1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6
ปีการศึกษา 2561
ชื่อผู้ทาโครงงาน
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
ชื่อโครงงาน โรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia)
1 นางสาวพนิดา มหาวัล เลขที่ 4 ชั้น ม.6 ห้อง 7
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม .……
1………………………………….. เลขที่……… 2…………………………………เลขที่ ……….
3………………………………….. เลขที่………
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
โรคโนโมโฟเบียหรือโรคขาดมือถือไม่ได้
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Nomophobia/No Mobile Phone Phobia
ประเภทโครงงาน : โครงงานสารวจและรวบรวมข้อมูล
ชื่อผู้ทาโครงงาน : นางสาวพนิดา มหาวัล
ชื่อที่ปรึกษา : คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน : ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน)
เนื่องจากเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นั้นสามารถพกพาไปไหนมา
ไหนได้สะดวก และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทาให้คนเริ่มเข้าไปใช้งานจนเปลี่ยนไปเป็นลักษณะที่ว่าติด
การใช้งาน เพราะสิ่งที่ได้รับพื้นฐาน คือ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร มีการตอบสนองได้รวดเร็ว
เหมาะแก่การใช้ในการส่งความรู้สึก ใช้เพื่อความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ทาหน้าที่ได้หลายฟังก์ชัน จึงมี
การใช้ในการดาเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถของโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป
การเล่นโซเชียล จนเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนรู้สึกว่าขาดไม่ได้ เมื่อการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง
ของการใช้ชีวิตประจาวันของเราไปแล้ว และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอุปกรณ์มือถือมีการ
พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้พัฒนาคิดมาจากการใช้งานของมนุษย์ แต่ตัวเราเองที่เป็นคนใช้งานย่อม
ต้องรู้ว่าทามาเพื่อให้ใช้ประโยชน์บางส่วน ไม่ใช่ใช้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้จัดทาได้จัดทาโครงงานฉบับนี้ขึ้น
เพื่อต้องการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือหรือเทคโนโลยีในปัจจุบันมากเกินไป
จนทาให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) และหาแนวทางการป้องกันการเกิดโรค
โนโมโฟเบีย (Nomophobia) ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเล่นกีฬา การพักผ่อนหย่อน
ใจ และการทากิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย
นางสาวพนิดา มหาวัล 4
3
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1. เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโรคโนโมโฟเบีย
2. เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคโนโมโฟเบีย
3. เพื่อหาแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคโนโมโฟเบีย
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายต่อการเป็นโรคโนโมโฟเบีย
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
งานวิจัยที่เป็นที่มาของโรคนี้ได้ทาการศึกษาผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2,163 คนในสหราชอาณาจักร
และพบว่า 53% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในสหราชอาณาจักรจะเกิดอาการวิตกกังวลเมื่อพบว่าโทรศัพท์
หาย แบตเตอรี่หมด หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อีกทั้งยังพบว่า 58% ของผู้ชาย และ
47% ของผู้หญิงที่ใช้โทรศัพท์มือถือมีอาการของ Nomophobia และในจานวนนี้มีถึง 9% ของกลุ่มที่
ศึกษา ระบุว่ารู้สึกเครียดมากถ้าโทรศัพท์ของตนเองใช้การไม่ได้ และเมื่อให้ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ระบุถึงระดับ
ของ ความเครียดจากการขาดโทรศัพท์มือถือนั้น ความเครียดที่เกิดขึ้นเทียบเท่ากับความเครียดที่เกิดขึ้น
ก่อนวันแต่งงานหรือความเครียดระดับเดียวกับการไปพบทันตแพทย์
อีกการศึกษาหนึ่งที่ทาในนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพศชาย 547 คน พบว่า 23% มี
พฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกวินิจฉัยได้ว่าเป็น Nomophobia และมีอีก 64% ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด
อาการนี้ และที่น่าสนใจก็คือ 77% ของเด็กในกลุ่มที่ถูกทาการวิจัยเช็คโทรศัพท์มือถือของตนเองบ่อยมาก
โดยเฉลี่ย 35 ครั้งต่อวันเลยทีเดียว
จากงานวิจัยที่ทาพบว่า โนโมโฟเบียพบ มากที่สุดในกลุ่มคนในช่วงอายุ 18-24 ปี โดยคิดเป็น
ร้อยละ 77 รองลงมาคือกลุ่มคนในช่วงอายุ 25-34 ปี และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีตามลาดับ
นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า โลกยุคดิจิตอล
ขณะนี้ ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจาวัน จนก่อให้เกิดอาการใหม่ทางสุขภาพจิตที่เรียกว่า
“โนโมโฟเบีย (Nomophobia)” มาจากคาว่า โนโมบายโฟนโฟเบีย (No mobile phone phobia) หรือ
อาการขาดมือถือไม่ได้ จัดอยู่ในกลุ่มอาการวิตกกังวล พบทั่วโลก เช่นเดียวกับผู้ที่มีมือถือแต่ใช้การไม่ได้
จากอยู่ในที่ไม่มีสัญญาณ หรือแบตเตอรี่หมด จะรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย บางรายหากเป็นมากอาจ
เครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ได้ แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าวว่า ข้อสังเกตของผู้ที่มีอาการ โนโมโฟเบีย
มีดังนี้ มักพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา จะรู้สึกกังวลใจหากมือถือไม่ได้อยู่กับตัว หมกมุ่นอยู่กับการ
เช็คข้อความ/ ข้อมูลในมือถือตลอดเวลา และดูโทรศัพท์บ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วน เมื่อได้ยินเสียงเตือนเข้า
มาจะวางงานเพื่อเช็คข้อความในมือถือทันที เล่นมือถือก่อนนอน หลังตื่นนอน หรือขณะที่ทากิจกรรม
ประจาวัน เช่น ทานอาหาร เข้าห้องน้า ขับรถหรือนั่งรถ ไม่เคยปิดมือถือ ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลก
ออนไลน์มากกว่าคุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า
จิตแพทย์ชี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบการทางาน การเรียน การใช้ชีวิตประจาวัน ทา
ให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง เช่น นิ้วล็อก สายตาเสื่อมเร็ว กล้ามเนื้อที่คอ บ่า ไหล่เกร็งและปวด
เมื่อย จากการก้มหน้าเพ่งจอเป็นเวลานาน และทาให้หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัยอันควร อาจทา
4
ให้เส้นประสาทสันหลังที่บริเวณส่วนคอ ถูกกดทับ เกิดอาการชาที่แขน มือไม่มีแรง หรือเดินโคลงเคลง
เหมือนจะล้ม อาจเกิดโรคอ้วนได้ง่ายจากการนั่งอยู่กับที่นานๆ
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
1. กาหนดหัวข้อโครงงานที่สนใจ
2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3. จัดทาโครงร่างโครงงาน
4. จัดทาแบบสารวจ
5. ทาการสารวจกลุ่มตัวอย่าง
6. สรุปผลการสารวจ
7. หาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ
8. นาเสนอโครงงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1. โทรศัพท์มือถือ
งบประมาณ
-
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3 จัดทาโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทาเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นาเสนอโครงงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
1. ทาให้ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เข้าใจและเห็นถึงผลกระทบของโรคโนโมโฟเบีย
2. ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบียมีจานวนลดลง
3. ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบียมีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น
5
สถานที่ดาเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
1. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา)
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
http://www.bangkokhealth.com/health/article
https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article

2561 project 04

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6 ปีการศึกษา 2561 ชื่อผู้ทาโครงงาน ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34 ชื่อโครงงาน โรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) 1 นางสาวพนิดา มหาวัล เลขที่ 4 ชั้น ม.6 ห้อง 7
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม .…… 1………………………………….. เลขที่………2…………………………………เลขที่ ………. 3………………………………….. เลขที่……… คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) โรคโนโมโฟเบียหรือโรคขาดมือถือไม่ได้ ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Nomophobia/No Mobile Phone Phobia ประเภทโครงงาน : โครงงานสารวจและรวบรวมข้อมูล ชื่อผู้ทาโครงงาน : นางสาวพนิดา มหาวัล ชื่อที่ปรึกษา : คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน : ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน) เนื่องจากเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นั้นสามารถพกพาไปไหนมา ไหนได้สะดวก และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทาให้คนเริ่มเข้าไปใช้งานจนเปลี่ยนไปเป็นลักษณะที่ว่าติด การใช้งาน เพราะสิ่งที่ได้รับพื้นฐาน คือ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร มีการตอบสนองได้รวดเร็ว เหมาะแก่การใช้ในการส่งความรู้สึก ใช้เพื่อความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ทาหน้าที่ได้หลายฟังก์ชัน จึงมี การใช้ในการดาเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถของโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป การเล่นโซเชียล จนเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนรู้สึกว่าขาดไม่ได้ เมื่อการใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง ของการใช้ชีวิตประจาวันของเราไปแล้ว และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอุปกรณ์มือถือมีการ พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้พัฒนาคิดมาจากการใช้งานของมนุษย์ แต่ตัวเราเองที่เป็นคนใช้งานย่อม ต้องรู้ว่าทามาเพื่อให้ใช้ประโยชน์บางส่วน ไม่ใช่ใช้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้จัดทาได้จัดทาโครงงานฉบับนี้ขึ้น เพื่อต้องการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือหรือเทคโนโลยีในปัจจุบันมากเกินไป จนทาให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบีย (Nomophobia) และหาแนวทางการป้องกันการเกิดโรค โนโมโฟเบีย (Nomophobia) ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การเล่นกีฬา การพักผ่อนหย่อน ใจ และการทากิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย นางสาวพนิดา มหาวัล 4
  • 3.
    3 วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1.เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโรคโนโมโฟเบีย 2. เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคโนโมโฟเบีย 3. เพื่อหาแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคโนโมโฟเบีย ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน) กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายต่อการเป็นโรคโนโมโฟเบีย หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน) งานวิจัยที่เป็นที่มาของโรคนี้ได้ทาการศึกษาผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2,163 คนในสหราชอาณาจักร และพบว่า 53% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในสหราชอาณาจักรจะเกิดอาการวิตกกังวลเมื่อพบว่าโทรศัพท์ หาย แบตเตอรี่หมด หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อีกทั้งยังพบว่า 58% ของผู้ชาย และ 47% ของผู้หญิงที่ใช้โทรศัพท์มือถือมีอาการของ Nomophobia และในจานวนนี้มีถึง 9% ของกลุ่มที่ ศึกษา ระบุว่ารู้สึกเครียดมากถ้าโทรศัพท์ของตนเองใช้การไม่ได้ และเมื่อให้ผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ระบุถึงระดับ ของ ความเครียดจากการขาดโทรศัพท์มือถือนั้น ความเครียดที่เกิดขึ้นเทียบเท่ากับความเครียดที่เกิดขึ้น ก่อนวันแต่งงานหรือความเครียดระดับเดียวกับการไปพบทันตแพทย์ อีกการศึกษาหนึ่งที่ทาในนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพศชาย 547 คน พบว่า 23% มี พฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกวินิจฉัยได้ว่าเป็น Nomophobia และมีอีก 64% ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด อาการนี้ และที่น่าสนใจก็คือ 77% ของเด็กในกลุ่มที่ถูกทาการวิจัยเช็คโทรศัพท์มือถือของตนเองบ่อยมาก โดยเฉลี่ย 35 ครั้งต่อวันเลยทีเดียว จากงานวิจัยที่ทาพบว่า โนโมโฟเบียพบ มากที่สุดในกลุ่มคนในช่วงอายุ 18-24 ปี โดยคิดเป็น ร้อยละ 77 รองลงมาคือกลุ่มคนในช่วงอายุ 25-34 ปี และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีตามลาดับ นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า โลกยุคดิจิตอล ขณะนี้ ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตประจาวัน จนก่อให้เกิดอาการใหม่ทางสุขภาพจิตที่เรียกว่า “โนโมโฟเบีย (Nomophobia)” มาจากคาว่า โนโมบายโฟนโฟเบีย (No mobile phone phobia) หรือ อาการขาดมือถือไม่ได้ จัดอยู่ในกลุ่มอาการวิตกกังวล พบทั่วโลก เช่นเดียวกับผู้ที่มีมือถือแต่ใช้การไม่ได้ จากอยู่ในที่ไม่มีสัญญาณ หรือแบตเตอรี่หมด จะรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย บางรายหากเป็นมากอาจ เครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ได้ แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าวว่า ข้อสังเกตของผู้ที่มีอาการ โนโมโฟเบีย มีดังนี้ มักพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา จะรู้สึกกังวลใจหากมือถือไม่ได้อยู่กับตัว หมกมุ่นอยู่กับการ เช็คข้อความ/ ข้อมูลในมือถือตลอดเวลา และดูโทรศัพท์บ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วน เมื่อได้ยินเสียงเตือนเข้า มาจะวางงานเพื่อเช็คข้อความในมือถือทันที เล่นมือถือก่อนนอน หลังตื่นนอน หรือขณะที่ทากิจกรรม ประจาวัน เช่น ทานอาหาร เข้าห้องน้า ขับรถหรือนั่งรถ ไม่เคยปิดมือถือ ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลก ออนไลน์มากกว่าคุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า จิตแพทย์ชี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบการทางาน การเรียน การใช้ชีวิตประจาวัน ทา ให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง เช่น นิ้วล็อก สายตาเสื่อมเร็ว กล้ามเนื้อที่คอ บ่า ไหล่เกร็งและปวด เมื่อย จากการก้มหน้าเพ่งจอเป็นเวลานาน และทาให้หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัยอันควร อาจทา
  • 4.
    4 ให้เส้นประสาทสันหลังที่บริเวณส่วนคอ ถูกกดทับ เกิดอาการชาที่แขนมือไม่มีแรง หรือเดินโคลงเคลง เหมือนจะล้ม อาจเกิดโรคอ้วนได้ง่ายจากการนั่งอยู่กับที่นานๆ วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน 1. กาหนดหัวข้อโครงงานที่สนใจ 2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3. จัดทาโครงร่างโครงงาน 4. จัดทาแบบสารวจ 5. ทาการสารวจกลุ่มตัวอย่าง 6. สรุปผลการสารวจ 7. หาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ 8. นาเสนอโครงงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1. โทรศัพท์มือถือ งบประมาณ - ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3 จัดทาโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทาเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นาเสนอโครงงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) 1. ทาให้ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เข้าใจและเห็นถึงผลกระทบของโรคโนโมโฟเบีย 2. ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบียมีจานวนลดลง 3. ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นโรคโนโมโฟเบียมีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น
  • 5.
    5 สถานที่ดาเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 1. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์(ชีววิทยา) 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) http://www.bangkokhealth.com/health/article https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article