Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
NT
Uploaded by
Nathpong Tanpan
1,044 views
เศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อการศึกษา
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 34
2
/ 34
3
/ 34
4
/ 34
5
/ 34
6
/ 34
7
/ 34
8
/ 34
9
/ 34
10
/ 34
11
/ 34
12
/ 34
13
/ 34
14
/ 34
15
/ 34
16
/ 34
17
/ 34
18
/ 34
19
/ 34
20
/ 34
21
/ 34
22
/ 34
23
/ 34
24
/ 34
25
/ 34
26
/ 34
27
/ 34
28
/ 34
29
/ 34
30
/ 34
31
/ 34
32
/ 34
33
/ 34
34
/ 34
More Related Content
PDF
กาพย์เห่เรือ ชมไม้
by
Smile Petsuk
PPTX
กัณฑ์มัทรี
by
Milky' __
DOC
รายงานผลประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง(วิศิษฐ์ประชา...
by
omsnooo
DOC
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Chanon Mala
PDF
ไตรภูมิพระร่วง
by
พัน พัน
PPT
ระดับของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
DOCX
รายงานอาเซียน
by
Chucshwal's MK
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
กาพย์เห่เรือ ชมไม้
by
Smile Petsuk
กัณฑ์มัทรี
by
Milky' __
รายงานผลประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง(วิศิษฐ์ประชา...
by
omsnooo
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Chanon Mala
ไตรภูมิพระร่วง
by
พัน พัน
ระดับของภาษา
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
รายงานอาเซียน
by
Chucshwal's MK
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
What's hot
PDF
PPTออมไว้ใส่ถุงแดง
by
KruBowbaro
PDF
เฉลยฝึกหัดการแต่งโคลงสี่สุภาพ
by
กึม จันทิภา
PPTX
การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ นางสาวอลิศา รักญาติ น้องเอื้อย
by
Alisa Rakyart
PPT
งานนำเสนอมัทนะพาธา
by
Santichon Islamic School
PDF
รัฐเดี่ยว รัฐรวม
by
thnaporn999
PDF
โครงงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
by
พัน พัน
PDF
(M5) แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
by
Sivagon Soontong
PDF
หลักการทรงงาน 23 ข้อกับการประยุกต์ใช้
by
Sutthiluck Kaewboonrurn
PDF
การอ่านแปลความ ตีความและขยายความ
by
Surapong Klamboot
PDF
ติวก่อนสอบ ม.2
by
ssuser456899
PDF
โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย1
by
Vorramon1
DOCX
บทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
by
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
PDF
บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน [โครงการอ่านหนังสือให้กับผู้พิการทางสายตา]
by
Kull Ch.
PDF
ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์
by
Bank Sangsudta
PDF
แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
by
พัน พัน
PDF
โครงงานภาษาไทย เรื่อง คำไทยที่มักเขียนผิด
by
ธณัชช์ภรณ์ ศิริวัชเดชากุล
PPTX
ศาสนาซิกข์
by
Padvee Academy
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Guntima NaLove
PDF
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Phichit Kophon
PPTออมไว้ใส่ถุงแดง
by
KruBowbaro
เฉลยฝึกหัดการแต่งโคลงสี่สุภาพ
by
กึม จันทิภา
การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ นางสาวอลิศา รักญาติ น้องเอื้อย
by
Alisa Rakyart
งานนำเสนอมัทนะพาธา
by
Santichon Islamic School
รัฐเดี่ยว รัฐรวม
by
thnaporn999
โครงงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
by
พัน พัน
(M5) แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
by
Sivagon Soontong
หลักการทรงงาน 23 ข้อกับการประยุกต์ใช้
by
Sutthiluck Kaewboonrurn
การอ่านแปลความ ตีความและขยายความ
by
Surapong Klamboot
ติวก่อนสอบ ม.2
by
ssuser456899
โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย1
by
Vorramon1
บทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ
by
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน [โครงการอ่านหนังสือให้กับผู้พิการทางสายตา]
by
Kull Ch.
ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์
by
Bank Sangsudta
แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
by
พัน พัน
โครงงานภาษาไทย เรื่อง คำไทยที่มักเขียนผิด
by
ธณัชช์ภรณ์ ศิริวัชเดชากุล
ศาสนาซิกข์
by
Padvee Academy
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Guntima NaLove
โครงงานจิตอาสา พาสะอาด
by
Gob Chantaramanee
เศรษฐกิจพอเพียง
by
Phichit Kophon
Similar to เศรษฐกิจพอเพียง
DOCX
เศรษฐกิจพอเพียง
by
กนกพิชญ์ วังวร
DOCX
เศรษฐกิจพอเพียง
by
มนิลา ธงยศ
DOCX
เศรษฐกิจพอเพียง
by
ธรรศณรรญ พ่อทอง
DOCX
เศรษฐกิจพอเพียง
by
สุปราณี เขื่อนขันธ์
PDF
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
sudza
PDF
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
narudon
PDF
Random 100809002816-phpapp02
by
sapay
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sapay
PDF
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
jo
PDF
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
Wongduean Phumnoi
PDF
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
สรรชัย วิบูลย์ชาติ
PDF
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
Kruwaw-ru Kan
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
jaebarae
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
narudon
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sapay
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sudza
PDF
เศรษฐกิจพอเพียง
by
jo
PDF
เอกสารเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
by
Daungthip Pansomboon
PDF
183356
by
สมควร ช้อยเครือ
PPT
เศรษฐกิจพอเพียง.Ppt2
by
Vilaporn Khankasikam
เศรษฐกิจพอเพียง
by
กนกพิชญ์ วังวร
เศรษฐกิจพอเพียง
by
มนิลา ธงยศ
เศรษฐกิจพอเพียง
by
ธรรศณรรญ พ่อทอง
เศรษฐกิจพอเพียง
by
สุปราณี เขื่อนขันธ์
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
sudza
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
narudon
Random 100809002816-phpapp02
by
sapay
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sapay
เว็บเศรษฐกิจพอเพียง
by
jo
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
Wongduean Phumnoi
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
สรรชัย วิบูลย์ชาติ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
by
Kruwaw-ru Kan
เศรษฐกิจพอเพียง
by
jaebarae
เศรษฐกิจพอเพียง
by
narudon
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sapay
เศรษฐกิจพอเพียง
by
sudza
เศรษฐกิจพอเพียง
by
jo
เอกสารเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
by
Daungthip Pansomboon
183356
by
สมควร ช้อยเครือ
เศรษฐกิจพอเพียง.Ppt2
by
Vilaporn Khankasikam
เศรษฐกิจพอเพียง
1.
เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดํารงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย เดชมีพระราชดํารัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนใน วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดํารงอยู่ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกําหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ โดยปัญญาชนในสังคมไทย หลายท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เสน่ห์ จามริก, ศ.อภิชัย พันธเสน, และ ศ.ฉัตรทิพย์นาถสุภา โดยเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อน หน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจํานวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520และได้ช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจ พอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและ สาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดํารัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และได้จัดทําเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และ ได้นําความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระ บรมราชานุญาตให้นําบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มี ประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนา แบบยั่งยืน โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ใน ขณะเดียวกัน บางสื่อได้มีการตั้งคําถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของ รายงานศึกษาและท่าทีขององค์การ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พัฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกร ชาวไทยได้เข้าถึงทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฏีของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐาน ของการดํารงชีวิตซึ่งอยู่ระหว่าง สังคมระดับท้องถิ่นและตลอดระดับสากล จุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ แนวทางที่สมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้โดยปราศจากการต่อต้านกระแส โลกาภิวัตน์ และการอยู่รวมกันของทุกคนในสังคม
2.
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสําคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540
ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบ ปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการไม่พึ่งพา ผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สําคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดําริว่า มันไม่ได้มีความจําเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม ใหม่ พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้ องกันการ เปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้ เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย 2 อย่างคือ 1.การผลิตจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณผลผลิตและการบริโภค 2.ชุมชนจะต้องมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นคือ ■เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน ■ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ■รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก หลักปรัชญา ...การพัฒนาประเทศจําเป็นต้องทําตามลําดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อ ได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่ สูงขึ้นโดยลําดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดย ไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่ สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด... — พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517[1] เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติของประชาชนใน ทุกระดับให้ดําเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการ
3.
เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ
และระมัดระวัง ในการวางแผนและดําเนินการทุก ขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดําเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลก โลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง แผนภาพแสดงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข แผนภาพแสดงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ นํามาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม" ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง อธิบายถึงการพัฒนา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ว่า เป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดย คํานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนการใช้ความรู้ ความ รอบคอบละคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทําต่างๆ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่ พอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยพิจารณาจากเหตุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้ พร้อมรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องอาศัย ความรู้ และคุณธรรม เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้ ความรอบคอบ และ ความระมัดระวังในการดําเนินชีวิตและการประกอบการงาน ส่วนเงื่อนไขคุณธรรม คือ การยึดถือคุณธรรม
4.
ต่างๆ อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต
ความอดทน ความเพียร การมุ่งต่อประโยชน์ส่วนรวมและการแบ่งปัน ฯลฯ ตลอดเวลาที่ประยุกต์ใช้ปรัชญา อภิชัย พันธเสน ผู้อํานวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็น "ข้อเสนอในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จริง" ทั้งนี้เนื่องจากใน พระราชดํารัสหนึ่ง ได้ให้คําอธิบายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ว่า "คือความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก และ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น"[ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และใช้จ่ายเงินให้ได้มาอย่าง พอเพียงและประหยัด ตามกําลังของเงินของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน ถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บ ออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน สาเหตุที่แนว ทางการดํารงชีวิตอย่างพอเพียง ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการดํารงชีวิตของสังคม ทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือ เกินกว่าปัจจัยในการดํารงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความสวยความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทําให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการ เหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ถ้าไม่เปลี่ยน แนวทางในการดํารงชีวิต ซึ่ง ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ได้กล่าวว่า "หลาย ๆ คนกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนจน ซึ่ง เป็นการปรับตัวเข้าสู่คุณภาพ" และ "การลงมือทําด้วยความมีเหตุมีผล เป็นคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียง" การนําไปใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ถูกใช้เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของ ไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า "สังคมสีเขียว" ด้วย หลักการดังกล่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความ แตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุใน รัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบาย ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า: "บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดําเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงและคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสําคัญ" นายสุรเกียรติ เสถียรไทย ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ในการประชุมสุดยอด The Francophonie Ouagadougou ครั้งที่ 10 ที่ Burkina Faso ว่า ประเทศ
5.
ไทยได้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับ "การพัฒนาแบบยั่งยืน"
ในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านการ เกษตรกรรม เศรษฐกิจ และการแข่งขัน ซึ่งเป็นการสอดคล้องเป้ าหมายแนวทางของนานาชาติในประชาคม โลก โดยยกตัวอย่างการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งเมื่อยึดหลักปรัชญาในการแก้ปัญหาสามารถ ทําให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ของไทยเติบโตได้ถึงร้อยละ 6.7 เศรษฐกิจพอเพียง เวปไซต์แห่งนี้ ได้รวบรวมข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียง ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะ เป็นในด้านประวัติความเป็นมา หรือจุดเริ่มต้นที่ก่อเกิดเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา ในด้านความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดํารัสเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการต่างๆที่เนื่องมาจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเราได้ รวมเอาบุคคลตัวอย่าง ข้อสอบ บทกลอน และเรียงความเศรษฐกิจพอเพียง มาใว้ที่นี่ที่เดียว โดยเนื้อหาต่างๆดังที่กล่าวมา ท่านสามารถเลือกหาหัวข้อที่ท่านสนใจที่เมนูด้านซ้ายมือได้เลย เศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนของบทความเกี่ยวกับการเกษตร เราได้รวมเอาเทคนิค และวิธีการในการทําการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ทั้งในด้านการ ปลูกพืช และด้านการเลี้ยงสัตว์ยกตัวอย่าง เช่น การเลี้ยงปลาดุกในบ่ซีเมนต์การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ การ เลี้ยงหมู การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจต่างๆ การปลูกผักหวานป่า การปลูกกล้วย การปลูกไผ่หวาน การปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึง วิธีการดูแลจัดการต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเกษตรกรที่ได้ทดลองแล้วได้ผล หรือที่เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน เช่น การทําปุ๋ ยหมักชีวภาพ ไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน การทําจุลินทรีย์ในการปลูกพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนในการทํา การเกษตร รวมทั้งการใช้วิธีธรรมชาติ ในการจัดการกับโรค แมลง เพื่อความสมดุลย์
6.
เศรษฐกิจพอเพียง ในส่วนของ เวปบอร์ดนั้น จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ของเกษตรกร
และบุคคลทั่วไปที่สนใจในด้านการเกษตร ที่นํามา แลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งจะมี ในส่วนของการซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้าเกษตร เช่น ขายเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น และในส่วนเวปบ อร์ด นี้จะจัดให้มีส่วน ความรู้ทั่วๆไป ข่าวสาร และในส่วนของการสนทนาทั่วๆไป เพื่อความเป็นกันเองของท่านสมาชิก และถ้าสมาชิกท่านใด ต้องการในส่วนใหนเพิ่มเติม ก็ส่งข้อความมาหาเวปมาสเตอร์ได้เลย เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง และในส่วนอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อความสะดวกในการค้นหา ท่านสามารถเลือก อ่านได้ที่ เมนูด้านซ้ายมือได้เลย “เศรษฐกิจพอเพียงเป็ นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือน เสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็มแต่คน ส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้าไป” (พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา) “เศรษฐกิจพอเพียงแปลว่า Sufficiency Economy คาว่า Sufficiency Economy นี้ ไม่มี ในตาราเศรษฐกิจ. จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็ นทฤษฎีใหม่ Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตารา เพราะหมายความว่าเรามีความคิดใหม่…และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็ สามารถที่จะไปปรับปรุง หรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดี ขึ้น” (พระราชดารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒) เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ ราชดารัสชี้แนะแนวทางการดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช ้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข ้าใจที่หลากหลายและไม่ชัดเจน ถึงความหมายและ หลักแนวคิดที่แท ้จริงของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา อันมีคุณลักษณะ ที่สาคัญ คือ สามารถประยุกต์ใช ้ได ้ในทุกระดับ คานิยามของความพอเพียงคือความ พอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ภายใต ้เงื่อนไขของการตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมที่ ต ้องอาศัยเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม
7.
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ ระดับครอบครัวระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ
ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให ้ดาเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให ้ก ้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความ พอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต ้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมี ผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต ้องอาศัยความรอบรู้ ความ รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช ้ในการวางแผนและการดาเนินการทุก ขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต ้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นัก ทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให ้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให ้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด ้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให ้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว ้างขวาง ทั้งด ้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล ้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได ้เป็นอย่างดี หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและ ความไม่ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร ้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช ้ ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการตัดสินใจ และการกระทา “ถ ้าพอมีพอกิน คือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน. สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อยๆพัฒนาขึ้นมา ต ้องมีการแลกเปลี่ยนกัน มีการช่วยระหว่างหมู่บ ้าน หรือระหว่างจะเรียกว่าอาเภอ จังหวัด ประเทศ จะต ้องมีการแลกเปลี่ยน มีการไม่พอเพียง จึงบอกว่าถ ้ามีเศรษฐกิจพอเพียง เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะพอแล ้ว จะใช ้ได ้.” (พระราชดารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒) ข ้อมูลจาก www.okmd.or.th
8.
หลักพิจารณาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ด ้วยกัน
๕ ส่วน ดังนี้ 1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมี พื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนามาประยุกต์ใช ้ได ้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิง ระบบที่มีลักษณะพลวัตร มุ่งเน้นการรอดพ ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช ้กับการปฏิบัติตนได ้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบน ทางสายกลาง และการพัฒนา อย่างเป็นขั้นตอน 2. คานิยาม ความพอเพียง (Sufficiency) จะต ้องประกอบด ้วย ๓ คุณลักษณะ พร้อมๆ กัน ดังนี้ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภค ที่อยู่ในระดับพอประมาณ 3. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต ้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข ้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้นๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให ้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด ้านต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็นไปได ้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล ้และไกล 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมต่างๆให ้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต ้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ - เงื่อนไขความรู้ ประกอบด ้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ อย่างรอบด ้าน ความรอบคอบที่จะนา ความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให ้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ - เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต ้องเสริมสร ้าง ประกอบด ้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช ้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต 5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช ้ คือการพัฒนาที่สมดุลและสามารถพร ้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ในทุกด ้าน ทั้งด ้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล ้อม และ ความรู้และเทคโนโลยี “ถ ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียงเวลาไฟดับ… จะพังหมดจะทาอย่างไร. ที่ที่ต ้องใช ้ไฟฟ้าก็ต ้องแย่ไป. …หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ ถ ้าเรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ใช ้ปั่นไฟ หรือถ ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางแก ้ไขปัญหาเสมอ …ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให ้พอเพียงเฉพาะตัวเองร ้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เป็นสิ่งที่ทาไม่ได ้ จะต ้องมีการแลกเปลี่ยน ต ้องมีการช่วยกัน
9.
พอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให ้สามารถที่ดาเนินงานได
้” (พระราชดารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒) ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับ ชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดําเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจําเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนําวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดําเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน
10.
จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสํานึกใน คุณธรรม
ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดําเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และ ความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี การนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อ ความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า สังคมสีเขียว (Green Society) ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบ ทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เรียกสิ่งนี้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความไม่รู้ว่าจะนําปรัชญานี้ไปใช้ทําอะไร กลายเป็นว่าผู้นํา สังคมทุกคน ทั้งนักการเมืองและรัฐบาลใช้คําว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นข้ออ้างในการทํากิจกรรมใด ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าได้ สนองพระราชดํารัสและให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อตัวเอง ซึ่ง ความไม่เข้าใจนี้อาจเกิดจากการสับสนว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ทําให้มีความเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการปฏิเสธอุตสาหกรรมแล้วกลับไปสู่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ได้รับการเชิดชูสูงสุด จาก สหประชาชาติ (UN)โดยนายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การ สหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award แก่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เมื่อ 26 พฤษภาคม 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มได้จากการ สร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและ นานาประเทศ โดยที่องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศยึดเป็นแนวทางสู่การ พัฒนาประเทศแบบยั่งยืน
11.
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท
โดยคํานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทํา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่5 ส่วน ดังนี้ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดํารงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิต ดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความ มั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนํามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสาย กลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คํานิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กันดังนี้ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลติ และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
12.
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น
จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทํานั้น ๆ อย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดย คํานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล เงื่อนไข การตัดสินใจและการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็น พื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนําความรู้ เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มี ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดําเนินชีวิต แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนําปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุล และ ยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดําริ เศรษฐกิจพอเพียง และแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นําไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ใน ระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณ และความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
13.
เศรษฐกิจพอเพียงความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการ และแนวทาง ปฏิบัติของทฤษฎีใหม่
ในขณะที่ แนวพระราชดําริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการ เกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม เฉพาะในพื้นที่ที่ เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดําริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่2 แบบ คือ แบบพื้นฐาน กับ แบบก้าวหน้า ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งนํ้า ต้องพึ่งนํ้าฝน และประสบความเสี่ยงจากการที่นํ้าไม่พอเพียง แม้กระทั่งสําหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว จาก การแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องนํ้า จะทําให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่ง และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถ ผลิตเองได้ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จําเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสมความ พอเพียงในระดับชุมชน และระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันใน ลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัว หรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็น เบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามกําลังและความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทําให้ ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่าย วิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริงความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบ ก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงทําให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อัน ประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดําเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วย หลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
14.
ประการที่สําคัญของเศรษฐกิจพอเพียง พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน
2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป พออยู่พอใช้ทําให้บ้านน่าอยู่ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมนํ้าถูพื้นบ้าน จะ สะอาดกว่าใช้นํ้ายาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล) พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด "การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สําคัญ สําคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบ พอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง" พระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เศรษฐกิจพอเพียง ความหมายเศรษฐกิจพอเพียง
15.
ความหมายเศรษฐกิจพอเพียง จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผลจากการใช ้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได
้ก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ สังคมไทยอย่างมากในทุกด ้าน ไม่ว่าจะเป็นด ้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและ สิ่งแวดล ้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได ้เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สาหรับผลของการพัฒนาในด ้านบวกนั้น ได ้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยาย ปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด ้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึง คนในชนบท หรือผู้ด ้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได ้เกิดผลลบติดตามมาด ้วย เช่น การขยายตัวของรัฐ เข ้าไปในชนบท ได ้ส่งผลให ้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด ้าน ทั้งการต ้องพึ่งพิงตลาดและ พ่อค ้าคนกลางในการสั่งสินค ้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์ แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช ้แก ้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป สิ่งสาคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดารงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทาให ้คนไทยสามารถ พึ่งตนเอง และดาเนินชีวิตไปได ้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต ้อานาจและความมีอิสระในการกาหนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให ้ตนเองได ้รับการสนองตอบ ต่อความต ้อง การต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได ้ด ้วยตนเอง ซึ่ง ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต ้องถูก กระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล ้วนแต่เป็นข ้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นี้ได ้เป็นอย่างดี พระราชดาริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
16.
“...การพัฒนาประเทศจาเป็นต ้องทาตามลาดับขั้น ต
้องสร ้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช ้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต ้นก่อน โดยใช ้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต ้องตามหลัก วิชาการ เมื่อได ้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได ้แล ้ว จึงค่อยสร ้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลาดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗) “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดาริในพระบาทสมเด็จพระเจ ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานาน กว่า ๓๐ ปี เป็ นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้ง บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร ้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช ้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดารงชีวิต ที่ สาคัญจะต ้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนาไปสู่ “ความสุข” ในการดาเนินชีวิต อย่างแท ้จริง “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล ้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่ สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให ้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให ้เมืองไทย พออยู่พอ กิน มีความสงบ และทางานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให ้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นๆ ถ ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได ้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได ้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗) พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นหลักแต่ เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได ้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของ ประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล ้ว จึงสร้าง ความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให ้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนาการพัฒนา ประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นคือ ทาให้ประชาชนในชนบท ส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได ้ เพื่อสร ้างพื้นฐาน และความมั่นงคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได ้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให ้พอมีพอกิน พอมีพอกิน นี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช ้ได ้ยิ่งถ ้าทั้งประเทศ พอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดาริชี้แนะ
17.
แนวทาง การดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕
ปี ตั้งแต่ก่อนเกิด วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได ้ทรงเน้นย้าแนวทางการแก ้ไขเพื่อให ้รอดพ ้น และ สามารถดารงอยู่ได ้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต ้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให ้ดาเนิน ไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให ้ก ้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความ พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต ้องมีระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต ้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆ มาใช ้ในการวางแผนและการดาเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต ้องเสริมสร ้างพื้นฐาน จิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให ้มีสานึก ในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให ้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด ้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให ้สมดุลและพร ้อมต่อการรองรับการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว ้างขวาง ทั้งด ้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล ้อม และวัฒนธรรมจากโลก ภายนอกได ้เป็นอย่างดี ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต ้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข ้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการ กระทานั้นๆ อย่างรอบคอบ ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให ้พร ้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด ้านต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็นไปได ้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให ้อยู่ในระดับ พอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ ๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด ้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข ้องรอบด ้าน ความ รอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให ้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความ ระมัดระวังในการปฏิบัติ ๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต ้องเสริมสร้าง ประกอบด ้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความ ซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช ้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
18.
ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน เศรษฐกิจ
การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิง สาเหตุและผลลัพธ์ได้เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สําหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนใน ชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความ อ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบ ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้ แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป สิ่งสําคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดํารงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทําให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดําเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้อํานาจและความมีอิสระในการกําหนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบ ต่อความต้อง การต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและ สังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี พระราชดําริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง “...การพัฒนาประเทศจําเป็นต้องทําตามลําดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้ วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลําดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗) “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของ วัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คํานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การ สร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดํารงชีวิต ที่สําคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะ นําไปสู่“ความสุข” ในการดําเนินชีวิตอย่างแท้จริง “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมี ความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทํางานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอด ยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗) พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่ เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหา ได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อนเมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและ ฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น
19.
ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนําการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน
นั่น คือ ทําให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นงคงทาง เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ ใช้ได้ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดําริชี้แนะแนวทาง การดําเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมา โดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นยํ้าแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถ ดํารงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดํารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดําเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความ พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจําเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิด จากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนําวิชาการต่างๆ มาใช้ ในการวางแผนและการดําเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นัก ทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสํานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดําเนินชีวิตด้วยความอดทน ความ เพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่ อยู่ในระดับพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคํานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทํานั้นๆ อย่างรอบคอบ ๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคํานึงถึงความเป็นไปได้ของ สถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดําเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้ ๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนําความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้ เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
20.
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง
ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดําเนินชีวิต พระราชดํารัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง “...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสําหรับซื้อนํ้ามันสําหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเรา ต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนนํ้ามันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ ย แล้วก็ใช้ได้สําหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...” พระราชดํารัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ “...เราไม่เป็นประเทศรํ่ารวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลัง อย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ ตลอดไป...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ “...ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มี กําไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากําลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอํานาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของ ประชาชนนั้นไม่มีทาง...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ “...เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้คําว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จํานวนมากพอสมควร แต่ใช้คําว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ “...ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทําให้เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควร จะแก้ไขและดําเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัยจากธรรมชาติกระหนํ่า ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้เพียงแต่ว่าต้องใช้ เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคน เป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙
21.
“...การจะเป็นเสือนั้นไม่สําคัญ สําคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น
หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับ ตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอําเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสีย ค่าขนส่งมากนัก...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙. “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ “...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคําว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมี ความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทําอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ “...ไฟดับถ้ามีความจําเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะ แก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทําไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถ ที่จะดําเนินงานได้...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ “...โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่ ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าว พอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนกัน เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน...” พระราชดํารัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ “...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทําอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทําจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สาม หมื่นบาท คนชอบเอาคําพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทําเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไป จํากัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า
22.
Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย
เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...” พระตําหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต ข้อจํากัดของรายได้หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไป ก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถ ควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของ ประเทศ มักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่หามาได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนําไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้ เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศ เกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจ ในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จําเป็นจะต้องจํากัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาค ชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม การดําเนินชีวิตตามแนวพระราชดําริพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดําริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะ ทรงคํานึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนําไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้ แนวพระราชดําริในการดําเนินชีวิตแบบพอเพียง ๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต ๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต ๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง ๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้ าหมาย สําคัญ ๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา ตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระราชดํารินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภาย นอกที่มีผลกระทบต่อการทําการเกษตร ให้
23.
สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนนํ้าได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลําบากนัก ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจํา
ประกอบด้วย ๑. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร ๒. ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ ๓. ความเสี่ยงด้านนํ้า ฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง ๔. ภัยธรรมชาติอื่นๆ และโรคระบาด ๕. ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต - ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช - ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน - ความเสี่ยงด้านหนี้สินและการสูญเสียที่ดิน ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและนํ้า เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทฤษฎีใหม่ ความสําคัญของทฤษฎีใหม่ ๑. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ๒. มีการคํานวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณนํ้าที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี ๓. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสําหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง ๓ ขั้นตอน ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักนํ้าเพื่อใช้เก็บกักนํ้าฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชนํ้าต่างๆ พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจําวันสําหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอด ปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและ สามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจําวัน หากเหลือบริโภคก็นําไป จําหน่าย พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดําเนินการในด้าน
24.
(๑) การผลิต (พันธุ์พืช
เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) - เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ ย การจัดหานํ้า และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก (๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจําหน่ายผลผลิต) - เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวม ข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย (๓) การเป็นอยู่(กะปิ นํ้าปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ) - ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ นํ้าปลา เสื้อผ้า ที่ พอเพียง (๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) - แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จําเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของ ชุมชน (๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) - ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง (๖) สังคมและศาสนา - ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกใน ชุมชนนั้นเป็นสําคัญ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม เมื่อดําเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ - เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาตํ่า (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) - เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาตํ่า เพราะรวมกันซื้อเป็นจํานวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง) - ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดําเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น หลักการและแนวทางสําคัญ ๑. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับ ที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทํานองเดียวกับการ “ลงแขก” แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานด้วย ๒. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทํานาประมาณ ๕ ไร่ จะทําให้มีข้าวพอกิน ตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ ๓. ต้องมีนํ้าเพื่อการเพาะปลูกสํารองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้น จึงจําเป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระนํ้า
25.
โดยมีหลักว่าต้องมีนํ้าเพียงพอที่จะเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ ได้พระราชทานพระราชดําริเป็นแนวทางว่า
ต้องมีนํ้า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อการ เพาะปลูก ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนั้น เมื่อทํานา ๕ ไร่ ทําพืชไร่ หรือไม้ผลอีก ๕ ไร่ (รวมเป็น ๑๐ ไร่) จะต้องมีนํ้า ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่า มีพื้นที่ ๕ ไร่ ก็จะสามารถกําหนดสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลง ประกอบด้วย - นาข้าว ๕ ไร่ - พืชไร่ พืชสวน ๕ ไร่ - สระนํ้า ๓ ไร่ ขุดลึก ๔ เมตร จุนํ้าได้ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณนํ้าที่เพียงพอที่จะสํารองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง - ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่ แต่ทั้งนี้ ขนาดของสระเก็บนํ้าขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ดังนี้ - ถ้าเป็นพื้นที่ทําการเกษตรอาศัยนํ้าฝน สระนํ้าควรมีลักษณะลึก เพื่อป้องกันไม่ให้นํ้าระเหยได้มากเกินไป ซึ่งจะทําให้มีนํ้าใช้ตลอดทั้งปี - ถ้าเป็นพื้นที่ทําการเกษตรในเขตชลประทาน สระนํ้าอาจมีลักษณะลึก หรือตื้น และแคบ หรือกว้างก็ได้โดยพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะ สามารถมีนํ้ามาเติมอยู่เรื่อยๆ การมีสระเก็บนํ้าก็เพื่อให้เกษตรกรมีนํ้าใช้อย่างสมํ่าเสมอทั้งปี (ทรงเรียกว่า Regulator หมายถึงการควบคุมให้ดี มีระบบนํ้าหมุนเวียนใช้ เพื่อการเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้งและระยะฝนทิ้งช่วง แต่มิได้หมายความว่า เกษตรกรจะสามารถ ปลูกข้าวนาปรังได้เพราะหากนํ้าในสระเก็บนํ้าไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้เคียงก็อาจจะต้องสูบนํ้ามาจากเขื่อน ซึ่งจะทําให้นํ้าในเขื่อน หมดได้ แต่เกษตรกรควรทํานาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรใช้นํ้าที่เก็บตุนนั้น ให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่าง สูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อจะได้มีผลผลิตอื่นๆ ไว้บริโภคและสามารถนําไปขายได้ตลอดทั้งปี ๔. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคํานวณและคํานึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัว เฉลี่ย ครัวเรือนละ ๑๕ ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้ ก็สามารถใช้อัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ เป็นเกณฑ์ ปรับใช้ได้ กล่าวคือ ร้อยละ ๓๐ ส่วนแรก ขุดสระนํ้า (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชนํ้า เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯลฯ ได้ด้วย) บนสระอาจสร้างเล้าไก่และบนขอบสระนํ้า อาจปลูกไม้ยืนต้นที่ไม่ใช้นํ้ามากโดยรอบ ได้ ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สอง ทํานา ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น) ร้อยละ ๑๐ สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ทางเดิน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ไม้ดอกไม้ประดับ พืชสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตร หรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับ สภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณนํ้าฝน และสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุก หรือพื้นที่ที่มีแหล่งนํ้ามาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลด ขนาดของบ่อ หรือสระเก็บนํ้าให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโชน์อื่นต่อไปได้ ๕. การดําเนินการตามทฤษฎีใหม่ มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้น เกษตรกร ควรขอรับคําแนะนําจากเจ้าหน้าที่ด้วย และที่สําคัญ คือ ราคาการลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดสระนํ้า เกษตรกรจะต้องได้รับความ ช่วยเหลือจากส่วนราชการ มูลนิธิ และเอกชน ๖. ในระหว่างการขุดสระนํ้า จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาจํานวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดี ควรนําไปกองไว้ต่างหากเพื่อนํามาใช้ประโยชน์ในการปลูก
26.
พืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนํามาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่างที่เป็นดินไม่ดี
หรืออาจนํามาถมทําขอบสระนํ้า หรือยกร่องสําหรับปลูกไม้ผลก็จะได้ ประโยชน์อีกทางหนึ่ง ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยง ไม้ผลและผักยืนต้น : มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่า มะละกอ กะท้อน แคบ้าน มะรุม สะเดา ขี้เหล็ก กระถิน ฯลฯ ผักล้มลุกและดอกไม้: มันเทศ เผือก ถั่วฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรือง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก และซ่อนกลิ่น เป็นต้น เห็ด : เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดเป๋ าฮื้อ เป็นต้น สมุนไพรและเครื่องเทศ : หมาก พลู พริกไท บุก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ด หญ้าแฝก และพืชผักบางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็นต้น ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง : ไผ่ มะพร้าว ตาล กระถินณรงค์มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน สะเดา ขี้เหล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็นต้น พืชไร่ : ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย มันสําปะหลัง ละหุ่ง นุ่น เป็นต้น พืชไร่หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และจําหน่ายเป็นพืชประเภทผักได้และมีราคาดีกว่าเก็บเมื่อแก่ ได้แก่ ข้าวโพด ถัวเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย และมันสําปะหลัง พืชบํารุงดินและพืชคลุมดิน : ถั่วมะแฮะ ถั่วฮามาต้า โสนแอฟริกัน โสนพื้นเมือง ปอเทือง ถั่วพร้า ขี้เหล็ก กระถิน รวมทั้งถั่วเขียวและถั่วพุ่ม เป็น ต้น และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบลงไปเพื่อบํารุงดินได้ หมายเหตุ : พืชหลายชนิดใช้ทําประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งชนิด และการเลือกปลูกพืชควรเน้นพืชยืนต้นด้วย เพราะการดูแลรักษาในระยะหลังจะ ลดน้อยลง มีผลผลิตทยอยออกตลอดปี ควรเลือกพืชยืนต้นชนิดต่างๆ กัน ให้ความร่มเย็นและชุ่มชื้นกับที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม และควรเลือก ต้นไม้ให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ เช่น ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัสบริเวณขอบสระ ควรเป็นไม้ผลแทน เป็นต้น สัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้แก่ สัตว์นํ้า : ปลาไน ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาดุก เพื่อเป็นอาหารเสริมประเภทโปรตีน และยังสามารถนําไปจําหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย ในบางพื้นที่สามารถเลี้ยงกบได้ สุกร หรือ ไก่ เลี้ยงบนขอบสระนํ้า ทั้งนี้ มูลสุกรและไก่สามารถนํามาเป็นอาหารปลา บางแห่งอาจเลี้ยงเป็ดได้ ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ ๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ๒. ในหน้าแล้งมีนํ้าน้อย ก็สามารถเอานํ้าที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้นํ้าน้อยได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน ๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีนํ้าดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้โดยไม่เดือดร้อนในเรื่องค่า ใช้จ่ายต่างๆ ๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัย เกษตรกรสามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก ซึ่งเป็นการ ประหยัดงบประมาณด้วย ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ ทฤษฎีใหม่ที่ดําเนินการโดยอาศัยแหล่งนํ้า ธรรมชาติ นํ้าฝน จะอยู่ในลักษณะ “หมิ่นเหม่” เพราะหากปีใดฝนน้อย นํ้าอาจจะไม่เพียงพอ ฉะนั้น การที่จะทําให้ทฤษฎีใหม่สมบูรณ์ได้นั้น จําเป็นต้องมีสระเก็บกักนํ้าที่มีประสิทธิภาพและเต็มความสามารถ โดยการมีแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ที่
27.
สามารถเพิ่มเติมนํ้าในสระเก็บกักนํ้าให้เต็มอยู่เสมอ ดังเช่น กรณีของการทดลองที่โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดําริ
จังหวัดสระบุรี ระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระน้า จากภาพ วงกลมเล็ก คือสระนํ้าที่เกษตรกรขุดขึ้นตามทฤษฎีใหม่ เมื่อเกิดช่วงขาดแคลนนํ้าในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถสูบนํ้ามาใช้ประโยชน์ได้ และหากนํ้าในสระนํ้าไม่เพียงพอก็ขอรับนํ้าจากอ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ซึ่งได้ทําระบบส่งนํ้าเชื่อมต่อทางท่อลงมายังสระนํ้าที่ได้ขุดไว้ในแต่ละ แปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถมีนํ้าใช้ตลอดปี กรณีที่เกษตรกรใช้นํ้ากันมาก อ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็อาจมีปริมาณนํ้าไม่เพียงพอ ก็สามารถใช้วิธีการผันนํ้าจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (อ่าง ใหญ่) ต่อลงมายังอ่างเก็บนํ้าห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็จะช่วยให้มีปริมาณนํ้ามาเติมในสระของเกษตรกรพอตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสี่ยง ระบบการจัดการทรัพยากรนํ้าตามแนวพระราชดําริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถทําให้การใช้นํ้ามีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด จากระบบ ส่งท่อเปิดผ่านไปตามแปลงไร่นาต่างๆ ถึง ๓-๕ เท่า เพราะยามหน้าฝน นอกจากจะมีนํ้าในอ่างเก็บนํ้าแล้ว ยังมีนํ้าในสระของราษฎรเก็บไว้พร้อม กันด้วย ทําให้มีปริมาณนํ้าเพิ่มอย่างมหาศาล นํ้าในอ่างที่ต่อมาสู่สระจะทําหน้าที่เป็นแหล่งนํ้าสํารอง คอยเติมเท่านั้นเอง
28.
เศรษฐกิจพอเพียง
30.
21 เม.ย 59
05.25 น. | เปิดอ่าน 25,473 | ความคิดเห็น 2 "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดารัสชี้แนะแนวทางการ ดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 และ เมื่อภายหลังได ้ทรงเน้นย้าแนวทางการแก ้ไขเพื่อให ้รอดพ ้น และสามารถดารงอยู่ได ้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต ้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได ้รับการยอมรับจากนาๆ ประเทศทั่วโลก ว่าเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบยั่งยืนอย่างแท ้จริง หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและ ความไม่ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร ้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช ้ ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ ๕ ส่วน ดังนี้ 1. กรอบแนวความคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ของสังคมไทย สมารถนามาประยุกต์ใช ้ได ้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช ้กับการปฏิบัติตนได ้ในทุกระดับโดยเน้นการปฏิบัติบนทางสาย กลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน 3. คานิยาม ความพอเพียงจะต ้องประกอบด ้วย ๓ คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้ 1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
31.
2. ความมีเหตุผล: หมายถึง
การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต ้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข ้องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้น ๆ อย่าง รอบคอบ 3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว: หมายถึง การเตรียมตัวให ้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด ้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคานึงถึงความเป็นไปได ้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล ้และ ไกล 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให ้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต ้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็น พื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้: ประกอบด ้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข ้องอย่างรอบด ้าน ความรอบคอบ ที่จะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให ้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้น ปฏิบัติ เงื่อนไขคุณธรรม: ที่จะต ้องเสริมสร ้างประกอบด ้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมี ความอดทน มีความเพียร ใช ้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต 5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลจากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช ้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร ้อมรับต่อการ เปลี่ยนแปลงในทุกด ้าน ทั้งด ้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล ้อม ความรู้และเทคโนโลยี เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นาไปสู่ความสามารถ ในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือ การเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มี ความรู้ ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว ้างกว่าทฤษฎีใหม่โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอก หลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดาริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎี
32.
ใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช
้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก ้าวหน้า ได ้ดังนี้ ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบ พื้นฐานเทียบได ้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก ้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้า ต ้องพึ่งน้าฝนและ ประสบความเสี่ยงจากการที่น้าไม่พอเพียง แม ้กระทั่งสาหรับการปลูกข ้าวเพื่อบริโภค และมีข ้อสมมติว่า มีที่ดิน พอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก ้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก ้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้า จะทาให ้เกษตรกร สามารถมีข ้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได ้และใช ้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต ้องการพื้นฐานของ ครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได ้ที่จะใช ้เป็นค่าใช ้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได ้ทั้งหมดนี้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให ้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว อย่างไรก็ตาม แม ้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็ จาเป็นที่เกษตรกรจะต ้องได ้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุม ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให ้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ี่ธุรกิจ ต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มี ความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต ้นแล ้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร ้างประโยชน์ให ้แก่กลุ่มและส่วนรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกาลังและความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทาให ้ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท ้จริง ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให ้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร ้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต ้น การสร ้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยน ความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทาให ้ ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด ้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดาเนินชีวิตอย่างพอเพียง กลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด ้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได ้ในที่สุด การสร ้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอให ้ริเริ่มการสร้าง ขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสานต่อความคิดและเชื่อมโยงการขยายผลที่เกิดจากการนาหลัก ปรัชญาฯ ไปใช ้อย่างหลากหลาย รวมทั้งเพื่อจุดประกายให ้เกิดความรู้ความเข ้าใจที่ถูกต ้อง ซึ่งจะนาไปสู่การ ยอมรับ และการนาไปประยุกต์ใช ้ให ้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างจริงจัง จากพระบรมราโชวาทและพระราชดารัสของพระองค์ นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต ้นมา จะพบว่าพระองค์ท่าน ได ้ทรงเน้นย้าแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช ้การรู้จัก ความพอประมาณ การคานึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนคนไทย ไม่ให ้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาตามลาดับขั้นตอนที่ถูกต ้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนมีคุณธรรมเป็น
33.
กรอบในการดารงชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันภายใต ้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง สศช.
จึงได ้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกันกลั่นกรองพระราชดารัสฯ สรุปเป็นนิยาม ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง และได ้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานาทางในการจัดทา แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 เพื่อส่งเสริม ให ้ประชาชนทุกระดับมีความเข ้าใจและนาไปประกอบการดาเนินชีวิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให ้มีการนาหลักเศรษฐกิจ พอเพียงไปใช ้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยใน ทุกภาคส่วน วัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้ความเข ้าใจที่ถูกต ้อง เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงให ้ ประชาชนทึกคนสามารถนาหลักปรัชญาฯ ไปประยุกต์ให ้ได ้อย่างเหมาะสม และปลูกฝัง ปรับเปลี่ยนกระบวน ทัศน์ในการดารงชีวิตให ้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนาไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให ้ อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการเสริมพลังให ้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได ้อย่างมั่นคง ภายใต ้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยให ้ความสาคัญกับการสร ้างฐานรากทางเศรษฐกิจและสังคมให ้เข ้มแข็ง รักษา ความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได ้ อย่างเท่าทัน และนาไปสู่ความเอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทย การขับเคลื่อนจะเป็ นลักษณะเครือข่ายและระดมพลังจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต ้น ได ้แก่ เครือข่ายด ้านประชาสังคมและชุมชน เครือข่ายธุรกิจเอกชน นอกจากนี้แล ้วยังมีเครือข่ายสนับสนุนตามภารกิจ ได ้แก่ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายสร้างกระบวนการเรียนรู้ เครือข่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้แกนกลางขับเคลื่อนมี 3 ระดับได ้แก่ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พอเพียง และกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียงใน สศช. ซึ่งจะเป็นหน่วยปฏิบัติงานในการขับเคลื่อนและจะทูลเกล ้า ทูลกระหม่อมถวายผลการดาเนินงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหา มงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 80 พรรษา ในเดือนธันวาคม 2550 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให ้ดาเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให ้ก ้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจาเป็นที่จะต ้องมีระบบภูมิคุ้มกัน ในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต ้อง
34.
อาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช ้ในการวางแผน และการดาเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต ้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐนักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให ้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให ้มีความ รอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด ้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให ้สมดุลและ พร ้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว ้างขวางทั้งด ้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล ้อม และ วัฒนธรรมจากโลกภายนอกได ้เป็นอย่างดี (ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง พระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ รวมทั้งพระราชดารัสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข ้อง โดยได ้รับพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตให ้นาไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ ายและ ประชาชนโดยทั่วไป)
Download