นาย ชวกร คงประสิทธื ม.٦/
                                    ٤ เลขที่ ٢




      คลืนทุกชนิดแสดงสมบัติ 4 อย่าง คือ
         ่
1. การสะท้อน (reflection) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปกระทบ
สิ่งกีดขวาง แล้วเปลี่ยนทิศทางกลับสู่ตัวกลางเดิม
2. การหักเห (refraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง
ที่ต่างกัน แล้วทำาให้อัตราเร็วเปลี่ยนไป
3. การแทรกสอด (interference) เกิดจากคลื่นสองขบวนที่
เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่มาพบกัน แล้วเกิดการซ้อนทับ
กัน ถ้าเป็นคลื่นแสงจะเห็นแถบมืดและแถบสว่างสลับกัน ส่วน
คลื่นเสียงจะได้ยินเสียงดังเสียงค่อยสลับกัน
แบ่งออกเป็น ٢ ประเภท
    1.การแทรกสอดแบบเสริมกัน เกิดจากสันคลื่นของคลื่น
    ทั้งสองมารวมกัน คลื่นลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะมีวันคลื่นสูงกว่าเดิม
    และมีท้องคลื่นลึกกว่าเดิม และจะเรียกตำาแหน่งนั้น
    ว่า ปฏิบัพ(Antinode)
    2.การแทรกสอดแบบหักล้าง เกิดจากสันคลื่นจากแหล่ง
    กำาเนิดหนึ่งมารวมกับท้องคลื่นของ อีกแหล่งกำาเนิดหนึ่ง
    คลื่นลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีสันคลื่นตำ่ากว่าเดิม และท้องคลื่นตื้น
    กว่าเดิม และเรียกตำาแหน่งนั้นว่า บัพ(Node)

4. การเลี้ยวเบน (diffraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่ง
กีดขวาง ทำาให้คลื่นส่วนหนึงอ้อมบริเวณของสิ่งกีดขวางแผ่ไป
                          ่
ทางด้านหลังของสิ่งกีดขวางนั้น
สรุปสมบัติของคลื่น

สรุปสมบัติของคลื่น

  • 1.
    นาย ชวกร คงประสิทธืม.٦/ ٤ เลขที่ ٢ คลืนทุกชนิดแสดงสมบัติ 4 อย่าง คือ ่ 1. การสะท้อน (reflection) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปกระทบ สิ่งกีดขวาง แล้วเปลี่ยนทิศทางกลับสู่ตัวกลางเดิม 2. การหักเห (refraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง ที่ต่างกัน แล้วทำาให้อัตราเร็วเปลี่ยนไป 3. การแทรกสอด (interference) เกิดจากคลื่นสองขบวนที่ เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่มาพบกัน แล้วเกิดการซ้อนทับ กัน ถ้าเป็นคลื่นแสงจะเห็นแถบมืดและแถบสว่างสลับกัน ส่วน คลื่นเสียงจะได้ยินเสียงดังเสียงค่อยสลับกัน แบ่งออกเป็น ٢ ประเภท 1.การแทรกสอดแบบเสริมกัน เกิดจากสันคลื่นของคลื่น ทั้งสองมารวมกัน คลื่นลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะมีวันคลื่นสูงกว่าเดิม และมีท้องคลื่นลึกกว่าเดิม และจะเรียกตำาแหน่งนั้น ว่า ปฏิบัพ(Antinode) 2.การแทรกสอดแบบหักล้าง เกิดจากสันคลื่นจากแหล่ง กำาเนิดหนึ่งมารวมกับท้องคลื่นของ อีกแหล่งกำาเนิดหนึ่ง คลื่นลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีสันคลื่นตำ่ากว่าเดิม และท้องคลื่นตื้น กว่าเดิม และเรียกตำาแหน่งนั้นว่า บัพ(Node) 4. การเลี้ยวเบน (diffraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่ง กีดขวาง ทำาให้คลื่นส่วนหนึงอ้อมบริเวณของสิ่งกีดขวางแผ่ไป ่ ทางด้านหลังของสิ่งกีดขวางนั้น