ต่อมไร้ท่อ54

6,062
-1

Published on

2 Comments
7 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
6,062
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
536
Comments
2
Likes
7
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ต่อมไร้ท่อ54

  1. 1. (ENDOCRINE SYSTEM) ครูนุชนารถ เมืองกรุง
  2. 2. ป 2391 ARNOLD A. BERTHOLD
  3. 3. หมายถึง สารเคมีที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางานของระบบตางๆ ในรางกาย เชนการทํางานของระบบสืบพันธุระบบขับถาย ตลอดจนกระบวนการเมแทบอลิซึมของรางกาย ฮอรโมนสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีนและสเตรอยด ที่ผลิตจากเนื้อเยื่อหรือตอมไรทอ(endocrine tissue หรือ endocrine gland)
  4. 4. ตอมไรทอ (endocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลลเปาหมายโดยผาน extracellular fluid เชนกระแสเลือดตอมมีทอ(exocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลลเปาหมายโดยผานทอ
  5. 5. หนาที่ของฮอรโมนแบงออกไดเปน 3 กลุมใหญ1. ควบคุมการเจริญเติบโต (growth)2. ควบคุมและรักษาสภาพแวดลอมภายในรางกายใหเปนปกติ3. ควบคุมการทํางานของรางกายอยางอัตโนมัติ 5
  6. 6. Chemical messengerหรือmolecular messenger แบงเปน 5 ชนิดดังนี้1. Paracrine (local regulator) 2. Neurotransmitter 3. Neurohormone4. Hormone 5. Pheromone 6
  7. 7. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ1. ฮอรโมนเปปไทดหรือโปรตีน (Polypeptide hormone)เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเปปไตดขนาดเล็ก ละลายน้ําไดระดับฮอรโมนเปลี่ยนแปลงเร็ว ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมายไดแก ฮอรโมนจากไฮโพทาลามัส ตอมใตสมอง ตับออน และตอมพาราไทรอยด 7
  8. 8. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ2. ฮอรโมนสเตียรอยด (Steroid hormone)เปนฮอรโมนที่ไมละลายในน้ํา และไมถูกเก็บไวในตอมที่สราง เมื่อสรางขึ้นแลวจะสงไปยังอวัยวะเปาหมายในทันที ระดับฮอรโมนคอนขางคงที่ไดแกตอมหมวกไต ( adrenal gland) รังไข (ovary) และอัณฑะ (testis) 8
  9. 9. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ3. ฮอรโมนเอมีน (Amine hormone)เปนฮอรโมนที่ไดจากกรดอะมิโนเชื่อมกันแลวตัดหมูคารบอกซิลออก จะไดเอมีนฮอรโมนกลุมนี้ละลายน้ําได มีระดับฮอรโมนไมแนนอน สูง ๆ ต่ําไดแก ฮอรโมน ไทรอกซิน (thyroxin) และแคทีโคลามิน (catecholamine) 9
  10. 10. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ4.ฮอรโมนกรดไขมัน (Fatty acid hormone)เปนสารประกอบของกรดไขมัน มีผลทําใหกลามเนื้อและหลอดเลือดหดตัวไดแก prostaglandin พบใน semen และสรางจากตอมเนื้อเยื่อ 10
  11. 11. กลไกการออกฤทธิ์ของchemical messenger และฮอรโมน -ออกฤทธิ์ไดโดยการจับกับตัวรับสัญญาณ(receptor)สารเคมีตัวเดียวกันสามารถมีผลตอเซลลชนิดตางๆ ไดตางกันโดยขึ้นกับ1.ตัวรับตางกัน (a กับb&c)2.ตัวถายทอดสัญญาณในเซลล ตางกัน (bกับc) 11
  12. 12. การออกฤทธิ์ของฮอรโมน แบงตามโครงสรางไดเปน 2 แบบ1.พวกที่มีตัวรับอยูที่ผนังเซลล(cell membrane receptor)ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดใหญผานเขาเซลลไมได ไมละลายในไขมัน เชน ฮอรโมนโปรตีน 12
  13. 13. 2.พวกที่มีตัวรับอยูภายในเซลล ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได เชน ฮอรโมนสเตียรอยด, ฮอรโมนไทรอยด, Vitamin D3, -ตัวรับอาจอยูในไซโตพลาสม หรือนิวเคลียส-ตัวรับเมื่อจับกับฮอรโมน (hormone-receptor complex) จะทําหนาที่เปน transcription factor 13
  14. 14. ฮอรโมนจากตอมไรทอที่สําคัญของรางกาย  ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ1. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง * สรางสารพวกสเตอรอยด - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - รังไข (ovary) - อัณฑะ (testis)2. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก และเนื้อเยื่อชั้นใน * สรางสารพวกเปปไทด โปรตน ี - ตอมไทรอยด(thyroid gland) - ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) - ตอมหมวกไตสวนใน(adrenal medulla)
  15. 15. ความสําคญของตอมไรทอตอรางกาย ั1. พวกที่รางกายขาดไมได(essential endocrine gland) - ตอมไทรอยด (thyroid gland) - ตอมพาราไทรอยด(parathyriod gland) - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส2. พวกที่รางกายขาดได(non-essential endocrine gland) - ตอมใตสมองสวนหนา (pituitary) - ตอมไพเนียล(pineal gland) - ตอมหมวกไตสวนใน (adrenal medulla) - รังไข (ovary) - อัณฑะ(testis) 15
  16. 16. 1. ตอมไพเนียล2. ตอมใตสมอง3. ตอมไทรอยด4. ตอมพาราไทรอยด5. ตับออน6. ตอมหมวกไต7. อวัยวะเพศ8. รก9. ตอมไทมัส10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก
  17. 17. 1. ตอมไพเนียล (pineal gland) ตอมไพเนียล ของสัตวเลือดเย็น สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลานบางชนิดไมสรางฮอรโมน แตเปนกลุมของเซลลรับแสง ในสัตวเลือดอุนจําพวกสัตวเลี้ยงลูกดวยนม การทํางานของตอมนี้สัมพันธกับแสงสวางและการรับภาพ ในคน ตอมไพเนียลอยูระหวางเซรีบรัมซีกซายและซีกขวา ทําหนาที่สรางฮอรโมนเมลาโทนิน มีหนาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุไมใหเติบโตเร็วเกินไป
  18. 18. 2. ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) อยูติดตอกับสวนลางของสมองสวนไฮโพทาลามัส แบงได 3 สวน คือ ตอมใตสมองสวนหนา สวนกลาง และสวนหลัง มีขนาดประมาณ 1 – 1.5 ซม.
  19. 19. 1. ตอมใตสมองสวนหนา(Anterior pituitary)2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermidiate )3. ตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitary) 21
  20. 20. ตอมใตสมองสวนหนา(anterior pituitary gland or adenohypophysis)-ควบคุมการหลั่งฮอรโมนโดยไฮโปทาลามัส โดยหลั่ง releasing/inhibiting ผานทางเสนเลือด portal vessel 22
  21. 21. สรางฮอรโมนประสาท ปลอยที่ตอมใตสมองสวนหลังปลายแอกซอนมาสิ้นสุดและหลั่งฮอรโมนประสาทออกสูกระแสเลือด
  22. 22. ( anterior pituitary gland or adenohypophysis )1. โกรทฮอรโมน (GH)2. โกนาโดโทรฟน (Gn) ประกอบดวย FSH และ LH3. โพรแลกทิน4. อะดรีโนคอรติโคโทรฟน (ACTH)5. ไทรอยดสติมิวเลติงฮอรโมน (TSH)6. เอนดอรฟน
  23. 23. 1. ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) - ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) เปนสารพวกโปรตีน ควบคุมการเจริญเติบโต ของรางกาย นอยไป มากไป เด็ก dwarfism giantism ผูใหญ acromegaly simmon’s disease 25
  24. 24. GIANTISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการสราง GH มากเกินไปจะมีผลกระตุนการเจริญเติบโตมากกวา ปกติ เรียกวา สภาวะยักษ (giantism) 26
  25. 25. 13 years old 21 years old Entering his car, 18 years old front seat had to be removed18 years old 27High SchoolGraduation http://www.altonweb.com/history/wadlow/
  26. 26. DWARFISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการขาดฮอรโมน GH นอยทําใหเกิดอาการรางกายมี ขนาดเล็ก แคระแกร็น เนื่องจากการ เจริญเติบโตของกระดูกถูกยับยัง ้ ระบบสืบพันธไมเจริญ 28
  27. 27. ACROMEGALY เนื่องจากในวัยผูใหญมีฮอรโมน GH มากเกินไปจะมีผลตอการกระตุนการ เจริญของกระดูกในดานกวาง เนื่องจากกระดูกทางดานยาวบิดไปแลว ยาวอีก ไมได และยับยั้งเนือเยื่อเกี่ยวพันดวย ทําใหกระดูกที่คางขยายขนาดกวางขึ้น ้ ฟนหางใบหนาเปนรูปสี่เหลี่ยมคางหมู นิ้วมือ นิ้วเทามีขนาดใหญขึ้น ผิวหนัง หนาและหยาบ 29
  28. 28. SIMMON’S DISEASE เนื่องจากในผูใหญที่มีฮอรโมนโกรธนอย มักไมแสดงลักษณะอาการใหเห็นแตพบวา น้ําตาลในเลือดต่ําจึงทนตอความเครียด ทางอารมณไดนอยกวาคนปกติ และมักจะ เปนลมหนามืดงาย อาจเปนโรคผอมแหง 30
  29. 29. 2. ฮอรโมนโกนาโดโทรฟน(gonadotrophin หรือ gonadotrophic hormone,Gn )1. ฟอลลเคล สติมิวเลติงฮอรโมน (follicle stimulating hormone ; FSH) ิ ิ2. ลูทิไนซิงฮอรโมน (Lutinizing hormone ;LH) 31
  30. 30. ในเพศชาย - FSH กระตุนการเจริญเติบโตของหลอดสรางอสุจิ (siminiferous tubule)ในอัณฑะและกระตุนการสรางอสุจิ (Spermatogenesis) - LH กระตุนใหกลุมอินเตอรสติเชียลเซลลของอัณฑะใหสรางและหลั่งฮอรโมน เทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเปนฮอรโมนเพศชาย ดังนั้นในเพศชายจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา ฮอรโมนกระตุนอินเตอรสติเชียล ( interstitial cellstimulating hormone หรือ ICSH)
  31. 31. - ฮอรโมน LH กระตุนกลุมเซลล อินเตอรสติเชียลใหหลั่ง- ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) 33
  32. 32. ในเพศหญิง - FSH จะกระตุนการเจริญเติบโตฟอลลิเคิลของรังไข (Ovarian follicle)และออกฤทธิ์รวมกับฮอรโมน LH ใหสรางและหลั่งฮอรโมนอีสโทรเจน (estrogen ) - LH กระตุนใหไขสุกและการตกไข และหลังการตกไขแลวจะชวยกระตุนใหเซลลที่เหลือในฟอลลิเคิลใหกลายเปนคอรปสลูเทียม (corpus luteum) เพื่อสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ( progesterone)ซึ่งมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกเพื่อรองรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ 34
  33. 33. 3. ฮอรโมนโพรแลกติน (prolactin) หรือ (lactogenic hormone)• เปนฮอรโมนประเภทโปรตีน กระตุน การเจริญของทอของการผลิตน้ํานม กระตุนการสรางและผลิตน้ํานม• ในขณะตั้งครรภและตอนคลอดจะมี โพรแลกตินสูง• โพรแลกตินในเพศชายไมทราบ หนาที่แนชัด แตมีผูรายงานวา โพรแลกตินจะทําหนาที่รวมกับ ฮอรโมนเพศชายในการกระตุน อวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน ตอมลูกหมาก ทอนําอสุจิ และตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ 35
  34. 34. 4. ฮอรโมนอะดรีโนคอรติโคโทรฟน (adrenocorticotrophin hormone) หรือ ACTHทําหนาที่กระตุนอะดรีนัลคอรเทก ของตอมหมวกไตใหสรางฮอรโมนตามปกติ 36
  35. 35. ACTH กระตุนการเติบโตและการสรางฮอรโมนของตอมหมวกไตสวนนอก กระตนการปลดปลอยกรดไขมันออกจากเนื้อเยื่อ กระตุนการหลั่งอินซูลินจากตับออน กระตุนการหลั่ง GH จากตอมใตสมองสวนหนา ACTH ยังมีลักษณะบางอยางเหมือนฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนกลาง(MSH) จึงกระตุนเมลานินภายในสัตวเลือดเย็น เชน กบ ทําใหมสีเขมขึ้น ี 37
  36. 36. 5. ฮอรโมนกระตุนไทรอยด (thyroid stimulating hormone)หรือ TSH ทําหนาที่กระตุนตอมไทรอยดใหหลั่งฮอรโมนตาม ปกติ ฮอรโมนจากตอม ใตสมองสวนหนาจะควบคุมโดยฮอรโมน ประสาทที่สรางมาจากไฮโพทาลามัส 38
  37. 37. 6. เอนเดอรฟน (Endorphin)• ออกฤทธิ์คลายมอรฟน• สรางจากตอมใตสมองสวนหนา หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ• ทําหนาที่ระงับความเจ็บปวด• ชวยใหคิดในทางสรางสรรค• ชวยเพิ่มความตื่นตัว มีชีวิตชีวาและความสุข• จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีอารมณแจมใส 39
  38. 38. ตอมใตสมองสวนกลาง ทําหนาที่ผลิตฮอรโมน ดังนี้- ฮอรโมนเมลาโนไซต (Melanocyte stimulating hormone) หรือ MSHทําหนาที่ทําใหรงควัตถุภายในเซลลผิวหนังกระจายไปทั่ว เซลล 40
  39. 39. ตอมใตสมองสวนหลัง(Posterior pituitary gland or neurohypophysis)-ฮอรโมนที่หลั่งจากตอมใต สมองสวนหลังสรางมาจากเซลลประสาทของไฮโปทาลามัส-โดยเซลลประสาทจะยื่น สวน axon เขามาในตอม ใตสมองสวนหลัง 41
  40. 40.  ตอมใตสมองสวนหลังหรือ นิวโรไฮโพไฟซีส ไมได Axons to สรางฮอรโมนเอง แต primary capillaries ฮอรโมนถูกสรางมาจาก นิวโรซีครีทอรีเซลลของ ไฮโพทาลามัสโดยกลุม Portal Primary เซลลเหลานี้จะมีแอกซอน venules capillaries Pituitary stalk มาสิ้นสุดอยูภายในตอมใต สมองสวนหลัง และเขาสู กระแสเลือด Secondary Posterior pituitary capillaries Anterior pituitary 42
  41. 41. 1.วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือ ฮอรโมนแอนติไดยูเรติก- ADH มีหนาที่ดูดน้ํากลับของหลอดไต และกระตุนใหหลอด เลือดบีบตัว ถาขาดฮอรโมนนี้จะเกิด การเบาจืดทําใหปสสาวะ บอย 43
  42. 42. ADH มีผลใหมีการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต ฮอรโมนนี้จะมีการหลั่งออกมาเมื่อ กระหายน้ํา และขาดน้ํา ความเครียดสูง ความดันเลือดสูง ยาที่มีผลตอการกระตุนประสาทสวนกลาง ฝน เฮโรอีนจะมีผลในการกระตุน การหลั่งฮอรโมนดวย ถามี ADH นอยมากๆจะทําใหเกิดโรคเบาจืด(diabetes insipidus) มีปสสาวะ ออกมามากถึงวันละ 20 ลิตรตอวัน สภาพตึงเครียดและสารนิโคตินทําใหมีการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ นอยลง แตแอลกอฮอลยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหปสสาวะมากขึ้น 44
  43. 43. 2. ออกซีโทซิน (Oxytocin)ทําหนาที่กระตุนกลามเนื้อเรียบและ อวัยวะภายใน กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหขับน้ํานม ฮอรโมนนี้จะหลั่งออกมามากตอนคลอด เพื่อชวยใหกลามเนื้อ มดลูกบีบตัวขณะคลอด 45
  44. 44. 3. ตอมไทรอยด (THYROID GLAND) จัดเปนตอมไรทอขนาดใหญที่สุด อยูติดกับบริเวณกลองเสียง มีลักษณะเปน 2 พู มีเนื้อเยื่อของพาราไทรอยดติดอยูขางละ 2 ตอม
  45. 45. • นําตอมไทรอยดของแกะมาทําใหแหง แลวบดละเอียดใหคนปกติกินปรากฏวา ทําใหอัตราเมแทบอลิซึมของรางกายสูงขึ้น• ผลจากการคนพบสามารถรักษาคนไขที่ ไมสามารถผลิตฮอรโมนจากตอมไทรอยดไดสําเร็จ
  46. 46. • ป 2439 โบมานน พบวา เซลลในตอมไทรอยด มีปริมาณไอโอดีนสูงกวาเซลลอื่นถึง 100 เทา• คนอยูใกลทะเลมีไอโอดีนในตอมไทรอยด เขมขนกวาคนที่อยูหางไกลทะเล
  47. 47. o ป 2448 มารีน พบวา คนที่อยูริมฝงทะเลเปนโรคคอพอกนอยกวาคนที่อยูหางทะเลo ทดลองไมใหไอโอดีนแกสัตวพบวาสัตวเปนโรคคอพอกเมื่อใหอาหารที่มีไอโอดีนสัตวเหลานั้นก็หายจากโรค 
  48. 48. - ฮอรโมนที่สรางจากตอมไทรอยดเปนกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยูดวย  คือ กรดอะมิโน ไทโรซีน ฮอรโมนมี 2 ชนิด คือไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine , T3 ) ซึ่งมีไอโอดีน 3 อะตอมและไทรอกซิน (Thyroxin , T4 ) ซึ่งมีไอโอดีน 4 อะตอม ฮอรโมนที่หลั่งออกมาสวนใหญ (90 % ) เปนไทรอกซิน (T4)แต T3 ที่มีปริมาณนอยกวา มีความเขมขนมากกวา ฮอรโมนนี้จะถูกเก็บไวในตอมและจะหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุนจากตอมใตสมองสวนหนา ฮอรโมนทั้ง 2 ชนิดใหผลอยางเดียวกันตอเซลลเปาหมาย
  49. 49. • เปนฮอรโมนจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลไทรอยดฟอลลิเคิล• ทําหนาที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของรางกาย• ขาดฮอรโมนนี้ในเด็กทําใหเกิดโรคที่เรียกวา เครทินิซึม (Cretinism)• ขาดฮอรโมนนี้ในวัยผูใหญเกิดโรคที่เรียกวา มิกซีดีมา (Myxedema)
  50. 50. พัฒนาการของสมองและสติปญญานอยลงพัฒนาทําใหปญญาออนแขน ขาสั้น หนาและมือบวม ผิวหยาบแหง ผมบาง ไมเจริญเติบโตรูปรางเตี้ยแคระ
  51. 51. - จะสงผลใหอัตราเมแทบอลิซึมลดนอยลง- ทําใหออนเพลีย เหนื่อยงาย เซื่องซึม- เคลื่อนไหวชา กลามเนื้อออนแรง- รางกายออนแอ ติดเชื้อไดงาย- หัวใจเตนชา- ทนหนาวไมได- มีคอเลสเทอรอลสูงผิวหนังบวมน้ํา หนาบวม- อวน ทําใหน้ําหนักเพิ่ม- ผมและผิวแหง- สมองจะทํางานชาลง ปฏิกิริยาโตตอบชาหรือถึงขั้นความจําเสื่อม- ประจําเดือนผิดปกติ
  52. 52. ผูปวยเปนโรคคอพอกชนิดธรรมดา (ก) และโรคคอพอกชนิดเปนพิษ (ข)
  53. 53. 57
  54. 54. • เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนเนื่องจากตอมไทรอยด• ไมสามารถสรางไทรอกซินได• ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง TSH มากระตุน ตอมไทรอยดมากเกินไปและตอมนี้ไมสามารถ สรางไทรอกซินออกไปยับยั้งการหลั่ง TSH ได ทําใหตอมไทรอยดขยายขนาดผิดปกติ
  55. 55.  เกิดจากตอมไทรอยดถูกกระตุนใหสรางฮอรโมนมากเกินไป ผูปวยคอหอยไมโตมากนักบางคนตาโปน ตอมไทรอยดถูกกระตุนใหทํางานหนักตลอดเวลา รักษาโดยการกินยาที่ยับยั้งการสรางฮอรโมน หรือผาตัด หรือกินสารไอโอดีนซึ่งเปนกัมมันตรังสี เพื่อทําลายเนื้อเยื่อ บางสวนของตอม
  56. 56. • สรางจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลที่มีตนกําเนิดตางจากไทรอยดฟอลลิเคิล เรียกเซลลเหลานี้วาเซลลซี (C-cell) หรือเซลลพาราฟอลลิคิวลาร
  57. 57. หนาที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดใหต่ําลงถาในเลือดมีระดับแคลเซียมสูงกวาปกติ ทําไดโดย - เพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก - ลดการดูดแคลเซียมกลับจากทอหนวยไต ( ขับแคลเซียมทิ้งทางน้ําปสสาวะ ) - ลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสเล็ก ( เพื่อไมใหแคลเซียมถูกดูดเขาสูกระแสเลือด ) http://www.pibul.ac.th/vicha kan/sciweb/Biology42042/H ormone/Hormone/html/Web site-endocrine- system/thyroid.htm
  58. 58. http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/
  59. 59. 4. ตอมพาราไทรอยด (PARATHYROID GLAND)ฮอรโมนจากตอมพาราไทรอยด- พาราทอรโมน (parathormone,PTH)ทําหนาที่- รักษาสมดุลของแคลเซียมในรางกายใหคงที่- กระตุนใหมีการเพิ่มระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถาหากระดับแคลเซียมในเลือดต่ํา- ทําใหมีการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสและทอหนวยไตมากขึ้น- มีการกระตุนใหมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมาก ดังนั้นถาหากมีฮอรโมนนี้มากเกินไปจะมีผลทําใหเกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟนออกมา ทําใหเกิดอาการ กระดูกเปราะบางและหักงาย ทําใหเปนโรคกระดูกพรุน ฟนหักและผุงาย
  60. 60. ก. การควบคุมโดยแคลซิโทนิน ข. ควบคุมโดยพาราทอรโมน
  61. 61. 66
  62. 62. 67
  63. 63. 5. ตับออน (pancreas) 68http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/Hormone/html/Website-endocrine-system/Pancreas.htm
  64. 64. การศึกษาเกี่ยวกับตับออน • ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส สังเกตพบกลุมเซลล กระจายอยูเปนหยอมๆมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยง ตอมาเรียก กลุมเซลลนวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ี้ • ป พ.ศ.2432 โยฮันน วอน เมอริง พบวาเมื่อตัดตับออนของสุนัข จะมีผลตอการยอยอาหารประเภทไขมัน • ป พ.ศ. 2455 พบวากลุมเซลลไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส ผลิต สารบางอยางมาทางกระแสเลือดและใหชื่อวา อินซูลน (insulin) ิ • ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส สรางฮอรโมนที่สําคัญ 2 ชนิด คือ อินซูลิน และกลูคากอน
  65. 65. • เปนฮอรโมนจากกลุมเบตาเซลล (B-cell) ที่บริเวณสวนกลางของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• ทําหนาที่ลดระดับน้ําตาลในเลือดใหเปนปกติ• ถากลุมเซลลที่สรางอินซูลินถูกทําลาย ระดับน้ําตาล ในเลือดสูงกวาปกติทําใหเปนโรคเบาหวาน
  66. 66. • เปนฮอรโมนที่สรางจากแอลฟาเซลล (∞ - cell) ซึ่งเปนเซลลประเภทหนึ่งของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• กลูคากอนทําหนาที่ตรงขามกับอินซูลิน คือ กระตุน การสลายตัวของไกลโคเจน• การเปลี่ยนแปลงระดับน้ําตาลจะเปนสัญญาณยับยั้งและ กระตุนการหลั่งอินซูลินและกลูคากอน
  67. 67. โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) diabetes เปนภาษากรีก มีความหมายวา “ผานโดยตลอด” สวนคําวา mellitus มีความหมายวา “หวานเหมือนน้ําผึ้ง” • เกิดจากความผิดปกติในการสรางฮอรโมน ของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส • พบน้ําตาลในปสสาวะ • น้ําตาลในเลือดสูงรางกายกําจัดออกทางปสสาวะ • โรคเบาหวานมี 2 แบบ แบบที่ 1 เกิดจากตับออนไมสามารถสรางอินซูลินได แบบที่ 2 เกิดจากตับออนสรางอินซูลินไดปกติ แตตวรับอินซูลินผิดปกติอินซูลินทํางานไมได ั
  68. 68. อาการที่สําคัญ- ปสสาวะบอยและมาก เนื่องจากมีน้ําตาลในเลือดมาก ทอหนวยไตไมสามารถดูดกลับคืนสูรางกายไดหมด- กระหายน้ํามากและบอยผิดปกติ- เมื่อเปนแผลจะหายอยาก มีอาการคันบริเวณอวัยวะสืบพันธุและผิวหนัง- น้ําหนักตัวลด ออนเพลีย เซื่องซึม เมื่อยลา - เลือดและปสสาวะมีฤทธิ์เปนกรดมากกวาปกติ เนื่องจากมีสารคีโตน( ketone body ) จากการสลายไขมันและถาเปนโรคเบาหวานนาน ๆ อาจจะทําให ตาบอดและไตจะคอย ๆ หมดสภาพในการทํางาน 76
  69. 69. 6. ฮอรโมนจากตอมหมวกไต (adrenal gland) ตั้งอยูเหนือไตทั้ง 2 ขาง แบงออกเปน 2บริเวณคือบริเวณสวนนอกเรียกวา adrenal cortex และสวนในเรียกวา adrenal medulla 77
  70. 70. ฮอรโมนจากตอมหมวกไตตอมหมวกไต (adrenal gland) ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชนิดคือ1. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) เปนเนื้อเยื่อชั้นนอก2. อะดรีนัลเมดุลลา (adrenal medulla) เปนเนื้อเยื่อชั้นในอะดรีนัลคอรเทกซผลิตฮอรโมนไดมาก สามารถแบงออกเปน 2 กลุมใหญ คือ 78
  71. 71. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex)1. ฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด (Glucocorticoid hormone) ทําหนาที่ควบคุมเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต ฮอรโมนที่สําคัญคือ ฮอรโมนคอรติซอล (cortisol)มีหนาที่ เพิ่มปริมาณกลูโคสในเลือดใหสูงขึ้น โดยการกระตุนเซลลตับใหเปลี่ยน กรดอะมิโนและกรดไขมันเปนคารโบไฮเดรตและเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจน จากนั้นจึงกระตุนตับใหเปลี่ยนไกลโคเจนเปนกลูโคสสงเขากระแสเลือด  ถามีฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด มากเกินไป จะทําใหเปนโรคคูชชิง (Cushing’ s syndome) 79
  72. 72. โรคคูชชิง (CUSHING’ S SYNDOME) กลามเนื้อออนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา อวนมีไขมันสะสมแกนกลางลําตัว ใบหนากลมคลายดวงจันทร หนาทองแตก ลาย บริเวณตนคอมีหนอกยื่นออกมา
  73. 73. 2. ฮอรโมนมิเนราโลคอทิคอยด (mineralocorticoid) ทําหนาที่ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรในรางกาย เชน แอลโดสเตอโรน (aldosterone)ทําหนาที่• ควบคุมการดูดกลับของโซเดียมไอออน (Na+) และน้ําที่ทอหนวยไตเขาสูหลอดเลือด• ขับโพแทสเซียมออกจากทอหนวยไตใหสมดุลกับความตองการของรางกาย• ควบคุมสมดุลความเขมขนของฟอสเฟตในรางกายอีกดวย• การขาดแอลโดสสเตอรโรนจะมีผลใหรางกายสูญเสียน้ําและโซเดียมไปพรอมกับน้ําปสสาวะและสงผลใหปริมาณเลือดลดลงจนอาจทําใหผูปวยตายเพราะความดันเลือดต่ําได 81
  74. 74. 3. ฮอรโมนเพศ (ADRENAL SEX HORMONE ) ในภาวะปกติฮอรโมนที่สรางจากอะดรีนัลคอรเทกซมีเพียงเล็กนอยเมื่อเทียบกับฮอรโมนเพศจากอวัยวะเพศ สวนใหญจะเปนฮอรโมนเพศชายมีฮอรโมนเพศหญิงนอยมาก ฮอรโมนเพศที่สราง เชน แอนโดรเจน (ฮอรโมนเพศชาย) และแอสโทรเจน (ฮอรโมนเพศหญิง)
  75. 75.  ถาตอมหมวกไตดานนอก ถูกทําลายจะไมสามารถสรางฮอรโมน ทําใหเปน โรคแอดดิสัน ( Addison’s disease ) อาการ ผูที่เปนโรคนี้รางกายจะซูบผอม ผิวหนังตกกระ รางกายไม สามารถรักษาสมดุลของแรธาตุได ซึ่งจะทําใหผูปวยเสียชีวิตได
  76. 76. อะดรีนัลเมดุลลา (ADRENAL MEDULLA) อะดรีนัลเมดุลลา ผลิตฮอรโมนดังนี้ 1. อะดรีนาลิน (adrenalin) ทําใหน้ําตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และ กระตุนการเตนของหัวใจ ทําใหเมแทบอลิซึมเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเปนฮอรโมนที่หลั่งออกมาเมื่อ รางกายอยูในสภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นจึง เรียกอีกชื่อ หนึ่งวา fligth or fight hormone 2. นอรอะดรีนาลิน (noradrenalin) ทําหนาที่หลั่งจากเสนประสาทซิมพาเทติก ทําใหความดันเลือดสูงทํา ใหหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ บีบตัว 84
  77. 77. 7. ฮอรโมนจากอวัยวะเพศเพศชาย- แหลงที่ทําหนาทีสรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell) ่- อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย- เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ ICSH จากตอมใต สมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายทีเรียกวา แอนโดเจน (Androgen) ประกอบดวย ่ ฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone)- เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย- และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary characteristic)- คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และ อวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง- 85
  78. 78. 1. ฮอรโมนจากอวัยวะสืบพันธุในเพศชาย - แหลงที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell) - อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย - เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือICSH จากตอมใตสมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายที่เรียกวา แอนโดเจน(Androgen) ประกอบดวยฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน(Testosterone) - เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชายและควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondarycharacteristic) ลักษณะดังกลาวที่สําคัญ คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และอวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง
  79. 79. o ผลิตเซลลไขo สรางฮอรโมนเพศo มีแหลงสรางฮอรโมน 2 แหง คือ ฟอลลเคล และ คอรปลลเทียม ิ ิ ู
  80. 80. 91
  81. 81.  ในระยะกอนการตกไข เซลลฟอลลิเคิลที่ลอมรอบไข จะสรางฮอรโมนอีสโทรเจน อีสโทรเจน ทําใหเกิดลักษณะของหญิง ควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่รังไขและเยื่อบุมดลูก อีสโทรเจนกระตุนใหหลั่ง LH มาทําใหโอโอไซตระยะที่ 2 หลุดออกจากฟอลลิเคิล เรียกวาการตกไข หลังการตกไขฟอลลิเคิลมีการเปลี่ยนแปลงเปนคอรปสลูเทียม
  82. 82.  สรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ทํางานรวมกับอีสโทรเจน กระตุนการเจริญของเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก กระตุนตอมน้ํานมใหเติบโต แตไมกระตุนการสรางน้ํานม เซลลไขไมไดรับการผสมจากอสุจิ คอรปสลูเทียมจะเปลี่ยนแปลง และหยุดสรางโพรเจสเทอโรน ทําใหเยื่อบุผนังมดลูกสลายตัว ถูกขับออกมาเปนประจําเดือน
  83. 83. การเปลี่ยนแปลงของฮอรโมน ฟอลลิเคิลและผนังมดลูกในชวงตางๆ ของรอบประจําเดือน
  84. 84. 96
  85. 85. สรุปจากแผนภาพ•จุดที่ระดับฮอรโมน FSHคอยๆเพิ่มขึ้นฟอลลิเคิลจะถูกกระตุนใหเจริญจนถึงจุดที่ระดับ FSH สูงสุดฟอลลิเคิลจะเจริญเต็มที่พรอมที่จะใหเกิดการตกไข•ขณะที่ฟอลลิเคิลเจริญฟอลลิเคิลจะสรางฮอรโมน อีสโทรเจนเพิ่มขึ้นเมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ระดับอีสโทรเจนจะสูงสุด•เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ฮอรโมน LH จะมีระดับสูงสุดเพื่อกระตุนใหฟอลลิเคิลปลอยไขออกมาและหลังจากตกไขแลวระดับฮอรโมน LHจะลดต่ําสุด
  86. 86. สรุปจากแผนภาพ•เนื้อเยื่อของฟอลลิเคิลหลังจากปลอยไขออกไปแลวจะยุบรวมตัวเปนคอรปสลูเทียมที่มีสีเหลืองแลวทําหนาที่สรางฮอรโมน โพรเจสเทอโรนเพื่อกระตุนให เยื่อบุชั้นในของผนังมดลูกเจริญหนาขึ้นเพื่อรอรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ•ถาไมมีการฝงตัวของเอ็มบริโอคอรปสลูเทียม จะสลายไป ระดับฮอรโมนอีสโทรเจน และ โพรเจสเทอโรน จะลดลงต่ําสุดเมื่อไมมีการสรางโพรเจสเทอโรน จากคอรปสลูเทียมเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก จะเริ่มสลายตัวหลุดลอกออกมาเปน ประจําเดือน
  87. 87. 8. ฮอรโมนจากรก (PLACENTA) เซลลของรกจะหลั่งฮอรโมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟน (HCG) หลังจากเอ็มบริโอฝงตัว ที่ผนังมดลูก HCG กระตุนคอรปสลูเทียมในรังไขใหเจริญตอไป  และสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น
  88. 88. 9. ตอมไทมัส (THYMUS GLAND)• มีลักษณะเปนพู มีตําแหนงอยูระหวางกระดูกอก กับหลอดเลือดใหญของหัวใจ• มีหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซตชนิด ที หรือเซลล ที• การแบงเซลลและพัฒนาการของลิมโฟไซตชนิด ที อาศัยฮอรโมนไทโมซิน (thymosin) ที่สรางจากเซลล บางสวนของตอมไทมัส• ไทโมซิน เปนฮอรโมนที่เกี่ยวของกับการสรางภูมคุมกันของรางกาย ิ
  89. 89. 10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็กแกสตริน (Gastrin) • สรางจากกระเพาะอาหาร • กระตุนการหลั่งเอนไซมและกรดไฮโดรคลอริก ซีครีทิน (Secretin) • สรางจากดูโอดีนัมของลําไสเล็ก • กระตุนตับออนใหหลั่งเอนไซมและ โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต • กระตุนการบีบตัวของทอน้ําดี
  90. 90.  รางกายตองมีระบบควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทอ เพื่อปองกันการหลั่งฮอรโมนโดยไมจํากัด ระบบควบคุมอาจเปนปริมาณของฮอรโมนเอง หรือระดับ สารเคมีอื่นๆ ในเลือด ระบบควบคุมแบบยอนกลับมี 2 ลักษณะ คือ 1. การควบคุมแบบยับยั้งยอนกลับ (negative feedback) 2. การควบคุมแบบกระตุนยอนกลับ (positive feedback) 
  91. 91. 106
  92. 92. 107
  93. 93. ฟโรโมน หมายถึง สารเคมีที่ผลิตจากตอมมีทอของสัตวที่สรางออกมาแลวไมมีผลตอรางกายของสัตวเองแตสามารถไปมีผลตอสัตวตวอื่นที่เปนชนิดเดียวกัน ัทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและพฤติกรรมได
  94. 94. ฟโรโมนมี 3 ทางคือ1. ทางกลิ่น (Olfaction) : พบในแมลงหลายชนิด สวนมากก็เพื่อการดึงดูดเพศตรงขามใหมาหาหรือไมก็เปนการบอก.... ใหรูวาอยูที่ไหน หรือเปนสัญญาณอันตรายเตือนใหรู เชน ฟโรโมนของตัวชะมดมีกลิ่นแรงมากเราสกัดเอามาทําเปนหัวน้ําหอม2. การกิน (Ingestion) : เชน ผึ้งนางพญาจะสรางสารจากตอมบริเวณระยางคปาก เรียกวา Queensubstance สําหรับ.... เอาไวลอผึ้งงาน เมื่อผึ้งงานกินเขาไปจะไปยับยังรังไขของผึ้งงานไมใหมีการ ้เจริญเติบโตและสรางรังไขจึงไมมีโอกาส.... สืบพันธุเหมือนนางพญา3. การดูดซึม (Absorption) : พบเฉพาะในสัตวไมมีกระดูกสันหลังเทานั้น เชน แมงมุมบางชนิดและแมลงสาบ ....ตัวเมียจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวจนกระทั่งตัวผูมาสัมผัส ก็จะซึมเขาไปกระตุนใหเกิดความตองการทางเพศ... ติดตามหาตัวเมียจนพบและทําการผสมพันธุ แตในตั๊กแตนตัวผูจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวหลังจากผสมพันธุ ....เมื่อตัวออนมาสัมผัสฟโรโมนนั้นก็จะดูดซึมเขาไปกระตุนใหเติบโตเปนตัวเต็มวัยและสืบพันธุได 109
  95. 95. สามารถจําแนกฟโรโมนตามพฤติกรรมไดดังนี้1. สารดึงดูดเพศตรงขาม (sex pheromone) พบในผีเสื้อไหมตัวเมีย ปลอย ออกมาดึงดูดผีเสื้อไหมตัวผู2. สารเตือนภัย (alarm pheromone) เชนมดตาย จะมีฟโรโมนออกมาจากซาก มดตัวนั้น ทําใหมีการขนซากมดตัวนั้นไปทิ้งนอกรัง3. สารนําทาง (trail pheromone) ไดแก กรดบางชนิดที่มดงานปลอยออกมา ตามทางเดิน ทําใหมดตัวอื่นสามารถเดินไปยังอาหารไดถูกตอง4 สารจากนางพญา (queen substance) เชนสารที่นางพญาใหผึ้งงานกิน ทําใหผึ้งงานเปนหมัน5. สารทําใหรวมกลุม (aggregation pheromone) เชน นางพญาปลวกปลอย ออกมาทําใหปลวกงานมารวมกลุมกัน6. สารแสดงอาณาเขต (territory pheromone) เชน สุนัขปสสาวะรดสิ่งตาง ๆ ที่มันเดินผาน 112
  96. 96. 113

×