอีย์ โดยที่เขาก็คืออีกผู้ หนึ่งที่ไม่พร้อมที่จะศึกษามัซฮับอื่นๆ และเขาก็ไม่สะดวกที่จะทําความ เข้าใจกับหุกุ่มต่างๆ ทางด้านศาสนานอกจากตามอิหม่ามท่านนี้ ดังนั้นหาก ท่านบังคับให้เขาต้องรู้จักข้อวินิจฉัยต่างๆ ของปวงปราชญ์ทั้งหมด ก็จําเป็น บนท่ า นเช่ น เดี ย วกั น ที่ จ ะต้ อ งศึ ก ษากิ ร ออะฮ์ ( หลั ก วิ ธี ก ารอ่ า น)ทั้ ง หมด จนกระทั่งท่านสามารถอ่านมันทั้งหมดได้ แต่ถ้าหากท่านได้ผ่อนปรนให้แก่ ตัว ของท่า นเนื่องจากไม่มีความสามารถ ก็จําเป็น บนท่านต้อ งผ่อนปรน ให้แก่คนมุก็อลลิดนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ท่านเอามาจากไหนที่บอกว่า คนมุก็อลลิดนั้นจะต้องเปลี่ยนมัซฮับหนึ่งไปยังอีกมัซฮับหนึ่งทั้งที่อัลลอฮฺไม่ เคยกําหนดสิ่งดังกล่าวแก่เขาเลย หมายถึง เสมือนกับ ที่พระองค์ไม่เคย กําหนดให้เขาต้องคงอยู่กับ มัซฮับ หนึ่งเป็น การเฉพาะ พระองค์ก็ไม่เคย กําหนดให้เขาต้องเปลี่ยนย้ายมัซฮับอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เขากล่าวว่า: แท้จริงสิ่งที่ห้ามแก่เขาก็คือ การยึดติดอยู่กับมัซฮับหนึ่งพร้อมเชื่อมั่น ว่า อัลลอฮฺทรงสั่งใช้เขาให้ยึดมัซฮับดังกล่าว 4 คืออ่านแบบกิรออะฮ์หัฟศ์เท่านั้น.
  • 10.
    8 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ ข้ า พเจ้ า กล่ า วว่ า : นี่ มั น คนละเรื่ อ งกั น และ(การเชื่ อ ว่ า อั ล ลอฮฺ ท รงใช้ ใ ห้ เ ขา สังกัดมัซฮับใดมัซฮับ หนึ่งนั้น เป็นสิ่งต้องห้าม)มัน ก็คือความจริงที่ไม่ต้อง สงสัย และไม่มีการคัดแย้ง ใดๆ แต่การที่เขาจะสังกัดมัซฮับ ปราชญ์มุจ ญฺ ตะฮิดเป็นการเฉพาะโดยเขาตระหนักรู้อยู่เสมอว่าอัลลอฮฺไม่เคยบังคับให้ กระทําสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นบาปบนเขาหรือไม่? เขากล่าวว่า: ไม่เป็นบาปแก่เขา ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่เจ้าของหนังสือปกอ่อน5 ที่ท่านได้นํามาสอนอยู่นั้น ได้กล่าว ขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านได้ยืนยันว่า “การสังกัดมัซฮับอิหม่ามเป็นการเฉพาะนั้น หะรอม” แต่ยิ่งกว่านั้น ในหนังสือปกอ่อนกลับยืนยันในบางหน้าว่า “บุคคล ที่ตาม(มัซฮับ)ของอิหม่ามท่านหนึ่งเป็นการเจาะจงอย่างเป็นประจําโดยไม่ เปลี่ยนจาก(มัซฮับ)ของอิหม่ามท่านนั้นเลย ถือว่าเป็น กุฟุร!” ชายคนนั้นกล่าวว่า: ไหนหรือ? แล้วเขาก็กลับไปทบทวนหนังสือปกอ่อนดังกล่าว ทําการใคร่ครวญถึงตัวบทและสํานวนต่างๆ และเขาก็ทําการใคร่ครวญ คําพูดเจ้าของหนังสือปกอ่อนที่ว่า “แต่ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ยึดอิหม่ามคนหนึ่งเป็น การเฉพาะเจาะจงในทุกๆ ประเด็น(ข้อปลีกย่อยต่างๆ ของศาสนา)นั้น เขา ย่อมเป็นผู้ตะอัศศุบ(มีมานะทิฐิ) เป็นผู้ที่กระทําความผิด ตักลีดตามแบบตา บอด เขานั้นย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากผู้ที่แบ่งแยกในศาสนาของพวกเขาและ พวกเขาก็แตกเป็นกลุ่มๆ” ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า จุดมุ่งหมายของอัลมะอฺซู มีย(์ เจ้าของหนังสือปกอ่อน) จากการยึดตามมัซฮับอิหม่ามคนเดียวเป็นการ 5 คือ ชัยค์มุฮัมมัด ซุลฏอน อัลคุญันดีย์ อัลมะอฺซูมีย์ ผู้แต่งหนังสือปกอ่อนชื่อ “มุสลิมต้องสังกัมมัซฮับเป็นการ เฉพาะจากมัซฮับทั้งสี่หรือไม่?”
  • 11.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 9 เฉพาะนั้นเป็นกุฟุร คือหมายถึง เขายึดมั่นว่าดังกล่าวเป็นสิ่งที่วาญิบตาม หลักศาสนา ซึ่งสํานวนในหนังสือของอัลมะซูมีย์นี้มันตกไป ข้าพเจ้ากล่าวว่า: อะไรคือหลักฐานที่เขาได้มีเป้าหมายเช่นนี้ และเหตุใดท่านถึงไม่ กล่าวว่า “ผู้แต่งหนังสือ(คืออัลมะซูมีย)์ ผิดพลาด?” แต่ชายคนนี้พยายามยืนกรานว่าสํานวนของหนังสือถูกต้องแล้ว และสํานวน หนังสือต้องอยู่บนการสมมุติถ้อยความที่ถูกตัดไป และผู้แต่งหนังสือได้รับการ ปกป้องจากความผิดพลาดจากสํานวนการเขียนในหนังสือเล่มดังกล่าว ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่สํานวนของการสมมุติถ้อยคํานี้ ไม่สามารถมาแก้ต่างผู้ที่มา คัดค้านได้เลย และไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้น เพราะไม่มีมุสลิมคนใดเลย นอกจากเขารู้ว่าการตามอิหม่ามคนหนึ่งเป็นการเฉพาะจากอิหม่ามมัซฮับ ทั้งสี่นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่วาญิบตามหลักของศาสนา และไม่มีมุสลิมคนใดทํา การยึดสังกัดมัซฮับหนึ่งเป็นการเฉพาะนอกจากว่าเขาได้มีความปรารถนา และมีความสมัครใจจากตัวของเขาเอง เขากล่าวว่า: มันเป็นอย่างไรหรือ? ทั้งที่ความจริงฉันได้ยินผู้คนมากมายและผู้มี ความรู้บางส่วนได้กล่าวว่า จําเป็นต้องสังกัดมัซฮับเป็นการเฉพาะตามหลัก ของศาสนา จนกระทั่งไม่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปยังมัซฮับอื่น ข้าพเจ้ากล่าวแก่เขาว่า: ท่านจงกล่าวนามชื่อมาให้ฉันสักหนึ่งคนซิ จากสามัญชน หรือผู้รู้ ที่เขาได้กล่าวคําพูดเช่นนี้แก่ท่าน ชายคนนั้นจึงหยุดนิ่ง แต่ทว่าเขารู้สึกแปลกใจที่คําพูดของฉันถูกต้อง และเขาก็ ยังคงลังเลสงสัยว่า ทุกสิ่งที่เขาได้จินตนาการนั้น คือผู้คนมากมายห้ามทําการ ย้ายมัซฮับหนึ่งไปยังอีกมัซฮับหนึ่ง
  • 12.
    10 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ในวันนี้ท่านจะไม่พบผู้ใดสักคนที่เชื่อแบบคลุมเครือ เหลวไหลนี้ แต่พวกเขาได้รายงานเล่าจากยุคหลังบางช่วงในสมัยของอ็อตโต มัน(อุษมานียะฮ์) ว่า “พวกเขาถือเป็นบาปใหญ่การที่ผู้ยึดถือมัซฮับหะ นะฟีย์ได้เปลี่ยนจากมัซฮับของเขาไปยังมัซฮับอื่น” ซึ่งไม่สงสัยเลยว่า คําพูด ของพวกเขาดังกล่าวนั้น - หากการถ่ายทอดรายงานมีความถูกต้องจริง – ก็ ถือเป็นความเขลาและมีมานะทิฐิที่คลั่งไคล้แบบตาบอด หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ท่านเอามาจากไหนหรือ? ในกรณีการ แบ่งแยกระหว่างคําว่า มุก็อลลิด (ผู้ตามคนอื่น) กับมุตตะบิอฺ (ผู้ตามโดยรู้ หลักฐาน) มันเป็นการแบ่งแยกศัพท์ทางภาษาหรือศัพท์ทางวิชาการ? เขาตอบว่า: ระหว่างทั้งสองคํานั้น มีความแตกต่างด้านศัพท์ทางภาษา และข้ า พเจ้ า ได้ นํ า ตํ า ราอ้ า งอิ ง ทางด้ า นภาษาอาหรั บ เพื่ อ ให้ เ ขายื น ยั น ถึ ง การ แบ่งแยกศัพท์ทางภาษาระหว่างสองคํานี้ แต่เขาไม่สามารถพบความแตกต่างได้ เลย หลังจากนั้นข้าพเจ้ากล่าวว่า: แท้จริงท่านอะบูบักร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวแก่ ชายชนบทที่ทําการคัดค้านรายได้(ต่อเดือนในการเป็นค่อลีฟะฮ์ของท่าน)ที่ บรรดามุสลิมทั้งหลายให้การยอมรับว่า “เมื่อบรรดามุฮาญิรีนพอใจ แท้จริงพวกท่าน(ชาวอันศ็อร)ย่อมเป็นผู้ที่ตาม”
  • 13.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 11 ท่านอะบูบักรได้ใช้สํานวนที่ว่า [ ] บนความหมายของการเห็นพ้องโดย ไม่มีสิทธิ์ในการพิจารณา วิเคราะห์ และโต้แย้งได้เลย6 เขากล่าวว่า: มันเป็นการแบ่งแยกศัพท์เชิงวิชาการ และฉันไม่มีสิทธิ์ในการให้ศัพท์ เชิงวิชาการกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยกระนั้นหรือ? ข้าพเจ้าตอบว่า: มิใช่เช่นนั้น แต่การให้ศัพท์เชิงวิชาการของท่านนี้ ไม่สามารถ เปลี่ยนข้อเท็จจริงได้หรอก เพราะว่าบุคคลที่ท่านเรียกเขาว่า “มุตตะบิอฺ”(ผู้ เจริญตาม)นั้น บางครั้งเขาทราบถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ รู้วิธีการต่างๆ ใน การวินิจฉัย(อิจญฺติฮาด) แน่นอนว่าเขาย่อมเป็น “มุจญ์ตะฮิด(ผู้วินิจฉัยได้)” แต่หากว่าเขาไม่ทราบถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ อีกทั้งไม่สามารถวินิจฉัย หุกุ่มจากหลักฐานนั้นได้ แน่นอนเขาย่อมเป็นคน “มุก็อลลิด” และหากว่า ประเด็นปัญหาบางส่วนเขารู้หลักฐานเช่นนั้นเช่นนี้และในอีกบางประเด็น ปัญหาเขาไม่รู้หลักฐาน แน่นอนว่า เขาย่อมเป็นคนมุก็อลลิดในบางประเด็น และเป็นมุจญ์ตะฮิดในบางประเด็น ดังนั้นการแบ่งแยกจึงมีเพียงแค่สอง จําพวกในทุกกรณี7 และสถานะของทั้งสองนี้ ย่อมมีความชัดเจนและเป็นที่ ทราบกันดี 6 เช่นเดียวกัน คือคําตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ความว่า "เมื่อกลุ่มชน(จากบรรดาชัยฏอนที่ลุ่มหลง)ที่ถูกตามได้ปลีกเอาตัวรอดจากกลุ่มชน(จากพวกมนุษย์)ที่ถือตาม ในขณะพวกเหล่านั้นได้มองเห็นการลงโทษแล้ว(ในโลกหน้า) และบรรดาสัมพันธภาพก็ได้ขาดสะบั้นไปแล้ว จากพวกเขา" [อัลบะกอเราะฮ์: 166]. ดังนั้นเราจะพบว่าอัลลอฮฺได้ตรัสสํานวนคําว่า "การตาม" ณ ที่นี้ เป็นภาพลักษณ์ที่ต่ําต้อยยิ่งกว่าการตักลีดเสียอีก. 7 คือแบ่งเป็นมุจญฺตะฮิดกับคนมุก็อลลิดเท่านั้น.
  • 14.
    12 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ เขากล่าวว่า: แท้จริงคนมุตตะบิอฺ (เจริญรอยตาม) นั้น เขาคือผู้ที่สามารถแยกแยะ บรรดาทัศนะและหลักฐานต่างๆ ได้ และสามารถให้น้ําหนัก(ตัรญีห์) ทัศนะ หนึ่งเหนืออีกทัศนะหนึ่งได้ และนีก็คือระดับที่มีความโดดเด่นกว่าผู้ตักลีด ่ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: หากท่านมีเป้าหมาย ในการแยกแยะระหว่างทัศนะต่างๆ คือ การแยกแยะบางทั ศ นะที่ มีห ลั ก ฐานแข็ ง แรงและหลัก ฐานที่ อ่อ นได้ นั้ น ดังกล่าวย่อมอยู่ในระดับอิจญ์ติฮาดขั้นสูง ดังนั้นท่านสามารถที่จะทําให้ตัว ของท่านเองเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่? เขากล่าวว่า: ฉันจะกระทําสิ่งดังกล่าวให้สุดความสามารถของฉัน ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่เขาว่า: ฉันรู้ว่าท่านได้ทําการฟัตวาว่า การฏ่อล๊าก(หย่า) 3 ใน ครั้งเดียวนั้น ตกแค่ 1 ฏ่อล๊าก ดังนั้นก่อนที่ท่านจะทําการฟัตวานี้ ท่านได้ กลับไปทบทวนคํากล่าวของบรรดาอุละมาอฺและบรรดาหลักฐานต่างๆ ของ พวกเขาเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวแล้วหรือยัง? จากนั้นท่านก็ทําการแยกแยะแจก แจงระหว่างบรรดาหลักฐานเหล่านั้น แล้วทําการฟัตวาโดยอยู่บน(พื้นฐาน การทราบถึงทัศนะและบรรดาหลักฐานต่างๆ ของพวกเขา)แล้วหรือไม่? “แท้จริง อุวัยมิร อัลอิจญ์ลานีย์ ได้ทําการหย่าภรรยาของเขาทีเดียว 3 ครั้ง ต่อหน้าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หลังจากที่เขาได้ทํา การลิอาน (การกล่าวสาบานว่าภรรยาของตนทําซินาเพื่อปฏิเสธความอับ อายที่ มี ต่อ เขา) แต่ภ ายหลั งจากนั้ น เขาได้ก ล่ าวว่ า โอ้ท่ านร่ อซู ลุ ล ลอฮฺ ความจริงฉันโกหกต่อนาง หากฉันได้ทําการกักตัวนาง (จะได้หรือไม่?) ทั้งที่ นางได้ถูกหย่า 3 แล้ว (แต่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็ได้ทํา การแยกระหว่างทั้งสองเนื่องจากหย่าทีเดียว 3 ครั้งถือว่าตก 3 ฏ่อล๊าก) ดังนั้นท่านรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหะดีษนี้ และท่านรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับข้อบ่งชี้
  • 15.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 13 ของหะดีษตามหลักวินิจฉัยของมัซฮับของปราชญ์ส่วนมากและมัซฮับของ ท่านอิบนุตัยมียะฮ์? เขากล่าวว่า: ฉันไม่เคยทราบถึงหะดีษนี้มาก่อนเลย ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ได้อย่างไรกัน การที่ท่านได้ทําการฟัตวาประเด็นปัญหานี้ โดย ขัด แย้ ง กั บ สิ่ง ที่ บ รรดามัซ ฮั บ ทั้ ง สี่ ไ ด้ล งมติ แ ล้ ว และท่ า นก็ มิไ ด้ ท ราบถึ ง บรรดาหลักฐานของพวกเขาทั้งในแง่ของความอ่อนหรือความมีน้ําหนักของ หลักฐาน! ดังนั้นท่านได้กลายเป็นผู้ทิ้งอุดมการณ์ที่ท่านได้เคยกล่าวไว้ โดย ท่านกําหนดอุดมการณ์แก่ตัวของท่านเองและพยายามให้เรายึดอุดมการณ์ นั้นด้วย ซึ่งก็คืออุดมการณ์แห่งการ อิตติบาอฺ (การตามโดยรู้หลักฐาน) ตามที่ท่านได้ให้คํานิยามไว้! เขากล่าวว่า: ในเรื่องดังกล่าวนั้น ณ ที่ฉัน ไม่มีตําราอย่างเพียงพอสําหรับการ นํามาตีแผ่มัซฮับของปวงปราชญ์และหลักฐานต่างๆ ของพวกเขาเลย ข้าพเจ้ากล่าวว่า : อะไรที่ทําให้ท่านต้องรีบด่วนในการฟัตวา โดยขัดแย้งกับ ปราชญ์มุสลิมีนส่วนมาก ทั้งที่ท่านไม่เคยทราบถึงหลักฐานต่างๆ ของพวก เขาเลย? เขากล่าวว่า: แล้วจะให้ฉันทําอย่างไร ในเมื่อฉันถูกถาม โดยในขณะนั้นฉันไม่มี อะไร นอกจากมีตําราอ้างอิงที่จํากัด ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ความจริงท่านมีความสามารถเฉกเช่นเดียวกับบรรดาอุละมาอฺ และบรรดาอิหม่ามทั้งหมด ก็คือ ท่านสามารถกล่าวว่า “ฉันไม่รู้” หรือท่าน สามารถทําการถ่ายทอดทัศนะของมัซฮับทั้งสี่ให้แก่ผู้ที่มาขอฟัตวา และ นําเสนอทัศนะของผู้ขัดแย้งกับมัซฮับทั้งสี่โดยมิต้องทําการฟัตวา(เจาะจง
  • 16.
    14 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ ฟันธง)กับทัศนะใดจากทั้งสอง ซึ่งท่านก็มีความสามารถที่จะกระทําสิ่ง ดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้น มันเป็นหน้าที่ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่ ได้เกิดขึ้นกับท่านนั้น มันทําให้ท่านต้องหาทางออกแบบไหนก็ได้กระนั้น หรือ? ส่ว นการที่ท่านได้ทําการฟัต วาด้ว ยทัศนะความเห็น ที่ขัด แย้งกับ มติของ อิหม่ามทั้งสี่ โดยท่าน -ให้การยอมรับเองว่า– ไม่ได้ทราบถึงบรรดาหลักฐาน ของพวกเขา เนื่ อ งจากท่ า นถื อ ว่ า เป็ น ความเพี ย งพอแล้ ว ในการเปิ ด ใจ ยอมรับหลักฐานต่างๆ ของผู้ที่มีทัศนะขัดแย้ง(กับมัซฮับทั้งสี่)นั้น ถือว่าเป็น ความตะอัศศุบ(มีความทิฐ)ิ เป็นที่สุดที่พวกท่านมักนํามากล่าวหาพวกเรา เขากล่าวว่า: ขอยืนยันว่า ฉันได้ทําการดูทัศนะต่างๆ ของอิมามทั้งสี่ในหนังสือ (นั ย ลุ ล เอาฏ็ อ ร) ของท่ า นอั ช เชากานี ย์ หนั ง สื อ สุ บุ ลุ ส สลาม (ของ ท่านอัสศ็อนอานีย)์ และหนังสือฟิกฮุสซุนนะฮ์ ของท่าน ซัยยิด ซาบิก แล้ว ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เหล่านี้เป็นตําราคู่ปรับของอิหม่ามทั้งสี่เกี่ยวกับประเด็นปัญหา นี้ ซึ่งตําราทั้งหมดนี้ พูดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น และทําการนําเสนอหลักฐาน ต่างๆ เพื่อให้น้ําหนักทางฝ่ายตนเท่านั้น ดังนั้นท่านจะพอใจกระนั้นหรือ การที่ท่านได้ตัดสินสองคู่กรณี โดยรับฟังคําพูดเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งรับฟัง คําพูดของบรรดาพยานและญาติใกล้ชิดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น? เขาตอบว่า: ความจริงฉันไม่เห็นว่าการกระทําของฉันนี้ เป็นสิ่งที่น่าตําหนิแต่ ประการใด และขอยืนยันว่า จําเป็นบนฉันต้องทําการฟัตวาให้กับผู้ที่มาถาม และนีก็คือขนาดความรู้ที่ฉันสามารถเข้าถึงด้วยความเข้าใจของฉันได้ ่
  • 17.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 15 ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านเคยกล่าวว่า ท่านนั้นมุตตะบิอฺ (ผู้เจริญรอยตามโดยทราบ หลักฐานไม่ใช่ผู้ตักลีด) และจําเป็นบนเราทั้งหมดที่ต้องเป็นเช่นนั้นด้วย และท่านเองก็ได้เคยอธิบายมาแล้วว่า การอิตติบาอฺนั้น คือการนําเสนอตีแผ่ ทัศนะต่างๆ ของมัซฮับทั้งหมด แล้วทําการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ และยึดมัซฮับที่ใกล้เคียงกับหลักฐานที่ถูกต้องที่สุด แต่ทว่าการกระทําของ ท่านเองนั้น ได้ขว้างอุดมการณ์ของท่านไปยังกําแพงเสียแล้ว ซึ่งท่านก็ ทราบดีแล้วว่า มัซฮับทั้งสี่ได้ลงมติแล้วว่า การหย่าฏ่อล๊ากทีเดียวสามครั้ง ทําให้ตกสาม และท่านก็รู้ดีว่า พวกเขามีบรรดาหลักฐานยืนยันต่อสิ่ง ดังกล่าวโดยท่านไม่ยอมดูมันเลย พร้อมกันนั้นท่านก็ทําการเปลี่ยนจากการ ลงมติ(อิจญ์มาอฺ)ของพวกเขาไปยังทัศนะความเห็นที่ตัวท่านเองชื่น ชอบ หรือว่าท่านมีความมั่นใจมาก่อนแล้วว่า บรรดาหลักฐานของอิหม่ามทั้งสี่นั้น เป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง? เขาตอบว่า: ไม่ แต่ทว่าฉันนั้นไม่เคยดูหลักฐานต่างๆ ของพวกเขาเลย เนื่องจาก ณ ที่ฉันไม่มีตําราอ้างอิงเกี่ยวกับหลักฐานดังกล่าว ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ดังนั้น เหตุใดท่านจึงไม่รอคอยก่อนเล่า? เหตุใดท่านจึงรีบร้อน? และอั ล ลอฮฺ ก็ มิ ไ ด้ บั ง คั บ ให้ ท่ า นต้ อ งกระทํ า การรี บ ร้ อ นในการฟั ต วาสิ่ ง ดังกล่าวเลย? หรือการที่ท่านไม่ได้ดูบรรดาหลักฐานต่างๆ ของปราชญ์ส่วน ใหญ่นั้น ทําให้ทัศนะของท่านอิบนุตัยมียะฮ์มีน้ําหนัก? แล้วการตะอัศศุบ (ความมานะทิฐิ) ที่พวกท่านได้พยายามกล่าวหาเราอย่างผิดๆ นั้นคือสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่รูปแบบทีเหมือนกับการกระทําของท่านอันนี? ่ ้
  • 18.
    16 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ เขากล่าวว่า: ความจริงการที่ฉันได้เห็นว่าในตําราต่างๆ ที่เพียบพร้อมไปด้วย หลักฐานที่มีอยู่ ณ ที่ฉันนั้น ทําให้ฉันพอใจ และอัลลอฮฺก็มิได้บังคับแก่ฉัน มากกว่านี้ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เมื่อมุสลิมคนหนึ่งได้ดูตําราต่างๆ แล้วพบหลักฐานบทหนึ่งนั้น ถือว่าเป็นความเพียงพอสําหรับเขาแล้วหรือไม่ ในการที่จะทิ้งบรรดามัซฮับ ที่ขัดแย้งกับความเข้าใจของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยดูบรรดาหลักฐาน ของมัซฮับต่างๆ เหล่านั้นก็ตาม? เขาตอบว่า: ดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเพียงสําหรับเขาแล้ว ! ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งเข้ารับศาสนาอิสลามใหม่ๆ ซึ่งเขาไม่มีส่วน ใดๆ จากการเรียนรู้อิสลามเลย แล้วเขาก็อ่านคําตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หัน ไป) แท้จริงอัลลอฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง” [อัลบะกอเราะฮ์ : 115] ดังนั้นสิ่งที่เข้าใจได้จากคําตรัสของพระองค์ก็คือ อนุญาตให้มุสลิมทําการ หันไปทางทิศใดก็ได้ตามที่เขาต้องการในการละหมาดตามความหมายผิว เผินของถ้อยคําที่ได้บ่งชี้ไว้ในอัลกุรอาน แต่ทว่าเขาได้ยินบรรดาอิหม่ามทั้งสี่ ได้ลงมติว่าจําเป็นบนผู้ละหมาดต้องหันไปทางกะบะฮ์ และเขาก็รู้ดีว่า บรรดาอิหม่ามทั้งสี่นั้นก็มีหลักฐานยืนยันในสิ่งดังกล่าว แต่ทว่าเขาไม่เคยไป ดูหลักฐานเหล่านั้นเลย ดังนั้นจะให้เขาทําอย่างไรเมื่อเขาได้ทําการละหมาด
  • 19.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 17 จะให้เขาตามความพอใจของตนเองจากหลักฐานที่เขาได้รับ หรือว่าตาม บรรดาอิหม่ามที่มีมติค้านกับสิ่งที่เขาได้เข้าใจ? เขาตอบว่า: ให้เขาตามความพอใจของตนเอง!! ข้าพเจ้ากล่าวว่า: เขาได้ทําการละหมาดโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นต้น และการละหมาดของเขาจะใช้ได้หรือไม่? เขาตอบว่า: ใช้ได้ เนื่องจากเขาถูกบัญญัติใช้ให้ตามความพอใจของตนเอง(ไม่ใช่ คนอื่น) ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านจงใคร่ครวญเถิดว่า ความพอใจส่วนตัวของเขานั้น อาจจะ บ่งบอกให้เขาทราบว่า ไม่เป็นบาปแก่เขาที่จะทําการซินาภรรยาเพื่อนบ้าน ของเขา และไม่บาปที่เขาจะดื่มสุราให้เต็มท้องของเขา และไม่เป็นบาปที่ เขาจะทําการปล้นทรัพย์สินของผู้คนโดยมิชอบ ดังนั้นอัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติ สิ่งดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เขาด้วยความพึงพอใจส่วนตัวกระนั้นหรือ? ชายคนนั้นหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า: ทุกๆ รูปแบบที่ท่านได้ถามฉันนี้ เป็น รูปแบบที่สมมุติขึ้นมาโดยมิได้เกิดขึ้นจริง ข้าพเจ้ากล่าวว่า: มันมิใช่รูปแบบที่สมมุติขึ้น แต่ส่วนมากแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง ก็คือ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับอิสลาม ไม่รู้เกี่ยวกับกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮ์ และเขาก็ได้ยินหรือ ได้อ่านพบอายะฮ์นี้8โดยบังเอิญ แล้วเขาก็รู้จากอายะฮ์นี้เหมือนกับคน 8 คืออายะฮ์ที่: 115 ซูเราะฮ์อัลบะก่อเราะฮ์ ที่ว่า “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็น สิทธิ์ของอัลลอฮฺดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หันไป) แท้จริงอัลลอ ฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง”
  • 20.
    18 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ อาหรับทั่วไปที่รู้ถึงความหมายผิวเผิน(ของอายะฮ์ดังกล่าวนั้น)ว่า ไม่เป็น บาปในการที่ผู้ละหมาดทําการหันไปยังทิศใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ ทั้งที่ เขาได้เห็น ผู้คนทํ าการหัน ไปยังกะบะฮ์ก็ ตามที ซึ่งดั งกล่า วเป็น เรื่อ ง ธรรมชาติที่สามารถจินตนาการและเกิดขึ้นกันได้ตราบใดที่ในบรรดามุสลิ มีนนั้นยังมีผู้ที่ไม่รู้หลักการใดๆ ของอิสลาม อย่างไรก็ตาม ท่านได้ทําการหุกุ่มตัดสินตามรูปแบบนี้ (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ที่ส มมุติขึ้น หรือเกิดขึ้น จริงก็ตาม)ด้วยหุกุ่มที่เกิดขึ้นจริงและท่านมองว่า ความพอใจส่วนตัวนั้น คือ ตัวตัดสิน ในทุกๆ กรณี แต่การตัดสินของท่านนี้ มันไปค้านในกรณีที่ท่านได้แบ่งผู้คนออกเป็น 3 จําพวก คือ พวกที่ตักลีดอุ ละมาอฺโดยไม่รู้หลักฐาน(มุก็อลลิด), พวกที่ตามอุละมาอฺโดยรู้หลักฐาน (มุตตะบิอ)ฺ , ผู้ที่วิเคราะห์วินิจฉัยหลักฐานได้(มุจญ์ตะฮิด) เขากล่าวว่า: แท้จริงจําเป็นบนเขา ต้องทําการค้นคว้า เขาไม่เคยอ่านสักหะดีษ หนึ่งหรือไม่เคยอ่านอายะฮ์อื่นๆ เลยกระนั้นหรือ? ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ก็ ณ ที่เขา ไม่มีแหล่งตําราอ้างอิงค้นคว้าอย่างพร้อมสรรพเลย ซึ่งเหมือนกับที่ท่านไม่มีตําราอย่างพร้อมสรรพในขณะที่ทําการฟัตวาใน เรื่องฏ่อล๊าก(การหย่า 3) และชายคนนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะได้อ่านอายะฮ์ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ใช้ให้เจาะจงหันหน้าไปทางกิบละฮ์ ดังนั้นท่าน ยังคงยืนกรานว่า เขานั้นตามความพอใจส่วนตัวหรือเขาขัดมติของปวง ปราชญ์? เขาตอบว่า: ใช่ (ยังคงยืนกรานเช่นนั้น) เมื่อเขาไม่มีความสามารถที่จะติดตามการ วิเคราะห์พิจารณาอย่างต่อเนื่องได้ แน่นอนว่าเขาจะถูกผ่อนปรนให้ และ เพียงพอแล้วที่เขาจะยึดในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ชี้นําให้เขาพิจารณาและวิเคราะห์!
  • 21.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 19 ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ต่อไปฉันจะเผยแพร่คําพูดของท่านนี้ ซึ่งมันเป็นคําพูดที่เสี่ยง และแปลก! เขากล่า วว่า : ท่านจงนํา ไปเผยแพร่ตามที่ท่านต้องการเถอะ เพราะฉัน ไม่กลัว หรอก ข้า พเจ้า กล่า วว่า : ท่านจะกลัว ฉั น ได้อย่า งไร ในเมื่อท่านไม่ ได้กลั ว อัล ลอฮฺ ตะอาลา เนื่องจากด้วยคําพูดของท่านนี้ ท่านได้ทิ้งขว้างคําตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า “พวกท่านจงถามผู้ที่มีความรู้หากพวกท่านไม่รู้” [อันนะห์ลิ: 43] ไปทีกําแพง(อย่างไม่สนใจมัน)เสียแล้ว! ่ ชายผู้นั้นกล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ บรรดาอิหม่ามทั้งสี่เหล่านั้นไม่มะอฺซูม(คือไม่ได้ รับการปกป้องจากความผิด) สําหรับอายะฮ์ที่ท่านได้ยึดอยู่นั้น เป็นคําตรัส ของ(อัลลอฮฺ)ผู้ปราศจากความผิดพลาด ดังนั้นอย่างไรกัน ที่ชายหนุ่มคนนั้น จะทิ้ ง (คํ า ตรั ส ของอั ล ลอฮฺ ) ผู้ ป ราศจากความผิ ด แต่ ไ ปยึ ด ตามผู้ ที่ ไ ม่ ถู ก ปกป้องจากความผิด(มะซูม)?9 ข้าพเจ้ากล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ สิ่งที่มะอฺซูม (ได้รับการปกป้องจากความผิดนั้น) ก็ คือความหมายที่แท้จริงที่อัลลอฮฺทรงต้องการจากคําตรัสของพระองค์ที่ว่า “และ(ทั่วทั้ง)ทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกล้วนเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ 9 ปัจจุบันมาเราจะพบผู้ที่ยกย่องทัศนะที่ตนเองเลือกว่า ตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮ์ เพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่า ทัศนะที่เขาเลือกนั้นถูกต้องไม่มีผิด ทั้งที่ความจริงแล้วทัศนะที่เขาเลือกเป็นเพียงความเข้าใจในแง่มุมหนึ่งจาก ตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์เท่านั้นเอง ซึ่งความจริงแล้ว ตัวบทนั้นมะอฺซูมแต่ความเข้าใจของพวกเขานั้น ไม่มะอฺซูม ซึ่งเราต้องแยกแยะให้ได้ แต่ปัญหาปัจจุบันก็คือ พวกเขายังคงยกย่องทัศนะตนเองว่าเป็นทัศนะ ของอั ล ลอฮฺ แ ละร่ อ ซู ล เพื่ อ เก็ บ เกี่ ย วและสร้ า งความเข้ า ใจอั น ผิ ด กั บ คนเอาวามที่ ไ ม่ ส ามารถแยกแยะ รายละเอียดในเรื่องศาสนาได้ ซึ่งการพยายามแอบอ้างเช่นนี้ เป็นความผิดเนื่องจากยกย่องตนเองและขัดกับ หลักคุณธรรมของศ่อฮาบะฮ์และสะละฟุศศอลิห.์
  • 22.
    20 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะหันไปทางใดก็ตาม ณ ที่นั่น ย่อมเป็นทิศ(ที่)อัลลอฮฺ(ให้หัน ไป) แท้จริงอัลลอฮฺทรงไพศาลและทรงรอบรู้ยิ่ง” [อัลบะกอเราะฮ์ : 115] แต่สิ่งที่ไม่มะอฺซูมนั้น คือความเข้าใจของชายหนุ่มคนนี้ที่ห่างไกลจากการ เรียนรู้หลักการต่างๆ ของอิสลามและธรรมชาติของอัลกุรอาน กล่าวคือ การเปรียบเทียบที่ฉันได้ถามท่านนั้น คือเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสอง ความเข้าใจ คือ ระหว่างความเข้าใจของชายหนุ่มผู้ไม่มีความรู้กับความ เข้าใจของบรรดาอิหม่ามผู้วินิจ ฉัยได้ ซึ่งความเข้าใจของทั้งสองนั้นไม่ มะอฺซูมหรอก แต่จะมีบุคคลหนึ่งจากทั้งสองที่เขาตกไปอยู่ในความโง่เขลา และเบี่ยงเบนจากความถูกต้อง(คือชายหนุ่มคนนี้) และอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมี ความลึกซึ้งในการวิจัย มีความรู้ และมีความละเอียดละออ (คือบรรดา อิหม่ามผู้วินิจฉัยได้) ชายคนนั้นกล่าวว่า: แท้จริงอัลลอฮฺไม่ได้บัญญัติตกหนักบนเขามากไปกว่าสิ่งเขาที่ ได้ทุ่มเทไป! ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ท่านจงตอบคําถามฉันต่อไปนี้ : ชายคนหนึ่งมีบุตรที่กําลังป่วย เป็นโรคผื่น(เรื้อรัง) บรรดาแพทย์ของเมืองนั้นทั้งหมดได้ทําการตรวจดู และ พวกเขาก็ลงมติกันว่า ต้องให้เด็กได้รับการเยียวที่เป็นการเฉพาะ ดังนั้น บรรดาแพทย์จึงเตือนบิดาของเด็กให้ระวังการฉีดยารักษาบุตรของเขาด้วย เพนนิซิลลิน10 และบรรดานายแพทย์ก็บอกเขาว่า หากทําการฉีดด้ว ย ยาเพนซิลลิน ก็จะทําให้เด็กถึงแก่ชีวิตได้ แต่บิดาของเด็กเคยทราบจากการ อ่านข้อแจกแจงทางการแพทย์ว่า เพนนิซิลลินนั้นมีประโยชน์ในการรักษา โรคผื่น(เรื้อรัง) ดังนั้น เขาจึงยึดถือข้อมูลที่เคยทราบมา และทิ้งคําแนะนํา 10 ยาปฏิชีวนะมีฤทธิฆาเชื้อราแบคทีเรีย. ์ ่
  • 23.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 21 ของบรรดาแพทย์ เนื่องจากเขาไม่รู้ถึงหลักฐานของนายแพทย์ที่จะมายืนยัน ในสิ่งที่พวกเขาได้พูด(ว่าการเพนนิซิลลินเป็นอันตราย) ปรากฏว่าบิดาของ เด็กก็กระทําตามความพอใจส่วนตัว แล้วทําการเยียวยารักษาบุตรของเขา ด้วยการฉีดเพนนิซิลลิน ปรากฏว่าผลการฉีดเพนนิซิลลินนั้นทําให้เด็กต้อง กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ดังนั้นบิดาของเด็กจะถูกหมายเรียกมา สอบสอบสวนหรือเขาได้ก่ออาชญากรรมต่อสิ่งที่เขาได้กระทําหรือไม่? ชายคนนั้นจึงคิดพิจารณาสักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า กรณี(บิดาของเด็ก)นี้มิใช่ เหมือนกับกรณี(ชายหนุ่ม)ดังกล่าว ข้าพเจ้ากล่าวว่า: แต่ความจริงมันเป็นกรณีเดียวกัน กล่าวคือ บิดาของเด็กได้ยิน การลงมติของบรรดาแพทย์ ซึ่งเหมือนกับชายหนุ่มคนนั้นได้ยินมติของปวง ปราชญ์ว่าให้ละหมาดหันหน้าไปทางกิบละฮ์ แต่พ่อของเด็กยึดรายละเอียด ทางการแพทย์ ที่ เ ขาได้ อ่ า นเองโดยไม่ ยึ ด คํ า แนะนํ า อื่ น ที่ บ รรดาแพทย์ ปัจจุบันได้บอกไว้ เช่นเดียวกันกับ ชายคนหนึ่งที่ได้ยึดปฏิบัติเรื่องการ ละหมาดหันไปทางทิศไหนก็ได้ตามตัวบทที่ได้อ่าน(จากซูเราะฮ์อัลบะก่อ เราะฮ์อายะฮ์ที่ 115) โดยไม่พิจารณาหลักฐานอื่นและพ่อของเด็กก็ได้ทํา การฉีดพินนิซิลลีน นี้ด้ว ยความพอใจส่ว นตัว เหมือนกับ ที่ชายหนุ่มได้ ปฏิบัติการละหมาดหันไปทางทิศไหนก็ได้ด้วยความพอใจส่วนตัวเช่นกัน! ชายคนนั้นกล่าวว่า: โอ้ ท่านครับ อัลกุรอาน คือรัศมี คือรัศมี และรัศมีในข้อบ่งชี้ ของอัลกุรอานนั้นมันจะเหมือนกับคําพูดอื่นหรือ? ข้าพเจ้ากล่าวว่า: รัศมีของอัลกุรอานมันจะสะท้อนไปยังสติปัญญาของของผู้ พิจ ารณาและผู้ อ่ า นคนใดก็ ต าม หลั งจากนั้น เขาก็ จ ะสามารถเข้ า ใจอั ล กุรอานที่เป็นดังรัศมีตรงตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์กระนั้นหรือ? แล้วอะไร
  • 24.
    22 เอกสารเผยแผ่อัลกุดวะฮ์ คือข้อแตกต่างระหว่างผู้มีความรู้และผู้ที่ไม่มีความรู้ตราบที่พวกเขาทั้งหมด ต่างก็กระหายจากรัศมี(ของอัลกุรอาน)นี? ้ ทั้งสองตัวอย่าง มีความเท่าเทียมกัน (คือตัวอย่างการหันหน้าไปทางกิบละฮ์ และฉีดยาให้แก่เด็ก) โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างทั้งสองเลย และจําเป็น ที่ท่านจะต้องตอบฉันว่า เกี่ยวกับกรณีนี้จะให้นักค้นคว้าวิชาความรู้ตาม ความพอใจส่วนตนหรือให้เขาตามผู้ที่ชํานาญเฉพาะทาง? ชายคนนั้นกล่าวว่า: แต่ความพอใจส่วนตัวนั้น คือหลักเดิม(ต้องยึดปฏิบัต)ิ ข้าพเจ้ากล่าวว่า: ให้เขาใช้ความพอใจส่วนตัว แล้วต่อมาสิ่งดังกล่าวทําให้เด็ก เสียชีวิต ดังนั้นเขาจะต้องรับผิดชอบตามหลักการศาสนาหรือต้องคดี หรือไม่? ชายคนนั้นกล่าวเต็มปากเลยว่า: เขาไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ! ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า: เราจงจบการวิเคราะห์และการสนทนากันเถิด หลังจาก ถ้อยคําที่ท่านได้พูดมันออกไปนี้ ระยะทางเดินร่วมกันระหว่างฉันกับท่านที่ จะสามารถวิเคราะห์กันได้นั้นได้ขาดสะบั้นลงแล้ว และถือว่าเพียงพอที่ท่าน จะนําคําตอบที่แปลกประหลาดอันนี้ออกจากมติของศาสนาอิสลามทั้งหมด ไม่ซ.ิ .. ขอยืนยันหากพวกท่านไม่ใช่เป็นผู้ที่ตะอัศศุบ(คลั่งไคล้)เลยเถิด ก็จะ ไม่ มี ค วามหมายใดสํ า หรั บ การตะอั ศ ศุ บ (คลั่ ง ไคล้ ) อย่ า งเกิ น เลยบนผื น แผ่นดินนี้อีกแล้ว11 11 หมายความว่าชายคนนั้นมีความตะอัศศุบเป็นอย่างมาก ซึ่งหากชายคนนั้นไม่ได้อยู่ในพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึง ความตะอัศศุบ ต่อไปบนผืนแผ่นดินนี้ ก็คงหาความหมายตะอัศศุบไม่ได้อีกแล้ว.
  • 25.
    บทสนทนากับผูไม่มีมซฮับ ้ ั 23 มุสลิมที่ไม่รู้(ญาฮิล) ที่ใช้ความพอใจส่วนตัวมาทําความเข้าใจสิ่งที่เขาได้ ศึกษาจากอัลกุรอาน ทําการละหมาดผินหน้าไปทางอื่นจากกิบละฮ์โดยขัดแย้งกับ บรรดามุสลิมีนทั้งหมด แล้วการละหมาดของเขาใช้ได้! (กระนั้นหรือ?!) ชาย ธรรมดาคนหนึ่งได้ใช้ความพอใจส่วนตัว ทําตนเองให้กลายเป็นแพทย์รักษาผู้ใดก็ ได้ตามที่เขาต้องการ และต่อไปผู้ป่วยก็จะตายด้วยน้ํามือของเขา แล้วถูกกล่าวแก่ ผู้ป่วยว่า อัลลอฮฺจะทรงทําให้ท่านหายป่วยเองกระนั้นหรือ! ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า เหตุใดที่พวกไม่มีมัซฮับเหล่านั้นถึงไม่ปล่อยให้เราใช้ ความพอใจส่วนตัวเช่นกันในการให้คนที่ไม่รู้หุกุ่มและหลักฐานต่างๆ ของศาสนา ทําการยึดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งจากบรรดามัซฮับของปราชญ์มุจญฺตะฮิด เนื่องจาก พวกเขามีความรู้แจ้งเห็นจริงในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ยิ่งกว่า