บทที่ 4
             เทคนิคการบริหารในสานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์

        ผูรายงานได้ดาเนิ นการศึกษาเทคนิ คการบริ หารงานของสานักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
          ้
นครสวรรค์ ระหว่างการดาเนิ นการฝึ กประสบการณ์ วิชาชี พ พบว่าการบริ หารงานของสานักงาน
อุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ได้ดาเนิ นการบริ หารตามแนวทางยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็ นการ
ประเมิ นสถานการณ์ ทางเศรษฐกิ จและสังคม การประเมิ นสถานการณ์ ภายในและภายนอก การ
วิเคราะห์ ช่องว่างดาเนิ นงาน ทุ กเทคนิ คการบริ หารงานที่ กล่ าวมาข้างต้น ล้วนเป็ นประโยชน์ต่อ
การศึกษา ผูรายงานจึงได้นารายละเอียดมาเรี ยบเรี ยงไว้ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
            ้
        1. บทนา
        2. แนวทางการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
        3. เป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
        4. นโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
        5. การประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม
        6. การประเมินสถานการณ์ภายในและภายนอก
        7. ความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย
                              ้             ้
                                ่
        8. ผลการดาเนินงานที่ผานมา
        9. แม่แบบการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดี
        10. การวิเคราะห์ช่องว่างการดาเนินงาน
        11. การกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์
        12. การกาหนดแผนงานและโครงการ
        13. การบริ หารเชิงยุทธศาสตร์
        14. เวลาในการดาเนินงาน
        15. บทสรุ ปและข้อเสนอแนะ
        16. การแบ่งส่ วนราชการของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
        17. แผนปฏิบติราชการ 4 ปี
                      ั
13



1. บทนา
          การวางแผนและจัดทายุทธศาสตร์ มีความสาคัญต่อการปฏิ บติงานขององค์กร เนื่ องจาก
                                                                      ั
ยุทธศาสตร์ เปรี ยบเสมือนแผนที่ กาหนดเส้นทางและวิธีการในการดาเนิ นงานเพื่อให้เป็ นไปตาม
วัตถุประสงค์และเป้ าหมายที่องค์กรกาหนด การจัดทายุทธศาสตร์ ตองมีการวางแผนโดยหน่วยงาน
                                                                  ้
และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในหลายระดับ โดยเฉพาะในระดับของการนาองค์กร และการปฏิบติงาน         ั
ผ่านขบวนการกาหนดเป้ าหมาย การวิเคราะห์ปัจจัยภายในภายนอก การกาหนดทิศทางและแนวทาง
ในการปฏิ บติงาน ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ ขององค์กรภาครัฐ ควรมุ่งเน้นที่ การให้บริ การกลุ่มเป้ าหมาย
             ั
อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ (Efficiency) มีคุณภาพ (Effectiveness) และเป็ นไปตามความต้องการของ
ผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยขององค์กร (Stakeholder’s Satisfaction)
  ้              ้
          ในช่ วง 2 ปี ที่ผ่านมา กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้จดตั้งสานักบริ หารยุทธศาสตร์ ขึ้นเพื่อ
                                                             ั
เป็ นศูนย์กลางในการวางแผน จัดทาแผนยุทธศาสตร์ บริ หารแผนงบประมาณ กากับและติดตามการ
ดาเนิ นงานตามตัวชี้ วด และการให้บริ การข้อมูลข่าวสารที่ เป็ นประโยชน์ต่อผูประกอบการธุ รกิ จ
                          ั                                                   ้
อุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้มีการแต่งตั้ง (1) คณะกรรมการกาหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์
(2) คณะทางานจัดทาแผนปฏิ บติราชการ และแผนยุทธศาสตร์ ตามคาสั่งแต่งตั้งในภาคผนวก ก.
                                   ั
เพื่อให้เกิดความร่ วมมือของทุกฝ่ ายในการวางแผนยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม โดย
จะจัดประชุมคณะทางาน และคณะกรรมการระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม ของทุกปี
          การวางแผนยุทธศาสตร์ เป็ นส่ วนหนึ่ ง ของการบริ หารยุท ธศาสตร์ ซ่ ึ งทั้ง หมดตั้ง อยู่บ น
พื้นฐานหลักการ Plan-Do-Check-Action กล่าวคือ องค์กรเริ่ มจากการประเมินปั จจัยแวดล้อมทั้ง
ภายในและภายนอก จัดท ายุทธศาสตร์ และแผนปฏิ บติการ นายุท ธศาสตร์ ไ ปปฏิ บ ติ และก ากับ
                                                          ั                          ั
ติ ด ตามการดาเนิ นงานให้เ ป็ นไปตามเป้ าหมายตัวชี้ วัด ที่ ก าหนด ซึ่ งขบวนการดัง กล่ า วจะเป็ น
ขบวนการที่ ไ ม่ มี ที่ สิ้ นสุ ดและจะต้องปรั บ เปลี่ ย นไปตามสภาวการณ์ ส าหรั บ หลัก การวางแผน
ยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ส่ วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน สานักบริ หารยุทธศาสตร์
ได้กาหนดขั้นตอนซึ่ งสอดคล้องกับรู ปแบบการวางแผนยุทธศาสตร์ ทวไป และได้คิดค้นเครื่ องมือ
                                                                      ั่
ซึ่ งช่วยในการวิเคราะห์ขอมูลและกาหนดทิศทางของแผน ดังที่จะกล่าวต่อไป
                             ้
         นับ แต่ ก ระแสโลกาภิ วตน์ (Globalization) ได้เข้า มามี บ ทบาทต่ อระบบเศรษฐกิ จโลก
                                ั
องค์กรไม่ว่าจะเป็ นภาครั ฐหรื อเอกชนจาเป็ นต้องปรับตัวให้เข้ากับบริ บทของการเปลี่ ยนแปลงที่
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ ว (Dynamics) หลายครั้งที่เกิดคาถามขึ้นว่า การวางแผนยุทธศาสตร์ จะก่อให้เกิด
ประโยชน์ตามทฤษฎีหรื อตามที่เคยคาดหวังมากน้อยเพียงใด เนื่ องจาก ความแปรปรวนของปั จจัย
14



          ่
ต่าง ๆ อยูในระดับสู งจนแผนที่ได้ตระเตรี ยมเป็ นอย่างดีในแต่ละปี อาจเป็ นแค่ขอความในกระดาษที่
                                                                            ้
ไม่สามารถนามาใช้ได้จริ ง และเป็ นการสิ้ นเปลืองเวลา อย่างไรก็ตาม การวางแผนยุทธศาสตร์ ก็ยงมี
                                                                                        ั
                                                                              ่
ความจาเป็ น เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีโอกาสทบทวนผลการดาเนิ นงานที่ผานมาของตนเอง ได้
เข้าใจสภาพปั ญหาทั้งภายในและภายนอก และได้มีการกาหนดเป้ าหมายองค์กรร่ วมกัน ทั้งนี้ แผน
ยุทธศาสตร์ ควรมีการทบทวนเป็ นรายปี และในกรณี ที่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย หรื อ
เกิดวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบกับความอยูรอดขององค์กร ก็ควรมีความถี่ในการทบทวนเพิ่มขึ้น
                                         ่
2. แนวทางการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม
         จากการศึกษาแนวทางการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ พบว่า การวางแผนยุทธศาสตร์ มีหลักการ
3 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล (Information Input) การกาหนดรู ปแบบแนวทาง (Searching
for Pattern) และการเลือกใช้ยุทธศาสตร์ (Strategy Adoption) ดังแสดงในรู ปที่ 1 โดยในแต่ละขั้นมี
องค์ประกอบดังนี้




                           รู ปที่ 1 แบบจาลองการวางแผนยุทธศาสตร์

         1. การรวบรวมข้ อมูล (Information Input) เป็ นการรวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอก
องค์กร โดยข้อมูลภายในองค์กร จะเป็ นข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย ความต้องการ และผลการดาเนิ นงาน
ที่ผานมา ส่ วนข้อมูลภายนอกองค์กรจะเป็ นข้อมูลความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วน
     ่                                                               ้            ้
เสี ยกับองค์กร เช่น หน่วยร่ วมดาเนินงาน เจ้าหน้าที่องค์กร ผูได้รับผลกระทบจากการดาเนินงานของ
                                                            ้
องค์กร เป็ นต้น ผลกระทบของปั จจัยทางเศรษฐกิ จ สังคม และสิ่ งแวดล้อม ตลอดจนข้อมูลตัวอย่าง
ความเป็ นเลิศในการดาเนินงาน ซึ่ งสามารถกล่าวโดยสังเขปดังนี้
                  1.1 นโยบายและแผนแม่บท (Policies and Plans) สาหรับองค์กรภาครัฐแล้ว สิ่ งที่
                      ต้อ งติ ด ตามและตี ค วามเพื่ อ วางแผนด าเนิ น การ คื อ นโยบายรั ฐ บาล และ
                      แผนพัฒนาประเทศที่เกี่ ยวข้อง ตัวอย่างเช่ น แผนพัฒนาเศรษฐกิ จและสังคม
15



                       แห่งชาติ แผนแม่บทการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพที่เกี่ยวข้องและมีผล
                       ต่อการปฏิบติงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็ นต้น
                                       ั
                   1.2 การดาเนิ นงานที่ ผ่านมา (Past Performance) หลักการบริ หารที่ ดีกล่ าวว่า
                       จะต้องมีการวางแผน การดาเนินงานตามแผน การติดตามประเมินผล และการ
                       ปรับปรุ งการดาเนิ นงาน ดังนั้นผลการดาเนิ นงานที่ผ่านมาจึงเป็ นข้อมูลที่ช่วย
                       ในการก าหนดทิ ศ ทางในอนาคต ตัว อย่า งผลการด าเนิ น งานที่ ผ่า นมาของ
                       องค์กรภาครัฐ ได้แก่ ผลผลิ ต ผลลัพธ์ และผลกระทบของการปฏิ บติงานใน      ั
                                     ่
                       ช่วงเวลาที่ผานมา
                   1.3 ข้อมูลด้านมหภาค (Macro Perspective) กล่าวกันว่า “รู ้ เขารู ้ เรา รบร้ อยครั้ง
                       ชนะร้อยครั้ง” มีความหมายว่าการวางแผนจะต้องมีขอมูลภายนอกองค์กรด้วย
                                                                           ้
                       ซึ่ งโดยทัวไปแล้ว ข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
                                 ่
                       และสิ่ งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมีขอมูลของคู่แข่ง (หน่ วยงานที่มีการดาเนิ นงาน
                                                        ้
                       ในลักษณะคล้ายกัน)
                   1.4 ความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย (Stakeholder Needs)
                                             ้             ้
                       ปั จจุ บนองค์กรต่าง ๆ ให้ความสาคัญกับผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย
                               ั                                 ้                ้
                       เนื่ องจากว่า การแข่ง ขัน หรื อผลกระทบของการดาเนิ นงานจะขึ้ นกับความ
                       ต้องการของผูเ้ กี่ ยวข้องทั้งหมด สาหรับองค์กรภาครัฐนั้น ผูรับบริ การและผูมี
                                                                                    ้                   ้
                       ส่ ว นได้ส่ วนเสี ย ได้แก่ ประชาชนผูรั บ บริ ก าร หน่ ว ยงานที่ ร่ วมให้ บ ริ ก าร
                                                             ้
                       รวมถึ งเจ้าหน้าที่ ภายในองค์กร ที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่ ถึงความต้องการ
                       เหล่านั้น
                   1.5 ตัวอย่างความเป็ นเลิศ (Best Practices) ช่วยให้องค์กรซึ่ งมีลกษณะของงานที่
                                                                                      ั
                       เหมือนกันสามารถดูตวอย่างการปฏิ บติงานที่ดีกว่าหรื อเหนื อกว่า และนามา
                                               ั               ั
                                   ั
                       ปรับใช้กบองค์กรของตนให้มีขีดความสามารถและสมรรถนะที่ดีข้ ึน หลักการ
                       ที่ช่วยในการเสาะหา หยิบยืม และปรับปรุ งตัวอย่างความเป็ นเลิศซึ่ งเป็ นที่นิยม
                       ขององค์กรธุ รกิจได้แก่ หลักการ Benchmarking
          2. การกาหนดรู ปแบบแนวทาง (Searching for Patterns) เป็ นขั้นตอนการวิเคราะห์ขอมูล          ้
ต่าง ๆ ที่ได้จากขั้นแรก เพื่อกาหนดทิศทางความเป็ นไปได้ในการดาเนิ นงาน ประเด็นที่จะวิเคราะห์
ส่ วนใหญ่ จะเกี่ ย วกับ ความสามารถขององค์ก รที่ จะท าให้ไ ด้ตามเป้ าหมาย ซึ่ ง แน่ นอนว่า ปั จจัย
ภายนอกก็มีส่วนที่จะกระทบความสามารถขององค์กรในการที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วย ตัวอย่างเช่น
กฎหมายด้านสิ่ งแวดล้อม จานวนคู่แข่ง แนวโน้มเศรษฐกิ จโลก เป็ นต้น นอกจากนี้ องค์กรควรมี
16



ทางเลือกเกี่ ยวกับยุทธศาสตร์ หลาย ๆ ประเด็นโดยผูบริ หารหรื อผูวางแผนยุทธศาสตร์ จะต้องเลือก
                                                         ้          ้
ประเด็นยุทธศาสตร์ ที่ดีและเหมาะสมที่ สุด ซึ่ งเครื่ องมือที่ ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูลส่ วนใหญ่เป็ น
                                                                                     ้
เครื่ องมือด้านบริ หารจัดการ เช่ น การวิเคราะห์ SWOT การวิเคราะห์ช่องว่างทางยุทธศาสตร์ การ
วิเคราะห์ขอบข่ายการให้บริ การ (BCG Model และ GE McKinsey Model) เป็ นต้น เครื่ องมือเหล่านี้
สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนได้เป็ นอย่างดี ในขั้นของการกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ น้ ี
ประเด็นสาคัญคือเป้ าหมายที่องค์กรอยากจะเป็ นหรื อขับเคลื่ อนไปให้ถึง ซึ่ งสะท้อนอยูในรู ปของ  ่
วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และค่านิ ยม (Value) ที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขององค์กร
หนึ่ ง ๆ ประเด็นเหล่านี้ เปรี ยบเสมือนเป้ าหมาย และหน้าที่ความรับผิดชอบที่องค์กรจะต้องปฏิบติ            ั
นันเอง
   ่
               วิสัยทัศน์ (Vision) คือ สิ่ งที่องค์กรอยากจะเป็ นในอนาคต วิสัยทัศน์จะต้องอยูบน        ่
                  พื้นฐานความเป็ นไปได้ เป็ นเรื่ องท้าทายและต้องเป็ นสิ่ งที่ยงไม่เกิดขึ้นในปั จจุบน
                                                                               ั                    ั
               พันธกิ จ (Mission) คือ วัตถุประสงค์ในการดาเนินงานขององค์กร ซึ่ งรวมถึงแนว
                  ทางการดาเนินงาน โดยไม่มีเงื่อนเวลามาเกี่ยวข้อง
               ค่านิ ยม (Value) คือ วัฒนธรรม หรื อ ความเชื่ อร่ วมกันของคนในองค์กรเกี่ ยวกับ
                  แนวทางการปฏิบติงานและการอยูร่วมกันในองค์กร
                                   ั                 ่
          3. การเลือกใช้ ยุทธศาสตร์ (Strategy Adoption) หลังจากการวิเคราะห์ขอมูล และปั จจัย
                                                                                        ้
ต่าง ๆ ทาให้ได้ประเด็นยุทธศาสตร์ หลาย ๆ ทางเลือกแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหน้าที่ของผูบริ หารที่จะ้
กาหนดและเลือกยุทธศาสตร์ ที่เหมาะสมที่สุด โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ จะต้องกาหนดความชัดเจน
ในเรื่ องวิธีการและแผนปฏิบติการ สาหรับองค์กรภาครั ฐ จะใช้หลักการแบบ ABC ในการพิจารณา
                               ั
ถึงด้านความเหมาะสม ได้แก่
               ความเข้ากันได้ของยุทธศาสตร์ และภารกิจขององค์กร (Alignment)
               ประโยชน์และต้นทุนการดาเนินงาน (Benefit & Cost)
               ความสามารถของบุคลากรที่จะปฏิบติงาน (Capability)
                                                       ั
              หลักการทั้งสามอย่าง มุ่งเน้นที่ความสามารถในการปฏิบติตามยุทธศาสตร์ ได้อย่างเป็ น
                                                                      ั
รู ปธรรม และตอกย้าถึงการทาตามภารกิจขององค์กร
3. เป้ าหมายของกรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม
      การแบ่งส่ วนราชการของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตาม
กฎกระทรวง พ.ศ.2551 มีใจความสาคัญ ดังนี้
17



          “ให้ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม มีภารกิจเกี่ยวกับการเสริ มสร้ าง ส่ งเสริ ม สนับสนุน และ
          พัฒนาอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่ อม วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ
          และผู้ใ ห้ บ ริ ก ารธุ รกิ จอุตสาหกรรม เพื่ อเพิ่ มสมรรถนะและขี ดความสามารถในการ
          แข่ งขันด้ วยนวัตกรรม องค์ ความรู้ ภูมิปัญญา และธรรมาภิบาล”

           จะเห็นว่าขอบข่ายความรับผิดชอบของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมครอบคลุมกลุ่มเป้ าหมาย
ซึ่ งเป็ นอุตสาหกรรมการผลิ ต และอุ ตสาหกรรมบริ การ อย่างไรก็ดี เนื่ องจากปั จจุ บนมีหน่ วยงาน
                                                                                 ั
จานวนมากซึ่ งหันมาทาหน้าที่ส่งเสริ มและสนับสนุนวิสาหกิจ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ทาให้กรม
ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมต้องปรับบทบาทและเป้ าหมายการดาเนิ นงานใหม่ โดยการเพิ่มเครื่ องมือ และ
แนวทางการส่ งเสริ มเพื่อให้ทนต่อความเปลี่ยนแปลง
                             ั

         จากการประชุ มหารื อกับผูบริ หารระดับสู งของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้มีการกาหนด
                                    ้
วิสัยทัศน์ (Vision) สาหรับอีก 4 ปี ข้างหน้า (พ.ศ.2553-2556) ไว้ดงนี้
                                                                ั

วิสัยทัศน์

          “กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเป็ นองค์ กรหลักในการนาภูมิปัญญา นวัตกรรม องค์ ความรู้
          เพื่อการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไทยให้ มนคง และพึ่งพาตนเองได้ อย่ างยังยืน”
                                                ั่                           ่
       นอกจากนี้ ยังได้มีการกาหนดพันธกิจ (Mission) ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมที่สามารถ
ดาเนินการเพื่อตอบสนองเป้ าหมายวิสัยทัศน์ ไว้ดงนี้
                                             ั




พันธกิจ

          “ส่ งเสริ ม สนั บ สนุ น พั ฒ นาอุ ต สาหกรรม ผู้ ป ระกอบการ วิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน และผู้
          ให้ บริ การธุ ร กิ จ อุ ต สาหกรรม เพื่ อ ให้ มี ส มรรถนะและขี ด ความสามารถในการ
          ประกอบการที่เป็ นเลิศ ด้ วยนวัตกรรม องค์ ความรู้ ภูมิปัญญา และธรรมาภิบาล”
       เมื่อตีความจากวิสัยทัศน์และพันธกิจข้างต้น จะเห็ นว่า กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเน้นการ
พัฒนากลุ่ ม เป้ าหมายให้สามารถดาเนิ นธุ รกิ จด้วยตนเองได้อย่า งมันใจ โดยสนับ สนุ นให้ส ร้ า ง
                                                                     ่
นวัตกรรม และการใช้องค์ความรู ้ท้ งที่เป็ นระดับท้องถิ่ น และที่ได้รับการพัฒนาในระดับสากล ใน
                                 ั
18



การสร้ างมู ล ค่ า เพิ่ ม แก่ สิ นค้ า และบริ การ ผ่ า นความร่ วมมื อ กั บ เครื อข่ า ยผู ้ ใ ห้ บ ริ การ
(สถาบันการศึ กษา สถาบันวิจย องค์กรภาครั ฐและเอกชน) ในลักษณะของการเป็ น หุ ้นส่ วนการ
                                  ั
พัฒนาประเทศ หรื อ Private – Public – Partnership
           สาหรับค่านิยมที่ถูกกาหนดโดยคณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
ได้อางอิงถึงหลักการ “I AM READY” ของสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (กพร.)
      ้
โดยได้มีการพิจารณาถึ งปั จจัยที่คิดว่าสาคัญต่อการพัฒนาองค์กร ซึ่ งได้แก่ การปรับตัวให้ทนโลกั
(Adaptation) และการมุ่งเน้นประสิ ทธิ ภาพ (Efficiency) ซึ่ งทั้งสองเรื่ องจะเป็ นพันธะยึดเหนี่ยวให้
                                                        ่
บุคลากรของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมมีความยืดหยุนในการปฏิบติงานตามสถานการณ์ของโลกที่
                                                                   ั
เปลี่ ยนแปลงอย่างรวดเร็ วเช่ นในปั จจุบน ขณะเดี ยวกันก็ไม่ลืมผลิ ตภาพและประสิ ทธิ ภาพในการ
                                         ั
ดาเนินงานตามภารกิจที่รับผิดชอบ
           สาหรับเป้ าหมายสู งสุ ดของการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม คือ การได้เห็ นวิสาหกิ จเติบโตไปสู่
จุดที่เรี ยกว่า “World Class Organization” ซึ่ งมีลกษณะที่สาคัญได้แก่ องค์กรมีความสามารถในการ
                                                   ั
แข่งขันสู ง มีการบริ หารที่ได้มาตรฐานสากล มีภูมิคุมกันต่อพลวัตรเศรษฐกิจโลก และมีความเป็ น
                                                      ้
ผูนาในสาขาอุตสาหกรรมนั้น ๆ การที่ จะผลักดันให้กลุ่มเป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
  ้
ไปสู่ จุดนี้ ได้ จาเป็ นต้องมีกระบวนการคัดเลือก และบ่มเพาะวิสาหกิจที่มีประสิ ทธิ ภาพ และมีความ
ต่อเนื่อง ภาครัฐและเอกชนต้องให้ความร่ วมมือ จึงจะประสบความสาเร็ จ

4. นโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
              นโยบาย (Government Policy) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ (Development Plan) ของประเทศ
เปรี ยบเสมือนแผนที่นาทางไปยังจุดหมายที่รัฐบาลและผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยกาหนด
                                                                ้              ้
ซึ่ ง ยัง มิ ได้ล งรายละเอี ยดถึ ง วิธี การ และทรั พ ยากรที่ จาเป็ นต้องใช้ใ นการไปให้ถึ งเป้ าหมา ยนั้น
หน่ วยงานภาครัฐที่เกี่ ยวข้องกับนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ จาเป็ นต้องศึกษารายละเอียดเพื่อ
ก าหนดแนวทาง มาตรการ และขบวนการด าเนิ น งานให้ ส อดคล้อ งกับ ภารกิ จ ของการจัด ตั้ง
หน่วยงานนั้น ๆ โดยเฉลี่ยแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะมีอายุนานกว่านโยบาย
ของรัฐบาลที่ประกาศในแต่ละครั้งที่มีการจัดตั้งคณะรัฐบาล ซึ่ งในช่วงระหว่างปี 2549-2551 ได้มี
การประกาศนโยบายใหม่ถึ ง 4 ครั้ ง ทาให้ต้องมี การทบทวนเนื้ อหาและประเด็นยุทธศาสตร์ ใ ห้
สอดคล้องกันหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม จะพบว่านโยบายรัฐบาลส่ วนใหญ่จะเรี ยงร้อยตามแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้มีการเพิมเติมประเด็นให้ทนต่อสถานการณ์ ซึ่ งหากองค์กรของ
                                                 ่                   ั
รัฐได้มีการติดตามทบทวนสถานการณ์และปรับกลยุทธ์การดาเนิ นงานอย่างต่อเนื่ องก็จะทาให้แผน
ยุทธศาสตร์มีความทันสมัย
19



          ในการจัดทาและทบทวนยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม คณะทางาน ฯ ได้ใช้
ข้อมู ล จากแนวนโยบายและแผนพัฒนาที่ เกี่ ย วข้องกับ ภารกิ จขององค์ก รต่ า ง ๆ เพื่ อตรวจสอบ
ประเด็นที่จะต้องนามาเป็ นส่ วนหนึ่งของการกาหนดแผนยุทธศาสตร์ ดังนี้
          1. รัฐธรรมนูญ
          2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
          3. คาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี
          4. แผนส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
          5. แผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม
          6. ยุทธศาสตร์ การพัฒนาพื้นที่
          7. ยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม
          8.
4.1 รัฐธรรมนูญ
          รัฐธรรมนู ญแห่ งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่ งรัฐ ได้
ระบุประเด็นที่เกี่ ยวข้องกับการปฏิ บติหน้าที่ของหน่ วยงานรัฐที่สาคัญและเชื่ อมโยงกับภารกิ จของ
                                      ั
กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม พอสรุ ปได้ดงนี้  ั
          1. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 3 มาตรา 78 (4)
                “พัฒนาระบบงานภาครั ฐ โดยมุ่งเน้ นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริ ยธรรมของ
เจ้ าหน้ าที่ ของรั ฐ ควบคู่ ไปกับการปรั บปรุ งรู ปแบบและวิธีการทางาน เพื่ อให้ การบริ หารราชการ
แผ่ นดิ นเป็ นไปอย่ างมี ประสิ ทธิ ภาพ และส่ งเสริ มให้ หน่ วยงานของรั ฐใช้ หลักการบริ หารกิ จการ
บ้ านเมืองที่ดีเป็ นแนวทางในการปฏิ บัติราชการ”


      2. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (2)
          “สนับสนุนให้ มีการใช้ หลักคุณธรรม จริ ยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการ
ประกอบกิจการ”
        3. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (6)
            “ดาเนินการให้ มีการกระจายรายได้ อย่ างเป็ นธรรม คุ้มครอง ส่ งเสริ มและขยายโอกาส
ในการประกอบอาชี พของประชาชนเพื่ อการพัฒนาเศรษฐกิ จ รวมทั้ง ส่ งเสริ มและสนับสนุนการ
พัฒนาภูมิปั ญญาท้ องถิ่ นและภูมิปั ญญาไทย เพื่ อใช้ ใ นการผลิ ตสิ นค้ า บริ การ และการประกอบ
อาชี พ”
20



      4. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (9)
         “ส่ งเสริ ม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ ให้ เป็ นอิ สระ และการรวมกลุ่มการ
ประกอบอาชี พหรื อวิชาชี พตลอดทั้งการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อดาเนินกิจการด้ านเศรษฐกิจ”
          5. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (9)
               “ส่ งเสริ มและสนับสนุนองค์ กรภาคเอกชนทางเศรษฐกิ จทั้งในระดับชาติ และระดับ
ท้ องถิ่นให้ มีความเข้ มแข็ง”
            6. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 9 มาตรา 84 (1)
                “ส่ งเสริ มให้ มีการพัฒนาด้ านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้ านต่ าง ๆ โดย
จั ด ให้ มี ก ฎหมายเฉพาะเพื่ อ การนี ้ จั ด งบประมาณสนั บ สนุ น การศึ ก ษา ค้ น คว้ า วิ จั ย และให้ มี
สถาบันการศึ กษาและพัฒนา จัดให้ มีการใช้ ประโยชน์ จากผลการศึ กษาและพัฒนา การถ่ ายทอด
เทคโนโลยี ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ และการพั ฒ นาบุ ค ลากรที่ เหมาะสม รวมทั้ ง เผยแพร่ ความรู้ ด้ า น
วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสนับสนุนให้ ประชาชนใช้ หลักด้ านวิทยาศาสตร์ ในการ
ดารงชี วิต”
      7. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 9 มาตรา 84 (3)
         “ส่ งเสริ มและสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และใช้ ประโยชน์ จากพลังงานทดแทนซึ่ งได้
จากธรรมชาติและเป็ นคุณต่ อสิ่ งแวดล้ อมอย่ างต่ อเนื่องและเป็ นระบบ”
        8. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 10 การมีส่วนร่ วมของประชน

4.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสั งคมแห่ งชาติ
        แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบับ ที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ได้ ก าหนด
ยุท ธศาสตร์ ก ารพัฒนาประเทศตามบริ บ ทการเปลี่ ยนแปลง โดยเสริ มสร้ า งความแข็งแกร่ ง ของ
โครงสร้างของระบบต่างๆ ภายในประเทศให้มีศกยภาพ แข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวตน์ และสร้าง
                                              ั                                ั
ฐานความรู ้ให้เป็ นภูมิคุมกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากการวิเคราะห์พบว่า มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
                         ้
กับภารกิจของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมดังนี้
        1. การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรี ยนรู ้
            1.1. การพัฒนาคนให้มีมีคุณธรรม นาความรู ้ เกิดภูมิคุมกัน โดยการจัดการองค์ความรู ้
                                                               ้
                   และภูมิปัญญาท้องถิ่น
21



   1.2. การเสริ ม สร้ า งคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสั ง คมได้อย่า งสันติ สุข โดยการพัฒนา
        ระบบการคุมครองเศรษฐกิจที่หลากหลาย และสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน
                     ้
2. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็ นรากฐานที่มนคงของประเทศ
                                                                    ั่
   2.1. การสร้างความมันคงของเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการบูรณาการกระบวนการผลิตบน
                           ่
        ฐานศัก ยภาพ และความเข้ม แข็ง ของชุ ม ชนอย่า งสมดุ ล เน้น การผลิ ต เพื่ อ การ
        บริ โ ภคอย่า งพอเพี ย งภายในชุ ม ชน สนับ สนุ น ให้ ชุ ม ชนมี ก ารรวมกลุ่ ม ในรู ป
        สหกรณ์ กลุ่มอาชี พ สนับสนุ นการนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่ นมาใช้ใน
        การสร้างสรรค์คุณค่าของสิ นค้าและบริ การและสร้างความร่ วมมือกับภาคเอกชน
        ในการลงทุนสร้ างอาชี พและรายได้ที่มีการจัดสรรประโยชน์อย่างเป็ นธรรมแก่
        ชุมชน ส่ งเสริ ม การร่ วมลงทุนระหว่างเครื อข่ายองค์กรชุ มชนกับองค์กรปกครอง
        ส่ วนท้องถิ่ น รวมทั้ง สร้ า งระบบบ่ ม เพาะวิส าหกิ จ ชุ ม ชนควบคู่ ก ับ การพัฒนา
        ความรู้ดานการจัดการ การตลาด และทักษะในการประกอบอาชีพ
                  ้
3. ยุทธศาสตร์ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยังยืน  ่
   3.1. การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณค่าของสิ นค้าและบริ การบน
        ฐานความรู้และความเป็ นไทย โดยปรับโครงสร้างภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม
        และภาคบริ การที่ใช้กระบวนการพัฒนาคลัสเตอร์ และห่ วงโซ่ อุปทาน รวมทั้ง
        เครื อข่ายชุมชนบนรากฐานของความรู ้สมัยใหม่ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม
        ไทย และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างสิ นค้าที่มีคุณภาพและมูลค่าสู ง มี
        ตราสิ นค้าเป็ นที่ยอมรับของตลาด รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพื่อดึงดูด
        การลงทุนจากต่างประเทศ และส่ งเสริ มการลงทุนไทยในต่างประเทศ ตลอดจน
        การบริ หารองค์ความรู ้อย่างเป็ นระบบ
   3.2. การสร้างภูมิคุมกันของระบบเศรษฐกิจ โดยการบริ หารเศรษฐกิจส่ วนรวมอย่างมี
                        ้
        ประสิ ทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้มนคงและสนับสนุ นการปรับ
                                                              ั่
        โครงสร้างการผลิตโดยการระดมทุนไปสู่ ภาคการผลิตที่มีประสิ ทธิ ภาพ
   3.3. การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เป็ นธรรมและการกระจายผลประโยชน์จากการ
        พัฒนาอย่างเป็ นธรรม โดยส่ งเสริ มการแข่งขันการประกอบธุ รกิ จในระบบอย่าง
        เสรี เป็ นธรรม และป้ องกันการผูกขาด กระจายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่
        ภู มิ ภ าคอย่า งสมดุ ล และเป็ นธรรม ให้ ป ระชาชนเข้า ถึ ง บริ ก ารได้อ ย่า งทั่ว ถึ ง
        เพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่
4. การเสริ มสร้างธรรมาภิบาลในการบริ หารจัดการประเทศ
22



           4.1. เสริ มสร้ า งความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้ส ามารถเข้า ร่ วมในการบริ หาร
                จัดการประเทศ โดยส่ งเสริ มให้ประชาชนรวมตัวและรวมกลุ่มสร้างเครื อข่ายการ
                ทางานร่ วมกันให้เข้มแข็ง
           4.2. สร้ างภาคราชการที่มีประสิ ทธิ ภาพและมีธรรมาภิบาล เน้นการบริ การแทนการ
                กากับควบคุม และทางานร่ วมกับหุ นส่ วนการพัฒนา เน้นการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพ
                                                ้
                และความคุ มค่าในการปฏิ บติภารกิ จด้วยการปรับบทบาทโครงสร้ างและกลไก
                             ้              ั
                การบริ หารจัดการภาครั ฐ และรั ฐวิส าหกิ จให้มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ ทันสมัย ลดการ
                บังคับควบคุ ม คานึ งถึ งความต้องการของประชาชนและทางานร่ วมกับหุ ้นส่ วน
                การพัฒนา


4.3 นโยบายของคณะรัฐมนตรี
        คาแถลงนโยบายการบริ หารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็ นกรอบแนวทางการ
บริ หารประเทศของรัฐบาลที่จะดาเนินการพัฒนาประเทศให้มนคงและยังยืน โดยทัวไปแล้วจะมีการ
                                                            ั่      ่          ่
กาหนดประเด็นเรื่ องเร่ งด่วน ความมันคง เศรษฐกิ จและสังคม และการบริ หารบ้านเมื อง เป็ นต้น
                                        ่
โดยสามารถสรุ ปเป็ นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ดังนี้
        4.3.1 การสร้างความเชื่ อมันและกระตุนเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่อให้เกิดความเชื่ อมันแก่
                                      ่         ้                                      ่
              ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริ โภค
                  (1) ฟื้ นฟูเศรษฐกิจที่กาลังประสบปั ญหาเป็ นการเร่ งด่วน
        4.3.2 นโยบายเศรษฐกิจ
                  (1) นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
                  (2) สร้างความแข็งแกร่ งและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้กบ          ั
                        อุตสาหกรรมไทยด้วยการเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการผลิ ตเพื่อลดต้นทุ นและ
                        เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
                  (3) ก าหนดมาตรการแก้ ไ ขปั ญ หาของแต่ ล ะอุ ต สาหกรรมและพัฒ นา
                        อุ ตสาหกรรมที่ มีศ ก ยภาพในอนาคต เช่ น อุ ตสาหกรรมผลิ ตเครื่ องจัก ร
                                            ั
                        ภายในประเทศ อุ ต สาหกรรมยานยนต์ อุ ต สาหกรรมอาหาร และ
                        อุตสาหกรรมอัญมณี เป็ นต้น
                  (4) ร่ วมมื อกับ ภาคเอกชนในการปรั บ ปรุ ง คุ ณภาพและมาตรฐานสิ นค้า ให้
                        ทัดเทียมและล้ าหน้าในระดับสากล
23



        (5) สร้ างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยรัฐ
             อ านวยความสะดวกในการจัด ตั้ง เครื อข่ า ยรวมกลุ่ ม และปรั บ ปรุ ง
             มาตรฐานการปล่อยสิ นเชื่อ ขยายขอบเขตการดาเนินการให้สินเชื่อ
        (6) ส่ งเสริ มให้อุตสาหกรรมมี ความรั บผิดชอบต่อสังคม ทั้งในด้านคุ ณภาพ
             และมาตรฐานสิ นค้าและบริ การ
        (7) ขยายฐานภาคบริ การในโครงสร้ างการผลิ ตของประเทศ โดยเพิ่มความ
             หลากหลายของธุ รกิ จบริ การ เพิ่มมูลค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
             พัฒนาแรงงานฝี มือทั้งในด้านคุณภาพและความรู ้ดานภาษา และเชื่ อมโยง
                                                                ้
             ธุ รกิจภาคบริ การ อุตสาหกรรม และเกษตรเข้าด้วยกันให้เป็ นกลุ่มสิ นค้า
        (8) ขยายตลาดสิ น ค้า และบริ ก ารส่ ง ออกของไทยโดยก าหนดกลยุท ธ์ ด้า น
             การตลาดร่ วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มส่ วนแบ่งในตลาดที่มีอยู่แล้ว และ
             ขยายฐานการตลาดไปสู่ ประเทศใหม่
        (9) ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ท้ งในระดับทวิภาคี และพหุ ภาคี
                                                        ั
             ควบคู่ไปกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ที่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ระหว่าง
             การเจรจา และที่ได้มีการเจรจาไปแล้ว
        (10) ส่ งเสริ มการลงทุนในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริ การที่ไทยมีศกยภาพ    ั
             โดยเฉพาะสิ นค้าอาหารและบริ การฮาลาล อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สินค้า
             และบริ การที่ ใ ช้ น วัต กรรมและภู มิ ปั ญ ญา การลงทุ น ที่ เ ป็ นมิ ต รกั บ
             สิ่ งแวดล้อม
        (11) สนับ สนุ น การลงทุ น ในต่ า งประเทศในสาขาที่ ผู ้ป ระกอบการไทยมี
             ศัก ยภาพ และสร้ า งเครื อข่ า ยเชื่ อ มโยงทางธุ ร กิ จ ทั้ง ในประเทศและ
             ต่างประเทศ
4.3.3 นโยบายพลังงาน
        (1) ส่ งเสริ มการอนุ รั ก ษ์ แ ละประหยัด พลั ง งาน ทั้ งในภาคครั ว เรื อน
             อุตสาหกรรม บริ การ และขนส่ ง โดยรณรงค์ให้เกิดวินยและสร้างจิตสานึ ก
                                                                    ั
             ในการประหยัดพลังงาน
        (2) สนับสนุ นการใช้พลังงานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ มีมาตรการจูงใจให้มีการ
             ลงทุนจากภาคเอกชนในการปรับเปลี่ ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และ
             มาตรการสนับสนุนให้ครัวเรื อนลดการใช้ไฟฟ้ าในช่วงการใช้ไฟฟ้ าสู งสุ ด
24



        (3) การวิจยพัฒนาและกาหนดมาตรฐานอุปกรณ์ ไฟฟ้ าและมาตรฐานอาคาร
                     ั
            ประหยัดพลังงาน
4.3.4 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร
        (1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการให้บริ การภาครัฐ บริ การศึกษา
            บริ การสาธารณสุ ข และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
            ของประเทศ
        (2) พัฒนาอุ ตสาหกรรมเทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่ อสารทั้ง ในด้า น
            ซอฟต์แวร์ และฮาร์ ดแวร์ โดยสนับสนุ นให้มีการวิจยและพัฒนา รวมทั้ง
                                                               ั
            การพัฒ นาศัก ยภาพของบุ ค ลากรเพื่ อ รองรั บ การเป็ นศู น ย์ก ลางด้า น
            เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารในภูมิภาค
4.3.5 นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจย และนวัตกรรม
                                           ั
        (1) ส่ งเสริ มและสนับสนุ นโครงการวิจยตามแนวพระราชดาริ การวิจยและ
                                                ั                              ั
            พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท้ งงานวิจยขั้นพื้นฐาน และงานวิจย
                                                   ั       ั                      ั
            ประยุกต์ เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิ ชย์และพัฒนาอุตสาหกรรม
        (2) เร่ งรัดการวิจยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ
                           ั
            ชีวตและพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคต
                 ิ
4.3.6 นโยบายการบริ หารกิจการบ้านเมืองที่ดี
        (1) ประสิ ทธิ ภาพการบริ หารราชการแผ่นดิน
        (2) ปรั บ บทบาทและภารกิ จการบริ หารราชการระหว่า งราชการส่ วนกลาง
            ส่ วนภูมิภาค และส่ วนท้องถิ่ นให้ชัดเจน ไม่ซ้ าซ้อน เพื่อสามารถดาเนิ น
            ภารกิจที่สนับสนุนเชื่อมโยงกัน
        (3) สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริ ยธรรม และธรรมาภิบาล
        (4) ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่ วมในกระบวนการวางแผน
            และการทางาน
        (5) ให้แก่ ขาราชการและเจ้าหน้าที่ ของรั ฐ พร้ อมทั้งพัฒนาความโปร่ งใสใน
                       ้
            การปฏิ บติงานของหน่ วยงานภาครั ฐ เพื่อให้เป็ นที่ เชื่ อถื อไว้วางใจของ
                         ั
            ประชาชน
                                         ่
        (6) จัดระบบงานให้มีความยืดหยุน คล่องตัว รวดเร็ วมีประสิ ทธิ ภาพ โปร่ งใส
            สามารถตรวจสอบได้ และส่ ง เสริ ม พัฒ นาระบบบริ ห ารผลงานและ
            สมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่ อง
25



4.4 แผนส่ งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
           แผนส่ งเสริ มวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่ งจัดทาโดย สานักงานส่ งเสริ มวิสาหกิ จ
ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สามารถใช้เป็ นกรอบในการจัดทายุทธศาสตร์ ข องกรมส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรมได้ เนื่ องจากโดยหลักการแล้ว แผนส่ งเสริ ม ฯ ดังกล่าวมีกลุ่มเป้ าหมายและเนื้ อหาที่
เกี่ ย วข้อ งกับ ภารกิ จ ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม โดยเฉพาะในเรื่ อ งของการเสริ ม สร้ า งขี ด
ความสามารถของผูประกอบการและวิสาหกิ จ และเป้ าประสงค์หลักคือความต้องการเห็ น SMEs
                         ้
เติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังแสดงในรู ปที่ 2
           ปั จ จุ บ ัน สสว. ได้ใ ช้แ ผนส่ ง เสริ ม วิส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ มฉบับ ที่ 2 โดยมี
ระยะเวลาตั้ง แต่ ปี 2550-2554 เนื้ อหาของยุท ธศาสตร์ ที่เกี่ ย วข้องกับ กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม
ประกอบด้วย
26




                        รู ปที่ 2 แผนส่ งเสริ ม SMEs
4.4.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างและพัฒนาผูประกอบการ
                                         ้
          (1) สร้างแรงจูงใจในการเป็ นผูประกอบการ
                                       ้
          (2) เพิ่มขีดความสามารถ ความรู ้ ทักษะตามขนาดระยะการเติบโตของธุ รกิจ
          (3) เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี/นวัตกรรม
          (4) ยกระดับความสามารถ/คุณภาพชีวตบุคลากร SMEs
                                                ิ
          (5) สร้างโอกาสในทางธุ รกิจและการให้ความรู ้ดานการตลาด
                                                        ้
          (6) สร้างความตื่นตัว จิตสานึก และธรรมาภิบาลแก่ผประกอบการ
                                                           ู้
4.4.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถทางนวัตกรรมของวิสาหกิจ
        ขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคการผลิต
          (1) การส่ งเสริ มการสร้างพันธมิตรธุ รกิจและการรวมกลุ่มเครื อข่ายวิสาหกิจ
              วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Cluster)
          (2) การสนับสนุนขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่วสาหกิจขนาดกลาง
                                                                ิ
              และขนาดย่อม
          (3) การเพิ่มประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพ
27



         (4) การเตรี ยมพร้อมรองรับระบบการค้าเสรี และมาตรการทางการค้า
         (5) ยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการสร้างความแตกต่าง
              ของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
4.4.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิมประสิ ทธิ ภาพและลดผลกระทบในภาคการค้า
                             ่
         (1) การเสริ มสร้างศักยภาพในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
              ย่อมภาคการค้าส่ ง-ค้าปลีก
         (2) การส่ งเสริ มและปรับปรุ งระบบการกากับดูแลภาคการค้าส่ ง-ค้าปลีกเพื่อให้
              เกิดการแข่งขันที่เป็ นธรรม
         (3) การสร้างและพัฒนากลไกความร่ วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค
              วิชาการ และภาคประชาชนในการพัฒนาธุ รกิ จค้าส่ ง-ค้าปลีก และได้รับ
              ความร่ วมมือกับส่ วนกลาง
4.4.4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่ งเสริ มภาคบริ การในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม
         (1) การพัฒนาบุคลากรภาคบริ การ ทั้งด้านความรู ้ ความสามารถ ทักษะฝี มือ
              และจิตวิญญาณในการเป็ นผูให้บริ การที่ดี
                                          ้
         (2) การเสริ มสร้างระบบความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเครื อข่ายวิสาหกิจ
              ของภาคบริ การที่มีศกยภาพ
                                    ั
         (3) การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน โดยการใช้ภูมิปัญญา วัฒนธรรมไทย
              และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม
         (4) การเร่ งรัดการเพิมประสิ ทธิ ภาพ ผลิตภาพ และคุณภาพมาตรฐานของ
                               ่
              ผลิตภัณฑ์บริ การ
4.4.5 ยุทธศาสตร์ ที่ 5 การส่ ง เสริ มวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคและ
      ท้องถิ่น
         (1) การส่ ง เสริ มผลิ ต ภัณ ฑ์ ชุ ม ชนและท้ อ งถิ่ น โดยการพัฒ นาคุ ณ ภาพ
         มาตรฐาน
               ความแตกต่างของสิ นค้าและบริ การให้สอดคล้องกับความต้องการของ
         ตลาด
         (2) การส่ งเสริ มการเชื่อมโยงเครื อข่ายวิสาหกิจเพื่อเสริ มสร้างห่วงโซ่มูลค่าใน
               ระดับสาขาที่มีศกยภาพ และสนับสนุ นการรวมกลุ่ม/เชื่ อมโยงธุ รกิ จของ
                                 ั
               วิสาหกิจชุมชน
28



                (3) การสนับสนุ นโครงสร้ างพื้นฐานเพื่ อให้บริ การแก่ วิสาหกิ จขนาดกลาง
                และ
                    ขนาดย่อมในภูมิภาค
                (4) การบูรณาการและสร้างเครื อข่ายการทางานส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลาง
                    และขนาดย่อมในภูมิภาค
       4.4.6 ยุทธศาสตร์ ที่ 6 การพัฒนาปั จจัยเอื้ อในการดาเนิ นธุ รกิ จสาหรั บวิส าหกิ จขนาด
             กลางและขนาดย่อม
                (1) การส่ งเสริ มระบบและเครื่ องมือให้วสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกิด
                                                        ิ
                    ความสะดวกในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
                (2) การยกระดับความรู ้และทักษะบุคลากรของวิสาหกิจขนาดกลางและ
                    ขนาดย่อม (ผูประกอบการ / พนักงาน)
                                   ้
                (3) การบริ หารจัดการระบบข้อมูลสาหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
                (4) การส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางด้านการเงิน
                (5) การส่ งเสริ มสิ่ งอานวยความสะดวกและความสามารถด้านการตลาด
                (6) การส่ งเสริ มประสิ ทธิ ภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์




4.5 แผนแม่ บทของกระทรวงอุตสาหกรรม
          กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดาเนิ นการจัดทา
แผนแม่บทบทการพัฒนาอุตสาหกรรม ร่ วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ ยวข้อง จานวน 2 แผนแม่บท
ได้แก่ แผนแม่บทการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิ ตภาพของภาคอุ ตสาหกรรม (พ.ศ.2551-2555)
และแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญา (พ.ศ.2551-2555) แผนแม่บททั้ง 2 มีความเฉพาะใน
เรื่ องการพัฒนาผลิตภาพและนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมซึ่ งเกี่ ยวข้องกับแนวทางการส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรมดังนี้
          4.5.1 แผนแม่บทการพัฒนาประพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม
                        กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึ งความสาคัญของการเพิ่มผลิ ตภาพ
(Productivity) โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เนื่ องจากเป็ นปั จจัยสาคัญที่ทาให้วิสาหกิจสามารถ
ลดต้นทุน เพิ่มกาลังการผลิตเพื่อทาให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการขยายตัวได้อย่างมันคง โดยมี
                                                                               ่
รายละเอียดพอสรุ ปได้ดงนี้
                      ั
29



                        เป้ าหมาย
                        (1) ผลิตภาพแรงงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 5 ต่อ
ปี
                        (2) กลุ่ ม อุ ต สาหกรรมที่ เ ข้า ร่ ว มโครงการภายใต้แ ผนแม่ บ ทมี จ านวน
เพิ่มขึ้น
                              เป็ นไม่นอยกว่า 25 กลุ่มอุตสาหกรรม ในปี 2555
                                           ้
                       (3) ผูประกอบการที่เข้าร่ วมโครงการภายใต้แผนแม่บทมีจานวนเพิ่มขึ้น
                                 ้
                              ไม่นอยกว่า 9,000 โรงงาน ในปี 2555
                                       ้
                       ยุทธศาสตร์
                       (1) การยกระดับความสามารถทักษะแรงงาน (Human Skill) ทั้งแรงงาน
                              ที่มีอยูเ่ ดิมและแรงงานที่กาลังเข้าสู่ ภาคอุตสาหกรรม
                       (2) การยกระดับความสามารถทางด้านการบริ หารจัดการ (Management)
                       (3) การปรับปรุ งประสิ ทธิภาพเครื่ องจักร
                       (4) การพัฒนาระบบ Logistics ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม
                       (5) การสร้างเครื อข่ายพันธมิตรธุ รกิจ และ Supply Chain
          4.5.2 แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญา
                       แผนแม่บทฉบับนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญาในด้าน
การเพิ่มความสามารถในการสร้ างและการใช้ประโยชน์ความรู ้ โดยหากวิสาหกิจของไทยสามารถ
สร้ า งความแตกต่ า งในสิ น ค้า และบริ ก าร (Differentiation) ได้จ ากการพัฒ นานวัต กรรมของ
กระบวนการ สิ นค้า บริ การ จะทาให้มีความสามารถในการแข่งขันสู งขึ้ นส่ งผลให้ประเทศมี การ
เจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยงยืน โดยมีรายละเอียดพอสรุ ปได้ดงนี้
                           ั่                                    ั
                       เป้ าหมาย
                       (1) ร้ อ ยละ 35 ของสถานประกอบการในอุ ต สาหกรรมการผลิ ต มี
                              นวัตกรรมและการเรี ยนการสอนทางเทคโนโลยี
                       (2) มีความร่ วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคธุ รกิจ สถาบันการศึกษา การ
                              วิจย ั
                       (3) อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในด้านบุคลากร
                              วิจยและพัฒนา และสิ ทธิ บตร ที่จดทาโดย International Institute for
                                     ั                    ั        ั
                              Management Development (IMD) อยู่ในตาแหน่ งไม่ต่ ากว่าจุ ด
                              กึ่งกลาง
30



                        ยุทธศาสตร์
                        (1) เพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิต
                        (2) สร้างความเข้มแข็งของแหล่งผลิตความรู ้
                        (3) สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิตความรู ้และผูใช้ความรู ้
                                                                           ้


4.6 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาพืนที่
                            ้
         สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จดทากรอบยุทธศาสตร์
                                                                         ั
การพัฒนาภาค ตามภูมิสังคมของแต่ละภาคทั้ง 4 ภาค (ภาคเหนื อ ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ ภาค
กลาง และภาคใต้) เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สู่ การปฏิบติ และเพื่อเชื่ อมโยงยุทธศาสตร์
                                                                ั
ระดับชาติ สู่ ระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด รวมทั้งได้นาบริ บทการเปลี่ ยนแปลงของโลกและประเทศ
และศักยภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการพิจารณา ในการกาหนดแนวทางการพัฒนา
ของภาค และกลุ่มจังหวัด แผนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเนื่องจาก กรมส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรมมีศูนย์ส่งเสริ มอุตสาหกรรม ซึ่ งเป็ นหน่วยงานในภูมิภาคทาหน้าที่ส่งเสริ มและพัฒนา
อุตสาหกรรมในพื้นที่ รับผิดชอบ ดังนั้นยุทธศาสตร์ การพัฒนาภาคจะต้องได้รับการพิจารณาเป็ น
ส่ วนหนึ่งของการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ซึ่ งพอจะสรุ ปได้ดงนี้
                                                                           ั



        4.6.1 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือ
                        (1) สนับสนุ นการสร้ างมูลค่าเพิ่มของฐานการผลิ ตที่มีความหลากหลาย
                            คานึ งถึ งผลกระทบต่อทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ ง แวดล้อม เพื่อคง
                            ความเป็ นฐานเศรษฐกิจอย่างยังยืน่
                                 ก. สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรู ปธัญพืชในภาคเหนื อตอนล่าง
                                 ข. สนับสนุ นอุตสาหกรรมบริ การใหม่ที่มีศกยภาพ โดยเฉพาะ
                                                                                  ั
                                      อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หัตถอุตสาหกรรม และธุ รกิจบริ การ
                                      สุ ขภาพ
                                 ค. พัฒนาปั จจัยสนับสนุ นธุ รกิ จอุ ตสาหกรรมและบริ การ โดย
                                      ส่ งเสริ มการพัฒนาเครื อข่ายกลุ่มธุ รกิจ (Cluster)
                        (2) พัฒนาเมืองศูนย์กลางความเจริ ญและเมืองชายแดน เพื่อรองรับการ
                            เชื่อมโยงในระดับนานาชาติ
31



                           ก. เร่ งรัดการดาเนิ นงานแผนงาน/โครงการภายใต้นโยบายเขต
                                เศรษฐกิจชายแดน
                (3) พัฒนาคนและสังคมให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีความมันคง และ     ่
                    อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ขร่ วมกัน
                           ก. เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพแรงงานให้ สู ง ขึ้ น โดยเฉพาะในพื้ น ที่
                                อุตสาหกรรมและบริ การหลักได้แก่ เชี ยงใหม่-ลาพูน ลาปาง
                                เชียงราย พิษณุโลก และนครสวรรค์
                (4) บริ หารจัดการทรั พยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมอย่างยังยืน เน้น  ่
                    การอนุ รักษ์ ฟื้ นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุ ล รวมทั้งเตรี ยมการ
                    ป้ องกันและรับมือกับภัยธรรมชาติ
                           ก. พัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ
4.6.2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลาง
                 (5) พัฒนาฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
                        ก. รั ก ษาฐานอุ ต สาหกรรมที่ มี อ ยู่ ใ ห้ ย ั่ ง ยื น เพื่ อ เป็ นฐาน
                            อุตสาหกรรมของประเทศ
                        ข. เสริ ม สร้ า งสภาพแวดล้อมแหล่ ง อุ ตสาหกรรม โดยพัฒนา
                            รวมกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก
                        ค. พัฒ นาคุ ณ ภาพอุ ต สาหกรรมให้ ไ ด้ ม าตรฐานโดยใช้
                            เทคโนโลยีสะอาด (การออกแบบ/Value creation/เทคโนโลยี
                            สะอาด)
                        ง. สนับสนุ นด้านการตลาด เงิ นทุนและความรู้ ในการบริ หาร
                            จัดการแก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อพัฒนา
                            ขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรม
                            SMEs
                        จ. พัฒนาความร่ ว มมื อกับ ประเทศเพื่ อ นบ้า นโดยเฉพาะการ
                            ลงทุน สร้าง Value Chain และพัฒนาธุ รกิ จการค้ารู ปแบบ
                            ใหม่ และมุ่ ง ลงทุ น ในต่ า งประเทศ เพื่ อ แสวงหาวัต ถุ ดิ บ /
                            แรงงานราคาถูก
                        ฉ. พัฒ นาระบบ Logistics และ Infrastructures ให้ มี
                            ประสิ ทธิภาพ
32



                (6) เสริ ม สร้ า งศัก ยภาพการพัฒ นาเมื อ งและพื้ น ที่ ช ายแดนตามแนว
                    เส้นทางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนื อ-ใต้
                    และตะวันออก-ตะวันตก
                         ก. ส่ ง เสริ ม การพัฒนาขี ด ความสามารถของผูป ระกอบการที่
                                                                          ้
                             เกี่ยวข้องในพื้นที่ชายแดน ได้แก่จงหวัดกาญจนบุรี สระแก้ว
                                                               ั
                             จันทบุรี ตราด และประจวบคีรีขนธ์ โดยฝึ กอบรมให้ความรู้
                                                             ั
                             เกี่ ย วกับ ประเพณี ว ฒ นธรรม ระเบี ย บการค้า การลงทุ น ที่
                                                   ั
                             เกี่ ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งฝึ กอบรมด้านภาษา
                             และ IT
4.6.3 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                (1) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ
                         ก. เพิ่ ม ประสิ ทธิ ภ าพและศัก ยภาพการประกอบการด้ า น
                             อุตสาหกรรม โดยนครราชสี มา-ขอนแก่น-ชัยภูมิ เป็ นพื้นที่
                             อุตสาหกรรมสิ่ งทอเครื่ องแต่งกาย นครราชสี มา-ขอนแก่ น
                             เป็ นพื้นที่อุตสาหกรรมชิ้นส่ วนยานยนต์ อิเลคทรอนิ กส์ และ
                             ซอฟต์แวร์ นครราชสี มา-ขอนแก่น-กาฬสิ นธุ์ -อุดรธานี เป็ น
                             พื้นที่อุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานทดแทน
                         ข. การเพิ่มศักยภาพการค้าและการประกอบธุ รกิจ
                         ค. ร่ วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน
                (2) สร้างสังคมและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง
                         ก. สร้ างชุ มชนให้เข้มแข็ง โดย พัฒนาต่อยอดผลิ ตภัณฑ์ชุมชน
                             และวิสาหกิ จชุ ม ชน สนับ สนุ นความรู ้ และเทคโนโลยีก าร
                             ผลิตให้สอดคล้องกับ Position ที่ชุมชนกาหนด ส่ งเสริ มการ
                             ดาเนินชีวตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
                                         ิ
4.6.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้
                (1) การเสริ มสร้ างความเข้มแข็งภาคการผลิ ตหลักเพื่อให้เติบโตได้อย่าง
                    ต่อเนื่องและยังยืน
                                  ่
33



          ก. การพัฒนาการเกษตรและอุ ตสาหกรรมแปรรู ปเพื่อเพิ่มขี ด
             ความสามารถการแข่งขันสิ นค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ยางพารา
             ปาล์มน้ ามัน การประมง และผลไม้
          ข. พัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพการผลิตสิ นค้าอาหารเพื่อ
             เพิ่มความมันคงด้านอาหารของภาค
                            ่
          ค. พัฒนาการท่ องเที่ ย วเพื่ อให้ส ามารถสร้ า งรายได้อ ย่า งเต็ ม
             ศักยภาพและยังยืน ่
(2) ขยายฐานเศรษฐกิ จเพื่อเพิ่มความหลากหลายของแหล่งสร้ างรายได้
    และการจ้างงานให้แก่ภาค
          ก. พัฒ นาความร่ ว มมื อ กับ ประเทศเพื่ อ นบ้า นภายใต้ก รอบ
             โครงการ JDS และกรอบโครงการ IMT-GT
          ข. ใช้ความได้เปรี ยบของพื้นที่ ส ร้ างโอกาสการพัฒนารองรั บ
             การขยายการลงทุน
          ค. พัฒนาการคมนาคมขนส่ งทางทะเลเชื่ อมโยงสู่ นานาชาติเพื่อ
             เปิ ดประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ
(3) อุ ต สาหกรรมที่ มี ศ ัก ยภาพของประเทศพัฒ นาคนและสั ง คมให้ มี
    คุณภาพและมีภูมิคุมกันที่ดีเพื่อเสริ มสมรรถนะการพัฒนาภาค
                        ้
          ก. การพัฒนาด้านความรู้ คุ ณธรรม และสุ ขภาวะเพื่อยกระดับ
             คุณภาพชีวตของประชาชน
                          ิ
          ข. การสร้ า งความมัน คงในการดารงชี วิ ตของคนจน คนด้อ ย
                                ่
             โอกาส ให้สามารถพึ่งตนเองได้
          ค. การพัฒนาศัก ยภาพคนเพื่ อเพิ่ ม ผลิ ตภาพการผลิ ตและเพิ่ ม
             โอกาสด้านอาชีพและรายได้
          ง. การอานวยความยุติธรรม การสร้ างความปลอดภัย ในชี วิต
             และทรัพย์สินแก่ประชาชนและการสร้างความสมานฉันท์ใน
             สังคม
(4) เสริ มสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมระดับชุมชน
          ก. สร้างกระบวนการเรี ยนรู ้เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุ มชนสู่
             การพึ่งตนเอง
34



                                      ข. พัฒนาเศรษฐกิ จชุ มชนโดยการเพิ่มโอกาสการมีรายได้จาก
                                            ทรัพยากรในท้องถิ่น
                                      ค. ส่ งเสริ มการใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็งเพื่อสร้างสันติสุข
                             (5) ฟื้ นฟู แ ละบริ หารจัด การทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล้อ มเพื่ อ
                                 รักษาสมดุลเชิงนิเวศน์อย่างยังยืน
                                                                ่
                                      ก. ฟื้ นฟู และอนุ รักษ์ท รั พ ยากรธรรมชาติ เพื่ อรั ก ษาสมดุ ล เชิ ง
                                            นิเวศน์
                                      ข. สร้างความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็ นฐานการ
                                            ผลิตอย่างยังยืน
                                                       ่
                                      ค. ควบคุ มคุ ณภาพสิ่ งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบด้านคุ ณภาพ
                                            ชีวต
                                               ิ
4.7 ยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม
         กรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม เป็ นหน่ ว ยงานหนึ่ ง ภายใต้ก ระทรวงอุ ต สาหกรรม ดัง นั้น
ยุทธศาสตร์ ของกระทรวงอุ ตสาหกรรม จะเป็ นสิ่ ง ที่ กาหนดและชี้ นายุทธศาสตร์ ระดับกรมด้วย
อย่างไรก็ตามการจัดทายุทธศาสตร์ ของกระทรวงอุตสาหกรรม มักดาเนิ นการโดยที่ปรึ กษา (แทนที่
จะเป็ นเจ้าหน้าที่) ซึ่ งมักมีเวลาค่อนข้างจากัด กระบวนการจัดทายุทธศาสตร์ ถูกกาหนดขึ้นมาก่อน
หน้าที่จะมีการประชุ มระหว่างสานักนโยบายและแผนของกระทรวง และหน่ วยงานระดับกรม ทา
ให้ยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงยังขาดความน่ าเชื่ อถื อ และไม่สามารถชี้ นายุทธศาสตร์ ของกรมได้
อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ดังนั้น การจัดทายุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงจึงมีลกษณะ Top Down และขาด
                                                                           ั
บูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การรอให้เกิดยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงถึงค่อยมา
ทายุทธศาสตร์ ระดับกรมคงเป็ นไปได้ยากในทางปฏิ บติ ดังนั้น หน่ วยงานระดับกรมจึ งมักจัดทา
                                                              ั
ยุทธศาสตร์ ของตนเองขึ้นก่อนแล้วผลที่ได้จะเป็ นสิ่ งที่กาหนดยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงต่อไป
         ยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม ระหว่างปี 2551-2554 ประกอบด้วย
         1) การปรับโครงสร้างการผลิตและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม
         2) การพัฒนาปั จจัยแวดล้อมให้เอื้ออานวยต่อการพัฒนาและประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรม
         3) เสริ มสร้ างศักยภาพวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิ จชุ มชนตามหลัก
            เศรษฐกิจพอเพียง
         4) การบริ หารจัดการทรัพยากรและสิ่ งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม
         5) ส่ งเสริ มการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทสอย่างยังยืน   ่
         6) การพัฒนาสมรรถนะและประสิ ทธิภาพองค์กรเพื่อเป็ นผูนาการเปลี่ยนแปลง
                                                                        ้
35



โดยมีตวชี้วดที่สาคัญที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้แก่
      ั ั
1) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่ากว่าร้อยละ 4 ต่อปี
2) การส่ งออกของ SMEs ขยายตัวไม่นอยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี
                                        ้
3) ผลิตภาพแรงงานภาคอุตสาหกรรมเพิมขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี
                                          ่
4) จานวนผูประกอบการเพิ่มขึ้น 40,000 รายภายในปี 2554
            ้
5) ชุมชนมีรายได้จากการสร้างงาน 90,000 ล้านบาทภายในปี 2554
36




                รู ปที่ 3 นโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องกับการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม

5. การประเมินสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจ และสั งคม
         เนื่ องจากภารกิ จของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเกี่ ยวข้องกับการเจริ ญเติบโต และความอยู่
รอดของผูประกอบการและวิสาหกิจ ซึ่ งจะเชื่อมโยงมาถึงการจ้างงานและการลงทุน ทาให้ตองมีการ
           ้                                                                         ้
ประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคมควบคู่กน ในการจัดทายุทธศาสตร์ คณะทางาน ฯ ได้
                                                  ั
ใช้แหล่ งข้อมูลที่หลากหลายในการวิเคราะห์ ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิ จและสังคม โดยสามารถ
แบ่งข้อมูลเป็ น 2 ประเภท คือ
       1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data Source) เป็ นข้อมูลดิบที่ได้จากแหล่งต้นกาเนิ ด ยังไม่ได้
ผ่านกระบวนการประมวล หรื อวิเคราะห์ แต่มีความน่ าเชื่ อถื อค่อนข้างสู ง เช่น ข้อมูลที่คณะทางาน
37



ฯ ได้จดเก็บด้วยตนเองโดยใช้เครื่ องมือต่าง ๆ เช่น แบบสอบถาม การจดบันทึก การสัมภาษณ์ และ
         ั
การสารวจ เป็ นต้น
           2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data Source) ข้อมูลที่มีผอื่นรวบรวมไว้ให้แล้ว บางครั้ง
                                                                     ู้
อาจจะมีการประมวลผลเพื่อเป็ นสารสนเทศ ผูใช้ขอมูลไม่จาเป็ นต้องไปสารวจเอง ดังตัวอย่างข้อมูล
                                               ้ ้
สถิ ติต่า งๆ ที่ หน่ วยงานรั ฐบาลท าไว้แล้ว เช่ น สถิ ติจานวนประชากรแต่ ล ะจัง หวัด สถิ ติก ารส่ ง
สิ นค้าออก สถิติการนาสิ นค้าเข้า ข้อมูลเหล่านี้ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อให้ใช้งานได้ หรื อนาเอาไป
ประมวลผลต่อ ในช่วงปี งบประมาณ 2552 กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมยังได้จดสรรงบประมาณส่ วน
                                                                             ั
หนึ่ งในการซื้ อฐานข้อมูลมหภาคจากบริ ษท CEIC ซึ่ งสามารถแสดงข้อมูลได้ถึงกว่า 60 ประเทศ
                                           ั
และยังได้ซ้ื อข้อมูลข่าวสารจากสื่ อต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์แบบ Real Time
นับเป็ นฐานข้อมูลแบบเบ็ดเสร็ จ All-in-One Access Database
           การรวบรวมข้อมูล และประเมิ นสถานการณ์ เศรษฐกิ จ ควรดาเนิ นการก่ อนการประชุ ม
คณะทางานจัดทายุทธศาสตร์ โดยฝ่ ายเลขาคณะทางาน (ส่ วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน สานักบริ หาร
ยุทธศาสตร์ ) ได้รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ จากการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) กับ
กลุ่มเป้ าหมายที่เคยได้รับบริ การ หรื อเคยเข้าร่ วมกิจกรรมที่กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจัดขึ้น ทั้งใน
ส่ วนกลาง และส่ วนภูมิภาค โดยมีวตถุ ประสงค์ในการประเมินผลการดาเนิ นงานของหน่ วยงาน
                                       ั
ความพึงพอใจและความต้องการของผูที่ได้รับบริ การ เพื่อการปรับปรุ งคุณภาพและหาแนวทางการ
                                         ้
ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ กระบวนการ Focus Group ใช้เวลาไม่เกิน 2-3 ชัวโมงต่อกลุ่ม และมี
                                                                                ่
จานวนสมาชิ กไม่เกิน 10 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ 3 คน ทาหน้าที่สัมภาษณ์ จดบันทึก และอานวยความ
สะดวกแก่สมาชิกกลุ่ม
         สาหรับข้อมูลทุติยภูมิ ฝ่ ายเลขาคณะทางาน ฯ ได้เลือกใช้ฐานข้อมูล On-line เชิ งคุณภาพ
(Qualitative Data) ซึ่ งเกี่ยวข้องกับข่าวเศรษฐกิจและสังคม ของบริ ษท Infoquest สามารถค้นหา
                                                                     ั
ข้อมูลที่ตองการย้อนหลังได้ถึง 10 ปี นอกจากนี้ ยงได้ใช้ฐานข้อมูล On-line เชิงตัวเลข (Quantitative
          ้                                     ั
Data) ของบริ ษท CEIC ซึ่ งได้รวบรวมข้อมูลสถิติสาคัญของประเทศจากแหล่งต่าง ๆ โดยเป็ นข้อมูล
              ั
ที่มีความทันสมัย มีการปรับปรุ งฐานข้อมูลเป็ นรายวัน ดังตัวอย่างข้อมูลที่แสดงในรู ปที่ 4 ถึง 38
        ข้อมูลมหภาคที่ใช้ในการประเมินวิเคราะห์เพื่อกาหนดยุทธศาสตร์ ของ กสอ. ได้แก่
      1) ระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (แสดงในรู ปที่ 4-5) จัดทาขึ้นทุกปี
โดยสถาบัน IMD ประเทศสวิสเซอร์ แลนด์ โดยมีเกณฑ์การประเมินใน 4 มิติ ได้แก่ ความสามารถ
ทางเศรษฐกิ จ (Economic Performance) ความสามารถของภาครัฐ (Government Efficiency)
ความสามารถของภาคเอกชน (Business Performance) และความได้เปรี ยบทางโครงสร้างพื้นฐาน
38



ในการพัฒนาประเทศ (Infrastructure) สาหรับในปี 2551 ประเทศไทยถูกจัดลาดับไว้ที่ 27 จาก
จานวนทั้งหมด 55 ประเทศ ดีข้ ึนกว่าปี 2550 ซึ่ งอยู่ลาดับที่ 33 จากการตรวจสอบพบว่าประเด็นที่
เป็ นจุดอ่อนของไทย คือ ผลิตภาพ ธรรมาภิบาล โครงสร้างด้านข้อมูลสารสนเทศ สาธารณสุ ข และ
การศึกษา นอกจากนี้ เพื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชี ย พบว่า ประเทศไทยมีความสามารถ
ในการแข่งขันต่ากว่าประเทศมาเลเซี ย และจีน คาดว่าในปี 2552 ลาดับความสามารถในการแข่งขัน
ของไทยอาจอยู่ใ นตาแหน่ ง เดิ ม หรื อมี แนวโน้มลดลงอันเนื่ องจากภาวะเศรษฐกิ จถดถอย และ
เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ
          2) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (แสดงในรู ปที่ 6-14) มักอ้างอิงถึงอัตราการเติบโตของ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรื อ Gross Domestic Product (GDP) ซึ่ งเป็ นตัวชี้ วดการเติบโต
                                                                                      ั
ของเศรษฐกิ จในประเทศแบบพื้นฐานที่ นิยมใช้ทวโลก (Basically Measurement of National
                                                  ั่
Economics) หรื อใช้คาดการณ์และวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้ โดย
GDP ให้ความสาคัญกับตัวแปรที่เป็ นการใช้จ่ายเพื่อการบริ โภคของประชาชน (Consumption) การ
ลงทุนภาคเอกชน (Investment) รายจ่ายหรื อการลงทุนของภาครัฐบาล (Government Spending)
มูลค่ารวมของการส่ งออก (Export) มูลค่ารวมของการนาเข้า (Import) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หรื ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิ จ จะเอาการเปลี่ ยนแปลงของ GDP มาคานวณเป็ นร้อยละต่อปี
หรื อต่อไตรมาสอีกที
          3) ภาวะเงินเฟ้ อและเงินฝื ด (แสดงในรู ปที่ 15 ) ภาวะเงินเฟ้ อ (Inflation) หมายถึง ภาวะ
ทางเศรษฐกิจที่ระดับราคา และบริ การโดยทัวไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วผิดปกติ หรื อเป็ นภาวะที่ค่า
                                              ่
หน่วยเงินตราลดลงไปเรื่ อยๆ เป็ นเหตุให้เงินจานวนเดียวกันนี้ ไม่สามารถจะซื้ อ สิ นค้าและบริ การ
                                                     ่
จานวนเดียวกันได้ เมื่อเวลาล่วงเลยไป กล่าวอีกนัยได้วา ปริ มาณเงินมากกว่าปริ มาณสิ นค้า ภาวะเงิน
ฝื ด (Deflation) หมายถึง ภาวะที่ระดับสิ นค้าและบริ การลดลงเรื่ อยๆ แม้สินค้าจะมีราคาถูก แต่ก็ขาย
ไม่ออกเพราะประชาชนยากจนไม่มีเงินซื้ อ เมื่อเกิดสภาวะนี้ จะไม่มีใครอยากลงทุนเนื่ องจากเกรงว่า
ลงทุนแล้วสิ นค้าที่ผลิตขายไม่ออก ทาให้เกิ ดการว่างงานเป็ นจานวนมาก อัตราเงิ นเฟ้ อมักคานวณ
จากดัชนีราคาผูบริ โภค (Consumer Price Index)
                 ้
          4) การใช้กาลังการผลิ ต หรื อ Capacity Utilization (แสดงในรู ปที่ 16-22) หมายถึ ง
อัตราส่ วนระหว่างผลผลิตจริ ง (Actual Production) ซึ่ งผลิตได้ต่อปี และกาลังการผลิตเต็มที่ต่อปี
(Maximum Annual Productive Capacity) ซึ่ งเป็ นกาลังการผลิตสู งสุ ดของเครื่ องจักรทั้งหมด แสดง
ให้เห็นถึงความสามารถในการใช้เครื่ องจักรให้เกิดประสิ ทธิ ผลมากน้อยเพียงใด
39



           5) อัตราการว่างงาน (แสดงในรู ปที่ 23-28) เป็ นเครื่ องแสดงถึงผลการดาเนิ นกิจการของ
วิสาหกิจทางอ้อม ตลอดจนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม การว่างงานหมายถึงผูท่ีสามารถทางาน ้
ได้แต่กาลังหางานทาอยู่ การควบคุมอัตราเงินเฟ้ อให้อยูสภาพที่เหมาะสมจะทาให้การว่างงานลดลง
                                                      ่
           6) มูลค่าการนาเข้า ส่ งออก (แสดงในรู ปที่ 29 ) เป็ นหนึ่ งในตัวชี้ วดอัตราการเติบโตทาง
                                                                               ั
เศรษฐกิ จ มู ล ค่ า การส่ ง ออกมากกว่ า การน าเข้า ท าให้ ผ ลิ ต ภัณ ฑ์ ม วลรวมของประเทศสู ง ขึ้ น
นอกจากนี้ มูลค่าการส่ งออกยังเป็ นปั จจัยสาคัญต่อการจ้างงานอีกด้วย
           7) จานวนวิส าหกิ จ (แสดงในรู ปที่ 30-31) เนื่ องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิ จของ
                                                               ่
ประเทศต้องพึ่งพาการลงทุน ไม่เพียงแต่การลงทุนและการอยูรอดของผูประกอบการเดิมเท่านั้น แต่
                                                                          ้
การลงทุนที่เกิดจากวิสาหกิจซึ่ งเกิดขึ้นใหม่ และมีการจ้างงานเพิมขึ้น จะทาให้เศรษฐกิจของประเทศ
                                                                   ่
ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ปั จจุบนสัดส่ วนของวิสาหกิจ (ที่ข้ ึนทะเบียน) ต่อประชากรของไทย อยูท่ี
                                    ั                                                            ่
                                            ่
1:100 ในขณะที่สหรัฐอเมริ กามีสัดส่ วนอยูที่ 1:15
                                                                 ั
           8) การลงทุน (แสดงในรู ปที่ 32) มีความสัมพันธ์กบการลงทุนของวิสาหกิ จในประเทศ
และการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) แหล่งข้อมูลด้านการลงทุนคือกรม
พัฒ นาธุ ร กิ จ การค้า กระทรวงพาณิ ช ย์ และส านัก งานคณะกรรมการส่ ง เสริ ม การลงทุ น (BOI)
กระทรวงอุตสาหกรรม
           9) การท่องเที่ยว (แสดงในรู ปที่ 33-35 ) ทารายได้เป็ นอันดับหนึ่ งของประเทศ และธุ รกิจ
ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเป็ นแหล่งของการจ้างงานจานวนมาก ในปี 2550 ประเทศไทยมีรายได้
จากการท่องเที่ยวประมาณ 540,000 ล้านบาท โดยแหล่งรายได้หลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ การพักแรม
การซื้ อของ และการบริ โภคอาหาร
           10) ความเชื่ อมันของผูบริ โภค (แสดงในรู ปที่ 36-38 ) เป็ นดัชนีที่แสดงถึงความเต็มใจ ใน
                            ่         ้
การใช้เงินเพื่อซื้ อสิ นค้า (Willingness to Buy) ของประชาชน ในช่ วงเศรษฐกิจดี ประชาชนจะมี
รายได้มากพอที่จะใช้สอยในเรื่ องต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการ ในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิ จมี
แนวโน้มถดถอย การใช้จ่ายของประชาชนจะน้อยลงและจากัดอยู่ท่ีปัจจัยที่จาเป็ นต่อการดารงชี พ
ขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ปี 2549 พบว่าความเชื่อมันของผูบริ โภคลดลงอย่างต่อเนื่อง
                                              ่    ้
40




 รู ปที่ 4 แสดงระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย เทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชี ยแปซิ ฟิก




รู ปที่ 5 แสดงระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยเทียบกับมิติของการประเมินในแต่ละปี
41




รู ปที่ 6 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Growth) เป็ นรายไตรมาส




รู ปที่ 7 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม
42




รู ปที่ 8 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในแต่ละภูมิภาค




       รู ปที่ 9 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคกลาง
43




รู ปที่ 10 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคตะวันออก




 รู ปที่ 11 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคเหนือ
44




  รู ปที่ 12 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคใต้




รู ปที่ 13 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคตะวันตก
45




รู ปที่ 14 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาค
                           ตะวันออกเฉียงเหนือ




             รู ปที่ 15 แสดงดัชนีราคาสิ นค้า (อัตราเงินเฟ้ อ)
46




             รู ปที่ 16 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต




รู ปที่ 17 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรู ป
47




 รู ปที่ 18 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรู ป (ต่อ)




รู ปที่ 19 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมสิ่ งทอและเครื่ องนุ่งห่ม
48




รู ปที่ 20 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (1)




รู ปที่ 21 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (2)
49




    รู ปที่ 22 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (3)




รู ปที่ 23 แสดงปริ มาณแรงงาน และการจ้างงานทั้งหมด (หน่วย 1,000 คน)
50




   รู ปที่ 24 แสดงการจ้างงานในแต่ละอุตสาหกรรม (หน่วย 1,000 คน)




รู ปที่ 25 แสดงปริ มาณการว่างงาน และที่กาลังมองหางาน (หน่วย 1,000 คน)
51




 รู ปที่ 26 แสดงปริ มาณการว่างงานแยกตามภูมิภาค (หน่วย 1,000 คน)




รู ปที่ 27 แสดงปริ มาณการว่างงานแยกตามสาขาธุ รกิจ (หน่วย 1,000 คน)
52




รู ปที่ 28 แสดงอัตราการเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานแยกตามสาขาอุตสาหกรรม




          รู ปที่ 29 แสดงการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการนาเข้า ส่ งออก
53




รู ปที่ 30 แสดงจานวนวิสาหกิจที่เลิกกิจการ และที่ข้ ึนทะเบียนจัดตั้งใหม่




                                            ่
           รู ปที่ 31 แสดงจานวนวิสาหกิจคงอยูในปั จจุบน
                                                     ั
54




           รู ปที่ 32 แสดงคาขอลงทุนผ่าน BOI




รู ปที่ 33 แสดงจานวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย
55




รู ปที่ 34 แสดงอัตราการเดินทางเข้าประเทศไทยของของนักท่องเที่ยว




 รู ปที่ 35 แสดงรายได้จากนักท่องเที่ยวแยกตามประเภทการใช้จ่าย
56




             รู ปที่ 36 แสดงปริ มาณการขึ้นทะเบียนยานยนต์ แยกตามภูมิภาค




รู ปที่ 37 แสดงดัชนีความเชื่ อมันของประชาชน เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ
                                ่
57




           รู ปที่ 38 แสดงดัชนีความเชื่ อมันของประชาชนเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอย
                                           ่



6. การประเมินสถานการณ์ ภายในและภายนอก
        ช่ างก่อสร้ างต้องใช้คอนตะปูในการทางานฉันใด นักยุทธศาสตร์ ก็ตองมีเครื่ องมือในการ
                              ้                                      ้
วิเคราะห์และกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ฉันนั้น ในการกาหนดยุทธศาสตร์ เครื่ องมือที่เป็ นที่นิยม
ได้แก่
       1) SWOT Analysis
       2) Gap Analysis
       3) BCG / GE Model
6.1 การวิเคราะห์ SWOT

        การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis) เป็ นเครื่ องมือในการประเมินสถานการณ์ สาหรับ
องค์กร หรื อโครงการ ซึ่ งช่วยผูบริ หารกาหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาส
                               ้
และอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศกยภาพจากปั จจัยเหล่านี้ ต่อการ
                                                              ั
ทางานขององค์กร SWOT มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัว ได้แก่
58



           S มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรื อจุดแข็ง ซึ่ งเป็ นผลมาจากปั จจัยภายใน เป็ น
ข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เช่น จุดแข็งด้านบุคลากร ระบบงาน เครื่ องมืออุปกรณ์
โครงสร้ า งองค์ก ร เป็ นต้น โดยองค์ก รจะต้อ งใช้ป ระโยชน์ จ ากจุ ด แข็ ง ในการก าหนดกลยุ ท ธ์
การตลาด
          W มาจาก Weaknesses หมายถึ ง จุดด้อยหรื อจุดอ่อน ซึ่ งเป็ นผลมาจากปั จจัยภายใน
เป็ นปั ญหาหรื อข้อบกพร่ องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ขององค์กร ซึ่ งองค์กรจะต้องหา
วิธีในการแก้ปัญหานั้น
        O มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส ซึ่ งเกิดจากปั จจัยภายนอก เป็ นผลจากการที่
สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรเอื้อประโยชน์หรื อส่ งเสริ มการดาเนิ นงานขององค์กร โอกาส
แตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็ นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็ นผลมา
จากสภาพแวดล้อมภายใน นักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยูเ่ สมอ และใช้ประโยชน์
จากโอกาสนั้น
        T มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ซึ่ งเกิดจากปั จจัยภายนอก เป็ นข้อจากัดที่เกิดจาก
สภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่ งธุ รกิ จจาเป็ นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัด
อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น




                                รู ปที่ 39 การวิเคราะห์ SWOT
59




จากการประชุ ม คณะท างานด้า นยุ ท ธศาสตร์ ก รมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม ที่ ป ระชุ ม ได้ป ระเมิ น
สถานการณ์ภายในและภายนอกองค์กร โดยประเด็นใดก็ตามที่ไม่มนใจว่าเป็ นจุดแข็งหรื อจุดอ่อนก็
                                                                ั่
จะวางไว้เ ป็ นด้า นลบ เช่ น เดี ย วกับ โอกาสและอุ ป สรรค หากไม่ ม ั่นใจว่า เป็ นอย่า งไร ก็ จะวาง
ตาแหน่งของประเด็นนั้น ๆ ในด้านลบ โดยมีรายละเอียดปรากฏในตารางที่ 1




                  ตารางที่ 1 การวิเคราะห์ SWOT ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
60




6.2 การวิเคราะห์ ช่องว่าง

        การวิเคราะห์ช่องว่าง หรื อ Gap Analysis เป็ นเครื่ องมือในการประเมินเกี่ ยวกับทรัพยากร
ขององค์กรเพื่อให้องค์กรเปรี ยบเทียบผลการดาเนิ นงานที่แท้จริ ง กับเป้ าหมายที่ต้ งไว้ โดยการตั้ง
                                                                                 ั
                                                     ่
คาถามใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ปั จจุบนองค์กรอยูในตาแหน่งใด หรื อเป็ นอย่างไร (2) องค์กร
                                        ั
ต้องการไปอยู่ ณ จุดใด กระบวนการวิเคราะห์ช่องว่าง ประกอบด้วย การกาหนดเป้ าหมาย การวัด
สมรรถนะการดาเนิ นงาน และการจัดเก็บข้อมูล หลักการวิเคราะห์ช่องว่างมักผสมผสานระหว่าง
เทคนิค benchmarking และเทคนิคการประเมินผล (Assessment)


6.3 การวิเคราะห์ ทิศทางยุทธศาสตร์

      การวิเคราะห์ทิศทางยุทธศาสตร์ เป็ นการประเมินความสามารถขององค์กรไปพร้อม ๆ กับ
ขนาดและความน่าดึ งดูดใจของตลาด เพื่อกาหนดทิศทางที่จะดาเนิ นงาน เครื่ องมือที่นิยมใช้ได้แก่
BCG Model และ GE McKinsey Model ซึ่ งมีหลักการดังนี้
61



        6.3.1 BCG Model คือ เครื่ องมือที่ได้รับการพัฒนาโดยบริ ษท Boston Consulting Group
                                                                ั
โดยเกิ ดจากการแบ่งกลุ่มของบริ ษททางธุ รกิ จเป็ น 4 กลุ่ม โดยประกอบไปด้วย แกนนอน – ส่ วน
                               ั
แบ่งทางการตลาด (Relative Market Share) และ แกนตั้ง – อัตราการเจริ ญเติบโต (Relative Market
Growth) โดยในแต่ละกลุ่มจะทาให้สามารถวางแผนและนโยบายที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็ น
ดังนี้
     Star คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโตที่สูง กลยุทธ์นโยบายที่ตองการ          ้
         ส่ ง เสริ ม คื อ ต้อ งรั ก ษาระดับ ของส่ ว นแบ่ ง ทางตลาด และลงทุ น เพื่ อ เพิ่ ม อัต ราการ
         เจริ ญเติบโต
     Problem Child คือ มี ส่ วนแบ่งทางการตลาดต่ า แต่มีอตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี กล
                                                                      ั
         ยุทธ์ ที่ตองการส าหรั บกลุ่ มนี้ ได้แก่ การศึ ก ษาเพิ่ม เติ ม ในด้านต่าง ๆ เช่ น ปั จจัยกระทบ
                   ้
         ภายนอก ความต้องการของตลาด
     Cash Cow คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาดสู ง แต่มีอตราการเจริ ญเติบโตที่ต่า ในด้านของธุ รกิจ
                                                            ั
                                          ่
         กาไร และกระแสเงิ นสดจะอยูในเกณฑ์ที่ดี แต่เนื่ องจากอัตราการเจริ ญเติบโตที่ต่ า ดังนั้น
         จึงไม่ควรต้องลงทุนเพิ่มเติมมาก และพยายามรักษาอัตรากาไรที่ดี
     Dog คือ มี ส่ วนแบ่งทางการตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโตที่ต่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุ รกิจ
         หรื อกลุ่ ม อุ ตสาหกรรม ที่ จดอยู่ใ นประเภทนี้ ต้องพิ จารณาว่า ต้องการหาทางออก หรื อ
                                        ั
                                                                 ่
         ยกเลิก หรื อพิจารณาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบนยังอยูในจุดนี้ แต่ อนาคตสาหรับธุ รกิจ หรื อ
                                                         ั
         อุตสาหกรรมที่กาลังจะดีในกรณี น้ ี ตองการการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทั้งด้านส่ วนแบ่งทาง
                                               ้
         การตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโต
               ่
         แม้วา BCG Matrix จะมีประโยชน์ในการกาหนดทิศทางขององค์กร แต่ BCG Matrix เป็ น
เพียง Static Model ไม่สามารถบอกความต้องการของตลาด หรื อแนวโน้มที่กาลังจะเกิดขึ้นได้
62




   รู ปที่ 40 แบบจาลอง BCG Matrix
       6.3.2 GE McKinsey Model ใช้วิเคราะห์ภาพรวมขององค์กร เป็ นการต่อยอดของ BCG
Model ใน ด้านการเติบโตของตลาด ไปเป็ นความน่ าดึ งดู ดใจของตลาดหรื ออุตสาหกรรม หรื อ
Market (Industry) Attractiveness และแทนส่ วนแบ่งตลาดด้วยความสามารถขององค์กร หรื อ
Competitive Strength ทาให้ขยายปั จจัยในการวิเคราะห์ออกไปให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ แผนภูมิของ
GE McKinsey Model ยังเป็ นแบบ 3 มิติ โดยมีวงกลมที่แสดงถึ งขนาดของตลาด หรื อส่ วนแบ่ง
       ่
ตลาดอยูในแผนภูมิ ดังแสดงในรู ปด้านล่าง




                         รู ปที่ 41 แบบจาลอง GE McKinsey Model
63



7. ความต้ องการของผู้รับบริการและผู้มส่วนได้ ส่วนเสี ย
                                     ี
            หลักในการบริ หารคุณภาพทัวทั้งองค์กร (Total Quality Management) กล่าวไว้วา ความ
                                          ่                                                       ่
ต้องของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย (Stakeholder) ต่อการดาเนิ นงานขององค์กร จะต้อง
             ้              ้
ได้รับการเอาใจใส่ เป็ นอย่างดี เนื่ องจากกลุ่มคนเหล่านี้ เป็ นผูกาหนดความอยู่รอดขององค์กร กรม
                                                                   ้
ส่ ง เสริ มอุ ต สาหกรรม เป็ นหน่ ว ยงานภาครั ฐ ที่ ท าหน้ า ที่ ใ ห้ บ ริ การประชาชนทั่ว ไป และ
ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม จาเป็ นต้องรับฟั งเสี ยงสะท้อนจากกลุ่มเป้ าหมายว่า บริ การที่ให้
  ้
ไปนั้น เป็ นประโยชน์ต่อเขาเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด มีความต้องการอย่างอื่นอีกหรื อไม่ และหากมี
ปั ญ หาเกิ ด ขึ้ นในกระบวนการให้ บ ริ การ จะมี แ นวทางแก้ ไ ขเพื่ อ ให้ ต รงความต้อ งการของ
กลุ่ ม เป้ าหมายได้อ ย่า งไร ผูรั บ บริ ก ารและผูมี ส่ ว นได้ส่ ว นเสี ย ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม
                               ้                 ้
ประกอบด้วยบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนี้
          (1) ประชาชนทัวไป  ่
          (2) ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม
                   ้
          (3) ผูให้บริ การ (Service Provider)
                 ้
          (4) เจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ และลูกจ้าง)
          (5) บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
          เทคนิ คในการสื บค้นและกลันกรองความต้องการจากผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย
                                       ่                   ้               ้
สามารถกระทาได้หลายวิธี ความถี่ในการสารวจขึ้นกับพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
ทางเศรษฐกิจและสังคม และสามารถกระทาได้ในหลายช่วงเวลาของแต่ละรอบปี งบประมาณ กรม
ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเลื อกใช้การสารวจผ่านแบบสอบถาม (Questionnaire Survey) การสอบถาม
กลุ่มเป้ าหมายแบบไม่เป็ นทางการ (Informal Interview) และการจัดประชุ มกลุ่มย่อย (Focused
Group) เพื่ อ หาข้อ มู ล ประกอบการวางแผนยุ ท ธศาสตร์ เ พื่ อ ให้ บ ริ ก ารแก่ ป ระชาชนและ
ผูประกอบการ
   ้
         สาหรับผูที่จะดาเนิ นการสารวจความต้องการของกลุ่ มเป้ าหมาย ส่ วนใหญ่แล้วควรเป็ น
                    ้
บุคลากรในหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายให้ดาเนิ นโครงการหรื อกิจกรรมนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม
ฝ่ ายเลขานุการของคณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ฯ ซึ่ งเป็ นเจ้าหน้าที่ส่วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน ได้
จัดประชุ ม กลุ่ ม ย่อยขึ้ นในหลายพื้ นที่ ซ่ ึ ง ครอบคลุ ม ในทุ ก ภู มิ ภาค โดยเชิ ญกลุ่ ม เป้ าหมายที่ เป็ น
ผูป ระกอบการซึ่ งเข้า ร่ ว มกิ จ กรรมต่ า ง ๆ ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม ตลอดจนเจ้า หน้า ที่
   ้
ผูปฏิ บติงานเพื่อสัมภาษณ์ หาข้อมูลความต้องการ และปั ญหาอุ ปสรรคในการดาเนิ นงานเพิ่มเติ ม
     ้ ั
โดยสามารถสรุ ปได้ดงตารางที่ 2
                       ั
้
ตารางที่ 2 แสดงข้อคิดเห็นของผูประกอบการที่เข้าร่ วมโครงการ หรื อกิจกรรมของ กสอ.
                                                                                  64
้
ตารางที่ 2 แสดงข้อคิดเห็นของผูประกอบการที่เข้าร่ วมโครงการ หรื อกิจกรรมของ กสอ. (ต่อ)
                                                                                        65
66



8. ผลการดาเนินงานทีผ่านมา
                   ่
         กระบวนการก าหนดแผนยุ ท ธศาสตร์ ที่ ดี ค วรใช้หลัก การ Plan-Do-Check-Action ซึ่ ง
หมายถึ งการวางแผน การดาเนิ นงานตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุ งแผน ดังนั้น ผลการ
ดาเนิ นงานที่ ผ่านมาจะเป็ นสิ่ งที่ บ่งบอกถึ งความสามารถ (Performance) ขององค์กร และความ
ต้องการของกลุ่มเป้ าหมาย ในกรณี ที่ทาได้ตามเป้ าหมาย หรื อเกิ นกว่าเป้ าหมาย แสดงว่าองค์กรมี
ความสามารถสู ง และความต้องการของกลุ่มเป้ าหมายอยู่ในระดับสู ง ในทางตรงข้าม หากผลการ
               ่
ดาเนิ นงานที่ผานมาต่ ากว่าเป้ าหมาย อาจหมายถึ ง ความสามารถในการให้บริ การขององค์กรอยูใน           ่
ระดับต่า หรื ออาจเป็ นเพราะว่าบริ การที่ให้ไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มเป้ าหมายต้องการ ซึ่ งจะต้องได้รับการใส่
ใจและหาสาเหตุที่แท้จริ งแล้วทาการปรับปรุ งแก้ไข
         สาหรับผลการดาเนินงานในปี 2551 ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ดังแสดงในรู ปที่…. บ่ง
บอกถึ ง ความสามารถของหน่ วยงานซึ่ งรั บ ผิดชอบโครงการหรื อกิ จกรรมในแต่ล ะเรื่ องได้ ทว่า
ข้อมูลดังกล่ าวเป็ นเพี ยงผลผลิ ต (Output) โดยยังไม่ ได้นาเอาผลลัพธ์ (Outcome) ที่แท้จริ งมา
พิจารณา ทั้งนี้ เนื่ องจากผลลัพธ์จะต้องใช้เวลาในการบังเกิ ดผลพอสมควร อย่างไรก็ดี ในขั้นตอน
ของการสารวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยจะช่วยให้ได้
                                                      ้                ้
ข้อมูลที่สมบูรณ์มากขึ้น




                  รู ปที่ 42 แสดงผลการดาเนินงานของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
67



9. แม่ แบบการพัฒนาอุตสาหกรรมทีดี (Best Practices)
                              ่
         กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้มีการปรับเปลี่ ยนโครงสร้างและภารกิจให้เป็ นองค์กรนักคิด
และนักนาร่ องรู ปแบบการส่ งเสริ มและพัฒนาอุตสาหกรรม การศึกษาแนวทางหรื อแม่แบบ (Model)
ที่ดีจากองค์กรอื่น ๆ ในต่างประเทศจะช่วยให้สามารถนามาประยุกต์ใช้กบกลุ่มเป้ าหมายในประเทศ
                                                                 ั
ได้ ประกอบกับกระแสโลกาภิวตน์ในปั จจุบนได้ก่อให้เกิ ดข้อดี หลายประการ โดยเฉพาะในเรื่ อง
                                ั         ั
ของการติ ดต่อสื่ อสาร การแลกเปลี่ ยนข้อมูลข่าวสารที่ทนสมัย การเข้าถึ งข้อมูลสาธารณะได้ไม่
                                                       ั
จากัด โดยเฉพาะแหล่งองค์ความรู ้ ทาง Internet ทาให้สามารถได้แม่แบบที่น่าสนใจหลายอย่างซึ่ ง
อาจมีความเหมือนหรื อความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 เปรี ยบเทียบแนวทางการส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของต่างประเทศ

 แนวทางการส่ งเสริม                                                             EU   ไต้ หวัน   เกาหลี   ญีปุ่น
                                                                                                           ่
 1.    One Stop Service                                                                                

 2.    Access to public procurement                                                            

 3.    Facilitate SME access to finance                                                               

 4.    Help SME to go abroad                                                                          

 5.    Ensure fair competition                                                                 

 6.    Entrepreneurship education as integral part of curriculum at all level                  

 7.    Assist SME in eco-management                                             

 8.    Boost SME’s research and innovation                                                             

 9.    Support social / cultural economy                                                              

 10.   Create first class environment for SME development (regulation /                               
       infrastructure)
 11.   Support innovation and start-up incubation                                                      

 12.   Deepen collaboration between university and industry                                   

 13.   Strengthen IT capability for SME                                                                

 14.   Improve quality standard                                                                

 15.   Provision of Guidance to Strengthen SMEs’ Managerial Capabilities                       

 16.   Promotion of Business Matching / Venture                                                

 17.   Promoting the Adoption of Intellectual Property Management Systems           

 18.   Support Brand Development                                                                        
68



 19.   Cultivation of Management Consulting Capabilities                      

 20.   Entrepreneur club & network                                                     

 21.   Entrepreneur graduate school                                               

 22.   On-site Work Conditions Improvement Program                                

 23.   Youth Employment Package Program                                           

 24.   Promoting woman entrepreneur                                              

 25.   Strengthening practical cooperation between large and small business       

 26.   Support business succession                                                      




10. การวิเคราะห์ ช่องว่ างการดาเนินงาน
            หลังจากได้มีการทบทวนสถานการณ์ภายในและภายนอก และได้มีการกาหนดเป้ าประสงค์
ขององค์ก รแล้ว การจะขับเคลื่ อนองค์กรผ่า นอุ ปสรรคและโอกาสไปสู่ จุดหมายที่ ต้ งไว้ จะต้อง
                                                                                     ั
พิจารณาถึงความเป็ นไปได้ต่าง ๆ ซึ่ งเรี ยกว่า การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) โดยใช้เครื่ องมือ
ที่เรี ยกว่า Strategic Directive Analysis Matrix (SDA) ตรวจสอบประเด็นที่ถูกระบุในนโยบายและ
แผนพัฒนาต่าง ๆ ที่กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมมีส่วนเกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของการประเมินใน 4 มิติ
ได้แก่
         1) ความเกี่ยวเนื่อง (Relevancy) โดยการพิจารณาว่าประเด็นนั้น ๆ เป็ นภารกิจ หรื อพันธกิจ
ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมหรื อไม่
         2) ความสามารถ (Competency) โดยการพิ จารณาขี ดความสามารถของกรมส่ ง เสริ ม
อุ ตสาหกรรมทั้งในด้านของทรั พยากรบุ ค คล งบประมาณ เครื่ องมื ออุ ป กรณ์ และเครื อข่ ายการ
ดาเนิ นงานทั้งหมดในการปฏิบติภารกิจ ซึ่ งต้องรวมถึงความเสี่ ยงจากการจัดจ้างหน่วยงานภายนอก
                                ั
ด้วย
         3) ขอบข่ายการให้บริ การ (Share of Services) โดยการพิจารณาส่ วนแบ่งของการให้บริ การ
แก่กลุ่มเป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเทียบกับหน่วยงานที่มีภารกิจหรื อทาหน้าที่คล้ายกัน
         4) แนวโน้มความต้องการ (Growth of Needs) โดยการพิจารณาความต้องการบริ การต่าง ๆ
ของกลุ่มเป้ าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิ จของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ทั้งในปั จจุบนและใน
                                                                                       ั
อนาคต
69




                     รู ปที่ 43 แบบจาลองการวิเคราะห์ช่องว่างยุทธศาสตร์
ขั้นตอนการวิเคราะห์ช่องว่างทางยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

         1. วิเคราะห์ประเด็นนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ ที่เกี่ ยวข้องกับภารกิ จและงานของ
กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จากการสารวจ พบแหล่งที่ระบุถึงงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรม จานวน 6 แหล่ง ได้แก่ (1) รัฐธรรมนู ญปี 2550 (2) นโยบายรัฐบาล (3) แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ (4) นโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม (5) แผนส่ งเสริ มวิสาหกิ จขนาด
กลางและขนาดย่อม (6) แผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ งจากการวิเคราะห์สามารถจาแนก
เป็ น 4 ประเด็นหลัก (Keyword) 41 ประเด็นย่อย (Activities) ดังแสดงในตารางที่ 4
70



ตารางที่ 4 ประเมินช่องว่างทางยุทธศาสตร์
71



      2. คณะทางาน ฯ ร่ วมกันประเมินแต่ละประเด็นใน 4 มิติดงกล่าวข้างต้น โดยให้น้ าหนัก
                                                         ั
ความสาคัญของมิติ และระดับของการประเมิน ดังนี้

        มิติของการประเมิน             น้ าหนักความสาคัญ    ระดับคะแนน

        ความเกี่ยวเนื่ อง                                  ระดับ 0 = น้อย
                                      20%
        (Relevancy)                                        ระดับ 1 = มาก
                                  ภายใน

                                                           ระดับ 0 = น้อย
        ความสามารถในการ
                                      30%                  ระดับ 1 = กลาง
        ให้บริ การ (Competency)
                                                           ระดับ 2 = มาก

        ขอบข่ายการให้บริ การ                               ระดับ 0 = น้อย

        (Share of Services)           10%                  ระดับ 1 = กลาง
                                  ภายใ
                                  ภายนอ
                                                           ระดับ 2 = มาก
                                  ก
                                  น
                                                           ระดับ 0 = น้อย
        แนวโน้มความต้องการ
                                      40%                  ระดับ 1 = กลาง
        (Growth of Needs)
                                                           ระดับ 2 = มาก


                                  รู ปที่ 44 เกณฑ์การประเมิน SDA

           มิติของการประเมิน จะครอบคลุ มความเป็ นไปได้ท้ งภายในและภายนอก โดยมี น้ าหนัก
                                                          ั
เท่ากันคือร้อยละ 50 ในการประเมินจะใช้การโหวตจากคณะทางาน โดยยึดถือเสี ยงข้างมากในแต่ละ
ระดับ ผลการประเมินจะใช้เกณฑ์คะแนนเกินร้อยละ 60 เป็ นเครื่ องตัดสิ นว่ากิจกรรมในประเด็นใด
ที่มีความเป็ นไปได้ในการใช้เป็ นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทายุทธศาสตร์ ทาให้สามารถตัดประเด็น
ที่ไม่เกี่ยวข้องและที่มองว่าไม่สามารถดาเนินการได้ออกไปก่อน
72



          3. คณะท างาน ฯ ทบทวนผลการประเมิ นทั้ง หมดอี ก ครั้ ง เพื่ อแก้ไ ขข้อผิดพลาดที่ อาจ
เกิดขึ้น โดยจะใช้ระดับคะแนนในแต่ละมิติในการกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ต่อไป
11. การกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์
       11.1 ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม
          จากการวิเคราะห์ช่องว่างในการดาเนิ นงานโดยใช้แบบจาลอง SDA Matrix ใน 4 ด้าน
ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่ อง ความสามารถในการให้บริ การ ขอบข่ายการให้บริ การ และแนวโน้มความ
ต้องการ ทาให้สามารถกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ระยะ 4 ปี คื อ
ตั้งแต่ พ.ศ.2553 ถึง 2556 ได้
          สาหรับแนวทางการกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ คณะทางานได้ยึดหลักความกระชับ ความ
เข้าใจ และความเป็ นไปได้ในการบรรลุเป้ าหมาย โดยฝ่ ายเลขา ฯ ได้สรุ ปประเด็นยุทธศาสตร์ จาก
ข้อมูลข้างต้น และเปิ ดโอกาสให้สมาชิกในคณะทางานวิจารณ์และเพิ่มเติมประเด็นยุทธศาสตร์ อื่น ๆ
ที่เหมาะสม

ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม ระยะ 4 ปี (พ.ศ.2553-2556) ประกอบด้วย

         1) การสร้ างและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมให้ เติบโตและแข่ งขันได้
                เป้ าประสงค์ คือ การบ่มเพาะธุ รกิ จอุตสาหกรรม ตั้งแต่เริ่ มต้นกิจการ จนถึงระดับที่
         ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรมสามารถนาพาวิสาหกิจไปสู่ ระดับมาตรฐานสากล มีขีด
              ้
         ความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Class Organization) และสามารถ
         ประกอบธุ รกิ จในต่างประเทศได้ โดยใช้แนวทางที่หลากหลายตามความเหมาะสม เช่ น
         การฝึ กอบรม การให้คาปรึ กษาแนะนา การพัฒนาต้นแบบผลิ ตภัณฑ์ บรรจุ ภณฑ์ การ       ั
         ถ่ า ยทอดเทคโนโลยี เป็ นต้น ซึ่ งกรมส่ ง เสริ มอุ ต สาหกรรม จะให้ ค วามช่ ว ยเหลื อ
         ผูประกอบการและวิสาหกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่กาหนด
            ้
                   กลยุทธ์
                           1.1 สร้างความตื่นตัวในการดาเนินธุ รกิจอย่างมืออาชีพ
                               1.1.1 กระตุนผูมีศกยภาพให้เห็นประโยชน์และโอกาสในการเป็ น
                                            ้ ้ ั
                                     ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม
                                        ้
                               1.1.2 ส่ งเสริ มให้วสาหกิจดาเนินธุ รกิจอย่างมีธรรมาภิบาล
                                                   ิ
                           1.2 พัฒนาขีดความสามารถของผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม
                                                           ้
                               1.2.1 พัฒนารู ปแบบการบ่มเพาะผูประกอบการและวิสาหกิ จอย่าง
                                                                   ้
                                     เป็ นระบบไปสู่ การเป็ นองค์กรระดับโลก
73



                   1.2.2 สร้ า งเครื อ ข่ า ยความเชื่ อมโยงในการดาเนิ น ธุ ร กิ จ ระหว่า ง
                         วิสาหกิจ

               1.3 เพิมผลิตภาพให้แก่วสาหกิจ
                       ่                      ิ
                   1.3.1 ส่ งเสริ มให้วิสาหกิ จเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการเพิ่มผลิ ต
                                ภาพ
                   1.3.2 ส่ งเสริ มให้วสาหกิจบริ หารจัดการธุ รกิจอย่างมีคุณภาพ
                                            ิ
               1.4 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการดาเนินธุ รกิจของวิสาหกิจ
                   1.4.1 ส่ งเสริ มวิสาหกิ จให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริ หาร
                                                      จัดการ
                   1.4.2 ประสานความร่ ว มมื อด้า นการประยุก ต์ใ ช้เทคโนโลยีและ
                                นวัต กรรมระหว่ า งวิ ส าหกิ จ กั บ สถาบัน การศึ ก ษาและ
                                สถาบันวิจยั
               1.5 ส่ งเสริ มให้เกิดการประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน
                   1.5.1 จัดกิ จกรรมความร่ วมมื อขั้นต้น (การแลกเปลี่ ยนข้อมูล การ
                                ฝึ กอบรม การซื้ อขาย)
                   1.5.2 ประสานการเจรจาร่ วมทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน
                   1.5.3 ประสานการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน
2) การสนับสนุนปัจจัยเอือต่ อการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม
                            ้
     เป้ าประสงค์ คื อ ให้ ก ารสนับ สนุ น องค์ป ระกอบที่ ช่ ว ยให้ ผูป ระกอบการธุ ร กิ จ
                                                                      ้
อุ ตสาหกรรมสามารถดาเนิ นกิ จการไปได้อย่า งราบรื่ น ปราศจากปั ญหาอุ ป สรรคใดๆ
องค์ป ระกอบส าคัญที่ เอื้ อต่ อการประกอบการ ได้แ ก่ เงิ นทุ น การทดสอบผลิ ตภัณ ฑ์
โอกาสทางการตลาด และผูให้บริ การ เป็ นต้น
                              ้
       กลยุทธ์
               2.1 สร้างโอกาสทางธุ รกิ จด้านการเข้าถึ งข้อมูล แหล่งเงิ นทุน การตลาด
                   การวิเคราะห์ทดสอบ
                   2.1.1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการค้า การลงทุนเพื่อให้บริ การแก่
                                ผูประกอบการและวิสาหกิจ
                                   ้
                   2.1.2 พั ฒ นาระบบการให้ บ ริ การเงิ นทุ น หมุ น เวี ย นอย่ า งมี
                                ประสิ ทธิภาพ
74



                     2.1.3 สร้างโอกาสด้านการตลาดแก่กลุ่มเป้ าหมายที่ได้รับบริ การจา
                             กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
                     2.1.4 พัฒ นาระบบการให้ บ ริ การวิ เ คราะห์ ทดสอบ พัฒ นา
                             ผลิตภัณฑ์และบรรจุภณฑ์ ั
                 2.2 สร้ า งและพัฒ นาบริ ก รธุ ร กิ จ ให้ มี คุ ณ ภาพและเพี ย งพอต่ อ ความ
                     ต้องการ
                     2.2.1 เสริ มสร้างบริ กรธุ รกิจในสาขาที่ขาดแคลนอย่างมีคุณภาพ
                     2.2.2 พัฒนาเครื อข่ายบริ กรธุ รกิ จตลอดจนการแลกเปลี่ ยนความรู ้
                             และประสบการณ์ระหว่างกัน
                 2.3 เสริ มสร้างเครื อข่ายความร่ วมมือระหว่างประเทศด้านการผลิต การค้า
                     และการลงทุน
                     2.3.1 สร้ างเครื อข่าย (องค์กร / สมาชิ ก) ความร่ วมมือด้านการการ
                             ผลิต การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ
                     2.3.2 สร้างระบบ e-market เชื่อมโยงการซื้ อขายร่ วมกัน
                     2.3.3 เจรจา/ศึกษาดูงานในต่างประเทศ
                 2.4 เสริ มสร้ างความร่ วมมือกับหน่ วยงานต่างประเทศด้านการถ่ายทอด
                     เทคโนโลยีการผลิต
                     2.4.1 ขยายความร่ วมมือเดิม
                     2.4.2 เสาะหาความร่ วมมือด้านใหม่
                     2.4.3 การเจรจาความร่ วมมือภายใต้กรอบความร่ วมมือต่าง ๆ
                     2.4.4 การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ดานอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ
                                                           ้
                     2.4.5 การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคกับต่างประเทศ
3) การพัฒนาประสิ ทธิภาพองค์ กร
    เป้ าประสงค์ คื อ ปรั บ ปรุ ง และพัฒนากระบวนการด าเนิ นงานของกรมส่ ง เสริ ม
อุตสาหกรรม ให้มีประสิ ทธิ ภาพและมีคุณภาพ พร้อมที่จะให้บริ การแก่กลุ่มเป้ าหมาย ซึ่ ง
ประกอบด้ว ย ผูป ระกอบการวิ ส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ ม วิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน ผู ้
                  ้
ให้บริ การ เครื อข่ายหน่ วยร่ วมดาเนิ นการ และประชาชนทัวไป โดยมีเป้ าหมายสู งสุ ดคือ
                                                                 ่
ความพึ ง พอใจของผู ้รั บ บริ การ โดยมุ่ ง เน้ น พัฒ นาบุ ค ลากรภายในองค์ ก ร (Human
Resource) กระบวนการปฏิ บ ัติ ง าน (Process) และสมรรถนะในการด าเนิ น งาน
75



(Performance) ตามหลักการบริ หารจัดการคุณภาพภาครัฐ (Public Management Quality
Award – PMQA)
       กลยุทธ์
               3.1 พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้สามารถปฏิ บติงานตามภารกิ จได้
                                                                     ั
                    อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
                    3.1.1 เพิ่มการมีส่วนร่ วมของบุคลากรในการให้บริ การโดยตรงแก่
                           กลุ่มเป้ าหมาย
                    3.1.2 พัฒนาระบบพี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู ้และประสบการณ์
                           ให้แก่บุคลากร
                    3.1.3 พัฒ นาความสามารถของบุ ค ลากรให้ เป็ นผูนาและเป็ นนัก
                                                                        ้
                           ปฏิบติที่มีคุณภาพในอนาคต
                                 ั
               3.2 พัฒนาสภาพแวดล้อมภายในองค์กรให้เอื้ อต่ อการปฏิ บติงานของ   ั
                    บุคลากรอย่างมีคุณภาพ
                    3.2.1 จัดหาอุปกรณ์ ที่จาเป็ นต่อการปฏิ บติงานของบุคลากรอย่างมี
                                                            ั
                           ประสิ ทธิภาพ
                    3.2.2 ประยุกต์ใช้เทคนิค 5ส ทัวทั้งองค์กร
                                                     ่
               3.3 พัฒนากระบวนการปฏิบติงานให้มีมาตรฐานและมีคุณภาพสอดคล้อง
                                           ั
                    กับแนวทางนโยบายของรัฐ
                    3.3.1 ปรับปรุ งระบบการปฏิบติงานให้มีความรวดเร็ ว ถูกต้อง และ
                                                   ั
                           เป็ นไปตามความต้องการของกลุ่มเป้ าหมาย
                    3.3.2 จัดทาคู่มือมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบติงานของทุกหน่วยงาน
                                                                ั
                           และผลักดันให้ทุกคนในองค์กรปฏิบติตามั
               3.4 เสริ มสร้างแรงจูงใจในการปฏิบติงานของบุคลากร
                                                 ั
                             ้                            ่
                    3.4.1 ผูบริ หารเอาใจใส่ ในความเป็ นอยูของผูใต้บงคับบัญชา
                                                                  ้ ั
                    3.4.2 พัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบติงานของบุคลกรที่ได้
                                                                   ั
                           มาตรฐาน โปร่ งใส และยุติธรรม
                    3.4.2 พัฒนาระบบการรับเรื่ องร้องเรี ยนและแก้ไขปั ญหา
               3.5 เสริ มสร้างธรรมาภิบาลของบุคลากร
                    3.5.1 ปรั บ ปรุ งทัศ นคติ ข องบุ ค ลากรให้ ค านึ ง ถึ ง หน้ า ที่ ค วาม
                           รับผิดชอบ มีศีลธรรม และจริ ยธรรม
76



          และเพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์การจัดทาคาของบประมาณประจาปี ซึ่ งต้องประกอบด้วย
หัวข้อเป้ าหมายการให้บริ การ ผลผลิ ต และตัวชี้ วดของหน่วยงาน กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจึงได้
                                                ั
กาหนดดังนี้

        เปาหมายการให้ บริการ
          ้
                     (1) ผูประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุ มชน มี
                           ้
                         ความสามารถในการดาเนินธุ รกิจสู งขึ้น
        ตัวชี้วดระดับเปาหมาย
               ั       ้
                    (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุ มชนมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น
                        ไม่ต่ากว่า ร้อยละ 1 ต่อปี
                    (2) ผูประกอบการใหม่เพิ่มขึ้นจานวนไม่นอยกว่า 1,400 รายต่อปี
                           ้                             ้
                    (3) มูลค่าการลงทุนของผูประกอบการเพิ่มขึ้นไม่นอยกว่า 1,000 ล้านบาทต่อ
                                               ้                 ้
                        ปี
        ผลผลิต
                     (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุ มชนได้รับการส่ งเสริ ม
                         สนับสนุน และพัฒนาการประกอบการ
        ตัวชี้วดระดับผลผลิต
               ั
                    (1) จานวนผูประกอบการ วิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิ จ
                                ้
                        ชุมชนได้รับการส่ งเสริ มพัฒนา
                    (2) จานวนผูมีศกยภาพได้รับการถ่ายทอดความรู ้ในการจัดตั้งธุ รกิจ
                               ้ ั

        11.2 แผนทียุทธศาสตร์
                  ่
         เพื่อให้เห็นภาพของความเชื่อมโยงประเด็นยุทธศาสตร์ สู่วสัยทัศน์ขององค์กร จึงได้กาหนด
                                                              ิ
แผนที่ ยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ขึ้ นดังแสดงในรู ปที่ 45 ซึ่ งประกอบด้วย 4 มิ ติ
ได้แก่ มิติผลการดาเนิ นงาน (Performance) มิติผรับบริ การ (Customer) มิติกระบวนการ (Process)
                                              ู้
และมิติการเรี ยนรู้และพัฒนา (Learning and Development) โดยมีรายละเอียดดังนี้
                 11.2.1 มิติผลการดาเนินงาน (Performance)
77



                เนื่ องจากเป้ าหมายในการด าเนิ นงานของกรมส่ งเสริ ม
อุ ต สาหกรรม คื อ การที่ ก ลุ่ ม เป้ าหมายซึ่ งประกอบด้ว ย ผู ้ป ระกอบการธุ ร กิ จ
อุ ต สาหกรรม วิ ส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ ม และวิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน มี ขี ด
ความสามารถในการแข่งขันเพิมขึ้น ซึ่ งมองว่าปั จจัยที่จะส่ งผลดังกล่าว ได้แก่ ผลิต
                                 ่
ภาพในการดาเนิ นธุ รกิ จ (Productivity) และความสามารถในการบริ หารงาน
(Management)
11.2.2 มิติผรับบริ การ (Customer)
            ู้
                ผลิตภาพและความสามารถในการบริ หารงานของผูประกอบการ
                                                        ้
และวิสาหกิจที่เพิมขึ้น มาจาก 3 ส่ วนได้แก่
                ่
                 (1) ความสามารถของผูประกอบการ
                                          ้
                         ผูประกอบการอุ ตสาหกรรม หรื อเจ้าของธุ รกิ จคื อผูนา
                           ้                                                    ้
                 การบริ หารกิจการ เป็ นที่ทราบกันว่า วิสาหกิจเป็ นแหล่งการจ้าง
                 งานขนาดใหญ่ของประเทศ จากตัวเลขของสานักงานส่ งเสริ ม
                 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่าประเทศไทยมีสัดส่ วน
                 ของวิสาหกิจต่อประชากร ประมาณ 1 ต่อ 30 ในขณะที่ประเทศที่
                 พัฒนาแล้ว เช่ น ญี่ปุ่น เกาหลี เป็ นต้น มีสัดส่ วนอยู่ที่ประมาณ 1
                 ต่อ 25 และ 1 ต่ อ 15 ตามล าดับ ดัง นั้น การกระตุ นให้เกิ ด ้
                 ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น การเตรี ยมความพร้อม
                   ้
                 ทายาทธุ ร กิ จ การสร้ า งโอกาสทางตลาด และการพัฒ นา
                 ความสามารถในการบริ หารให้แก่ผประกอบการ จึงเป็ นภารกิ จ
                                                       ู้
                 สาคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม
                 (2) การเติบโตของวิสาหกิจ
                             ผู ้ป ระกอบการที่ เ กิ ด ขึ้ นมาใหม่ ส่ วนใหญ่ ย ัง ขาด
                 ประสบการณ์ ความสามารถที่ จะแข่งขันกับผูอื่นโดยเฉพาะใน
                                                                    ้
                 ตลาดโลก และกระแสโลกาภิวตน์ จึงต้องมีกระบวนการบ่มเพาะ
                                                     ั
                 เพื่ อ ให้ ผู ้ป ระกอบการเหล่ า นี้ สามารถบริ ห ารธุ ร กิ จ ได้อ ย่า งมี
                 ประสิ ทธิ ภาพและมีมาตรฐานอยู่ในระดับสากล สามารถนาพา
                 ธุ ร กิ จผ่า นอุ ป สรรคต่ า งๆ ได้ อย่า งไรก็ ดี การพัฒ นาวิ ส าหกิ จ
78



                จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง การมีฐานที่มนคง และ
                                                                   ั่
                การใช้จุดแข็งของแต่ละวิสาหกิจเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต ทั้งนี้
                กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่า การสร้างนวัตกรรม การเพิ่ม
                ประสิ ทธิ ภาพ/ผลิ ตภาพ การรวมกลุ่ มอุตสาหกรรม และการใช้
                เทคโนโลยีส ารสนเทศเข้า มาช่ ว ยในการด าเนิ น ธุ ร กิ จ จะเป็ น
                ทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้
                (3) การพัฒนาวิสาหกิจไปสู่ องค์กรระดับโลก
                          เมื่ อผูประกอบการมี ค วามชานาญในการบริ หาร และ
                                  ้
                กลไกของวิ ส าหกิ จ ได้ม าตรฐาน สิ่ ง ส าคัญ ต่ อ มาคื อ จะท าให้
                วิ ส าหกิ จ มี ค วามยัง ยื น และเติ บ โตต่ อ เนื่ อ งได้ จ าเป็ นต้อ งมี
                                        ่
                คุ ณ ลั ก ษณะที่ เ รี ยกว่ า องค์ ก รระดั บ โลก (World            Class
                Organization) ซึ่ งตามหลักการแล้ว วิสาหกิจที่สามารถแสดงให้
                เห็นถึงความเป็ นผูนาในด้านต้นทุน นวัตกรรม และธรรมาภิบาล
                                      ้
                ในการดาเนิ นธุ รกิ จจะได้รับ การยกย่องและมี ค วามมันคงของ     ่
                องค์กรในระดับสู ง
11.2.3 มิติกระบวนการ (Process)
                 การบริ หารองค์ ก รให้ ป ระสบความส าเร็ จ จะต้อ งสามารถ
ออกแบบ และควบคุมกระบวนการทางานให้มีประสิ ทธิ ภาพ เนื่ องจากในปั จจุบน             ั
ได้เกิดหน่วยงานอิสระขึ้นภายใต้การกากับของกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบ
กับกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมได้โอนภารกิจด้านปฏิบติการ เช่น การฝึ กอบรม และ
                                                       ั
การทดสอบ เป็ นต้น ให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ ทาให้กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมต้อง
เปลี่ ยนแปลงบทบาทโดยให้ความสาคัญกับการสร้างแบบจาลอง (Model) การ
ส่ งเสริ มอุตสาหกรรม การนาร่ อง การประสานงาน และการถ่ายทอดแนวทางการ
ส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรมให้กบ หน่ วยงานปฏิ บติอื่น ๆ ที่ เกี่ ยวข้อง โดยหน่ วยงาน
                              ั                ั
ส่ วนกลางของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจะเป็ นผูคิดค้นรู ปแบบ นาร่ องร่ วมกับ
                                                     ้
หน่ ว ยงานในภู มิ ภ าค เมื่ อ รู ป แบบมี ค วามพร้ อ มและมี ล ัก ษณะที่ ส ามารถเป็ น
ต้นแบบที่ดีได้ (Good Practice) ก็จะถ่ายทอดให้หน่วยงานในภูมิภาคดาเนิ นการ
ทั้งหมด ดังแสดงในรู ปที่ 46 บริ การซึ่ งเป็ นที่ตองการของกลุ่มเป้ าหมายของกรม
                                                  ้
79



ส่ ง เสริ มอุ ต สาหกรรม ได้ แ ก่ ข้ อ มู ล การค้ า การลงทุ น องค์ ค วามรู ้ ใ นการ
บริ หารธุ รกิจ เงินทุน การทดสอบผลิตภัณฑ์ และช่องทางการตลาด
11.2.4 มิติการเรี ยนรู้และพัฒนา (Learning and Development)
                 การให้บริ การของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จะมีประสิ ทธิ ภาพ
และประสิ ทธิผลที่ดีได้ตองอาศัยระบบ (System) กลไกการขับเคลื่อนจากบุคลากร
                          ้
(Human Resource) ของกรมในทุกระดับ และธรรมาภิบาล (Good Governance)
ปั จจุบนองค์กรของรัฐได้นาเกณฑ์การบริ หารจัดการคุณภาพภาครัฐ หรื อที่เรี ยกว่า
       ั
PMQA มาเป็ นแนวทางในการสร้างระบบของตนเอง โดย PMQA มี หลักการอยู่
บนพื้นฐานของการบริ หารคุ ณภาพทัวทั้งองค์กร หรื อที่รู้จกกันว่า Total Quality
                                        ่                   ั
Management (TQM) ซึ่ งครอบคลุม 7 มิติ ได้แก่ การนาองค์กร การวางแผนเชิ ง
ยุทธศาสตร์ การให้ความสาคัญกับผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย การวัด การ
                                      ้               ้
วิ เ คราะห์ และการจัด การความรู ้ การมุ่ ง เน้ น ทรั พ ยากรบุ ค คล การจัด การ
กระบวนการ และผลลัพธ์การดาเนิ นการ อย่างไรก็ดี การที่องค์กรของรัฐในช่ วง
           ่
หลายปี ที่ผานมาได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและภารกิจใหม่ มิติท่ีดูเหมือนจะมี
ความส าคัญ ในล าดั บ แรกคื อ การบริ หารทรั พ ยากรบุ ค คลในช่ ว งของการ
เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การลดขนาดขององค์กร การเกษียณอายุของผูมีประสบการณ์
                                                                   ้
การใช้ พ นั ก งานลู ก จ้ า งชั่ ว คราว จะท าให้ อ งค์ ก รขาดบุ ค ลากรที่ มี ค วามรู้
ความสามารถพอที่จะให้บริ การแก่กลุ่มเป้ าหมายได้ การเร่ งพัฒนาให้กรมส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรมเป็ นองค์กรแห่ งการเรี ยนรู ้ จะเป็ นการเตรี ยมรับมือกับสถานการณ์ ที่
               ่
เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
80




รู ปที่ 45 แผนที่ยทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
                  ุ
81



                                          หน่วยงานส่วนกลางคิดค ้น
                                            รูปแบบและกรอบการ
                                           ส่งเสริมอุตสาหการรม




                                          นาร่องร่วมกับหน่วยงานใน
                                                   ภูมภาค
                                                      ิ




                                                                                      ป้ อนกลับข ้อมูล
                                            ถ่ายทอดรูปแบบให ้
                                            หน่วยงานในภูมภาค
                                                         ิ
                        กากับติดตาม




                                            หน่วยงานในภูมภาคปรับ
                                                         ิ
                                          รูปแบบตามความเหมาะสม




                                         หน่วยงานในภูมภาคร่วมกับ
                                                        ิ
                                         หน่วยร่วมอืนๆ ดาเนินการ
                                                     ่
                                            ส่งเสริมอุตสาหกรรม



            รู ปที่ 46 กระบวนการสร้างและถ่ายทอดรู ปแบบการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม

12. การกาหนดแผนปฏิบัติราชการ
          แผนที่ยทธศาสตร์ ซ่ ึ งเกิดจากการกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ซ่ ึ งสอดคล้องกับนโยบายและ
                 ุ
แผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมถึ งความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยนั้น จะช่วยให้
                                                ้             ้
องค์กรสามารถกาหนดแผนปฏิ บติงานที่สามารถผลักดันให้ภารกิ จเสร็ จสมบูรณ์ ได้ตามเป้ าหมาย
                                     ั
ตัวชี้ วด ในขั้นตอนนี้ ส านักบริ หารยุทธศาสตร์ จะต้องเป็ นตัวกลางประสานหน่ วยงานทั้ง หมด
        ั
ภายในกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จัดทาโครงการและ/ หรื อกิจกรรมสาคัญเพื่อเสนอของบประมาณ
โดยที่ จะต้องได้รับคาชี้ แนะการจัดทาคาของบประมาณจากสานักงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่ อ
ประเมิ นความเป็ นไปได้ใ นการของบสนับสนุ น การดาเนิ นโครงการ/ กิ จกรรม ทั้ง นี้ จะต้องยึ ด
แผนปฏิบติราชการ 4 ปี เป็ นเกณฑ์ในเบื้องต้น ภายใต้ผลผลิตหลักในการจัดทาคาของบประมาณ คือ
           ั
“วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชนได้รับการส่ งเสริ มสนับสนุ นและพัฒนาการ
82



ประกอบการ” ดังแสดงในรู ปที่ 47 และมีรายละเอียดของแผนปฏิบติราชการ 4 ปี คือตั้งแต่ปี 2552 –
                                                        ั
25551 อยูในภาคผนวกที่ 2
         ่




                                               รู ปที่ 47 แผนปฏิบติราชการ 4 ปี
                                                                 ั


    1
        แผนปฏิบตราชการ 4 ปี ได้ ถกกาหนดขึ ้นในช่วงการจัดตังรัฐบาลเดือนธันวาคม 2551 จึงทาให้ ใช้ ช่วงเวลาระหว่างปี 2552-2555
               ั ิ               ู                        ้
83



13. การบริหารเชิงยุทธศาสตร์
       การบริ หารงานของหน่ วยงานภาครัฐหรื อภาคเอกชน จาเป็ นต้องเริ่ มจากการวางแผน การ
แปลงแผนไปสู่ การปฏิ บติ การติดตามประเมินผล และการปรับปรุ งแก้ไขให้เป็ นไปตามเป้ าหมาย
                      ั
ขององค์กร แนวทางดังกล่ าว เรี ยกว่า การบริ หารเชิ ง ยุทธศาสตร์ ซึ่ งในส่ วนของกรมส่ งเสริ ม
อุตสาหกรรม ได้มีการจัดตั้งสานักบริ หารยุทธศาสตร์ ขึ้นเพื่อทาหน้าที่วางกรอบยุทธศาสตร์ การจัด
ของบประมาณ และการติดตามและประเมินผล โดยได้กาหนดแนวทางการบริ หารดังรู ปที่ 48 ซึ่ งมี
ขั้นตอนดังต่อไปนี้
       1) กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ได้ยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิ จและสังคมแห่ งชาติ นโยบาย
          รัฐบาล ความต้องการผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย ยุทธศาสตร์ และนโยบาย
                                     ้              ้
          กระทรวงอุตสาหกรรม เป็ นตัวตั้งในการจัดทายุทธศาสตร์
       2) ในการทบทวนและจัด ท ายุ ท ธศาสตร์ ผู ้บ ริ ห ารท าการแต่ ง ตั้ง คณะท างานด้า น
          ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมขึ้นเพื่อทบทวน ปรับปรุ ง กาหนดยุทธศาสตร์
          และแนวทางการดาเนินงานขององค์กร
       3) ผูบริ หารระดับสู ง ได้แก่ อธิ บดี กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม และรองอธิ บดี เป็ นผูให้
            ้                                                                             ้
          นโยบายแก่ ค ณะท างานด้ า นยุ ท ธศาสตร์ เพื่ อ ใช้ เ ป็ นแนวทางในการก าหนด
          ยุทธศาสตร์ และแผนงานต่าง ๆ
       4) คณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ฯ จัดทาร่ างยุทธศาสตร์ ระยะเวลา 4 ปี ประกอบด้วย
          วิสัยทัศน์ พันธกิ จ ค่านิ ยม ประเด็นยุทธศาสตร์ และตัวชี้ วดต่าง ๆ และถ่ ายทอดให้
                                                                      ั
          หน่ วยงานผูเ้ กี่ ยวข้องรับทราบ เพื่อเสนอโครงการ /กิจกรรม รองรับแผนยุทธศาสตร์
          ในแต่ละด้าน
       5) คณะท างานด้ า นยุ ท ธศาสตร์ น าเสนอยุ ท ธศาสตร์ ต่ อ คณะกรรมการก าหนด
          ยุทธศาสตร์ เพื่อขอความเห็นชอบ
       6) คณะกรรมการกาหนดยุทธศาสตร์ ให้ความเห็ นชอบประเด็นยุทธศาสตร์ ท่ีนาเสนอ
          และเผยแพร่ แก่บุคลากรขององค์กรให้รับทราบและถือปฏิบติ      ั
       7) หน่วยงานปฏิ บติเสนอโครงการ / กิ จกรรม ที่สอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ และ
                             ั
          ความต้อ งการของกลุ่ ม เป้ าหมาย แก่ ส านัก บริ ห ารยุ ท ธศาสตร์ เพื่ อ ใช้ใ นการ
          ประกอบการจัดทาคาของบประมาณประจาปี
       8) สานักบริ หารยุทธศาสตร์ จัดส่ งคาของบประมาณประจาปี แก่สานักงบประมาณ
84



9) เมื่ อ ขอค างบประมาณได้รั บ การอนุ ม ติ แ ล้ว แผนงานและโครงการต่ า ง ๆ จะถู ก
                                            ั
    มอบหมายผูรับ ผิดชอบตามภารกิ จที่ เกี่ ยวข้อง โดยส านักบริ หารยุทธศาสตร์ และ
                 ้
    คณะกรรมการบริ หารงบประมาณ
10) หน่ วยงานปฏิ บ ติจดท ารายละเอี ย ดกิ จกรรมต่ า ง ๆ ของโครงการ พร้ อมประสาน
                          ั ั
    หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก เพื่อกาหนดแนวทางปฏิบติร่วมกันั
    อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
11) สานักบริ หารยุทธศาสตร์ ทาการจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบติงานที่หน่วยงาน  ั
    ปฏิบตินาเสนอ
           ั
12) หน่วยงานปฏิบติดาเนินการตามแผนปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมาย
                      ั                        ั
13) หน่วยงานปฏิบติกากับติดตามผลผลิต และสานักบริ หารยุทธศาสตร์ กากับติดตามผล
                        ั
    การดาเนินงานตามตัวชี้วด   ั
14) ส านั ก บริ หารยุ ท ธศาสตร์ ร่ วมกั บ หน่ ว ยปฏิ บ ัติ จ ัด ท ารายงาน น าเสนอผลการ
    ดาเนินงานแก่ผบริ หารและผูเ้ กี่ยวข้องต่อไป
                   ู้
85



               




                                                          



                                    /
                                         



                                         .




                                /




                                            
                   




                            / 



                       




                                                




                                             
                                                              


                       




                            



                    
                                                   



                             




    รู ปที่ 48 Flow Chart การบริ หารเชิงยุทธศาสตร์
86



14. เวลาในการดาเนินงาน
         รอบในการบริ หารเชิงยุทธศาสตร์ใช้เวลาประมาณ 24 เดือน เริ่ มตั้งแต่การจัดทายุทธศาสตร์
จนถึงการติดตามและรายงานผลการดาเนินงาน ดังแสดงในตารางที่ 5
ตารางที่ 5 แสดงเวลาในการบริ หารเชิงยุทธศาสตร์
กิจกรรม                           เดือนในรอบปี งบประมาณ

                                      10 11 12 1        2     3    4     5    6    7     8   9

แต่งตั้งคณะทางานด้านยุทธศาสตร์ 

ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น

ผูบริ หารมอบนโยบาย
  ้                                         

ประชุมทบทวนยุทธศาสตร์

คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ                          

เผยแพร่ ยทธศาสตร์
         ุ

จัดทาโครงการ / กิจกรรม

จัดทาคาของบประมาณ

พิจารณามอบหมายผูรับผิดชอบ
                ้                                                                  

จัดทาแผนปฏิบติการ
            ั

จัดสรรงบประมาณ

ดาเนินการตามแผน

กากับติดตามผลผลิต

กากับติดตามตัวชี้วด
                  ั

รายงานผลการดาเนินงาน
หมายเหตุ        ช่วงเวลาที่ใช้ในปี งบประมาณปั จจุบน
                                                  ั   ช่วงเวลาที่ใช้ในปี งบประมาณถัดไป
87



15. บทสรุปและข้ อเสนอแนะ
        ในการจัด ท ายุท ธศาสตร์ ข องกรมส่ ง เสริ ม อุ ตสาหกรรม ได้มี ก ารจัดตั้ง คณะท างานขึ้ น
ดาเนิ นการกาหนดยุทธศาสตร์ และนาเสนอต่อผูบริ หารในการอนุ มติเพื่อนาไปใช้ในการบริ หาร
                                                ้                   ั
ยุทธศาสตร์ โดยได้ยึดถือหลักการ Plan-Do-Check-Action ซึ่ งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
การรวบรวมข้อมู ล การก าหนดรู ป แบบ และการเลื อกใช้ยุท ธศาสตร์ โดยในแต่ ล ะขั้นตอนจะ
ประกอบด้ ว ยขั้น ตอนย่ อ ย ๆ และมี เ ครื่ องมื อ ที่ ใ ช้ ใ นการรวบรวมและวิ เ คราะห์ ข ้อ มู ล ที่ มี
ประสิ ทธิ ภาพ ผลจากการประชุมร่ วมของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ในรู ปแบบของคณะทางาน
ทาให้สามารถกาหนดยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมระหว่างปี พ.ศ.2553-2556 ใน 3
ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่
          1) การสร้างและพัฒนาธุ รกิจอุตสาหกรรมให้เติบโตและแข่งขันได้
          2) การสนับสนุนปั จจัยเอื้อต่อการประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรม
          3) การพัฒนาประสิ ทธิภาพองค์กร
          โดยมีวสัยทัศน์ หรื อเป้ าหมายสู งสุ ด คือ การเป็ นองค์กรหลักในการนาภูมิปัญญา นวัตกรรม
                   ิ
องค์ความรู ้ เพื่อการพัฒนาธุ รกิ จอุ ตสาหกรรมไทยให้มนคง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยังยืน บน
                                                                ั่                            ่
พื้ น ฐานค่ า นิ ย มร่ วมกั น คื อ การปรั บ ตัว ให้ ท ั น ต่ อ สถานการณ์ และการปฏิ บ ั ติ ง านอย่ า งมี
                                                   ่
ประสิ ทธิ ภาพ โดยข้อมูลที่ได้จะถูกแปลงให้อยูในรู ปแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) เพื่อให้เห็น
ถึ ง องค์ป ระกอบที่ มี ค วามสั ม พันธ์ ก ันระหว่า ง ผลการดาเนิ นงาน (Performance) ผูรับบริ ก าร
                                                                                            ้
(Clients) ขบวนการ (Process) และการเรี ยนรู้ (Learning)
              ่
          แม้วา กระบวนการกาหนดยุทธศาสตร์ จะเกิดขึ้นอย่างเป็ นระบบ ทว่าในขั้นตอนการประชุ ม
ของคณะทางานยังไม่สามารถดึ งความนึ กคิดของสมาชิ กทั้งหมดออกมาได้ เนื่ องจากเจ้าหน้าที่ซ่ ึ ง
ประสบการณ์ และตาแหน่ งสู ง มักจะเสนอแนวคิดที่มีอิทธิ พลเหนื อความคิดเห็นของสมาชิ กอื่น ๆ
ท าให้ เจ้า หน้า ที่ ซ่ ึ งยัง ขาดประสบการณ์ แ ละมี ต าแหน่ ง ที่ ต่ า กว่า ไม่ ก ล้า แสดงความเห็ นของตน
นอกจากนี้ ยัง มี ข ้อ จ ากัด ในด้า นเวลา สถานที่ และขนาดของกลุ่ ม ซึ่ งท าให้ ค วามร่ ว มมื อ ของ
คณะท างานไม่ เต็ม ที่ ดัง นั้น ในการก าหนดยุท ธศาสตร์ ต่อ ไปในอนาคต ฝ่ ายเลขาคณะท างาน
จาเป็ นต้องจัดประชุ มกลุ่มย่อยร่ วมกับแต่ละหน่วยงานก่อน เพื่อที่จะนาเอาข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่
ประชุ ม คณะท างานจัดท ายุทธศาสตร์ ตดสิ นต่อไป ซึ่ งจะเป็ นการย่นระยะเวลาการประชุ ม และ
                                           ั
สามารถได้ความคิ ดเห็ นที่หลากหลายมากขึ้ น นอกจากนี้ การถ่ ายทอดองค์ความรู ้ ในการจัดทา
ยุทธศาสตร์ แก่เจ้าหน้าที่ซ่ ึ งรับผิดชอบแผนยุทธศาสตร์ ในระดับภูมิภาค จะช่ วยให้การดาเนิ นงาน
88



วางแผนยุทธศาสตร์ ของ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเกิ ดความชัดเจน ครอบคลุ มความต้องการ
ของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยมากที่สุด
     ้              ้

Chapter 4

  • 1.
    บทที่ 4 เทคนิคการบริหารในสานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ผูรายงานได้ดาเนิ นการศึกษาเทคนิ คการบริ หารงานของสานักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ้ นครสวรรค์ ระหว่างการดาเนิ นการฝึ กประสบการณ์ วิชาชี พ พบว่าการบริ หารงานของสานักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ได้ดาเนิ นการบริ หารตามแนวทางยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็ นการ ประเมิ นสถานการณ์ ทางเศรษฐกิ จและสังคม การประเมิ นสถานการณ์ ภายในและภายนอก การ วิเคราะห์ ช่องว่างดาเนิ นงาน ทุ กเทคนิ คการบริ หารงานที่ กล่ าวมาข้างต้น ล้วนเป็ นประโยชน์ต่อ การศึกษา ผูรายงานจึงได้นารายละเอียดมาเรี ยบเรี ยงไว้ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ้ 1. บทนา 2. แนวทางการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 3. เป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 4. นโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5. การประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม 6. การประเมินสถานการณ์ภายในและภายนอก 7. ความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย ้ ้ ่ 8. ผลการดาเนินงานที่ผานมา 9. แม่แบบการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดี 10. การวิเคราะห์ช่องว่างการดาเนินงาน 11. การกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ 12. การกาหนดแผนงานและโครงการ 13. การบริ หารเชิงยุทธศาสตร์ 14. เวลาในการดาเนินงาน 15. บทสรุ ปและข้อเสนอแนะ 16. การแบ่งส่ วนราชการของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 17. แผนปฏิบติราชการ 4 ปี ั
  • 2.
    13 1. บทนา การวางแผนและจัดทายุทธศาสตร์ มีความสาคัญต่อการปฏิ บติงานขององค์กร เนื่ องจาก ั ยุทธศาสตร์ เปรี ยบเสมือนแผนที่ กาหนดเส้นทางและวิธีการในการดาเนิ นงานเพื่อให้เป็ นไปตาม วัตถุประสงค์และเป้ าหมายที่องค์กรกาหนด การจัดทายุทธศาสตร์ ตองมีการวางแผนโดยหน่วยงาน ้ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในหลายระดับ โดยเฉพาะในระดับของการนาองค์กร และการปฏิบติงาน ั ผ่านขบวนการกาหนดเป้ าหมาย การวิเคราะห์ปัจจัยภายในภายนอก การกาหนดทิศทางและแนวทาง ในการปฏิ บติงาน ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ ขององค์กรภาครัฐ ควรมุ่งเน้นที่ การให้บริ การกลุ่มเป้ าหมาย ั อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ (Efficiency) มีคุณภาพ (Effectiveness) และเป็ นไปตามความต้องการของ ผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยขององค์กร (Stakeholder’s Satisfaction) ้ ้ ในช่ วง 2 ปี ที่ผ่านมา กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้จดตั้งสานักบริ หารยุทธศาสตร์ ขึ้นเพื่อ ั เป็ นศูนย์กลางในการวางแผน จัดทาแผนยุทธศาสตร์ บริ หารแผนงบประมาณ กากับและติดตามการ ดาเนิ นงานตามตัวชี้ วด และการให้บริ การข้อมูลข่าวสารที่ เป็ นประโยชน์ต่อผูประกอบการธุ รกิ จ ั ้ อุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้มีการแต่งตั้ง (1) คณะกรรมการกาหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ (2) คณะทางานจัดทาแผนปฏิ บติราชการ และแผนยุทธศาสตร์ ตามคาสั่งแต่งตั้งในภาคผนวก ก. ั เพื่อให้เกิดความร่ วมมือของทุกฝ่ ายในการวางแผนยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม โดย จะจัดประชุมคณะทางาน และคณะกรรมการระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม ของทุกปี การวางแผนยุทธศาสตร์ เป็ นส่ วนหนึ่ ง ของการบริ หารยุท ธศาสตร์ ซ่ ึ งทั้ง หมดตั้ง อยู่บ น พื้นฐานหลักการ Plan-Do-Check-Action กล่าวคือ องค์กรเริ่ มจากการประเมินปั จจัยแวดล้อมทั้ง ภายในและภายนอก จัดท ายุทธศาสตร์ และแผนปฏิ บติการ นายุท ธศาสตร์ ไ ปปฏิ บ ติ และก ากับ ั ั ติ ด ตามการดาเนิ นงานให้เ ป็ นไปตามเป้ าหมายตัวชี้ วัด ที่ ก าหนด ซึ่ งขบวนการดัง กล่ า วจะเป็ น ขบวนการที่ ไ ม่ มี ที่ สิ้ นสุ ดและจะต้องปรั บ เปลี่ ย นไปตามสภาวการณ์ ส าหรั บ หลัก การวางแผน ยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ส่ วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน สานักบริ หารยุทธศาสตร์ ได้กาหนดขั้นตอนซึ่ งสอดคล้องกับรู ปแบบการวางแผนยุทธศาสตร์ ทวไป และได้คิดค้นเครื่ องมือ ั่ ซึ่ งช่วยในการวิเคราะห์ขอมูลและกาหนดทิศทางของแผน ดังที่จะกล่าวต่อไป ้ นับ แต่ ก ระแสโลกาภิ วตน์ (Globalization) ได้เข้า มามี บ ทบาทต่ อระบบเศรษฐกิ จโลก ั องค์กรไม่ว่าจะเป็ นภาครั ฐหรื อเอกชนจาเป็ นต้องปรับตัวให้เข้ากับบริ บทของการเปลี่ ยนแปลงที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ ว (Dynamics) หลายครั้งที่เกิดคาถามขึ้นว่า การวางแผนยุทธศาสตร์ จะก่อให้เกิด ประโยชน์ตามทฤษฎีหรื อตามที่เคยคาดหวังมากน้อยเพียงใด เนื่ องจาก ความแปรปรวนของปั จจัย
  • 3.
    14 ่ ต่าง ๆ อยูในระดับสู งจนแผนที่ได้ตระเตรี ยมเป็ นอย่างดีในแต่ละปี อาจเป็ นแค่ขอความในกระดาษที่ ้ ไม่สามารถนามาใช้ได้จริ ง และเป็ นการสิ้ นเปลืองเวลา อย่างไรก็ตาม การวางแผนยุทธศาสตร์ ก็ยงมี ั ่ ความจาเป็ น เพราะหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีโอกาสทบทวนผลการดาเนิ นงานที่ผานมาของตนเอง ได้ เข้าใจสภาพปั ญหาทั้งภายในและภายนอก และได้มีการกาหนดเป้ าหมายองค์กรร่ วมกัน ทั้งนี้ แผน ยุทธศาสตร์ ควรมีการทบทวนเป็ นรายปี และในกรณี ที่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย หรื อ เกิดวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบกับความอยูรอดขององค์กร ก็ควรมีความถี่ในการทบทวนเพิ่มขึ้น ่ 2. แนวทางการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม จากการศึกษาแนวทางการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ พบว่า การวางแผนยุทธศาสตร์ มีหลักการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูล (Information Input) การกาหนดรู ปแบบแนวทาง (Searching for Pattern) และการเลือกใช้ยุทธศาสตร์ (Strategy Adoption) ดังแสดงในรู ปที่ 1 โดยในแต่ละขั้นมี องค์ประกอบดังนี้ รู ปที่ 1 แบบจาลองการวางแผนยุทธศาสตร์ 1. การรวบรวมข้ อมูล (Information Input) เป็ นการรวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอก องค์กร โดยข้อมูลภายในองค์กร จะเป็ นข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย ความต้องการ และผลการดาเนิ นงาน ที่ผานมา ส่ วนข้อมูลภายนอกองค์กรจะเป็ นข้อมูลความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วน ่ ้ ้ เสี ยกับองค์กร เช่น หน่วยร่ วมดาเนินงาน เจ้าหน้าที่องค์กร ผูได้รับผลกระทบจากการดาเนินงานของ ้ องค์กร เป็ นต้น ผลกระทบของปั จจัยทางเศรษฐกิ จ สังคม และสิ่ งแวดล้อม ตลอดจนข้อมูลตัวอย่าง ความเป็ นเลิศในการดาเนินงาน ซึ่ งสามารถกล่าวโดยสังเขปดังนี้ 1.1 นโยบายและแผนแม่บท (Policies and Plans) สาหรับองค์กรภาครัฐแล้ว สิ่ งที่ ต้อ งติ ด ตามและตี ค วามเพื่ อ วางแผนด าเนิ น การ คื อ นโยบายรั ฐ บาล และ แผนพัฒนาประเทศที่เกี่ ยวข้อง ตัวอย่างเช่ น แผนพัฒนาเศรษฐกิ จและสังคม
  • 4.
    15 แห่งชาติ แผนแม่บทการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพที่เกี่ยวข้องและมีผล ต่อการปฏิบติงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็ นต้น ั 1.2 การดาเนิ นงานที่ ผ่านมา (Past Performance) หลักการบริ หารที่ ดีกล่ าวว่า จะต้องมีการวางแผน การดาเนินงานตามแผน การติดตามประเมินผล และการ ปรับปรุ งการดาเนิ นงาน ดังนั้นผลการดาเนิ นงานที่ผ่านมาจึงเป็ นข้อมูลที่ช่วย ในการก าหนดทิ ศ ทางในอนาคต ตัว อย่า งผลการด าเนิ น งานที่ ผ่า นมาของ องค์กรภาครัฐ ได้แก่ ผลผลิ ต ผลลัพธ์ และผลกระทบของการปฏิ บติงานใน ั ่ ช่วงเวลาที่ผานมา 1.3 ข้อมูลด้านมหภาค (Macro Perspective) กล่าวกันว่า “รู ้ เขารู ้ เรา รบร้ อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” มีความหมายว่าการวางแผนจะต้องมีขอมูลภายนอกองค์กรด้วย ้ ซึ่ งโดยทัวไปแล้ว ข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ่ และสิ่ งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมีขอมูลของคู่แข่ง (หน่ วยงานที่มีการดาเนิ นงาน ้ ในลักษณะคล้ายกัน) 1.4 ความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย (Stakeholder Needs) ้ ้ ปั จจุ บนองค์กรต่าง ๆ ให้ความสาคัญกับผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย ั ้ ้ เนื่ องจากว่า การแข่ง ขัน หรื อผลกระทบของการดาเนิ นงานจะขึ้ นกับความ ต้องการของผูเ้ กี่ ยวข้องทั้งหมด สาหรับองค์กรภาครัฐนั้น ผูรับบริ การและผูมี ้ ้ ส่ ว นได้ส่ วนเสี ย ได้แก่ ประชาชนผูรั บ บริ ก าร หน่ ว ยงานที่ ร่ วมให้ บ ริ ก าร ้ รวมถึ งเจ้าหน้าที่ ภายในองค์กร ที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่ ถึงความต้องการ เหล่านั้น 1.5 ตัวอย่างความเป็ นเลิศ (Best Practices) ช่วยให้องค์กรซึ่ งมีลกษณะของงานที่ ั เหมือนกันสามารถดูตวอย่างการปฏิ บติงานที่ดีกว่าหรื อเหนื อกว่า และนามา ั ั ั ปรับใช้กบองค์กรของตนให้มีขีดความสามารถและสมรรถนะที่ดีข้ ึน หลักการ ที่ช่วยในการเสาะหา หยิบยืม และปรับปรุ งตัวอย่างความเป็ นเลิศซึ่ งเป็ นที่นิยม ขององค์กรธุ รกิจได้แก่ หลักการ Benchmarking 2. การกาหนดรู ปแบบแนวทาง (Searching for Patterns) เป็ นขั้นตอนการวิเคราะห์ขอมูล ้ ต่าง ๆ ที่ได้จากขั้นแรก เพื่อกาหนดทิศทางความเป็ นไปได้ในการดาเนิ นงาน ประเด็นที่จะวิเคราะห์ ส่ วนใหญ่ จะเกี่ ย วกับ ความสามารถขององค์ก รที่ จะท าให้ไ ด้ตามเป้ าหมาย ซึ่ ง แน่ นอนว่า ปั จจัย ภายนอกก็มีส่วนที่จะกระทบความสามารถขององค์กรในการที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วย ตัวอย่างเช่น กฎหมายด้านสิ่ งแวดล้อม จานวนคู่แข่ง แนวโน้มเศรษฐกิ จโลก เป็ นต้น นอกจากนี้ องค์กรควรมี
  • 5.
    16 ทางเลือกเกี่ ยวกับยุทธศาสตร์ หลายๆ ประเด็นโดยผูบริ หารหรื อผูวางแผนยุทธศาสตร์ จะต้องเลือก ้ ้ ประเด็นยุทธศาสตร์ ที่ดีและเหมาะสมที่ สุด ซึ่ งเครื่ องมือที่ ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูลส่ วนใหญ่เป็ น ้ เครื่ องมือด้านบริ หารจัดการ เช่ น การวิเคราะห์ SWOT การวิเคราะห์ช่องว่างทางยุทธศาสตร์ การ วิเคราะห์ขอบข่ายการให้บริ การ (BCG Model และ GE McKinsey Model) เป็ นต้น เครื่ องมือเหล่านี้ สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนได้เป็ นอย่างดี ในขั้นของการกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ น้ ี ประเด็นสาคัญคือเป้ าหมายที่องค์กรอยากจะเป็ นหรื อขับเคลื่ อนไปให้ถึง ซึ่ งสะท้อนอยูในรู ปของ ่ วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) และค่านิ ยม (Value) ที่เป็ นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขององค์กร หนึ่ ง ๆ ประเด็นเหล่านี้ เปรี ยบเสมือนเป้ าหมาย และหน้าที่ความรับผิดชอบที่องค์กรจะต้องปฏิบติ ั นันเอง ่  วิสัยทัศน์ (Vision) คือ สิ่ งที่องค์กรอยากจะเป็ นในอนาคต วิสัยทัศน์จะต้องอยูบน ่ พื้นฐานความเป็ นไปได้ เป็ นเรื่ องท้าทายและต้องเป็ นสิ่ งที่ยงไม่เกิดขึ้นในปั จจุบน ั ั  พันธกิ จ (Mission) คือ วัตถุประสงค์ในการดาเนินงานขององค์กร ซึ่ งรวมถึงแนว ทางการดาเนินงาน โดยไม่มีเงื่อนเวลามาเกี่ยวข้อง  ค่านิ ยม (Value) คือ วัฒนธรรม หรื อ ความเชื่ อร่ วมกันของคนในองค์กรเกี่ ยวกับ แนวทางการปฏิบติงานและการอยูร่วมกันในองค์กร ั ่ 3. การเลือกใช้ ยุทธศาสตร์ (Strategy Adoption) หลังจากการวิเคราะห์ขอมูล และปั จจัย ้ ต่าง ๆ ทาให้ได้ประเด็นยุทธศาสตร์ หลาย ๆ ทางเลือกแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหน้าที่ของผูบริ หารที่จะ้ กาหนดและเลือกยุทธศาสตร์ ที่เหมาะสมที่สุด โดยในแต่ละยุทธศาสตร์ จะต้องกาหนดความชัดเจน ในเรื่ องวิธีการและแผนปฏิบติการ สาหรับองค์กรภาครั ฐ จะใช้หลักการแบบ ABC ในการพิจารณา ั ถึงด้านความเหมาะสม ได้แก่  ความเข้ากันได้ของยุทธศาสตร์ และภารกิจขององค์กร (Alignment)  ประโยชน์และต้นทุนการดาเนินงาน (Benefit & Cost)  ความสามารถของบุคลากรที่จะปฏิบติงาน (Capability) ั หลักการทั้งสามอย่าง มุ่งเน้นที่ความสามารถในการปฏิบติตามยุทธศาสตร์ ได้อย่างเป็ น ั รู ปธรรม และตอกย้าถึงการทาตามภารกิจขององค์กร 3. เป้ าหมายของกรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม การแบ่งส่ วนราชการของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตาม กฎกระทรวง พ.ศ.2551 มีใจความสาคัญ ดังนี้
  • 6.
    17 “ให้ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม มีภารกิจเกี่ยวกับการเสริ มสร้ าง ส่ งเสริ ม สนับสนุน และ พัฒนาอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่ อม วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้ใ ห้ บ ริ ก ารธุ รกิ จอุตสาหกรรม เพื่ อเพิ่ มสมรรถนะและขี ดความสามารถในการ แข่ งขันด้ วยนวัตกรรม องค์ ความรู้ ภูมิปัญญา และธรรมาภิบาล” จะเห็นว่าขอบข่ายความรับผิดชอบของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมครอบคลุมกลุ่มเป้ าหมาย ซึ่ งเป็ นอุตสาหกรรมการผลิ ต และอุ ตสาหกรรมบริ การ อย่างไรก็ดี เนื่ องจากปั จจุ บนมีหน่ วยงาน ั จานวนมากซึ่ งหันมาทาหน้าที่ส่งเสริ มและสนับสนุนวิสาหกิจ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ทาให้กรม ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมต้องปรับบทบาทและเป้ าหมายการดาเนิ นงานใหม่ โดยการเพิ่มเครื่ องมือ และ แนวทางการส่ งเสริ มเพื่อให้ทนต่อความเปลี่ยนแปลง ั จากการประชุ มหารื อกับผูบริ หารระดับสู งของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้มีการกาหนด ้ วิสัยทัศน์ (Vision) สาหรับอีก 4 ปี ข้างหน้า (พ.ศ.2553-2556) ไว้ดงนี้ ั วิสัยทัศน์ “กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเป็ นองค์ กรหลักในการนาภูมิปัญญา นวัตกรรม องค์ ความรู้ เพื่อการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไทยให้ มนคง และพึ่งพาตนเองได้ อย่ างยังยืน” ั่ ่ นอกจากนี้ ยังได้มีการกาหนดพันธกิจ (Mission) ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมที่สามารถ ดาเนินการเพื่อตอบสนองเป้ าหมายวิสัยทัศน์ ไว้ดงนี้ ั พันธกิจ “ส่ งเสริ ม สนั บ สนุ น พั ฒ นาอุ ต สาหกรรม ผู้ ป ระกอบการ วิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน และผู้ ให้ บริ การธุ ร กิ จ อุ ต สาหกรรม เพื่ อ ให้ มี ส มรรถนะและขี ด ความสามารถในการ ประกอบการที่เป็ นเลิศ ด้ วยนวัตกรรม องค์ ความรู้ ภูมิปัญญา และธรรมาภิบาล” เมื่อตีความจากวิสัยทัศน์และพันธกิจข้างต้น จะเห็ นว่า กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเน้นการ พัฒนากลุ่ ม เป้ าหมายให้สามารถดาเนิ นธุ รกิ จด้วยตนเองได้อย่า งมันใจ โดยสนับ สนุ นให้ส ร้ า ง ่ นวัตกรรม และการใช้องค์ความรู ้ท้ งที่เป็ นระดับท้องถิ่ น และที่ได้รับการพัฒนาในระดับสากล ใน ั
  • 7.
    18 การสร้ างมู ลค่ า เพิ่ ม แก่ สิ นค้ า และบริ การ ผ่ า นความร่ วมมื อ กั บ เครื อข่ า ยผู ้ ใ ห้ บ ริ การ (สถาบันการศึ กษา สถาบันวิจย องค์กรภาครั ฐและเอกชน) ในลักษณะของการเป็ น หุ ้นส่ วนการ ั พัฒนาประเทศ หรื อ Private – Public – Partnership สาหรับค่านิยมที่ถูกกาหนดโดยคณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้อางอิงถึงหลักการ “I AM READY” ของสานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (กพร.) ้ โดยได้มีการพิจารณาถึ งปั จจัยที่คิดว่าสาคัญต่อการพัฒนาองค์กร ซึ่ งได้แก่ การปรับตัวให้ทนโลกั (Adaptation) และการมุ่งเน้นประสิ ทธิ ภาพ (Efficiency) ซึ่ งทั้งสองเรื่ องจะเป็ นพันธะยึดเหนี่ยวให้ ่ บุคลากรของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมมีความยืดหยุนในการปฏิบติงานตามสถานการณ์ของโลกที่ ั เปลี่ ยนแปลงอย่างรวดเร็ วเช่ นในปั จจุบน ขณะเดี ยวกันก็ไม่ลืมผลิ ตภาพและประสิ ทธิ ภาพในการ ั ดาเนินงานตามภารกิจที่รับผิดชอบ สาหรับเป้ าหมายสู งสุ ดของการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม คือ การได้เห็ นวิสาหกิ จเติบโตไปสู่ จุดที่เรี ยกว่า “World Class Organization” ซึ่ งมีลกษณะที่สาคัญได้แก่ องค์กรมีความสามารถในการ ั แข่งขันสู ง มีการบริ หารที่ได้มาตรฐานสากล มีภูมิคุมกันต่อพลวัตรเศรษฐกิจโลก และมีความเป็ น ้ ผูนาในสาขาอุตสาหกรรมนั้น ๆ การที่ จะผลักดันให้กลุ่มเป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ้ ไปสู่ จุดนี้ ได้ จาเป็ นต้องมีกระบวนการคัดเลือก และบ่มเพาะวิสาหกิจที่มีประสิ ทธิ ภาพ และมีความ ต่อเนื่อง ภาครัฐและเอกชนต้องให้ความร่ วมมือ จึงจะประสบความสาเร็ จ 4. นโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบาย (Government Policy) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ (Development Plan) ของประเทศ เปรี ยบเสมือนแผนที่นาทางไปยังจุดหมายที่รัฐบาลและผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยกาหนด ้ ้ ซึ่ ง ยัง มิ ได้ล งรายละเอี ยดถึ ง วิธี การ และทรั พ ยากรที่ จาเป็ นต้องใช้ใ นการไปให้ถึ งเป้ าหมา ยนั้น หน่ วยงานภาครัฐที่เกี่ ยวข้องกับนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ จาเป็ นต้องศึกษารายละเอียดเพื่อ ก าหนดแนวทาง มาตรการ และขบวนการด าเนิ น งานให้ ส อดคล้อ งกับ ภารกิ จ ของการจัด ตั้ง หน่วยงานนั้น ๆ โดยเฉลี่ยแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะมีอายุนานกว่านโยบาย ของรัฐบาลที่ประกาศในแต่ละครั้งที่มีการจัดตั้งคณะรัฐบาล ซึ่ งในช่วงระหว่างปี 2549-2551 ได้มี การประกาศนโยบายใหม่ถึ ง 4 ครั้ ง ทาให้ต้องมี การทบทวนเนื้ อหาและประเด็นยุทธศาสตร์ ใ ห้ สอดคล้องกันหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม จะพบว่านโยบายรัฐบาลส่ วนใหญ่จะเรี ยงร้อยตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้มีการเพิมเติมประเด็นให้ทนต่อสถานการณ์ ซึ่ งหากองค์กรของ ่ ั รัฐได้มีการติดตามทบทวนสถานการณ์และปรับกลยุทธ์การดาเนิ นงานอย่างต่อเนื่ องก็จะทาให้แผน ยุทธศาสตร์มีความทันสมัย
  • 8.
    19 ในการจัดทาและทบทวนยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม คณะทางาน ฯ ได้ใช้ ข้อมู ล จากแนวนโยบายและแผนพัฒนาที่ เกี่ ย วข้องกับ ภารกิ จขององค์ก รต่ า ง ๆ เพื่ อตรวจสอบ ประเด็นที่จะต้องนามาเป็ นส่ วนหนึ่งของการกาหนดแผนยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1. รัฐธรรมนูญ 2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 3. คาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี 4. แผนส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 5. แผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม 6. ยุทธศาสตร์ การพัฒนาพื้นที่ 7. ยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม 8. 4.1 รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนู ญแห่ งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่ งรัฐ ได้ ระบุประเด็นที่เกี่ ยวข้องกับการปฏิ บติหน้าที่ของหน่ วยงานรัฐที่สาคัญและเชื่ อมโยงกับภารกิ จของ ั กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม พอสรุ ปได้ดงนี้ ั 1. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 3 มาตรา 78 (4) “พัฒนาระบบงานภาครั ฐ โดยมุ่งเน้ นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริ ยธรรมของ เจ้ าหน้ าที่ ของรั ฐ ควบคู่ ไปกับการปรั บปรุ งรู ปแบบและวิธีการทางาน เพื่ อให้ การบริ หารราชการ แผ่ นดิ นเป็ นไปอย่ างมี ประสิ ทธิ ภาพ และส่ งเสริ มให้ หน่ วยงานของรั ฐใช้ หลักการบริ หารกิ จการ บ้ านเมืองที่ดีเป็ นแนวทางในการปฏิ บัติราชการ” 2. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (2) “สนับสนุนให้ มีการใช้ หลักคุณธรรม จริ ยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการ ประกอบกิจการ” 3. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (6) “ดาเนินการให้ มีการกระจายรายได้ อย่ างเป็ นธรรม คุ้มครอง ส่ งเสริ มและขยายโอกาส ในการประกอบอาชี พของประชาชนเพื่ อการพัฒนาเศรษฐกิ จ รวมทั้ง ส่ งเสริ มและสนับสนุนการ พัฒนาภูมิปั ญญาท้ องถิ่ นและภูมิปั ญญาไทย เพื่ อใช้ ใ นการผลิ ตสิ นค้ า บริ การ และการประกอบ อาชี พ”
  • 9.
    20 4. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (9) “ส่ งเสริ ม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ ให้ เป็ นอิ สระ และการรวมกลุ่มการ ประกอบอาชี พหรื อวิชาชี พตลอดทั้งการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อดาเนินกิจการด้ านเศรษฐกิจ” 5. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 7 มาตรา 84 (9) “ส่ งเสริ มและสนับสนุนองค์ กรภาคเอกชนทางเศรษฐกิ จทั้งในระดับชาติ และระดับ ท้ องถิ่นให้ มีความเข้ มแข็ง” 6. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 9 มาตรา 84 (1) “ส่ งเสริ มให้ มีการพัฒนาด้ านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้ านต่ าง ๆ โดย จั ด ให้ มี ก ฎหมายเฉพาะเพื่ อ การนี ้ จั ด งบประมาณสนั บ สนุ น การศึ ก ษา ค้ น คว้ า วิ จั ย และให้ มี สถาบันการศึ กษาและพัฒนา จัดให้ มีการใช้ ประโยชน์ จากผลการศึ กษาและพัฒนา การถ่ ายทอด เทคโนโลยี ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ และการพั ฒ นาบุ ค ลากรที่ เหมาะสม รวมทั้ ง เผยแพร่ ความรู้ ด้ า น วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสนับสนุนให้ ประชาชนใช้ หลักด้ านวิทยาศาสตร์ ในการ ดารงชี วิต” 7. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 9 มาตรา 84 (3) “ส่ งเสริ มและสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และใช้ ประโยชน์ จากพลังงานทดแทนซึ่ งได้ จากธรรมชาติและเป็ นคุณต่ อสิ่ งแวดล้ อมอย่ างต่ อเนื่องและเป็ นระบบ” 8. หมวดที่ 5 ส่ วนที่ 10 การมีส่วนร่ วมของประชน 4.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสั งคมแห่ งชาติ แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบับ ที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ได้ ก าหนด ยุท ธศาสตร์ ก ารพัฒนาประเทศตามบริ บ ทการเปลี่ ยนแปลง โดยเสริ มสร้ า งความแข็งแกร่ ง ของ โครงสร้างของระบบต่างๆ ภายในประเทศให้มีศกยภาพ แข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวตน์ และสร้าง ั ั ฐานความรู ้ให้เป็ นภูมิคุมกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากการวิเคราะห์พบว่า มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ้ กับภารกิจของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมดังนี้ 1. การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรี ยนรู ้ 1.1. การพัฒนาคนให้มีมีคุณธรรม นาความรู ้ เกิดภูมิคุมกัน โดยการจัดการองค์ความรู ้ ้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • 10.
    21 1.2. การเสริ ม สร้ า งคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสั ง คมได้อย่า งสันติ สุข โดยการพัฒนา ระบบการคุมครองเศรษฐกิจที่หลากหลาย และสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน ้ 2. การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็ นรากฐานที่มนคงของประเทศ ั่ 2.1. การสร้างความมันคงของเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการบูรณาการกระบวนการผลิตบน ่ ฐานศัก ยภาพ และความเข้ม แข็ง ของชุ ม ชนอย่า งสมดุ ล เน้น การผลิ ต เพื่ อ การ บริ โ ภคอย่า งพอเพี ย งภายในชุ ม ชน สนับ สนุ น ให้ ชุ ม ชนมี ก ารรวมกลุ่ ม ในรู ป สหกรณ์ กลุ่มอาชี พ สนับสนุ นการนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่ นมาใช้ใน การสร้างสรรค์คุณค่าของสิ นค้าและบริ การและสร้างความร่ วมมือกับภาคเอกชน ในการลงทุนสร้ างอาชี พและรายได้ที่มีการจัดสรรประโยชน์อย่างเป็ นธรรมแก่ ชุมชน ส่ งเสริ ม การร่ วมลงทุนระหว่างเครื อข่ายองค์กรชุ มชนกับองค์กรปกครอง ส่ วนท้องถิ่ น รวมทั้ง สร้ า งระบบบ่ ม เพาะวิส าหกิ จ ชุ ม ชนควบคู่ ก ับ การพัฒนา ความรู้ดานการจัดการ การตลาด และทักษะในการประกอบอาชีพ ้ 3. ยุทธศาสตร์ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยังยืน ่ 3.1. การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณค่าของสิ นค้าและบริ การบน ฐานความรู้และความเป็ นไทย โดยปรับโครงสร้างภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริ การที่ใช้กระบวนการพัฒนาคลัสเตอร์ และห่ วงโซ่ อุปทาน รวมทั้ง เครื อข่ายชุมชนบนรากฐานของความรู ้สมัยใหม่ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม ไทย และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างสิ นค้าที่มีคุณภาพและมูลค่าสู ง มี ตราสิ นค้าเป็ นที่ยอมรับของตลาด รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพื่อดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ และส่ งเสริ มการลงทุนไทยในต่างประเทศ ตลอดจน การบริ หารองค์ความรู ้อย่างเป็ นระบบ 3.2. การสร้างภูมิคุมกันของระบบเศรษฐกิจ โดยการบริ หารเศรษฐกิจส่ วนรวมอย่างมี ้ ประสิ ทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้มนคงและสนับสนุ นการปรับ ั่ โครงสร้างการผลิตโดยการระดมทุนไปสู่ ภาคการผลิตที่มีประสิ ทธิ ภาพ 3.3. การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เป็ นธรรมและการกระจายผลประโยชน์จากการ พัฒนาอย่างเป็ นธรรม โดยส่ งเสริ มการแข่งขันการประกอบธุ รกิ จในระบบอย่าง เสรี เป็ นธรรม และป้ องกันการผูกขาด กระจายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ ภู มิ ภ าคอย่า งสมดุ ล และเป็ นธรรม ให้ ป ระชาชนเข้า ถึ ง บริ ก ารได้อ ย่า งทั่ว ถึ ง เพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ 4. การเสริ มสร้างธรรมาภิบาลในการบริ หารจัดการประเทศ
  • 11.
    22 4.1. เสริ มสร้ า งความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้ส ามารถเข้า ร่ วมในการบริ หาร จัดการประเทศ โดยส่ งเสริ มให้ประชาชนรวมตัวและรวมกลุ่มสร้างเครื อข่ายการ ทางานร่ วมกันให้เข้มแข็ง 4.2. สร้ างภาคราชการที่มีประสิ ทธิ ภาพและมีธรรมาภิบาล เน้นการบริ การแทนการ กากับควบคุม และทางานร่ วมกับหุ นส่ วนการพัฒนา เน้นการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพ ้ และความคุ มค่าในการปฏิ บติภารกิ จด้วยการปรับบทบาทโครงสร้ างและกลไก ้ ั การบริ หารจัดการภาครั ฐ และรั ฐวิส าหกิ จให้มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ ทันสมัย ลดการ บังคับควบคุ ม คานึ งถึ งความต้องการของประชาชนและทางานร่ วมกับหุ ้นส่ วน การพัฒนา 4.3 นโยบายของคณะรัฐมนตรี คาแถลงนโยบายการบริ หารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็ นกรอบแนวทางการ บริ หารประเทศของรัฐบาลที่จะดาเนินการพัฒนาประเทศให้มนคงและยังยืน โดยทัวไปแล้วจะมีการ ั่ ่ ่ กาหนดประเด็นเรื่ องเร่ งด่วน ความมันคง เศรษฐกิ จและสังคม และการบริ หารบ้านเมื อง เป็ นต้น ่ โดยสามารถสรุ ปเป็ นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ดังนี้ 4.3.1 การสร้างความเชื่ อมันและกระตุนเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่อให้เกิดความเชื่ อมันแก่ ่ ้ ่ ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริ โภค (1) ฟื้ นฟูเศรษฐกิจที่กาลังประสบปั ญหาเป็ นการเร่ งด่วน 4.3.2 นโยบายเศรษฐกิจ (1) นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (2) สร้างความแข็งแกร่ งและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้กบ ั อุตสาหกรรมไทยด้วยการเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการผลิ ตเพื่อลดต้นทุ นและ เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า (3) ก าหนดมาตรการแก้ ไ ขปั ญ หาของแต่ ล ะอุ ต สาหกรรมและพัฒ นา อุ ตสาหกรรมที่ มีศ ก ยภาพในอนาคต เช่ น อุ ตสาหกรรมผลิ ตเครื่ องจัก ร ั ภายในประเทศ อุ ต สาหกรรมยานยนต์ อุ ต สาหกรรมอาหาร และ อุตสาหกรรมอัญมณี เป็ นต้น (4) ร่ วมมื อกับ ภาคเอกชนในการปรั บ ปรุ ง คุ ณภาพและมาตรฐานสิ นค้า ให้ ทัดเทียมและล้ าหน้าในระดับสากล
  • 12.
    23 (5) สร้ างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยรัฐ อ านวยความสะดวกในการจัด ตั้ง เครื อข่ า ยรวมกลุ่ ม และปรั บ ปรุ ง มาตรฐานการปล่อยสิ นเชื่อ ขยายขอบเขตการดาเนินการให้สินเชื่อ (6) ส่ งเสริ มให้อุตสาหกรรมมี ความรั บผิดชอบต่อสังคม ทั้งในด้านคุ ณภาพ และมาตรฐานสิ นค้าและบริ การ (7) ขยายฐานภาคบริ การในโครงสร้ างการผลิ ตของประเทศ โดยเพิ่มความ หลากหลายของธุ รกิ จบริ การ เพิ่มมูลค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาแรงงานฝี มือทั้งในด้านคุณภาพและความรู ้ดานภาษา และเชื่ อมโยง ้ ธุ รกิจภาคบริ การ อุตสาหกรรม และเกษตรเข้าด้วยกันให้เป็ นกลุ่มสิ นค้า (8) ขยายตลาดสิ น ค้า และบริ ก ารส่ ง ออกของไทยโดยก าหนดกลยุท ธ์ ด้า น การตลาดร่ วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มส่ วนแบ่งในตลาดที่มีอยู่แล้ว และ ขยายฐานการตลาดไปสู่ ประเทศใหม่ (9) ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ท้ งในระดับทวิภาคี และพหุ ภาคี ั ควบคู่ไปกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี ที่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ระหว่าง การเจรจา และที่ได้มีการเจรจาไปแล้ว (10) ส่ งเสริ มการลงทุนในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริ การที่ไทยมีศกยภาพ ั โดยเฉพาะสิ นค้าอาหารและบริ การฮาลาล อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สินค้า และบริ การที่ ใ ช้ น วัต กรรมและภู มิ ปั ญ ญา การลงทุ น ที่ เ ป็ นมิ ต รกั บ สิ่ งแวดล้อม (11) สนับ สนุ น การลงทุ น ในต่ า งประเทศในสาขาที่ ผู ้ป ระกอบการไทยมี ศัก ยภาพ และสร้ า งเครื อข่ า ยเชื่ อ มโยงทางธุ ร กิ จ ทั้ง ในประเทศและ ต่างประเทศ 4.3.3 นโยบายพลังงาน (1) ส่ งเสริ มการอนุ รั ก ษ์ แ ละประหยัด พลั ง งาน ทั้ งในภาคครั ว เรื อน อุตสาหกรรม บริ การ และขนส่ ง โดยรณรงค์ให้เกิดวินยและสร้างจิตสานึ ก ั ในการประหยัดพลังงาน (2) สนับสนุ นการใช้พลังงานอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ มีมาตรการจูงใจให้มีการ ลงทุนจากภาคเอกชนในการปรับเปลี่ ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และ มาตรการสนับสนุนให้ครัวเรื อนลดการใช้ไฟฟ้ าในช่วงการใช้ไฟฟ้ าสู งสุ ด
  • 13.
    24 (3) การวิจยพัฒนาและกาหนดมาตรฐานอุปกรณ์ ไฟฟ้ าและมาตรฐานอาคาร ั ประหยัดพลังงาน 4.3.4 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร (1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการให้บริ การภาครัฐ บริ การศึกษา บริ การสาธารณสุ ข และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ (2) พัฒนาอุ ตสาหกรรมเทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่ อสารทั้ง ในด้า น ซอฟต์แวร์ และฮาร์ ดแวร์ โดยสนับสนุ นให้มีการวิจยและพัฒนา รวมทั้ง ั การพัฒ นาศัก ยภาพของบุ ค ลากรเพื่ อ รองรั บ การเป็ นศู น ย์ก ลางด้า น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารในภูมิภาค 4.3.5 นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจย และนวัตกรรม ั (1) ส่ งเสริ มและสนับสนุ นโครงการวิจยตามแนวพระราชดาริ การวิจยและ ั ั พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท้ งงานวิจยขั้นพื้นฐาน และงานวิจย ั ั ั ประยุกต์ เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิ ชย์และพัฒนาอุตสาหกรรม (2) เร่ งรัดการวิจยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ ั ชีวตและพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคต ิ 4.3.6 นโยบายการบริ หารกิจการบ้านเมืองที่ดี (1) ประสิ ทธิ ภาพการบริ หารราชการแผ่นดิน (2) ปรั บ บทบาทและภารกิ จการบริ หารราชการระหว่า งราชการส่ วนกลาง ส่ วนภูมิภาค และส่ วนท้องถิ่ นให้ชัดเจน ไม่ซ้ าซ้อน เพื่อสามารถดาเนิ น ภารกิจที่สนับสนุนเชื่อมโยงกัน (3) สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริ ยธรรม และธรรมาภิบาล (4) ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่ วมในกระบวนการวางแผน และการทางาน (5) ให้แก่ ขาราชการและเจ้าหน้าที่ ของรั ฐ พร้ อมทั้งพัฒนาความโปร่ งใสใน ้ การปฏิ บติงานของหน่ วยงานภาครั ฐ เพื่อให้เป็ นที่ เชื่ อถื อไว้วางใจของ ั ประชาชน ่ (6) จัดระบบงานให้มีความยืดหยุน คล่องตัว รวดเร็ วมีประสิ ทธิ ภาพ โปร่ งใส สามารถตรวจสอบได้ และส่ ง เสริ ม พัฒ นาระบบบริ ห ารผลงานและ สมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่ อง
  • 14.
    25 4.4 แผนส่ งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แผนส่ งเสริ มวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่ งจัดทาโดย สานักงานส่ งเสริ มวิสาหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สามารถใช้เป็ นกรอบในการจัดทายุทธศาสตร์ ข องกรมส่ งเสริ ม อุตสาหกรรมได้ เนื่ องจากโดยหลักการแล้ว แผนส่ งเสริ ม ฯ ดังกล่าวมีกลุ่มเป้ าหมายและเนื้ อหาที่ เกี่ ย วข้อ งกับ ภารกิ จ ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม โดยเฉพาะในเรื่ อ งของการเสริ ม สร้ า งขี ด ความสามารถของผูประกอบการและวิสาหกิ จ และเป้ าประสงค์หลักคือความต้องการเห็ น SMEs ้ เติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังแสดงในรู ปที่ 2 ปั จ จุ บ ัน สสว. ได้ใ ช้แ ผนส่ ง เสริ ม วิส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ มฉบับ ที่ 2 โดยมี ระยะเวลาตั้ง แต่ ปี 2550-2554 เนื้ อหาของยุท ธศาสตร์ ที่เกี่ ย วข้องกับ กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ประกอบด้วย
  • 15.
    26 รู ปที่ 2 แผนส่ งเสริ ม SMEs 4.4.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างและพัฒนาผูประกอบการ ้ (1) สร้างแรงจูงใจในการเป็ นผูประกอบการ ้ (2) เพิ่มขีดความสามารถ ความรู ้ ทักษะตามขนาดระยะการเติบโตของธุ รกิจ (3) เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี/นวัตกรรม (4) ยกระดับความสามารถ/คุณภาพชีวตบุคลากร SMEs ิ (5) สร้างโอกาสในทางธุ รกิจและการให้ความรู ้ดานการตลาด ้ (6) สร้างความตื่นตัว จิตสานึก และธรรมาภิบาลแก่ผประกอบการ ู้ 4.4.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถทางนวัตกรรมของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคการผลิต (1) การส่ งเสริ มการสร้างพันธมิตรธุ รกิจและการรวมกลุ่มเครื อข่ายวิสาหกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Cluster) (2) การสนับสนุนขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่วสาหกิจขนาดกลาง ิ และขนาดย่อม (3) การเพิ่มประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพ
  • 16.
    27 (4) การเตรี ยมพร้อมรองรับระบบการค้าเสรี และมาตรการทางการค้า (5) ยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการสร้างความแตกต่าง ของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 4.4.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิมประสิ ทธิ ภาพและลดผลกระทบในภาคการค้า ่ (1) การเสริ มสร้างศักยภาพในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมภาคการค้าส่ ง-ค้าปลีก (2) การส่ งเสริ มและปรับปรุ งระบบการกากับดูแลภาคการค้าส่ ง-ค้าปลีกเพื่อให้ เกิดการแข่งขันที่เป็ นธรรม (3) การสร้างและพัฒนากลไกความร่ วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค วิชาการ และภาคประชาชนในการพัฒนาธุ รกิ จค้าส่ ง-ค้าปลีก และได้รับ ความร่ วมมือกับส่ วนกลาง 4.4.4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่ งเสริ มภาคบริ การในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม (1) การพัฒนาบุคลากรภาคบริ การ ทั้งด้านความรู ้ ความสามารถ ทักษะฝี มือ และจิตวิญญาณในการเป็ นผูให้บริ การที่ดี ้ (2) การเสริ มสร้างระบบความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเครื อข่ายวิสาหกิจ ของภาคบริ การที่มีศกยภาพ ั (3) การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน โดยการใช้ภูมิปัญญา วัฒนธรรมไทย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม (4) การเร่ งรัดการเพิมประสิ ทธิ ภาพ ผลิตภาพ และคุณภาพมาตรฐานของ ่ ผลิตภัณฑ์บริ การ 4.4.5 ยุทธศาสตร์ ที่ 5 การส่ ง เสริ มวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคและ ท้องถิ่น (1) การส่ ง เสริ มผลิ ต ภัณ ฑ์ ชุ ม ชนและท้ อ งถิ่ น โดยการพัฒ นาคุ ณ ภาพ มาตรฐาน ความแตกต่างของสิ นค้าและบริ การให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาด (2) การส่ งเสริ มการเชื่อมโยงเครื อข่ายวิสาหกิจเพื่อเสริ มสร้างห่วงโซ่มูลค่าใน ระดับสาขาที่มีศกยภาพ และสนับสนุ นการรวมกลุ่ม/เชื่ อมโยงธุ รกิ จของ ั วิสาหกิจชุมชน
  • 17.
    28 (3) การสนับสนุ นโครงสร้ างพื้นฐานเพื่ อให้บริ การแก่ วิสาหกิ จขนาดกลาง และ ขนาดย่อมในภูมิภาค (4) การบูรณาการและสร้างเครื อข่ายการทางานส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในภูมิภาค 4.4.6 ยุทธศาสตร์ ที่ 6 การพัฒนาปั จจัยเอื้ อในการดาเนิ นธุ รกิ จสาหรั บวิส าหกิ จขนาด กลางและขนาดย่อม (1) การส่ งเสริ มระบบและเครื่ องมือให้วสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกิด ิ ความสะดวกในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (2) การยกระดับความรู ้และทักษะบุคลากรของวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม (ผูประกอบการ / พนักงาน) ้ (3) การบริ หารจัดการระบบข้อมูลสาหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (4) การส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางด้านการเงิน (5) การส่ งเสริ มสิ่ งอานวยความสะดวกและความสามารถด้านการตลาด (6) การส่ งเสริ มประสิ ทธิ ภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ 4.5 แผนแม่ บทของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดาเนิ นการจัดทา แผนแม่บทบทการพัฒนาอุตสาหกรรม ร่ วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ ยวข้อง จานวน 2 แผนแม่บท ได้แก่ แผนแม่บทการพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิ ตภาพของภาคอุ ตสาหกรรม (พ.ศ.2551-2555) และแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญา (พ.ศ.2551-2555) แผนแม่บททั้ง 2 มีความเฉพาะใน เรื่ องการพัฒนาผลิตภาพและนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมซึ่ งเกี่ ยวข้องกับแนวทางการส่ งเสริ ม อุตสาหกรรมดังนี้ 4.5.1 แผนแม่บทการพัฒนาประพัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึ งความสาคัญของการเพิ่มผลิ ตภาพ (Productivity) โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เนื่ องจากเป็ นปั จจัยสาคัญที่ทาให้วิสาหกิจสามารถ ลดต้นทุน เพิ่มกาลังการผลิตเพื่อทาให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการขยายตัวได้อย่างมันคง โดยมี ่ รายละเอียดพอสรุ ปได้ดงนี้ ั
  • 18.
    29 เป้ าหมาย (1) ผลิตภาพแรงงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 5 ต่อ ปี (2) กลุ่ ม อุ ต สาหกรรมที่ เ ข้า ร่ ว มโครงการภายใต้แ ผนแม่ บ ทมี จ านวน เพิ่มขึ้น เป็ นไม่นอยกว่า 25 กลุ่มอุตสาหกรรม ในปี 2555 ้ (3) ผูประกอบการที่เข้าร่ วมโครงการภายใต้แผนแม่บทมีจานวนเพิ่มขึ้น ้ ไม่นอยกว่า 9,000 โรงงาน ในปี 2555 ้ ยุทธศาสตร์ (1) การยกระดับความสามารถทักษะแรงงาน (Human Skill) ทั้งแรงงาน ที่มีอยูเ่ ดิมและแรงงานที่กาลังเข้าสู่ ภาคอุตสาหกรรม (2) การยกระดับความสามารถทางด้านการบริ หารจัดการ (Management) (3) การปรับปรุ งประสิ ทธิภาพเครื่ องจักร (4) การพัฒนาระบบ Logistics ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม (5) การสร้างเครื อข่ายพันธมิตรธุ รกิจ และ Supply Chain 4.5.2 แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญา แผนแม่บทฉบับนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปั ญญาในด้าน การเพิ่มความสามารถในการสร้ างและการใช้ประโยชน์ความรู ้ โดยหากวิสาหกิจของไทยสามารถ สร้ า งความแตกต่ า งในสิ น ค้า และบริ ก าร (Differentiation) ได้จ ากการพัฒ นานวัต กรรมของ กระบวนการ สิ นค้า บริ การ จะทาให้มีความสามารถในการแข่งขันสู งขึ้ นส่ งผลให้ประเทศมี การ เจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยงยืน โดยมีรายละเอียดพอสรุ ปได้ดงนี้ ั่ ั เป้ าหมาย (1) ร้ อ ยละ 35 ของสถานประกอบการในอุ ต สาหกรรมการผลิ ต มี นวัตกรรมและการเรี ยนการสอนทางเทคโนโลยี (2) มีความร่ วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคธุ รกิจ สถาบันการศึกษา การ วิจย ั (3) อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในด้านบุคลากร วิจยและพัฒนา และสิ ทธิ บตร ที่จดทาโดย International Institute for ั ั ั Management Development (IMD) อยู่ในตาแหน่ งไม่ต่ ากว่าจุ ด กึ่งกลาง
  • 19.
    30 ยุทธศาสตร์ (1) เพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิต (2) สร้างความเข้มแข็งของแหล่งผลิตความรู ้ (3) สร้างความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิตความรู ้และผูใช้ความรู ้ ้ 4.6 ยุทธศาสตร์ การพัฒนาพืนที่ ้ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จดทากรอบยุทธศาสตร์ ั การพัฒนาภาค ตามภูมิสังคมของแต่ละภาคทั้ง 4 ภาค (ภาคเหนื อ ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ ภาค กลาง และภาคใต้) เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 สู่ การปฏิบติ และเพื่อเชื่ อมโยงยุทธศาสตร์ ั ระดับชาติ สู่ ระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด รวมทั้งได้นาบริ บทการเปลี่ ยนแปลงของโลกและประเทศ และศักยภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการพิจารณา ในการกาหนดแนวทางการพัฒนา ของภาค และกลุ่มจังหวัด แผนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเนื่องจาก กรมส่ งเสริ ม อุตสาหกรรมมีศูนย์ส่งเสริ มอุตสาหกรรม ซึ่ งเป็ นหน่วยงานในภูมิภาคทาหน้าที่ส่งเสริ มและพัฒนา อุตสาหกรรมในพื้นที่ รับผิดชอบ ดังนั้นยุทธศาสตร์ การพัฒนาภาคจะต้องได้รับการพิจารณาเป็ น ส่ วนหนึ่งของการจัดทายุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ซึ่ งพอจะสรุ ปได้ดงนี้ ั 4.6.1 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือ (1) สนับสนุ นการสร้ างมูลค่าเพิ่มของฐานการผลิ ตที่มีความหลากหลาย คานึ งถึ งผลกระทบต่อทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ ง แวดล้อม เพื่อคง ความเป็ นฐานเศรษฐกิจอย่างยังยืน่ ก. สนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรู ปธัญพืชในภาคเหนื อตอนล่าง ข. สนับสนุ นอุตสาหกรรมบริ การใหม่ที่มีศกยภาพ โดยเฉพาะ ั อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หัตถอุตสาหกรรม และธุ รกิจบริ การ สุ ขภาพ ค. พัฒนาปั จจัยสนับสนุ นธุ รกิ จอุ ตสาหกรรมและบริ การ โดย ส่ งเสริ มการพัฒนาเครื อข่ายกลุ่มธุ รกิจ (Cluster) (2) พัฒนาเมืองศูนย์กลางความเจริ ญและเมืองชายแดน เพื่อรองรับการ เชื่อมโยงในระดับนานาชาติ
  • 20.
    31 ก. เร่ งรัดการดาเนิ นงานแผนงาน/โครงการภายใต้นโยบายเขต เศรษฐกิจชายแดน (3) พัฒนาคนและสังคมให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีความมันคง และ ่ อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ขร่ วมกัน ก. เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพแรงงานให้ สู ง ขึ้ น โดยเฉพาะในพื้ น ที่ อุตสาหกรรมและบริ การหลักได้แก่ เชี ยงใหม่-ลาพูน ลาปาง เชียงราย พิษณุโลก และนครสวรรค์ (4) บริ หารจัดการทรั พยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมอย่างยังยืน เน้น ่ การอนุ รักษ์ ฟื้ นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุ ล รวมทั้งเตรี ยมการ ป้ องกันและรับมือกับภัยธรรมชาติ ก. พัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ 4.6.2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลาง (5) พัฒนาฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก. รั ก ษาฐานอุ ต สาหกรรมที่ มี อ ยู่ ใ ห้ ย ั่ ง ยื น เพื่ อ เป็ นฐาน อุตสาหกรรมของประเทศ ข. เสริ ม สร้ า งสภาพแวดล้อมแหล่ ง อุ ตสาหกรรม โดยพัฒนา รวมกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ค. พัฒ นาคุ ณ ภาพอุ ต สาหกรรมให้ ไ ด้ ม าตรฐานโดยใช้ เทคโนโลยีสะอาด (การออกแบบ/Value creation/เทคโนโลยี สะอาด) ง. สนับสนุ นด้านการตลาด เงิ นทุนและความรู้ ในการบริ หาร จัดการแก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อพัฒนา ขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรม SMEs จ. พัฒนาความร่ ว มมื อกับ ประเทศเพื่ อ นบ้า นโดยเฉพาะการ ลงทุน สร้าง Value Chain และพัฒนาธุ รกิ จการค้ารู ปแบบ ใหม่ และมุ่ ง ลงทุ น ในต่ า งประเทศ เพื่ อ แสวงหาวัต ถุ ดิ บ / แรงงานราคาถูก ฉ. พัฒ นาระบบ Logistics และ Infrastructures ให้ มี ประสิ ทธิภาพ
  • 21.
    32 (6) เสริ ม สร้ า งศัก ยภาพการพัฒ นาเมื อ งและพื้ น ที่ ช ายแดนตามแนว เส้นทางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนื อ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก ก. ส่ ง เสริ ม การพัฒนาขี ด ความสามารถของผูป ระกอบการที่ ้ เกี่ยวข้องในพื้นที่ชายแดน ได้แก่จงหวัดกาญจนบุรี สระแก้ว ั จันทบุรี ตราด และประจวบคีรีขนธ์ โดยฝึ กอบรมให้ความรู้ ั เกี่ ย วกับ ประเพณี ว ฒ นธรรม ระเบี ย บการค้า การลงทุ น ที่ ั เกี่ ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งฝึ กอบรมด้านภาษา และ IT 4.6.3 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (1) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ก. เพิ่ ม ประสิ ทธิ ภ าพและศัก ยภาพการประกอบการด้ า น อุตสาหกรรม โดยนครราชสี มา-ขอนแก่น-ชัยภูมิ เป็ นพื้นที่ อุตสาหกรรมสิ่ งทอเครื่ องแต่งกาย นครราชสี มา-ขอนแก่ น เป็ นพื้นที่อุตสาหกรรมชิ้นส่ วนยานยนต์ อิเลคทรอนิ กส์ และ ซอฟต์แวร์ นครราชสี มา-ขอนแก่น-กาฬสิ นธุ์ -อุดรธานี เป็ น พื้นที่อุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานทดแทน ข. การเพิ่มศักยภาพการค้าและการประกอบธุ รกิจ ค. ร่ วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (2) สร้างสังคมและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ก. สร้ างชุ มชนให้เข้มแข็ง โดย พัฒนาต่อยอดผลิ ตภัณฑ์ชุมชน และวิสาหกิ จชุ ม ชน สนับ สนุ นความรู ้ และเทคโนโลยีก าร ผลิตให้สอดคล้องกับ Position ที่ชุมชนกาหนด ส่ งเสริ มการ ดาเนินชีวตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ิ 4.6.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ (1) การเสริ มสร้ างความเข้มแข็งภาคการผลิ ตหลักเพื่อให้เติบโตได้อย่าง ต่อเนื่องและยังยืน ่
  • 22.
    33 ก. การพัฒนาการเกษตรและอุ ตสาหกรรมแปรรู ปเพื่อเพิ่มขี ด ความสามารถการแข่งขันสิ นค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ ามัน การประมง และผลไม้ ข. พัฒนาประสิ ทธิ ภาพและผลิตภาพการผลิตสิ นค้าอาหารเพื่อ เพิ่มความมันคงด้านอาหารของภาค ่ ค. พัฒนาการท่ องเที่ ย วเพื่ อให้ส ามารถสร้ า งรายได้อ ย่า งเต็ ม ศักยภาพและยังยืน ่ (2) ขยายฐานเศรษฐกิ จเพื่อเพิ่มความหลากหลายของแหล่งสร้ างรายได้ และการจ้างงานให้แก่ภาค ก. พัฒ นาความร่ ว มมื อ กับ ประเทศเพื่ อ นบ้า นภายใต้ก รอบ โครงการ JDS และกรอบโครงการ IMT-GT ข. ใช้ความได้เปรี ยบของพื้นที่ ส ร้ างโอกาสการพัฒนารองรั บ การขยายการลงทุน ค. พัฒนาการคมนาคมขนส่ งทางทะเลเชื่ อมโยงสู่ นานาชาติเพื่อ เปิ ดประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ (3) อุ ต สาหกรรมที่ มี ศ ัก ยภาพของประเทศพัฒ นาคนและสั ง คมให้ มี คุณภาพและมีภูมิคุมกันที่ดีเพื่อเสริ มสมรรถนะการพัฒนาภาค ้ ก. การพัฒนาด้านความรู้ คุ ณธรรม และสุ ขภาวะเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวตของประชาชน ิ ข. การสร้ า งความมัน คงในการดารงชี วิ ตของคนจน คนด้อ ย ่ โอกาส ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ค. การพัฒนาศัก ยภาพคนเพื่ อเพิ่ ม ผลิ ตภาพการผลิ ตและเพิ่ ม โอกาสด้านอาชีพและรายได้ ง. การอานวยความยุติธรรม การสร้ างความปลอดภัย ในชี วิต และทรัพย์สินแก่ประชาชนและการสร้างความสมานฉันท์ใน สังคม (4) เสริ มสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมระดับชุมชน ก. สร้างกระบวนการเรี ยนรู ้เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุ มชนสู่ การพึ่งตนเอง
  • 23.
    34 ข. พัฒนาเศรษฐกิ จชุ มชนโดยการเพิ่มโอกาสการมีรายได้จาก ทรัพยากรในท้องถิ่น ค. ส่ งเสริ มการใช้กระบวนการชุมชนเข้มแข็งเพื่อสร้างสันติสุข (5) ฟื้ นฟู แ ละบริ หารจัด การทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล้อ มเพื่ อ รักษาสมดุลเชิงนิเวศน์อย่างยังยืน ่ ก. ฟื้ นฟู และอนุ รักษ์ท รั พ ยากรธรรมชาติ เพื่ อรั ก ษาสมดุ ล เชิ ง นิเวศน์ ข. สร้างความอุดมสมบูรณ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็ นฐานการ ผลิตอย่างยังยืน ่ ค. ควบคุ มคุ ณภาพสิ่ งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบด้านคุ ณภาพ ชีวต ิ 4.7 ยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม เป็ นหน่ ว ยงานหนึ่ ง ภายใต้ก ระทรวงอุ ต สาหกรรม ดัง นั้น ยุทธศาสตร์ ของกระทรวงอุ ตสาหกรรม จะเป็ นสิ่ ง ที่ กาหนดและชี้ นายุทธศาสตร์ ระดับกรมด้วย อย่างไรก็ตามการจัดทายุทธศาสตร์ ของกระทรวงอุตสาหกรรม มักดาเนิ นการโดยที่ปรึ กษา (แทนที่ จะเป็ นเจ้าหน้าที่) ซึ่ งมักมีเวลาค่อนข้างจากัด กระบวนการจัดทายุทธศาสตร์ ถูกกาหนดขึ้นมาก่อน หน้าที่จะมีการประชุ มระหว่างสานักนโยบายและแผนของกระทรวง และหน่ วยงานระดับกรม ทา ให้ยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงยังขาดความน่ าเชื่ อถื อ และไม่สามารถชี้ นายุทธศาสตร์ ของกรมได้ อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ดังนั้น การจัดทายุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงจึงมีลกษณะ Top Down และขาด ั บูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การรอให้เกิดยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงถึงค่อยมา ทายุทธศาสตร์ ระดับกรมคงเป็ นไปได้ยากในทางปฏิ บติ ดังนั้น หน่ วยงานระดับกรมจึ งมักจัดทา ั ยุทธศาสตร์ ของตนเองขึ้นก่อนแล้วผลที่ได้จะเป็ นสิ่ งที่กาหนดยุทธศาสตร์ ระดับกระทรวงต่อไป ยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม ระหว่างปี 2551-2554 ประกอบด้วย 1) การปรับโครงสร้างการผลิตและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพภาคอุตสาหกรรม 2) การพัฒนาปั จจัยแวดล้อมให้เอื้ออานวยต่อการพัฒนาและประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรม 3) เสริ มสร้ างศักยภาพวิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิ จชุ มชนตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง 4) การบริ หารจัดการทรัพยากรและสิ่ งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรม 5) ส่ งเสริ มการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทสอย่างยังยืน ่ 6) การพัฒนาสมรรถนะและประสิ ทธิภาพองค์กรเพื่อเป็ นผูนาการเปลี่ยนแปลง ้
  • 24.
    35 โดยมีตวชี้วดที่สาคัญที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการส่ งเสริ มอุตสาหกรรมได้แก่ ั ั 1) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่ากว่าร้อยละ 4 ต่อปี 2) การส่ งออกของ SMEs ขยายตัวไม่นอยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ้ 3) ผลิตภาพแรงงานภาคอุตสาหกรรมเพิมขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี ่ 4) จานวนผูประกอบการเพิ่มขึ้น 40,000 รายภายในปี 2554 ้ 5) ชุมชนมีรายได้จากการสร้างงาน 90,000 ล้านบาทภายในปี 2554
  • 25.
    36 รู ปที่ 3 นโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องกับการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 5. การประเมินสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจ และสั งคม เนื่ องจากภารกิ จของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเกี่ ยวข้องกับการเจริ ญเติบโต และความอยู่ รอดของผูประกอบการและวิสาหกิจ ซึ่ งจะเชื่อมโยงมาถึงการจ้างงานและการลงทุน ทาให้ตองมีการ ้ ้ ประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคมควบคู่กน ในการจัดทายุทธศาสตร์ คณะทางาน ฯ ได้ ั ใช้แหล่ งข้อมูลที่หลากหลายในการวิเคราะห์ ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิ จและสังคม โดยสามารถ แบ่งข้อมูลเป็ น 2 ประเภท คือ 1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data Source) เป็ นข้อมูลดิบที่ได้จากแหล่งต้นกาเนิ ด ยังไม่ได้ ผ่านกระบวนการประมวล หรื อวิเคราะห์ แต่มีความน่ าเชื่ อถื อค่อนข้างสู ง เช่น ข้อมูลที่คณะทางาน
  • 26.
    37 ฯ ได้จดเก็บด้วยตนเองโดยใช้เครื่ องมือต่างๆ เช่น แบบสอบถาม การจดบันทึก การสัมภาษณ์ และ ั การสารวจ เป็ นต้น 2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data Source) ข้อมูลที่มีผอื่นรวบรวมไว้ให้แล้ว บางครั้ง ู้ อาจจะมีการประมวลผลเพื่อเป็ นสารสนเทศ ผูใช้ขอมูลไม่จาเป็ นต้องไปสารวจเอง ดังตัวอย่างข้อมูล ้ ้ สถิ ติต่า งๆ ที่ หน่ วยงานรั ฐบาลท าไว้แล้ว เช่ น สถิ ติจานวนประชากรแต่ ล ะจัง หวัด สถิ ติก ารส่ ง สิ นค้าออก สถิติการนาสิ นค้าเข้า ข้อมูลเหล่านี้ มีการตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อให้ใช้งานได้ หรื อนาเอาไป ประมวลผลต่อ ในช่วงปี งบประมาณ 2552 กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมยังได้จดสรรงบประมาณส่ วน ั หนึ่ งในการซื้ อฐานข้อมูลมหภาคจากบริ ษท CEIC ซึ่ งสามารถแสดงข้อมูลได้ถึงกว่า 60 ประเทศ ั และยังได้ซ้ื อข้อมูลข่าวสารจากสื่ อต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์แบบ Real Time นับเป็ นฐานข้อมูลแบบเบ็ดเสร็ จ All-in-One Access Database การรวบรวมข้อมูล และประเมิ นสถานการณ์ เศรษฐกิ จ ควรดาเนิ นการก่ อนการประชุ ม คณะทางานจัดทายุทธศาสตร์ โดยฝ่ ายเลขาคณะทางาน (ส่ วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน สานักบริ หาร ยุทธศาสตร์ ) ได้รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ จากการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) กับ กลุ่มเป้ าหมายที่เคยได้รับบริ การ หรื อเคยเข้าร่ วมกิจกรรมที่กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจัดขึ้น ทั้งใน ส่ วนกลาง และส่ วนภูมิภาค โดยมีวตถุ ประสงค์ในการประเมินผลการดาเนิ นงานของหน่ วยงาน ั ความพึงพอใจและความต้องการของผูที่ได้รับบริ การ เพื่อการปรับปรุ งคุณภาพและหาแนวทางการ ้ ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ กระบวนการ Focus Group ใช้เวลาไม่เกิน 2-3 ชัวโมงต่อกลุ่ม และมี ่ จานวนสมาชิ กไม่เกิน 10 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ 3 คน ทาหน้าที่สัมภาษณ์ จดบันทึก และอานวยความ สะดวกแก่สมาชิกกลุ่ม สาหรับข้อมูลทุติยภูมิ ฝ่ ายเลขาคณะทางาน ฯ ได้เลือกใช้ฐานข้อมูล On-line เชิ งคุณภาพ (Qualitative Data) ซึ่ งเกี่ยวข้องกับข่าวเศรษฐกิจและสังคม ของบริ ษท Infoquest สามารถค้นหา ั ข้อมูลที่ตองการย้อนหลังได้ถึง 10 ปี นอกจากนี้ ยงได้ใช้ฐานข้อมูล On-line เชิงตัวเลข (Quantitative ้ ั Data) ของบริ ษท CEIC ซึ่ งได้รวบรวมข้อมูลสถิติสาคัญของประเทศจากแหล่งต่าง ๆ โดยเป็ นข้อมูล ั ที่มีความทันสมัย มีการปรับปรุ งฐานข้อมูลเป็ นรายวัน ดังตัวอย่างข้อมูลที่แสดงในรู ปที่ 4 ถึง 38 ข้อมูลมหภาคที่ใช้ในการประเมินวิเคราะห์เพื่อกาหนดยุทธศาสตร์ ของ กสอ. ได้แก่ 1) ระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (แสดงในรู ปที่ 4-5) จัดทาขึ้นทุกปี โดยสถาบัน IMD ประเทศสวิสเซอร์ แลนด์ โดยมีเกณฑ์การประเมินใน 4 มิติ ได้แก่ ความสามารถ ทางเศรษฐกิ จ (Economic Performance) ความสามารถของภาครัฐ (Government Efficiency) ความสามารถของภาคเอกชน (Business Performance) และความได้เปรี ยบทางโครงสร้างพื้นฐาน
  • 27.
    38 ในการพัฒนาประเทศ (Infrastructure) สาหรับในปี2551 ประเทศไทยถูกจัดลาดับไว้ที่ 27 จาก จานวนทั้งหมด 55 ประเทศ ดีข้ ึนกว่าปี 2550 ซึ่ งอยู่ลาดับที่ 33 จากการตรวจสอบพบว่าประเด็นที่ เป็ นจุดอ่อนของไทย คือ ผลิตภาพ ธรรมาภิบาล โครงสร้างด้านข้อมูลสารสนเทศ สาธารณสุ ข และ การศึกษา นอกจากนี้ เพื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชี ย พบว่า ประเทศไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันต่ากว่าประเทศมาเลเซี ย และจีน คาดว่าในปี 2552 ลาดับความสามารถในการแข่งขัน ของไทยอาจอยู่ใ นตาแหน่ ง เดิ ม หรื อมี แนวโน้มลดลงอันเนื่ องจากภาวะเศรษฐกิ จถดถอย และ เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ 2) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (แสดงในรู ปที่ 6-14) มักอ้างอิงถึงอัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรื อ Gross Domestic Product (GDP) ซึ่ งเป็ นตัวชี้ วดการเติบโต ั ของเศรษฐกิ จในประเทศแบบพื้นฐานที่ นิยมใช้ทวโลก (Basically Measurement of National ั่ Economics) หรื อใช้คาดการณ์และวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้ โดย GDP ให้ความสาคัญกับตัวแปรที่เป็ นการใช้จ่ายเพื่อการบริ โภคของประชาชน (Consumption) การ ลงทุนภาคเอกชน (Investment) รายจ่ายหรื อการลงทุนของภาครัฐบาล (Government Spending) มูลค่ารวมของการส่ งออก (Export) มูลค่ารวมของการนาเข้า (Import) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรื ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิ จ จะเอาการเปลี่ ยนแปลงของ GDP มาคานวณเป็ นร้อยละต่อปี หรื อต่อไตรมาสอีกที 3) ภาวะเงินเฟ้ อและเงินฝื ด (แสดงในรู ปที่ 15 ) ภาวะเงินเฟ้ อ (Inflation) หมายถึง ภาวะ ทางเศรษฐกิจที่ระดับราคา และบริ การโดยทัวไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ วผิดปกติ หรื อเป็ นภาวะที่ค่า ่ หน่วยเงินตราลดลงไปเรื่ อยๆ เป็ นเหตุให้เงินจานวนเดียวกันนี้ ไม่สามารถจะซื้ อ สิ นค้าและบริ การ ่ จานวนเดียวกันได้ เมื่อเวลาล่วงเลยไป กล่าวอีกนัยได้วา ปริ มาณเงินมากกว่าปริ มาณสิ นค้า ภาวะเงิน ฝื ด (Deflation) หมายถึง ภาวะที่ระดับสิ นค้าและบริ การลดลงเรื่ อยๆ แม้สินค้าจะมีราคาถูก แต่ก็ขาย ไม่ออกเพราะประชาชนยากจนไม่มีเงินซื้ อ เมื่อเกิดสภาวะนี้ จะไม่มีใครอยากลงทุนเนื่ องจากเกรงว่า ลงทุนแล้วสิ นค้าที่ผลิตขายไม่ออก ทาให้เกิ ดการว่างงานเป็ นจานวนมาก อัตราเงิ นเฟ้ อมักคานวณ จากดัชนีราคาผูบริ โภค (Consumer Price Index) ้ 4) การใช้กาลังการผลิ ต หรื อ Capacity Utilization (แสดงในรู ปที่ 16-22) หมายถึ ง อัตราส่ วนระหว่างผลผลิตจริ ง (Actual Production) ซึ่ งผลิตได้ต่อปี และกาลังการผลิตเต็มที่ต่อปี (Maximum Annual Productive Capacity) ซึ่ งเป็ นกาลังการผลิตสู งสุ ดของเครื่ องจักรทั้งหมด แสดง ให้เห็นถึงความสามารถในการใช้เครื่ องจักรให้เกิดประสิ ทธิ ผลมากน้อยเพียงใด
  • 28.
    39 5) อัตราการว่างงาน (แสดงในรู ปที่ 23-28) เป็ นเครื่ องแสดงถึงผลการดาเนิ นกิจการของ วิสาหกิจทางอ้อม ตลอดจนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม การว่างงานหมายถึงผูท่ีสามารถทางาน ้ ได้แต่กาลังหางานทาอยู่ การควบคุมอัตราเงินเฟ้ อให้อยูสภาพที่เหมาะสมจะทาให้การว่างงานลดลง ่ 6) มูลค่าการนาเข้า ส่ งออก (แสดงในรู ปที่ 29 ) เป็ นหนึ่ งในตัวชี้ วดอัตราการเติบโตทาง ั เศรษฐกิ จ มู ล ค่ า การส่ ง ออกมากกว่ า การน าเข้า ท าให้ ผ ลิ ต ภัณ ฑ์ ม วลรวมของประเทศสู ง ขึ้ น นอกจากนี้ มูลค่าการส่ งออกยังเป็ นปั จจัยสาคัญต่อการจ้างงานอีกด้วย 7) จานวนวิส าหกิ จ (แสดงในรู ปที่ 30-31) เนื่ องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิ จของ ่ ประเทศต้องพึ่งพาการลงทุน ไม่เพียงแต่การลงทุนและการอยูรอดของผูประกอบการเดิมเท่านั้น แต่ ้ การลงทุนที่เกิดจากวิสาหกิจซึ่ งเกิดขึ้นใหม่ และมีการจ้างงานเพิมขึ้น จะทาให้เศรษฐกิจของประเทศ ่ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ปั จจุบนสัดส่ วนของวิสาหกิจ (ที่ข้ ึนทะเบียน) ต่อประชากรของไทย อยูท่ี ั ่ ่ 1:100 ในขณะที่สหรัฐอเมริ กามีสัดส่ วนอยูที่ 1:15 ั 8) การลงทุน (แสดงในรู ปที่ 32) มีความสัมพันธ์กบการลงทุนของวิสาหกิ จในประเทศ และการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) แหล่งข้อมูลด้านการลงทุนคือกรม พัฒ นาธุ ร กิ จ การค้า กระทรวงพาณิ ช ย์ และส านัก งานคณะกรรมการส่ ง เสริ ม การลงทุ น (BOI) กระทรวงอุตสาหกรรม 9) การท่องเที่ยว (แสดงในรู ปที่ 33-35 ) ทารายได้เป็ นอันดับหนึ่ งของประเทศ และธุ รกิจ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเป็ นแหล่งของการจ้างงานจานวนมาก ในปี 2550 ประเทศไทยมีรายได้ จากการท่องเที่ยวประมาณ 540,000 ล้านบาท โดยแหล่งรายได้หลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ การพักแรม การซื้ อของ และการบริ โภคอาหาร 10) ความเชื่ อมันของผูบริ โภค (แสดงในรู ปที่ 36-38 ) เป็ นดัชนีที่แสดงถึงความเต็มใจ ใน ่ ้ การใช้เงินเพื่อซื้ อสิ นค้า (Willingness to Buy) ของประชาชน ในช่ วงเศรษฐกิจดี ประชาชนจะมี รายได้มากพอที่จะใช้สอยในเรื่ องต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการ ในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิ จมี แนวโน้มถดถอย การใช้จ่ายของประชาชนจะน้อยลงและจากัดอยู่ท่ีปัจจัยที่จาเป็ นต่อการดารงชี พ ขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ปี 2549 พบว่าความเชื่อมันของผูบริ โภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ่ ้
  • 29.
    40 รู ปที่4 แสดงระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย เทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชี ยแปซิ ฟิก รู ปที่ 5 แสดงระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยเทียบกับมิติของการประเมินในแต่ละปี
  • 30.
    41 รู ปที่ 6แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Growth) เป็ นรายไตรมาส รู ปที่ 7 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม
  • 31.
    42 รู ปที่ 8แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในแต่ละภูมิภาค รู ปที่ 9 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคกลาง
  • 32.
    43 รู ปที่ 10แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคตะวันออก รู ปที่ 11 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคเหนือ
  • 33.
    44 รูปที่ 12 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคใต้ รู ปที่ 13 แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาคตะวันตก
  • 34.
    45 รู ปที่ 14แสดงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP Growth) ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ รู ปที่ 15 แสดงดัชนีราคาสิ นค้า (อัตราเงินเฟ้ อ)
  • 35.
    46 รู ปที่ 16 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต รู ปที่ 17 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรู ป
  • 36.
    47 รู ปที่18 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรู ป (ต่อ) รู ปที่ 19 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมสิ่ งทอและเครื่ องนุ่งห่ม
  • 37.
    48 รู ปที่ 20แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (1) รู ปที่ 21 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (2)
  • 38.
    49 รู ปที่ 22 แสดงอัตราการใช้กาลังการผลิต ในอุตสาหกรรมอื่น (3) รู ปที่ 23 แสดงปริ มาณแรงงาน และการจ้างงานทั้งหมด (หน่วย 1,000 คน)
  • 39.
    50 รู ปที่ 24 แสดงการจ้างงานในแต่ละอุตสาหกรรม (หน่วย 1,000 คน) รู ปที่ 25 แสดงปริ มาณการว่างงาน และที่กาลังมองหางาน (หน่วย 1,000 คน)
  • 40.
    51 รู ปที่26 แสดงปริ มาณการว่างงานแยกตามภูมิภาค (หน่วย 1,000 คน) รู ปที่ 27 แสดงปริ มาณการว่างงานแยกตามสาขาธุ รกิจ (หน่วย 1,000 คน)
  • 41.
    52 รู ปที่ 28แสดงอัตราการเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานแยกตามสาขาอุตสาหกรรม รู ปที่ 29 แสดงการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการนาเข้า ส่ งออก
  • 42.
    53 รู ปที่ 30แสดงจานวนวิสาหกิจที่เลิกกิจการ และที่ข้ ึนทะเบียนจัดตั้งใหม่ ่ รู ปที่ 31 แสดงจานวนวิสาหกิจคงอยูในปั จจุบน ั
  • 43.
    54 รู ปที่ 32 แสดงคาขอลงทุนผ่าน BOI รู ปที่ 33 แสดงจานวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย
  • 44.
    55 รู ปที่ 34แสดงอัตราการเดินทางเข้าประเทศไทยของของนักท่องเที่ยว รู ปที่ 35 แสดงรายได้จากนักท่องเที่ยวแยกตามประเภทการใช้จ่าย
  • 45.
    56 รู ปที่ 36 แสดงปริ มาณการขึ้นทะเบียนยานยนต์ แยกตามภูมิภาค รู ปที่ 37 แสดงดัชนีความเชื่ อมันของประชาชน เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ ่
  • 46.
    57 รู ปที่ 38 แสดงดัชนีความเชื่ อมันของประชาชนเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอย ่ 6. การประเมินสถานการณ์ ภายในและภายนอก ช่ างก่อสร้ างต้องใช้คอนตะปูในการทางานฉันใด นักยุทธศาสตร์ ก็ตองมีเครื่ องมือในการ ้ ้ วิเคราะห์และกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ฉันนั้น ในการกาหนดยุทธศาสตร์ เครื่ องมือที่เป็ นที่นิยม ได้แก่ 1) SWOT Analysis 2) Gap Analysis 3) BCG / GE Model 6.1 การวิเคราะห์ SWOT การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis) เป็ นเครื่ องมือในการประเมินสถานการณ์ สาหรับ องค์กร หรื อโครงการ ซึ่ งช่วยผูบริ หารกาหนดจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาส ้ และอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบที่มีศกยภาพจากปั จจัยเหล่านี้ ต่อการ ั ทางานขององค์กร SWOT มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ 4 ตัว ได้แก่
  • 47.
    58  S มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรื อจุดแข็ง ซึ่ งเป็ นผลมาจากปั จจัยภายใน เป็ น ข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เช่น จุดแข็งด้านบุคลากร ระบบงาน เครื่ องมืออุปกรณ์ โครงสร้ า งองค์ก ร เป็ นต้น โดยองค์ก รจะต้อ งใช้ป ระโยชน์ จ ากจุ ด แข็ ง ในการก าหนดกลยุ ท ธ์ การตลาด  W มาจาก Weaknesses หมายถึ ง จุดด้อยหรื อจุดอ่อน ซึ่ งเป็ นผลมาจากปั จจัยภายใน เป็ นปั ญหาหรื อข้อบกพร่ องที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ขององค์กร ซึ่ งองค์กรจะต้องหา วิธีในการแก้ปัญหานั้น  O มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส ซึ่ งเกิดจากปั จจัยภายนอก เป็ นผลจากการที่ สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรเอื้อประโยชน์หรื อส่ งเสริ มการดาเนิ นงานขององค์กร โอกาส แตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็ นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็ นผลมา จากสภาพแวดล้อมภายใน นักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยูเ่ สมอ และใช้ประโยชน์ จากโอกาสนั้น  T มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ซึ่ งเกิดจากปั จจัยภายนอก เป็ นข้อจากัดที่เกิดจาก สภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่ งธุ รกิ จจาเป็ นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัด อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู ปที่ 39 การวิเคราะห์ SWOT
  • 48.
    59 จากการประชุ ม คณะทางานด้า นยุ ท ธศาสตร์ ก รมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม ที่ ป ระชุ ม ได้ป ระเมิ น สถานการณ์ภายในและภายนอกองค์กร โดยประเด็นใดก็ตามที่ไม่มนใจว่าเป็ นจุดแข็งหรื อจุดอ่อนก็ ั่ จะวางไว้เ ป็ นด้า นลบ เช่ น เดี ย วกับ โอกาสและอุ ป สรรค หากไม่ ม ั่นใจว่า เป็ นอย่า งไร ก็ จะวาง ตาแหน่งของประเด็นนั้น ๆ ในด้านลบ โดยมีรายละเอียดปรากฏในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การวิเคราะห์ SWOT ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
  • 49.
    60 6.2 การวิเคราะห์ ช่องว่าง การวิเคราะห์ช่องว่าง หรื อ Gap Analysis เป็ นเครื่ องมือในการประเมินเกี่ ยวกับทรัพยากร ขององค์กรเพื่อให้องค์กรเปรี ยบเทียบผลการดาเนิ นงานที่แท้จริ ง กับเป้ าหมายที่ต้ งไว้ โดยการตั้ง ั ่ คาถามใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ปั จจุบนองค์กรอยูในตาแหน่งใด หรื อเป็ นอย่างไร (2) องค์กร ั ต้องการไปอยู่ ณ จุดใด กระบวนการวิเคราะห์ช่องว่าง ประกอบด้วย การกาหนดเป้ าหมาย การวัด สมรรถนะการดาเนิ นงาน และการจัดเก็บข้อมูล หลักการวิเคราะห์ช่องว่างมักผสมผสานระหว่าง เทคนิค benchmarking และเทคนิคการประเมินผล (Assessment) 6.3 การวิเคราะห์ ทิศทางยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ทิศทางยุทธศาสตร์ เป็ นการประเมินความสามารถขององค์กรไปพร้อม ๆ กับ ขนาดและความน่าดึ งดูดใจของตลาด เพื่อกาหนดทิศทางที่จะดาเนิ นงาน เครื่ องมือที่นิยมใช้ได้แก่ BCG Model และ GE McKinsey Model ซึ่ งมีหลักการดังนี้
  • 50.
    61 6.3.1 BCG Model คือ เครื่ องมือที่ได้รับการพัฒนาโดยบริ ษท Boston Consulting Group ั โดยเกิ ดจากการแบ่งกลุ่มของบริ ษททางธุ รกิ จเป็ น 4 กลุ่ม โดยประกอบไปด้วย แกนนอน – ส่ วน ั แบ่งทางการตลาด (Relative Market Share) และ แกนตั้ง – อัตราการเจริ ญเติบโต (Relative Market Growth) โดยในแต่ละกลุ่มจะทาให้สามารถวางแผนและนโยบายที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็ น ดังนี้  Star คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโตที่สูง กลยุทธ์นโยบายที่ตองการ ้ ส่ ง เสริ ม คื อ ต้อ งรั ก ษาระดับ ของส่ ว นแบ่ ง ทางตลาด และลงทุ น เพื่ อ เพิ่ ม อัต ราการ เจริ ญเติบโต  Problem Child คือ มี ส่ วนแบ่งทางการตลาดต่ า แต่มีอตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่ดี กล ั ยุทธ์ ที่ตองการส าหรั บกลุ่ มนี้ ได้แก่ การศึ ก ษาเพิ่ม เติ ม ในด้านต่าง ๆ เช่ น ปั จจัยกระทบ ้ ภายนอก ความต้องการของตลาด  Cash Cow คือ มีส่วนแบ่งทางการตลาดสู ง แต่มีอตราการเจริ ญเติบโตที่ต่า ในด้านของธุ รกิจ ั ่ กาไร และกระแสเงิ นสดจะอยูในเกณฑ์ที่ดี แต่เนื่ องจากอัตราการเจริ ญเติบโตที่ต่ า ดังนั้น จึงไม่ควรต้องลงทุนเพิ่มเติมมาก และพยายามรักษาอัตรากาไรที่ดี  Dog คือ มี ส่ วนแบ่งทางการตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโตที่ต่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุ รกิจ หรื อกลุ่ ม อุ ตสาหกรรม ที่ จดอยู่ใ นประเภทนี้ ต้องพิ จารณาว่า ต้องการหาทางออก หรื อ ั ่ ยกเลิก หรื อพิจารณาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบนยังอยูในจุดนี้ แต่ อนาคตสาหรับธุ รกิจ หรื อ ั อุตสาหกรรมที่กาลังจะดีในกรณี น้ ี ตองการการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทั้งด้านส่ วนแบ่งทาง ้ การตลาด และอัตราการเจริ ญเติบโต ่ แม้วา BCG Matrix จะมีประโยชน์ในการกาหนดทิศทางขององค์กร แต่ BCG Matrix เป็ น เพียง Static Model ไม่สามารถบอกความต้องการของตลาด หรื อแนวโน้มที่กาลังจะเกิดขึ้นได้
  • 51.
    62 รู ปที่ 40 แบบจาลอง BCG Matrix 6.3.2 GE McKinsey Model ใช้วิเคราะห์ภาพรวมขององค์กร เป็ นการต่อยอดของ BCG Model ใน ด้านการเติบโตของตลาด ไปเป็ นความน่ าดึ งดู ดใจของตลาดหรื ออุตสาหกรรม หรื อ Market (Industry) Attractiveness และแทนส่ วนแบ่งตลาดด้วยความสามารถขององค์กร หรื อ Competitive Strength ทาให้ขยายปั จจัยในการวิเคราะห์ออกไปให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ แผนภูมิของ GE McKinsey Model ยังเป็ นแบบ 3 มิติ โดยมีวงกลมที่แสดงถึ งขนาดของตลาด หรื อส่ วนแบ่ง ่ ตลาดอยูในแผนภูมิ ดังแสดงในรู ปด้านล่าง รู ปที่ 41 แบบจาลอง GE McKinsey Model
  • 52.
    63 7. ความต้ องการของผู้รับบริการและผู้มส่วนได้ส่วนเสี ย ี หลักในการบริ หารคุณภาพทัวทั้งองค์กร (Total Quality Management) กล่าวไว้วา ความ ่ ่ ต้องของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย (Stakeholder) ต่อการดาเนิ นงานขององค์กร จะต้อง ้ ้ ได้รับการเอาใจใส่ เป็ นอย่างดี เนื่ องจากกลุ่มคนเหล่านี้ เป็ นผูกาหนดความอยู่รอดขององค์กร กรม ้ ส่ ง เสริ มอุ ต สาหกรรม เป็ นหน่ ว ยงานภาครั ฐ ที่ ท าหน้ า ที่ ใ ห้ บ ริ การประชาชนทั่ว ไป และ ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม จาเป็ นต้องรับฟั งเสี ยงสะท้อนจากกลุ่มเป้ าหมายว่า บริ การที่ให้ ้ ไปนั้น เป็ นประโยชน์ต่อเขาเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด มีความต้องการอย่างอื่นอีกหรื อไม่ และหากมี ปั ญ หาเกิ ด ขึ้ นในกระบวนการให้ บ ริ การ จะมี แ นวทางแก้ ไ ขเพื่ อ ให้ ต รงความต้อ งการของ กลุ่ ม เป้ าหมายได้อ ย่า งไร ผูรั บ บริ ก ารและผูมี ส่ ว นได้ส่ ว นเสี ย ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม ้ ้ ประกอบด้วยบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนี้ (1) ประชาชนทัวไป ่ (2) ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม ้ (3) ผูให้บริ การ (Service Provider) ้ (4) เจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ และลูกจ้าง) (5) บุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เทคนิ คในการสื บค้นและกลันกรองความต้องการจากผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย ่ ้ ้ สามารถกระทาได้หลายวิธี ความถี่ในการสารวจขึ้นกับพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทางเศรษฐกิจและสังคม และสามารถกระทาได้ในหลายช่วงเวลาของแต่ละรอบปี งบประมาณ กรม ส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเลื อกใช้การสารวจผ่านแบบสอบถาม (Questionnaire Survey) การสอบถาม กลุ่มเป้ าหมายแบบไม่เป็ นทางการ (Informal Interview) และการจัดประชุ มกลุ่มย่อย (Focused Group) เพื่ อ หาข้อ มู ล ประกอบการวางแผนยุ ท ธศาสตร์ เ พื่ อ ให้ บ ริ ก ารแก่ ป ระชาชนและ ผูประกอบการ ้ สาหรับผูที่จะดาเนิ นการสารวจความต้องการของกลุ่ มเป้ าหมาย ส่ วนใหญ่แล้วควรเป็ น ้ บุคลากรในหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายให้ดาเนิ นโครงการหรื อกิจกรรมนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ฝ่ ายเลขานุการของคณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ฯ ซึ่ งเป็ นเจ้าหน้าที่ส่วนยุทธศาสตร์ และแผนงาน ได้ จัดประชุ ม กลุ่ ม ย่อยขึ้ นในหลายพื้ นที่ ซ่ ึ ง ครอบคลุ ม ในทุ ก ภู มิ ภาค โดยเชิ ญกลุ่ ม เป้ าหมายที่ เป็ น ผูป ระกอบการซึ่ งเข้า ร่ ว มกิ จ กรรมต่ า ง ๆ ของกรมส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรม ตลอดจนเจ้า หน้า ที่ ้ ผูปฏิ บติงานเพื่อสัมภาษณ์ หาข้อมูลความต้องการ และปั ญหาอุ ปสรรคในการดาเนิ นงานเพิ่มเติ ม ้ ั โดยสามารถสรุ ปได้ดงตารางที่ 2 ั
  • 53.
  • 54.
    ้ ตารางที่ 2 แสดงข้อคิดเห็นของผูประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ หรื อกิจกรรมของ กสอ. (ต่อ) 65
  • 55.
    66 8. ผลการดาเนินงานทีผ่านมา ่ กระบวนการก าหนดแผนยุ ท ธศาสตร์ ที่ ดี ค วรใช้หลัก การ Plan-Do-Check-Action ซึ่ ง หมายถึ งการวางแผน การดาเนิ นงานตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุ งแผน ดังนั้น ผลการ ดาเนิ นงานที่ ผ่านมาจะเป็ นสิ่ งที่ บ่งบอกถึ งความสามารถ (Performance) ขององค์กร และความ ต้องการของกลุ่มเป้ าหมาย ในกรณี ที่ทาได้ตามเป้ าหมาย หรื อเกิ นกว่าเป้ าหมาย แสดงว่าองค์กรมี ความสามารถสู ง และความต้องการของกลุ่มเป้ าหมายอยู่ในระดับสู ง ในทางตรงข้าม หากผลการ ่ ดาเนิ นงานที่ผานมาต่ ากว่าเป้ าหมาย อาจหมายถึ ง ความสามารถในการให้บริ การขององค์กรอยูใน ่ ระดับต่า หรื ออาจเป็ นเพราะว่าบริ การที่ให้ไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มเป้ าหมายต้องการ ซึ่ งจะต้องได้รับการใส่ ใจและหาสาเหตุที่แท้จริ งแล้วทาการปรับปรุ งแก้ไข สาหรับผลการดาเนินงานในปี 2551 ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ดังแสดงในรู ปที่…. บ่ง บอกถึ ง ความสามารถของหน่ วยงานซึ่ งรั บ ผิดชอบโครงการหรื อกิ จกรรมในแต่ล ะเรื่ องได้ ทว่า ข้อมูลดังกล่ าวเป็ นเพี ยงผลผลิ ต (Output) โดยยังไม่ ได้นาเอาผลลัพธ์ (Outcome) ที่แท้จริ งมา พิจารณา ทั้งนี้ เนื่ องจากผลลัพธ์จะต้องใช้เวลาในการบังเกิ ดผลพอสมควร อย่างไรก็ดี ในขั้นตอน ของการสารวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยจะช่วยให้ได้ ้ ้ ข้อมูลที่สมบูรณ์มากขึ้น รู ปที่ 42 แสดงผลการดาเนินงานของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม
  • 56.
    67 9. แม่ แบบการพัฒนาอุตสาหกรรมทีดี(Best Practices) ่ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ได้มีการปรับเปลี่ ยนโครงสร้างและภารกิจให้เป็ นองค์กรนักคิด และนักนาร่ องรู ปแบบการส่ งเสริ มและพัฒนาอุตสาหกรรม การศึกษาแนวทางหรื อแม่แบบ (Model) ที่ดีจากองค์กรอื่น ๆ ในต่างประเทศจะช่วยให้สามารถนามาประยุกต์ใช้กบกลุ่มเป้ าหมายในประเทศ ั ได้ ประกอบกับกระแสโลกาภิวตน์ในปั จจุบนได้ก่อให้เกิ ดข้อดี หลายประการ โดยเฉพาะในเรื่ อง ั ั ของการติ ดต่อสื่ อสาร การแลกเปลี่ ยนข้อมูลข่าวสารที่ทนสมัย การเข้าถึ งข้อมูลสาธารณะได้ไม่ ั จากัด โดยเฉพาะแหล่งองค์ความรู ้ ทาง Internet ทาให้สามารถได้แม่แบบที่น่าสนใจหลายอย่างซึ่ ง อาจมีความเหมือนหรื อความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรี ยบเทียบแนวทางการส่ งเสริ มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของต่างประเทศ แนวทางการส่ งเสริม EU ไต้ หวัน เกาหลี ญีปุ่น ่ 1. One Stop Service    2. Access to public procurement   3. Facilitate SME access to finance     4. Help SME to go abroad     5. Ensure fair competition   6. Entrepreneurship education as integral part of curriculum at all level   7. Assist SME in eco-management  8. Boost SME’s research and innovation    9. Support social / cultural economy     10. Create first class environment for SME development (regulation /     infrastructure) 11. Support innovation and start-up incubation    12. Deepen collaboration between university and industry    13. Strengthen IT capability for SME    14. Improve quality standard   15. Provision of Guidance to Strengthen SMEs’ Managerial Capabilities   16. Promotion of Business Matching / Venture   17. Promoting the Adoption of Intellectual Property Management Systems   18. Support Brand Development  
  • 57.
    68 19. Cultivation of Management Consulting Capabilities  20. Entrepreneur club & network   21. Entrepreneur graduate school  22. On-site Work Conditions Improvement Program  23. Youth Employment Package Program  24. Promoting woman entrepreneur   25. Strengthening practical cooperation between large and small business  26. Support business succession  10. การวิเคราะห์ ช่องว่ างการดาเนินงาน หลังจากได้มีการทบทวนสถานการณ์ภายในและภายนอก และได้มีการกาหนดเป้ าประสงค์ ขององค์ก รแล้ว การจะขับเคลื่ อนองค์กรผ่า นอุ ปสรรคและโอกาสไปสู่ จุดหมายที่ ต้ งไว้ จะต้อง ั พิจารณาถึงความเป็ นไปได้ต่าง ๆ ซึ่ งเรี ยกว่า การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) โดยใช้เครื่ องมือ ที่เรี ยกว่า Strategic Directive Analysis Matrix (SDA) ตรวจสอบประเด็นที่ถูกระบุในนโยบายและ แผนพัฒนาต่าง ๆ ที่กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมมีส่วนเกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของการประเมินใน 4 มิติ ได้แก่ 1) ความเกี่ยวเนื่อง (Relevancy) โดยการพิจารณาว่าประเด็นนั้น ๆ เป็ นภารกิจ หรื อพันธกิจ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมหรื อไม่ 2) ความสามารถ (Competency) โดยการพิ จารณาขี ดความสามารถของกรมส่ ง เสริ ม อุ ตสาหกรรมทั้งในด้านของทรั พยากรบุ ค คล งบประมาณ เครื่ องมื ออุ ป กรณ์ และเครื อข่ ายการ ดาเนิ นงานทั้งหมดในการปฏิบติภารกิจ ซึ่ งต้องรวมถึงความเสี่ ยงจากการจัดจ้างหน่วยงานภายนอก ั ด้วย 3) ขอบข่ายการให้บริ การ (Share of Services) โดยการพิจารณาส่ วนแบ่งของการให้บริ การ แก่กลุ่มเป้ าหมายของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเทียบกับหน่วยงานที่มีภารกิจหรื อทาหน้าที่คล้ายกัน 4) แนวโน้มความต้องการ (Growth of Needs) โดยการพิจารณาความต้องการบริ การต่าง ๆ ของกลุ่มเป้ าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิ จของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ทั้งในปั จจุบนและใน ั อนาคต
  • 58.
    69 รู ปที่ 43 แบบจาลองการวิเคราะห์ช่องว่างยุทธศาสตร์ ขั้นตอนการวิเคราะห์ช่องว่างทางยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. วิเคราะห์ประเด็นนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ ที่เกี่ ยวข้องกับภารกิ จและงานของ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จากการสารวจ พบแหล่งที่ระบุถึงงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมส่ งเสริ ม อุตสาหกรรม จานวน 6 แหล่ง ได้แก่ (1) รัฐธรรมนู ญปี 2550 (2) นโยบายรัฐบาล (3) แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่ งชาติ (4) นโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม (5) แผนส่ งเสริ มวิสาหกิ จขนาด กลางและขนาดย่อม (6) แผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ งจากการวิเคราะห์สามารถจาแนก เป็ น 4 ประเด็นหลัก (Keyword) 41 ประเด็นย่อย (Activities) ดังแสดงในตารางที่ 4
  • 59.
  • 60.
    71 2. คณะทางาน ฯ ร่ วมกันประเมินแต่ละประเด็นใน 4 มิติดงกล่าวข้างต้น โดยให้น้ าหนัก ั ความสาคัญของมิติ และระดับของการประเมิน ดังนี้ มิติของการประเมิน น้ าหนักความสาคัญ ระดับคะแนน ความเกี่ยวเนื่ อง ระดับ 0 = น้อย 20% (Relevancy) ระดับ 1 = มาก ภายใน ระดับ 0 = น้อย ความสามารถในการ 30% ระดับ 1 = กลาง ให้บริ การ (Competency) ระดับ 2 = มาก ขอบข่ายการให้บริ การ ระดับ 0 = น้อย (Share of Services) 10% ระดับ 1 = กลาง ภายใ ภายนอ ระดับ 2 = มาก ก น ระดับ 0 = น้อย แนวโน้มความต้องการ 40% ระดับ 1 = กลาง (Growth of Needs) ระดับ 2 = มาก รู ปที่ 44 เกณฑ์การประเมิน SDA มิติของการประเมิน จะครอบคลุ มความเป็ นไปได้ท้ งภายในและภายนอก โดยมี น้ าหนัก ั เท่ากันคือร้อยละ 50 ในการประเมินจะใช้การโหวตจากคณะทางาน โดยยึดถือเสี ยงข้างมากในแต่ละ ระดับ ผลการประเมินจะใช้เกณฑ์คะแนนเกินร้อยละ 60 เป็ นเครื่ องตัดสิ นว่ากิจกรรมในประเด็นใด ที่มีความเป็ นไปได้ในการใช้เป็ นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทายุทธศาสตร์ ทาให้สามารถตัดประเด็น ที่ไม่เกี่ยวข้องและที่มองว่าไม่สามารถดาเนินการได้ออกไปก่อน
  • 61.
    72 3. คณะท างาน ฯ ทบทวนผลการประเมิ นทั้ง หมดอี ก ครั้ ง เพื่ อแก้ไ ขข้อผิดพลาดที่ อาจ เกิดขึ้น โดยจะใช้ระดับคะแนนในแต่ละมิติในการกาหนดทิศทางยุทธศาสตร์ ต่อไป 11. การกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ 11.1 ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม จากการวิเคราะห์ช่องว่างในการดาเนิ นงานโดยใช้แบบจาลอง SDA Matrix ใน 4 ด้าน ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่ อง ความสามารถในการให้บริ การ ขอบข่ายการให้บริ การ และแนวโน้มความ ต้องการ ทาให้สามารถกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ระยะ 4 ปี คื อ ตั้งแต่ พ.ศ.2553 ถึง 2556 ได้ สาหรับแนวทางการกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ คณะทางานได้ยึดหลักความกระชับ ความ เข้าใจ และความเป็ นไปได้ในการบรรลุเป้ าหมาย โดยฝ่ ายเลขา ฯ ได้สรุ ปประเด็นยุทธศาสตร์ จาก ข้อมูลข้างต้น และเปิ ดโอกาสให้สมาชิกในคณะทางานวิจารณ์และเพิ่มเติมประเด็นยุทธศาสตร์ อื่น ๆ ที่เหมาะสม ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริมอุตสาหกรรม ระยะ 4 ปี (พ.ศ.2553-2556) ประกอบด้วย 1) การสร้ างและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมให้ เติบโตและแข่ งขันได้ เป้ าประสงค์ คือ การบ่มเพาะธุ รกิ จอุตสาหกรรม ตั้งแต่เริ่ มต้นกิจการ จนถึงระดับที่ ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรมสามารถนาพาวิสาหกิจไปสู่ ระดับมาตรฐานสากล มีขีด ้ ความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Class Organization) และสามารถ ประกอบธุ รกิ จในต่างประเทศได้ โดยใช้แนวทางที่หลากหลายตามความเหมาะสม เช่ น การฝึ กอบรม การให้คาปรึ กษาแนะนา การพัฒนาต้นแบบผลิ ตภัณฑ์ บรรจุ ภณฑ์ การ ั ถ่ า ยทอดเทคโนโลยี เป็ นต้น ซึ่ งกรมส่ ง เสริ มอุ ต สาหกรรม จะให้ ค วามช่ ว ยเหลื อ ผูประกอบการและวิสาหกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่กาหนด ้ กลยุทธ์ 1.1 สร้างความตื่นตัวในการดาเนินธุ รกิจอย่างมืออาชีพ 1.1.1 กระตุนผูมีศกยภาพให้เห็นประโยชน์และโอกาสในการเป็ น ้ ้ ั ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม ้ 1.1.2 ส่ งเสริ มให้วสาหกิจดาเนินธุ รกิจอย่างมีธรรมาภิบาล ิ 1.2 พัฒนาขีดความสามารถของผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรม ้ 1.2.1 พัฒนารู ปแบบการบ่มเพาะผูประกอบการและวิสาหกิ จอย่าง ้ เป็ นระบบไปสู่ การเป็ นองค์กรระดับโลก
  • 62.
    73 1.2.2 สร้ า งเครื อ ข่ า ยความเชื่ อมโยงในการดาเนิ น ธุ ร กิ จ ระหว่า ง วิสาหกิจ 1.3 เพิมผลิตภาพให้แก่วสาหกิจ ่ ิ 1.3.1 ส่ งเสริ มให้วิสาหกิ จเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการเพิ่มผลิ ต ภาพ 1.3.2 ส่ งเสริ มให้วสาหกิจบริ หารจัดการธุ รกิจอย่างมีคุณภาพ ิ 1.4 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการดาเนินธุ รกิจของวิสาหกิจ 1.4.1 ส่ งเสริ มวิสาหกิ จให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริ หาร จัดการ 1.4.2 ประสานความร่ ว มมื อด้า นการประยุก ต์ใ ช้เทคโนโลยีและ นวัต กรรมระหว่ า งวิ ส าหกิ จ กั บ สถาบัน การศึ ก ษาและ สถาบันวิจยั 1.5 ส่ งเสริ มให้เกิดการประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน 1.5.1 จัดกิ จกรรมความร่ วมมื อขั้นต้น (การแลกเปลี่ ยนข้อมูล การ ฝึ กอบรม การซื้ อขาย) 1.5.2 ประสานการเจรจาร่ วมทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน 1.5.3 ประสานการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน 2) การสนับสนุนปัจจัยเอือต่ อการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม ้ เป้ าประสงค์ คื อ ให้ ก ารสนับ สนุ น องค์ป ระกอบที่ ช่ ว ยให้ ผูป ระกอบการธุ ร กิ จ ้ อุ ตสาหกรรมสามารถดาเนิ นกิ จการไปได้อย่า งราบรื่ น ปราศจากปั ญหาอุ ป สรรคใดๆ องค์ป ระกอบส าคัญที่ เอื้ อต่ อการประกอบการ ได้แ ก่ เงิ นทุ น การทดสอบผลิ ตภัณ ฑ์ โอกาสทางการตลาด และผูให้บริ การ เป็ นต้น ้ กลยุทธ์ 2.1 สร้างโอกาสทางธุ รกิ จด้านการเข้าถึ งข้อมูล แหล่งเงิ นทุน การตลาด การวิเคราะห์ทดสอบ 2.1.1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการค้า การลงทุนเพื่อให้บริ การแก่ ผูประกอบการและวิสาหกิจ ้ 2.1.2 พั ฒ นาระบบการให้ บ ริ การเงิ นทุ น หมุ น เวี ย นอย่ า งมี ประสิ ทธิภาพ
  • 63.
    74 2.1.3 สร้างโอกาสด้านการตลาดแก่กลุ่มเป้ าหมายที่ได้รับบริ การจา กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 2.1.4 พัฒ นาระบบการให้ บ ริ การวิ เ คราะห์ ทดสอบ พัฒ นา ผลิตภัณฑ์และบรรจุภณฑ์ ั 2.2 สร้ า งและพัฒ นาบริ ก รธุ ร กิ จ ให้ มี คุ ณ ภาพและเพี ย งพอต่ อ ความ ต้องการ 2.2.1 เสริ มสร้างบริ กรธุ รกิจในสาขาที่ขาดแคลนอย่างมีคุณภาพ 2.2.2 พัฒนาเครื อข่ายบริ กรธุ รกิ จตลอดจนการแลกเปลี่ ยนความรู ้ และประสบการณ์ระหว่างกัน 2.3 เสริ มสร้างเครื อข่ายความร่ วมมือระหว่างประเทศด้านการผลิต การค้า และการลงทุน 2.3.1 สร้ างเครื อข่าย (องค์กร / สมาชิ ก) ความร่ วมมือด้านการการ ผลิต การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ 2.3.2 สร้างระบบ e-market เชื่อมโยงการซื้ อขายร่ วมกัน 2.3.3 เจรจา/ศึกษาดูงานในต่างประเทศ 2.4 เสริ มสร้ างความร่ วมมือกับหน่ วยงานต่างประเทศด้านการถ่ายทอด เทคโนโลยีการผลิต 2.4.1 ขยายความร่ วมมือเดิม 2.4.2 เสาะหาความร่ วมมือด้านใหม่ 2.4.3 การเจรจาความร่ วมมือภายใต้กรอบความร่ วมมือต่าง ๆ 2.4.4 การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ดานอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ้ 2.4.5 การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคกับต่างประเทศ 3) การพัฒนาประสิ ทธิภาพองค์ กร เป้ าประสงค์ คื อ ปรั บ ปรุ ง และพัฒนากระบวนการด าเนิ นงานของกรมส่ ง เสริ ม อุตสาหกรรม ให้มีประสิ ทธิ ภาพและมีคุณภาพ พร้อมที่จะให้บริ การแก่กลุ่มเป้ าหมาย ซึ่ ง ประกอบด้ว ย ผูป ระกอบการวิ ส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ ม วิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน ผู ้ ้ ให้บริ การ เครื อข่ายหน่ วยร่ วมดาเนิ นการ และประชาชนทัวไป โดยมีเป้ าหมายสู งสุ ดคือ ่ ความพึ ง พอใจของผู ้รั บ บริ การ โดยมุ่ ง เน้ น พัฒ นาบุ ค ลากรภายในองค์ ก ร (Human Resource) กระบวนการปฏิ บ ัติ ง าน (Process) และสมรรถนะในการด าเนิ น งาน
  • 64.
    75 (Performance) ตามหลักการบริ หารจัดการคุณภาพภาครัฐ(Public Management Quality Award – PMQA) กลยุทธ์ 3.1 พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้สามารถปฏิ บติงานตามภารกิ จได้ ั อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ 3.1.1 เพิ่มการมีส่วนร่ วมของบุคลากรในการให้บริ การโดยตรงแก่ กลุ่มเป้ าหมาย 3.1.2 พัฒนาระบบพี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู ้และประสบการณ์ ให้แก่บุคลากร 3.1.3 พัฒ นาความสามารถของบุ ค ลากรให้ เป็ นผูนาและเป็ นนัก ้ ปฏิบติที่มีคุณภาพในอนาคต ั 3.2 พัฒนาสภาพแวดล้อมภายในองค์กรให้เอื้ อต่ อการปฏิ บติงานของ ั บุคลากรอย่างมีคุณภาพ 3.2.1 จัดหาอุปกรณ์ ที่จาเป็ นต่อการปฏิ บติงานของบุคลากรอย่างมี ั ประสิ ทธิภาพ 3.2.2 ประยุกต์ใช้เทคนิค 5ส ทัวทั้งองค์กร ่ 3.3 พัฒนากระบวนการปฏิบติงานให้มีมาตรฐานและมีคุณภาพสอดคล้อง ั กับแนวทางนโยบายของรัฐ 3.3.1 ปรับปรุ งระบบการปฏิบติงานให้มีความรวดเร็ ว ถูกต้อง และ ั เป็ นไปตามความต้องการของกลุ่มเป้ าหมาย 3.3.2 จัดทาคู่มือมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบติงานของทุกหน่วยงาน ั และผลักดันให้ทุกคนในองค์กรปฏิบติตามั 3.4 เสริ มสร้างแรงจูงใจในการปฏิบติงานของบุคลากร ั ้ ่ 3.4.1 ผูบริ หารเอาใจใส่ ในความเป็ นอยูของผูใต้บงคับบัญชา ้ ั 3.4.2 พัฒนาระบบการประเมินผลการปฏิบติงานของบุคลกรที่ได้ ั มาตรฐาน โปร่ งใส และยุติธรรม 3.4.2 พัฒนาระบบการรับเรื่ องร้องเรี ยนและแก้ไขปั ญหา 3.5 เสริ มสร้างธรรมาภิบาลของบุคลากร 3.5.1 ปรั บ ปรุ งทัศ นคติ ข องบุ ค ลากรให้ ค านึ ง ถึ ง หน้ า ที่ ค วาม รับผิดชอบ มีศีลธรรม และจริ ยธรรม
  • 65.
    76 และเพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์การจัดทาคาของบประมาณประจาปี ซึ่ งต้องประกอบด้วย หัวข้อเป้ าหมายการให้บริ การ ผลผลิ ต และตัวชี้ วดของหน่วยงาน กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจึงได้ ั กาหนดดังนี้ เปาหมายการให้ บริการ ้ (1) ผูประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุ มชน มี ้ ความสามารถในการดาเนินธุ รกิจสู งขึ้น ตัวชี้วดระดับเปาหมาย ั ้ (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุ มชนมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น ไม่ต่ากว่า ร้อยละ 1 ต่อปี (2) ผูประกอบการใหม่เพิ่มขึ้นจานวนไม่นอยกว่า 1,400 รายต่อปี ้ ้ (3) มูลค่าการลงทุนของผูประกอบการเพิ่มขึ้นไม่นอยกว่า 1,000 ล้านบาทต่อ ้ ้ ปี ผลผลิต (1) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุ มชนได้รับการส่ งเสริ ม สนับสนุน และพัฒนาการประกอบการ ตัวชี้วดระดับผลผลิต ั (1) จานวนผูประกอบการ วิสาหกิ จขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิ จ ้ ชุมชนได้รับการส่ งเสริ มพัฒนา (2) จานวนผูมีศกยภาพได้รับการถ่ายทอดความรู ้ในการจัดตั้งธุ รกิจ ้ ั 11.2 แผนทียุทธศาสตร์ ่ เพื่อให้เห็นภาพของความเชื่อมโยงประเด็นยุทธศาสตร์ สู่วสัยทัศน์ขององค์กร จึงได้กาหนด ิ แผนที่ ยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ขึ้ นดังแสดงในรู ปที่ 45 ซึ่ งประกอบด้วย 4 มิ ติ ได้แก่ มิติผลการดาเนิ นงาน (Performance) มิติผรับบริ การ (Customer) มิติกระบวนการ (Process) ู้ และมิติการเรี ยนรู้และพัฒนา (Learning and Development) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 11.2.1 มิติผลการดาเนินงาน (Performance)
  • 66.
    77 เนื่ องจากเป้ าหมายในการด าเนิ นงานของกรมส่ งเสริ ม อุ ต สาหกรรม คื อ การที่ ก ลุ่ ม เป้ าหมายซึ่ งประกอบด้ว ย ผู ้ป ระกอบการธุ ร กิ จ อุ ต สาหกรรม วิ ส าหกิ จ ขนาดกลางและขนาดย่อ ม และวิ ส าหกิ จ ชุ ม ชน มี ขี ด ความสามารถในการแข่งขันเพิมขึ้น ซึ่ งมองว่าปั จจัยที่จะส่ งผลดังกล่าว ได้แก่ ผลิต ่ ภาพในการดาเนิ นธุ รกิ จ (Productivity) และความสามารถในการบริ หารงาน (Management) 11.2.2 มิติผรับบริ การ (Customer) ู้ ผลิตภาพและความสามารถในการบริ หารงานของผูประกอบการ ้ และวิสาหกิจที่เพิมขึ้น มาจาก 3 ส่ วนได้แก่ ่ (1) ความสามารถของผูประกอบการ ้ ผูประกอบการอุ ตสาหกรรม หรื อเจ้าของธุ รกิ จคื อผูนา ้ ้ การบริ หารกิจการ เป็ นที่ทราบกันว่า วิสาหกิจเป็ นแหล่งการจ้าง งานขนาดใหญ่ของประเทศ จากตัวเลขของสานักงานส่ งเสริ ม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่าประเทศไทยมีสัดส่ วน ของวิสาหกิจต่อประชากร ประมาณ 1 ต่อ 30 ในขณะที่ประเทศที่ พัฒนาแล้ว เช่ น ญี่ปุ่น เกาหลี เป็ นต้น มีสัดส่ วนอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 25 และ 1 ต่ อ 15 ตามล าดับ ดัง นั้น การกระตุ นให้เกิ ด ้ ผูประกอบการธุ รกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น การเตรี ยมความพร้อม ้ ทายาทธุ ร กิ จ การสร้ า งโอกาสทางตลาด และการพัฒ นา ความสามารถในการบริ หารให้แก่ผประกอบการ จึงเป็ นภารกิ จ ู้ สาคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม (2) การเติบโตของวิสาหกิจ ผู ้ป ระกอบการที่ เ กิ ด ขึ้ นมาใหม่ ส่ วนใหญ่ ย ัง ขาด ประสบการณ์ ความสามารถที่ จะแข่งขันกับผูอื่นโดยเฉพาะใน ้ ตลาดโลก และกระแสโลกาภิวตน์ จึงต้องมีกระบวนการบ่มเพาะ ั เพื่ อ ให้ ผู ้ป ระกอบการเหล่ า นี้ สามารถบริ ห ารธุ ร กิ จ ได้อ ย่า งมี ประสิ ทธิ ภาพและมีมาตรฐานอยู่ในระดับสากล สามารถนาพา ธุ ร กิ จผ่า นอุ ป สรรคต่ า งๆ ได้ อย่า งไรก็ ดี การพัฒ นาวิ ส าหกิ จ
  • 67.
    78 จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง การมีฐานที่มนคง และ ั่ การใช้จุดแข็งของแต่ละวิสาหกิจเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต ทั้งนี้ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่า การสร้างนวัตกรรม การเพิ่ม ประสิ ทธิ ภาพ/ผลิ ตภาพ การรวมกลุ่ มอุตสาหกรรม และการใช้ เทคโนโลยีส ารสนเทศเข้า มาช่ ว ยในการด าเนิ น ธุ ร กิ จ จะเป็ น ทางเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ (3) การพัฒนาวิสาหกิจไปสู่ องค์กรระดับโลก เมื่ อผูประกอบการมี ค วามชานาญในการบริ หาร และ ้ กลไกของวิ ส าหกิ จ ได้ม าตรฐาน สิ่ ง ส าคัญ ต่ อ มาคื อ จะท าให้ วิ ส าหกิ จ มี ค วามยัง ยื น และเติ บ โตต่ อ เนื่ อ งได้ จ าเป็ นต้อ งมี ่ คุ ณ ลั ก ษณะที่ เ รี ยกว่ า องค์ ก รระดั บ โลก (World Class Organization) ซึ่ งตามหลักการแล้ว วิสาหกิจที่สามารถแสดงให้ เห็นถึงความเป็ นผูนาในด้านต้นทุน นวัตกรรม และธรรมาภิบาล ้ ในการดาเนิ นธุ รกิ จจะได้รับ การยกย่องและมี ค วามมันคงของ ่ องค์กรในระดับสู ง 11.2.3 มิติกระบวนการ (Process) การบริ หารองค์ ก รให้ ป ระสบความส าเร็ จ จะต้อ งสามารถ ออกแบบ และควบคุมกระบวนการทางานให้มีประสิ ทธิ ภาพ เนื่ องจากในปั จจุบน ั ได้เกิดหน่วยงานอิสระขึ้นภายใต้การกากับของกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบ กับกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมได้โอนภารกิจด้านปฏิบติการ เช่น การฝึ กอบรม และ ั การทดสอบ เป็ นต้น ให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ ทาให้กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมต้อง เปลี่ ยนแปลงบทบาทโดยให้ความสาคัญกับการสร้างแบบจาลอง (Model) การ ส่ งเสริ มอุตสาหกรรม การนาร่ อง การประสานงาน และการถ่ายทอดแนวทางการ ส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรมให้กบ หน่ วยงานปฏิ บติอื่น ๆ ที่ เกี่ ยวข้อง โดยหน่ วยงาน ั ั ส่ วนกลางของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมจะเป็ นผูคิดค้นรู ปแบบ นาร่ องร่ วมกับ ้ หน่ ว ยงานในภู มิ ภ าค เมื่ อ รู ป แบบมี ค วามพร้ อ มและมี ล ัก ษณะที่ ส ามารถเป็ น ต้นแบบที่ดีได้ (Good Practice) ก็จะถ่ายทอดให้หน่วยงานในภูมิภาคดาเนิ นการ ทั้งหมด ดังแสดงในรู ปที่ 46 บริ การซึ่ งเป็ นที่ตองการของกลุ่มเป้ าหมายของกรม ้
  • 68.
    79 ส่ ง เสริมอุ ต สาหกรรม ได้ แ ก่ ข้ อ มู ล การค้ า การลงทุ น องค์ ค วามรู ้ ใ นการ บริ หารธุ รกิจ เงินทุน การทดสอบผลิตภัณฑ์ และช่องทางการตลาด 11.2.4 มิติการเรี ยนรู้และพัฒนา (Learning and Development) การให้บริ การของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จะมีประสิ ทธิ ภาพ และประสิ ทธิผลที่ดีได้ตองอาศัยระบบ (System) กลไกการขับเคลื่อนจากบุคลากร ้ (Human Resource) ของกรมในทุกระดับ และธรรมาภิบาล (Good Governance) ปั จจุบนองค์กรของรัฐได้นาเกณฑ์การบริ หารจัดการคุณภาพภาครัฐ หรื อที่เรี ยกว่า ั PMQA มาเป็ นแนวทางในการสร้างระบบของตนเอง โดย PMQA มี หลักการอยู่ บนพื้นฐานของการบริ หารคุ ณภาพทัวทั้งองค์กร หรื อที่รู้จกกันว่า Total Quality ่ ั Management (TQM) ซึ่ งครอบคลุม 7 มิติ ได้แก่ การนาองค์กร การวางแผนเชิ ง ยุทธศาสตร์ การให้ความสาคัญกับผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย การวัด การ ้ ้ วิ เ คราะห์ และการจัด การความรู ้ การมุ่ ง เน้ น ทรั พ ยากรบุ ค คล การจัด การ กระบวนการ และผลลัพธ์การดาเนิ นการ อย่างไรก็ดี การที่องค์กรของรัฐในช่ วง ่ หลายปี ที่ผานมาได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและภารกิจใหม่ มิติท่ีดูเหมือนจะมี ความส าคัญ ในล าดั บ แรกคื อ การบริ หารทรั พ ยากรบุ ค คลในช่ ว งของการ เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การลดขนาดขององค์กร การเกษียณอายุของผูมีประสบการณ์ ้ การใช้ พ นั ก งานลู ก จ้ า งชั่ ว คราว จะท าให้ อ งค์ ก รขาดบุ ค ลากรที่ มี ค วามรู้ ความสามารถพอที่จะให้บริ การแก่กลุ่มเป้ าหมายได้ การเร่ งพัฒนาให้กรมส่ งเสริ ม อุตสาหกรรมเป็ นองค์กรแห่ งการเรี ยนรู ้ จะเป็ นการเตรี ยมรับมือกับสถานการณ์ ที่ ่ เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
  • 69.
    80 รู ปที่ 45แผนที่ยทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม ุ
  • 70.
    81 หน่วยงานส่วนกลางคิดค ้น รูปแบบและกรอบการ ส่งเสริมอุตสาหการรม นาร่องร่วมกับหน่วยงานใน ภูมภาค ิ ป้ อนกลับข ้อมูล ถ่ายทอดรูปแบบให ้ หน่วยงานในภูมภาค ิ กากับติดตาม หน่วยงานในภูมภาคปรับ ิ รูปแบบตามความเหมาะสม หน่วยงานในภูมภาคร่วมกับ ิ หน่วยร่วมอืนๆ ดาเนินการ ่ ส่งเสริมอุตสาหกรรม รู ปที่ 46 กระบวนการสร้างและถ่ายทอดรู ปแบบการส่ งเสริ มอุตสาหกรรม 12. การกาหนดแผนปฏิบัติราชการ แผนที่ยทธศาสตร์ ซ่ ึ งเกิดจากการกาหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ซ่ ึ งสอดคล้องกับนโยบายและ ุ แผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมถึ งความต้องการของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยนั้น จะช่วยให้ ้ ้ องค์กรสามารถกาหนดแผนปฏิ บติงานที่สามารถผลักดันให้ภารกิ จเสร็ จสมบูรณ์ ได้ตามเป้ าหมาย ั ตัวชี้ วด ในขั้นตอนนี้ ส านักบริ หารยุทธศาสตร์ จะต้องเป็ นตัวกลางประสานหน่ วยงานทั้ง หมด ั ภายในกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรม จัดทาโครงการและ/ หรื อกิจกรรมสาคัญเพื่อเสนอของบประมาณ โดยที่ จะต้องได้รับคาชี้ แนะการจัดทาคาของบประมาณจากสานักงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่ อ ประเมิ นความเป็ นไปได้ใ นการของบสนับสนุ น การดาเนิ นโครงการ/ กิ จกรรม ทั้ง นี้ จะต้องยึ ด แผนปฏิบติราชการ 4 ปี เป็ นเกณฑ์ในเบื้องต้น ภายใต้ผลผลิตหลักในการจัดทาคาของบประมาณ คือ ั “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชนได้รับการส่ งเสริ มสนับสนุ นและพัฒนาการ
  • 71.
    82 ประกอบการ” ดังแสดงในรู ปที่47 และมีรายละเอียดของแผนปฏิบติราชการ 4 ปี คือตั้งแต่ปี 2552 – ั 25551 อยูในภาคผนวกที่ 2 ่ รู ปที่ 47 แผนปฏิบติราชการ 4 ปี ั 1 แผนปฏิบตราชการ 4 ปี ได้ ถกกาหนดขึ ้นในช่วงการจัดตังรัฐบาลเดือนธันวาคม 2551 จึงทาให้ ใช้ ช่วงเวลาระหว่างปี 2552-2555 ั ิ ู ้
  • 72.
    83 13. การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การบริ หารงานของหน่ วยงานภาครัฐหรื อภาคเอกชน จาเป็ นต้องเริ่ มจากการวางแผน การ แปลงแผนไปสู่ การปฏิ บติ การติดตามประเมินผล และการปรับปรุ งแก้ไขให้เป็ นไปตามเป้ าหมาย ั ขององค์กร แนวทางดังกล่ าว เรี ยกว่า การบริ หารเชิ ง ยุทธศาสตร์ ซึ่ งในส่ วนของกรมส่ งเสริ ม อุตสาหกรรม ได้มีการจัดตั้งสานักบริ หารยุทธศาสตร์ ขึ้นเพื่อทาหน้าที่วางกรอบยุทธศาสตร์ การจัด ของบประมาณ และการติดตามและประเมินผล โดยได้กาหนดแนวทางการบริ หารดังรู ปที่ 48 ซึ่ งมี ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1) กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม ได้ยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิ จและสังคมแห่ งชาติ นโยบาย รัฐบาล ความต้องการผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ย ยุทธศาสตร์ และนโยบาย ้ ้ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็ นตัวตั้งในการจัดทายุทธศาสตร์ 2) ในการทบทวนและจัด ท ายุ ท ธศาสตร์ ผู ้บ ริ ห ารท าการแต่ ง ตั้ง คณะท างานด้า น ยุทธศาสตร์ กรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมขึ้นเพื่อทบทวน ปรับปรุ ง กาหนดยุทธศาสตร์ และแนวทางการดาเนินงานขององค์กร 3) ผูบริ หารระดับสู ง ได้แก่ อธิ บดี กรมส่ งเสริ มอุ ตสาหกรรม และรองอธิ บดี เป็ นผูให้ ้ ้ นโยบายแก่ ค ณะท างานด้ า นยุ ท ธศาสตร์ เพื่ อ ใช้ เ ป็ นแนวทางในการก าหนด ยุทธศาสตร์ และแผนงานต่าง ๆ 4) คณะทางานด้านยุทธศาสตร์ ฯ จัดทาร่ างยุทธศาสตร์ ระยะเวลา 4 ปี ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิ จ ค่านิ ยม ประเด็นยุทธศาสตร์ และตัวชี้ วดต่าง ๆ และถ่ ายทอดให้ ั หน่ วยงานผูเ้ กี่ ยวข้องรับทราบ เพื่อเสนอโครงการ /กิจกรรม รองรับแผนยุทธศาสตร์ ในแต่ละด้าน 5) คณะท างานด้ า นยุ ท ธศาสตร์ น าเสนอยุ ท ธศาสตร์ ต่ อ คณะกรรมการก าหนด ยุทธศาสตร์ เพื่อขอความเห็นชอบ 6) คณะกรรมการกาหนดยุทธศาสตร์ ให้ความเห็ นชอบประเด็นยุทธศาสตร์ ท่ีนาเสนอ และเผยแพร่ แก่บุคลากรขององค์กรให้รับทราบและถือปฏิบติ ั 7) หน่วยงานปฏิ บติเสนอโครงการ / กิ จกรรม ที่สอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ และ ั ความต้อ งการของกลุ่ ม เป้ าหมาย แก่ ส านัก บริ ห ารยุ ท ธศาสตร์ เพื่ อ ใช้ใ นการ ประกอบการจัดทาคาของบประมาณประจาปี 8) สานักบริ หารยุทธศาสตร์ จัดส่ งคาของบประมาณประจาปี แก่สานักงบประมาณ
  • 73.
    84 9) เมื่ อขอค างบประมาณได้รั บ การอนุ ม ติ แ ล้ว แผนงานและโครงการต่ า ง ๆ จะถู ก ั มอบหมายผูรับ ผิดชอบตามภารกิ จที่ เกี่ ยวข้อง โดยส านักบริ หารยุทธศาสตร์ และ ้ คณะกรรมการบริ หารงบประมาณ 10) หน่ วยงานปฏิ บ ติจดท ารายละเอี ย ดกิ จกรรมต่ า ง ๆ ของโครงการ พร้ อมประสาน ั ั หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก เพื่อกาหนดแนวทางปฏิบติร่วมกันั อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ 11) สานักบริ หารยุทธศาสตร์ ทาการจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบติงานที่หน่วยงาน ั ปฏิบตินาเสนอ ั 12) หน่วยงานปฏิบติดาเนินการตามแผนปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมาย ั ั 13) หน่วยงานปฏิบติกากับติดตามผลผลิต และสานักบริ หารยุทธศาสตร์ กากับติดตามผล ั การดาเนินงานตามตัวชี้วด ั 14) ส านั ก บริ หารยุ ท ธศาสตร์ ร่ วมกั บ หน่ ว ยปฏิ บ ัติ จ ัด ท ารายงาน น าเสนอผลการ ดาเนินงานแก่ผบริ หารและผูเ้ กี่ยวข้องต่อไป ู้
  • 74.
    85 / . / / รู ปที่ 48 Flow Chart การบริ หารเชิงยุทธศาสตร์
  • 75.
    86 14. เวลาในการดาเนินงาน รอบในการบริ หารเชิงยุทธศาสตร์ใช้เวลาประมาณ 24 เดือน เริ่ มตั้งแต่การจัดทายุทธศาสตร์ จนถึงการติดตามและรายงานผลการดาเนินงาน ดังแสดงในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 แสดงเวลาในการบริ หารเชิงยุทธศาสตร์ กิจกรรม เดือนในรอบปี งบประมาณ 10 11 12 1 2 3 4 5 6 7 8 9 แต่งตั้งคณะทางานด้านยุทธศาสตร์  ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ผูบริ หารมอบนโยบาย ้  ประชุมทบทวนยุทธศาสตร์ คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ  เผยแพร่ ยทธศาสตร์ ุ จัดทาโครงการ / กิจกรรม จัดทาคาของบประมาณ พิจารณามอบหมายผูรับผิดชอบ ้  จัดทาแผนปฏิบติการ ั จัดสรรงบประมาณ ดาเนินการตามแผน กากับติดตามผลผลิต กากับติดตามตัวชี้วด ั รายงานผลการดาเนินงาน หมายเหตุ ช่วงเวลาที่ใช้ในปี งบประมาณปั จจุบน ั ช่วงเวลาที่ใช้ในปี งบประมาณถัดไป
  • 76.
    87 15. บทสรุปและข้ อเสนอแนะ ในการจัด ท ายุท ธศาสตร์ ข องกรมส่ ง เสริ ม อุ ตสาหกรรม ได้มี ก ารจัดตั้ง คณะท างานขึ้ น ดาเนิ นการกาหนดยุทธศาสตร์ และนาเสนอต่อผูบริ หารในการอนุ มติเพื่อนาไปใช้ในการบริ หาร ้ ั ยุทธศาสตร์ โดยได้ยึดถือหลักการ Plan-Do-Check-Action ซึ่ งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การรวบรวมข้อมู ล การก าหนดรู ป แบบ และการเลื อกใช้ยุท ธศาสตร์ โดยในแต่ ล ะขั้นตอนจะ ประกอบด้ ว ยขั้น ตอนย่ อ ย ๆ และมี เ ครื่ องมื อ ที่ ใ ช้ ใ นการรวบรวมและวิ เ คราะห์ ข ้อ มู ล ที่ มี ประสิ ทธิ ภาพ ผลจากการประชุมร่ วมของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ในรู ปแบบของคณะทางาน ทาให้สามารถกาหนดยุทธศาสตร์ ของกรมส่ งเสริ มอุตสาหกรรมระหว่างปี พ.ศ.2553-2556 ใน 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การสร้างและพัฒนาธุ รกิจอุตสาหกรรมให้เติบโตและแข่งขันได้ 2) การสนับสนุนปั จจัยเอื้อต่อการประกอบธุ รกิจอุตสาหกรรม 3) การพัฒนาประสิ ทธิภาพองค์กร โดยมีวสัยทัศน์ หรื อเป้ าหมายสู งสุ ด คือ การเป็ นองค์กรหลักในการนาภูมิปัญญา นวัตกรรม ิ องค์ความรู ้ เพื่อการพัฒนาธุ รกิ จอุ ตสาหกรรมไทยให้มนคง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยังยืน บน ั่ ่ พื้ น ฐานค่ า นิ ย มร่ วมกั น คื อ การปรั บ ตัว ให้ ท ั น ต่ อ สถานการณ์ และการปฏิ บ ั ติ ง านอย่ า งมี ่ ประสิ ทธิ ภาพ โดยข้อมูลที่ได้จะถูกแปลงให้อยูในรู ปแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) เพื่อให้เห็น ถึ ง องค์ป ระกอบที่ มี ค วามสั ม พันธ์ ก ันระหว่า ง ผลการดาเนิ นงาน (Performance) ผูรับบริ ก าร ้ (Clients) ขบวนการ (Process) และการเรี ยนรู้ (Learning) ่ แม้วา กระบวนการกาหนดยุทธศาสตร์ จะเกิดขึ้นอย่างเป็ นระบบ ทว่าในขั้นตอนการประชุ ม ของคณะทางานยังไม่สามารถดึ งความนึ กคิดของสมาชิ กทั้งหมดออกมาได้ เนื่ องจากเจ้าหน้าที่ซ่ ึ ง ประสบการณ์ และตาแหน่ งสู ง มักจะเสนอแนวคิดที่มีอิทธิ พลเหนื อความคิดเห็นของสมาชิ กอื่น ๆ ท าให้ เจ้า หน้า ที่ ซ่ ึ งยัง ขาดประสบการณ์ แ ละมี ต าแหน่ ง ที่ ต่ า กว่า ไม่ ก ล้า แสดงความเห็ นของตน นอกจากนี้ ยัง มี ข ้อ จ ากัด ในด้า นเวลา สถานที่ และขนาดของกลุ่ ม ซึ่ งท าให้ ค วามร่ ว มมื อ ของ คณะท างานไม่ เต็ม ที่ ดัง นั้น ในการก าหนดยุท ธศาสตร์ ต่อ ไปในอนาคต ฝ่ ายเลขาคณะท างาน จาเป็ นต้องจัดประชุ มกลุ่มย่อยร่ วมกับแต่ละหน่วยงานก่อน เพื่อที่จะนาเอาข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ ประชุ ม คณะท างานจัดท ายุทธศาสตร์ ตดสิ นต่อไป ซึ่ งจะเป็ นการย่นระยะเวลาการประชุ ม และ ั สามารถได้ความคิ ดเห็ นที่หลากหลายมากขึ้ น นอกจากนี้ การถ่ ายทอดองค์ความรู ้ ในการจัดทา ยุทธศาสตร์ แก่เจ้าหน้าที่ซ่ ึ งรับผิดชอบแผนยุทธศาสตร์ ในระดับภูมิภาค จะช่ วยให้การดาเนิ นงาน
  • 77.
    88 วางแผนยุทธศาสตร์ ของ กรมส่งเสริ มอุตสาหกรรมเกิ ดความชัดเจน ครอบคลุ มความต้องการ ของผูรับบริ การและผูมีส่วนได้ส่วนเสี ยมากที่สุด ้ ้