จัดทำโดย นางสาวนิตยา ทาแจ่ม ปวส .1 เลขที่  3 แผนกวิชาโลจิสติกส์ เรื่อง ระบบหายใจ
ระบบหายใจ   มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้ 1. จมูก   (Nose)  2. หลอดคอ   (Pharynx) 3. หลอดเสียง   (Larynx)  4. หลอดลม   (Trachea)  5. ปอด   (Lung) 6. เยื่อหุ้มปอด   (Pleura )
กระบวนการในการหายใจ   ในการหายใจนั้นมีโครงกระดูกส่วนอกและ กล้ามเนื้อบริเวณอกเป็นตัวช่วยขณะหายใจเข้า กล้าม เนื้อหลายมัดหดตัวทำให้ทรวงอกขยายออกไปข้างหน้า และยกขึ้นบน ในเวลาเดียวกันกะบังลมจะลดต่ำลง การกระทำทั้งสองอย่างนี้ทำให้โพรงของทรวงอกขยาย ใหญ่มากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหยุดทำงานและหย่อนตัวลง ทรวงอกยุบลงและความดันในช่องท้องจะดันกะบังลม กลับขึ้นมาอยู่ในลักษณะเดิม กระบวนการเข่นนี้ทำให้ ความดันในปอดเพิ่มขึ้น เมื่อความดันในปอดเพิ่มขึ้นสูง กว่าความดันของบรรยากาศ อากาศจะถูกดันออกจาก ปอด ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยประการแรกที่ทำให้ อากาศมีการเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นั้น เกิด จากความดันที่แตกต่างกันนั่นเอง
การแลกเปลี่ยนก๊าซและการใช้ออกซิเจน        เมื่อเราหายใจเข้า อากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะ ของระบบหายใจไปยังถุงลมในปอด ที่ผนังของถุงลมมีหลอดเลือดแดงฝอยติดอยู่ ดังนั้นอากาศจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับเม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่านผนังนี้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง และคาร์บอนไดออกไชด์ก็จะออกจากเม็ดเลือดผ่านผนังออกมาสู่ถุงลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ  20  แต่อากาศที่เราหายใจมีออกซิเจนร้อยละ  13
โรคไซนัส  Sinusitis ลักษณะทั่วไป ไซนัส   (sinus)  หมายถึง โพรงอากาศเล็ก ๆ ในกะโหลกซึ่งอยู่รอบ ๆ จมูกและมีทางเชื่อมต่อกับโพรง จมูก ดังนั้น จึงอาจมีเชื้อโรคลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปในโพรงไชนัสได้ ตามปกติทางเชื่อมดังกล่าวจะเปิดโล่งให้มีการระบายของน้ำเมือกที่สร้างขึ้นในโพรงไซนัสได้สะดวก จึงไม่เกิดการอักเสบ แต่ถ้าหากทางเชื่อมดังกล่าวเกิดการอุดตันขึ้นมา  ( เช่น เป็นหวัด ผนังกั้นจมูกคด มีเนื้องอกในรูจมูก ได้รับบาดเจ็บ นั่งเครื่องบิน หรือดำน้ำ )  น้ำเมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถระบายได้ ก็จะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในโพรงไซนัส สามารถเจริญงอกงามทำให้เกิดการอักเสบ และเป็นหนองขังภาย ในโพรงไซนัสได้
สาเหตุ เชื้อที่เป็นสาเหตุ ที่พบบ่อย ได้แก่ บีตาสเตรปโตค็อกคัส ,  สแตฟฟีโลค็อกคัส   นิวโมค็อกคัส ,  ฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนซา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการลุกลามของเชื้อโรค จากบริเวณรากฟันที่เป็นหนองเข้าไปในโพรงไซนัสโดยตรงก็ได้ ไซนัสอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย มักพบเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด ,  หวัดจากการแพ้ ,  เยื่อจมูกอักเสบ ,  เนื้องอกในรูจมูก ,  ผนังกั้นจมูกคด ,  รากฟันเป็นหนอง
อาการ ปวดมึน ๆ หนัก ๆ ตรงบริเวณหัวตา หน้าผากโหนกแก้มหรือรอบๆ กระบอกตา บางคนอาจรู้สึกคล้ายปวดฟัน บริเวณขากรรไกรบน อาการปวดอาจเป็นมากในเวลาเช้าหรือบ่าย เวลาก้มศีรษะหรือเปลี่ยนท่า ผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูก พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว เจ็บคอ มีเสลดเหลืองหรือเขียวในลำคอ และอาจหายใจมีกลิ่นเหม็น ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน มักมีไข้ร่วมด้วย
สิ่งตรวจพบ เยื่อจมูกบวมแดง คอแดงเล็กน้อย ที่สำคัญจะพบว่า ถ้าเคาะหรือกดแรง ๆ ตรงบริเวณหัวตา หน้าผาก   หรือใต้ตาจะรู้สึกเจ็บ อาจมีไข้   ( ในรายที่เป็นเฉียบพลัน ) อาการแทรกซ้อน อาจทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ   ,  หลอดลมอักเสบ  ,  ปอดอักเสบ  ,  ฝีรอบกระบอกตา  ( Periorbitalabscess),  เยื่อกระดูกอักเสบ  ( Osteomyelitis)  ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ  ฝีในสมอง
การรักษา 1.  ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้  ,  ยาแก้คัดจมูก อาจช่วยลดการบวมของเนื้อเยื่อที่อักเสบ ซึ่งจะช่วยถ่ายเทหนอง ส่วนยาแก้แพ้    ไม่ควรให้ อาจทำให้น้ำเมือกในโพรงไซนัสเหนียว ถ่ายเทออกได้ไม่ดี ยกเว้นในรายที่มีอาการของภูมิแพ้มาก เช่น จาม มีน้ำมูกมาก อาจให้เพียง  2-3  วัน เพื่อบรรเทาอาการ 2.  ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน   ,  อีริโทรไมซิน     หรือ โคไตรม็อกซาโซล     ปกติอาการจะทุเลาหลังกินยา  2-3  วัน ควรให้กินติดต่อกันนาน  10-14  วันในรายที่เป็นเรื้อรัง ขณะที่มีอาการกำเริบ ควรให้ยาปฏิชีวนะนาน  3-4  สัปดาห์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือกำเริบบ่อย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจเอกซเรย์ไซนัส ถ้ามีหนองขังอยู่ อาจต้องทำการเจาะล้างโพรงจมูก ในรายที่เป็นมาก อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ข้อแนะนำ 1.  ขณะที่มีอาการกำเริบ ควรงดว่ายน้ำ ดำน้ำ ขึ้นเครื่องบิน ประมาณ  2  สัปดาห์ 2.  โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง แต่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือแก้ไขสาเหตุ เช่น ผนังกั้นจมูกคด 3.  ไม่ควรรักษากันเองตามแบบพื้นบ้าน เช่น ใช้สารกรดบางอย่าง หยอดเข้าจมูก ( ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมามาก เพราะเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อจมูก )  อาจทำให้เกิดการอักเสบ และจมูกพิการได้ 4.  ระวังอย่าให้เป็นหวัดบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คัดจมูกหรือจาม  ( เช่น ฝุ่น อากาศเย็น ขนสัตว์ ) และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
โรคหอบหืด  ( ASTHMA )        คือโรคของระบบทางเดินหายใจ    ซึ่งเกิดจากความไวผิดปกติของหลอดลม    ต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้ท่อทางหายใจเกิดการตีบแคบ และทำให้หายใจลำบาก  
อาการ เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะเกิดอาการอักเสบ    เยื่อบุหลอดลมจะบวมทำให้หลอดลมตีบแคบลง     ขณะเดียวกันการอักเสบทำให้หลอดลมมีความไวต่อการกระตุ้นและตอบสนองโดยการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม    ทำให้หลอดลมตีบแคบลงไปอีก   นอกจากนี้หลอดลมที่อักเสบจะมีการหลั่งเมือกออกมามาก    ทำให้ท่อทางเดินหายใจตีบแคบ    นอกจากนี้กล้ามเนื้อท่อทางเดินหายใจยังเกิด การหดตัว      ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการ หายใจลำบาก ไอ    หายใจมีเสียงหวีด    หายใจถี่    และรู้สึกแน่นหน้าอก       ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบริมฝีปากและเล็บมีสีเขียวคล้ำ  
สาเหตุ  -  หลอดลมของผู้เป็นโรคหอบหืดมีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น  ( STIMULI )  สิ่งกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดอาการหอบหืดได้แก่ -  สารก่อภูมิแพ้  เช่น ฝุ่น  ,  ไรฝุ่น  ,  ขนสัตว์  ,  ละอองเกสร -  สารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่  ,  มลพิษในอากาศ  ,  กลิ่น  ,  ควัน -  การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น ความเครียด  ,  ความโกรธ  ,  ความกลัว  ,  ความดีใจ -  การออกกำลังกาย -  การเปลี่ยนแปลงของอากาศ -  การติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ -  ยา  เช่น ยาแอสไพริน  ,  ยาลดความดันบางกลุ่ม -  อาหาร  เช่น อาหารทะเล  ,  ถั่ว  ,  ไข่  ,  นม  ,  ปลา  ,  สารผสมในอาหาร เป็นต้น
คำแนะนำ   1 .  เด็กควรกินปลาที่มีไขมันมากเป็นประจำ  เช่น ปลาค็อด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหอบหืด 2 .  รับประทานอาหารที่มี แมกนีเซียมสูง ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน 3 .  ค้นหาว่าแพ้อะไร และพยายามหลีกเลี่ยง 4 .  งดอาหารที่กระตุ้นอาการหอบหืด ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น อาหารที่ใส่สารกันบูดเช่น เบนโซเอท ซัลไฟท์ 5 .  งดอาหารที่ใส่สีสังเคราะห์  เช่น  tartrazine , brilliant blue 6 .  งดนมวัว  ธัญพืช  ไข่  ปลา  ถั่วลิสง 7 .  รับประทานยาและออกกำลังกายตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
จบแล้วค่า บ้าย  บ่าย ...

เรื่อง ระบบหายใจ

  • 1.
    จัดทำโดย นางสาวนิตยา ทาแจ่มปวส .1 เลขที่ 3 แผนกวิชาโลจิสติกส์ เรื่อง ระบบหายใจ
  • 2.
    ระบบหายใจ มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้ 1. จมูก (Nose) 2. หลอดคอ (Pharynx) 3. หลอดเสียง (Larynx) 4. หลอดลม (Trachea) 5. ปอด (Lung) 6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura )
  • 3.
    กระบวนการในการหายใจ ในการหายใจนั้นมีโครงกระดูกส่วนอกและ กล้ามเนื้อบริเวณอกเป็นตัวช่วยขณะหายใจเข้า กล้าม เนื้อหลายมัดหดตัวทำให้ทรวงอกขยายออกไปข้างหน้า และยกขึ้นบน ในเวลาเดียวกันกะบังลมจะลดต่ำลง การกระทำทั้งสองอย่างนี้ทำให้โพรงของทรวงอกขยาย ใหญ่มากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหยุดทำงานและหย่อนตัวลง ทรวงอกยุบลงและความดันในช่องท้องจะดันกะบังลม กลับขึ้นมาอยู่ในลักษณะเดิม กระบวนการเข่นนี้ทำให้ ความดันในปอดเพิ่มขึ้น เมื่อความดันในปอดเพิ่มขึ้นสูง กว่าความดันของบรรยากาศ อากาศจะถูกดันออกจาก ปอด ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยประการแรกที่ทำให้ อากาศมีการเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นั้น เกิด จากความดันที่แตกต่างกันนั่นเอง
  • 4.
    การแลกเปลี่ยนก๊าซและการใช้ออกซิเจน       เมื่อเราหายใจเข้า อากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะ ของระบบหายใจไปยังถุงลมในปอด ที่ผนังของถุงลมมีหลอดเลือดแดงฝอยติดอยู่ ดังนั้นอากาศจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับเม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่านผนังนี้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง และคาร์บอนไดออกไชด์ก็จะออกจากเม็ดเลือดผ่านผนังออกมาสู่ถุงลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ 20 แต่อากาศที่เราหายใจมีออกซิเจนร้อยละ 13
  • 5.
    โรคไซนัส Sinusitisลักษณะทั่วไป ไซนัส (sinus) หมายถึง โพรงอากาศเล็ก ๆ ในกะโหลกซึ่งอยู่รอบ ๆ จมูกและมีทางเชื่อมต่อกับโพรง จมูก ดังนั้น จึงอาจมีเชื้อโรคลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปในโพรงไชนัสได้ ตามปกติทางเชื่อมดังกล่าวจะเปิดโล่งให้มีการระบายของน้ำเมือกที่สร้างขึ้นในโพรงไซนัสได้สะดวก จึงไม่เกิดการอักเสบ แต่ถ้าหากทางเชื่อมดังกล่าวเกิดการอุดตันขึ้นมา ( เช่น เป็นหวัด ผนังกั้นจมูกคด มีเนื้องอกในรูจมูก ได้รับบาดเจ็บ นั่งเครื่องบิน หรือดำน้ำ ) น้ำเมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถระบายได้ ก็จะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในโพรงไซนัส สามารถเจริญงอกงามทำให้เกิดการอักเสบ และเป็นหนองขังภาย ในโพรงไซนัสได้
  • 6.
    สาเหตุ เชื้อที่เป็นสาเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่ บีตาสเตรปโตค็อกคัส , สแตฟฟีโลค็อกคัส นิวโมค็อกคัส , ฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนซา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการลุกลามของเชื้อโรค จากบริเวณรากฟันที่เป็นหนองเข้าไปในโพรงไซนัสโดยตรงก็ได้ ไซนัสอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย มักพบเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด , หวัดจากการแพ้ , เยื่อจมูกอักเสบ , เนื้องอกในรูจมูก , ผนังกั้นจมูกคด , รากฟันเป็นหนอง
  • 7.
    อาการ ปวดมึน ๆหนัก ๆ ตรงบริเวณหัวตา หน้าผากโหนกแก้มหรือรอบๆ กระบอกตา บางคนอาจรู้สึกคล้ายปวดฟัน บริเวณขากรรไกรบน อาการปวดอาจเป็นมากในเวลาเช้าหรือบ่าย เวลาก้มศีรษะหรือเปลี่ยนท่า ผู้ป่วยจะมีอาการคัดจมูก พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว เจ็บคอ มีเสลดเหลืองหรือเขียวในลำคอ และอาจหายใจมีกลิ่นเหม็น ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน มักมีไข้ร่วมด้วย
  • 8.
    สิ่งตรวจพบ เยื่อจมูกบวมแดง คอแดงเล็กน้อยที่สำคัญจะพบว่า ถ้าเคาะหรือกดแรง ๆ ตรงบริเวณหัวตา หน้าผาก หรือใต้ตาจะรู้สึกเจ็บ อาจมีไข้ ( ในรายที่เป็นเฉียบพลัน ) อาการแทรกซ้อน อาจทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ , หลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ , ฝีรอบกระบอกตา ( Periorbitalabscess), เยื่อกระดูกอักเสบ ( Osteomyelitis) ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง
  • 9.
    การรักษา 1. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ , ยาแก้คัดจมูก อาจช่วยลดการบวมของเนื้อเยื่อที่อักเสบ ซึ่งจะช่วยถ่ายเทหนอง ส่วนยาแก้แพ้   ไม่ควรให้ อาจทำให้น้ำเมือกในโพรงไซนัสเหนียว ถ่ายเทออกได้ไม่ดี ยกเว้นในรายที่มีอาการของภูมิแพ้มาก เช่น จาม มีน้ำมูกมาก อาจให้เพียง 2-3 วัน เพื่อบรรเทาอาการ 2. ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน , อีริโทรไมซิน   หรือ โคไตรม็อกซาโซล   ปกติอาการจะทุเลาหลังกินยา 2-3 วัน ควรให้กินติดต่อกันนาน 10-14 วันในรายที่เป็นเรื้อรัง ขณะที่มีอาการกำเริบ ควรให้ยาปฏิชีวนะนาน 3-4 สัปดาห์ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือกำเริบบ่อย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจเอกซเรย์ไซนัส ถ้ามีหนองขังอยู่ อาจต้องทำการเจาะล้างโพรงจมูก ในรายที่เป็นมาก อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • 10.
    ข้อแนะนำ 1. ขณะที่มีอาการกำเริบ ควรงดว่ายน้ำ ดำน้ำ ขึ้นเครื่องบิน ประมาณ 2 สัปดาห์ 2. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง แต่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือแก้ไขสาเหตุ เช่น ผนังกั้นจมูกคด 3. ไม่ควรรักษากันเองตามแบบพื้นบ้าน เช่น ใช้สารกรดบางอย่าง หยอดเข้าจมูก ( ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมามาก เพราะเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อจมูก ) อาจทำให้เกิดการอักเสบ และจมูกพิการได้ 4. ระวังอย่าให้เป็นหวัดบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คัดจมูกหรือจาม ( เช่น ฝุ่น อากาศเย็น ขนสัตว์ ) และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
  • 11.
    โรคหอบหืด (ASTHMA )       คือโรคของระบบทางเดินหายใจ   ซึ่งเกิดจากความไวผิดปกติของหลอดลม   ต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้ท่อทางหายใจเกิดการตีบแคบ และทำให้หายใจลำบาก  
  • 12.
    อาการ เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะเกิดอาการอักเสบ   เยื่อบุหลอดลมจะบวมทำให้หลอดลมตีบแคบลง    ขณะเดียวกันการอักเสบทำให้หลอดลมมีความไวต่อการกระตุ้นและตอบสนองโดยการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม   ทำให้หลอดลมตีบแคบลงไปอีก   นอกจากนี้หลอดลมที่อักเสบจะมีการหลั่งเมือกออกมามาก   ทำให้ท่อทางเดินหายใจตีบแคบ   นอกจากนี้กล้ามเนื้อท่อทางเดินหายใจยังเกิด การหดตัว     ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการ หายใจลำบาก ไอ   หายใจมีเสียงหวีด   หายใจถี่   และรู้สึกแน่นหน้าอก      ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบริมฝีปากและเล็บมีสีเขียวคล้ำ  
  • 13.
    สาเหตุ - หลอดลมของผู้เป็นโรคหอบหืดมีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น ( STIMULI ) สิ่งกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดอาการหอบหืดได้แก่ - สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น , ไรฝุ่น , ขนสัตว์ , ละอองเกสร - สารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ , มลพิษในอากาศ , กลิ่น , ควัน - การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น ความเครียด , ความโกรธ , ความกลัว , ความดีใจ - การออกกำลังกาย - การเปลี่ยนแปลงของอากาศ - การติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ - ยา เช่น ยาแอสไพริน , ยาลดความดันบางกลุ่ม - อาหาร เช่น อาหารทะเล , ถั่ว , ไข่ , นม , ปลา , สารผสมในอาหาร เป็นต้น
  • 14.
    คำแนะนำ 1 . เด็กควรกินปลาที่มีไขมันมากเป็นประจำ เช่น ปลาค็อด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหอบหืด 2 . รับประทานอาหารที่มี แมกนีเซียมสูง ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน 3 . ค้นหาว่าแพ้อะไร และพยายามหลีกเลี่ยง 4 . งดอาหารที่กระตุ้นอาการหอบหืด ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น อาหารที่ใส่สารกันบูดเช่น เบนโซเอท ซัลไฟท์ 5 . งดอาหารที่ใส่สีสังเคราะห์ เช่น tartrazine , brilliant blue 6 . งดนมวัว ธัญพืช ไข่ ปลา ถั่วลิสง 7 . รับประทานยาและออกกำลังกายตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
  • 15.