1
สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ
เรื่องนางเปรตอดีตมารดาพระสารีบุตรเถระ
(พระสารีบุตรเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า)
[๑๑๖] แน่ะนางผู้มีร่างกายซูบผอม มีแต่ซี่โครงผุดขึ้น เธอเปลือยกาย
มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น
เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ ณ ที่นี้
(นางเปรตตอบว่า)
[๑๑๗] เมื่อก่อนในชาติอื่นๆ ดิฉันเกิดในตระกูลศากยะ
เป็นมารดาของท่าน ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย ถูกความหิวกระหายครอบงา
[๑๑๘] ดิฉันถูกความหิวกระหายครอบงาแล้ว จึงกินน้าลาย น้ามูก
เสมหะที่เขาถ่มทิ้งแล้ว กินมันเหลวซากศพที่ถูกเผาอยู่
และกินโลหิตของหญิงทั้งหลายผู้คลอดลูก
[๑๑๙] กินโลหิตของคนที่มีแผลและผู้ที่ถูกตัดจมูกและศีรษะ
และกินหนัง เนื้อ เอ็นเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายชายหญิง
[๑๒๐] ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงอันแปดเปื้อน
กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย
[๑๒๑] ลูกน้อยเอ๋ย ขอลูกจงให้ทานเพื่อแม่
ครั้นให้แล้วจงอุทิศส่วนบุญนั้นให้แม่บ้าง ถ้ากระไร
แม่จะพึงพ้นจากการกินหนองและเลือด
[๑๒๒] พระสารีบุตรเถระฟังคาของมารดาแล้วคิดจะช่วยเหลือ
จึงปรึกษาพระมหาโมคคัลลานเถระ พระอนุรุทธะ และพระกัปปินะ
[๑๒๓] ได้สร้างกุฎี ๔ หลัง แล้วถวายกุฎี ข้าว และน้า
แด่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ อุทิศส่วนบุญให้มารดา
[๑๒๔] ในลาดับที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง วิบากคือ อาหาร
น้าดื่ม และเครื่องนุ่งห่ม ก็เกิดขึ้นแก่นางเปรตนั้น นี้เป็ นผลแห่งทักษิณา
[๑๒๕] ลาดับนั้น นางมีร่างกายหมดจด นุ่งผ้าสะอาด
สวมใส่ผ้าเนื้อดีกว่าผ้าแคว้นกาสี มีพัสตราภรณ์และเครื่องประดับวิจิตรงดงาม
เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเปรตนั้นว่า)
[๑๒๖] แม่เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก
เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก
2
[๑๒๗] เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้
ผลอันพึงปรารถนาจึงสาเร็จแก่เธอในวิมานนี้
และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ
[๑๒๘] แม่เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามว่า
สมัยเมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทาบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
(เทพธิดานั้นตอบว่า)
[๑๒๙] เมื่อก่อนในชาติอื่นๆ ดิฉันเป็นมารดาของพระสารีบุตรเถระ
เข้าถึงเปตวิสัย (ที่อยู่ของเปรต, แดนเกิดเป็นเปรต) ถูกความหิวกระหายครอบงา
[๑๓๐] ดิฉันถูกความหิวกระหายครอบงาแล้ว ได้กินน้าลาย น้ามูก
เสมหะที่เขาถ่มทิ้งแล้ว กินมันเหลวซากศพที่ถูกเผาอยู่
และกินโลหิตของหญิงทั้งหลายผู้คลอดลูก
[๑๓๑] กินโลหิตของคนที่มีแผลและผู้ที่ถูกตัดจมูกและศีรษะ
และกินหนัง เนื้อ เอ็นเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายชายหญิง
[๑๓๒] ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงอันแปดเปื้อน
กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย
[๑๓๓] ดิฉันบันเทิงอยู่เพราะทานของพระสารีบุตร
จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันจะไหว้พระสารีบุตร ผู้เป็นปราชญ์
มีความกรุณาในโลก
สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ จบ
----------------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒
๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ
อรรถกถาสารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร
ทรงปรารภนางเปรตผู้มารดาของท่านพระสารีบุตรเถระ โดยชาติที่ ๕
แต่ปัจจุบันชาตินี้ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระกัปปินะ ได้อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง
ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์.
ก็สมัยนั้นแล ในกรุงพาราณสีมีพราหมณ์คนหนึ่งเป็ นคนมั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นดุจบ่อที่ดื่มกินของสมณพราหมณ์ คนกาพร้า
คนเดินทาง วณิพกและยาจก ได้ให้สิ่งของมีข้าว น้า ผ้าและที่นอนเป็ นต้น
3
และเมื่อจะให้ ย่อมปฏิบัติตามความพอใจทุกอย่าง
ตามลาดับของการให้มีน้าล้างเท้าและผ้าเช็ดเท้าเป็นต้น
ตามเวลาและตามความเหมาะสมแก่คนผู้มาถึงแล้วๆ.
ในเวลาก่อนอาหารได้อังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยข้าวและน้าเป็นต้นโดยเ
คารพ. เธอเมื่อจะไปถิ่นอื่นจึงกล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ
เธออย่าได้ทาทานวิธีนี้ตามที่บัญญัติให้เสื่อมเสีย จงหมั่นดารงไว้โดยเคารพ.
ภรรยารับคาแล้ว พอสามีหลีกไปเท่านั้น
ก็ตัดขาดวิธีที่บัญญัติไว้เพื่อภิกษุทั้งหลาย เป็ นอันดับแรก
แต่เมื่อคนเดินทางเข้าไปเพื่ออยู่อาศัย
ก็แสดงศาลาที่เก่าที่ทอดทิ้งไว้หลังเรือนด้วยคาว่า พวกท่านจงอยู่ที่ศาลานี้.
เมื่อคนเดินทางมาในที่นั้นเพื่อต้องการข้าวและน้าเป็นต้น จึงกล่าวว่า จงกินคูถ
ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน แล้วจึงระบุชื่อของสิ่งที่ไม่สะอาด
น่าเกลียด แล้วถ่มน้าลาย.
สมัยต่อมา นางทากาละแล้ว อันอานุภาพกรรมซัดไป
บังเกิดในกาเนิดเปรต เสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน
หวนระลึกถึงความสัมพันธ์กันในชาติก่อน
มีความประสงค์จะมายังสานักของท่านพระสารีบุตร จึงถึงประตูวิหาร.
เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้น ห้ามเข้าวิหาร.
ได้ยินว่า นางเปรตนั้นได้เคยเป็นมารดาของพระเถระ ในชาติที่ ๕
แต่ปัจจุบันชาตินี้. เพราะฉะนั้น เธอจึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ดิฉันเป็ นมารดาของพระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาติ
ขอท่านจงให้ดิฉันเข้าประตู เพื่อเยี่ยมพระเถระ.
เทวดาได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้นางเข้าไป
นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดที่จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ.
พระเถระครั้นได้เห็นนางเปรตนั้น
เป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือนจึงถามด้วยคาถาว่า
ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม
มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหรือ
จึงมายืนอยู่ในที่นี้.
นางเปรตนั้นถูกพระเถระถาม เมื่อจะให้คาตอบจึงได้กล่าวคาถา ๕
คาถาความว่า
เมื่อก่อนดิฉันเป็ นมารดาของท่าน ในชาติอื่นๆ ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย
เพียบพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย เมื่อถูกความหิวครอบงา
ย่อมกินน้าลาย น้ามูก เสมหะที่เขาถ่มทิ้ง
และกินมันเหลวของซากศพที่เขาเผาที่เชิงตะกอน
4
กินโลหิตของพวกหญิงที่คลอดบุตร และโลหิตของพวกบุรุษที่ถูกตัดมือ
เท้าและศีรษะที่เป็ นแผล กินเนื้อ เอ็นและข้อมือข้อเท้าเป็นต้นของชายหญิง.
กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีที่เร้น ไม่มีที่อยู่อาศัย
นอนบนเตียงของคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า
ลูกเอ๋ย ขอลูกจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เราบ้าง
ไฉนหนอแม่จึงจะพ้นจากการกินหนองและเลือด.
ท่านพระสารีบุตรเถระได้สดับดังนั้นแล้ว ในวันที่สองจึงเรียกพระเถระ
๓ รูปมีท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้นมา
พร้อมด้วยพระเถระเหล่านั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
ได้ไปถึงพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร.
พระราชาเห็นพระเถระแล้ว จึงถามถึงเหตุแห่งการมาว่า ท่านขอรับ
ท่านมาทาไม?
ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงได้ทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา
พระราชาตรัสว่า โยมรู้แล้ว แล้วจึงละพระเถระ
รับสั่งให้เรียกอามาตย์ผู้สาเร็จราชการ ทรงพระบัญชาว่า เธอจงสร้างกุฎี ๔
หลังในที่นี้อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้าอันวิจิตรไม่ไกลแต่เมือง
และในภายในพระราชวังให้แบ่งเป็ น ๓ ส่วน
โดยที่มีความพิเศษเพียงพอแล้วให้รับกุฎี ๔ หลัง.
และพระองค์เองก็ได้เสด็จไปในที่นั้น ได้ทรงกระทาพระราชกรณียกิจที่ควรทา.
เมื่อกุฎีสาเร็จแล้วจึงให้ตระเตรียมพลีกรรมทั้งหมด
เข้าไปตั้งข้าวน้าและผ้าเป็นต้นและเครื่องบริขารทุกอย่างที่สมควรแก่ภิกษุสงฆ์ที่ม
าจากทิศทั้ง ๔ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
แล้วมอบถวายสิ่งทั้งหมดนั้นแด่ท่านพระสารีบุตรเถระ.
ลาดับนั้น พระเถระได้ถวายสิ่งทั้งหมดนั้นแด่ภิกษุสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง
๔ มีพระพุทธเจ้าเป็ นประธาน อุทิศแก่นางเปรตนั้น.
นางเปรตนั้นได้อนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก
เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง.
ในวันต่อมาก็ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ไหว้แล้วยืนอยู่.
พระเถระสอบถามนางเปรตนั้น.
นางเปรตนั้นได้แจ้งเหตุที่ตนเข้าถึงความเป็นเปรต
และเข้าถึงความเป็ นเทวดาอีก.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์ได้ฟังคาของมารดาแล้ว
จึงปรึกษากับท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฎี ๔ หลัง
5
ถวายกุฎีทั้งข้าวและน้าแด่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔
อุทิศส่วนกุศลไปให้แก่มารดา.
ในทันใดนั้นเอง วิบากคือ ข้าวน้าและผ้าก็เกิดขึ้น
นี้เป็ นผลแห่งทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่า
ยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร
เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
ลาดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามนางเปรตนั้นว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ
สถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก. ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร
อิฐผลย่อมสาเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร
และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่พอใจ ย่อมบังเกิดแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร.
ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมภาพขอถามท่าน
เมื่อท่านเป็ นมนุษย์ ได้ทาบุญอะไรไว้ อนึ่ง
ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมีรัศมีกายสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร.
ลาดับนั้น นางเปรตจึงตอบโดยนัยมีอาทิว่า
ดิฉันเป็ นมารดาของท่านพระสารีบุตร.
คาที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ลาดับนั้น
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาเรื่องนั้นให้เป็ นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว
ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว.
เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนั้นแล.
จบอรรถกถาสารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒
-----------------------------------------------------

๑๔. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตอดีตมารดาพระสารีบุตรเถระ (พระสารีบุตรเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า) [๑๑๖] แน่ะนางผู้มีร่างกายซูบผอม มีแต่ซี่โครงผุดขึ้น เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ ณ ที่นี้ (นางเปรตตอบว่า) [๑๑๗] เมื่อก่อนในชาติอื่นๆ ดิฉันเกิดในตระกูลศากยะ เป็นมารดาของท่าน ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย ถูกความหิวกระหายครอบงา [๑๑๘] ดิฉันถูกความหิวกระหายครอบงาแล้ว จึงกินน้าลาย น้ามูก เสมหะที่เขาถ่มทิ้งแล้ว กินมันเหลวซากศพที่ถูกเผาอยู่ และกินโลหิตของหญิงทั้งหลายผู้คลอดลูก [๑๑๙] กินโลหิตของคนที่มีแผลและผู้ที่ถูกตัดจมูกและศีรษะ และกินหนัง เนื้อ เอ็นเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายชายหญิง [๑๒๐] ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงอันแปดเปื้อน กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย [๑๒๑] ลูกน้อยเอ๋ย ขอลูกจงให้ทานเพื่อแม่ ครั้นให้แล้วจงอุทิศส่วนบุญนั้นให้แม่บ้าง ถ้ากระไร แม่จะพึงพ้นจากการกินหนองและเลือด [๑๒๒] พระสารีบุตรเถระฟังคาของมารดาแล้วคิดจะช่วยเหลือ จึงปรึกษาพระมหาโมคคัลลานเถระ พระอนุรุทธะ และพระกัปปินะ [๑๒๓] ได้สร้างกุฎี ๔ หลัง แล้วถวายกุฎี ข้าว และน้า แด่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ อุทิศส่วนบุญให้มารดา [๑๒๔] ในลาดับที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง วิบากคือ อาหาร น้าดื่ม และเครื่องนุ่งห่ม ก็เกิดขึ้นแก่นางเปรตนั้น นี้เป็ นผลแห่งทักษิณา [๑๒๕] ลาดับนั้น นางมีร่างกายหมดจด นุ่งผ้าสะอาด สวมใส่ผ้าเนื้อดีกว่าผ้าแคว้นกาสี มีพัสตราภรณ์และเครื่องประดับวิจิตรงดงาม เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเปรตนั้นว่า) [๑๒๖] แม่เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก
  • 2.
    2 [๑๒๗] เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสาเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ [๑๒๘] แม่เทพธิดาผู้มีอานุภาพมากอาตมาขอถามว่า สมัยเมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทาบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ (เทพธิดานั้นตอบว่า) [๑๒๙] เมื่อก่อนในชาติอื่นๆ ดิฉันเป็นมารดาของพระสารีบุตรเถระ เข้าถึงเปตวิสัย (ที่อยู่ของเปรต, แดนเกิดเป็นเปรต) ถูกความหิวกระหายครอบงา [๑๓๐] ดิฉันถูกความหิวกระหายครอบงาแล้ว ได้กินน้าลาย น้ามูก เสมหะที่เขาถ่มทิ้งแล้ว กินมันเหลวซากศพที่ถูกเผาอยู่ และกินโลหิตของหญิงทั้งหลายผู้คลอดลูก [๑๓๑] กินโลหิตของคนที่มีแผลและผู้ที่ถูกตัดจมูกและศีรษะ และกินหนัง เนื้อ เอ็นเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายชายหญิง [๑๓๒] ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงอันแปดเปื้อน กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย [๑๓๓] ดิฉันบันเทิงอยู่เพราะทานของพระสารีบุตร จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันจะไหว้พระสารีบุตร ผู้เป็นปราชญ์ มีความกรุณาในโลก สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ จบ ---------------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของ อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ อรรถกถาสารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางเปรตผู้มารดาของท่านพระสารีบุตรเถระ โดยชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาตินี้ ดังนี้. วันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระกัปปินะ ได้อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ในกรุงพาราณสีมีพราหมณ์คนหนึ่งเป็ นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นดุจบ่อที่ดื่มกินของสมณพราหมณ์ คนกาพร้า คนเดินทาง วณิพกและยาจก ได้ให้สิ่งของมีข้าว น้า ผ้าและที่นอนเป็ นต้น
  • 3.
    3 และเมื่อจะให้ ย่อมปฏิบัติตามความพอใจทุกอย่าง ตามลาดับของการให้มีน้าล้างเท้าและผ้าเช็ดเท้าเป็นต้น ตามเวลาและตามความเหมาะสมแก่คนผู้มาถึงแล้วๆ. ในเวลาก่อนอาหารได้อังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยข้าวและน้าเป็นต้นโดยเ คารพ. เธอเมื่อจะไปถิ่นอื่นจึงกล่าวกะภรรยาว่านางผู้เจริญ เธออย่าได้ทาทานวิธีนี้ตามที่บัญญัติให้เสื่อมเสีย จงหมั่นดารงไว้โดยเคารพ. ภรรยารับคาแล้ว พอสามีหลีกไปเท่านั้น ก็ตัดขาดวิธีที่บัญญัติไว้เพื่อภิกษุทั้งหลาย เป็ นอันดับแรก แต่เมื่อคนเดินทางเข้าไปเพื่ออยู่อาศัย ก็แสดงศาลาที่เก่าที่ทอดทิ้งไว้หลังเรือนด้วยคาว่า พวกท่านจงอยู่ที่ศาลานี้. เมื่อคนเดินทางมาในที่นั้นเพื่อต้องการข้าวและน้าเป็นต้น จึงกล่าวว่า จงกินคูถ ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน แล้วจึงระบุชื่อของสิ่งที่ไม่สะอาด น่าเกลียด แล้วถ่มน้าลาย. สมัยต่อมา นางทากาละแล้ว อันอานุภาพกรรมซัดไป บังเกิดในกาเนิดเปรต เสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน หวนระลึกถึงความสัมพันธ์กันในชาติก่อน มีความประสงค์จะมายังสานักของท่านพระสารีบุตร จึงถึงประตูวิหาร. เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้น ห้ามเข้าวิหาร. ได้ยินว่า นางเปรตนั้นได้เคยเป็นมารดาของพระเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาตินี้. เพราะฉะนั้น เธอจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดิฉันเป็ นมารดาของพระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาติ ขอท่านจงให้ดิฉันเข้าประตู เพื่อเยี่ยมพระเถระ. เทวดาได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้นางเข้าไป นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดที่จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ. พระเถระครั้นได้เห็นนางเปรตนั้น เป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือนจึงถามด้วยคาถาว่า ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหรือ จึงมายืนอยู่ในที่นี้. นางเปรตนั้นถูกพระเถระถาม เมื่อจะให้คาตอบจึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถาความว่า เมื่อก่อนดิฉันเป็ นมารดาของท่าน ในชาติอื่นๆ ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย เมื่อถูกความหิวครอบงา ย่อมกินน้าลาย น้ามูก เสมหะที่เขาถ่มทิ้ง และกินมันเหลวของซากศพที่เขาเผาที่เชิงตะกอน
  • 4.
    4 กินโลหิตของพวกหญิงที่คลอดบุตร และโลหิตของพวกบุรุษที่ถูกตัดมือ เท้าและศีรษะที่เป็ นแผลกินเนื้อ เอ็นและข้อมือข้อเท้าเป็นต้นของชายหญิง. กินหนองและเลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีที่เร้น ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ลูกเอ๋ย ขอลูกจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เราบ้าง ไฉนหนอแม่จึงจะพ้นจากการกินหนองและเลือด. ท่านพระสารีบุตรเถระได้สดับดังนั้นแล้ว ในวันที่สองจึงเรียกพระเถระ ๓ รูปมีท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้นมา พร้อมด้วยพระเถระเหล่านั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ไปถึงพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร. พระราชาเห็นพระเถระแล้ว จึงถามถึงเหตุแห่งการมาว่า ท่านขอรับ ท่านมาทาไม? ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงได้ทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา พระราชาตรัสว่า โยมรู้แล้ว แล้วจึงละพระเถระ รับสั่งให้เรียกอามาตย์ผู้สาเร็จราชการ ทรงพระบัญชาว่า เธอจงสร้างกุฎี ๔ หลังในที่นี้อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้าอันวิจิตรไม่ไกลแต่เมือง และในภายในพระราชวังให้แบ่งเป็ น ๓ ส่วน โดยที่มีความพิเศษเพียงพอแล้วให้รับกุฎี ๔ หลัง. และพระองค์เองก็ได้เสด็จไปในที่นั้น ได้ทรงกระทาพระราชกรณียกิจที่ควรทา. เมื่อกุฎีสาเร็จแล้วจึงให้ตระเตรียมพลีกรรมทั้งหมด เข้าไปตั้งข้าวน้าและผ้าเป็นต้นและเครื่องบริขารทุกอย่างที่สมควรแก่ภิกษุสงฆ์ที่ม าจากทิศทั้ง ๔ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วมอบถวายสิ่งทั้งหมดนั้นแด่ท่านพระสารีบุตรเถระ. ลาดับนั้น พระเถระได้ถวายสิ่งทั้งหมดนั้นแด่ภิกษุสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ มีพระพุทธเจ้าเป็ นประธาน อุทิศแก่นางเปรตนั้น. นางเปรตนั้นได้อนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง. ในวันต่อมาก็ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ไหว้แล้วยืนอยู่. พระเถระสอบถามนางเปรตนั้น. นางเปรตนั้นได้แจ้งเหตุที่ตนเข้าถึงความเป็นเปรต และเข้าถึงความเป็ นเทวดาอีก. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :- ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์ได้ฟังคาของมารดาแล้ว จึงปรึกษากับท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฎี ๔ หลัง
  • 5.
    5 ถวายกุฎีทั้งข้าวและน้าแด่พระสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ อุทิศส่วนกุศลไปให้แก่มารดา. ในทันใดนั้นเอง วิบากคือข้าวน้าและผ้าก็เกิดขึ้น นี้เป็ นผลแห่งทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่า ยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ลาดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามนางเปรตนั้นว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ สถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก. ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลย่อมสาเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่พอใจ ย่อมบังเกิดแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร. ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมภาพขอถามท่าน เมื่อท่านเป็ นมนุษย์ ได้ทาบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมีรัศมีกายสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร. ลาดับนั้น นางเปรตจึงตอบโดยนัยมีอาทิว่า ดิฉันเป็ นมารดาของท่านพระสารีบุตร. คาที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ลาดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาเรื่องนั้นให้เป็ นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนั้นแล. จบอรรถกถาสารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ -----------------------------------------------------