8
ตัว อย่า งที่1 เมื่อนำาวัตถุ A เข้าใกล้ลูกพิท P ซึ่งเป็นกลาง ตามรูปข้อ
ใดเป็นไปได้
ก ข ค
P P P
A A A
1. ก และ ค 2. ข และ ค 3. ก และ ข 4.
ก , ข และ ค
เฉลย ข้อ 1 แนวคิด รูป ข เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าวัตถุ A มีประจุ จะ
ต้องดูดลูกพิท P เท่านั้น และ ถ้าวัตถุ A เป็นกลาง จะไม่มีแรงระหว่าง
ประจุเกิดขึ้นกับลูกพิท P
ตัว อย่า งที่ 2 ทรงกลมโลหะ A และ B วางสัมผัสกันโดยยึดไว้ด้วย
ฉนวน เมื่อนำาแท่งวัตถุที่มีประจุลบเข้าใกล้ทรงกลม B ดังรูป จะมี
ประจุไฟฟ้าชนิ-ดใดเกิดขึ้นที่ตัวนำาทรงกลมทั้งสอง
-
- -
- -
- -
-
A B - --
- -A ++ - -
B+- - - -
- -
- - -- - -
- - - + - -- -
--
แนวคิด
ตอบ ทรงกลม A มีประจุลบ ทรงกลม B มีประจุบวก
ตัว อย่า งที่ 3 ตัวนำาทรงกลม A, B, C และ D มีขนาดเท่ากันและเป็นก
ลางทางไฟฟ้าวางติดกันตามลำาดับอยู่บนฉนวนไฟฟ้า นำาแท่งประจุลบเข้า
ใกล้ทรงกลม D ดังรูป แล้วแยกให้ออกจากกัน ประจุบนทรงกลมแต่ละลูก
เรียงตามลำCดับจะเป็นอย่างไร
A B า D - -
- - แนวคิด A B C D - -
- - --
---- ++ - -
-
- -
- - + - -- -
-- - - - - -
- - - -
ตอบ ลบ กลาง กลาง บวก
9.
9
ตัว อย่า งที่4 เมื่อนำาวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดบวกไปเหนี่ยวนำาเพื่อทำา
ให้อิเล็กโทรสโคปแผ่นโลหะซึ่งเดิมเป็นกลางให้มีประจุไฟฟ้า แล้วจึงนำา
วัตถุ A ซึ่งมีประจุมาใกล้ ดังรูป ปรากฏว่าแผ่นโลหะของอิเล็กโทรสโคป
กางออกมากขึ้นอีก ชนิดของประจุที่จุด , , และ เป็นชนิดใด
แนวคิด เมื่อนำาประจุบวกไปเหนี่ยว
ตามลำาดับ
นำาอิเล็กทรสโคปที่เป็นกลางจะทำาให้อิ
เล็กโทรสโคปมีประจุเป็นลบกางอยู่
A ต่อมาเมื่อนำาวัตถุ A ซึ่งมีประจุ
_ _ _ มาใกล้ แล้วทำาให้แผ่นโลหะ
_ _ _ กางมากขึ้น แสดงว่าประจุ ต้อง
เป็นลบ จะผลักประจุลบจากจาน
_ _ โลหะลงไปยังแผ่นโลหะข้างล่าง
_ __ แผ่นโลหะ,จึงมีประจุลบมาก
_
_ __ ขึนก็จะกางออกมากขึ้นกว่าเดิม
้
_ _
ตอบ ชนิดของประจุที่จุด , , และ จะเป็น ลบ บวก ลบ ลบ
กฎของคูล อมบ์ (Coulomb ,s Law)
“ แรงระหว่างประจุจะเป็นสัดส่วนกับผลคูณของประจุ และแปร
ผกผันกับระยะห่างระหว่างประจุยกกำาลังสอง “
นั่นคือ F α Q1Q2
1
และ F α R2
QQ
ดังนั้น F α 1 2
R2
KQ 2
Q
เขียนเป็นสมการ F = ………………………
1
2
R
****
โดย K = 9 x 109 Nm2 /C2 , Q = ประจุไฟฟ้า หน่วย คูลอม
บ์ , R = ระยะห่างระหว่างประจุ หน่วย เมตร
ตัว อย่า งที่ 1 มีประจุ + 1 คูลอมบ์ และ + 2 คูลอมบ์ วางห่างกัน 3 เมตร
จงหาแรงระหว่างประจุ
F
1
F2
F +1 C
F
+2 C
3m
, คือ แรงระหว่างร่วมที่ ประจุ + 1 คูลอมบ์ และ + 2 คูลอม
F
1 F2
บ์ กระทำาซึ่งกันและกัน
10.
10
วิธ ีท ำา จากกฎคูลอมบ์
KQ 2
Q 9
9x10
x1x2
F = = = 2x
1
2
r 32
109 N
ดังนั้น แรงระหว่างประจุมีค่า 2 x 109 N
ตัว อย่า งที่ 2 จากรูป จงหาแรงที่กระทำาต่อประจุ +3 µC
+4 µ +3 µ -2 µ
3 3
m m
วิธีทำา 1. กำาหนดจุด และเขียนทิศของแรง
F
+4 µ +3 µ -2 µ F1 คือ แรงผลัก ที่ประจุ + 4 µC
1
F
กระทำาต่อประจุ +3 µC
F2
F F2 คือ แรงดูด ที่ประจุ -2 µC
KQ 2
Q
2. หาแรงตามกฎคูลอมบ์จาก F =
1
2
r
9 -6 -6
9x10
x4x10 x3x10
F1 = 32 = 12 x 10- 3
N
9 -6 -6
9x10
x2x10 x3x10
F2 = 32 = 6 x 10- 3 N
3. หาแรงลัพธ์ (แบบปริมาณเวกเตอร์) ทิศเดียวกัน นำามาบวกกัน
= + = 12 x 10- 3 + 6 x 10- 3 =
F F
1 F2
-3
18 x 10 N
ดังนั้น แรงที่กระทำาต่อประจุ +3 µC เท่ากับ 18 x 10-3 N
สนามไฟฟ้า ( Electric field )
การนำาประจุไฟฟ้าไปวางไว้ ณ ตำาแหน่งต่างๆกันในบริเวณรอบๆอีก
ประจุหนึ่ง จะพบว่ามีแรงไฟฟ้ากระทำาต่อประจุที่นำาไปวางเสมอ ในกรณี
เช่นนี้เรากล่าวว่ามี สนามไฟฟ้า เรียกประจุที่นำาไปวางนั้นว่า ประจุ
ทดสอบ ดังรูป 1. + +q
Q
+ +
+q
+
รูป 1. แรง
F
กระทำาต่อประจุทดสอบ +q
11.
11
เมื่อ + q เป็นประจุทดสอบ ไปวาง ณ จุดใดๆ ในบริเวณรอบๆ ประจุ
+Q แรง
F
ที่กระทำาต่อประจุทดสอบ +q จะมีค่าแปรผันตรงกับค่าของ
+q ตามกฎของคูลอมบ์ นั่นคือ แรงกระทำากับประจุที่นำาไปวางในบริเวณที่
มีสนามไฟฟ้ามีค่าแปรผันตรงกับค่าของประจุทดสอบ
ในทางกลับกัน ประจุทดสอบก็จะส่งแรงกระทำาต่อประจุเจ้าของ
สนามที่วางอยู่เดิมด้วยขนาดแรง F นี้เช่นกัน ดังนั้น ถ้าขนาดประจุ
ทดสอบมีค่ามาก แรงกระทำานี้ก็จะมีค่ามากด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้การวางตัว
ของประจุที่ทำาให้เกิดสนามเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ประจุทดสอบจะมี
ผลทำาให้สนามในบริเวณรอบๆประจุเดิมมีค่าเปลี่ยนไปเพราะบริเวณรอบๆ
ประจุทดสอบก็จะมีสนามไฟฟ้าอันเนื่องจากประจุทดสอบอยู่ด้วย
ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้ประจุทดสอบจึงควรมีขนาดเล็กมากๆ เพื่อให้มี
ผลกระทบต่อสนามไฟฟ้าเดิมน้อยที่สุด
ดังนั้น แรงที่กระทำาต่อหนึ่งหน่วยประจุบวกซึ่งวาง ณ ตำาแหน่งใดๆ
คือ สนามไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งนั้น และเขียนด้วยสัญลักษณ์ E
แรง ที่กระทำาต่
F อประจุทดสอ
บ+ q
E = ประจุทดสอบ
+ q
หรือเขียนว่า
F
E = +q หรือ F = qE
สนามไฟฟ้าเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยโยกำาหนดทิศของสนามไฟฟ้า
ให้อยู่ในทิศเดียวกับทิศของแรงที่กระทำาต่อประจุทดสอบ ดังรูป 2
+ +q
Q
+ +
รูป 2 ทิศของสนามไฟฟ้า
E
ของประจุ +Q กับทิศของแรง
F
กระทำาต่อ
ประจุทดสอบ+q
นั่นคือ ขนาดและทิศของสนามไฟฟ้าที่ตำาแหน่งใด จะหมายถึง
ขนาดและทิศของแรงที่กระทำาต่อประจุบวกหนึ่งหน่วยซึ่งวาง ณ ตำาแหน่ง
นั้น
ในระบบ เอสไอ ( SI ) แรง F มีหน่วยเป็น นิวตัน ( N ) ประจุ q มี
หน่วยเป็นคูลอมบ์ ( C )
ดังนั้น สนามไฟฟ้า E มีหน่วยเป็น นิวตันต่อคูลอมบ์ ( N /C )
ตัว อย่า งที่ 1 แรงไฟฟ้าทีกระทำาต่อประจุทดสอบ จะเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อค่าประจุทดสอบ เปลี่ยนไป ณ ตำาแหน่งที่สังเกตเดิม
12.
12
วิธ ีท ำา จาก F = qE
ดังนั้น ณ ตำาแหน่งเดิม สนามไฟฟ้า จะมีค่าเท่าเดิม จะได้ ขนาด
E
ของแรงที่กระทำาต่อประจุทดสอบ มีความสัมพันธ์ดังนี้
F α q
หมายความว่า ขนาดของแรง F แปรผันตรงกับขนาดประจุ q
ตอบ แรง F ที่กระทำาต่อประจุทดสอบ q จะมีค่าเพิ่มขึ้น เมื่อ ขนาดของ
ประจุทดสอบ q เพิ่มขึ้น
และ แรง F ที่กระทำาต่อประจุทดสอบ q จะมีค่าลดลง เมื่อ ขนาดของ
ประจุทดสอบ q ลดลง
ตัว อย่า งที่ 2 จากรูป แรง F กระทำาต่อประจุทดสอบ +q จะมีค่าเป็นกี่
เท่าของค่าแรงที่กระทำาต่อประจุทดสอบที่มีค่าเป็น 3 เท่าของค่าเดิม
+ +q
วิธ ีท ำา Q
+ จาก F += qE
ดังนั้น ณ ตำาแหน่งเดิม สนามไฟฟ้า E จะมีค่าเท่าเดิม จะได้ ขนาด
ของแรงที่กระทำาต่อประจุทดสอบ มีความสัมพันธ์ดังนี้
F α q
F q1
1
=
F q2
2
เมื่อ F1 คือ แรงที่กระทำาต่อประจุทดสอบเดิม F2 คือ แรงที่กระทำา
ต่อประจุทดสอบใหม่
q1 คือ ประจุทดสอบเดิม = q q2 คือ ประจุทดสอบ
ใหม่ = 3q
F q
แทนค่า =
1
F 3q
2
1
F1 = 3F 2
ตอบ แรง F กระทำาต่อประจุทดสอบ +q มีค่าเป็น หนึ่งในสาม ของแรงที่
กระทำาต่อประจุทดสอบที่มีค่าประจุเป็น 3 เท่าของประจุเดิม
สนามไฟฟ้า ณ ตำา แหน่ง ใดๆเนื่อ งจากจุด ประจุ
เมื่อนำาจุดประจุบวกหรือลบวางอยู่ในบริเวณว่างเปล่าใดๆ รอบๆ จุด
ประจุบวกหรือลบนี้จะมีสนามไฟฟ้าแผ่ออกไป ซึ่งสามารถหาขนาดและ
ทิศทางของสนามไฟฟ้า ณ จุดต่างๆรอบจุดประจุนี้ได้ โดยนำาประจุทดสอบ
บวก ( ซึ่งประจุที่คิดขึ้นมีสมบัติประจำาตัวคือ ประจุทดสอบนี้จะไม่รบกวน
ประจุที่อยู่ข้างเคียง ) วางไว้ ณ ตำาแหน่งต่างๆรอบจุดประจุบวกหรือลบนั้น
-
13.
13
ทิศทางของสนามไฟฟ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งจะอยู่ในแนวเดียวกับทิศของแรง
ที่กระทำาต่อประจุทดสอบบวกที่วางไว้ณ จุดนั้น จะได้ทิศทางของสนาม
ไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุดังรูป 3.
+
รูป 3. สนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุอิสระ
จากรูป เมื่อวางประจุทดสอบบวกรอบๆ จุดประจุบวก จะเกิดแรงผลัก
ประจุทดสอบบวกนี้มีทิศพุ่งออกจากจุดประจุบวก ดังนั้นทิศทางของสนาม
ไฟฟ้าที่เกิดจากประจุบวกจะมีทิศทางพุ่งออกจากจุดประจุบวกทุกทิศทาง
ในทำานองกลับกันถ้าเป็นสนามไฟฟ้าที่เกิดจากประจุลบจะมีทิศทาง
พุ่งเข้าหาจุดประจุลบทุกทิศทาง
การหาขนาดของสนามไฟฟ้า เนื่อ งจากจุด ประจุ
กำาหนดให้มีจุดประจุ +Q อยู่ที่ตำาแหน่งหนึ่ง ถ้าวางประจุทดสอบ +q
ไว้ห่างจาก +Q เป็นระยะ r แล้วเกิดแรงซึ่งมีขนาด F กระทำาต่อประจุ + q
ดังรูป
+ +q
Q
+ +
r
KQq
จากรูปจะได้ว่า F =
r2
F
และจาก E =
q
KQq1
ดังนั้น E =
r2
x
q
KQ
จะได้ว่า E =
r2
ตัว อย่า งที่ 1 จงหาสนามไฟฟ้า ณ จุด A ซึ่งอยูห่างจากจุดประจุ 6
่
ไมโครคูลอมบ์ เป็นระยะ 10 เซนติเมตร
KQ
วิธ ีท ำา จาก E =
r2
แทนค่า E =
9
9x10
10
-6
x6x10
-2
6µ E
A
C
E = 5.4x106 N/C
14.
14
ตอบ สนามไฟฟ้า ณจุด A มีค่าเท่ากับ 5.4x106 นิวตันต่อคูลอม
บ์
ตัว อย่า งที่ 2 จุด P และจุด Q อยู่ห่างจากจุดประจุ q เป็นระยะ 20
เซนติเมตร และ 50 เซนติเมตร ตามลำาดับ ถ้าที่จุด P สนามไฟฟ้ามีค่า
เท่ากับ 5 โวลต์ต่อเมตร และมีทิศชี้เข้าหาประจุแล้วสนามไฟฟ้าที่จุด Q มี
ค่าเท่าไร และมีทิศอย่างไร
KQ
วิธ ีท ำา จาก E =
r2
KQ
ที่จุด P 5=
( 0.22
)
KQ = 5( 0.2 )2
KQ 5 0.22
ที่จุด Q
( )
E =
( 0.52
)
=
r2
= 0.8 N/C
สนามไฟฟ้าที่จุด P มีทศชี้เข้า แสดงว่าประจุ q เป็นประจุลบ
ิ
∴สนามไฟฟ้าที่จุด Q ซึ่งมีขนาด 0.8 N/C จะมีทิศชี้เข้าหา
ประจุ q ด้วย
ตอบ สนามไฟฟ้าที่จุด Q ซึ่งมีขนาด 0.8 นิวตันต่อคูลอมบ์ และมีทิศชี้
เข้าหาประจุ q
สนามไฟฟ้า ที่เ กิด จากจุด ประจุห นึ่ง จุด ประจุแ ละหลายจุด ประจุ
ชนิด เดีย วกัน หรือ ต่า งชนิด กัน
ในกรณีตำาแหน่งที่พิจารณามีสนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุสองจุด
ประจุ ดังรูป 4. หรือ สนามไฟฟ้าเนื่องจากหลายประจุ ขนาดและทิศของ
สนามไฟฟ้าลัพธ์ ที่ตำาแหน่งนั้นก็คือ ผลรวมแบบเวกเตอร์ของสนาม
E
ไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุแต่ละจุด นั่นคือ
E =
E1 +
E
E1
2
C E
E2
Q Q
A 1 2 B
+ -
รูป 4. สนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุ Q1 และ Q2
ดังนั้น สนามไฟฟ้าที่ตำาแหน่งหนึ่งเนื่องจาก n ประจุ จึงเขียนเป็น
สมการได้ว่า
15.
15
n
E = ∑iE
i=1
จุด สะเทิน คือ จุดที่สนามไฟฟ้าลัพธ์เป็นศูนย์
1. ประจุช นิด เดีย วกัน จุดสะเทินจะเกิดในแนวต่อระหว่างประจุ
ทั้งสองใกล้ประจุที่มีค่าน้อย
+ E +
Q1 Q2
E2 1
R1 R2
ถ้า + Q1 〉 + Q2 จะได้จุดสะเทินอยู่ใน ใกล้ประจุ +Q2 แล้วหา
ตำาแหน่งจุดสะเทินจาก
E1 = E2
kQ1 kQ2
2
R1 = 2
R2
2. ประจุต ่า งชนิด กัน จุดสะเทินจะเกิดนอกแนวต่อระหว่างประจุ
ทั้งสองใกล้ประจุที่มีค่าน้อย
+ - E
Q1 Q2
E 1
2
R1 R2
ถ้า + Q1 〉 - Q2 จะได้จุดสะเทินอยู่นอก ใกล้ประจุ -Q2 แล้วหา
ตำาแหน่งจุดสะเทินจาก
E1 = E2
kQ1 kQ2
2
R1 = R2
2
ตัว อย่า งที่ 1 จากรูป เมื่อวางจุดประจุ +Q ไว้ที่จุด A ปรากฏว่าสนาม
ไฟฟ้าที่จุด P มีค่าเท่ากับ 0.5 นิวตันต่อเมตร ถ้านำาจุดประจุชนิด –Q มา
+Q -Q
วางไว้ที่จุด B โดย A , P และ B อยู่บนเส้0.5 N/C น สนามไฟฟ้าที่จุด
= นตรงเดียวกั
A
P จะมีค่าเท่าใด P B
0.1 0.1
m m
16.
16
วิธ ีท ำา จาก
E =+
E A EB
เมื่อ ประจุไฟฟ้า +Q ที่จด A จะทำาให้เกิดสนามไฟฟ้าที่จุด P มีทิศ
ุ
พุ่งออกจากประจุ +Q และเมื่อนำาประจุ –Q มาไว้ที่ B จะทำาให้เกิดสนาม
ไฟฟ้าที่จุด P ในทิศพุ่งเข้าหาประจุ –Q ซึ่งจะเป็นทิศทางเดิมของสนาม
ไฟฟ้าจากประจุ +Q
∴ E = 0.5 N/C มีทิศจาก P ไป B
A
จะได้ E
= 0.5 N/C มีทศจาก P ไป B ด้วย
B
ิ
ดังนั้น = 0.5 + 0.5 = 1.0 N/C
E
ตอบ สนามไฟฟ้าที่จุด P มีค่าเท่ากับ 1.0 N/C
ตัว อย่า งที่ 2 จุดประจุขนาด +1 ไมโครคูลอมบ์ และ +4 ไมโครคูลอม
บ์ ว่างไว้ห่างกันเป็นระยะ 6 เซนติเมตร ตำาแหน่งที่สนามไฟฟ้ามีค่าเป็น
ศูนย์ จะอยูห่างจากจุดประจุ +1 ไมโครคูลอบ์ กี่เซนติเมตร
่
วิธ ีท ำา สร้างรูปและกำาหนดตำาแหน่งที่สนามไฟฟ้ นศูนย์ โดยถ้า
าเป็
ศูนย์จะอยู่ระหว่างประจุทั้ง
ประจุชนิดเดียวกัน ตำาแหน่งที่สนามไฟฟ้าเป็น +1 E2 E1 +4
สอง µC µC
จะได้ E
= E x
6
1 2
k 1 C)
(µ k 4 C)
( µ
( x( 10 ) )
-2 2 = ( ( 6- x) ( 10 ) ) -2 2 cm
1 4
x2 = ( 6- x) 2
6–x = 2x
1 2
= x 2
6- x = x
∴ x = 2
cm
ตอบ ตำาแหน่งที่สนามไฟฟ้าเป็นศูนย์อยู่ห่างจากประจุ +1µC เป็นระยะ
2 เซนติเมตร
ตัว อย่า งที่ 3 ที่ตำาแหน่ง A และ C มีประจุเป็น 3.2x10-3 คูลอมบ์ และ –
1.6x10-3 คูลอมบ์ ตามลำาดับ ดังรูป เมื่อระยะ AB = 4.8 เมตร BC
= 1.6 เมตร จงหาขนาดและทิศของสนามไฟฟ้าที่ตำาแหน่ง B
C __
–
1.6x10-3
3.2x10-3 C 1.6 m
C
A + B
4.8 m
17.
17
วิธ ีท ำา ให้ E1 และ E2 เป็นสนามไฟฟ้าที่ตำาแหน่ง B เนื่องจากจุดประจุ
ที่ A และ C ตามลำาดับ และให้ E เป็นสนามไฟฟ้าลัพธ์ที่ B เมื่อพิจารณา
ทิศของสนามก็จะเห็นว่า E1 มีทิศออกจาก A ไป B เพราะเป็นสนาม
เนื่องจากประจุบวก ส่วน E2 นั้นมีทิศจาก B เข้าหา C ขนาดของ E1 และ
E2 ที่ตำาแหน่ง B หาได้จากสมการ
KQ
E = – C
2
r
1.6x10-3 -
ดังนั้น E1 = 9x10 x
3.2x10
9
4.8
3.2x10-3
( )
-3
2
CE 2
E
6
= 1.3x10 N/C C
+
E1
-3
9 1.6x10
และ E2 = 9x10
x
A = 5.6x106 N/C
B
2
( 1.6
)
จาก E = E + E
=
2
1
2
2( ) ( ) = 6 2
1.3x10+ 6
5.6x10
2
6
5.7x10 N/C
ทิศของสนามไฟฟ้าลัพธ์ที่ตำาแหน่ง B เทียบกับแนว AB หาได้จาก
E2 6
5.6x10
tanθ = E1 = 6
1.3x10 = 4.5 ⇒ θ =
77.5 องศา
ตอบ สนามไฟฟ้าลัพธ์ที่ตำาแหน่ง B มีขนาด 5.7x106 นิวตันต่อคูลอม
บ์ และทำามุม 77.5 องศากับแนว AB
แรงกระทำา ต่อ ประจุท ี่อ ยู่ใ นสนามไฟฟ้า
ขนาดและทิศของสนามไฟฟ้าดังได้กล่าวมาแล้ว หมายถึง ขนาด
และทิศของแรงไฟฟ้ากระทำาต่อประจุบวกหนึ่งหน่วย ณ ตำาแหน่งที่
พิจารณา เช่น
ถ้านำาประจุ +q ไปวางไว้ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้าที่เกิดจากประจุ
+Q แรงที่กระทำาต่อประจุ +q หาได้จาก มีทิศเดียวกับทิศของ
F =qE
สนามไฟฟ้า E ดังรูป +5.
Q
E +
q F
+ +
รูป 5. ทิศของแรงที่กระทำาต่อประจุ +q มีทิศเดียวกับทิศของสนามไฟฟ้า
ถ้านำาประจุ +q ไปวางไว้ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้าซึ่งเกิดจากประจุ
–Q แรงที่กระทำาต่อประจุ + q หาได้จาก มีทิศเดียวกับทิศของ
F =qE
สนามไฟฟ้า E เช่นเดียวกัน ดังรูป 6.
-Q
E F +
q
- +
18.
18
รูป 6. ทิศของแรงที่กระทำาต่อประจุ+q มีทิศเดียวกับทิศของสนามไฟฟ้า
ถ้านำาประจุ – q เข้าไปในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้า E ทิศของแรง F ที่
กระทำาต่อประจุ – q จะมีทิศตรงกันข้ามกับทิศของสนามไฟฟ้า ดังรูป 7.
+
Q
E F
-q
-Q
+ E F
-q
-
- ิ -
รูป 7. ทิศของแรงที่กระทำาต่อประจุ - q มีทศตรงกันข้ามกับทิศของสนาม
ไฟฟ้า
ตัว อย่า ง เมื่อนำาประจุ –2x10-6 คูลอมบ์ เข้าไปวางไว้ ณ จุดๆหนึ่ง
ปรากฏว่ามีแรง 8x10-6 นิวตัน มากระทำาต่อประจุนี้ในทิศจากซ้ายไป
E
ขวา สนามไฟฟ้าตรงจุดนั้น มีค่าเท่าไร และมีทิศอย่างไร
วิธ ีท ำา
Q= -
F =
8x10-6
2x10-6 C N
แรงที่เกิดกับประจุลบ จะมีทิศตรงข้ามกับสนามไฟฟ้า ดังนั้นสนาม
ไฟฟ้ามีทิศจากขวาไปซ้าย
หาขนาด จาก F = qE
F -6
8x10
E = q = -6
2x10 = 4 N/C
ตอบ สนามไฟฟ้าตรงจุดนั้นมีขนาดเท่ากับ 4 นิวตันต่อคูลอมบ์ มีทศจาก
ิ
ขวาไปซ้าย
ตัว อย่า ง อนุภาคมีประจุ q มวล m ในสนามไฟฟ้า
E
จะมีความเร่ง
ขนาดเท่าใด
วิธ ีท ำา จาก = m E
F
a
จะได้ qE = ma
a =
qE
m
q F
qE
ตอบ อนุภาคนี้จะมีความเร่งเท่ากับ m
เส้น แรงไฟฟ้า ( Electric line of force )
จากความรู้เรื่องสนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุ พบว่าสนามไฟฟ้า
เนื่องจากจุดประจุบวกมีทิศทางพุ่งออกจากจุดประจุบวกทุกทิศทาง และ
สนามไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุลบมีทิศพุ่งเข้าหาจุดประจุลบทุกทิศทาง เส้น
22
5 cm
วิธ ีท ำา 4 cm
B A
C
D 10
cm
20
cm
KQ
จาก E =
r2
9x10 -6
9
x10
ที่ ( r = 20 cm ) EA = 4x10-2 = 2.25x105 N/C
9x10 -6
9
x10
ที่ ( r = 10 cm ) EB = 10-2 = 9x105
N/C
9x10 -6
9
x10
ที่ ( r = 5 cm ) EC = -4
25x10 = 3.6x106
N/C
ที่ ( r = 4 cm ) ED = 0 ( จุด D อยู่ภายในทรง
กลม )
ตอบ ณ ตำาแหน่งที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ 20, 10, 5 และ 4
เซนติเมตร มีความเข้มสนามไฟฟ้าเท่ากับ 2.25x105 , 9x105 ,
3.6x106 และ 0 นิวตันต่อคูลอมบ์ ตามลำาดับ
ข นาด ข อ งส นา มไ ฟฟ้า ที่ต ำา แห น่ง ต่า งๆ เนื่อ ง จา กป ระ จุบ นตัว นำา
ท ร ง ก ล ม แ ส ด ง ไ ด้ ดั ง ก ร า ฟ ใ น รู ป 14.
ขนาดของสนาม
ไฟฟ้า ( E )
รูป 14. กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดสนามไฟฟ้า
เนื่องจากประจุบนตัวนำาทรงกลมกับระยะห่างจากจุดศูนย์กระยะทาง (
ลางของทรง
กลม r)
23.
23
จากหลักการกระจายของประจุไฟฟ้า และจากการศึกษาสนาม
ไฟฟ้า เนื่องจากประจุบนตัวนำาทรงกลมสามารถสรุปได้ว่า
1. สนามไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งๆ ในที่ว่างภายในตัวนำารูปทรงใดๆ มีค่า
เป็นศูนย์
2. สนามไฟฟ้า ณ ตำาแหน่ง ที่ตดกับผิวของตัวนำาจะมีทิศตั้งฉากกับ
ิ
ผิวเสมอ
ศัก ย์ไ ฟฟ้า ( Electric potential )
จากการศึกษาเรื่องพลังงานศักย์โน้มถ่วง เมื่อวัตถุอยู่ในสนามโน้ม
ถ่วงก็จะมีพลังงานกระทำาต่อวัตถุนั้น สังเกตได้จากวัตถุนั้นจะตกลงสู่จุด
อ้างอิงเสมอ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก โดยจุดอ้างอิงนั้นจะมี
พลังงานตำ่ากว่า เราเรียกพลังงานนี้ว่า พลังงานศักย์โน้มถ่วง
เมื่อพิจารณาจากรูป 1. เมื่อเรายกวัตถุมวล m จาก A ไป B ต้อง
ทำางานเท่ากับพลังงานศักย์ของวัตถุที่ B มีค่ามากกว่าที่ A ซึ่งเท่ากับ
mgh เมื่อกำาหนดให้พลังงานศักย์ของวัตถุที่ A เป็นศูนย์ ดังนั้นพอสรุป
ได้ว่า “พลังงานศักย์โน้มถ่วง ณ จุดใด คืองานในการย้าย วัตถุจากจุด
อ้างอิงไปยังจุดนั้น”
จากรูป 1. สามารถเขียนสมการ พลังงานศักย์โน้มถ่วงดังนี้
เมื่อ Ep คือ พลังงานศักย์โน้มถ่วง
m
W คือ งานที่เคลื่อนมวล m จาก A ไป B B
Ep(B) – Ep(A) = WA→B m
Ep(B) – Ep(A) = F.s g
F h
m
A
m
Ep(B) – Ep(A) = g
mghป 1.พลังงานศักย์โน้มถ่วง
รู
เมื่อ A เป็นจุดอ้างอิง ทีกำาหนดให้เป็น ศูนย์ จะได้
Ep(B) = mgh
ในทำานองเดียวกับที่กล่าวมานี้ เมื่อพิจารณาประจุในบริเวณที่มี
สนามไฟฟ้าก็จะพบว่า ประจุจะได้รับแรงกระทำาจากสนามไฟฟ้า ซึ่งอาจ
ทำาให้ประจุเคลื่อนที่และเกิดงานได้ จึงกล่าวได้ว่าประจุเมื่ออยู่ที่ตำาแหน่ง
ต่างๆที่มีสนามไฟฟ้า จะมีพลังงานศักย์ ซึ่งเรียกว่า พลังงานศักย์ไฟฟ้า
24.
24
เมื่อนำาประจุจำานวน q ไปไว้ที่ตำาแหน่งหนึ่งแล้วมีพลังงานศักย์ไฟฟ้า
เป็น Ep พลังงานศักย์ไฟฟ้าต่อ 1 หน่วยประจุที่ตำาแหน่งนั้นจะมีค่าเป็น
Ep
q เรียกปริมาณนี้ว่า ศัก ย์ไ ฟฟ้า ณ ตำาแหน่งนั้น และเมื่อให้ V เป็น
ศักย์ไฟฟ้า ที่ตำาแหน่งนั้น จะเขียนได้ว่า
Ep
V =
q
Ep
จากสมการ V =
q จะเห็นได้ว่า ศักย์ไฟฟ้าเป็นปริมาณสเกลาร์
เพราะเป็นขนาดของพลังงานต่อหนึ่งหน่วยประจุ และเมื่อพลังงานศักย์
ไฟฟ้ามีหน่วยเป็นจูล ( J ) ประจุมีหน่วยเป็นคูลอมบ์( C )
ศักย์ไฟฟ้าก็จะมีหน่วยเป็น จูลต่อคูลอมบ์ ซึ่งเรียกว่า โวลต์ ( V )
ในกรณีสนามโน้มถ่วงของโลก พลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุที่
ตำาแหน่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับความสูงของวัตถุ เมื่อเทียบกับระดับอ้างอิง โดย
จะเป็นระดับใดก็ได้แล้วแต่จะกำาหนดและให้ระดับอ้างอิงนี้มีพลังงานศักย์
โน้มถ่วงเป็นศูนย์
ในการหาพลังงานศักย์ไฟฟ้าของประจุที่ตำาแหน่งต่างๆก็ต้องกำาหนด
ระดับอ้างอิงเช่นเดียวกัน
เมื่อพิจารณาประจุ +q วางไว้ใน B
สนามไฟฟ้า ( E ) สมำ่าเสมอดังรูป 2. จะ
เกิดแรงกระทำา ( F = qE ) ในทิศทาง
เดียวกับสนามไฟฟ้า ถ้าต้องการย้าย F
ประจุ +q จาก A ไป B จะต้องให้แรง A
ภายนอกกระทำาต่อประจุ +q ในทิศทาง +
สวนสนามไฟฟ้ามีขนาดเท่ากับแรงที่ q E
qE
สนามไฟฟ้ากระทำาซึ่งก็เป็นการให้งาน รูป 2.การเคลื่อนประจุ จาก
แก่ประจุไฟฟ้า เราอาจกล่าวได้ว่า A ไป B
ประจุไฟฟ้า
ที่ B มีพลังงานศักย์ไฟฟ้ามากกว่าเมื่อประจุไฟฟ้าอยู่ที่ A
เมื่อปล่อยประจุ +q เคลื่อนที่ได้อิสระ แรงเนื่องจากสนามไฟฟ้าก็จะ
ทำาให้ประจุ +q เคลื่อนที่ในทิศของสนาม คือ จาก B มา A นั่นคือ เมื่อ
ปล่อยให้ประจุเคลื่อนที่อิสระโดยประจุบวกจะเคลื่อนที่จากตำาแหน่งที่มี
ศักย์ไฟฟ้าสูงมายังศักย์ไฟฟ้าตำ่ากว่าเช่นเดียวกับการตกเสรีของวัตถุภาย
ใต้อิทธิพลของสนามโน้มถ่วง และสนามไฟฟ้ามีทิศชี้จากตำาแหน่งที่มีศักย์
ไฟฟ้าสูงไปยังตำาแหน่งที่มีศักย์ไฟฟ้าตำ่า
25.
25
ถ้าให้ศักย์ไฟฟ้าที่ B และที่ A เป็น VB และ VA ตามลำาดับ ผลต่าง
ของศักย์ไฟฟ้า VB - VA ระหว่างสองตำาแหน่งนี้ เรียกว่า ความต่างศักย์
ไฟฟ้า หรือความต่างศักย์และถ้าให้งานในการเคลื่อนประจุ +q จากจุด A
ไปยังจุด B ด้วยอัตราเร็วคงตัวเป็น W งานในการเคลื่อนประจุ +1 หน่วย
W
จาก A ไป B จะมีค่าเท่ากับ q แสดงว่าศักย์ไฟฟ้าที่ B มากกว่าที่ A เป็น
W
ปริมาณ q จึงกล่าวได้ว่า งานที่เกิดขึ้นในการเคลื่อนที่ประจุ +1 หน่วย
จากตำาแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำาแหน่งหนึ่ง ภายในบริเวณที่มีสนามในสนาม
ไฟฟ้า คือ ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่าง 2 ตำาแหน่งนั้น
W
ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ว่า VB - VA = q
เนื่องจากความต่างศักย์เป็นค่าของงานต่อหนึ่งหน่วยประจุจึงเป็นปริ
มาณสเกลาร์และมีหน่วยเป็นโวลต์เช่นเดียวกับหน่วยของศักย์ไฟฟ้า
W
จากสมการ VB - VA = q ถ้ากำาหนดให้ VA เป็น
ศูนย์
W
จะได้ VB = q
กล่าวได้ว่า ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งใดๆ คือความต่างศักย์ระหว่าง
ตำาแหน่งนั้นกับตำาแหน่งที่มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์
ศัก ย์ไ ฟฟ้า เนื่อ งจากจุด ประจุ
จากความหมายของศักย์ไฟฟ้าถ้าต้องการหาศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่ง
ใดๆ ต้องหางานที่ต้องทำาในการย้ายประจุ +1 หน่วย จากระยะอนันต์
มายังจุดนั้น จากรูป ต้องการหาศักย์ไฟฟ้าที่จุด A และจุด B ซึ่งอยูห่าง
่
จากจุดประจุ Q เป็นระยะต่างกัน
Q
B n 3 2 1 q
A
rB
rn
r3
r2
r1
rA
รูป 3. งานในการเคลื่อนประจุจาก A ไป B
จากรูป 3. จุด A และ B ซึ่งอยู่ห่างจากจุดประจุ Q ออกมาเป็นระยะ
rA และ rB ตามลำาดับ โดยประจุ Q จุด A และ B อยู่ในแนวเส้นตรง
เดียวกันดังรูป ถ้าเคลื่อนประจุ +q จาก A ไป B ด้วยอัตราเร็วคงที่ เรา
26.
26
ต้องออกแรง F โดยขนาดของแรงF จะเท่ากับขนาดของแรงที่สนาม
ไฟฟ้าเนื่องจากประจุ Q ด้านการเคลื่อนที่ของประจุ +q งานที่เกิด
เนื่องจากการย้ายประจุ +q จาก A ไป B หาได้ดังนี้
โดยการแบ่งระยะจาก A ถึง B ออกเป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งในแต่ละช่วง
อาจถือได้ว่าแรงกระทำาคงที่ตลอดช่วงนั้นๆ โดย W = Fs
ให้ WA1 คือ งานในการย้ายประจุ +q จากตำาแหน่ง A ไปยัง
ตำาแหน่ง 1 จะได้ว่า
WA1 = F( rA – r1 )
KQq
และ F = r2 โดย rA มีค่าใกล้เคียง r1 มากจนถือได้ว่า
r2 ≅ rAr1
KQq
ดังนั้น WA1 = rr
A1
( rA – r1 )
1 1
WA1 = KQq −
r r
1 A
1 1
ทำานองเดียวกัน W12 = KQq −
r r
2 1
1 1
W23 = KQq −
r r
3 2
1 1
WnB = KQq −
r r
B n
ดังนั้น งานทั้งหมด W ในการย้ายประจุ +q จาก A มา B มีค่า
WA→B = WA1 + W12 + W23 +…+ WnB
1 1 1 1 1 1 1 1
WA→B = KQq [
r −r
1 A
+
2 1
r −r + −
r r
3 2
+…+
r −r
B n
]
1 1
WA→B = KQq −
r r
B A
W
จาก VB - VA = q ดังนั้น VB - VA =
KQ KQ
-
rB rA
KQ
ถ้า A อยู่ที่ระยะอนันต์ ( VA = 0 ) จะได้ VB = rB
นั่นคือ ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งซึ่งห่างจากจุดประจุ Q เป็นระยะ r หาได้
จาก
KQ
V = r
27.
27
จากการกำาหนดให้ตำาแหน่งที่ระยะอนันต์มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์ทำาให้
กล่าวได้ว่า ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งใดก็คืองานในการนำาประจุ +1 หน่วย
จากระยะอนันต์มายังตำาแหน่งนั้น
ศักย์ไฟฟ้าจะมีค่าเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับชนิดของประจุที่ทำาให้
เกิดสนาม เช่น ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งต่างๆในบริเวณที่สนามไฟฟ้าของ
ประจุบวกจะมีค่าเป็นบวก
ตัว อย่า ง จงหาศักย์ไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งต่างๆ ของประจุต่อไปนี้
1. ตำาแหน่งที่อยู่ห่างจากจุดประจุ 4 ไมโครคูลอมบ์ เป็นระยะ 5
เซนติเมตร
2. ตำาแหน่งที่อยู่ห่างจากจุดประจุ - 4 ไมโครคูลอมบ์ เป็นระยะ 10
เซนติเมตร
KQ
วิธ ีท ำา 1. จาก V = r
9 -6
9x10x4x10
V = -2
5x10
V = 7.2x105 V
ศักย์ไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งที่อยู่ห่างจากจุดประจุ 4 ไมโครคูลอมบ์ เป็นระยะ
5 ซม.เท่ากับ 7.2x105 โวลต์
KQ
2. จาก V = r
9 -6
9x10 4x10
x-
V = -2
10x10
V = - 3.6x105 V
ศักย์ไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งที่อยู่ห่างจากจุดประจุ - 4 µC เป็นระยะ 10 cm.
เท่ากับ – 3.6x105 โวลต์
ศัก ย์ไ ฟฟ้า เนื่อ งจากจุด ประจุห นึ่ง จุด ประจุ และมากกว่า 1 จุด
ประจุ
ศักย์ไฟฟ้าจะมีค่าเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับชนิดของประจุที่ทำาให้
เกิดสนาม เช่น ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งต่างๆในบริเวณที่สนามไฟฟ้าของ
ประจุบวกจะมีค่าเป็นบวก
ในกรณีที่ตำาแหน่งที่พิจารณานั้นมีสนามไฟฟ้าเนื่องจากเนื่องจากจุด
ประจุหลายๆจุดประจุ ศักย์ไฟฟ้ารวมที่ตำาแหน่งนั้นก็จะเป็นผลรวมทาง
พีชคณิตของศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากจุดประจุแต่ละจุดที่ตำาแหน่งนั้น เช่นใน
รูป เมื่อให้ V1 , V2 และ V3 เป็นศักย์ไฟฟ้าที่จุด A เนื่องจากจุดประจุ q1
28.
28
, q2 และq3 ตามลำาดับ ศักย์ไฟฟ้า V ที่จด A เนื่องจากจุดประจุทั้ง 3 จะ
ุ
มีค่า
VA = V1 + V2 + V3
q
A
1
q
3
q
รูป 4. ศักย์ไฟฟ้า
เนื่องจากจุดประจุ q1 , q และ q32
2
ดังนั้น ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งหนึ่งเนื่องจาก n จุดประจุ จึงเขียน
สมการได้ว่า
n
V = ∑V1
i=1
เมื่อ V คือ ศักย์ไฟฟ้ารวมที่ตำาแหน่งหนึ่ง
VI คือ ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งนั้นเนื่องจากจุดประจุแต่ละจุด
ตัว อย่า ง สามเหลี่ยมด้านเท่า ABC มีความยาวด้านละ 20 เซนติเมตร ที่
จุด A และ B มีประจุ - 2 ไมโครคูลอมบ์ และ 4 ไมโครคูลอมบ์ ตาม
ลำาดับ จงหาศักย์ไฟฟ้าที่จุด C
KQ A + KQ
วิธ ีท ำา จาก
B
C Vc = rA r
B
9
9x10
20 20 Vc = ( - 2x10-6 +
-1
2x10
4x10 cm
-6
) cm
- 2µC 4µ
20 B C ∴ Vc = 9x10
4
A V
cm
ตอบ ดังนั้นศักย์ไฟฟ้าที่จุด C เท่ากับ 9x104 โวลต์
ตัว อย่า ง จุดประจุ 3 จุดประจุ วางอยู่ที่มุมของสามเหลี่ยมด้านเท่ายาว
ด้านละ 4 เซนติเมตร ทำาให้จุดที่เส้นมัธยฐาน ทั้งสามเส้นตัดกันมีศักย์
ไฟฟ้าเป็นศูนย์หากจุดประจุ 2 จุดประจุ มีค่า 5 ไมโครคูลอมบ์ และ 3
ไมโครคูลอมบ์ จงหาค่าจุดประจุจุดที่ 3
วิธ ีท ำา จาก VD = 0
C (Q) KQ A +KQ +KQB C
AD BD CD = 0
D
5µC 3µ
A BC
29.
29
( เนื่องจาก ABC เป็นด้านเท่า จะได้ว่า AD =
BD=CD )
จะได้ QA + QB + QC = 0
5+3+Q = 0
∴ Q = - 8 µC
ตอบ ดังนั้นจุดประจุจุดที่ 3 มีค่า – 8 ไมโครคูลอมบ์ ( คือเป็นประจุ
ลบ ขนาด 8 ไมโครคูลอมบ์ )
ศัก ย์ไ ฟฟ้า เนื่อ งจากประจุบ นตัว นำา ทรงกลม
จากความรู้เรื่องตัวนำาทรงกลมที่มีประจุ พบว่าการกระจายของประจุ
จะอยู่เฉพาะที่ผิวอย่างสมำ่าเสมอและรอบๆตัวนำาทรงกลมจะมีสนามไฟฟ้า
ซึ่งได้ศึกษาไปแล้ว ในที่นี้จะศึกษาศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากประจุบนตัวนำาทรง
กลม ทั้งภายนอกและภายในทรงกลมดังรูป 1.
+ + +
+ a
+B A
+ C
+ r
+
+ + +
รูป 1. ศักย์ไฟฟ้าภายนอกและภายในทรงกลม
จากรูป 1. ให้ตัวนำาทรงกลมรัศมี a มีประจุ +Q ที่ผิวนอกของทรง
กลม จุด A อยู่ภายนอก ทรงกลมห่างจากจุดศูนย์กลางของทรงกลมเป็น
ระยะ r จุด B อยู่ที่ผิวทรงกลม จุด C อยู่ภายในผิว ทรงกลม
ศัก ย์ไ ฟฟ้า ณ จุด ภายนอกทรงกลม
ในการหาศักย์ไฟฟ้า ณ จุดภายนอกทรงกลม จะเสมือนว่าประจุ +Q
จะรวมอยู่ที่จุดศูนย์กลางของทรงกลม ดังนั้น ศักย์ไฟฟ้าที่จุด A ซึ่งมีค่า
VA จะหาได้จาก
KQ
VA = r
ศัก ย์ไ ฟฟ้า ณ จุด ภายในทรงกลม
การศักย์ไฟฟ้าภายในทรงกลมที่จุด C อาจหาได้จากงานในการ
ย้ายประจุ +q จากจุด B ไปยังจุด C ดังนี้
จาก WB→C = q( VC - VB ) ,( เมื่อ W = Fs
)
Fs = q( VC - VB ) ,( เมื่อ F = qE
)
30.
30
qE(BC) = q( VC - VB )
แต่ภายในทรงกลมสนามไฟฟ้ามีค่าเป็นศูนย์ ( E = 0 ) ดังนั้น
0 = q( VC - VB )
∴ VC = VB
นั่นคือ ศักย์ไฟฟ้า ณ จุดใดๆในทรงกลมย่อมมีค่าคงที่เท่ากับที่ผิว
ทรงกลมเสมอ
เมื่อ ( a คือ รัศมีของทรงกลม )
KQ
V = a
ศัก ย์ไ ฟฟ้า เนื่อ งจากประจุบ นตัว นำา ทรงกลมแสดงได้ด ัง กราฟใน
รูป 2.
รัศมี
a
ศักย์ไฟฟ้า
(V)
รูป 2. กราฟแสดงศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากประจุบนตัวนำาทรงกลม
ตัว อย่า ง ทรงกลมตัวนำาซึ่งมีรัศมี 8 เซนติเมตร และมีประจุ 2.4
ไมโครคูลอมบ์ จงหาศักย์ไฟฟ้า ณ ตำาแหน่งซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง
ระยะทาง
ของกลมตัวนำาเป็นระยะทางเท่ากับ 5 เซนติเมตร และ 12 เซนติเ) ( r มตร
KQ
วิธ ีท ำา หาศักย์ไฟฟ้าจาก V = r
B ที่ตำาแหน่ง A และ B จะมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน
8
โดย เราหาศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่ง B แล้วจะได้ศักย์
cm
ไฟฟ้าที่ A12
5 cm 9
9x10x2.4x10 -6
C VB = = 2.7x105 V
cm
-2
8x10
A
∴ VA = 2.7x105 V
9 -6
9x10x2.4x10
VC = -2
12x10 = 1.8x105 V
ตอบ ศักย์ไฟฟ้าที่ห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ 5 ซม.เท่ากับ
2.7x105 V ( ศักย์ไฟฟ้าภายในทรงกลมตัวนำาเท่ากับที่ผิวทรงกลม ) ,
ศักย์ไฟฟ้าที่ห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ 12 ซม.เท่ากับ 1.8x105
V
31.
31
ตัว อย่า งทรงกลมโลหะรัศมี 5 เซนติเมตร มีประจุบวกกระจายบนผิว
อย่างสมำ่าเสมอ 9 x10- 6 คูลอมบ์ จากรูป จงหางานในการเคลื่อนประจุ
+2x10- 6 คูลอมบ์ ตามเส้นทาง A → B → C → B → D
วิธ ีท ำา งานในการเคลื่อนประจุ นั้นจะไม่
A คำานึงถึงเส้นทางในการเคลื่อนประจุเป็น
5 cm D 15 หลักสำาคัญ แต่จะคำานึงถึงการเคลื่อนที่
B
cm จากศักย์ไฟฟ้าหนึ่งไปอีกศักย์ไฟฟ้าหนึ่ง
10 cm 15
cm จากรูป ศักย์ไฟฟ้าที่ ตำาแหน่ง A และ
C
20 D มีค่า
9x10 -6
9
x9x10
cm VA = 25 -2
x10
9x10 -6
9
x9x10
VD = 10 -2
x10
WA→D = q(VD – VA ) = 2x10- 6x9x109x9x10- 6
1 - 1
0.10
0.25 = 0.162x6 = 0.972 J
ตอบ งานในการเคลื่อนประจุ +2x10- 6 คูลอมบ์ มีค่าเท่ากับ 0.972
จูล
การหาความสัม พัน ธ์ร ะหว่า งความต่า งศัก ย์แ ละสนามไฟฟ้า
สมำ่า เสมอ
จากการศึกษาเรื่องการเคลื่อนย้ายประจุไฟฟ้าในสนามไฟฟ้าพบว่า
งานที่ใช้ในการเคลื่อนประจุ +1 หน่วย จากตำาแหน่งหนึ่งไปยังอีก
ตำาแหน่งหนึ่งในสนามไฟฟ้าคือ ความต่างศักย์ระหว่างสองตำาแหน่งนั้น
โดยความต่างศักย์ระหว่างสองตำาแหน่งใดๆ จะมีความสัมพันธ์กับขนาด
สนามไฟฟ้า ดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้
ให้ A และ B เป็นตำาแหน่งที่อยู่ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้าสมำ่าเสมอ E
โดยอยู่ห่างกันเป็นระยะ d และมีศักย์ไฟฟ้า เป็น VA และ VB ตามลำาดับ
เมื่อให้ F เป็นแรงที่ทำาให้ประจุ +q เคลื่อนที่จาก A ไป B
ด้วยอัตราเร็วคงที่ ขนาดของแรง F จะเท่ากับขนาดของแรงที่สนามไฟฟ้า
ต่อต้านการเคลื่อนที่ของประจุ +q ดังรูป 1
E
รูป 1. การ
+ เคลื่อนประจุใน
qE
ดังนั้น งานที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนประจุ +q บริเวณที่มีสB หา
จาก A ไป นาม
B q A
F
F ไฟฟ้าสมำ่าเสมอ
ได้จาก
WA→B = q ( VB - VA ) ,( W = Fs )
32.
32
Fs = q ( VB - VA ) ,( F =qE , s =
d)
qEd = q (VBA) ,( VBA = VB -
VA )
VBA
E = d
V -V
หรือ E = B A
d
เมื่อ VB – VA คือความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดทั้งสองที่ห่าง
กัน d หน่วยของสนามไฟฟ้า นอกจากเป็น นิวตัน/คูลอมบ์ ( N/C ) อาจ
เขียนใหม่ได้เป็น โวลต์/เมตร ( V / m )
ตัว อย่า ง แผ่นคู่ขนาน 2 แผ่น ห่างกัน 20 เซนติเมตร มีความต่างศักย์
ระหว่างแผ่นทั้งสอง 500 โวลต์ จงหา
1. สนามไฟฟ้าระหว่างแผ่นคู่ขนานทั้งสอง
2. ถ้าอิเล็กตรอนหลุดจากแผ่นลบด้วยความเร่ง 1x1015 เมตรต่อ
วินาทียกกำาลังสองจะเคลื่อนที่ไปถึงแผ่นบวกด้วยอัตราเร็วเท่าไร
วิธ ีท ำา 20
ก. สนามไฟฟ้าระหว่างแผ่นคู่ขนานทั้ง
+ -
E
สอง + E cm
-
∆V
+ - จาก E = d
A v
- B
+ - E =
500
E 0.2
+ -
∴ E = 2500 V/m
50
ตอบ 0V
สนามไฟฟ้าระหว่างแผ่นคู่ขนานทั้งสอง มีค่าเท่ากับ 2500
โวลต์ต่อเมตร
2. จะเคลื่อนที่ถึงแผ่นบวกด้วยอัตราเร็วเท่ากับ v2 = u2 +
2as
v2 = 2(1x1015)(0.2)
v = 2x107 m/s
ตอบ อิเล็กตรอนหลุดจากแผ่นลบถึงแผ่นบวกด้วยอัตราเร็ว เท่ากับ
2x107 เมตรต่อวินาที
33.
33
งานในการเคลื่อ นประจุ
งานในการเคลื่อนประจุจะไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลื่อนที่ของประจุ
แต่จะขึ้นอยู่กับตำาแหน่งแรกกับตำาแหน่งสุดท้ายของการเคลื่อนที่ ดังรูป 1.
B B
A A
รูป 1. การเคลื่อนประจุจากตำาแหน่ง B ไป A
งานในการเคลื่อนประจุมีค่า W = q( VB - VA ) จากสมการจะไม่
ขึ้นอยู่กับระยะการเคลื่อนประจุ
เส้น สมศัก ย์
คือ เส้นที่ต่อจุดต่างๆ ที่มีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน เส้นสมศักย์จะตั้งฉากกับ
เส้นแรงไฟฟ้าเสมอ
จุด 2 จุดที่อยู่บนเส้นสมศักย์เดียวกันจะมีความต่างศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์ ดัง
รูป 2
เส้นสม + -
ศักย์ +
+
-
-
-
+ -
-
+ -
-
++ + -
-
-
+ -
รูป 2 เส้นสมศั+ ย์
ก -
-
+ -
-
-
-
ตำา แหน่ง ที่ศ ัก ย์ไ ฟฟ้า เป็น ศูน ย์
คือ อยู่ไกลมากๆ จากต้นกำาเนิด การต่อสายลงดินถือว่าจุดที่ต่อมี
ศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์
สรุป สมการที่ใ ช้ใ นการแก้ป ัญ หาศัก ย์ไ ฟฟ้า
พลังงานศักย์ไฟฟ้า Ep = q∆V
ความต่างศักย์ไฟฟ้า VAB = VB - VA
∆V
สนามไฟฟ้า E = d
34.
34
ตัว อย่า งการคำานวณ ปริม าณต่า งๆที่เ กี่ย วข้อ งกับ ศัก ย์ไ ฟฟ้า
ตัว อย่า ง ทรงกลมตัวนำารัศมี 2 cm และ 3 cm มีประจุ – 4 µC และ 6
µC ตามลำาดับ เมื่อนำามาสัมผัสกันแล้วแยกออกที่ผิวของทรงกลม
จะมีศักย์ไฟฟ้ากี่โวลต์
วิธ ีท ำา เมื่อตัวนำาทรงกลมมาสัมผัสกันจะมีการถ่ายเทประจุมีประจุรวม
Q1 + Q2 = - 4 + 6 = 2 µC
ตัวนำาทรงกลมทั้งสองมีขนาดไม่เท่ากัน ดังนั้นทรงกลมทั้งสองจึงมีประจุไม่
เท่ากัน แต่จะมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน เมื่อ Q1 = Q จะได้ Q2
= 2–Q
V1 = V2 KQ
KQ 1 KQ 2
∴V = r
r
1
= r
2 9
9x10 -6
x0.8x10
= -2
2x10
KQ ( - )
K 2Q
=
2 3
= 3.6x105
Q = 5
4
= 0.8 µC โวลต์ แตะแต่ละลูกมีศักย์
หลัง
ไฟฟ้า = 3.6x105 โวลต์
ตัว อย่า ง วางประจุไฟฟ้า 3x10-4 คูลอมบ์ ที่ตำาแหน่ง x = -2 เมตร , y
= 0 เมตร และวางประจุลบขนาดเท่ากันที่ตำาแหน่ง x = 0 เมตร , y = 3
เมตร ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งจุดกำาเนิด ( 0, 0 ) เป็นกี่โวลต์
- 3x10-
วิธ ีท ำา 4 C ( 0, V = V1 + V2
3) KQ 1 + KQ 2
V = r
1 r
2
9 -4 9 -4
9x10
x3x10 9x10 -3 x10
x( )
V = +
3x10-4 2 3
C ( 0, V = 4.5x105 โวลต์
0)
( -2,
ตอบ ศักย์ไฟฟ้าที่ตำาแหน่งจุดกำาเนิด ( 0, 0 ) เท่ากับ
0)
4.5x10 โวลต์
5
ตัว อย่า ง จุด A อยู่ห่างจากประจุ +8x10-9 C เป็นระยะ 0.9 m และจุด
B อยู่ห่างจากประจุ +8x10-9 C เป็นระยะ 1.6 m จงหางานที่ใช้ในการ
เลื่อนประจุ +4 µC จาก B ไปยัง A B
วิธ ีท ำา จาก VA
KQ 9x10 )
( 8x10
= r
=
0.9
= 80 V Q
KQ 9x10 )
( 8x10
VB = r
=
1.6
A
= 45 V
35.
35
∴ WB→A = q( VA – VB ) = 4x10-6 ( 80 – 45 ) =
-4
1.4x10 J
ตอบ งานที่ใช้ในการเลื่อนประจุ +4 µC จาก B ไปยัง A เท่ากับ
1.4x10-4 จูล
ตัว อย่า ง จงหางานที่ใช้ในการนำาเอาประจุไฟฟ้า – 2.4 µC และ – 3.6
µC มาวางห่างกันเป็นระยะ 6 เซนติเมตร
– 2.4 – 3.6
วิธีทำา µC µC
1. งานในการนำาประจุตัวแรกจากระยะอนันต์ มาวาง จะมีค่าเป็นศูนย์ ดัง
นั้นงานในการนำา – 2.4 µC จึงเป็นศูนย์
2. งานในการนำา – 3.6 µC มาวาง ให้ห่างกัน 6 เซนติเมตร หาจาก
-6 (- 9
) -0
9x103.6x10
-6
Wα→A = q( VA – Vα ) = - 2.4x10
-2
6x10
Wα→A = 1.296 J
ตอบ งานที่ใช้ในการนำาเอาประจุไฟฟ้า – 2.4 µC และ – 3.6 µC มาวาง
ห่างกันเป็นระยะ 6 เซนติเมตร เท่ากับ 1.296 จูล
ตัว อย่า ง ถ้า E เป็นสนามไฟฟ้าสมำ่าเสมอ มีขนาด 20 โวลต์ / เมตร จง
หางานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ประจุ 2x10-9 คูลอมบ์ จากจุด A ไปตาม A
→ B → C จนถึง C ดังรูป
วิธ ีท ำา จาก WA→C= q ( VC – VA )
…………………….←
∆V ( V -V )
B และ E = d = C
d
A
10c จะได้ ( VC – VA ) = Ed
m…………………….↑
10c C
m แทนค่า ↑ ใน
A จะได้ WA→C= q Ed
แทนค่า WA→C= 2x10-9x20x10-1
∴ WA→C = 4x10-9 J
ตอบ งานที่ใช้ในการย้ายประจุมีค่า 4x10-9 จูล
36.
36
ตัว อย่า งประจุไฟฟ้าสองประจุ +Q และ –Q มีขนาด 10-9 คูลอมบ์ เท่า
กันวางห่างกัน 30 เซนติเมตร ดังรูป ถ้าปล่อยประจุ 10-6 คูลอมบ์ จากจุด
A ประจุนั้นจะผ่านจุด B ด้วยพลังงานจลน์เท่าใด
+ A B -Q
วิธ ีท ำา Q
10 10
cm 30 KQ K cm
หา VA , VB ; จาก VA =
( -Q)
+
r r
cm 9x10 -9
9
x10 9x10 -9
9
x10
= 0.1
−
0.2
VA = 45 V
จาก VB
KQ K - Q
( )
= r
+
r
9x10 -9
9
x10 9x10 -9
9
x10
= 0.2
−
0.1
VB = - 45 V
หา EK(B) ; จากหลักทรงพลังงาน
Ep(A) + EK(A) = Ep(B) + EK(B)
เริ่มปล่อย EK(A) = 0 ( เพราะขณะเริ่มปล่อยความเร็วเริ่มต้นเป็น
ศูนย์ )
EK(B) = Ep(A) - Ep(B)
EK(B) = qVA – qVB = q( VA – VB )
-6
EK(B) = 10 ( 45 + 45 )
EK(B) = 9x10-5 J
ตอบ ประจุผ่านจุด B ด้วยพลังงานจลน์ 9x10-5 จูล
ตัว อย่า ง อนุภาคหนึ่งมีประจุ 5x10- 6 คูลอมบ์ เริ่มเคลื่อนทีจากจุดหยุด
นิ่ง ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้าสมำ่าเสมอขนาด 100 โวลต์ / เมตร เมื่อ
อนุภาคนี้เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกับสนามไฟฟ้าได้ไกลเท่าใดจึงจะมี
พลังงานเป็น 4x10- 4 จูล
วิธ ีท ำา จากหลักทรงพลังงาน
Ep(A) + EK(A) = Ep(B) + EK(B)
เริ่มปล่อย EK(A) = 0 ( เพราะขณะเริ่มปล่อยความเร็วเริ่มต้นเป็นศูนย์ )
Ep(A) - Ep(B) = EK(B) E
q( VA – VB ) = EK(B) EK(B) =
qEd = EK(B) EK(A)
E A 0
= 4x10- 4 J B
d =
K( B)
qE
-4
4x10
d = -6
5x10 x100
37.
37
d = 0.8 m ตอบ อนุภาคเคลื่อนที่ได้
ไกล 0.8 เมตร
ตัว เก็บ ประจุแ ละความจุไ ฟฟ้า ( Capacitor and Capacitance
)
ในวงจรไฟฟ้าบางวงจรจะมีการใช้ตัวนำาทำาหน้าที่ในการเก็บประจุ
เรียกตัวนำาที่ทำาหน้าที่นี้ว่า ตัวเก็บประจุ ( capacitor หรือ condenser )
ซึ่งได้มีการออกแบบตัวเก็บประจุให้มีรูปทรงแตกต่างกันไป ทั้งยังมีความ
สามารถในการเก็บประจุมากน้อยต่างกันไปอีกด้วย ดังรูป 1 ก. และมีการ
กำาหนด สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า ดังรูป 1 ข.
ก. ข.
รูป 1 ตัวเก็บประจุและสัญลักษณ์
ของตัวเก็บประจุ
การเก็บประจุของตัวเก็บประจุขึ้นกับอะไร ในที่นี้จะพิจารณาดังนี้
พิจารณาตัวนำาทรงกลมรัศมี a มีประจุที่ตัวนำานี้เก็บไว้เท่ากับ Q จะ
ได้ว่าศักย์ไฟฟ้า V ที่ผิวและภายในตัวนำานี้มีค่าเป็น
KQ
V = a
แสดงว่าสำาหรับตัวนำาทรงกลมหนึ่งๆ ศักย์ไฟฟ้าที่ผิวและภายใน
ตัวนำามีค่าแปรผันตรงกับ ค่าประจุที่ตัวนำาเก็บไว้
ตัว อย่า ง ตัวนำาทรงกลม A และ B มีรัศมี 5 เซนติเมตร และ 10
เซนติเมตรตามลำาดับ เก็บประจุเท่ากัน ทรงกลม A จะมีศักย์ไฟฟ้าเป็นกี่
เท่าของทรงกลม B
KQ
วิธ ีท ำา จาก V = a
KQ
จะได้ VA = -2
5x10 ………….( 1 )
KQ
และ VB = -2
10x10 ………….( 2 )
-2
V KQ 10x10
(1)/(2) = = 2
A
-2
x
VB 5x10 KQ
VA = 2VB
38.
38
ตอบ ทรงกลม Aจะมีศักย์ไฟฟ้าเป็น 2 เท่าของทรงกลม B ( แสดงว่า
ทรงกลมขนาดเล็ก เมื่อรับประจุเท่ากัน จะมีศักย์ไฟฟ้า มากกว่า ทรงกลม
ขนาดใหญ่กว่า )
ตัว อย่า ง ตัวนำาทรงกลม A และ B มีรัศมี 5 เซนติเมตร และ 10
เซนติเมตรตามลำาดับ มีศักย์ไฟฟ้า เท่ากัน ทรงกลม A จะมีประจุไฟฟ้า
เป็นกี่เท่าของทรงกลม B
KQ
วิธ ีท ำา จาก V = a
aV
หรือ Q = K
-2
5x10V)
จะได้
(
QA = K …………….( 1 )
-2
และ
10x10 )
( V
QB = K …………….( 2 )
-2
Q 5x10V
( ) K
(1)/(2) =
A
x -2
QB K 10x10 )
( V
1
QA = 2 QB
ตอบ ทรงกลม A จะมีประจุเป็นครึ่งหนึ่งของทรงกลม B ( แสดงว่า ทรง
กลมขนาดเล็ก จะสามารถเก็บประจุได้น้อยกว่า ทรงกลมขนาดใหญ่ )
เมื่อให้ประจุไฟฟ้าเท่ากันแก่ตัวนำาทรงกลมขนาดต่างกัน ตัวนำาทรง
กลมขนาดเล็กจะมีศักย์ ไฟฟ้าสูงกว่า แต่ถ้าให้ตัวนำาทรงกลมขนาดต่าง
กันมีศักย์ไฟฟ้าเท่ากัน จำานวนประจุในทรงกลมขนาดใหญ่ จะมากกว่า
จำานวนประจุในทรงกลมขนาดเล็ก ความสามารถในการเก็บประจุ ก็คือ
ความจุของตัวนำานั่นเอง
ความสามรถในการเก็บประจุซึ่งเรียกว่าความจุ ดังกล่าว นอกจาก
พิจารณาจากรูปทรงของ ตัวนำาแล้วพิจารณาได้จากค่าอัตราส่วนของ
ประจุต่อศักย์ไฟฟ้า จึงมีการกำาหนดให้ค่านี้เป็นค่าความจุ เมื่อให้ C เป็น
สัญลักษณ์แทนความจุ จะเขียนได้ว่า
Q
C = V
เมื่อ Q คือประจุซึ่งเก็บไว้ที่ตัวเก็บประจุ และ V คือศักย์ไฟฟ้าของ
ตัวเก็บประจุ ในระบบหน่วยเอสไอ ความจุมีหน่วย คูลอมบ์/โวลต์ ( C / V
) หรือ ฟารัด ( F ) หน่วยนี้ในทางปฏิบัติเป็นหน่วยใหญ่มาก ตัวเก็บประจุ
จำานวนมากจะมีความจุน้อยกว่านี้มาก จึงใช้หน่วยเป็นไมโครฟารัด ( µF )
หรือพิโกฟารัด ( pF ) ค่าความจุของตัวเก็บประจุรูปทรงหนึ่งๆจะมีค่า
คงตัวเช่นในกรณีตัวนำาทรงกลมที่กล่าวมาแล้ว จะมีค่าความจุเป็น
67
การแก้ปัญหาเริ่มจากตัวต้านทาน 6 Ω, 6 Ω และ 6 Ω ต่อกันอย่าง
ขนานได้ 2 Ω
แล้วนำา 2 Ω ที่ได้มารวมกับ 1 Ω อย่างอนุกรมได้ 3 Ω
แล้วนำา 3 Ω ที่ได้มารวมกับ 6 Ω อย่างขนานได้ 2 Ω
แล้วนำา 2 Ω ที่ได้มารวมกับ 8 Ω อย่างอนุกรมได้ 10 Ω
แล้วนำา 10 Ω ที่ได้มารวมกับ 15 Ω อย่างขนานได้ 6 Ω
แล้วนำา 6 Ω ที่ได้มารวมกับ 3 Ω อย่างอนุกรมได้ 9 Ω
แล้วนำา 9 Ω ที่ได้มารวมกับ 18 Ω อย่างขนานได้ 6 Ω
แล้วนำา 6 Ω ที่ได้มารวมกับ 4 Ω อย่างอนุกรมได้ 10 Ω
แล้วนำา 10 Ω ที่ได้มารวมกับ 15 Ω อย่างอนุกรมได้ 6 Ω
แล้วนำา 6 Ω ที่ได้มารวมกับ 2 Ω และ 2 Ω อย่างอนุกรมได้ 10 Ω
∴RAB = 10 Ω
ตอบ ความต้านทานรวมระหว่างจุด A กับจุด B มีค่า 10 โอห์ม
การต่อ ตัว ต้า นทานที่ไ ม่ม ีก ระแสไฟฟ้า ผ่า น
1. ตัว ต้า นทานต่อ ไม่ค รบวงจร
A R1 R2
C
R4 R3 R5
B D
RAB = R1 + R3 + R4 RCD = R2 + R3 + R5
2. ตัว ต้า นทานต่อ ลัด วงจร
R1 x R2
A C
R5
R3 R4
B
y D
A
R1
x
y RAB = R1 + R3
ตัว อย่า ง จงหาความต้านทานรวมระหว่าง A และ B
B R3
2Ω C A 2Ω
A
C
B 1 Ω ΩD
1 B 1Ω D
68.
68
1.
RAB = 2+1 = 3Ω
2. 6Ω
C 6Ω B A C 8Ω
D D B
A 6Ω 3Ω
3Ω 6Ω
8Ω
จะได้ RAC = 2 Ω , RAB = 2 +
8 = 10 Ω
1 1 1
= +
RAB 10 6 ∴RAB =
3.75 Ω 6Ω
3.
6Ω B A 3Ω C
C D B
A 6Ω 3Ω D
1 1 1 1 6Ω
จะได้ RAB
= + +
6 3 6 , ∴ RAB = 1.5
Ω 2Ω 4Ω
D C
1Ω
1Ω 3Ω A B
4. C 3Ω D
A B
4Ω
2Ω
A Ω
4 จะได้ R
1
2Ω
1 1 1 1
= ++ +
4 1 3 2 B , ∴ RAB =
AB
5. 1.5 Ω
4Ω 2Ω
2
D 3Ω R = 2
= Ω
1
C
4Ω 2Ω
A B
D 4Ω 2Ω C
3Ω
69.
4
R = 2
=2Ω
69
1 1 1
= +
RAB 3 3
3
RAB =
2
RAB = 1.5
Ω
กฎของเคอร์ช อฟฟ์
เหมาะสำาหรับหากระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทานแต่ละเส้น มี 2 ข้อ
คือ
1. Point Rule ผลบวกทางพีชคณิตของกระแสไฟฟ้าที่จุดชุมทาง
ใดๆ เป็นศูนย์ I =0
I1 – I2 – I3 + I4 = 0
I I
I1 + I4 = I2 + I3
I 4 I 2
1 3
2. Loop Rule ผลบวกทางพีชคณิตของแรงเคลื่อนไฟฟ้าในวงจร
ใดๆ เท่ากับ ผลบวกทางพีชคณิตความต่างศักย์ในวงจรเดียวกัน
E 1 = ΣRIR
E r
1 1
E r2 I R จาก Σ E = Σ IR
1 loop บน E2 – E1 = I1( r1 + R1 )
2
I 2
+ ( I1 – I2 )( R2 + r2 )
E r3 R
2 loop ล่าง E3 – E2 = I2(R3+ r3)
3 3
+ ( I2 – I1 )( r2 + R2 )
ซึ่ง มีห ลัก การคำา นวณดัง นี้
1. กำาหนดทิศการไหลของกระแสไฟฟ้าในแต่ละลูป ( loop ) ก่อน
2. คำานวณแต่ละลูป โดยใช้สูตร E = Σ IR โดยวนตามของ
กระแสที่สมมติเป็นหลัก
- ถ้าวนออกจากขั้วบวกของเซลล์ E จะมีเครื่องหมายเป็นบวก
- ถ้าวนออกจากขั้วลบของเซลล์ E จะมีเครื่องหมายเป็นลบ
3. ในบริเวณลูปร่วม ต้องมีการบวกลบของกระแส ถ้ากำาลังคำา
นวณลูปใดให้ยึดทิศของกระแสไฟฟ้าในลูปนั้นเป็นหลัก
70.
70
4. ถ้าคำานวณได้ค่าของกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นลบ แสดงว่าทิศของ
กระแสไฟฟ้าที่สมมติไว้นั้นผิด ทิศของกระแสไฟฟ้าจะตรงข้ามกับ
ทิศที่สมมติไว้ แต่ตัวเลขที่ได้นั้นถูกต้องแล้ว
ตัว อย่า ง จากวงจรในรูป จงหาความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วของ
แบตเตอรี่ 4 V , 0.2Ω
วิธ ีท ำา จาก Σ E = Σ IR 16
loop บน 16 – 4 V1 7.8 I A B 9
= I1( 1 + 9 ) + ( I1 – I2 )8
Ω
12 = 18 I1 - 8I2 10 Ω 1
Ω I 4V ,
loop ล่าง 10 + 4 = ( I2 – I1 )8 + I20.5 )
V
(2 0.2Ω
Ω I1 = 1.5 , I2 =
2
14 = - 8 I1 + 10I2 ได้ 2
Ω
3
หา VAB = Σ E - Σ IR = 4 – (1)(0.2) = 3.8 V ( ตอบ
ความต่างศักย์ระหว่างขั้ว 4 V , 0.2Ω = 3.8 V )
แรงเคลื่อ นไฟฟ้า ( Electromotive force “e.m.f” ) “E”
หมายถึง พลังงานไฟฟ้าที่แหล่งกำาเนิด ( เซลล์ไฟฟ้า ) ที่กระทำาต่อ
ประจุ +1 คูลอมบ์ให้เคลื่อนครบวงจรพอดี ( จากขั้นบวกไปยังขั้วลบ
ผ่านตัวต้านทาน ( R ) ภายนอกเซลล์ และจากขั้วลบไปยังขั้วบวก ผ่าน
เซลล์ไฟฟ้าภายใน )Rมีหน่วยเป็นจูลต่อคูลอมบ์ หรือ โวลต์
R
I I
+ - + - r
รูป 1. วงจรไฟฟ้าอย่าง รูป 2. วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายซึ่ง
ง่าย แสดงความต้านทานภายในเซลล์
จากรูป 1. เมื่อ R คือความต้านทานภายนอกที่ต่อกับเซลล์
ไฟฟ้า
r คือความต้านทานภายในของเซลล์เซลล์
ไฟฟ้า
E คือแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ไฟฟ้า
เมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านตัวต้านทาน ( R ) และเซลล์ไฟฟ้า ( E ) ซึ่งมี
ความต้านทานภายใน ( r ) ย่อมเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าดังนี้
1. ความต่างศักย์ไฟฟ้าภายนอกเซลล์ ( VR )
2. ความต่างศักย์ไฟฟ้าภายในเซลล์ ( Vr )
ความต่า งศัก ย์ไ ฟฟ้า ภายนอกเซลล์ ( VR )
71.
71
หมายถึง พลังงานที่กระทำาต่อประจุ +1 คูลอมบ์ให้เคลื่อนจากขั้ว
บวกไปยังขั้วลบของเซลล์ โดยผ่านตัวต้านทานภายนอกเซลล์ ( R ) มี
หน่วยเป็น จูล/คูลอมบ์ หรือ โวลต์
ความต่า งศัก ย์ไ ฟฟ้า ภายในเซลล์ ( Vr )
หมายถึง พลังงานที่กระทำาต่อประจุ +1 คูลอมบ์ให้เคลื่อนจากขั้วลบ
ไปยังขั้วบวกของเซลล์ โดยผ่านตัวต้านทานภายในเซลล์ไฟฟ้า ( r ) มี
หน่วยเป็น จูล/คูลอมบ์ หรือ โวลต์
การหาความสัม พัน ธ์ร ะหว่า งกระแสไฟฟ้า ในวงจร แรงเคลื่อ น
ไฟฟ้า ของเซลล์ ความต่า งศัก ย์ไ ฟฟ้า ที่ข ั้ว เซลล์ ความ
ต้า นทานภายในและภายนอกเซลล์
จากหลัก ทรงพลัง งาน
พลังงานทั้งหมดที่เคลื่อนครบวงจรพอดี = พลังงานเคลื่อนประจุภายนอก
เซลล์ + พลังงานเคลื่อนประจุภายนอกเซลล์
qE = qVR + qVr
จะได้ E = VR + Vr ( เมื่อ V = IR )
E = IR + Ir
E = I( R+r )
E
ได้ว่า I = R+ r
เราสามารถบอกได้ว่าความต่างศักย์ไฟฟ้าภายนอกเซลล์ ( VR ) ก็คือความ
ต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ เพราะคิดจากขั้วบวกถึงขั้วลบของเซลล์ไฟฟ้า
เราสามารถหาค่า ความต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ได้ดังนี้
จาก E = VR + Vr ( เมื่อ V = IR )
E = VR + Ir
จะได้ E - Ir = VR
หรือ VR = E - Ir
หรือ VR = IR
72.
72
การแก้ป ัญ หาจากโจทย์เรื่อ ง แรงเคลื่อ นไฟฟ้า และความต่า ง
ศัก ย์ไ ฟฟ้า จากสถานการณ์ท ี่ก ำา หนดให้
จากใบความรู้16 การหาความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าในวงจร
แรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ขั้วเซลล์ ความ
ต้านทานภายในและภายนอกเซลล์ แล้ว
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าในวงจร แรงเคลื่อนไฟฟ้า
ข อ ง เ ซ ล ล์ ค ว า ม ต้ า น ท า น ภ า ย ใ น แ ล ะ ภ า ย น อ ก เ ซ ล ล์
E
จะได้ I = R+ r
ดังนั้น ความต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ ก็คือความต่างศักย์ไฟฟ้า
ภายนอกเซลล์ ( VR ) เพราะคิดจากขั้วบวกถึงขั้วลบของเซลล์ไฟฟ้า เรา
สามารถหาค่า ความต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ได้
จาก VR = E - Ir
หรือ VR = IR
ตัวอย่างการแก้ปัญหาจากโจทย์ เรื่อง แรงเคลื่อนไฟฟ้าและความต่างศักย์
ไฟฟ้า จากสถานการณ์ที่กำาหนดให้
ตัว อย่า งที่ 1 เซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่ง มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 2 โวลต์ ความ
ต้านทานภายใน 2 โอห์ม ต่อเป็นวงจรด้วยลวดเส้นหนึ่งมีความ
ต้านทาน 3 โอห์ม จงหา
1. กระแสไฟฟ้าในวงจร
2. ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วเซลล์ 3Ω
3. ความต่างศักย์ภายในเซลล์
วิธ ีท ำา สิ่งที่เราทราบค่าคือ E = 2 V, r = 2 Ω , R = 3 Ω
E
ก. จาก I = R+ r
2
= 3+ 2 I
∴ I = 0.4 A + -
หรือ VR = IR
ข. จาก VR = E - Ir E = 2 V , r = ( 0.4 )(
2
VR =
3) Ω
VR = 1.2 V
73.
73
VR = 2 - ( 0.4 )(2)
VR = 1.2 V
ค. จาก Vr = Ir
Vr = ( 0.4 )( 2 )
Vr = 0.8 V
ตัว อย่า งที่ 2 เซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่ง เมื่อเอาลวดต้านทาน 5 โอห์ม ต่อ
ระหว่างขั้วทั้งสองของเซลล์ไฟฟ้าจะเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว
เซลล์ 2.5 โวลต์ แต่ถ้าวงจรเปิด ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วเซลล์
เปลี่ยนเป็น 3 โวลต์ จงหาความต้านทานภายในเซลล์
วิธ ีท ำา สิ่งที่เราทราบค่าคือ R = 5 Ω , เมื่อ ต่อ ครบวงจร ความต่าง
ศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วเซลล์ คือ VR = 2.5 V และเมื่อวงจรเปิด ความต่าง
ศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วเซลล์ก็คือค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ไฟฟ้านั้น E
= 3 V ต้องการหา ค่า r หาค่า I ก่อน
จาก VR = IR
2.5 = I( 5 )
I = 0.5 A
E
จาก I = R+ r
3
0.5 = 5+ r
∴ r = 1 Ω
ตอบ ความต้านทานภายในเซลล์มีค่า 1 โอห์ม
ตัว อย่า งที่ 3 เมื่อเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่งต่อเข้ากับความต้านทาน 6
โอห์ม มีกระแสไฟฟ้าผ่าน 0.5 แอมแปร์ แต่เมื่อเซลล์ไฟฟ้านี้ต่อเข้ากับตัว
ต้านทาน 14 โอห์ม จะมีกระแสไฟฟ้าผ่าน 0.25 แอมแปร์ จงหา
แรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ไฟฟ้า
ความต้านทานภายในของเซลล์ไฟฟ้า
วิธ ีท ำา เขียนวงจรไฟฟ้าตามที่กำาหนด
6Ω 14 Ω
I = 0.5 I=
ต้องการหาค่า E และ r
A + - 0.25 A + -
E
จาก I =
E, r R+ r
E, r
74.
74
E
0.5 = 6+ r …………………
E
0.25= +
14 r …………………
0.5 +
14 r
/ =
0.25 6+ r
12 + 2r = 14 + r
∴ r = 2 Ω
แทนค่า r ใน ( 1 ) ; E = 4 V
ตอบ แรงเคลื่อนไฟฟ้ามีค่า 4 โวลต์ และมี ความต้านทานภายในมี
ค่า 2 โอห์ม
ตัว อย่า งที่ 4 เมื่อเอาลวดตัวต้านทาน 6 โอห์ม และ 3 โอห์ม มาต่อเข้า
กับเซลล์ไฟฟ้าขนาด 15 โอห์ม, 1 โอห์ม จะเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้า
ระหว่างขั้วเซลล์เท่าใด เมื่อลวดตัวต้านทานทั้งสอง ต่อกันแบบ
1. อนุกรม
2. ขนาน
วิธ ีท ำา ก. อนุกรม เขียนวงจรไฟฟ้าตามที่โจทย์กำาหนดให้ได้ดังนี้
6Ω 3Ω
หา I ก่อน
E
จาก I = R+ r
15
I = ( 6 3 +1
+ ) I
I = 1.5 A
หา VR ; จาก VR = IR 15 V,1 Ω
= 1.5 ( 6+3 )
∴ VR = 13.5V
ตอบ เมื่อต่อลวดต้านทานแบบอนุกรม จะเกิดความต่างศักย์ระหว่าง
ขั้วเซลล์มีค่า 13.5 โวลต์
ข. ขนาน เขียนวงจรไฟฟ้าตามที่โจทย์กำาหนดให้ได้ดังนี้
E 6Ω
จาก I = R+ r
15
I = 6x3 +1 3Ω
6+ 3
I = 5 A I
15 V,1 Ω
75.
75
หา VR ; จาก VR = IR
= ( 5 )( 2 )
∴ VR = 10 V
ตอบ เมื่อต่อลวดต้านทานแบบขนาน จะเกิดความต่างศักย์ระหว่างขั้ว
เซลล์มีค่า 10 โวลต์
ตัว อย่า งที่ 5 จากรูป เมื่อมีกระแสไฟฟ้า 3 แอมแปร์ ผ่านตัวต้านทาน
จาก a ไป b จงหากระแสไฟฟ้าที่ผ่าน ตัวต้านทาน 9 โอห์ม 18 โอห์ม
และความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่าง ab เป็นเท่าไร
วิธ ีท ำา เขียนวงจรตามที่โจทย์9 ำาหนด
กΩ
I=3
a A d 4Ω
c
18 Ω b
ต้องการหา I ที่ผ่าน 9 Ω และ 18 Ω ซึ่งต่อกันอย่างขนาน
จาก Vcd(บน) = Vcd(รวม)
IR(บน) = IR(รวม)
9x18
Ix9 = 3x
9+18
∴ I(9Ω ) = 2 A
จาก Vcd(ล่าง) = Vcd(รวม)
IR(ล่าง) = IR(รวม)
9x18
Ix18= 3x
9+18
∴ I(18Ω ) = 1 A
9x18
ต้องการหา Vab เมื่อ I = 3A ; R =
9+18
+4 = 10 Ω
จาก Vab = IR
= 3x10
∴ Vab = 30 V
ตอบ กระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทาน 9 โอห์ม และ 18 โอห์มมีค่า 2 และ
1 แอมแปร์ตามลำาดับและความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่าง ab มีค่า 30 โวลต์
การต่อ เซลล์ไ ฟฟ้า
76.
76
คือ การนำาเอาเซลล์ไฟฟ้ามากกว่า 1 เซลล์มาต่อร่วมกัน เพื่อให้ได้
ขนาดของแรงเคลื่อนไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้าตามต้องการ ดังนี้
การต่อ เซลล์ไ ฟฟ้า แบบอนุก รม คือการนำาเซลล์ไฟฟ้ามาต่อเรียง
เป็นเส้นเดียวกัน ได้ 2 แบบ
ต่อ แบบตามกัน คือ การต่อเซลล์ในลักษณะเสริมกัน โดยกระแส
ไฟฟ้าไปทางเดียวกัน
E1 E2 E3
I r1 r2 r3 E รวม = E1
+ E2 + E3
R r รวม = r1 + r2 + r3
ข. ต่อ แบบขัด กัน คือ การต่อเซลล์ไฟฟ้าในลักษณะหักล้างกัน โดย
กระแสไฟฟ้าสวนทางกัน
E1 E2 E3
I r1 r2 r3 E รวม = E1 + E3
- E2
r รวม = r1 + r2 + r3
R
E1 E2 E3
r1 r2 r3 I E รวม = E2 - ( E1
+ E3 )
r รวม = r1 + r2 + r3
R
หมายเหตุ สังเกตทิศของเซลล์ไฟฟ้า ถ้าทิศเดียวกันบวกกัน ถ้า
ทิศตรงข้ามลบกัน
Eรวม
กระแสไฟฟ้าในวงจร ( I ) หาได้จาก I = R+ r
รวม
E
หรือ I = R+ r
เมื่อ I คือ กระแสไฟฟ้าในวงจร มีหน่วย
เป็น แอมแปร์ ( A )
E คือ แรงเคลื่อนไฟฟ้ารวมในวงจร มีหน่วย
เป็น โวลต์ ( V )
R คือ ความต้านทานภายนอกเซลล์ไฟฟ้า มีหน่วย
เป็น โอห์ม ( Ω )
r คือ ความต้านทานภายในเซลล์ไฟฟ้ารวมในวงจร มี
หน่วยเป็น โอห์ม ( Ω )
ตัว อย่า ง วงจรดังรูป จงหากระแสไฟฟ้า 12 V , 2 9V,
Ω 1Ω
4Ω
78
2. การต่อ เซลล์ไฟฟ้า แบบขนาน คือการต่อเซลล์ไฟฟ้าให้ขั้วชนิด
เดียวกันเข้าด้วยกัน
เมื่อ เซลล์ไฟฟ้ามีขนาดเท่ากัน
E1
r1
E2 E รวม = E1 =
E2 = E3 r2
1 1 1 1
E3 r
รวม
= r1 + r2 + r3
I r3 เมื่อ ความต้านทานภายในเท่ากัน
R r
r รวม = n
หมายเหตุ แรงเคลื่อนไฟฟ้าลัพธ์ใช้แรงเคลื่อนไฟฟ้าเพียงเซลล์
เดียวเท่านั้น
Eรวม
กระแสไฟฟ้าในวงจร ( I ) หาได้จาก I = R+ r
รวม
E
หรือ I = R+ rn
ตัว อย่า งจากวงจร จงหากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวต้านทาน 4 โอห์ม
วิธ ีท ำา E = 10 V , r = 2 Ω 10 V
E 2 ΩV
10
จากสมการ I = r
R+ n
2Ω
10
I = 4Ω
4+ 22
= 2 A
ตัว อย่า ง จากวงจร จงหากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวต้านทาน 8 โอห์ม
E
วิธ ีท ำา จากสมการ I = R+ r
10 V
3Ω
+ 6 จะได้ r = 2 10 V
1 1 1
เมื่อ r = 3 Ω
10
6Ω
I = +
8 2
8Ω
= 1 A
79.
79
คำา ถาม
1. ถ้าให้เซลล์ไฟฟ้าที่ต่อกันแบบขนานระหว่างจุด a และจุด b
กระแสไฟฟ้า (I) ผ่านตัวต้านทาน R มีค่าเท่าใด เมื่อ E1 = E2 =E13 และ
E
r1 = r2 = r3 E2
r1
E E E3 r
r2E
ก. I = R+ rn ข. I = R+ nr ค. I = R+
r3n
2. จากรูป จงหากระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทาน V โอห์ม a R b
12 5
ก. 1 แอมแปร์ ข. 2 แอมแปร์ 2 Ω ค. 3 แอมแปร์
12 V
12 V
2Ω
3. จากรูป จงหากระแสที่ไหลผ่านตัวต้านทาน 4.5 โอห์ม ΩV 2
12
ก. 1 แอมแปร์ 5ข. Ω 2 แอมแปร์
3Ω
ค. 3 แอมแปร์
4.5
ตอบคำาถามได้ทุก
Ω
ข้อใช่ไหมครับ ดู
เฉลยได้เลยครับ
1. ก. 2. ข. 3. ข.
แล้วการต่อเซลล์
ไฟฟ้าแบบผสมมีผลอ
ย่างไรคะ
วงจรไฟฟ้า อย่า งง่า ยและวงจรวีท สโตนบริด ส์
รูป วงจรไฟฟ้า อย่า งง่า ย
R R
E,r I E
I + - + - r
รูป 1. วงจรไฟฟ้าอย่าง
ง่าย รูป 2. วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายซึ่ง
แสดงความต้านทานภายในเซลล์
80.
80
จากรูป 1 และ 2 เมื่อ R คือความต้านทานภายนอกที่ต่อ
กับเซลล์ไฟฟ้า
r คือความต้านทานภายในของเซลล์เซลล์
ไฟฟ้า
E คือแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ไฟฟ้า
ตัวอย่างการ แก้ปัญหาเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าอย่างง่5ยV,
า 5 V,
2Ω 2Ω
6 ต้านทาน 8 6 V,ม
ตัว อย่า ง จากรูป ต้องการหากระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัว V, โอห์
1 Ω 2 V, 2Ω
วิธ ีท ำา 1Ω
หาแรงเคลื่อนไฟฟ้า จะได้ E บน = 5 + 5 = 10 V 8 , E ล่าง =
6 – 2 + 6 = 10 V Ω
หาความต้านทานภายในเซลล์ r บน = 2 + 2 = 4 Ω , r ล่าง =
1+1+2 =4 Ω
∴ ความต้านทานภายในเซลล์ ( r ) =
r 4
n = 2 = 2 Ω
E
จากสมการ I = R+ r
10 10
= +
8 2 = 10 = 1 A
ตอบ กระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทาน 8 โอห์ม มีค่าเท่ากับ 1
แอมแปร์
ตัว อย่า ง จากรูป
2
Ω x 6 y
1. จงหากระแสไฟฟ้าในวงจร เป็นกี่แอมแปร์
2. จงหาความต่างศักย์ระหว่าง x และ y 3 12
5 V, 2 5 V, 2 Ω Ω
วิธ ีท ำา 10 V,
Ω Ω
2Ω
5 V, 2 7 V, 2
5 V, 2
Ω 5 V, 1 10 V, Ω
Ω
8 V, 5 Ω 2Ω
Ω 7 V, 2
Ω
81.
81
1. หาแรงเคลื่อนไฟฟ้า หาแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่าง 5 V บน กับ
5 V ล่าง เป็น 5 V
ความต้านทาน 2 Ω ของ 5 V เส้นบน ความต้านทาน 2 Ω
ของ 5 V เส้นล่า ง
r 2
จะได้ ทั้งสองต่อขนานกัน ได้ ( r ) = n = 2 = 1 Ω
ได้ แรงเคลื่อนไฟฟ้า เป็น 5 V, 1 Ω ซึ่งต่ออนุกรมกับ 10 V, 2 Ω
และ 7 V, 2 Ω
จะได้ แรงเคลื่อนไฟฟ้ารวม คือ 5 V + 10 V – 7 V = 8 V , ความ
ต้านทาน คือ 1 Ω+2 Ω+2 Ω = 5 Ω
จะได้ว่า วงจรนี้ มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า และความต้านทานภายใน คือ
8V, 5Ω
2 6
หาความต้านทานภายนอก ดังนี้
Ω x Ω y
หาความต้านทานระหว่าง 6 Ω และ 3 Ω 3
จะได้ R =
R1 2
R
=
6x3
= 2Ω
12 Ω
ซึ่งต่ออนุกรม
R2+ R1 +
3 6
3Ω
อยู่กับความต้านทาน 2 Ω จะได้ความต้านทาน 4 Ω และจะต่อขนานกับ
12 Ω Ω
R1 2
R 4x12 48
จะได้ R = R2+ R1 = +
4 12 = 16 =3Ω
ดังนั้น ความต้านทานภายนอกจะมีค่าเท่ากับ 3 Ω 8V,5
Ω
E
หากระแสในวงจร จากสมการ I = R+ r
8 8
= +
3 5 = 8 = 1 A
ตอบ
2. หาความต่างศักย์ระหว่าง x และ y
1. ต้องหากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน x และ y
จะทราบกระแสที่ไหลผ่าน x และ y ต้องทราบความ
ต้านทานระหว่าง 2 Ω , 6 Ω , 3 Ω และ 12 Ω
ความต้านทานระหว่าง 2 Ω , 6 Ω และ 3 Ω คือ R =
6x3
2Ω+ +
3 6 Ω =4Ω
82.
82
ความต้านทานที่ได้คือ 4 Ω และจะต่อขนานกับ 12
Ω
R1 2
R 4x12 48
จะได้ R = R2+ R1 = +
4 12 = 16 = 3 Ω
2 x 6 y 4
Ω 3 Ω Ω
3
Ω
Ω 12 12
Ω Ω
กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน ความต้านทานระหว่าง 2 Ω , 6 Ω , 3 Ω
และ 12 Ω รวมทั้งหมด คือ 1 A
ดังนั้นความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่าง ความต้านทานระหว่าง 2 Ω , 6
Ω , 3 Ω และ 12 Ω ทั้งหมดคือ
จากสมการ V = IR = (1)( 3 )
= 3 V
ดังนั้นกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน x และ y คือ
จากสมการ V = IR
3 = I(4)
3
I = 4 A
2. ต้องหาความต้านทานระหว่าง x และ y
เมื่อทราบค่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน x และ y คือ V
= IR A
R1 2
R
หาความต้านทานระหว่าง x และ y คือ R = R2+ R1 =
6x3
+
3 6 = 2 Ω
∴ ความต่างศักย์ระหว่าง x และ y คือ V = IR = (
3 3
4 )(2) = 2 = 1.5 V
ตอบ ความต่างศักย์ระหว่าง x และ y คือ 1.5 V
ตัว อย่า ง จากรูป
1. จงหากระแสไฟฟ้าในวงจร 4Ω
6V 2V
1Ω 2Ω 1Ω
83.
83
2. ความต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ของ เซลล์6 V, 1 Ω
1. หาแรงเคลื่อนไฟฟ้าในวงจร E = 6 – 2 = 4 V
หาความต้านทานในวงจร คือ R + r = 4 Ω + 2 Ω + 1 Ω + 1 Ω
= 8 Ω
E
หากระแสในวงจร จากสมการ I = R+ r
4 1
= 8 = 2 = 0.5 A
ตอบ
2. ความต่างศักย์ระหว่างขั้วเซลล์ของ เซลล์ 6 V, 1 Ω คือ
จากสมการ V = E – Ir
V = 6 - ( 0.5 )( 1 ) = 5.5 V
ตอบ
3Ω
3. ตัว อย่า ง จงหาความต้านทานรวมระหว่างจุด A กับจุด B เป็นกี่โอห์ม
วิธ ีท ำา เขียนรูปใหม่ A B 4Ω
6 2Ω
6Ω 3Ω Ω
A B
9Ω
2Ω 4Ω A B
6Ω
R1 2
R
หาความต้านทานระหว่าง A และ B คือ R = R2+ R1 =
9x6
+
6 9 = 3.6 Ω ตอบ
6Ω
ตัว อย่า ง จากรูปความต้านทานรวมมีค่ากี่โอห์มเมื่อสวิตซ์ K12
ปิด
วิธ ีท ำา เขียนรูปใหม่ Ω
6 12 K
Ω Ω
K 6Ω 12Ω
84.
84
6Ω 12 Ω
6Ω 12 R1 2
R
Ω หาความต้านทาน คือ R = R2+ R1 =
6x6
+
6 6 = 3 Ω
6Ω 12 Ω หาความต้านทาน คือ R =
R1 2
R
=
R2+ R1
12x12
+
12 12 = 6 Ω
3Ω 6Ω ความต้านทานรวม คือ R = R1 + R2 = 3
+6 =9 Ω
รูปวงจรวีทสโตนบริดส์
สามารถใช้หาความต้านทานในวงจรไฟฟ้าที่
R ้นโดยเป็นไป
ซับซ้อนขึ
R
A 1 3 B ตามสมการนี้
R R1 R3
เมื่อ =
R R R2 R4
และสามารถเขียนวงจรได้ใหม่ดังนี้
2 4
R1 R3
A B
R2 R4
ตัว อย่า ง จากรูป จงหาความต้านทานรวมระหว่างจุด A กัΩจุด B6เป็นกี่
3 บ Ω
โอห์ม A 1Ω B
วิธ ีท ำา จากรูป หาว่าวงจรนี้เป็นวงจรวีทสโตนบริดส์หรือไม่จาก
R1 R3 3 6
4Ω 8Ω
เมื่อ R2 = R4 จะได้ 4 = 8
3Ω 6Ω
ดังนั้น เป็นวงจรวีท สโตนบริด ส์ เขียนรูปใหม่ได้
หาความต้านทาน คือ R =
R1 2
R
R2+ R1 =
9x12
+
12 9
A = 36
7 Ω B
4Ω 8Ω
กั Ω
ตัว อย่า ง จากรูป จงหาความต้านทานรวมระหว่างจุด A 9 บจุด B12 นกี่
เป็
โอห์ม Ω
A 3Ω B
6Ω 8Ω
86
ต่างกัน เช่น เป็นแท่งสี่เหลี่ยมแท่งทรงกระบอก รูปเกือกม้า เข็มทิศ
เป็นต้น และสามารถดูดพวกสารแม่เหล็กได้โดยการเหนี่ยวนำา
โดยปกติมี 2 ขัว คือ ขัวเหนือ (north pole “N”) และขั้วใต้
้ ้
(south pole “S”)
ขั้ว แม่เ หล็ก (Magnetic pole)
เป็นบริเวณปลายทั้งสองของแท่งแม่เหล็กที่มีอำานาจแม่เหล็กแรงมาก
แรงกระทำา ระหว่า งขั้ว แม่เ หล็ก มี 2 แบบ
1. แรงดูดกัน เกิดจากการนำาขั้วแม่เหล็กต่างชนิดกันมาวางใกล้กัน
แรงผลักกัน
2. แรงผลักกัน เกิดจากการนำาขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันมาวางใกล้
กัน
สนามแม่เ หล็ก (Magnetic field)
คือบริเวณที่อำานาจการกระทำาที่เกิดจากแม่เหล็ก อำานาจการก
ระทำาที่ส่งออกมาจากแม่เหล็กนี้มีลักษณะเป็นเวกเตอร์ มีสัญลักษณ์เป็น
B
เส้น แรงแม่เ หล็ก (Magnetic line of force) มีลักษณะดังนี้
1. ภายนอกแท่งแม่เหล็ก เส้นแรงแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งออกจากขั้ว
เหนือ (N) เข้าสู่ขั้วใต้ (S)
2. ภายในแท่งแม่เหล็ก เส้นแรงแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งออกจากขั้วใต้
(S) เข้าสู่ขั้วเหนือ (N)
B
แรงกระทำา ต่อ อนุภ าคที่ม ีป ระจุไ ฟฟ้า ซึ่ง เคลื่อ นที่ใ นบริเ วณมี
• • • • • • • • •
สนามแม่เ หล็ก • • •
เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่เข้qไปในสนามแม่เ• •ก• ปรากฏว่า
า v • • • • หล็ • •
B
ทิศทางของอนุภาคนีx ะเปลี่ยนไปจากเดิม แสดงว่ามีแ•
้จ
x xF x x x x x • • รงเนื่องจากสนามแม่
เ ห ล็ ก ก ร xะ x า x xอ xอ xนุ ภ า ค ที่ มี• ป ร ะ จุ • • •ฟ้• า นี้
F x ต่
ทำ ไ ฟ
Fx F x x x x x x
x F F • • •
•
• •F•
x x x x x x x
q • •F• • • • • • •
v x x x x x x x x
• • •
x x x x x x x
x x x x x x x x • • • • • • • • •
x x x x x x x • • •
x x x x x x x x • • • • • • • • •
87.
x x x x x x x • • •
x x x x x x x x • • • • • • • • •
x x x x x x x • • •
x x x x x x x x • • • • • • • • • 87
x x x x x x x • • •
รูป 1 อนุภาคที่มีประจุ q เคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณที่มีสนามแม่
เหล็ก
เมื่อ x หมายความว่า ทิศของสนามแม่เหล็ก พุ่งตั้งฉากเข้าหา
B
หน้ากระดาษ
• หมายความว่า ทิศของสนามแม่เหล็ก พุ่งตั้งฉากออกจาก
B
หน้ากระดาษ
กำาหนดให้อนุภาคมวล m มีประจุไฟฟ้า q เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v
เข้าไปในสนามแม่เหล็ก ปรากฏว่าเกิดแรง กระทำาต่อประจุเนื่องจาก
B
F
สนามแม่เหล็ก ซึ่งอาจหาความสัมพันธ์ได้จาก
F
= q v
x
B
จากการ cross vector ได้ว่า
F = qvBsinθ
เมื่อ F คือ แรงที่กระทำาต่อประจุ q มีหน่วยเป็น นิวตัน ( N )
q คือ ประจุไฟฟ้าบนอนุภาคที่เคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก มี
หน่วยเป็น คูลอมบ์ ( C )
v คือ ความเร็วของอนุภาค มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที
( m/s )
B คือ สนามแม่เหล็ก มีหน่วยเป็น เทสลา ( T )
θ คือ มุมระหว่าง กับ v
B
เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กอาจแบ่งแนว
การเคลื่อนที่ได้ 3 ลักษณะดังนี้
1. เมื่อ อนุภ าคที่ม ีป ระจุเ คลื่อ นที่ต ามทิศ สนามแม่เ หล็ก หรือ
สวนทางกลับ สนามแม่เ หล็ก
88.
88
( θ =0° หรือ = 180° ) จะไม่เกิดแรงกระทำาต่ออนุภาคนี้ ( F = 0 )
ทางเดินของอนุภาคเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ดังสมการต่อไปนี้
จาก F = qvBsinθ
จะได้ว่า F = qvBsin 0°( sin 0°= 0 )
∴ F = 0
หรือ F = qvBsin 180° ( sin 180° = 0 )
∴ F = 0
v
q
B
v q
รูป 2 แนวการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในทิศขนานกับสนามแม่
เหล็ก
2. เมื่อ อนุภ าคที่ม ีป ระจุไ ฟฟ้า เคลื่อ นที่ต ั้ง ฉากกับ สนามแม่
เหล็ก (θ = 90° ) แรงกระทำาจะมีค่าสูงสุดและทิศของแรงที่กระทำาต่อ
อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจะมีทิศตั้งฉากกับกับทิศการเคลื่อนที่ตลอดเวลาจึงมี
ผลให้อนุภาคเคลื่อนที่เป็นวงกลมหรือส่วนหนึ่งของวงกลมด้วยอัตราเร็ว
คงที่
จาก F = qvBsinθ
จะได้ว่า F = qvBsin 90° , เมื่อ (
sin 90°= 1 )
∴ F = qvB
B
x xF x x x x x
x
F
x x x x x x x
Fx F x x x x x x
x
x x x x x x x
q
v x x x x x x x x
รูป 3 แนวการเคลื่อนที่ของประจุx ฟฟ้าผ่านสนามแม่เหล็กในทิศตั้งฉาก
x ไ x x x x x
กับสนามแม่xหล็กx x
x x x x เ x
x x x x x x x
x x x x x x x x
3. เมื่อ อนุภ าคที่ม ีป ระจุไ ฟฟ้า เคลื่อ นที่ท ำา มุม กับ สนาม
x x x x x x x
แม่เ หล็ก จะได้ F = qvBsinθ x x xดx x x ระทำาต่ออนุภาคมีมุม
x x โดยเกิ แรงที่ก
x x x x x x x
x x x x x x x x
x x x x x x x
89.
89
กับแนวการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุเป็นผลให้ การเคลื่อนที่ของ
อนุภาคที่มีประจุจะเป็นเกลียว
รูป 4 แนวการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าผ่านสนามแม่เหล็กในทิศทำามุม
กับสนามแม่เหล็ก
ตัว อย่า งเกี่ย วกับ อนุภ าคที่ม ีป ระจุไ ฟฟ้า ซึ่ง เคลื่อ นที่ใ นบริเ วณมี
สนามแม่เ หล็ก
ตัว อย่า งที่ 1 อิเล็กตรอนวิ่งด้วยความเร็ว 106 เมตรต่อวินาที เข้าไป
ในทิศตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กสมำ่าเสมอ 10-2 T เมื่ออิเล็กตรอนมีประจุ –
1.6x10-19 C จงหาแรงที่สนามแม่เหล็กกระทำาต่ออิเล็กตรอน
วิธ ีท ำา สิ่งที่ทราบค่าคือ q = 1.6x10-19 C , v = 106 m/s , B
= 10-2 T
จาก FB = qvBsinθ
FB = (1.6x10-19)(106)(10-2)
∴ FB = 1.6x10-15 N
ตอบ แรงที่สนามแม่เหล็กกระทำาต่ออิเล็กตรอนเท่ากับ 1.6x10-15 นิว
ตัน
ตัว อย่า งที่ 2 อิเล็กตรอนวิ่งด้วยความเร็ว 106 เมตรต่อวินาที เข้าไป
ในสนามแม่เหล็กสมำ่าเสมอ 10-3 เทสลา โดยทำามุม 53° ต่อกัน จงหาแรง
ที่สนามแม่เหล็กกระทำาต่ออิเล็กตรอน
วิธ ีท ำา สิ่งที่ทราบค่าคือ q = 1.6x10-19 C , v = 106 m/s , B
= 10-2 T
จาก FB = qvBsinθ
FB = (1.6x10-19)(106)(10-3)( sin 53°)
FB = (1.6x10-19)(106)(10-3)( 4/5)
∴ FB = 1.28x10-16 N
ตอบ แรงที่สนามแม่เหล็กกระทำาต่ออิเล็กตรอนเท่ากับ 1.28x10-16
นิวตัน
90.
90
ตัว อย่า งที่3 อิเล็กตรอนวิ่งเข้าสู่บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กและสนาม
ไฟฟ้าตั้งฉากกัน โดยมีทิศของการเคลื่อนที่ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กและ
สนามไฟฟ้า ถ้าความเข้มของสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าเท่ากับ
2x10-4 เทสลาและ 4x102 โวลต์ต่อเมตร ตามลำาดับ จงหาอัตราเร็วของ
อิเล็กตรอนที่สามารถเคลื่อนที่ในบริเวณนี้ได้โดยไม่เบี่ยงเบนไปจากเดิม
วิธ ีท ำา แสดงว่า อิเล็กตรอนถูกแรงกระทำา 2 แรง คือแรงจากสนามแม่
เหล็กและแรงจากสนามไฟฟ้า แล้วเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงแนวเดิม แสดงว่า
ผลรวมของแรงทั้งสองที่กระทำาต่ออิเล็กตรอนเป็นศูนย์
จาก ΣF = 0
FB = FE
qvB = qE
E
จะได้ว่า
2
4x10
v = B = -4
2x10
= 2x106
m/s
ตอบ อัตราเร็วของอิเล็กตรอน มีค่า 2x106 เมตรต่อวินาที
แรงที่ก ระทำา ต่อ ลวดตัว นำา ที่ม ีก ระแสไฟฟ้า ผ่า น เมื่อ วางอยู่ใ น
บริเ วณมีส นามแม่เ หล็ก
จากความรู้ที่ว่า เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณ
ที่มีสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงกระทำากับอนุภาคนั้น และจากความรู้ที่ว่า
กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำาเกิดจากการเคลื่อนที่ของ อิเลคตรอน
อิสระด้วยความเร็วลอยเลื่อน ดังนั้น ถ้าวางเส้นลวดตัวนำาในบริเวณที่มี
สนามแม่เหล็ก แล้วผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวดตัวนำานั้น ดังรูป
B
x x x x x x x x
x x x xF x x x
Ix x x x x x x x
A x x x x x x B
x
x x x x x x xx
x x x x x x x
x x x x x x x x
รูป 1 แรงกระทำาต่อลวดตัxนำx ทีx ีกระแสไฟฟ้าผ่าน เมื่อวางอยู่ในบริเวณที่
x ว า ่ม x x x
x x x x x x x x
มีสนามแม่เหล็ก
x x x x x x x
จากรูป เมื่อนำาลวด ABxยาว x x x xฉากกับสนามแม่เหล็ก
x x x วางตั้ง
B
โดย
มีกระแสไฟฟ้าผ่านจากxAxไป Bxหรือx กx
x x มี ระแสอิเล็กตรอนเคลื่อนที่จาก B
ไป A ดังนั้นจึงมีแรงกระทำx ต่x อิxล็กตรอน หรือกระทำาต่อลวด AB นั่นเอง
x า อ เ x x x x
ในทิศทางพุ่งขึ้น x x x x x x x
91.
91
จะได้ แรงแม่เหล็กที่กระทำาต่อกระแสไฟฟ้า I ในลวดตัวนำายาว ที่
วางตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก
B
มีขนาด
F
= I
B
ถ้ากระแสไฟฟ้า I ในลวดตัวนำายาว วางทำามุม กับสนามแม่เหล็ก
B
แรงแม่เหล็กมีขนาด
F = I B sinθ
เมื่อ F คือ แรงที่กระทำาต่อลวดตัวนำาที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน มีหน่วย
เป็น นิวตัน ( N )
I คือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านลวดตัวนำานั้น มีหน่วย
เป็น แอมแปร์ ( A )
คือ ความยาวของลวดตัวนำาส่วนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก มี
หน่วยเป็น เมตร ( m )
B คือ สนามแม่เหล็ก มีหน่วยเป็น เทสลา ( T )
คือ มุมระหว่าง กับ
B
ตัว อย่า งที่ 1 ลวดตัวนำาเส้นหนึ่งยาว 40 เซนติเมตร วางในแนวเหนือ
ใต้ มีกระแสไฟฟ้าผ่านจากทิศใต้ไปทิศเหนืออย่างสมำ่าเสมอ 10 แอมแปร์
ถ้ามีสนามแม่เหล็กตกกระทบลวดในทิศพุ่งลงในแนวดิ่งขนาด 0.1 เทสลา
จงหาขนาดของแรงที่เกิดบนเส้นลวดนี้
วิธ ีท ำา เมื่อนำาลวดตัวนำาที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน วางในสนามแม่เหล็ก
จะเกิดแรงกระทำาต่อลวดตัวนำานั้น สิ่งที่ทราบค่าคือ I = 10 A , = 0.4
m , B = 0.1 T , θ = 90° ต้องการหาค่า F
จาก F = I Bsinθ
จะได้ว่า F = ( 10 )(0.4)(0.1)sin90° (
sin 90°= 1 )
∴ F = 0.4 N
ตอบ ขนาดของแรงที่เกิดบนเส้นลวดมีค่าเท่ากับ 0.4 นิวตัน
ตัว อย่า งที่ 2 ลวดตัวนำา AB,มวล 20 กรัม วางพาดอยู่บนรางตัวนำา
ซึ่งต่อกับแบตเตอรี่ 12 โวลต์ และความต้านทาน 2 โอห์ม ดังรูปและ AB
อยู่ในสนามแม่เหล็กขนาด xBx เทสลาxจงหา x
0.2 x x x x
1. ขนาดของแรงกระทำาx อx x x นำา x
x ต่ ลวดตัว x
2. นานเท่าไรลวดจึงเคลืx นที่ได้ทาง 10 x
x ่อ x x x x x เซนติเมตร
12 10
V2 Ω x x x x x x x
x x x x x x x x cm
x x x x x x x
x x x x x x x x
92.
x x x x x x x x
x x x x x x x
x x x x x x x x
x x x x x x x 92
วิธ ีท ำา ก.ต้องการหา F เมื่อรู้ E = 12 V , R = 2 Ω , B =
0.2 T , = 0.1 m ,θ = 90°
E
หา I ก่อน จาก I=
R+ r
12
∴ I=
+
2 0 = 6 A
หา F ; จาก จาก F = I Bsinθ
จะได้ว่า F = ( 6 )(0.1)(0.2)sin90° (
sin 90°= 1 )
∴ F = 0.12N
ตอบ ขนาดของแรงกระทำาต่อลวดตัวนำามีค่าเท่ากับ 0.12 นิวตัน
2. ต้องการหา t เมื่อรู้ m = 2x10-2 kg , u = 0 , S = 0.1 m
ต้องหา a ก่อน
จาก F = ma
0.12 = 2x10-2(a )
a = 6 m/s2
1
หา t ; จาก
2
S =ut+ at
2
1
0.1 = ( 0 ) (t ) + 2 (6)t2
∴ t = 0.18 s
ตอบ ใช้เวลานาน 0.18 วินาที ลวดจึงเคลื่อนที่ได้ทาง 10
เซนติเมตร
99
รูป 12. ส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
จากรูป 12 ก. เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวด ABCD จะเกิดโมเมนต์
ของแรงคู่ควบทำาให้ขดลวดหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อขดลวดหมุนไปได้
ครึ่งรอบ ดังรูป 12 ข. คอมมิวเตเตอร์ x , y จะเปลี่ยนไปสัมผัสกับแปรง
ไฟฟ้า P และ Q ตามลำาดับทำาให้กระแสไฟฟ้าในขดลวดมีทิศตามแนว
DCBA ทำาให้เกิดโมเมนต์ของแรงคู่ควบที่ขดลวด ขดลวดจะหมุนในทิศ
ทวนเข็มนาฬิกาตามเดิมตลอดเวลา
จากความรู้เรื่องโมเมนต์ของแรงคู่ควบที่เกิดขึ้นกับขดลวด พบว่าจะ
มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเนื่องจากมุมระนาบของขดลวดกับสนามแม่
เหล็กเปลี่ยนไป โดยขณะระนาบของขดลวดขนานกับสนามแม่เหล็กค่า
โมเมนต์ของแรงคู่ควบมีค่ามากที่สุด แต่เมื่อระนาบของขดลวดตั้งฉากกับ
สนาม แม่เหล็กค่าโมเมนต์ของแรงคู่ควบมีค่าเป็นศูนย์ ในทางปฏิบัติถ้า
ต้องการให้โมเมนต์ของแรงคู่ควบมีค่าสมำ่าเสมอมากขึ้น เขาจะให้ขดลวด
จำานวนตั้งแต่ 3 ระนาบขึ้นไป โดยแต่ละระนาบจะทำามุมต่อกันเท่าๆกัน
ไดนาโม
การผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยการเปลี่ยนพลังงานกลให้เป็นพลังงาน
ไฟฟ้า ซึ่งอาศัยเครื่องมือที่มีชื่อว่า ไดนาโม ซึ่งอาศัยหลักการเหนี่ยวนำาแม่
เหล็กไฟฟ้า ไดนาโม จึงเป็นเครื่องกำาเนิดไฟฟ้าซึ่งมีส่วนประกอบเหมือน
S
มอเตอร์ ไดนาโม มี 2 ชนิด คือ
P
1. ไดนาโมกระแสตรง N R S
2. ไดนาโมกระแสสลับ Q
ไดนาโมกระแสตรง
พิจารณาไดนาโมกระแสตรง ขณะที่ระนาบขดลวดอยู่ที่ตำาแหน่งต่างๆ
P Q Q
กระแสไฟฟ้S เหนี่ยวนำาเป็นดังรูป 13S N Q
N า N S N S N S
Q P Q P P
P
กระแส
ไฟฟ้า
T T 3T T
0
4 2 4
รูป 13 กระแสตรงจาก
100.
100
ขณะที่ระนาบขดลวด PQRS ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก ทิศของ
ความเร็วของขดลวดอยู่ในแนวเดียวกับสนามแม่เหล็ก จึงไม่มีกระแส
ไฟฟ้าเหนี่ยวนำา ในเวลาต่อมาทิศของความเร็วจะเริ่มทำามุมกับสนามแม่
เหล็กจึงมีกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีค่ามากที่สุดเมื่อทิศของความเร็วตั้ง
ฉากกับสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นตำาแหน่งที่ระนาบของขดลวดอยู่ในแนว
เดียวกับสนามแม่เหล็ก เมื่อเวลาผ่านไปกระแสไฟฟ้าจะกลายเป็นศูนย์อีก
ครั้ง ซึ่งพบว่ากระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากมี คอมมิว
เตเตอร์แ บบผ่า ซึก และ แปรง จึงทำาให้ทิศของกระแสไฟฟ้า มีเพียง
ทิศเดียวดังกราฟของกระแสไฟฟ้า ( I ) กับเวลา (t) กระแสไฟฟ้าที่ได้จาก
เครื่องกำาเนิดไฟฟ้าลักษณะนี้เรียกว่า ไฟฟ้ากระแสตรง (direct
current “D.C” )
ไดนาโมกระแสสลับ S
ส่วนประกอบของไดนาโมกระแสสลับมีส่วนประกอบหลัก
เหมือนกับไดนาโมกระแสตรง จะต่P งกันที่ตัวRคอมมิวเตเตอร์มีลักษณะเป็น
N า S
แหวนลื่น (เป็นแหวน 2 อัน แยกออกจากกัน) ขณะที่อยู่ที่ตำาแหน่งต่างๆ
Q
กระแสไฟฟ้าจะมีลักษณะดังรูป ซึ่งมีลักษณะการเกิดคล้ายกับไดนาโม
กระแสตรง P Q Q
T T
ในช่วงเวลา 0 ถึง 2 แต่ในช่วงเวลา 2 ถึง T ทิศทางของ
N S N S N S N S N T
S
กระแสไฟฟ้า จะมีทิศทางออกจากไดนาโมกลับกับช่วง 0 ถึง P ดังกราฟ
Q P Q Q 2
P P
กระแสไฟฟ้า (I) กับเวลา (t) กระแสไฟฟ้า ที่ได้จากเครื่องกำาเนิดไฟฟ้า
ลักกระแส ้เรียกว่า ไฟฟ้า กระแสสลับ (alternating current “A.C”)
ษณะนี
ไฟฟ้า
3T
0 T T 4 T
4 2
รูป 2 กระแสสลับจากเครื่อง
101.
101
กระแสเหนี่ย วนำา
จากการศึกษาเมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำา จะทำาให้เกิดสนาม
แม่เหล็กหรือฟลักซ์แม่เหล็กรอบลวดตัวนนำานั้นในทางกลับกันฟลักซ์แม่
เหล็กก็น่าจะทำาให้มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นบ้างซึ่งความคิดนี้ Michael
Faraday นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ค้นพบและสรุปผลว่า “ถ้ามีการ
เปลี่ยนแปลง ฟลักซ์แม่เหล็ก ณ บริเวณใดการเปลี่ยนฟลักซ์แม่เหล็กนี้จะ
เหนี่ยวนำาให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในตัวนำาที่วางอยู่ในบริเวณนั้น” เรียกผล
ที่เกิดขึ้นว่า การเหนี่ย วนำา แม่เ หล็ก ไฟฟ้า ( electromagnetic
induction ) และเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากวิธีการนี้ว่า กระแสไฟฟ้า
เหนี่ย วนำา
กระแสไฟฟ้า เหนี่ย วนำา ที่เ กิด ขึ้น บนเส้น ลวดตัว นำา ที่เ คลื่อ นที่ต ัด
เส้น แรงแม่เ หล็ก
เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ภายในลวดตัวนำามีอิเล็กตรอนอิสระอยู่เป็น
จำานวนมาก เมื่อให้ ลวดตัวนำานี้เคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับฟลักซ์แม่
เหล็ก จะมีผลทำาให้อิเล็กตรอนอิสระที่อยู่ภายใน ลวดตัวนำาเคลื่อนที่
ด้วย ดังนั้นจึงเกิดแรงกระทำาต่ออิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่จากปลาย A ไป
ปลาย B ดังรูป 1 หรือเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในลวดนี้ในทิศจาก B ไป A
เรียกกระแสที่
เกิดขึ้นจาก ทิศ การเคลื่อ นที่
การนี้ว่า ของลวดตัว นำา
กระแสไฟฟ้า Q
เหนี่ย วนำา
I
e
P e
B
รูป 1 การเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยว
102.
102
จากการเกิดกระแสไฟฟ้าผ่าจาก B ไป A จึงเสมือนกับมีความต่าง
ศักย์ไฟฟ้าระหว่างปลาย A กับ B ถ้าต่อลวดตัวนำานี้ให้ครบวงจร ปลาย
ทั้งสองของลวดตัวนำาจะทำาหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีแรง
เคลื่อนไฟฟ้าที่เรียกว่า แรงเคลื่อ นไฟฟ้า เหนี่ย วนำา จากการทดลอง
และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พบว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำา และแรงเคลื่อน
ไฟฟ้าเหนี่ยวนำา จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับ
1. อัตราเร็วของลวดตัวนำา
2. ขนาดของสนามแม่เหล็ก
3. ความยาวของเส้นลวด
การหาทิศของกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำาที่เกิดในเส้นลวดตัวนำาเมื่อต่อ
ครบวงจร หาได้จาก กฎการกำามือขวา คือ “ให้กำามือขวาจาก v
ไปยัง
B
นิ้วหัวแม่มือชี้ตั้งฉากกับนิ้วทั้งสี่ จะแสดงทิศของกระแสไฟฟ้าเหนี่ยว
นำาในเส้นลวด”
กระแสไฟฟ้า เหนี่ย วนำา ที่เ กิด ในขดลวดตัว นำา
ในการศึกษาเรื่องกระแสเหนี่ยวนำาถ้าพิจารณาขดลวดตัวนำาเป็น
ขดลวดรูปสี่เหกลี่ยมมุมฉาก เคลื่อนที่ตัดฟลักซ์แม่เหล็ก
x
P S
x
I
I
x x
Q
x x
R
y
รูป 2 ขดลวดตัวแกน ่อนที่ตัดฟลักซ์แม่เหล็ก
นำาเคลื
R
หมุน
103.
103
ให้ขดลวด PQRS หมุนรอบแกน XY ในทิศทวนเข็มนาฬิกา เมื่อ
เราพิจารณาลวดตัวนำา PQ และ RS จะเห็นว่า ลวด PQ และ RS เคลื่อน
ที่ตัดฟลักซแม่เหล็กในทิศลงและขึ้นตามลำาดับจะเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยว
นำา I ดังรูป 2 โดยทิศของกระแสไฟฟ้าจะ
อยู่ในทิศจาก P ไป Q และจาก R ไป S ตาม
ลำาดับ สำาหรับลวดส่วน PS และ QR นั้น
I I
เคลื่อนที่ขนานกับทิศสนามโดยไม่ตัดฟลักซ์
แม่เหล็ก จึงไม่เกิดกระแสเหนี่ยวนำาบนลวด
ส่วนนี้ แต่เนื่องจากลวด PS และ QR เป็น
ตัวนำาที่ต่อกับส่วน PQ และ RS กระแส
เหนี่ยวนำาบน PQ และ RS จึงผ่านจาก S x
ไป P และ Q ไป R ด้วยถ้าต่อวงจร
ภายนอกครบวงจร N
ถ้านำาขดลวดตัวนำาขดหนึ่ง ต่อเข้ากับ
แอมมิเตอร์ที่สามารถวัดกระแสค่าน้อยๆได้ รูป 3 ขดลวด
และนำาขดลวดตัวนำานี้เคลื่อนเข้าใกล้แท่งแม่ ตัวนำาเคลื่อนที่
เหล็ก แล้วดึงออกพบว่า ขณะที่ขดลวดตัวนำา เข้าหาแท่งแม่
เคลื่อนที่เข้าหาและออกห่างจากแท่งแม่ เหล็ก
เหล็ก จะมีกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำาเกิดขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากการหมุนของ
เข็มชี้ของแอมมิเตอร์ ส่วนในขณะที่ขดลวดตัวนำาอยู่นิ่งจะไม่มีกระแส
ไฟฟ้าเหนี่ยวนำานี้เกิดขึ้น
ในทำานองเดียวกัน ถ้าให้ขดลวดตัวนำาที่ต่อกับแอมมิเตอร์อยู่
กับที่ แล้วเคลื่อนแท่งแม่เหล็กเข้าใกล้แล้วดึงออก จะพบว่ามีกระแสไฟฟ้า
เหนี่ยวนำาเกิดขึ้นในขณะที่แท่งแม่เหล็กเคลื่อนที่เท่านั้น ส่วนในขณะที่
แท่งแม่เหล็กหยุดนิ่งจะไม่เกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำาเช่นกัน
กฎของฟาราเดย์
มีใจความว่P “เมื่อมีฟลักซ์Sม่เหล็กที่มีค่าเปลี่ยนแปลงผ่านขดลวด
า แ
ตัวนำา จะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำาเกิดขึ้นในขดลวดตัวนนำานั้น”
B Q P
เราสามารใช้กฎของฟาราเดย์อธิบายการเกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยว
R
นำาในขดลวดสี่เหลี่ยมซึ่งหมุนตัดฟลักซ์แม่เหล็กในแนวตั้งฉากกับทิศ
สนามแม่เหล็ก โดยเริ่มพิจารณาจาก เมื่อระนาบของขดลวดอยู่ในแนว
Q R
เดียวกับสนามแม่เหล็ก ฟลักซ์ที่ผ่านขดลวดมีค่าเป็นศูนย์และยังไม่มีการ
B B B
เปลี่ยนแปลง ฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวด เมื่อขดลวดหมุนจากตำาแหน่ง
เริ่มต้นระนาบของขดลวดจะทำามุมกับสนามแม่เหล็ก ฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่าน
R R R
ขดลวดจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและมีค่าสูงสุดเมื่อระนาบของขดลวดตั้งฉาก
กับสนามแม่เหล็ก สรุปก็คือในช่วงการหมุนของขดลวดที่ระนาบขดลวด
Q Q Q
รูป 4 แสดงฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวด PQRS เมื่อระนาบขดลวด
104.
104
กวาดมุมไป 90 องศาจากตำาแหน่งเริ่มต้นนี้ฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวด
จะมีค่าเปลี่ยนแปลงจากค่าศูนย์ถึงค่าสูงสุดดังนั้นจะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า
เหนี่ยวนำาขึ้นในขดลวด
การหาทิศ ของกระแสไฟฟ้า เหนี่ย วนำา ในขดลวด
เราจะศึกษาว่าถ้าให้ขดลวดอยู่กับที่ และมีฟลักซ์แม่เหล็กที่
เปลี่ยนแปลงผ่านขดลวด จะมีกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำาเกิดขึ้นในขดลวด
หรือไม่ และทิศของกระแสเหนี่ยวนำาในขดลวดจะมีทิศอย่างไร
ขดลวดตัวนำา P วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็กไฟฟ้าดังรูป 5 ก.
ถ้าสนามแม่เหล็กในบริเวณขดลวดมีค่าสมำ่าเสมอเท่ากับ ดังรูป 5 ข.
B1
ต่อมาเพิ่มกระแสไฟฟ้า ทำาให้สนามแม่เหล็กสมำ่าเสมอมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น
B2
ดังรูป 5 ค. และ ง.
B2
I S B1
I S
P P
P
P
N N
ก ข ค ง
รูป 5 แสดงการเปลี่ยนแปลงฟลักซ์แม่เหล็กผ่านขดลวดตัวนำา
สนามแม่เหล็กที่เพิ่มขึ้นมี
ค่าเท่ากับ = ดังรูป 6
B
∆B B - B
2 1
แสดงว่าฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวด
B2 B2
B1
-
รูป 6 แสดงทิศของ
105.
105
P มีค่าเปลี่ยนแปลงทำาให้เกิดกระแสเหนี่ยวนำาในขอลวด Pนี้ และกระแส
เหนี่ยวนำาจะทำาให้เกิดสนามแม่เหล็กซึ่งมีทิศตรงข้ามกับ ดังรูป 7 ก.
∆
B
ในทำานองเดียวกันถ้าสนามแม่เหล็กมีค่าลดลง ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้า
เหนี่ยวนำา ดังรูป 7 ข.
B B
B B รูป 7 การเกิดกระแสไฟฟ้า
เหนี่ยวนำาเมื่อ
สนามแม่เหล็กมีค่าเพิ่มขึ้น
สนามแม่เหล็กมีค่าลดลง
I I
ก ข
เราทราบแล้วว่า กระแสไฟฟ้าเป็นผลมาจากแรงเคลื่อนไฟฟ้า
ซึ่งเกี่ยวข้องกับสนามไฟฟ้า ดังนั้นเราจึงอาจเขียนรูปใหม่ดังนี้
B
B
B B
E รูป 8 แสดงทิศของ ∆
B
กัE
บ
E
เริ่ม A
แรงเคลื่อ นไฟฟ้า ต้า นกลับ ในมอเตอร์ หมุนM
กระแสตรง
เราสามารถนำาความรู้เกี่ยวกับกระแส I
ไฟฟ้าเหนี่ยวนำาไปอธิบายผลที่เกิดขึ้นในเครื่องใช้ มา
ไฟฟ้าบางชนิด เช่นมอเตอร์ไฟฟ้า แบลลัสต์ในวงจร หมุนด้วย
ก A
ฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น เมื่อให้กระแสไฟฟ้าเข้า อัตราเร็วคงตัว
M
มอเตอร์ กระแสไฟฟ้านี้จะทำาให้เกิดโมเมนต์แรงคู่คู่
I
ควบ ทำาให้ขดลวดหมุนขณะที่มอเตอร์หมุนจะทำาให้ฟ
น้อ
ลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวดมีค่าเปลี่ยนแปลงและเกิด
ย รูป 9 แสดง
แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำา ซึ่งมีทิศทางตรงข้ามกับ
กระแสไฟฟ้าที่
แรงเคลื่อนไฟฟ้าเดิม จึงเป็นผลทำาให้กระแสไฟฟ้าที่ ผ่านมอเตอร์
106.
106
ผ่านมอเตอร์ขณะหมุนด้วยอัตราเร็วคงตัว มีค่าน้อยกว่ากระแสไฟฟ้าที่
ผ่านมอเตอร์ขณะเริ่มหมุน แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำาในกรณีนี้เรียกว่า
แรงเคลื่อนไฟฟ้า ต้า นกลับ
กำาหนดให้ E คือ แรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งกำาเนิด
e คือ แรงเคลื่อนไฟฟ้าต้านกลับ
I คือ กระแสไฟฟ้าที่ผ่านขดลวดทั้งหมด
R คือ ความต้านทานของขดลวด
r คือ ความต้านทานภายในของแหล่งกำาเนิด
ΣE
จาก I= Σ R+r)
(
E-e
จะได้ I = R+ r
ตัว อย่า ง ถ่านไฟฉายมีความต้านทานภายใน 1.5 โอห์ม มีแรงเคลื่อน
ไฟฟ้า 4.5 โวลต์ ต่อกับมอเตอร์กระแสตรง ซึ่งขดลวดไม่มีความต้านทาน
ขณะขดลวดหมุนวัดกระแสได้ 2 แอมแปร์ จงหาแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยว
นำาดันกลับของมอเตอร์
วิธ ีท ำา ให้ e = แรงเคลื่อนไฟฟ้าต้านกลับ r = ความ
ต้านทานภายในของเซลล์
E = แรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ I = กระแสไฟฟ้า
ในวงจร
ΣE E-e
จาก I= Σ R+ r
( ) จะได้ I = R+ r
4.5
-e
แทนค่า 2 = +
0 1.5
3= 4.5 - e
e = 1.5 V
ตอบ นั่นคือแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำาดันกลับของมอเตอร์มีค่า 1.5
โวลต์ สตาร์ต
เตอร์
แรงเคลื่อ นไฟฟ้า เหนี่ย วนำา ของแบลลัส ต์ข องวงจรหลอดฟลูอ อ
เรสเซนต์
S
สำาหรับการทำางานของหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นเมื่อแผ่นโลหะ
หลอ
คู่ของสตาร์ตเตอร์ตัดวงจรไฟฟ้าจะทำาให้ฟลักซ์แม่เหล็กที่ขดลวดของ
ด
แบลลัสต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงเวลาสั้น ทำาให้เกิดแรงเคลื่อน
แบลลัสต์ สวิตช์