•ตัวต้านทาน
•ตัวเก็บประจุ
•ไดโอด
•ทรานซิสเตอร์
อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น
อาจารย์จรัญญา กานุสนธิ์
ตัวเก็บประจุ เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ที่สามารถ
•เก็บประจุไฟฟ้า (Charge) เอาไว้ภายในตัว
มันได้ เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในตัวเก็บ
ประจุ
•คายประจุไฟฟ้า (Discharge) ในช่วงที่
ไม่มีกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า
ตัวเก็บประจุ (Capacitor : C)
• ประกอบด้วย
• แผ่นตัวนำ 2แผ่น ที่เรียกว่า แผ่นเพลต
(Plate) คั่นด้วยฉนวนที่เรียกว่า ไดอิ
เล็กทริค (Dielectric)
โครงสร้างของตัวเก็บประจุ
1. ตัวเก็บประจุแบบค่าคงที่ 2. ตัวเก็บ
ประจุแบบปรับค่าได้
1. ตัวเก็บประจุแบบค่าคงที่ (มีความนิยมใน
การใช้งานมากกว่า)
•มีค่าความจุที่คงที่ตายตัว
•แต่ละชนิดใช้วัสดุที่ทำเป็นฉนวนแตกต่างกัน การ
เรียกชื่อจะเรียกตามชื่อชนิดของฉนวนคั่นกลาง เช่น
•ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก
•ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์
•ตัวเก็บประจุชนิดไมลาร์
ชนิดของตัวเก็บประจุ (Capacitor
: C)
ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก
•ใช้เซรามิกกั้นระหว่างแผ่นตัวนำไฟฟ้า
•เป็นตัวเก็บประจุที่ไม่มีขั้ว (ดังนั้นการต่อเข้ากับ
วงจรไม่ต้องระวังการต่อผิดขั้ว)
•ทนแรงดันไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 50-2000 โวลต์
ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์
•ประกอบด้วยแผ่นอะลูมิเนียมบาง ๆ ทำหน้าที่เป็นขั้วบวกและขั้วลบ
จุ่มในสารละลายอิเล็คโทรไลต์ (คล้ายการทำงานของแบตเตอรี่)
•เป็นตัวเก็บประจุที่มีขั้ว (ดังนั้นการต่อเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกต้อง)
•ทนแรงดันไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 6-450 โวลต์
สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุ
•ค่าความจุของตัวเก็บประจุ
• ค่าความจุ (Capacitance : C) คือ ความ
สามารถในการสะสมประจุไฟฟ้าของตัวเก็บ
ประจุ (มีหน่วยเป็น ฟารัด : Farad : F)
• ***ค่าความจุเปลี่ยนแปลงตาม
• 1. ระยะห่างของแผ่นโลหะทั้งสอง
• 2. พื้นที่ผิวของแผ่นโลหะที่ซ้อนทับกัน
• 3. ชนิดของวัสดุที่ใช้เป็นฉนวนคั่นกลาง
ค่าความจุของตัวเก็บประจุ
สูตรการหาค่าความจุของประจุ
ดังแสดงในสมการ
V
Q
C 
ความจุ (ฟา
รัด)
ประจุ (คูลอมบ์)
แรงดันไฟฟ้าที่ขั้วทั้งสองของ
ตัวเก็บประจุ (โวลต์)
• บนตัวเก็บประจุทุกตัวต้องมี ค่าเหล่านี้
กำกับไว้เสมอ
• ค่าความจุ
• ค่าทนแรงดันไฟฟ้า
• ค่าความผิดพลาด
• แบ่งการแสดงค่าออกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. แบบแสดงค่าความจุออกมาโดยตรง
2. แบบแสดงค่าความจุออกมาเป็นรหัส
การอ่านค่าความจุของตัวเก็บ
ประจุ
แบบแสดงค่าความจุออกมา
โดยตรง
• จะพิมพ์ค่าความจุไว้ที่ตัวเก็บประจุ และระบุ
หน่วยกำกับไว้ เช่น หน่วยพิโคฟารัด นาโน
ฟารัด และไมโครฟารัด
• กรณีไม่ระบุหน่วยไว้ จะนิยมบอกหน่วยเป็น ดังนี้
• ถ้าตัวเลขที่เขียนไว้มีค่าตั้งแต่ 1 ขึ้นไป จะมี
หน่วยเป็น พิโคฟารัด
• ถ้าตัวเลขที่เขียนไว้มีค่าน้อยกว่า 1 ลงมา จะมี
หน่วยเป็น ไมโครฟารัด
• ***หน่วยสามารถแปลงไปมาได้
แบบแสดงค่าออกมาโดยตรง (ต่อ)
• เปอร์เซ็นต์ค่าผิดพลาดนิยมบอกไว้
เป็น 2 แบบ คือ
• 1. บอกค่าไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ผิดพลาด
โดยตรง เช่น 1%, 2%, 10%, 20%
เป็นต้น
• 2. บอกค่าไว้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ
เช่น D, F, G, K, L, M เป็นต้น
***ตัวอักษรที่กำกับไว้มีค่าเปอร์เซ็นต์ผิด
พลาด ดังแสดงในตาราง ก. (หน้า 50)
แบบแสดงค่าความจุออกมา
โดยตรง (ต่อ)
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
โดยตรง
•ค่าความจุ = 100 pF
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
โดยตรง
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
โดยตรง
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
โดยตรง หน้า 51
• การอ่านค่าความจุ ให้อ่านจากซ้ายมือ
ไปขวามือ ตัวเลข 2 ตัวแรกทางด้านซ้าย
อ่านค่าออกมาได้โดยตรง ตัวเลขที่ 3
เป็นตัวเลขแสดงจำนวนเลขศูนย์ที่ต้อง
เติมเข้าไป
• ส่วนอักษรที่แสดงค่าความผิดพลาดนั้น
อ่านค่าได้เหมือนกับ ตาราง ก.
(หน้า 50)
แบบแสดงค่าความจุออกมาเป็น
รหัส
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
เป็นรหัส
• ค่าความจุ = 10000
pF
• ค่าทนแรงดันไฟฟ้า
ได้สูงสุด = 1000 V
• ค่าความจุ = 2200 pF
• ค่าทนแรงดันไฟฟ้า
ได้สูงสุด = 50000 V
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
เป็นรหัส
• ค่าความจุ = 1000 pF
• ค่าความผิดพลาด =
20%
• ค่าทนแรงดันไฟฟ้าได้
สูงสุด = 15000 V
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
เป็นรหัส
ตัวอย่างการอ่านค่าความจุออกมา
เป็นรหัส หน้า 51
• ให้นับจากหลังมาหน้า ถึงหลักล้านเมื่อไรให้เติมจุด
• ถ้ายังไม่ถึงหลักล้านให้เติมศูนย์
• เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยอมให้กระแส
ไฟฟ้าไหลผ่านได้เพียงทางเดียว
• ทำจากสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิกอน เจอร์มาเนียม
• สารกึ่งตัวนำ มี 2 ชนิด คือ
• ชนิด P หรือ + (Positive)
• ชนิด N หรือ – (nagative)
ไดโอด (Diode)
• มีขาต่อออกมา 2 ขา คือ
• ขาแอโนด (Anode) ต่อกับสารกึ่งตัวนำชนิด
P (+)
• ขาแคโทด (Cathode) ต่อกับสารกึ่งตัวนำ
ชนิด N (-)
ไดโอด (Diode)
ไดโอด (Diode)
• ชนิดของไดโอดมี 2 ชนิด คือ
• ไดโอดธรรมดา : ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าให้
ไหลไปในทิศทางเดียว
(เข้าทางแอโนด (P) ออกทางแคโทด (N) เท่านั้น)
• ไดโอดเปล่งแสง : เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงาน
แสง
ไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting
Diode : LED)
• เป็นไดโอดสารกึ่งตัวนำชนิด P และชนิด N ต่อชน
กัน
• มีขา 2 ขา คือ ขาแอโนด(+) และขาแคโทด (-)
***ขาแอโนดจะยาวกว่าขาแคโทด
ไดโอดเปล่งแสง (Light
Emitting Diode : LED)
• ไดโอดเปล่งแสงแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
• แสงที่ตาคนมองเห็น (น้ำเงิน เขียว เหลือง
แดง)
• แสงที่ตาคนมองไม่เห็น (Infrared Emitting
Diode หรือ IRED)
แสงที่เปล่งออกมาจากไดโอดเปล่งแสงจะมีสีต่าง
กัน ขึ้นอยู่กับเนื้อสารกึ่งตัวนำที่นำมาใช้ผลิต
ดังนี้
• 1. สารแกลเลียมอาร์ซีไนด์ ( Gallium arsenide
: GaAs) เปล่งแสงอินฟราเรด
• 2. สารแกลเลียมอาร์ซีไนด์ฟอสไฟด์ ( Gallium
arsenide phosphide: GaAsP) เปล่งแสงสีแดง
หรือสีเหลือง
• 3. สารแกลเลียมฟอสไฟด์ ( Gallium
phosphide: GaP) เปล่งแสงสีแดงหรือสีเขียว
• ***ไม่ออกสอบ
การต่อไดโอดเปล่งแสง
• ต้องให้ขั้วลบของ LED ต่อกับขั้วลบของแบตเตอรี่และ
ขั้วบวกของ LED ต่อกับขั้วบวกของแบตเตอรี่ (ซึ่งทำให้
A มีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า K)
• LED ต้องการกระแสไฟฟ้าน้อย จึงจะต้องต่อตัว
ต้านทานแบบอนุกรมกับ LED เพื่อป้องกัน LED เสียหาย
• เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำจากสารกึ่ง
ตัวนำ 3 ท่อนมาต่อชนกัน
• ชนิด P ทำจากซิลิคอนผสมกับโบรอน
• ชนิด N ทำจากซิลิคอนผสมกับฟอสฟอรัส
• ทรานซิสเตอร์ที่มีสาร P 2 ชั้น สาร N 1 ชั้น
เรียกว่า ชนิด PNP
• ทรานซิสเตอร์ที่มีสาร N 2 ชั้น สาร P 1 ชั้น
เรียกว่า ชนิด NPN
• ทรานซิสเตอร์มีขาต่อออกมา 3 ขา คือ ขาเบส
ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
•ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ
ชนิด 3 ท่อนต่อชนกัน โดยใช้สารกึ่งตัวนำ
ชนิด P และชนิด N
•ลักษณะโครงสร้างทรานซิสเตอร์ จึงมีได้ 2
ชนิด คือ
•ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
•ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
ทรานซิสเตอร์ทั้งสองชนิดนี้จะมีขาต่อใช้
งานอยู่ 3 ขา คือ
• ขาเบส (Base)
• ขาอิมิตเตอร์ (Emitter)
• ขาคอลเลกเตอร์ (Collector)
หน้าที่ : ขยายสัญญานให้ใหญ่ขึ้น เช่น
เครื่องขยายเสียง เครื่องส่งวิทยุ ทำหน้าที่
เป็น Switching รักษาแรงดันไฟฟ้าให้คงที่
ทรานซิสเตอร์
าจารย์จรัญญา กานุสนธิ์

คาบที่ 8 ตัวเก็บประจุ ไดโอด ทรานซิสเตอร์