ทะเล มหาสมุทร และลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากคลื่น

3,907 views
3,748 views

Published on

ทะเล มหาสมุทร และลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากคลื่น

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
3,907
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
58
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ทะเล มหาสมุทร และลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากคลื่น

  1. 1. บทที่ 10 ทะเล มหาสมุทร และลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากคลื่น 1. บทนํา ทะเลและมหาสมุทรจัดเปนเปลือกโลกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคลายกับแองน้ําและมีน้ําปกคลุมอยู สัดสวนพื้นที่ของมหาสมุทรคิดเปนพื้นที่รอยละ 71 ของเปลือกโลกทั้งหมด มหาสมุทร คือ สวนของผิวน้ําที่ถูก ลอมรอบดวยทวีป สวนทะเลหมายถึงสวนที่เปนขอบของมหาสมุทร บางสวนเรียกวาอาวตามสภาพภูมิ ประเทศ ดังที่ไดศึกษามาแลววาสวนของมหาสมุทรเปนหินจําพวกหินบะซอลตเปนสวนหนึ่งของเปลือกโลกที่ เรียกวา “ไซมา” (Sima) จาการศึกษาของนักวิทยาศาสตรพบวาน้ําที่แชขังอยูในแองของมหาสมุทรในระยะ แรกจะเปนน้ําจืด แตเมื่อบนโลกเกิดปรากฏการณฝนตก หยาดน้ําฟาจะไหลจากภาคพื้นทวีปทําใหเกิดการ ชะลาง การพัดพา และการละลายเอาเกลือแรตางๆ บนโลกใหลงมาสะสมอยูในทะเลติดตอกันมาเปนระยะ เวลายาวนาน ในขณะเดียวกันน้ําในมหาสมุทรจะมีอัตราการระเหยกลายเปนไออยูตลอดเวลา จึงทําใหสาร ละลายประเภทเกลือมีความเขมขนสูงขึ้นเปนสาเหตุที่วาทําไมน้ําทะเลจึงมีรสเค็ม ประกอบกับการศึกษา รายชื่อเกลือแรที่ประกอบอยูในน้ําทะเลเราพบวาองคประกอบเปนเกลือคลอไรดถึงรอยละ 55 รองลงมาไดแก เกลือโซเดียมรอยละ 31 นอกจากนั้นก็เปนแรธาตุชนิดอื่นๆ อยางไรก็ตามจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร พบวาปริมาณแรธาตุที่ละลายในน้ําทะเลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุประการหนึ่งมาจากมนุษยสรางเขื่อนกั้น ลําน้ําสาขาตางๆ ทําใหปริมาณน้ําจืดที่ไหลลงสูทะเลมีปริมาณลดลง นอกจากนั้นเรายังพบวาความเค็มของน้ําทะเลที่ระดับน้ําทะเลนั้นแตกตางกันไปตามที่ตางๆ โดยทาง ซีกโลกเหนือน้ําทะเลจะเค็มที่สุดใกลๆ กับบริเวณละติจูดที่ 25 องศาเหนือ สวนทางซีกโลกใตเค็มมากที่สุด ที่ประมาณละติจูด 20 องศาใต เนื่องจากอัตราการระเหยของน้ําทะเลมีมากและหยาดน้ําฟาที่ตกลงมามี ปริมาณนอยนั่นเอง สําหรับอุณหภูมิของน้ําทะเลขึ้นอยูกับการแผรังสีความรอนของดวงอาทิตยมากที่สุด มีความแปรผัน ตามระดับความลึก โดยจะมีความแตกตางกันทั้งในแนวราบ (จากเสนศูนยสูตรถึงขั้วโลก) และทางแนวดิ่ง (จากระดับน้ําทะเลลงไปถึงทองมหาสมุทร) อุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยในฤดูรอนแตละมหาสมุทรจะแตกตางกัน โดยมหาสมุทรอารกติกมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ําสุด 0 - 5 องศาเซลเซียส และมหาสมุทรอินเดีย อุณหภูมิเฉลี่ย สูงสุด 25 - 27 องศาเซลเซียส สําหรับในแนวราบพบวาที่บริเวณเสนศูนยสูตรอุณหภูมิเฉลี่ยของน้ําทะเล ประมาณ 25 องศาเซลเซียส และที่ขั้วโลกประมาณ -2 องศาเซลเซียส (รัชนีกร บุญ-หลง , 2536.)
  2. 2. 170 2. สวนประกอบของทะเล และมหาสมุทร 2.1 ลักษณะภูมิประเทศของทะเลและมหาสมุทร ดังที่ไดศึกษามาแลววาทะเลและมหาสมุทรแบงเปนสวนของไหลทวีป (Continental Shelf) ลาดทวีป (Continental Slope) ซึ่งจะมีความลาดชันที่แตกตางกัน โดยไหลทวีปเปนพื้นที่ที่ตอเนื่องจากทวีป คอย ๆ ลาดจากชายฝงลงไปประมาณ 2 เมตร ตอระยะทาง 1 กิโลเมตร จนถึงตอนที่ระดับน้ําลึกประมาณ 120 เมตร สวนลาดทวีปจะอยูถัดจากไหลทวีปออกไป และมีความลาดชันมากประมาณ 65 กิโลเมตร ตอระยะทาง 1 กิโลเมตร ทอดไปถึงระดับน้ําลึกประมาณ 3,600 เมตร (รูปที่ 1) แยกพิจารณาดังนี้ ทวีป (Continental) ไหลทวีป เนินลาดเรียบทวีป ภูเขายอดตัดใตทะเล (Continental shelf) (Continental Rise) (Guyot) ภูเขาสูงใตมหาสมุทร ลาดทวีป เนินเขาทองสมุทร (Island) (Continental Slope) (Abyssal hill) รูปที่ 1 แสดงสวนตาง ๆ ของทะเลและมหาสมุทร ที่มา : Alyn C. Duxbury และ Alison B. Duxbury , 1991. 2.1.1 ไหลทวีป (Continental Shelf) เริ่มจากชายฝงทะเลไปจนถึงบริเวณพื้นทองทะเล ไปจนถึงบริเวณที่ทองทะเลมีการเปลี่ยนระดับความลาดชันที่สูงขึ้น ลักษณะพื้นผิวไหลทวีปเปนรอง สัน แอง หรือพืดหินปะการัง หรือตะกอนกรวดทราย โคลน เปนตน ไหลทวีปเปนบริเวณที่ระดับทะเลมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก การชะลางพังทลายบนแผนดิน และการตกทับถมของตะกอนใน มหาสมุทร
  3. 3. 171 2.1.2 ลาดทวีป (Continental Slope) ตอเนื่องจากไหลทวีปลงไป มีระดับความลึก 2,000 - 3,000 เมตร ตอเนื่องไปจนถึงเนินลาดเรียบทวีป (Continental Rise) มีความลาดชันประมาณ 1 : 40 ลักษณะเปนพื้นที่คอนขางแคบ ตามลาดทวีปมักปรากฏภูมิประเทศแบบ "หุบผาชันใตทะเล" (Submarine Canyon) มักพบบริเวณใกลปากแมน้ํา ซึ่งเกิดจากการพัดพากัดเซาะบริเวณดังกลาวใหกลายเปนรองลึก และบริเวณเชิงหุบผาชันมักพบ "เนินตะกอนรูปพัดกนสมุทร" (Abyssal Fans) รูปรางคลายเนินตะกอนที่ถูก พัดพามา หรือดินดอนสามเหลี่ยมปากแมน้ํา เกิดจากปริมาณตะกอนกรวดทรายที่ถูกพัดพามาตกทับถมกัน 2.1.3 เนินลาดเรียบทวีป (Continental Rise) เปนบริเวณที่ตอเนื่องจากลาดทวีปไปจนถึง พื้นราบบาดาล (Abyssal Floor) ความลาดชันสูง 1:100 - 1: 700 ตอเนื่องกับพื้นราบบาดาล 2.1.4 พื้นราบบาดาล (Abyssal Floor) มีลักษณะเปนที่ราบเรียบ และลึก เปนที่สูงต่ํา เกิด จากการตกทับถมของตะกอนตางๆ ที่พัดพามากับกระแสน้ํา บางปรากฏเปนเนินเขาเตี้ยๆ (Abyssal Hill) ไม สูงมากพบไดทั่วไป พื้นราบบาดาลของมหาสมุทรที่เปนพื้นที่ทองมหาสมุทรมีลักษณะภูมิประเทศหลากหลาย อันไดแก สันเขา ที่ราบสูง แอง ภูเขา เชน สันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งทอดยาวจากไอซแลนดลงมา เกือบถึงทวีปแอนตารกติก มีบางตอนสูงขึ้นมาเหนือน้ําทะเลกลายเปนเกาะ (Island) เชน หมูเกาะอะซอรีส หรือหมูเกาะฮาวาย มหาสุมทรแปซิฟก ลักษณะภูมิประเทศอื่น ๆ ไดแก ภูเขาใตทะเล พบที่พื้นทองมหาสมุทร บางลูกมียอดตัด เรียกวา “กีโอต” (Guyout) พบมากบริเวณตอนกลางและดานตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟก ระหวางหมูเกาะมาเรียนากับหมูเกาะฮาวาย สําหรับยอดเขากีโอตอยูที่ระดับน้ําลึก 1,200-1,800 เมตร เดิม เปนยอดภูเขาไฟแตถูกคลื่นกระทําใหเกิดการสึกกรอน หรืออาจมีปะการังมาเกาะเหนือยอดเขากลายเปนเขา ยอดตัด และตอมาพื้นทองมหาสมุทรลดระดับลงต่ํา หรือระดับน้ําทะเลสูงขึ้นจึงจมลงไปอยูใตน้ํา 2.1.5 สันเขากลางมหาสมุทร (Ocean Ridge) เปนแนวเทือกเขาใตมหาสมุทร มีพื้นที่ ประมาณรอยละ 28 ของพื้นทองมหาสมุทร สวนของยอดสันเขามีลักษณะเปน "หุบเขาทรุด" (Rift Valley) ลักษณะเปนรองลึก มีความกวางประมาณ 25 - 50 กิโลเมตร บริเวณหุบเขาทรุดมักเกิดปรากฏการณภูเขาไฟ เสมอ เนื่องจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และการแทรกตัวของหินหนืดใตเปลือกโลก จากการศึกษามหาสมุทรของนักสมุทรศาสตรพบวา มหาสมุทรแปซิฟกมีพื้นที่มากที่สุดถึง 180*106 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 4,028 เมตร รองลงมาไดแก มหาสมุทรแอตแลนติก มีพื้นที่ 107*106 ตา รางกิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย 3,332 เมตร สวนความลึกที่สุดของมหาสมุทรที่สํารวจพบ ไดแกมหาสมุทรแปซิฟก ประกอบดวย ป ค.ศ. บริเวณ ความลึก (เมตร) 1923 รองลึกมินดาเนา (Mindannu) 10,497 1952 รองลึกตองกา (Tonga) 10,882 1959 รองลึกมาเรียนา (Mariana) 11,028 1960 รองลึกมาเรียนา (Mariana) 11,034 ที่มา : I.S.Allison and D.F. Plamer ,1980.
  4. 4. 172 3. กระแสน้ํามหาสมุทร (Ocean Current) กระแสน้ํามหาสมุทร คือ การไหลของน้ําทะเลตามแนวราบอยางสม่ําเสมอ มีทั้งกระแสน้ําเย็นและ กระแสน้ําอุน ซึ่งมีสวนชวยในการปรับอุณหภูมิบนผิวโลก และชวยถายเทความรอนดวยเชนกัน สาเหตุของ การเกิดกระแสน้ําพบวาเกิดจากสาเหตุและปจจัยดังตอไปนี้ 3.1 ปจจัยที่มีผลตอการเกิดกระแสน้ําในมหาสมุทร 3.1.1 ลม (Wind) เปนตัวการสําคัญ โดยจะทําใหผิวน้ําเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ และเมื่อมีการถายเทพลังงานมากขึ้นจึงทําใหเกิดกระแสน้ําขึ้น และนับวาลมยังมีสวนในการกําหนดทิศทางการ ไหลของกระแสน้ําอีกดวย 3.1.2 อุณหภูมิ (Temperature) เราทราบมาแลววาความแตกตางของอุณหภูมิ มีผลตอความหนาแนนของน้ําทะเล จึงเปนสาเหตุหนึ่งของการเกิดกระแสน้ํา น้ําทะเลที่มีความหนาแนนมาก และมีอุณหภูมิต่ําจะจมตัวลง และน้ําทะเลที่มีอุณหภูมิสูงและความหนาแนนนอยกวาจะเคลื่อนตัวเขามาแทนที่ จึงเปนจุดเริ่มตนของการเคลื่อนไหวของกระแสน้ําในมหาสมุทรนั่นเอง 3.1.3 แรงเหวี่ยงของโลก การที่โลกหมุนรอบตัวเองทําใหเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย กลาง ซึ่งมีอิทธิพลตอการเคลื่อนที่ของกระแสน้ํา โดยในซีกโลกเหนือการไหลของกระแสน้ําจะเบี่ยงเบนไปทาง ขวามือ สวนในซีกโลกใตจะเบี่ยงเบนไปทางซายมือ หรือซีกโลกเหนือกระแสน้ําไหลตามเข็มนาฬิกา และซีกโลก ใตไหลทวนเข็มนาฬิกา 4. กระแสน้ําในมหาสมุทรตางๆ ของโลก (Ocean Currents) รูปที่ 2 แสดงการเคลื่อนที่ของกระแสน้ําอุนและกระแสน้ําเย็น ที่มา : Robert W. Christopherson, 1995.
  5. 5. 173 การเคลื่อนที่ของกระแสน้ําในมหาสมุทรสามารถแยกพิจารณา ไดแก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรอารกติก และมหาสมุทรแอนตารกติก ซึ่งกระแสน้ําที่ไหล ในแตละมหาสมุทรมีสวนสัมพันธกัน ดังนี้ 4.1 มหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Ocean) การเคลื่อนไหวของกระแสน้ําจะเดนชัดมากกวามหาสมุทร อื่น ๆ โดยแยกเปน 2 สวน ดังนี้ 4.1.1 กระแสน้ําในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ (North Atlandtic Ocean Current) เนื่องจากอิทธิพลของลมสินคาจึงทําใหเกิดกระแสน้ําอุน เรียกวา “กระแสนน้ําศูนยสูตรแอตแลนติกเหนือ” (North Atlantic Equatorial Current) ไหลผานชองแคบฟอลริดา จากนั้นไหลไปทางเหนือเลียบชายฝงตะวัน ออกของอเมริกาเหนือ ตามอิทธิพลของลมประจําฝายตะวันตกเราเรียกวา “กระแสน้ํากัลฟสตรีม” (Gulf Stream) เมื่อกระแสน้ําเคลื่อนที่มาถึงเกาะนิวฟนดแลนดจะปะทะกับกระแสน้ําเย็นชื่อวา “ลาบราเดอร” (Labrador Current) ทําใหกระแสน้ําเย็นลาบราเดอรสลายตัวไป จากนั้นกระแสน้ําอุนกัลฟสตรีมจะไหลตอไป ทางทิศตะวันออก ตามอิทธิพลของลมประจําฝายตะวันตก ขามมหาสมุทรแอตแลนติก เรียกวา “สายน้ําแอต แลนติกเหนือ” (The North Atlantic Drift) 4.1.2 กระแสน้ําในมหาสมุทรแอตแลนติกใต (South Atlantic Ocean Current) ไดรับ อิทธิพลจากลมสินคาตะวันออกเฉียงใตทําใหเกิด “กระแสน้ําศูนยสูตรแอตแลนติกใต” (South Atlantic Equatorial Current) เปนกระแสน้ําอุนไหลไปทางทิศตะวันตกจรดชายฝงประเทศบราซิล กอนที่จะไหลขึ้นไป พบกับกระแสน้ําเย็นที่เกาะฟอลกแลนด กระแสน้ําเย็นดังกลาว คือ “กระแสน้ําฟอลกแลนด” (Falkland Current) จากนั้นกระแสน้ําอุนจะไหลเปลี่ยนทิศทางขามมหาสมุทรแอตแลนติกไปรวมกับกระแสน้ําเย็น “สายน้ําลมตะวันตก” (West Wind Drift) ที่ไหลไปตามอิทธิพลของลมประจําฝายตะวันตก โดยจะไหล ผานเขาไปในมหาสมุทรแปซิฟก และมหาสมุทรอินเดีย 4.2. มหาสมุทรแปซิฟก (Pacific Ocean) กระแสน้ําในมหาสมุทรแบงออกเปน 2 สวน คือ 4.2.1 กระแสน้ําในมหาสมุทรแปซิฟกเหนือ (North Pacific Ocean Current) บริเวณ เหนือเสนศูนยสูตร เกิดจากอิทธิพลของลมสินคาตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดเปนกระแสน้ําอุนชื่อ “กระแสน้ํา ศูนยสูตรแปซิฟกเหนือ” (North Pacific Equatorial Current) ไหลไปทางตะวันตกจนถึงหมูเกาะฟลิปนส กอนจะวกขึ้นไปทางเหนือตามอิทธิพลของลมมรสุมฤดูรอนและลมประจําฝายตะวันตกเลียบชายฝงของประเทศ ญี่ปุนกลายเปนกระแสน้ําอุน “กุโรซิโว” (Kuroshio Current) ไหลผานทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟก ตามอิทธิพลของลมประจําฝายตะวันตกมาจนถึงชายฝงตะวันตกของอเมริกาเหนือ เรียกวา กระแสน้ําอุน “สายน้ําแปซิฟกเหนือ” (North Pacific Current) บริเวณละติจูด 35 - 45 องศาเหนือ กอนที่จะแยกเปนสอง สายไปตามชายฝงประเทศแคนาดา และไหลขึ้นไปปะทะกับกระแสน้ําเย็นกอนสลายตัวไปในที่สุด 4.2.2 กระแสน้ําในมหาสมุทรแปซิฟกใต (South Pacific Ocean Current) มีกระแส น้ําอุนชื่อ “กระแสน้ําศูนยสูตรแปซิฟกใต” (South Pacific Equatorial Current) ไหลไปปะทะกับชายฝง ของออสเตรเลียกอนเปลี่ยนทิศทางไหลเลียบชายฝงไปทางใตและไหลจนไปปะทะกับกระแสน้ําเย็น “สายน้ํา ตะวันตก” (West Wind Drift) ตามแนวละติจูด 30 – 70 องศาใต และสลายตัวไปในที่สุด
  6. 6. 174 4.3. มหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) กระแสน้ําที่ปรากฎจะไมเดนชัดเนื่องจากอยูในเขตรอนและอยูในเขตอิทธิพลของลมมรสุม สามารถแยกพิจารณาไดดังนี้ 4.3.1 กระแสน้ําในมหาสมุทรอินเดียเหนือ (North Indian Ocean Current) เนื่องจาก เปนเขตรอนกระแสน้ําเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุม คือ ในชวงฤดูฝนมีลมมรสุมรอนที่เกิดจากทิศตะวันตกเฉียง ใตไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเกิดกระแสน้ําอุนจากบริเวณศูนยสูตรเขาไปยังอาวเบงกอล เรียกวา “กระแสน้ํามรสุมตะวันตกเฉียงใต” ในทางกลับกันชวงฤดูหนาวจะเปนกระแสน้ําอุนที่พัดจากอาวเบงกอลมายัง เสนศูนยสูตรเรียกวา “กระแสน้ํามรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ําอุนชื่อ “กระแสน้ํา ศูนยสูตรอินเดียเหนือ” (North Indian Equatorial Current) ไหลจากเกาะสุมาตราไปทางทิศตะวันตกจนไป ปะทะกับชายฝงตะวันออกของแอฟริกา และเปลี่ยนทิศทางไหลวกลงไปทางใตและไหลยอนกลับขึ้นมาตามแนว ศูนยสูตร กลายเปน “กระแสน้ําสวนทางศูนยสูตรอินเดีย” ตอไป 4.3.2 กระแสน้ําในมหาสมุทรอินเดียใต (South Indian Ocean Current) ไดแก “กระแสน้ําศูนยสูตรอินเดียใต” (South Indian Equatorial Current) ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันตกตามอิทธิพล ของลมสินคาตะวันตกเฉียงใตไหลไปปะทะกับชายฝงตะวันออกของแอฟริกากอนแยกเปน 2 สายตอไป 4.4. มหาสมุทรอารกติก (Arctic Ocean) เปนมหาสมุทรที่ถูกปดลอมดวยทวีปเกือบทั้งหมด จึงมี แตกระแสน้ําเย็นไหลออกสูมหาสมุทรอื่นๆ เชน กระแสน้ําเย็นเบริ่ง กระแสน้ําเย็นโอยาชิโว กระแสน้ําเย็นกรีน แลนด และกระแสน้ําเย็นลาบราเดอร เปนตน 4.5. มหาสมุทรแอนตารกติก (Antarctic Ocean) พบวากระแสน้ําบริเวณมหาสมุทรนี้จะมีกระแส ไหลไปโดยรอบในทิศทางตามเข็มนาฬิกาปรากฏเดนชัดมากในแนวละติจูด 50 - 60 องศาใต กระแสน้ําจาก แถบนี้จะเปนกระแสน้ําเย็นทั้งหมด 5. ชายฝงทะเล 5.1 ลักษณะและองคประกอบของชายฝงทะเล ชายฝงทะเล (Coast) เปนเขตความกวางระหวางกลางนับจากแนวชายทะเลเขามาในสวน ของแผนดิน ราชบัณฑิตยสถาน (2519) ใหความหมายของชายฝงทะเลไววา เปนแถบของแผนดินนับจาก แนวชายทะเล (Shoreline) ( แนวชายทะเล หมายถึง แนวระดับใดระดับหนึ่งของน้ําทะเล ณ เวลาหนึ่ง อยู ระหวางระดับน้ําทะเลขึ้นสูงสุด และลงต่ําสุด ) ขึ้นไปบนบกจนถึงบริเวณที่มีลักษณะภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง อยางชัดเจน มีความกวางกําหนดไมแนนอน อาจหลายกิโลเมตรก็ได บริเวณชายฝงทะเลอาจติดกับหนาผาสูง ริมทะเล (Sea Cliff) ก็ได ดังนั้นชายฝงทะเล (Cost) จึงหมายถึงแถบของแผนดินนับจากแนวชายทะเลขึ้นไป บนบก จนถึงบริเวณที่มีลักษณะภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงอยางเดนชัด มีความกวางกําหนดไดไมแนนอน สวน บริเวณที่แผนดินอยูใกลเคียงกับแนวชายฝง (Coastline) เรียกวา ชายทะเล (Shoreline) แบงเปนดังนี้
  7. 7. 175 ชายทะเล (Shore) เปนเขตชายทะเลตั้งแตระดับน้ําลงต่ําสุด ขึ้นมาบนสวนชายหาดที่ถูกรบ กวนจากคลื่น ตามแนวระดับน้ําทะเลสูงสุด ชายทะเลสวนใน (Backshore) เปนบริเวณระหวางแนวน้ําขึ้นสูงสุด ถึงตีนหนาผา ในกรณีที่ ไมมีชายทะเลสวนใน น้ําจะขึ้นไปถึงตีนหนาผา สวนที่เปนชายทะเลสวนในจะมีบริเวณที่เปนชายฝงเสมอ สันทราย หรือสันหาด (Berm) เปนหาดทรายชวงบนที่น้ําทะเลขึ้นไมถึง เวนแตในเวลาที่มี พายุจัด จึงมีคลื่นซัดเขามาถึง ลักษณะคลายที่ราบเปนชั้นอยูสูงกวาระดับน้ําทะเลและเปลี่ยนแปลงได เกิด จากดินหรือทรายที่พังลงจากขอบชายฝง หรือถูกคลื่นพัดพาเอาทรายมาทับถมกัน ลักษณะยาวขนานตลอด ชายฝง ชายทะเลสวนนอก (Foreshore) ไดแก บริเวณที่นับจากแนวน้ําลงต่ําสุด ถึงแนวน้ําขึ้นสูง สุด ชายทะเลสวนนี้จะอยูใตระดับน้ําทะเลเกือบตลอดเวลา นอกชายฝง (Offshore) คือบริเวณตั้งแตแนวน้ําลงต่ําสุดออกไปในทะเล (รูปที่ 3) ชายทะเลสวนใน ชายทะเลสวนนอก นอกชายฝง (Backshore) (Foreshore) (Offshore) รูปที่ 3 แสดงลักษณะของชายฝงทะเล ที่มา : Tom L. Mcknight , 1990. 5.2 ประเภทของชายฝงทะเล ในทางภูมิศาสตรจะกําหนดชายฝงทะเล ตามลักษณะการกําเนิดและการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเปน 5 ประเภท ใหญๆ ดังนี้ 5.2.1 ชายฝงทะเลยุบจม (Submerged Shoreline) เปนชายฝงทะเลที่เกิดขึ้นจากการที่ เปลือกโลกในบริเวณริมฝงทะเลยุบจมตัวลง หรือการที่น้ําทะเลยกระดับขึ้น ทําใหบริเวณที่เคยโผลพนระดับน้ํา ทะเลจมอยูใตผิดน้ํา ชายฝงทะเลประเภทนี้สวนใหญมีลักษณะภูมิประเทศเปนหนาผาชัน ไมคอยมีที่ราบชาย ฝงทะเล และแนวชายฝงทะเลมีลักษณะเวาแหวงมาก หากลักษณะภูมิประเทศเดิมเปนภูเขาเมื่อเกิดการยุบจม ตัวมักกอใหเกิดเกาะตางๆ บริเวณชายฝงทะเลยุบตัวในประเทศไทย ไดแก แถบจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล การยุบตัวของชายฝงทะเลบริเวณนี้มีผลทําใหน้ําทะเลไหลทวมเขามา เชน บริเวณอาว พังงา ซึ่งภายในมีเกาะขนาดเล็กเรียงรายอยูเปนจํานวนมาก ซึ่งเกาะเหลานี้คือภูเขาหินปูนที่โผลพนน้ําขึ้นมา นั่นเอง
  8. 8. 176 5.2.2 ชายฝงทะเลยกตัว (Emerged Shoreline) เปนชายฝงทะเลที่เกิดจากการที่ เปลือกโลกยกตัวขึ้น หรือน้ําทะเลมีการลดระดับลง ทําใหบริเวณที่เคยจมอยูใตระดับน้ําทะเลโผลพนผิวน้ําขึ้น มา ถาหากแผนดินเดิมที่เคยจมตัวอยูใตระดับน้ําทะเลเปนบริเวณที่มีตะกอน กรวด ทราย ตกทับถมกันมา เปนเวลานาน จะทําใหเกิดที่ราบชายฝงที่มีบริเวณกวางและมีแนวชายฝงเรียบตรงไมคอยเวาแหวงมาก ชายฝง ทะเลลักษณะนี้พบไดทั่วไปในบริเวณภาคใตฝงตะวันออกของประเทศไทยตั้งแตจะงหวัดชุมพรลงมาถึงจังหวัด นราธิวาส ชายฝงทะเลยกตัวบางแหงอาจมีฝงชัน และมีลักษณะเปนภูเขา เนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศ เดิมที่อยูใตทะเลมีความลาดชันมาก เชน ชายฝงทะเลภาคตะวันออกบริเวณอาวพัทยา อําเภอสัตหีบ และ อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 5.2.3 ชายฝงทะเลคงระดับ (Neutral Shoreline) หมายถึงชายฝงทะเลที่ไมมีการ เปลี่ยนแปลงใดๆ ระหวางระดับน้ําทะเลและบริเวณชายฝงของทวีป แตยังคงมีการทับถมของตะกอนตางๆ เกิดขึ้น ลักษณะชายฝงทะเลประเภทนี้ไดแก ชายฝงดินตะกอนรูปพัด ชายฝงดินดอนสามเหลี่ยม ชายฝงแบบ ภูเขาไฟ ชายฝงแนวหินปะการัง ชายฝงหินปะการังแนวขวางและชายฝงปะการังรูปวงแหวน 5.2.4 ชายฝงทะเลรอยเลื่อน (Fault Shoreline) เปนชายฝงทะเลที่เกิดจากการเลื่อนตัว ของเปลือกโลกตามบริเวณชายฝงทะเล ถารอยเลื่อนมีแนวเลื่อนลงไปทางทะเลจะทําใหระดับของทะเลลึกลงไป หรือถารอยเลื่อนมีแนวเลื่อนลึกลงไปทางพื้นดิน จะทําใหน้ําทะเลไหลเขามาในบริเวณพื้นดิน 5.2.5 ชายฝงทะเลแบบผสม (Compounded Shoreline) เปนชายฝงทะเลที่เกิดจาก หลายๆ ลักษณะที่กลาวมาแลวขางตน ชายฝงทะเลประเภทตางๆ เหลานี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้ง ในรูปแบบของการกัดเซาะและการทับถม โดยมีตัวการที่สําคัญคือ คลื่น ลม และกระแสน้ํา ชายฝงทะเลแบบ ผสมเปนลักษณะชายฝงที่มีการผสมผสานกันหลายแบบจนไมสามารถจําแนกเปนแบบใดแบบหนึ่งไดชัดเจนลง ไปได อาจมีลักษณะรวมกันของชายฝงตั้งแตสองชนิดขึ้นไป ซึ่งเปนลักษณะแนวชายฝงสวนใหญบนโลกของเรา 6. การเคลื่อนไหวของน้ําทะเล การเคลื่อนไหวของน้ําทะเลสามารถแยกพิจารณาได 3 สวน ดังนี้ 6.1 การเกิดคลื่น (Wave) คลื่นเกิดจากลม แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และจากการที่ลมพัดมากระทบกับผิวน้ํา จะทําใหผิวน้ํานูนสูงขึ้นคลายสันเขาความสูงของคลื่นทําใหเราทราบถึงความแรงของลม เมื่อคลื่นเคลื่อนตัว ออกจากแหลงกําเนิดจะมีขนาดใหญขึ้นเนื่องจากมันรวมเอาคลื่นขนาดเล็กๆ เขาไปไวดวย เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ เขากระทบฝงจะกระทบกับพื้นกอนทําใหคลื่นมีความสูงมากขึ้นแนวดานหนาของคลื่นจะโคงขนานไปกับชายฝง เราเรียกวาการหักเหของคลื่น เมื่อใกลฝงมากขึ้น แรงเสียดทานของพื้นทะเลจะมีมากขึ้นทําใหผิวหนาของคลื่น แตก เราเรียกวา “คลื่นหัวแตก” (Breaker) เราจะสังเกตเห็นไดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่เขามากระทบฝง น้ําจะแตกซา เปนฟองกลายเปนฟองคลื่นบนหาด สําหรับคลื่นที่เกิดจากแผนดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด เราเรียกวา “ชูนามิส“(Tsunamis) มีความยาวของคลื่นประมาณ 100 - 200 กิโลเมตร แตมีความสูงเพียง 0.3 - 0.6 เมตร เมื่อเกิดคลื่นชนิดนี้ผูที่อยูบนเรือหรือชาวประมงจะไมสามารถสังเกตเห็นได ประกอบกับระยะเวลาในการเกิด
  9. 9. 177 การเขาหาฝงของน้ําทะเล การถอยกลับของน้ําทะเล คลื่นจะสั้นมาก คือ ประมาณ 10 – 30 วินาทีเทานั้น แตคลื่นชนิดนี้จะมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงถึง 500 - 800 กิโลเมตรตอชั่วโมง ดังนั้นเมื่อคลื่นชูนามิส เคลื่อนที่เขาหาฝงจะทําใหระดับน้ําทะเลชายฝงสูงกวาสภาพ ปกติ 15 - 30 เมตร จึงสงผลใหเกิดน้ําทวมชายฝงทะเลอยางรุนแรง กอใหเกิดความเสียหายตอชีวิตและทรัพย สินเปนอันมาก 6.2 สวนประกอบของคลื่น คลื่นประกอบดวยสวนของยอดคลื่น (Crest) คือจุดสูงสุดบนคลื่น สวนทองคลื่น (Trough) คือ ระยะในแนวดิ่งจากยอดคลื่นถึงทองคลื่น และ ความสูงของคลื่น (Amplitude) คือระยะในแนวราบจาก ยอดคลื่น หรือจากทองคลื่นถึงอีกทองคลื่นหนึ่งตอเนื่องกัน (รูปที่ 4) สําหรับการเคลื่อนที่ของกระแสน้ําในคลื่น มีลักษณะการเคลื่อนที่แบบวงกลม เกิดทั้งบริเวณผิวน้ําและใตผิวน้ํา วงกลมของการเคลื่อนที่หมุนวนของ กระแสน้ําจะเล็กลง เมื่อระดับความลึกเพิ่มขึ้น บริเวณน้ําตื้นทองคลื่นจะเคลื่อนที่กระทบพื้นดิน การเคลื่อนจะมี ลักษณะเปนวงรี เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เขาหาฝง สวนบนของผิวน้ําของคลื่นยังเคลื่อนที่ดวยความเร็ว ขณะที่ทอง คลื่นมีแรงเสียดทานจากพื้นผิว คลื่นจึงยกตัวสูงขึ้น มวนตัว และถลําไปขางหนา เกิดการฟาดตัวกับชายฝง กลายเปนคลื่นแตกฟอง เราเรียกวา "คลื่นหัวแตก" (Breaker หรือ Surf) คลื่นที่ซัดเขาหาฝงบนสภาพที่มีความ ลาดชันนอยเราเรียกวา "การเขาหาฝงของน้ําทะเล" (Swash) เมื่อคลื่นซัดกระทบหาดแลวสลายตัวไปในที่สุด เราเรียกวา "การถอยกลับของน้ําทะเล" (Backwash) คลื่นหัวแตกโดยทั่วไปแบงออกเปน 3 ชนิด ดังนี้ ยอดคลื่น ความสูงคลื่น ระดับน้ําทะเล ทองคลื่น คลื่นหัวแตก การเขาหาฝงของน้ําทะเล การเคลื่อนที่ของกระแสน้ําในคลื่นแบบวงกลม คลื่นหัวแตก รูปที่ 4 แสดงสวนประกอบและการกระทําของคลื่นตอชายฝงทะเล ที่มา : Tom L. Mcknight , 1990.
  10. 10. 178 6.2.1 คลื่นหัวแตกยอดกระจาย (Spilling Breaker) ยอดคลื่นแตกกระจายเปนฟอง และเปนระรอกคลื่นเล็กๆ ตอเนื่องกันไป เกิดบริเวณหาดที่มีความลาดชันนอย 6.2.2 คลื่นหัวแตกมวนตัว (Plunging Breaker) คลื่นที่มียอดคลื่นมวนตัวเขาหาชายหาด และกระแทกกับชายหาดแตกกระจายเปนฟอง เกิดขึ้นในบริเวณที่ชายหาดมีความลาดชันนอย 6.2.3 คลื่นหัวแตกใกลฝง (Surging Breaker) เกิดบริเวณหาดทรายที่มีความลาดชันมาก ระลอกคลื่นจะสะสมรวมกันและมียอดเออสูงขึ้น แตยอดคลื่นจะไมมวนตัว และไมแตกกระจายเปนฟองจนกวา จะเขาถึงหาดจึงจะโถมตัวกระแทกแตกกระจายเปนฟอง คลื่นมีผลตอกระแสน้ําชายฝง (Longshore Currents) แบงเปน 2 ลักษณะ คือ เกิดเปน กระแสน้ําชายฝงจากคลื่นซัดหาชายฝงในแนวเฉียง โดยจะเกิดกระแสน้ํามีแนวขนานกับชายฝงและพัดพาเอา กรวดทราย ครูดไถไปตามทองน้ํา ชวยในการพัดพาตะกอนสูทะเลลึกไดสวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังเกิดกระแสน้ํา จากคลื่นซัดหาด (Rip Currents) เกิดจากเมื่อคลื่นซัดเขาหาฝง จะเกิดกระแสน้ําไหลออกจากฝงเรียกวา "กระแสน้ําจากคลื่นซัดหาด" กระแสน้ํานี้จะไหลไปตามรองแคบ ผานแนวสันดอนชายฝงสูทองทะเล และจะ ออนตัวลดความเร็วลงตามระดับความลึกตอไป 7. กษัยการของคลื่น คลื่นนับเปนตัวการที่สําคัญตัวหนึ่งที่ทําใหเกิดกษัยการบริเวณพื้นที่ชายฝงทะเลที่เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง ตลอดเวลา แตความรุนแรงจะแตกตางกันในแตละวัน นับวาคลื่นเปนตัวการที่สําคัญที่สุดที่ทําใหชายฝงทะเล เกิดการเปลี่ยนแปลง ในชวงที่คลื่นมีความรุนแรงในการกระทําลดลงอันเนื่องมาจากเปนชวงที่ลมสงบก็จะชวย เสริมสรางหาดทรายและการทับถมอยางตอเนื่องตลอดเวลา ในทางตรงกันขามถาเปนชวงที่เกิดลมแรงและ ความรุนแรงของคลื่นเพิ่มขึ้นจะสงผลใหกษัยการของคลื่นกระทําโดยตรงตอภูมิประเทศชายฝงคลื่นจะกัดเซาะ ชายฝงกวาดตะกอนที่ทับถมลงสูทะเลลึกนอกชายฝงตอไป อยางไรก็ตามปรากฏการณน้ําขึ้นน้ําลง (Tide) นับ วามีผลตอแนวชายฝงโดยตรงแตไมมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับคลื่น น้ําขึ้นและน้ําลงจะมีผลกระทบตอแนวชาย ฝงที่อยูระหวางความสูงของระดับน้ําทะเลต่ําสุด และสูงสุด สวนกระแสน้ํานั้นจะชวยพัดพาเอาตะกอนที่เปน เศษหินดินทรายออกจากชายฝงไปทับถมอยูบริเวณใกล ๆ กับชายฝงนั่นเอง 7.1. กษัยการของคลื่น กระบวนการกระทําของคลื่นกอใหเกิดการกัดเซาะและการทับถมของชายฝงทะเล กษัยการ ที่เกิดจากน้ําทะเลที่กระทําตอชายฝงมีอยู 3 รูปแบบ ดังนี้ 7.1.1 การครูดไถ (Corrosion) เกิดจากการที่คลื่นพัดพาเอากรวดทราย หินชนิดตาง ๆ ไป ดวย และเมื่อคลื่นซัดเขาสูชายฝงจะเกิดการกัดเซาะชายฝงใหผุกรอนโดยกรวดทรายหินเหลานี้จะครูดไถใหชาย ฝงผุกรอนพังทลาย และถูกกระแสน้ําพัดพามาทับถมเปนหาดทราย
  11. 11. 179 7.1.2 การสึกกรอน (Attrition) เกิดจากการที่คลื่นเคลื่อนที่เขาสูชายฝงอยางตอเนื่องตลอด เวลา ทําใหตะกอนบริเวณชายหาดถูกพัดพาไปขัดสีกับหินหนาผาชายฝง ขณะเดียวกันตะกอนดวยกันก็จะขัดสี กันเอง เชน หินตาง ๆ ตะกอนที่เกิดจากการสึกกรอนเหลานี้ ตอมาจะถูกกระแสน้ําชายฝงพัดพามาทับถมเปน หาดทรายชายฝงตอไป 7.1.3 การละลาย (Solvent Action) การละลายจะเกิดไดดีบริเวณโครงสรางของชายฝงที่ เปนหินปูน โดยการกระทําของน้ําทะเลจะชวยทําใหสารแคลเซียมคารบอเนตในหินปูนเกิดการเปลี่ยนแปลงทํา ใหมวลหินมีการผุพังสลายตัว แตกออกมา อยางไรก็ตามอัตราการกษัยการที่เกิดขึ้นจากการกระทําของคลื่นและน้ําทะเลจะเกิดมาก หรือนอยจะขึ้นอยูกับลักษณะโครงสรางของมวลหินที่ยื่นออกไปในทะเล ความรุนแรงของคลื่น กระแสน้ํา น้ําขึ้น น้ําลง รวมทั้งการกระทําของมนุษย และการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก การระเบิดของภูเขาไฟ ลวนแตเปนปจจัย ที่มีผลตอการกระทําของน้ําทะเลโดยคลื่นที่มีตอลักษณะภูมิประเทศชายฝงทะเลทั้งสิ้น 8. ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากกษัยการของน้ําทะเล กษัยการของน้ําทะเล หมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศแถบชายฝงอันเนื่องมาจากการ กระทําของคลื่น การเกิดน้ําขึ้นน้ําลง และกระแสน้ํา ทําใหเกิดลักษณะภูมิประเทศชายฝงที่แตกตางกันออกไป สองประเภทใหญๆ ไดแก 8.1 ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะ เปนลักษณะภูมิประเทศที่เกิดบริเวณชายฝงทะเลน้ําลึก ลักษณะชายฝงลาดชันลงสูทอง ทะเล ทําใหเกิดการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ําอยางรุนแรง เกิดเปนลักษณะภูมิประเทศตางๆ เชน หนา ผาชันริมทะเล (Sea Cliff) เวาทะเล (Sea Notch) ถาทะเล (Sea Cave) เกาะทะลุ (Sea Arch) สะพาน หินธรรมชาติ (Sea Arch) และชวากทะเล (Estuary) เปนตน รูปที่ 5 แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะ ที่มา : Robert W. Christopherson , 1994.
  12. 12. 180 8.1.1 แหลมและอาว (Cape and Bay) เกิดจากโครงสรางหินบริเวณชายฝงมีความแตกตางกัน ทําใหการผุพังชาเร็วตางๆ กัน ลักษณะของชายฝงจะเวาแหวงไมสม่ําเสมอกัน บางสวนยื่นออกไปในทะเล เรียกวา แหลม (Cape) เปน สวนของโครงสรางหินที่แข็งแรงกวาและทนตอการกระทําของคลื่นและกระแสน้ําชายฝง สวนที่มีการพังทลาย มากเปนหินที่มีความออนตัวกวาจึงถูกคลื่นและกระแสน้ํากัดเซาะจนเวาลึกเขาไปกลายเปนอาว (Bay) รูปที่ 6 แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ที่มา : จากการสํารวจ 8.1.2 หนาผาสูงชัน (Sea Cliff) มักเกิดบริเวณหนาผาสูงชันริมฝงที่หันหนาออกไปในทะเล เกิดจากการกัดเซาะ ของคลื่นทําใหเกิดลักษณะภูมิประเทศเปนหนาผาสูงชันบริเวณชายฝง และมีระดับน้ําทะเลบริเวณฐานของหนา ผานั้นๆ โดยคลื่นจะเซาะกรอนบริเวณฐานของหินแข็ง และเกิดการพังทลายของหินเหนือระดับน้ําทะเล อัน เนื่องมาจากการรับน้ําหนัก หรือเกิดการลื่นไถลลงสูทะเลตามแนวโครงสรางหินทําใหดานติดทะเลมีความลาด ชันสูงเปนหนาผา นอกจากนั้น อาจเกิดจากการจมตัวของสภาพชายฝงทะเล หรือการเพิ่มระดับความสูงของน้ํา ทะเลก็ได รูปที่ 7 แสดงลักษณะภูมิประเทศหนาผาสู ชันริมทะเล ที่มา : Charles C. Plummer , 1991.
  13. 13. 181 8.1.3 รอยน้ําเซาะหิน (Sea Notch) เรียกอีกอยางหนึ่งวา “เวาทะเล” พบตามชายฝงทะเล เปนลักษณะภูมิประเทศที่ เกิดตอเนื่องจากการเกิดหนาผาสูงชันโดยมีลักษณะเปนรอยเวาตามแนวยาว เกิดบริเวณฐานของหนาผาชันริม ทะเลตอนที่อยูในแนวระดับของการเกิดน้ําขึ้นและน้ําลง เกิดจากการกัดเซาะโดยคลื่นและการละลายของหินปูน กระทําใหบริเวณฐานลางของหนาผาสูงชันเวาเขาไปขางใน เมื่อรอยน้ําเซาะหินขยายตัวกวางจนหินชวงบนรับ น้ําหนักไมไหวก็จะหักพังลงมากลายเปนหนาผาสูงชันริมทะเล (Sea Cliff) ซึ่งรอยน้ําเซาะหินนี้จะเปนหลักฐาน แสดงใหเห็นระดับน้ําทะเลที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอดีตได รูปที่ 8 แสดงรอยน้ําเซาะหินตอนที่อยูใน แนวระดับของน้ําขึ้นน้ําลง ที่มา : จากการสํารวจ 8.1.4 ถ้ําทะเล (Sea Cave) ถ้ําทะเลเกิดจากการกัดเซาะของคลื่นที่หินผาสูงชันชายฝง โดยน้ําทะเลจะกัดเซาะ ใหหินเกิดการผุพัง ทําใหเกิดเปนชองหรือโพรงลึกเขาไป ในระยะแรกอาจเปนเพียงชองหรือโพรงขนาดเล็ก (Grotto) แตเมื่อเวลาผานไปนานเขาก็จะกลายเปนชองหรือโพรงขนาดใหญมากขึ้น (Cave) บางครั้งโพรงนั้น ทะลุออกไปอีกดานหนึ่งทําใหเกิดลักษณะที่เรียกวา “ถ้ําลอด” หรือ “เกาะทะลุ” ถาเกิดบริเวณภูมิประเทศที่ เปนหินปูนก็จะเกิดเปนโพรงถ้ําขนาดใหญไดงายขึ้น เนื่องจากมีการกระทําของน้ําฝนและน้ําใตดินเขามาเกี่ยว ของ ปากถ้ํามักอยูบริเวณที่มีน้ําขึ้นลงสูงสุดและต่ําสุด เนื่องจากเปนชวงเวลาที่คลื่นสามารถกัดเซาะหินชายฝง ได แตในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ําทะเลอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอาจทําใหบริเวณ ปากทําอยูสูง หรือต่ํากวาระดับน้ําทะเลปจจุบันก็ไดเชนกัน รูปที่ 9 แสดงลักษณะภูมิประเทศถ้ําทะเล บริเวณอาวพังงา จังหวัดพังงา ที่มา : จากการสํารวจ. 8.1.5 พานหินธรรมชาติ (Sea Arch)
  14. 14. 182 เปนโพรงหินชายฝงทะเลที่ทะลุออกทางทะเลทั้งสองดาน คลายคลึงกับถ้ําลอดที่ เกิดขึ้นบนเกาะ แตสะพานหินธรรมชาติมักเกิดบริเวณหัวแหลม ซึ่งมีการกัดเซาะทั้งสองดานพรอมกันจนโพรง หินทะลุถึงกัน เกิดจากคลื่นและน้ําขึ้นน้ําลงที่กระทําตอหินชายฝง หรือเกาะใหเกิดเปนรูปโคงงอคลายซุมประตู โดยหินสวนที่เหลืออยูเหนือโพรงจะมีลักษณะคลายสะพาน ตัวอยางของสะพานหินธรรมชาติที่สวนงามมาก แหงหนึ่งของประเทศไทยคือที่เกาะไข อุทยานแหงชาติเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล รูปที่ 10 แสดงลักษณะภูมิประเทศสะพาน หินธรรมชาติ เกาะไข อุทยานแหงชาติตะ รุเตา จังหวัดสตูล. ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวด- ลอม กระทรวงวิทยาศาสตรฯ , 2538. 8.1.6 เกาะหินชะลูด (Stack) หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวาเกาะหินโดง หมายถึงเกาะโขดหินขนาดเล็กที่แยกออก จากผืนแผนดินใหญ หรือเกาะที่อยูใกลเคียง เกิดจากสวนของหินแข็งบริเวณชายฝงเดิมที่ยื่นออกไปในทะเลถูก กษัยการจากคลื่นเซาะทั้งสองขางจนสวนปลายแหลมที่ตัดออกเปนเกาะ ทําใหชายฝงพังทะลายถอยรนเขาไป ในภาคพื้นดินมากยิ่งขึ้น สวนหินแข็งเหลานี้ถูกตัดขาดออกจากชายฝง เกิดเปน “เกาะหินชะลูด” หรือ “เกาะ หินโดง” เชน เขาตะปูในเขตอุทยานแหงชาติอาวพังงา เกาะหินโดงยังคงถูกกษัยการจากคลื่นอยางตอเนื่องจน สามารถพังทลายลงไปไดในที่สุด ซึ่งกลายเปนฐานของเกาะจมอยูใตทะเล เรียก “ตอหิน” (Stump) รูปที่ 11 แสดงลักษณะภูมิประเทศเกาะ หินชะลูด บริเวณอุทยานแหงชาติอาวพังงา จังหวัดพังงา ที่มา : จากการสํารวจ
  15. 15. 183 8.2 ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการตกตะกอนทับถม เกิดจากการทับถมของตะกอนทะเลตามแนวชายฝงทะเล มักเกิดจากการกระทําของคลื่น กระแสคลื่นและการเกิดน้ําขึ้นน้ําลง เกิดในบริเวณชายฝงทะเลที่มีน้ําตื้น ลักษณะชายฝงทะเลราบเรียบและ ลาดเทลงไปสูกนทะเล ทําใหความเร็วของคลื่นและกระแสน้ําลดลงเมื่อเคลื่อนตัวเขาสูชายฝงทะเลการกระทํา จึงเปนไปในรูปแบบของการตกตะกอนทับถมเกิดเปนภูมิประเทศลักษณะตางๆ เชน หาดทราย (Beach) สัน ทราย (Berm) สันดอน (Bar) ทะเลสาบที่มีน้ําไหลเขาออกได (Lagoon) เปนตน หาดทราย สันดอนเชื่อมเกาะ สันดอนปากอาว (Beach) (Tombolo) (Bay Barrier) สันดอนจะงอยปากอาว ทะเลสาบน้ําเค็ม (Barrier Spit) (Lagoon) รูปที่ 12 แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการตกตะกอนทับถม ที่มา : Robert W. Christopherson , 1994. 8.2.1 หาดทราย (Beach) เกิดจากการพัดพาตะกอนจําพวก กรวด หิน ดิน และทรายเขามาทับถมตามชาย ฝงลักษณะเปนแถบยาวไปตามชายฝงทะเล การทับถมที่เกิดขึ้นตามแนวชายฝงทะเลนี้เกิดจากกระแสคลื่นที่พัด เขาสูชายฝง มีแนวเฉียงไปจากแนวชายฝงทะเลเล็กนอย ดังนั้นน้ําทะเลที่คลื่นผลักดันขึ้นไปเวลาถอยกลับมาจึง มีแนวเฉียงไปจากแนวชายฝงเชนกัน เราเรียกวา “กระแสน้ําชายฝง” (Longshore Drift) กระแสน้ําชายฝงจะมี สวนชวยในการทับถมของตะกอนที่ถูกพัดพามากับคลื่นเขามาทับถมตามชายฝงจนทําใหพื้นที่ของชายหาดมี การขยายกวางออกไปเปนหาดทรายงอก (Off shore) และยังชวยปรับระดับของชายฝงทะเลโดยเมื่อคลื่น เคลื่อนที่เขาไปปะทะกับชายฝงทะเล ตะกอนที่มีขนาดใหญจะมีการตกทับถมอยูดานบนสุด สวนตะกอนขนาด
  16. 16. 184 เล็กจะแพรกระจายลงมาทับถมยังสวนลางของชายหาด จากการศึกษาลักษณะของหาดทรายสามารถจําแนก ได 3 ประเภท ดังนี้ ชายหาดหนากวาง ลักษณะเปนหาดเรียบ มีทั้งหาดสวนหลัง (Back Shore) และหาดสวนหนา (Fore Shore) ลักษณะชายหาดมีความลาดชันนอย คลื่นมักจะซัดเขามาไมถึงชายหาดสวน หลัง ชายหาดลักษณะนี้มีบริเวณกวางขวาง เหมาะแกการเปนสถานที่พักตากอากาศและเลนน้ําบริเวณชาย หาด เชน ชายหาดชะอํา จังหวัดเพชรบุรี เปนตน ชายหาดหนาแคบ ลักษณะชายหาดเรียบตั้งแตขอบชายฝงทะเลไปจนถึงแนว เกิดน้ําขึ้นน้ําลง มีแตชายหาดสวนหนา (Fore Shore) ไมมีชายหาดสวนหลัง (Back Shore) ชายหาดมี ความลาดชันไมมาก ชายหาดสองชั้น เปนชายหาดที่มีความราบเรียบนอย มีทั้งชายหาดสวนหลัง (Back Shore) และชายหาดสวนหนา (Fore Shore) และมีที่ราบเปนชานยื่นออกไปในทะเลเปนชั้นๆ บางชั้น จะอยูเหนือแนวน้ําลงเต็มที่ ลักษณะชายหาดมีความลาดชันมาก ไมเหมาะสําหรับเลนน้ําทะเล นอกจากนั้นชายหาดแตละแหงยังมีการตกทับถมของวัตถุแตกตางกันออกไป ดังนี้ ชายหาดหิน หรือหาดกรวด (Shingle Beach) พื้นผิวชายหาดประกอบดวย หินที่ตกทับถมและถูกคลื่นพัดพาเสียดสีกันจนหินมีกอนกลมมน เชน ที่เกาะหินงาม อุทยานแหงชาติเกาะตะรุ เตา จังหวัดสตูล ชายหาดทราย (Sand Beach) มักพบอยูในพื้นที่ซึ่งมีหินเปลือกโลกเปนหิน ทรายหรือหินแกรนิต โดยเฉพาะอยางยิ่งหินแกรนิต เมื่อสลายตัวจะใหทรายเม็ดกลมมน มีสีขาวทําใหเกิดหาด ทรายที่สวยงาม เชนหาดตางๆ ในจังหวัดภูเก็ต ชายหาดชะอํา จังหวัดเพชรบุรี ชายหาดหัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ และชายหาดสมิหรา อําเภอเมือง จังหวัดสงขลา เปนตน ชายหาดโคลน (Mud Flat) มักพบอยูบริเวณปากแมน้ําสายใหญๆ ที่มีโคลน ตะกอนที่เกิดจากแมน้ําพัดพามาเปนจํานวนมาก มีลักษณะเปนลานปริ่มน้ํา เวลาน้ําขึ้นน้ําจะทวมมิดลาน เวลาน้ําลงจึงจะเห็นลานดังกลาว เชน บริเวณพื้นที่ดอนหอยหลอด ปากแมน้ําแมกลอง จังหวัด สมุทรสงคราม ถาหาดโคลนมีขนาดใหญและมีตะกอนสะสมมากจนโผลพนระดับน้ําทะเลขึ้นมาเรียกวา ที่ลุม ชายเลน มีพืชบางชนิดพบมาก เชน แสม โกงกาง จึงมักเรียกวา ปาชายเลน หรือ ปาเลนน้ําเค็ม 8.2.2 สันดอน (Bar) หมายถึงพืดสันทรายหรือตะกอนอื่นๆ ที่กระแสน้ําพัดพามาตกทับถมสะสมไว ตะกอนดังกลาวมาจากการครูดไถตามหนาผาสูงชันบริเวณชายฝงทะเล หรือจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแมน้ํา จะถูกกระแสน้ําชายฝงพัดพาไปทับถมยังบริเวณที่มีคลื่นลมสงบ จนเกิดเปนสันหรือพืดยื่นขวางหรือปดปากน้ํา ทางเขาทาเรือ หรือปากอาว ซึ่งเปนแนวเดียวกันกับชายฝงที่เปนปากอาว ทําใหเกิดสันดอนรูปแบบตางๆ ดังนี้ (รูปที่ 12)
  17. 17. 185 สันดอนปากอาว (Bay Barrier) เปนสันดอนที่เกิดจากตะกอนตกทับ ถมอยูในบริเวณปากอาว สันดอนจะงอยปากอาว (Barrier Split) เปนสันดอนที่เกิดจากการตก ตะกอนทับถมเปนแนวยาวอยูใกลปากอาว ปลายดานหนึ่งติดกับชายฝง อีกดานหนึ่งยื่นขวางปากอาว ตอน ปลายจะงอโคงเปนจะงอยตามอิทธิพลของกระแสน้ําและคลื่น สันดอนจะงอยปากอาวที่พบในประเทศไทยได แก สันดอนจะงอยปากอาวบริเวณแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เกิดจากการกระทําของคลื่นและ กระแสน้ําพัดพาตะกอนมาตกทับถมกันเกิดเปนสันดอนงอกออกมาเปนแนวยาวเรียกวา “สันดอนจะงอยรูป เขี้ยว” สันดอนเชื่อมเกาะ (Tombolo) เปนสันดอนที่เกิดจากกระแสน้ําและ คลื่นพัดพาเอาตะกอนมาตกทับถมกันจนกลายเปนแนวยาวยื่นออกจากชายฝงทะเลออกไปเชื่อมเกาะขนาดเล็ก ในทะเล 8.2.3 ทะเลสาบน้ําเค็ม (Lagoon) เกิดขึ้นไดทั้งในทะเลและแนวชายฝงทะเล สวนที่เกิดในทะเลเรียกวา “ทะเลสาบ น้ําเค็มในทะเล” เกิดจากการปดกั้นของปะการัง โดยมากเปนรูปวงกลม มีทางน้ําแคบๆ ไหลผานเขาออกได สวนที่เกิดบริเวณชายฝงทะเลเรียกวา “ทะเลสาบน้ําเค็มชายฝงทะเล” เกิดจากการปดกั้นของสันดอนบริเวณ ปากอาวแตยังมีทางออก ใหน้ําไหลผานได เกิดจากการที่คลื่นและกระแสน้ําพัดพาเอาตะกอนมาตกทับถมเปน สันดอนงอกออกมาปดลอมบริเวณที่เปนอาวอยูเดิม ทําใหเกิดเปนพื้นที่ภายในแผนดิน เชน บริเวณทะเลสาบ สงขลา ที่เกิดจากการงอกของสันดอนมาปดลอมอาวเดิม สันทรายที่งอกยื่นยาวมาปดกั้นทะเลสาบสงขลามี ความยาวจากทิศเหนือไปยังทิศใตเปนระยะทาง 100 กิโลเมตร 8.2.4 สันทราย หรือสันหาด (Berm) ลักษณะเปนเนินทรายแนวยาวขนานไปกับชายฝงทะเล แนวการวางตัวขวางทิศ ทางลม ความสูงเทาๆ กันตลอดแนว และระหวางสันเนินทรายสลับดวยที่ลุมต่ํา สันทรายในพื้นที่ชายทะเลของ ประเทศไทยเกิดจากการกระทําของน้ําทะเลในระยะเวลาสั้นๆ ที่พัดพาทรายมาตกทับถมบริเวณชายฝงทะเล ประกอบกับมีปริมาณทรายมากซึ่งเกิดจากการตกทับถมกันอยางรวดเร็ว เปนแนวสันทรายทอดยาวขนานชาย ฝง ดานบนของสันทรายอาจมีสวนของตะกอนที่เกิดจากการพัดพามาทับถมกันโดยลมบาง รูปที่ 13 แสดงแนวสันทราย ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวด- ลอม กระทรวงวิทยาศาสตรฯ , 2538.
  18. 18. 186 8.2.5 ที่ราบลุมชายเลนและพรุน้ําเค็ม (Salt Marsh) เกิดจากการที่กระแสน้ําขึ้นและกระแสน้ําลงพัดเอาตะกอนละเอียดที่เปนพวกทราย ทรายแปง และดินเหนียวไปปะปนกับกระแสน้ําในรูปของตะกอนแขวนลอย โดยตะกอนเหลานี้จะเกิดจากการ กษัยการของน้ําขึ้นน้ําลง เมื่อมีน้ําจืดไหลลงมาผสมจะชวยเรงใหตะกอนเหลานั้นรวมตัวกันเปนกอนใหญและ ตกจมลงในบริเวณพื้นลางของอาวหรือปากแมน้ํา อันเปนผลทําใหอาวหรือปากแมน้ําตื้นเขินลง นอกจากนั้น ตะกอนดังกลาวยังมีอินทรียวัตถุปะปนอยูเปนจํานวนมาก จนเกิดเปน “ที่ราบลุมชายเลน” (Mudflat) หรือที่ลุม ราบน้ําขึ้นถึง (Tidal Marsh) บริเวณดังกลาวในชวงเวลาน้ําขึ้นน้ําทะเลจะไหลบาขึ้นมาทวม แตระดับน้ําจะลึก ไมมากนัก และมีพืชน้ําเค็มเจริญเติบโต พืชเหลานี้จะมีสวนชวยในการดักจับตะกอนที่กระแสน้ําพัดพามา ซึ่ง จะทําใหระดับของที่ลุมราบชายเลนสูงขึ้นเทากับระดับน้ําทะเลที่ขึ้นสูงสุดในบริเวณนั้น และตอมากลายเปนพรุ น้ําเค็ม (Salt Marsh) รูปที่ 14 แสดงสภาพภูมิทัศนของพรุน้ําเค็ม และพืชพรรณ ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดลอม กระทรวงวิทยาศาสตรฯ , 2538.
  19. 19. 187 9. พืดหินปะการัง 9.1 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการกําเนิดพืดหินปะการัง 9.1.1 ทฤษฎีการทรุดตัว (Subsidence Theory) โดย Charles Darwin ป ค.ศ.1842 ตามทฤษฎีไดสันนิษฐานวา เกาะเล็กๆ ที่เกิด จากภูเขาไฟจะคอยๆ ทรุดตัวลงอยางชาๆ เนื่องมาจากการแปรโครงสรางของเปลือกโลก ดังรูป การทรุดตัวลง อยางชาๆ ของเกาะเล็กๆ จากภูเขาไฟจะทําใหแนวพืดหินปะการังที่กอตัวขึ้นอยูตามขอบของเกาะจะคอยทรุด ตัวตามไปดวยอยางชาๆ จากปรากฎการณดังกลาวแนวปะการังจะพยายามเสริมสรางแนวเกาะใหสูงขึ้นมา เรื่อย ๆ ในที่สุด สวนที่เปนเกาะภูเขาไฟจะจมลงสูใตน้ํา เหลือไวแตแนวพืดหินปะการังที่มีการกอตัวขึ้นและสวน ที่เปนบริเวณเกาะเดิมจะกลายเปนทะเลสาบน้ําเค็ม จะสังเกตไดวาการเสริมสรางความสูงของแนวพืดหิน ปะการังจะกระทําไดเพียงเทากับระดับน้ําทะเลเทานั้น ซึ่งเปนขอกําหนดตามธรรมชาติของและสภาพภูมิศาสตร เกาะภูเขาไฟ แนวขอบปะการัง เทือกหินปะการังใกลฝงทะเล หมูเกาะหินปะการัง (Barrier) (Atoll) รูปที่ 15 แสดงทฤษฎีการทรุดตัว ที่มา : Robert W. Christopherson, 1995. 9.1.2 ทฤษฎีการควบคุมธารน้ําแข็ง (Glacial Control Theory) โดย R.A. Daly ป ค.ศ.1910 ทฤษฎีนี้ไดอางถึงหลักฐานการคนพบซากปะการังใน บริเวณทองทะเลลึกเกินกวาที่ปะการังจะดํารงชีวิตอยูไดที่เปนเชนนี้เนื่องมาจากน้ําทะเลเคยลดระดับต่ําลงไป อันเนื่องมาจากการถอยรนของธารน้ําแข็งแถบขั้วโลกใน ยุคควาเตอรนารี เมื่อประมาณ 0.01 ลานปที่ผานมา โดยสรุปเปนหลักอางอิงคือ น้ําในเขตรอนสมัยดังกลาวมีอุณหภูมิต่ํากวาปจจุบันจึงทําใหปะการังไมสามารถ ดํารงชีวิตอยูได ประกอบกับหินโสโครก และเกาะทั้งหลายในสมัยกอนยุคน้ําแข็งจะลดระดับความสูงลงมาจน เทากับระดับน้ําทะเล อันเนื่องมาจากกระบวนการกษัยการ ดังนั้นที่ราบลาดทวีปจึงเปนฐานสําคัญในการจับ เกาะของปะการังเพื่อการเจริญเติบโตและสรางหินปะการังขึ้นมาตอมาเมื่อระดับน้ําทะเลสูงขึ้นการละลายของ ธารน้ําแข็งทั้งในทะเลสาบและบนภาคพื้นทวีปพรอมๆ กันกับการเจริญเติบโตของปะการัง จึงทําใหพืดหิน ปะการังเพิ่มระดับความสูงขึ้นมาเทากับระดับน้ําทะเลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในที่สุดการพัฒนาพืดหินปะการังจะ ถึงสภาวะสูงสุดดังที่พบเห็นอยูในปจจุบัน (Leong, 1983)
  20. 20. 188 อยางไรก็ตามจากทั้งสองทฤษฎีที่กลาวมาแลว ประกอบกับหลักฐานตางๆ ที่นักวิทยา ศาสตรไดศึกษาเพิ่มเติม โดยการขุดเจาะลงไปในชั้นหินปูนที่ปรากฏอยูในพืดหินปะการัง พบวาการอธิบายตาม หลักทฤษฎีของ R.A. Daly ที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําทะเล และตอมาเกิดกษัยการขึ้นกับเกาะที่ เปนฐานของพืดหินปะการังนั้นพบวาเปนสิ่งที่เชื่อถือได ทั้งนี้เพราะการเจาะลงไปถึงฐานลางสุดของพืดหิน ปะการังจะพบหินบะซอลตที่เปนหินแข็งรองรับอยู แสดงใหเห็นวาเปลือกโลกบริเวณดังกลาวมีการทรุดตัวลงจริง ตามหลักทฤษฏีของ Charles Darwin ที่อางไว ดังนั้นทั้งสองทฤษฎีจึงมีเหตุผลและน้ําหนักสนับสนุนเพียงพอถึง กระบวนการเกิดพืดหินปะการังไดเปนอยางดี 9.2 สภาพภูมิศาสตรที่เหมาะสมกับการเกิดปะการัง จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตรพบวาพืดหินปะการังเกิดจากปะการังที่เปนสัตวน้ําเค็ม ขนาดเล็กหรือสาหรายบางชนิดที่สามารถสรางหินปูนขึ้นมาได หินปูนที่สะสมอยูตามพืดหินปะการังนี้จะเปน โครงรางของปะการังหรือสาหรายบางชนิดที่ตายแลวนั่นเอง โดยสวนมากเรามักพบการกระจายตัวของพืดหิน ปะการังตามบริเวณตางๆ มีปจจัยหลายประการที่เขามาเกี่ยวของ โดยเรามักพบพืดหินปะการังบริเวณเขต อบอุนในมหาสมุทร นอกจากนั้นเราพบวาความแตกตางของอุณหภูมิน้ําในมหาสมุทรระหวางชายฝงตะวันตก และชายฝงตะวันออกมีผลตอการกอตัวของพืดหินปะการัง โดยพบวาเรามักพบพืดหินปะการังบริเวณชายฝง ตะวันออกมากกวา คือ บริเวณ 0 - 160 องศาตะวันออก เนื่องจากสภาพความเหมาะสมของอุณหภูมิน้ํา ทะเลที่อุนกวาชายฝงตะวันตก โดยเรามักพบแนวพืดหินปะการังบริเวณละติจูดที่ 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศา ใต ที่ระดับความลึก 10 - 55 เมตร ความเค็มของน้ําทะเลคิดเปนรอยละ 27 - 40 ณ อุณหภูมิ 18 - 29 องศา เซลเซียส นอกจากนั้นสภาพน้ําจะตองใสปราศจากตะกอนดวย รูปที่ 16 แสดงแนวการกระจายตัวของพืดหินปะการัง ที่มา : Tom L. Mcknight , 1990.

×