พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
จัดทำโดย
นำงสำว พันธิวำ หำรัญดำ ชั้นม.5/4 เลขที่ 13
เสนอ
อำจำรย์ สฤษศักดิ์ ชิ้นเขมจำรีย์
โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้อยเอ็ด
พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช พระรำชสมภพ เมื่อวันอำทิตย์
เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขำล ฉศก จุลศักรำช 1096 ตรงกับวันที่ 17
เมษำยน พ.ศ. 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศ
พระมหำกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยำ มีพระนำมเดิมว่ำ สิน พระรำช
บิดำเป็นชำวจีนชื่อนำยไหฮอง หรือ หยง แซ่แต้ เป็นนำยอำกร
บ่อนเบี้ย มีบรรดำศักดิ์เป็นขุนพัฒน์ พระรำชชนนีชื่อนำงนกเอี้ยง
(ภำยหลังได้รับกำรสถำปนำเป็น กรมพระเทพำมำตย์) ตั้ง
บ้ำนเรือนอยู่ใกล้กับจวนเจ้ำพระยำจักรีที่สมุหนำยก
เมื่อยังทรงพระเยำว์เจ้ำพระยำจักรีได้ขอสมเด็จพระเจ้ำตำกสิน
มหำรำชไปเลี้ยงเป็น บุตรบุญธรรม และได้ตั้งชื่อพระองค์ท่ำนว่ำ
สิน พอนำยสินอำยุได้ 9 ขวบ เจ้ำพระยำจักรีก็นำไปฝำกให้เล่ำ
เรียนหนังสืออยู่ในสำนักของพระอำจำรย์ทองดี วัดโกษำวำส ครั้น
อำยุได้ 13 ปี เจ้ำพระยำจักรีได้นำนำยสินเข้ำถวำยตัวรับรำชกำร
เป็นมหำดเล็กในสมเด็จพระเจ้ำ อยู่หัวบรมโกศ ตำมประเพณีของ
กำรรับรำชกำรในสมัยนั้น
ในระหว่ำงรับรำชกำรเป็นมหำดเล็กนำยสินได้พยำยำมศึกษำหำ
ควำมรู้ทำงด้ำนภำษำต่ำง ประเทศหลำยภำษำ มีภำษำจีน ภำษำ
ญวน และภำษำแขก จนสำมำรถพูดได้สำมภำษำอย่ำงชำนิชำนำญ
ครั้นนำยสินอำยุได้ 21 ปี เจ้ำพระยำจักรีได้ประกอบกำรอุปสมบท
นำยสินเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ในนำยสินอุปสมบทอยู่ 3 พรรษำ
แล้วก็ลำสิกขำบทกลับมำเข้ำรับรำชกำรตำมเดิม เนื่องจำกนำยสิน
เป็นผู้ฉลำดรอบรู้ขนบธรรมเนียมรำชกิจต่ำง ๆ โดยมำก จึงได้รับ
พระกรุณำโปรดเกล้ำโปรดกระหม่อมให้นำยสินเป็นมหำดเล็ก
รำยงำน ด้วยรำชกำรทั้งหลำยในกรมมหำดไทย และกรมวังศำล
หลวง
สำนัก อำจำรย์ทองดี ณ วัดโกษำวำส ( ปัจจุบันคือวัดเชิงท่ำ )
พ.ศ. 2301 สมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จ
พระเจ้ำอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยรำชสมบัติได้ 3 เดือนเศษ ก็ถวำย
สิริรำชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมรำชำที่ 3 และได้ทรงพระกรุณำ
โปรดเกล้ำ ฯ ให้นำยสินมหำดเล็กรำยงำนเป็นข้ำหลวงเชิญท้อง
ตรำพระรำชสีห์ขึ้นไปชำระควำมหัว เมืองฝ่ำยเหนือ ซึ่งนำยสินได้
ปฏิบัติรำชกำรด้วยควำมวิริยะอุตสำหะและมีควำมดีควำมชอบ
มำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตร
เมืองตำก ช่วยรำชกำรอยู่กับพระยำตำก ครั้นเมื่อพระยำตำกถึงแก่
กรรมลงก็ทรงโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนหลวงยกกระบัตร เป็นพระยำ
ตำก ปกครองเมืองตำกแทน
พ.ศ. 2308 พระยำตำก (สิน) ได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เข้ำ
มำช่วยรำชกำรสงครำมเพื่อป้องกันพม่ำในกรุงศรีอยุธยำ พระยำ
ตำก (สิน) มีฝีมือกำรรบป้องกันพระนครอย่ำงเข้มแข็งมีควำมดี
ควำมชอบมำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง
ขึ้นเป็น พระยำวชิรปรำกำร สำเร็จรำชกำรเมืองกำแพงเพชรแทน
เจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม
พ.ศ. 2308 พระยำตำก (สิน) ได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เข้ำ
มำช่วยรำชกำรสงครำมเพื่อป้องกันพม่ำในกรุงศรีอยุธยำ พระยำ
ตำก (สิน) มีฝีมือกำรรบป้องกันพระนครอย่ำงเข้มแข็งมีควำมดี
ควำมชอบมำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง
ขึ้นเป็น พระยำวชิรปรำกำร (สิน) สำเร็จรำชกำรเมืองกำแพงเพชร
แทนเจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม
เจ้ำ ตำกทรงทำพิธีปรำบดำภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี เมื่อ
วันพุธ เดือนอ้ำย แรม 4 ค่ำ จุลศักรำช 1130 ปีชวด สัมฤทธิศก ตรง
กับวันที่ 28 เดือนธันวำคม พ.ศ. 2311 ขณะมีพระชนมำยุได้ 34
พรรษำ ทรงนำมว่ำ สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรม
รำชำที่นำมพระองค์ว่ำ สมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระ
เจ้ำตำกสินมหำรำช 4 แต่ประชำชนทั่วไปยังนิยมขนำนพระ
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช ทรงมีพระรำชโอรสและพระรำช
ธิดำกับสมเด็จพระอัครมเหษี กรมหลวงบำทบริจำ และกรมบริจำ
ภักดีศรีสุดำรักษ์ รวมทั้งพระสนมต่ำง ๆ รวมทั้งสิน 29 พระองค์
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสำร์ เดือน 5
แรม 9 ค่ำ จ.ศ. 1144 ปีขำล ตรงกับวันที่ 6 เมษำยน 2325
พระชนมำยุ 48 พรรษำ รวมสิริรำชสมบัติ 15 ปี
ด้ำนกำรปกครอง ยังคงใช้ระบบกำรปกครองแบบกรุงศรีอยุธยำ
ส่วนด้ำนกฎหมำย เมื่อครั้งกรุงแตก กฎหมำยบ้ำนเมืองกระจัด
กระจำยหำยสูญไปมำก จึงโปรดให้ทำกำรสืบเสำะค้นหำมำ
รวบรวมไว้ได้ประมำณ 1 ใน 10 และโปรดให้ชำระกฎหมำย
เหล่ำนั้น ฉบับใดยังเหมำะแก่กำลสมัยก็โปรดให้คงไว้ และเป็น
กำรแก้ไขเพื่อให้รำษฎรได้รับผลประโยชน์มำกขึ้น เช่น โปรดให้
แก้ไขกฎหมำยว่ำด้วยกำรพนัน ให้อำนำจกำรตัดสินลงโทษขึ้นแก่
ศำลแทนนำยตรำสิทธิขำด และยังห้ำมนำยตรำ นำยบ่อนออกเงิน
ทดรองให้ผู้เล่น เกำะกุม ผูกมัด จำจอง เร่งรัดผู้เล่น กฎหมำยพิกัด
ภำษีอำกรเกือบไม่มี เพรำะผลประโยชน์แผ่นดินได้จำกกำรค้ำ
สำเภำมำกพอแล้ว กฎหมำยว่ำด้วยกำรจุกช่องล้อมวง ก็ยังไม่ตรำ
ขึ้น เปิดโอกำสให้รำษฎรได้เฝ้ำตำมรำยทำง
โดยไม่ต้องมีพนักงำนตำรวจแม่นปืนคอยยิงรำษฎร ซึ่งแม้แต่ชำว
ต่ำงประเทศก็ยังชื่นชมในพระรำชอัธยำศัยนี้
ใน ชั้นศำล ก็ไม่โปรดให้อรรถคดีคั่งค้ำง แม้ยำมศึก หำกคู่ควำม
ไม่ได้เข้ำกองทัพหรือประจำรำชกำรต่ำงเมือง ก็โปรดให้
ดำเนินกำรพิจำรณำคดีไปตำมปกติ ทั้งในกำรฟ้องร้อง ยังโปรดให้
โจทย์หำหมอควำมแต่งฟ้องได้เช่นเดียวกับปัจจุบันอีกด้วย วิธี
พิจำรณำคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้แจ่มชัด ในบทละคร
รำมเกียรติ์ตอนท้ำวมำลีวรำชพิพำกษำควำม พระรำชนิพนธ์ใน
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรุงธนบุรี
ด้ำนกำรทหำร ทรงรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่ำ 5 ก๊ก
และปรำบปรำมก๊กต่ำง ๆ ทำสงครำมกับพม่ำ ขยำยพระรำชอำณำ
เขตไปยังหลวงพระบำง เวียงจันทน์ และกัมพูชำ
ด้ำนเศรษฐกิจ เนื่องในสมัยกรุงธนบุรี เป็นระยะเวลำที่สร้ำง
บ้ำนเมืองกันใหม่ กำรค้ำเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและของรำษฎร
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชทรงทำนุบำรุงกำรค้ำขำยทำงเรืออย่ำง
เต็มที่ ทรงแต่งสำเภำหลวงออกไปค้ำขำยทำงด้ำนตะวันออกไปถึง
เมืองจีน ทำงด้ำนตะวันตกเฉียงเหนือถึงอินเดียตอนใต้ ผลประโยชน์
ที่ได้รับจำกกำรค้ำของหลวงช่วยบรรเทำภำระภำษีของรำษฎรไปได้
มำก
สมเด็จ พระเจ้ำตำกสิน ฯ ทรงส่งเสริมกำรนำสินค้ำพื้นเมืองไปขำย
ทำงเรือ ซึ่งอำนวยผลประโยชน์อย่ำงใหญ่หลวงต่องำนสร้ำงชำติ ทำ
ให้รำษฎรมีงำนทำ มีรำยได้ ทั้งยังฝึกให้คนไทยเชี่ยวชำญกำรค้ำขำย
ป้องกันมิให้กำรค้ำตกไปอยู่ในมือต่ำงชำติ
ด้ำนกำรคมนำคม ใน ยำมว่ำงจำกศึกสงครำม จะโปรดให้ตัดถนน
และขุดคลองมำกขึ้น เพื่อประโยชน์ในทำงค้ำขำย ทรงยกเลิก
ควำมคิดแนวเก่ำที่ว่ำหำกถนนหนทำง กำรคมนำคมมีมำกแล้ว จะ
เป็นกำรอำนวยควำมสะดวกให้ข้ำศึกศัตรู และพวกก่อกำรจลำจล
แต่กลับทรงเห็นประโยชน์ในทำงค้ำขำยมำกกว่ำ ดังนั้นในฤดู
หนำวหำกว่ำงจำกศึกสงครำม ก็จะโปรดให้ตัดถนน และขุดคลอง
จะเห็นได้จำกแนวถนนเก่ำ ๆ ในเขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่มำกสำย ส่วน
กำรขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อประโยชน์ทำง
ยุทธศำสตร์ เช่น คลองท่ำขำมจำกนครศรีธรรมรำชไปออกทะเล
เป็นต้น
ด้ำนศิลปกรรม ใน สมัยนี้ แม้สมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรุงธนบุรีจะมี
กำรงำนศึกสงครำมแทบจะมิได้ว่ำงเว้นก็ ตำม แต่ก็ทรงหำโอกำส
ฟื้นฟู และบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง ทำงด้ำนนำฏ
ดุริยำงค์ และวรรณกรรม ด้ำนนำฏดุริยำงค์โปรดให้ฟื้นฟูอย่ำงเต็มที่
เพื่อสร้ำงบรรยำกำศที่รื่นเริงครึกครื้นเหมือนครั้งกรุงเก่ำนับเป็นวิธี
บำรุงขวัญที่ใกล้ตัวรำษฎรที่สุด พระรำชทำนโอกำสให้ประชำชน
ทั่วไป เปิดกำรสอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกำยไม่
ว่ำจะเป็นเครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตำมลักษณะ เรื่อง แม้
สมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสนพระทัยในกิจกำรด้ำนนี้
มิใช่น้อย ด้วยมักจะโปรดให้มีละครและกำรละเล่นอย่ำงมโหฬำรใน
งำนสมโภชอยู่เนือง ๆ
ด้ำนกำรศำสนำ โปรด ให้ปฏิสังขรณ์วัดวำอำรำมต่ำง ๆ ที่รกร้ำง
ปรักหักพังตั้งแต่ครั้งพม่ำเข้ำเผำผลำญทำลำยและกวำดต้อน
ทรัพย์สิน ไปพม่ำ แล้วโปรดให้อำรำธนำพระภิกษุสงฆ์เข้ำจำวัด
ต่ำง ๆ ส่วนพระไตรปิฎกยังเหลือตกค้ำงอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอก
สร้ำงเป็นฉบับหลวง แล้วส่งคืนกลับไปที่เดิม
เรื่องสังฆมณฑล โปรดให้ดำเนินตำมธรรมเนียมกำรปกครอง
คณะสงฆ์ที่มีมำแต่ก่อน โดยแยกเป็นฝ่ำยคันถธุระและฝ่ำย
วิปัสสนำธุระ
ฝ่ำยคันถธุระดำเนินกำรศึกษำพระปริยัติธรรมให้เจริญ ส่งเสริม
กำรสอนภำษำบำลี เพื่อช่วยกำรอ่ำนพระไตรปิฎก
ฝ่ำยวิปัสนำธุระ โปรดให้กวดขันกำรปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นขั้น
ๆ ไปตำมภูมิปฏิบัติ
ด้ำนกำรศึกสงครำม ขณะ ที่พระยำตำกได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ
ฯ ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระยำวชิรปรำกำร สำเร็จรำชกำร
เมืองกำแพงเพชรแทนเจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม แต่ก็ยังมิได้ไป
ครองเมืองกำแพงเพชร เพรำะต้องต่อสู้กับข้ำศึกในกำรป้องกัน
พระนคร
เมื่อพระยำวชิรปรำกำร เล็งเห็นว่ำถึงแม้จะอยู่ช่วยรักษำพระนคร
ต่อไป ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด พม่ำก็ตั้งล้อมพระนคร
กระชั้นเข้ำมำทุกขณะจนถึงคูพระนครแล้ว กรุงศรีอยุธยำคงไม่พ้น
เงื้อมมือพม่ำเป็นแน่แท้ ไพร่ฟ้ำข้ำทหำรในพระนครก็อิดโรยลง
มำก เนื่องจำกขัดสนเสบียงอำหำร ทหำรไม่มีกำลังใจจะสู้รบ
ดังนั้นพระยำวชิรปรำกำร
เสน่หำ ขุนอภัยภักดี และพรรคพวก รวม 500 คน ยกกำลังออกจำก
ค่ำยวัดพิชัย ตีฝ่ำพม่ำไปทำงทิศตะวันออก เวลำค่ำในวันเสำร์ เดือน
ยี่ ขึ้น 4 ค่ำ ปีจอ พ.ศ. 2309 ตรงกับวันที่ 3 มกรำคม พ.ศ. 2309
ทัพ พม่ำได้ส่งทหำรไล่ติดตำมพระยำวชิรปรำกำร และพรรคพวก
มำทันกันในวันรุ่งขึ้นที่ บ้ำนโพธิ์สังหำร พระยำวชิรปรำกำรได้นำ
พลทหำรไทยจีนเข้ำรบกับทหำรพม่ำเป็นสำมำรถจนทหำรพม่ำ
แตกพ่ำยไป และยังได้ยึดเครื่องศำสตรำวุธอีกเป็นจำนวนมำก แล้ว
ออกเดินทำงไปตั้งพักที่บ้ำนพรำนนก เพื่อหำเสบียงอำหำร ระหว่ำง
ที่ทหำรพระยำวชิรปรำกำร หำเสบียงอำหำรอยู่นั้น ได้พบทัพพม่ำ
จำนวนพลขี่ม้ำประมำณ 30 ม้ำ พลเดินเท้ำประมำณ 2,000 คน ยก
ทัพมำจำกบำงคำง แขวงเมืองปรำจีนบุรี เพื่อเข้ำรวมพลเข้ำตีกรุงศรี
อยุธยำในโอกำสต่อไป ทหำรพระยำวชิร
ปรำกำร จึงหนีกลับมำที่บ้ำนพรำนนก โดยมีทหำรพม่ำไล่ติดตำมมำ
อย่ำงกระชั้นชิดและชะล่ำใจ พระยำวชิรปรำกำร จึงให้ทหำรซึ่งเป็น
พลเดินเท้ำแยกออกเป็นปีกกำเข้ำตีโอบพวกพม่ำทั้งสองข้ำง ส่วน
พระยำวชิรปรำกำร กับทหำรอีก 4 คน ก็ขี่ม้ำตรงเข้ำไล่ฟันทหำรม้ำ
พม่ำซึ่งนำทัพมำอย่ำงไม่ทันรู้ตัวก็แตกร่นไป ถึงพลเดินเท้ำ พวก
ทหำรพระยำวชิรปรำกำรได้ทีเข้ำรุกไล่ฆ่ำฟันทหำรพม่ำจนแตกพ่ำย
ไป กำรชนะในครั้งนี้ช่วยสร้ำงขวัญและกำลังใจให้ทหำรพระยำวชิร
ปรำกำร เป็นอย่ำงมำกในโอกำสสู้รบกับพม่ำในโอกำสต่อไป ทหำร
พม่ำเมื่อแตกพ่ำยไปจำกบ้ำนพรำนนกแล้วก็กลับไปรำยงำนนำยทัพ
ที่ตั้งค่ำย ณ ปำกน้ำเจ้ำโล้ เมืองฉะเชิงเทรำ ซึ่งกองทัพพม่ำกอง
สุดท้ำยที่รวบรวมกำลังกันทั้งทัพบกทัพเรือไปรอดัก พระยำวชิร
ปรำกำร
อยู่ ณ ที่นั้น และตำมทัพพระยำวชิรปรำกำร ทันกันที่ชำยทุ่ง พระยำวชิร
ปรำกำร เห็นว่ำจะต่อสู้กับข้ำศึก ซึ่ง ๆ หน้ำไม่ได้ อีกทั้งมีกำลังน้อยกว่ำ
ยำกที่จะเอำชัยชนะแก่พม่ำได้ จึงเลือกเอำชัยภูมิพงแขมเป็นกำบังแทน
แนวค่ำย และแอบตั้งปืนใหญ่น้อยรำยไว้หมำยเฉพำะทำงที่จะล่อพม่ำ
เดินเข้ำมำ แล้วพระยำวชิรปรำกำร ก็นำทหำรประมำณ 100 คนเศษ คอย
รบพม่ำที่ท้องทุ่ง ครั้นเมื่อรบกันสักพักหนึ่งก็แกล้งทำเป็นถอยหนีไป
ทำงช่องพงแขมที่ตั้งปืน ใหญ่เตรียมไว้ ทหำรพม่ำหลงกลอุบำยรุกไล่
ตำมเข้ำไปก็ถูกทหำรไทยระดมยิงและตีกระหนำบเข้ำมำ ทำงด้ำนหน้ำ
ขวำ และซ้ำย จนทหำรพม่ำไม่มีทำงจะต่อสู้ได้ต่อไปทำให้ทหำรพม่ำล้ม
ตำยเป็นจำนวนมำก ที่รอดตำยต่ำงถอยหนีอย่ำงไม่เป็นกระบวนก็ถูก
พระยำวชิรปรำกำร นำทหำรไล่ติดตำมฆ่ำฟันล้มตำยอีก นับตั้งแต่นั้นมำ
ทหำรพม่ำก็ไม่กล้ำจะติดตำมพระยำวชิรปรำกำร อีกต่อไป
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชทรงทำศึกกับพม่ำ ถึง 9 ครั้ง แต่ละครั้ง
แสดงให้เห็นถึงพระปรีชำสำมำรถของพระองค์ทำงด้ำนยุทธศำสตร์
อย่ำงดี เยี่ยม พร้อมด้วยน้ำพระทัยที่เด็ดเดี่ยวฉับไว กำรทำสงครำม
กับพม่ำดังกล่ำว ได้แก่
สงครำมครั้งที่ 1 รบพม่ำที่บำงกุ้ง พ.ศ.2310
สงครำมครั้งที่ 2 พม่ำตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ.2313
สงครำมครั้งที่ 3 ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ.2313 – 2314
สงครำมครั้งที่ 4 พม่ำตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1 พ.ศ.2315
สงครำมครั้งที่ 5 พม่ำตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 พ.ศ.2316
สงครำมครั้งที่ 6 ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 พ.ศ.2317
สงครำมครั้งที่ 7 รบพม่ำที่บำงแก้วเมืองรำชบุรี พ.ศ.2317
สงครำมครั้งที่ 8 อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ.2318
สงครำมครั้งที่ 9 พม่ำตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2319
สำหรับสงครำมรบพม่ำที่บำงแก้วเมืองรำชบุรี พ.ศ. 2317 เป็น
สงครำมที่ทำให้พม่ำครั่นคร้ำม และเข็ดหลำบไม่กล้ำมำรุกรำน
ไทยอีกต่อไป
พระ เจ้ำตำกสินมหำรำช ทรงเป็นผู้สร้ำงวีรกรรมกอบกู้แผ่นดิน
ศำสนำ ฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของปวงชนที่สิ้นหวังให้รวมพลัง
เป็นปึกแผ่น สำมำรถปกป้องรักษำรำชอำณำจักรไทยไว้ ด้วยพระ
มหำกรุณำธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ คณะรัฐมนตรีจึงให้ควำมเห็นชอบ
ตำมคำเรียกร้องของประชำชน ให้ถวำยพระรำชสมัญญำนำมว่ำ “
สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช ” เมื่อวันที่ 27 ตุลำคม พ.ศ. 2524
จบแล้วคร่ำ!!

พันธิวา หารัญดา 5/4

  • 1.
  • 2.
    จัดทำโดย นำงสำว พันธิวำ หำรัญดำชั้นม.5/4 เลขที่ 13 เสนอ อำจำรย์ สฤษศักดิ์ ชิ้นเขมจำรีย์ โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้อยเอ็ด
  • 3.
    พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช พระรำชสมภพ เมื่อวันอำทิตย์ เดือน5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขำล ฉศก จุลศักรำช 1096 ตรงกับวันที่ 17 เมษำยน พ.ศ. 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศ พระมหำกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยำ มีพระนำมเดิมว่ำ สิน พระรำช บิดำเป็นชำวจีนชื่อนำยไหฮอง หรือ หยง แซ่แต้ เป็นนำยอำกร บ่อนเบี้ย มีบรรดำศักดิ์เป็นขุนพัฒน์ พระรำชชนนีชื่อนำงนกเอี้ยง (ภำยหลังได้รับกำรสถำปนำเป็น กรมพระเทพำมำตย์) ตั้ง บ้ำนเรือนอยู่ใกล้กับจวนเจ้ำพระยำจักรีที่สมุหนำยก
  • 4.
    เมื่อยังทรงพระเยำว์เจ้ำพระยำจักรีได้ขอสมเด็จพระเจ้ำตำกสิน มหำรำชไปเลี้ยงเป็น บุตรบุญธรรม และได้ตั้งชื่อพระองค์ท่ำนว่ำ สินพอนำยสินอำยุได้ 9 ขวบ เจ้ำพระยำจักรีก็นำไปฝำกให้เล่ำ เรียนหนังสืออยู่ในสำนักของพระอำจำรย์ทองดี วัดโกษำวำส ครั้น อำยุได้ 13 ปี เจ้ำพระยำจักรีได้นำนำยสินเข้ำถวำยตัวรับรำชกำร เป็นมหำดเล็กในสมเด็จพระเจ้ำ อยู่หัวบรมโกศ ตำมประเพณีของ กำรรับรำชกำรในสมัยนั้น ในระหว่ำงรับรำชกำรเป็นมหำดเล็กนำยสินได้พยำยำมศึกษำหำ ควำมรู้ทำงด้ำนภำษำต่ำง ประเทศหลำยภำษำ มีภำษำจีน ภำษำ ญวน และภำษำแขก จนสำมำรถพูดได้สำมภำษำอย่ำงชำนิชำนำญ
  • 5.
    ครั้นนำยสินอำยุได้ 21 ปีเจ้ำพระยำจักรีได้ประกอบกำรอุปสมบท นำยสินเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ในนำยสินอุปสมบทอยู่ 3 พรรษำ แล้วก็ลำสิกขำบทกลับมำเข้ำรับรำชกำรตำมเดิม เนื่องจำกนำยสิน เป็นผู้ฉลำดรอบรู้ขนบธรรมเนียมรำชกิจต่ำง ๆ โดยมำก จึงได้รับ พระกรุณำโปรดเกล้ำโปรดกระหม่อมให้นำยสินเป็นมหำดเล็ก รำยงำน ด้วยรำชกำรทั้งหลำยในกรมมหำดไทย และกรมวังศำล หลวง สำนัก อำจำรย์ทองดี ณ วัดโกษำวำส ( ปัจจุบันคือวัดเชิงท่ำ )
  • 6.
    พ.ศ. 2301 สมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตสมเด็จ พระเจ้ำอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยรำชสมบัติได้ 3 เดือนเศษ ก็ถวำย สิริรำชสมบัติแก่สมเด็จพระบรมรำชำที่ 3 และได้ทรงพระกรุณำ โปรดเกล้ำ ฯ ให้นำยสินมหำดเล็กรำยงำนเป็นข้ำหลวงเชิญท้อง ตรำพระรำชสีห์ขึ้นไปชำระควำมหัว เมืองฝ่ำยเหนือ ซึ่งนำยสินได้ ปฏิบัติรำชกำรด้วยควำมวิริยะอุตสำหะและมีควำมดีควำมชอบ มำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองตำก ช่วยรำชกำรอยู่กับพระยำตำก ครั้นเมื่อพระยำตำกถึงแก่ กรรมลงก็ทรงโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนหลวงยกกระบัตร เป็นพระยำ ตำก ปกครองเมืองตำกแทน
  • 7.
    พ.ศ. 2308 พระยำตำก(สิน) ได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เข้ำ มำช่วยรำชกำรสงครำมเพื่อป้องกันพม่ำในกรุงศรีอยุธยำ พระยำ ตำก (สิน) มีฝีมือกำรรบป้องกันพระนครอย่ำงเข้มแข็งมีควำมดี ควำมชอบมำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็น พระยำวชิรปรำกำร สำเร็จรำชกำรเมืองกำแพงเพชรแทน เจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2308 พระยำตำก (สิน) ได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เข้ำ มำช่วยรำชกำรสงครำมเพื่อป้องกันพม่ำในกรุงศรีอยุธยำ พระยำ ตำก (สิน) มีฝีมือกำรรบป้องกันพระนครอย่ำงเข้มแข็งมีควำมดี ควำมชอบมำก จึงได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็น พระยำวชิรปรำกำร (สิน) สำเร็จรำชกำรเมืองกำแพงเพชร แทนเจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม
  • 8.
    เจ้ำ ตำกทรงทำพิธีปรำบดำภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี เมื่อ วันพุธเดือนอ้ำย แรม 4 ค่ำ จุลศักรำช 1130 ปีชวด สัมฤทธิศก ตรง กับวันที่ 28 เดือนธันวำคม พ.ศ. 2311 ขณะมีพระชนมำยุได้ 34 พรรษำ ทรงนำมว่ำ สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรม รำชำที่นำมพระองค์ว่ำ สมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระ เจ้ำตำกสินมหำรำช 4 แต่ประชำชนทั่วไปยังนิยมขนำนพระ
  • 9.
    สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช ทรงมีพระรำชโอรสและพระรำช ธิดำกับสมเด็จพระอัครมเหษี กรมหลวงบำทบริจำและกรมบริจำ ภักดีศรีสุดำรักษ์ รวมทั้งพระสนมต่ำง ๆ รวมทั้งสิน 29 พระองค์ สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสำร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ จ.ศ. 1144 ปีขำล ตรงกับวันที่ 6 เมษำยน 2325 พระชนมำยุ 48 พรรษำ รวมสิริรำชสมบัติ 15 ปี
  • 10.
    ด้ำนกำรปกครอง ยังคงใช้ระบบกำรปกครองแบบกรุงศรีอยุธยำ ส่วนด้ำนกฎหมำย เมื่อครั้งกรุงแตกกฎหมำยบ้ำนเมืองกระจัด กระจำยหำยสูญไปมำก จึงโปรดให้ทำกำรสืบเสำะค้นหำมำ รวบรวมไว้ได้ประมำณ 1 ใน 10 และโปรดให้ชำระกฎหมำย เหล่ำนั้น ฉบับใดยังเหมำะแก่กำลสมัยก็โปรดให้คงไว้ และเป็น กำรแก้ไขเพื่อให้รำษฎรได้รับผลประโยชน์มำกขึ้น เช่น โปรดให้ แก้ไขกฎหมำยว่ำด้วยกำรพนัน ให้อำนำจกำรตัดสินลงโทษขึ้นแก่ ศำลแทนนำยตรำสิทธิขำด และยังห้ำมนำยตรำ นำยบ่อนออกเงิน ทดรองให้ผู้เล่น เกำะกุม ผูกมัด จำจอง เร่งรัดผู้เล่น กฎหมำยพิกัด ภำษีอำกรเกือบไม่มี เพรำะผลประโยชน์แผ่นดินได้จำกกำรค้ำ สำเภำมำกพอแล้ว กฎหมำยว่ำด้วยกำรจุกช่องล้อมวง ก็ยังไม่ตรำ ขึ้น เปิดโอกำสให้รำษฎรได้เฝ้ำตำมรำยทำง
  • 11.
    โดยไม่ต้องมีพนักงำนตำรวจแม่นปืนคอยยิงรำษฎร ซึ่งแม้แต่ชำว ต่ำงประเทศก็ยังชื่นชมในพระรำชอัธยำศัยนี้ ใน ชั้นศำลก็ไม่โปรดให้อรรถคดีคั่งค้ำง แม้ยำมศึก หำกคู่ควำม ไม่ได้เข้ำกองทัพหรือประจำรำชกำรต่ำงเมือง ก็โปรดให้ ดำเนินกำรพิจำรณำคดีไปตำมปกติ ทั้งในกำรฟ้องร้อง ยังโปรดให้ โจทย์หำหมอควำมแต่งฟ้องได้เช่นเดียวกับปัจจุบันอีกด้วย วิธี พิจำรณำคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้แจ่มชัด ในบทละคร รำมเกียรติ์ตอนท้ำวมำลีวรำชพิพำกษำควำม พระรำชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรุงธนบุรี ด้ำนกำรทหำร ทรงรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่ำ 5 ก๊ก และปรำบปรำมก๊กต่ำง ๆ ทำสงครำมกับพม่ำ ขยำยพระรำชอำณำ เขตไปยังหลวงพระบำง เวียงจันทน์ และกัมพูชำ
  • 12.
    ด้ำนเศรษฐกิจ เนื่องในสมัยกรุงธนบุรี เป็นระยะเวลำที่สร้ำง บ้ำนเมืองกันใหม่กำรค้ำเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและของรำษฎร สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชทรงทำนุบำรุงกำรค้ำขำยทำงเรืออย่ำง เต็มที่ ทรงแต่งสำเภำหลวงออกไปค้ำขำยทำงด้ำนตะวันออกไปถึง เมืองจีน ทำงด้ำนตะวันตกเฉียงเหนือถึงอินเดียตอนใต้ ผลประโยชน์ ที่ได้รับจำกกำรค้ำของหลวงช่วยบรรเทำภำระภำษีของรำษฎรไปได้ มำก สมเด็จ พระเจ้ำตำกสิน ฯ ทรงส่งเสริมกำรนำสินค้ำพื้นเมืองไปขำย ทำงเรือ ซึ่งอำนวยผลประโยชน์อย่ำงใหญ่หลวงต่องำนสร้ำงชำติ ทำ ให้รำษฎรมีงำนทำ มีรำยได้ ทั้งยังฝึกให้คนไทยเชี่ยวชำญกำรค้ำขำย ป้องกันมิให้กำรค้ำตกไปอยู่ในมือต่ำงชำติ
  • 13.
    ด้ำนกำรคมนำคม ใน ยำมว่ำงจำกศึกสงครำมจะโปรดให้ตัดถนน และขุดคลองมำกขึ้น เพื่อประโยชน์ในทำงค้ำขำย ทรงยกเลิก ควำมคิดแนวเก่ำที่ว่ำหำกถนนหนทำง กำรคมนำคมมีมำกแล้ว จะ เป็นกำรอำนวยควำมสะดวกให้ข้ำศึกศัตรู และพวกก่อกำรจลำจล แต่กลับทรงเห็นประโยชน์ในทำงค้ำขำยมำกกว่ำ ดังนั้นในฤดู หนำวหำกว่ำงจำกศึกสงครำม ก็จะโปรดให้ตัดถนน และขุดคลอง จะเห็นได้จำกแนวถนนเก่ำ ๆ ในเขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่มำกสำย ส่วน กำรขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อประโยชน์ทำง ยุทธศำสตร์ เช่น คลองท่ำขำมจำกนครศรีธรรมรำชไปออกทะเล เป็นต้น
  • 14.
    ด้ำนศิลปกรรม ใน สมัยนี้แม้สมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรุงธนบุรีจะมี กำรงำนศึกสงครำมแทบจะมิได้ว่ำงเว้นก็ ตำม แต่ก็ทรงหำโอกำส ฟื้นฟู และบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง ทำงด้ำนนำฏ ดุริยำงค์ และวรรณกรรม ด้ำนนำฏดุริยำงค์โปรดให้ฟื้นฟูอย่ำงเต็มที่ เพื่อสร้ำงบรรยำกำศที่รื่นเริงครึกครื้นเหมือนครั้งกรุงเก่ำนับเป็นวิธี บำรุงขวัญที่ใกล้ตัวรำษฎรที่สุด พระรำชทำนโอกำสให้ประชำชน ทั่วไป เปิดกำรสอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกำยไม่ ว่ำจะเป็นเครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตำมลักษณะ เรื่อง แม้ สมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสนพระทัยในกิจกำรด้ำนนี้ มิใช่น้อย ด้วยมักจะโปรดให้มีละครและกำรละเล่นอย่ำงมโหฬำรใน งำนสมโภชอยู่เนือง ๆ
  • 15.
    ด้ำนกำรศำสนำ โปรด ให้ปฏิสังขรณ์วัดวำอำรำมต่ำงๆ ที่รกร้ำง ปรักหักพังตั้งแต่ครั้งพม่ำเข้ำเผำผลำญทำลำยและกวำดต้อน ทรัพย์สิน ไปพม่ำ แล้วโปรดให้อำรำธนำพระภิกษุสงฆ์เข้ำจำวัด ต่ำง ๆ ส่วนพระไตรปิฎกยังเหลือตกค้ำงอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอก สร้ำงเป็นฉบับหลวง แล้วส่งคืนกลับไปที่เดิม เรื่องสังฆมณฑล โปรดให้ดำเนินตำมธรรมเนียมกำรปกครอง คณะสงฆ์ที่มีมำแต่ก่อน โดยแยกเป็นฝ่ำยคันถธุระและฝ่ำย วิปัสสนำธุระ ฝ่ำยคันถธุระดำเนินกำรศึกษำพระปริยัติธรรมให้เจริญ ส่งเสริม กำรสอนภำษำบำลี เพื่อช่วยกำรอ่ำนพระไตรปิฎก ฝ่ำยวิปัสนำธุระ โปรดให้กวดขันกำรปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นขั้น ๆ ไปตำมภูมิปฏิบัติ
  • 16.
    ด้ำนกำรศึกสงครำม ขณะ ที่พระยำตำกได้รับพระกรุณำโปรดเกล้ำ ฯให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระยำวชิรปรำกำร สำเร็จรำชกำร เมืองกำแพงเพชรแทนเจ้ำเมืองเดิมที่ถึงแก่กรรม แต่ก็ยังมิได้ไป ครองเมืองกำแพงเพชร เพรำะต้องต่อสู้กับข้ำศึกในกำรป้องกัน พระนคร เมื่อพระยำวชิรปรำกำร เล็งเห็นว่ำถึงแม้จะอยู่ช่วยรักษำพระนคร ต่อไป ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด พม่ำก็ตั้งล้อมพระนคร กระชั้นเข้ำมำทุกขณะจนถึงคูพระนครแล้ว กรุงศรีอยุธยำคงไม่พ้น เงื้อมมือพม่ำเป็นแน่แท้ ไพร่ฟ้ำข้ำทหำรในพระนครก็อิดโรยลง มำก เนื่องจำกขัดสนเสบียงอำหำร ทหำรไม่มีกำลังใจจะสู้รบ ดังนั้นพระยำวชิรปรำกำร
  • 17.
    เสน่หำ ขุนอภัยภักดี และพรรคพวกรวม 500 คน ยกกำลังออกจำก ค่ำยวัดพิชัย ตีฝ่ำพม่ำไปทำงทิศตะวันออก เวลำค่ำในวันเสำร์ เดือน ยี่ ขึ้น 4 ค่ำ ปีจอ พ.ศ. 2309 ตรงกับวันที่ 3 มกรำคม พ.ศ. 2309 ทัพ พม่ำได้ส่งทหำรไล่ติดตำมพระยำวชิรปรำกำร และพรรคพวก มำทันกันในวันรุ่งขึ้นที่ บ้ำนโพธิ์สังหำร พระยำวชิรปรำกำรได้นำ พลทหำรไทยจีนเข้ำรบกับทหำรพม่ำเป็นสำมำรถจนทหำรพม่ำ แตกพ่ำยไป และยังได้ยึดเครื่องศำสตรำวุธอีกเป็นจำนวนมำก แล้ว ออกเดินทำงไปตั้งพักที่บ้ำนพรำนนก เพื่อหำเสบียงอำหำร ระหว่ำง ที่ทหำรพระยำวชิรปรำกำร หำเสบียงอำหำรอยู่นั้น ได้พบทัพพม่ำ จำนวนพลขี่ม้ำประมำณ 30 ม้ำ พลเดินเท้ำประมำณ 2,000 คน ยก ทัพมำจำกบำงคำง แขวงเมืองปรำจีนบุรี เพื่อเข้ำรวมพลเข้ำตีกรุงศรี อยุธยำในโอกำสต่อไป ทหำรพระยำวชิร
  • 18.
    ปรำกำร จึงหนีกลับมำที่บ้ำนพรำนนก โดยมีทหำรพม่ำไล่ติดตำมมำ อย่ำงกระชั้นชิดและชะล่ำใจพระยำวชิรปรำกำร จึงให้ทหำรซึ่งเป็น พลเดินเท้ำแยกออกเป็นปีกกำเข้ำตีโอบพวกพม่ำทั้งสองข้ำง ส่วน พระยำวชิรปรำกำร กับทหำรอีก 4 คน ก็ขี่ม้ำตรงเข้ำไล่ฟันทหำรม้ำ พม่ำซึ่งนำทัพมำอย่ำงไม่ทันรู้ตัวก็แตกร่นไป ถึงพลเดินเท้ำ พวก ทหำรพระยำวชิรปรำกำรได้ทีเข้ำรุกไล่ฆ่ำฟันทหำรพม่ำจนแตกพ่ำย ไป กำรชนะในครั้งนี้ช่วยสร้ำงขวัญและกำลังใจให้ทหำรพระยำวชิร ปรำกำร เป็นอย่ำงมำกในโอกำสสู้รบกับพม่ำในโอกำสต่อไป ทหำร พม่ำเมื่อแตกพ่ำยไปจำกบ้ำนพรำนนกแล้วก็กลับไปรำยงำนนำยทัพ ที่ตั้งค่ำย ณ ปำกน้ำเจ้ำโล้ เมืองฉะเชิงเทรำ ซึ่งกองทัพพม่ำกอง สุดท้ำยที่รวบรวมกำลังกันทั้งทัพบกทัพเรือไปรอดัก พระยำวชิร ปรำกำร
  • 19.
    อยู่ ณ ที่นั้นและตำมทัพพระยำวชิรปรำกำร ทันกันที่ชำยทุ่ง พระยำวชิร ปรำกำร เห็นว่ำจะต่อสู้กับข้ำศึก ซึ่ง ๆ หน้ำไม่ได้ อีกทั้งมีกำลังน้อยกว่ำ ยำกที่จะเอำชัยชนะแก่พม่ำได้ จึงเลือกเอำชัยภูมิพงแขมเป็นกำบังแทน แนวค่ำย และแอบตั้งปืนใหญ่น้อยรำยไว้หมำยเฉพำะทำงที่จะล่อพม่ำ เดินเข้ำมำ แล้วพระยำวชิรปรำกำร ก็นำทหำรประมำณ 100 คนเศษ คอย รบพม่ำที่ท้องทุ่ง ครั้นเมื่อรบกันสักพักหนึ่งก็แกล้งทำเป็นถอยหนีไป ทำงช่องพงแขมที่ตั้งปืน ใหญ่เตรียมไว้ ทหำรพม่ำหลงกลอุบำยรุกไล่ ตำมเข้ำไปก็ถูกทหำรไทยระดมยิงและตีกระหนำบเข้ำมำ ทำงด้ำนหน้ำ ขวำ และซ้ำย จนทหำรพม่ำไม่มีทำงจะต่อสู้ได้ต่อไปทำให้ทหำรพม่ำล้ม ตำยเป็นจำนวนมำก ที่รอดตำยต่ำงถอยหนีอย่ำงไม่เป็นกระบวนก็ถูก พระยำวชิรปรำกำร นำทหำรไล่ติดตำมฆ่ำฟันล้มตำยอีก นับตั้งแต่นั้นมำ ทหำรพม่ำก็ไม่กล้ำจะติดตำมพระยำวชิรปรำกำร อีกต่อไป
  • 20.
    สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชทรงทำศึกกับพม่ำ ถึง 9ครั้ง แต่ละครั้ง แสดงให้เห็นถึงพระปรีชำสำมำรถของพระองค์ทำงด้ำนยุทธศำสตร์ อย่ำงดี เยี่ยม พร้อมด้วยน้ำพระทัยที่เด็ดเดี่ยวฉับไว กำรทำสงครำม กับพม่ำดังกล่ำว ได้แก่ สงครำมครั้งที่ 1 รบพม่ำที่บำงกุ้ง พ.ศ.2310 สงครำมครั้งที่ 2 พม่ำตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ.2313 สงครำมครั้งที่ 3 ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ.2313 – 2314 สงครำมครั้งที่ 4 พม่ำตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1 พ.ศ.2315 สงครำมครั้งที่ 5 พม่ำตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 พ.ศ.2316
  • 21.
    สงครำมครั้งที่ 6 ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่2 พ.ศ.2317 สงครำมครั้งที่ 7 รบพม่ำที่บำงแก้วเมืองรำชบุรี พ.ศ.2317 สงครำมครั้งที่ 8 อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ.2318 สงครำมครั้งที่ 9 พม่ำตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2319 สำหรับสงครำมรบพม่ำที่บำงแก้วเมืองรำชบุรี พ.ศ. 2317 เป็น สงครำมที่ทำให้พม่ำครั่นคร้ำม และเข็ดหลำบไม่กล้ำมำรุกรำน ไทยอีกต่อไป
  • 22.
    พระ เจ้ำตำกสินมหำรำช ทรงเป็นผู้สร้ำงวีรกรรมกอบกู้แผ่นดิน ศำสนำฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของปวงชนที่สิ้นหวังให้รวมพลัง เป็นปึกแผ่น สำมำรถปกป้องรักษำรำชอำณำจักรไทยไว้ ด้วยพระ มหำกรุณำธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ คณะรัฐมนตรีจึงให้ควำมเห็นชอบ ตำมคำเรียกร้องของประชำชน ให้ถวำยพระรำชสมัญญำนำมว่ำ “ สมเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำช ” เมื่อวันที่ 27 ตุลำคม พ.ศ. 2524
  • 23.