คำ�นำ�
	
	 หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข
มีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักศึกษามีอุดมการณ์ ความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติ
ที่จำ�เป็นต่อการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนการป้องกันแก้ไข
และเยียวยาความแย้งด้วยสันติวิธี สร้างให้มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทต่างๆ
ของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล กลุ่มคน องค์กร/
หน่วยงาน และสังคมโดยรวม การศึกษานอกจากในชั้นเรียนแล้ว มีการลงพื้นที่
ทุกภาคเพื่อรับรู้ความเป็นไปของสังคม ชุมชน ทุกๆ ปีรวบรวมแล้วแต่ละรุ่น
จะลงพื้นที่ประมาณ ๕๐ จุด
	 เมื่อลงพื้นที่แล้วจะนำ�ผลงานมานำ�เสนอต่อสาธารณะสำ�หรับในหลักสูตร
ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ นี้ได้ศึกษารูปแบบ
การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  โดยจัดทำ�เป็นรูปแบบ “ตัวแบบแห่งสันติสุข” และ
นำ�เสนอในมุมมอง“สันติสุขเริ่มที่วิถีชุมชน”เป็นการศึกษารูปแบบของประเทศ
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  สาธารณรัฐตุรกีและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
และได้ลงพื้นที่ในประเทศเช่นชุมชนกะดีจีน ฝั่งธนบุรี ชุมชนคลองตะเคียน
จังหวัดอยุธยาและชุมชนเทศบาลตำ�บลกำ�แพง อำ�เภอละงู จังหวัดสตูล รวมทั้ง
การศึกษาในห้องเรียนอีกด้วย
	 ผลงานที่ปรากฏให้ท่านเห็นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความร่วมมือร่วมใจ
ของนักศึกษาในรุ่นที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสันติสุข ขอชื่นชม
ในความมุ่งมั่นของนักศึกษาทุกๆ ท่าน
                                              พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ
                                   ผู้อำ�นวยการสำ�นักสันติวิธีและธรรมาภิบาล/
                                  ผู้อำ�นวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข
                                                 สถาบันพระปกเกล้า
สารบัญ
	
	 	 	 หน้า
สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน	 ๗
ชุมชนกะดีจีน...แตกต่างอย่างสันติและงดงาม	 ๑๓
ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ	 ๒๑
บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก	 ๒๕
ตุรกี ความแตกต่างคือความสวยงาม	 ๓๓
อิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง	 ๔๕
สันติภาพบนความแตกต่าง ปัจจัยแห่งข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔	 ๕๙
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง	 ๖๗
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ8 •
สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน
	
	 หากใครไม่เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการหันหน้ามาพูดคุย
กัน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของสันติวิธี สามารถใช้ในการคลี่คลายปัญหาและ
ยุติความขัดแย้งได้อย่างเป็นรูปธรรม ความเป็นไปที่เกิดขึ้น ณ ชุมชนคลอง
ตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นความจริง
ในเรื่องดังกล่าว
	 ต�ำบลคลองตะเคียนเป็นต�ำบลเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น
ราชธานี ในสมัยนั้นคลองตะเคียนถูกเรียกว่า “คลองขุนละครไชย”  เป็นชุมชน
ที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง มาจากต่างประเทศ เช่น อาหรับ
อินเดีย เปอร์เซีย มลายูและจาม  อีกกลุ่มเป็นชาวสยามซึ่งเป็นคนพื้นเพเดิม
ที่นับถือศาสนาอิสลาม
	 สถานที่ตั้งของต�ำบลคลองตะเคียนมีล�ำคลองใหญ่และเคยมีต้นตะเคียน
ขนาดใหญ่อยู่ด้วยจากข้อมูลในประวัติศาสตร์เล่ากันว่า บริเวณปากคลองด้าน
ทิศตะวันออกเคยมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่สูงตระหง่านเป็นเสมือนแลนด์มาร์ค
ในสมัยโบราณคลองนี้ใช้เป็นเส้นทางล่องซุงท�ำไม้ จึงได้เรียกชื่อต�ำบลตาม
ล�ำคลองว่า  “ต�ำบลคลองตะเคียน”
	 ปัจจุบันต�ำบลคลองตะเคียนมีพื้นที่ทั้งหมดจ�ำนวน๔,๔๘๗ไร่เป็นพื้นที่
ท�ำการเกษตรจ�ำนวน ๒,๖๔๙ ไร่ ทิศเหนือติดกับ ต�ำบลส�ำเภาล่ม  ทิศใต้ติดกับ
อ�ำเภอบ้านรุน ทิศตะวันออก ติดกับ ต�ำบลเกาะเรียน และทิศตะวันตก ติดกับ
ต�ำบลปากกราน สภาพพื้นที่ทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น�้ำเจ้าพระยาและล�ำคลอง
“คลองตะเคียน” ไหลผ่าน
	 การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังคลองตะเคียนกระท�ำได้สอง
หนทางคือ ทางรถยนต์ โดยใช้ถนนสายเอเชียมุ่งสู่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาใช้
เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที หากต้องการบรรยากาศในสมัยก่อนแนะน�ำ
ให้ล่องเรือขึ้นไป ตามแม่น�้ำเจ้าพระยา หากตั้งต้นที่ท่าน�้ำศิริราชจะใช้เวลา
ประมาณ ๒ ชั่วโมง
	 ราษฎรของต�ำบลคลองตะเคียนตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมแม่น�้ำและ
ล�ำคลอง จ�ำนวน ๑๓ หมู่บ้าน จ�ำนวนประชากร ๔,๙๔๘ คน รวม ๘๑๔ หลังคา
เรือนตามทะเบียนบ้าน  แต่เป็นที่รู้กันว่าต�ำบลนี้มีครัวเรือนที่แท้จริงกว่า๑,๒๐๐
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 9
ครัวเรือนมีสถานที่ส�ำคัญทางศาสนาพุทธคริสต์และอิสลามตั้งในชุมชนเดียวกัน
เมื่อถึงห้วงเวลาส�ำคัญของแต่ละศาสนา เราจะได้เห็นประเพณีต่างๆ เช่น
การถือศีลอดในช่วงรอมฎอน การแห่เทียนพรรษา วันขอบคุณพระเจ้า เป็นต้น
	 ชาวคลองตะเคียนโดยทั่วไปด�ำรงชีวิตเรียบง่าย  ท�ำอาชีพประมงน�้ำจืด  
ท�ำแห ท�ำอวน ทอผ้า ท�ำสุ่มไก่และโรตีอันเลื่องชื่อ ชาวชุมชนคลองตะเคียน
จัดเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์และมีความโดดเด่นของตนเองนั่นคืออยู่ร่วมกันอย่าง
สันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
	 แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีความขัดแย้ง
	 เพราะในความเป็นจริง สังคมมนุษย์ทุกแห่งล้วนแล้วแต่หลีกไม่พ้น
ความขัดแย้งไม่เว้นแม้แต่สังคมเล็กๆ  อย่างในครอบครัวของเราเองในห้องเรียน
หรือในที่ท�ำงาน ไปจนกระทั่งถึงสังคมใหญ่ระดับชาติที่มีความขัดแย้งระหว่าง
เจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน
	 ชุมชนคลองตะเคียนก็เช่นกัน
  	 ตัวอย่างเรื่องราวความขัดแย้งของชาวคลองตะเคียนและวิธีการแก้ไขของ
พวกเขา มีความน่าสนใจและน่าเรียนรู้
	 เรื่องแรกเป็นกรณีเกี่ยวกับการรุกล�้ำเขตที่ดิน ระหว่างชาวชุมชน ๒ คน
คือ นางอามีนะห์ อายุ ๕๐ ปี กับนางล�ำละ อายุ  ๔๑ ปี   เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ
วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐  ทั้งสองมีที่ดินติดกันโดยต่างก็มีหนังสือราชการเป็น
โฉนดที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน
	 นางล�ำละต้องการสร้างบ้านพักในบริเวณที่ดินดังกล่าว ท�ำให้เกิดกรณี
ขัดแย้งกับนางอามีนะห์  เนื่องจากนางอามีนะห์เห็นว่าก�ำลังสร้างบ้านรุกล�้ำเขต
ที่ดินของตนจึงเกิดการโต้แย้งในเรื่องเส้นแบ่งเขตที่ดินซึ่งทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าตนเอง
เป็นฝ่ายถูก
	 ในที่สุดกรณีขัดแย้งนี้ถูกน�ำเข้าสู่กระบวนการจัดการความขัดแย้งของ
ชุมชนโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการคลี่คลายในเบื้องต้น
และหากไม่สามารถคลี่คลายได้ต้องน�ำเรื่องไปสู่การจัดการของอิหม่าม
	 นายสมชายซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เรียกคู่กรณีทั้งสองมาคุยกันในเบื้องต้น  
จึงทราบว่า ทั้งสองระบุเขตที่ดินไม่ตรงกัน ในครั้งแรกแต่ละคนพยายามดึงดัน
ว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก นายสมชายจึงตัดสินว่า ให้น�ำเขตที่ดินของทั้งสองคน
มาแบ่งครึ่งแล้วสอบถามความเห็นของทั้งสองฝ่าย
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ10 •
	 นอกจากนี้นายสมชายยังตอกย�้ำเรื่องหลักการของศาสนาว่าด้วยการ
ละเมิดสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะการบุกรุกที่ดินของผู้อื่นนั้น โทษที่ผู้บุกรุก
จะได้รับในโลกหน้าตามความเชื่อของชาวมุสลิมนั้น ผู้บุกรุกจะต้องน�ำที่ดินที่ได้
บุกรุกจ�ำนวน ๗ ชั้นแบกไปให้ให้เจ้าของที่ดินและจะได้รับการทรมานอย่างเจ็บ
ปวดในไฟนรกอีกด้วย
	 การชี้น�ำของผู้ใหญ่บ้านได้ผล เพราะนางล�ำละและนางอามีนะห์พอใจ
และยอมรับในการตัดสินในครั้งนี้ ปัจจุบันทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีปัญหา
	 ตัวอย่างที่สอง เป็นเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับตลาดนัด กล่าวคือ
มัสยิดกุฎีช่อฟ้าได้จัดให้มีตลาดนัดทุกเช้าวันจันทร์และเย็นวันศุกร์ โดยบริเวณ
ที่ร้านค้ามาวางขายสินค้าอยู่ด้านข้างถนนข้างมัสยิด
	 ต่อมาผู้ใช้รถในการสัญจรไปมาได้รับความเดือนร้อน จึงร้องเรียนไปยัง
กรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ว่าแม่ค้าวางสินค้ากีดขวางการจราจรและ
อาจเกิดอุบัติเหตุได้ หัวหน้ากรมชลประทานจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการมัสยิด
ช่วยแก้ไขเรื่องนี้
	 เมื่อคณะกรรมการมัสยิดรับทราบเรื่องร้องเรียนจึงได้จัดให้มีการประชุม
เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว โดยใช้หลักการ “มูชาวาเราะฮ.”
ซึ่งเป็นการหาทางออกร่วมกันของคนในชุมชนโดยมีเป้าหมายเพื่อความสงบ
สุขร่วมกันโดยทางร้านค้าแต่งตั้งตัวแทนเป็นผู้เจรจา  คือนางฟาติมะห์กับคณะ
กรรมการมัสยิด ในที่สุดได้ข้อสรุปส�ำคัญ ๒ ข้อ ได้แก่
	 ๑. ให้ร้านค้าจัดการย้ายไปขายในพื้นที่วากัฟของมัสยิด ซึ่งอยู่บริเวณ
ข้างวัดโคก ซึ่งจะท�ำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาไม่เดือนร้อนและไม่เกิดอุบัติเหตุ
ทั้งสร้างความเป็นระเบียบชุมชน  
	 ๒. บริเวณร้านค้าเดิมที่เป็นจุดข้อพิพาทได้จัดให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม
ของมัสยิดเพิ่ม ส่วนที่เหลือจัดสรรเป็นที่ออกก�ำลังกายและนันทนาการต่างๆ
ให้กับประชาชน
	 ข้อสรุปดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ท�ำให้ปัญหาเรื่องตลาดนัด
คลี่คลาย ชาวชุมชนใช้ชีวิตต่อไปได้ตามปกติสุข
	 จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า
การที่คู่ขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งจนส�ำเร็จลุล่วง มิได้เป็นผลมาจาก
การเจรจากันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 11
	 หากแต่ “วิถีชุมชน” ซึ่งเป็นพื้นฐานในการด�ำรงชีวิตของผู้คน นับเป็น
ปัจจัยแรกเริ่มและองค์ประกอบส�ำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้การเจรจาด�ำเนินไปได้
ด้วยดี และประสบความส�ำเร็จในท้ายที่สุด
	 วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท�ำให้พวกเขา
ไม่มีความทะเยอทะยานแบบสุดโต่งเมื่อไม่สุดโต่งการประนีประนอมปรองดอง
แบบ“พบกันครึ่งทาง”หรือเกลี่ยในสิ่งที่พึงมีพึงได้ในลักษณะประสานประโยชน์
ร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
	 วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยึดมั่นในค�ำสอนตามศาสนาที่มุ่งให้
ทุกคนกระท�ำความดีอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียน เช่น ค�ำสอนในศาสนาพุทธ
ที่ว่า“สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น”หรือ
หลักการ “มูชาวาเราะฮ.” ในศาสนาอิสลามที่มุ่งความสงบสุขร่วมกัน “มนุษย์
ทุกคนเป็นบุตรของพระเยซู” ตามศาสนาคริสต์ท�ำให้พวกเขารู้จักใช้ “สติ”
ในการมองปัญหามากกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง
	 ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ความรุนแรงจึงไม่เกิดขึ้นและต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ามีแต่
พวกเราไม่มี “พวกเขา” จึงยินยอมที่จะผ่อนปรนให้แก่กันมากกว่าที่จะ
มุ่งเอาชนะคะคานกัน เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว
	 วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยอมรับในวัฒนธรรมประเพณี
ที่แตกต่างกันของคนในชุมชนต่างศาสนาภายใต้ความเชื่อมั่นและให้ความเคารพ
ในตัวผู้น�ำชุมชนท�ำให้บทบาทของผู้น�ำชุมชนมีน�้ำหนักอย่างมากในการโน้มน้าว
ให้ทุกคนยอมรับค�ำแนะน�ำและข้อเสนอต่างๆจนน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ในท้ายที่สุด
	 ทั้งหมดนี้คือการชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ “วิถีชุมชน” ในฐานะ
ยาสามัญประจ�ำท้องถิ่น ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความรุนแรง ไม่ให้เกิดขึ้นและ
ใช้เป็นยาแก้โรคขัดแย้งของผู้คนในท้องถิ่นที่มีชื่อว่า “คลองตะเคียน” ท�ำให้
ชุมชนแห่งนี้ด�ำรงไว้ซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน
ชุมชนกะดีจีน...
แตกต่างอย่างสันติและงดงาม
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ14 •
ชุมชนกะดีจีน... แตกต่างอย่างสันติและงดงาม
	 คนส่วนใหญ่มักมีความคิดพื้นฐานว่าความแตกต่างของวิถีชีวิต ศาสนา
ความเชื่อรวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีมักเป็นสาเหตุเบื้องต้นที่ท�ำให้เกิดความขัด
แย้งและบานปลายไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
	 แต่หากได้เข้าไปสัมผัสกับชุมชนที่มีชื่อว่า “กะดีจีน” ความคิดนั้นก็คง
จะแปรเปลี่ยนไปสู่ความอัศจรรย์ใจเมื่อพบว่า แท้ที่จริงแล้ว “ความแตกต่าง”
ไม่ใช่ตัวปัญหาของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและชุมชนกะดีจีนคือตัวอย่างและ
บทพิสูจน์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
	 เราจะไปสัมผัสที่นั่นด้วยกัน
	 ชุมชนกะดีจีนตั้งอยู่บนฝั่งธนบุรีริมแม่น�้ำเจ้าพระยาไม่ไกลจาก
วัดอรุณราชวรารามและพระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการ
กองทัพเรือ ชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ ๓๐ ไร่ผู้คนในชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกัน
ประมาณ ๒๕ ๐หลังคาเรือน
	 แต่สิ่งที่ท�ำให้ชุมชนแห่งนี้โดดเด่นเหนือกว่าชุมชนใดก็คือ ผู้คนในชุมชน
มีถึง ๓ ศาสนา ๔ ความเชื่อ ประกอบด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนา
คริสต์ บนความเชื่อแบบไทย จีน ฝรั่ง และอิสลาม
	 เมื่อเข้าสู่พื้นที่ของชุมชนกะดีจีน เราจึงได้เห็นโบสถ์ซางตาครู้สของชาว
คริสต์ยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากมัสยิดของชาวมุสลิมบริเวณคลองบางหลวง
ที่รู้จักกันในนาม “มัสยิดกุฎีขาว” ขณะที่บริเวณใกล้กับวัดกัลยาณมิตรของ
ชาวพุทธเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเกียนอันเกงซึ่งเป็นที่เคารพของชาวไทยเชื้อสาย
จีน
	 เพื่อให้หายสงสัยว่าท�ำไมคนต่างเชื้อสายต่างศาสนาจึงมาอยู่รวมกันได้
ในชุมชนที่มีอายุกว่า๒๐๐ปีขออนุญาตเล่าถึงประวัติศาสตร์ให้ทราบโดยสังเขป
ดังนี้
	 กะดีจีนเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ก�ำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อพระองค์มีชัยในศึก
กู้ชาติหลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่สอง
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 15
	 ระหว่างที่กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงกะดีจีนเป็นถิ่นที่อาศัยของผู้คน
๓ เชื้อสาย คือ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวคริสต์และชาวอิสลาม หรือพูดง่ายๆ
ก็คือ เป็นที่อยู่ของไทย จีน ฝรั่ง และมุสลิม
	 คนเหล่านี้เข้ามายังกะดีจีนนได้อย่างไรและท�ำไมที่นี่จึงถูกเรียกว่า
“กะดีจีน” ผู้เขียนขอเริ่มที่ความเป็นมาของจีนก่อนเป็นล�ำดับแรก
	 เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นชาวไทย
เชื้อสายจีน ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสถาปนาเมืองหลวงใหม่ที่ธนบุรีจึงมี
ชาวจีนจ�ำนวนหนึ่งติดตามมาด้วย
	 ชาวจีนกลุ่มนี้จึงได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณปากคลองบางหลวงหรือ
คลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบันให้เป็นที่อยู่อาศัย
	 เช่นเดียวกับชาวคริสต์จากกรุงศรีอยุธยาที่ได้อพยพตามสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชมายังกรุงธนบุรีและได้รับพระราชทานที่ดินในบริเวณ
เดียวกันให้เป็นที่อยู่อาศัย
	 ซึ่งตามประวัติกล่าวไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราชทาน
ที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมด้วยเงินจ�ำนวน ๒๐ กษาปณ์ให้บาทหลวงยาโกเบ กอร์
ผู้น�ำของชาวคริสต์และชาวโปรตุเกสในขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ.
๒๓๑๒ แล้ว บาทหลวงก็เป็นผู้สร้างบ้านเรือนเป็นชุมชนชาวคริสต์ในย่าน
กะดีจีนเรียกว่า “ค่ายซางตาครู้ส” และสร้างโบสถ์เล็กๆ ขึ้นหลังหนึ่งเมื่อวันที่
๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๑๓ ตั้งชื่อให้ว่า “โบสถ์ซางตา ครู้ส” ทั้งนี้ค�ำว่า Santa
Cruz เป็นภาษาโปรตุเกส ซึ่งตรงกับภาษาละตินว่า Sanctus Crux แปลว่า
“กางเขนศักดิ์สิทธิ์”  
	 ส่วนชาวมุสลิมในพื้นที่นี้ก็อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงเช่นกัน
โดยมาปักหลักสร้างแพอยู่บริเวณสองฝั่งคลองบางกอกใหญ่
	 และจากค�ำบอกเล่าบริเวณแห่งนี้เคยมีมัสยิดที่ก่อสร้างด้วยไม้ชื่อว่า
“กุฎีแดง” มาก่อน และพบสระน�้ำละหมาดขนาดเล็ก กว้างยาวด้านละ ๓ วา
จึงสันนิษฐานกันว่าในช่วงเวลานั้นมุสลิมกลุ่มนี้ได้สร้างกุฎีแดงขึ้นเพื่อประกอบ
ศาสนกิจบนฝั่งคลองนั่นเองและยังปรากฏด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ได้พระราชทานยศให้กับข้าราชการชาวมุสลิมที่ร่วมกู้ชาติด้วยโดยหัวหน้ามุสลิม
ได้เป็น “เจ้าพระยาจักรี” และแม่ทัพเรือมุสลิมเป็น “พระยาราชวังสัน”
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ16 •
	 นี่คือที่มาของบรรพชนไทย จีน ฝรั่ง และอิสลาม แห่งชุมชนที่มีชื่อว่า
“กะดีจีน”
	 ส่วนที่มาของชื่อกะดีจีนสืบเนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า
จีน ๒ หลัง คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอู และศาลเจ้าพ่อโจวซือกง ต่อมาศาลทั้ง ๒ หลัง
ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่
บนพื้นที่เดิมและเปลี่ยนองค์ประธานเป็น“เจ้าแม่กวนอิม”พร้อมทั้งตั้งชื่อใหม่
ว่า “ศาลเจ้าเกียงอันเกง” ซึ่งมีความหมายว่าวังที่ให้ความสงบสุขแก่แผ่นดิน
	 ศาลแห่งนี้มีลักษณะตามสถาปัตยกรรมแบบจีนและเคยมีพระสงฆ์จาก
จีนมาจ�ำพรรษา จึงถูกเรียกขานจากชาวบ้านว่า “กุฏิจีน” อันหมายถึงกุฏิที่มี
พระจีนอาศัยอยู่
	 ต่อมาชื่อ “กุฏิจีน” จึงค่อยเพี้ยนไปกลายเป็น “กุฎีจีน หรือ กะดีจีน”
แต่ความหมายยังคงเหมือนเดิม เพราะค�ำว่า กุฏิหรือกุฎีล้วนแปลว่าที่อยู่ของ
นักบวชทั้งสิ้น
	 และนี่ก็คือ “กะดีจีน” ในปัจจุบันซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
หลอมรวมกันอยู่ได้อย่างสงบสุขและงดงามด้วยศาสนาสถานส�ำคัญ อาทิ
	 โบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งถือเป็นวัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกของ
ฝั่งธน
	 โดยโบสถ์ซางตาครู้สหลังแรกนั้นสร้างด้วยไม้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช เสด็จมาเห็นว่าโบสถ์ทรุดโทรมมากจึงมีรับสั่งให้ซ่อมแซมบูรณะ
ตราบจนมีอายุ ๖๕ ปี
	 จากนั้นในปี พ.ศ.๒๓๗๘ โบสถ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง โดย
บาทหลวงบัลเลอกัวมีรูปทรงคล้ายศาลเจ้าจีนซึ่งโบสถ์หลังที่สองนี้มีอายุถึง๗๘
ปี แต่ในห้วงเวลาดังกล่าวก็ได้เกิดเหตุการณ์ส�ำคัญขึ้นหลายครั้ง ทั้งภัยน�้ำท่วม
และไฟไหม้
	 กระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๕๖ โบสถ์หลังที่สามก็ถูกสร้างขึ้นโดยบาทหลวง
กูเลียล โมกิ๊น คาครูส และด�ำรงอยู่สืบมาจนปัจจุบัน ซึ่งตัวโบสถ์มีความใหญ่โต
สวยงาม มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสิก ผสมกับเธอเนสซองส์
มีจุดเด่นอยู่ที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม เช่นเดียวกันกับพระที่นั่ง
อนันตสมาคม ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่งดงาม
กระจกบนโดมเป็นกระจกสีเขียนเป็นภาพเหตุการณ์ส�ำคัญในคริสต์ศาสนา
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 17
	 ทั้งนี้ศิลปะแบบนีโอคลาสิกเป็นการเลียนแบบงานของกรีกและโรมัน
ทั้งโดยตรงและน�ำมาประยุกต์ผลงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรมมักแสดง
ลักษณะของรูปคนได้ถูกต้องชัดเจนตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และท่าทางการ
แสดงออกตามแบบอย่างศิลปะกรีก
	 ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยพุทธในชุมชนนี้คือวัดกัลยาณมิตรซึ่งสร้าง
ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยภายในวัดมีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ส�ำคัญ
อยู่มากมาย อาทิ
	 พระอุโบสถพระพุทธรูปหล่อปางปาลิไลยก์พระวิหารหลวง(วิหารหลวง
พ่อโตหรือช�ำปอกง)พระวิหารน้อยหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติเจดีย์
บรรจุอัฐิเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (บุตรเจ้าพระยานิกรบดินทร์) เจดีย์เหลี่ยม
หอระฆัง ศาลาการเปรียญ ศาลาเก๋งจีน และศาลาตรีมุข
	 ทั้งยังมีหมู่กุฏิสงฆ์ และอาคารส�ำนักงาน ซึ่งมีทั้งแบบเก่าและใหม่
บางหลังเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ มีลักษณะ
ทางศิลปกรรมที่งดงามยิ่งนัก
	 ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยมุสลิมในชุมชนนี้คือ มัสยิดบางหลวง
ซึ่งก่อสร้างในลักษณะผสมผสานกับศาสนาพุทธได้อย่างลงตัวที่สุด
	 ทั้งนี้มัสยิดบางหลวงนับว่าเป็นมัสยิดแห่งเดียวในโลกที่เป็นทรงไทย
ทั้งหลังโดยไม่ได้ก่อสร้างตามพิมพ์นิยมทั่วไปที่มีหลังคารูปโดมและมีสัญลักษณ์
ดาวกับเดือนเสี้ยวประดับอยู่ ซึ่งอิหม่ามประจ�ำมัสยิดบางหลวงบอกว่า
	 มัสยิดไม่จ�ำเป็นต้องเป็นรูปโดม อาคารสถานที่ทุกอย่างไม่ได้มีกฎเกณฑ์
ว่าต้องสร้างอย่างไร แต่แก่นแท้ที่ส�ำคัญจริงๆ นั่นคือ ชาวมุสลิมยึดมั่นใน
พระอัลเลาะห์องค์เดียว โดยมัสยิดบางหลวงได้ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
บันไดทางขึ้นทั้งสองข้างมีลวดลายศิลปะไทย พลสิงห์และบังขึ้นพื้นหน้ามุข
ปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์
	 ขณะที่หน้าบันมีลักษณะของศิลปะ ๓ ชาติ คือ กรอบหน้าบัน (ศิลปะ
ไทย) เป็นเครื่องล�ำยองประดับห้ามลายไว้บนยอด ใบหน้าบัน (ศิลปะฝรั่ง) เป็น
ปูนปั้นลายก้านแย่งใบฝรั่งเทศดอกไม้เป็นดอกเมาดาล(ศิลปะจีน)ซึ่งลายศิลปะ
๓ ชาตินี้ ได้น�ำมาประดับที่กรอบประตูและหน้าต่างทุกบานของมัสยิด ส่วนตัว
อาคารที่เป็นปูนทาสีขาวล้วนจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อมัสยิดนี้อีกอย่างหนึ่ง
ว่า “กุฎีขาว”
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ18 •
	 ส่วนที่เป็นไม้ทาสีเขียว แม้ว่าตัวอาคารจะสร้างเป็นทรงไทย แต่ผู้สร้าง
ก็ได้สอดแทรกหลักการทางศาสนาอิสลามเอาไว้ด้วย คือ มีเสาค�้ำยันชายพาไล
จ�ำนวน๓๐ต้นเท่ากับบทบัญญัติในคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งมี๓๐บทห้องละหมาด
มี ๑๒ หน้าต่าง ๑ ประตู รวมเป็น ๑๓ ช่อง เท่ากับกฎละหมาด ๑๓ ข้อ และ
แบ่งพื้นที่แยกไว้ส�ำหรับหญิงและชาย เนื่องจากห้ามละหมาดด้วยกัน
	 มัสยิดบางหลวงหรือกุฎีขาวจึงมีการผสมผสานระหว่างศิลปะทั้งของชาว
มุสลิมไทยจีนและฝรั่งหากแต่ผลงานที่ปรากฏกลับกลมกลืนและมีความงดงาม
อย่างน่าอัศจรรย์
	 จากทั้งหมดที่เล่ามาคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า ชุมชนกะดีจีนแห่งนี้เป็นที่
หลอมรวมของผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางค�ำถาม
จากคนที่ไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขาว่า “ชุมชนกะดีจีนอยู่กันได้อย่างไร
ท�ำไมจึงไม่มีข้อขัดแย้ง”
	 ค�ำตอบที่อยากเฉลยให้ทราบก็คือที่เขาอยู่กันได้ก็เพราะผู้คนในชุมชนนี้
ยอมรับซึ่งความแตกต่างของกันและกันทั้งในแง่วัฒนธรรมประเพณีและ
ความเชื่อตามหลักศาสนา
	 พวกเขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อและพิธีกรรมในศาสนาอื่น
ไม่ลบหลู่ดูแคลนด้วยยึดมั่นว่าทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนดีและ
ประพฤติดีต่อผู้อื่น
	 นอกจากนี้เมื่อมีกิจกรรมใดซึ่งแม้จะต่างศาสนาแต่พวกเขาจะช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน เราจึงได้เห็นมุสลิมน�ำข้าวหมกไก่มาช่วยงานบุญของไทยพุทธ หรือ
ได้เห็นไทยพุทธท�ำขนมมอบให้มุสลิมในงานฉลองสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดได้เห็น
ไทยพุทธร่วมไหว้เจ้ากับชาวจีนในเทศกาลสารทจีนได้เห็นผู้คนทุกเชื้อชาติเข้า
โบสถ์ร่วมกิจกรรมที่วัดซางตาครู้สจัดขึ้น เป็นต้น
	 แต่หัวใจส�ำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันของพวกเขาก็คือ การสืบเชื้อสาย
มาจากบรรพชนเดียวกัน นั่นคือบรรพชนกะดีจีน ซึ่งมีทั้งไทย จีน อิสลาม ฝรั่ง
มีรากเหง้ามาตั้งแต่ครั้งตั้งกรุงธนบุรีใหม่ๆ
	 คนในชุมชนนี้จึงแทบจะรู้จักกันหมดว่าบ้านไหนตระกูลไหนมีประวัติ
อย่างไร และพวกเขาพยายามที่จะด�ำรงความสัมพันธ์และมิตรไมตรีเช่นนี้ไว้ให้
นานที่สุด แม้ว่าสภาพสังคมในปัจจุบันจะแปรเปลี่ยนไปก็ตาม
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 19
	 ชุมชนกะดีจีนจึงน่าจะเป็น “ต้นแบบ” ที่ท�ำให้คนไทยในชุมชนใหญ่คือ
“ชุมชนประเทศไทย” ได้ประจักษ์ว่า
	 “ความแตกต่าง” โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาและความเชื่อทางการ
เมือง ไม่ใช่สิ่งที่จะท�ำให้พวกเราต้องแตกแยกกัน
	 หากแต่ความแตกต่างอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นความงดงามได้
	 เช่นเดียวกับที่สิ่งที่งดงามบนความแตกต่างของชุมชนกะดีจีนซึ่งเป็น
ที่ประจักษ์ต่อทุกคนตราบจนทุกวันนี้
ชุมชนละงู...
ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ22 •
ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ
	 ไกลออกไปในดินแดนด้ามขวาน ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นจาก
ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่มีความเชื่อฝังใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์
และศาสนา ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งผู้คนที่มีความแตกต่างกันในเรื่องเชื้อชาติและ
ศาสนา สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบและสันติ
	 พื้นที่นั้นก็คือ ชุมชนละงู จังหวัดสตูล
	 อาจกล่าวได้ว่า “ละงู” คือความเหมือนและภาพพิมพ์เดียวกับชุมชน
กะดีจีนและชุมชนคลองตะเคียนซึ่งคนต่างศาสนาทั้งไทยพุทธมุสลิมและคริสต์
อยู่ร่วมกันโดยไม่มีข้อขัดแย้ง
	 ต�ำบลละงูตั้งเป็นต�ำบลตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด มีเพียง
ชื่อต�ำบลที่เล่าสืบต่อกันมา ค�ำว่า “ละงู” มาจากภาษามลายูโบราณ โดยเพี้ยน
มาจากค�ำว่า “ลากู” แปลว่า ซื้อง่ายขายคล่อง แสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมือง
รุ่งเรืองมาก่อน
	 บ้างก็ว่าที่มาของละงูมีต�ำนานเล่าขานว่า เมื่ออดีต ๗๐ ปีก่อน มีพญางู
ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่สระน�้ำหนองปันหยา ท�ำให้สัตว์ต่างๆ ไม่กล้าเข้า
ใกล้หนองปันหยา และด้วยเหตุที่มีล�ำตัวขนาดใหญ่ท�ำให้เคลื่อนไหวตัวล�ำบาก
พญางูจึงอ้าปากดักจับกินสัตว์เป็นอาหาร
	 ต่อมามีโจรกลุ่มหนึ่งคอยดักปล้นราษฎรและหลบเข้าไปอยู่ในป่า ได้เจอ
ปากของพญางูจึงคิดว่าเป็นเพิง จึงเข้าไปนอนพักผ่อนโดยน�ำหอกแทงไว้ที่เพิง
โดยไม่สังเกตว่ามีเลือดไหลออกมาที่เพิง
	 ฝ่ายพญางูก็ขยับจะกินเหยื่อก็เกิดความเจ็บปวดจนต้องสะบัดหัวไปมา
กลุ่มโจรจึงวิ่งหนีพร้อมด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าเข้าไปอยู่ในปากงู จึงได้เรียกดิน
แดนแห่งนี้ติดปากว่า บ้านละงู
	 ชุมชนละงูอยู่ในเขตเทศบาลต�ำบลก�ำแพง จังหวัดสตูล ซึ่งในภาพรวม
ของชาวสตูลส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม เพราะมีผู้นับถือศาสนาอิสลามถึง ๘๐
เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นชาวพุทธ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาว
คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 23
	 เหตุที่คนสตูลเป็นชาวมุสลิมจ�ำนวนมากก็เนื่องจากดินแดนแห่งนี้
มีรากเหง้ามาจากบรรพชนที่นับถือศาสนาอิสลามอพยพมาจากไทรบุรี จนอาจ
กล่าวได้ว่า สตูลเป็นดินแดนมุสลิมมาแต่ครั้งโบราณกาล
	 ส�ำหรับชาวไทยพุทธเริ่มเข้าไปยังสตูลในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์
ซึ่งอาณาเขตของสยามแผ่กว้างไกลไปรอบทิศจนถึงทางตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็น
ปัตตานี ปะลิส และตรังกานู ล้วนแล้วแต่เป็นเขตแดนของสยามทั้งสิ้น
	 ส่วนชาวคริสต์เพิ่งจะเข้าสู่จังหวัดสตูลเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา
โดยมีการเผยแพร่ค�ำสอนตามหลักศาสนาคริสต์ที่โบสถ์ขนาดใหญ่ ๒ แห่ง
ซึ่งสร้างขึ้นในตัวเมือง
	 นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ขนาดเล็กซึ่งมีห้องพักส�ำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนา
กิจอีก ๒ แห่ง อยู่ในบริเวณรอบนอกตัวเมือง การเข้ามาของนักบุญเพียงไม่กี่คน
ท�ำให้ชาวสตูลเริ่มรู้จักศาสนาคริสต์ โดยคนที่นับถือคริสต์ส่วนใหญ่จะมีฐานะดี
กว่าคนกลุ่มอื่นโดยเฉพาะมุสลิม
	 ครอบครัวที่นับถือคริสต์จะมาจากไทยพุทธและมักจะมีหน้าที่การงาน
ที่ดี มีความพยายามส่งเสริมบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาสูงๆ
	 ทีนี้ก็มาดูกันว่าท�ำไมคน ๓ ศาสนาในละงูถึงอยู่ร่วมกันได้
	 ค�ำตอบก็คือ พวกเขามีประวัติศาสตร์ชุมชนอันยาวนานบนวิถีชีวิตที่รัก
สงบภายใต้กรอบแนวคิดที่ว่า “แม้จะแตกต่างกัน แต่หากทุกคนต่างท�ำหน้าที่
ของตนเองให้สมบูรณ์ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้น”
	 ในส่วนของศาสนา พวกเขาไม่มีความคิดที่จะชักจูงผู้อื่นให้เข้าสู่ศาสนา
ของตนด้วยการโน้มน้าวชักชวนจนท�ำให้เกิดความอึดอัด
	 คนที่ละงูจึงไม่มีการเผยแผ่ศาสนา	สิ่งที่พวกเขาท�ำคือการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นพูดคุยกัน โดยไม่ชี้ว่าศาสนาของใครดีกว่ากัน ไม่ชี้ว่าศาสนาอื่นมี
ข้อจ�ำกัดหรือพิธีกรรมที่งมงายยุ่งยาก ไม่พยายามพูดถึงความแตกต่างระหว่าง
“ของเขา” กับ “ของเรา”
	 แต่พวกเขาจะอธิบายถึง“จุดเด่น”ของแต่ละศาสนาโดยเชื่อว่าอาจท�ำให้
คนต่างศาสนาเปลี่ยนมุมมองและความเชื่อมั่นเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
	 วิธีการนี้จึงไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าไม่ท�ำให้เกิดข้อโต้แย้งและความกิน
แหนงแคลงใจต่อกัน
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ24 •
	 หากจะถามว่าวิธีการนี้ได้ผลอย่างไรค�ำตอบก็คือชาวไทยพุทธส่วนหนึ่ง
หันเข้าหาศาสนาคริสต์และเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ
	 อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวมุสลิมที่ละงูค่อนข้างจะวางเฉย
ต่อกิจกรรมของศาสนาอื่น ไม่มีการเข้าร่วมแต่ก็มิได้ต่อต้าน ชาวมุสลิมที่ละงู
ส่วนใหญ่จะให้ความส�ำคัญกับการดูแลบุตรหลานของตนเป็นล�ำดับแรก ซึ่งต้อง
ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดและ
การถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
	 หากจะถามว่าที่ละงูมีความขัดแย้งหรือไม่
	 ค�ำตอบก็คือ มีเพราะที่นี่ไม่อาจหลีกพ้นความจริงที่ว่าความขัดแย้ง
เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์
	 แม้ความขัดแย้งในละงูจะมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางศาสนา กล่าวคือ
ชาวมุสลิมมีการกระจายเสียงบทสวดผ่านหอกระจายเสียง ท�ำให้คนในศาสนา
อื่นรู้สึกว่าถูกรบกวนและละเมิดสิทธิ
	 แต่ความรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้นไม่มีการยกขบวนไปรุมล้อมหรือประท้วงหน้า
มัสยิดเพราะพวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของ
รัฐเข้ามาแก้ไขด้วยการเป็นผู้แจ้งเตือนและขอความร่วมมือจนท�ำให้ข้อขัดแย้ง
หมดไปในที่สุด
	 นี่เป็นเรื่องเดียวที่ชาวละงูเคยขัดแย้งกัน
	 คุณผู้อ่านบางคนอาจจะนึกโต้แย้งในใจว่าการไม่มีความขัดแย้งของ
ชาวละงู เป็นเพราะพวกเขาเป็นชุมชนเล็กมีสมาชิกเพียงไม่เท่าไหร่ โอกาสของ
ความขัดแย้งจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น
	 หากท่านคิดเช่นนี้ผู้เขียนก็ขออธิบายว่าชุมชนไม่ว่าเล็กหรือใหญ่หากวิถี
ชุมชนอ่อนแอหรือเป็นวิถีที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่เป็นวิถีที่เอื้อ
ต่อการผูกมิตรไมตรีกับคนรอบข้าง
	 ต่อให้ชุมชนนั้นมีคนแค่ ๒ คน ความขัดแย้งก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
	 บรรทัดสุดท้ายก่อนจบจึงอยากจะเชิญชวนท่านทั้งหลายว่าขอให้หันมา
มองวิถีชุมชนของตนและช่วยกันเสริมสร้างให้วิถีชุมชนเป็นกลไกหนึ่งที่จะน�ำ
ความสมัครสมานสามัคคีมาสู่ส่วนรวม
	 เพื่อประเทศชาติของเรา
บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ26 •
บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก
	 เมื่อเอ่ยถึงประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ
ว่า “บอสเนีย” ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคือความหายนะย่อยยับจากการสู้รบ
จนท�ำให้บอสเนียเป็นที่ขึ้นชื่อลือกระฉ่อนในฐานะประเทศที่มีสงครามกลางเมือง
จนคนทั้งโลกตื่นตะลึง ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนว่าในยุคดิจิตอลซึ่งเทคโนโลยี
ทางการสื่อสารก้าวหน้าด้วย ๔G ผู้คนบางประเทศยังเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
กันอย่างบ้าคลั่ง
	 อย่างไรก็ตาม เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบอสเนียเลย
โดยเฉพาะสาเหตุที่ท�ำให้คนชาติเดียวกันต้องเข่นฆ่ากันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย
เป็นแสนเพียงเพื่อให้ฝ่ายตนบรรลุความมุ่งประสงค์
	 ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพแจ่มชัดมากขึ้น ขออนุญาตเริ่ม
ต้นด้วยการบอกเล่าถึง “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้เสียก่อน
	 บอสเนีย แบ่งกลุ่มออกเป็น ๓ ฝ่าย ได้แก่ “เซิร์บ” พวกที่หนึ่ง “โคร
แอท” พวกที่สอง และบอสเนียต้นต�ำรับ พวกที่สาม (การแบ่งพวกเช่นนี้เพื่อ
เป็นการอธิบายในภาษาเข้าใจง่าย) ซึ่งบอสเนียทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ นับถือศาสนาแตก
ต่างกัน กล่าวคือ บอสเนียเป็นมุสลิม ขณะที่เซิร์บนับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์
ส่วนโครแอท นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
	 เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ขอให้คุณผู้อ่านจ�ำเพียงว่าในดินแดนมรณะนี้
แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ เซิร์บ โครแอท และบอสเนีย
	 ทั้งสามพวกที่กล่าวมานี้จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นคนชาติเดียวกันเพราะ
มีเชื้อสาย“ยูโกสลาฟ”เหมือนๆกันเนื่องจากประวัติความเป็นมาของประเทศ
บอสเนีย เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของประเทศที่เปรียบเสมือน “แม่ใหญ่”
ผู้ให้ก�ำเนิดคือ ประเทศยูโกสลาเวีย
	 คงต้องเล่าประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้คุณผู้อ่านได้ทราบพอเป็นสังเขปว่า
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเคยมีประเทศยูโกสลาเวียตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก
เฉียงใต้ของยุโรปในคาบสมุทรบอลข่าน แต่ถูกเยอรมันกับอิตาลียึดครองไว้
	 ชาวยูโกสลาเวียไม่ยอมจ�ำนนง่ายๆ พวกเขารวมตัวกัน โดยมี นายพล
“โจเซฟบรอส ติโต” เป็นผู้น�ำในการต่อสู้เพื่อเอกราช จนได้รับชัยชนะสามารถ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 27
ขับไล่เยอรมันและอิตาลีซึ่งเป็นพันธมิตรกันออกไปได้ส�ำเร็จเมื่อสงครามโลก
ครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ๑๙๔๕
	 จากนั้นนายพลติโตได้ก่อตั้ง“สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย” ขึ้นเมื่อ
ปี ๑๙๔๖ โดยแบ่งออกเป็น ๖ สาธารณรัฐ และดินแดนอีก ๒ จังหวัดที่ส�ำคัญๆ
ได้แก่ สโลวีเนีย มาซิโดเนีย เซอร์เบีย โครเอเซีย มอนเตเนโกร และบอสเนีย
ส่วนอีก ๒ จังหวัด ได้แก่ โคโซโว และวอยวอดินา
	 เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอแนะน�ำให้คุณผู้อ่านจ�ำชื่อแค่๓สาธารณรัฐเท่านั้น
คือ บอสเนีย เซอร์เบีย และโครเอเชีย เนื่องจากเป็นตัวละครส�ำคัญของสงคราม
ครั้งนี้
	 ในตอนนั้นไม่มีเค้าลางเลยว่าในเวลาต่อมาจะมีการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เพราะตอนที่นายพลติโต ได้รับชัยชนะดินแดนทั้งหมด
มีสันติสุขโดยยูโกสลาเวียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐที่ปกครองในระบอบ
คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับสหภาพโซเวียต
	 จนกระทั่งถึงคราวที่คอมมิวนิสต์โซเวียตล่มสลายยังผลให้มีประเทศใหม่
ที่เคยเป็นบริวารเกิดขึ้นหลายประเทศคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียก็ถึงคราวล่มสลาย
ตามโซเวียตไปด้วย
	 การล่มสลายของยูโกสลาเวียในครั้งนั้นท�ำให้ดินแดนที่เคยเป็นสหพันธ์
สาธารณรัฐยูโกสลาเวียประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางใน
กรุงเบลเกรด รวมทั้งบอสเนียซึ่งแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อปี ๑๙๙๒
	 ก่อนที่สงครามกลางเมืองในบอสเนียจะอุบัติขึ้นโครเอเชียกับเซอร์เบีย
ซึ่งแยกตัวออกมาจากยูโกสลาเวียได้เปิดศึกกัน เนื่องจากชาวเซิร์บที่อยู่ใน
โครเอเชียต้องการแยกตัวเป็นภูมิภาคอิสระ
	 ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีใครชนะโดยเด็ดขาด จึงตกลงท�ำ
สัญญาสงบศึก และหันเหความสนใจมายังความเคลื่อนไหวในบอสเนีย
ซึ่งมีเขตแดนติดกันและมีเผ่าพันธุ์ของตนอันได้แก่ ชาวเซิร์บ และชาวโครแอท
อาศัยอยู่ด้วยทั้งนี้เซอร์เบียได้ให้การสนับสนุนชาวเซิร์บขณะที่โครเอเชียให้การ
สนับสนุนชาวโครแอท
	 กลุ่มชนทั้ง ๓ พวกในบอสเนียต่างก็มีกองก�ำลังและรัฐบาลอิสระของ
ตนเอง สงครามครั้งใหม่จึงปะทุขึ้นในดินแดนบอสเนียเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ28 •
ตั้งอาณาจักรของตนเพียงผู้เดียวด้วยการฆ่า“ล้างเผ่าพันธุ์”กลุ่มที่แตกต่างทาง
เชื้อชาติและศาสนา
	 การสู้รบได้เปิดฉากขึ้นตั้งแต่ปี ๑๙๙๒ เรื่อยมา มีทั้งการที่บอสเนียและ
โครแอทจับมือกันร่วมรบกองก�ำลังเซิร์บและหันมารบกันเองยังผลให้หายนะ
เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า
	 จ�ำนวนผู้คนบาดเจ็บล้มตายทวีมากขึ้นจากหมื่นเป็นแสนมีการฆ่าล้าง
เผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปาดคอ ขุดหลุมฆ่าหมู่ด้วยระเบิด
ฯลฯ อนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมของแต่ละฝ่ายถูกท�ำลายย่อยยับ	จนในที่สุด
ประชาคมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้
	 องค์การกาชาดสากลเป็นพวกแรกที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือพลเรือนแต่
ก็ต้องถอนตัวออกมาในเดือนพฤษภาคม ๑๙๙๒ เพราะการสู้รบเป็นไปอย่าง
ดุเดือดไม่มีใครสนใจกับเจ้าหน้าที่กาชาด
	 ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สหประชาชาติได้จัดส่งกองก�ำลัง
๗,๐๐๐นายเข้าแทรกแซงในบอสเนียเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้อพยพซึ่งถูกโจมตี
จากกองทหารของแต่ละฝ่าย
	 แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น มิหน�ำซ�้ำยังเกิดเหตุการณ์กองก�ำลังเซิร์บและ
บอสเนียสลับกันบุกเข้ายึดศูนย์อพยพคลังอาวุธและจับทหารสหประชาชาติเป็น
ตัวประกัน
	 สงครามในบอสเนียด�ำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ขณะเดียวกัน
ความพยายามในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย
ก็ได้ด�ำเนินไปด้วยความอดทนและใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง
	 จากจุดเริ่มต้นในเดือนธันวาคม ปี ๑๙๙๒ ผลที่ได้จากการขับเคลื่อน
มีเพียงการตอบรับเข้าร่วมหารือของทั้ง ๓ ฝ่าย ในต้นปี ๑๙๙๓
	 แต่การเจรจาก็ไร้ผล เพราะในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน การสู้รบ
ในบอสเนียทวีความรุนแรงขึ้นอีก
	 ในเดือนมีนาคม ๑๙๙๔ สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงด้วยการโจมตีพวก
โครแอทท�ำให้การรบระหว่างโครแอทกับบอสเนียยุติลงได้แต่การรุมรบชาวเซิร์บ
โดยกองก�ำลังโครแอทกับบอสเนียยังคงด�ำเนินต่อไป
	 ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน จิมมี คาเตอร์ ผู้น�ำสหรัฐฯ ประสบความ
ส�ำเร็จในการยุติศึกชั่วคราวในช่วงคริสมาสต์ก่อนที่การสู้รบจะด�ำเนินต่อไปโดย
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 29
กองก�ำลังนาโต เข้าโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อกดดันให้ทุกฝ่าย
ยอมขึ้นสู่โต๊ะเจรจา
	 กลยุทธ์นี้ได้ผลเพราะเริ่มมีข้อเสนอจากเซิร์บที่จะหยุดยิงในพื้นที่อาศัย
ของพลเรือนแลกกับการยุติการโจมตีทางอากาศซึ่งนาโตตอบตกลงในวันที่๑๔
กันยายน
	 จากนั้นการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการสู้รบในบอสเนียก็ได้ด�ำเนิน
ไปอย่างจริงจังภายใต้การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีคลินตัน
จนกระทั่งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม จึงได้มีประกาศ “หยุดยิง” อย่างเป็นทางการ
ในทุกพื้นที่ของบอสเนีย
	 เมื่อมาถึงจุดนี้กระบวนการสันติภาพก็เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นโดยมี
สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ด้วยการเชิญทั้ง ๓ ฝ่าย มาเจรจากันที่เมือง “เดตัน”
มลรัฐโฮไฮโอ
	 ในการนี้ผู้น�ำสหรัฐมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐท�ำหน้าที่
เป็นคนกลางจนได้ข้อตกลงในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ก่อนที่จะมีการลงนาม
อย่างเป็นทางการในสัญญาสงบศึกที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ภายใต้
ชื่อ “สนธิสัญญาเดตัน”
	 ข้อตกลงในสนธิสัญญานี้มีสาระส�ำคัญ ๔ ประการ ได้แก่
	 ๑.	บอสเนีย ยังคงเป็นประเทศเดียว มีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงซาราเจโว
ซึ่งเป็นเมืองหลวง
	 ๒.	ก�ำหนดเขตแดนภายในรัฐโดยแบ่งเป็นสหพันธุ์บอสเนีย – โครแอท
มีพื้นที่ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ชาวบอสเนียกับโครแอทอยู่รวมกัน ส่วนพื้นที่
ที่เหลืออีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก�ำหนดให้เป็นสหพันธุ์บอสเนีย – เซิร์บ ส�ำหรับ
ชาวเซิร์บอยู่อาศัยโดยที่ผู้ลี้ภัยแต่ละฝ่ายสามารถเดินทางกลับสู่สหพันธ์ของตน
ได้อย่างปลอดภัย และมีเสรีในการเดินทางได้ทั่วดินแดน
	 ๓.	ห้ามมิให้ชนชาติเซิร์บ มุสลิม และโครแอท แยกตัวเป็นเอกราช
	 ๔.	ก�ำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของทั้ง ๒ สหพันธ์
	 ผลจากสนธิสัญญา “เดตัน” ท�ำให้สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในบอสเนีย
ยุติลงและบอสเนียมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยนายอาลิยาอิเซต
เบโกวิชซึ่งเป็นมุสลิมได้รับเลือกให้ด�ำรงต�ำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุดสันติภาพ
ก็กลับคืนมาสู่บอสเนีย
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ30 •
	 แต่กว่าจะได้มา การสู้รบอย่างเต็มรูปแบบก็ด�ำเนินมาถึง ๔ ปี เครื่องบิน
ของกองทัพนาโตหลายล�ำถูกยิงตกยังผลให้นักบินอเมริกันคนหนึ่งคือเรืออากาศ
โท “สกอต โอกราดี้” กลายเป็นฮีโร่ บนหลุมศพของ พลเรือนที่ปราศจากอาวุธ
ซึ่งถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับแสนด้วยเหตุผลจากความแตกต่างทางศาสนาระหว่าง
ผู้นับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์ นิกายคาทอลิก และชาวมุสลิม โดยแต่ละ
ฝ่ายต้องการครอบครองดินแดนเพื่อประกาศเอกราชสถาปนาอาณาจักรที่มี
เฉพาะผู้นับถือศาสนาของตนเอง
	 สิ่งที่เราพบจากการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบอสเนีย
นอกจากความแตกต่างด้านศาสนาที่เป็นอุปสรรคส�ำคัญแล้วโครงสร้างทางการ
เมืองของประเทศนี้ยังไม่เหมือนประเทศใดในโลก กล่าวคือ
	 การเมืองเป็นไปในลักษณะแบ่งกลุ่มตามเชื้อชาติโดยคณะประธานาธิบดี
ของบอสเนียจะคัดเลือกมาจากชาวเซิร์บ บอสเนียและโครแอท ผลัดเปลี่ยนกัน
ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งทุกๆ ๘ เดือน
	 หลังการสู้รบได้ยุติลง เศรษฐกิจบอสเนียฯ ได้รับการพัฒนาอย่างมาก
อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนอันเนื่อง
มาจากพิษสงตกค้างของสงคราม
	 ภาระที่เร่งด่วนของรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจ�ำเป็น
ต้องมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออ�ำนวยต่อการลงทุนของและเป็นระบบเศรษฐกิจ
แบบการตลาด ซึ่งปัจจุบันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างล่าช้า อัตราการ
ว่างงานยังคงสูงมีการท�ำอุตสาหกรรมโลหะแร่เคมีภัณฑ์สิ่งทออาหารส�ำเร็จรูป
	 ก่อนหน้านี้ บอสเนียเคยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทหารของ
ยูโกสลาเวียมาก่อนปัจจุบันยังคงมีการน�ำเข้าอาหารจากภายนอกเพื่อการบริโภค
	 ส�ำหรับประเทศไทยเราอาจเลือก “บอสเนีย โมเดล” มาเป็นกรณีศึกษา
ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่มี
ความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ มีการสู้รบเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่การรบเต็มรูปแบบ
แต่คู่ขัดแย้งคือ รัฐไทย และกลุ่มก่อความไม่สงบต่างใช้ก�ำลังติดอาวุธเข้าปฏิบัติ
การในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
	 นอกจากนี้ เหตุปัจจัยที่ท�ำให้เกิดความขัดแย้งยังมาจากเรื่องของศาสนา
และความต้องการในการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ไม่ต่างอะไรกับในบอสเนียซึ่งทั้ง
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 31
๓ฝ่ายนับถือศาสนาต่างกันและต้องการสถาปนารัฐที่มีศาสนาของตนเป็นหลัก
เพื่อปกครองตนเอง
	 และสิ่งที่ภาคใต้ของไทยคล้ายคลึงกับบอสเนียมากที่สุดก็คือ “เหยื่อ”
ของความขัดแย้งคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เข่นฆ่า
อย่างโหดเหี้ยมในลักษณะ “เป้าหมายอ่อนแอ” ที่กลุ่มก่อความไม่สงบมุ่งโจมตี
อย่างต่อเนื่อง
	 แม้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังไม่ถึงขั้นถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่การ “ฆ่ารายวัน” การเผาอาคารสถานที่ราชการ วางระเบิดแหล่งการค้า
ชุมชน เส้นทางคมนาคมสังหารครูและบุคลากรของรัฐก็แสดงให้เห็นว่า นี่คือ
สถานการณ์ “บอสเนียย่อส่วน”
	 ปัจจุบัน รัฐบาลเลือกแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ด้วยการ
เจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีมาเลเซียเป็นคนกลาง
	 สิ่งหนึ่งที่เหมือนกับบอสเนียก็คือ ระหว่างการเจรจาสถานการณ์
ยังคงรุนแรงเช่นเดิม บางจังหวะความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้น
	 ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะระหว่างการเจรจาเพื่อยุติศึกบอสเนีย
ความรุนแรงก็ไม่ได้ลดน้อยลงและบางจังหวะสงครามก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน
	 ดังนั้นหากยึดบอสเนียมาเป็นโมเดลในการแก้ปัญหารัฐไทยก็ควรเจรจา
กับบีอาร์เอ็นต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาแรมปีก็ตาม
	 ขณะเดียวกันในส่วนของความขัดแย้งทางการเมืองทุกสี ทุกฝ่าย
ทุกพรรคการเมือง ก็ควรจะหันหน้าเข้าหากัน เพื่อตั้งโต๊ะเจรจาหาทางออก
ให้กับประเทศไทยเช่นกัน
	 ขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทย โดยเชิญภาคส่วน
ต่างๆ เข้าร่วมในการหารือ
	 นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพการเป็น
“บอสเนียย่อส่วน” ในท้ายที่สุด
ตุรกี ความแตกต่าง
คือความสวยงาม
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ34 •
ตุรกี ความแตกต่างคือความสวยงาม
	 หากจะตั้งค�ำถามว่าท�ำไมตุรกีจึงเป็นประเทศที่ควรจะใช้เป็นแบบอย่าง
ในการศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในชาติค�ำตอบอาจจะเป็น
เพราะประเทศนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าทึ่งในแง่ของการผสมผสานความหลาก
หลายทั้งในเรื่องของชาติพันธ์ุศาสนาการเมืองการปกครองตลอดจนความเชื่อ
และแนวคิดของผู้คน โดยที่ความหลากหลายดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
เกลียดชังกันอย่างสุดขั้ว เหมือนความเป็นไปที่เกิดขึ้นและด�ำรงอยู่ใน
ประเทศไทยปัจจุบัน
	 หากไม่นับการที่ประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาลตุรกีเมื่อเดือน
พฤษภาคม ๒๐๑๓ ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานจนเหตุการณ์บานปลายไปสู่การจราจล
ด้วยสาเหตุที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองคิดจะเปลี่ยนแปลงการใช้
พื้นที่สวนสาธารณะเกซีบริเวณจตุรัส “ทักซิม” ที่อยู่ในกลางกรุงอิสตันบูลตุรกี
ก็คงจะรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศที่สามารถบริหารจัดการความ
ขัดแย้งของตนเองได้อย่างลงตัวและน่ายกย่อง
	 ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเล่าย้อนความเป็นมาของตุรกีสักเล็กน้อยพอให้รู้
ประวัติศาสตร์โดยสังเขปว่า ประเทศนี้มีรากเหง้ามาจากจักรวรรดิออตโตมาน
ซึ่งถือก�ำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เมื่อปี ๑๔๕๓ หลังจากที่จักรพรรดิเมห์เหม็ดที่
๒ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามท�ำสงครามกับจักรวรรดิไบเซนไทน์ซึ่งนับถือคริสต์
และได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
	 หลังยึดดินแดนแห่งนี้ได้จักรพรรดิเมห์เหม็ดที่ ๒ ได้เปลี่ยนชื่อเมือง
หลวงของไบเซนไทน์ จาก“คอนเสแตนติโนเปิล” เป็น“อิสตันบูล” และเปลี่ยน
โบสถ์ “ฮาเจียโซเฟีย” ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ให้กลายเป็น “มัสยิด” ส�ำหรับชาว
มุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามจวบจนปัจจุบัน
	 เพียงแค่รากเหง้าของตุรกีในประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศ
นี้ถือก�ำเนิดขึ้นจากความขัดแย้งและสงครามของคนต่างศาสนา
	 จักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งเป็นบรรพชนของตุรกี เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ในยุคของสุลต่าน “สุไลมาน” ซึ่งครองราชย์ยาวนาน ๔๖ ปี ระหว่างปี ค.ศ.
๑๕๒๐ - ๑๕๖๖ โดยในยุคนั้นออตโตมานมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลรอบทิศ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 35
ดินแดนทางตอนเหนือจรดคาบสมุทรไครเมีย ตอนใต้จรดแอฟริกาทางตะวัน
ออกจรดคาบสมุทรอารเบียตะวันตกจรดออสเตรีย
	 ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมานในยุคสุลต่าน “สุไลมาน” ซึ่งมี
พระชนม์ชีพ ๗๔ พรรษา และได้รับสมญาจากชาวตะวันตกว่า “สุไลมาน ผู้ยิ่ง
ใหญ่” คือ ๑ ใน ๓ สิ่งที่ชาวตุรกีภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ของตนมา
จนทุกวันนี้
	 อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิออตโตมานก็ไม่อาจยืนยงอยู่ได้อย่างถาวร
ตามสัจธรรมที่ว่า “ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง” อันแปลว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ค�้ำฟ้า
	 จักรวรรดิออตโตมานอันยิ่งใหญ่ก็เช่นกัน
	 จากที่เคยเข้มแข็งเกรียงไกรมาหลายร้อยปี ออตโตมานเริ่มเสื่อมถอย
ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗เป็นต้นมาและเมื่อถึงศตวรรษที่ ๑๙จักรวรรดิออตโตมาน
ก็ถูกเรียกขานจากรัสเซียว่า “คนป่วยแห่งยุโรป”
	 แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดเปลี่ยน” ของออตโตมานเท่ากับการที่กลุ่มปัญญา
ชนซึ่งเรียกตัวเองว่ายังเติร์ก(YoungTurks)ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูป
การเมือง และบีบให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่ ๒ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก
เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบรัฐสภา โดยมีสุลต่านเป็นประมุข
	 อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้ได้เพียงปีเดียว สุลต่านอับดุลฮามิด
ที่ ๒ ได้ทรงยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นท�ำให้การปกครองของจักรวรรดิออตโต
มานได้ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง
	 ครั้นถึงปี ค.ศ.๑๙๐๘ กลุ่มยังเติร์กได้ก่อการปฏิบัติบีบบังคับให้สุลต่าน
อับดุลฮามิดที่ ๒ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในปีต่อมาสุลต่านพระองค์นี้ถูก
ปลดออกจากพระราชอ�ำนาจ
	 กลุ่มยังเติร์กได้รวบอ�ำนาจปกครองประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
และในปี ค.ศ.๑๙๑๔ กลุ่มยังเติร์กได้น�ำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑
ร่วมกับฝ่ายเยอรมัน
	 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลงโดยเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
จักรวรรดิออตโตมานจึงตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามด้วย ซึ่งเป็นผลให้จักรวรรดิออต
โตมานต้องสูญเสียดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นที่เหลือในบอลข่านและตะวันออกกลาง
และที่เลวร้ายที่สุดคือ อานาโตเลียถิ่นที่อยู่ของชาวเติร์ก และอิสตันบูลได้ถูก
กองก�ำลังของชาติยุโรปที่ชนะสงครามเข้ายึดครอง
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ36 •
	 แม้ชาวเติร์กส่วนใหญ่จะยอมรับการสูญเสียดินแดน แต่พวกเขาไม่อาจ
ยอมรับความพยายามของชาติตะวันตกที่จะยึดครองอานาโตเลีย ซึ่งชาวเติร์ก
ถือว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน
	 ชาวเติร์กผู้รักชาติจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้
โดยมี “มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก” เป็นผู้น�ำ
	 สงครามเพื่อการปลดปล่อย จึงอุบัติขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.๑๙๑๙ -
ค.ศ. ๑๙๒๓
	 ในช่วงนี้การปกครองตุรกีด�ำเนินไปโดย ๒ รัฐบาล ได้แก่ รัฐบาลของ
สุลต่านออตโตมาน ซึ่งตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล และรัฐบาลแห่งสมัชชาใหญ่ตุรกี
ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงอังการา เมื่อการต่อสู้ในสงครามเพื่ออิสรภาพสิ้นสุดลงด้วยการ
ลงนามสนธิสัญญาโลซานน์ ซึ่งน�ำไปสู่การรับรองเขตแดนของประเทศตุรกี
ในปัจจุบัน และการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี ซึ่งมีกรุงอังการาเป็นเมืองหลวง
เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๒๓
	 ก่อนหน้าที่จะมีการสถานปนาสาธารณรัฐตุรกีรัฐสภาของรัฐบาลอังการา
ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๒๒ ยกเลิกระบบสุลต่าน ท�ำให้อัคร
มหาเสนาบดีคนสุดท้ายของรัฐบาลออตโตมานได้ยื่นใบลาออก
	 และในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สุลต่านเมห์เมตที่ ๖ สุลต่าน
พระองค์สุดท้ายของออตโตมานได้เสด็จไปลี้ภัยในต่างประเทศ โดยเสด็จออก
จากนครอิสตันบูลโดยเรือรบของอังกฤษ เป็นการปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
ของจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่า ๖๐๐ ปี
	 จากนั้นตุรกีโฉมใหม่ ก็ได้ถือก�ำเนิดขึ้นภายใต้การน�ำของ “มุสตาฟา
เคมาล อตาเติร์ก” รัฐบุรุษผู้น�ำตุรกี ซึ่งได้รับการยกย่องเปรียบเสมือนบิดาของ
ชาวตุรกีทั้งมวลตราบจนปัจจุบัน
	 (มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก) รัฐบุรุษผู้น�ำตุรกี 29 ตุลาคม พ.ศ. 2466
– 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481
	 อตาเติร์กได้ปฏิรูปประเทศตุรกีโดยใช้การปกครองระบอบสาธารณรัฐ
และล้มเลิกระบบสุลต่านแยกศาสนาออกจากการเมืองโดยเด็ดขาดเขาต้องการ
รัฐฆราวาส และมีแนวความคิดแบบชาตินิยม ปรับปรุงประเทศให้มีฐานะเทียบ
เท่าประเทศทางตะวันตก
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 37
	 อตาเติร์กปฏิรูประบบศาลและกฎหมายโดยเฉพาะการยกเลิกการปฏิบัติ
ตามหลักการหรือวิถีทางในการด�ำเนินชีวิตตามแบบอิสลามทั้งหมด เช่น
การยกเลิกกฎหมายชารีอะฮ์แล้วน�ำประมวลกฎหมายแพ่งสวิส ๑๙๐๘ มาใช้
แทน ยกเลิกโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ ห้ามสตรีคลุมฮิญาบ
ห้ามผู้ชายสวมหมวก เป็นต้น
	 เหตุผลส�ำคัญประการหนึ่งที่ท�ำให้มีการปฏิรูปประเทศโดยแยกศาสนา
ออกจากการเมืองและไม่ใช้กฎหมายอิสลาม เนื่องจากอตาเติร์กเห็นว่า ศาสนา
มีข้อจ�ำกัดในการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดจนเป็นเหตุให้ขัดต่อสิทธิพื้นฐานเบื้อง
ต้น อิสรภาพ และเสรีภาพของประชาชน หากระบอบประชาธิปไตยซึ่งปลอด
จากอิทธิพลทางการเมืองที่มีข้อจ�ำกัดทางศาสนาได้ย่อมสามารถท�ำให้ตุรกีเติบโต
อย่างประเทศตะวันตกและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากขึ้น
	 แต่ด้วยเหตุที่ตุรกีเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ ๙๙และ
ชาวตุรกีที่อนุรักษ์นิยมด้านศาสนามีอยู่จ�ำนวนมาก จึงท�ำให้เกิดการต่อต้าน
การปฏิรูปดังกล่าว ปฏิวัติของ “เชค ซาอิด” นักวิชาการศาสนา และเป็นผู้น�ำ
ทางด้านจิตวิญญาณที่ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม
	 แต่อตาเติร์กอ้างว่าเชคซาอิดเป็นกบฎเขาจึงได้ส่งทหารไปปราบปราม
เป็นเหตุให้มุสลิมถูก ฆ่ามากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน
	 อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงบลงและตุรกีมีความรุ่งโรจน์ อตาเติร์ก
จึงได้รับการยกย่องจากชาวตุรกีที่พยายามมองข้ามความเป็นเผด็จการของ
อตาเติร์ก
	 ศรัทธาและความเคารพเทิดทูนที่ชาวตุรกีมีต่ออตาเติร์กในฐานะ “บิดา
ของประเทศ” ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกเทิดทูนบูชา “เหมาเจ๋อตุง”ของชาวจีน
และความรู้สึกเคารพเทิดทูน “โฮจิมินท์” ของชาวเวียดนาม
	 เมื่อรู้จักกับตุรกีตามสมควรแล้วทีนี้เราก็จะมาวิเคราะห์ความเป็นไปเชิง
ลึกของสภาพสังคมและการเมืองตุรกี ประกอบข้อคิดเห็นของนักศึกษา ๔ส๔
ตามกระบวนการที่เรียกว่า “ถอดบทเรียน”
	 ตุรกีปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งเหมือนประเทศ
ประชาธิปไตยทั่วไปโดยมี“ประธานาธิบดี”เป็นผู้น�ำสูงสุดและมีนายกรัฐมนตรี
เป็นผู้น�ำฝ่ายบริหาร
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ38 •
	 ประชากรของตุรกีร้อยละ ๙๙ นักถือศาสนาอิสลาม (๓๑,๑๒๙,๘๔๕
คน) ที่เหลือเป็นคริสต์นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์ (๗๓,๗๒๕ คน) คริสต์นิกาย
จอร์เจียนออร์ทอดอกซ์ (๖๙,๕๒๖ คน) คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (๒๕,๘๓๓
คน) คริสต์นิกายโปรเตสแตนด์ (๒๒,๙๘๓ คน) และยิว (๓๘,๒๖๗ คน)
	 พรรคการเมืองเสียงข้างมากของตุรกีในปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลบริหาร
ประเทศคือ “พรรคมุสลิม” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “พรรคความยุติธรรมและ
การพัฒนา” ใช้ชื่อย่อในภาษาตุรกีว่า พรรค AKP (Adalet ve Kalkinma
Partisi)
	 ส่วนพรรคฝ่ายค้านของตุรกีเรียกตนเองเป็นภาษาต่างประเทศว่า พรรค
CHP(CumhuriyetHalkPartisi)ซึ่งถ้าเขียนไม่ครบพรรคนี้ก็จะกลายเป็นพรรค
“ซีพี” ของเจ้าสัวในบ้านเราไปในทันที
	 เมื่อเปรียบเทียบกับเรา จะเห็นว่า ทั้งสองพรรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กล่าวคือ พรรคฝ่ายค้าน CHPระบุว่าตนเอง เป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย
ขณะที่พรรคAKPซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวระบุว่าตนเองเป็นพรรคประชาธิปไตย
ก้าวหน้าไม่ได้คลั่งศาสนาหรือกีดกันศาสนาอื่นแต่ได้ปรับเปลี่ยนวิถีของศาสนา
อิสลามให้สอดคล้องกับวิถีโลกตะวันตกในฐานะที่ตุรกีได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสอง
ทวีป และเป็นประเทศมุสลิมในเอเชียกลางประเทศเดียวที่แยกศาสนาออกจาก
รัฐอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
	 เราจึงได้เห็นวิถีอิสลามแบบยุโรปในตุรกีที่สตรีไม่ต้องมีผ้าคลุมหน้าและ
สามารถแต่งกายเปิดเผยสวมชุดว่ายน�้ำทูพีชเราได้เห็นมุสลิมดื่มเหล้ายามค�่ำคืน
ผับบาร์ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมีสาวอะโกโก้เต้นโชว์เหมือนบาร์เบียร์ในพัทยา
ขณะที่ตามมุมเมืองยังคงมีมัสยิดสูงตระหง่านส่งกระจายเสียงตามช่วงเวลาที่มี
การสวดตามคัมภีร์อัลกุรอาลเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมที่เคร่งครัด
	 แม้จะไม่อาจยืนยันได้ว่า พรรคมุสลิม AKP ที่มี นายเออร์โดกัน เป็นผู้น�ำ
สามารถกวาดที่นั่งในสภาได้มากเพราะเหตุใดกันแน่ แต่สิ่งที่ทุกคนยอมรับก็คือ
พรรค AKP ครองอ�ำนาจมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ โดยชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง
คล้ายกับพรรคพลังประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ในบ้าน
เราจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 39
	 ล่าสุดในปี ๒๐๑๑ พรรค AKP ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่งในสภาครึ่งหนึ่ง
นโยบายของพรรคAKPให้เสรีทางการตลาดของกลุ่มทุนไม่ประชานิยมมากนัก
แต่ก็ไม่ทอดทิ้งรากหญ้า หลายนโยบายที่ประกาศออกมาเป็นไปเพื่อคนจน รวม
ทั้งมีการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการและแนวทางการปฏิบัติของ
ศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจเป็นด้วยเหตุนี้ นายเออร์โดกัน จึงได้นั่งบังลังก์ นายก
รัฐมนตรี ของตุรกีเป็นสมัยที่สาม
	 ส่วนพรรคCHPซึ่งเป็นฝ่ายค้านฐานเสียงเป็นคนรวยและคนชั้นกลางถูก
กล่าวหาว่าเป็นพรรคที่แอบอิงทหารและแอบเอาใจช่วยให้กองทัพเข้าแทรกแซง
ด้วยการวางแผนท�ำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคAKP ระหว่างปี๒๐๐๒
- ๒๐๐๗
	 ที่ผ่านมากองทัพตุรกีได้ท�ำการรัฐประหารมาแล้ว๔ ครั้ง โดยทุกครั้งจะ
เป็นการรัฐประหารเพื่อโค่นล้มผู้น�ำที่นิยมศาสนาอิสลาม
	 กองทัพตุรกียิ่งใหญ่แค่ไหนอาจพิจารณาได้จากการที่ตุรกีเป็นสมาชิก
องค์การนาโตและมีแสนยานุภาพเป็นล�ำดับสองของกลุ่มนาโตโดยเฉพาะทหาร
เรือตุรกี มีเรือด�ำน�้ำมากถึง ๑๓ ล�ำ เพื่อการถ่วงดุลกับรัสเซียน่านน�้ำในทะเลด�ำ 
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และช่องแคบบอสฟอรัช
	 บทบาทของกองทัพตุรกี จึงไม่เพียงแต่จะเป็นไปเพื่อสร้างดุลย์อ�ำนาจ
ทางทหารในภูมิภาคและปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจน
ป้องปรามเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกันเท่านั้น
	 หากกองทัพตุรกียังท�ำหน้าที่รักษาความมั่นคงภายในด�ำรงไว้ ซึ่งความ
สงบเรียบร้อยทางการเมืองด้วยการใช้ก�ำลังเข้า“ยึดอ�ำนาจ”ปรับเปลี่ยนรัฐบาล
เมื่อมีความจ�ำเป็น
	 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตุรกีไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่สามารถ
ใช้ข้ออ้างในการรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันได้เหมือนประเทศไทย ซึ่งมี
การปฏิวัติและรัฐประหารมาแล้ว ถึง ๑๒ ครั้ง
	 ข้ออ้างของการฉีกรัฐธรรมนูญในตุรกีโดยกองทัพจึงมุ่งไปที่นักการเมือง
โกงกินความมั่นคงของประเทศถูกสั่นคลอนจนอ่อนแอจากการบริหารประเทศ
หลังล้มรัฐบาลได้แล้วกองทัพตุรกีจะคัดสรร “คนดี” เข้ามาเป็นรัฐบาลชั่วคราว
ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ40 •
	 ในอดีตที่ผ่านมา ตุรกีเคยมีการรัฐประหาร ๔ ครั้ง ผู้น�ำกองทัพตุรกีอ้าง
ว่าเป็นการตอกย�้ำให้ประชาชนและนักการเมืองตุรกีได้ตระหนักว่า การแยก
ทหารออกจากการเมืองไม่ได้หมายความว่า ทหารจะไม่สนใจการเมือง ไม่รู้ร้อน
รู้หนาว กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และความ
อยู่รอดของประเทศชาติและของระบอบประชาธิปไตย
	 ในทางตรงกันข้ามกองทัพตุรกีมีความเข้าใจดีว่าการแยกทหารออกจาก
การเมืองหมายถึงการที่ทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายบงการการบริหาร
ประเทศของรัฐบาลในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ
	 แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองต้องประสบกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง มีผลกระทบ
โดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศกองทัพจะอยู่นิ่งเฉยมิได้แต่จ�ำเป็น
ต้องเข้ามาด�ำเนินการให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์
และความขัดแย้งระหว่างบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมืองมาท�ำลาย
ประเทศและประชาชน
	 นอกจากนั้น การรัฐประหารทั้ง ๔ ครั้งในตุรกี ยังเป็นเหตุการณ์พิสูจน์
ให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วยว่า กองทัพตุรกีตระหนักดีว่า ศัตรูและภัยคุกคามต่อ
เสถียรภาพความมั่นคงและต่อประชาธิปไตยมิใช่จะมาจากภายนอกเท่านั้นหาก
แต่จะมาจากภายในประเทศมากกว่าด้วยซ�้ำ ซึ่งในกรณีของตุรกี ศัตรูภายในคือ
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดกลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนา
เป็นเมืองมือทางการเมือง ตลอดจนการคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นส�ำคัญ
	 ในเรื่องของความขัดแย้งภายในจากปัญหาชนกลุ่มน้อย ตุรกีอาจเป็น
โมเดลให้เราศึกษาได้เช่นกัน
	 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ประชากรทั้งหมดของตุรกีมีอยู่ประมาณ ๖๕
ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ของตุรกีมีเชื้อสายเคิร์ดถูกมองอยู่ประมาณ ๕๐ ถึง
๕๕ ล้านคน ชนชาติอื่นๆ ที่ส�ำคัญ ได้แก่ชาวเคิร์ด, เซอร์ซาสเซียน, ซาซา  
บอสเนีย,  จอร์เจีย,  อัลเบเนีย, โรมา (ยิปซี),  อาหรับ และอีก ๓ ชนชาติที่ได้
รับการยอมรับจากทางการได้แก่ พวกกรีก, อาร์เมเนีย และยิว ในจ�ำนวนนี้ราว
๑๕ ล้านคนเป็นชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด
	 ด้วยขนาดของจ�ำนวนประชากร ท�ำให้ชาวเติร์ดถูกมองว่าเป็นชนกลุ่ม
น้อยเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เป็นภัยคุกคามต่อเอกภาพและความมั่นคงของชาติ
ได้รัฐธรรมนูญของตุรกีระบุให้ประชากรทั้งหมดต้องใช้สัญชาติเตอร์กเท่านั้น
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 41
	 แต่พลเมืองที่เป็นชาวเคิร์ด ของตุรกีหลายล้านคนดังกล่าว ไม่เห็นด้วย
พวกเขาตระหนักดีว่าชาติพันธุ์และภาษาของตนมีความแตกต่างไปจาก
ชาวเตอร์กโดยสิ้นเชิงแต่ชาวเคิร์ดคนใดก็ตามที่กล้าแสดงออกถึงอัตลักษณ์
ทางการเมืองของตนเอง แบบเปิดเผย หรือสนับสนุนการใช้ภาษาเคิร์ดในที่
สาธารณะ อาจเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหน้าที่ของตุรกีจับกุม
	 ก่อนหน้าเหตุการณ์รัฐประหารในปี๑๙๘๐การใช้ภาษาเคิร์ดในสถาบัน
ต่างๆ ทั้งหมดของรัฐบาล ตลอดจนในศาลและโรงเรียนถูกสั่งห้าม รัฐบาลทหาร
ได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับที่สั่งห้ามการใช้ภาษาเคิร์ด โดยเฉพาะการใช้ภาษา
เคิร์ดผ่านสื่อชนิดเสียงและสื่อสิ่งพิมพ์
	 แต่มาตรการของรัฐบาลได้รับการต่อต้านจากชาวเคิร์ดอย่างกว้างขวาง
	 ผู้น�ำต่างๆที่นิยมสันติวิธีของชาวเคิร์ดได้ท�ำการเคลื่อนไหวภายในกรอบ
กติกาทางการเมือง เพื่อที่จะท�ำให้เกิดการยอมรับสิทธิทางวัฒนธรรมของ
ชาวเคิร์ด รวมถึงสิทธิในการพูดภาษาเคิร์ดในที่สาธารณะ เช่น การอ่าน
การเขียน ตลอดจนการตีพิมพ์ภาษาเคิร์ด
	 ในขณะเดียวกัน กลุ่มหัวรุนแรงที่สุดของขบวนการชาวเคิร์ด อันได้แก่
พรรคแรงงานชาวเคิร์ด หรือ PKK ได้ใช้ความรุนแรงด้วยการโจมตีเจ้าหน้าที่
เพื่อที่จะสถาปนารัฐอิสระขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ซึ่งเป็นพื้นที่
ซึ่งมีประชากรชาวเคิร์ดอยู่กันอย่างหนาแน่น
	 ลักษณะการโจมตีของกลุ่ม PKK คือการใช้ความรุนแรงแบบไม่เลือก
เป้าหมาย และไม่ลังเลที่จะฆ่าชาวเคิร์ดด้วยกันเอง หากชาวเคิร์ดเหล่านั้นให้
ความร่วมมือกับฝ่ายตรงข้าม แต่เป้าหมายการโจมตีทั่วไปของกลุ่ม PKKคือเจ้า
หน้าที่ซึ่งรัฐบาลตุรกีติดอาวุธให้ หรือพวกอาสาป้องกันหมู่บ้าน รวมถึงครูตาม
โรงเรียนต่างๆ ซึ่งกลุ่ม PKK ถือว่าเป็นพวกที่ส่งเสริมให้มีการผสมกลมกลืน
ชาวเคิร์ด
	 อย่างไรก็ตามการใช้ความรุนแรงแบบสุดโต่งของกลุ่มPKKท�ำให้รัฐบาล
สามารถสร้างภาพให้กลุ่ม PKKเป็นองค์การก่อการร้าย ท�ำให้นโยบายการปราบ
ปรามของรัฐบาลเกิดความชอบธรรมมากขึ้น มีการท�ำลายล้างหมู่บ้านตามแนว
พรมแดน และการบีบบังคับให้ชาวเคิร์ด โยกย้ายประชากรไปอยู่ทางทิศตะวัน
ตกของตุรกี
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ42 •
	 การต่อสู้ระหว่างกบฎชาวเคิร์ดกับรัฐบาลตุรกีด�ำเนินมาหลายปีก่อนที่จะ
มีการเจรจาสันติภาพระหว่างชาวเคิร์ดกับรัฐบาลตุรกีมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์
๑๙๙๙หลังจากที่นายอับดุลเลาะห์โอคาลานผู้น�ำ PKKหน่วยCIAของสหรัฐฯ
จับกุมตัวที่ท่าอากาศยานกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และส่งตัวให้กับทางการ
ตุรกี โดยนายโอคาลาน ถูกตัดสินประหารชีวิต ท�ำให้เขายอมประกาศหยุดยิง
แต่เพียงฝ่ายเดียว
	 อย่างไรก็ตามการสันติภาพระหว่างชาวเคิร์ด และรัฐบาลตุรกีนั้นยังคง
อยู่อีกยาวไกลเพราะกลุ่มชาวเคิร์ดที่ต่อต้านรัฐบาลตุรกีกลุ่มอื่นๆมิได้ยอมหยุด
ยิงตามไปด้วย ขณะที่นายมูรัต คารายิลาน ผู้น�ำพรรค PKK คนใหม่ได้ออกมา
ประกาศยกเลิกการประกาศหยุดยิงในปี๒๐๐๔พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการก่อการ
ร้ายต่อไป
	 ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายชาวเคิร์ดกลุ่มอื่นๆ ก็ปฏิเสธที่จะหยุดยิงตามที่
นายโอคาลาน ประกาศเอาไว้ นอกจากนี้กองก�ำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดในตุรกี
ยังได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธ และที่พักพิงจาก ทหารชาวเคิร์ดในรัฐเคอร์ดิ
สถานของอิรัค
	 จนท�ำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างรัฐบาลตุรกี กับอิรัคตามมา
เมื่อกองทัพตุรกีส่งทหารกว่า ๑๐,๐๐๐ นายเข้าไปปราบปรามกลุ่มชาวเคิร์ด
ในเขตแดนอิรัคในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๘ โดยมีการสนับสนุนการโจมตี
ทางอากาศ
	 ความรุนแรงระหว่างรัฐบาลตุรกีและกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดด�ำเนินต่อไป
จนกระทั่งฝ่าย PKK ประกาศหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการในเดือนสิงหาคม
๒๐๑๒ แต่ในต้นเดือนกันยายนปีเดียวกัน ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และเพิ่ม
มากขึ้นพร้อมๆ กับเหตุความขัดแย้งในซีเรีย เนื่องจากรัฐบาลซีเรียได้ติดอาวุธ
ให้กับชาวเคิร์ดในซีเรีย เพื่อเข้าไปก่อเหตุในตุรกี ซึ่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อ
ต้านรัฐบาลซีเรีย
	 ในปลายเดือนธันวาคม๒๐๑๒รัฐบาลตุรกีได้เริ่มเจรจากับนายโอคาลาน
อีกครั้งโดยใช้ชื่อการเจรจาว่า “ขั้นตอนการหาทางออก” แต่ความรุนแรง
ก็ยังไม่หมดไป เพราะมีการลอบสังหารแกนน�ำคนส�ำคัญของ PKK ที่กรุงปารีส
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 43
	 จากนั้นในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๐๑๓ รัฐบาลตุรกี จึงได้น�ำจดหมายเปิด
ผนึกของนายโอคาลาน ถึงประชาชนอ่านออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ โดยใน
เนื้อหาเรียกร้องให้มีการหยุดยิง ถอนก�ำลังออกจากดินแดนตุรกี และยกเลิก
การติดอาวุธของชาวเคิร์ด โดยในวันที่ ๒๕ เมษายน ฝ่าย PKK ออกมาประกาศ
จะถอนก�ำลังออกจากตุรกี เข้าไปในเคิร์ดสถานของอิรัก ตามการเรียกร้องของ
นายโอคาลาน ซึ่งแม้จะไม่อาจคาดเดาได้ว่าสันติภาพในครั้งนี้จะยั่งยืนได้นาน
เท่าไร
	 แต่อย่างน้อยความสงบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
ความขัดแย้งและการต่อสู้จะยุติลงได้ก็ด้วยการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออก
ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยเจรจา ตลอดจนสานเสวนาอันจะน�ำไปสู่ข้อยุติ
ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพื่อให้เกิด “สันติสุข” ในท้ายที่สุด
	 ทั้งหมดนี้คือ ตุรกี…ประเทศที่คนไทยควรรู้จัก
อิหร่าน…เทวาธิปไตย
แห่งตะวันออกกลาง
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ46 •
อิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง
	 นอกเหนือจากประเทศตุรกีและบอสเนียซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษา
ในเรื่องของการบริหารจัดการความขัดแย้งแล้ว ยังมีประเทศอิสลามอีกประเทศ
หนึ่งที่มีเรื่องราวท้าทายประชาคมโลกแบบ “สุดขั้ว” จนดูเหมือนกับว่าชนชาติ
นี้ไม่เคยยึดถือต่อกฎเกณฑ์ใดๆ และพร้อมจะท�ำทุกอย่างตามอ�ำเภอใจโดยไม่
สนใจว่าการกระท�ำของตนจะก่อให้เกิดศัตรูมากกว่ามิตร มีคู่ขัดแย้งอยู่รอบทิศ
รวมทั้งมีความขัดแย้งภายในดินแดนของตนเองด้วย
	 ประเทศมุสลิมที่ว่านี้ ก็คือ “อิหร่าน”
	 หากจะตั้งค�ำถามว่าอะไรท�ำให้อิหร่านน่าสนใจจนสมควรหยิบยกมาเป็น
กรณีศึกษา ค�ำตอบคงจะอยู่ที่ เพราะอิหร่านเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น
“รัฐเทวาธิปไตย”ที่เข้มแข็งเชื่อมั่นในตนเองและพร้อมที่จะท�ำทุกอย่างตามความ
ต้องการของตนเอง โดยไม่สนใจว่าจะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก
อีกทั้งอิหร่านยังเคยเป็นประเทศที่มีระบอบกษัตริย์แต่ถูกโค่นล้มจากประชาชน
ที่เชื่อมั่นในผู้น�ำศาสนามากกว่า
	 นอกจากนี้ อิหร่านยังเคยท�ำสงครามกับเพื่อนบ้านหลายปี ก่อนที่การ
สู้รบจะยุติลงด้วยการเจรจา อิหร่านเคยยึดสถานทูตของมหาอ�ำนาจตะวันตก
และจับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นตัวประกัน เพื่อบีบบังคับให้มหาอ�ำนาจที่เป็นคู่
กรณียอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของตน
	 นี่คือ อิหร่านประเทศที่เคยมีผู้ให้สมญาว่า “เทวาธิปไตยแห่ง
ตะวันออกกลาง”
	 ล�ำดับแรกเราควรจะเริ่มต้นรู้จักอิหร่านจากสภาพทางภูมิศาสตร์เสียก่อน
ว่า อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางอยู่ใกล้กับช่องแคบ
เฮอมูซ ซึ่งเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียกับยุโรป ดินแดนของอิหร่านถูกรายล้อม
ด้วยประเทศมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะช่วยให้อิหร่านอยู่ได้อย่างสันติสุขใน
ฐานะที่เป็นชาติที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นมุสลิมเหมือนกัน
	 แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น เพราะอิหร่านเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์
เชื้อสายเปอร์เชีย ขณะที่ชาติอาหรับอื่นๆ เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่
	 อิหร่านจึงมีความขัดแย้งกับชาติอาหรับส่วนใหญ่ ซึ่งน�ำโดยซาอุดิ
อาระเบียและอิรัก นอกจากนี้ อิหร่านยังขัดแย้งกับอิสราเอลซึ่งเป็นยิวอีกด้วย
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 47
	 นอกจากการขัดแย้งกับชาติเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางแล้ว ท่าที
อันแข็งกร้าวของอิหร่านต่อชาติมหาอ�ำนาจตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ
สหภาพยุโรปยังท�ำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากสังคมชุมชนระหว่างประเทศ
เพิ่มเติมเข้าไปอีก
	 อย่างไรก็ตามแม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แต่ด้วยความเข้มแข็งของคนใน
ชาติท�ำให้อิหร่านสามารถด�ำรงเอกราชและความเป็นรัฐเทวาธิปไตยให้ด�ำรงอยู่
ได้ตราบมาจนกระทั่งปัจจุบัน
	 หากมองย้อนกลับไปยังเรื่องราวในประวัติศาสตร์เราจะพบว่า อิหร่าน
เป็นชาติที่สืบทอดความเจริญรุ่งเรืองมาจากจักรวรรดิเปอร์เชียหรือในชื่อเต็มว่า
เปอร์เชีย อคีเมนียะห์ ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ ก่อตั้ง
โดยพระเจ้าไซรัสมหาราชหลังมีชัยเหนือจักรวรรดิมีดีส
	 จักรวรรดิเปอร์เซียรุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช
และพระเจ้าเซอร์ซีสมหาราชผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นศัตรูคนส�ำคัญของรัฐกรีกโบราณ
บริเวณที่เป็นที่ตั้งของจักรวรรดิเปอร์เซียอยู่ในบริเวณจังหวัดฟาร์ส ของอิหร่าน
ปัจจุบัน
	 ในศตวรรษที่๑๘ได้เกิดความระส�่ำระสายขึ้นในเปอร์เซียซึ่งถูกปกครอง
โดยราชวงศ์กอญัรเปอร์เซียตกอยู่ภายใต้การคุกคามของมหาอ�ำนาจต่างประเทศ
โดยเฉพาะรัสเซียและอังกฤษ ตั้งแต่ในรัชสมัยของ “ฟัฎอาลี” ซึ่งเป็นชาห์ หรือ
กษัตริย์แห่งราชวงศ์กอญัร ได้ท�ำสงครามกับรัสเซีย และต้องเสียดินแดนแถบ
เทือกเขาคอเคซัสทั้งหมด ขณะที่ประเทศอังกฤษก็เข้ามาแทรกแซงการเมือง
ภายในของอิหร่าน เนื่องจากต้องการครอบครองทรัพยากรน�้ำมันที่เพิ่งจะมี
การขุดพบ
	 ด้วยเหตุนี้เองจึงท�ำให้วัฒนธรรมตะวันตกจึงหลั่งไหลเข้าสู่เปอร์เซีย
จ�ำนวนมากระหว่างสงครามโลกครั้งที่๑เป็นช่วงเวลาที่ยากล�ำบากของเปอร์เซีย
เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของมหาอ�ำนาจตะวันตกหลายประเทศทั้งรัสเซีย,
อังกฤษ, ออตโตมาน, เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ท�ำให้เกิดกระแสต่อต้านไป
อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนพร้อมกับเรียกร้องให้ปกป้องผลประโยชน์และ
เอกราชของประเทศ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ48 •
	 จนเมื่อวันที่๒๑กุมภาพันธ์๑๙๒๑พันโทเรซาข่านผู้บัญชาการกองพัน
น้อยคอสแซคจึงได้น�ำกองทัพบุกเข้าเมืองหลวงท�ำการปฏิวัติเรียกร้องให้พระเจ้า
อะหมัด กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์กอญัรเปลี่ยนแปลงคณะเสนาบดี
	 อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศมิได้
คลี่คลายลงไป ท�ำให้ เรซ่า ข่าน ซึ่งกุมอ�ำนาจที่แท้จริงในประเทศจึงบีบให้พระ
เจ้าอะหมัด เสด็จฯ ออกนอกประเทศไปประทับในยุโรป ในปี ๑๙๒๓ และ
ไม่เดินทางกลับมายังอิหร่านเลย
	 จากนั้น เรซา ข่าน ก็ได้ประกาศยึดอ�ำนาจจากราชวงศ์กอญัร และ
ประกอบพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเป็น “ปฐมชาห์” หรือ กษัตริย์องค์แรก
แห่งราชวงศ์ “ปาห์ลาวี” เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๑๙๒๕
	 ในปี ๑๙๓๕ เมื่อเยอรมันมีอ�ำนาจมากขึ้น กษัตริย์เรซา ข่าน จึงเข้าเป็น
พันธมิตรกับเยอรมันพร้อมกับเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านซึ่งแปลว่าประเทศ
ของชาวอารยัน (Aryan/Arian) เพื่อให้ชื่อประเทศมีความเกี่ยวโยงกับเชื้อชาติ
ดั้งเดิมเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น
	 แต่โชคไม่เข้าข้างอิหร่าน เพราะเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม อิหร่าน
จึงกลายเป็นผู้แพ้ไปด้วย
	 ๒๐ ปีต่อมา เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ประทุขึ้น กองทัพสัมพันธมิตร
จึงได้ตัดสินใจบุกอิหร่าน โดยกองทัพอังกฤษได้บุกยึดภาคใต้ของอิหร่านและ
กองทัพโซเวียตได้เข้ายึดตอนเหนือของอิหร่าน ประเทศอิหร่านจึงถูกปกครอง
โดยกองทัพสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม
	 กษัตริย์เรซาจึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติเพื่อให้พระโอรสองค์โตคือ
โมฮัมหมัด เรซา ข่าน ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ประเทศอิหร่านหลังจากนั้นจึงมี
ความสัมพันธ์อันดีประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
	 ในปี ๑๙๕๐ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนอิหร่านก�ำลังตื่นตัวเรื่องชาตินิยม
ในพฤษภาคมปีเดียวกันนั้นเอง “มูฮัมหมัด มูซัดเดก” ผู้น�ำคนหนึ่งในขบวนการ
ชาตินิยมอิหร่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นนายมูซัดเดก
ได้ด�ำเนินการยึดบริษัทน�้ำมันแองโกล – อิหร่านออยล์ซึ่งเป็นของอังกฤษเป็น
ของรัฐ
	 การกระท�ำดังกล่าวท�ำให้ชาติตะวันตกตอบโต้ด้วยการบอยคอตน�้ำมัน
อิหร่าน ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ปีเดียวกัน รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศตัดสัมพันธ์
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 49
ทางการทูตกับอังกฤษ ขณะเดียวกันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านเริ่ม
ปั่นป่วน และเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และเกิดความวุ่นวายมากขึ้น
	 เดือนสิงหาคม ๑๙๕๓ กษัตริย์โมฮัมหมัดเรซา และราชินี ได้เสด็จฯ ออก
นอกประเทศ ๓ วัน หลังจากนั้น นายพล “ซาเฮดี” ประกาศตนเป็นนายก
รัฐมนตรีและยึดอ�ำนาจจากนายกฯมูซัดเดกพร้อมกับสั่งจับกุมตัวคณะรัฐมนตรี
จากนั้นกษัตริย์โมฮัมหมัดเรซานจึงเสด็จนิวัติอิหร่านและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
รัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายนิยมตะวันตก อิหร่านได้ท�ำการเปิดสัมพันธไมตรีกับการ
ทูตกับอังกฤษใหม่อีกครั้ง และมีการเจรจาตกลงกับบริษัทน�้ำมันอังกฤษและ
สหรัฐอเมริกา
	 และนับตั้งแต่ปี ๑๙๕๕ เป็นต้นมา กษัตริย์เรซาได้เริ่มมีบทบาทในการ
บริหารประเทศมากขึ้น และพาประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี ๑๙๖๓ กษัตริย์เรซาได้เริ่มโครงการส�ำคัญหลาย
อย่างเพื่อพัฒนาอิหร่านให้ก้าวหน้า
	 อาทิการปฏิรูปที่ดินปฏิรูปการเลือกตั้งการให้สิทธิแก่สตรีการตั้งหน่วย
การศึกษา การจัดตั้งหน่วยอนามัย การพัฒนาการเกษตร การโอนป่าเป็นของ
รัฐ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลอิหร่านเรียกโครงการเหล่านี้ว่า “การปฏิวัติขาว” เพราะ
เป็นการปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อ
	 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
พร้อมๆกันก็คือการคอร์รัปชันและความเหลื่อมล�้ำทางเศรษฐกิจซึ่งท�ำให้กลุ่ม
ฝ่ายซ้ายมาร์กซิส และผู้ใช้แรงงานไม่พอใจ ขณะที่นักการศาสนาเอง ส่วนใหญ่
ก็รู้สึกไม่พอใจกับการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งพวกเขารู้สึกว่า
เป็นตัวการที่ท�ำให้ประชาชนศีลธรรมตกต�่ำ และเอาใจออกห่างจากพระเจ้า
	 ด้วยเหตุนี้เอง จึงท�ำให้มีการออกมาเดินขบวนประท้วงราชวงศ์อย่าง
ต่อเนื่อง
	 ความขัดแย้งเรื่องนี้รุนแรงเพิ่มขึ้น จนกระทั่งในวันที่๕มิถุนายน๑๙๖๓
รูฮอลเลาะห์ มูซาวี โคไมนี ซึ่งเป็นอายะตุลลอฮ์ หรือ ปราชญ์อิสลามคนส�ำคัญ
ของอิหร่านได้แสดงตัวเป็นผู้น�ำต่อต้านกษัตริย์โดยออกมาปราศรัยโจมตีราชวงศ์
ชาห์อย่างรุนแรง จนถูกจับกุมตัว
	 แต่การจับกุมโคไมนีได้ก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นพันธมิตรของกลุ่มต่อต้าน
ราชวงศ์ได้แก่กลุ่มมาร์กซิส,กลุ่มนิสิตนักศึกษาชาตินิยมหัวเสรีและกลุ่มอิหม่าม
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ50 •
เคร่งศาสนา ซึ่งได้จัดการชุมนุมประท้วงเพื่อให้ปล่อยตัวโคไมนี จนเหตุการณ์
ลุกลามรุนแรงเป็นการจลาจลนองเลือด
	 พระเจ้าชาห์จึงได้พยายามตัดชนวนความขัดแย้งไม่ให้ขยายวงต่อไปด้วย
การเนรเทศโคไมนีไปตุรกีในวันที่๔พฤศจิกายน๑๙๖๔แต่ต่อมาโคไมนีได้ย้าย
ไปอยู่เมืองนาจาฟของอิรัก เพื่อให้ค�ำปรึกษาแก่กลุ่มการเมืองของตนเอง
	 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะขจัดโคไมนีออกไปนอกประเทศได้แล้ว แต่ความ
ขัดแย้งในอิหร่านกลับมิได้ลดลง
	 กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและเหล่านักศึกษา รวมทั้งกลุ่มนักการศาสนา
ยังคงด�ำเนินการประท้วงราชวงศ์ชาห์อย่างต่อเนื่อง ในลักษณะต้องการโค่นล้ม
ฝ่ายราชส�ำนักจึงมีค�ำสั่งให้กวาดล้างจับกุมแกนน�ำเหล่านี้ด้วยวิธีรุนแรง จนน�ำ
ไปสู่การนองเลือดของทั้ง ๒ ฝ่าย
	 ความไม่พอใจของประชาชนเริ่มถึงจุดระเบิดในวันที่๑๙สิงหาคม๑๙๗๘
ซึ่งตรงกับเดือนรอมฎอน ได้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงในโรงภาพยนตร์ที่เมือง
อะบาดาน มีผู้เสียชีวิต ๓๘๗ คน
	 ราชส�ำนักได้ออกมากล่าวหาว่า พวกอิสลามหัวรุนแรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
เพราะโรงภาพยนตร์เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม ทว่าเมื่อต�ำรวจ
ไม่สามารถหาผู้กระท�ำผิดได้ก็ยิ่งท�ำให้ประชาชนเคียดแค้นรัฐบาลและเกิดการ
ประท้วงตามเมืองต่างๆ พร้อมๆ กัน
	 ส่วนคู่ปรับของชาห์คือ โคไมนี แม้จะถูกเนรเทศไปยังประเทศอิรักนาน
ถึง ๑๒ ปี และภายหลังถูกรัฐบาลอิรักขอร้องให้ออกไปนอกประเทศ จนโคไมนี
ต้องอพยพไปอยู่ฝรั่งเศส แต่โคไมนีก็ใช้การอัดเสียงใส่เทปคาสเซตส่งกลับเข้ามา
ปลุกระดม เผยแพร่แก่นักศึกษาประชาชนและลุกลามถึงชาวอิหร่านในต่าง
ประเทศด้วย
	 หลังโศกนาฏกรรมที่เมืองอะบาดาน ชาวอิหร่านในเตหะรานได้รวมกัน
ประท้วงพระเจ้าชาห์ ซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยสหรัฐ มีการเผาธงชาติ ถือป้าย
ข้อความ“แยงกี้โกโฮม”“ชาห์ต้องลาออก”และ“โคไมนีต้องปกครองอิหร่าน”
มีสตรีแต่งกายด้วยชุดด�ำ สวมคลุมศีรษะจ�ำนวนมาเข้าร่วมขบวนด้วย
	 ขบวนผู้ประท้วงได้ปะทะกับทหาร ท�ำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลาย
คนหลังจากเหตุการณ์นี้ ก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงระลอกแล้วระลอกเล่า
ตามหัวเมืองอื่นๆ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 51
	 กลุ่มฝ่ายซ้ายได้ร่วมมือกันกับกรรมกรนับแสนคนทั่วประเทศผละงาน
ประท้วง ขณะที่กลุ่มนักศึกษาชาตินิยม และมีหัวเสรีต่างรณรงค์ให้พนักงาน
รัฐวิสาหกิจ บรรดาครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมการประท้วงด้วย
เช่นกัน
	 ทั้งนี้ การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๑๙๗๘
โดยประชาชนนับล้านได้ออกมาชุมนุมกันบนท้องถนน ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงได้
ชูรูปโคไมนีและตะโกนด่าทออเมริกา และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงประเทศ
เป็น “รัฐอิสลาม”
	 การประท้วงลุกลามจนเกิดเหตุรุนแรงที่เมืองมาชาดมีการลุกฮือเผาบ้าน
ของชาวอเมริกัน ตลอดจนกิจการต่างๆ ของชาวตะวันตก รัฐบาลได้ส่งทหาร
ออกไปรักษาความสงบ ท�ำให้เกิดการปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับร้อย
	 เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนรัฐบาลสหรัฐและยุโรปสั่งให้คนของตนออก
จากอิหร่าน
	 ความตึงเครียดที่กดดันท�ำให้กษัตริย์ชาห์ทรงยินยอมตามค�ำแนะน�ำของ
สหรัฐ โดยการเสด็จออกนอกประเทศพร้อมครอบครัว ในวันที่ ๑๓ มกราคม
๑๙๗๙ โดยที่ นายชาห์ปูร์ บัคเตียร์ นายกรัฐมนตรีอิหร่าน ได้ออกมาประกาศ
ว่าพระองค์มิได้สละบัลลังก์แต่อย่างใด
	 อย่างไรก็ตามในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ อายะตุลลอฮ์ โคไมนี พร้อม
ผู้สนับสนุนและนักหนังสือพิมพ์อีก ๑๕๐ คน ได้โดยสารเครื่องบินโบอิ้ง ๗๔๗
ของสายการบินฝรั่งเศสกลับสู่อิหร่าน โดยมีประชาชนต้อนรับอย่างเนืองแน่น
จากนั้นโคไมนีได้รับการแต่งตั้งเป็น“อิหม่าม”ซึ่งเป็นต�ำแหน่งสูงสุดทางศาสนา
	 แม้ระยะแรกกองทัพอิหร่านประกาศว่า พร้อมหลั่งเลือดเพื่อค�้ำบัลลังก์
ชาห์ และสนับสนุนรัฐบาลนายบัคเตียร์ แต่ภายหลังกองทัพ ได้วางตัวเป็นกลาง
ผู้สนับสนุนโคไมนีจึงได้เข้าควบคุมเตหะรานไว้โดยบุกยึดท�ำเนียบรัฐบาล
กระทรวงทบวง กรม ตึกรัฐสภา และสถานีต�ำรวจไว้ได้หมด ต่อมากลุ่มต่อต้าน
ราชวงศ์จึงได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อบริหารประเทศ
	 แต่แล้วในปลายปีเดียวกันเหตุการณ์ท�ำลายกฎเกณฑ์ของประชาคมโลก
ก็อุบัติขึ้น
	 เช้าตรู่ของวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๑๙๗๙ นักศึกษาอิหร่านราว ๕๐๐ คน
ได้บุกฝ่ากองก�ำลังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คุ้มกันอยู่ที่หน้าสถานทูต
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ52 •
สหรัฐอเมริกาประจ�ำกรุงเตหะรานเข้าไปจับกุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นตัวประกัน
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันส่งตัวกษัตริย์ชาห์  ที่อยู่ที่สหรัฐฯกลับไปด�ำเนิน
คดีในอิหร่าน  แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธค�ำเรียกร้องโดยอ้างว่า ชาห์ก�ำลังรักษาตัวอยู่
นักศึกษาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯทันที และ
ยกเลิกการขายน�้ำมันให้สหรัฐฯ
	 จากแรงบีบของกลุ่มนักศึกษา กลุ่มฝ่ายซ้าย และกลุ่มทางศาสนา ท�ำให้
นายกรัฐมนตรีเมฮ์ดี บาซากัน (Mehdi Bazargan) ของอิหร่าน จึงประกาศลา
ออกในเวลาต่อมา ขณะที่อีกไม่กี่วันต่อมาอิหร่านก็งดส่งน�้ำมันให้แก่สหรัฐฯ
	 ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ จึงตอบโต้ด้วยการสั่งอายัดทรัพย์สมบัติ
ของอิหร่านทั้งหมดในสหรัฐฯประมาณ๒แสนล้านบาทและก็ได้ส่งกองทัพเรือ
เข้าไปประชิดที่ทะเลอาหรับ
	 อิหร่านจึงสั่งให้ปล่อยตัวประกันผิวด�ำเป็นอิสระ ๓ คน ส่วนคนอื่นๆ
ยังคุมขังไว้ต่อไป แต่อีกไม่นานชาวผิวด�ำอีก๑๐คนก็ได้รับการปล่อยตัวอีกเป็น
ชุดที่สอง
	 เหตุการณ์ได้ทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น กลุ่มประชาชนอิหร่านพากัน
เข้าร่วมประท้วงสหรัฐฯ ตามสถานทูตของชาติอื่น สหรัฐฯ จึงเริ่มหาพันธมิตร
สนับสนุน และหันไปพึ่งศาลโลก รวมทั้งสหประชาชาติ ซึ่งทางสหประชาชาติ
ก็ได้พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย โดยยอมตั้งกรรมการสอบสวนชาห์ ในเรื่อง
ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสมัยที่พระองค์ทรงครองอ�ำนาจอยู่ในอิหร่าน
	 เวลาต่อมาอิหร่านได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ซึ่งจะสถาปนาอิหร่าน
เป็นสาธารณรัฐอิสลาม และเป็นรัฐเทวาธิปไตย พร้อมกับจัดให้มีการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีคนแรกของอิหร่าน โดยนาย อะบัลฮัซซัน บานิซาดร์
(Abolhassan Banisadr) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นหัวหน้า
กลุ่มมาร์กซิสทูเดย์ ก็ได้รับการไว้วางใจจากประชาชนให้ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่ง โดย
มีผู้น�ำสูงสุดคือ อายะตุลลอฮ์ โคไมนี เรียกว่า ฟากิฮ์ หรือ รอฮ์บัรร์ ถือเป็นผู้น�ำ
สูงสุดทางจิตวิญญาณมีอ�ำนาจครอบคลุมทั้งการเมืองและการปกครองทั้งหมด
	 และเมื่ออิหร่านมีผู้ปกครองโดยชอบธรรมแล้ว จึงท�ำให้การตัดสินใจ
การสั่งการต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มนักศึกษาแบบเมื่อก่อน จึงท�ำให้นายกรัฐมนตรี
กับกลุ่มนักศึกษามีความขัดแย้งกันอยู่ตลอด จนเกิดการประท้วงของกลุ่ม
นักศึกษาขึ้นหลายครั้ง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนลงในการเจรจากับสหรัฐฯ แต่โคไมนี
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 53
ก็ยังยืนยันว่า สหรัฐฯจะต้องส่งพระเจ้าชาห์กลับมายังอิหร่าน สหรัฐฯ จึงสั่งตัด
ความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านอย่างจริงจัง
	 ในเดือนมีนาคมปีต่อมา สหรัฐได้จัดส่งก�ำลังคอมมานโดชิงตัวประกัน
แต่แผนการนี้ซึ่งได้ใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นหลักล�ำเลียงพล ขณะบินฝ่าเขตตอนใต้
ของอิหร่าน เกิดผจญกับพายุทะเลทราย เครื่องบินหลายล�ำระเบิดพังพินาศ
ทหารเสียชีวิตไปจ�ำนวนหนึ่ง
	 ต่อมาในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๑๙๘๐ พระเจ้าชาห์ แห่งอิหร่านก็ได้
สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งในตับ และตกเลือด เมื่อชาวอิหร่านทราบข่าวก็พา
กันแสดงความยินดีแต่โฆษกของรัฐบาลอิหร่านได้ประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าว
จะไม่ท�ำให้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านเปลี่ยนแปลงไปและรัฐสภา
จะท�ำหน้าที่พิจารณาคดีของตัวประกันที่ถูกควบคุมในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ
ก็ได้แสดงความอ่อนข้อโดยยอมร่วมมือตั้งคณะกรรมการสอบสวนความสัมพันธ์
ในอดีตของสหรัฐฯ กับพระเจ้าชาห์
	 ต่อมาอิหร่านก็ได้ร่างเงื่อนไขต่อสหรัฐฯ ในการแลกกับการปล่อยตัว
ประกันทั้ง ๕๒ คน โดยสหรัฐฯ ต้องให้ค�ำมั่นสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ
อิหร่านอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
	 สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการอายัดทรัพย์สินอิหร่านทั้งภายในและภายนอก
ประเทศสหรัฐฯการคืนทรัพย์สินนั้นควรคืนให้แก่รัฐบาลอิหร่านเพื่อจะได้น�ำไป
ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในด้านต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะ
ท�ำได้
	 ประธานาธิบดีสหรัฐฯต้องออกค�ำสั่งใหม่มายกเลิกค�ำสั่งอายัดทรัพย์สิน
อิหร่านและให้ค�ำสั่งอายัดเป็นโมฆะ การส่งมอบทรัพย์สินทั้งหลายจะต้องได้รับ
การค�้ำประกันความปลอดภัยจากสหรัฐฯ
	 การคว�่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินที่กระท�ำต่อสาธารณะรัฐอิสลาม
อิหร่านจะต้องถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยค�ำประกาศของศาลสหรัฐฯและ
ศาลสหรัฐฯ ต้องห้ามการเรียกร้องใดๆ จากอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้อง
ของเอกชนหรือรัฐบาลในกรณีที่มีการเรียกร้องฟ้องร้องเอากับอิหร่านหรือ
ประชาชนชาวอิหร่านรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรับภาระเป็นผู้ชดใช้เอง โดยเฉพาะ
เกี่ยวกับการบุกยึดสถานทูตอเมริกัน และจับตัวประกันของชาวอเมริกัน
ในกรุงเตหะราน
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ54 •
	 ทรัพย์สมบัติของอดีตชาห์แห่งอิหร่านจะต้องส่งคืนให้อิหร่านและรัฐบาล
สหรัฐฯจะต้องประกาศยอมรับว่าทรัพย์สินของชาห์และพระราชวงศ์ที่เอาไปไว้
สหรัฐฯ นั้น เป็นของรัฐบาลอิหร่านโดยชอบธรรม
	 ในระยะแรกการเจรจาของทั้งสองประเทศก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง
กันได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายก็ยังท�ำการเจรจาต่อไปโดยใช้ทูตของแอลจีเรีย
เป็นตัวกลางในการเจรจาจนกระทั่งในวันที่๒๐มกราคม๑๙๘๑ทุกฝ่ายก็ตกลง
กันได้ ตัวประกันทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากโดนคุมขังทั้งสิ้น
๔๔๔ วัน
	 แม้การเป็นศัตรูกับมหาอ�ำนาจอย่างสหรัฐฯ จะยุติลง แต่อิหร่านก็มิได้
อยู่อย่างสงบสุขเพราะขณะที่เกิดการปฏิวัติอิสลามขึ้นในอิหร่านนั้นชาติอาหรับ
ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายซุนหนี่มีความหวาดหวั่นต่อการขยายของการปฏิวัติอิสลาม
	 โดยเฉพาะอิรักเพื่อนบ้านที่มีชาวชีอะห์เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศถึง
ร้อยละ ๖๐ แต่มีรัฐบาลเป็นชาวซุนนี ภายใต้การปกครองของพรรคบาธ โดยมี
ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้น�ำซึ่งมองเห็นความอ่อนแอของอิหร่าน
ในขณะนั้น  
	 ซัดดัมจึงฉวยโอกาสเปิดสงครามกับอิหร่านในวันที่ ๒๒ กันยายน
๑๙๘๐	ส�ำหรับมูลเหตุที่อิรักท�ำสงครามกับอิหร่านนั้น เกิดจากข้อพิพาทเรื่อง
บูรณภาพเหนือดินแดน การครอบครองแม่น�้ำชัต อัล อาหรับ, เกาะอบู มูซา
เกาะเกรทเตอร์และเลเซอร์ตับส์ของสหรัฐอาหรับอิมิเรต,การผนวกคูเซสถาน,
การต่อต้านการปฏิวัติอิสลามชีอะห์
        	ระหว่างสงคราม  ชาติตะวันตกในยุโรปให้การสนับสนุนอิรัก โดยโซเวียต
สนับสนุนด้านยุทธปัจจัย และการส่งก�ำลังบ�ำรุง ส่วนอิหร่านนั้นได้รับการ
สนับสนุนจาก ยูโกสลาเวีย, จีน, อัลบาเนีย, เกาหลีเหนือ และอิสราเอล
	 ส�ำหรับสหรัฐอเมริกานอกจากจะให้การสนับสนุนอิรักอย่างเปิดเผยแล้ว
ยังแอบขายอาวุธให้กับอิหร่านอย่างลับๆ ก่อนจะถูกเปิดโปงจากกรณีอิหร่าน-
คอนทร้า
	 การสู้รบเป็นไปอย่างโหดร้าย เมืองส�ำคัญของอิหร่านใกล้กับปากแม่น�้ำ
ชัทอัลอาหรับได้ความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเมืองอบาดานเมืองส�ำคัญ
ด้านอุตสาหกรรมน�้ำมันถูกอิรักยึดครอง อย่างไรก็ตาม กองก�ำลังทหารอิหร่าน
ยังคงต้านทานอย่างเข้มแข็งจนอิรักไม่สามารถรุกคืบเข้าไป
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 55
	 ด้านอิหร่าน ฝ่ายศาสนาใช้โอกาสนี้ สร้างกระแสคลั่งชาติ กวาดล้างหุ้น
ส่วนการปฏิวัติส่งผลให้ผู้น�ำเสรีนิยมหลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศพลพรรค
จ�ำนวนมากของพรรคมาร์กซิสทูเดย์ถูกสังหารกองก�ำลังพิทักษ์การปฏิวัติได้รับ
การขยายอัตรา และเสริมอาวุธ โดยท�ำงานภายใต้ผู้น�ำศาสนาคือโคไมนี
	 สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน ด�ำเนินต่อไปจนถึงปี ๑๙๘๗ ทั้งสองฝ่าย
จึงเริ่มเปิดการเจรจา จนกระทั่งลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกเมื่อ ๒๖ สิงหาคม
๑๙๘๘ โดยอิหร่านมียอดความสูญเสีย ๑ ล้านคน จากการถูกฆ่า หรือบาดเจ็บ
รวมถึงชาวอิหร่านที่เจ็บป่วย และตายจากผลของอาวุธเคมี
	 ส่วนอิรักมีความสูญเสีย ๒๕๐,๐๐๐ – ๕๐๐,๐๐๐ คน พลเรือนหลาย
หมื่นคนทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ และขีปนาวุธ การสูญเสีย
ทางการเงินมีมูลค่า๖๐๐,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ(๑๘.๖ล้านล้านบาท)ส�ำหรับ
แต่ละฝ่าย
	 สงครามครั้งนี้มีข้อสังเกตประการแรกคือ อิรักสามารถยึดครองดินแดน
ที่ต้องการไว้ได้ แต่ฝ่ายอิหร่านมิได้พ่ายแพ้ในสงครามการยึดครองจึงไม่มีความ
หมาย การเปลี่ยนแปลงพรมแดนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้
	 หลังสงครามสิ้นสุดลงไม่ถึงปี ในวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๙๘๙ โคไมนี ซึ่งเป็น
ผู้น�ำสูงสุดของอิหร่าน ก็ถึงแก่อสัญกรรม ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจาก
วิกฤติโลก และการที่อิหร่านถูกกีดกันทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก
	 สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มชนชั้นน�ำ สองซีก ซึ่งทั้งสอง
ซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และต้องการต่อต้าน
จักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ขัดแย้งกันในเรื่องการจัดการภายใน
	 ซีกแรกของชนชั้นปกครองถูกเรียกว่า “พวกอนุรักษ์นิยม” ส่วนอีกฝ่าย
คือ “พวกหัวปฏิรูป” ในด้านการเมืองขณะนั้นมีนายอัคบาร์ ฮาเซมิ ราฟซานจา
มีนักการศาสนาสายกลางเป็นประธานาธิบดีส่วนผู้ที่มาด�ำรงต�ำแหน่งแทนโคไม
นี คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมนีอี
	 ในปี ๑๙๙๕ อิหร่านได้ว่าจ้างรัสเซียให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งถูก
บริษัทรับเหมาก่อสร้างเยอรมันทิ้งงานไปตั้งแต่ปี ๑๙๗๙ โดยอิหร่านอ้างว่า
เป็นการด�ำเนินโครงการปรมาณูเพื่อสันติ แต่ชาติตะวันตกโดยเฉพาะ
สหรัฐอเมริกา ไม่เชื่อและเป็นแกนน�ำในการต่อต้านโดยระบุว่าอิหร่านพยายาม
จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ56 •
	 โครงการนิวเคลียร์จึงท�ำให้อิหร่านมีข้อพิพาทกับชาติตะวันตกอีกครั้ง
	 ในปี๑๙๙๗ฝ่ายปฏิรูปน�ำโดยโมฮัมหมัดคะทามิสามารถชนะการเลือก
ตั้งประธานาธิบดี และพยายามน�ำนโยบายการปฏิรูปมาใช้ แต่ก็ถูกขัดขวางจาก
กลุ่มอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตามเขาสามารถเอาชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
อีกครั้งในปี๒๐๐๑แต่ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างเป็นรูปธรรม
ท�ำให้เขาจึงพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับนายมามูด อะมาดิเนจาด (Mahmoud
Ahmadinejad) ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมในปี ๒๐๐๕
	 โดย อามาดิเนจาดมีนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินจากน�้ำมันเพื่อพัฒนา
สภาพความเป็นอยู่ของคนจนทั้งในเมือง และชนบท เมื่อเขาขึ้นมาเป็น
ประธานาธิบดีเขาสัญญาว่าจะก�ำจัดการคอร์รัปชั่นแต่ ๔ ปีผ่านมาสังคมอิหร่าน
ยังคงเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น
	 ในปี ๒๐๐๘ นายพาลิสดา (Abbas Palizdar) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น
ผู้สอบสวนการคอรัปชั่นในระดับสูงได้เขียนรายงานเปิดโปงการโกงกินของ
สถาบันชั้นสูง ทั้งหลายของอิหร่าน แต่ถูกรัฐบาลจับกุม
	 ระหว่างที่อามาดิเนจาด มีอ�ำนาจเขาได้เร่งสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์
ให้กับอิหร่าน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จนน�ำไปสู่
ความตึงเครียดกับชาติตะวันตก รวมไปถึงอิสราเอลที่ขู่จะโจมตีอิหร่านหาก
อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง
	 หลังการเลือกตั้งในปี ๒๐๑๓ นายฮัสซัน โรฮานี นักการศาสนาจากกลุ่ม
ปฏิรูปสามารถกลับขึ้นมามีอ�ำนาจได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาต้องเผชิญ
จากนี้ไปก็คือ ปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิ
เนจาดทิ้งไว้ให้ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจข้อพิพาทนิวเคลียร์กับชาติตะวันตก
มาตรการคว�่ำบาตรจากนานาชาติ ค�ำขู่โจมตีจากอิสราเอล ฯลฯ
	 แนวทางที่แข็งกร้าว และการใช้วาจายั่วยุของนายอาห์มาดิเนจาด ท�ำให้
อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล สหภาพยุโรป
รวมทั้งประเทศอิสลามอื่นๆ อย่างตุรกี อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย
	 ที่ยังคงอยู่ข้างเดียวกับอิหร่านมีเพียงซีเรีย ที่ขณะนี้ก�ำลังนองเลือดกับ
สงครามกลางเมือง และเหล่าเพื่อนซ้ายจัดของนายอาห์มาดิเนจาดใน
เกาหลีเหนือ โบลิเวีย นิคารากัว และเวเนซุเอล่า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 57
	 ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาลอิหร่านในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่อง
นโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่การด�ำเนินนโยบายทางการทูตถือเป็นสิ่ง
ส�ำคัญยิ่ง แต่การกระท�ำคงไม่ง่าย หากอิหร่านเมินเฉยต่อข้อพิพาทนิวเคลียร์ที่
ยืดเยื้อมาเกือบ ๑๐ ปี  
	 ทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของอิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง
ที่นักศึกษา ๔ส๔ ร่วมกันถอดบทเรียน
ปัจจัยแห่งสันติภาพบนความแตกต่าง
ข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ60 •
ปัจจัยแห่งสันติภาพบนความแตกต่าง
ข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔
	 จากการลงพื้นที่ ๓ ชุมชน คือชุมชนกะดีจีน ชุมชนคลองตะเคียน และ
ชุมชนละงูซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ความสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทางศาสนาของ
ผู้คนในท้องถิ่น พบว่า มีปัจจัยส�ำคัญหลายประการที่มีผลต่อความสันติสุข
ในชุมชน ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน ชาติพันธ์ พหุลักษณ์
พหุวัฒนธรรมอาชีพชุมชนข้อก�ำหนดของชุมชนการสื่อสารการเจรจาศาสนา
โครงสร้างทางสังคม เจตคติของผู้คนในชุมชน ผู้น�ำ และการใช้ทรัพยากร
ทั้งนี้ สามารถจ�ำแนกให้เห็นในแต่ละชุมชนได้ ดังนี้
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 61
	 การเกิดสันติภาพที่ยั่งยืน จ�ำเป็นต้องพิจารณาและให้ความส�ำคัญกับ
ปัจจัยแห่งสันติสุขดังกล่าว ในทางกลับกัน หากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้บกพร่องไป
ความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังรูปข้างล่างนี้
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ62 •
	 เราสามารถเลือกหยิบให้ความแตกต่างอันมีอยู่เป็นปกติ ใช้ไปในทาง
สร้างสรรค์เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หรือใช้ไปในทางที่สร้างความ
แตกแยกที่มากขึ้นได้  สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ มิใช่ไม่มีความแตกต่าง
ในทางกลับกันความแตกต่างมีให้เห็นเฉกเช่นเดียวกับชุมชนอื่นๆ แต่ชาวชุมชน
นั้น เลือกที่จะแตกต่างอย่างเข้าใจ ตัวอย่างเช่น
	 ๑.	การเข้าใจในประวัติศาสตร์ชุมชนยอมรับกันในส่วนของประวัติศาสตร์
ว่าเป็นบทเรียนที่ไม่ควรน�ำมาสร้างความแตกแยกการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน
ท�ำให้เห็นถึงความเป็นมาของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของผู้คนในชุมชน
ที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกัน
หลายชั่วคนก็จะเกิดส�ำนึกในความเป็นคนท้องถิ่นเดียวกัน การศึกษา
ประวัติศาสตร์ของชุมชนเป็นหัวใจส�ำคัญของความเข้าใจและเป็นจุดเริ่มต้น
ของสันติสุขที่เกิดขึ้น
	 การมุ่งเน้นให้คนในท้องถิ่นเข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชนของตน หรือกล่าว
ได้ว่า ให้เจ้าของประวัติศาสตร์มาศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นตัวเอง คนใน
ชุมชนจะเห็นภาพความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของตน เกิดเป็นฐาน
ความรู้ที่รวมสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันท�ำให้สามารถมอง
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 63
ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ด้วยแนวคิดนี้ จะท�ำให้คนท้องถิ่น
รับรู้ว่าชุมชนของเขาจะพัฒนาตนเองโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นได้อย่างไร ท�ำให้ชุมชน
เข้มเข็ง ความสันติสุขย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย
	 ตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่สร้างโดยคนท้องถิ่นเอง เช่น ชาวบ้านชุมชน
กะดีจีน ที่ด�ำรงอยู่ได้ท่ามการกระแสการเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านในกุฎีจีนไม่ว่า
ศาสนาใด สามารถเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนของตนได้ใกล้เคียงกัน ตนเป็นใคร
มาจากไหน บรรพบุรุษท�ำอะไร ในขณะที่ก็ทราบว่าเพื่อนบ้านต่างศาสนา
เป็นใคร มาจากไหน มาอยู่รวมกันที่นี่ได้อย่างไร ชาวชุมชนกะดีจีนรู้สึกเป็น
เจ้าของท้องถิ่น เค้ารู้รากเหง้าและรู้ตัวตน กะดีจีนจึงเป็นชุมชนที่สร้าง
ประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากจิตส�ำนึกของคนกะดีจีนเอง บวกกับความมีอัธยาศัย
ไมตรีของผู้คน ท�ำให้ชุมชนมีชีวิตและมีความเข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐเลย
	 เราต้องเลือกใช้ประวัติศาสตร์ในอันที่จะน�ำไปสู่สันติสุขแก่ชุมชน การ
ท�ำให้ประวัติศาสตร์กลายมาเป็นเครื่องมือสู่การแบ่งแยก แยกขั้ว ยั่วยุ น�ำไปสู่
ความเกลียดชังความแค้นท�ำให้ท�ำลายความสัมพันธ์ที่ดีอยู่เดิมด้วยเหตุในอดีต
ที่คู่ขัดแย้ง(ใหม่) ไม่ได้มีใครเป็นต้นเหตุ เป็นสิ่งที่พึงละเว้น
	 ๒.กิจกรรมภาครัฐ(ที่เหนือกว่าระดับชุมชน)เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์
การร่วมแรงร่วมใจในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
	 ๓. การมีกติกาการอยู่ร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับกติกามีความชัดเจนเป็น
รูปธรรม เช่น ธรรมนูญการอยู่ร่วมกัน หรือวิถีปฏิบัติภายในชุมชนจนกลายเป็น
วัฒนธรรมของชุมชนที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและหลากหลาย
	 ๔. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทุกภาพส่วน สร้างความรู้สึก
เป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน
	 ๕. การสื่อสารในชุมชน การสื่อสารท�ำหน้าที่เป็นกลไกในการผลักดัน
ให้การพัฒนาชุมชนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มีความส�ำคัญในฐานะที่เป็น
ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน การสื่อสารที่ก่อให้เกิดสันติสุขในชุมชนต้องเป็นการ
สื่อสารแบบมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นซึ่งจะน�ำไปสู่ความรู้สึกผูกพันกับประเด็น
ปัญหาของท้องถิ่น เกิดความตระหนักร่วม ความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ เกิดความ
สันติสุขในชุมชนที่ยั่งยืนได้
	 ๖.ผู้น�ำชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ
ยกตัวอย่างชุมชนทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็นกะดีจีน คลองตะเคียน ละงู ล้วนแล้วแต่มี
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ64 •
ผู้น�ำทางศาสนาเป็นผู้น�ำการสื่อสารที่ส�ำคัญ ท่านเจ้าอาวาส ท่านอิหม่าม หรือ
ท่านบาทหลวง ล้วนแล้วแต่ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อผู้คนในชุมชนตลอดเวลา
การสื่อสารเป็นไปแบบมีส่วนร่วมและรับฟังซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ท�ำให้สันติสุข
เกิดขึ้นในชุมชน
	 ๗. โครงสร้างทางสังคมที่ไม่มีความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหรือ
การปกครอง การมีกฎหมายที่บังคับใช้อย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม
เพื่อป้องกันความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่อาจเกิดขึ้นซึ่งหมายถึงการท�ำให้ตัวตน
ของกลุ่มวัฒนธรรมหรือกลุ่มชนชาติที่แตกต่างกันนั้นถูกบดบังหรือบังคับให้
สูญหายไปในส่วนนี้อาจนับว่าจับต้องไม่ได้ก็จริงแต่กระทบถึงความมีตัวตนของ
คนๆ นั้น กระทบถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในสายตาของวัฒนธรรม
ที่แตกต่างกันและอาจนับเป็นความรุนแรงที่สัมผัสด้วยใจของคนที่เข้าใจเท่านั้น
ทั้งสองอย่างคือ ความรุนแรงด้านโครงสร้าง และความรุนแรงทางวัฒนธรรม
จะหลบตัวซ่อนอยู่ข้างใต้ของความขัดแย้งที่รุนแรงกว้างใหญ่ทั้งสิ้น
	 ๘. ความเท่าเทียมกันและช่องว่างของความเหลื่อมล�้ำของแต่ละกลุ่มใน
ชุมชน ทั้งนี้อาจนับเป็นเนื่องมาจากความมีอ�ำนาจที่ไม่เท่ากัน กลุ่มที่ยึดครอง
อ�ำนาจอยู่อาจท�ำให้เกิดอภิสิทธิ์ในกลุ่มของตน กลุ่มที่ถูกริดรอนสิทธิ์จะเป็น
ฝ่ายถูกกระท�ำ สร้างความร้าวฉานแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งหากความเหลื่อมล�้ำ
ในการจัดการคดีความด้วยแล้วยิ่งตอกย�้ำความรุนแรงนี้ให้มากขึ้นและเป็นพลัง
ผลักดันให้เกิดความรุนแรงทางกายภาพต่อไป
	 ๙. ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอาจนับเป็นนามธรรมมากที่สุดและมีเหตุมีผล
น้อยที่สุด แต่เป็นตัวชี้วัดถึงระดับของความแตกต่างที่น�ำสู่ความแตกแยกได้ดี
และเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญแสดงถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันในคู่ที่แตกต่าง
ว่าการสมานความเข้าใจหรือความยากง่ายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้นมีมาก
เพียงใด
	 ในกรณีของปัญหาชายแดนใต้นั้น เราจะพบว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความ
แตกแยกแตกต่าง รุนแรงนั้นมีอยู่ครบถ้วนโดยเฉพาะในสายตาของผู้ถูกกระท�ำ
กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มคนไทยมุสลิม หรืออาจเรียกที่มาที่ไปของกลุ่มคนเหล่านี้ว่า
กลุ่มชาติพันธ์มลายูที่นับถืออิสลาม ความแตกต่างที่ถูกท�ำให้แตกแยกนั้นแฝงไว้
ด้วยความรุนแรงทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เช่น การบังคับไม่ให้นุ่งโสร่งหรือ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 65
ใช้ผ้าคลุมศีรษะ การบังคับใช้ภาษาไทย ทั้งอ่าน พูด เขียน การให้ใช้กฎหมาย
ไทยในการตัดสินคดี โดยขาดความรู้หรือเลี่ยงที่จะรับรู้ความแตกต่างของ
การนับถืออิสลามว่าต่างจากการนับถือศาสนาอื่นๆ ที่ว่า ความเป็นมุสลิมนั้น
การปฏิบัติตามหลักศาสนานั้นเป็นชีวิตจิตใจ เป็นวิถีชีวิตของคนทุกคน แทบจะ
มีกฎกติกาหรือแบบอย่างการครองตนตั้งแต่เกิดจนตายของมุสลิมเขียนไว้ชัดเจน
อันจะขัดขืนไม่ได้เพราะการขัดขืนจะหมายถึงการต้องถูกลงโทษในโลกหน้าหรือ
การต้องตกนรกเท่านั้น
	 การเข้าใจต้นเหตุของความกดดันต่อตัวตนของคนเชื้อสายมลายูที่นับถือ
อิสลามในจังหวัดชายแดนใต้นั้นส�ำคัญในการแก้ปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน
อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแท้จริงจึงต้องมีกระบวนการในการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง
เข้าใจและยอมรับด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย การพิจารณาว่าทางออกคือ
เช่นไรนั้นส�ำคัญน้อยกว่าความต้องการหาทางออกร่วมกัน มิใช่คิดฝ่ายเดียว
จากฝ่ายที่ถือว่าตนถืออ�ำนาจอยู่และเป็นเจ้าของความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว
	 ส�ำหรับสถานการณ์ของการเจรจาระหว่างสมช.ในนามรัฐบาลไทยกับ
ตัวแทนบีอาร์เอ็นนั้น ภาพที่สังคมมองอยู่คือการเจรจาได้เริ่มอย่างเป็นทางการ
แล้วและสิ่งที่คาดหวังตามมาคือการลดความรุนแรงนั้นอาจเป็นสิ่งที่เข้าใจกันเอง
ว่า การเจรจาต้องตามมาด้วยการหยุดความรุนแรง ในความเป็นจริง การเจรจา
นั้นยังไม่ได้เริ่มด้วยซ�้ำ บทบาทที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องแสดงให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นคือ
ความจริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน การยอมรับความแตกต่าง ความเคารพใน
ความเห็นหรือข้อเสนอที่แตกต่าง ความต้องการให้เกิดสันติภาพอย่างสร้างสรรค์
นั้นมิใช่ลดการใช้อาวุธเท่านั้นเพราะสิ่งนั้นเป็นปลายทางของความแตกแยกหรือ
รุนแรงที่เริ่มมาแล้วจากความรุนแรงทางวัฒนธรรมและทางโครงสร้างที่สะสมมา
นานหลายชั่วอายุคน การท�ำให้เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานับร้อยปีจะไม่เกิดขึ้นอีก
จึงมีทั้ง “ความจริง” ที่ “การเปลี่ยนแปลง” ต้องเกิดขึ้น พร้อมๆ กับ
“ความเชื่อ”ว่าทั้งสองฝ่าย“ตั้งใจ”ที่จะให้เกิดสันติสุข“ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
กัน” อันไม่ได้แปลว่า รัฐไทยยอมรับการมีอยู่ของกระบวนการว่าถูกกฎหมาย
แต่หมายถึงการรับฟังอย่างตั้งใจ เข้าใจ และยอมรับว่ามีความเห็นที่แตกต่างกัน
อันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์อันไม่สามารถซ่อมแซมได้ แต่เราคงไม่ต้องซ่อม
ประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจกันเท่ากับสร้างความเข้าใจกันบนพื้นฐานที่เคารพ
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ66 •
ในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่อาจเลือกเส้นทางชีวิตตามแบบฉบับ
ที่เขาต้องการตราบที่ไม่มีใครพยายามสร้างความแตกแยกให้บานปลายจากความ
แตกต่างที่มากพอควรอยู่แล้วนี้
	 การด�ำเนินการให้เกิดสันติสุขขึ้นในภาวะปัญหาความรุนแรงในแถบ
ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน นักศึกษา ๔ส๔ ในฐานะที่เป็น “Peace maker”
ขอเสนอในการน�ำปัจจัยต่างๆที่ค้นพบจากการลงพื้นที่แห่งสันติสุขดังกล่าวข้าง
ต้น มาเป็นตัวตั้งหลักในการคิด ท�ำ ด�ำเนินการ เพื่อให้พื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง
เป็นพื้นที่แห่งสันติสุข และสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป
	 งานของนักศึกษา ๔ส๔ ยังไ่ม่จบสิ้น ในสถานะแห่งความเป็น “Peace
maker” เรายังต้องการการลงพื้นที่ศึกษา น�ำปัจจัยที่ค้นพบไปด�ำเนินการ
ในรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาวการณ์ต่อไป....จุดมุ่งหมาย
ประการเดียวที่เราต้องการ คือ “สังคมสันติสุข” ที่ยั่งยืนของประเทศไทย
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
นักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่  ๔
สถาบันพระปกเกล้า
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ68 •
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
ล�ำดับ ชื่อสกุล
1 นายกรณ์ จันทรศิริ
2 ผศ.ดร.กฤชกนก สุทัศน์ ณ อยุธยา
3 นายกันต์ ก้อนกลีบ
4 นายกาหลง ทรัพย์สอาด
5 นายกิตติภณ ทุ่งกลาง
6 นายกิตติศักดิ์ ตรารุ่งเรือง
7 ผศ.ดร.กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ
8 นางเกษรา ชัยเหลืองอุไร
9 นายโกศล สงเนียม
10 นางสาวคัทลียา ศิลารัตน์
11 นางจารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล
12 น.อ.หญิง จินดา สระสมบูรณ์
13 พ.อ. เจนรณรงค์ เดชวรรณ
14 นายฉัตรชัย ชูแก้ว
15 นายชัยทิศ พิเศษสกลกิจ
16 พ.อ. ชัยยา จุ้ยเจริญ
17 นายชุมพร เพชรชุมชน
18 พ.ต.อ. โชคชัย อินทะนิน
19 นางฐาณิยา พงษ์ศิริ
20 นายฐิติ ลาภอนันต์
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 69
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
ล�ำดับ ชื่อสกุล
21 นางดารารัตน์ มหิกุล
22 ดร.เด่นชัย อัครเดชเดชาชัย
23 นายธรรศพงศ์ ชัยเลิศพงศ์
24 นางธิดา พัทธธรรม
25 นายธีรนันท์ ช่วงพิชิต
26 นางสาวนฐินันต์ ศรีลาศักดิ์
27 นายนพรัฐ พรวนสุข
28 พล.ต.ต.นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์
29 นายนันทพล วิชัยดิษฐ
30 รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ
31 นางนารีรัตน์ ทองประพาฬ
32 นายนิพนธ์  จิตตั้งธรรมกุล
33 นายบุญมาก สมิทธิลีลา
34 ผศ.พระมหาบุญเลิศ ช่วยธานี
35 นายบุญแสง ชีระภากร
36 นายปกภูมิ เดชดีหนูแก้ว
37 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์
38 นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
39 นายประภาส นิยมทอง
40 นายประมาณ ชูพิพัฒน์
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ70 •
ล�ำดับ ชื่อสกุล
41 นายพนัส  แพชนะ
42 ดร.พรชณิตว์  แก้วเนตร
43 พระปลัดพลกฤต  แก้วมนตรี
44 น.อ. พิเชษฐ์  อาภรณ์พัฒนพงศ์
45 ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์
46 นางสาวเพลินใจ  แต้เกษม
47 นางเพลินพิศ  ศรีภพ
48 นายไพทูร  ไพศาลสุขวิทยา
49 นางภิรมย์  ศรีประเสริฐ
50 นายมัยธัช  สามเสน
51 ดร.มุกดา  พัฒนะเอนก
52 พระมหาเมธา  ค�ำไหล
53 นางรัชนี  เกษคุปต์
54 พ.อ.หญิง รุจิเรข  บุญสิริ
55 -
56 นายวรเดช  ช่างบุ
57 นางสาววรนุช  จันทร์ปัญญา
58 นายวรรณชัย  อิทธิมณีสิริ
59 ดร.วรานี  เวสสุนทรเทพ
60 นายวสันต์  ทองสุข
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 71
ล�ำดับ ชื่อสกุล
61 นางวัชรี  สินธวานุวัฒน์
62 นายวัลลภ  การวิวัฒน์
63 พญ.วายุพา  วงศ์วิกรม
64 นายวิทยา  ยาม่วง
65 นายวิทยา  จันทร์ฉลอง
66 น.อ. วิพันธุ์  ชมะโชติ
67 นายวีรศักดิ์  เสริมประภาศิลป์
68 พ.ต.อ.วีระ  จิรวีระ
69 นางสาวศศธร น้อยโสภณ
70 นพ.ศุภกิจ  วัฒนศิลปปรีชา
71 นางสมบัติ  ไชยกุล
72 ดร.สมศักดิ์  กวีไตรภพ
73 ดร.สยมภู  เกียรติสยมภู
74 นายสักกะพงษ์  บุญมี
75 นายสากล  ฐินะกุล
76 นางสาวสุชาดา  ไทยบรรเทา
77 รศ.ดร.สุดใจ  ทูลพานิชย์กิจ
78 นายสุริยนตร์  โสตถิทัต
79 นายสุวรรณ  กนกไพบูลย์
80 นางสาวหทัยกาญจน์  ทวีทอง
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนยีบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ72 •
ล�ำดับ ชื่อสกุล
71 นางสมบัติ ไชยกุล
72 ดร.สมศักดิ์  กวีไตรภพ
73 ดร.สยมภู  เกียรติสยมภู
74 นายสักกะพงษ์  บุญมี
75 นายสากล  ฐินะกุล
76 นางสาวสุชาดา  ไทยบรรเทา
77 รศ.ดร.สุดใจ  ทูลพานิชย์กิจ
78 นายสุริยนตร์  โสตถิทัต
79 นายสุวรรณ  กนกไพบูลย์
80 นางสาวหทัยกาญจน์  ทวีทอง
81 นายอติโชค  ผลดี
82 นางอนงค์ภัทร์  จิตรวศินกุล
83 นายอมรินทร์  ปิยะสัจจะเดช
84 นางอรพิน  จิระพันธุ์วาณิช
85 นายอริยะ  นาวินธรรม
86 นายอัษฎางค์  เชี่ยวธาดา
87 -              
88 น.อ. (พิเศษ) อุปถัมภ์  สมุทรานนท์
89 นางสาวเอมอร  เสียงใหญ่
90 ศ.โอภาวดี เข็มทอง
นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง
การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔

เนื้อใน สันติสุข-New

  • 3.
    คำ�นำ� หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข มีวัตถุประสงค์ที่จะให้นักศึกษามีอุดมการณ์ ความรู้ความเข้าใจและทัศนคติ ที่จำ�เป็นต่อการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนการป้องกันแก้ไข และเยียวยาความแย้งด้วยสันติวิธี สร้างให้มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทต่างๆ ของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล กลุ่มคน องค์กร/ หน่วยงาน และสังคมโดยรวม การศึกษานอกจากในชั้นเรียนแล้ว มีการลงพื้นที่ ทุกภาคเพื่อรับรู้ความเป็นไปของสังคม ชุมชน ทุกๆ ปีรวบรวมแล้วแต่ละรุ่น จะลงพื้นที่ประมาณ ๕๐ จุด เมื่อลงพื้นที่แล้วจะนำ�ผลงานมานำ�เสนอต่อสาธารณะสำ�หรับในหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔ นี้ได้ศึกษารูปแบบ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยจัดทำ�เป็นรูปแบบ “ตัวแบบแห่งสันติสุข” และ นำ�เสนอในมุมมอง“สันติสุขเริ่มที่วิถีชุมชน”เป็นการศึกษารูปแบบของประเทศ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา สาธารณรัฐตุรกีและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และได้ลงพื้นที่ในประเทศเช่นชุมชนกะดีจีน ฝั่งธนบุรี ชุมชนคลองตะเคียน จังหวัดอยุธยาและชุมชนเทศบาลตำ�บลกำ�แพง อำ�เภอละงู จังหวัดสตูล รวมทั้ง การศึกษาในห้องเรียนอีกด้วย ผลงานที่ปรากฏให้ท่านเห็นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากความร่วมมือร่วมใจ ของนักศึกษาในรุ่นที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสันติสุข ขอชื่นชม ในความมุ่งมั่นของนักศึกษาทุกๆ ท่าน พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำ�นวยการสำ�นักสันติวิธีและธรรมาภิบาล/ ผู้อำ�นวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า
  • 5.
    สารบัญ หน้า สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน ๗ ชุมชนกะดีจีน...แตกต่างอย่างสันติและงดงาม ๑๓ ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ ๒๑ บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก ๒๕ ตุรกี ความแตกต่างคือความสวยงาม ๓๓ อิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง ๔๕ สันติภาพบนความแตกต่าง ปัจจัยแห่งข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔ ๕๙ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง ๖๗ การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
  • 7.
  • 8.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ8 • สันติวิธีที่ชุมชนคลองตะเคียน หากใครไม่เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการหันหน้ามาพูดคุย กันซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของสันติวิธี สามารถใช้ในการคลี่คลายปัญหาและ ยุติความขัดแย้งได้อย่างเป็นรูปธรรม ความเป็นไปที่เกิดขึ้น ณ ชุมชนคลอง ตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นความจริง ในเรื่องดังกล่าว ต�ำบลคลองตะเคียนเป็นต�ำบลเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี ในสมัยนั้นคลองตะเคียนถูกเรียกว่า “คลองขุนละครไชย” เป็นชุมชน ที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่ง มาจากต่างประเทศ เช่น อาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย มลายูและจาม อีกกลุ่มเป็นชาวสยามซึ่งเป็นคนพื้นเพเดิม ที่นับถือศาสนาอิสลาม สถานที่ตั้งของต�ำบลคลองตะเคียนมีล�ำคลองใหญ่และเคยมีต้นตะเคียน ขนาดใหญ่อยู่ด้วยจากข้อมูลในประวัติศาสตร์เล่ากันว่า บริเวณปากคลองด้าน ทิศตะวันออกเคยมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่สูงตระหง่านเป็นเสมือนแลนด์มาร์ค ในสมัยโบราณคลองนี้ใช้เป็นเส้นทางล่องซุงท�ำไม้ จึงได้เรียกชื่อต�ำบลตาม ล�ำคลองว่า “ต�ำบลคลองตะเคียน” ปัจจุบันต�ำบลคลองตะเคียนมีพื้นที่ทั้งหมดจ�ำนวน๔,๔๘๗ไร่เป็นพื้นที่ ท�ำการเกษตรจ�ำนวน ๒,๖๔๙ ไร่ ทิศเหนือติดกับ ต�ำบลส�ำเภาล่ม ทิศใต้ติดกับ อ�ำเภอบ้านรุน ทิศตะวันออก ติดกับ ต�ำบลเกาะเรียน และทิศตะวันตก ติดกับ ต�ำบลปากกราน สภาพพื้นที่ทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น�้ำเจ้าพระยาและล�ำคลอง “คลองตะเคียน” ไหลผ่าน การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังคลองตะเคียนกระท�ำได้สอง หนทางคือ ทางรถยนต์ โดยใช้ถนนสายเอเชียมุ่งสู่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาใช้ เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที หากต้องการบรรยากาศในสมัยก่อนแนะน�ำ ให้ล่องเรือขึ้นไป ตามแม่น�้ำเจ้าพระยา หากตั้งต้นที่ท่าน�้ำศิริราชจะใช้เวลา ประมาณ ๒ ชั่วโมง ราษฎรของต�ำบลคลองตะเคียนตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมแม่น�้ำและ ล�ำคลอง จ�ำนวน ๑๓ หมู่บ้าน จ�ำนวนประชากร ๔,๙๔๘ คน รวม ๘๑๔ หลังคา เรือนตามทะเบียนบ้าน แต่เป็นที่รู้กันว่าต�ำบลนี้มีครัวเรือนที่แท้จริงกว่า๑,๒๐๐
  • 9.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 9 ครัวเรือนมีสถานที่ส�ำคัญทางศาสนาพุทธคริสต์และอิสลามตั้งในชุมชนเดียวกัน เมื่อถึงห้วงเวลาส�ำคัญของแต่ละศาสนาเราจะได้เห็นประเพณีต่างๆ เช่น การถือศีลอดในช่วงรอมฎอน การแห่เทียนพรรษา วันขอบคุณพระเจ้า เป็นต้น ชาวคลองตะเคียนโดยทั่วไปด�ำรงชีวิตเรียบง่าย ท�ำอาชีพประมงน�้ำจืด ท�ำแห ท�ำอวน ทอผ้า ท�ำสุ่มไก่และโรตีอันเลื่องชื่อ ชาวชุมชนคลองตะเคียน จัดเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์และมีความโดดเด่นของตนเองนั่นคืออยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีความขัดแย้ง เพราะในความเป็นจริง สังคมมนุษย์ทุกแห่งล้วนแล้วแต่หลีกไม่พ้น ความขัดแย้งไม่เว้นแม้แต่สังคมเล็กๆ อย่างในครอบครัวของเราเองในห้องเรียน หรือในที่ท�ำงาน ไปจนกระทั่งถึงสังคมใหญ่ระดับชาติที่มีความขัดแย้งระหว่าง เจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกัน ชุมชนคลองตะเคียนก็เช่นกัน ตัวอย่างเรื่องราวความขัดแย้งของชาวคลองตะเคียนและวิธีการแก้ไขของ พวกเขา มีความน่าสนใจและน่าเรียนรู้ เรื่องแรกเป็นกรณีเกี่ยวกับการรุกล�้ำเขตที่ดิน ระหว่างชาวชุมชน ๒ คน คือ นางอามีนะห์ อายุ ๕๐ ปี กับนางล�ำละ อายุ ๔๑ ปี เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทั้งสองมีที่ดินติดกันโดยต่างก็มีหนังสือราชการเป็น โฉนดที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน นางล�ำละต้องการสร้างบ้านพักในบริเวณที่ดินดังกล่าว ท�ำให้เกิดกรณี ขัดแย้งกับนางอามีนะห์ เนื่องจากนางอามีนะห์เห็นว่าก�ำลังสร้างบ้านรุกล�้ำเขต ที่ดินของตนจึงเกิดการโต้แย้งในเรื่องเส้นแบ่งเขตที่ดินซึ่งทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าตนเอง เป็นฝ่ายถูก ในที่สุดกรณีขัดแย้งนี้ถูกน�ำเข้าสู่กระบวนการจัดการความขัดแย้งของ ชุมชนโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการคลี่คลายในเบื้องต้น และหากไม่สามารถคลี่คลายได้ต้องน�ำเรื่องไปสู่การจัดการของอิหม่าม นายสมชายซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านได้เรียกคู่กรณีทั้งสองมาคุยกันในเบื้องต้น จึงทราบว่า ทั้งสองระบุเขตที่ดินไม่ตรงกัน ในครั้งแรกแต่ละคนพยายามดึงดัน ว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก นายสมชายจึงตัดสินว่า ให้น�ำเขตที่ดินของทั้งสองคน มาแบ่งครึ่งแล้วสอบถามความเห็นของทั้งสองฝ่าย
  • 10.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ10 • นอกจากนี้นายสมชายยังตอกย�้ำเรื่องหลักการของศาสนาว่าด้วยการ ละเมิดสิทธิของคนอื่นโดยเฉพาะการบุกรุกที่ดินของผู้อื่นนั้น โทษที่ผู้บุกรุก จะได้รับในโลกหน้าตามความเชื่อของชาวมุสลิมนั้น ผู้บุกรุกจะต้องน�ำที่ดินที่ได้ บุกรุกจ�ำนวน ๗ ชั้นแบกไปให้ให้เจ้าของที่ดินและจะได้รับการทรมานอย่างเจ็บ ปวดในไฟนรกอีกด้วย การชี้น�ำของผู้ใหญ่บ้านได้ผล เพราะนางล�ำละและนางอามีนะห์พอใจ และยอมรับในการตัดสินในครั้งนี้ ปัจจุบันทั้งสองอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีปัญหา ตัวอย่างที่สอง เป็นเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับตลาดนัด กล่าวคือ มัสยิดกุฎีช่อฟ้าได้จัดให้มีตลาดนัดทุกเช้าวันจันทร์และเย็นวันศุกร์ โดยบริเวณ ที่ร้านค้ามาวางขายสินค้าอยู่ด้านข้างถนนข้างมัสยิด ต่อมาผู้ใช้รถในการสัญจรไปมาได้รับความเดือนร้อน จึงร้องเรียนไปยัง กรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ว่าแม่ค้าวางสินค้ากีดขวางการจราจรและ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ หัวหน้ากรมชลประทานจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการมัสยิด ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ เมื่อคณะกรรมการมัสยิดรับทราบเรื่องร้องเรียนจึงได้จัดให้มีการประชุม เพื่อหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว โดยใช้หลักการ “มูชาวาเราะฮ.” ซึ่งเป็นการหาทางออกร่วมกันของคนในชุมชนโดยมีเป้าหมายเพื่อความสงบ สุขร่วมกันโดยทางร้านค้าแต่งตั้งตัวแทนเป็นผู้เจรจา คือนางฟาติมะห์กับคณะ กรรมการมัสยิด ในที่สุดได้ข้อสรุปส�ำคัญ ๒ ข้อ ได้แก่ ๑. ให้ร้านค้าจัดการย้ายไปขายในพื้นที่วากัฟของมัสยิด ซึ่งอยู่บริเวณ ข้างวัดโคก ซึ่งจะท�ำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาไม่เดือนร้อนและไม่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งสร้างความเป็นระเบียบชุมชน ๒. บริเวณร้านค้าเดิมที่เป็นจุดข้อพิพาทได้จัดให้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม ของมัสยิดเพิ่ม ส่วนที่เหลือจัดสรรเป็นที่ออกก�ำลังกายและนันทนาการต่างๆ ให้กับประชาชน ข้อสรุปดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ท�ำให้ปัญหาเรื่องตลาดนัด คลี่คลาย ชาวชุมชนใช้ชีวิตต่อไปได้ตามปกติสุข จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่า การที่คู่ขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งจนส�ำเร็จลุล่วง มิได้เป็นผลมาจาก การเจรจากันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
  • 11.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 11 หากแต่ “วิถีชุมชน” ซึ่งเป็นพื้นฐานในการด�ำรงชีวิตของผู้คน นับเป็น ปัจจัยแรกเริ่มและองค์ประกอบส�ำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้การเจรจาด�ำเนินไปได้ ด้วยดี และประสบความส�ำเร็จในท้ายที่สุด วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท�ำให้พวกเขา ไม่มีความทะเยอทะยานแบบสุดโต่งเมื่อไม่สุดโต่งการประนีประนอมปรองดอง แบบ“พบกันครึ่งทาง”หรือเกลี่ยในสิ่งที่พึงมีพึงได้ในลักษณะประสานประโยชน์ ร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยึดมั่นในค�ำสอนตามศาสนาที่มุ่งให้ ทุกคนกระท�ำความดีอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียน เช่น ค�ำสอนในศาสนาพุทธ ที่ว่า“สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น”หรือ หลักการ “มูชาวาเราะฮ.” ในศาสนาอิสลามที่มุ่งความสงบสุขร่วมกัน “มนุษย์ ทุกคนเป็นบุตรของพระเยซู” ตามศาสนาคริสต์ท�ำให้พวกเขารู้จักใช้ “สติ” ในการมองปัญหามากกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้ง ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้ความรุนแรงจึงไม่เกิดขึ้นและต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ามีแต่ พวกเราไม่มี “พวกเขา” จึงยินยอมที่จะผ่อนปรนให้แก่กันมากกว่าที่จะ มุ่งเอาชนะคะคานกัน เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว วิถีชุมชนของชาวคลองตะเคียนซึ่งยอมรับในวัฒนธรรมประเพณี ที่แตกต่างกันของคนในชุมชนต่างศาสนาภายใต้ความเชื่อมั่นและให้ความเคารพ ในตัวผู้น�ำชุมชนท�ำให้บทบาทของผู้น�ำชุมชนมีน�้ำหนักอย่างมากในการโน้มน้าว ให้ทุกคนยอมรับค�ำแนะน�ำและข้อเสนอต่างๆจนน�ำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้คือการชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของ “วิถีชุมชน” ในฐานะ ยาสามัญประจ�ำท้องถิ่น ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความรุนแรง ไม่ให้เกิดขึ้นและ ใช้เป็นยาแก้โรคขัดแย้งของผู้คนในท้องถิ่นที่มีชื่อว่า “คลองตะเคียน” ท�ำให้ ชุมชนแห่งนี้ด�ำรงไว้ซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน
  • 13.
  • 14.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ14 • ชุมชนกะดีจีน... แตกต่างอย่างสันติและงดงาม คนส่วนใหญ่มักมีความคิดพื้นฐานว่าความแตกต่างของวิถีชีวิต ศาสนา ความเชื่อรวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีมักเป็นสาเหตุเบื้องต้นที่ท�ำให้เกิดความขัด แย้งและบานปลายไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่หากได้เข้าไปสัมผัสกับชุมชนที่มีชื่อว่า “กะดีจีน” ความคิดนั้นก็คง จะแปรเปลี่ยนไปสู่ความอัศจรรย์ใจเมื่อพบว่า แท้ที่จริงแล้ว “ความแตกต่าง” ไม่ใช่ตัวปัญหาของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและชุมชนกะดีจีนคือตัวอย่างและ บทพิสูจน์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เราจะไปสัมผัสที่นั่นด้วยกัน ชุมชนกะดีจีนตั้งอยู่บนฝั่งธนบุรีริมแม่น�้ำเจ้าพระยาไม่ไกลจาก วัดอรุณราชวรารามและพระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการ กองทัพเรือ ชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ ๓๐ ไร่ผู้คนในชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกัน ประมาณ ๒๕ ๐หลังคาเรือน แต่สิ่งที่ท�ำให้ชุมชนแห่งนี้โดดเด่นเหนือกว่าชุมชนใดก็คือ ผู้คนในชุมชน มีถึง ๓ ศาสนา ๔ ความเชื่อ ประกอบด้วยศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนา คริสต์ บนความเชื่อแบบไทย จีน ฝรั่ง และอิสลาม เมื่อเข้าสู่พื้นที่ของชุมชนกะดีจีน เราจึงได้เห็นโบสถ์ซางตาครู้สของชาว คริสต์ยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากมัสยิดของชาวมุสลิมบริเวณคลองบางหลวง ที่รู้จักกันในนาม “มัสยิดกุฎีขาว” ขณะที่บริเวณใกล้กับวัดกัลยาณมิตรของ ชาวพุทธเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเกียนอันเกงซึ่งเป็นที่เคารพของชาวไทยเชื้อสาย จีน เพื่อให้หายสงสัยว่าท�ำไมคนต่างเชื้อสายต่างศาสนาจึงมาอยู่รวมกันได้ ในชุมชนที่มีอายุกว่า๒๐๐ปีขออนุญาตเล่าถึงประวัติศาสตร์ให้ทราบโดยสังเขป ดังนี้ กะดีจีนเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ก�ำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อพระองค์มีชัยในศึก กู้ชาติหลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งที่สอง
  • 15.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 15 ระหว่างที่กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงกะดีจีนเป็นถิ่นที่อาศัยของผู้คน ๓ เชื้อสาย คือ ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวคริสต์และชาวอิสลาม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นที่อยู่ของไทย จีน ฝรั่ง และมุสลิม คนเหล่านี้เข้ามายังกะดีจีนนได้อย่างไรและท�ำไมที่นี่จึงถูกเรียกว่า “กะดีจีน” ผู้เขียนขอเริ่มที่ความเป็นมาของจีนก่อนเป็นล�ำดับแรก เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นชาวไทย เชื้อสายจีน ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสถาปนาเมืองหลวงใหม่ที่ธนบุรีจึงมี ชาวจีนจ�ำนวนหนึ่งติดตามมาด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้จึงได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณปากคลองบางหลวงหรือ คลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบันให้เป็นที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับชาวคริสต์จากกรุงศรีอยุธยาที่ได้อพยพตามสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชมายังกรุงธนบุรีและได้รับพระราชทานที่ดินในบริเวณ เดียวกันให้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งตามประวัติกล่าวไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราชทาน ที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมด้วยเงินจ�ำนวน ๒๐ กษาปณ์ให้บาทหลวงยาโกเบ กอร์ ผู้น�ำของชาวคริสต์และชาวโปรตุเกสในขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๒ แล้ว บาทหลวงก็เป็นผู้สร้างบ้านเรือนเป็นชุมชนชาวคริสต์ในย่าน กะดีจีนเรียกว่า “ค่ายซางตาครู้ส” และสร้างโบสถ์เล็กๆ ขึ้นหลังหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๑๓ ตั้งชื่อให้ว่า “โบสถ์ซางตา ครู้ส” ทั้งนี้ค�ำว่า Santa Cruz เป็นภาษาโปรตุเกส ซึ่งตรงกับภาษาละตินว่า Sanctus Crux แปลว่า “กางเขนศักดิ์สิทธิ์” ส่วนชาวมุสลิมในพื้นที่นี้ก็อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงเช่นกัน โดยมาปักหลักสร้างแพอยู่บริเวณสองฝั่งคลองบางกอกใหญ่ และจากค�ำบอกเล่าบริเวณแห่งนี้เคยมีมัสยิดที่ก่อสร้างด้วยไม้ชื่อว่า “กุฎีแดง” มาก่อน และพบสระน�้ำละหมาดขนาดเล็ก กว้างยาวด้านละ ๓ วา จึงสันนิษฐานกันว่าในช่วงเวลานั้นมุสลิมกลุ่มนี้ได้สร้างกุฎีแดงขึ้นเพื่อประกอบ ศาสนกิจบนฝั่งคลองนั่นเองและยังปรากฏด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้พระราชทานยศให้กับข้าราชการชาวมุสลิมที่ร่วมกู้ชาติด้วยโดยหัวหน้ามุสลิม ได้เป็น “เจ้าพระยาจักรี” และแม่ทัพเรือมุสลิมเป็น “พระยาราชวังสัน”
  • 16.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ16 • นี่คือที่มาของบรรพชนไทยจีน ฝรั่ง และอิสลาม แห่งชุมชนที่มีชื่อว่า “กะดีจีน” ส่วนที่มาของชื่อกะดีจีนสืบเนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า จีน ๒ หลัง คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอู และศาลเจ้าพ่อโจวซือกง ต่อมาศาลทั้ง ๒ หลัง ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่ บนพื้นที่เดิมและเปลี่ยนองค์ประธานเป็น“เจ้าแม่กวนอิม”พร้อมทั้งตั้งชื่อใหม่ ว่า “ศาลเจ้าเกียงอันเกง” ซึ่งมีความหมายว่าวังที่ให้ความสงบสุขแก่แผ่นดิน ศาลแห่งนี้มีลักษณะตามสถาปัตยกรรมแบบจีนและเคยมีพระสงฆ์จาก จีนมาจ�ำพรรษา จึงถูกเรียกขานจากชาวบ้านว่า “กุฏิจีน” อันหมายถึงกุฏิที่มี พระจีนอาศัยอยู่ ต่อมาชื่อ “กุฏิจีน” จึงค่อยเพี้ยนไปกลายเป็น “กุฎีจีน หรือ กะดีจีน” แต่ความหมายยังคงเหมือนเดิม เพราะค�ำว่า กุฏิหรือกุฎีล้วนแปลว่าที่อยู่ของ นักบวชทั้งสิ้น และนี่ก็คือ “กะดีจีน” ในปัจจุบันซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลอมรวมกันอยู่ได้อย่างสงบสุขและงดงามด้วยศาสนาสถานส�ำคัญ อาทิ โบสถ์ซางตาครู้ส ซึ่งถือเป็นวัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกของ ฝั่งธน โดยโบสถ์ซางตาครู้สหลังแรกนั้นสร้างด้วยไม้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เสด็จมาเห็นว่าโบสถ์ทรุดโทรมมากจึงมีรับสั่งให้ซ่อมแซมบูรณะ ตราบจนมีอายุ ๖๕ ปี จากนั้นในปี พ.ศ.๒๓๗๘ โบสถ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง โดย บาทหลวงบัลเลอกัวมีรูปทรงคล้ายศาลเจ้าจีนซึ่งโบสถ์หลังที่สองนี้มีอายุถึง๗๘ ปี แต่ในห้วงเวลาดังกล่าวก็ได้เกิดเหตุการณ์ส�ำคัญขึ้นหลายครั้ง ทั้งภัยน�้ำท่วม และไฟไหม้ กระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๕๖ โบสถ์หลังที่สามก็ถูกสร้างขึ้นโดยบาทหลวง กูเลียล โมกิ๊น คาครูส และด�ำรงอยู่สืบมาจนปัจจุบัน ซึ่งตัวโบสถ์มีความใหญ่โต สวยงาม มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสิก ผสมกับเธอเนสซองส์ มีจุดเด่นอยู่ที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม เช่นเดียวกันกับพระที่นั่ง อนันตสมาคม ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่งดงาม กระจกบนโดมเป็นกระจกสีเขียนเป็นภาพเหตุการณ์ส�ำคัญในคริสต์ศาสนา
  • 17.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 17 ทั้งนี้ศิลปะแบบนีโอคลาสิกเป็นการเลียนแบบงานของกรีกและโรมัน ทั้งโดยตรงและน�ำมาประยุกต์ผลงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรมมักแสดง ลักษณะของรูปคนได้ถูกต้องชัดเจนตามหลักกายวิภาคศาสตร์ และท่าทางการ แสดงออกตามแบบอย่างศิลปะกรีก ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยพุทธในชุมชนนี้คือวัดกัลยาณมิตรซึ่งสร้าง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยภายในวัดมีทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ส�ำคัญ อยู่มากมาย อาทิ พระอุโบสถพระพุทธรูปหล่อปางปาลิไลยก์พระวิหารหลวง(วิหารหลวง พ่อโตหรือช�ำปอกง)พระวิหารน้อยหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติเจดีย์ บรรจุอัฐิเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (บุตรเจ้าพระยานิกรบดินทร์) เจดีย์เหลี่ยม หอระฆัง ศาลาการเปรียญ ศาลาเก๋งจีน และศาลาตรีมุข ทั้งยังมีหมู่กุฏิสงฆ์ และอาคารส�ำนักงาน ซึ่งมีทั้งแบบเก่าและใหม่ บางหลังเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ มีลักษณะ ทางศิลปกรรมที่งดงามยิ่งนัก ส่วนศาสนาสถานของชาวไทยมุสลิมในชุมชนนี้คือ มัสยิดบางหลวง ซึ่งก่อสร้างในลักษณะผสมผสานกับศาสนาพุทธได้อย่างลงตัวที่สุด ทั้งนี้มัสยิดบางหลวงนับว่าเป็นมัสยิดแห่งเดียวในโลกที่เป็นทรงไทย ทั้งหลังโดยไม่ได้ก่อสร้างตามพิมพ์นิยมทั่วไปที่มีหลังคารูปโดมและมีสัญลักษณ์ ดาวกับเดือนเสี้ยวประดับอยู่ ซึ่งอิหม่ามประจ�ำมัสยิดบางหลวงบอกว่า มัสยิดไม่จ�ำเป็นต้องเป็นรูปโดม อาคารสถานที่ทุกอย่างไม่ได้มีกฎเกณฑ์ ว่าต้องสร้างอย่างไร แต่แก่นแท้ที่ส�ำคัญจริงๆ นั่นคือ ชาวมุสลิมยึดมั่นใน พระอัลเลาะห์องค์เดียว โดยมัสยิดบางหลวงได้ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บันไดทางขึ้นทั้งสองข้างมีลวดลายศิลปะไทย พลสิงห์และบังขึ้นพื้นหน้ามุข ปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ขณะที่หน้าบันมีลักษณะของศิลปะ ๓ ชาติ คือ กรอบหน้าบัน (ศิลปะ ไทย) เป็นเครื่องล�ำยองประดับห้ามลายไว้บนยอด ใบหน้าบัน (ศิลปะฝรั่ง) เป็น ปูนปั้นลายก้านแย่งใบฝรั่งเทศดอกไม้เป็นดอกเมาดาล(ศิลปะจีน)ซึ่งลายศิลปะ ๓ ชาตินี้ ได้น�ำมาประดับที่กรอบประตูและหน้าต่างทุกบานของมัสยิด ส่วนตัว อาคารที่เป็นปูนทาสีขาวล้วนจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อมัสยิดนี้อีกอย่างหนึ่ง ว่า “กุฎีขาว”
  • 18.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ18 • ส่วนที่เป็นไม้ทาสีเขียวแม้ว่าตัวอาคารจะสร้างเป็นทรงไทย แต่ผู้สร้าง ก็ได้สอดแทรกหลักการทางศาสนาอิสลามเอาไว้ด้วย คือ มีเสาค�้ำยันชายพาไล จ�ำนวน๓๐ต้นเท่ากับบทบัญญัติในคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งมี๓๐บทห้องละหมาด มี ๑๒ หน้าต่าง ๑ ประตู รวมเป็น ๑๓ ช่อง เท่ากับกฎละหมาด ๑๓ ข้อ และ แบ่งพื้นที่แยกไว้ส�ำหรับหญิงและชาย เนื่องจากห้ามละหมาดด้วยกัน มัสยิดบางหลวงหรือกุฎีขาวจึงมีการผสมผสานระหว่างศิลปะทั้งของชาว มุสลิมไทยจีนและฝรั่งหากแต่ผลงานที่ปรากฏกลับกลมกลืนและมีความงดงาม อย่างน่าอัศจรรย์ จากทั้งหมดที่เล่ามาคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า ชุมชนกะดีจีนแห่งนี้เป็นที่ หลอมรวมของผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางค�ำถาม จากคนที่ไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขาว่า “ชุมชนกะดีจีนอยู่กันได้อย่างไร ท�ำไมจึงไม่มีข้อขัดแย้ง” ค�ำตอบที่อยากเฉลยให้ทราบก็คือที่เขาอยู่กันได้ก็เพราะผู้คนในชุมชนนี้ ยอมรับซึ่งความแตกต่างของกันและกันทั้งในแง่วัฒนธรรมประเพณีและ ความเชื่อตามหลักศาสนา พวกเขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อและพิธีกรรมในศาสนาอื่น ไม่ลบหลู่ดูแคลนด้วยยึดมั่นว่าทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนดีและ ประพฤติดีต่อผู้อื่น นอกจากนี้เมื่อมีกิจกรรมใดซึ่งแม้จะต่างศาสนาแต่พวกเขาจะช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เราจึงได้เห็นมุสลิมน�ำข้าวหมกไก่มาช่วยงานบุญของไทยพุทธ หรือ ได้เห็นไทยพุทธท�ำขนมมอบให้มุสลิมในงานฉลองสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอดได้เห็น ไทยพุทธร่วมไหว้เจ้ากับชาวจีนในเทศกาลสารทจีนได้เห็นผู้คนทุกเชื้อชาติเข้า โบสถ์ร่วมกิจกรรมที่วัดซางตาครู้สจัดขึ้น เป็นต้น แต่หัวใจส�ำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันของพวกเขาก็คือ การสืบเชื้อสาย มาจากบรรพชนเดียวกัน นั่นคือบรรพชนกะดีจีน ซึ่งมีทั้งไทย จีน อิสลาม ฝรั่ง มีรากเหง้ามาตั้งแต่ครั้งตั้งกรุงธนบุรีใหม่ๆ คนในชุมชนนี้จึงแทบจะรู้จักกันหมดว่าบ้านไหนตระกูลไหนมีประวัติ อย่างไร และพวกเขาพยายามที่จะด�ำรงความสัมพันธ์และมิตรไมตรีเช่นนี้ไว้ให้ นานที่สุด แม้ว่าสภาพสังคมในปัจจุบันจะแปรเปลี่ยนไปก็ตาม
  • 19.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 19 ชุมชนกะดีจีนจึงน่าจะเป็น “ต้นแบบ” ที่ท�ำให้คนไทยในชุมชนใหญ่คือ “ชุมชนประเทศไทย” ได้ประจักษ์ว่า “ความแตกต่าง” โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาและความเชื่อทางการ เมือง ไม่ใช่สิ่งที่จะท�ำให้พวกเราต้องแตกแยกกัน หากแต่ความแตกต่างอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นความงดงามได้ เช่นเดียวกับที่สิ่งที่งดงามบนความแตกต่างของชุมชนกะดีจีนซึ่งเป็น ที่ประจักษ์ต่อทุกคนตราบจนทุกวันนี้
  • 21.
  • 22.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ22 • ชุมชนละงู...ละวางความแตกต่างเพื่อสันติ ไกลออกไปในดินแดนด้ามขวานท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นจาก ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่มีความเชื่อฝังใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และศาสนา ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งผู้คนที่มีความแตกต่างกันในเรื่องเชื้อชาติและ ศาสนา สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบและสันติ พื้นที่นั้นก็คือ ชุมชนละงู จังหวัดสตูล อาจกล่าวได้ว่า “ละงู” คือความเหมือนและภาพพิมพ์เดียวกับชุมชน กะดีจีนและชุมชนคลองตะเคียนซึ่งคนต่างศาสนาทั้งไทยพุทธมุสลิมและคริสต์ อยู่ร่วมกันโดยไม่มีข้อขัดแย้ง ต�ำบลละงูตั้งเป็นต�ำบลตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด มีเพียง ชื่อต�ำบลที่เล่าสืบต่อกันมา ค�ำว่า “ละงู” มาจากภาษามลายูโบราณ โดยเพี้ยน มาจากค�ำว่า “ลากู” แปลว่า ซื้อง่ายขายคล่อง แสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมือง รุ่งเรืองมาก่อน บ้างก็ว่าที่มาของละงูมีต�ำนานเล่าขานว่า เมื่ออดีต ๗๐ ปีก่อน มีพญางู ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่สระน�้ำหนองปันหยา ท�ำให้สัตว์ต่างๆ ไม่กล้าเข้า ใกล้หนองปันหยา และด้วยเหตุที่มีล�ำตัวขนาดใหญ่ท�ำให้เคลื่อนไหวตัวล�ำบาก พญางูจึงอ้าปากดักจับกินสัตว์เป็นอาหาร ต่อมามีโจรกลุ่มหนึ่งคอยดักปล้นราษฎรและหลบเข้าไปอยู่ในป่า ได้เจอ ปากของพญางูจึงคิดว่าเป็นเพิง จึงเข้าไปนอนพักผ่อนโดยน�ำหอกแทงไว้ที่เพิง โดยไม่สังเกตว่ามีเลือดไหลออกมาที่เพิง ฝ่ายพญางูก็ขยับจะกินเหยื่อก็เกิดความเจ็บปวดจนต้องสะบัดหัวไปมา กลุ่มโจรจึงวิ่งหนีพร้อมด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าเข้าไปอยู่ในปากงู จึงได้เรียกดิน แดนแห่งนี้ติดปากว่า บ้านละงู ชุมชนละงูอยู่ในเขตเทศบาลต�ำบลก�ำแพง จังหวัดสตูล ซึ่งในภาพรวม ของชาวสตูลส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม เพราะมีผู้นับถือศาสนาอิสลามถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นชาวพุทธ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาว คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์
  • 23.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 23 เหตุที่คนสตูลเป็นชาวมุสลิมจ�ำนวนมากก็เนื่องจากดินแดนแห่งนี้ มีรากเหง้ามาจากบรรพชนที่นับถือศาสนาอิสลามอพยพมาจากไทรบุรี จนอาจ กล่าวได้ว่า สตูลเป็นดินแดนมุสลิมมาแต่ครั้งโบราณกาล ส�ำหรับชาวไทยพุทธเริ่มเข้าไปยังสตูลในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งอาณาเขตของสยามแผ่กว้างไกลไปรอบทิศจนถึงทางตอนใต้ ไม่ว่าจะเป็น ปัตตานี ปะลิส และตรังกานู ล้วนแล้วแต่เป็นเขตแดนของสยามทั้งสิ้น ส่วนชาวคริสต์เพิ่งจะเข้าสู่จังหวัดสตูลเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา โดยมีการเผยแพร่ค�ำสอนตามหลักศาสนาคริสต์ที่โบสถ์ขนาดใหญ่ ๒ แห่ง ซึ่งสร้างขึ้นในตัวเมือง นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ขนาดเล็กซึ่งมีห้องพักส�ำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนา กิจอีก ๒ แห่ง อยู่ในบริเวณรอบนอกตัวเมือง การเข้ามาของนักบุญเพียงไม่กี่คน ท�ำให้ชาวสตูลเริ่มรู้จักศาสนาคริสต์ โดยคนที่นับถือคริสต์ส่วนใหญ่จะมีฐานะดี กว่าคนกลุ่มอื่นโดยเฉพาะมุสลิม ครอบครัวที่นับถือคริสต์จะมาจากไทยพุทธและมักจะมีหน้าที่การงาน ที่ดี มีความพยายามส่งเสริมบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาสูงๆ ทีนี้ก็มาดูกันว่าท�ำไมคน ๓ ศาสนาในละงูถึงอยู่ร่วมกันได้ ค�ำตอบก็คือ พวกเขามีประวัติศาสตร์ชุมชนอันยาวนานบนวิถีชีวิตที่รัก สงบภายใต้กรอบแนวคิดที่ว่า “แม้จะแตกต่างกัน แต่หากทุกคนต่างท�ำหน้าที่ ของตนเองให้สมบูรณ์ ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้น” ในส่วนของศาสนา พวกเขาไม่มีความคิดที่จะชักจูงผู้อื่นให้เข้าสู่ศาสนา ของตนด้วยการโน้มน้าวชักชวนจนท�ำให้เกิดความอึดอัด คนที่ละงูจึงไม่มีการเผยแผ่ศาสนา สิ่งที่พวกเขาท�ำคือการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นพูดคุยกัน โดยไม่ชี้ว่าศาสนาของใครดีกว่ากัน ไม่ชี้ว่าศาสนาอื่นมี ข้อจ�ำกัดหรือพิธีกรรมที่งมงายยุ่งยาก ไม่พยายามพูดถึงความแตกต่างระหว่าง “ของเขา” กับ “ของเรา” แต่พวกเขาจะอธิบายถึง“จุดเด่น”ของแต่ละศาสนาโดยเชื่อว่าอาจท�ำให้ คนต่างศาสนาเปลี่ยนมุมมองและความเชื่อมั่นเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า วิธีการนี้จึงไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าไม่ท�ำให้เกิดข้อโต้แย้งและความกิน แหนงแคลงใจต่อกัน
  • 24.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ24 • หากจะถามว่าวิธีการนี้ได้ผลอย่างไรค�ำตอบก็คือชาวไทยพุทธส่วนหนึ่ง หันเข้าหาศาสนาคริสต์และเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวมุสลิมที่ละงูค่อนข้างจะวางเฉย ต่อกิจกรรมของศาสนาอื่น ไม่มีการเข้าร่วมแต่ก็มิได้ต่อต้าน ชาวมุสลิมที่ละงู ส่วนใหญ่จะให้ความส�ำคัญกับการดูแลบุตรหลานของตนเป็นล�ำดับแรก ซึ่งต้อง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดและ การถูกชักจูงไปในทางที่ผิด หากจะถามว่าที่ละงูมีความขัดแย้งหรือไม่ ค�ำตอบก็คือ มีเพราะที่นี่ไม่อาจหลีกพ้นความจริงที่ว่าความขัดแย้ง เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ แม้ความขัดแย้งในละงูจะมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางศาสนา กล่าวคือ ชาวมุสลิมมีการกระจายเสียงบทสวดผ่านหอกระจายเสียง ท�ำให้คนในศาสนา อื่นรู้สึกว่าถูกรบกวนและละเมิดสิทธิ แต่ความรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้นไม่มีการยกขบวนไปรุมล้อมหรือประท้วงหน้า มัสยิดเพราะพวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของ รัฐเข้ามาแก้ไขด้วยการเป็นผู้แจ้งเตือนและขอความร่วมมือจนท�ำให้ข้อขัดแย้ง หมดไปในที่สุด นี่เป็นเรื่องเดียวที่ชาวละงูเคยขัดแย้งกัน คุณผู้อ่านบางคนอาจจะนึกโต้แย้งในใจว่าการไม่มีความขัดแย้งของ ชาวละงู เป็นเพราะพวกเขาเป็นชุมชนเล็กมีสมาชิกเพียงไม่เท่าไหร่ โอกาสของ ความขัดแย้งจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น หากท่านคิดเช่นนี้ผู้เขียนก็ขออธิบายว่าชุมชนไม่ว่าเล็กหรือใหญ่หากวิถี ชุมชนอ่อนแอหรือเป็นวิถีที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่เป็นวิถีที่เอื้อ ต่อการผูกมิตรไมตรีกับคนรอบข้าง ต่อให้ชุมชนนั้นมีคนแค่ ๒ คน ความขัดแย้งก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ บรรทัดสุดท้ายก่อนจบจึงอยากจะเชิญชวนท่านทั้งหลายว่าขอให้หันมา มองวิถีชุมชนของตนและช่วยกันเสริมสร้างให้วิถีชุมชนเป็นกลไกหนึ่งที่จะน�ำ ความสมัครสมานสามัคคีมาสู่ส่วนรวม เพื่อประเทศชาติของเรา
  • 25.
  • 26.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ26 • บอสเนีย สมรภูมิโลกจารึก เมื่อเอ่ยถึงประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “บอสเนีย” ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคือความหายนะย่อยยับจากการสู้รบ จนท�ำให้บอสเนียเป็นที่ขึ้นชื่อลือกระฉ่อนในฐานะประเทศที่มีสงครามกลางเมือง จนคนทั้งโลกตื่นตะลึง ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนว่าในยุคดิจิตอลซึ่งเทคโนโลยี ทางการสื่อสารก้าวหน้าด้วย ๔G ผู้คนบางประเทศยังเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กันอย่างบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบอสเนียเลย โดยเฉพาะสาเหตุที่ท�ำให้คนชาติเดียวกันต้องเข่นฆ่ากันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย เป็นแสนเพียงเพื่อให้ฝ่ายตนบรรลุความมุ่งประสงค์ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพแจ่มชัดมากขึ้น ขออนุญาตเริ่ม ต้นด้วยการบอกเล่าถึง “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้เสียก่อน บอสเนีย แบ่งกลุ่มออกเป็น ๓ ฝ่าย ได้แก่ “เซิร์บ” พวกที่หนึ่ง “โคร แอท” พวกที่สอง และบอสเนียต้นต�ำรับ พวกที่สาม (การแบ่งพวกเช่นนี้เพื่อ เป็นการอธิบายในภาษาเข้าใจง่าย) ซึ่งบอสเนียทั้ง ๓ ฝ่ายนี้ นับถือศาสนาแตก ต่างกัน กล่าวคือ บอสเนียเป็นมุสลิม ขณะที่เซิร์บนับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์ ส่วนโครแอท นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ขอให้คุณผู้อ่านจ�ำเพียงว่าในดินแดนมรณะนี้ แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ เซิร์บ โครแอท และบอสเนีย ทั้งสามพวกที่กล่าวมานี้จริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นคนชาติเดียวกันเพราะ มีเชื้อสาย“ยูโกสลาฟ”เหมือนๆกันเนื่องจากประวัติความเป็นมาของประเทศ บอสเนีย เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของประเทศที่เปรียบเสมือน “แม่ใหญ่” ผู้ให้ก�ำเนิดคือ ประเทศยูโกสลาเวีย คงต้องเล่าประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้คุณผู้อ่านได้ทราบพอเป็นสังเขปว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเคยมีประเทศยูโกสลาเวียตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก เฉียงใต้ของยุโรปในคาบสมุทรบอลข่าน แต่ถูกเยอรมันกับอิตาลียึดครองไว้ ชาวยูโกสลาเวียไม่ยอมจ�ำนนง่ายๆ พวกเขารวมตัวกัน โดยมี นายพล “โจเซฟบรอส ติโต” เป็นผู้น�ำในการต่อสู้เพื่อเอกราช จนได้รับชัยชนะสามารถ
  • 27.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 27 ขับไล่เยอรมันและอิตาลีซึ่งเป็นพันธมิตรกันออกไปได้ส�ำเร็จเมื่อสงครามโลก ครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี๑๙๔๕ จากนั้นนายพลติโตได้ก่อตั้ง“สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย” ขึ้นเมื่อ ปี ๑๙๔๖ โดยแบ่งออกเป็น ๖ สาธารณรัฐ และดินแดนอีก ๒ จังหวัดที่ส�ำคัญๆ ได้แก่ สโลวีเนีย มาซิโดเนีย เซอร์เบีย โครเอเซีย มอนเตเนโกร และบอสเนีย ส่วนอีก ๒ จังหวัด ได้แก่ โคโซโว และวอยวอดินา เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอแนะน�ำให้คุณผู้อ่านจ�ำชื่อแค่๓สาธารณรัฐเท่านั้น คือ บอสเนีย เซอร์เบีย และโครเอเชีย เนื่องจากเป็นตัวละครส�ำคัญของสงคราม ครั้งนี้ ในตอนนั้นไม่มีเค้าลางเลยว่าในเวลาต่อมาจะมีการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เพราะตอนที่นายพลติโต ได้รับชัยชนะดินแดนทั้งหมด มีสันติสุขโดยยูโกสลาเวียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐที่ปกครองในระบอบ คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับสหภาพโซเวียต จนกระทั่งถึงคราวที่คอมมิวนิสต์โซเวียตล่มสลายยังผลให้มีประเทศใหม่ ที่เคยเป็นบริวารเกิดขึ้นหลายประเทศคอมมิวนิสต์ยูโกสลาเวียก็ถึงคราวล่มสลาย ตามโซเวียตไปด้วย การล่มสลายของยูโกสลาเวียในครั้งนั้นท�ำให้ดินแดนที่เคยเป็นสหพันธ์ สาธารณรัฐยูโกสลาเวียประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางใน กรุงเบลเกรด รวมทั้งบอสเนียซึ่งแยกตัวเป็นเอกราชเมื่อปี ๑๙๙๒ ก่อนที่สงครามกลางเมืองในบอสเนียจะอุบัติขึ้นโครเอเชียกับเซอร์เบีย ซึ่งแยกตัวออกมาจากยูโกสลาเวียได้เปิดศึกกัน เนื่องจากชาวเซิร์บที่อยู่ใน โครเอเชียต้องการแยกตัวเป็นภูมิภาคอิสระ ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีใครชนะโดยเด็ดขาด จึงตกลงท�ำ สัญญาสงบศึก และหันเหความสนใจมายังความเคลื่อนไหวในบอสเนีย ซึ่งมีเขตแดนติดกันและมีเผ่าพันธุ์ของตนอันได้แก่ ชาวเซิร์บ และชาวโครแอท อาศัยอยู่ด้วยทั้งนี้เซอร์เบียได้ให้การสนับสนุนชาวเซิร์บขณะที่โครเอเชียให้การ สนับสนุนชาวโครแอท กลุ่มชนทั้ง ๓ พวกในบอสเนียต่างก็มีกองก�ำลังและรัฐบาลอิสระของ ตนเอง สงครามครั้งใหม่จึงปะทุขึ้นในดินแดนบอสเนียเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการ
  • 28.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ28 • ตั้งอาณาจักรของตนเพียงผู้เดียวด้วยการฆ่า“ล้างเผ่าพันธุ์”กลุ่มที่แตกต่างทาง เชื้อชาติและศาสนา การสู้รบได้เปิดฉากขึ้นตั้งแต่ปี๑๙๙๒ เรื่อยมา มีทั้งการที่บอสเนียและ โครแอทจับมือกันร่วมรบกองก�ำลังเซิร์บและหันมารบกันเองยังผลให้หายนะ เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า จ�ำนวนผู้คนบาดเจ็บล้มตายทวีมากขึ้นจากหมื่นเป็นแสนมีการฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปาดคอ ขุดหลุมฆ่าหมู่ด้วยระเบิด ฯลฯ อนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมของแต่ละฝ่ายถูกท�ำลายย่อยยับ จนในที่สุด ประชาคมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้ องค์การกาชาดสากลเป็นพวกแรกที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือพลเรือนแต่ ก็ต้องถอนตัวออกมาในเดือนพฤษภาคม ๑๙๙๒ เพราะการสู้รบเป็นไปอย่าง ดุเดือดไม่มีใครสนใจกับเจ้าหน้าที่กาชาด ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สหประชาชาติได้จัดส่งกองก�ำลัง ๗,๐๐๐นายเข้าแทรกแซงในบอสเนียเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้อพยพซึ่งถูกโจมตี จากกองทหารของแต่ละฝ่าย แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น มิหน�ำซ�้ำยังเกิดเหตุการณ์กองก�ำลังเซิร์บและ บอสเนียสลับกันบุกเข้ายึดศูนย์อพยพคลังอาวุธและจับทหารสหประชาชาติเป็น ตัวประกัน สงครามในบอสเนียด�ำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ขณะเดียวกัน ความพยายามในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย ก็ได้ด�ำเนินไปด้วยความอดทนและใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในเดือนธันวาคม ปี ๑๙๙๒ ผลที่ได้จากการขับเคลื่อน มีเพียงการตอบรับเข้าร่วมหารือของทั้ง ๓ ฝ่าย ในต้นปี ๑๙๙๓ แต่การเจรจาก็ไร้ผล เพราะในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน การสู้รบ ในบอสเนียทวีความรุนแรงขึ้นอีก ในเดือนมีนาคม ๑๙๙๔ สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงด้วยการโจมตีพวก โครแอทท�ำให้การรบระหว่างโครแอทกับบอสเนียยุติลงได้แต่การรุมรบชาวเซิร์บ โดยกองก�ำลังโครแอทกับบอสเนียยังคงด�ำเนินต่อไป ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน จิมมี คาเตอร์ ผู้น�ำสหรัฐฯ ประสบความ ส�ำเร็จในการยุติศึกชั่วคราวในช่วงคริสมาสต์ก่อนที่การสู้รบจะด�ำเนินต่อไปโดย
  • 29.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 29 กองก�ำลังนาโตเข้าโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อกดดันให้ทุกฝ่าย ยอมขึ้นสู่โต๊ะเจรจา กลยุทธ์นี้ได้ผลเพราะเริ่มมีข้อเสนอจากเซิร์บที่จะหยุดยิงในพื้นที่อาศัย ของพลเรือนแลกกับการยุติการโจมตีทางอากาศซึ่งนาโตตอบตกลงในวันที่๑๔ กันยายน จากนั้นการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการสู้รบในบอสเนียก็ได้ด�ำเนิน ไปอย่างจริงจังภายใต้การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีคลินตัน จนกระทั่งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม จึงได้มีประกาศ “หยุดยิง” อย่างเป็นทางการ ในทุกพื้นที่ของบอสเนีย เมื่อมาถึงจุดนี้กระบวนการสันติภาพก็เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นโดยมี สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ด้วยการเชิญทั้ง ๓ ฝ่าย มาเจรจากันที่เมือง “เดตัน” มลรัฐโฮไฮโอ ในการนี้ผู้น�ำสหรัฐมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐท�ำหน้าที่ เป็นคนกลางจนได้ข้อตกลงในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ก่อนที่จะมีการลงนาม อย่างเป็นทางการในสัญญาสงบศึกที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ภายใต้ ชื่อ “สนธิสัญญาเดตัน” ข้อตกลงในสนธิสัญญานี้มีสาระส�ำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. บอสเนีย ยังคงเป็นประเทศเดียว มีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงซาราเจโว ซึ่งเป็นเมืองหลวง ๒. ก�ำหนดเขตแดนภายในรัฐโดยแบ่งเป็นสหพันธุ์บอสเนีย – โครแอท มีพื้นที่ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ชาวบอสเนียกับโครแอทอยู่รวมกัน ส่วนพื้นที่ ที่เหลืออีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ก�ำหนดให้เป็นสหพันธุ์บอสเนีย – เซิร์บ ส�ำหรับ ชาวเซิร์บอยู่อาศัยโดยที่ผู้ลี้ภัยแต่ละฝ่ายสามารถเดินทางกลับสู่สหพันธ์ของตน ได้อย่างปลอดภัย และมีเสรีในการเดินทางได้ทั่วดินแดน ๓. ห้ามมิให้ชนชาติเซิร์บ มุสลิม และโครแอท แยกตัวเป็นเอกราช ๔. ก�ำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของทั้ง ๒ สหพันธ์ ผลจากสนธิสัญญา “เดตัน” ท�ำให้สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในบอสเนีย ยุติลงและบอสเนียมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยนายอาลิยาอิเซต เบโกวิชซึ่งเป็นมุสลิมได้รับเลือกให้ด�ำรงต�ำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุดสันติภาพ ก็กลับคืนมาสู่บอสเนีย
  • 30.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ30 • แต่กว่าจะได้มาการสู้รบอย่างเต็มรูปแบบก็ด�ำเนินมาถึง ๔ ปี เครื่องบิน ของกองทัพนาโตหลายล�ำถูกยิงตกยังผลให้นักบินอเมริกันคนหนึ่งคือเรืออากาศ โท “สกอต โอกราดี้” กลายเป็นฮีโร่ บนหลุมศพของ พลเรือนที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับแสนด้วยเหตุผลจากความแตกต่างทางศาสนาระหว่าง ผู้นับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์ นิกายคาทอลิก และชาวมุสลิม โดยแต่ละ ฝ่ายต้องการครอบครองดินแดนเพื่อประกาศเอกราชสถาปนาอาณาจักรที่มี เฉพาะผู้นับถือศาสนาของตนเอง สิ่งที่เราพบจากการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบอสเนีย นอกจากความแตกต่างด้านศาสนาที่เป็นอุปสรรคส�ำคัญแล้วโครงสร้างทางการ เมืองของประเทศนี้ยังไม่เหมือนประเทศใดในโลก กล่าวคือ การเมืองเป็นไปในลักษณะแบ่งกลุ่มตามเชื้อชาติโดยคณะประธานาธิบดี ของบอสเนียจะคัดเลือกมาจากชาวเซิร์บ บอสเนียและโครแอท ผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่งทุกๆ ๘ เดือน หลังการสู้รบได้ยุติลง เศรษฐกิจบอสเนียฯ ได้รับการพัฒนาอย่างมาก อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนอันเนื่อง มาจากพิษสงตกค้างของสงคราม ภาระที่เร่งด่วนของรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจ�ำเป็น ต้องมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออ�ำนวยต่อการลงทุนของและเป็นระบบเศรษฐกิจ แบบการตลาด ซึ่งปัจจุบันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างล่าช้า อัตราการ ว่างงานยังคงสูงมีการท�ำอุตสาหกรรมโลหะแร่เคมีภัณฑ์สิ่งทออาหารส�ำเร็จรูป ก่อนหน้านี้ บอสเนียเคยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทหารของ ยูโกสลาเวียมาก่อนปัจจุบันยังคงมีการน�ำเข้าอาหารจากภายนอกเพื่อการบริโภค ส�ำหรับประเทศไทยเราอาจเลือก “บอสเนีย โมเดล” มาเป็นกรณีศึกษา ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่มี ความคล้ายคลึงกัน ได้แก่ มีการสู้รบเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่การรบเต็มรูปแบบ แต่คู่ขัดแย้งคือ รัฐไทย และกลุ่มก่อความไม่สงบต่างใช้ก�ำลังติดอาวุธเข้าปฏิบัติ การในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เหตุปัจจัยที่ท�ำให้เกิดความขัดแย้งยังมาจากเรื่องของศาสนา และความต้องการในการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ไม่ต่างอะไรกับในบอสเนียซึ่งทั้ง
  • 31.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 31 ๓ฝ่ายนับถือศาสนาต่างกันและต้องการสถาปนารัฐที่มีศาสนาของตนเป็นหลัก เพื่อปกครองตนเอง และสิ่งที่ภาคใต้ของไทยคล้ายคลึงกับบอสเนียมากที่สุดก็คือ “เหยื่อ” ของความขัดแย้งคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เข่นฆ่า อย่างโหดเหี้ยมในลักษณะ “เป้าหมายอ่อนแอ” ที่กลุ่มก่อความไม่สงบมุ่งโจมตี อย่างต่อเนื่อง แม้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังไม่ถึงขั้นถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่การ “ฆ่ารายวัน” การเผาอาคารสถานที่ราชการ วางระเบิดแหล่งการค้า ชุมชน เส้นทางคมนาคมสังหารครูและบุคลากรของรัฐก็แสดงให้เห็นว่า นี่คือ สถานการณ์ “บอสเนียย่อส่วน” ปัจจุบัน รัฐบาลเลือกแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ด้วยการ เจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีมาเลเซียเป็นคนกลาง สิ่งหนึ่งที่เหมือนกับบอสเนียก็คือ ระหว่างการเจรจาสถานการณ์ ยังคงรุนแรงเช่นเดิม บางจังหวะความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะระหว่างการเจรจาเพื่อยุติศึกบอสเนีย ความรุนแรงก็ไม่ได้ลดน้อยลงและบางจังหวะสงครามก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นหากยึดบอสเนียมาเป็นโมเดลในการแก้ปัญหารัฐไทยก็ควรเจรจา กับบีอาร์เอ็นต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาแรมปีก็ตาม ขณะเดียวกันในส่วนของความขัดแย้งทางการเมืองทุกสี ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ก็ควรจะหันหน้าเข้าหากัน เพื่อตั้งโต๊ะเจรจาหาทางออก ให้กับประเทศไทยเช่นกัน ขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทย โดยเชิญภาคส่วน ต่างๆ เข้าร่วมในการหารือ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพการเป็น “บอสเนียย่อส่วน” ในท้ายที่สุด
  • 33.
  • 34.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ34 • ตุรกี ความแตกต่างคือความสวยงาม หากจะตั้งค�ำถามว่าท�ำไมตุรกีจึงเป็นประเทศที่ควรจะใช้เป็นแบบอย่าง ในการศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในชาติค�ำตอบอาจจะเป็น เพราะประเทศนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าทึ่งในแง่ของการผสมผสานความหลาก หลายทั้งในเรื่องของชาติพันธ์ุศาสนาการเมืองการปกครองตลอดจนความเชื่อ และแนวคิดของผู้คน โดยที่ความหลากหลายดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เกลียดชังกันอย่างสุดขั้ว เหมือนความเป็นไปที่เกิดขึ้นและด�ำรงอยู่ใน ประเทศไทยปัจจุบัน หากไม่นับการที่ประชาชนออกมาประท้วงรัฐบาลตุรกีเมื่อเดือน พฤษภาคม ๒๐๑๓ ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานจนเหตุการณ์บานปลายไปสู่การจราจล ด้วยสาเหตุที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองคิดจะเปลี่ยนแปลงการใช้ พื้นที่สวนสาธารณะเกซีบริเวณจตุรัส “ทักซิม” ที่อยู่ในกลางกรุงอิสตันบูลตุรกี ก็คงจะรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศที่สามารถบริหารจัดการความ ขัดแย้งของตนเองได้อย่างลงตัวและน่ายกย่อง ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเล่าย้อนความเป็นมาของตุรกีสักเล็กน้อยพอให้รู้ ประวัติศาสตร์โดยสังเขปว่า ประเทศนี้มีรากเหง้ามาจากจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งถือก�ำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เมื่อปี ๑๔๕๓ หลังจากที่จักรพรรดิเมห์เหม็ดที่ ๒ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามท�ำสงครามกับจักรวรรดิไบเซนไทน์ซึ่งนับถือคริสต์ และได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด หลังยึดดินแดนแห่งนี้ได้จักรพรรดิเมห์เหม็ดที่ ๒ ได้เปลี่ยนชื่อเมือง หลวงของไบเซนไทน์ จาก“คอนเสแตนติโนเปิล” เป็น“อิสตันบูล” และเปลี่ยน โบสถ์ “ฮาเจียโซเฟีย” ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ให้กลายเป็น “มัสยิด” ส�ำหรับชาว มุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามจวบจนปัจจุบัน เพียงแค่รากเหง้าของตุรกีในประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศ นี้ถือก�ำเนิดขึ้นจากความขัดแย้งและสงครามของคนต่างศาสนา จักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งเป็นบรรพชนของตุรกี เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในยุคของสุลต่าน “สุไลมาน” ซึ่งครองราชย์ยาวนาน ๔๖ ปี ระหว่างปี ค.ศ. ๑๕๒๐ - ๑๕๖๖ โดยในยุคนั้นออตโตมานมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลรอบทิศ
  • 35.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 35 ดินแดนทางตอนเหนือจรดคาบสมุทรไครเมียตอนใต้จรดแอฟริกาทางตะวัน ออกจรดคาบสมุทรอารเบียตะวันตกจรดออสเตรีย ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมานในยุคสุลต่าน “สุไลมาน” ซึ่งมี พระชนม์ชีพ ๗๔ พรรษา และได้รับสมญาจากชาวตะวันตกว่า “สุไลมาน ผู้ยิ่ง ใหญ่” คือ ๑ ใน ๓ สิ่งที่ชาวตุรกีภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ของตนมา จนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิออตโตมานก็ไม่อาจยืนยงอยู่ได้อย่างถาวร ตามสัจธรรมที่ว่า “ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง” อันแปลว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ค�้ำฟ้า จักรวรรดิออตโตมานอันยิ่งใหญ่ก็เช่นกัน จากที่เคยเข้มแข็งเกรียงไกรมาหลายร้อยปี ออตโตมานเริ่มเสื่อมถอย ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗เป็นต้นมาและเมื่อถึงศตวรรษที่ ๑๙จักรวรรดิออตโตมาน ก็ถูกเรียกขานจากรัสเซียว่า “คนป่วยแห่งยุโรป” แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดเปลี่ยน” ของออตโตมานเท่ากับการที่กลุ่มปัญญา ชนซึ่งเรียกตัวเองว่ายังเติร์ก(YoungTurks)ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูป การเมือง และบีบให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่ ๒ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบรัฐสภา โดยมีสุลต่านเป็นประมุข อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้ได้เพียงปีเดียว สุลต่านอับดุลฮามิด ที่ ๒ ได้ทรงยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นท�ำให้การปกครองของจักรวรรดิออตโต มานได้ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง ครั้นถึงปี ค.ศ.๑๙๐๘ กลุ่มยังเติร์กได้ก่อการปฏิบัติบีบบังคับให้สุลต่าน อับดุลฮามิดที่ ๒ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในปีต่อมาสุลต่านพระองค์นี้ถูก ปลดออกจากพระราชอ�ำนาจ กลุ่มยังเติร์กได้รวบอ�ำนาจปกครองประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในปี ค.ศ.๑๙๑๔ กลุ่มยังเติร์กได้น�ำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ร่วมกับฝ่ายเยอรมัน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลงโดยเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จักรวรรดิออตโตมานจึงตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามด้วย ซึ่งเป็นผลให้จักรวรรดิออต โตมานต้องสูญเสียดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นที่เหลือในบอลข่านและตะวันออกกลาง และที่เลวร้ายที่สุดคือ อานาโตเลียถิ่นที่อยู่ของชาวเติร์ก และอิสตันบูลได้ถูก กองก�ำลังของชาติยุโรปที่ชนะสงครามเข้ายึดครอง
  • 36.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ36 • แม้ชาวเติร์กส่วนใหญ่จะยอมรับการสูญเสียดินแดนแต่พวกเขาไม่อาจ ยอมรับความพยายามของชาติตะวันตกที่จะยึดครองอานาโตเลีย ซึ่งชาวเติร์ก ถือว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน ชาวเติร์กผู้รักชาติจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้ โดยมี “มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก” เป็นผู้น�ำ สงครามเพื่อการปลดปล่อย จึงอุบัติขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.๑๙๑๙ - ค.ศ. ๑๙๒๓ ในช่วงนี้การปกครองตุรกีด�ำเนินไปโดย ๒ รัฐบาล ได้แก่ รัฐบาลของ สุลต่านออตโตมาน ซึ่งตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล และรัฐบาลแห่งสมัชชาใหญ่ตุรกี ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงอังการา เมื่อการต่อสู้ในสงครามเพื่ออิสรภาพสิ้นสุดลงด้วยการ ลงนามสนธิสัญญาโลซานน์ ซึ่งน�ำไปสู่การรับรองเขตแดนของประเทศตุรกี ในปัจจุบัน และการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี ซึ่งมีกรุงอังการาเป็นเมืองหลวง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๒๓ ก่อนหน้าที่จะมีการสถานปนาสาธารณรัฐตุรกีรัฐสภาของรัฐบาลอังการา ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๒๒ ยกเลิกระบบสุลต่าน ท�ำให้อัคร มหาเสนาบดีคนสุดท้ายของรัฐบาลออตโตมานได้ยื่นใบลาออก และในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สุลต่านเมห์เมตที่ ๖ สุลต่าน พระองค์สุดท้ายของออตโตมานได้เสด็จไปลี้ภัยในต่างประเทศ โดยเสด็จออก จากนครอิสตันบูลโดยเรือรบของอังกฤษ เป็นการปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ของจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่า ๖๐๐ ปี จากนั้นตุรกีโฉมใหม่ ก็ได้ถือก�ำเนิดขึ้นภายใต้การน�ำของ “มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก” รัฐบุรุษผู้น�ำตุรกี ซึ่งได้รับการยกย่องเปรียบเสมือนบิดาของ ชาวตุรกีทั้งมวลตราบจนปัจจุบัน (มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก) รัฐบุรุษผู้น�ำตุรกี 29 ตุลาคม พ.ศ. 2466 – 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 อตาเติร์กได้ปฏิรูปประเทศตุรกีโดยใช้การปกครองระบอบสาธารณรัฐ และล้มเลิกระบบสุลต่านแยกศาสนาออกจากการเมืองโดยเด็ดขาดเขาต้องการ รัฐฆราวาส และมีแนวความคิดแบบชาตินิยม ปรับปรุงประเทศให้มีฐานะเทียบ เท่าประเทศทางตะวันตก
  • 37.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 37 อตาเติร์กปฏิรูประบบศาลและกฎหมายโดยเฉพาะการยกเลิกการปฏิบัติ ตามหลักการหรือวิถีทางในการด�ำเนินชีวิตตามแบบอิสลามทั้งหมด เช่น การยกเลิกกฎหมายชารีอะฮ์แล้วน�ำประมวลกฎหมายแพ่งสวิส ๑๙๐๘ มาใช้ แทน ยกเลิกโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ ห้ามสตรีคลุมฮิญาบ ห้ามผู้ชายสวมหมวก เป็นต้น เหตุผลส�ำคัญประการหนึ่งที่ท�ำให้มีการปฏิรูปประเทศโดยแยกศาสนา ออกจากการเมืองและไม่ใช้กฎหมายอิสลาม เนื่องจากอตาเติร์กเห็นว่า ศาสนา มีข้อจ�ำกัดในการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดจนเป็นเหตุให้ขัดต่อสิทธิพื้นฐานเบื้อง ต้น อิสรภาพ และเสรีภาพของประชาชน หากระบอบประชาธิปไตยซึ่งปลอด จากอิทธิพลทางการเมืองที่มีข้อจ�ำกัดทางศาสนาได้ย่อมสามารถท�ำให้ตุรกีเติบโต อย่างประเทศตะวันตกและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากขึ้น แต่ด้วยเหตุที่ตุรกีเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ ๙๙และ ชาวตุรกีที่อนุรักษ์นิยมด้านศาสนามีอยู่จ�ำนวนมาก จึงท�ำให้เกิดการต่อต้าน การปฏิรูปดังกล่าว ปฏิวัติของ “เชค ซาอิด” นักวิชาการศาสนา และเป็นผู้น�ำ ทางด้านจิตวิญญาณที่ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม แต่อตาเติร์กอ้างว่าเชคซาอิดเป็นกบฎเขาจึงได้ส่งทหารไปปราบปราม เป็นเหตุให้มุสลิมถูก ฆ่ามากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงบลงและตุรกีมีความรุ่งโรจน์ อตาเติร์ก จึงได้รับการยกย่องจากชาวตุรกีที่พยายามมองข้ามความเป็นเผด็จการของ อตาเติร์ก ศรัทธาและความเคารพเทิดทูนที่ชาวตุรกีมีต่ออตาเติร์กในฐานะ “บิดา ของประเทศ” ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกเทิดทูนบูชา “เหมาเจ๋อตุง”ของชาวจีน และความรู้สึกเคารพเทิดทูน “โฮจิมินท์” ของชาวเวียดนาม เมื่อรู้จักกับตุรกีตามสมควรแล้วทีนี้เราก็จะมาวิเคราะห์ความเป็นไปเชิง ลึกของสภาพสังคมและการเมืองตุรกี ประกอบข้อคิดเห็นของนักศึกษา ๔ส๔ ตามกระบวนการที่เรียกว่า “ถอดบทเรียน” ตุรกีปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งเหมือนประเทศ ประชาธิปไตยทั่วไปโดยมี“ประธานาธิบดี”เป็นผู้น�ำสูงสุดและมีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้น�ำฝ่ายบริหาร
  • 38.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ38 • ประชากรของตุรกีร้อยละ๙๙ นักถือศาสนาอิสลาม (๓๑,๑๒๙,๘๔๕ คน) ที่เหลือเป็นคริสต์นิกายกรีกออร์ทอดอกซ์ (๗๓,๗๒๕ คน) คริสต์นิกาย จอร์เจียนออร์ทอดอกซ์ (๖๙,๕๒๖ คน) คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (๒๕,๘๓๓ คน) คริสต์นิกายโปรเตสแตนด์ (๒๒,๙๘๓ คน) และยิว (๓๘,๒๖๗ คน) พรรคการเมืองเสียงข้างมากของตุรกีในปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลบริหาร ประเทศคือ “พรรคมุสลิม” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “พรรคความยุติธรรมและ การพัฒนา” ใช้ชื่อย่อในภาษาตุรกีว่า พรรค AKP (Adalet ve Kalkinma Partisi) ส่วนพรรคฝ่ายค้านของตุรกีเรียกตนเองเป็นภาษาต่างประเทศว่า พรรค CHP(CumhuriyetHalkPartisi)ซึ่งถ้าเขียนไม่ครบพรรคนี้ก็จะกลายเป็นพรรค “ซีพี” ของเจ้าสัวในบ้านเราไปในทันที เมื่อเปรียบเทียบกับเรา จะเห็นว่า ทั้งสองพรรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พรรคฝ่ายค้าน CHPระบุว่าตนเอง เป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ขณะที่พรรคAKPซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวระบุว่าตนเองเป็นพรรคประชาธิปไตย ก้าวหน้าไม่ได้คลั่งศาสนาหรือกีดกันศาสนาอื่นแต่ได้ปรับเปลี่ยนวิถีของศาสนา อิสลามให้สอดคล้องกับวิถีโลกตะวันตกในฐานะที่ตุรกีได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสอง ทวีป และเป็นประเทศมุสลิมในเอเชียกลางประเทศเดียวที่แยกศาสนาออกจาก รัฐอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด เราจึงได้เห็นวิถีอิสลามแบบยุโรปในตุรกีที่สตรีไม่ต้องมีผ้าคลุมหน้าและ สามารถแต่งกายเปิดเผยสวมชุดว่ายน�้ำทูพีชเราได้เห็นมุสลิมดื่มเหล้ายามค�่ำคืน ผับบาร์ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมีสาวอะโกโก้เต้นโชว์เหมือนบาร์เบียร์ในพัทยา ขณะที่ตามมุมเมืองยังคงมีมัสยิดสูงตระหง่านส่งกระจายเสียงตามช่วงเวลาที่มี การสวดตามคัมภีร์อัลกุรอาลเช่นเดียวกับประเทศมุสลิมที่เคร่งครัด แม้จะไม่อาจยืนยันได้ว่า พรรคมุสลิม AKP ที่มี นายเออร์โดกัน เป็นผู้น�ำ สามารถกวาดที่นั่งในสภาได้มากเพราะเหตุใดกันแน่ แต่สิ่งที่ทุกคนยอมรับก็คือ พรรค AKP ครองอ�ำนาจมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ โดยชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับพรรคพลังประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ในบ้าน เราจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา
  • 39.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 39 ล่าสุดในปี ๒๐๑๑ พรรค AKP ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่งในสภาครึ่งหนึ่ง นโยบายของพรรคAKPให้เสรีทางการตลาดของกลุ่มทุนไม่ประชานิยมมากนัก แต่ก็ไม่ทอดทิ้งรากหญ้า หลายนโยบายที่ประกาศออกมาเป็นไปเพื่อคนจน รวม ทั้งมีการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการและแนวทางการปฏิบัติของ ศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจเป็นด้วยเหตุนี้ นายเออร์โดกัน จึงได้นั่งบังลังก์ นายก รัฐมนตรี ของตุรกีเป็นสมัยที่สาม ส่วนพรรคCHPซึ่งเป็นฝ่ายค้านฐานเสียงเป็นคนรวยและคนชั้นกลางถูก กล่าวหาว่าเป็นพรรคที่แอบอิงทหารและแอบเอาใจช่วยให้กองทัพเข้าแทรกแซง ด้วยการวางแผนท�ำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคAKP ระหว่างปี๒๐๐๒ - ๒๐๐๗ ที่ผ่านมากองทัพตุรกีได้ท�ำการรัฐประหารมาแล้ว๔ ครั้ง โดยทุกครั้งจะ เป็นการรัฐประหารเพื่อโค่นล้มผู้น�ำที่นิยมศาสนาอิสลาม กองทัพตุรกียิ่งใหญ่แค่ไหนอาจพิจารณาได้จากการที่ตุรกีเป็นสมาชิก องค์การนาโตและมีแสนยานุภาพเป็นล�ำดับสองของกลุ่มนาโตโดยเฉพาะทหาร เรือตุรกี มีเรือด�ำน�้ำมากถึง ๑๓ ล�ำ เพื่อการถ่วงดุลกับรัสเซียน่านน�้ำในทะเลด�ำ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และช่องแคบบอสฟอรัช บทบาทของกองทัพตุรกี จึงไม่เพียงแต่จะเป็นไปเพื่อสร้างดุลย์อ�ำนาจ ทางทหารในภูมิภาคและปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจน ป้องปรามเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกันเท่านั้น หากกองทัพตุรกียังท�ำหน้าที่รักษาความมั่นคงภายในด�ำรงไว้ ซึ่งความ สงบเรียบร้อยทางการเมืองด้วยการใช้ก�ำลังเข้า“ยึดอ�ำนาจ”ปรับเปลี่ยนรัฐบาล เมื่อมีความจ�ำเป็น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตุรกีไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่สามารถ ใช้ข้ออ้างในการรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันได้เหมือนประเทศไทย ซึ่งมี การปฏิวัติและรัฐประหารมาแล้ว ถึง ๑๒ ครั้ง ข้ออ้างของการฉีกรัฐธรรมนูญในตุรกีโดยกองทัพจึงมุ่งไปที่นักการเมือง โกงกินความมั่นคงของประเทศถูกสั่นคลอนจนอ่อนแอจากการบริหารประเทศ หลังล้มรัฐบาลได้แล้วกองทัพตุรกีจะคัดสรร “คนดี” เข้ามาเป็นรัฐบาลชั่วคราว ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่
  • 40.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ40 • ในอดีตที่ผ่านมาตุรกีเคยมีการรัฐประหาร ๔ ครั้ง ผู้น�ำกองทัพตุรกีอ้าง ว่าเป็นการตอกย�้ำให้ประชาชนและนักการเมืองตุรกีได้ตระหนักว่า การแยก ทหารออกจากการเมืองไม่ได้หมายความว่า ทหารจะไม่สนใจการเมือง ไม่รู้ร้อน รู้หนาว กับเหตุการณ์ทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และความ อยู่รอดของประเทศชาติและของระบอบประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้ามกองทัพตุรกีมีความเข้าใจดีว่าการแยกทหารออกจาก การเมืองหมายถึงการที่ทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายบงการการบริหาร ประเทศของรัฐบาลในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองต้องประสบกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง มีผลกระทบ โดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศกองทัพจะอยู่นิ่งเฉยมิได้แต่จ�ำเป็น ต้องเข้ามาด�ำเนินการให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ และความขัดแย้งระหว่างบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมืองมาท�ำลาย ประเทศและประชาชน นอกจากนั้น การรัฐประหารทั้ง ๔ ครั้งในตุรกี ยังเป็นเหตุการณ์พิสูจน์ ให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วยว่า กองทัพตุรกีตระหนักดีว่า ศัตรูและภัยคุกคามต่อ เสถียรภาพความมั่นคงและต่อประชาธิปไตยมิใช่จะมาจากภายนอกเท่านั้นหาก แต่จะมาจากภายในประเทศมากกว่าด้วยซ�้ำ ซึ่งในกรณีของตุรกี ศัตรูภายในคือ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดกลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนา เป็นเมืองมือทางการเมือง ตลอดจนการคอร์รัปชันของนักการเมืองเป็นส�ำคัญ ในเรื่องของความขัดแย้งภายในจากปัญหาชนกลุ่มน้อย ตุรกีอาจเป็น โมเดลให้เราศึกษาได้เช่นกัน จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ประชากรทั้งหมดของตุรกีมีอยู่ประมาณ ๖๕ ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ของตุรกีมีเชื้อสายเคิร์ดถูกมองอยู่ประมาณ ๕๐ ถึง ๕๕ ล้านคน ชนชาติอื่นๆ ที่ส�ำคัญ ได้แก่ชาวเคิร์ด, เซอร์ซาสเซียน, ซาซา บอสเนีย, จอร์เจีย, อัลเบเนีย, โรมา (ยิปซี), อาหรับ และอีก ๓ ชนชาติที่ได้ รับการยอมรับจากทางการได้แก่ พวกกรีก, อาร์เมเนีย และยิว ในจ�ำนวนนี้ราว ๑๕ ล้านคนเป็นชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ด้วยขนาดของจ�ำนวนประชากร ท�ำให้ชาวเติร์ดถูกมองว่าเป็นชนกลุ่ม น้อยเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เป็นภัยคุกคามต่อเอกภาพและความมั่นคงของชาติ ได้รัฐธรรมนูญของตุรกีระบุให้ประชากรทั้งหมดต้องใช้สัญชาติเตอร์กเท่านั้น
  • 41.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 41 แต่พลเมืองที่เป็นชาวเคิร์ด ของตุรกีหลายล้านคนดังกล่าว ไม่เห็นด้วย พวกเขาตระหนักดีว่าชาติพันธุ์และภาษาของตนมีความแตกต่างไปจาก ชาวเตอร์กโดยสิ้นเชิงแต่ชาวเคิร์ดคนใดก็ตามที่กล้าแสดงออกถึงอัตลักษณ์ ทางการเมืองของตนเอง แบบเปิดเผย หรือสนับสนุนการใช้ภาษาเคิร์ดในที่ สาธารณะ อาจเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหน้าที่ของตุรกีจับกุม ก่อนหน้าเหตุการณ์รัฐประหารในปี๑๙๘๐การใช้ภาษาเคิร์ดในสถาบัน ต่างๆ ทั้งหมดของรัฐบาล ตลอดจนในศาลและโรงเรียนถูกสั่งห้าม รัฐบาลทหาร ได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับที่สั่งห้ามการใช้ภาษาเคิร์ด โดยเฉพาะการใช้ภาษา เคิร์ดผ่านสื่อชนิดเสียงและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่มาตรการของรัฐบาลได้รับการต่อต้านจากชาวเคิร์ดอย่างกว้างขวาง ผู้น�ำต่างๆที่นิยมสันติวิธีของชาวเคิร์ดได้ท�ำการเคลื่อนไหวภายในกรอบ กติกาทางการเมือง เพื่อที่จะท�ำให้เกิดการยอมรับสิทธิทางวัฒนธรรมของ ชาวเคิร์ด รวมถึงสิทธิในการพูดภาษาเคิร์ดในที่สาธารณะ เช่น การอ่าน การเขียน ตลอดจนการตีพิมพ์ภาษาเคิร์ด ในขณะเดียวกัน กลุ่มหัวรุนแรงที่สุดของขบวนการชาวเคิร์ด อันได้แก่ พรรคแรงงานชาวเคิร์ด หรือ PKK ได้ใช้ความรุนแรงด้วยการโจมตีเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะสถาปนารัฐอิสระขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ซึ่งเป็นพื้นที่ ซึ่งมีประชากรชาวเคิร์ดอยู่กันอย่างหนาแน่น ลักษณะการโจมตีของกลุ่ม PKK คือการใช้ความรุนแรงแบบไม่เลือก เป้าหมาย และไม่ลังเลที่จะฆ่าชาวเคิร์ดด้วยกันเอง หากชาวเคิร์ดเหล่านั้นให้ ความร่วมมือกับฝ่ายตรงข้าม แต่เป้าหมายการโจมตีทั่วไปของกลุ่ม PKKคือเจ้า หน้าที่ซึ่งรัฐบาลตุรกีติดอาวุธให้ หรือพวกอาสาป้องกันหมู่บ้าน รวมถึงครูตาม โรงเรียนต่างๆ ซึ่งกลุ่ม PKK ถือว่าเป็นพวกที่ส่งเสริมให้มีการผสมกลมกลืน ชาวเคิร์ด อย่างไรก็ตามการใช้ความรุนแรงแบบสุดโต่งของกลุ่มPKKท�ำให้รัฐบาล สามารถสร้างภาพให้กลุ่ม PKKเป็นองค์การก่อการร้าย ท�ำให้นโยบายการปราบ ปรามของรัฐบาลเกิดความชอบธรรมมากขึ้น มีการท�ำลายล้างหมู่บ้านตามแนว พรมแดน และการบีบบังคับให้ชาวเคิร์ด โยกย้ายประชากรไปอยู่ทางทิศตะวัน ตกของตุรกี
  • 42.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ42 • การต่อสู้ระหว่างกบฎชาวเคิร์ดกับรัฐบาลตุรกีด�ำเนินมาหลายปีก่อนที่จะ มีการเจรจาสันติภาพระหว่างชาวเคิร์ดกับรัฐบาลตุรกีมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๙๙หลังจากที่นายอับดุลเลาะห์โอคาลานผู้น�ำPKKหน่วยCIAของสหรัฐฯ จับกุมตัวที่ท่าอากาศยานกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และส่งตัวให้กับทางการ ตุรกี โดยนายโอคาลาน ถูกตัดสินประหารชีวิต ท�ำให้เขายอมประกาศหยุดยิง แต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามการสันติภาพระหว่างชาวเคิร์ด และรัฐบาลตุรกีนั้นยังคง อยู่อีกยาวไกลเพราะกลุ่มชาวเคิร์ดที่ต่อต้านรัฐบาลตุรกีกลุ่มอื่นๆมิได้ยอมหยุด ยิงตามไปด้วย ขณะที่นายมูรัต คารายิลาน ผู้น�ำพรรค PKK คนใหม่ได้ออกมา ประกาศยกเลิกการประกาศหยุดยิงในปี๒๐๐๔พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการก่อการ ร้ายต่อไป ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายชาวเคิร์ดกลุ่มอื่นๆ ก็ปฏิเสธที่จะหยุดยิงตามที่ นายโอคาลาน ประกาศเอาไว้ นอกจากนี้กองก�ำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดในตุรกี ยังได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธ และที่พักพิงจาก ทหารชาวเคิร์ดในรัฐเคอร์ดิ สถานของอิรัค จนท�ำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างรัฐบาลตุรกี กับอิรัคตามมา เมื่อกองทัพตุรกีส่งทหารกว่า ๑๐,๐๐๐ นายเข้าไปปราบปรามกลุ่มชาวเคิร์ด ในเขตแดนอิรัคในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๘ โดยมีการสนับสนุนการโจมตี ทางอากาศ ความรุนแรงระหว่างรัฐบาลตุรกีและกลุ่มต่อต้านชาวเคิร์ดด�ำเนินต่อไป จนกระทั่งฝ่าย PKK ประกาศหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการในเดือนสิงหาคม ๒๐๑๒ แต่ในต้นเดือนกันยายนปีเดียวกัน ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และเพิ่ม มากขึ้นพร้อมๆ กับเหตุความขัดแย้งในซีเรีย เนื่องจากรัฐบาลซีเรียได้ติดอาวุธ ให้กับชาวเคิร์ดในซีเรีย เพื่อเข้าไปก่อเหตุในตุรกี ซึ่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มต่อ ต้านรัฐบาลซีเรีย ในปลายเดือนธันวาคม๒๐๑๒รัฐบาลตุรกีได้เริ่มเจรจากับนายโอคาลาน อีกครั้งโดยใช้ชื่อการเจรจาว่า “ขั้นตอนการหาทางออก” แต่ความรุนแรง ก็ยังไม่หมดไป เพราะมีการลอบสังหารแกนน�ำคนส�ำคัญของ PKK ที่กรุงปารีส
  • 43.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 43 จากนั้นในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๐๑๓ รัฐบาลตุรกี จึงได้น�ำจดหมายเปิด ผนึกของนายโอคาลาน ถึงประชาชนอ่านออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ โดยใน เนื้อหาเรียกร้องให้มีการหยุดยิง ถอนก�ำลังออกจากดินแดนตุรกี และยกเลิก การติดอาวุธของชาวเคิร์ด โดยในวันที่ ๒๕ เมษายน ฝ่าย PKK ออกมาประกาศ จะถอนก�ำลังออกจากตุรกี เข้าไปในเคิร์ดสถานของอิรัก ตามการเรียกร้องของ นายโอคาลาน ซึ่งแม้จะไม่อาจคาดเดาได้ว่าสันติภาพในครั้งนี้จะยั่งยืนได้นาน เท่าไร แต่อย่างน้อยความสงบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งและการต่อสู้จะยุติลงได้ก็ด้วยการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออก ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยเจรจา ตลอดจนสานเสวนาอันจะน�ำไปสู่ข้อยุติ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพื่อให้เกิด “สันติสุข” ในท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้คือ ตุรกี…ประเทศที่คนไทยควรรู้จัก
  • 45.
  • 46.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ46 • อิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง นอกเหนือจากประเทศตุรกีและบอสเนียซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษา ในเรื่องของการบริหารจัดการความขัดแย้งแล้วยังมีประเทศอิสลามอีกประเทศ หนึ่งที่มีเรื่องราวท้าทายประชาคมโลกแบบ “สุดขั้ว” จนดูเหมือนกับว่าชนชาติ นี้ไม่เคยยึดถือต่อกฎเกณฑ์ใดๆ และพร้อมจะท�ำทุกอย่างตามอ�ำเภอใจโดยไม่ สนใจว่าการกระท�ำของตนจะก่อให้เกิดศัตรูมากกว่ามิตร มีคู่ขัดแย้งอยู่รอบทิศ รวมทั้งมีความขัดแย้งภายในดินแดนของตนเองด้วย ประเทศมุสลิมที่ว่านี้ ก็คือ “อิหร่าน” หากจะตั้งค�ำถามว่าอะไรท�ำให้อิหร่านน่าสนใจจนสมควรหยิบยกมาเป็น กรณีศึกษา ค�ำตอบคงจะอยู่ที่ เพราะอิหร่านเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “รัฐเทวาธิปไตย”ที่เข้มแข็งเชื่อมั่นในตนเองและพร้อมที่จะท�ำทุกอย่างตามความ ต้องการของตนเอง โดยไม่สนใจว่าจะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก อีกทั้งอิหร่านยังเคยเป็นประเทศที่มีระบอบกษัตริย์แต่ถูกโค่นล้มจากประชาชน ที่เชื่อมั่นในผู้น�ำศาสนามากกว่า นอกจากนี้ อิหร่านยังเคยท�ำสงครามกับเพื่อนบ้านหลายปี ก่อนที่การ สู้รบจะยุติลงด้วยการเจรจา อิหร่านเคยยึดสถานทูตของมหาอ�ำนาจตะวันตก และจับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นตัวประกัน เพื่อบีบบังคับให้มหาอ�ำนาจที่เป็นคู่ กรณียอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของตน นี่คือ อิหร่านประเทศที่เคยมีผู้ให้สมญาว่า “เทวาธิปไตยแห่ง ตะวันออกกลาง” ล�ำดับแรกเราควรจะเริ่มต้นรู้จักอิหร่านจากสภาพทางภูมิศาสตร์เสียก่อน ว่า อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางอยู่ใกล้กับช่องแคบ เฮอมูซ ซึ่งเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียกับยุโรป ดินแดนของอิหร่านถูกรายล้อม ด้วยประเทศมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะช่วยให้อิหร่านอยู่ได้อย่างสันติสุขใน ฐานะที่เป็นชาติที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นมุสลิมเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น เพราะอิหร่านเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ เชื้อสายเปอร์เชีย ขณะที่ชาติอาหรับอื่นๆ เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ อิหร่านจึงมีความขัดแย้งกับชาติอาหรับส่วนใหญ่ ซึ่งน�ำโดยซาอุดิ อาระเบียและอิรัก นอกจากนี้ อิหร่านยังขัดแย้งกับอิสราเอลซึ่งเป็นยิวอีกด้วย
  • 47.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 47 นอกจากการขัดแย้งกับชาติเพื่อนบ้านในตะวันออกกลางแล้ว ท่าที อันแข็งกร้าวของอิหร่านต่อชาติมหาอ�ำนาจตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ สหภาพยุโรปยังท�ำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากสังคมชุมชนระหว่างประเทศ เพิ่มเติมเข้าไปอีก อย่างไรก็ตามแม้จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แต่ด้วยความเข้มแข็งของคนใน ชาติท�ำให้อิหร่านสามารถด�ำรงเอกราชและความเป็นรัฐเทวาธิปไตยให้ด�ำรงอยู่ ได้ตราบมาจนกระทั่งปัจจุบัน หากมองย้อนกลับไปยังเรื่องราวในประวัติศาสตร์เราจะพบว่า อิหร่าน เป็นชาติที่สืบทอดความเจริญรุ่งเรืองมาจากจักรวรรดิเปอร์เชียหรือในชื่อเต็มว่า เปอร์เชีย อคีเมนียะห์ ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ ก่อตั้ง โดยพระเจ้าไซรัสมหาราชหลังมีชัยเหนือจักรวรรดิมีดีส จักรวรรดิเปอร์เซียรุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช และพระเจ้าเซอร์ซีสมหาราชผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นศัตรูคนส�ำคัญของรัฐกรีกโบราณ บริเวณที่เป็นที่ตั้งของจักรวรรดิเปอร์เซียอยู่ในบริเวณจังหวัดฟาร์ส ของอิหร่าน ปัจจุบัน ในศตวรรษที่๑๘ได้เกิดความระส�่ำระสายขึ้นในเปอร์เซียซึ่งถูกปกครอง โดยราชวงศ์กอญัรเปอร์เซียตกอยู่ภายใต้การคุกคามของมหาอ�ำนาจต่างประเทศ โดยเฉพาะรัสเซียและอังกฤษ ตั้งแต่ในรัชสมัยของ “ฟัฎอาลี” ซึ่งเป็นชาห์ หรือ กษัตริย์แห่งราชวงศ์กอญัร ได้ท�ำสงครามกับรัสเซีย และต้องเสียดินแดนแถบ เทือกเขาคอเคซัสทั้งหมด ขณะที่ประเทศอังกฤษก็เข้ามาแทรกแซงการเมือง ภายในของอิหร่าน เนื่องจากต้องการครอบครองทรัพยากรน�้ำมันที่เพิ่งจะมี การขุดพบ ด้วยเหตุนี้เองจึงท�ำให้วัฒนธรรมตะวันตกจึงหลั่งไหลเข้าสู่เปอร์เซีย จ�ำนวนมากระหว่างสงครามโลกครั้งที่๑เป็นช่วงเวลาที่ยากล�ำบากของเปอร์เซีย เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของมหาอ�ำนาจตะวันตกหลายประเทศทั้งรัสเซีย, อังกฤษ, ออตโตมาน, เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ท�ำให้เกิดกระแสต่อต้านไป อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนพร้อมกับเรียกร้องให้ปกป้องผลประโยชน์และ เอกราชของประเทศ
  • 48.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ48 • จนเมื่อวันที่๒๑กุมภาพันธ์๑๙๒๑พันโทเรซาข่านผู้บัญชาการกองพัน น้อยคอสแซคจึงได้น�ำกองทัพบุกเข้าเมืองหลวงท�ำการปฏิวัติเรียกร้องให้พระเจ้า อะหมัดกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์กอญัรเปลี่ยนแปลงคณะเสนาบดี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศมิได้ คลี่คลายลงไป ท�ำให้ เรซ่า ข่าน ซึ่งกุมอ�ำนาจที่แท้จริงในประเทศจึงบีบให้พระ เจ้าอะหมัด เสด็จฯ ออกนอกประเทศไปประทับในยุโรป ในปี ๑๙๒๓ และ ไม่เดินทางกลับมายังอิหร่านเลย จากนั้น เรซา ข่าน ก็ได้ประกาศยึดอ�ำนาจจากราชวงศ์กอญัร และ ประกอบพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเป็น “ปฐมชาห์” หรือ กษัตริย์องค์แรก แห่งราชวงศ์ “ปาห์ลาวี” เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๑๙๒๕ ในปี ๑๙๓๕ เมื่อเยอรมันมีอ�ำนาจมากขึ้น กษัตริย์เรซา ข่าน จึงเข้าเป็น พันธมิตรกับเยอรมันพร้อมกับเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านซึ่งแปลว่าประเทศ ของชาวอารยัน (Aryan/Arian) เพื่อให้ชื่อประเทศมีความเกี่ยวโยงกับเชื้อชาติ ดั้งเดิมเพื่อหวังผลทางการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น แต่โชคไม่เข้าข้างอิหร่าน เพราะเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม อิหร่าน จึงกลายเป็นผู้แพ้ไปด้วย ๒๐ ปีต่อมา เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ประทุขึ้น กองทัพสัมพันธมิตร จึงได้ตัดสินใจบุกอิหร่าน โดยกองทัพอังกฤษได้บุกยึดภาคใต้ของอิหร่านและ กองทัพโซเวียตได้เข้ายึดตอนเหนือของอิหร่าน ประเทศอิหร่านจึงถูกปกครอง โดยกองทัพสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม กษัตริย์เรซาจึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติเพื่อให้พระโอรสองค์โตคือ โมฮัมหมัด เรซา ข่าน ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน ประเทศอิหร่านหลังจากนั้นจึงมี ความสัมพันธ์อันดีประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ในปี ๑๙๕๐ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนอิหร่านก�ำลังตื่นตัวเรื่องชาตินิยม ในพฤษภาคมปีเดียวกันนั้นเอง “มูฮัมหมัด มูซัดเดก” ผู้น�ำคนหนึ่งในขบวนการ ชาตินิยมอิหร่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นนายมูซัดเดก ได้ด�ำเนินการยึดบริษัทน�้ำมันแองโกล – อิหร่านออยล์ซึ่งเป็นของอังกฤษเป็น ของรัฐ การกระท�ำดังกล่าวท�ำให้ชาติตะวันตกตอบโต้ด้วยการบอยคอตน�้ำมัน อิหร่าน ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ปีเดียวกัน รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศตัดสัมพันธ์
  • 49.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 49 ทางการทูตกับอังกฤษขณะเดียวกันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านเริ่ม ปั่นป่วน และเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และเกิดความวุ่นวายมากขึ้น เดือนสิงหาคม ๑๙๕๓ กษัตริย์โมฮัมหมัดเรซา และราชินี ได้เสด็จฯ ออก นอกประเทศ ๓ วัน หลังจากนั้น นายพล “ซาเฮดี” ประกาศตนเป็นนายก รัฐมนตรีและยึดอ�ำนาจจากนายกฯมูซัดเดกพร้อมกับสั่งจับกุมตัวคณะรัฐมนตรี จากนั้นกษัตริย์โมฮัมหมัดเรซานจึงเสด็จนิวัติอิหร่านและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายนิยมตะวันตก อิหร่านได้ท�ำการเปิดสัมพันธไมตรีกับการ ทูตกับอังกฤษใหม่อีกครั้ง และมีการเจรจาตกลงกับบริษัทน�้ำมันอังกฤษและ สหรัฐอเมริกา และนับตั้งแต่ปี ๑๙๕๕ เป็นต้นมา กษัตริย์เรซาได้เริ่มมีบทบาทในการ บริหารประเทศมากขึ้น และพาประเทศเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี ๑๙๖๓ กษัตริย์เรซาได้เริ่มโครงการส�ำคัญหลาย อย่างเพื่อพัฒนาอิหร่านให้ก้าวหน้า อาทิการปฏิรูปที่ดินปฏิรูปการเลือกตั้งการให้สิทธิแก่สตรีการตั้งหน่วย การศึกษา การจัดตั้งหน่วยอนามัย การพัฒนาการเกษตร การโอนป่าเป็นของ รัฐ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลอิหร่านเรียกโครงการเหล่านี้ว่า “การปฏิวัติขาว” เพราะ เป็นการปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมๆกันก็คือการคอร์รัปชันและความเหลื่อมล�้ำทางเศรษฐกิจซึ่งท�ำให้กลุ่ม ฝ่ายซ้ายมาร์กซิส และผู้ใช้แรงงานไม่พอใจ ขณะที่นักการศาสนาเอง ส่วนใหญ่ ก็รู้สึกไม่พอใจกับการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งพวกเขารู้สึกว่า เป็นตัวการที่ท�ำให้ประชาชนศีลธรรมตกต�่ำ และเอาใจออกห่างจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เอง จึงท�ำให้มีการออกมาเดินขบวนประท้วงราชวงศ์อย่าง ต่อเนื่อง ความขัดแย้งเรื่องนี้รุนแรงเพิ่มขึ้น จนกระทั่งในวันที่๕มิถุนายน๑๙๖๓ รูฮอลเลาะห์ มูซาวี โคไมนี ซึ่งเป็นอายะตุลลอฮ์ หรือ ปราชญ์อิสลามคนส�ำคัญ ของอิหร่านได้แสดงตัวเป็นผู้น�ำต่อต้านกษัตริย์โดยออกมาปราศรัยโจมตีราชวงศ์ ชาห์อย่างรุนแรง จนถูกจับกุมตัว แต่การจับกุมโคไมนีได้ก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นพันธมิตรของกลุ่มต่อต้าน ราชวงศ์ได้แก่กลุ่มมาร์กซิส,กลุ่มนิสิตนักศึกษาชาตินิยมหัวเสรีและกลุ่มอิหม่าม
  • 50.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ50 • เคร่งศาสนา ซึ่งได้จัดการชุมนุมประท้วงเพื่อให้ปล่อยตัวโคไมนีจนเหตุการณ์ ลุกลามรุนแรงเป็นการจลาจลนองเลือด พระเจ้าชาห์จึงได้พยายามตัดชนวนความขัดแย้งไม่ให้ขยายวงต่อไปด้วย การเนรเทศโคไมนีไปตุรกีในวันที่๔พฤศจิกายน๑๙๖๔แต่ต่อมาโคไมนีได้ย้าย ไปอยู่เมืองนาจาฟของอิรัก เพื่อให้ค�ำปรึกษาแก่กลุ่มการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะขจัดโคไมนีออกไปนอกประเทศได้แล้ว แต่ความ ขัดแย้งในอิหร่านกลับมิได้ลดลง กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและเหล่านักศึกษา รวมทั้งกลุ่มนักการศาสนา ยังคงด�ำเนินการประท้วงราชวงศ์ชาห์อย่างต่อเนื่อง ในลักษณะต้องการโค่นล้ม ฝ่ายราชส�ำนักจึงมีค�ำสั่งให้กวาดล้างจับกุมแกนน�ำเหล่านี้ด้วยวิธีรุนแรง จนน�ำ ไปสู่การนองเลือดของทั้ง ๒ ฝ่าย ความไม่พอใจของประชาชนเริ่มถึงจุดระเบิดในวันที่๑๙สิงหาคม๑๙๗๘ ซึ่งตรงกับเดือนรอมฎอน ได้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงในโรงภาพยนตร์ที่เมือง อะบาดาน มีผู้เสียชีวิต ๓๘๗ คน ราชส�ำนักได้ออกมากล่าวหาว่า พวกอิสลามหัวรุนแรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะโรงภาพยนตร์เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม ทว่าเมื่อต�ำรวจ ไม่สามารถหาผู้กระท�ำผิดได้ก็ยิ่งท�ำให้ประชาชนเคียดแค้นรัฐบาลและเกิดการ ประท้วงตามเมืองต่างๆ พร้อมๆ กัน ส่วนคู่ปรับของชาห์คือ โคไมนี แม้จะถูกเนรเทศไปยังประเทศอิรักนาน ถึง ๑๒ ปี และภายหลังถูกรัฐบาลอิรักขอร้องให้ออกไปนอกประเทศ จนโคไมนี ต้องอพยพไปอยู่ฝรั่งเศส แต่โคไมนีก็ใช้การอัดเสียงใส่เทปคาสเซตส่งกลับเข้ามา ปลุกระดม เผยแพร่แก่นักศึกษาประชาชนและลุกลามถึงชาวอิหร่านในต่าง ประเทศด้วย หลังโศกนาฏกรรมที่เมืองอะบาดาน ชาวอิหร่านในเตหะรานได้รวมกัน ประท้วงพระเจ้าชาห์ ซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยสหรัฐ มีการเผาธงชาติ ถือป้าย ข้อความ“แยงกี้โกโฮม”“ชาห์ต้องลาออก”และ“โคไมนีต้องปกครองอิหร่าน” มีสตรีแต่งกายด้วยชุดด�ำ สวมคลุมศีรษะจ�ำนวนมาเข้าร่วมขบวนด้วย ขบวนผู้ประท้วงได้ปะทะกับทหาร ท�ำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลาย คนหลังจากเหตุการณ์นี้ ก็เกิดเหตุการณ์ประท้วงระลอกแล้วระลอกเล่า ตามหัวเมืองอื่นๆ
  • 51.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 51 กลุ่มฝ่ายซ้ายได้ร่วมมือกันกับกรรมกรนับแสนคนทั่วประเทศผละงาน ประท้วง ขณะที่กลุ่มนักศึกษาชาตินิยม และมีหัวเสรีต่างรณรงค์ให้พนักงาน รัฐวิสาหกิจ บรรดาครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมการประท้วงด้วย เช่นกัน ทั้งนี้ การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๑๙๗๘ โดยประชาชนนับล้านได้ออกมาชุมนุมกันบนท้องถนน ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงได้ ชูรูปโคไมนีและตะโกนด่าทออเมริกา และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงประเทศ เป็น “รัฐอิสลาม” การประท้วงลุกลามจนเกิดเหตุรุนแรงที่เมืองมาชาดมีการลุกฮือเผาบ้าน ของชาวอเมริกัน ตลอดจนกิจการต่างๆ ของชาวตะวันตก รัฐบาลได้ส่งทหาร ออกไปรักษาความสงบ ท�ำให้เกิดการปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับร้อย เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนรัฐบาลสหรัฐและยุโรปสั่งให้คนของตนออก จากอิหร่าน ความตึงเครียดที่กดดันท�ำให้กษัตริย์ชาห์ทรงยินยอมตามค�ำแนะน�ำของ สหรัฐ โดยการเสด็จออกนอกประเทศพร้อมครอบครัว ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๑๙๗๙ โดยที่ นายชาห์ปูร์ บัคเตียร์ นายกรัฐมนตรีอิหร่าน ได้ออกมาประกาศ ว่าพระองค์มิได้สละบัลลังก์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ อายะตุลลอฮ์ โคไมนี พร้อม ผู้สนับสนุนและนักหนังสือพิมพ์อีก ๑๕๐ คน ได้โดยสารเครื่องบินโบอิ้ง ๗๔๗ ของสายการบินฝรั่งเศสกลับสู่อิหร่าน โดยมีประชาชนต้อนรับอย่างเนืองแน่น จากนั้นโคไมนีได้รับการแต่งตั้งเป็น“อิหม่าม”ซึ่งเป็นต�ำแหน่งสูงสุดทางศาสนา แม้ระยะแรกกองทัพอิหร่านประกาศว่า พร้อมหลั่งเลือดเพื่อค�้ำบัลลังก์ ชาห์ และสนับสนุนรัฐบาลนายบัคเตียร์ แต่ภายหลังกองทัพ ได้วางตัวเป็นกลาง ผู้สนับสนุนโคไมนีจึงได้เข้าควบคุมเตหะรานไว้โดยบุกยึดท�ำเนียบรัฐบาล กระทรวงทบวง กรม ตึกรัฐสภา และสถานีต�ำรวจไว้ได้หมด ต่อมากลุ่มต่อต้าน ราชวงศ์จึงได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อบริหารประเทศ แต่แล้วในปลายปีเดียวกันเหตุการณ์ท�ำลายกฎเกณฑ์ของประชาคมโลก ก็อุบัติขึ้น เช้าตรู่ของวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๑๙๗๙ นักศึกษาอิหร่านราว ๕๐๐ คน ได้บุกฝ่ากองก�ำลังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คุ้มกันอยู่ที่หน้าสถานทูต
  • 52.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ52 • สหรัฐอเมริกาประจ�ำกรุงเตหะรานเข้าไปจับกุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันส่งตัวกษัตริย์ชาห์ ที่อยู่ที่สหรัฐฯกลับไปด�ำเนิน คดีในอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธค�ำเรียกร้องโดยอ้างว่า ชาห์ก�ำลังรักษาตัวอยู่ นักศึกษาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯทันที และ ยกเลิกการขายน�้ำมันให้สหรัฐฯ จากแรงบีบของกลุ่มนักศึกษา กลุ่มฝ่ายซ้าย และกลุ่มทางศาสนา ท�ำให้ นายกรัฐมนตรีเมฮ์ดี บาซากัน (Mehdi Bazargan) ของอิหร่าน จึงประกาศลา ออกในเวลาต่อมา ขณะที่อีกไม่กี่วันต่อมาอิหร่านก็งดส่งน�้ำมันให้แก่สหรัฐฯ ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ จึงตอบโต้ด้วยการสั่งอายัดทรัพย์สมบัติ ของอิหร่านทั้งหมดในสหรัฐฯประมาณ๒แสนล้านบาทและก็ได้ส่งกองทัพเรือ เข้าไปประชิดที่ทะเลอาหรับ อิหร่านจึงสั่งให้ปล่อยตัวประกันผิวด�ำเป็นอิสระ ๓ คน ส่วนคนอื่นๆ ยังคุมขังไว้ต่อไป แต่อีกไม่นานชาวผิวด�ำอีก๑๐คนก็ได้รับการปล่อยตัวอีกเป็น ชุดที่สอง เหตุการณ์ได้ทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น กลุ่มประชาชนอิหร่านพากัน เข้าร่วมประท้วงสหรัฐฯ ตามสถานทูตของชาติอื่น สหรัฐฯ จึงเริ่มหาพันธมิตร สนับสนุน และหันไปพึ่งศาลโลก รวมทั้งสหประชาชาติ ซึ่งทางสหประชาชาติ ก็ได้พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย โดยยอมตั้งกรรมการสอบสวนชาห์ ในเรื่อง ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสมัยที่พระองค์ทรงครองอ�ำนาจอยู่ในอิหร่าน เวลาต่อมาอิหร่านได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ซึ่งจะสถาปนาอิหร่าน เป็นสาธารณรัฐอิสลาม และเป็นรัฐเทวาธิปไตย พร้อมกับจัดให้มีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีคนแรกของอิหร่าน โดยนาย อะบัลฮัซซัน บานิซาดร์ (Abolhassan Banisadr) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นหัวหน้า กลุ่มมาร์กซิสทูเดย์ ก็ได้รับการไว้วางใจจากประชาชนให้ขึ้นด�ำรงต�ำแหน่ง โดย มีผู้น�ำสูงสุดคือ อายะตุลลอฮ์ โคไมนี เรียกว่า ฟากิฮ์ หรือ รอฮ์บัรร์ ถือเป็นผู้น�ำ สูงสุดทางจิตวิญญาณมีอ�ำนาจครอบคลุมทั้งการเมืองและการปกครองทั้งหมด และเมื่ออิหร่านมีผู้ปกครองโดยชอบธรรมแล้ว จึงท�ำให้การตัดสินใจ การสั่งการต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มนักศึกษาแบบเมื่อก่อน จึงท�ำให้นายกรัฐมนตรี กับกลุ่มนักศึกษามีความขัดแย้งกันอยู่ตลอด จนเกิดการประท้วงของกลุ่ม นักศึกษาขึ้นหลายครั้ง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนลงในการเจรจากับสหรัฐฯ แต่โคไมนี
  • 53.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 53 ก็ยังยืนยันว่าสหรัฐฯจะต้องส่งพระเจ้าชาห์กลับมายังอิหร่าน สหรัฐฯ จึงสั่งตัด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านอย่างจริงจัง ในเดือนมีนาคมปีต่อมา สหรัฐได้จัดส่งก�ำลังคอมมานโดชิงตัวประกัน แต่แผนการนี้ซึ่งได้ใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นหลักล�ำเลียงพล ขณะบินฝ่าเขตตอนใต้ ของอิหร่าน เกิดผจญกับพายุทะเลทราย เครื่องบินหลายล�ำระเบิดพังพินาศ ทหารเสียชีวิตไปจ�ำนวนหนึ่ง ต่อมาในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๑๙๘๐ พระเจ้าชาห์ แห่งอิหร่านก็ได้ สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งในตับ และตกเลือด เมื่อชาวอิหร่านทราบข่าวก็พา กันแสดงความยินดีแต่โฆษกของรัฐบาลอิหร่านได้ประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าว จะไม่ท�ำให้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านเปลี่ยนแปลงไปและรัฐสภา จะท�ำหน้าที่พิจารณาคดีของตัวประกันที่ถูกควบคุมในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ก็ได้แสดงความอ่อนข้อโดยยอมร่วมมือตั้งคณะกรรมการสอบสวนความสัมพันธ์ ในอดีตของสหรัฐฯ กับพระเจ้าชาห์ ต่อมาอิหร่านก็ได้ร่างเงื่อนไขต่อสหรัฐฯ ในการแลกกับการปล่อยตัว ประกันทั้ง ๕๒ คน โดยสหรัฐฯ ต้องให้ค�ำมั่นสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ อิหร่านอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการอายัดทรัพย์สินอิหร่านทั้งภายในและภายนอก ประเทศสหรัฐฯการคืนทรัพย์สินนั้นควรคืนให้แก่รัฐบาลอิหร่านเพื่อจะได้น�ำไป ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในด้านต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะ ท�ำได้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯต้องออกค�ำสั่งใหม่มายกเลิกค�ำสั่งอายัดทรัพย์สิน อิหร่านและให้ค�ำสั่งอายัดเป็นโมฆะ การส่งมอบทรัพย์สินทั้งหลายจะต้องได้รับ การค�้ำประกันความปลอดภัยจากสหรัฐฯ การคว�่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินที่กระท�ำต่อสาธารณะรัฐอิสลาม อิหร่านจะต้องถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยค�ำประกาศของศาลสหรัฐฯและ ศาลสหรัฐฯ ต้องห้ามการเรียกร้องใดๆ จากอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้อง ของเอกชนหรือรัฐบาลในกรณีที่มีการเรียกร้องฟ้องร้องเอากับอิหร่านหรือ ประชาชนชาวอิหร่านรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรับภาระเป็นผู้ชดใช้เอง โดยเฉพาะ เกี่ยวกับการบุกยึดสถานทูตอเมริกัน และจับตัวประกันของชาวอเมริกัน ในกรุงเตหะราน
  • 54.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ54 • ทรัพย์สมบัติของอดีตชาห์แห่งอิหร่านจะต้องส่งคืนให้อิหร่านและรัฐบาล สหรัฐฯจะต้องประกาศยอมรับว่าทรัพย์สินของชาห์และพระราชวงศ์ที่เอาไปไว้ สหรัฐฯนั้น เป็นของรัฐบาลอิหร่านโดยชอบธรรม ในระยะแรกการเจรจาของทั้งสองประเทศก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง กันได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายก็ยังท�ำการเจรจาต่อไปโดยใช้ทูตของแอลจีเรีย เป็นตัวกลางในการเจรจาจนกระทั่งในวันที่๒๐มกราคม๑๙๘๑ทุกฝ่ายก็ตกลง กันได้ ตัวประกันทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากโดนคุมขังทั้งสิ้น ๔๔๔ วัน แม้การเป็นศัตรูกับมหาอ�ำนาจอย่างสหรัฐฯ จะยุติลง แต่อิหร่านก็มิได้ อยู่อย่างสงบสุขเพราะขณะที่เกิดการปฏิวัติอิสลามขึ้นในอิหร่านนั้นชาติอาหรับ ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายซุนหนี่มีความหวาดหวั่นต่อการขยายของการปฏิวัติอิสลาม โดยเฉพาะอิรักเพื่อนบ้านที่มีชาวชีอะห์เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศถึง ร้อยละ ๖๐ แต่มีรัฐบาลเป็นชาวซุนนี ภายใต้การปกครองของพรรคบาธ โดยมี ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้น�ำซึ่งมองเห็นความอ่อนแอของอิหร่าน ในขณะนั้น ซัดดัมจึงฉวยโอกาสเปิดสงครามกับอิหร่านในวันที่ ๒๒ กันยายน ๑๙๘๐ ส�ำหรับมูลเหตุที่อิรักท�ำสงครามกับอิหร่านนั้น เกิดจากข้อพิพาทเรื่อง บูรณภาพเหนือดินแดน การครอบครองแม่น�้ำชัต อัล อาหรับ, เกาะอบู มูซา เกาะเกรทเตอร์และเลเซอร์ตับส์ของสหรัฐอาหรับอิมิเรต,การผนวกคูเซสถาน, การต่อต้านการปฏิวัติอิสลามชีอะห์ ระหว่างสงคราม ชาติตะวันตกในยุโรปให้การสนับสนุนอิรัก โดยโซเวียต สนับสนุนด้านยุทธปัจจัย และการส่งก�ำลังบ�ำรุง ส่วนอิหร่านนั้นได้รับการ สนับสนุนจาก ยูโกสลาเวีย, จีน, อัลบาเนีย, เกาหลีเหนือ และอิสราเอล ส�ำหรับสหรัฐอเมริกานอกจากจะให้การสนับสนุนอิรักอย่างเปิดเผยแล้ว ยังแอบขายอาวุธให้กับอิหร่านอย่างลับๆ ก่อนจะถูกเปิดโปงจากกรณีอิหร่าน- คอนทร้า การสู้รบเป็นไปอย่างโหดร้าย เมืองส�ำคัญของอิหร่านใกล้กับปากแม่น�้ำ ชัทอัลอาหรับได้ความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเมืองอบาดานเมืองส�ำคัญ ด้านอุตสาหกรรมน�้ำมันถูกอิรักยึดครอง อย่างไรก็ตาม กองก�ำลังทหารอิหร่าน ยังคงต้านทานอย่างเข้มแข็งจนอิรักไม่สามารถรุกคืบเข้าไป
  • 55.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 55 ด้านอิหร่าน ฝ่ายศาสนาใช้โอกาสนี้ สร้างกระแสคลั่งชาติ กวาดล้างหุ้น ส่วนการปฏิวัติส่งผลให้ผู้น�ำเสรีนิยมหลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศพลพรรค จ�ำนวนมากของพรรคมาร์กซิสทูเดย์ถูกสังหารกองก�ำลังพิทักษ์การปฏิวัติได้รับ การขยายอัตรา และเสริมอาวุธ โดยท�ำงานภายใต้ผู้น�ำศาสนาคือโคไมนี สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน ด�ำเนินต่อไปจนถึงปี ๑๙๘๗ ทั้งสองฝ่าย จึงเริ่มเปิดการเจรจา จนกระทั่งลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกเมื่อ ๒๖ สิงหาคม ๑๙๘๘ โดยอิหร่านมียอดความสูญเสีย ๑ ล้านคน จากการถูกฆ่า หรือบาดเจ็บ รวมถึงชาวอิหร่านที่เจ็บป่วย และตายจากผลของอาวุธเคมี ส่วนอิรักมีความสูญเสีย ๒๕๐,๐๐๐ – ๕๐๐,๐๐๐ คน พลเรือนหลาย หมื่นคนทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ และขีปนาวุธ การสูญเสีย ทางการเงินมีมูลค่า๖๐๐,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ(๑๘.๖ล้านล้านบาท)ส�ำหรับ แต่ละฝ่าย สงครามครั้งนี้มีข้อสังเกตประการแรกคือ อิรักสามารถยึดครองดินแดน ที่ต้องการไว้ได้ แต่ฝ่ายอิหร่านมิได้พ่ายแพ้ในสงครามการยึดครองจึงไม่มีความ หมาย การเปลี่ยนแปลงพรมแดนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หลังสงครามสิ้นสุดลงไม่ถึงปี ในวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๙๘๙ โคไมนี ซึ่งเป็น ผู้น�ำสูงสุดของอิหร่าน ก็ถึงแก่อสัญกรรม ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจาก วิกฤติโลก และการที่อิหร่านถูกกีดกันทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มชนชั้นน�ำ สองซีก ซึ่งทั้งสอง ซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และต้องการต่อต้าน จักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ขัดแย้งกันในเรื่องการจัดการภายใน ซีกแรกของชนชั้นปกครองถูกเรียกว่า “พวกอนุรักษ์นิยม” ส่วนอีกฝ่าย คือ “พวกหัวปฏิรูป” ในด้านการเมืองขณะนั้นมีนายอัคบาร์ ฮาเซมิ ราฟซานจา มีนักการศาสนาสายกลางเป็นประธานาธิบดีส่วนผู้ที่มาด�ำรงต�ำแหน่งแทนโคไม นี คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมนีอี ในปี ๑๙๙๕ อิหร่านได้ว่าจ้างรัสเซียให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งถูก บริษัทรับเหมาก่อสร้างเยอรมันทิ้งงานไปตั้งแต่ปี ๑๙๗๙ โดยอิหร่านอ้างว่า เป็นการด�ำเนินโครงการปรมาณูเพื่อสันติ แต่ชาติตะวันตกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา ไม่เชื่อและเป็นแกนน�ำในการต่อต้านโดยระบุว่าอิหร่านพยายาม จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
  • 56.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ56 • โครงการนิวเคลียร์จึงท�ำให้อิหร่านมีข้อพิพาทกับชาติตะวันตกอีกครั้ง ในปี๑๙๙๗ฝ่ายปฏิรูปน�ำโดยโมฮัมหมัดคะทามิสามารถชนะการเลือก ตั้งประธานาธิบดี และพยายามน�ำนโยบายการปฏิรูปมาใช้ แต่ก็ถูกขัดขวางจาก กลุ่มอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตามเขาสามารถเอาชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี อีกครั้งในปี๒๐๐๑แต่ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างเป็นรูปธรรม ท�ำให้เขาจึงพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับนายมามูด อะมาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมในปี ๒๐๐๕ โดย อามาดิเนจาดมีนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินจากน�้ำมันเพื่อพัฒนา สภาพความเป็นอยู่ของคนจนทั้งในเมือง และชนบท เมื่อเขาขึ้นมาเป็น ประธานาธิบดีเขาสัญญาว่าจะก�ำจัดการคอร์รัปชั่นแต่ ๔ ปีผ่านมาสังคมอิหร่าน ยังคงเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น ในปี ๒๐๐๘ นายพาลิสดา (Abbas Palizdar) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้สอบสวนการคอรัปชั่นในระดับสูงได้เขียนรายงานเปิดโปงการโกงกินของ สถาบันชั้นสูง ทั้งหลายของอิหร่าน แต่ถูกรัฐบาลจับกุม ระหว่างที่อามาดิเนจาด มีอ�ำนาจเขาได้เร่งสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ให้กับอิหร่าน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จนน�ำไปสู่ ความตึงเครียดกับชาติตะวันตก รวมไปถึงอิสราเอลที่ขู่จะโจมตีอิหร่านหาก อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จริง หลังการเลือกตั้งในปี ๒๐๑๓ นายฮัสซัน โรฮานี นักการศาสนาจากกลุ่ม ปฏิรูปสามารถกลับขึ้นมามีอ�ำนาจได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาต้องเผชิญ จากนี้ไปก็คือ ปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิ เนจาดทิ้งไว้ให้ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจข้อพิพาทนิวเคลียร์กับชาติตะวันตก มาตรการคว�่ำบาตรจากนานาชาติ ค�ำขู่โจมตีจากอิสราเอล ฯลฯ แนวทางที่แข็งกร้าว และการใช้วาจายั่วยุของนายอาห์มาดิเนจาด ท�ำให้ อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ ทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล สหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศอิสลามอื่นๆ อย่างตุรกี อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย ที่ยังคงอยู่ข้างเดียวกับอิหร่านมีเพียงซีเรีย ที่ขณะนี้ก�ำลังนองเลือดกับ สงครามกลางเมือง และเหล่าเพื่อนซ้ายจัดของนายอาห์มาดิเนจาดใน เกาหลีเหนือ โบลิเวีย นิคารากัว และเวเนซุเอล่า
  • 57.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 57 ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาลอิหร่านในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่อง นโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่การด�ำเนินนโยบายทางการทูตถือเป็นสิ่ง ส�ำคัญยิ่ง แต่การกระท�ำคงไม่ง่าย หากอิหร่านเมินเฉยต่อข้อพิพาทนิวเคลียร์ที่ ยืดเยื้อมาเกือบ ๑๐ ปี ทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของอิหร่าน…เทวาธิปไตยแห่งตะวันออกกลาง ที่นักศึกษา ๔ส๔ ร่วมกันถอดบทเรียน
  • 59.
  • 60.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ60 • ปัจจัยแห่งสันติภาพบนความแตกต่าง ข้อค้นพบของนักศึกษา ๔ส๔ จากการลงพื้นที่ ๓ ชุมชน คือชุมชนกะดีจีน ชุมชนคลองตะเคียน และ ชุมชนละงูซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ความสันติสุขท่ามกลางความแตกต่างทางศาสนาของ ผู้คนในท้องถิ่น พบว่า มีปัจจัยส�ำคัญหลายประการที่มีผลต่อความสันติสุข ในชุมชน ปัจจัยดังกล่าวได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน ชาติพันธ์ พหุลักษณ์ พหุวัฒนธรรมอาชีพชุมชนข้อก�ำหนดของชุมชนการสื่อสารการเจรจาศาสนา โครงสร้างทางสังคม เจตคติของผู้คนในชุมชน ผู้น�ำ และการใช้ทรัพยากร ทั้งนี้ สามารถจ�ำแนกให้เห็นในแต่ละชุมชนได้ ดังนี้
  • 61.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 61 การเกิดสันติภาพที่ยั่งยืน จ�ำเป็นต้องพิจารณาและให้ความส�ำคัญกับ ปัจจัยแห่งสันติสุขดังกล่าว ในทางกลับกัน หากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้บกพร่องไป ความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังรูปข้างล่างนี้
  • 62.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ62 • เราสามารถเลือกหยิบให้ความแตกต่างอันมีอยู่เป็นปกติใช้ไปในทาง สร้างสรรค์เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หรือใช้ไปในทางที่สร้างความ แตกแยกที่มากขึ้นได้ สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ มิใช่ไม่มีความแตกต่าง ในทางกลับกันความแตกต่างมีให้เห็นเฉกเช่นเดียวกับชุมชนอื่นๆ แต่ชาวชุมชน นั้น เลือกที่จะแตกต่างอย่างเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ๑. การเข้าใจในประวัติศาสตร์ชุมชนยอมรับกันในส่วนของประวัติศาสตร์ ว่าเป็นบทเรียนที่ไม่ควรน�ำมาสร้างความแตกแยกการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน ท�ำให้เห็นถึงความเป็นมาของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของผู้คนในชุมชน ที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกัน หลายชั่วคนก็จะเกิดส�ำนึกในความเป็นคนท้องถิ่นเดียวกัน การศึกษา ประวัติศาสตร์ของชุมชนเป็นหัวใจส�ำคัญของความเข้าใจและเป็นจุดเริ่มต้น ของสันติสุขที่เกิดขึ้น การมุ่งเน้นให้คนในท้องถิ่นเข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชนของตน หรือกล่าว ได้ว่า ให้เจ้าของประวัติศาสตร์มาศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นตัวเอง คนใน ชุมชนจะเห็นภาพความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของตน เกิดเป็นฐาน ความรู้ที่รวมสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันท�ำให้สามารถมอง
  • 63.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 63 ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดด้วยแนวคิดนี้ จะท�ำให้คนท้องถิ่น รับรู้ว่าชุมชนของเขาจะพัฒนาตนเองโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นได้อย่างไร ท�ำให้ชุมชน เข้มเข็ง ความสันติสุขย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย ตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่สร้างโดยคนท้องถิ่นเอง เช่น ชาวบ้านชุมชน กะดีจีน ที่ด�ำรงอยู่ได้ท่ามการกระแสการเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านในกุฎีจีนไม่ว่า ศาสนาใด สามารถเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนของตนได้ใกล้เคียงกัน ตนเป็นใคร มาจากไหน บรรพบุรุษท�ำอะไร ในขณะที่ก็ทราบว่าเพื่อนบ้านต่างศาสนา เป็นใคร มาจากไหน มาอยู่รวมกันที่นี่ได้อย่างไร ชาวชุมชนกะดีจีนรู้สึกเป็น เจ้าของท้องถิ่น เค้ารู้รากเหง้าและรู้ตัวตน กะดีจีนจึงเป็นชุมชนที่สร้าง ประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากจิตส�ำนึกของคนกะดีจีนเอง บวกกับความมีอัธยาศัย ไมตรีของผู้คน ท�ำให้ชุมชนมีชีวิตและมีความเข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐเลย เราต้องเลือกใช้ประวัติศาสตร์ในอันที่จะน�ำไปสู่สันติสุขแก่ชุมชน การ ท�ำให้ประวัติศาสตร์กลายมาเป็นเครื่องมือสู่การแบ่งแยก แยกขั้ว ยั่วยุ น�ำไปสู่ ความเกลียดชังความแค้นท�ำให้ท�ำลายความสัมพันธ์ที่ดีอยู่เดิมด้วยเหตุในอดีต ที่คู่ขัดแย้ง(ใหม่) ไม่ได้มีใครเป็นต้นเหตุ เป็นสิ่งที่พึงละเว้น ๒.กิจกรรมภาครัฐ(ที่เหนือกว่าระดับชุมชน)เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ การร่วมแรงร่วมใจในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ๓. การมีกติกาการอยู่ร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับกติกามีความชัดเจนเป็น รูปธรรม เช่น ธรรมนูญการอยู่ร่วมกัน หรือวิถีปฏิบัติภายในชุมชนจนกลายเป็น วัฒนธรรมของชุมชนที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและหลากหลาย ๔. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทุกภาพส่วน สร้างความรู้สึก เป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน ๕. การสื่อสารในชุมชน การสื่อสารท�ำหน้าที่เป็นกลไกในการผลักดัน ให้การพัฒนาชุมชนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มีความส�ำคัญในฐานะที่เป็น ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน การสื่อสารที่ก่อให้เกิดสันติสุขในชุมชนต้องเป็นการ สื่อสารแบบมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นซึ่งจะน�ำไปสู่ความรู้สึกผูกพันกับประเด็น ปัญหาของท้องถิ่น เกิดความตระหนักร่วม ความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ เกิดความ สันติสุขในชุมชนที่ยั่งยืนได้ ๖.ผู้น�ำชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ ยกตัวอย่างชุมชนทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็นกะดีจีน คลองตะเคียน ละงู ล้วนแล้วแต่มี
  • 64.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ64 • ผู้น�ำทางศาสนาเป็นผู้น�ำการสื่อสารที่ส�ำคัญ ท่านเจ้าอาวาสท่านอิหม่าม หรือ ท่านบาทหลวง ล้วนแล้วแต่ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อผู้คนในชุมชนตลอดเวลา การสื่อสารเป็นไปแบบมีส่วนร่วมและรับฟังซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ท�ำให้สันติสุข เกิดขึ้นในชุมชน ๗. โครงสร้างทางสังคมที่ไม่มีความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหรือ การปกครอง การมีกฎหมายที่บังคับใช้อย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม เพื่อป้องกันความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่อาจเกิดขึ้นซึ่งหมายถึงการท�ำให้ตัวตน ของกลุ่มวัฒนธรรมหรือกลุ่มชนชาติที่แตกต่างกันนั้นถูกบดบังหรือบังคับให้ สูญหายไปในส่วนนี้อาจนับว่าจับต้องไม่ได้ก็จริงแต่กระทบถึงความมีตัวตนของ คนๆ นั้น กระทบถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในสายตาของวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันและอาจนับเป็นความรุนแรงที่สัมผัสด้วยใจของคนที่เข้าใจเท่านั้น ทั้งสองอย่างคือ ความรุนแรงด้านโครงสร้าง และความรุนแรงทางวัฒนธรรม จะหลบตัวซ่อนอยู่ข้างใต้ของความขัดแย้งที่รุนแรงกว้างใหญ่ทั้งสิ้น ๘. ความเท่าเทียมกันและช่องว่างของความเหลื่อมล�้ำของแต่ละกลุ่มใน ชุมชน ทั้งนี้อาจนับเป็นเนื่องมาจากความมีอ�ำนาจที่ไม่เท่ากัน กลุ่มที่ยึดครอง อ�ำนาจอยู่อาจท�ำให้เกิดอภิสิทธิ์ในกลุ่มของตน กลุ่มที่ถูกริดรอนสิทธิ์จะเป็น ฝ่ายถูกกระท�ำ สร้างความร้าวฉานแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ยิ่งหากความเหลื่อมล�้ำ ในการจัดการคดีความด้วยแล้วยิ่งตอกย�้ำความรุนแรงนี้ให้มากขึ้นและเป็นพลัง ผลักดันให้เกิดความรุนแรงทางกายภาพต่อไป ๙. ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอาจนับเป็นนามธรรมมากที่สุดและมีเหตุมีผล น้อยที่สุด แต่เป็นตัวชี้วัดถึงระดับของความแตกต่างที่น�ำสู่ความแตกแยกได้ดี และเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญแสดงถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันในคู่ที่แตกต่าง ว่าการสมานความเข้าใจหรือความยากง่ายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้นมีมาก เพียงใด ในกรณีของปัญหาชายแดนใต้นั้น เราจะพบว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความ แตกแยกแตกต่าง รุนแรงนั้นมีอยู่ครบถ้วนโดยเฉพาะในสายตาของผู้ถูกกระท�ำ กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มคนไทยมุสลิม หรืออาจเรียกที่มาที่ไปของกลุ่มคนเหล่านี้ว่า กลุ่มชาติพันธ์มลายูที่นับถืออิสลาม ความแตกต่างที่ถูกท�ำให้แตกแยกนั้นแฝงไว้ ด้วยความรุนแรงทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน เช่น การบังคับไม่ให้นุ่งโสร่งหรือ
  • 65.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 65 ใช้ผ้าคลุมศีรษะการบังคับใช้ภาษาไทย ทั้งอ่าน พูด เขียน การให้ใช้กฎหมาย ไทยในการตัดสินคดี โดยขาดความรู้หรือเลี่ยงที่จะรับรู้ความแตกต่างของ การนับถืออิสลามว่าต่างจากการนับถือศาสนาอื่นๆ ที่ว่า ความเป็นมุสลิมนั้น การปฏิบัติตามหลักศาสนานั้นเป็นชีวิตจิตใจ เป็นวิถีชีวิตของคนทุกคน แทบจะ มีกฎกติกาหรือแบบอย่างการครองตนตั้งแต่เกิดจนตายของมุสลิมเขียนไว้ชัดเจน อันจะขัดขืนไม่ได้เพราะการขัดขืนจะหมายถึงการต้องถูกลงโทษในโลกหน้าหรือ การต้องตกนรกเท่านั้น การเข้าใจต้นเหตุของความกดดันต่อตัวตนของคนเชื้อสายมลายูที่นับถือ อิสลามในจังหวัดชายแดนใต้นั้นส�ำคัญในการแก้ปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแท้จริงจึงต้องมีกระบวนการในการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง เข้าใจและยอมรับด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย การพิจารณาว่าทางออกคือ เช่นไรนั้นส�ำคัญน้อยกว่าความต้องการหาทางออกร่วมกัน มิใช่คิดฝ่ายเดียว จากฝ่ายที่ถือว่าตนถืออ�ำนาจอยู่และเป็นเจ้าของความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว ส�ำหรับสถานการณ์ของการเจรจาระหว่างสมช.ในนามรัฐบาลไทยกับ ตัวแทนบีอาร์เอ็นนั้น ภาพที่สังคมมองอยู่คือการเจรจาได้เริ่มอย่างเป็นทางการ แล้วและสิ่งที่คาดหวังตามมาคือการลดความรุนแรงนั้นอาจเป็นสิ่งที่เข้าใจกันเอง ว่า การเจรจาต้องตามมาด้วยการหยุดความรุนแรง ในความเป็นจริง การเจรจา นั้นยังไม่ได้เริ่มด้วยซ�้ำ บทบาทที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องแสดงให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นคือ ความจริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน การยอมรับความแตกต่าง ความเคารพใน ความเห็นหรือข้อเสนอที่แตกต่าง ความต้องการให้เกิดสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ นั้นมิใช่ลดการใช้อาวุธเท่านั้นเพราะสิ่งนั้นเป็นปลายทางของความแตกแยกหรือ รุนแรงที่เริ่มมาแล้วจากความรุนแรงทางวัฒนธรรมและทางโครงสร้างที่สะสมมา นานหลายชั่วอายุคน การท�ำให้เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานับร้อยปีจะไม่เกิดขึ้นอีก จึงมีทั้ง “ความจริง” ที่ “การเปลี่ยนแปลง” ต้องเกิดขึ้น พร้อมๆ กับ “ความเชื่อ”ว่าทั้งสองฝ่าย“ตั้งใจ”ที่จะให้เกิดสันติสุข“ร่วมกันอย่างเท่าเทียม กัน” อันไม่ได้แปลว่า รัฐไทยยอมรับการมีอยู่ของกระบวนการว่าถูกกฎหมาย แต่หมายถึงการรับฟังอย่างตั้งใจ เข้าใจ และยอมรับว่ามีความเห็นที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์อันไม่สามารถซ่อมแซมได้ แต่เราคงไม่ต้องซ่อม ประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจกันเท่ากับสร้างความเข้าใจกันบนพื้นฐานที่เคารพ
  • 66.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ66 • ในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่อาจเลือกเส้นทางชีวิตตามแบบฉบับ ที่เขาต้องการตราบที่ไม่มีใครพยายามสร้างความแตกแยกให้บานปลายจากความ แตกต่างที่มากพอควรอยู่แล้วนี้ การด�ำเนินการให้เกิดสันติสุขขึ้นในภาวะปัญหาความรุนแรงในแถบ ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันนักศึกษา ๔ส๔ ในฐานะที่เป็น “Peace maker” ขอเสนอในการน�ำปัจจัยต่างๆที่ค้นพบจากการลงพื้นที่แห่งสันติสุขดังกล่าวข้าง ต้น มาเป็นตัวตั้งหลักในการคิด ท�ำ ด�ำเนินการ เพื่อให้พื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง เป็นพื้นที่แห่งสันติสุข และสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป งานของนักศึกษา ๔ส๔ ยังไ่ม่จบสิ้น ในสถานะแห่งความเป็น “Peace maker” เรายังต้องการการลงพื้นที่ศึกษา น�ำปัจจัยที่ค้นพบไปด�ำเนินการ ในรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาวการณ์ต่อไป....จุดมุ่งหมาย ประการเดียวที่เราต้องการ คือ “สังคมสันติสุข” ที่ยั่งยืนของประเทศไทย
  • 67.
  • 68.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ68 • นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่๔ ล�ำดับ ชื่อสกุล 1 นายกรณ์ จันทรศิริ 2 ผศ.ดร.กฤชกนก สุทัศน์ ณ อยุธยา 3 นายกันต์ ก้อนกลีบ 4 นายกาหลง ทรัพย์สอาด 5 นายกิตติภณ ทุ่งกลาง 6 นายกิตติศักดิ์ ตรารุ่งเรือง 7 ผศ.ดร.กุลวดี โรจน์ไพศาลกิจ 8 นางเกษรา ชัยเหลืองอุไร 9 นายโกศล สงเนียม 10 นางสาวคัทลียา ศิลารัตน์ 11 นางจารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล 12 น.อ.หญิง จินดา สระสมบูรณ์ 13 พ.อ. เจนรณรงค์ เดชวรรณ 14 นายฉัตรชัย ชูแก้ว 15 นายชัยทิศ พิเศษสกลกิจ 16 พ.อ. ชัยยา จุ้ยเจริญ 17 นายชุมพร เพชรชุมชน 18 พ.ต.อ. โชคชัย อินทะนิน 19 นางฐาณิยา พงษ์ศิริ 20 นายฐิติ ลาภอนันต์
  • 69.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 69 นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๔ ล�ำดับ ชื่อสกุล 21 นางดารารัตน์ มหิกุล 22 ดร.เด่นชัย อัครเดชเดชาชัย 23 นายธรรศพงศ์ ชัยเลิศพงศ์ 24 นางธิดา พัทธธรรม 25 นายธีรนันท์ ช่วงพิชิต 26 นางสาวนฐินันต์ ศรีลาศักดิ์ 27 นายนพรัฐ พรวนสุข 28 พล.ต.ต.นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์ 29 นายนันทพล วิชัยดิษฐ 30 รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ 31 นางนารีรัตน์ ทองประพาฬ 32 นายนิพนธ์ จิตตั้งธรรมกุล 33 นายบุญมาก สมิทธิลีลา 34 ผศ.พระมหาบุญเลิศ ช่วยธานี 35 นายบุญแสง ชีระภากร 36 นายปกภูมิ เดชดีหนูแก้ว 37 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ 38 นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 39 นายประภาส นิยมทอง 40 นายประมาณ ชูพิพัฒน์
  • 70.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ70 • ล�ำดับ ชื่อสกุล 41นายพนัส แพชนะ 42 ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร 43 พระปลัดพลกฤต แก้วมนตรี 44 น.อ. พิเชษฐ์ อาภรณ์พัฒนพงศ์ 45 ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์ 46 นางสาวเพลินใจ แต้เกษม 47 นางเพลินพิศ ศรีภพ 48 นายไพทูร ไพศาลสุขวิทยา 49 นางภิรมย์ ศรีประเสริฐ 50 นายมัยธัช สามเสน 51 ดร.มุกดา พัฒนะเอนก 52 พระมหาเมธา ค�ำไหล 53 นางรัชนี เกษคุปต์ 54 พ.อ.หญิง รุจิเรข บุญสิริ 55 - 56 นายวรเดช ช่างบุ 57 นางสาววรนุช จันทร์ปัญญา 58 นายวรรณชัย อิทธิมณีสิริ 59 ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ 60 นายวสันต์ ทองสุข นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
  • 71.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ • 71 ล�ำดับชื่อสกุล 61 นางวัชรี สินธวานุวัฒน์ 62 นายวัลลภ การวิวัฒน์ 63 พญ.วายุพา วงศ์วิกรม 64 นายวิทยา ยาม่วง 65 นายวิทยา จันทร์ฉลอง 66 น.อ. วิพันธุ์ ชมะโชติ 67 นายวีรศักดิ์ เสริมประภาศิลป์ 68 พ.ต.อ.วีระ จิรวีระ 69 นางสาวศศธร น้อยโสภณ 70 นพ.ศุภกิจ วัฒนศิลปปรีชา 71 นางสมบัติ ไชยกุล 72 ดร.สมศักดิ์ กวีไตรภพ 73 ดร.สยมภู เกียรติสยมภู 74 นายสักกะพงษ์ บุญมี 75 นายสากล ฐินะกุล 76 นางสาวสุชาดา ไทยบรรเทา 77 รศ.ดร.สุดใจ ทูลพานิชย์กิจ 78 นายสุริยนตร์ โสตถิทัต 79 นายสุวรรณ กนกไพบูลย์ 80 นางสาวหทัยกาญจน์ ทวีทอง นักศึกษาหลักสูตรประกาศนยีบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔
  • 72.
    สันติสุขเกิดขึ้นได้..เพราะแตกต่างอย่างเข้าใจ72 • ล�ำดับ ชื่อสกุล 71นางสมบัติ ไชยกุล 72 ดร.สมศักดิ์ กวีไตรภพ 73 ดร.สยมภู เกียรติสยมภู 74 นายสักกะพงษ์ บุญมี 75 นายสากล ฐินะกุล 76 นางสาวสุชาดา ไทยบรรเทา 77 รศ.ดร.สุดใจ ทูลพานิชย์กิจ 78 นายสุริยนตร์ โสตถิทัต 79 นายสุวรรณ กนกไพบูลย์ 80 นางสาวหทัยกาญจน์ ทวีทอง 81 นายอติโชค ผลดี 82 นางอนงค์ภัทร์ จิตรวศินกุล 83 นายอมรินทร์ ปิยะสัจจะเดช 84 นางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช 85 นายอริยะ นาวินธรรม 86 นายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา 87 - 88 น.อ. (พิเศษ) อุปถัมภ์ สมุทรานนท์ 89 นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ 90 ศ.โอภาวดี เข็มทอง นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๔