Recommended
PDF
PDF
The Blended Learning Model using Collaborative and Case-based Learning to Cre...
PDF
PPT
The Development of a Knowledge Creation Model using Action Learning and Colla...
PDF
PDF
Report it541 trainfreshy_v2.2
PDF
PDF
Welcome master degree students 2016 08-01 1300
PDF
คู่มือการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเทคโนโลยี ชั้น ป.3
PDF
การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ Cloud computing เพ...
PDF
Accreditation Criteria for e-Learning in higer education : Thailand
PDF
การจัดทำแผนกลยุทธ์ กรณีศึกษา วท.ดอนบอสโก
PDF
งานกลุ่มเทคโนโลยีการศึกษา
PPTX
ระบบการจัดการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์มัลติยูสเซอร์ในสังคมคลาวด์
PDF
PPT
The Development of a Knowledge Creation Model using Action Learning and Colla...
PPT
ความหมาย ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา..Week 1
PDF
PPT
ความหมาย ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา..Week 1
PDF
PDF
การศึกษาวิธีการจัดการเรียนการสอน
PDF
2560 project .pdf พิจิตรา สิทธิคำ
PDF
PDF
PPT
ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา
PDF
PDF
1332 20210713 nichakarn_kaewchan
PDF
PPTX
PPTX
More Related Content
PDF
PDF
The Blended Learning Model using Collaborative and Case-based Learning to Cre...
PDF
PPT
The Development of a Knowledge Creation Model using Action Learning and Colla...
PDF
PDF
Report it541 trainfreshy_v2.2
PDF
PDF
Welcome master degree students 2016 08-01 1300
What's hot
PDF
คู่มือการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเทคโนโลยี ชั้น ป.3
PDF
การวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ Cloud computing เพ...
PDF
Accreditation Criteria for e-Learning in higer education : Thailand
PDF
การจัดทำแผนกลยุทธ์ กรณีศึกษา วท.ดอนบอสโก
PDF
งานกลุ่มเทคโนโลยีการศึกษา
PPTX
ระบบการจัดการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์มัลติยูสเซอร์ในสังคมคลาวด์
PDF
PPT
The Development of a Knowledge Creation Model using Action Learning and Colla...
PPT
ความหมาย ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา..Week 1
PDF
PPT
ความหมาย ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา..Week 1
PDF
PDF
การศึกษาวิธีการจัดการเรียนการสอน
PDF
2560 project .pdf พิจิตรา สิทธิคำ
PDF
PDF
PPT
ขอบข่ายและพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา
PDF
PDF
1332 20210713 nichakarn_kaewchan
Viewers also liked
PDF
PPTX
PPTX
PDF
Accelerators as an API - Durham, NC - June 2013
PPT
Clase7 construccion in design
ODP
PPS
Similar to การพัฒนาผลการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสำหร
PDF
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนช...
PDF
การเรียนแบบผสมผสาน จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
DOC
การศึกษาความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอน55 1
PDF
DOCX
การพัฒนาครูด้านการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
PPTX
DOC
รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
PDF
The Development of Web-based Training to Develop Job Competencies for Instruc...
PDF
ผลของการเรียนแบบผสมผสานโดยใช้เครื่องมือทางปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์...
PDF
Development of Blended Learning Model by Using Cognitive Tools to Develop Cri...
PDF
รายงานพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
PDF
รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยสื่อรคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
PDF
2บทคัดย่อวิจัยในชั้นเรียน
PDF
A look forward etc research_new
PDF
PDF
PDF
03การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้
PDF
บทคัดย่องานวิจัยเชิงทดลองเปรียบเทียบวิธีการจัดการเรียนรู้ 2 วิธี ระหว่าง e-bo...
PDF
New Approaches in Learning
PDF
การพัฒนาผลการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสำหร 1. 2. หัวข้อวิจัย การพัฒนาผลการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้
รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม
ชื่อผู้วิจัย ว่าที่ ร.อ.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
คณะ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
ปีการศึกษา 2555
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตโดยใช้รูปแบบซิปปาให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตร
ครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3
ระหว่างก่อนและหลังเรียน 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จานวน 33 คน ได้มา
โดยการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา จานวน 9 แผน แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.21 ถึง
0.84 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 แบบวัดความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้จานวน 20
ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.67 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent
Samples)
3. 4. Title. The development of learning outcomes, innovation and technology
education courses by using CIPPA model for third year students of
Bachelor of Education course Nakhon Phanom University.
Researcher Chanwit Hanrin
Faculty Liberal Arts And science Nakhon Phanom University
Year 2012
ABSTRACT
The Purposes of this research were to ; 1) Development Plan Department of
Innovation and Information Technology in Education of Students in Year 3 Bachelor of
Education courses form the following criteria for effective CIPPA model 75/75. 2) Index to
study the effectiveness of the Plan by using CIPPA model. 3) To compare the achievement
of students in Year 3 between before and after Learn. and 4) To the satisfaction of the third
year students have to learn. The sample used in this study 3rd year students Semester 2
year course Bachelor of Early Childhood Education Degree in 2012. Faculty of Arts and
Sciences. Nakhon Phanom University, 33 people were selected by random cluster (Cluster
Sampling). The discriminative power and from 0.21 to 0.84 and the confidence of both the
0.87 and the satisfaction of students with learning 20 items with the discriminative power
and from 0.30 to 0.67 and the value of faith. both strongly version 0.93 was used in data
analysis were percentage, mean and standard deviation. Hypothesis testing and t-test
(Dependent Samples).
The results of the research were as follows:
1. Plan the Information Technology and Innovation Department of Education
effective as 89.70/83.67.
2. Effectiveness Index Plan Innovation and Technology Education Department was
0.7391, indicating that students with higher test scores after school classes at 0.7391 or 73.91
percent.
3. Third year students with high academic achievement posttest than pretest
statistically significant at the .05 level.
4. Third year students are satisfied with their learning at the highest level
( ̅ = 4.54 )
Keywords: development , learning outcomes, CIPPA model
5. บทที่ 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
สังคมยุคโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรากฐานสาคัญในการพัฒนาที่มีบทบาทต่อทุก
สถาบันการศึกษา ตลอดจนกระบวนการเรียนรู้และการประกันคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรอุดมศึกษาใน
มหาวิทยาลัย ผู้เรียนจาเป็นต้องแสวงหาความรู้และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องรู้จักการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง ระบบการเรียนการสอนโดย
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นฐานนั้นช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ของผู้เรียนในสังคมปัจจุบัน นอกจากนี้บทบาทของความรู้และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในยุคนี้ ซึ่งเรียกว่ายุคเศรษฐกิจแห่งความรู้ หรือ knowledge economy เพราะเป็น
ความรู้ทั้งกลไกและผลิตผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (สันติ วิจักขณาลัญฉ์. 2544 : 35) การเรียนรู้ควร
สอดคล้องกับสภาพจริงและเป็นกระบวนการที่ทาให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแสวงหาความรู้ด้วย
ตนเอง และมีความกระตือรือร้นที่ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนางานและคุณภาพชีวิตของตน ปัจจุบันมี
การนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้นและจะมากขึ้นเป็น
ลาดับ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (อมรวิชช์ นาครทรรพ.
2540 : 22) และเมื่อดูสาระสาคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับ
ที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 66 กาหนดให้ผู้เรียนมีสิทธิ์ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษา ฉะนั้นสถานศึกษาและรัฐจะต้องเปิดโอกาสและจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้สิทธิ์ของเขาอย่างเต็มที่
ขณะที่มาตรา 67 ระบุว่ารัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และมาตรา
68 ให้มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐจาเป็นต้อง
ส่งเสริมการศึกษาด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่(สานักนายกรัฐมนตรี. 2545)
ดังนั้นการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงเป็นการส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาในการเรียนรู้ การ
แสวงหาความรู้ เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งความสามารถในการสืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ทักษะการรู้สารสนเทศ (information literacy) เป็นทักษะ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ การมีทักษะการรู้
สารสนเทศ จึงเป็นเสมือนการเป็นผู้มีปัญญา มีความสามารถในการค้นคว้า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ จึงมีการ
กาหนดมาตรฐานการรู้สารสนเทศของผู้เรียนแต่ละระดับเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศตาม
6. มาตรฐานโดยทักษะการรู้สารสนเทศเป็นทักษะในการระบุความต้องการ ค้นหา วิเคราะห์และใช้สารสนเทศ
เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทางานและการตัดสินใจ เป็นทักษะสาคัญในการรู้วิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
(น้าทิพย์ วิภาวิน. 2550 : 81)การรู้สารสนเทศมีความสาคัญ และถือเป็นสมรรถนะหลักของบุคคลในศตวรรษที่
21 ซึ่งมีข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศ เป็นหัวใจสาคัญและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังขับเคลื่อนหรือ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนในสังคม ทั้งสังคมโลกและสังคมไทย เป็นเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิด
ผลกระทบต่อบุคคลและองค์กรทั้งทางบวกและทางลบ ในประเทศพัฒนา เช่นสหรัฐอเมริกา แคนาดา
เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ การรู้ สารสนเทศได้รับความสาคัญในระดับชาติอย่าง
ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน มีความตื่นตัวในการสอนการศึกษา ค้นคว้าวิจัยเรื่องการรู้สารสนเทศอย่างกว้างขวาง
ในระดับสากล (ชุติมา สัจจานันท์. 2550 : 27)
การบูรณาการเทคโนโลยีกับการเรียนการสอนนั้นไม่สามารถที่จะทาได้ง่ายเสียทุกอย่างต้องมีการ
วางแผนมีขั้นตอนซึ่งสิ่งที่อาจารย์ควรคานึงก็คือการนาเทคโนโลยีมาใช้ต้องดูขนาดของชั้นเรียนและ
ความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนที่สามารถจะรับรู้ได้ขั้นต้นเสียก่อน เริ่มแรกอาจารย์อาจจะหากิจกรรมต่าง ๆ
ที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องอย่างง่าย ๆ และที่สาคัญกิจกรรมที่อาจารย์จัดนี้ก็ต้องสอดคล้องกับหลักสูตร และมี
เป้าหมายในกิจกรรมนั้นด้วย จึงจะบรรลุความสาเร็จ การที่อาจารย์จะบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอนได้อย่าง
มีประสิทธิภาพนั้นอาจมีหลาย ๆ แบบ เช่น จัดทาให้แต่ละหน่วยย่อยของการสอนมีการนาเทคโนโลยีรวมเข้า
ไปด้วยใช้ข้อมูลให้เหมาะสมกับกระบวนการสอนในเนื้อหาต่าง ๆรวมทั้งทักษะที่ต้องการในแต่ละเรื่อง จัดให้มี
เวลาเพียงพอในการวางแผนการสอนในเนื้อหาต่าง ๆจัดให้มีเวลาเพียงพอในการวางแผนการสอนและร่วมมือ
กับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีซึ่งสามารถแนะนาและเสนอแนะเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ ให้กับอาจารย์ได้
จัดระบบการจัดการดูแลการทากิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนในชั้นเรียนได้เมื่อนาเทคโนโลยีมาใช้ จัดแผนการ
สอนสารองเตรียมพร้อมสาหรับแผนหลักหากไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้จัดสิ่งแวดล้อมส่งเสริมต่อบรรยากาศ
ในการทางานและการเรียนของผู้เรียนจัดเนื้อหาสอดคล้องตามหลักสูตร มาตรฐานสาระที่กาหนด ตระหนักถึง
ความสาคัญของแต่ละกิจกรรม โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนได้ความรู้และมีความเชี่ยวชาญขึ้น (แจ่มจันทร์ ทองสา.
2546 : 42-44)
ดังนั้น การจัดการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้คนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้ง
ร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์ มีทักษะในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองมีความสามารถใน
การแก้ปัญหา ทาให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญ
ก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร โดยการนาเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อดาเนิน
การจัดการศึกษา เพื่อเตรียมคน เตรียมเยาวชนสู่โลกใหม่ที่กาลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะเป็นกาลัง
สาคัญในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากการศึกษายุคใหม่เริ่มหันมาทบทวนตัวเอง และบทบาทของตัวเอง
อย่างน้อยที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสาคัญ 3 สิ่งคือ เนื้อหา สื่อ และวิธีการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนหรือครู
ผู้สอนเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทจากการสอนแบบเดิม ๆ มาปรับเปลี่ยนให้รู้เท่าทัน และสามารถ
7. ดัดแปลง ประยุกต์เอาคลังข้อมูลมหาศาล ที่อยู่บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการ
เรียนการสอน (โชติกา เรืองแจ่ม. 2548 : 1-2)
โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนจะมีในการเรียนรู้อยู่ในตัวเอง บทบาทของผู้สอนจึงเป็นเพียงผู้ให้ความ
สะดวกแก่ผู้เรียน กล่าวคือ ประการแรก ผู้สอนจะต้องสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับ
ผู้เรียน ประการที่สอง ผู้สอนต้องให้ความกระจ่างชัดต่อผู้เรียนถึงวัตถุประสงค์และเนื้อหาการเรียน ประการที่
สาม ผู้สอนต้องจัดระบบและจัดหาแหล่งข้อมูลและการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ประการที่สี่ ผู้สอนต้องให้ความ
สมดุลระหว่างภาวะทางปัญญาและอารมณ์ของผู้เรียนและประการสุดท้ายคือการแบ่งปันความรู้สึก ความ
คิดเห็น และประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนแต่ไม่ควรไปครอบงา จะเห็นได้ว่าการเรียนของผู้ที่อยู่ในระดับอุดมศึกษา
ต้องการใช้ปัญญาตนเองเข้าตัดสินใจและริเริ่มทาสิ่งที่ตนสนใจ ผู้สอนจึงไม่ควรเป็นผู้ชี้นาแก่ผู้เรียน การศึกษา
ค้นคว้าด้วยตนเองจึงเป็นวิธีการหนึ่งสาหรับผู้เรียนในระดับนี้โดยมอบหมายงานให้ ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้เรียน
วางแผนทางานด้วยตนเองด้วยการกาหนดกรอบเวลาทางาน เตรียมการ ค้นคว้า และจัดทา โดยที่ผู้สอนมี
หน้าที่ให้ข้อแนะนาอานวยความสะดวก และชี้แนะข้อมูลแก่ผู้เรียน (Roger. 1984 : 110)
ปัญหาที่ยังคงพบอยู่ในการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยเราคือการที่ผู้เรียนยังขาดนิสัยในการ
ค้นคว้า ซึ่งอาจเป็นผลมาจากวิธีการสอนของอาจารย์ที่ป้อนแต่ความรู้ให้จนดูเหมือนห้องเรียนเท่านั้นที่เป็น
แหล่งเรียนรู้ จากการศึกษาการจัดลาดับความสาคัญของสาระที่จาเป็นสาหรับนักศึกษาครูในสังคมสารสนเทศ
กลับพบว่าประเด็นที่นิสิตนักศึกษาครูให้ความสาคัญน้อยที่สุดคือการค้นหาข่าวสาร (อุทุมพร จามรมาน.
2549 : 119)การพัฒนานักศึกษาให้เป็นผู้ใฝ่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นบทบาทสาคัญประการหนึ่งของ
สถาบันอุดมศึกษา จะเห็นได้ว่าสถาบันแต่ละแห่งมุ่งสอนให้นักศึกษาคิดอย่างมีวิจารณญาณคิดเป็น ทาเป็น
และฝึกการเรียนรู้อย่างเป็นระบบเพื่อที่จะให้ออกไปเป็นพลเมืองที่ดี และจรรโลงสังคม ดังนั้นการรู้สารสนเทศ
จึงเป็นกุญแจสาคัญที่จะนาไปสู่จุดมุ่งหมายนี้ ทักษะการรู้สารสนเทศจะทาให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่าง
กว้างขวาง โดยไม่จากัดเฉพาะในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้นนักศึกษาสามารถเรียนตามความสนใจของตนเองโดยไม่
จากัดเวลาและสถานที่ (สุจิน บุตรดีสุวรรณ. 2550 : 73)ผู้เรียนเป็นองค์ประกอบที่มีความสาคัญที่สุดของการ
เรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนที่สนองตอบต่อตัวผู้เรียน จะทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก
ขึ้น จึงมีผู้คิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนหลายรูปแบบในการช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน
ซึ่งการสอนแต่ละรูปแบบก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้แตกต่างกันออกไปทาให้สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการ
เรียนการสอนได้หลากหลาย ชั้นเรียนควรจะเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนโครงสร้างของสังคม และผู้เรียน
ควรจะมีโอกาสใช้ห้องเรียนเป็นห้องทดลองในการใช้ชีวิตในสังคม กล่าวคือ ผู้เรียนควรได้เรียนรู้ทักษะทาง
สังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนทักษะการแก้ปัญหาและอื่น ๆ (สมพันธ์
วงษ์ดี. 2544 : 10)การจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เป็น
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและ
สิ่งแวดล้อม ผู้เรียนมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จาเป็นต่อ
การดารงชีวิต และนาความรู้ไปใช้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งในสังคมและชีวิตประจาวัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิด
8. การเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ (ทิศนา แขมมณี. 2548 : 11-23)ทิศนา แขมมณี (2547 : 25) กล่าวว่า รูปแบบ
การเรียนการสอน คือ แบบแผนที่กาหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนการสอน ให้เป็นไปอย่างมี
ระบบระเบียบ
ผู้วิจัยเชื่อว่าหากมีการนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดซิปปาซึ่งเป็นกระบวนการสอนอีก
รูปแบบหนึ่งที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่และเน้นกระบวนการกลุ่ม และเป็นวิธีสอนที่มีความเหมาะสม
ที่จะนามาใช้ทดลองสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้นโดยเฉพาะวิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาซึ่งเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนรู้
การออกแบบ และการสร้างนวัตกรรม อีกทั้งยังเป็นวิชาชีพครูบังคับที่นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตทุก
สาขาวิชาต้องเรียนเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษารายวิชาอื่น ๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการ
เรียนได้เร็วขึ้น ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพในรายวิชานี้ย่อมจะส่งผลดีต่อการแสวงหา
ความรู้ในวิชาอื่น ๆ ผู้วิจัยสนใจและตระหนักถึงความสาคัญดังกล่าวจึงได้นารูปแบบการเรียนการสอนตาม
แนวคิดซิปปามาทดลองใช้ในรายวิชานี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนารายวิชา
อื่น ๆต่อไป
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. พัฒนาแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิป
ปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนมให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
75/75
2. เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
โดยใช้รูปแบบซิปปา
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มีต่อการเรียนวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
สมมติฐานในการวิจัย
9. นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร ได้แก่ นักศึกษานักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ภาคปกติ หลักสูตร
ครุศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนมที่เรียนวิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จานวน 3 ห้อง ได้แก่ ห้อง 3/1
จานวน 33 คน และห้อง 3/2 จานวน 43 คนและห้อง 3/3 จานวน 31 คน รวม 107 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์และ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ห้อง 3/1 จานวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random
Sampling)
3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รูปแบบซิปปา
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจ
4. เนื้อหาวิชา
เนื้อหาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา จานวน 9 บท รวม 9 แผน
จานวน 64 ชั่วโมง ดังนี้
บทที่ 1 หลักการ แนวคิด ทฤษฎีเทคโนโลยี และนวัตกรรม มี 1 แผน จานวน 4 ชั่วโมง
บทที่ 2 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา มี 1 แผน จานวน 4 ชั่วโมง
บทที่ 3 การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ มี 1
แผน จานวน 8 ชั่วโมง
บทที่ 4 แหล่งการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ มี 1 แผน จานวน 8 ชั่วโมง
บทที่ 5 การผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน มี 1 แผน จานวน 8 ชั่วโมง
บทที่ 6 การออกแบบ การสร้าง และการนานวัตกรรมไปใช้ มี 1 แผน จานวน 12 ชั่วโมง
บทที่ 7 พัฒนาการของสื่อการสอน มี 1 แผน จานวน 4 ชั่วโมง
บทที่ 8 การประเมินและการปรับปรุงนวัตกรรม มี 1 แผน จานวน 8 ชั่วโมง
10. บทที่ 9 การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน มี 1 แผน จานวน 8 ชั่วโมง
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้แผนการเรียนการสอนรายวิชารายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาตาม
รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนมที่มีประสิทธิภาพ
2. ทาให้ทราบถึงผลการสอนรายวิชารายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาตาม
แนวคิดซิปปาสาหรับนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
3. เป็นแนวทางสาหรับอาจารย์ และผู้ที่สนใจการพัฒนาการสอนนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนมในรายวิชาอื่น ๆ ต่อไป
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. การพัฒนาผลการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา หมายถึง การสร้าง
รูปแบบการเรียนการสอนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
2. รูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปา หมายถึง โครงสร้างของการจัดการเรียนการสอนที่มีขั้นตอน
ชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ได้ซิปปา เป็นหลักการซึ่งสามารถนาไปใช้เป็นหลักในการ
จัดกิจกรรมเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้
วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย ซึ่งอาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่รองศาสตราจารย์
ทิศนา แขมมณีได้นาเสนอไว้และได้มีการนาไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขั้นตอนการดาเนินการ 7
ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม หมายถึง การดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อช่วย
ให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่าง
หลากหลาย ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ หมายถึง การแสวงหาความรู้ข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจาก
11. แหล่งข้อมูลหรือ แหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งครูอาจจัดเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คาแนะนาเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่าง
ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้ ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่
กับความรู้เดิม หมายถึง ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ที่หา มาได้
ผู้เรียนจะต้องสร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ๆโดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้
กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการอภิปรายและสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจาเป็นต้อง
อาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม หมายถึง ขั้นนี้เป็นขั้นที่
ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความ เข้าใจของตน รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของ
ตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อื่น และได้รับประโยชน์จากความรู้
ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อมกัน ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ หมายถึง ขั้นนี้เป็นขั้นของการสรุป
ความรู้ที่ได้รับทั้งหมดทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียน
จดจาสิ่งที่ เรียนรู้ได้ง่าย ขั้นที่ 6 การปฏิบัติ หรือการแสดงผลงานหากข้อความรู้ที่ได้เรียนรู้มาไม่ได้มีการปฏิบัติ
หมายถึง ขั้นนี้จะเป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการ
ช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์แต่หาก
ต้องมีการปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ได้ปฏิบัติด้วย ขั้นที่ 7 การ
ประยุกต์ใช้ความรู้ หมายถึง ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนาความรู้ความเข้าใจไปใช้ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจา
ในเรื่องนั้น ๆ หลังจากประยุกต์ใช้ความรู้ อาจมีการนาเสนอผลงานจากการประยุกต์อีกครั้งก็ได้ หรืออาจไม่มี
การนาเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นามารวมแสดงในตอนท้ายหลังขั้นการประยุกต์ใช้ก็ได้เช่นกัน
ขั้นตอนตั้งแต่ขั้นที่1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of knowledge)
ซึ่งครูสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (Interaction) และฝึกฝนทักษะ
กระบวนการต่าง ๆ (Process learning) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขั้นตอนแต่ละขั้นตอนช่วยให้ผู้เรียนได้ทา
กิจกรรมหลากหลายที่มีลักษณะให้ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ และทาง
สังคม อย่างเหมาะสมอันช่วยให้ผู้เรียนตื่นตัว (Active) สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้อย่างดี จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอน
ทั้ง 6 มีคุณสมบัติตามหลักการ CIPP ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนนาความรู้ไปใช้ (application) จึง
ทาให้รูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักศึกษาที่เรียนในรายวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
4. องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งที่ใช้ในการกาหนดแนวทาง
ในการสร้างรูปแบบการเรียนการสอนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ตามแนวคิดซิปปาของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนมประกอบด้วยแนวคิดและ
ทฤษฎี หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอน
12. 5. แนวคิดซิปปา หมายถึง แนวคิดหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยให้
ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหรือ
การกระทาต่าง ๆ ซึ่งตอบสนองต่อความพร้อมในการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ
ซึ่งเป็นทักษะที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต เช่นกระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการ
แก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนาตนเอง และสามารถนาความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้
อย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วยขั้นตอนการดาเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิมขั้นที่
2 การแสวงหาความรู้ใหม่ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับ
ความรู้เดิมขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่มขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ขั้นที่ 6
การปฏิบัติ และ/ หรือการแสดงผลงานขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้
6. วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา หมายถึง วิชาชีพครูบังคับของนักศึกษา
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษา
7. นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม หมายถึง นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา
การศึกษาปฐมวัย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่ลงทะเบียนเรียนวิชานวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
8. ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัย
นครพนม ที่มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาในวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษา
9. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ค่าคะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
ในการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
13. บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่เป็นหนังสือภาษาไทย
หนังสือภาษาอังกฤษ วารสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเว็บไซต์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่ง
นาเสนอตามลาดับดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอน
1.1 ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอน
1.2 องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน
1.3 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
1.4 การจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1.5 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
2. การออกแบบการเรียนการสอน
3. แนวคิดซิปปา
3.1 ความหมายของแนวคิดซิปปา
3.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา
4. เนื้อหาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
5.1 งานวิจัยภายในประเทศ
5.2 งานวิจัยต่างประเทศ
1. รูปแบบการเรียนการสอน
1.1 ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอน
ทิศนา แขมมณี (2547 : 25) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง สภาพหรือ
ลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ ตามหลักปรัชญา ทฤษฎี
หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่าง ๆ โดยมีการจัดกระบวนการหรือขั้นตอนในการเรียนการสอน
โดยอาศัยวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ เข้าไปช่วยทาให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไป
ตามหลักการที่ยึดถือ
ประยูร บุญใช้ (2544 : 10) สรุปนิยามว่า รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง แบบแผน
14. แสดงการจัดโครงสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้
Joyce and Weil (1996 : 105-106) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนคือ แผน (plan) หรือ
แบบ (pattern) ที่เราสามารถใช้เพื่อการสอนโดยตรงในห้องเรียน หรือการสอนกลุ่มย่อย หรือเพื่อ
จัดสื่อการเรียนการสอน ซึ่งรวมถึง หนังสือ ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน และหลักสูตรรายวิชา ซึ่งแต่ละรูปแบบจะให้แนวทางในการออกแบบการเรียนการสอน
ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับสารสนเทศ ความคิด ทักษะ คุณค่า แนวทางการคิด และแนวทางในการ
แสดงออกของผู้เรียน
สรุป รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง โครงสร้างของการจัดการเรียนการสอนที่มีขั้นตอนที่
ชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน
การที่จะทาให้การจัดการเรียนการสอนกลายเป็นรูปแบบได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการจัด
องค์ประกอบต่าง ๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน ซึ่งมีความจาเป็นอย่างมากที่ต้องคานึงถึงทฤษฎีและ
หลักการ สภาพการณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง องค์ประกอบสาคัญของรูปแบบการเรียนการสอนมีดังนี้
(ทิศนา แขมมณี , 2547 : 27)
1. มีปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักของ
รูปแบบการสอนนั้น ๆ
2. มีการบรรยายและอธิบายสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับ
หลักการที่ยึดถือ
3. มีการจัดระบบ คือ มีการจัดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบ
ให้สามารถนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของระบบหรือกระบวนการนั้น ๆ
4. มีการอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ อันจะช่วยให้
กระบวนการเรียนการสอนนั้น ๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ประยูร บุญใช้ (2544 : 35) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนโดยทั่วไปมีองค์ประกอบร่วมที่
สาคัญซึ่งผู้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนควรคานึงถึง ดังนี้
ประยูร บุญใช้ (2544 : 35) กล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนโดยทั่วไปมีองค์ประกอบร่วมที่
สาคัญซึ่งผู้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนควรคานึงถึง ดังนี้
1. หลักการของรูปแบบ เป็นส่วนที่กล่าวถึงความเชื่อและแนวคิดของทฤษฎีที่รองรับรูปแบบ
การสอน หลักการของรูปแบบการสอนจะเป็นตัวชี้นาการกาหนด จุดประสงค์ เนื้อหากิจกรรม และขั้นตอนการ
ดาเนินการในรูปแบบการสอน
2. จุดประสงค์ของรูปแบบการสอน เป็นส่วนที่ระบุถึงความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้นจาก
การใช้รูปแบบการสอน
15. 3. เนื้อหาเป็นส่วนที่ระบุถึงเนื้อหาและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอน
เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของรูปแบบการสอน
4. กิจกรรมและขั้นตอนการดาเนินการเป็นส่วนที่ระบุถึงวิธีการปฏิบัติในขั้นตอนหนึ่งๆเมื่อนา
รูปแบบไปใช้
5. การวัดและการประเมินผล เป็นส่วนที่ประเมินถึงประสิทธิผลของรูปแบบการสอน
Kemp (1971 : 128) กาหนดระบบการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
1. กาหนดหัวข้อที่จะสอนและเขียนจุดประสงค์ทั่วไป
2. ศึกษาคุณลักษณะของผู้เรียน
3. ระบุจุดประสงค์ของการสอน โดยเน้นว่าจะต้องเขียนออกมาในลักษณะของจุดประสงค์เชิง
พฤติกรรม
4. กาหนดเนื้อหาวิชาที่เอื้ออานวย สนับสนุนจุดประสงค์ในแต่ละข้อ
5. ทดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถก่อนสอน
6. เลือกกิจกรรมและแหล่งวิชาการสาหรับการเรียนการสอนเพื่อจะนาเนื้อหาวิชาไปสู่
จุดประสงค์ที่วางไว้
7. บริการสนับสนุน ประสานงานในเรื่องต่าง ๆ เช่น การเงิน บุคลากร อาคารสถานที่วัสดุ
อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และสื่อต่าง ๆ และดาเนินการไปตามแผนการที่กาหนดไว้
8. ประเมินผลการเรียนของผู้เรียนว่าบรรลุตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้เพียงใด
9. การปรับปรุงแก้ไข พิจารณาดูว่าควรจะได้รับการแก้ไขปรับปรุงแผนการเรียนการสอน
หรือไม่
จากองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน และระบบการเรียนการสอนข้างต้นสามารถสรุป
องค์ประกอบที่จะนามาใช้ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนได้ดังนี้
1. แนวคิดทฤษฎี หมายถึง แนวคิดหลักที่ยึดถือและรองรับในการนามากาหนดแนวทางของ
รูปแบบ
2. หลักการ หมายถึง ส่วนที่กล่าวถึงความเชื่อและแนวคิดของทฤษฎีที่รองรับรูปแบบและจะ
เป็นตัวชี้นาการกาหนดวัตถุประสงค์
3. วัตถุประสงค์ หมายถึง ส่วนที่ระบุความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้น จากการใช้รูปแบบ
4. เนื้อหา หมายถึง ส่วนที่ระบุถึงเนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
5. กระบวนการเรียนการสอน หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนที่ดาเนินการตามขั้นตอน
6. การวัดและการประเมินผล หมายถึง ส่วนที่ระบุถึงการวัดและประเมินถึงผลของรูปแบบ
การเรียนการสอน
16. ทิศนา แขมมณี (2547 : 35) กล่าวไว้ว่า การที่การจัดการเรียนการสอนจะกลายเป็นรูปแบบได้นั้น
จะต้องผ่านการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ให้เป็นระบบเสียก่อน ซึ่งในการจัดระบบต้องคานึงถึงทฤษฎีและ
หลักการ รวมทั้งสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
1.3 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง การจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ของรูปแบบการ
เรียนการสอนให้เป็นระบบ ตามขั้นตอนดังนี้ (ทิศนา แขมมณี , 2547 : 25-30 และ Joyce and Weil , 1996)
1. ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน
2. นาแนวคิดสาคัญของข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มากาหนดองค์ประกอบที่สาคัญและ
จาเป็นของรูปแบบการเรียนการสอน รวมทั้งทิศทาง และรายละเอียดขององค์ประกอบทั้งหมดแล้วนาไปสร้าง
รูปแบบการเรียนการสอน
3. ประเมินรูปแบบ เชิงทฤษฎี เชิงปฏิบัติการ
4. การปรับปรุงรูปแบบ
2. การออกแบบการเรียนการสอน
Gary R. Morrison Jerrold E. Kemp, Steven M. Ross (2001 : 204) กล่าวว่า การออกแบบการ
เรียนการสอน (Instructional Design) คือ การวางแผนพัฒนา ประเมินและจัดการกับกระบวนการเรียนการ
สอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
Richey , R. (1986 : 109) กล่าวว่า การออกแบบการเรียนการสอนถือเป็นศาสตร์แห่งการ
สร้างสรรค์ของกระบวนการพัฒนา การประเมิน และการบารุงรักษาที่ละเอียด และมีการระบุที่เฉพาะเจาะจง
เพื่อเอื้อให้การเรียนการสอนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นวิชาหน่วยเล็กหรือหน่วยใหญ่
Seel and Glasgow (1990 : 305) กล่าวว่า การออกแบบการเรียนการสอนเป็นกระบวนการ
แก้ปัญหาในการเรียนการสอนโดยการวิเคราะห์เงื่อนไขในการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ
Steven J. McGriff (2000 : 264-265) การออกแบบการเรียนการสอนมี 5 ขั้นตอนดังนี้
1. การวิเคราะห์ (Analysis) ได้แก่ กาหนดภารกิจสาคัญของงาน กาหนดวัตถุประสงค์การเรียน การ
วิเคราะห์ผู้เรียน
2. การออกแบบ (Design) ได้แก่ การเลือกวิธีการเรียนการสอน การเลือกเนื้อหาและสื่อการสอน
กาหนดกลยุทธการเรียนการสอน ทบทวนวิธีการเรียนการสอนที่ใช้ในปัจจุบัน
3. การพัฒนา (Development) ได้แก่ พัฒนากิจกรรมการเรียนรูปแบบการฝึกที่มีปฏิสัมพันธ์ การ
ประเมินผล การผลิตสื่อการเรียนการสอน
4. การนาไปใช้ (Implementation) ได้แก่ การรับรองการใช้บทเรียนด้วยการประเมินความก้าวหน้า
และการประเมินสรุปการใช้บทเรียน
5. การประเมินผล (Evaluation) ได้แก่ การประเมินระหว่างการเรียนการสอน และการประเมินผล
สรุปของการเรียนการสอน
17. สรุป การออกแบบการเรียนการสอน คือ การวางแผนพัฒนา ประเมิน และจัดการกับกระบวนการ
เรียนการสอนทุกประเภทอย่างมีระบบ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายการออกแบบการเรียนการ
สอนต้องคานึงถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และออกแบบให้สอดคล้องกัน รูปแบบการออกแบบการเรียน
การสอนจึงมีความสาคัญ เนื่องจากช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง
1.4 การจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
นิคม ชมพูหลง (2545 ก : 22) ให้ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
หลักสูตรท้องถิ่นว่า หมายถึง เนื้อหาและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ได้จากการวิเคราะห์อธิบาย
รายวิชา จากหลักสูตรแม่บท แล้วปรับเพิ่มเนื้อหาให้สอดคล้องกับอาชีพอุตสาหกรรมย่อย ที่เกิดจากภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึง
ความสามารถ ตามจุดประสงค์ของแต่ละแผน
ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 357) ได้ให้ความหมายของแผนการสอนว่า
แผนการสอน หมายถึง ลาดับขั้นตอนและกิจกรรมทั้งหมดของผู้สอนและผู้เรียน ที่ผู้สอนกาหนดไว้เป็น
แนวทางในการจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2543 : 1) ให้ความหมายของแผนการสอนว่า แผนการสอน
หมายถึง แผนการหรือโครงการที่จัดทาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ในการปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดวิชา
หนึ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างมีระบบ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาจัดการเรียนการสอนไปสู่
จุดประสงค์การเรียนรู้จุดหมายของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรืองและคณะ (2545 : 53) ได้ให้ความหมายของแผนการจัด
การเรียนรู้ (Lesson Plan) คือ การเตรียมการจัดการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ และเป็นลายลักษณ์
อักษร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาใดวิชาหนึ่งให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่
หลักสูตรกาหนด แผนการจัดการเรียนรู้มี 2 ระดับ ได้แก่ ระดับหน่วยการเรียน (Unit Plan) และระดับ
บทเรียน (Lesson Plan)
กรมวิชาการ (2545 : 126) ได้ให้ความหมายและความสาคัญ ว่า เป็นการวางแผนวิธีสอน
จัดลาดับ ขั้นตอนการสอนที่ดี มีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ชัดเจน ทาให้ผู้สอนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น
สอนได้ตรงตามเป้าหมาย ที่วางไว้ ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุ
จุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่คาดหวัง เป็นหลักฐานการทางานที่ชี้ชัด เพราะกาหนดบทบาทของผู้สอน และ
ผู้เรียน รวมทั้งพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในตัวผู้เรียนไว้ชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน
เป็นการกาหนดวัสดุ อุปกรณ์และกิจกรรมให้เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนช่วยให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ได้น่าสนใจ เป็นเครื่องมือประเมินตนเอง ของผู้สอนว่า สอนได้ครบตามขั้นตอนและบรรลุจุดประสงค์การ
เรียนรู้ที่กาหนดไว้หรือไม่ ควรปรับปรุง แก้ไขอย่างไร ใช้ประโยชน์ในการสอนซึ่งกันและกัน เป็นผลงานทาง
วิชาการที่แสดงถึงความชานาญการ และความเชี่ยวชาญของผู้สอน
18. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการสอนที่ครูเคยทา แต่การที่เปลี่ยนมาใช้
คาว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เพราะต้องการเน้นบทบาทครูที่เป็นผู้จัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
สรุปว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ การวางแผนที่เป็นลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้า
อย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการ
เรียนการสอน สื่อการสอน และวิธีวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจน เพื่อผู้เรียนบรรลุผลสู่จุดหมายตามที่
หลักสูตรกาหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
มีผู้ให้ความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545 : 289) ได้สรุปความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรม การ
เรียนรู้ ไว้ดังนี้
การวางแผนการสอนเป็นงานสาคัญของครูผู้สอน การสอนจะประสบความสาเร็จด้วยดี
หรือไม่ มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการวางแผนการสอนเป็นสาคัญประการหนึ่ง
การวางแผนการสอนจึงมีความสาคัญหลายประการ ดังนี้
1. ทาให้ผู้สอน สอนด้วยความมั่นใจ เมื่อเกิดความมั่นใจในการสอน ย่อมจะ
สอนด้วยความคล่องแคล่วเป็นไปตามลาดับขั้นตอนอย่างราบรื่นไม่ติดขัดเพราะมี การเตรียมการ
ทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว การสอนก็จะดาเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างสมบูรณ์
2. เพื่อให้เป็นการสอนที่มีคุณค่า คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเพราะผู้สอนสอนอย่างมีแผนมี
เป้าหมาย และมีทิศทางในการสอนมิใช่สอนอย่างเลื่อนลอย ผู้เรียนก็จะได้รับความรู้ ความคิด เจตคติ เกิด
ทักษะ และเกิดประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนได้วางแผนไว้
ทาให้การเรียน การสอนที่มีคุณค่า
3. เพื่อให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทั้งนี้เพราะ ในการวางแผน การ
สอนผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์การสอน เนื้อหาสาระที่จะสอน การจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน การใช้สื่อการสอน การวัดผลประเมินผล แล้วจัดทาออกมาเป็น แผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้เมื่อผู้สอนสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ย่อมจะทาให้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตรง
ตามจุดหมายและทิศทางของหลักสูตร
4. ทาให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ดีกว่าการสอนที่ไม่มี การ
วางแผน เนื่องจากในการวางแผนการสอน ผู้สอนต้องวางแผนอย่างรอบคอบในทุกองค์ประกอบของการสอน
รวมทั้งการจัดเวลา สถานที่ และสิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆ
ซึ่งจะเอื้ออานวยให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยสะดวกและง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อมีการวางแผนการสอนที่รอบคอบและ
ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ผลการสอนย่อมจะสาเร็จได้ดีกว่าการไม่วางแผนการสอน
5. ทาให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความทรงจาสามารถนามาใช้เป็นแนวทางในการสอนต่อไป
ทาให้ไม่เกิดความซ้าซ้อน และเป็นแนวทางในการทบทวนหรือออกข้อสอบเพื่อวัดผลประเมินผลผู้เรียนได้
19. นอกจากนี้ทาให้ผู้สอนมีเอกสารไว้ให้แนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอนแทนในกรณีจาเป็น เมื่อผู้สอนไม่สามารถเข้าสอน
ได้ ผู้เรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน
6. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและแก่วิชาที่เรียนทั้งนี้เพราะผู้สอนสอนด้วย
ความพร้อม เป็นความพร้อมทางด้านจิตใจ และความพร้อมทางด้านวัตถุ ความพร้อมทางด้านจิตใจ คือ
ความมั่นใจในการสอนเพราะผู้สอนได้เตรียมการสอนไว้อย่างพร้อมเพรียงเมื่อผู้สอนเกิดความพร้อมในการสอน
ย่อมสอนด้วยความกระจ่าง ทาให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนในบทเรียนอันส่งผลให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่
ดีต่อผู้สอนและแก่วิชาที่เรียน
นิคม ชมพูหลง (2545 ก : 180) ได้สรุปความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ไว้ดังนี้
1. เป็นการวางแผนและการเตรียมล่วงหน้า เป็นการนาเทคนิคและวิธีการเรียนรู้ สื่อ
เทคโนโลยี ตลอดจนจิตวิทยาการสอนมาผสมผสาน ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
2. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียน
การสอน การเลือกใช้สื่อ การวัดผลประเมินผล ตลอดจนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่จาเป็น
3. เป็นคู่มือการสอนสาหรับตัวครูผู้สอน และผู้สอนแทน นาไปปฏิบัติ การ
สอนอย่างมั่นใจ
4. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล ที่
จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
5. เป็นหลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน ซึ่งสามารถนาไปเสนอ
เป็นผลงานทางวิชาการได้
ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 357) ได้สรุปความสาคัญของแผนจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนไว้ดังนี้
1. ช่วยให้ผู้สอนจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยใช้ทรัพยากรที่มี
อยู่ให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
2. ช่วยให้ครูผู้สอนมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการนาทางผู้เรียนในการเรียน การ
สอน
3. ช่วยให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างเหมาะสม
4. ช่วยให้ผู้สอนเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่สอน
5. ช่วยให้ผู้สอนมีความเชื่อมั่นในตนเอง แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีนากิจกรรมการเรียน
การสอนดาเนินไปอย่างราบรื่น
6. ช่วยให้ผู้สอนมีโอกาสเตรียมสื่อการสอนทดลองใช้ก่อนดาเนินการสอนจริง
7. ช่วยให้มีการประเมินผลการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมกับบทเรียน
20. 8. ช่วยให้ผู้สอนสามารถวิเคราะห์การสอนที่ผ่านไปว่าประสบผลสาเร็จหรือมีจุดบกพร่อง
อย่างไร โดยวิเคราะห์จากแผนการสอนที่ได้เขียนไว้และหาทางปรับปรุงแก้ไขแผนนั้นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2543 : 2) ได้ให้ความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ไว้ ดังนี้
1. ก่อให้เกิดการวางแผนการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เป็นการนาเทคนิควิธี การ
สอน การเรียนรู้ สื่อเทคโนโลยี และจิตวิทยาการเรียนการสอนมาผสมผสานประยุกต์ใช้ ให้
เหมาะกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
2. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียน
การสอน การเลือกใช้สื่อ การวัดผลประเมิลผล ตลอดจนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจาเป็น
3. เป็นคู่มือการสอนสาหรับครูผู้สอนและผู้ที่สอนแทน นาไปใช้ปฏิบัติ การ
สอนอย่างมั่นใจ
4. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผลที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนต่อไป
5. เป็นหลักฐานแสดงความเชี่ยวชาญของครูผู้สอนซึ่งสามารถนาไปเสนอ เป็น
ผลงานทางวิชาการได้
ความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยสรุป ดังนี้
1. ทาให้เกิดการวางแผนวิธีการสอน วิธีเรียนที่ดีเกิดการผสมผสานความรู้และจิตวิทยา
การศึกษา
2. ช่วยให้ครูมีคู่มือการสอนที่ทาด้วยตนเองล่วงหน้าทาให้ครูมีความมั่นใจในการสอนได้
ตรงเป้าหมาย
3. ส่งเสริมให้ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนตลอดจนการ
วัดผลประเมินผล
4. ใช้เป็นคู่มือครูสาหรับครูที่สอนแทนได้
5. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
6. เป็นผลงานทางวิชาการแสดงถึงความชานาญและเชี่ยวชาญของผู้จัดทา
แนวทางการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 377) ได้เสนอแนวทางในการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ โดยศึกษาในประเด็นต่อไปนี้
เอกสารประกอบการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เมื่อครูผู้สอนได้คิดวางแผนการสอน ผู้สอนต้องเขียนแผนการจัดกิจกรรม การ
เรียนรู้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการสอน ในการเขียนแผน การจัด
21. กิจกรรมการเรียนรู้นั้น ครูผู้สอนต้องศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร คู่มือครู หนังสือเรียนและหนังสือ
ประกอบการเรียน ดังนี้
1. เกี่ยวกับหลักสูตร ผู้สอนควรศึกษาเอกสารหลักสูตรโดยละเอียด เพื่อที่จะให้
ทราบถึงหลักการ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตร ตลอดจนแนวทางในการจัดการเรียน
การสอน
2. เกี่ยวกับคู่มือครู ผู้สอนศึกษาคู่มือครู ซึ่งเป็นเอกสารที่จัดทาขึ้น
เพื่อครูผู้สอนใช้เป็นแนวทางในการเตรียมการสอน โดยระบุจุดประสงค์การเรียนรู้ ลาดับแนวคิดต่อเนื่อง
ภายในบท สรุปแนวคิดที่สาคัญภายในบท กาหนดชั่วโมงเรียน แนวการปฏิบัติกิจกรรม เวลาเรียน สรุป
หลักการในแต่ละข้อ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่าง ๆ เกี่ยวกับการดาเนินการสอน ความรู้เพิ่มเติมสาหรับ
ครูผู้สอน อาจอาศัยแนวทางการจัดการเรียนการสอนจากคู่มือครูโดย
การนามาปรับให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียน และทาเป็นแบบแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
3. เกี่ยวกับหนังสือเรียน ผู้สอนควรศึกษาหนังสือเรียน ซึ่งเป็นเอกสาร
ที่รวบรวมเนื้อหาวิชาตามหลักสูตร ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดทาขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนใช้ประกอบ การ
เรียน หนังสือเรียนจัดเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในส่วนของ
เนื้อหานั้นเป็นอย่างดี ผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดมโนมิติในเนื้อหาวิชานั้น ๆ
4. เกี่ยวกับหนังสือประกอบการเรียน ผู้สอนควรศึกษาหนังสือประกอบการเรียน ซึ่ง
เป็นหนังสือที่สอดคล้องและเสริมเนื้อหาในหลักสูตร หนังสือประกอบการเรียนเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการจัดทา
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเช่นกัน โดยเป็นแหล่งให้ผู้สอนได้ศึกษาเนื้อหาให้กว้างขวางขึ้น
องค์ประกอบและรูปแบบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
องค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
องค์ประกอบที่สาคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2543 : 72) กล่าวว่า องค์ประกอบ ของ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1. หัวเรื่องของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
2. สาระสาคัญ
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
4. เนื้อหา
5. กิจกรรมการเรียนการสอน
6. สื่อการเรียนการสอน
7. การวัดผลประเมินผล
8. ภาคผนวกหรือเอกสารประกอบท้ายแผน
9. ความเห็นของผู้ตรวจ
22. 10. ผลการใช้แผน หรือผลการสอน
รายละเอียดของส่วนประกอบในการเขียน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็น
การจัดทารายละเอียดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยนาเอากิจกรรม เนื้อหา จุดประสงค์ แต่ละตอน
มาเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแบบที่กาหนดโดยทั่วไปซึ่งนิยมเขียนให้มี ส่วนประกอบและแนว
การเขียนรายละเอียดของส่วนประกอบ ดังต่อไปนี้
1. ชื่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เขียนชื่อรายวิชา ชั้นเรียน เรื่องและเรื่องย่อย หรือหน่วยความรู้หรือ
หน่วยย่อย จานวนชั่วโมง อาจจะเพิ่มเติมชื่อผู้สอนและวันเวลาที่สอนด้วย
2. สาระสาคัญ
เขียนบทสรุปที่แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่สอนกับจุดประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการ
ให้เกิดกับ ผู้เรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร บางตาราเรียก บทสรุปนี้ว่า ความคิดรวบยอด
3. จุดประสงค์
เขียนสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเมื่อจบกิจกรรมการเรียน
การสอน นิยมเขียนจุดประสงค์ที่วิเคราะห์ได้จากคาอธิบายรายวิชา และหาความสัมพันธ์กับเนื้อหา และ
กิจกรรมไว้แล้ว ในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือจัดทากาหนดการสอนและเพิ่มเติมหรือแยกย่อย
เป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง
4. เนื้อหา
เขียนชื่อเรื่องที่ต้องการให้เรียนรู้ และอาจจะเพิ่มเติมเรื่องย่อย
หรือข้อสรุปของเรื่องด้วยก็ได้
5. กิจกรรมการเรียนการสอน
เขียนขั้นตอนการจัดกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นบทบาทของ
ผู้สอน บทบาทของผู้เรียน และการใช้สื่อหรือเครื่องมือประกอบการจัดกิจกรรมนิยมแสดงให้เห็นขั้นนา ขั้น
สอน ขั้นสรุป ลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะเป็นขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้จึงมี
ข้อพิจารณาว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นแผนที่เน้นกระบวนการ
6. สื่อการเรียนการสอน
เขียนชื่อสื่อหรือเครื่องมือที่ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้ง
สื่อของผู้สอนหรือของผู้เรียนทุกรายการ
7. การวัดผลประเมินผล
เขียนชื่อวิธีการ และเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบเก็บข้อมูล หรือการ
ประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกขั้นตอนหรือทุกประเภทที่ใช้ในการสอนหรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น
ๆ
8. บันทึกผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะของผู้บริหาร
23. เป็นส่วนของผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทาการตรวจสอบแผนการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะเขียนบันทึกความเห็น ผลการตรวจหรือข้อเสนอแนะที่จะให้ผู้สอนนาไปใช้ในการ
สอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ๆ
9. บันทึกผลหลังการสอน
เป็นส่วนที่ผู้สอนบันทึกข้อมูลต่าง ๆ จากการจัดการเรียนการสอนเมื่อเสร็จ
สิ้นการสอนตามแผน อาจจะบันทึกความสาเร็จ ปัญหา ผลการเรียนที่ควรแก้ไขปรับปรุง เรื่องที่ควรเพิ่มเติม
ในแผนการจัดการเรียนรู้ถัดไปหรืออื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ประโยชน์ของการทาแผนการจัดการเรียนรู้
ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรืองและคณะ (2545 : 53-54) ได้กล่าวไว้ว่า
1. เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร
2. เพื่อให้จัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการ
ของผู้เรียน
3. เพื่อให้สามารถเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ให้พร้อมก่อนทาการสอน
จริง
4. เพื่อให้ผู้สอนมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรู้
5. เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนรู้จากข้อจากัดที่พบ
6. เพื่อให้ผู้อื่นสอนแทนได้ในกรณีที่มีเหตุจาเป็น
7. เพื่อเป็นหลักฐานสาหรับการพิจารณาผลงานและคุณภาพในการปฏิบัติ
การสอน
8. เพื่อเป็นเครื่องมือบ่งชี้ความเป็นวิชาชีพของครูผู้สอน(แผนจัดการเรียนรู้
เป็นลักษณะเฉพาะของวิชาชีพครู)
รุจิร์ ภู่สาระ (2545 : 159) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้
ว่าเป็นการวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ช่วยให้ครูมีแนวในแต่ละคาบแต่ละสัปดาห์ครูจะสอนวิชาอะไร
เรื่องอะไร จะใช้วิธีสอนอย่างไร มีอุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้เพียงพอได้ครบถ้วนหรือไม่ ช่วยให้รู้ว่าจะ
ประเมินผู้เรียนด้วยวิธีใดเมื่อครูเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้เกิดความมั่นใจในการสอนมากขึ้น การจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ จะดาเนินการไปได้อย่างราบรื่นประหยัดเวลา ทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาได้ตาม
เป้าหมาย
จากทัศนะการให้ความสาคัญของแผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้ของ
หลาย ๆ ท่าน สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสาคัญคือ การกาหนดแนวทางในการพัฒนาการ
เรียนรู้อย่างมีรูปแบบชัดเจนส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทาให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งเป็นข้อมูลทางวิชาการในการวางแผนงาน และการนิเทศการศึกษา
องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้
24. 1. สาระสาคัญ (ความคิดรวบยอดหรือหลักการ)
2. จุดประสงค์การเรียนรู้ (ปลายทางและนาทาง)
3. เนื้อหา
4. สื่อการเรียนการสอน
5. กิจกรรมการเรียนการสอน
6. การวัดผลและประเมินผล
7. กิจกรรมเสนอแนะ
8. บันทึกหลังสอน
รายละเอียดของส่วนประกอบของแผนการสอนมีดังนี้
1. สาระสาคัญ หมายถึง ข้อความที่เป็นแก่นของเนื้อหาสาระ หลักการข้อเท็จจริงและ
แนวคิดต่าง ๆ ของเนื้อหาสาระของแผนการสอนนั้น มีวิธีเขียน ดังนี้
1.1 ต้องเขียนอย่างสรุป กระชับ ไม่กากวมเพราะไม่ใช่เป็นส่วนที่เป็นรายละเอียด ควรให้
คาที่มีความหมายเจาะจง แน่นอน เช่นคาว่า เป็น ประกอบ หมายถึง เป็นการขยายเรื่อง
1.2 ควรเขียนความเรียงแต่อาจจะแยกเขียนเป็นข้อ ๆ ในกรณีที่เนื้อหามีประเด็นแยก
ออกจากกันอย่างชัดเจนจะเขียนเป็นแบบใดก็ตามจะต้องเริ่มด้วยส่วนที่จาเป็นและสาคัญที่สุดของเนื้อหาก่อน
เช่น ให้นิยามแล้วจึงตามด้วยรายละเอียดที่สาคัญของเรื่อง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นจุดประสงค์ที่วิเคราะห์มาจากหลักสูตร จุดประสงค์กลุ่มวิชา
และคาอธิบายรายวิชาเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์ให้เกิดคุณลักษณะในผู้เรียนที่ครอบคลุมพฤติกรรมด้าน
ความรู้ ความคิด ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติหลังจากการเรียน
จุดประสงค์การเรียนรู้หนึ่งจุดประสงค์แยกออกเป็นจุดประสงค์ปลายทางได้หลาย
จุดประสงค์ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่นามาสอนจุดประสงค์การเรียนรู้บางจุดประสงค์สามารถใช้เป็น
จุดประสงค์ปลายทางได้เลย แต่จุดประสงค์การเรียนรู้ส่วนมากจะกว้างและมีเนื้อหามากเกินไปจึงไม่เหมาะสม
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เสร็จสิ้นใน 1 แผนการสอน ดังนั้นจึงต้องนามาวิเคราะห์เป็นจุดประสงค์
ปลายทางเฉพาะแผนการสอน
3. เนื้อหา
เนื้อหา หมายถึง รายละเอียด ข้อมูล เนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ การ
เรียนรู้เป็นมวลความรู้ที่เชื่อมโยงให้บรรลุจุดประสงค์ปลายทาง
4. สื่อการเรียนการสอน
สื่อการเรียนการสอน หมายถึง เครื่องช่วยสอนให้การจัดการเรียนการสอน แต่ละ
จุดประสงค์หรือแต่ละกิจกรรม ชัดเจน รวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สื่อที่กาหนดจะต้อง
สอดคล้องกับจุดประสงค์หรือกิจกรรม
25. 5. กิจกรรมการเรียนการสอน
กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การจัดสภาพการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม
หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดให้แก่ผู้เรียน และกิจกรรมที่ผู้เรียนปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์ที่ตั้งไว้
6. การวัดผลและประเมินผล
การวัดผลและประเมินผล หมายถึง การประมาณราคา หรือประมาณค่า
ของสิ่งต่าง ๆ เพื่อบอกคุณภาพของสิ่งนั้น ๆ เช่น การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นการบอกคุณภาพว่า
ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจมากน้อยเพียงไร เพื่อจะได้มีการพัฒนา หรือต้อง ปรับปรุง แก้ไข ครูอาจต้องใช้
เครื่องมือหลาย ๆ ชนิดเพื่อจะได้ข้อมูลมากเพียงพอที่จะนามาประกอบการวินิจฉัยได้ เช่น แบบสังเกต
แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ ฯลฯ
7. กิจกรรมเสนอแนะ
กิจกรรมเสนอแนะ คือ กิจกรรมที่ผู้สอนเสนอเพิ่มเติม เมื่อเห็นว่ากิจกรรม การ
เรียนการสอนที่กาหนดไว้ในแผนการสอน อาจจะยังไม่สมบูรณ์หรือเหมาะสม ซึ่งกิจกรรม ที่
เสนอแนะไว้ภายหลังนี้ อาจจะส่งผลดีพอ ๆ กัน หรือใกล้เคียงกันแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ
7.1 เป็นกิจกรรมฝึกเพิ่มพูนความรู้ทักษะ เจตคติ แก่ผู้เรียน
7.2 เป็นกิจกรรมซ่อมหรือเสริม
7.3 บันทึกหลังสอน
บันทึกหลังการสอน หมายถึง ข้อมูลบันทึกสรุปผลการสอน หลังจากได้สอนตาม
แผนการสอนแล้วเพื่อประโยชน์ในการประเมินความสาเร็จ และความก้าวหน้าของคุณภาพผู้เรียนเพื่อปรับปรุง
การเรียนของผู้เรียนการสอนของผู้สอนและปรับปรุงแผนการสอนให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ
1.5 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แนวคิดการทดสอบประสิทธิภาพ
การทดสอบประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
(Developmental Testing) การตรวจสอบพัฒนาการเพื่อให้งานดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง
การนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้ Try-out เพื่อปรับปรุงแล้วนาไปทดลองสอนจริง (Trail
Rum) นาผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข เสร็จแล้วจึงผลิตออกมาเป็นจานวนมาก
การทดลองใช้ หมายถึง การนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นเป็นต้นแบบ
(Prototype) ไปทดลองใช้ตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ในแต่ละระบบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ให้เท่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้
การทดลองสอนจริง หมายถึง การนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้ทดลองใช้และ
ปรับปรุงแล้วนาไปสอนจริง ในชั้นเรียนหรือสถานการณ์เรียนที่แท้จริง เป็นเวลา 1 ภาคเรียนเป็นอย่างน้อย
ความจาเป็นที่จะต้องทดสอบประสิทธิภาพ
26. ในการดาเนินงานทุกประเภทต้องมีการตรวจสอบระบบนั้นเพื่อประกันว่า
มีประสิทธิภาพจริงตามมุ่งหวัง การทดสอบประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มี
ความจาเป็นด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
1. สาหรับหน่วยงานผลิตแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการประกันคุณภาพของ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าอยู่ในขั้นสูงพอเหมาะสมที่ลงทุนผลิตออกมาเป็นจานวนมากหากไม่มีการ
ทดสอบประสิทธิภาพก่อนแล้ว หากผลิตออกมาแล้วใช้ประโยชน์ไม่ได้ดี ก็จะต้องทาใหม่ เป็นการสิ้นเปลืองทั้ง
เวลา แรงงานและเงินทอง
2. สาหรับผู้ใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะ
ทาหน้าที่สอนโดยรับหน้าที่สร้างสภาพการเรียนรู้ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่มุ่งหวัง บางครั้งต้องช่วยครู
สอน บางครั้งต้องช่วยสอนแทนครู (เช่นโรงเรียนที่มีครูคนเดียว) ดังนั้นก่อนนาแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ไปใช้ครูจึงควรมั่นใจว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้จริง การทดสอบประสิทธิภาพตามลาดับขั้นจะช่วยให้เราได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพทางการสอนจริง ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้สาหรับผลิตแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การทดสอบประสิทธิภาพจะทาให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่า เนื้อหาสาระที่บรรจุลงในแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ เหมาะสม ง่ายต่อการเข้าใจ อันจะช่วยให้ผู้ผลิตมีความชานาญสูงขึ้นเป็นการประหยัด
แรงงาน แรงสมอง เวลา และเงินทองในการเตรียมต้นแบบ
การกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ
เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้
ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็นระดับผู้ผลิตแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจว่า
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแล้ว แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีค่าที่จะ
นาไปสอนผู้เรียนและคุ้มค่าแก่การลงทุนเมื่อผลิตออกมาเป็นจานวนมาก
การกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทาได้โดยประเมินผลพฤติกรรมผู้เรียน 2 ประเภท คือ
พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์)โดยกาหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1
(ประสิทธิภาพกระบวนการ) และ E2 (ประสิทธิภาพผลลัพธ์)
1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional) คือ ประเมินผลต่อเนื่อง ซึ่ง
ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อย หลาย ๆ พฤติกรรม เรียกว่า กระบวนการ (Process) ของผู้เรียน
ที่สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานของกลุ่ม) และรายงานรายบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมาย
และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกาหนดไว้
2. ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Transitional Behavior) คือ ประเมินผลลัพธ์
(Product) เรียนโดยพิจารณาจากการสอบหลังของผู้เรียน และการประเมินหลังเรียน
ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะกาหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมาย
ว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจ โดยกาหนดเปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี่ย ของคะแนน
27. การประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการสอบหลังเรียน ของผู้เรียนทั้งหมด
นั้นคือ E1/E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
ตัวอย่าง 80/80 หมายความว่า เมื่อเรียนจากแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว ผู้เรียน
สามารถทาแบบฝึกหัดหรืองานได้ผลเฉลี่ย 80 % และสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 80%
การที่จะกาหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความพอใจโดยปกติเนื้อหาที่เป็น
ความรู้ความจามักตั้งไว้ 80/80, 85/85, หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ อาจตั้งไว้ต่ากว่า
นี้ เช่น 75/75 เป็นต้น
วิธีการคานวณหาประสิทธิภาพ
1. โดยใช้สูตรดังนี้
E1 = 100
เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหรืองาน
แทน คะแนนรวมของแบบฝึกทุกชุดรวมกัน
แทน จานวนผู้เรียน
E2 = 100
F
เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
แทน จานวนผู้เรียน
การคานวณหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตรดังกล่าวข้างต้นจะมีการทาคะแนนแบบฝึกหัด หรือ
ผลงานในขณะประกอบกิจกรรมกลุ่ม/เดี่ยว และคะแนนสอบหลังเรียนมาเข้าตารางแล้วคานวณหา E1/E2
2. โดยใช้วิธีคานวณธรรมดา
หากไม่อยากใช้สูตรก็สามารถคานวณธรรมดาหาค่า E1/E2 ได้ สาหรับค่า E2 ของ
แต่ละแผนไม่มีปัญหาในการคานวณมากนัก เพราะอาจทาได้โดยการเอาคะแนนของผู้เรียนทั้งหมดรวมกัน หา
ค่าเฉลี่ยแล้วเทียบส่วนเพื่อหาค่าร้อยละ
28. สาหรับค่า E1 คือ ค่าประสิทธิภาพของงานและแบบฝึกหัดนั้น ทาได้โดยการเอาคะแนน
งานทุกชิ้นของผู้เรียนแต่ละคนมารวมกันและหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบส่วนเป็นร้อยละ
หลังจากคานวณหาค่า E1 และค่า E2 แล้วผลลัพธ์ที่ได้มักจะใกล้เคียงกันและ ห่าง
กันไม่เกิน 5% ซึ่งเป็นตัวชี้ที่ยืนยันได้ว่าผู้เรียนได้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเนื่องตามลาดับขั้นหรือไม่ ก่อน
จะมีการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งสุดท้าย หรืออีกนัยหนึ่งการที่ผู้เรียนจะสอบไล่ได้เท่าไร เช่น 90% นั้น
ผู้เรียนมีความรู้จริง หรือทาได้เพราะการเดาสุ่ม เมื่อมีการรายงานคะแนนเป็นเลข 2 ตัว เช่น 78 / 83
นั้นจะทาให้เราทราบว่า ผู้เรียนทางานและทาแบบฝึกหัดทั้งปีได้ 78% และสอบไล่ได้ 83% เป็นการยืนยัน
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างแน่นอน
ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ
1. แบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดลองกับผู้เรียน 1 คน โดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง เก่ง
คานวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวนี้จะได้
คะแนนต่ากว่าเกณฑ์มาก แต่ไม่ต้องวิตกเมื่อปรับปรุงแล้วจะดีขึ้นมา ก่อนนามาทดลองแบบกลุ่ม ในขั้นนี้
E1/E2 ที่ได้จะมีค่า 60/60
2. แบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดลองกับผู้เรียน 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน)
คานวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุง ในคราวนี้ผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์ประมาณ 10% นั้น
คือ E1/E2 ที่ได้มีค่าประมาณ 70/70
3. แบบภาคสนาม (1:100) เป็นการทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้น 40-100 คน คานวณ
หาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุง ผลลัพธ์ที่ได้ควรมีค่าใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2.5% ก็ให้ยอมรับได้หาก
แตกต่างกันมากผู้สอนต้องกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ใหม่โดยยึดสภาพ
ความเป็นจริงเป็นเกณฑ์ สมมุติว่าเมื่อทดสอบหาประสิทธิภาพแล้วได้ 85.5 /85.4 ก็แสดงว่า ชุด
การสอนนั้นมีประสิทธิภาพ 85.5/85.4 ใกล้เคียงกับ 85/85 ที่ตั้งไว้แต่ถ้าผล การทดลองเป็น
83.5/85.4 ก็ถือว่าเลื่อนขึ้นมาเป็นเกณฑ์ 85/85 ได้
นิคม ชมพูหลง (2545 ข : 199) ได้ให้ความหมายของการหาประสิทธิภาพของ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ ดังนี้
1. การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การนาแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ไป Try-out เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้
2. เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้หากแผนมีประสิทธิภาพถึงระดับแล้ว แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีคุณค่าที่จะนาไปสอน
ผู้เรียน
ขั้นตอนการนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปหาประสิทธิภาพ
1. ทดลองกับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ทั้งกับเด็กเก่ง อ่อน ปานกลาง นาผลที่ได้มา
คานวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นปกติคะแนนที่ได้ในขั้นนี้จะมีค่าต่ากว่าเกณฑ์มาก
29. 2. ทดลองสนาม คือ ทดลองกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 35-100 คน นาผลการ
ทดลองที่ได้ไปคานวณหาประสิทธิภาพแล้วนามาปรับปรุงให้สมบูรณ์อีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียงกับ
เกณฑ์ที่ตั้งไว้
การหาประสิทธิภาพของสื่อพิจารณาได้ 3 ระดับ (สุรชัย สิกขาบัณฑิต. 2539 : 4)
ได้จัดระดับไว้ ดังนี้
1. ระดับสูงกว่าเกณฑ์ หมายถึง ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีค่าเกิน 2.5% ขึ้นไป
2. ระดับเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และต่ากว่าเกณฑ์ แต่ถ้าต่ากว่าเกณฑ์ไม่เกิน 2.5%
ก็ถือว่าประสิทธิภาพยอมรับได้
3. ระดับต่ากว่าเกณฑ์ หมายถึง ประสิทธิภาพของสื่อต่ากว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ถ้าต่ากว่าเกณฑ์
เกิน 2.5% ถือว่าสื่อไม่มีประสิทธิภาพ
3. แนวคิดซิปปา
3.1 ความหมายของแนวคิดซิปปา
ทิศนา แขมมณี (2548 : 11-23) ได้เสนอหลักการการเรียนการสอนแบบซิปปาว่า CIPPA
ได้มาจากตัวย่อของคาสาคัญซึ่งใช้เป็นแนวคิดหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลาง ดังนี้
C (Construction of Knowledge) คือ แนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง มาจากทฤษฎี
“Constructivism” ซึ่งกล่าวว่า ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยตนเอง สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้
งอกงามขึ้นไปได้เรื่อย ๆ โดยอาศัยกระบวนการ พัฒนาโครงสร้างความรู้ภายในของบุคคล
และการรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว การสร้างความรู้จะต้องมีองค์ประกอบสาคัญ 3 ส่วนด้วยกันคือ
จุดมุ่งหมายหรือความต้องการของผู้เรียน ความรู้เดิมหรือสิ่งที่มีอยู่เดิมของผู้เรียน และสาระหรือสิ่ง
ใหม่ที่จะเรียนรู้
- การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีโอกาสได้รับข้อมูลประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาและมี
โอกาสได้ใช้กระบวนการทางสติปัญญาของตน ในการคิดกลั่นกรองข้อมูล ทาความเข้าใจข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล
ความรู้ใหม่กับความรู้เดิม และสร้างความหมายข้อมูลความรู้ด้วยตนเอง
I (Interaction) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แม้ว่ากระบวนการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการ
ทางสมองหรือสติปัญญาเป็นสาคัญ แต่ก็ต้องอาศัยกระบวนการทางสังคมด้วยเนื่องจากเป็นแหล่งของข้อมูลที่
สมองจาเป็นต้องใช้ในการคิด หรือสร้างความหมายต่าง ๆ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องเรียนรู้ซึ่งกัน
และกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีจึงควรช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อม
รอบตัว ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่า เช่น
30. - บุคคลแวดล้อม เช่น ครู เพื่อนในห้องเรียน เพื่อนต่างห้องเรียน เพื่อนต่างระดับบุคลากรใน
โรงเรียน ผู้ปกครอง คนในชุมชน เป็นต้น
- สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น สถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนและชุมชน เช่น ห้องสมุด วัด
ตลาด ร้านค้า สถานีตารวจ สถานีอนามัย โบราณสถาน สวนสัตว์ เป็นต้น
- สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ลาธาร สวนสาธารณะ ป่า ต้นไม้ ใบไม้
อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งสัตว์ต่าง ๆ เช่น สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า เป็นต้น
- สิ่งแวดล้อมทางด้านสื่อ โสตทัศนวัสดุ และเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น หนังสือ ตารา วารสาร
นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ แผ่นปลิว ป้ายโฆษณา รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ เสียงตามสาย เกม
คอมพิวเตอร์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นต้น
P (Physical Participation) หมายถึง การช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้มีการเคลื่อนไหวทางด้าน
ร่างกาย โดยการให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติหรือการกระทาต่าง ๆ(perform/practice) ซึ่งตอบสนอง
ต่อทฤษฎีการรับรู้ (perception) และหลักความพร้อมในการเรียนรู้(learning readiness) การให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยให้ประสาทการรับรู้ของผู้เรียนตื่นตัวพร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่
จะเกิดขึ้น การรับรู้เป็นปัจจัยสาคัญในการเรียนรู้ หากผู้เรียนไม่มีความพร้อมในการรับรู้ แม้จะมีการให้ความรู้ที่
ดี ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้การเคลื่อนไหวทางกายมีส่วนช่วยให้ประสาทการรับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับและ
เรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดี ดังนั้นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน จึงควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวในลักษณะใด
ลักษณะหนึ่งเป็นระยะๆตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน
P (Process Learning) มาจากแนวคิดการเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต
เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม ดังนั้นเราจึงจาเป็นต้องส่งเสริมและฝึกฝน
ให้ผู้เรียนมีทักษะทางสติปัญญา และทักษะกระบวนการต่าง ๆ ที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตซึ่งมีจานวนมาก เช่น
- ทักษะการแสวงหาความรู้และการศึกษาด้วยตนเอง เช่น ทักษะการสืบค้นแหล่งความรู้ ทักษะ
การอ่าน ทักษะการฟัง ทักษะการตั้งคาถาม ทักษะการจับใจความสาคัญ ทักษะการจดบันทึก ทักษะการ
ประมวลความรู้ การจัดทาผังความรู้ การเขียน การอธิบายและการสรุป
- ทักษะการคิดและกระบวนการคิดต่าง ๆ เช่น ทักษะการคิดเปรียบเทียบ จาแนกวิเคราะห์
สังเคราะห์ หาแบบแผน จัดโครงสร้าง จัดระบบ การตั้งสมมติฐาน การพิสูจน์ ทดสอบ การลงข้อสรุป การสรุป
อ้างอิง รวมทั้งกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการคิดแก้ปัญหา กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์
กระบวนการศึกษาวิจัย
- ทักษะการจัดการ
- ทักษะการทางานกลุ่มหรือทางานเป็นทีม
A (Application) หมายถึง การนาความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับ
ประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียน
สามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถถ่ายโอนการเรียนรู้(transfer of learning) ไปใช้ใน
31. สถานการณ์อื่น ๆ ได้ ซึ่งจาเป็นต้องอาศัยการฝึกฝน นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่
หลากหลาย หากผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝน การนาความรู้ไปประยุกต์ใช้มาก ๆ ความมั่นใจ และความชานาญใน
การที่จะนาความรู้นั้นไปใช้เป็นประจาในชีวิตจึงจะเกิดขึ้น
3.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา
การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา “CIPPA” มี 7 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนสนองต่อหลักการ
และจุดมุ่งหมายของการสอน โดยอาศัยวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 การทบทวน/ตรวจสอบความรู้เดิม ผู้สอนดึงความรู้เดิมเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงกับ
ความรู้ใหม่ และ/หรือสารวจความรู้เดิมและความรู้พื้นฐานที่จาเป็นสาหรับการเรียนรู้ใหม่
ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ ผู้เรียนแสวงหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ
และรวบรวมข้อมูลความรู้ใหม่จากแหล่งความรู้
ขั้นที่ 3 การศึกษาและสร้างความเข้าใจข้อมูลความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้
เดิม ผู้เรียนทาความเข้าใจกับข้อมูลความรู้ใหม่ที่หามาได้ สร้างความหมายของข้อมูล/ประสบการณ์ใหม่ โดย
อาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม และการใช้กระบวนการต่าง ๆเช่น กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม
ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดอาศัยกลุ่ม
เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น
ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ ผู้เรียนสรุปจัดระเบียบความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้
เดิมและความรู้ใหม่และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจดจาสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายและ
วิเคราะห์การเรียนรู้
ขั้นที่ 6 การปฏิบัติและ/หรือการแสดงความรู้และผลงาน ผู้เรียนแสดงผลงานการสร้างความรู้
ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนตอกย้าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้
ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากต้องมีการปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติด้วย
ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ ผู้เรียนนาความรู้ความเข้าใจของตนไปประยุกต์ใช้ใน
สถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจา
ในเรื่องนั้น ๆ
ในขั้นตอนทั้ง 7 ผู้สอนไม่จาเป็นต้องดาเนินการให้เสร็จสิ้นภายในคาบใดคาบหนึ่งของการสอน
4. เนื้อหาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา(Innovation and Information
Technology for Educational) รหัสวิชา 30113708 จานวนหน่วยกิต/ชั่วโมง 3(2-2-5) เป็นวิชาชีพครูบังคับ
ที่นักศึกษาคณะครุศาสตร์ทุกคนต้องเรียนซึ่งมีคาอธิบายรายวิชา ดังนี้
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่ส่งเสริมการ
32. พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แหล่งการ
เรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ การออกแบบ การสร้าง การนาไปใช้ การประเมิน และการปรับปรุงนวัตกรรม
5. นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
5.1 ความหมายของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
นวัตกรรม หรือนวกรรมหมายถึงการกระทา ใหม่ ๆ ซึ่งในที่นี้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้
ความหมายของคานี้ไว้ดังนี้
Thomas Hughes(1971 : 112-117) ได้ให้ความหมายของ คาว่า นวัตกรรมว่า “เป็นการนา
วิธีการใหม่ ๆมาปฏิบัติ หลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น ๆ แล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่การ
คิดค้น (Invention) พัฒนาการ (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน
(Pilot Project) แล้วจึงนาไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา และเรียกว่า
นวัตกรรม (Innovation)”
Peter Ducker (1995 : 130-134 )ให้ความหมายของ คาว่า นวัตกรรมว่า เป็นการสร้างสิ่งใหม่
หรือการทาให้แตกต่างจากคนอื่นโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงมาสร้างให้เป็นโอกาส มีความชัดเจน มุ่งเน้นถึงการ
พัฒนา และที่สาคัญคือต้องมีการลงมือกระทา
Morton, J.A.(1971 : 222-226) ได้ให้นิยามของนวัตกรรมไว้ในหนังสือ Organizing for
Innovation ของเขาว่านวัตกรรม หมายถึงการทาให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงของ
เก่าและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือ
ล้มล้างสิ่งเก่าให้หมาดไป แต่เป็นการปรับปรุงเสริมแต่ง และพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ
Nord & Tucker(1987 : 87-89) กล่าวไว้ว่า นวัตกรรม หมายถึง ขบวนการเสนอสิ่งใหม่ที่ใหม่
อย่างแท้จริงสู่สังคม (Radical Innovation) โดยการเปลี่ยนแปลงค่านิยม (value), ความเชื่อ (belief),
ตลอดจนระบบค่านิยม (value system) รูปแบบเดิมๆ ของสังคมอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น อินเตอร์เน็ท จัดว่า
เป็นนวัตกรรมหนึ่งในยุคโลกข้อมูลข่าวสาร การนาเสนอระบบอินเตอร์เน็ท ทาให้ค่านิยมเดิมที่เชื่อว่า โลก
ข้อมูลข่าวสารจากัดอยู่ในวงเฉพาะทั้งในด้านเวลาและสถานที่นั้นเปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ต เปิดโอกาสให้
ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลไร้ขีดจากัด ทั้งในด้านของเวลา และระยะทาง การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทาให้
ระบบคุณค่าของข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงไป บางคนเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะเข้ามาแทนที่ระบบการส่งข้อมูล
ข่าวสารในระบบเดิม อย่างสิ้นเชิงในไม่ช้า อาทิเช่น ระบบไปรษณีย์
Miles Matthew B.(1964) ได้กล่าวถึง นวัตกรรมไว้ในเรื่อง Innovation in Education ว่า
“นวัตกรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงแนวคิดอย่างถ้วนถี่ การเปลี่ยนแปลงให้ใหม่ขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้
เป้าหมายของระบบบรรลุผล”
33. ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2523,2526) ได้กล่าวไว้ว่า นวัตกรรม หมายถึงวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่
แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือการปรุงแต่งของเก่าให้ใหม่
เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายเล่านี้ได้รับการทดลอง พัฒนามาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฏิบัติ ทาให้
ระบบก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้
กิดานันท์ มลิทอง (2540 : 245) ได้กล่าวไว้ว่า นวัตกรรมเป็นแนวความคิด การปฏิบัติ หรือ
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้
ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนานวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทางานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิ-
ภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
โดยสรุปแล้ว นวัตกรรมหมายถึง ความคิดและการกระทาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือการพัฒนา
ดัดแปลงจากของเดิมให้ดีขึ้นและเมื่อนามาใช้งานก็ทาให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อนานวัตกรรมมาใช้ใน
การศึกษาเราก็เรียกว่านวัตกรรมการศึกษา
เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี
(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนาวิธีการ มาปรับปรุง
ประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ
อุปกรณ์ และวิธีการ
Edgar Dale(1965) กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือ
วิธีการทางานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ
Good (1973: 592 ) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง การประยุกต์หลักการทาง
วิทยาศาสตร์ และเครื่องมือของระบบการสอนเพื่อนามาใช้ในการเรียนการสอน
จรูญ (2515: 31-35) กล่าวถึงเทคโนโลยีทางการศึกษาไว้ว่าเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีคนส่วนมากมักนึก
ถึงสัมภาระต่างๆอันเป็นผลของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่นามาใช้ในทางการศึกษามิได้
หมายความเฉพาะแต่เพียงสัมภาระเพียงอย่างเดียววิธีการหรือเทคนิคใหม่ๆที่เพิ่มศักยภาพเป็นตัวช่วยนามาใช้
ปรับปรุงให้วิธีการสอนหรือวิธีการจัดการศึกษามีผลดีหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีทาง
การศึกษาเหมือนกัน
ดังนั้น เทคโนโลยีทางการศึกษาที่แท้จริงจึงหมายถึง กรรมวิธีในการกาหนดจุดหมายปลายทางของ
การศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมและทันสมัยการทดลองใช้วิธีการและวัสดุต่าง ๆ การประเมินผล
ของระบบการศึกษาทั้งระบบ
ชัยยงค์ (2523: 24) กล่าวถึงเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่าเทคโนโลยีเป็นระบบการประยุกต์ผลิตผล
ทางวิทยาศาสตร์(วัสดุ)และผลิตผลทางวิศวกรรม (อุปกรณ์) โดยยึดหลักทางพฤติกรรมศาสตร์ (วิธีการ) มาช่วย
ในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาทั้งในด้าน บริหาร ด้านวิชาการ และด้านบริการ หรืออีกนัยหนึ่ง
เทคโนโลยีการศึกษาเป็นระบบ การนาวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการศึกษาให้
สูงขึ้น
34. วิจิตร (2516: 99 ) ให้ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษาว่าหมายถึง การประยุกต์เอาเทคนิค
วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์ และเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษาทั้งด้านการขยายงาน
และด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอน
ไชยยศ (2523:15) ให้ความหมายว่าเทคโนโลยีทางการศึกษาคือวิธีการนาเอาความรู้แนวความคิด
และกระบวนการตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ อันเป็นผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมี
ระบบเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปได้ว่าเทคโนโลยีการศึกษาหมายถึงการนาความรู้ความคิดและวิธีการทางวิทยาศาสตร์มา
ประยุกต์ใช้อย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาในการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้
ทรัพยากรอย่างประหยัด
5.2 ความสาคัญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา ก็คือ สามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงการศึกษาสรุป
ได้ ดังนี้
1. เพื่อนานวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาในเรื่องการเรียนการสอน เช่น
1.1 ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ คือ ครูส่วนใหญ่ยังคงยึดรูปแบบการสอน
แบบบรรยาย โดยมีครูเป็นศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอื่น การสอนด้วยวิธีการแบบนี้เป็นการสอนที่
ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทาให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความ
สนใจแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นความคิด และสติปัญญาของผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตจากัดอีกด้วย
1.2 ปัญหาด้านเนื้อหาวิชา บางวิชาเนื้อหามาก และบางวิชามีเนื้อหาเป็นนามธรรมยากแก่การ
เข้าใจ จึงจาเป็นจะต้องนาเทคนิคการสอนและสื่อมาช่วย
1.3 ปัญหาเรื่องอุปกรณ์การสอน บางเนื้อหามีสื่อการสอนเป็นจานวนน้อยไม่เพียงพอต่อการ
นาไปใช้ เพื่อทาให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้นจึงจาเป็นต้องมีการพัฒนาคิดค้นหา
เทคนิควิธีการสอน และผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนามาใช้ทาให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายได้
2. เพื่อนานวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเป็น
ประโยชน์ต่อการศึกษา โดยการนาสิ่งประดิษฐ์หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนนั้นเผยแพร่ไปสู่ครู
อาจารย์คนอื่น ๆ หรือเพื่อเป็นตัวอย่างอีกรูปแบบหนึ่งให้กับครู–อาจารย์ที่สอนในวิชาเดียวกัน ได้นา
แนวความคิดไปปรับปรุงใช้หรือผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนามาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
5.3 ผลกระทบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผลกระทบของนวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อระบบการศึกษาไทย มีดังนี้
1. มีความสาคัญและมีอิทธิพล ต่อการดาเนินการทางการศึกษา
2. จะทาให้ผู้เรียนมีโอกาสเลือกวิถีทางการเรียนด้วยตนเอง
3. รูปแบบของสื่อการเรียน ของผู้เรียนในอนาคต จะเป็นลักษณะของสื่อประสม และสื่อ
สาเร็จรูป ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
35. 4. ควรมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ ในการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างชัดเจน สามารถ
เลือกใช้สื่อการเรียนการสอนได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้
5. ควรคานึงถึงความพร้อมในสถานที่ ทรัพยากร และบุคลากร ความเหมาะสมของสื่อการ
เรียนการสอน ที่สามารถปรับใช้ได้อย่างหลากหลาย
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6.1 งานวิจัยภายในประเทศ
หลักการของรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปานั้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ
จันที สิทธิศาสตร์(2549:99-102) ได้ศึกษาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา
เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านหนองคู สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548
จานวน 23 คน มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิง
เส้นตัวแปรเดียวชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ทที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ศึกษาดัชนีผลและศึกษาความ
คงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการศึกษาค้นคว้าเป็น ดังนี้ 1)แผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ
78.4216/76.09 2)แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6421 3)นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
รูปแบบซิปปา เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1หลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ สามารคงทน
ในการเรียนรู้หลังเรียนได้หมด
ไพทูรย์ ชาวโพธิ์ (2549 : บทคัดย่อ) พบว่า การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้
รูปแบบการสอนแบบซิปปาเป็นกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ทาให้ผู้เรียนสนใจและ
กระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม ได้ลงมือปฏิบัติจริงทาให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีโอกาสได้
พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ ทาให้เกิดความภาคภูมิใจและมีความสุขในการเรียน สามารถนาความรู้ที่ได้ไป
ปรับใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันได้
สุพงษ์ บุษดี (2549 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่องกาพย์ยานี 11 ประกอบภาพสานวน สุภาษิต และคาพังเพยกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น เพราะเป็น
กิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นนักเรียนเป็นสาคัญ นักเรียนได้พัฒนาการเรียนตามขั้นตอนต่าง ๆ ตามรูปแบบการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปา นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการ
36. กลุ่มเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ดังนั้น จึงขอสนับสนุนให้ครูที่ทาการสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยหรือกลุ่มสาระอื่น ๆ นารูปแบบการสอนแบบซิปปาไปพัฒนาและปรับปรุงใช้ใน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่น ๆ อีกต่อไป
วิราณี พิกุลทอง (2549 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยแล้วพบว่า นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการ
เรียนด้วยแผนการเรียนรู้แบบซิปปาเรื่องการรีไซเคิลวัสดุเพื่อประดิษฐ์เครื่องใช้โดยรวมและเป็นรายด้านทุกด้าน
คือ ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านครูผู้สอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ และ
ด้านการประเมินผล อยู่ในระดับมาก
ชาคริต สระแก้ว (2548 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะตามตัวบ่งชี้ของซิปปา
ประกอบด้วย 1) การสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง 2) การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม3) ผู้เรียนมี
โอกาสเคลื่อนไหวร่างกายทากิจกรรมต่าง ๆ 4) ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ5) การนาความรู้ไป
ประยุกต์ใช้ ทั้งนี้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข การพัฒนาบุคลากรโดยใช้กลยุทธ์นอกจากจะทาให้ครู
แก้ปัญหาในชั้นเรียนส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นในระดับหนึ่ง แล้วยังช่วยให้ครูได้พัฒนา
ตนเองด้านความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบซิปปา และเป็นข้อมูลในการวางแผน
พัฒนาครูเครือข่ายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบซิปปา ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการจัด
การศึกษาของโรงเรียนซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ ตามความต้องการของผู้ปกครอง
และชุมชนต่อไป
พิไลวรรณ สถิต (2548 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการเรียนรู้คณิตศาสตร์
โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนของ
สสวท. อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาอยู่ในระดับมาก
ปอเรียม แสงชาลี (2549 : บทคัดย่อ)หาดัชนีประสิทธิผลของผลการเรียน เรื่อง เส้นขนาน
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เป็น 0.7107 คิด
เป็นร้อยละ 71.07 พิไลวรรณสถิตย์ (2548 : บทคัดย่อ) หาดัชนีประสิทธิผลของผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดย
ใช้รูปแบบซิปปา(CIPPA MODEL) ได้เป็น 0.7254 คิดเป็นร้อยละ 72.54
เรวดี มนตรีพิลา (2547 : บทคัดย่อ) พบว่า รูปแบบการสอนแบบซิปปาทาให้ครูเกิดการ
พัฒนาตนเองและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้การจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของนักเรียนที่ดีขึ้น โดย
ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อสนเทศ
และแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานของครูในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน
ดอกคูณ วงศ์วรรณวัฒนา (2544 : 68 - 69) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรม การเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้รูปแบบซิปปาในวิชาฟิสิกส์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า
ผลการวิจัยมีปัญหาและอุปสรรคคือ ในระยะแรกสอนไม่ทัน นักเรียนไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับ
37. มอบหมายของตนเองในการเรียนการสอน และมีบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ แต่เมื่อมีการปรับปรุงการสอน
โดยครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาเนื้อหาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ มาก่อนล่วงหน้าและชี้แนะให้นักเรียน
เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง พร้อมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสาคัญของตนเองที่มีต่อกลุ่ม และ
ให้ความร่วมมือในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น มีความสนุกสนานในการเรียน นอกจากนี้ยังพบว่า
นักเรียนได้คิดปฏิบัติและทาความเข้าใจด้วยตนเอง นักเรียนได้ความรู้กว้างขวาง จากการอภิปรายสามารถ
นาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ ผลการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย
และร้อยละพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว
วารยาณีย์ เพชรมณี (2545 : บทคัดย่อ) ได้ทาการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชา
ชีววิทยาโดยใช้รูปแบบซิปปา ผลการวิจัยพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทาให้นักเรียนมีความเข้าใจ
เนื้อหาที่เรียนได้ง่ายขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความสุข รู้สึกสนุกสนานในการเรียน นักเรียนรู้จักบทบาทหน้าที่
ของตนเอง มีความรับผิดชอบทาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย กล้าแสดงออก สามารถอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้
ความเข้าใจกับเพื่อนในชั้นเรียนในขณะทากิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และ
สามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ เมื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่า นักเรียนร้อยละ 88.37 มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่โรงเรียนกาหนดไว้คือ ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม
รุ้งลาวัลย์ เดิมทารัมย์ (2547 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึง
พอใจต่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่องโคลงโลกนิติ วิชาภาษาไทย ท 306 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 อยู่ในระดับมาก การสอนภาษาไทยโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา สามารถทาให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจึงขอสนับสนุนให้ครูภาษาไทยนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่น
ๆ ต่อไป
อัมพา บุ่ยศิริรักษ์(2544 : 5-28) ศึกษาเรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบซิปปา(CIPPA
Model) วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสากเหล็กวิทยา จังหวัดพิจิตร โดยการจัด
ประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้กว้างและรู้ลึกด้วยการวางแผนคิด วิเคราะห์ทดลอง ปฏิบัติและ
แก้ปัญหาด้วยการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆด้วยตนเองทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มใช้เทคนิคการใช้
คาถามทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ต่อไปให้ผู้เรียน
ได้เชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงการประเมินผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย ผล
การทดลองทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
ขจีรัตน์ นนทะภา(2545 : 4-16) ศึกษาเรื่อง การสอนแบบซิปปาโรงเรียนนารีนุกูล จังหวัด
อุบลราชธานี วิชาร้อยมาลัย งานบ้านและโครงงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยออกแบบการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนอย่างหลากหลายให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายโดยนาทฤษฎีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วย
การลงมือปฏิบัติโดยการสร้างเครื่องมือหรือสื่อการเรียนการสอนให้มีความสมบูรณ์ มีคุณค่า ปลูกฝังความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ คุณธรรม จริยธรรม จัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรืของผู้เรียนเชื่อมโยงความคิดระหว่างครู
38. และนักเรียนประมินผลอย่างหลากหลายตามแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และนาความรู้ที่ได้ไปใช้ใน
ชีวิตประจาวัน ผลการทดลองใช้วิธีการสอนแบบซิปปา แล้วทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
นันท์ทิรา โพธิ์เทียนทอง(2545 : 4-29) ทาการศึกษาเรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบซิป
ปา โมเดล โรงเรียนจันทร์หุ่นบาเพ็ญ กรุงเทพฯ วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอน
ปลาย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และกับครูช่วยให้ผู้เรียนได้มี
บทบาทและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทั้งรายบุคคลและเป็นรายกลุ่มโดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึก
การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนโดยใช้ทักษะกระบวนการ 13 กระบวนการ คือ เตรียมความพร้อม
ผู้เรียน ทดสอบก่อนเรียน ใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ในการศึกษา ค้นคว้า คิดวิเคราะห์ ใช้เทคนิคการสอนอย่าง
หลากหลาย มีการบูรณาการเนื้อหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทา แสดงออกอย่างเปิดเผย สร้าง
บรรยาการแห่งความเป็นกันเอง วัดและประเมินผลตามสภาพจริง ให้ความช่วยเหลือผู้เรียนที่เรียนอ่อน และ
เสริมผู้เรียนที่เรียนเก่ง ผลจากการทดลองใช้วิธีการเรียนแบบCIPPA Model ทาให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนสูงขึ้น
เพ็ญประภา ยาไธสง(2545 : 5-26) ทาการศึกษาเรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบCIPPA
Model วิชาชีววิทยา โรงเรียนธาตุพนม จังหวัดนครพนม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้เทคนิคที่
หลากหลายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ เช่น Jigsaw, TGT นาเสนอข่าว/ข้อความรู้ก่อนเรียน เพื่อฝึกนิสัยใฝ่รู้
และทักษะการสื่อสาร มีการจัดทาโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ วิธีการเรียน(Learning
how to Learning) ประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน ผลการทดลองใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบCIPPA
Model แล้วทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
ทิศนา แขมณี และคนอื่น ๆ (2542 : 6-7) ที่มุ่งเน้นให้นผู้เรียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วย
ตนเองมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ ผู้เรียนได้รู้จักการคิดเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิมที่ได้เรียนไปแล้วกับ
ประสบการณ์ใหม่ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายทาให้มีความเข้าใจในเนื้อหาดียิ่งขึ้น การที่ผู้เรียนได้เรียนรู้
ด้วยกระบวนการกลุ่มเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพราะในระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมใน
กลุ่มผู้เรียนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมีการปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันผู้เรียนที่เรียนเก่งสามารถ
ช่วยเหลือผู้เรียนที่เรียนอ่อนทาให้การปฏิบัติกิจกรรมสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี และในระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม
กลุ่มผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติร่วมกันทาให้การรับรู้ของผู้เรียน
ได้ผลดีการเรียนรู้ด้วยกระบวนการผู้เรียนได้ใช้กระบวนการเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เช่น กระบวนการคิด
การแก้ปัญหา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนซึ่งทาให้ผู้เรียนได้มีการพัฒนาความแหลมคมทาง
ปัญญา การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการรู้จักควบคุมอารมณ์เมื่อต้องทากิจกรรมเป็นกลุ่มไปพร้อมกัน
อรพรรณ ไชยสิงห์ (2547 : บทคัดย่อ) พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้
รูปแบบซิปปา ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ 7 ขั้น ทาให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้พัฒนา
ไปในทางที่ดีขึ้น นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองสามารถเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น มี
ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครูและสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดีนักเรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดยการทา
39. กิจกรรมต่าง ๆ มีการตื่นตัวพร้อมที่จะเรียนได้ตลอดเวลารู้จักเรียนรู้โดยใช้ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์
แก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล และนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมในชีวิตประจาวัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบซิปปา วิชาวิทยาศาสตร์
(ว 204) เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาขึ้นโดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 82.84 สูงกว่า
เกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 75 และนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 95.83 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด ร้อยละ 75
ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญตามรูปแบบซิปปา ร่วมกับการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีพฤติกรรมการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีคุณภาพ และทาให้มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา
อื่นต่อไป
สรุปการเรียนการสอนโดยใช้โมเดลซิปปาทาให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดที่หลากหลาย
มีทักษะการเรียนรู้จากกระบวนการทางานและปฏิบัติงาน การยอมรับและเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถ
ตัดสินใจได้ดีขึ้น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ได้ประสบการณ์ในการ
แลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และมี
เจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอน
6.1 งานวิจัยต่างประเทศประเทศ
ฮาร์ดวิค (Hardwick, John Manley, Jr. 1993 : 879-880) ศึกษาผลของการเรียนโดยใช้
ทฤษฎี Constructivism และเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา จุดประสงค์
เพื่อหาคุณภาพของการเรียน การแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า การจัดห้องเรียนให้
เป็นแหล่งเรียนรู้ ทาให้นักเรียนเกิดกระบวนการต่างๆในการคิดวิเคราะห์ ได้รับความรู้ เกิดทักษะกระบวนการ
และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
สลาเตอร์ (Slater. 1994 : 2528-A) ศึกษาและวิเคราะห์การสอนของครูโดยการใช้ทฤษฎี
Constructivist ในการสอนเรื่องดาราศาสตร์ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาระยะเวลาทดลอง 15 สัปดาห์
โดยใช้ Pretest – Posttest ผลการศึกษาพบว่า ทฤษฎี Constructivist ทาให้เกิดผลต่อการเรียนดาราศาสตร์
เพิ่มพูนพื้นฐานความรู้ สร้างความมั่นใจและความพึงพอใจให้แก่ผู้เรียนและครู
คุค(Cook. 1995 : 3124-A) ได้ศึกษาผลของการใช้ทฤษฎี Constructivist ในการเรียนและ
การสอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พีชคณิตเบื้องต้น (Elementary algebra) พบว่า ทฤษฎี Constructivistมี
ความสาคัญต่อการสร้างความรู้ของนักเรียนโดยครูเป็นผู้เตรียมการ และชี้แนะให้เกิดเป็นกระบวนการซึ่งการ
เรียนการสอนแบบConstructivist มีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเนื้อหาที่สอน และมีผลต่อการสอนของครู
40. เพียซา(Piazza. 1995 : 3404-A) ได้ทาการวิจัยเชิงคุณภาพสารวจการเรียนการสอนวิชา
คณิตศาสตร์ที่สอนโดยใช้ทฤษฎีConstructivist พบว่า การสอนแบบConstructivist ช่วยให้นักเรียนเกิด
กระบวนการคิดในการสร้างองค์ความรู้ที่ดีขึ้น และครูได้พัฒนาการสอนของตนเอง
แม็คคอนเนย์(Mac Coney. 1993 : 4270-A) ศึกษาผลของการใช้ทฤษฎี Constructivist
ประสิทธิภาพทางความคิดของนักเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชา ชีววิทยาโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2
กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง 254 คน และกลุ่มควบคุม 241 คน ทาการทดลอง
8 สัปดาห์ โดยใช้ Pretest – Posttest ผลของการศึกษาพบว่า การนาทฤษฎี Constructivist มาประยุกต์ใน
การเรียนการสอนวิชาชีววิทยา ทาให้นักเรียนมีความเข้าใจในวิชาชีววิทยามากขึ้น เมื่อเปรียนเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลอง(df = 1,485 ; F = 7.39 ; p =.0068) และกลุ่มควบคุม(df = 1,484 ; F =
8.74 ; p =.0045) และผลของการวัดเจตคติของกลุ่มทดลอง(df = 1,482 ; F = 8.74 ; p =.0033) สรุปได้ว่า
การนาทฤษฎี Constructivist มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีววิทยาและสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้
จากการศึกษาผลของการจัดการเรียนตามแนวคิดการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)
หรือทฤษฎี Constructivist พบว่าการจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างสรรค์สร้างความรู้ (Constructivism)
นี้ทาให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นมีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เกิด
กระบวนการคิด วิเคราะห์ มีความกระตือรือร้นในการคิด แก้ปัญหา และแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจ
41. บทที่ 3
วิธีดาเนินการวิจัย
ผู้วิจัยได้กาหนดขั้นตอนในการดาเนินการวิจัยตามลาดับ ดังนี้
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล
3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร ได้แก่
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์และ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ที่เรียนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2555 จานวน 3 ห้อง ได้แก่ ห้อง 3/1 จานวน 33 คน ห้อง 3/2 จานวน 43 คน และห้อง 3/3
จานวน 31 คน รวมทั้งหมด 107 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์และ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ห้อง 3/1 ซึ่งมีจานวนนักศึกษาทั้งหมด 33 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม
(Cluster Simple Random)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ชนิด ดังนี้
1. แผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบ
ซิปปาสาหรับนักศึกษานักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2555 จานวน 9 แผน
42. 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษานักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
3. แบบวัดความพึงพอใจของนักศึกษากศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
ที่มีต่อการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาเป็นแบบมาตรา
ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับจานวน 20 ข้อ
การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ
ผู้วิจัยได้กาหนดขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้
1. จัดทาแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้
รูปแบบซิปปาซึ่งมีขั้นตอนการดาเนินการ ดังนี้
1.1 ศึกษารายละเอียดของรายวิชา (Course Specification)ตามมาตรฐานคุณวุฒิ
อุดมศึกษา(มอค.3) ซึ่งเป็นรายวิชาในหมวดวิชาชีพครูบังคับของหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์
และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
1.2 ศึกษาคาอธิบายในวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาเพื่อ
กาหนดเนื้อหาและเวลาในการจัดการเรียนรู้
1.3 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปา
โดยศึกษาจากศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของทิศนา แขมมณี
(2545 : 280-282) เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง
1.4 ศึกษาวิธีการ หลักการและเทคนิคการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากทัศนะหนึ่ง
ในการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 21 วิธีการจัดการเรียนรู้ : เพื่อพัฒนา
กระบวนการคิด ของสุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2546 : 35-37)
1.5 ศึกษาหลักการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาสาระการเรียนรู้และ
จุดประสงค์การเรียนรู้ จากหนังสือวัดผลการศึกษา สมนึก ภัททิยธนี (2549 : 157-181)
1.6 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา แนวคิดหลัก จุดประสงค์การเรียนรู้ และ
เวลาที่ใช้ ในการจัดกิจกรรมดาเนินการเขียนแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาและนาแผนจัดการเรียนรู้
มาปรับปรุงแก้ใข
1.8 นาแผนจัดการเรียนรู้เสนอผู้เชี่ยวชาญจานวน 10 ท่าน เพื่อตรวจสอบความ
สอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ เนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ
ประกอบด้วย
43. 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกร คิดการ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สนิท ตีเมืองซ้าย สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
4. อาจารย์ ดร.พงศ์ธนัช แซ่จู สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยนครแก่น
5. อาจารย์ ดร.นภวรรณ ชาติมนตรี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศิลป
ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
6. อาจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ พงศ์กิจวิทูร โปรแกรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม
การศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
7. อาจารย์ มาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม สาขาวิชานวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
8. อาจารย์ นิตยา มณีนิล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์และ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
9. อาจารย์ บรรพต วงศ์ทองเจริญ สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
การศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
10. อาจารย์ จิรศักดิ์ วิพัฒน์โสภากร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
1.9 ปรับปรุงแก้ไขแผนจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและนาผลการ
ประเมินแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ยเทียบกับเกณฑ์ซึ่งเป็นคะแนนที่คานวณ
จากแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของ ลิเคอร์ท(Likert)
ซึ่งมี 5 ระดับ ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2543 : 69-71)
ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก
ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด
1.10 นาแผนจัดการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วมาหาค่าเฉลี่ยแต่ละแผนได้
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.57-4.75 และได้ค่าเฉลี่ยรวมของทุกแผนเป็น 4.65 หมายถึง แผนจัดการเรียนรู้
44. มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
1.11 นาแผนจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่าเหมาะสมแล้วไป
ทดลองเพื่อหาคุณภาพ โดยดาเนินการทดลอง (Try Out ) กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาปฐมวัย ห้อง 3/3
จานวน 31 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อดูความเหมาะสมของเวลาในการ
ทากิจกรรม ความเหมาะสมของกิจกรรมและสื่อที่ใช้ ผู้วิจัยนาข้อบกพร่องที่ได้จากการทดลองสอนมาปรับปรุง
แก้ไขจนเป็นแผนจัดการเรียนรู้ที่มีความสมบูรณ์ก่อนนาไปทดลองสอนจริงกับกลุ่มตัวอย่าง
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จานวน 40 ข้อ ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างข้อสอบซึ่งมีขั้นตอนในการดาเนินการ ดังนี้
2.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ จากหนังสือการวัดผล
การศึกษา สมนึก ภัททิยธนี (2549 : 82-97)
2.2 ศึกษาเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษา
2.3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
2.4 สร้างแบบทดสอบชนิดปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 60 ข้อ ต้องการใช้
จริง จานวน 40 ข้อ
2.5 นาเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญชุดเดิม เพื่อพิจารณาหาค่าความสอดคล้อง (IOC)
ของข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ตลอดจนความถูกต้องเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ภาษาที่ใช้สามารถ
วัดได้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
+ 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์
0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์
- 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์
2.7 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ
ไปหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยข้อสอบแต่ละข้อคาถามที่ใช้ได้
ต้องมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.67ถึง 1.00 (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 220) พบว่าแบบทดสอบที่
สร้างขึ้นมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ
2.8 นาแบบทดสอบไปทดลองสอบ (Try Out) กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา
การศึกษาปฐมวัยห้อง 3/3 จานวน 31 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554
2.9 นาผลของการทดลองใช้แบบทดสอบมาตรวจให้คะแนน เพื่อวิเคราะห์หา
ค่าความยาก (p) ค่าอานาจจาแนก (B) โดยใช้วิธีของ Brennan (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 90-92)
45. คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยาก (p) ตั้งแต่ .20 -.80 และอานาจจาแนก ตั้งแต่ .20 -1.00 ใช้เป็น
เครื่องมือต่อไป ปรากฏว่าแบบทดสอบมีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.30 ถึง 0.50 และมีค่าอานาจจาแนก
ระหว่าง 0.20 ถึง 0.90
2.10 นาข้อสอบที่เข้าเกณฑ์ มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
ทั้งฉบับ ตามวิธีของ Lovett (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 96) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84
2.11 จัดพิมพ์ข้อสอบที่ผ่านการตรวจคุณภาพแล้วเป็นแบบทดสอบฉบับจริง เพื่อใช้
เป็นเครื่องมือในการวิจัยต่อไป
3. แบบวัดความพึงพอใจ
แบบวัดความพึงพอใจของนักศึกษาหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ
ที่มีต่อการเรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิป
ปาเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยศึกษาการสร้างแบบวัดจากทฤษฎีการวัดผลทาง
การศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2549 : 37-41) ตามขั้นตอน ดังนี้
3.1 ศึกษาเอกสาร ตารา ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจเพื่อเป็น
แนวทางในการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ
3.2 ศึกษาวิธีการสร้างและกาหนดรูปแบบแบบวัดความพึงพอใจ
3.3 สร้างแบบวัดความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อแผนจัดการเรียนรู้
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาจานวน 25 ข้อ ตามวิธีการวัดของ
ลิเคอร์ท (Likert) โดยกาหนดรูปแบบของแบบสอบถามโดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า ซึ่งมีระดับความคิดเห็น
ให้เลือก 5 ระดับ ในแต่ละหัวข้อของแบบวัดมีค่าน้าหนักคะแนน ดังนี้
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.51-5.00
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.51-4.50
ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.51-3.50
ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย มีค่าเฉลี่ย 1.51-2.50
ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ย 1.00-1.50
3.4 สร้างแบบประเมินความเหมาะสมสาหรับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสม
แบบวัดความพึงพอใจโดยนาเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมเพื่อตรวจพิจารณาความเที่ยงตรงของเนื้อหา และหา
ค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแบบวัดความพึงพอใจคัดเลือกข้อคาถามที่มีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป
ไว้ใช้ ซึ่งพบว่าค่าความสอดคล้องเท่ากับ1.00 ทุกข้อ
46. 3.5 นาแบบวัดความพึงพอใจที่ปรับปรุงไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ห้อง 3/3 จานวน 31 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนาผลมาหาค่าอานาจจาแนก
โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปได้ค่าอานาจจาแนก ( rxy ) ระหว่าง 0.30 ถึง 0.67
3.6 นาแบบวัดความพึงพอใจที่เข้าเกณฑ์มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยวิธี
หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ ครอนบาค (บุญชม ศรีสะอาด.2545 : 99) ผลการ
วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.93
3.7 นาแบบวัดความพึงพอใจที่ผ่านการทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขแล้วจานวน 20
ข้อ จัดพิมพ์เป็นแบบวัดความพึงพอใจฉบับจริงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยต่อไป
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ทดลองเครื่องมือกับนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
และภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2555 สาหรับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เวลาทดลอง 16 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาทดสอบ
ก่อนเรียนและหลังเรียน)
4. ขั้นตอนการดาเนินการวิจัย
4.1 รูปแบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental
Research) ใช้แผนการทดลองแบบ One Group Pre – test Post – test Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์.
2540 : 65) ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แผนแบบการทดลองที่ใช้ในการวิจัย
กลุ่ม Pre – test Treatment Post – test
ทดลอง T1 X T2
T1 หมายถึง ทดสอบก่อนการทดลอง (Pre – test)
X หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขั้นตอนตามแนวคิดซิปปา
T2 หมายถึง ทดสอบหลังการทดลอง (Post – test)
4.2 ขั้นตอนและกิจกรรมตามรูปแบบซิปปาประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังตารางที่ 2
47. ตารางที่ 2 กระบวนการเรียนการสอนรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบ
ซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
กระบวนการเรียนการสอน แนวทางปฏิบัติ
1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม 1. ผู้เรียนนาเสนอความรู้เดิมของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ
2. ผู้สอนทบทวนหรือทดสอบความรู้เดิมที่เป็นพื้นฐานที่
จาเป็นสาหรับความรู้ใหม่
3. เสริมหรือปรับความรู้พื้นฐานสาหรับผู้เรียนที่ยังขาด
ความรู้พื้นฐาน
4. สารวจความสนใจ หรือความต้องการของผู้เรียน
2. ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่ 1. ระบุความรู้ที่ต้องการแสวงหา
2. จัดเตรียมแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
3. ผู้เรียนเลือกแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง
4. ผู้เรียนอธิบายวิธีการแสวงหาข้อมูล
5. ให้ผู้เรียนเลือกใช้วิธีการรวบรวมข้อมูล
6. รวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
3. ขั้นสร้างความเข้าใจข้อมูลความรู้ใหม่
และเชื่อมโยงความรู้เดิม
1. ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในข้อมูล
2. ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดต่างๆในการสร้างความหมายของ
ข้อมูล
3. เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม
4. ขั้นแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม 1. ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความรู้กัน
2. ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้ของกลุ่ม
48. ตารางที่ 2 (ต่อ)
กระบวนการเรียนการสอน แนวทางการปฏิบัติ
5. ขั้นสรุปและจัดระเบียบความรู้ 1. ผู้เรียนสรุปความรู้ใหม่
2. ผู้เรียนจัดระเบียบความรู้
3. ผู้เรียนประเมินกระบวนการและผลการทางาน
ของตนเอง
4. ผู้เรียนกาหนดแผนการทางานของตนเอง
6. ขั้นการปฏิบัติและ/หรือการแสดงความรู้
และผลงาน
1. ผู้เรียนแสดงผลงานให้ผู้อื่นรับรู้
2. ผู้เรียนปฏิบัติตามข้อความรู้ที่ได้
7. ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ 1. ส่งเสริมให้นาความรู้ไปใช้
2. กระตุ้นให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
3. ผู้เรียนรายงานผลการใช้
4.3 บทบาทผู้สอนและผู้เรียนตามรูปแบบซิปปา
4.3.1 บทบาทของผู้สอน ได้แก่
4.3.1.1 เป็นผู้วางแผน ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4.3.1.2 เป็นผู้จัดเตรียมสื่อและแหล่งเรียนรู้
4.3.1.3 เป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน ได้แก่ เป็นที่
ปรึกษา ช่วยแก้ปัญหา กระตุ้น เสริมแรง และกากับการเรียนรู้ให้ไปสู่เป้าหมาย
4.3.1.4 เป็นผู้ประสานงานกับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ชุมชน พระสงฆ์
ผู้แทนองค์กรส่วนท้องถิ่น ฯลฯ
4.3.1.5 เป็นผู้ตรวจสอบ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
4.3.2 บทบาทของผู้เรียน ได้แก่
4.3.2.1 ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและรักการศึกษาค้นคว้า
4.3.2.2 เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
4.3.2.3 ให้ความร่วมมือในการทางานกลุ่ม
4.3.2.4 ใช้กระบวนการคิดหลากหลาย
4.3.2.5 ใช้กระบวนการเรียนรู้หลากหลาย
5. วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ผู้วิจัยนาคาอธิบายรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษามากาหนด
49. วัตถุประสงค์ เนื้อหาวิชา สื่อการเรียนการสอน วิธีการวัดและประเมินผล ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
5.1 คาอธิบายรายวิชา
แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนา
คุณภาพการเรียนรู้ การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้
และเครือข่ายการเรียนรู้ การออกแบบ การสร้าง การนาไปใช้ การประเมิน และการปรับปรุงนวัตกรรม
5.2 วัตถุประสงค์
รายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษามีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียน
5.2.1 มีความรู้ความเข้าใจใน หลักการแนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับนวัตกรรม เทคโนโลยี
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
5.2.2 วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาได้
5.2.3 เลือก ออกแบบ ผลิต ใช้ และประเมินเพื่อการปรับปรุง นวัตกรรม เทคโนโลยี และ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ได้
5.2.4 กาหนดแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ผู้เรียนได้
5.2.5 สามารถนาความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษาไปประยุกต์ใช้งานในวิชาชีพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.3 เนื้อหาวิชา
5.3.1 บทที่ 1 หลักการ แนวคิด ทฤษฎีเทคโนโลยี และนวัตกรรม
5.3.2 บทที่ 2 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
5.3.3 บทที่ 3 การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.3.4 บทที่ 4 แหล่งการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้
5.3.5 บทที่ 5 การผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน
5.3.6 บทที่ 6 การออกแบบ การสร้าง และการนานวัตกรรมไปใช้
5.3.7 บทที่ 7 พัฒนาการของสื่อการสอน
5.3.8 บทที่ 8 การประเมินและการปรับปรุงนวัตกรรม
5.3.9 บทที่ 9 การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน
6. สื่อการเรียนการสอน
6.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน
6.2 สไลด์ที่สร้างจากโปรแกรม PowerPoint ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหัวเรื่องในแต่ละบท
6.3 เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์สนับสนุน
6.4 เครื่องโปรเจคเตอร์ พร้อมจอ
6.5 เครื่องเสียงพร้อมไมโครโฟน
50. 6.6 เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และ
หนังสือคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับเนื้อหาที่ศึกษา
7. วิธีการวัดและประเมินผล
7.1 สังเกตการแสดงออกเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
7.2 ประเมินจากผลงาน รายงาน และกระบวนการ/วิธีการดาเนินการ
7.3 การประชุมปรึกษา หรือร่วมมือกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน
7.4 การวัดและประเมินผลภาคปฏิบัติ
7.5 การประเมินโดยใช้แบบทดสอบ
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จากกลุ่ม
ตัวอย่าง คือนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
นครพนม จานวน 33 คน โดยดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ก่อนการทดลอง ผู้วิจัยได้ทาการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเมินผลก่อนเรียน เมื่อทาการทดสอบแล้วนามาตรวจ
ให้คะแนนพร้อมทั้งบันทึกผลไว้
2. การดาเนินการทดลอง ผู้วิจัยดาเนินการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาเป็นระยะเวลา 1ภาคการศึกษา
3. เมื่อดาเนินการทดลองเสร็จสิ้นทาการทดสอบหลังเรียน (Posttest) ด้วยแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิม
4. ดาเนินการวัดความพึงพอใจของนักศึกษาโดยใช้แบบวัด
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ ได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยนาคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์หาค่าสถิติต่าง ๆ
โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตามลาดับ ดังนี้
1. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางสถิติ ดังนี้
1.1 หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ของคะแนนที่ได้จากการ
ประเมินผลระหว่างเรียนกับคะแนนสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
1.2 หาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 โดยหาร้อยละของค่าเฉลี่ยของ
51. คะแนนที่ได้จากการประเมินผลระหว่างเรียนกับร้อยละของค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนโดยใช้สูตรการหา E1 และ E2
1.3 หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้จากผลรวมของคะแนนการ
สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรการหา E.I. (effectiveness index: E.I.)
2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนและหลัง
เรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้
รูปแบบซิปปา ด้วยสถิติ t-test (Dependent Samples)
3. วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบ
ซิปปาจากคะแนนการตอบแบบวัดความพึงพอใจตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ แล้วนาคะแนนไปหาค่าเฉลี่ยและกาหนด
เกณฑ์ในการแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึงพอใจมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึงพอใจมาก
ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึงพอใจปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึงพอใจน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึงพอใจน้อยที่สุด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐาน
1.1 ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 101)
P =
เมื่อ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ
N แทน จานวนความถี่ทั้งหมด
1.2 ค่าเฉลี่ยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 102)
̅ =
∑
เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย
52. ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม
N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม
1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 103)
√
∑ (∑ )
( )
เมื่อ S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมของคะแนนในกลุ่ม
∑ แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง
N แทน จานวนนักศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง
2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ
2.1 การหาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้ (สมนึก
ภัททิยธนี. 2549 : 220)
IOC =
∑
เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์
กับเนื้อหาหรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์
∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
N แทน จานวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
2.2 การหาค่าความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาใช้สูตร P (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 81)
P =
เมื่อ P แทน ระดับความยาก
R แทน จานวนผู้ตอบถูกทั้งหมด
53. N แทน จานวนนักเรียนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่า
2.3 การหาค่าอานาจจาแนก (B) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาใช้สูตรBrennan (บุญชม ศรีสะอาด. 2535 : 87)
B =
n
-
L
n
เมื่อ B แทน ค่าอานาจจาแนก
U แทน จานวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ตอบถูก
L แทน จานวนผู้ไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก
n แทน จานวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์
n แทน จานวนผู้ไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์
2.4 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาใช้สูตร K ของ Kuder & Richardson (บุญชม
ศรีสะอาด. 2535 : 85 – 86)
rn
K
K-
( -
∑ pq
)
เมื่อ rn แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
k แทน จานวนข้อสอบ
p แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อหนึ่ง ๆ
เมื่อ R แทนจานวนผู้ตอบถูกในข้อนั้น
และ N แทนจานวนผู้เข้าสอบ
q แทน สัดส่วนผู้ตอบผิดในข้อหนึ่ง ๆ = 1 – q
แทน ความแปรปรวนของคะแนน
3. การหาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้ โดยใช้สูตร / ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ. 2544 :
49) ดังนี้
∑
A
เมื่อ แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
54. ∑ แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองาน
A แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองานทุกชิ้นรวมกัน
N แทน จานวนผู้เรียน
∑
เมื่อ แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
∑ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
N แทน จานวนผู้เรียน
4. การคานวณหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) โดยใช้วิธีของกู๊ดแมน,
เฟลทเชอร์ และชไนเดอร์ ( Goodman, Fletcher and Schneider. 1980 : 30-34.) โดยดัชนีประสิทธิผลที่
ใช้ได้ควรมีค่า 0.50 ขึ้นไปซึ่งมีสูตร ดังนี้
ดัชนีประสิทธิผล = (ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน-ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน)
(จานวนผู้เรียน X คะแนนเต็ม) - ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน
5. การหาอานาจจาแนกของแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
ซิปปา(บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 91)ใช้สูตรดังนี้
t =
̅ ̅
√
เมื่อ t แทน ค่าอานาจจาแนก
̅ แทน ค่าเฉลี่ยกลุ่มสูง
̅ แทน ค่าเฉลี่ยกลุ่มต่า
แทน ความแปรปรวนกลุ่มสูง
แทน ความแปรปรวนกลุ่มต่า
N แทน จานวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่าซึ่งมีจานวนเท่ากัน
55. 6. การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาตาม
วิธีของ Cronbach “สัมประสิทธิ์แอลฟา” ( -Coefficient) ใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 96)
-
( -
∑ i
)
เมื่อ แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น
k แทน จานวนข้อของเครื่องมือวัด
∑ i แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ
i แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม
7. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน
ได้แก่ ค่าสถิติ t-test (Dependent Samples) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 109) ใช้สูตรดังนี้
t
∑
√
n ∑ - (∑ )
(n - )
เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบความมี
นัยสาคัญ
D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน
n แทน จานวนกลุ่มตัวอย่างหรือจานวนคู่คะแนน
Σ แทน ผลรวม
56. บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลาดับขั้นตอน ดังนี้
1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
2. ลาดับขั้นตอนในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กาหนดความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ ดังนี้
N แทน จานวนนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง
̅ แทน คะแนนเฉลี่ย (Arithmetic Mean)
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
D แทน ผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียน
E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
E.I. แทน ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index)
t แทน สถิติทดสอบที่ใช้ในการพิจารณาความมีนัยสาคัญใน t-distribution
ลาดับขั้นตอนในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความตามลาดับขั้นตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย
นครพนมตามเกณฑ์ 75 / 75
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม
57. ลาดับขั้นตอนในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความตามลาดับขั้นตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย
นครพนมตามเกณฑ์ 75 / 75
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม
ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาระหว่างก่อน และหลังเรียน
ตอนที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจทางการเรียนของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
ตามเกณฑ์ 75 / 75
ผู้วิจัยทาการทดลองภาคสนามกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จานวน 33 คนได้ผลคะแนนจากการ
ประเมินผลระหว่างเรียนและคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน แล้วนามาหาประสิทธิภาพ
ดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3 แสดงคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
กลุ่มทดลองหาประสิทธิภาพ
58. คนที่
คะแนนระหว่างเรียน
คะแนน
ก่อน
เรียน
แผน
1
แผน
2
แผน
3
แผน
4
แผน
5
แผน
6
แผน
7
แผน
8
แผน
9
รวม
คะแนน
หลัง
เรียน
30 10 10 10 10 10 10 10 10 10 90 30
1 9 8 9 8 9 9 9 8 8 9 77 25
2 11 9 10 9 9 8 9 10 9 8 81 25
3 10 8 9 9 9 9 10 9 9 9 81 26
4 10 9 8 9 9 8 9 9 9 8 78 24
5 12 8 9 9 9 8 8 9 9 8 77 25
6 14 9 8 9 9 8 9 9 9 8 78 26
7 9 9 8 9 8 8 9 9 9 8 77 26
8 13 9 10 9 8 9 10 9 9 9 82 26
9 10 8 8 9 9 9 9 10 9 9 80 25
10 12 8 8 9 10 9 9 9 9 9 80 26
11 15 8 9 8 8 9 9 9 8 9 77 26
12 8 9 9 9 9 9 8 9 9 9 80 24
13 13 8 10 9 10 9 9 9 9 8 81 23
14 8 8 9 8 9 9 9 10 8 9 79 25
15 10 9 8 9 10 9 10 10 9 9 83 26
16 13 8 9 9 9 9 9 9 9 9 80 25
17 10 9 10 9 9 10 9 9 9 10 84 27
18 10 9 9 9 9 9 10 10 9 9 83 23
19 8 9 9 8 9 10 9 9 8 9 80 25
ตารางที่ 3 (ต่อ)
คน
ที่
กลุ่มทดลองหาประสิทธิภาพ
คะแนน คะแนนระหว่างเรียน คะแนน
ก่อน
เรียน
แผน
1
แผน
2
แผน
3
แผน
4
แผน
5
แผน
6
แผน
7
แผน
8
แผน
9
รวม
หลังเรียน
59. 30 10 10 10 10 10 10 10 10 10 90 30
20 13 9 8 9 10 9 10 10 8 8 81 26
21 8 8 9 9 9 9 9 9 9 10 81 26
22 14 8 9 9 9 8 9 9 9 9 79 23
23 13 8 9 9 9 9 9 9 8 8 78 25
24 12 8 8 9 10 9 9 9 9 9 80 26
25 9 8 9 8 8 9 9 9 8 9 77 27
26 14 9 9 9 9 9 8 9 9 9 80 24
27 13 8 10 9 10 9 9 9 9 8 81 23
28 10 8 9 8 9 9 9 10 8 9 79 25
29 13 9 8 9 10 9 10 10 9 9 83 26
30 9 8 9 9 9 9 9 9 9 9 80 25
31 12 9 10 9 9 10 9 9 9 10 84 25
32 10 9 9 9 9 9 10 10 9 9 83 23
33 14 9 9 8 9 10 9 9 8 9 80 26
รวม 369 280 294 290 300 168 173 305 288 291 2644 828
11.18 8.48 8.90 8.78 9.09 8.84 9.10 9.24 8.72 8.81 80.12 25.09
S.D. 2.11 0.50 0.67 0.41 0.57 0.60 0.56 0.50 0.45 0.58 2.07 1.15
ร้อย
ละ 37.27 84.84 89.09 87.87 90.90 50.90 52.42 92.42 87.27 88.18 89.02 83.63
E1/E2 = 89.02/83.63
จากตาราง 3 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการวัดด้านความรู้ระหว่างเรียนวิชานวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตร
บัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม จานวน 9 แผน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 80.12 คิดเป็นร้อยละ 89.02 คะแนน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.18 คิดเป็นร้อยละ 83.63 และ
ประสิทธิภาพ ของแผนจัดการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิป
ปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม ตามเกณฑ์ E1/E2 =
89.02/83.63
X
60. ตอนที่ 2 การวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม
ผู้วิจัยนาคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังเรียนมาหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาตามแนวคิดซิปปา ปรากฏผลดังตารางที่ 4
ตารางที่ 4 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบแบบซิปปา
ผลคูณของจานวน
นักเรียนกับคะแนนเต็ม
ผลรวมของคะแนน
ทดสอบก่อนเรียน
ผลรวมของคะแนนทดสอบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน E.I.
33x30=990 369 828 0.7391
จากตารางที่ 4 พบว่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้ วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่3 มีค่าเท่ากับ 0.7391 แสดงว่านักศึกษามี
คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 73.91
ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
ผู้วิจัยนาคะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนมาหา
ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการเรียน โดยใช้แผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาซึ่งได้นาค่าคะแนนมาวิเคราะห์
เปรียบเทียบโดยใช้ค่าสถิติ t-test ปรากฏผลดังตารางที่ 5
ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยใช้รูปแบบซิปปา วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
คะแนนการทดสอบ N ̅ S.D. df t
ก่อนเรียน 33 13.48 1.06 32 10.58*
หลังเรียน 33 25.09 1.15
* มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
61. จากตารางที่ 5 พบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
ที่เรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตอนที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
ผู้วิจัยได้ให้นักศึกษาตอบแบบวัดความพึงพอใจหลังจากที่ได้เรียนโดยใช้แผนจัดการเรียนรู้วิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาแล้วนาผลมาวิเคราะห์ระดับความพึง
พอใจ ปรากฏผลดังตารางที่ 6
ตารางที่ 6 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
โดยใช้รูปแบบซิปปา
ความพึงพอใจ
̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
ด้านเนื้อหา
1. เนื้อหาที่เรียนฉันเรียนรู้ได้ดี 4.06 0.19 มาก
2. ฉันได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่เรียนสามารถแสดง
คาตอบได้หลากหลาย
4.57 0.22 มากที่สุด
3. เนื้อหาที่เรียนไม่ยากเกินไป 4.67 0.55 มากที่สุด
ตารางที่ 6 (ต่อ)
ความพึงพอใจ
̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ
4. เรื่องที่ฉันเรียนมีประโยชน์ 4.63 0.25 มากที่สุด
5. ฉันสามารถนาความรู้ไปใช้เพื่อการเรียนรู้ในวิชาอื่น
ได้เป็นอย่างดี
4.17 0.29 มาก
รวม 4.46 0.29 มาก
62. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
6. ฉันสนุกกับการร่วมกิจกรรม 4.33 0.29 มาก
7. ฉันและเพื่อน ๆ ได้เรียนและช่วยเหลือกันทางาน
เป็นกลุ่ม
4.77 0.58 มากที่สุด
8. ฉันมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน ๆ 4.33 0.58 มาก
9. ฉันพอใจในกิจกรรมการเรียนวิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
4.57 0.57 มากที่สุด
10. ฉันได้ฝึกหาคาตอบในรูปแบบต่าง ๆจนมีความ
มั่นใจและเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
4.60 0.35 มากที่สุด
รวม 4.62 0.35 มากที่สุด
ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน
11. ในชั่วโมงวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษามีสื่อประกอบการเรียนที่น่าสนใจ
4.75 0.25 มากที่สุด
12.อุปกรณ์การเรียนที่อาจารย์ผู้สอนสอนจัดไว้ให้
ทาให้ฉันจดจาและเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
4.33 0.45 มาก
13. ฉันชอบวิธีการในการนาเสนอผลงาน 4.40 0.71 มาก
14. ฉันรู้สึกพอใจที่มีส่วนร่วมระหว่างการทางานกลุ่ม 4.47 0.57 มาก
15. สื่อและอุปกรณ์การเรียนมีจานวนเพียงพอกับ
นักศึกษา
4.67 0.55 มากที่สุด
รวม 4.51 0.62 มากที่สุด
ตารางที่ 6 (ต่อ)
ความพึงพอใจ
̅ S.D.
ระดับความพึงพอใจ
ด้านการวัดผลและประเมินผล
16. ฉันมีโอกาสได้ทราบคะแนนผลงานที่ฉันทาทุกครั้ง 4.57 0.57 มากที่สุด
17. อาจารย์มีวิธีการเฉลยคาตอบอย่างต่อเนื่อง 4.60 0.55 มากที่สุด
18. ฉันอยากให้มีการฝึกคิดทุกครั้งที่เรียนวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
4.56 0.55 มากที่สุด
63. 19. เมื่อมีการทดสอบย่อยฉันพอใจในคะแนนที่ฉันทา
ได้ทุกครั้ง
4.80 0.45 มากที่สุด
20. ฉันชอบการแสดงผลงาน เพราะมีคาชมจาก
อาจารย์ และได้รางวัลจากการตัดสิน
4.56 0.55 มากที่สุด
รวม 4.62 0.53 มากที่สุด
รวมทุกด้าน 4.54 0.20 มากที่สุด
จากตารางที่ 6 พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ =
4.54 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้านคือ ด้านการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล และด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน ส่วนอีก 1 ด้าน
คือ ด้านเนื้อหา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจเป็นรายข้อจานวน 13 ข้อ อยู่ในระดับ
มากที่สุด โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ 3 ข้อ คือ ข้อที่ 19 เมื่อมีการทดสอบย่อยฉันพอใจในคะแนนที่ฉันทา
ได้ทุกครั้ง ข้อที่ 7 ฉันและเพื่อน ๆ ได้เรียนและช่วยเหลือกันทางานเป็นกลุ่ม และข้อที่ 11 ในชั่วโมงวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษามีสื่อประกอบการเรียนที่น่าสนใจ ส่วนอีก 8 ข้อ มีความพึง
พอใจอยู่ในระดับมาก
64. บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาวิชา
นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะดังนี้
5.1 วัตถุประสงค์การวิจัย
5.2 สมมติฐานของการวิจัย
5.3 สรุปผลการวิจัย
5.4 อภิปรายผลการวิจัย
5.5 ข้อเสนอแนะ
5.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. พัฒนาแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้
รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนมที่มีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ 75/75
2. เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
ระหว่างเรียนและหลังเรียนโดยใช้แผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดย
ใช้รูปแบบซิปปา
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มีต่อการเรียนวิชา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปา
5.2 สมมติฐานของการวิจัย
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
65. 5.3 สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ว่า
5.3.1 ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่
เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา มีประสิทธิภาพ 89.02/83.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด
75/75
5.3.2 ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตโดยใช้รูปแบบซิปปา เท่ากับ 0.7391 แสดง
ว่ามีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 73.91
5.3.3 นักศึกษาที่เรียนโดยใช้แผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05
5.3.4 นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาโดยรวมอยู่ในระดับมาก
ที่สุด ( ̅ = 4.54 ) ซึ่งมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ 3 ข้อ คือ ข้อที่ 19 เมื่อมีการทดสอบย่อยฉันพอใจใน
คะแนนที่ฉันทาได้ทุกครั้ง ข้อที่ 7 ฉันและเพื่อน ๆ ได้เรียนและช่วยเหลือกันทางานเป็นกลุ่ม และข้อที่ 11 ใน
ชั่วโมงวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษามีสื่อประกอบการเรียนที่น่าสนใจ
5.4 อภิปรายผลการวิจัย
5.4.1 ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้วิชานวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบแบบซิปปา มีประสิทธิภาพ 89.02/83.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่
กาหนด 75/75 สอดคล้องกับผลวิจัยของจันที สิทธิศาสตร์(2549:99-102) ได้ศึกษาแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็น
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองคู สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียน
ที่ 2 ปีการศึกษา 2548 จานวน 23 คน มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
ศึกษาดัชนีผลและศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการศึกษาค้นคว้า
เป็น ดังนี้ 1)แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 78.4216/76.09 2)แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเรื่องสมการเชิง
เส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6421 3)นักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนไปแล้ว 2
สัปดาห์ สามารคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนได้หมด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้วิจัยยึดแนวคิดและหลักการจัด
66. กิจกรรมกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ของ ทิศนา แขมณี และคนอื่น ๆ (2542 : 6-7) ที่มุ่งเน้นให้นผู้เรียน
ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ ผู้เรียนได้รู้จักการคิดเชื่อมโยงระหว่างความรู้
เดิมที่ได้เรียนไปแล้วกับประสบการณ์ใหม่ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายทาให้มีความเข้าใจในเนื้อหาดี
ยิ่งขึ้น การที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่มเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพราะใน
ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมในกลุ่มผู้เรียนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมีการปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ผู้เรียนที่เรียนเก่งสามารถช่วยเหลือผู้เรียนที่เรียนอ่อนทาให้การปฏิบัติกิจกรรมสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี และใน
ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติร่วมกัน
ทาให้การรับรู้ของผู้เรียนได้ผลดีการเรียนรู้ด้วยกระบวนการผู้เรียนได้ใช้กระบวนการเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
เช่น กระบวนการคิด การแก้ปัญหา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนซึ่งทาให้ผู้เรียนได้มีการพัฒนา
ความแหลมคมทางปัญญา การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการรู้จักควบคุมอารมณ์เมื่อต้องทากิจกรรมเป็นกลุ่มไป
พร้อมกัน
5.4.2 ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของนักศึกษาหลังการเรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชา
นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ(CIPPA
MODEL) เท่ากับ 0.7391 หรือคิดเป็นร้อยละ 73.91 หมายความว่านักศึกษาที่เรียนด้วยแผนจัดการเรียนรู้
วิชานวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา
(CIPPA MODEL) มีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นโดยจะเห็นได้จากคะแนนการทดสอบก่อนเรียนซึ่งมี
ค่าเฉลี่ย 11.18 คิดเป็นร้อยละ 37.27 กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน ที่มีค่าเฉลี่ย 25.09 คิดเป็น
ร้อยละ83.63นั่นคือนักศึกษามีความหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้น เท่ากับ 0.7391 หรือคิดเป็นร้อยละ 73.91 ทั้งนี้
เนื่องจากผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมตามกระบวนการของซิปปา(CIPPA MODEL)
และคอยให้คาปรึกษาอย่างใกล้ชิดซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของจันที สิทธิศาสตร์ (2549 : 99-102) หาค่าดัชนี
ประสิทธิผลของผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่องสมการเชิงเส้นตัว
แปรเดียวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้เป็น 0.6421 คิดเป็นร้อยละ 64.21 ปอเรียม แสงชาลี (2549 : บทคัดย่อ)หา
ดัชนีประสิทธิผลของผลการเรียน เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปา (CIPPA
MODEL) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เป็น 0.7107 คิดเป็นร้อยละ 71.07 พิไลวรรณสถิตย์ (2548 : บทคัดย่อ) หา
ดัชนีประสิทธิผลของผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบซิปปา(CIPPA MODEL) ได้เป็น 0.7254 คิดเป็น
ร้อยละ 72.54
5.4.3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานวัตกรรม และเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสาหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต
มหาวิทยาลัยนครพนม ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่าการประเมินผลก่อน
การเรียนหรือทดลองมีค่าเฉลี่ย 11.18 ในขณะที่การประเมินผลหลังการเรียนหรือหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย
25.09 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น เมื่อพิจารณาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการประเมินก่อนเรียนซึ่งมีค่าเท่ากับ
67. 2.11 ในขณะที่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการประเมินหลังเรียนซึ่งมีค่าเท่ากับ1.15 ซึ่งเป็นค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐานที่ลดต่าลงแสดงให้เห็นว่าหลังการเรียนมีคะแนนเกาะกลุ่มใกล้คียงกันมากขึ้นซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่าการ
จัดการเรียนรู้ตามแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปานอกจากจะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้
สูงขึ้นแล้วยังสามารถทาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้ในระดับที่ใกล้เคียงกันด้วยสอดคล้อง
กับผลการวิจัยของอัมพา บุ่ยศิริรักษ์(2544 : 5-28) ขจีรัตน์ นนทะภา (2545 : 4-16) นันท์ทิรา โพธิ์เทียนทอง
(2545 : 4-29) เพ็ญประภา ยาไธสง (2545 : 5-26) สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีส่วนทาให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนรู้
มากขึ้นได้นั้น เนื่องมาจาก 1) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาฝึกให้ผู้เรียนมีส่วนในการสร้างองค์
ความรู้ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้สอน เพื่อน และสถานการณ์ต่างๆ ตามแนวคิดการสรรค์สร้างความรู้
(Constructivism)
2) การให้ผู้เรียนทางานร่วมกันมีกระบวนทางานที่ดีให้ความร่วมมือกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน มีความ
รับผิดชอบในภาระหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมาย ฝึกการเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดี ฝึกเป็นคนที่มีเหตุผลและ
ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น 3) การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปามีขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรม
การเรียนรู้ตามแผนจัดการเรียนรู้ที่วางเอาไว้ ให้ผู้เรียนได้รับผิดชอบงาน รู้จักการวางแผน ส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์มีอิสระในการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจของ
ตนเองซึ่งผู้เรียนจะได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพโดยมีผู้สอนเป็นผู้อานวยความ
สะดวกให้ความช่วยเหลือ 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาเป็นการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิด
กระบวนการทางด้านความคิด การสร้างความรู้ใหม่ซึ่งเป็นวิธีการนาไปใช้ในแก้ปัญหาซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี
การเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิซึม(Constructivism)ที่เชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยตนเองสามารถ
พัฒนาขึ้นได้เรื่อยๆ 5) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปานั้นเป็นกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มที่
ศึกษาหาความรู้ร่วมกัน ก่อนการเริ่มกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละครั้งจะต้องให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มตามความสนใจมี
กิจกรรมการเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วมคิด ร่วมทา มีการเปลี่ยนบทบาทมีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทุกคนต้อง
ช่วยกันแก้ไขส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้เรียนรู้เหมือนกันการจัดบรรยากาศในห้องเรียนทีเหมาะสมจะ
ช่วยทาให้ผู้เรียนตื่นตัวมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นด้วยเหตุนี้จึงทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง
การเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
5.4.4 นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา โดยรวมอยู่ในระดับ
มากที่สุดซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของวิราณี พิกุลทอง (2549 : บทคัดย่อ) ที่ได้ทาการวิจัยแล้วพบว่า
นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการเรียนรู้แบบซิปปาเรื่องการรีไซเคิลวัสดุเพื่อประดิษฐ์เครื่องใช้
โดยรวมและเป็นรายด้านทุกด้านคือ ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ด้านครูผู้สอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการ
เรียนด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ และด้านการประเมินผล อยู่ในระดับมาก และยังสอดคล้องกับรุ้งลาวัลย์ เดิมทา
รัมย์ (2547 : บทคัดย่อ) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบซิปปา เรื่องโคลงโลกนิติ วิชาภาษาไทย ท 306 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก การสอน
ภาษาไทยโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา สามารถทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
68. สูงขึ้นจึงขอสนับสนุนให้ครูภาษาไทยนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่น ๆ ต่อไป ที่เป็นเช่นนี้
เนื่องจากผู้สอนได้ทบทวนความรู้เดิมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม และจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนวางแผนและออกแบบการศึกษาด้วยตนเอง จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงจากสื่อ
อุปกรณ์หรือของจริงที่หาง่ายเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ อีกทั้งการที่ผู้สอนให้คาแนะนาและเป็นที่
ปรึกษาเมื่อผู้เรียนมีปัญหาขณะปฏิบัติงานหรือทางานกลุ่ม ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกศึกษาในเรื่องที่
น่าสนใจในการแสวงหาความรู้ใหม่ ได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งของจริงและสื่อที่เป็นเอกสาร ได้
ทางานและเรียนเป็นกลุ่ม มีโอกาสให้ความรู้แก่เพื่อนและได้รับความรู้จากเพื่อน มีโอกาสแสดงความคิดเห็น
และอภิปรายอย่างทั่วถึง และมีโอกาสเสนอผลงานของกลุ่ม ความภูมิใจในความสาเร็จของกลุ่มที่เกิดจาก
ผู้เรียนมีส่วนช่วยในความสาเร็จนั้น การที่ผู้เรียนได้สรุปข้อความรู้ด้วยตัวเอง ได้แสดงความคิดเห็นเป็นอิสระทั้ง
ในการศึกษาและนาเสนอผลงาน ได้ฝึกฝนเพื่อเพิ่มความชานาญในการแก้ปัญหา การที่ผู้เรียนมีโอกาส
ประเมินผลงานของเพื่อนการที่ผู้เรียนมีโอกาสประเมินผลกระบวนการทางานของสมาชิกในกลุ่ม ประเมิน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสมาชิกในกลุ่ม มีวิธีการวัดและประเมินผลหลายวิธีควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้อย่างสม่าเสมอ
5.5 ข้อเสนอแนะ
จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ
ตนเองในการทากิจกรรมการเรียนรู้
1.2 ผู้สอนควรสนับสนุนส่งเสริม และคอยให้คาแนะนาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายแก่ผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนให้เกิดความชานาญในการค้นคว้าหาความรู้ซึ่งเป็นการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ทาให้
เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
1.3 ควรสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มีความเป็นกันเองเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและ
ความเครียดในการเรียนการสอน
1.4. การจัดการเรียนการสอนวิชานวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาโดย
ใช้รูปแบบซิปปาควรสอดแทรกเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมเข้าไปในแต่ละขั้นด้วย
2. ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาไปใช้วิจัยใน
รายวิชาอื่น ๆ
2.2 ควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาเปรียบเทียบกับวิธี
สอนอื่นๆ ซึ่งมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
2.3. ควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบซิปปาไปทดลองใช้กับ
ตัวแปรอื่นๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการสร้างงาน เป็นต้น
69. บรรณานุกรม
กรมวิชาการ. (2545).คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ
ภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
ขจีรัตน์ นนทะภา. (2545). “ร่วมปฏิรูปการเรียนรู้กับครูต้นแบบ การปฏิรูปการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สาคัญ การสอนแบบซิปปา CIPPA Model.” กรุงเทพฯ : แคนดิคมิเดีย.
จันที สิทธิศาสตร์. (2549) .การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่อง
สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชา
หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
จินดาพร หมวกหมื่นไวย. (2551) . เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรียนการสอน. วารสารนิตยสาร
สสวท. ปีที่ 36 ฉบับที่ 156 (ก.ย.-ต.ค.). 10-11.
แจ่มจันทร์ ทองสา. (2546) . การบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอน. วารสารการศึกษาวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี. ฉบับที่ 31 (มีนาคม-เมษายน) : 43.
ชาคริต สระแก้ว. (2548) .การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา โรงเรียนสุรนารี
วิทยา 2 อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์
สาขาวิชา บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชุติมา สัจจานันท์. (2550). การรู้สารสนเทศ : การสอนและการวิจัย. วารสาร ว.ห้องสมุด ฉบับที่ 2
(ฉบับพิเศษ) ก.ค.-ธ.ค. : 27-45.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2523. เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
70. _________. 2526. การบริหารสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช.
โชติกา เรืองแจ่ม. (2548). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาฟิสิกส์
ของนักเรียนระหว่างการสอนโดยบทเรียนออนไลน์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการเรียน
ปกติในชั้นเรียน. โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สาธิตวิทยา 2.
ดอกคูณ วงศ์วรรณวัฒนา (2544). การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
โดยใช้โมเดลซิปปาในวิชาฟิสิกส์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 .วิทยานิพนธ์ปริญญา
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น,2544.
เตชา อัศวสิทธิถาวร. (2547) . เทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : วังอักษร.
________________. (2548) .ระบบปฏิบัติการ. กรุงเทพฯ : วังอักษร.
ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรืองและคณะ. (2545). ผู้เรียนเป็นสาคัญและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของ
ครูมืออาชีพ. กรุงเทพฯ : เยลโล่การพิมพ์ .
ทิศนา แขมมณี. (2544). วิทยาการด้านการคิด. กรุงเทพฯ : บริษัทเดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์
จากัด.
____________. (2547). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์.
____________. (2548) .การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ.
นภาวรรณ ประดับคา. (2548) . ผลการใช้โมเดลซิปปาในกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชา
วิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
นันทา วิทวุฒิศักดิ์. (2550). การรู้สารสนเทศ : ความสามารถที่จาเป็นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต.
วารสาร ว.ห้องสมุด ฉบับที่ 2 (ฉบับพิเศษ) ก.ค.-ธ.ค. : 17-26.
71. นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์ .(2542) . “การสอนโดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปา CIPPA”
วารสารวิชาการ. 2,4 (เมษายน) : 15-21.
นันท์ทิรา โพธิ์เทียนทอง.(2545). “ร่วมปฏิรูปการเรียนรู้กับครูต้นแบบ การปฏิรูปการเรียนที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ การสอนแบบซิปปา CIPPA Model.” กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.
น้าทิพย์ วิภาวิน. (2550) . ทักษะการรู้สารสนเทศของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย.
วารสารห้องสมุด. ปีที่ 51 ฉบับที่ 2 (ก.ค.-ธ.ค,) : 81-92.
นิคม ชมพูหลง. (2545). วิธีการและขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น และการจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษา. มหาสารคาม : อภิชาตการพิมพ์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
บุญวิทย์ รัตนทิพยาภรณ์. (2551) .ไอซีที กับสาระการออกแบบและเทคโนโลยี. วารสาร นิตยสาร
สสวท. ปีที่ 36 ฉบับที่ 156 (ก.ย.-ต.ค.) : 16-17.
ประยูร บุญใช้. ( 2544) . การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดประสบการณ์เรียนรู้
ผ่านสื่อกลางเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาของนักศึกษาในสถาบันราชภัฏ. ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตรและ
การสอนคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปอเรียม แสงชาลี. ผลของการเรียน เรื่อง เส้นขนาน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ
ซิปปา (CIPPA Model) และกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบของ สสวท. ที่ต่อผลการเรียนรู้
ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม, 2549.
เผชิญ กิจระการ. “การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา,” การวัดผล
72. การศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 7(7) : 44-51 ; กรกฎาคม, 2544.
_____________ . “ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E I ),” การวัดผลการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 8(8) : 30-36 ; กรกฎาคม, 2545.
พรรณี ลิกิจวัฒนะ. (2550) . วิธีการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ และวัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา. (2544) . รายงานการวิจัยเอกสารเรื่องการ
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ในระดับปริญญาตรี. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์.
พิไลวรรณ สถิต. (2548) .การพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา และรูปแบบการสอนของ สสวท. วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
เพ็ญประภา ยาไธสง.(2545). “ร่วมปฏิรูปการเรียนรู้กับครูต้นแบบ การปฏิรูปการเรียนที่เน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ การสอนแบบซิปปา CIPPA Model.” กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์.
ไพทูรย์ ชาวโพธิ์. (2549) . การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรื่องสารในชีวิตประจาวัน ช่วงชั้นที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา . วิทยานิพนธ์
ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ภพ เลาหไพบูลย์ . (2542) วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคม . พิมพ์ครั้งที่ 7 . กรุงเทพ :
สานักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
รุจิร์ ภู่สาระ. (2545). การเขียนแผนการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บุ๊ค พอยส์.
รวีวรรณ ชินะตระกูล. (2542) . การทาวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ที.พี.พริ้นท์.
73. เรวดี มนตรีพิลา. (2547) . การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) โรงเรียนบ้านเมืองไพร อาเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
รุ้งลาวัลย์ เดิมทารัมย์. (2547) . การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่องโคลงโลก
นิติวิชาภาษาไทย ท 306 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะ
ศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2545). เอกสารประกอบการสอนวิชา 0506711 สัมมนาหลักสูตรและ
การสอนวิชาภาษาไทย. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา. (2544) . การพัฒนาการเรียนการสอนทางการอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ :
คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิราณี พิกุลทอง. (2549) . การพัฒนาแผนการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง การรีไซเคิลวัสดุเพื่อประดิษฐ์
เครื่องใช้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2541). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ :
เลิฟแอนด์ลิฟเพรส.
วารยาณีย์ เพชรมณี. (2545) การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบซิปปา
วิทยานิพนธ์ ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สมาพร คล้ายวิเชียร. (2545) . ผลของการสอนวิชาภาพพิมพ์พื้นฐานโดยใช้โมเดลซิปปาที่มีต่อ
74. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์.วิทยานิพนธ์
ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2543). การเขียนแผนการสอนแนวปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.
การศึกษาแห่งชาติ. ชมรมพัฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย ชัยนาท.
สันติ วิจักขณาลัญฉ์. (2544) . การพัฒนาระบบการเรียนการสอน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็น
ฐานสาหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ
การสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สานักนายกรัฐมนตรี. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545.
กรุงเทพฯ : สานักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
สันติ วิจักขณาลัญฉ์. (2546) . รูปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นฐานเพื่อการ
เรียนรู้.วารสารการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี. ปีที่ 31 ฉบับที่122
(มกราคม-กุมภาพันธ์) : 41-46.
สมนึก ภัททิยธนี.(2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์.
สัมพันธ์ วงษ์ดี. (2544) .การพัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือในรายวิชาพื้นฐานดนตรีนาฏศิลป์ละ
การละครเพื่อพัฒนาสัมพันธภาวะของนักศึกษา : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยพายัพ. ปริญญา
ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุพงษ์ บุษดี. (2549) . การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่องกาพย์ยานี 11
ประกอบสานวน สุภาษิต และคาพังเพย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
75. สุจิน บุตรดีสุวรรณ. (2550). การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) สาหรับนักศึกษาในสถาบัน
ศึกษา. วารสาร ว.ห้องสมุด ฉบับที่ 2 (ฉบับพิเศษ) ก.ค.-ธ.ค. : 73-80.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2540) . สรุปแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8
(พ.ศ. 2540-2544). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
อมรวิชช์ นาครทรรพ. (2540) . ความฝันของแผ่นดิน. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตะวันออก.
อุทุมพร จามรมาน. (2549). การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่จาเป็นสาหรับนิสิต นักศึกษาครูในสังคม
เทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทฯ : คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อัมพา บุ่ยศิริรักษ์.(2544). “ร่วมปฏิรูปการเรียนรู้กับครูต้นแบบ การปฏิรูปการเรียนที่เน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ การสอนแบบซิปปา CIPPA Model.” กรุงเทพฯ : ดับบลิว .เจ.พร็อเพอตี้.
โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์. (2547) . วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพฯ :
ซีเอ็ดยูเคชั่น.
อรพรรณ ไชยสิงห์. (2547) . การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญวิชาวิทยาศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง โดยใช้รูปแบบซิปปา(CIPPA MODEL).
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
Becta. (2003) .Teaching and Learning : What is ICT?. [Online]. Available from :
http://www.ictadvice.org.uk [2007, November 15]
Breivik, P.S. (1987) .Making the most of libraries in the search of academic
excellence. Change, 46.
Chiu, J. W.K. (1995) . A training selection model for Asian undergraduate Students
76. in office automation software : cooperative learning versus Whole-group
instruction In IGCP ’95 Proceeding of the 1995 ACM SIGCPR conference
on Supporting teams, groups, and learning inside and outside the IS
function reinventing IS. (pp.229-330).
Curtin, Dennis, and the others. (1998) . Information Technology : The breaking
Wave. Boston : Irwin McGraw-Hill.
Cook. Allen Peter.(1995). On the creation of a constructivist instructional process for
Selected topics in algebra. Dissertation Abstracts International. 55(10) : 3124-A.
Dale, Edgar. (1965). Audio – Visual Methods Teaching. 2d ed. New York: Hot, Rinchart
and Winston.
Drucker, P.(1995). Innovation and entrepreneurship.Boston : Butterworth-Heinemann.
Gray R. Morrison, Jerrold E. Kemp, Steven M. Ross. (2001) . Designing Effective
Instruction.Third Edition. New York : John Wiley & Sons, Inc.
Good, Carter V. (1973). Dictonary of Education. New York : McGraw-Hill Book
Company.
Haag, S., Cumming , M., and J. Dawkins.(2000) . Management Information Systems
for the Information Age. 2nd ed. Toronto : Irwin McGraw Hill, 2000.
Hannafin.,Land and Oliver. (1997) . Designing Effective Instruction. Third Edition.
New York : Teaching Thinking & Problem Solving 16, 1 : 3-7.
Hard, C., Ogder, J., Newman, J., and Cooper, S.(2002) . Autism and ICT a guide for
77. teachers & parents. London : David Fulton Publishers.
Hardwick, John Manley, Jr. (1993). The effects of a constructivist learning environment
on meddle school students’ cognitive and affective science outcome.
Dissertation Abstracts International. 54(3) : 879-890-A.
Jerrold E. and Eemp, Steven M. Ross. (2001). Learning together and alone. 2nd ed.
NewJersey : Prentice-Hall International.
Joyce, B.,and Weil, M. (1992). Models of Teaching. 5th ed, London : Allyn and Bacon.
Kemp, J.E. (1971) . Instructional design : A plan for unit and course development.
California : Fearon/lear Siegler.
Laudon, K.,& Laudon, J. (2002) . Management information system. (7th ed.) Upper
Saddle River, NJ ; Prentice-Hall, Inc.
Morton, J. A. (1971). Organizing for Innovation. New York, London: Mc-Graw Hill Book
Company.
Martin, E.W., Deltayes, D.W., Hoffer, J.A and Perkin, W.C. .(1991) .Managing
Informatio Technology : What Managers Need to Know. New York :
Macmillan.
Miles, Matthew B.(1964). Educational innovations -- United States. Horace Mann-
Lincoln Institute of School Experimentation : New York : Teachers College Press.
Mc Conney, Andrew Anthony. (1993). An application of constructivist theory : The
Effects of alternative framework diagnosis and conceptual change discussion
78. on biology students’ misconceptions, achievement, attitudes, and self-efficicacy.
Dissertation Abstracts International. 53(12) : 4270-A.
Nord, W.R., & Tucker, S. (1987). Implementing routine and radical innovations. San
Francisco: New Lexington Press.
O’ rien, J. .( 3) . Introduction to information systems : Essentials for the e-
business enterprise. (11th ed). NY : McGraw-Hill, Inc.
Richey, R. (1986) . The Theoretical and conceptual based of instructional design.
New York : Nichols Publishing Company.
Roger, C.R., Freiberg, H.J. (1984). Freedom to Learn. (3rd Ed). Columbus, OH :
Merrill/Macmillan
Rowley, Jennifer. E. .(1988) . The Basics of Information Technology. London :
Clive Bingley.
Sawyer, Stacey, Williams, Brain K, and Hetchinson, Sarah E. .(1999) . Using
Information Technology. 3rd ed. Boston : Irwin McGraw-Hill.
Seels, B. and Glasgow, Z.(1990). Exercises in instructional design. Ohio : Merrill
Publishing Company.
Steven J. McGriff. (2000). ADDIE Model. 3rd ed. United States of America : Allyn
and Bacon.Turban, Efriam, Ephraim McLean, and James Wetherbe. (1996).
Information Technology for Management : poving quality and productivity.
New York : John Wiley & Sons.
79. Piazza, Jenny Ann. (1995). An inquiry in the mathematics culture of a primary
Constructivist classroom : An ethnographic description , Dissertation Abstracts
International. 55(11) : 3403-A.
Thomas P. Hughes, (1971). Elmer Sperry: Inventor and Engineer. NY : McGraw-Hill, Inc.
Turban, E., Mclean E., and J. .(2001) .Wetherbe. Introduction to Information
Technology.Toronto : John Wiley & Sons. Inc.
80. 81. รายนามผู้เชี่ยวชาญ
1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกร คิดการ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครราชสีมา
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สนิท ตีเมืองซ้าย สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏมหาสารคาม
4. อาจารย์ ดร.พงศ์ธนัช แซ่จู สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครแก่น
5. อาจารย์ ดร.นภวรรณ ชาติมนตรี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
6. อาจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ พงศ์กิจวิทูร โปรแกรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
7. อาจารย์ มาลีรัตน์ ขจิตเนติธรรม สาขาวิชานวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
8. อาจารย์ นิตยา มณีนิล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
9. อาจารย์ บรรพต วงศ์ทองเจริญ สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
10. อาจารย์ จิรศักดิ์ วิพัฒน์โสภากร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครราชสีมา
82. 83. แผนจัดการเรียนรู้
รหัสวิชา 30111708 วิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3
บทที่ 2 เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เวลา 6 ชั่วโมง
แผนที่ 1 ชื่อเรื่อง ความหมาย บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เวลา 3 ชั่วโมง
1. แนวคิด
มีความรู้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
2. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หลังจากจบบทเรียนนี้แล้ว นักศึกษาสามารถ
เข้าใจ เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการศึกษาแต่ละประเภทได้
3. สาระการเรียนรู้
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม ประมวลผล เก็บรักษา
และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศทั้งในชีวิตประจาวัน และการทางานโดยเฉพาะทางด้างการศึกษาที่จะต้องใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาท
สาคัญต่อมนุษย์ ช่วยให้การสื่อสาร การตัดสินใจในบางเรื่องหรือหลายๆเรื่องเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ
4. สาระการเรียนรู้
1. บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
2. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
3. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา
5. กิจกรรมการเรียนรู้ ตามรูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : รูปแบบซิปปา (CIPPA
Model) โดย ทิศนา แขมมณี
ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม
84. ผู้สอนแนะนาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยนารูปภาพเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ จานวน 3 – 4 ภาพ
เช่น ภาพการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การตรวจสอบผลการเรียนในระบบออนไลน์ การลงทะเบียนใน
ระบบออนไลน์ การใช้โทรศัพท์มือถือ ให้นักศึกษาสังเกตแล้วร่วมอภิปรายประเด็นต่อไปนี้
1) ในชีวิตประจาวันของนักศึกษาเกี่ยวข้องกับข้อมูล ภาพต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร
2) นักศึกษาเคยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอะไรบ้าง นอกเหนือ จากข้อมูล และรูปภาพ
ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่
1. นักศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ความหมาย บทบาทและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การศึกษา จานวน 10 ข้อ เวลา 10 นาที
2. นักศึกษาแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ระดมสมองรวบรวมบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อ
การดาเนินชีวิตทั้งด้านดีและไม่ดี บันทึกผลเป็นตาราง
3. นักศึกษาแต่ละกลุ่มศึกษาเนื้อหาในใบความรู้ เรื่องบทบาท ความหมายและการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศเพื่อการศึกษา และค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น หนังสือในห้องสมุด เว็บไซต์
สาหรับค้นหาข้อมูล
ขั้นที่ 3 ศึกษาทาความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม
1. นักศึกษาระดมสมอง รวบรวมข้อมูลและช่วยค้นหาภาพตัวอย่างกลุ่มละ 1 ภาพจากการนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ตามหัวข้อดังนี้
1) การบันทึกและการจัดเก็บข้อมูล
2) การประมวลผล
3) การแสดงผล
4) การสื่อสารและเครือข่าย
5) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา
ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม
1. นักศึกษาแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บันทึก
ผลสรุปลงในกระดาษเปล่าที่แจกให้
85. 2. ผู้สอนให้แต่ละกลุ่มนาเสนอผลสรุป ยกตัวอย่างภาพประกอบพร้อมคาอธิบาย
ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้
นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปเนื้อหาของเรื่อง ได้แก่ความหมาย บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อการศึกษา
ขั้นที่ 6 การปฏิบัติ และ/ หรือการแสดงผลงาน
1. นักศึกษาแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาหรับค้นข้อมูล
2. นักศึกษาแต่ละกลุ่มนาผลจากการศึกษาค้นคว้า มาอภิปรายผลร่วมกันในชั้นเรียน สรุปผลการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่พบเห็นในชีวิตประจาวันและประโยชน์ที่ได้เป็นแผนผังความคิด(Mine
Mapping)พร้อมภาพประกอบ จัดทาเป็นรายงาน
3. นักศึกษาแต่ละคนยกตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาที่พบเห็น ที่ปฏิบัติ และ
ประโยชน์ที่ได้รับ เขียนบันทึกลงในใบงานที่ 1 เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้
1. นักศึกษานาความรู้ที่ได้ไปเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในการทากิจกรรมต่าง ๆ
2. นักศึกษาทาแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ความหมาย บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การศึกษา จานวน 10 ข้อ 10 นาที
6. สื่อการเรียนรู้
1. ภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา เช่น การตรวจสอบผลการเรียนในระบบ
ออนไลน์ การใช้บัตรสมาร์ทการ์ดของนักศึกษา
2. แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่อง ความหมาย บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
3. ใบงานที่ 1 เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
4. ใบความรู้เรื่อง ความหมาย บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
86. 7. กิจกรรมเสริมการเรียนรู้
1. นักศึกษาสารวจเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในสถานศึกษาว่ามีอะไรบ้าง
2. นักศึกษาแบ่งกลุ่ม เล่าประสบการณ์จากการศึกษาค้นคว้า การใช้ การพบเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศเพื่อการศึกษาและการสื่อสารในชีวิตประจาวัน แล้ววางแผนแสดงบทบาทสมมุติ อภิปรายและ
สรุปผลร่วมกัน
8. สื่อการเรียนการสอน
1. ใบความรู้ที่ 1
2. Power point
2. เครื่องคอมพิวเตอร์
9. แหล่งการเรียนรู้เพิ่มเติม
1. เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ., สอศ., สกอ. และเว็บไซต์สถานศึกษาเอกชน
2. เว็บไซต์ http://www.nectec.or.th, www.gotoknow.org หรือเว็บไซต์สาหรับค้นข้อมูล เช่น
http://www.google.com, http://www.yahoo.com
3. นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ครูสอนคอมพิวเตอร์ บุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
4. ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ร้านคอมพิวเตอร์ที่มีบริการอินเทอร์เน็ต
บ้านของนักศึกษาที่ติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต
5. สถานศึกษาของรัฐและเอกชน
10. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
วิธีการวัด/สิ่งที่วัด
1. สังเกตจากการอภิปราย
87. 2. สังเกตความตั้งใจ ทางานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่งงานตรงเวลา หรือก่อนกาหนด
3. สังเกตพฤติกรรมด้านความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และเต็มใจทางาน
4. สังเกตพฤติกรรมการให้ความร่วมมือกับกลุ่ม
5. สังเกตขณะค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งความรู้และการใช้คอมพิวเตอร์ในการทารายงาน
เครื่องมือวัด
1. ใบงานที่1
2. กิจกรรม
3. แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน
10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู้
1. ผลการสอน.................................................................................................................................
2. ปัญหา/อุปสรรค.........................................................................................................................
3. แนวทางแก้ไข.............................................................................................................................
4. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม..................................................................................................................
ลงชื่อ................................................
( )
ผู้สอน
ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสาขาวิชา
…………………………………………………………………………… ……………....................................………………
…………………… ……………………………………………………………………....................................………………
ลงชื่อ………………………………
(…………...…………………)
88. 89. P หมายถึง ทางานที่ได้รับหมอบหมายเสร็จตามเวลาที่กาหนดและนาเสนอผลงานได้
A หมายถึง เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่า และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้
กลุ่มที่ ระดับการปฏิบัติ
C
(3)
I
(3)
P
(3)
P
(3)
A
(3)
รวม
(15)
ผ่าน/ไม่ผ่าน
(12/ ต่ากว่า 12)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑ์การให้คะแนน
3 พฤติกรรมหรือผลงานถูกต้อง สมบูรณ์ และชัดเจน ถือว่ามีคุณภาพมากที่สุด
2 พฤติกรรมหรือผลงานยังไม่ชัดเจนนัก แต่อยู่ในแนวทางที่ถูก ถือว่ามีคุณภาพปานลาง
1 พฤติกรรมหรือผลงานไม่ชัดเจน ไม่สมบูรณ์อยู่หลายประเด็น ถือว่ามีคุณภาพน้อย
ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน
( อาจารย์ชาญวิทย์ หาญรินทร์ )
90. แบบประเมินแผนจัดการเรียนรู้
วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาตามรูปแบบซิปปา
สาหรับนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนครพนม
**************************
คาชี้แจง โปรดเขียนเครื่องหมาย / ลงในช่องว่างตรงกับความคิดเห็นของท่าน
ระดับ 5 มีความถูกต้อง ชัดเจน เป็นไปได้และเหมาะสมมากที่สุด
ระดับ 4 มีความถูกต้อง ชัดเจน เป็นไปได้และเหมาะสมมาก
ระดับ 3 มีความถูกต้อง ชัดเจน เป็นไปได้และเหมาะสมปานกลาง
ระดับ 2 มีความถูกต้อง ชัดเจน เป็นไปได้และเหมาะสมน้อย
ระดับ 1 มีความถูกต้อง ชัดเจน เป็นไปได้และเหมาะสมน้อยที่สุด
รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1. สาระสาคัญ
1.1 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหลักสูตร
1.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
1.3 มีความหมายชัดเจน เข้าใจง่าย
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
2. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
2.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
2.2 ใช้ภาษาสละสลวย เข้าใจง่าย
2.3 ระบุพฤติกรรมที่ต้องการวัดอย่างชัดเจน
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
3. สาระการเรียนรู้
3.1 ความยากง่ายเหมาะสม
3.2 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหลักสูตร
3.3 เหมาะสมกับระยะเวลา
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
4. กิจกรรมการเรียนการสอน
4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
4.2 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหลักสูตร
4.3 เรียงลาดับกิจกรรมได้เหมาะสมตามขั้นตอนรูปแบบซิปปา CIPPA
MODEL
4.4 เร้าความสนใจของผู้เรียน
4.5 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
4.6 เหมาะสมกับระยะเวลาที่สอน
4.7 กิจกรรมทาให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
91. รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
4.8 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม
4.9 ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
5. สื่อการเรียนการสอน
5.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
5.2 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหลักสูตร
5.3 เหมาะสมกับกิจกรรม
5.4 กระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้เองได้
5.5 สื่อมีความหมายชัดเจนเข้าใจง่าย
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
6. การวัดผลและประเมินผล
6.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
6.2 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหลักสูตร
6.3 ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
…
ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………….…………………………………………………………………… ……
……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………… ผู้ประเมิน
(..............................................)
92. 93.