สงครามโลกครั้งที่ 2
        นางสาวสมฤทัย สุจริต
         ชั้นม.๖/๒ เลขที่ ๒๐
ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1
สิ้นสุดลงพิสูจน์ให้เห็นว่าสงครามไม่สามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งได้ การเจรจา
หลังสงครามยุติ ก็ยิ่งก่อความไม่พอใจกับประเทศที่เกี่ยวข้อง นอกจากแก้ปัญหา
แล้ว เงื่อนหลายข้อที่เกิดจากสนธิสัญญาสันติภาพ
แวร์ซายส์ยังก่อปัญหาเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ดาเนินไปจนถึงขีดสุด
โดยมาตรการต่างๆ ไม่สามารถป้องกันได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ( World War II )
ก็เกิดขึ้นผู้แพ้อย่างเยอรมนีและความพร้อมที่จะแสดงบทบาทสาคัญให้โลก
ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง
สาเหตุของสงครามโลก
  1. ความไม่ยุติธรรมของสนธิสัญญา ข้อบกพร่องของสนธิสัญญาสันติภาพหลัง
  สงครามโลกครั้งที่ 1 มีสาเหตุมาจากประเทศชนะสงคราม และประเทศที่แพ้
  สงครามต่างก็ไม่พอใจในข้อตกลง เพราะสูญเสียผลประโยชน์ ไม่พอใจใน
  ผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยเฉพาะสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่เยอรมันไม่พอใจในสภาพ
  ที่ตนต้องถูกผูกมัดด้วยสัญญา และต้องการได้ดินแดน ผลประโยชน์และเกียรติภูมิ
  ที่สูญเสียไปกลับคืนมา
2. ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับ
ระบอบเผด็จการ ปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทา
ให้หลายประเทศหันไปใช้ระบอบเผด็จการเพื่อแก้ปัญหาภายใน เช่น เยอรมนีและ
อิตาลี นาไปสู่การแบ่งกลุ่มประเทศ เพราะประเทศที่มีระบอบการปกครอง
เหมือนกันจะรวมกลุ่มกัน
3. ลัทธิชาตินิยมในประเทศเยอรมนี อิตาลี และญีปุ่น เนื่องจากความ
                                            ่
ไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และเยอรมนีพัฒนาตนเองจนแข็งแกร่งเป็น
อาณาจักรเยอรมนีที่ 3 และมีนโยบายบุกรุกดินแดนใน

 4. ลัทธินิยมทางทหาร ได้แก่ การสะสมอาวุธเพื่อประสิทธิภาพของกองทัพ ทาให้
เกิดความเครียดระหว่างประเทศมากขึ้น และเกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
5. นโยบายต่างประเทศ ที่ไม่แน่นอนของอังกฤษ การใช้นโยบายออมชอมของ
อังกฤษเมื่อเยอรมนีละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เช่น
การเพิ่มกาลังทหารและการรุกรานดินแดนต่างๆ ทาให้เยอรมนีและพันธมิตรได้ใจ
และรุกรานมากขึ้น
6. ความอ่อนแอของ องค์การสันนิบาตชาติ เนื่องจากไม่มีกองทัพขององค์การ ทา
ให้ขาดอานาจในการปฏิบัติการและอเมริกาไม่ได้เป็นสมาชิกจึงทาให้องค์การ
สันนิบาต เป็นเครื่องมือของประเทศที่ชนะใช้ลงโทษประเทศที่แพ้สงคราม
วิกฤตการณ์สาคัญก่อนสงคราม
  1.   เยอรมนียกเลิกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ค.ศ. 1936
  2.   สงครามอิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ค.ศ. 1936
  3.   สงครามกลางเมืองสเปน ค.ศ. 1936 – 1939
  4.   เยอรมนีรวมออสเตรีย ค.ศ. 1938
  5.   เยอรมนีรวมเชคโกสโลวาเกีย ค.ศ. 1938
  6.   อิตาลียึดครองแอลเบเนีย ค.ศ. 1939
  7.   ปัญหาฉนวนโปแลนด์ ค.ศ. 1939
  8.   การขยายอานาจของญี่ปุ่นในเอเชีย ค.ศ. 1931 – 1939
ชนวนระเบิดของสงครามโลกครั้งที่ 2
          กองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์เมื่อ 1 กันยายน 1939 เนื่องจากโปแลนด์
  ปฏิเสธที่จะยกเมืองท่าดานซิกและฉนวนโปแลนด์ในเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส
  ซึ่งมีสัญญาค้าประกันเอกราชของโปแลนด์ ได้ยื่นคาขาดให้เยอรมนี ถอนทหาร
  ออกจากโปแลนด์ แต่ฮิตเลอร์ปฏิเสธ
การแบ่งกลุ่มของประเทศคู่สงคราม

  1. ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย – ฮังการี บัลแกเรีย
  และตุรกี
  2. ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เซอร์เบีย
ประเทศในฝ่ายพันธมิตรแสดงในสีเขียว ฝ่ายอักษะแสดงในสีส้ม
            และสีเทาเป็นประเทศที่เป็นกลาง
เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

  - เยอรมนีโจมตีโปแลนด์ เมื่อ 1 กันยายน 1939
  - วันที่ 3 กันยายน 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนี
          เยอรมนีทาการลบแบบสายฟ้าแลบ ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว ได้ดินแดน
  โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และฝรั่งเศส โจมตีอังกฤษ รัสเซีย ทาง
  อากาศ ซึ่งเป็นสงครามทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สงครามในระยะแรกสัมพันธมิตร
  แพ้ทุกสนามรบ
เมื่อเริ่มสงคราม สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง แต่เมื่อญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ล
ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941
สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับอังกฤษและฝรั่งเศส ทาให้ฝ่าย
พันธมิตรมีชัยชนะ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945
การรบในแปซิฟิก ญี่ปุ่นเป็นคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกา ฝ่ายสัมพันธมิตร
ยุติสงคราม โดยการทิ้งระเบิดปรมาณู ลูกแรกชื่อลิตเติลบอย ที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อ
วันที่ 6 สิงหาคม 1945 และลูกที่ 2 ชื่อแฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9
สิงหาคม 1945 และวันที่ 14 สิงหาคม 1945 ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ญี่ปุ่นลง
นาม บางกลุ่มได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทย (Free Thai Movement) ดาเนินช่วยเหลือ
ฝ่ายสัมพันธมิตร จึงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงคราม
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2

         ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ มีการนาอาวุธที่ทันสมัยและระเบิดปรมาณูมาใช้ทา
  ให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1
ผลกระทบของสงคราม

 1. การก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN)
 2. การเกิดประเทศเอกราชใหม่ๆ และบางประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เช่น
 เยอรมนี เกาหลี เวียดนาม
 3. สภาพเศรษฐกิจตกต่า
 4. ความสูญเสียทางด้านสังคมและทางจิตวิทยา
 5. เกิดสงครามเย็นและการแบ่งกลุ่มประเทศระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลก
 คอมมิวนิสต์
อดอฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นาสูงสุดของเยอรมัน เขาได้ประกาศเสริมสร้างกองทัพ
         เยอรมันขึ้นใหม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการฉีกสนธิสัญญาแวร์
แผนที่ยุโรป ในปี 1942 ซึ่งฮิตเลอร์ได้เข้าครอบครองยุโรปเกือบทั้งหมด
แผนที่ยุโรป ในปี 1942 ซึ่งฮิตเลอร์ได้เข้าครอบครอง
ยุโรปเกือบทังหมด
            ้
  สีน้าตาลอ่อน คือ ดินแดนในครอบครองของเยอรมัน จะเห็นว่าฝรั่งเศสแบ่ง
  ออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เยอรมันครอบครอง และส่วนที่ไม่ได้ครอบครอง
  (Unoccupied Zone) แต่ปกครองโดยรัฐบาลหุ่นของเยอรมันโดยจอมพลวิซี่
  สีน้าตาลเข้ม คือ ฝ่ายอักษะ ซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมัน มีทั้ง อิตาลี ฮังการี
  โรมาเนีย บัลกาเรีย ฟินแลนด์
เครื่องบิน Ju 87 สตูก้า (Stuka) ของเยอรมัน เป็นเครื่องบินดาทิ้งระเบิด โดย
ทาหน้าที่ทิ้งระเบิดที่มั่นของทหารโปแลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ และฝรั่งเศส จนเป็น
เหตุให้แนวตั้งรับของพันธมิตรแตกลงอย่างรวดเร็ว
การทิ้งระเบิดปรมาณู ของสหรัฐ ที่ฮิโรซิมา ประเทศญี่ปุ่น
             เป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2
องค์การสหประชาชาติ
( The United Nations )
การก่อตั้ง

  1. ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด มหาอานาจประชุมกันหลายครั้งเพื่อสร้าง
  สันติภาพ ผู้ที่มีบทบาทสาคัญ คือ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รุสเวลต์ แห่ง
  สหรัฐอเมริกา เซอร์วินสตัน เชอร์ชลส์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
2. ได้กาหนดกฎบัตรแอตแลนติก วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.1941 เพื่อจัดตั้งองค์การ
เพื่อทาหน้าที่รักษาสันติภาพของโลก ต่อมาได้ร่วมมือกับประเทศผู้แพ้สงคราม
ลงนามในปริญญาสหประชาชาติ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 เป็นจุดเริ่มต้นของคา
ว่า สหประชาชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดารงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคง
ระหว่างประเทศ
3. ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม , 28 กันยายน ค.ศ.1944 ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้จัดให้
มีการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ที่ประชุมเสนอให้มีการจัดตั้ง องค์การสห
       ประชาชาติ และประชุมอีกครั้งที่สหภาพโซเวียต เพื่อแก้ความขัดแย้งเรื่อง
คณะมนตรีความมั่นคง
4. ประเทศต่างๆ 51 ประเทศ ได้ลงนามรับรองกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งมีผล
บังคับใช้วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945
วัตถุประสงค์

  1. ธารงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ ระงับกรณีพิพาทโดย
  สันติวิธี
  2. พัฒนาสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ
  3. แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษยธรรม และสนับสนุนการเคารพ
  สิทธิมนุษยชน
  4. เป็นศูนย์กลางความร่วมมือและประสานงานของชา
โครงสร้างอานาจและหน้าที่
  1. สมัชชาใหญ่ เป็นที่ประชุมใหญ่ของประเทศสมาชิก กาหนดกิจกรรมของ
  องค์การ รับรายงานเรื่องต่างๆ ควบคุมงบประมาณ เลิอกบุคคากรในองค์กรต่างๆ
2. คณะมนตรีความมั่นคง มีหน้าที่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง
ประเทศ มีอานาจในการเข้าไปตรวจสอบข้อขัดแย้งใดๆที่อาจจะกระทบต่อความ
มั่นคงและสันติภาพ ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 15 ชาติ แบ่งเป็น 2 ประเภท
คือ
       2.1. สมาชิกถาวร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา โซเวียต อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน
       2.2. สมาชิกไม่ถาวร ได้แก่ สมาชิกที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง 10
ประเทศ ในการลงมติต้องได้รับเสียงไม่ต่ากว่า 9 เสียงและสมาชิกถาวรต้องไม่
ออกเสียงคัดค้าน มตินั้นจึงจะถือว่าผ่าน
3. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม : ประสานงานให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม
4.คณะมนตรีภาวะทรัสดี : ให้คาปรึกษาการบริหารดินแดนในภาวะทรัสดี
5. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ : พิพากษาคดีข้อขัดแย้งทางกฎหมายของประเทศ
ต่างๆ หรือหน่วยงานอื่น
องค์การพิเศษอื่นๆ

  1. สหประชาชาติจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามความจาเป็นกรณี เช่น
  สานักงานใหญ่ข้าหลวง ดาเนินงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ( United Nations
  Commisiener for Refogees : UNHCR ) โครงการพัฒนาสหประชาชาติ ( United
  Nations Development Project : UNDP )
การประชุมขององค์การสหประชาชาติ
2. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ประสานงานกับทบวงชานัญพิเศษ เพื่อ
ร่วมมือดาเนินกิจกกรมระหว่างประเทศ ปฏิบัติงานเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และ
สวัสดิภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก ( World
Health Organixation : WHO ) องค์การวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ ( United Nations Education , Scientific and Cutural
Organization : UNESCO ) กองทุนเงินระหว่างประเทศ ( InternationalMonelary
Fond : IMF )
ห้องประชุมคณะมนตรี
ข้อจากัดบทบาทของสหประชาชาติ

  1. ปัญหาการใช้สิทธิยับยั้ง
  2. ปัญหาค่าใช้จ่ายขององค์การ
  3. ปัญหาการขาดอานาจบังคับอย่างเด็ดขาด
  4. ความจากัดในขอบเขตแห่งการดาเนินงาน
  5. การขยายอานาจและแทรกแซงอานาจของประเทศมหาอานาจ

สงครามโลก..[1]

  • 1.
    สงครามโลกครั้งที่ 2 นางสาวสมฤทัย สุจริต ชั้นม.๖/๒ เลขที่ ๒๐
  • 3.
    ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงพิสูจน์ให้เห็นว่าสงครามไม่สามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งได้การเจรจา หลังสงครามยุติ ก็ยิ่งก่อความไม่พอใจกับประเทศที่เกี่ยวข้อง นอกจากแก้ปัญหา แล้ว เงื่อนหลายข้อที่เกิดจากสนธิสัญญาสันติภาพ แวร์ซายส์ยังก่อปัญหาเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ดาเนินไปจนถึงขีดสุด โดยมาตรการต่างๆ ไม่สามารถป้องกันได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ( World War II ) ก็เกิดขึ้นผู้แพ้อย่างเยอรมนีและความพร้อมที่จะแสดงบทบาทสาคัญให้โลก ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง
  • 4.
    สาเหตุของสงครามโลก 1.ความไม่ยุติธรรมของสนธิสัญญา ข้อบกพร่องของสนธิสัญญาสันติภาพหลัง สงครามโลกครั้งที่ 1 มีสาเหตุมาจากประเทศชนะสงคราม และประเทศที่แพ้ สงครามต่างก็ไม่พอใจในข้อตกลง เพราะสูญเสียผลประโยชน์ ไม่พอใจใน ผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยเฉพาะสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ที่เยอรมันไม่พอใจในสภาพ ที่ตนต้องถูกผูกมัดด้วยสัญญา และต้องการได้ดินแดน ผลประโยชน์และเกียรติภูมิ ที่สูญเสียไปกลับคืนมา
  • 5.
    2. ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับ ระบอบเผด็จการปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทา ให้หลายประเทศหันไปใช้ระบอบเผด็จการเพื่อแก้ปัญหาภายใน เช่น เยอรมนีและ อิตาลี นาไปสู่การแบ่งกลุ่มประเทศ เพราะประเทศที่มีระบอบการปกครอง เหมือนกันจะรวมกลุ่มกัน
  • 6.
    3. ลัทธิชาตินิยมในประเทศเยอรมนี อิตาลีและญีปุ่น เนื่องจากความ ่ ไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และเยอรมนีพัฒนาตนเองจนแข็งแกร่งเป็น อาณาจักรเยอรมนีที่ 3 และมีนโยบายบุกรุกดินแดนใน 4. ลัทธินิยมทางทหาร ได้แก่ การสะสมอาวุธเพื่อประสิทธิภาพของกองทัพ ทาให้ เกิดความเครียดระหว่างประเทศมากขึ้น และเกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • 7.
    5. นโยบายต่างประเทศ ที่ไม่แน่นอนของอังกฤษการใช้นโยบายออมชอมของ อังกฤษเมื่อเยอรมนีละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เช่น การเพิ่มกาลังทหารและการรุกรานดินแดนต่างๆ ทาให้เยอรมนีและพันธมิตรได้ใจ และรุกรานมากขึ้น
  • 8.
    6. ความอ่อนแอของ องค์การสันนิบาตชาติเนื่องจากไม่มีกองทัพขององค์การ ทา ให้ขาดอานาจในการปฏิบัติการและอเมริกาไม่ได้เป็นสมาชิกจึงทาให้องค์การ สันนิบาต เป็นเครื่องมือของประเทศที่ชนะใช้ลงโทษประเทศที่แพ้สงคราม
  • 9.
    วิกฤตการณ์สาคัญก่อนสงคราม 1. เยอรมนียกเลิกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ค.ศ. 1936 2. สงครามอิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ค.ศ. 1936 3. สงครามกลางเมืองสเปน ค.ศ. 1936 – 1939 4. เยอรมนีรวมออสเตรีย ค.ศ. 1938 5. เยอรมนีรวมเชคโกสโลวาเกีย ค.ศ. 1938 6. อิตาลียึดครองแอลเบเนีย ค.ศ. 1939 7. ปัญหาฉนวนโปแลนด์ ค.ศ. 1939 8. การขยายอานาจของญี่ปุ่นในเอเชีย ค.ศ. 1931 – 1939
  • 10.
    ชนวนระเบิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์เมื่อ 1 กันยายน 1939 เนื่องจากโปแลนด์ ปฏิเสธที่จะยกเมืองท่าดานซิกและฉนวนโปแลนด์ในเยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีสัญญาค้าประกันเอกราชของโปแลนด์ ได้ยื่นคาขาดให้เยอรมนี ถอนทหาร ออกจากโปแลนด์ แต่ฮิตเลอร์ปฏิเสธ
  • 11.
    การแบ่งกลุ่มของประเทศคู่สงคราม 1.ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย – ฮังการี บัลแกเรีย และตุรกี 2. ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เซอร์เบีย
  • 12.
  • 13.
    เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 - เยอรมนีโจมตีโปแลนด์ เมื่อ 1 กันยายน 1939 - วันที่ 3 กันยายน 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนี เยอรมนีทาการลบแบบสายฟ้าแลบ ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว ได้ดินแดน โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และฝรั่งเศส โจมตีอังกฤษ รัสเซีย ทาง อากาศ ซึ่งเป็นสงครามทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สงครามในระยะแรกสัมพันธมิตร แพ้ทุกสนามรบ
  • 14.
    เมื่อเริ่มสงคราม สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง แต่เมื่อญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ล ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับอังกฤษและฝรั่งเศส ทาให้ฝ่าย พันธมิตรมีชัยชนะ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945
  • 15.
    การรบในแปซิฟิก ญี่ปุ่นเป็นคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกา ฝ่ายสัมพันธมิตร ยุติสงครามโดยการทิ้งระเบิดปรมาณู ลูกแรกชื่อลิตเติลบอย ที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อ วันที่ 6 สิงหาคม 1945 และลูกที่ 2 ชื่อแฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 และวันที่ 14 สิงหาคม 1945 ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ญี่ปุ่นลง นาม บางกลุ่มได้จัดตั้งขบวนการเสรีไทย (Free Thai Movement) ดาเนินช่วยเหลือ ฝ่ายสัมพันธมิตร จึงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงคราม
  • 16.
    ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ มีการนาอาวุธที่ทันสมัยและระเบิดปรมาณูมาใช้ทา ให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1
  • 17.
    ผลกระทบของสงคราม 1. การก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ(UN) 2. การเกิดประเทศเอกราชใหม่ๆ และบางประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เช่น เยอรมนี เกาหลี เวียดนาม 3. สภาพเศรษฐกิจตกต่า 4. ความสูญเสียทางด้านสังคมและทางจิตวิทยา 5. เกิดสงครามเย็นและการแบ่งกลุ่มประเทศระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลก คอมมิวนิสต์
  • 18.
    อดอฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นาสูงสุดของเยอรมันเขาได้ประกาศเสริมสร้างกองทัพ เยอรมันขึ้นใหม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการฉีกสนธิสัญญาแวร์
  • 19.
    แผนที่ยุโรป ในปี 1942ซึ่งฮิตเลอร์ได้เข้าครอบครองยุโรปเกือบทั้งหมด
  • 20.
    แผนที่ยุโรป ในปี 1942ซึ่งฮิตเลอร์ได้เข้าครอบครอง ยุโรปเกือบทังหมด ้ สีน้าตาลอ่อน คือ ดินแดนในครอบครองของเยอรมัน จะเห็นว่าฝรั่งเศสแบ่ง ออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เยอรมันครอบครอง และส่วนที่ไม่ได้ครอบครอง (Unoccupied Zone) แต่ปกครองโดยรัฐบาลหุ่นของเยอรมันโดยจอมพลวิซี่ สีน้าตาลเข้ม คือ ฝ่ายอักษะ ซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมัน มีทั้ง อิตาลี ฮังการี โรมาเนีย บัลกาเรีย ฟินแลนด์
  • 21.
    เครื่องบิน Ju 87สตูก้า (Stuka) ของเยอรมัน เป็นเครื่องบินดาทิ้งระเบิด โดย ทาหน้าที่ทิ้งระเบิดที่มั่นของทหารโปแลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ และฝรั่งเศส จนเป็น เหตุให้แนวตั้งรับของพันธมิตรแตกลงอย่างรวดเร็ว
  • 22.
    การทิ้งระเบิดปรมาณู ของสหรัฐ ที่ฮิโรซิมาประเทศญี่ปุ่น เป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2
  • 23.
  • 24.
    การก่อตั้ง 1.ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด มหาอานาจประชุมกันหลายครั้งเพื่อสร้าง สันติภาพ ผู้ที่มีบทบาทสาคัญ คือ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รุสเวลต์ แห่ง สหรัฐอเมริกา เซอร์วินสตัน เชอร์ชลส์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
  • 25.
    2. ได้กาหนดกฎบัตรแอตแลนติก วันที่19 สิงหาคม ค.ศ.1941 เพื่อจัดตั้งองค์การ เพื่อทาหน้าที่รักษาสันติภาพของโลก ต่อมาได้ร่วมมือกับประเทศผู้แพ้สงคราม ลงนามในปริญญาสหประชาชาติ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 เป็นจุดเริ่มต้นของคา ว่า สหประชาชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดารงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคง ระหว่างประเทศ
  • 26.
    3. ระหว่างวันที่ 21สิงหาคม , 28 กันยายน ค.ศ.1944 ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้จัดให้ มีการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ที่ประชุมเสนอให้มีการจัดตั้ง องค์การสห ประชาชาติ และประชุมอีกครั้งที่สหภาพโซเวียต เพื่อแก้ความขัดแย้งเรื่อง คณะมนตรีความมั่นคง 4. ประเทศต่างๆ 51 ประเทศ ได้ลงนามรับรองกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งมีผล บังคับใช้วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945
  • 27.
    วัตถุประสงค์ 1.ธารงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ ระงับกรณีพิพาทโดย สันติวิธี 2. พัฒนาสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ 3. แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษยธรรม และสนับสนุนการเคารพ สิทธิมนุษยชน 4. เป็นศูนย์กลางความร่วมมือและประสานงานของชา
  • 28.
    โครงสร้างอานาจและหน้าที่ 1.สมัชชาใหญ่ เป็นที่ประชุมใหญ่ของประเทศสมาชิก กาหนดกิจกรรมของ องค์การ รับรายงานเรื่องต่างๆ ควบคุมงบประมาณ เลิอกบุคคากรในองค์กรต่างๆ
  • 29.
    2. คณะมนตรีความมั่นคง มีหน้าที่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง ประเทศมีอานาจในการเข้าไปตรวจสอบข้อขัดแย้งใดๆที่อาจจะกระทบต่อความ มั่นคงและสันติภาพ ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 15 ชาติ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 2.1. สมาชิกถาวร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา โซเวียต อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน 2.2. สมาชิกไม่ถาวร ได้แก่ สมาชิกที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง 10 ประเทศ ในการลงมติต้องได้รับเสียงไม่ต่ากว่า 9 เสียงและสมาชิกถาวรต้องไม่ ออกเสียงคัดค้าน มตินั้นจึงจะถือว่าผ่าน
  • 30.
    3. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม :ประสานงานให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 4.คณะมนตรีภาวะทรัสดี : ให้คาปรึกษาการบริหารดินแดนในภาวะทรัสดี 5. ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ : พิพากษาคดีข้อขัดแย้งทางกฎหมายของประเทศ ต่างๆ หรือหน่วยงานอื่น
  • 31.
    องค์การพิเศษอื่นๆ 1.สหประชาชาติจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามความจาเป็นกรณี เช่น สานักงานใหญ่ข้าหลวง ดาเนินงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ( United Nations Commisiener for Refogees : UNHCR ) โครงการพัฒนาสหประชาชาติ ( United Nations Development Project : UNDP )
  • 32.
  • 33.
    2. คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม ประสานงานกับทบวงชานัญพิเศษเพื่อ ร่วมมือดาเนินกิจกกรมระหว่างประเทศ ปฏิบัติงานเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และ สวัสดิภาพของประชาชนในประเทศต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก ( World Health Organixation : WHO ) องค์การวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ ( United Nations Education , Scientific and Cutural Organization : UNESCO ) กองทุนเงินระหว่างประเทศ ( InternationalMonelary Fond : IMF )
  • 34.
  • 35.
    ข้อจากัดบทบาทของสหประชาชาติ 1.ปัญหาการใช้สิทธิยับยั้ง 2. ปัญหาค่าใช้จ่ายขององค์การ 3. ปัญหาการขาดอานาจบังคับอย่างเด็ดขาด 4. ความจากัดในขอบเขตแห่งการดาเนินงาน 5. การขยายอานาจและแทรกแซงอานาจของประเทศมหาอานาจ