Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
(ENDOCRINE SYSTEM)     ครูนุชนารถ เมืองกรุง
ป 2391 ARNOLD A. BERTHOLD
หมายถึง สารเคมีที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางานของระบบตางๆ ในรางกาย เชนการทํางานของระบบสืบพันธุระบบขับถาย ตลอดจนกระบวนการ...
ตอมไรทอ (endocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลลเปาหมายโดยผาน extracellular fluid เชนกระแสเลือดตอมมีทอ(e...
หนาที่ของฮอรโมนแบงออกไดเปน 3 กลุมใหญ1. ควบคุมการเจริญเติบโต (growth)2. ควบคุมและรักษาสภาพแวดลอมภายในรางกายใหเปน...
Chemical messengerหรือmolecular messenger แบงเปน 5 ชนิดดังนี้1. Paracrine (local regulator) 2. Neurotransmitter 3. Neuro...
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ1. ฮอรโมนเปปไทดหรือโปรตีน (Polypeptide hormone)เปนสารประกอบประเภทโปรตีน...
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ2. ฮอรโมนสเตียรอยด (Steroid hormone)เปนฮอรโมนที่ไมละลายในน้ํา และไมถ...
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ3. ฮอรโมนเอมีน (Amine hormone)เปนฮอรโมนที่ไดจากกรดอะมิโนเชื่อมกันแลวต...
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ4.ฮอรโมนกรดไขมัน (Fatty acid hormone)เปนสารประกอบของกรดไขมัน มีผลทําใหก...
กลไกการออกฤทธิ์ของchemical messenger และฮอรโมน -ออกฤทธิ์ไดโดยการจับกับตัวรับสัญญาณ(receptor)สารเคมีตัวเดียวกันสามารถมีผล...
การออกฤทธิ์ของฮอรโมน แบงตามโครงสรางไดเปน 2 แบบ1.พวกที่มีตัวรับอยูที่ผนังเซลล(cell membrane receptor)ไดแกฮอรโมนที...
2.พวกที่มีตัวรับอยูภายในเซลล ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได เชน ฮอรโมนสเตียรอยด, ฮอรโมนไทรอยด, Vitami...
ฮอรโมนจากตอมไรทอที่สําคัญของรางกาย                                 ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั...
ความสําคญของตอมไรทอตอรางกาย                   ั1. พวกที่รางกายขาดไมได(essential endocrine gland)     - ตอมไทรอยด...
1. ตอมไพเนียล2. ตอมใตสมอง3. ตอมไทรอยด4. ตอมพาราไทรอยด5. ตับออน6. ตอมหมวกไต7. อวัยวะเพศ8. รก9. ตอมไทมัส10. กระเพา...
1. ตอมไพเนียล (pineal gland) ตอมไพเนียล ของสัตวเลือดเย็น สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลานบางชนิดไมสรางฮอร...
2. ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) อยูติดตอกับสวนลางของสมองสวนไฮโพทาลามัส แบงได 3 สวน คือ ตอมใตสมองสวน...
1. ตอมใตสมองสวนหนา(Anterior pituitary)2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermidiate )3. ตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitar...
ตอมใตสมองสวนหนา(anterior pituitary gland or adenohypophysis)-ควบคุมการหลั่งฮอรโมนโดยไฮโปทาลามัส โดยหลั่ง releasing/in...
สรางฮอรโมนประสาท                                                      ปลอยที่ตอมใตสมองสวนหลังปลายแอกซอนมาสิ้นสุดและห...
( anterior pituitary gland or adenohypophysis )1. โกรทฮอรโมน (GH)2. โกนาโดโทรฟน (Gn) ประกอบดวย FSH และ LH3. โพรแลกทิน4....
1. ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH)  -   ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) เปนสารพวกโปรตีน      ควบคุมการเจริญเติบโต ของราง...
GIANTISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการสราง GH มากเกินไปจะมีผลกระตุนการเจริญเติบโตมากกวา  ปกติ เรียกวา สภาวะยักษ (giantism)...
13 years old                                                                21 years old                                  ...
DWARFISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการขาดฮอรโมน  GH นอยทําใหเกิดอาการรางกายมี  ขนาดเล็ก แคระแกร็น เนื่องจากการ  เจริญเติบโต...
ACROMEGALY   เนื่องจากในวัยผูใหญมีฮอรโมน GH มากเกินไปจะมีผลตอการกระตุนการ    เจริญของกระดูกในดานกวาง เนื่องจากกระด...
SIMMON’S DISEASE เนื่องจากในผูใหญที่มีฮอรโมนโกรธนอย  มักไมแสดงลักษณะอาการใหเห็นแตพบวา  น้ําตาลในเลือดต่ําจึงทนตอ...
2. ฮอรโมนโกนาโดโทรฟน(gonadotrophin หรือ gonadotrophic hormone,Gn )1. ฟอลลเคล สติมิวเลติงฮอรโมน (follicle stimulating ho...
ในเพศชาย          - FSH กระตุนการเจริญเติบโตของหลอดสรางอสุจิ (siminiferous tubule)ในอัณฑะและกระตุนการสรางอสุจิ (Sperma...
- ฮอรโมน LH กระตุนกลุมเซลล   อินเตอรสติเชียลใหหลั่ง- ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน (testosterone)                             ...
ในเพศหญิง          - FSH จะกระตุนการเจริญเติบโตฟอลลิเคิลของรังไข (Ovarian follicle)และออกฤทธิ์รวมกับฮอรโมน LH ใหสราง...
3. ฮอรโมนโพรแลกติน (prolactin) หรือ (lactogenic hormone)• เปนฮอรโมนประเภทโปรตีน กระตุน  การเจริญของทอของการผลิตน้ํานม...
4. ฮอรโมนอะดรีโนคอรติโคโทรฟน                    (adrenocorticotrophin hormone) หรือ ACTHทําหนาที่กระตุนอะดรีนัลคอรเท...
ACTH กระตุนการเติบโตและการสรางฮอรโมนของตอมหมวกไตสวนนอก กระตนการปลดปลอยกรดไขมันออกจากเนื้อเยื่อ กระตุนการหลั่งอิ...
5. ฮอรโมนกระตุนไทรอยด                        (thyroid stimulating hormone)หรือ TSH ทําหนาที่กระตุนตอมไทรอยดใหหลั่ง...
6. เอนเดอรฟน (Endorphin)• ออกฤทธิ์คลายมอรฟน• สรางจากตอมใตสมองสวนหนา หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ• ทําหนาที่ระงับความเจ็บ...
ตอมใตสมองสวนกลาง ทําหนาที่ผลิตฮอรโมน ดังนี้- ฮอรโมนเมลาโนไซต (Melanocyte   stimulating hormone) หรือ MSHทําหนาที่ท...
ตอมใตสมองสวนหลัง(Posterior pituitary gland or neurohypophysis)-ฮอรโมนที่หลั่งจากตอมใต สมองสวนหลังสรางมาจากเซลลประ...
 ตอมใตสมองสวนหลังหรือ  นิวโรไฮโพไฟซีส ไมได                                         Axons to  สรางฮอรโมนเอง แต    ...
1.วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือ ฮอรโมนแอนติไดยูเรติก-   ADH มีหนาที่ดูดน้ํากลับของหลอดไต และกระตุนใหหลอด เลือดบีบตัว ...
ADH มีผลใหมีการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต ฮอรโมนนี้จะมีการหลั่งออกมาเมื่อ   กระหายน้ํา และขาดน้ํา ความเครียดสูง  ความดัน...
2. ออกซีโทซิน (Oxytocin)ทําหนาที่กระตุนกลามเนื้อเรียบและ อวัยวะภายใน กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหขับน้ํานม ฮอร...
3. ตอมไทรอยด (THYROID GLAND)   จัดเปนตอมไรทอขนาดใหญที่สุด   อยูติดกับบริเวณกลองเสียง   มีลักษณะเปน 2 พู   มี...
• นําตอมไทรอยดของแกะมาทําใหแหง   แลวบดละเอียดใหคนปกติกินปรากฏวา   ทําใหอัตราเมแทบอลิซึมของรางกายสูงขึ้น• ผลจากการ...
• ป 2439 โบมานน พบวา เซลลในตอมไทรอยด  มีปริมาณไอโอดีนสูงกวาเซลลอื่นถึง 100 เทา• คนอยูใกลทะเลมีไอโอดีนในตอมไทรอ...
o ป 2448 มารีน พบวา คนที่อยูริมฝงทะเลเปนโรคคอพอกนอยกวาคนที่อยูหางทะเลo ทดลองไมใหไอโอดีนแกสัตวพบวาสัตวเปนโ...
- ฮอรโมนที่สรางจากตอมไทรอยดเปนกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยูดวย                                                           ...
• เปนฮอรโมนจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลไทรอยดฟอลลิเคิล• ทําหนาที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของรางกาย• ขาดฮอรโมนนี้ในเด็...
พัฒนาการของสมองและสติปญญานอยลงพัฒนาทําใหปญญาออนแขน ขาสั้น หนาและมือบวม ผิวหยาบแหง ผมบาง ไมเจริญเติบโตรูปรางเตี้ยแ...
- จะสงผลใหอัตราเมแทบอลิซึมลดนอยลง- ทําใหออนเพลีย เหนื่อยงาย เซื่องซึม- เคลื่อนไหวชา กลามเนื้อออนแรง- รางกายออนแ...
ผูปวยเปนโรคคอพอกชนิดธรรมดา (ก) และโรคคอพอกชนิดเปนพิษ (ข)
57
• เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนเนื่องจากตอมไทรอยด• ไมสามารถสรางไทรอกซินได• ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง TSH มากระตุน  ตอมไทร...
 เกิดจากตอมไทรอยดถูกกระตุนใหสรางฮอรโมนมากเกินไป ผูปวยคอหอยไมโตมากนักบางคนตาโปน ตอมไทรอยดถูกกระตุนใหทํางานห...
• สรางจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลที่มีตนกําเนิดตางจากไทรอยดฟอลลิเคิล  เรียกเซลลเหลานี้วาเซลลซี (C-cell) หรื...
หนาที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดใหต่ําลงถาในเลือดมีระดับแคลเซียมสูงกวาปกติ ทําไดโดย  - เพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก  ...
http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/
4. ตอมพาราไทรอยด (PARATHYROID GLAND)ฮอรโมนจากตอมพาราไทรอยด- พาราทอรโมน (parathormone,PTH)ทําหนาที่- รักษาสมดุลของแค...
ก. การควบคุมโดยแคลซิโทนิน   ข. ควบคุมโดยพาราทอรโมน
66
67
5. ตับออน (pancreas)                                                                                                     ...
การศึกษาเกี่ยวกับตับออน  • ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส สังเกตพบกลุมเซลล    กระจายอยูเปนหยอมๆมีหลอดเลือดมาหลอเลี้...
• เปนฮอรโมนจากกลุมเบตาเซลล (B-cell)  ที่บริเวณสวนกลางของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• ทําหนาที่ลดระดับน้ําตาลในเลือดใหเป...
• เปนฮอรโมนที่สรางจากแอลฟาเซลล (∞ - cell)  ซึ่งเปนเซลลประเภทหนึ่งของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• กลูคากอนทําหนาที่ตรงข...
โรคเบาหวาน (diabetes mellitus)   diabetes เปนภาษากรีก มีความหมายวา “ผานโดยตลอด” สวนคําวา mellitus มีความหมายวา “หวาน...
อาการที่สําคัญ- ปสสาวะบอยและมาก เนื่องจากมีน้ําตาลในเลือดมาก ทอหนวยไตไมสามารถดูดกลับคืนสูรางกายไดหมด- กระหายน้ํามา...
6. ฮอรโมนจากตอมหมวกไต (adrenal gland)         ตั้งอยูเหนือไตทั้ง 2 ขาง แบงออกเปน 2บริเวณคือบริเวณสวนนอกเรียกวา adr...
ฮอรโมนจากตอมหมวกไตตอมหมวกไต (adrenal gland) ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชนิดคือ1. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) เปนเนื...
อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex)1. ฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด (Glucocorticoid hormone) ทําหนาที่ควบคุมเมตาโบลิซึมของคารโ...
โรคคูชชิง (CUSHING’ S SYNDOME) กลามเนื้อออนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา อวนมีไขมันสะสมแกนกลางลํา...
2. ฮอรโมนมิเนราโลคอทิคอยด (mineralocorticoid) ทําหนาที่ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรในรางกาย เชน แอลโดสเตอโรน (aldost...
3. ฮอรโมนเพศ (ADRENAL SEX HORMONE )        ในภาวะปกติฮอรโมนที่สรางจากอะดรีนัลคอรเทกซมีเพียงเล็กนอยเมื่อเทียบกับฮอรโ...
 ถาตอมหมวกไตดานนอก ถูกทําลายจะไมสามารถสรางฮอรโมน ทําใหเปน โรคแอดดิสัน ( Addison’s disease ) อาการ ผูที่เปนโรคนี...
อะดรีนัลเมดุลลา (ADRENAL MEDULLA) อะดรีนัลเมดุลลา ผลิตฮอรโมนดังนี้ 1. อะดรีนาลิน (adrenalin)    ทําใหน้ําตาลในเลือดเพิ่ม...
7. ฮอรโมนจากอวัยวะเพศเพศชาย- แหลงที่ทําหนาทีสรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell)  ...
1. ฮอรโมนจากอวัยวะสืบพันธุในเพศชาย         - แหลงที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (In...
o ผลิตเซลลไขo สรางฮอรโมนเพศo มีแหลงสรางฮอรโมน 2 แหง คือ ฟอลลเคล และ คอรปลลเทียม                                 ...
91
 ในระยะกอนการตกไข เซลลฟอลลิเคิลที่ลอมรอบไข จะสรางฮอรโมนอีสโทรเจน อีสโทรเจน ทําใหเกิดลักษณะของหญิง ควบคุมการเปลี...
 สรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ทํางานรวมกับอีสโทรเจน กระตุนการเจริญของเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก กระตุนตอมน้ํานมใหเติบโต...
การเปลี่ยนแปลงของฮอรโมน ฟอลลิเคิลและผนังมดลูกในชวงตางๆ ของรอบประจําเดือน
96
สรุปจากแผนภาพ•จุดที่ระดับฮอรโมน FSHคอยๆเพิ่มขึ้นฟอลลิเคิลจะถูกกระตุนใหเจริญจนถึงจุดที่ระดับ FSH สูงสุดฟอลลิเคิลจะเจริญ...
สรุปจากแผนภาพ•เนื้อเยื่อของฟอลลิเคิลหลังจากปลอยไขออกไปแลวจะยุบรวมตัวเปนคอรปสลูเทียมที่มีสีเหลืองแลวทําหนาที่สรางฮ...
8. ฮอรโมนจากรก (PLACENTA) เซลลของรกจะหลั่งฮอรโมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟน (HCG) หลังจากเอ็มบริโอฝงตัว ที่ผนังมดลู...
9. ตอมไทมัส (THYMUS GLAND)• มีลักษณะเปนพู มีตําแหนงอยูระหวางกระดูกอก  กับหลอดเลือดใหญของหัวใจ• มีหนาที่สรางเซลลเม...
10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็กแกสตริน (Gastrin)                    • สรางจากกระเพาะอาหาร                    • กระตุนการหล...
 รางกายตองมีระบบควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทอ เพื่อปองกันการหลั่งฮอรโมนโดยไมจํากัด ระบบควบคุมอาจเปนปริมาณของฮ...
106
107
ฟโรโมน หมายถึง สารเคมีที่ผลิตจากตอมมีทอของสัตวที่สรางออกมาแลวไมมีผลตอรางกายของสัตวเองแตสามารถไปมีผลตอสัตวตวอื...
ฟโรโมนมี 3 ทางคือ1. ทางกลิ่น (Olfaction) : พบในแมลงหลายชนิด สวนมากก็เพื่อการดึงดูดเพศตรงขามใหมาหาหรือไมก็เปนการบอก.....
สามารถจําแนกฟโรโมนตามพฤติกรรมไดดังนี้1.     สารดึงดูดเพศตรงขาม (sex pheromone) พบในผีเสื้อไหมตัวเมีย ปลอย       ออกมาด...
113
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
ต่อมไร้ท่อ54
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ต่อมไร้ท่อ54

7,061 views

Published on

ต่อมไร้ท่อ54

  1. 1. (ENDOCRINE SYSTEM) ครูนุชนารถ เมืองกรุง
  2. 2. ป 2391 ARNOLD A. BERTHOLD
  3. 3. หมายถึง สารเคมีที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางานของระบบตางๆ ในรางกาย เชนการทํางานของระบบสืบพันธุระบบขับถาย ตลอดจนกระบวนการเมแทบอลิซึมของรางกาย ฮอรโมนสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีนและสเตรอยด ที่ผลิตจากเนื้อเยื่อหรือตอมไรทอ(endocrine tissue หรือ endocrine gland)
  4. 4. ตอมไรทอ (endocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลลเปาหมายโดยผาน extracellular fluid เชนกระแสเลือดตอมมีทอ(exocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลลเปาหมายโดยผานทอ
  5. 5. หนาที่ของฮอรโมนแบงออกไดเปน 3 กลุมใหญ1. ควบคุมการเจริญเติบโต (growth)2. ควบคุมและรักษาสภาพแวดลอมภายในรางกายใหเปนปกติ3. ควบคุมการทํางานของรางกายอยางอัตโนมัติ 5
  6. 6. Chemical messengerหรือmolecular messenger แบงเปน 5 ชนิดดังนี้1. Paracrine (local regulator) 2. Neurotransmitter 3. Neurohormone4. Hormone 5. Pheromone 6
  7. 7. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ1. ฮอรโมนเปปไทดหรือโปรตีน (Polypeptide hormone)เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเปปไตดขนาดเล็ก ละลายน้ําไดระดับฮอรโมนเปลี่ยนแปลงเร็ว ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมายไดแก ฮอรโมนจากไฮโพทาลามัส ตอมใตสมอง ตับออน และตอมพาราไทรอยด 7
  8. 8. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ2. ฮอรโมนสเตียรอยด (Steroid hormone)เปนฮอรโมนที่ไมละลายในน้ํา และไมถูกเก็บไวในตอมที่สราง เมื่อสรางขึ้นแลวจะสงไปยังอวัยวะเปาหมายในทันที ระดับฮอรโมนคอนขางคงที่ไดแกตอมหมวกไต ( adrenal gland) รังไข (ovary) และอัณฑะ (testis) 8
  9. 9. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ3. ฮอรโมนเอมีน (Amine hormone)เปนฮอรโมนที่ไดจากกรดอะมิโนเชื่อมกันแลวตัดหมูคารบอกซิลออก จะไดเอมีนฮอรโมนกลุมนี้ละลายน้ําได มีระดับฮอรโมนไมแนนอน สูง ๆ ต่ําไดแก ฮอรโมน ไทรอกซิน (thyroxin) และแคทีโคลามิน (catecholamine) 9
  10. 10. ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ4.ฮอรโมนกรดไขมัน (Fatty acid hormone)เปนสารประกอบของกรดไขมัน มีผลทําใหกลามเนื้อและหลอดเลือดหดตัวไดแก prostaglandin พบใน semen และสรางจากตอมเนื้อเยื่อ 10
  11. 11. กลไกการออกฤทธิ์ของchemical messenger และฮอรโมน -ออกฤทธิ์ไดโดยการจับกับตัวรับสัญญาณ(receptor)สารเคมีตัวเดียวกันสามารถมีผลตอเซลลชนิดตางๆ ไดตางกันโดยขึ้นกับ1.ตัวรับตางกัน (a กับb&c)2.ตัวถายทอดสัญญาณในเซลล ตางกัน (bกับc) 11
  12. 12. การออกฤทธิ์ของฮอรโมน แบงตามโครงสรางไดเปน 2 แบบ1.พวกที่มีตัวรับอยูที่ผนังเซลล(cell membrane receptor)ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดใหญผานเขาเซลลไมได ไมละลายในไขมัน เชน ฮอรโมนโปรตีน 12
  13. 13. 2.พวกที่มีตัวรับอยูภายในเซลล ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได เชน ฮอรโมนสเตียรอยด, ฮอรโมนไทรอยด, Vitamin D3, -ตัวรับอาจอยูในไซโตพลาสม หรือนิวเคลียส-ตัวรับเมื่อจับกับฮอรโมน (hormone-receptor complex) จะทําหนาที่เปน transcription factor 13
  14. 14. ฮอรโมนจากตอมไรทอที่สําคัญของรางกาย  ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ1. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง * สรางสารพวกสเตอรอยด - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - รังไข (ovary) - อัณฑะ (testis)2. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก และเนื้อเยื่อชั้นใน * สรางสารพวกเปปไทด โปรตน ี - ตอมไทรอยด(thyroid gland) - ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) - ตอมหมวกไตสวนใน(adrenal medulla)
  15. 15. ความสําคญของตอมไรทอตอรางกาย ั1. พวกที่รางกายขาดไมได(essential endocrine gland) - ตอมไทรอยด (thyroid gland) - ตอมพาราไทรอยด(parathyriod gland) - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส2. พวกที่รางกายขาดได(non-essential endocrine gland) - ตอมใตสมองสวนหนา (pituitary) - ตอมไพเนียล(pineal gland) - ตอมหมวกไตสวนใน (adrenal medulla) - รังไข (ovary) - อัณฑะ(testis) 15
  16. 16. 1. ตอมไพเนียล2. ตอมใตสมอง3. ตอมไทรอยด4. ตอมพาราไทรอยด5. ตับออน6. ตอมหมวกไต7. อวัยวะเพศ8. รก9. ตอมไทมัส10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก
  17. 17. 1. ตอมไพเนียล (pineal gland) ตอมไพเนียล ของสัตวเลือดเย็น สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลานบางชนิดไมสรางฮอรโมน แตเปนกลุมของเซลลรับแสง ในสัตวเลือดอุนจําพวกสัตวเลี้ยงลูกดวยนม การทํางานของตอมนี้สัมพันธกับแสงสวางและการรับภาพ ในคน ตอมไพเนียลอยูระหวางเซรีบรัมซีกซายและซีกขวา ทําหนาที่สรางฮอรโมนเมลาโทนิน มีหนาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุไมใหเติบโตเร็วเกินไป
  18. 18. 2. ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) อยูติดตอกับสวนลางของสมองสวนไฮโพทาลามัส แบงได 3 สวน คือ ตอมใตสมองสวนหนา สวนกลาง และสวนหลัง มีขนาดประมาณ 1 – 1.5 ซม.
  19. 19. 1. ตอมใตสมองสวนหนา(Anterior pituitary)2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermidiate )3. ตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitary) 21
  20. 20. ตอมใตสมองสวนหนา(anterior pituitary gland or adenohypophysis)-ควบคุมการหลั่งฮอรโมนโดยไฮโปทาลามัส โดยหลั่ง releasing/inhibiting ผานทางเสนเลือด portal vessel 22
  21. 21. สรางฮอรโมนประสาท ปลอยที่ตอมใตสมองสวนหลังปลายแอกซอนมาสิ้นสุดและหลั่งฮอรโมนประสาทออกสูกระแสเลือด
  22. 22. ( anterior pituitary gland or adenohypophysis )1. โกรทฮอรโมน (GH)2. โกนาโดโทรฟน (Gn) ประกอบดวย FSH และ LH3. โพรแลกทิน4. อะดรีโนคอรติโคโทรฟน (ACTH)5. ไทรอยดสติมิวเลติงฮอรโมน (TSH)6. เอนดอรฟน
  23. 23. 1. ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) - ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) เปนสารพวกโปรตีน ควบคุมการเจริญเติบโต ของรางกาย นอยไป มากไป เด็ก dwarfism giantism ผูใหญ acromegaly simmon’s disease 25
  24. 24. GIANTISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการสราง GH มากเกินไปจะมีผลกระตุนการเจริญเติบโตมากกวา ปกติ เรียกวา สภาวะยักษ (giantism) 26
  25. 25. 13 years old 21 years old Entering his car, 18 years old front seat had to be removed18 years old 27High SchoolGraduation http://www.altonweb.com/history/wadlow/
  26. 26. DWARFISM เนื่องจากในวัยเด็กมีการขาดฮอรโมน GH นอยทําใหเกิดอาการรางกายมี ขนาดเล็ก แคระแกร็น เนื่องจากการ เจริญเติบโตของกระดูกถูกยับยัง ้ ระบบสืบพันธไมเจริญ 28
  27. 27. ACROMEGALY เนื่องจากในวัยผูใหญมีฮอรโมน GH มากเกินไปจะมีผลตอการกระตุนการ เจริญของกระดูกในดานกวาง เนื่องจากกระดูกทางดานยาวบิดไปแลว ยาวอีก ไมได และยับยั้งเนือเยื่อเกี่ยวพันดวย ทําใหกระดูกที่คางขยายขนาดกวางขึ้น ้ ฟนหางใบหนาเปนรูปสี่เหลี่ยมคางหมู นิ้วมือ นิ้วเทามีขนาดใหญขึ้น ผิวหนัง หนาและหยาบ 29
  28. 28. SIMMON’S DISEASE เนื่องจากในผูใหญที่มีฮอรโมนโกรธนอย มักไมแสดงลักษณะอาการใหเห็นแตพบวา น้ําตาลในเลือดต่ําจึงทนตอความเครียด ทางอารมณไดนอยกวาคนปกติ และมักจะ เปนลมหนามืดงาย อาจเปนโรคผอมแหง 30
  29. 29. 2. ฮอรโมนโกนาโดโทรฟน(gonadotrophin หรือ gonadotrophic hormone,Gn )1. ฟอลลเคล สติมิวเลติงฮอรโมน (follicle stimulating hormone ; FSH) ิ ิ2. ลูทิไนซิงฮอรโมน (Lutinizing hormone ;LH) 31
  30. 30. ในเพศชาย - FSH กระตุนการเจริญเติบโตของหลอดสรางอสุจิ (siminiferous tubule)ในอัณฑะและกระตุนการสรางอสุจิ (Spermatogenesis) - LH กระตุนใหกลุมอินเตอรสติเชียลเซลลของอัณฑะใหสรางและหลั่งฮอรโมน เทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเปนฮอรโมนเพศชาย ดังนั้นในเพศชายจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา ฮอรโมนกระตุนอินเตอรสติเชียล ( interstitial cellstimulating hormone หรือ ICSH)
  31. 31. - ฮอรโมน LH กระตุนกลุมเซลล อินเตอรสติเชียลใหหลั่ง- ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) 33
  32. 32. ในเพศหญิง - FSH จะกระตุนการเจริญเติบโตฟอลลิเคิลของรังไข (Ovarian follicle)และออกฤทธิ์รวมกับฮอรโมน LH ใหสรางและหลั่งฮอรโมนอีสโทรเจน (estrogen ) - LH กระตุนใหไขสุกและการตกไข และหลังการตกไขแลวจะชวยกระตุนใหเซลลที่เหลือในฟอลลิเคิลใหกลายเปนคอรปสลูเทียม (corpus luteum) เพื่อสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ( progesterone)ซึ่งมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกเพื่อรองรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ 34
  33. 33. 3. ฮอรโมนโพรแลกติน (prolactin) หรือ (lactogenic hormone)• เปนฮอรโมนประเภทโปรตีน กระตุน การเจริญของทอของการผลิตน้ํานม กระตุนการสรางและผลิตน้ํานม• ในขณะตั้งครรภและตอนคลอดจะมี โพรแลกตินสูง• โพรแลกตินในเพศชายไมทราบ หนาที่แนชัด แตมีผูรายงานวา โพรแลกตินจะทําหนาที่รวมกับ ฮอรโมนเพศชายในการกระตุน อวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน ตอมลูกหมาก ทอนําอสุจิ และตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ 35
  34. 34. 4. ฮอรโมนอะดรีโนคอรติโคโทรฟน (adrenocorticotrophin hormone) หรือ ACTHทําหนาที่กระตุนอะดรีนัลคอรเทก ของตอมหมวกไตใหสรางฮอรโมนตามปกติ 36
  35. 35. ACTH กระตุนการเติบโตและการสรางฮอรโมนของตอมหมวกไตสวนนอก กระตนการปลดปลอยกรดไขมันออกจากเนื้อเยื่อ กระตุนการหลั่งอินซูลินจากตับออน กระตุนการหลั่ง GH จากตอมใตสมองสวนหนา ACTH ยังมีลักษณะบางอยางเหมือนฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนกลาง(MSH) จึงกระตุนเมลานินภายในสัตวเลือดเย็น เชน กบ ทําใหมสีเขมขึ้น ี 37
  36. 36. 5. ฮอรโมนกระตุนไทรอยด (thyroid stimulating hormone)หรือ TSH ทําหนาที่กระตุนตอมไทรอยดใหหลั่งฮอรโมนตาม ปกติ ฮอรโมนจากตอม ใตสมองสวนหนาจะควบคุมโดยฮอรโมน ประสาทที่สรางมาจากไฮโพทาลามัส 38
  37. 37. 6. เอนเดอรฟน (Endorphin)• ออกฤทธิ์คลายมอรฟน• สรางจากตอมใตสมองสวนหนา หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ• ทําหนาที่ระงับความเจ็บปวด• ชวยใหคิดในทางสรางสรรค• ชวยเพิ่มความตื่นตัว มีชีวิตชีวาและความสุข• จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีอารมณแจมใส 39
  38. 38. ตอมใตสมองสวนกลาง ทําหนาที่ผลิตฮอรโมน ดังนี้- ฮอรโมนเมลาโนไซต (Melanocyte stimulating hormone) หรือ MSHทําหนาที่ทําใหรงควัตถุภายในเซลลผิวหนังกระจายไปทั่ว เซลล 40
  39. 39. ตอมใตสมองสวนหลัง(Posterior pituitary gland or neurohypophysis)-ฮอรโมนที่หลั่งจากตอมใต สมองสวนหลังสรางมาจากเซลลประสาทของไฮโปทาลามัส-โดยเซลลประสาทจะยื่น สวน axon เขามาในตอม ใตสมองสวนหลัง 41
  40. 40.  ตอมใตสมองสวนหลังหรือ นิวโรไฮโพไฟซีส ไมได Axons to สรางฮอรโมนเอง แต primary capillaries ฮอรโมนถูกสรางมาจาก นิวโรซีครีทอรีเซลลของ ไฮโพทาลามัสโดยกลุม Portal Primary เซลลเหลานี้จะมีแอกซอน venules capillaries Pituitary stalk มาสิ้นสุดอยูภายในตอมใต สมองสวนหลัง และเขาสู กระแสเลือด Secondary Posterior pituitary capillaries Anterior pituitary 42
  41. 41. 1.วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือ ฮอรโมนแอนติไดยูเรติก- ADH มีหนาที่ดูดน้ํากลับของหลอดไต และกระตุนใหหลอด เลือดบีบตัว ถาขาดฮอรโมนนี้จะเกิด การเบาจืดทําใหปสสาวะ บอย 43
  42. 42. ADH มีผลใหมีการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต ฮอรโมนนี้จะมีการหลั่งออกมาเมื่อ กระหายน้ํา และขาดน้ํา ความเครียดสูง ความดันเลือดสูง ยาที่มีผลตอการกระตุนประสาทสวนกลาง ฝน เฮโรอีนจะมีผลในการกระตุน การหลั่งฮอรโมนดวย ถามี ADH นอยมากๆจะทําใหเกิดโรคเบาจืด(diabetes insipidus) มีปสสาวะ ออกมามากถึงวันละ 20 ลิตรตอวัน สภาพตึงเครียดและสารนิโคตินทําใหมีการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ นอยลง แตแอลกอฮอลยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหปสสาวะมากขึ้น 44
  43. 43. 2. ออกซีโทซิน (Oxytocin)ทําหนาที่กระตุนกลามเนื้อเรียบและ อวัยวะภายใน กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหขับน้ํานม ฮอรโมนนี้จะหลั่งออกมามากตอนคลอด เพื่อชวยใหกลามเนื้อ มดลูกบีบตัวขณะคลอด 45
  44. 44. 3. ตอมไทรอยด (THYROID GLAND) จัดเปนตอมไรทอขนาดใหญที่สุด อยูติดกับบริเวณกลองเสียง มีลักษณะเปน 2 พู มีเนื้อเยื่อของพาราไทรอยดติดอยูขางละ 2 ตอม
  45. 45. • นําตอมไทรอยดของแกะมาทําใหแหง แลวบดละเอียดใหคนปกติกินปรากฏวา ทําใหอัตราเมแทบอลิซึมของรางกายสูงขึ้น• ผลจากการคนพบสามารถรักษาคนไขที่ ไมสามารถผลิตฮอรโมนจากตอมไทรอยดไดสําเร็จ
  46. 46. • ป 2439 โบมานน พบวา เซลลในตอมไทรอยด มีปริมาณไอโอดีนสูงกวาเซลลอื่นถึง 100 เทา• คนอยูใกลทะเลมีไอโอดีนในตอมไทรอยด เขมขนกวาคนที่อยูหางไกลทะเล
  47. 47. o ป 2448 มารีน พบวา คนที่อยูริมฝงทะเลเปนโรคคอพอกนอยกวาคนที่อยูหางทะเลo ทดลองไมใหไอโอดีนแกสัตวพบวาสัตวเปนโรคคอพอกเมื่อใหอาหารที่มีไอโอดีนสัตวเหลานั้นก็หายจากโรค 
  48. 48. - ฮอรโมนที่สรางจากตอมไทรอยดเปนกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยูดวย  คือ กรดอะมิโน ไทโรซีน ฮอรโมนมี 2 ชนิด คือไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine , T3 ) ซึ่งมีไอโอดีน 3 อะตอมและไทรอกซิน (Thyroxin , T4 ) ซึ่งมีไอโอดีน 4 อะตอม ฮอรโมนที่หลั่งออกมาสวนใหญ (90 % ) เปนไทรอกซิน (T4)แต T3 ที่มีปริมาณนอยกวา มีความเขมขนมากกวา ฮอรโมนนี้จะถูกเก็บไวในตอมและจะหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุนจากตอมใตสมองสวนหนา ฮอรโมนทั้ง 2 ชนิดใหผลอยางเดียวกันตอเซลลเปาหมาย
  49. 49. • เปนฮอรโมนจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลไทรอยดฟอลลิเคิล• ทําหนาที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของรางกาย• ขาดฮอรโมนนี้ในเด็กทําใหเกิดโรคที่เรียกวา เครทินิซึม (Cretinism)• ขาดฮอรโมนนี้ในวัยผูใหญเกิดโรคที่เรียกวา มิกซีดีมา (Myxedema)
  50. 50. พัฒนาการของสมองและสติปญญานอยลงพัฒนาทําใหปญญาออนแขน ขาสั้น หนาและมือบวม ผิวหยาบแหง ผมบาง ไมเจริญเติบโตรูปรางเตี้ยแคระ
  51. 51. - จะสงผลใหอัตราเมแทบอลิซึมลดนอยลง- ทําใหออนเพลีย เหนื่อยงาย เซื่องซึม- เคลื่อนไหวชา กลามเนื้อออนแรง- รางกายออนแอ ติดเชื้อไดงาย- หัวใจเตนชา- ทนหนาวไมได- มีคอเลสเทอรอลสูงผิวหนังบวมน้ํา หนาบวม- อวน ทําใหน้ําหนักเพิ่ม- ผมและผิวแหง- สมองจะทํางานชาลง ปฏิกิริยาโตตอบชาหรือถึงขั้นความจําเสื่อม- ประจําเดือนผิดปกติ
  52. 52. ผูปวยเปนโรคคอพอกชนิดธรรมดา (ก) และโรคคอพอกชนิดเปนพิษ (ข)
  53. 53. 57
  54. 54. • เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนเนื่องจากตอมไทรอยด• ไมสามารถสรางไทรอกซินได• ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง TSH มากระตุน ตอมไทรอยดมากเกินไปและตอมนี้ไมสามารถ สรางไทรอกซินออกไปยับยั้งการหลั่ง TSH ได ทําใหตอมไทรอยดขยายขนาดผิดปกติ
  55. 55.  เกิดจากตอมไทรอยดถูกกระตุนใหสรางฮอรโมนมากเกินไป ผูปวยคอหอยไมโตมากนักบางคนตาโปน ตอมไทรอยดถูกกระตุนใหทํางานหนักตลอดเวลา รักษาโดยการกินยาที่ยับยั้งการสรางฮอรโมน หรือผาตัด หรือกินสารไอโอดีนซึ่งเปนกัมมันตรังสี เพื่อทําลายเนื้อเยื่อ บางสวนของตอม
  56. 56. • สรางจากตอมไทรอยด• สรางจากกลุมเซลลที่มีตนกําเนิดตางจากไทรอยดฟอลลิเคิล เรียกเซลลเหลานี้วาเซลลซี (C-cell) หรือเซลลพาราฟอลลิคิวลาร
  57. 57. หนาที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดใหต่ําลงถาในเลือดมีระดับแคลเซียมสูงกวาปกติ ทําไดโดย - เพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก - ลดการดูดแคลเซียมกลับจากทอหนวยไต ( ขับแคลเซียมทิ้งทางน้ําปสสาวะ ) - ลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสเล็ก ( เพื่อไมใหแคลเซียมถูกดูดเขาสูกระแสเลือด ) http://www.pibul.ac.th/vicha kan/sciweb/Biology42042/H ormone/Hormone/html/Web site-endocrine- system/thyroid.htm
  58. 58. http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/
  59. 59. 4. ตอมพาราไทรอยด (PARATHYROID GLAND)ฮอรโมนจากตอมพาราไทรอยด- พาราทอรโมน (parathormone,PTH)ทําหนาที่- รักษาสมดุลของแคลเซียมในรางกายใหคงที่- กระตุนใหมีการเพิ่มระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถาหากระดับแคลเซียมในเลือดต่ํา- ทําใหมีการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสและทอหนวยไตมากขึ้น- มีการกระตุนใหมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมาก ดังนั้นถาหากมีฮอรโมนนี้มากเกินไปจะมีผลทําใหเกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟนออกมา ทําใหเกิดอาการ กระดูกเปราะบางและหักงาย ทําใหเปนโรคกระดูกพรุน ฟนหักและผุงาย
  60. 60. ก. การควบคุมโดยแคลซิโทนิน ข. ควบคุมโดยพาราทอรโมน
  61. 61. 66
  62. 62. 67
  63. 63. 5. ตับออน (pancreas) 68http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/Hormone/html/Website-endocrine-system/Pancreas.htm
  64. 64. การศึกษาเกี่ยวกับตับออน • ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส สังเกตพบกลุมเซลล กระจายอยูเปนหยอมๆมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยง ตอมาเรียก กลุมเซลลนวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ี้ • ป พ.ศ.2432 โยฮันน วอน เมอริง พบวาเมื่อตัดตับออนของสุนัข จะมีผลตอการยอยอาหารประเภทไขมัน • ป พ.ศ. 2455 พบวากลุมเซลลไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส ผลิต สารบางอยางมาทางกระแสเลือดและใหชื่อวา อินซูลน (insulin) ิ • ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส สรางฮอรโมนที่สําคัญ 2 ชนิด คือ อินซูลิน และกลูคากอน
  65. 65. • เปนฮอรโมนจากกลุมเบตาเซลล (B-cell) ที่บริเวณสวนกลางของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• ทําหนาที่ลดระดับน้ําตาลในเลือดใหเปนปกติ• ถากลุมเซลลที่สรางอินซูลินถูกทําลาย ระดับน้ําตาล ในเลือดสูงกวาปกติทําใหเปนโรคเบาหวาน
  66. 66. • เปนฮอรโมนที่สรางจากแอลฟาเซลล (∞ - cell) ซึ่งเปนเซลลประเภทหนึ่งของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส• กลูคากอนทําหนาที่ตรงขามกับอินซูลิน คือ กระตุน การสลายตัวของไกลโคเจน• การเปลี่ยนแปลงระดับน้ําตาลจะเปนสัญญาณยับยั้งและ กระตุนการหลั่งอินซูลินและกลูคากอน
  67. 67. โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) diabetes เปนภาษากรีก มีความหมายวา “ผานโดยตลอด” สวนคําวา mellitus มีความหมายวา “หวานเหมือนน้ําผึ้ง” • เกิดจากความผิดปกติในการสรางฮอรโมน ของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส • พบน้ําตาลในปสสาวะ • น้ําตาลในเลือดสูงรางกายกําจัดออกทางปสสาวะ • โรคเบาหวานมี 2 แบบ แบบที่ 1 เกิดจากตับออนไมสามารถสรางอินซูลินได แบบที่ 2 เกิดจากตับออนสรางอินซูลินไดปกติ แตตวรับอินซูลินผิดปกติอินซูลินทํางานไมได ั
  68. 68. อาการที่สําคัญ- ปสสาวะบอยและมาก เนื่องจากมีน้ําตาลในเลือดมาก ทอหนวยไตไมสามารถดูดกลับคืนสูรางกายไดหมด- กระหายน้ํามากและบอยผิดปกติ- เมื่อเปนแผลจะหายอยาก มีอาการคันบริเวณอวัยวะสืบพันธุและผิวหนัง- น้ําหนักตัวลด ออนเพลีย เซื่องซึม เมื่อยลา - เลือดและปสสาวะมีฤทธิ์เปนกรดมากกวาปกติ เนื่องจากมีสารคีโตน( ketone body ) จากการสลายไขมันและถาเปนโรคเบาหวานนาน ๆ อาจจะทําให ตาบอดและไตจะคอย ๆ หมดสภาพในการทํางาน 76
  69. 69. 6. ฮอรโมนจากตอมหมวกไต (adrenal gland) ตั้งอยูเหนือไตทั้ง 2 ขาง แบงออกเปน 2บริเวณคือบริเวณสวนนอกเรียกวา adrenal cortex และสวนในเรียกวา adrenal medulla 77
  70. 70. ฮอรโมนจากตอมหมวกไตตอมหมวกไต (adrenal gland) ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชนิดคือ1. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) เปนเนื้อเยื่อชั้นนอก2. อะดรีนัลเมดุลลา (adrenal medulla) เปนเนื้อเยื่อชั้นในอะดรีนัลคอรเทกซผลิตฮอรโมนไดมาก สามารถแบงออกเปน 2 กลุมใหญ คือ 78
  71. 71. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex)1. ฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด (Glucocorticoid hormone) ทําหนาที่ควบคุมเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต ฮอรโมนที่สําคัญคือ ฮอรโมนคอรติซอล (cortisol)มีหนาที่ เพิ่มปริมาณกลูโคสในเลือดใหสูงขึ้น โดยการกระตุนเซลลตับใหเปลี่ยน กรดอะมิโนและกรดไขมันเปนคารโบไฮเดรตและเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจน จากนั้นจึงกระตุนตับใหเปลี่ยนไกลโคเจนเปนกลูโคสสงเขากระแสเลือด  ถามีฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด มากเกินไป จะทําใหเปนโรคคูชชิง (Cushing’ s syndome) 79
  72. 72. โรคคูชชิง (CUSHING’ S SYNDOME) กลามเนื้อออนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา อวนมีไขมันสะสมแกนกลางลําตัว ใบหนากลมคลายดวงจันทร หนาทองแตก ลาย บริเวณตนคอมีหนอกยื่นออกมา
  73. 73. 2. ฮอรโมนมิเนราโลคอทิคอยด (mineralocorticoid) ทําหนาที่ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรในรางกาย เชน แอลโดสเตอโรน (aldosterone)ทําหนาที่• ควบคุมการดูดกลับของโซเดียมไอออน (Na+) และน้ําที่ทอหนวยไตเขาสูหลอดเลือด• ขับโพแทสเซียมออกจากทอหนวยไตใหสมดุลกับความตองการของรางกาย• ควบคุมสมดุลความเขมขนของฟอสเฟตในรางกายอีกดวย• การขาดแอลโดสสเตอรโรนจะมีผลใหรางกายสูญเสียน้ําและโซเดียมไปพรอมกับน้ําปสสาวะและสงผลใหปริมาณเลือดลดลงจนอาจทําใหผูปวยตายเพราะความดันเลือดต่ําได 81
  74. 74. 3. ฮอรโมนเพศ (ADRENAL SEX HORMONE ) ในภาวะปกติฮอรโมนที่สรางจากอะดรีนัลคอรเทกซมีเพียงเล็กนอยเมื่อเทียบกับฮอรโมนเพศจากอวัยวะเพศ สวนใหญจะเปนฮอรโมนเพศชายมีฮอรโมนเพศหญิงนอยมาก ฮอรโมนเพศที่สราง เชน แอนโดรเจน (ฮอรโมนเพศชาย) และแอสโทรเจน (ฮอรโมนเพศหญิง)
  75. 75.  ถาตอมหมวกไตดานนอก ถูกทําลายจะไมสามารถสรางฮอรโมน ทําใหเปน โรคแอดดิสัน ( Addison’s disease ) อาการ ผูที่เปนโรคนี้รางกายจะซูบผอม ผิวหนังตกกระ รางกายไม สามารถรักษาสมดุลของแรธาตุได ซึ่งจะทําใหผูปวยเสียชีวิตได
  76. 76. อะดรีนัลเมดุลลา (ADRENAL MEDULLA) อะดรีนัลเมดุลลา ผลิตฮอรโมนดังนี้ 1. อะดรีนาลิน (adrenalin) ทําใหน้ําตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และ กระตุนการเตนของหัวใจ ทําใหเมแทบอลิซึมเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเปนฮอรโมนที่หลั่งออกมาเมื่อ รางกายอยูในสภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นจึง เรียกอีกชื่อ หนึ่งวา fligth or fight hormone 2. นอรอะดรีนาลิน (noradrenalin) ทําหนาที่หลั่งจากเสนประสาทซิมพาเทติก ทําใหความดันเลือดสูงทํา ใหหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ บีบตัว 84
  77. 77. 7. ฮอรโมนจากอวัยวะเพศเพศชาย- แหลงที่ทําหนาทีสรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell) ่- อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย- เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ ICSH จากตอมใต สมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายทีเรียกวา แอนโดเจน (Androgen) ประกอบดวย ่ ฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone)- เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย- และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary characteristic)- คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และ อวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง- 85
  78. 78. 1. ฮอรโมนจากอวัยวะสืบพันธุในเพศชาย - แหลงที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell) - อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย - เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือICSH จากตอมใตสมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายที่เรียกวา แอนโดเจน(Androgen) ประกอบดวยฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน(Testosterone) - เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชายและควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondarycharacteristic) ลักษณะดังกลาวที่สําคัญ คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และอวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง
  79. 79. o ผลิตเซลลไขo สรางฮอรโมนเพศo มีแหลงสรางฮอรโมน 2 แหง คือ ฟอลลเคล และ คอรปลลเทียม ิ ิ ู
  80. 80. 91
  81. 81.  ในระยะกอนการตกไข เซลลฟอลลิเคิลที่ลอมรอบไข จะสรางฮอรโมนอีสโทรเจน อีสโทรเจน ทําใหเกิดลักษณะของหญิง ควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่รังไขและเยื่อบุมดลูก อีสโทรเจนกระตุนใหหลั่ง LH มาทําใหโอโอไซตระยะที่ 2 หลุดออกจากฟอลลิเคิล เรียกวาการตกไข หลังการตกไขฟอลลิเคิลมีการเปลี่ยนแปลงเปนคอรปสลูเทียม
  82. 82.  สรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ทํางานรวมกับอีสโทรเจน กระตุนการเจริญของเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก กระตุนตอมน้ํานมใหเติบโต แตไมกระตุนการสรางน้ํานม เซลลไขไมไดรับการผสมจากอสุจิ คอรปสลูเทียมจะเปลี่ยนแปลง และหยุดสรางโพรเจสเทอโรน ทําใหเยื่อบุผนังมดลูกสลายตัว ถูกขับออกมาเปนประจําเดือน
  83. 83. การเปลี่ยนแปลงของฮอรโมน ฟอลลิเคิลและผนังมดลูกในชวงตางๆ ของรอบประจําเดือน
  84. 84. 96
  85. 85. สรุปจากแผนภาพ•จุดที่ระดับฮอรโมน FSHคอยๆเพิ่มขึ้นฟอลลิเคิลจะถูกกระตุนใหเจริญจนถึงจุดที่ระดับ FSH สูงสุดฟอลลิเคิลจะเจริญเต็มที่พรอมที่จะใหเกิดการตกไข•ขณะที่ฟอลลิเคิลเจริญฟอลลิเคิลจะสรางฮอรโมน อีสโทรเจนเพิ่มขึ้นเมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ระดับอีสโทรเจนจะสูงสุด•เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ฮอรโมน LH จะมีระดับสูงสุดเพื่อกระตุนใหฟอลลิเคิลปลอยไขออกมาและหลังจากตกไขแลวระดับฮอรโมน LHจะลดต่ําสุด
  86. 86. สรุปจากแผนภาพ•เนื้อเยื่อของฟอลลิเคิลหลังจากปลอยไขออกไปแลวจะยุบรวมตัวเปนคอรปสลูเทียมที่มีสีเหลืองแลวทําหนาที่สรางฮอรโมน โพรเจสเทอโรนเพื่อกระตุนให เยื่อบุชั้นในของผนังมดลูกเจริญหนาขึ้นเพื่อรอรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ•ถาไมมีการฝงตัวของเอ็มบริโอคอรปสลูเทียม จะสลายไป ระดับฮอรโมนอีสโทรเจน และ โพรเจสเทอโรน จะลดลงต่ําสุดเมื่อไมมีการสรางโพรเจสเทอโรน จากคอรปสลูเทียมเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก จะเริ่มสลายตัวหลุดลอกออกมาเปน ประจําเดือน
  87. 87. 8. ฮอรโมนจากรก (PLACENTA) เซลลของรกจะหลั่งฮอรโมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟน (HCG) หลังจากเอ็มบริโอฝงตัว ที่ผนังมดลูก HCG กระตุนคอรปสลูเทียมในรังไขใหเจริญตอไป  และสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น
  88. 88. 9. ตอมไทมัส (THYMUS GLAND)• มีลักษณะเปนพู มีตําแหนงอยูระหวางกระดูกอก กับหลอดเลือดใหญของหัวใจ• มีหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซตชนิด ที หรือเซลล ที• การแบงเซลลและพัฒนาการของลิมโฟไซตชนิด ที อาศัยฮอรโมนไทโมซิน (thymosin) ที่สรางจากเซลล บางสวนของตอมไทมัส• ไทโมซิน เปนฮอรโมนที่เกี่ยวของกับการสรางภูมคุมกันของรางกาย ิ
  89. 89. 10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็กแกสตริน (Gastrin) • สรางจากกระเพาะอาหาร • กระตุนการหลั่งเอนไซมและกรดไฮโดรคลอริก ซีครีทิน (Secretin) • สรางจากดูโอดีนัมของลําไสเล็ก • กระตุนตับออนใหหลั่งเอนไซมและ โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต • กระตุนการบีบตัวของทอน้ําดี
  90. 90.  รางกายตองมีระบบควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทอ เพื่อปองกันการหลั่งฮอรโมนโดยไมจํากัด ระบบควบคุมอาจเปนปริมาณของฮอรโมนเอง หรือระดับ สารเคมีอื่นๆ ในเลือด ระบบควบคุมแบบยอนกลับมี 2 ลักษณะ คือ 1. การควบคุมแบบยับยั้งยอนกลับ (negative feedback) 2. การควบคุมแบบกระตุนยอนกลับ (positive feedback) 
  91. 91. 106
  92. 92. 107
  93. 93. ฟโรโมน หมายถึง สารเคมีที่ผลิตจากตอมมีทอของสัตวที่สรางออกมาแลวไมมีผลตอรางกายของสัตวเองแตสามารถไปมีผลตอสัตวตวอื่นที่เปนชนิดเดียวกัน ัทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและพฤติกรรมได
  94. 94. ฟโรโมนมี 3 ทางคือ1. ทางกลิ่น (Olfaction) : พบในแมลงหลายชนิด สวนมากก็เพื่อการดึงดูดเพศตรงขามใหมาหาหรือไมก็เปนการบอก.... ใหรูวาอยูที่ไหน หรือเปนสัญญาณอันตรายเตือนใหรู เชน ฟโรโมนของตัวชะมดมีกลิ่นแรงมากเราสกัดเอามาทําเปนหัวน้ําหอม2. การกิน (Ingestion) : เชน ผึ้งนางพญาจะสรางสารจากตอมบริเวณระยางคปาก เรียกวา Queensubstance สําหรับ.... เอาไวลอผึ้งงาน เมื่อผึ้งงานกินเขาไปจะไปยับยังรังไขของผึ้งงานไมใหมีการ ้เจริญเติบโตและสรางรังไขจึงไมมีโอกาส.... สืบพันธุเหมือนนางพญา3. การดูดซึม (Absorption) : พบเฉพาะในสัตวไมมีกระดูกสันหลังเทานั้น เชน แมงมุมบางชนิดและแมลงสาบ ....ตัวเมียจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวจนกระทั่งตัวผูมาสัมผัส ก็จะซึมเขาไปกระตุนใหเกิดความตองการทางเพศ... ติดตามหาตัวเมียจนพบและทําการผสมพันธุ แตในตั๊กแตนตัวผูจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวหลังจากผสมพันธุ ....เมื่อตัวออนมาสัมผัสฟโรโมนนั้นก็จะดูดซึมเขาไปกระตุนใหเติบโตเปนตัวเต็มวัยและสืบพันธุได 109
  95. 95. สามารถจําแนกฟโรโมนตามพฤติกรรมไดดังนี้1. สารดึงดูดเพศตรงขาม (sex pheromone) พบในผีเสื้อไหมตัวเมีย ปลอย ออกมาดึงดูดผีเสื้อไหมตัวผู2. สารเตือนภัย (alarm pheromone) เชนมดตาย จะมีฟโรโมนออกมาจากซาก มดตัวนั้น ทําใหมีการขนซากมดตัวนั้นไปทิ้งนอกรัง3. สารนําทาง (trail pheromone) ไดแก กรดบางชนิดที่มดงานปลอยออกมา ตามทางเดิน ทําใหมดตัวอื่นสามารถเดินไปยังอาหารไดถูกตอง4 สารจากนางพญา (queen substance) เชนสารที่นางพญาใหผึ้งงานกิน ทําใหผึ้งงานเปนหมัน5. สารทําใหรวมกลุม (aggregation pheromone) เชน นางพญาปลวกปลอย ออกมาทําใหปลวกงานมารวมกลุมกัน6. สารแสดงอาณาเขต (territory pheromone) เชน สุนัขปสสาวะรดสิ่งตาง ๆ ที่มันเดินผาน 112
  96. 96. 113

×